ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดีไลฟ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดีไลฟ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวดีไลฟ์ (Deelife) : "ดีไลฟ์" ครวญแม่ทีมหอบผ้าหนี ยกเครื่องระบบเทรนนิ่งหวังปั้นผู้นำใหม่







deelife (Mobile)

 


"ดีไลฟ์" ยอมรับแม่ทีมตบเท้าย้ายสังกัดหนี เดินหน้าจัดระบบเทรนนิ่งใหม่ ผุด กลยุทธ์ "ซ่อม-สร้าง" ปั้นผู้นำขึ้นมาทดแทน พร้อมฟุ้ง! ถึงแม้กลุ่มแม่ทีมจะย้ายหนี แต่ยอดขายยังเติบโตได้ตามเป้า 100% ชี้อัดสินค้าใหม่เน้นกลุ่มลดอ้วนเป็นเรือธงทำตลาด ด้านการเปิดสาขาอาเซียนโฟกัส "ไต้หวัน-ลาว" ประเทศที่ขยายไปแล้ว ตั้งเป็นโมเดลสร้างตลาดต่างประเทศต่อไป


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ถึงผลการดำเนินงานในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาว่า จากที่เคยประกาศออกไป ในต้นปีว่าจะทำการ "ซ่อม-สร้าง" เนื่องจากในปีก่อนหน้านี้ บริษัทมีแม่ทีมที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงานแต่ท้ายสุดแล้วแม่ทีมกลุ่มนี้ก็ย้ายออกไปพร้อมกับทีมงาน จึงทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่ มีการวางนโยบายใหม่ออกมาเพื่อให้สมาชิกที่อยู่กันมาก่อนได้ปรับตัวรับมือ เพื่อทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และผลดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงครึ่งปีหลัง ทุกอย่างได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งหมด


"ภาพรวมถือว่าน่าพอใจ เพราะช่วงแรกๆ ได้มีการทำงานหนัก อย่างมาก เพราะแม่ทีมเก่งๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ และได้ดึงลูกทีมไปด้วย แต่ก็ยังมีแม่ทีมอีกหลายคนที่จงรักภักดีกับบริษัท และได้ช่วยกันทำงานจนตอนนี้บริษัทเติบโตผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้ โดยมีการออกไปลงพื้นที่พูดคุยกับสมาชิกตามศูนย์สาขาต่างๆ และได้มีการจัด อบรมเทรนนิ่งติวเข้มพิเศษ เพื่อให้สมาชิกมีศักยภาพออกไปทำตลาดได้ดีขึ้น"


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงาน ในปี 2556 มีการเติบโตตามเป้า 100% ทั้งยอดขายและ สมาชิกและยังได้ทราบถึงความสามัคคีของ สมาชิกทุกคนที่อยู่กับบริษัท โดยปัจจุบันมีการเปิดบริษัทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มีการไหลเข้าไหลออกของคนอยู่ตลอดเวลา แต่บริษัทก็ยังมั่นใจว่า จะเติบโตเพิ่มได้มากกว่านี้ แม้จะมีการแข่งขันในตลาดขายตรงสูงแค่ไหนก็ตาม


สำหรับในไตรมาสที่ 4 ของปี เทวัญ ดีใจงาม หัวเรือใหญ่ "ดีไลฟ์" กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นต่างๆ พร้อมยังมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพิ่มขึ้นในหมวดสุขภาพ โดยเพิ่งออก ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ซึ่งได้การ ตอบรับดีมาก สามารถได้กลุ่มสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาอย่างนักเรียน และนักศึกษา เพราะเรื่องของรูปร่างเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการกันอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ดีที่ "ดีไลฟ์" จะมีกลุ่มวัยรุ่นมาทำธุรกิจ ทำให้คาดการณ์ได้ว่า สิ้นปีนี้บริษัทจะโตเพิ่มอีก 100% รวมตลอด ทั้งปีโต 200% ส่วนยอดขายน่าจะเกิน 200 ล้านบาท และสมาชิกจะขยับถึง 3 พันคน


ส่วนโรงเรียนสอนธุรกิจนั้น ดีไลฟ์ ก่อน หน้านี้ได้เปิดจุดหลักๆ ไปแล้ว ที่กรุงเทพฯ และอุดรธานี โดยสองแห่งนี้จะเป็นสถานที่ ให้สมาชิกได้เข้าไปฝึกอบรม เรียนรู้การทำธุรกิจ ซึ่งบริษัทได้มีการปรับปรุงสถานที่เดิม ให้ดูทันสมัยมากขึ้น และภายในต้นปีหน้าจะเร่งไปเปิดศูนย์สอนทำธุรกิจในจังหวัดภาค ใต้ และภาคเหนือต่อไป เพื่อให้ครอบคลุม ทั่วทั้ง 4 ภาค โดยหากนับศูนย์ดีไลฟ์ทั้งหมด จริงๆ ตอนนี้มีประมาณ 20 สาขา ซึ่งศูนย์ใหญ่หลักๆ จะอยู่บริเวณภาคกลางและอีสาน อาทิ ลพบุรี, โคราช, อุดรธานี, อุบล-ราชธานี, หนองคาย, นวนคร และสำโรง เป็นต้น


สำหรับก่อนหน้านี้บริษัทยังมีแนวทาง ที่จะขยายตลาดออกไปสู่ประเทศอาเซียน มากขึ้น ขณะนี้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่าย ผ่านไปทางประเทศไต้หวัน ประเทศลาว ซึ่งกำลังสร้างเป็นประเทศต้นแบบ ถ้าหากสำเร็จก็จะขยายไปยังประเทศพม่า และเวียดนาม โดยยังได้เจาะตลาดไปที่ประเทศ จีน แต่ยังถือว่ายากมากที่จะเข้าไปเปิดศูนย์ ในเมืองจีน เนื่องจากติดเรื่องของกฎหมายและข้อจำกัดหลายอย่าง อาจจะต้องรอเวลา สักระยะ


"การเจาะตลาดอาเซียนนั้น ทางบริษัทได้ขยายไปแล้วหลักๆ มีที่ประเทศลาว กับไต้หวัน ที่ได้ไปเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าที่นั่นมาก่อนหน้านี้ และก็กำลังไปได้สวย โดย กำลังมาคิดต่อว่า จะเริ่มทยอยไล่เปิดประเทศ เพื่อนบ้านไปทีละประเทศ ส่วนประเทศมหาอำนาจอย่างจีน กำลังพยายามเจาะตลาดผ่านสมาชิกเข้าไป แต่ยังไม่ค่อยเรียบร้อยดี แต่หากทำสำเร็จจะเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว"


อย่างไรก็ตาม ในต้นปีหน้าบริษัทยัง ได้เตรียมที่จะเพิ่มไลน์ผลิตสินค้าใหม่ๆ เข้า มาอีกให้ครอบคลุมมากกว่านี้ อาทิ กลุ่มเกษตร, อาหารเสริม, ความงาม และของใช้ ในประจำวัน เพื่อให้สมาชิกสามารถเรียกซื้อ สินค้าได้หมด โดยไม่ต้องไปหาซื้อที่อื่น ที่สำคัญสินค้าของ "ดีไลฟ์" จะต้องมีคุณภาพไม่เป็นรองใครแน่นอน


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวดีไลฟ์ (Deelife) : ดีไลฟ์ มุ่งสร้างนักธุรกิจหน้าใหม่ รุกหนักก้าวสู่ตลาด AEC หวังเจาะจีน









ดีไลฟ์ ตั้งลำใหม่เน้นเป็นปี ซ่อม-สร้าง หลังปีที่ผ่านมาฝ่ามรสุมการเปลี่ยนแปลงของแม่ทีมและนักธุรกิจรุ่นเก่า ตั้งลำใหม่เน้นสร้างเลือดใหม่ ให้ยึดวัฒนธรรมที่ดีและทำงานอย่างยั่งยืน และมีความจงรักภักดีต่อบริษัท วาดฝัน เจาะตลาดประเทศจีนขอแค่มาร์เก็ต แชร์ 10% ของประชากรเท่านั้น


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ถึงกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2556 ว่า ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการ ซ่อม-สร้าง ซ่อมคือ การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยเฉพาะทางทีมงานการตลาดหรือแม่ทีมที่มีการโยกย้ายออกไป เนื่องจากในปีก่อนหน้าบริษัทมีแม่ทีมขายที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงานแต่ท้ายสุดแล้วแม่ทีม กลุ่มนี้ก็ย้ายออกไปพร้อมกับทีมงาน จึงทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่


เราเข้าใจดีว่าแม่ทีมที่มีศักยภาพก็ย่อมคาดหวังกับผลงาน ที่เขาจะสร้างมาให้ ทำให้เราทุ่มเทไปยังกลุ่มแม่ทีมที่มีประสบการณ์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาเจอบริษัทที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เขา ก็ไปไม่ได้มาอยู่จีรังกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ดูเหมือนตอนแรกที่เข้ามาเขาจะหยุดอยู่ที่เรา แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไปอีก จุดนี้ถือเป็นประสบการณ์สำคัญ ดังนั้น ปีนี้จึงมุ่งมั่นที่จะเบนเข็มไปยังการสร้างเลือดใหม่แทน


สิ่งสำคัญคือกลยุทธ์เน้น สร้าง กล่าวคือ สร้างเลือดใหม่ให้มีความจงรักภักดีต่อองค์กร เน้นคนใหม่ที่ไม่เคย เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมาก่อน นำเข้ามาฝึกอบรม และเสริมสร้างความรู้ รวมถึง วัฒนธรรมขององค์กรในการทำธุรกิจอย่างมีความมั่นคงก้าวหน้าและยั่งยืน คาดว่าจะให้ความสำคัญกับคนใหม่ 80% 20% ซึ่งปีที่ผ่านมาสัดส่วนแบ่งเป็นคนใหม่และคนเก่า 50 : 50


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงาน ในปี 2555 การย้ายค่ายของแม่ทีม ทำให้เป้าหมายของบริษัทไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ พลาดเป้าไป 50% แต่ถือว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีรับได้ รวมถึงมีการเปิด บริษัทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มีการไหล เข้าไหลออกของคนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ปี 2556 ตนจึงไม่ได้คาดหวังถึงเป้าหมาย ทางด้านตัวเลขสูงนักแต่ก็ยังโฟกัสถึงรายได้ 500 ล้านบาทอยู่


พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีแนวทางที่จะขยายตลาดออกไปสู่ประเทศอาเซียน มากขึ้นขณะนี้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านไปทางประเทศไต้หวัน ประเทศลาว ซึ่งกำลังสร้างเป็นประเทศ ต้นแบบ ถ้าหากสำเร็จก็จะขยายไปยังประเทศพม่า และเวียดนาม ซึ่งจุดหมาย ปลายทางที่เป็นหัวใจหลักอยู่ที่ประเทศจีน หากเจาะตลาดประเทศจีนได้ประมาณ 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาล


การเจาะตลาดอาเซียนทางประเทศเวียดนามได้ ก็จะสามารถเข้าไป ทางเมืองคุนหมิง ประเทศจีนได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีแม่ทีมบางรายที่เริ่มเจาะตลาด เข้าไปได้เป็นแบบกองทัพมด แต่หากมีการดำเนินงานอย่างจริงจังคาดว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม เนื่อง จากบริษัทคาดว่าจะมีการขยายตัวทางด้านตลาดอาเซียนอย่างจริงจังในปี 2558-2559 เพราะขณะนี้บริษัทมีฐานของผู้บริโภคอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว


นายเทวัญเพิ่มเติมอีกว่า บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มไลน์ผลิตสินค้าใหม่ในกลุ่มเกษตร อีกประเภทหนึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปรับสภาพดินให้ดีขึ้น ช่วยการดูดซึมสารอาหารของพืชให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นมิตร ต่อสภาพดิน ซึ่งคาดว่าจะออกมาให้บริการประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2556 นอกจากนี้ ยังเพิ่ม สินค้าในกลุ่มความงามออกมาอีก 4-5 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบ แต่คงจะออกมาให้บริการภายในปีนี้อย่างแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1383 ประจำวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2556

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง(MLM) ยึดหัวหาด ยุทธภูมิทองคำ (อุดรฯ-ขอนแก่น) รับ AEC ฝั่งตะวันออก


เป็นที่ทราบกันดีในวงกว้างว่า ในช่วงปลายปี 2558 จะเป็นเวลาที่กลุ่มประเทศอาเซียนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการค้าการลงทุน โดยจะมีการเปิดความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้น หรือที่รู้จักกันในนามของ AEC โดยความร่วมมือ ดังกล่าว กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการนำเข้าส่งออก สินค้า และทำธุรกิจมากมายหลายอย่างซึ่งกันและกัน โดยปลอดจากกำแพงภาษีที่เคยมี


สิ่งที่กล่าวมา สร้างการตื่นตัวให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ขายตรงในประเทศไทย โดยหลายบริษัทเริ่มที่จะวางแผนงานรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นไปที่การวางรากฐานในเรื่องของการเปิดศูนย์ธุรกิจเพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทำตลาดอนาคต โดยยกขอนแก่น และอุดรธานี เป็นยุทธ-ภูมิทองคำ รองรับการเปิด AEC ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกนี้ล้วนเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, ลาว และกัมพูชา ซึ่งหาก AEC เกิดขึ้น ขอนแก่น และอุดรธานี ก็ไม่ต่างอะไรจากเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของโลกเลยทีเดียว


- มิลค์กี้ เวย์ ทุ่ม 100 ล. ปั้นอุดรฯ เป็นฮับ


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เริ่มต้นก้าวสู่จุดสตาร์ตของธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว โดยก้าวต่อไปบริษัทเตรียมรุกตลาดเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการเปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 4 แหล่งศูนย์ รวมธุรกิจเครือข่าย เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในเมือง-หลวง ส่วนสาขาอื่นๆ ปัจจุบัน บริษัทมีสาขาหรือศูนย์เซ็นเตอร์อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ในจังหวัดสงขลา (หาดใหญ่) และกำลังจะเปิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ และพิษณุโลก, ภาคอีสาน ที่จ.ขอนแก่น และอุดรธานี


สุมิตร ได้เปิดเผยว่า ศูนย์จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ประเทศอาเซียน ได้ ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมทุ่มงบลงทุนเพื่อ สร้างฐานธุรกิจอย่างเต็มที่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อทำตลาดรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่จะมีขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าอาจ ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 100 ล้านบาท และเป็นเงินสดทั้งสิ้น


วันนี้ด้วยความพร้อมของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ ในประเทศไทย ตนจึงคิดว่าน่าจะ ถึงเวลาที่บริษัทจะเริ่มรุกเข้าสู่ตลาดต่าง-ประเทศ ซึ่งการเปิดศูนย์สาขาใหญ่ในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ จะสามารถช่วยย่นระยะเวลาการทำธุรกิจและเพิ่มความสะดวกในด้าน ลอจิสติกส์ นอกจากนั้น จะเน้นการทำธุรกิจ ขายตรงแบบหลายภาษาเตรียมความพร้อม ในการเข้าสู่ตลาดสากล


อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจเป็นต้นปีหน้า บริษัทจะมีการเปิดสาขา ต่างประเทศในมาเลเซียเป็นประเทศแรก โดยจากเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นประเทศอินเดีย เพราะบริษัทเป็นพันธมิตรทางการ ค้ากับอินเดีย เรียกได้ว่ามีสายป่านทางการ ค้าอยู่มาก แต่เมื่อประเทศมาเลเซียมีความ พร้อมก่อน จึงไม่ควรรอช้าที่จะเข้าไปขยาย ธุรกิจ โดยได้มีการวางงบลงทุนการเปิดศูนย์ธุรกิจที่มาเลเซียไว้เกือบพันล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นเจาะตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้อย่างเต็มกำลัง


- ดีไลฟ์ หวังขอนแก่นเป็นประตู AEC อีสาน


ด้านนายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท ดีไลฟ์ อิน-เตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ ดีไลฟ์ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตรา ศึก ทั้งในส่วนของการขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาค ต่างๆ โดยในปีนี้ ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นเป้าหมายหลัก ของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ในปีนี้นั้น ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และ ร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัด ขอนแก่นนั้น ตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้ น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ ให้ผู้-บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


โดยการเลือกเปิดสาขาแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น นายเทวัญ ดีใจงาม บอสใหญ่ค่าย ดีไลฟ์ ได้เล่าว่า สาเหตุที่เลือกเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น มองว่าในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมีขายตรง ที่เข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกัน การ เปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง รากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่า การที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัส นั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดได้ เนื่อง จากต้องผ่านหลายขั้นตอนพอสมควร และ การที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงที่ห้าง โลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน


นายเทวัญ บอกต่ออีกว่า ในปีนี้ที่ ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน ในขณะเดียว กันยังเห็นว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียนในปี 2558 นี้ได้ด้วย


นอกจากนี้ เครื่องมือในการสร้างความยิ่งใหญ่ของ ดีไลฟ์ ไม่ใช่มีเพียง แค่การรุกเปิดสาขาใหม่ตามภูมิภาคต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหนึ่งหัวหอกที่สำคัญในการสร้างผู้นำสู่ความเป็นมืออาชีพ ในธุรกิจขายตรงนี้ด้วยนั่นก็คือ โรงเรียนสอนธุรกิจ ที่ปัจจุบัน ดีไลฟ์ ได้เปิดให้มีโรงเรียนดังกล่าวไปบ้างแล้ว อาทิ พิษณุ-โลก, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, นครราชสีมา และชลบุรี เป็นต้น


- MLM เฮโลปักธงแดนที่ราบสูงคึก


นายจักรพันธ์ สุทธโทธน กรรมการ ผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่น-แนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เปิดเผยว่า ภายในปีนี้จนถึงต้นปี 2556 บริษัทมีแผน ที่จะเปิดศูนย์สาขา ที่มีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพ ความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่ แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้ งบประมาณในการเปิดศูนย์ แต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับ ถัดไป


ปีนี้สัดส่วนยอดขายของบริษัทเติบโต ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่บริษัทปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเข้าไปรุกในส่วนของ ตลาดภูมิภาคมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของภูมิภาคต่างๆ มีอัตราสูงขึ้น โดยภาคอีสาน มียอดขายโต 100%, ภาคใต้ 30% และภาคเหนือโต 5% ตามลำดับ โดยปัจจุบัน บริษัทมีสมาชิกแอ็กทีฟประมาณ 2.3 หมื่น รหัส จาก 50 จังหวัดทั่วประเทศ ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีก 5 พันรหัส


ด้านนายวิชัย ทองขุนคำ ประธานกรรมการ บริษัท ธนาธร ยูเนี่ยนไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัทในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะ เป็นของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่จังหวัด กระบี่, สุราษฎร์ธานี, แม่สอด, ตราด, เชียง-ใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, นคร-ราชสีมา, ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ โดยปีนี้ตั้งเป้า ที่จะมีศูนย์ให้ได้ประมาณ 40 จังหวัด และปี หน้าคาดว่า ธนาธรจะต้องมีศูนย์ครบทุกจังหวัดอีกด้วย


เป้าหมายของเราคือ 3 ปีแรกเป็น การตั้งรับ 3 ปีที่ 2 เป็นการทำตลาดเชิงรุก 3 ปีที่ 3 เป็นการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ เราขอที่ จะ เติบโตอย่างไม่หวือหวา ไม่อยากที่จะแข่งขัน กับใคร ต้องการที่จะแข่งขันกับตัวเองเสีย มากกว่า และต้องการโตแบบมีคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายที่อาจจะไม่เยอะแต่หาก ทำได้ตรง ตามเป้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ เราด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1348 ประจำวันที่ 31-10-2012 ถึง2-11-2012

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

เปิดบันทึกเส้นทางนักขาย‘ดีไลฟ์’ ‘ธนเดช ทองดีเลิศ’นักสู้ผู้ไม่ถอยหลัง



...คนเราเมื่อเกิดมาแทบทุกคน ล้วนมีเป้าหมายในชีวิตที่จะประสบความสำเร็จ และอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นแน่...เมื่อเป้าหมายของชีวิตคือความสำเร็จ ฉะนั้นเราทุกคนต้องรู้จักบริหารชีวิตอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น เพราะคนหลายคนปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกับเข็มนาฬิกา ปล่อยให้โอกาสล่องลอยไป แล้วก็มานั่งเสียดายทีหลัง...
นับตั้งแต่ “ธุรกิจเครือข่าย” ได้กำเนิดเกิดขึ้นมากมายในยามนี้ ก็มีหลากหลายบริษัทที่ได้มอบโอกาสให้กับคนทุกอาชีพ ทุกระดับการศึกษาและทุกฐานะ ได้เป็นเจ้าของธุรกิจและสามารถสร้างความสำเร็จ ความร่ำรวย ให้เกิดขึ้นกับชีวิตตนได้...จึงทำให้ธุรกิจเครือข่าย เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์ให้กับใครหลายๆ คนในเวลานี้...
เช่นเดียวผู้นำที่มากความสามารถ และคร่ำหวอดอยู่ในวงการเครือข่ายท่านนี้ “ธนเดช ทองดีเลิศ” แห่งค่าย “ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ที่หอบเอาความฝันและความหวังที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพเครือข่าย และแล้วเขาก็สามารถทำความฝันนั้นให้เป็นจริงได้...

...“ธนเดช” ผู้ซึ่งอุทิศตนและทุ่มเทให้กับธุรกิจเครือข่าย มาตลอดระยะเวลา 4 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเปิดใจกับธุรกิจเครือข่ายตั้งแต่นั้นมา...แต่แล้วลิขิตฟ้าก็มอบโอกาสให้กับ “ธนเดช” ด้วยการที่ “อ.เทวัญ ดีใจงาม” ได้ชักชวนให้ “ธนเดช” เข้าร่วมธุรกิจกับบริษัทดีไลฟ์...เมื่อโอกาสที่จะทำให้ “ธนเดช” ร่ำรวยและประสบความสำเร็จนั้นมาถึง เขาจึงไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะมีความเชื่อและศรัทธาในตัวท่านประธาน

ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่ “ธนเดช” จะมาร่วมกับธุรกิจเครือข่าย เขาเคยประกอบอาชีพอื่นมาก่อน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดย “ธนเดช” บอกว่า เมื่อก่อนประกอบอาชีพรับราชการครูมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความมั่นคง แต่เงินไม่พอใช้ จึงตัดสินใจไปทำธุรกิจอสังหา
ริมทรัพย์ เพราะคิดว่าจะสร้างความสำเร็จให้ชีวิตได้ แต่ก็ต้องมาเจอวิกฤตฟองสบู่เมื่อปี พ.ศ. 2540 ทำให้เขาถูกฟ้องหนี้กว่าร้อยล้านบาท

...“ธนเดช” ใช้เวลากว่า 5 ปี จึงสามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้หมด โดยเขามองว่าอาชีพราชการไม่สามารถดลบันดาลความร่ำรวยให้กับเขาได้ จึงตัดสินใจลาออก และมองหาธุรกิจที่ลงทุนน้อย ไม่เสี่ยง แต่รวยได้ และจึงได้มาพบกับอาชีพธุรกิจเครือข่าย ที่สามารถตอบโจทย์และให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ ดั่งเช่นปัจจุบัน...

หากถามถึงความมั่นใจ ที่ “ธนเดช” เข้าร่วมกับธุรกิจเครือข่าย “ดีไลฟ์” นั้น เขาบอกว่า “วิเคราะห์จากเจ้าของบริษัทเพียงข้อเดียว คือเจ้าของบริษัทต้องมีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์ เข้าใจธุรกิจเครือข่าย เข้าใจสมาชิก ทำอย่างไรที่จะนำพาสมาชิกให้ประสบความสำเร็จได้ นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ…ตัวผมผ่านธุรกิจมาแล้ว 2 – 3 บริษัท แต่ก็ไม่สำเร็จ และมั่นใจว่าถ้าเราร่วมธุรกิจกับบริษัทที่ดี ถึงแม้ยากลำบากหน่อย มีขวากหนามมากมาย แต่ถ้าเราถากถางหนามแล้วปุ๋ยต้องดี จึงเชื่อว่าถ้าเราได้มาเป็นรุ่นแรก จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้”

โดย “ธนเดช” ใช้เวลาเก็บเกี่ยวความสำเร็จกับ “ดีไลฟ์” มาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี เรียกได้ว่า เขาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่
คู่กับ อ.เทวัญ มาอย่างยาว นาน...จนบัดนี้ “ดีไลฟ์” ได้โลดแล่นและสามารถสยายปีกในวงการธุรกิจเครือข่ายได้ ด้วยยอดขายที่โตเพิ่มขึ้นทุกปี...

แม้ว่า “ธนเดช” จะเลือกเส้นทางสายนี้ได้ถูกทาง แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะการเป็นหนี้สินในอดีต ทำให้เขาสูญเสียเครดิต ที่จะทำให้คนอื่นๆ เชื่อในตัวเขา...
“ต้นทุนทางธุรกิจผมไม่มีเลย สิ่งหนึ่งที่หมดไปเลยคือเรื่องเครดิต เพราะเป็นหนี้เยอะมาก ผมเข้ามาทำที่ดีไลฟ์ ไม่มีรถขับ ไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ต้องอาศัยบ้านที่ถูกยึด นั่งรถเมล์มาทำงาน เชื่อว่าไม่สามารถทำให้คนรู้จักเชื่อในตัวเราได้ เพราะในช่วงที่เป็นหนี้นั้นคนรู้จักเดินหนีเราหมด เราจึงต้องเริ่มทำงานกับคนใหม่ๆ หาคนใหม่อย่างเดียว”
“แม้ว่าจะไม่มีคนที่เห็นด้วยกับเรา เราก็พยายามพูดในเรื่องอนาคตเป็นหลัก พยายามให้เขาเข้าใจว่าเรื่องของโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เราต้องยอมลำบากก่อนเพื่อสบายทีหลัง...เพราะความลำบากไม่เคยฆ่าใคร ความสบายสิฆ่าคน เราลำบากวันนี้ เราต้องสบายวันหน้า…ฉะนั้นผมจึงพยายามขายความคิด เปิดโอกาสนี้ให้คนใหม่ๆ โดยมีท่านประธานคอยให้แง่คิด ให้มุมมองใหม่ๆ ให้มุมมองในเรื่องธุรกิจใหม่ จึงช่วยเปิดใจให้กับคนใหม่ๆ ได้”


…“ถึงแม้เราชวนใครแล้วไม่สำเร็จ ก็คิดเสมอว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดาในธุรกิจเครือข่าย มั่นใจว่าสักวันต้องเจอคนที่เห็นด้วยกับเรา ในที่สุดก็เจอ จากคนๆ เดียวก็ขยายเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น จนปัจจุบันมีเป็นแสนคน”…

อย่างไรก็ดี แม้ชีวิตจะต้องเจอกับอุปสรรค และความขื่นข่มมามากมาย แต่ “ธนเดช” ก็ไม่เคยย่อท้อ ด้วยความคิดที่ว่า “ถ้าอยากประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย ทัศนคติต้องแข็งแรง ไม่ว๊อกแว๊ก คิดเสมอว่าถ้าไม่สำเร็จ ก็ไม่เลิก แม้เจออุปสรรคอะไรก็ข้ามไป” เขาจึงมีวันนี้
มีชีวิตที่ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

...เรียกได้ว่าความสำเร็จของ “ธนเดช” ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากรายได้เพียง 80 บาท มาสู่ 800 และ 8,000 ใช้เวลา 5 ปี ได้รับ 80,000 จนปัจจุบันกว่า 7 ปี มีรายได้ 420,000 บาท

ทั้งนี้ “ธนเดช” ได้ทิ้งท้ายถึงเคล็ดลับความสำเร็จไว้ว่า “ธุรกิจไม่ได้ง่ายเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป เราต้องเรียนรู้บวกกับการลงมือทำ ที่บริษัทดีไลฟ์ มีโรงเรียนสอนธุรกิจ เข้าโรงเรียนเพื่อรู้วิธีการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง มีเป็นคอร์ส เป็นขั้นๆ ผมเชื่อว่าธุรกิจเครือข่าย ความเก่ง ความสามารถไม่สำคัญ หากเรารักษาทัศนคติดี เดินตามขั้นตอน ตามที่ได้ไปเรียนรู้มาและลงมือทำ ไม่ช้าก็เร็วสำเร็จแน่นอน...”

หลายๆ คน ต้องมีความฝัน มีเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต หากโอกาสมาถึงก็จงคว้าเอาไว้ แม้ว่าต้องเดินบนเส้นทางที่ผิดบ้างถูกบ้าง หากเราไม่ย่อท้อ ขยัน อดทน พร้อมทั้งเรียนรู้และลงมือทำ เชื่อว่าสักวันความฝันนั้น ไม่ไกลเกินเอื้อม...!!!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

เปิดบันทึกเส้นทางนักขาย‘ดีไลฟ์’ ‘ธนเดช ทองดีเลิศ’นักสู้ผู้ไม่ถอยหลัง



...คนเราเมื่อเกิดมาแทบทุกคน ล้วนมีเป้าหมายในชีวิตที่จะประสบความสำเร็จ และอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นแน่...เมื่อเป้าหมายของชีวิตคือความสำเร็จ ฉะนั้นเราทุกคนต้องรู้จักบริหารชีวิตอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น เพราะคนหลายคนปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกับเข็มนาฬิกา ปล่อยให้โอกาสล่องลอยไป แล้วก็มานั่งเสียดายทีหลัง...
นับตั้งแต่ “ธุรกิจเครือข่าย” ได้กำเนิดเกิดขึ้นมากมายในยามนี้ ก็มีหลากหลายบริษัทที่ได้มอบโอกาสให้กับคนทุกอาชีพ ทุกระดับการศึกษาและทุกฐานะ ได้เป็นเจ้าของธุรกิจและสามารถสร้างความสำเร็จ ความร่ำรวย ให้เกิดขึ้นกับชีวิตตนได้...จึงทำให้ธุรกิจเครือข่าย เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์ให้กับใครหลายๆ คนในเวลานี้...
เช่นเดียวผู้นำที่มากความสามารถ และคร่ำหวอดอยู่ในวงการเครือข่ายท่านนี้ “ธนเดช ทองดีเลิศ” แห่งค่าย “ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ที่หอบเอาความฝันและความหวังที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพเครือข่าย และแล้วเขาก็สามารถทำความฝันนั้นให้เป็นจริงได้...

...“ธนเดช” ผู้ซึ่งอุทิศตนและทุ่มเทให้กับธุรกิจเครือข่าย มาตลอดระยะเวลา 4 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเปิดใจกับธุรกิจเครือข่ายตั้งแต่นั้นมา...แต่แล้วลิขิตฟ้าก็มอบโอกาสให้กับ “ธนเดช” ด้วยการที่ “อ.เทวัญ ดีใจงาม” ได้ชักชวนให้ “ธนเดช” เข้าร่วมธุรกิจกับบริษัทดีไลฟ์...เมื่อโอกาสที่จะทำให้ “ธนเดช” ร่ำรวยและประสบความสำเร็จนั้นมาถึง เขาจึงไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะมีความเชื่อและศรัทธาในตัวท่านประธาน

ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่ “ธนเดช” จะมาร่วมกับธุรกิจเครือข่าย เขาเคยประกอบอาชีพอื่นมาก่อน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดย “ธนเดช” บอกว่า เมื่อก่อนประกอบอาชีพรับราชการครูมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความมั่นคง แต่เงินไม่พอใช้ จึงตัดสินใจไปทำธุรกิจอสังหา
ริมทรัพย์ เพราะคิดว่าจะสร้างความสำเร็จให้ชีวิตได้ แต่ก็ต้องมาเจอวิกฤตฟองสบู่เมื่อปี พ.ศ. 2540 ทำให้เขาถูกฟ้องหนี้กว่าร้อยล้านบาท

...“ธนเดช” ใช้เวลากว่า 5 ปี จึงสามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้หมด โดยเขามองว่าอาชีพราชการไม่สามารถดลบันดาลความร่ำรวยให้กับเขาได้ จึงตัดสินใจลาออก และมองหาธุรกิจที่ลงทุนน้อย ไม่เสี่ยง แต่รวยได้ และจึงได้มาพบกับอาชีพธุรกิจเครือข่าย ที่สามารถตอบโจทย์และให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ ดั่งเช่นปัจจุบัน...

หากถามถึงความมั่นใจ ที่ “ธนเดช” เข้าร่วมกับธุรกิจเครือข่าย “ดีไลฟ์” นั้น เขาบอกว่า “วิเคราะห์จากเจ้าของบริษัทเพียงข้อเดียว คือเจ้าของบริษัทต้องมีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์ เข้าใจธุรกิจเครือข่าย เข้าใจสมาชิก ทำอย่างไรที่จะนำพาสมาชิกให้ประสบความสำเร็จได้ นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ…ตัวผมผ่านธุรกิจมาแล้ว 2 – 3 บริษัท แต่ก็ไม่สำเร็จ และมั่นใจว่าถ้าเราร่วมธุรกิจกับบริษัทที่ดี ถึงแม้ยากลำบากหน่อย มีขวากหนามมากมาย แต่ถ้าเราถากถางหนามแล้วปุ๋ยต้องดี จึงเชื่อว่าถ้าเราได้มาเป็นรุ่นแรก จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้”

โดย “ธนเดช” ใช้เวลาเก็บเกี่ยวความสำเร็จกับ “ดีไลฟ์” มาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี เรียกได้ว่า เขาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่
คู่กับ อ.เทวัญ มาอย่างยาว นาน...จนบัดนี้ “ดีไลฟ์” ได้โลดแล่นและสามารถสยายปีกในวงการธุรกิจเครือข่ายได้ ด้วยยอดขายที่โตเพิ่มขึ้นทุกปี...

แม้ว่า “ธนเดช” จะเลือกเส้นทางสายนี้ได้ถูกทาง แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะการเป็นหนี้สินในอดีต ทำให้เขาสูญเสียเครดิต ที่จะทำให้คนอื่นๆ เชื่อในตัวเขา...
“ต้นทุนทางธุรกิจผมไม่มีเลย สิ่งหนึ่งที่หมดไปเลยคือเรื่องเครดิต เพราะเป็นหนี้เยอะมาก ผมเข้ามาทำที่ดีไลฟ์ ไม่มีรถขับ ไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ต้องอาศัยบ้านที่ถูกยึด นั่งรถเมล์มาทำงาน เชื่อว่าไม่สามารถทำให้คนรู้จักเชื่อในตัวเราได้ เพราะในช่วงที่เป็นหนี้นั้นคนรู้จักเดินหนีเราหมด เราจึงต้องเริ่มทำงานกับคนใหม่ๆ หาคนใหม่อย่างเดียว”
“แม้ว่าจะไม่มีคนที่เห็นด้วยกับเรา เราก็พยายามพูดในเรื่องอนาคตเป็นหลัก พยายามให้เขาเข้าใจว่าเรื่องของโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เราต้องยอมลำบากก่อนเพื่อสบายทีหลัง...เพราะความลำบากไม่เคยฆ่าใคร ความสบายสิฆ่าคน เราลำบากวันนี้ เราต้องสบายวันหน้า…ฉะนั้นผมจึงพยายามขายความคิด เปิดโอกาสนี้ให้คนใหม่ๆ โดยมีท่านประธานคอยให้แง่คิด ให้มุมมองใหม่ๆ ให้มุมมองในเรื่องธุรกิจใหม่ จึงช่วยเปิดใจให้กับคนใหม่ๆ ได้”


…“ถึงแม้เราชวนใครแล้วไม่สำเร็จ ก็คิดเสมอว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดาในธุรกิจเครือข่าย มั่นใจว่าสักวันต้องเจอคนที่เห็นด้วยกับเรา ในที่สุดก็เจอ จากคนๆ เดียวก็ขยายเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น จนปัจจุบันมีเป็นแสนคน”…

อย่างไรก็ดี แม้ชีวิตจะต้องเจอกับอุปสรรค และความขื่นข่มมามากมาย แต่ “ธนเดช” ก็ไม่เคยย่อท้อ ด้วยความคิดที่ว่า “ถ้าอยากประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย ทัศนคติต้องแข็งแรง ไม่ว๊อกแว๊ก คิดเสมอว่าถ้าไม่สำเร็จ ก็ไม่เลิก แม้เจออุปสรรคอะไรก็ข้ามไป” เขาจึงมีวันนี้
มีชีวิตที่ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

...เรียกได้ว่าความสำเร็จของ “ธนเดช” ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากรายได้เพียง 80 บาท มาสู่ 800 และ 8,000 ใช้เวลา 5 ปี ได้รับ 80,000 จนปัจจุบันกว่า 7 ปี มีรายได้ 420,000 บาท

ทั้งนี้ “ธนเดช” ได้ทิ้งท้ายถึงเคล็ดลับความสำเร็จไว้ว่า “ธุรกิจไม่ได้ง่ายเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป เราต้องเรียนรู้บวกกับการลงมือทำ ที่บริษัทดีไลฟ์ มีโรงเรียนสอนธุรกิจ เข้าโรงเรียนเพื่อรู้วิธีการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง มีเป็นคอร์ส เป็นขั้นๆ ผมเชื่อว่าธุรกิจเครือข่าย ความเก่ง ความสามารถไม่สำคัญ หากเรารักษาทัศนคติดี เดินตามขั้นตอน ตามที่ได้ไปเรียนรู้มาและลงมือทำ ไม่ช้าก็เร็วสำเร็จแน่นอน...”

หลายๆ คน ต้องมีความฝัน มีเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต หากโอกาสมาถึงก็จงคว้าเอาไว้ แม้ว่าต้องเดินบนเส้นทางที่ผิดบ้างถูกบ้าง หากเราไม่ย่อท้อ ขยัน อดทน พร้อมทั้งเรียนรู้และลงมือทำ เชื่อว่าสักวันความฝันนั้น ไม่ไกลเกินเอื้อม...!!!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

"ดีไลฟ์" เขย่าตลาดขายตรง ส่งกันแดดค่า 100 ดันเป้า 500 ล้าน



ดีไลฟ์ วางหมากหวังพิชิตยอดสิ้นปี 500 ล้านบาท เร่งขยายสาขาสู่อีสาน พร้อมเปิดโรงเรียนสอนธุรกิจ และใช้สื่อโฆษณา หวังสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ดีไลฟ์ล่าสุดเปิดตัวซีรั่มป้องกันแสงแดด ค่า SPF 100 เจ้าแรกของวงการขายตรงเผยปีนี้เล็งเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกไตรมาส

เทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค" ถึงทิศทางการตลาดของดีไลฟ์ในปี 2555 ว่าปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า จะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ภายหลังบริษัทได้ปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ผลิตภัณฑ์ซี่รั่มป้องกันแสงแดด "เดอลูคอง ซีรั่ม ซันสกรีน SPF PA+++" ว่าเป็นซีรั่มที่แตกต่างจากซีรั่มทั่วไป ซึงซีรั่มตัวนี้จะมีค่า SPF สูงถึง 100 และสามารถป้องกันแสงแดดได้ถึง 16 ชั่วโมง และช่วยต้านทานการอักเสบของผิวพร้อมทั้งกันน้ำและเหงื่อ และช่วยปรับสภาพผิวลดการเกิด ฝ้า กระ และ รอยหมองคล้ำจากแสงแดด ทั้งนี้ การออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อเป็นการต้อนรับเข้าสู่ฤดูร้อนนี้ และรวมไปถึงการรองรับแผนการตลาดที่ได้ปรับปรุงใหม่

ทั้งนี้ ในแผนการขยายสาขาจะเน้นไปที่ภาคอีสาน โดยบริษัทเล็งเห็นว่าภาคอีสานเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูง และเป็นภูมิภาคที่สามารถคุยธุรกิจได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นประตูสู่อาเซียนขณะที่สาขาของดีไลฟ๋ แบ่งเป็น 4 รูปแบบ และแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ ดีไลฟ์ เน็ตเวิร์ค (ศูนย์ฝึกอบรม) ซึ่งปัจจุบันมีสาขาที่นครราชสีมา อุดรธานี และขอนแก่น ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 23 มีนาคมนี้ และจะเปิดที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อไป

ในส่วนที่ 2 สมาชิกแบบเปิด(Agent) เป็นการลงทุนร่วมกับบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัมีสาขาในรูปแบบ Agent ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา หาดใหญ่ ชุมแพ และไต้หวัน นอกจากนี้ยังมี Pre Agent ที่ สปป.ลาว อีก 5 แห่ง ได้แก่ เมืองสาละวัน,ปากเซ,อุดมไช, ปากซัน และ ไชยเชษฐา

สำหรับโรงเรียนสอนธุรกิจ จะเปิดเพิ่มที่พิษณุโลกม,เชียงใหม่,อุบลราชธานี,อุดรธานี,นครราชสีมา และ ชลบุรี ในส่วนของกรุงเทพฯ และ พัทยา ที่เปิดไปก่อนหน้าจะทำการปรับปรุงสถานที่ใหม่ได้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้นทั้งนี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบสำหรับโรงเรียนสอนธุรกิจสาขาใหม่ที่กำลับงจะเปิดขึ้นให้เป็นในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

ล่าสุดบริษัทยังได้ขยายสาขาในรูปแบบของเซ็นเตอร โดยใช้ชื่ว่า "ดีไลฟ์ เซ็นเตอร์" หรือ DC ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 60 แห่ง คาดว่าภายในสิ้นปีนี้สามารถเปิดได้ถึง 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดย DC จะเปิดให้บริการในลักษณะการเปิดให้เข้ามานวดหน้าฟรีหากลูกค้าสนใจก็สามารถซื้อสินค้ากลับไปใช้ได้ ซึ่งการที่บริษัทได้จัดทำศูนย์ดังกล่าวขึ้นมานั้น ถือเป็นกลยุทธ์อีกรูปแบบหนึ่งในการเข้าถึงกลุ่มสมาชิกทุกพื้นที่อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น 200,000 รหัส แบ่งเป็นสมาขิกที่ทำธุรกิจอย่างจริงจังซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 50,000 รหัส และคาดว่าจะมีสมาชิกที่ทำธุรกิจอย่างจริงจัง 25,000 รหัส

นอกจากนี้ บริษัทจะเน้นการประชาสัมพันธ์มากขึ้นในปีนี้ โดยจะใช้สื่อเคเบิล ทีวี ท้องถิ่น สื่อวิทยุท้องถิ่น และสื่อสิ่งพิมพ์ โดยการใช้สื่อเคเบิล ทีวี จะเริ่มออกอากาศในเดือนเมษายนนี้ อย่างไรก็ดี การรุกสร้างแบรนด์โดยการใช้สื่อโฆษณาในปีนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ และเป็นการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ดีไลฟ์เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมองการแข่งขันของธุรกิจขายตรงในปีนี้ว่า ตลาดขายตรงยังมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี เพราะปัจจุบันมีบริษัทขายตรงรายใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆดังนั้น จึงมองว่าหากบริษัทที่จะสามารถอยู่รอดได้ต้องมีการสร้างสมาชิกใหม่ๆ และต้องใช้สื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

‘ดีไลฟ์’เปิดสนามบุกขายตรงภูธร เร่งเครื่องขยายสาขา/รุกสื่อทีวีดาวเทียม



“ดีไลฟ์” อุ่นเครื่องธุรกิจไตรมาสแรก เดินเกมรุกจัดงาน “The Road to Success ครั้งที่ 1” ปลุกพลังสมาชิกตื่น! พร้อมประกาศเดินหน้าตลาดแบบครบเครื่อง ด้วยการเข็นศูนย์กระจายสินค้าลงทุกอำเภอ พุ่งเป้าอัดยาแรงตลาดภาคอีสานเป็นหลัก พร้อมรุกสื่อทีวีดาวเทียมสร้างการรับรู้...เผยเตรียมเปิดศูนย์บัญชาการแห่งใหม่บนห้างดังโลตัสขอนแก่น 23 มี.ค. นี้ หลังจากประสบความสำเร็จจากศูนย์สาขาบนห้างเดอะมอลล์โคราชมาแล้ว..เผยเป้าของยอดศูนย์กระจายสินค้า 1,000 แห่งสิ้นปี พร้อมยอดขาย 500 ล้าน
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของธุรกิจขายตรงที่ชื่อ “บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างสมเกียรติจริงๆ ภายใต้การบริหารงานโดย “เทวัญ ดีใจงาม” ประธานกรรมการ และ “ต้องจิต ฆโนทัย” กรรมการผู้จัดการ ที่เริ่มต้นออกมาเขย่าธุรกิจกันตั้งแต่ต้นปีด้วยกลยุทธ์ที่เรียกได้ว่าบ้าบิ่นเลยทีเดียว!...
...เห็นได้จาก การออกมาตอกย้ำความเป็นผู้นำทางด้านระบบการฝึกอบรมกับงาน “The Road to Success” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2555 ที่ศูนย์ประชุมคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ถนนเลียบทางด่วนรามอินทราเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยงานนี้ มีเหล่าขุนพลผู้กล้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
พร้อมกันนี้ ภายในงาน “เทวัญ ดีใจงาม” ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังได้ประกาศถึงเป้าหมายและแผนงานของบริษัทฯ ในปี 2555 นี้ว่า ขอพิชิตยอดขายสิ้นปีนี้ที่ 500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 138 ล้านบาท และในปี 2557 ขอยอดขายแตะที่ 1,000 ล้านบาท
สำหรับแผนการรุกตลาดเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น บอสใหญ่ค่าย “ดีไลฟ์” เผยต่ออีกว่า ในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตราศึก โดยได้มีการกำหนดแผนการดำเนินงานไว้ดังนี้คือ การขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งปีนี้จะเน้นที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทฯ โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ในปีนี้นั้น ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ในจังหวัดขอนแก่นนั้น จะตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น โดยจะเปิดให้บริการในวันที่ 23 มีนาคมนี้
“ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ดีไลฟ์ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่เปิดศูนย์สาขาบนห้างเดอะมอลล์โคราช ซึ่งถือเป็นแหล่งการจับจ่ายใช้สอย ที่มีผู้คนพลุกพล่าน โดยสมาชิกที่สนใจทำธุรกิจ หรือต้องการอบรมเรียนรู้ สามารถเดินทางเข้ามาได้อย่างสะดวก และเชื่อว่าสาขาแห่งใหม่บนห้างโลตัสขอนแก่น ก็น่าที่จะได้รับการตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ยังถือเป็นการผลักดันให้ดีไลฟ์เป็นขายตรงเจ้าแรกที่มีศูนย์สาขาตั้งอยู่บนห้างดัง รวมถึงยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มศักยภาพการให้บริการอีกด้วย ซึ่งในอนาคตคาดว่าดีไลฟ์จะมีศูนย์สาขาบนห้างดัง ตั้งครอบคลุมอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างแน่นอน”
นายเทวัญ เผยต่ออีกว่า ส่วนโรงเรียนสอนธุรกิจนั้น ทางบริษัทฯ จะเปิดในจังหวัดหลักๆ ประกอบด้วย พิษณุโลก, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, นคร ราชสีมา และชลบุรี ส่วนกรุงเทพฯและภูเก็ต ที่เปิดไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น ทางบริษัทฯ จะมีการปรับปรุงสถานที่เดิมให้ดูทันสมัยมากขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบในการตกแต่งโรงเรียนสอนธุรกิจที่กำลังจะเปิดขึ้นมาให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันทั้งเหมด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในส่วนของ DNA ภูเก็ต
“ในส่วนของศูนย์กระจายสินค้านั้น ทางบริษัทฯ จะเน้นให้สมาชิกเป็นผู้เปิด โดยบริษัทฯ จะให้การสนับสนุน และให้ส่วนลดพิเศษ โดยคาดว่าจะมีศูนย์กระจายสินค้าเกิดขึ้นในปีนี้ประมาณ 1,000 แห่ง ซึ่งจะเน้นที่ภาคอีสานเป็นหลัก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีศูนย์กระจายสินค้าย่อยที่ลงไปตามอำเภอและตำบลอีก อย่างน้อยๆ บริษัทฯ ต้องมีศูนย์กระจายสินค้าย่อยอยู่ทุกอำเภออย่างแน่นอน”
ส่วนแผนงานที่ 2 ที่จะบุกตลาดในปีนี้นั้น นายเทวัญ เผยต่ออีกว่า บริษัทฯ เตรียมที่จะใช้สื่อทีวีดาวเทียมเป็นหัวหอกในการทำตลาด โดยคาดว่าจะเริ่มออนแอร์ได้ในช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าในภาคอีสานบริษัทฯ จะใช้สื่อทีวีดาวเทียมทั้งหมด ไปพร้อมๆ กับวิทยุชุมชนด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ก็จะมีการประชาสัมพันธ์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมถึงการเน้นทำตลาดออนไลน์เพื่อรีครูทคนกลุ่มใหม่ๆ ให้เข้ามาสู่ธุรกิจดีไลฟ์ให้เพิ่มมากขึ้น
แผนงานที่ 3 ทางบริษัทฯ จะเน้นการใช้สินค้านำร่องตลาด โดยจะมีสินค้าพระเอกคือ โสมสกัดเม็ด “ดีไลฟ์ จินสโรเจน” ในการปูทางธุรกิจ ไปพร้อมๆ กับสินค้าในหมวดความงาม อย่างล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ที่ชื่อ “เดอ ลูคอง ซีรั่ม ซันสกรีน SPF PA+++” เป็นซีรัมกันแดด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจอย่างมากทีเดียว โดยสินค้าใหม่ในปีนี้นั้น ทางบริษัทฯ จะเข็นออกมาทุกๆ ไตรมาส
แผนงานที่ 4 บริษัทฯ จะมุ่งเน้นเรื่องระบบการฝึกอบรม ที่จะช่วยเติมเต็มผู้นำให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแผนงานที่สำคัญในปีนี้ แผนงานที่ 5 นโยบายการตลาดในเรื่องของแผนการตลาดที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งหลังจากที่บริษัทฯ ได้ใช้มาได้ประมาณ 1-2 เดือน ผลปรากฏว่ายอดขายเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสมาชิกให้การตอบรับเป็นอย่างดี และแผนงานที่ 6 การออกโปรโมชั่นต่างๆ ที่ในปีนี้ บริษัทฯ จะมีออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของกิจกรรมส่งเสริมการขายด้านต่างๆ รวมถึงการออกโปรโมชั่นท่องเที่ยว เป็นต้น
“สาเหตุที่ในปีนี้ ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในส่วนของภาคอีสานเป็นหลัก เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน พร้อมกันนี้ ยังมองว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียนในปี 2558 นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีสมาชิกอยู่ที่ 3 แสนรหัส แอคทีฟ 2 หมื่นรหัส โดยคาดว่าสิ้นปีนี้น่าที่จะมีสมาชิกที่แอคทีฟอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นรหัสด้วยเช่นกัน พร้อมกับเป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้ที่ 500 ล้านบาท” นายเทวัญ กล่าวทิ้งท้าย
...นับเป็นการส่งสัญญาณที่น่ากลัวทีเดียว สำหรับรูปแบบการทำตลาดของ “ดีไลฟ์” ที่เตรียมตีตลาดแบบครบเครื่อง ซึ่งแผนงานที่ค่ายนี้วางไว้จะสัมฤทธิ์ผลตรงตามเป้าหมายหรือไม่นั้น คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าจะ “ออกหัว” หรือ “ออกก้อย”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 316 ประจำวันที่ 16 - 31 มีนาคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

ดีไลฟ์ เร่งเครื่องโหมสื่อหาจุดตั้งสาขาพันแห่งลุยฝันพันล.

“ดีไลฟ์” เป็นปลื้ม หลังเปลี่ยนแผนการตลาดใหม่ 2 เดือนยอดขายโตขึ้นกว่า 200% เผยกลยุทธ์ปี 55 เร่งขยายสาขาให้ครบ 1 พันแห่ง พร้อมเดินหน้าโหมสื่อทุกรูปแบบ โดยเฉพาะสื่อดาวเทียม เมษายนนี้ลงพื้นที่สร้างเม็ดเงิน มั่นใจด้วยความพร้อมของบริษัท จะสามารถผลักดันยอดขายให้ทะลุ 500 ล้านในสิ้นปี และครบ 1,000 ล้านภายในปี 57

จากข้อมูลตัวเลขยอดขายในปี 2554 ของ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเปิดเผยโดย นายเทวัญ ดีใจงาม ประธาน กรรมการ พบว่า ปีที่แล้วบริษัทสามารถปิดยอดการขายได้ที่ 138 ล้านบาท จากข้อมูลตัวเลขดังกล่าวถือว่า ไม่หวือหวามาก นัก ในเชิงการทำธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้บริษัทขายตรงสัญชาติไทยแท้อย่าง ดีไลฟ์ เป็นบริษัทที่ทุกคนควรจะจับตามองในปี 2555 นี้ก็คือ การปรับเปลี่ยนแผนการจ่าย ผลตอบแทน หรือสิ่งที่ผู้บริหารเรียกว่า การ ปรุงแผนใหม่ เพื่อให้สมาชิกทุกคนของดีไลฟ์ ได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สูงขึ้น และ สามารถขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยเป็นการ เปลี่ยนแผนใหม่จากสแตร์สเต็ป มาเป็นแผนแบบวิสสตรอง โดยแผนการจ่ายผลตอบแทนดังกล่าวนั้น ได้มีการประกาศใช้ไปแล้วในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า ในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ยอดการขายทะลุเกินกว่าเป้าที่วางไว้

ซึ้งนายเทวัญ ได้เปิดเผยว่า“สัดส่วนยอดขายของเดือนมกราคมปีนี้ เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคมปี 54 พบว่าหลังจากบริษัทเปลี่ยนมาใช้แผนใหม่ ยอดขายเดือนมกราคมโตขึ้นถึง 200% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ตนคิดว่าบริษัทน่าจะทำการปรุงแผนใหม่นี้มานานแล้ว” โดยในปี 2555 บริษัทจึงตั้งเป้าหมายว่าจะพิชิตยอดขายให้ได้กว่า 500 ล้าน และในปี 2557 ตนมั่นใจว่า บริษัทจะทำยอดขายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทแน่นอน ทั้งนี้เพื่อให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ปีนี้บริษัทจึงได้กำหนดกลยุทธ์หลักในการดำเนินงานไว้หลายประการ

ประการแรก คือ การขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ ส่วนใหญ่จะเน้นบุกตลาดในภาคอีสาน เนื่องจาก ดีไลฟ์มีสมาชิกที่เป็นพี่น้องชาวอีสานอยู่กว่า 80% ทำให้การพูดคุย หรือการขยายตลาดเป็นไปโดยง่าย โดย 3 จังหวัดแรกที่บริษัทกำหนดไว้ คือ ขอนแก่น อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด โดยเฉพาะศูนย์สาขาในจังหวัดขอนแก่นนั้น จะตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น

“การที่บริษัทสามารถเข้าไปเปิดดำเนินการในห้างโลตัสได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจและความสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากห้างดังกล่าว มีความเข้มงวดมากในการตรวจสอบบริษัทต่างๆที่จะเข้าไปใช้พื้นที่ เพราะเขาจะคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ เช่น หากปล่อยให้บริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือเข้าไปเปิด อาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ในทางไม่ดีแก่ห้างได้ ดังนั้นกว่าที่ดีไลฟ์จะผ่านการตรวจสอบ ได้ใช้เวลาถึง 6 เดือนด้วยกัน แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นมาได้ก็ถือเป็นเครื่องการันตีได้ว่า ดีไลฟ์เป็นบริษัทที่มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ ซึ่งจุดนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคเข้ามาสู่ธุรกิจ ดีไลฟ์ มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน บริษัทมีศูนย์สาขาอยู่บนห้างดัง 2 แห่งด้วยกัน คือ บนห้างเดอะมอลล์โคราช และโลตัสขอนแก่น และในอนาคตคาดว่า บริษัทจะเปิดศูนย์สาขาบนห้างดัง ให้ครอบคลุมอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ” นายเทวัญกล่าว

ส่วนโรงเรียนสอนธุรกิจนั้น ดีไลฟ์ กำลังเตรียมการจะเปิดในจังหวัดหลักๆ คือ พิษณุโลก เชียงใหม่ อุบลราชธานี อุดรธานี นครราชสีมา และชลบุรี ส่วนในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งเปิดไปก่อนหน้านี้แล้ว บริษัทก็จะมีการปรับปรุงสถานที่เดิมให้ดูทันสมัยมากขึ้น

นอกจากส่วนที่เป็นศูนย์สาขาใหญ่และโรงเรียนสอนธุรกิจดังที่กล่าวมาแล้ว บริษัทดีไลฟ์ก็ยังมีศูนย์ธุรกิจอื่นๆเพื่อเปิดกว้างสำหรับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กระจายสินค้า ที่เน้นให้สมาชิกเป็นผู้เปิด โดยบริษัทให้การสนับสนุน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6 แห่ง นอกจากนี้ ก็คือ การเปิดศูนย์ DC หรือ ดีไลฟ์ เซ็นเตอร์ เป็นนโยบายใหม่ของบริษัท โดย DC จะมีลักษณะคล้ายศูนย์สาขาเล็กๆ ปัจจุบันมีสมาชิกเปิดศูนย์ DC แล้วกว่า 60 แห่ง ดังนั้นเมื่อรวมทุกประเภท ปัจจุบันดีไลฟ์มี ศูนย์ธุรกิจอยู่ประมาณ 85 แห่ง โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเปิดศูนย์ต่างๆให้ครบ 1,000 ศูนย์ โดยจะเน้นไปที่การเปิดศูนย์ DC เพราะเปิดได้ง่ายกว่าศูนย์ธุรกิจอื่นๆ

ส่วนแผนกลยุทธ์สำคัญประการต่อมา คือ การเพิ่มช่องทางการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อดาวเทียม และระบบออนไลน์ ซึ่งตนมองว่าในปัจจุบันสื่อเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทคาดว่า ไม่เกินเดือนเมษายนปีนี้ จะมีการปล่อยสัญญาณทีวีดาวเทียมของ ดีไลฟ์ ออกสู่สายตาประชาชนได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบออนไลน์ ขณะนี้ระบบของบริษัทก็มีความพร้อมแล้วกว่า 90%

แผนสำคัญประการสุดท้าย คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งในขณะนี้ สินค้าสำคัญของดีไลฟ์อย่าง โสมสกัด อัดเม็ด ได้รับการจดทะเบียน อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากต้องรอการดำเนินงานตรงนี้เป็นปี ซึ่งผลตอบรับจากผู้ที่ได้ลองใช้แล้ว ปรากฏว่าให้ผลดีมาก แผนต่อไปบริษัทจึงเตรียมจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และอาจรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆของบริษัทด้วยในอนาคต

ทั้งนี้ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ ยังได้กล่าวถึงการเตรียมตัวรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนในปี 58 ว่า “ขณะนี้ตนเองก็กำลังดูระบบ แนวทางในเรื่องภาษีของประเทศต่างๆอยู่ แต่อย่างไรก็ดีตนคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการขยายตลาดในประเทศไทยให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศก่อน อย่าเพิ่งหวังไปไกลกว่านี้ เพราะการขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศไม่ง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด เพราะต่างประเทศมีข้อจำกัดเยอะ แม้กระทั่งประเทศลาว ที่ทุกคนมองว่าน่าจะขยายตลาดได้ง่าย ก็ยังมีปัญหา ดังนั้นเมื่อมีการเปิดเสรีขึ้นมา บริษัทต่างชาติที่เขาแข็งแกร่งกว่าเราก็จะเข้ามาเป็นจำนวนมาก จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญในขณะนี้ ตนมองว่า เราต้องสร้างรากฐานของบริษัทให้มีความมั่นคงก่อน โดยเฉพาะบุคคลากรหรือสมาชิกของบริษัท เราต้องสร้างเขาให้มีหัวใจเป็นดีไลฟ์จริงๆ เพราะไม่เช่นนั้น เขาก็จะตื่นตัวไปกับกระแสใหม่ๆ ซึ่งตนมองว่ากระแสตรงนี้จะอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1282 ประจำวันที่ 10-3-2012 ถึง 13-3-2012