ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

'สุวิทย์'รีเทิร์น ผอ.ขายตรง เดินหน้าหนุนแก้ ก.ม.ตั้ง'กรม'







555

 


"สุวิทย์ วิจิตรโสภา" หวนนั่งตำแหน่ง ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. เดินเครื่องปรับแก้กฎหมายขายตรงไทย รองานวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีก 6 เดือน หารือเคาะกฎหมายยื่นคณะรัฐมนตรี ชี้มีโอกาสสูงตั้ง "กรมขายตรง" เผยข่าวดี "ก.พ.ร." อนุมัติตั้ง "กองคุ้มครอง ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" ชิมลางความเป็นไปได้การแยกอิสระ พร้อมย้ำชัด ธุรกิจเติมเงินโทรศัพท์ไม่เข้าข่ายขายตรง หากเน้นสร้างเครือข่ายถือเป็นความผิด


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ทาง สคบ.ได้มีการปรับในส่วนของตำแหน่งต่างๆ ในสำนักงาน รวมถึงการเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. ของ "อำพล วงศ์ศิริ" แทนที่ "จิรชัย มูลทองโร่ย" ซึ่งก็ได้มีการรับมอบหมายงานจาก "สันติ พร้อมพัฒน์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการทำงานของ สคบ. หลังจากนี้


"ทางรัฐมนตรีต้องการให้ สคบ. เน้นการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ส่วนเลขาธิการ สคบ.คนใหม่ นั้น กำลังรอการโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นรับตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกินเดือนนี้ เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ก็จะเข้ามานั่ง และทำหน้าที่ อย่างเป็นทางการต่อไป"


ในส่วนของธุรกิจขายตรง ทางภาค รัฐต้องการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เพื่อทำการส่งออกสินค้า หรือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะเน้นหนัก ในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมามักมีการกระทำผิดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก


อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ทางสคบ.ก็มีคดีที่ต้องติดตามอยู่หลายคดี โดย เฉพาะในเรื่องของการทบทวนกฎหมาย สำหรับกลุ่มบริษัทเติมเงินมือถือ ที่ปัจจุบัน นับว่ากำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนายทุน แห่มาเปิดธุรกิจรูปแบบนี้ และพยายามดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง


"ที่ผ่านมา จากกรณีของ "ป๊อปอัพ ทูริช" ที่ต้องการดำเนินธุรกิจขายตรง ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.และดีเอสไอได้พยายามดำเนินคดี เพราะธุรกิจเติมเงินมือถือที่ว่านี้ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรงได้ ซึ่งหากมีการตรวจสอบพบว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จ้องที่จะสร้างเครือข่ายมาก กว่าการขายสินค้าจัดว่ามีความผิด สามารถ ดำเนินขณะได้ตามกฎหมาย ซึ่งทาง สคบ. และดีเอสไอ กำลังเฝ้าติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง" สุวิทย์ เผย


นอกจากนี้ ทาง สคบ.ยังเร่งดำเนินการเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย ที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรับปรุง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีหลายข้อกฎหมาย ที่มีช่องโหว่ ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงเกิดความคลุมเครือ ในสายตาของผู้บริโภค


ขณะนี้ สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัย เพื่อแก้กฎหมายขายตรง โดยได้มีการมอบ หมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เพื่อประมวลภาพรวม โดยที่ผ่านมาก็มีการร่างกฎหมาย ฉบับใหม่ไปแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน ทำให้ต้องดึงตัวร่างกลับมา ซึ่งต่อมาหลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นว่า ตัวร่างเดิมนั้น ดูจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจขายตรงมากนัก ซึ่งอาจต้องมีการร่างกฎหมายกันใหม่


"จากการหารือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรง คาดว่าจะมีการนำร่างเดิมที่ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีเมื่อ 2-3 ปีก่อน มาปรับปรุงแก้ไข ด้วยการหารือกับสมาคม ขายตรงต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนที่มีส่วนกับธุรกิจนี้ รวมไปถึงการใช้งานวิจัยที่ สคบ. ได้ให้ ม.เกษตร ทำ มานั่งขบคิดว่าควรจะแก้ไขตรงไหนอย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจต้องใช้ เวลาอีกประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องมาร่างกฎหมายแล้วส่งคณะรัฐมนตรี ตามขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งสิ่งนี้อาจ ต้องใช้เวลา 3-5 ปี” ผอ.ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรงเผย


ในส่วนของการตั้ง "กรมขายตรง" นั้น "นายสุวิทย์" กล่าวว่า โอกาสที่จะตั้งกรมขายตรงนั้นมีความเป็นไปได้สูง เพราะที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ตั้งกรมขายตรง และสคบ.ก็มองธุรกิจขายตรงว่าคล้ายคลึงกับธุรกิจประกันภัย ที่มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คอยดูแล แต่คงไม่ใช่เร็วนี้ๆ เพราะสิ่งนี้ก็คงต้องรอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงก่อนอยู่ดี


อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ทางสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีการอนุมัติให้ตั้งกองคุ้มครอง ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงขึ้น ซึ่งจะอยู่ในสังกัดของ สคบ.ต่อไป แต่สิ่งนี้ ก็ถือเป็นก้าวแรกที่อาจส่งผลให้มีการตั้งกรมขายตรงในอนาคต


อนึ่ง ถือเป็นการกลับมานั่งในตำแหน่ง ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง เป็นครั้งที่ 2 ของ "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" หลังเคยนั่งทำหน้าที่นี้มาแล้วเมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" เป็นเลขาธิการ สคบ. ก่อนจะถูกโยกย้ายตำแหน่ง เมื่อ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เข้ามาเป็นเลขาธิการ สคบ. เมื่อปี 55 "สุวิทย์" ถือเป็นคนที่คลุกคลีกับวงการขายตรงมานาน และมีความรู้ประสบการณ์ด้านขายตรงเป็นอย่างดี


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า !







online-business (Mobile)

 


ปัญหาระหว่างบริษัทขายตรงกับนักธุรกิจขายตรง เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับวงการมาเป็นระยะเวลานานแสนนาน หากใครคลุกคลีกับวงการขายตรง หรือติดตามข่าวสารด้านขายตรง คงทราบดีว่าปัญหาการย้ายค่ายของแม่ทีมใหญ่ๆ มีให้เห็นอย่างไม่ขาดสาย สาเหตุหลักคือ เรื่องของผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่าง นักธุรกิจอิสระกับบริษัทต้นสังกัด


การย้ายค่ายของบรรดาแม่ทีมจะมีสิ่งที่ตามมาคือ การขาดคนขายที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของบริษัทที่ถูกทอดทิ้งจากการว่าร้ายลับหลังมากมายหลายบริษัทเคยเป็นบริษัทขายตรงชั้นดี กวาด ยอดขายในช่วงระยะเวลาอันสั้นได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งนี่มาจากการหลั่งเข้ามาของนักธุรกิจระดับแม่ทีม ที่ทำตัวเป็นนักล่า บริษัทไหนเปิดใหม่ เหล่าแม่ทีมกลุ่มนี้จะเข้าไปทำรายได้ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน พร้อมการขนลูกทีมจำนวนมากให้เดินตามก้น


แต่เชื่อเถอะ คนกลุ่มที่มาพร้อมเงื่อนไข มักอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งบรรดาผู้บริหารหลายคนก็รู้และทราบดี แต่ด้วยความหวังที่ว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าจะเกิดก็คงไม่เลวร้ายกว่าที่คิด สุดท้ายล้มไม่เป็นท่า หลายบริษัทที่กลายเป็นเศรษฐีเพียง ชั่วอึดใจ แต่ไม่นานเมื่อนักธุรกิจเหล่านั้นได้สิ่งที่ต้องการ ก็จะไปหาที่อยู่ใหม่ เพราะรู้ดีว่าบริษัทที่พวกเขาเข้าไปคงให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ไม่นาน และท้ายสุดจากการร่ำรวยด้วยเวลา อันสั้นก็ต้องจบ จนหลายค่ายถึงขั้นต้องปิดบริษัทลงก็มี


ในอีกด้านก็ใช่ว่าจะโทษว่าปัญหาระหว่างบริษัทกับนักธุรกิจอิสระจะผิดที่นักขายเพียงอย่างเดียว เพราะหลายครั้ง บริษัทก็ทำผิดเงื่อนไขที่เคยตกลง จนเป็นเหตุทำให้นักขาย หรือ นักธุรกิจอิสระต้องตัดใจทิ้งค่ายไป และอาจถึงขั้นฟ้องร้องก็มีให้เห็นบ่อย


 เรื่องระหว่างบริษัทขายตรงกับนักขายตรง เป็นเรื่องคาราคาซังมานาน ปัญหาซ้ำซากเกิดขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่วงการ ขายตรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทย และเชื่อเถอะ ไม่ว่าบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด ก็ มีเรื่องเหล่านี้ให้ปวดจิต เจ็บตับกันตลอด


 ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บริษัทขายตรงหลายค่ายได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเรื่องของ ชื่อเสียง และนักธุรกิจขายตรงหลายคน ก็ถูกผลกระทบจากการ ให้ร้าย บรรดาผู้บริหารบริษัทขายตรงมองว่า กฎหมายขายตรงที่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน คุ้มครองแต่ผู้บริโภค และนักธุรกิจอิสระ คนที่กลายเป็นแพะอยู่ตลอดนั่นคือตัวบริษัท


อีกด้านกลุ่มนักธุรกิจอิสระก็มองว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่ใช้อยู่ไม่ให้ความสำคัญกับนักธุรกิจเท่าที่ควร นักขายตรงถูก มองไม่ต่างจากเซลส์ขายของตามบ้านที่ไม่มีอะไรสนับสนุน


นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาของกฎหมายขายตรง ซึ่งหากภาครัฐ มีความคิด หรือความต้องการที่จะแก้ไขกฎหมาย เรื่องนี้ก็นับเป็น สิ่งสำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญ บริษัทขายตรงกับนักขายตรง คือ 2 สิ่ง ที่มีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่งสำหรับวงการขายตรง ทำอย่างไรเพื่อปิดปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งบริษัท ขายตรงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนักธุรกิจขายตรง และนักธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีบริษัทต้นสังกัด
ทั้ง 2 สิ่งไม่ต่างจากน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า  แต่หากต่างฝ่ายต่างจ้องเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวแล้ว เห็นที จะอยู่ด้วยกันยาก ซึ่งหากห้ามไม่ได้ก็ต้องวางกรอบ วางกฎระเบียบ เพื่อยกระดับวงการต่อไป


 


 





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สคบ. ปูพรมแก้ ก.ม. ขายตรงไทย ผุดรหัส GS1 หวังจัดระเบียบสินค้า







934667_544129798971786_1677995795_n (Mobile)


สมาคม TDNA ฟิตจัด ตบเท้าพบเลขา สคบ. ยื่นหนังสือเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรง ไทย ที่ยืดเยื้อมานาน เลขา สคบ. รับเห็นด้วย กับการเสนอแยกหน่วยงานขายตรงเป็น เอกเทศ พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ไทยอย่างเป็นระบบ เล็งเชิญ 4 สมาคม ขายตรงไทยหาทางออกร่วมกัน ระบุ วาระ สำคัญของการพบ เพื่อถามสารทุกข์ แนวทาง การรับมือตลาดอาเซียน และการจัดตั้งรหัส สินค้า GS1 ที่ปัจจุบันมีการใช้กันทั่วโลก ส่วนการแก้ไขกฎหมายเตรียมเดินสาย เพื่อถกปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง


ภายหลังการจัดตั้งสมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA ที่ นำโดย นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งเป็น นายกสมาคมฯ ไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมดังกล่าวก็ได้ ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ปี 2545 ที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่ง ความคืบหน้าล่าสุด นายกสมาคม TDNA ได้เข้าพบ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการ เดินหน้าเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สำหรับประเด็นหลักที่สมาคม TDNA เสนอให้มีการ แก้ไขกฎหมาย คือ 1.การเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานโดยมีฐานะ เทียบเท่ากรม มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. 2.เสนอให้เพิ่มนิยามคำว่าขายตรงให้ครอบคลุมธุรกิจ เครือข่าย 3.การเสนอให้จัดตั้งกองทุนขายตรง โดยมี คณะกรรมการบริหารกองทุน หากเกิดปัญหากับผู้บริโภค จะได้นำเงินดังกล่าวมาเยียวยาความเสียหายได้ รวมถึง ประเด็นการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระ เป็นต้น


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวในที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับประเด็น การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยว่า สคบ. จะมีการพบปะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อหาทางออกสำหรับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สิ่งที่ สคบ. ต้องทำคือ การตรวจสอบอีกครั้งว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่จะแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีข้อใดบ้าง หลังจากนั้นจะมีต้องพิจารณาอีกว่าการแก้ไขกฎหมายนั้น ควรจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด เพราะการแก้ไขกฎหมายนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี อีกทั้งยังต้องทำประชาพิจารณ์ไปยัง วงกว้างกับประเด็นการจัดตั้งหน่วยงานขายตรงให้เป็น เหมือนหน่วยงาน คปภ. นั้น จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ สคบ. จะเข้าพบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกด้วย เพื่อเป็นการรับฟังความ ความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายในวงกว้าง


จิรชัย กล่าวต่อว่า เร็วๆ นี้ สคบ. จะเป็นเจ้าภาพ ในการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้าพบปะพูดคุยเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยสาระสำคัญของการพบปะ จะเป็นการซักถามปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการทำธุรกิจ รวมถึงการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการเตรียม แผนรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียนในปี 2558 และการ พูดคุยกับผู้ประกอบการเรื่องการทำรหัสสินค้า GS1 ซึ่งเป็น รหัสสากล ที่มีการใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน


นอกจากประเด็นการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยแล้ว สคบ. ยังเดินหน้าผลักดันการจัดระเบียบธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย หลังเข้ารับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อ ปีที่ผ่านมา ที่ต้องการจัดระเบียบข้อมูลสินค้า หรือที่เรียกว่า มาตรฐานรหัสสากล GS1 ซึ่งเป็นรหัสสินค้าสากล 13 หลัก และการจัดระเบียบผู้ประกอบการ ที่ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้มี การแยกประเภทบัญชีของผู้ประกอบการขายตรงจำนวน 353 บริษัท ให้เป็นบัญชี ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ยังดำเนิน ธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน และบัญชี ข. คือ ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนกับ สคบ. แต่ไม่มีการรายงายความเคลื่อนไหวใน การทำธุรกิจให้ สคบ. รับทราบแต่อย่างใด รวมถึงการจัด ระเบียบด้านการโฆษณาสินค้า หากเกิดความเสียหายจาก การโฆษณา จากนี้ไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน


เดิม สคบ. ตั้งเป้าจะจัดทำฐานข้อมูลสินค้าของ แต่ละบริษัท ต่อมาได้มีการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโด- นีเซีย เกี่ยวกับการเปิดตลาดอาเซียน และจากการประชุม ร่วมกัน ผู้นำบาหลีได้จุดประกายเรื่องการจัดทำรหัสสากล เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็ใช้กันอยู่แล้ว และจากนี้ไปก็มีจะมีการ ซักซ้อมความเข้าใจกับบริษัททั้งหมด ส่วนโลโก้ สคบ. ที่จะ มอบให้ผู้ประกอบการ ก็จะมีการทำต่อไปเพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 อันนี้ก็เพื่อเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เบื้องต้นการจัดทำรหัสสากล GS1 จะเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการ โดย สคบ. จะไม่บังคับ แต่จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อีกครั้ง และต่อจากนี้ไป สคบ. ก็จะมีการเตรียมแผนการจัด ทำฐานข้อมูลการจ่ายผลตอบแทนต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบปะพูดคุยระหว่าง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย กับ สคบ. เป็นไปด้วยดี ซึ่งการร่างเพื่อแก้กฎหมายขายตรงไทยฉบับปี 2545 นั้น จะมีความชัดเจนอีกครั้งประมาณปลายปี 2556 เนื่องจาก สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องรอผลงานวิจัยภาพ รวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย จาก อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เพื่อนำ มาประกอบเป็นข้อมูลในวงกว้างเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ไทย ก่อนที่จะมีการพูดคุยและเสนอให้รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : จี้รื้อกฎหมายไดโนเสาร์ ขายตรงดาหน้า...กระทุ้งรัฐ!!!







358901-01 (Mobile)


กลุ่มผู้บริหารบริษัทขายตรง และนักธุรกิจ อิสระระดับสูงดาหน้าออกมาจี้รัฐ ให้เร่งแก้กฎหมายขายตรงที่ล้าหลัง พร้อมหนุนสมาคมฯ TDNA ตั้งสำนักงานฯ ดูแลเทียบเท่า "กรม" ขึ้นมาดูแลธุรกิจโดยเฉพาะเหตุกฎหมายเก่า ไม่สามารถควบคุมธุรกิจที่เติบโตนับแสนล้านบาท ได้อีกต่อไป ชี้แก้กฎหมายลูกไม่มีประโยชน์ ต้อง รื้อทั้งฉบับ


จากประเด็น "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ได้มีการรณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย กลายเป็นกระแสที่ สคบ.ในฐานะผู้กุมบังเหียนวงการขายตรง ต้อง ออกมาแจงว่าฝั่งรัฐก็เห็นด้วย แต่ด้วยเงื่อนของเวลาอาจต้องมีการ ออกกฎหมายลูกมาใช้ก่อน เห็นทีจะขัดกับคนขายตรงไม่น้อย เพราะ ต่างก็ต้องการให้รัฐมุ่งเร่งแก้ไขกฎหมายใหญ่ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา ในการออกกฎหมายลูกมาใช้ เพราะคนขายตรงไม่เห็นถึงประโยชน์


+ "อีซี่ ฟาร์แมกซ์" จี้ 3 ข้อต้องเปลี่ยน


นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แมกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า "เรื่องของกฎหมายจะต้องมีการแก้ไข โดยเรื่องหลักๆ ที่ ต้องมีการแก้ไข ก็นับตั้งแต่เรื่องของการจำกัดความของนักขายตรง ซึ่งไม่เพียงแค่การขายสินค้าจากคนขายไปสู่ผู้ซื้อเท่านั้น แต่ต้องมีการจำกัดความให้ครอบคลุมถึงเรื่องของการสร้างเครือข่ายด้วย เพราะการทำขายตรงจะมีเรื่องของการสร้างเครือข่าย ซึ่งในจุดนี้ทางรัฐ จะต้องมีการจำกัดนิยามของนักขายตรงขึ้นมาใหม่"


2.รัฐควรที่จะตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบ "กรม" เพื่อที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะเจาะจง เพราะที่ผ่านมา ขายตรงจะถูกดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งกำลังคนที่เข้ามาดูแลด้านธุรกิจขายตรงก็มีน้อย ทำให้ธุรกิจ ขายตรงไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น คือ ไม่มีหน่วยงานใดที่จะเป็นของรัฐที่เข้ามาส่งเสริมธุรกิจขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้ขาย ตรงยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่วงการธุรกิจขายตรง ปัจจุบันมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ 10-20 ล้านคน ของประชากร ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งรัฐต้องตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาดูแลอย่างจริงจัง


3.การตั้งสำนักงาน หรือ กรม ขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างเฉพาะ ก็จะทำให้การจัดการกับบริษัทที่ไม่ดีเร็ว และทันท่วงทีมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา อย่างที่กล่าวมา สคบ.มีกำลังคนที่น้อยเกินไป การกำกับดูแลดูจะไม่ทัน เมื่อมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งทำความผิดตามกฎหมายขายตรง


+ "เวิลด์โปร" ชี้ถึงเวลารื้อ


นายพิสิษฐ์ เดชวรรณพงษ์ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศ ไทย) จำกัด ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายว่า ผมอยากให้มีกฎระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจนออกมาเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายสักที เพราะปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ไม่ได้มีการจดทะเบียน ซึ่งบางทีอาจไม่เห็น ความสำคัญของการจดทะเบียน แต่ก็ยังประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง


"ทุกวันนี้ธุรกิจขายตรงมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากมาย ทำให้การส่งสินค้า หรือ การติดต่อด้านต่างๆ รวดเร็วไปหมด แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นตามมาเพราะเทคโนโลยี คนที่เก่งกฎหมายอาจฉลาดแกมโกงด้วยการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายขายตรงหลีกหนีการตรวจสอบและหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นที่เดือดร้อน"


"พิสิษฐ์" กล่าวในตอนท้ายว่า "เรื่องของกฎหมายขายตรงนี้ ถึงเวลาแล้วที่กฎหมายจะต้องเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้ให้ทันสมัย ซึ่งควรแก้ไขและคลอดฉบับใหม่ ออกมาได้แล้ว ไม่ใช่ยึดใช้แต่กฎหมายในปี 2545 เพราะหากรัฐบาลไม่เหลียวแลยังไงธุรกิจขายตรงก็ยังดูเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และการหลอกให้คนมาเสียเงินอยู่ดี ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแก้ไขและยกระดับธุรกิจขายตรงเสียที"


+ "แซนสยาม" บอกต้องตั้ง "กรม" เสียก่อน


นายปธิกร โยทองยศ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า "ทุกวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างทั้งในสังคม รวมไปถึงธุรกิจขายตรงก็มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมาก กฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็น พ.ร.บ.ที่ใช้มาถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นกฎหมายแรกของธุรกิจ ซึ่งดูแล้ว เมื่อเทียบกับการพัฒนาในปัจจุบัน ดูแล้วกฎหมายที่ใช้จะยังดูล้าหลังการพัฒนาของธุรกิจไปมาก"


กฎหมายขายตรงต้องมีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย การทำงานต้องเพิ่มความรวดเร็วเข้าไป ซึ่งที่ผ่านมา สคบ. มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลธุรกิจขายตรง แต่ด้วยภาระหน้าที่ของ สคบ. ที่ต้องจับตาดูหลายธุรกิจ ทำให้อาจดูแลขายตรงไม่ทั่วถึง รวมทั้งคนที่ทำงานดูแลขายตรงก็มีน้อย เมื่อเทียบกับธุรกิจแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะกำกับดูแลอย่างทั่วถึง


รัฐควรที่จะตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาเสียอย่าง เพื่อที่จะเป็นหน่วยงานที่จะคอยกำกับดูแลธุรกิจโดยเฉพาะ หรืออาจตั้งเป็น กรมขายตรงเลยก็ได้ เพราะเมื่อดูธุรกิจขาย ตรงให้ดี ธุรกิจนี้มีมูลค่าการตลาดที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งยังมีคนที่อยู่ในวงการอีกมาก ซึ่งอาจต้องถึงเวลาที่ขายตรงต้องมีหน่วยงานรัฐอะไรขึ้นมากำกับดูแลโดยเฉพาะเสียที เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ


+ "พีรเชษฐ์" ย้ำ ก.ม.ลูกไม่ช่วยอะไร


นายพีรเชษฐ์ ศรีพลัง นักธุรกิจระดับไดมอนด์แกรนด์พาราไดซ์ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย "ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กฎหมายขายตรง ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีความชัดเจนในเรื่อง ใดเลย ไม่ว่าบริษัทใดจะทำอะไรอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะหลายบริษัทสามารถพูดจากผิดให้กลายเป็นถูกได้ เนื่อง จากความคลุมเครือไม่ชัดเจนของกฎหมาย ใช้อยู่"


โดยไม่ว่าบริษัทใดจะทำผิดกฎหมาย ข้อไหนอย่างไร ก็สามารถเลี่ยงได้ว่าทำถูก การดูแลของหน่วยงานรัฐไม่ควรที่จะเป็น การดูแลจากหน่วยงานเล็กที่สังกัดหน่วยงาน ใหญ่ของรัฐ อย่างทุกวันนี้ที่ขายตรงถูกกำกับ ดูแลจากหน่วยงานหนึ่งใน สคบ. ซึ่งทั้งจำนวนคน และงบประมาณ ไม่สามารถดูแล ธุรกิจได้ทั่วถึงอย่างที่ควรจะเป็น


หากจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายขายตรง สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ หน่วยงาน ที่เป็นหลักในการดูแลธุรกิจ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้ยังไม่มีขนาดที่ใหญ่พอ มีอำนาจพอ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายก็ดูไร้ซึ่งประโยชน์


โดยในช่วงที่ผ่านมาที่มีการใช้กฎหมาย ตัวนี้ รัฐก็พยายามที่จะคลอดกฎหมายลูกออกมาช่วยดูแลกำกับขายตรง แต่ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นจะมีกฎหมายลูกอะไรอย่างที่เอ่ยถึง การแก้ไขกฎหมายก็มีการพูดถึงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง รื้อแล้วสร้างใหม่จนทุกวันนี้ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง




Credit By :http://www.siamturakij.com