ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว AEC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว AEC แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จับตา! MLM ไตรมาสสุดท้าย ดิ้นสู้กำลังซื้อหด/โหมกระแส AEC หนัก







aec (Mobile)

 


ในที่สุดก็เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวยอด ขายของบรรดาบริษัทขายตรง ซึ่งในช่วงนี้นับเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับทุกค่าย ที่จะทำรายได้สร้าง กำไรให้กับบริษัท โดยกลุ่มผู้บริหาร ขายตรงต่างให้ความคิดเห็นในทำนองเดียวกันว่า ช่วงไตรมาสสุดท้าย คือ ช่วงที่ดีที่สุดในการสร้างยอดขาย ซึ่งรายได้ทั้งหมดของปี จะขึ้นอยู่กับช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีมากถึง 30-40% เลยทีเดียว ส่งผลให้บริษัทขายตรงน้อยใหญ่ ต้องพยายามสร้างกลยุทธ์ที่ เข้มข้นเพื่อโกยยอดขายในช่วงนี้


เริ่มที่ "แอมเวย์" ที่มีการคาดการณ์ ถึงสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของกำลังซื้อ ซึ่งทางบริษัทยอมรับว่า ปีนี้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายน้อยลง เป็นผลมาจาก กำลังซื้อที่หดตัวจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทต้องมีการใช้แผน 2 และ 3 เพื่อทำให้ยอดขายของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ


โดยนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวย-การฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ โดยครึ่งปีแรกมี อัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-10% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทมีความกังวล ในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้กำลังซื้อ ของผู้บริโภคลดลง ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดหวังไว้


"การเติบโตของบริษัทที่ "แอมเวย์" ได้ตั้งไว้ในส่วนของยอดขายคือ การมียอด ขายเพิ่มขึ้น 7% แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจ ทำให้บริษัทเติบโตได้เพียง แค่ 3-5% แต่บริษัทยังเชื่อว่าเป้า 1.8 หมื่นล้านบาท บริษัทจะสามารถทำได้เมื่อจบปี 56 นี้" รัตนา เผย


อย่างไรก็ดี หลังจากนี้บริษัทได้พยายามที่จะเน้นการทำงาน เพื่อกระตุ้นนักธุรกิจ และผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งบริษัท จะมีการเพิ่มรายได้จากงานขายสินค้าให้กับสมาชิกประมาณ 6% โดยบริษัทจะเน้น ในเรื่องของการขายสินค้าของสมาชิกเป็น สำคัญ ส่วนเรื่องของการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจ ในส่วนนี้บริษัทไม่ได้ตั้งเป็นเป้า หลักแต่อย่างใด


ด้าน "ยูนิลีเวอร์" มองการณ์ไกลที่จะขยายแบรนด์ขายตรงของบริษัทออกไป ในกลุ่มประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยมีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ขายตรงจาก "อาวียองซ์" ไปเป็น "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" โดย นางสุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อให้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" สามารถเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า สอดคล้องกับพันธกิจที่ยูนิลีเวอร์ได้วางไว้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ต้องขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และกลุ่มลูกค้า โดยอาศัยชื่อเสียงและความมั่นคงของยูนิลีเวอร์ โดยจะรุกหนักด้านการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิตอล เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงของบริษัทมากขึ้น


อีกหนึ่งปัจจัยคือ การขยายไลน์สินค้า จะมีความหลากหลายเพื่อตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภค พร้อมทั้งยังได้มีการแบ่งประเภทกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อต่างๆ เพื่อความชัดเจน ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเพอร์-ซันนอลแคร์ โดยจะเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ "อาวียองซ์" (aviance), กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้ชื่อ "ไวทัลลิตี้" (Vitality), กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่อง ปาก ใช้ชื่อ "ไอ-เฟรช" (i-fresh) และกลุ่มผลิตภณฑ์ในครัวเรือนภายใต้ชื่อ "ลีเวอร์ โฮม" (Lever Home)


อย่างไรก็ดี "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" มีความพร้อมใน 5 ศักยภาพเพื่อสร้างการ เติบโตที่ยั่งยืนสู่ความสำเร็จทุกมิติ และพร้อมยืนอยู่ในระดับแถวหน้าของธุรกิจเครือข่าย ประกอบด้วยศักยภาพการเติบโต ในประเทศ (Local Growth) ด้วยความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมระดับสากลของ ยูนิลีเวอร์ ทำให้สามารถขยายฐานผู้บริโภค และสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ครอบคลุมทั่วประเทศ เห็นได้ที่ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสน รหัส ซึ่งนับเป็นปีที่สามารถสร้างการเติบโต ที่ดีทั้งในแง่สมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และรายได้ ที่เพิ่มขึ้น ศักยภาพการเติบโตระดับโลก (Global Growth)


อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ บริษัทต้องมีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ขายตรง จาก "อาวียองซ์" มาเป็น "ยูนิลีเวอร์เน็ทเวิร์ค" ก็เพื่อต้องการให้ผู้บริโภคได้เห็นและรู้จักในแบรนด์ของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังมีในเรื่องของการขยายตลาดสินค้า รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสนในแบรนด์


ทั้งนี้ บริษัทยังจะเลือกใช้ประเทศไทยในการสร้างเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งจะขยายแบรนด์ออกไปในหลายประเทศ โดยจะมีสำนักงานหลักอยู่ที่ประเทศไทย


อีกหนึ่งค่ายที่หันมาเอาดีกับการเป็น ธุรกิจเครือข่ายหลายชั้นอย่างเต็มตัวคือ "ไทยเฮลท์" ที่ล่าสุดเปิดตัวบริษัทขายตรงของตัวเองขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเตรียม งบประชาสัมพันธ์แบรนด์ถึง 50 ล้านบาท เพื่อสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน ซึ่งนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการ "ไทยเฮลท์ กรุ๊ป" ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า บริษัท ได้มีการที่เปลี่ยนจากการขายปลีกมาทำธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว เพื่อต้องการให้ สมาชิกสามารถทำธุรกิจและรับรายได้ ไม่ใช่ให้สมาชิกเน้นขายของอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนสมาชิกรายใดที่ต้องการเปิดช็อปจำหน่ายสินค้าเองก็สามารถทำได้เลย แต่ต้องเป็นสมาชิกกับบริษัทอย่างน้อยเกิน 1 ปีขึ้นไป เนื่องจากต้องการความมั่นใจว่าจะทำธุรกิจได้ยั่งยืน


สำหรับการเปิดตัวของไทยเฮลท์ อินเตอร์ฯ เป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายของไทยเฮลท์ กรุ๊ป ให้ครอบคลุม และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านสื่อในเครือ ร้านค้าในรูปแบบแฟรนไชส์ และตัวแทนจำหน่าย โดยไทยเฮลท์ อินเตอร์ฯ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกเป็นตัวแทนจำหน่ายมีรายได้ กลับมาโดยลงทุนต่ำ แต่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ภายใต้การบริหารงานของ ไทยเฮลท์ กรุ๊ป ดังนั้น บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้น ในรูปแบบธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (Multi-Level Marketing-MLM) ภายใต้ ระบบการตลาดแบบไบนารี่


นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมทุ่มงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำการตลาด ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะ เป็นฟรีทีวี, เคเบิลทีวี, หนังสือพิมพ์, วิทยุ และยังเตรียมโฆษณาผ่านระบบคมนาคม อย่างรถเมล์ ที่จะใช้กว่า 60 คัน วิ่งรอบกรุงเทพฯ โดยทั้งหมดจะเริ่มกิจกรรมทาง การตลาดตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2556


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ขายตรง กับ AEC







7117AEC (Mobile)


ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เรื่องของความร่วมมือเปิดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ทำ ให้บรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ พูดถึงการเตรียมความพร้อม ในการรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้


แล้ว AEC คืออะไร


AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา และบรูไน


เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน รูปแบบจะคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone ทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติ ในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)


การที่สินค้าส่วนใหญ่จะถูกลดเรื่องภาษีนำเข้า และส่งออก หรือบางสินค้าก็จะไม่มีเรื่องของภาษีนั้น กลายเป็นเรื่องยั่วใจของ บรรดานักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก หรือรายใหญ่


โดยที่กลุ่มธุรกิจขายตรงก็ไม่ต่างจากวงการธุรกิจประเภท อื่น ที่จับจ้องการพลิกโฉมของกลุ่มประเทศอาเซียนนี้


หลายบริษัทขายตรง ณ เวลานี้ ใช้เวที AEC ที่จะเกิดขึ้น เป็นประเด็นในการสร้างข่าว เพื่อให้บริษัทของตนเองดูเป็นบริษัท ที่มีความเป็นสากลเพิ่มขึ้น เพื่อเรียกพลังศรัทธา ว่าบริษัทของ ตนเองมั่นคงอย่างไร


ส่วนอีกหลายบริษัทก็ยังเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้ไม่มาก เพราะเป็นแบรนด์เปิดใหม่ หรือมีขนาดธุรกิจที่ยังเล็ก หากหยิบเรื่อง AEC ขึ้นมาพูด ก็คงจะกลายเป็นการปั้นน้ำเป็นตัว คือ พูดง่ายๆ ว่า ขนาดตลาดในประเทศยังไม่กระเตื้องแล้วยังสะเออะไปมอง เรื่องตลาดต่างประเทศ


และก็มีไม่น้อยที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน มากนัก เพราะเห็นว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น ไปกว่าการทำตลาดในประเทศ


ในอีก 2 ปีข้างหน้า แน่นอนที่สุดคือ การหลั่งไหลเข้า มาของธุรกิจต่างประเทศ ไม่เพียงแต่ธุรกิจของ 10 ประเทศอาเซียนเท่านั้น เพราะหลายบริษัทจากต่างภูมิภาค ต่างทวีปก็ กำลังจดจ้องสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับภูมิภาคนี้เสมือนนักล่าที่ซ่อน ตัวอยู่ในโพรงหญ้าด้วยความหิวกระหาย


สิ่งนี้จะเป็นผลดีกับหลายบริษัทขายตรง และก็เป็นผลเสีย กับหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆ


ส่วนบริษัทใหญ่ที่มีฐานผู้บริโภค ฐานสมาชิกที่มากอยู่แล้ว รวมถึงเงินทุนที่พร้อมวางบนกระดานทุกเมื่อ บริษัทเหล่านี้มี แต่จะได้เปรียบ (หากไม่ฉลาดน้อยจนเกินไป)


และหากมองตามหน้าเสื่อเอาความจริงขึ้นมาพูด จริงอยู่ ที่ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ตั้งน่าเย้ายวน ถือเป็นจุดแข็งแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีกหลายประเทศเขาก็มีดีของเขา


ซึ่งประเทศที่น่าลงทุนของวงการขายตรงไทยในแถบอาเซียน ณ ตอนนี้ ผู้เขียนขอแนะนำไปที่กลุ่มที่มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจน้อยกว่าเรา ซึ่งถือเป็น Blue Ocean


โดยต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ธุรกิจขายตรงมีความคล้ายคลึงกับบะหมี่สำเร็จรูป คือ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี อาหารที่มี ราคาถูกแต่อิ่มท้องชนิดนี้จะกลายเป็นที่นิยมเป็นที่สุด ส่วนช่วง เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็คงเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกนำ มาแปรรูปทำเป็นอาหารชนิดอื่นๆ ความนิยมย่อมถดถอย


ขายตรงยังถูกมองเป็นเพียงอาชีพเสริมรายได้ของผู้คน ทั่วโลก


การจะบุกเข้าไปในประเทศที่ประชากรกินดีอยู่ดี ย่อมเป็น สิ่งที่ไม่ค่อยเหมาะในการจะสร้างเม็ดเงินก้อนโต


แต่ประเทศเจริญแล้วจะเป็นเหมือนตัวสร้างบารมี สิ่งนี้ เสมือนการแปรรูปธุรกิจ เพื่อสร้างกำไรกับผู้คนในประเทศที่ต้องการ ขายตรงจริงๆ...












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

อย. เดินหน้าปรับระเบียบรับมือ AEC ตั้งโต๊ะถกกติกา "ผลิต-นำเข้า" เครื่องสำอางใหม่







Image (Mobile)


อย.เตรียมยกเครื่องร่าง ประกาศฯ หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่องสำอางควบคุม หวังเป็นการพัฒนา มาตรฐานสถานที่ผลิตและสถานที่นำเข้า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ให้มีการพัฒนาตนเอง เข้าสู่ระบบคุณภาพ ส่งผลให้สามารถแข่งขันกับการเปิดการค้าเสรีได้อย่างยั่งยืน


ที่สำคัญเพื่อเป็นการพัฒนามาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางภายในประเทศรองรับ ASEAN Economic Community : AEC ที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2558 ซึ่งการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับนานาประเทศได้ จึงกำหนดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวมกว่า 600 คน


นอกจากนี้ ยังเวียนแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นทางไปรษณีย์ด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและจะนำข้อคิด เห็นมาประกอบการพิจารณาก่อนที่จะออกประกาศบังคับใช้ต่อไป


น.พ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่องหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่อง สำอางควบคุมว่า ร่างประกาศฯ เรื่องหลักเกณฑ์ เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่อง สำอางควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า เพื่อ ขายเครื่องสำอางควบคุม ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต/นำเข้า วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้ หรือไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมที่ได้รับใบแจ้งการผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศนี้ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ซึ่งประกาศนี้จะให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา


ในส่วนของหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม มี 9 หมวดได้แก่


1.บุคลากร ต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผลิตเครื่องสำอางควบคุม วิธีการเก็บรักษา ความรู้ทางด้านสุขอนามัย และข้อควรระวังในการปฏิบัติงาน


2.สถานที่ผลิต ทำเลที่ตั้งไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสถานที่ผลิตมั่นคงแข็งแรง จัดให้มีสถานที่เก็บวัตถุดิบเป็นสัดส่วนแยกออกจากห้องผลิต


3.อุปกรณ์และเครื่องมือ ต้องไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างผลิต เช่น จากน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเชื้อเพลิง ผงหรือเศษโลหะ ทำด้วยวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยา ไม่หลุดลอกติดเครื่องสำอาง


4.สุขลักษณะและสุขอนามัยไม่เป็น โรคติดต่อ ต้องสวมทับด้วยชุดปฏิบัติงาน ทุกครั้ง สถานที่เป็นระเบียบ สะอาด รวมทั้ง อุปกรณ์และเครื่องมือ


5.การดำเนินการผลิต วัตถุดิบและวัสดุบรรจุต้องอยู่ในสภาพดี จัดเป็นสัดส่วน ต้องมีฉลากแสดงชื่อติดอยู่ที่ภาชนะบรรจุ วัตถุดิบ และวัสดุบรรจุ และมีเอกสารตรวจ สอบคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตและกระบวนการบรรจุเป็น ไปตามข้อกำหนด


6.การควบคุมคุณภาพ เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐาน


7.เอกสารการผลิต


8.การเก็บ


9.ข้อร้องเรียน


สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการนำเข้า วิธี การเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม มี 7 หมวดได้แก่


1.บุคลากรต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การนำเข้าเครื่องสำอางควบคุม


2.สถานที่นำเข้าเครื่องสำอาง ทำเล ที่ตั้งไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน แยกเก็บวัตถุดิบและเครื่องสำอางสำเร็จรูปเป็นสัดส่วน


3.สุขลักษณะและสุขอนามัยทั้งบุคลากรที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคติดต่อ สถานที่สะอาด


4.การดำเนินการนำเข้าผู้ผลิตในต่างประเทศต้องมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน หรือหลักเกณฑ์อื่นที่ไม่ต่ำกว่า หรือที่ อย. กำหนด


5. การควบคุมคุณภาพ


6. การเก็บรักษา


7. ข้อร้องเรียน


"ข้อคิดเห็นที่ได้รับจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในขณะเดียวกันเพื่อการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางในประเทศเพื่อให้สอดคล้อง กับคุณภาพมาตรฐานสากล และการแข่งขันในตลาดสากลต่อไป" เลขาธิการฯ กล่าวในที่สุด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

AEC จะทำให้ยากขึ้น !!!







944785_568873323149897_2127144469_n (Mobile)


เชื่อว่าหากกฎหมายขายตรงยังไม่ได้รับการปรับ หรือแก้ไขปัญหาของธุรกิจกับคำว่า "แชร์ลูกโซ่" ก็คงไม่ถูกแยกออกจากกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ที่คลุกคลีกับวงการในหลายสถานะ ต่างมองว่า กฎหมายขายตรงปัจจุบันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขายตรงยังไม่ใช่ธุรกิจน้ำดีเต็มรูปแบบ ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องลุ้น ว่าเมื่อไหร่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อยกระดับ วงการขายตรงให้เป็นธุรกิจสร้างคน สร้างชาติ อย่างที่ควรจะเป็น


นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า หากมีการแก้ไขข้อกฎหมายขายตรงที่ใช้มานานหลายปี มองว่าเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับธุรกิจขายตรงจริงๆ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น และแก้ไขแล้วประเทศชาติ ต้องได้รับผลดีด้วย คือเศรษฐกิจต้องเติบโตขึ้นสร้างความเชื่อมั่น ให้กับคนในประเทศและต่างประเทศ


"เนื่องจากกฎหมายขายตรงจะเป็นตัวควบคุมกฎกติกาในการทำธุรกิจ หากกฎหมายครอบคลุมหมดจะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำ ผิดทำได้ยากขึ้น และเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นผู้เสียหายสามารถร้องเรียนแจ้งความเอาผิดได้ เพราะปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็ยังเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากอยู่ในวงการธุรกิจ ขายตรง จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วนจะดีที่สุด"


ยิ่งใกล้จะถึงการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หากกฎหมายขายตรงในประเทศไทยยังไม่ได้ทำ การแก้ไข เชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาแน่นอน เพราะถึงตอนนั้น บริษัทใหญ่ๆ จะอยู่ได้ แต่บริษัท เล็กๆ จะลำบาก เนื่องจากศักยภาพจะสู้บริษัทใหญ่ๆ ที่เปิดมานาน ไม่ได้ และปัญหาการโยกย้ายของนักธุรกิจขายตรงจะมีมากด้วย เพราะตอนนั้นจะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดทำธุรกิจที่เมืองไทยเยอะมาก ทำให้มีตัวเลือกทำธุรกิจตามไปด้วย


"คนส่วนใหญ่ที่มาทำธุรกิจขายตรง เพราะเชื่อว่าเปลี่ยน แปลงชีวิตของเขาให้ดีขึ้นได้ คนจนกลายเป็นคนรวยกับธุรกิจนี้ มาเยอะแล้ว และมีจำนวนคนไทยทำธุรกิจขายตรงราวๆ 10 ล้านคน อยู่หลากหลายบริษัท ลองนึกถึงมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่เข้ามาทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งจะมองธุรกิจขาย ตรงเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ เพราะมีมูลค่าขนาดนี้ รวมถึงต่างประเทศทั่วโลกก็นิยมทำกันหลายประเทศ"


อย่างไรก็ตาม ถึงเวลานี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่า มูลค่าธุรกิจ ขายตรงมีผลดีแค่ไหน และธุรกิจเครือข่ายยังช่วยให้คนที่ตกงาน มีงานทำเป็นจำนวนมากอีกด้วย รวมถึงผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการรับรอง ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงหลายคน ซึ่งตรงนี้ถามผู้ที่ ทำขายตรงจะรู้ดีแน่นอน





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงไทยสบช่องเปิด AEC ซุ่มปูฐานปักธงชิงเค้กก้อนโต







418519 (Mobile)


เหลืออีกเพียง 2 ปี หรือในปี 2558 ประเทศไทยเตรียมตัวจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเป็น ทางการ ขณะที่เอกชนของไทยทุกภาค ส่วนก็พร้อมใจเตรียมรับลูกกันอย่าง เต็มที่ จนทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ ขายตรงไทยที่ได้มีการวางแผน เพื่อ ขยายตลาดออกไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียนกันอย่างคึกคัก เพราะหลังจาก เปิด AEC จะทำให้มูลค่าตลาดกลุ่ม ประเทศในอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2553 ที่ผ่านมามูลค่ารวมของทั้ง 10 ประเทศ สูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นอันดับ 9 ของโลก และมีฐานผู้บริโภครวม กันกว่า 590-600 ล้านคน ดังนั้น อีก 2 ปีที่เหลือ เชื่อว่า มูลค่าของตลาดอาเซียนจะเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็น ขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ รอให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจ ขายตรงเข้าไปกอบโกยกัน เปรียบเสมือนเค้กก้อนโตที่รอ ให้คนที่มองเห็นเข้ามาแบ่งไป

ภูสิต เพ็ญศิริ รองประธานศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้ากวางตุ้ง ฮ่องกง และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการค้าการลงทุนแผนใหม่ หรือ ITDC เปิดเผยถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ว่า เชื่อว่าเอกชนไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงไทยน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจาก อาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากรรวมกันมากกว่า 500- 600 ล้านคน และกำลังเป็นที่สนใจของนักธุรกิจจากทั่วโลก ให้การจับตามองจนตาเป็นมัน อีกทั้งตลาดอาเซียนอยู่ใกล้ กับไทยมาก ซึ่งกลุ่มประเทศในแถบนี้จะมีวัฒนธรรมใกล้เคียง กัน จึงสามารถเข้าสู่ธุรกิจขายตรงได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น สินค้าส่วนใหญ่ในธุรกิจขายตรงจะมีครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุปโภค-บริโภค, เสริมอาหาร และสกินแคร์ ถือเป็นสิ่งที่คนในอาเซียนต้องการ

ทั้งนี้หากมอง ถึงข้อเสียของผู้ประกอบการขายตรงไทย ที่ต้องปรับปรุง คือ 1.การรุกตลาดแบบ ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับบริษัท ขายตรงจากต่างประเทศ และการรุกตลาดของผู้ประกอบการขายตรงไทยส่วนใหญ่ จะเป็นแบบวันแมนโชว์ต่างจากขายตรง ต่างประเทศที่จะเน้นการทำงานเป็นทีม 2.ผู้ประกอบการไทย ไม่ได้มีการศึกษาตลาดอย่างจริงจัง มองเห็นแต่เพียงเป็นโอกาส มากเกินไป แต่ไม่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ และ 3.ไม่มีความ สอดสัมพันธ์ของสินค้า กล่าวคือ ผู้ประกอบการไทยจะมุ่งเน้น แต่การทำตลาดสินค้าของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งควรที่จะนำสินค้า ในประเทศนั้นๆ มาเชื่อมโยงกันด้วย เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ของตลาดในกลุ่มประเทศแถบนี้

สิ่งที่ผู้ประกอบการขายตรงไทยจะต้องปรับปรุง หลังจากเปิดอาเซียน คือ การเข้าไปทำธุรกิจแบบมืออาชีพ มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไทยจะต้องทำธุรกิจแบบไทยๆ ยกตัวอย่าง บริษัทขายตรงที่มาจากมาเลเซียและเข้ามา ทำตลาดในไทย ส่วนใหญ่ดูไม่ออกเลยว่าเป็นขายตรงที่มาจาก มาเลเซีย เพราะเขาทำธุรกิจแบบอินเตอร์จริงๆ ดังนั้น หาก ผู้ประกอบการไทยต้องการจะแข่งขันกับขายตรงต่างชาติ จึงจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูเป็นอินเตอร์ฯ มากยิ่งขึ้น และหากเปิด AEC อย่างเป็นทางการ เชื่อว่าจะ ทำให้มูลค่าตลาดรวมของทั้ง 10 ประเทศ เติบโตมากกว่า 50% จากปัจจุบันที่เติบโตเฉลี่ย 25-30% ต่อปี

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เมื่อเปิด AEC จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีของธุรกิจขาย ตรงไทย ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ธุรกิจอื่น เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนมาก เพียงแค่อาศัย การบอกต่อแบบปากต่อปาก โดยส่วนตัวคิดว่าเมื่อเปิด AEC แล้ว มูลค่าทางการตลาดจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัวจากมูลค่า เดิมที่ทำธุรกิจเฉพาะภายในประเทศ

แต่การเข้าไปในตลาด AEC ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ผู้ประกอบการไทย เพราะจะต้องการเตรียมความพร้อมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำแผนการฝึกอบรม การทำสื่อมีเดีย ต่างๆ ที่จะต้องมีภาษาท้องถิ่นมารองรับด้วย รวมไปถึงสินค้า จะต้องเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เพราะขายตรงอาศัยการ ใช้แล้วเห็นผลจริง จึงจะเกิดการบอกต่อ และสิ่งสำคัญ ของผู้ประกอบการไทยหากต้องการจะให้ธุรกิจ เติบโตต้องอย่ากลัวการออกไปทำธุรกิจกับ ต่างประเทศ แต่จงให้มองการทำธุรกิจแบบ ฝรั่งที่กล้าจะออกไปทำธุรกิจกับต่างชาติ

เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตา- มองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น แม้จะยัง ไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีบริษัทขายตรง ไทยที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หากจะ ไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์ 1 สัญชาติไทย 100% อย่าง กิฟฟารีน ที่ซุ่มเตรียมเปิดตลาดขายตรงในย่านอาเซียนในหลาย ประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปเปิดตลาดที่ สปป.ลาว, กัมพูชา และมาเลเซีย ล่าสุด เตรียมทุ่มงบลงทุนจำนวนมาก เพื่อเข้าไปปักธงในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งการเข้าไป รุกตลาดของค่ายแห่งนี้มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การให้ไลเซนซ์ แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด โดยกิฟฟารีน ระบุว่า เมื่อ AEC เปิด บริษัทจะมีรายได้เฉพาะในต่างประเทศ สูงถึง 500 ล้านบาท จาก 200 ล้านบาท ในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับค่ายขายตรงพันธุ์ไทยแท้อย่าง นีโอ ไลฟ์ที่ได้วางแผนซุ่มเตรียมยึดหัวหาดตลาดอาเซียนอยู่เนืองๆ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปปูฐานที่ตลาดกัมพูชา และได้รับ กระแสตอบรับดีเกินคาดจนต้องขยายตลาดเข้าไปที่เวียดนาม นอกจากนั้น นีโอ ไลฟ์ ยังเตรียมแผนจะเข้าไปทำตลาดใน อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อม กับวางแผนร่วมกับ เมก้า ไลฟ์ ซึ่งเป็นโรงงานผู้ผลิตสินค้า ให้กับ นีโอ ไลฟ์ เตรียมเข้าไปเปิดโรงงานในเวียดนาม เพื่อ ผลิตสินค้าป้อนให้กับสาขาประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วย มีการคาดการณ์ว่าหลังจาก นีโอ ไลฟ์ รุกตลาด AEC อย่าง เต็มที่แล้วจะทำให้บริษัทมียอดขายเฉพาะในกลุ่มอาเซียนได้ เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% จากยอดขายรวมทั้งหมด

ข้ามฟากมาที่ขายตรงสัญชาติไทย เจ้าของสโลแกน ขายตรงสะดวกซื้อ อย่าง จอย แอนด์ คอยน์ ก็ไม่น้อยหน้า ได้ปูฐานเพื่อบุกตลาดอาเซียน โดยได้มี การศึกษา และทำการบ้านมาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้วางโมเดลสาขาที่จะเปิดใน AEC เพื่อให้เป็นโมเดลเดียวกัน คือ การ คีย์ออร์เดอร์ที่สมาชิกสามารถทำได้ในทุกที่ ทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ จอย แอนด์ คอยน์ ได้เริ่ม เข้าไปทำตลาดแล้วในหลายประเทศ อาทิ สปป.ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และมาเลเซีย

นอกจากบริษัทขายตรงไทยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง มิสทิน, คังเซน- เคนโก และเอมสตาร์ ได้เข้าไปยึดหัวหาดในตลาดอาเซียน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงบริษัทขายตรงค่ายขนาดกลาง ของไทยอีกจำนวนมากที่ต้องการจะเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่ง การตลาด ซึ่ง มีหลายค่า ยได้เริ่มเข้าไปทำตลาดบ้างแล้วใน แถบประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มิลค์กี้ เวย์ อินเตอร์- เนชั่นแนล, รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้, ดีไลฟ์ อินเตอร์- เนชั่นแนล และที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายบริษัท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 223 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บกม.-ตลาด-นักขายรับ AEC








 


ธุรกิจเครือข่ายขายตรง นับวันการแข่งขัน เชิงสัญลักษณ์ มีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นไม่ต่างจาก การเมืองไทย ที่วันนี้ถูกมองเป็น ความเสี่ยงต่อ ความ เชื่อมั่น ในสายตาของ นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ ไทยได้หาก นักลงทุนต่างชาติ มีความไม่เข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกัน ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ที่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ เริ่มออกมา ในเชิงบวกเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีตที่ ผ่านมา ประชาชนเริ่มเปิดใจกว้างยอมรับ หากนับจากยอดจำนวน นักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในระบบที่มีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน กว่า 800 บริษัทขายตรงในประเทศ คิดเป็น มูลค่าการตลาดไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และ โอกาส จะขยายเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาลหลังเปิดประตูประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน(AEC) รวมประชากร ประมาณ 600 ล้านคน
- เร่งรวมกลุ่มสร้างเอกภาพขายตรงไทย
ว่าไปแล้ว ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในวันนี้ยังไม่ชัดเจนในการรวมกลุ่มเป็นหนึ่ง เดียวในการผลักดันให้ ธุรกิจขายตรง เป็น อุตสาหกรรมขายตรงไทย เต็มรูปแบบ เข้าไปอยู่ในทำเนียบ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตัวแทนของ ภาคอุตสาหกรรมเอกชนไทย ที่มีพลัง ในบทบาทดำเนินงานเพื่อประสานนโยบาย ภาครัฐกับเอกชน ให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่าง คล่องตัวมากขึ้น ซึ่ง ธุรกิจขายตรงไทย ถือว่า มีทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน มา ยาวนานไม่สามารถคลี่คลายได้ การมี พันธมิตร เพิ่มขึ้นจึงเป็น โอกาส หนึ่งใน การขจัด ทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน ของ ธุรกิจขายตรงไทย
ปัจจัยภายนอกที่ ธุรกิจขายตรงไทย ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงคือเรื่องของ การประสานนโยบายภาครัฐเสริมภาคธุรกิจ ให้มีความคล่องตัวแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกลุ่มธุรกิจด้วยกันยังต้องเผชิญกับการ แข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ไม่นับรวมอนาคต อีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้านี้ที่ ประเทศไทยกำลัง จะมี คู่แข่งเพิ่ม ในทุกอุตสาหกรรม จาก การรวมกลุ่มของ ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC ปี 2558 ภายใต้การ แข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
ดังนั้นการรู้จัก หลีกเลี่ยง หรือ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการ รวม กลุ่ม ในรูปแบบ พันธมิตร ถือเป็นหัวใจ สำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ
-จับตาทิศทาง 3 สมาคม 1 กลุ่ม ก่อน AEC มา
ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ใน ประเทศวันนี้แม้ปรากฎภาพ รวมกลุ่ม แล้วใน เชิงสัญญลักษณ์ แต่หากเป็นเพียง เอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ต่างคนต่างรวมกัน เติมพลังแห่งความเชื่อมั่น-ภาพลักษณ์ ภายในกลุ่มของตัวเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นยัง ขาดเอกภาพ รวมเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนมาก สุดวันนี้มี 3 กลุ่มหลักคือ
กลุ่มใหญ่สุด สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ที่สมาชิกสมาคมฯ ส่วน ใหญ่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ธุรกิจขายตรงสีขาว ยาวนานมา 29 ปี มีสมาชิกเข้าร่วม สังกัดแล้วประมาณ 29 ราย จากธุรกิจ ขายตรงทั้งหมดประมาณ 800 ราย ล่าสุดมี กิจธวัช ฤทธีราวี บิ๊กแอมเวย์ นั่ง นายกสมาคมฯ เมื่อ ก.ค.2555
กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่มีพลัง ด้วย มีสัดส่วนสูงสุดในการสร้าง มูลค่าตลาด ขายตรง ในวันนี้ที่เติบโตราว 60,000- 70,000 ล้านบาท ภายใต้แผนการตลาดหลายชั้น (MLM) หรือแผน สแตร์สเต็ป
ซึ่ง กิจธวัช มีแนวคิดปฏิวัติ อุดมการณ์เดิม ด้วยการเปิดกว้างรับธุรกิจ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมสมาคมฯ โดยไม่จำกัด แผนการจ่ายผลตอบแทน และ แผนการตลาดทุกแผน นั่นหมายรวม ถึง แผนไบนารี่ ด้วย
กลุ่มที่สอง สมาคมอุตสาหกรรม การขายตรงไทย หรือ TDIA มี นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แห่ง โควิก เคท อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) นั่ง นายก สมาคมฯ เมื่อ ส.ค.55 เป็นกลุ่มที่มีปณิธาน แน่วแน่ในการเชิญชวนทุกกลุ่ม ธุรกิจ ขายตรง ร่วมกันเดินหน้าจัดตั้ง สมาพันธ์ การขายตรงไทย ให้เกิดความร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์ เชิงบวก แต่ 5 เดือน ผ่านไปวันนี้ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้า
กลุ่มที่สาม สมาคมการพัฒนา ขายตรงไทย หรือ TSDA มี อนุวัฒน์ ธรมธัช ประธานที่ปรึกษา จอย แอนด์ คอยน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ผู้ผลักดัน กฏหมายขายตรง หรือ พระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 กระทั่งมี ธุรกิจขายตรง มากมายไม่จำกัด แผนธุรกิจ หลั่งไหลเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. มากมาย ปัจจุบันยังนั่ง นายก สมาคมฯ โดยสมาคมฯ กลุ่มนี้มีแนวคิดเห็น พ้องกับ TDIAฉะนั้นนับถอยหลังเวลาที่เหลืออีก 2 ปีกว่าก่อนเปิด AEC การเตรียมพร้อมในเชิง รุกของ อุตสาหกรรมขายตรงไทย ยังมี เวลาในการ รวมกลุ่ม หรือ เพิ่มพันธมิตร ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง 3 สมาคม และกลุ่มนีโอ ไลฟ์ จะมองสถานการณ์วันนี้เป็น วิกฤต หรือ โอกาส ก็ต้องจับตาดู หากพลิกทั้งวิกฤต และโอกาส เพื่อสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง ให้ อุตสาหกรรมขายตรงไทย รองรับ ตลาดใหญ่ ในอนาคต ท่ามกลางการ แข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้
- วิ่งสู้ฟัดกู้ภาพลักษณ์ขายตรงไทย
การต่อสู้ในเกมธุรกิจเครือข่ายขาย ตรงที่รุนแรง นี้ไม่จบลงเพียงแค่ การสร้างภาพ ลักษณ์ ให้ธุรกิจเกิดใหม่ขายตรงที่ไม่ได้ใช้ แผน สแตร์สเต็ป เท่านั้น หากเกิด ปฏิบัติการ ของ ธุรกิจขายตรง กอบกู้ภาพ ลักษณ์ในกลุ่มของตัวเองแทน มีการแข่งขันชิง ข้าราชการระดับสูง จากหน่วยงานที่เป็น ผู้กุมบังเหียนธุรกิจขายตรง ของประเทศ ไทย เข้ามาเสริมทัพให้กับ ธุรกิจขายตรง เช่น จอย แอนด์ คอยน์ หรือ เจริญโอสถ โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา แม่ทัพใหญ่เซียน แผนไบนารี่ คว้า อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาสคบ.มานั่งเป็น ที่ปรึกษา ประธานบริษัท และกรรมการผู้จัดการ ขณะ นีโอ ไลฟ์ฯ โดย ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ และ เจ้าของธุรกิจสื่อ ทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาธิการสคบ. นั่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เมื่อ กลางปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง ส่วน รัศมี วิศทเวทย์ อดีตเลขาธิการสคบ.ก่อนหน้านี้ ได้ฝังตัวอยู่ใน T D S A ใน C o d e Administrator ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ผู้ บริหารกฎจรรยาบรรณ TDSA มาได้ 2-3 ปี ที่ผ่านมา
- ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ
นอกเหนือจากนี้แล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม อันทรงพลัง ต่างกำลังเร่งเดินหน้ายกระดับ ภาพลักษณ์-ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม ธุรกิจในสังกัดตัวเองให้แข็งแกร่ง เป็นที่ ยอมรับของสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการ มาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 กันอย่างคึกคัก ทั้งเรื่องของการเสริมสร้าง องค์ความรู้ทางด้านกฏหมาย เร่งพัฒนายก ระดับ นักขาย เรียนรู้การตลาดในแบบ สากลฉีกแนวการดำเนินธุรกิจแบบในอดีตที่ ผ่านมา
ล่าสุด TDSA จัดงาน วันเกียรติยศ นักขายตรงไทยปี 2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พ.ย.2555 ที่ผ่านมาเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจ มีจรรยาบรรณ ต่อ ลูกค้า-สังคม รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ นักธุรกิจอิสระ ทั่วประเทศเกือบ 6 ล้าน คนและยกระดับ ภาพลักษณ์ ของ TDSA ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง
ทางด้าน นีโอ ไลฟ์ ก้าวข้ามธุรกิจ ในแบบฉบับเดิมในอดีต ด้วยการปรับตัว รองรับกับกระแส AEC เดินหน้าจัดอบรม สัมนาพิเศษ พัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจทุก ระดับ มีการระดมพล นักขาย เรือนหมื่น ร่วมรับฟังความรู้ในหัวข้อ การส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจขายตรงอย่างมีจรรยาบรรณ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสคบ. กระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาให้ความรู้แบบรอบด้านให้กับ นักขาย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ขณะ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จัดให้มีการอบรม มาตรฐานวิชาชีพขายตรงไทย ครั้งที่ 3 เสริมความรู้ มุมมองการดำเนินธุรกิจให้กับ นักขาย ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่ถูกต้อง โดยได้เชิญ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดงานและให้ โอวาท มี จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.และเลขาธิการ คณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) บรรยายหัวข้อสำคัญถึงเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ ส่วน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธาน กรรมการผู้จัดการ เจริญโอสถ ร่วมเสริมความรู้ เรื่อง มาตรฐานของวิชาชีพ ขายตรงและนักธุรกิจอิสระ และสุดท้ายเชิญ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วมบรรยาย เกี่ยวกับ ธุรกิจปุ๋ย ที่ไม่ผิดกฏหมาย เรียก ว่าอัดแน่นความรู้ตลอดทั้งวัน
ดังนั้น ธุรกิจขายตรง ในฐานะ ผู้ประกอบการ เตรียมพร้อม สร้างภาพ ลักษณ์-ความเชื่อมั่น ในความรู้ด้านต่างๆ ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ เตรียมความพร้อม ให้ นักขาย หรือบุคคลากรเป็นทุนติดตัว ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการแข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหมือนกับธุรกิจใน หลายอุตสาหกรรมที่วันนี้ต่างก็ปรับตัวกัน อย่างคึกคักรับการเปิดตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เข้ามาแข่งขันได้ เพราะสุดท้ายจะไม่มี เครื่องมือใดๆ จากรัฐใดๆ ของประเทศใดๆ มากีดกันทางการค้าอีกแล้วนั่นเอง!!


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241