ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TSDA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TSDA แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จบไม่ลง!แนวคิด4สมาคมขายตรง จิรชัยขอเป็นกาวใจเชื่อมต่อสายสัมพันธ์







943251_556722501045849_2088255802_n (Mobile)

 


เปิดศึกทางความคิด 4 สมาคมขายตรงไทย...ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) เดินหน้าเข้าพบ เลขาธิการฯ สคบ. จิรชัย มูลทองโร่ย ปรึกษาหารือเรื่องการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง...พร้อมสวนกลับ สมาคมการขายตรงไทย ทันควัน การก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ทำได้ ขอให้เข้าใจใหม่...ส่วน ดร.สมชาย นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ย้ำจุดยืนขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย...ด้าน จิรชัย ระบุพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4 สมาคมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลา


...เปิดศึกเกมทางความคิดกันแบบจ้าละหวั่น สำหรับ 4 สมาคมขายตรงที่ประกอบด้วย 1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 สมาคมนั้น เมื่อมองดูแล้ว คงต้องบอกว่าเป็นการตกผลึกโครงสร้างทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้


นโยบายของทั้ง 4 สมาคมจะมีนโยบายที่คล้ายกันก็คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโตสู่


สากลนั่นเอง!!


ประเด็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน


บ่มจุดแตกหักรอยร้าวที่ควรแก้ไข


...หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ 4 สมาคมขายตรงแบบชนิดติดขอบสนามแล้วล่ะก็ จะพบว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปล่อย ขีปนาวุธทางความคิด ของแต่ละสมาคมนั้น ในเชิงของการโชว์ศักยภาพความพร้อมในหลาย ๆ เรื่องถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้แต่ละสมาคมต่างเกิดความไม่พออกพอใจกันเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก การเริ่มปะทุแนวทางความคิดในเรื่องของการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ได้ออกมาประกาศโชว์ออฟขอเป็นแนวหน้าในการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน พร้อมกับระบุว่า สมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) นั้น คือ สมาคมเดียวที่มีศักยภาพมากพอในการก่อตั้งสมาพันธ์ดังกล่าวได้


และด้วยประเด็นคำว่า สมาคมการขายตรงไทย นั้น ถือเป็นสมาคมเดียวของไทยที่มีศักยภาพมากพอในการที่จะก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นี่เอง ที่ทำให้เริ่มมีความเคลื่อนของเหล่าสมาคมต่าง ๆ ออกมาให้เห็นกันแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันเลยทีเดียว


...อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ที่มี นิโรธ เจริญประกอบ เป็นนายกสมาคมฯ ก็ได้เดินทางพร้อมสมาชิกในสมาคมเข้าพบกับ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในการปรึกษาหารือในเรื่องของการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง ซึ่งถือเป็นอีกนโยบายหลักของทางสมาคมนี้นั่นเอง


โดยเนื้อหาสาระของการหารือในครั้งนั้น ทาง นิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ก็ได้มีการชี้แจ้งให้กับทางเลขาฯ สคบ. พร้อมกับสื่อมวลชนที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วยว่า วันนี้ทางสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงให้ทุกภาคส่วนมีการยอมรับในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการก่อตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ทางสมาคมฯ มีนโยบายที่จะรณรงค์ให้มีการแก้กฎหมายหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานกำกับกิจการขายตรง โดยให้แยกธุรกิจตลาดแบบตรงออกไปเป็นกฎหมายอีกฉบับ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลาย ๆ เรื่องที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จ เป็นต้น พร้อมกับ อยากเห็นธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะคล้าย ๆ กับธุรกิจประกันที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมด



นิโรธชี้ถอยคำแถลงTDSA


ระบุ!ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ดีพอ


ซึ่งนอกเหนือจากในเรื่องของการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายขายตรงแล้วนั้น อีกหนึ่งเรื่องที่ทางด้านนายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้มีการยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนี้นั่นก็คือ การที่ทางสมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) ที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ขอทิ้งน้ำหนักในเรื่องของการรวบรวมสมาคมต่าง ๆ ให้เกิดเป็น สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า การแก้ไขกฎหมายขายตรง


เรียกว่า การที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้ฝั่งทาง นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ถึงกับเลือดขึ้นหูกันเลยทีเดียว พร้อมกับออกมาโต้กลับทันควันด้วยว่า


... วันนี้ทางสมาคมการขายตรงไทยอาจจะมองว่า สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะโชว์ออฟในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมฯ ขอเรียนว่าเราเองไม่เคยพูดว่าสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย จะเป็นผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยลำพังแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเรา โดยสมาคมอื่น ๆ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งหากสมาคมไหนมีความคิดที่ดี และทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ก็จะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ สคบ.ภายหลังต่อไป เนื่องจากมีทาง สคบ. หน่วยงานเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกับรัฐบาล และขอบอกว่า จะไม่มีสมาคมไหนที่มีอำนาจตรงนี้แต่อย่างใด...


นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยกล่าวเสริมอีกว่า การที่สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยได้เข้าพบกับทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาชี้แจ้งทำความเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร ที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในการดำเนินเรื่องดังกล่าวนั้น ก็สุดแต่ทาง สคบ. จะดำเนินการต่อไปในภายหลังต่อไป



จิรชัยพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4สมาคม


ชี้!เรื่องดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลา


...จากประเด็นในหลาย ๆ เรื่องที่ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้เข้าพบกับทาง จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในครั้งนั้น พบว่า ทางเลขาธิการสคบ. เอง ต่างเล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับยังได้ขอเป็นกาวใจเชื่อมสายสัมพันธ์ทั้ง 4 สมาคมให้หันหน้าร่วมพูดคุยกันอีกด้วย


สิ่งที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยมีความเข้มแข็งนั่นก็คือ การร่วมมือกันในหลาย ๆ ฝ่าย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ซึ่งวันนี้หากหลาย ๆ ฝ่ายยังมีแนวคิดที่ไม่ตรงกัน หรือหากมีสมาคมเกิดขึ้นมาใหม่อีก แล้วเราทุกคนจะตอบสังคมได้อย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแนวคิดของแต่ละสมาคมค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ตนเองมองว่าทุกอย่างก็ต้องใช้ระยะเวลาเช่นกัน นายจิรชัย กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ ทางด้าน จิรชัย ยังได้เผยอีกว่า วันนี้แนวทางการทำงานของสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้มีการแบ่งบัญชีการทำงานไว้ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 คือ บัญชีของผู้ที่ทำธุรกิจอยู่จริงในปัจจุบันที่มีอยู่ 353 บริษัท ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มาก ส่วนที่ 2 คือ บัญชีผู้ที่เข้ามาจดทะเบียน แต่ยังไม่มีการรายงานว่า ทำธุรกิจอยู่


นอกจากนี้ เลขาฯ สคบ. ยังกล่าวยอมรับด้วยว่า สิ่งที่หน่วยราชการถูกจำกัดจากทางภาครัฐมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องแรกกำลังคนที่ถูกจำกัด เรื่องที่สองงบประมาณที่ถูกจำกัด รวมถึงการถูกจำกัดในเรื่องของการจัดตั้งกรมด้วย โดยทางด้าน สคบ. เอง ก็อยากที่จะเห็นการจัดตั้งกรมในลักษณะดังกล่าวที่คล้าย ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมดเช่นกัน


วันนี้สิ่งที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาในธุรกิจขายตรงนั่นก็คือ การโฆษณาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภค ซึ่งทาง สคบ.เอง ก็อยากที่จะให้มีการจัดระเบียบในเรื่องของการโฆษณาด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมีโฆษณาที่ไม่ค่อยเหมาะสม นอกจากนี้ ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์นั้น ทางสคบ. ยังจะมีการทำต่ออย่างแน่นอน รวมถึงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย และคณะกรรมการขายตรงให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย


เปิดใจนายกส.พัฒนาการขายตรงไทย


ย้ำจุดยืน!ขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย


...เช่นเดียวกับทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ที่มี ดร.สมชาย หัชลีฬหา เป็นนายกสมาคมฯ อยู่ขณะนี้นั้น ก็ได้ออกมาเผยผ่านสื่อในกรณีของการตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ขณะนี้ตนเองมองว่า การจับมือกับทางสมาคมในเมืองไทยที่มีอยู่เยอะแยะมากมายนั้น น่าที่จะเห็นผลมากกว่าการตั้งสมาพันธ์เสียอีก ที่สำคัญ ยังถือได้ว่าน่าที่จะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ เอง ก็พร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้เติบโต พร้อมกับต้องการเป็นมิตรกับทุกที่และวันนี้ทางสมาคมฯ เอง ก็ขอที่จะไม่เกี่ยวข้องกับใคร และพร้อมที่จะทำตลาดในไทยรวมถึงส่งเสริมคนไทยด้วย


ดร.สมชาย เผยต่ออีกว่า ในขณะเดียว ภารกิจหลักของ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นั้น ยังต้องการที่จะพัฒนาองค์กรขายตรงไทยสู่ความเป็นเลิศ พร้อมกับการช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นที่ยอมรับในสากลอีกด้วย รวมถึงทางสมาคมฯ เอง ยังจะมีการทำวิจัยเพื่อศึกษาการทำธุรกิจขายตรง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตอบสนองความพึงพอใจของผู้ประกอบการให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคด้วย และรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้าเกิดขึ้น เรื่องของกฎหมายก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของความเป็นอินเตอร์มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นรูปแบบการพัฒนาต้องให้ทันกับสังคมโลกด้วย


นอกจากนี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ของสมาคมฯ ก็คือ การเป็นตัวแทนรับหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนการให้ความรู้แก่สมาชิกในสมาคม เช่น การจัดสัมมนาในเรื่องของหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพการจัดสัมมนากับทางหน่วยงานรัฐบาล เช่น สคบ. บก.ปคบ หรือทาง อย. เป็นต้น พร้อมกับการบูรณาการธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


นับได้ว่า การเปิดเกมทางความคิดของทั้ง 4 สมาคมในธุรกิจขายตรงนั้น อาจจะเรียกได้ว่าแต่ละสมาคมต่างออกมาโชว์ออฟสร้างศักยภาพของตัวเองชนิดที่ว่า ไม่มีใคร ยอมใคร กันเลยทีเดียว...ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันดูว่า กับทางเส้นขนานที่มองว่าอาจจะมาบรรจบยากนั้น จะสามารถเดินทางมาพบกันได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้ แต่หากทั้ง 4 สมาคมสามารถรวมตัวไปในทิศทางเดียวกันได้เมื่อไหร่ เชื่อว่าอุตสาหกรรมขายตรงไทยก็หย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอน!!


 


 


 


Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!

 


 








network-marketing-opportunities (Mobile)

จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA


+ สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"
"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


+ ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


+ TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!







mlm-online-school-120711-1 (Mobile)


จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA

สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"


"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4 ทาง "4 สมาคม"







44 (Mobile)


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันวงการขายตรงไทยมีทั้งหมด 4 สมาคม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทขายตรงที่มีความคิดเห็นคล้อยตามกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


การเกิดขึ้นของสมาคมที่หลายฝ่ายมองว่า วงการขายตรงไทย มีมากมายหลายสมาคมเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายวงการ ธุรกิจก็มีการรวมตัวของหลายกลุ่มไม่ต่างจากวงการขายตรงไทย จากความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาซึ่งการสร้างกลุ่มของตัวเอง ทำให้เกิดตัวเลขของสมาคมที่มากกว่าหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด


และยิ่งปัจจุบัน จากนโยบายของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" เรื่องการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ด้วยแล้ว ที่ระบุชัดว่า บริษัทที่จะขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ต้องมีสังกัดสมาคม สิ่งนี้ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นโดยอ้อม ให้ตัวเลขของจำนวนสมาคมขายตรงไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 สมาคมในอนาคต


ความรู้สึก ที่ต้องการเห็นการรวมตัวของสมาคม เป็น 1 สมาคม หรือ 1 สมาพันธ์ นับวันก็ยิ่งยากขึ้น


เพราะปัจจุบันแนวความคิด การทำงานของแต่ละสมาคม ดูจะกลายเป็น 4 ทาง ที่มองไปก็ไร้ทางบรรจบ


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมจากสมาคมต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน เพื่อก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" โดยสมาคมของประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องเป็นสมาชิกในสังกัดใหญ่ อย่าง "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)"


ที่สำคัญ นายกสมาคม TDSA ยังบอกชัดอีกว่า การรวมตัวสมาคมขายตรงในไทยเป็นหนึ่งเดียวนั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก


นี่ยิ่งเป็นเหมือนการตอกฝาปิดกระแสรวมสมาคมขายตรงไทย


สิ่งที่ TDSA กำลังทำ เป็นสิ่งเดียวกับ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ที่ต้องการก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เช่นเดียวกัน


แต่เมื่อสมาคม TDSA ชิงทำก่อน พร้อมกฎกติกาที่ชัดเจน ที่สมาคมที่จะร่วมต้องสังกัด WFDSA ก็ไม่ต่างจากการปลุก "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ให้ตื่นจากฝัน และยอมรับความจริงว่า "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" คงเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชื่อ TSDA เป็นแนวร่วม


โดยสิ่งที่ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" จะทำได้ คือ ชิงตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ให้ได้ก่อน TDSA จะทำได้ หรือไม่ก็ทำให้ "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" มี 2 สมาพันธ์ ซึ่งนั่นยากมากที่จะเกิดขึ้น


ส่วนฝั่ง "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" ก็พยายาม เร่งทำงานเรื่องการรื้อกฎหมายขายตรง รวมถึงผลักดันให้ภาครัฐตั้งหน่วยงานที่จะมาดูแล กำกับวงการขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง แยกออกจาก "สคบ." ไม่ให้เข้าไปมั่วอย่างที่ผ่านมา


ถามว่าการแก้ไขกฎหมาย 6 มาตราในเบื้องต้น ที่ TDNA ยกขึ้นมาให้เป็นมาตราหลักที่ต้องแก้ไขนี้ จะตรงใจกับบริษัทขายตรง อื่นๆ หรือสมาคมขายตรงที่เหลือหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา


ถึงแม้ว่า "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" จะพยายาม เชื้อเชิญตัวแทนสมาคมทุกสมาคม ตัวแทนบริษัททุกบริษัทเข้า ร่วมหารือ แต่ก็ใช่ว่าทุกสมาคม หรือทุกบริษัทจะให้ความร่วมมือ


ส่วน "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" ซึ่งเป็นสมาคมที่ดูจะเป็นข่าวน้อยที่สุด ก็ดูจะยังนิ่งเงียบอยู่ หลังเคยออกมาเรียกร้องให้มีการรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ตั้งเป็น "สมาพันธ์ขายตรงไทย" ในยุคที่ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" นั่งเป็นนายกสมาคม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว


ทั้งหมดคือ 4 ทางเดิน ของ 4 สมาคม ที่ดูเหมือนจะไร้โอกาสจะบรรจบ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"สมาพันธ์ขายตรง" ในใจ "TSDA"







941638_459979200750941_1718929102_n (Mobile)


4 สมาคม เท่ากับ 1 สมาพันธ์


นี่คือความคิดที่จะจับรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ในไทย มาตั้งเป็นสมาพันธ์ขายตรง ของนายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ TSDA คนใหม่ "ดร.สมชาย หัชลีฬหา" ประธานกรรมการบริหาร "บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด" และอดีตเลขาธิการ TSDA


ปัจจุบันวงการขายตรงไทย มีการรวมตัวของบริษัทขายตรงก่อตั้งเป็นสมาคมทั้งหมด 4 สมาคม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


สมาคมทั้ง 4 สมาคม มีแผนงานของใครของมัน มีวิธีการธรรมเนียมปฏิบัติที่ต่างกัน บริษัทขายตรงค่ายใดถูกใจแนวทางของสมาคมใดก็จะเลือกเข้าไปสังกัด หรือหากไม่ลงเอยในแนวทางของสมาคมที่มีอยู่ ก็จะตั้งตัวเป็นเอกราชไม่ฝักใฝ่ ฝ่ายใด


ความคิดที่ต้องการรวมตัวของสมาคมทั้ง 4 แล้วตั้งเป็น 1 สมาพันธ์ เป็นเรื่องที่มีผู้คิดอยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่ที่มาโด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นคำแถลงต่อหน้าสื่ออย่างชัดถ้อยชัดคำของอดีตนายก "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" "อัศวิน วัฒนปราโมทย์"


ที่ประกาศชัดเจนว่า นโยบายของตนในการนั่งเป็นนายกสมาคมฯ ช่วงนั้น คือ การจับรวม 3 สมาคมที่มีอยู่เมื่อต้นปี 2555 และตั้งสมาพันธ์ขายตรงไทย


สุดท้ายแผนทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องล่มสลาย เมื่อสมาคมการขายตรงไทย มีการตั้งนายกสมาคมคนใหม่ และปฏิเสธที่จะร่วมวงตามการเปิดเผยของ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" จนนายก TDIA ออกลูกน้อยใจ ไม่ขอดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯอีกต่อไป พร้อมดึงบริษัทตนเองมาตั้งเอกราชไม่เข้ากับสมาคมใด


ล่าสุดวันนี้ วงการขายตรงไทย มีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 สมาคม คือ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" รวมปัจจุบันมี 4 สมาคม และในเวลาใกล้เคียง "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" มีการเลือกตั้งนายใหม่ที่มาพร้อมนโยบายที่ต้องการรวม 4 สมาคม ตั้งสมาพันธ์ขายตรง


การตั้งสมาพันธ์เป็นสิ่งที่หลายคนต้องการเห็น แต่ดูเหมือนเรื่องนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก หรือเท่ากับไม่มีเลย หากมองตามความเป็นจริง


เพราะการเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 และการมีบริษัทที่ไม่ต้องการร่วมกับสมาคมใดอีกหลายร้อยบริษัท เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่า วันนี้การปรองดองของธุรกิจขายตรงเกิดขึ้นได้ยาก ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ เลย


ประเด็นหลักที่ทำให้สมาพันธ์ขายตรงไทยเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการ ตรงกันข้ามเสียงส่วนใหญ่ต่างมีความคิดในใจที่อยากรวมตัว เพื่ออำนาจต่อรองกับภาครัฐที่มากขึ้นอย่างมหาศาล รวมทั้งหากรวมกันได้ ก็เท่ากับว่าธุรกิจขายตรงไทย จะออกไปสู้กับธุรกิจขายตรงโลกได้อย่างไม่เสียเปรียบ


แต่ที่ทำให้สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นไม่ได้ คือ ความคิดแปลกแยก การจะให้ใครมาเป็นผู้นำโดยที่ไม่ใช่ตนเอง เป็นเรื่องที่รับได้ยาก สิ่งนี้คือปัจจัยหลักของปัญหา ทำให้เห็นว่าสมาพันธ์ขายตรงเป็นเรื่องนามธรรม ยากแสนยากที่จะให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างจริง


โดยทางออกที่พอจะมองเห็นคือ ให้ผู้ใหญ่ที่ใหญ่จริง อาจเป็นคนของรัฐจัดการหักดิบ มัดรวมทุกสมาคม แล้วตั้งสมาพันธ์ขายตรงไทย คัดเลือกคนกลางที่มีความรู้ด้านขายตรง เป็นอย่างดีขึ้นมาเป็นหัว


สำคัญ คือ การล้างบางอำนาจเก่าที่เคยมีกับทุกสมาคม และกับภาครัฐให้สิ้นซาก




Credit By :http://www.siamturakij.com


วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ส.พัฒนาการขายตรงไทยรุกหนัก นายกฯใหม่ นำสมาชิกลุยตลาดAEC







Capture (Mobile)


จับตา สมาคมการพัฒนาการขายตรงไทย หลังคณะกรรมการโหวต เลือก ดร.สมชาย หัชลีฬหา อดีตเลขาฯ ขึ้นแท่นเป็นนายกสมาคมคนใหม่ โดยมี วุฒิพงศ์ วนากุล นั่งเลขาฯ แอ็คชั่นแรก ชี้โลกยุคใหม่การรวมกลุ่ม กันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะจะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน ไล่ 9 ตั้งแต่การรวมกลุ่มกันของประชาคมชาวโลก WTO หรือ EU เหล่านี้ล้วนเกิดการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี ล่าสุดกลุ่มอาเซียน หรือ AEC กำลังจะมีการรวมกลุ่มกัน จะเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของอาเซียนซึ่งมีประชากร 600 ล้านคน แพลมๆ สมาคมฯ อาจ เปิดศูนย์เองในประเทศAEC เพื่อให้ สมาชิกเปิดช็อปตัวเองในศูนย์นั้นๆ ลุยตลาดเต็มที่

ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายกสมาคมพัฒนาการขายตรง ไทย เปิดเผย ตลาดวิเคราะห์ ว่า ปัจจุบันโลกทั้งโลกได้ให้ความสำคัญ เกี่ยวกับการผนึกกำลังกันมาก หากดูถึง วิวัฒนาการจากการรวมตัว เราจะเห็นว่าการ รวมตัวของประชาคมโลกได้พัฒนามาเป็น WTO จนกระทั่งมาเป็นนาฟต้า อาฟต้า ตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจ ถ้าพูดถึงฝั่งอเมริกา จะเริ่มจากอเมริกาเหนือ ไปถึงเม็กซิโก แคนาดา และมาพูดถึงอาฟต้า ประเทศไทยเราที่พัฒนาจนมาถึงวันนี้ที่เรียกว่า AEC โดยจะรวมกันแบบไหนก็แล้วแต่ เมื่อ รวมตัวขึ้นมาก็ถือว่า ได้ประโยชน์รวมกันแทบ ทั้งสิ้น โดยเราจะเห็นการวิวัฒนาการกันก็จะมี ทั้งดีและเสีย แต่ว่าทุกบทเรียน ทุกการรวมตัว ต้องบอกว่ามีข้อดีมากกว่าข้อด้อย เพียงแต่ว่า ข้อด้อยไม่มีการที่เคยเจอกันมาก่อน ไม่เคย เห็นปัญหา ซึ่งเมื่อเวลาที่มารวมตัวกันก็จะมีทั้งคนที่แข็งแรงและอ่อนแอ แต่สุดท้ายก็ต้อง ใช้เวลาในการปรับตัว

เมื่อตอนที่อียูรวมตัวกันนั้น ซึ่งถ้าย้อน ไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้คนก็บอกว่า ถือเป็นเรื่อง ดี แต่พอถึงวันนี้มันก็เริ่มเห็นปัญหาว่าอียู เมื่อ รวมกันแล้วจะเห็นว่าเงินที่มีสกุลที่แข็งแรงกว่า ก็อยู่ได้และได้เปรียบ แต่ถ้าคนที่มีเศรษฐกิจ อ่อนแอกว่าเมื่อไปรวมกับเขาก็ถือว่าลำบาก และคนที่จะรวมอยู่กับเขาได้จะต้องมีความ สามารถทั้งด้านสุขภาพ เรื่องต้นทุน ภาวการณ์ แข่งขัน เรื่องของเทคโนโลยี โนฮาวน์ กำลังเงิน ทุน เรื่องความได้เปรียบในเรื่องของสินค้า ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นองค์ประกอบโดยรวมว่าเมื่อ เรามาอยู่ด้วยกันแล้วจะใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างไร แต่ถ้ามาอยู่ร่วมกันแล้วอีกฝั่งได้เปรียบ อีกฝั่งไม่ได้เปรียบซึ่งก็ถือว่ายังเป็นปัญหา แต่ สุดท้ายก็ต้องมาพูดคุยกันอยู่ดี ตรงนี้ของอียู ที่ เขาช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อไม่ได้มีการรวม ตัวกันแบบนี้ ป่านนี้ที่กรีซ สเปน อิตาลี คงล่ม สลายไปแล้ว แต่สุดท้ายก็มีการพยุงกันอยู่ รองรับกันไว้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมาตรฐานก็จะมา อยู่ในระดับเดียวกัน ตรงนี้คือ ข้อ ดีของการรวม ตัว

แต่การรวมตัวกันตรงนี้มันก็จะมีความ ต่างศักดิ์ คือ อีกคนมีเงินมากกว่า อีกคนมีเงิน น้อยกว่า ซึ่งตรงนี้จะมาแบ่งปันช่วยเหลือกัน อย่างไร โดยหากมีการช่วยกันมันก็จะจูงกันไป แต่ถ้าไม่ช่วยกันอีกฝ่ายก็ตายเลย ก็ต้องมีการ ดึงกันไว้ โดยจะมีทั้งในเรื่องของกิจกรรมร่วม กัน เงินทุนร่วมกัน ใช้เงินสกุลเดียวกัน คน เคลื่อนย้ายอย่างเสรี แต่ว่าการที่เข้ามาร่วมกัน นั้นก็จะมีบางคนที่อ่อนแอ เพราะเศรษฐกิจ ไม่ดี ค่าเงินไม่แข็งแรง และมีปัญหา ซึ่งการรวม ตัวตรงนี้จะเป็นการฉายให้เห็นภาพว่าวันนี้การรวมตัวกันก่อเกิดประโยชน์มหาศาล ซึ่ง หากรวมแล้วเข้าใจกัน ไปในทิศทางเดียวกัน และอยู่ในกติกาเดียวกันที่ชัดเจน ในแต่สุด ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า และอุปสรรคก็ไม่ได้ เป็นปัญหา

นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงกล่าว อีกว่า หากมองย้อนไปในหลาย ๆ ปี ซึ่งผมเอง เคยพูดไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้วที่หุ้นอเมริกาตก ตรง นี้ต้องบอกว่าถือเป็นอุบัติเหตุในระยะสั้น เมื่อ มีการปรับตัวลงมาสุดท้ายก็ขึ้นกลับมาใหม่ แล้วพอหลังจากนั้นครึ่งปีก็กลับมา ถือว่า เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ จากการดู QE1 หากจำไม่ผิดตัวเลขอยู่ที่ 1.8 ล้าน QE2 ตัวเลขอยู่ที่ 6 แสนล้าน และ QE3 ตัวเลขอยู่ที่เดือนหนึ่ง 4 หมื่นกว่าล้านเหรียญ ก็มีข่าวว่าตรงนี้จะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเรา ก็ต้องดูว่าตัวเลขอัตราการว่างงาน ลดน้อยลง ไหม การเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่

อย่างเศรษฐกิจ จีดีพี ของประเทศ สหรัฐอเมริกานั้น อย่างปีที่แล้วตัวเลขกลม ๆอยู่ที่ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากดูจาก QE1 QE2 ในแต่ละปี รวมเม็ดเงินแล้วคร่าว ๆ เฉพาะอเมริกันปั้มเงินแล้วไม่ตํ่ากว่า 3 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ คือ สามารถเติมสภาพคล่อง ในอเมริกันได้ถึง 20% ได้ส่งผลดี คือ พอมีใคร คนใดคนหนึ่งนั้นกระตุ้นมันก็ส่งผลดีต่ออีกคน หนึ่งดีขึ้น โดยเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก ตรงนี้คือ ประโยชน์ของการรวมตัวกัน อย่างอาเซียนในตอนนี้ ก็เริ่มเห็นว่ามี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ แต่ละประเทศเริ่ม มาคุยกันว่าประเทศไหนที่จะสามารถแข่งขัน กันได้ รวมถึงเริ่มมีการขยายและทำธุรกรรมกัน บ้างแล้ว อย่างตัวเลขการทำธุรกรรมล่าสุดนั้น ทางองค์กรการค้าโลกก็ออกมาพูดกัน ตอนนี้ ประเทศไทยเมื่อเทียบแล้วกับการลงทุนในช่วง 3-4 ปี ประเทศไทยนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ มากกว่าต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย เหตุผลเพราะว่าทุกคนก็ต่างอยากที่จะมา ลงทุนเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน โดยเริ่มที่จะมีคนไปเตรียมการไว้ก่อน เพราะ เวลาเคลื่อนย้ายเสรี คนที่เคยขาย ของ 66 ล้านคนเฉพาะในไทย ตอนนี้มันกลายเป็น 600 ล้านคน เพราะว่า AEC มีการรวมประชากร แล้วอยู่ที่ 600 ล้านคน

ตรงนี้ทำให้มีการเริ่มที่จะ ออกไปวางกลยุทธ์ ด้วยการไป สร้างช่องทางกระจายสินค้าใน ต่างประเทศซึ่งก็เริ่มที่ จะมีการไป ลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น จาก การรวมตัวตรงนี้ทำให้มีนโยบาย ต่างประเทศ ซึ่งอยากให้คนคิดว่า ทำ ไมวันนี้คนถึงต้องมีการไป ลงทุนในต่างประเทศ ก็เพราะหาก คุณมีเงินอยู่ในกระเป๋า และไม่ ยอมไปค้าขายกับใครเลยนั้น เรา รวยเฉพาะเรา แต่วันนี้เราเองควร ที่จะต้องมีการพึ่งพาต่างประเทศ

วันนี้มุมมองไม่เหมือนเดิม แล้ว โลกของการเปลี่ยนแปลงก็ดี กับปัจจัยหรือการมองคุณค่าที่แท้ จริง และที่น่าสนใจที่สุด คือ วันนี้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจ หรือการ รวมตัวทำธุรกรรมไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คแบบไหนก็ แล้วแต่ ถ้าใช้ประโยชน์ให้เป็นและ เห็นคุณค่า แล้วสร้างคุณค่าให้เกิด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ใช้ ประโยชน์ร่วมกัน ตรงนี้จะถือเป็น ประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจ เครือข่ายหรือผู้ร่วมธุรกิจร่วมกัน

ดร.สมชายกล่าวอีกว่า ใน ฐานะที่ได้รับบทบาทการเป็น ผู้นำ ของสมาคมพัฒนาการขายตรง ไทย ก็อยากจะเสนอความคิดว่า การเอากิจกรรมที่มีความสอด คล้องกัน มีวัตถุประสงค์มองไป ข้างหน้าเหมือนกัน สิ่งที่อยากให้ เกิดขึ้น เราก็ต้องมาคิดร่วมกัน ใน แง่ของบริษัทมารวมตัวกันมันก็ เป็นสมาคม และจากสมาคมกับ สมาคมรวมกันก็เป็นสมาพันธ์ และในบริษัทนั้นเองการรวมตัว ของคนในองค์กรก็รวมกันเป็น หนึ่งบริษัท ก็เห็นได้ว่านี้คือการ รวมตัวทั้งสิ้น ที่เราพูดถึงวันนี้คือ เรื่องของการรวมตัวกัน เพราะการ รวมตัวในเรื่องเชิงการค้าก็ดี เชิง ในเรื่องของกิจกรรมเพื่อประโยชน์ ก็ดี เพราะมันก็แล้วแต่วัตถุ ประสงค์ของกิจกรรมนั้น ๆ

ถ้าพูดถึงสมาคมพัฒนา การขายตรงไทย โดยเฉพาะผมได้ รับบทบาทการเป็นนายกสมาคม ที่พึ่งได้รับเลือกเมื่อไม่นานมานี้ โดยหลักการแล้วสมาคมแต่ละ สมาคม และผมก็ได้รับการอบรม และไปรวมกับสมาคมการค้าที่เขา อบรมกัน ก็มีหลากหลายสมาคม ไม่ใช่มีสมาคมขายตรงอย่างเดียว ก็มีสมาคมอื่น ๆ สมาคมสปาไทย สมาคมโลกสีเขียว สมาคมการค้า อาเซียน มารวมกันในรุ่นนี้มีอยู่ 27 สมาคม ซึ่งผมก็ได้รับหนึ่งบทบาท การเป็นรองประธานกลุ่มของ สมาคม และก็กำลังยกฐานะให้ เป็นสมาพันธ์ ก็คือรวมกลุ่มหลาก หลายสมาคมเข้ามาเป็นสมาพันธ์ ก็มีหลักการง่าย ๆ คือ ก่อตั้งขึ้นมา รวมกันเพื่อให้ก่อเกิดพลังทางด้าน ความคิดที่ได้แชร์ประโยชน์ร่วม กัน แต่ประโยชน์ที่ได้มาก็มาจาก 1. คือการเป็นตัวแทนของภาค เอกชน ที่ไปเจรจากับภาครัฐ ที่ เป็นตัวแทนของผู้บริโภค เป็น ตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรม เป็น ตัวแทนของบริษัทในการเอาเรื่อง ที่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของสังคม เรื่องเทคโนโลยี และเรื่องไลฟ์ สไตล์ของผู้คน เพราะทุกอย่างใน สังคมที่มันเปลี่ยนไป มันเกิดจาก การที่คนทำให้เปลี่ยนไป และการ จะเปลี่ยนไปทางไหน ชี้นำอย่างไร มันก็ต้องมีคณะบุคคลหรือกลุ่ม คน อย่างเช่น สภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจ เขาก็มาจากสมาคมที่ เป็นตัวแทนและก็รวมกลุ่มและก็ เอาคำแนะนำไปบอกกับรัฐบาล แต่สมาคมหรือสมาพันธ์ก็อาจจะ เอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปต่อ รอง

คือ เอาข้อมูลของสมาชิก เข้าไปคุยกับภาครัฐ ไปคุยกับ หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ เพื่อให้ ได้มาซึ่งแนวทางที่ถูกต้อง คือ ให้ ภาครัฐส่งเสริมแบบเป็นธรรม เป็น ประโยชน์ และเป็นคุณค่าใน อนาคตที่ใช้ร่วมกันในสังคม เพราะการอยู่ร่วมกันเราต้องนึกถึง หลักจรรยาบรรณ และต้องถูก กฎหมาย เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่าง สันติ การรวมตัวกันนั้นเวลาเราไป พูดกับภาครัฐเขาก็ฟังเรา เพราะ เขามองว่าเป็นคนหมู่มากไป ไม่ใช่ คน ๆ เดียว และนี่คือประโยชน์ของ การรวมตัวและสมาคมที่เราทำ เราก็คาดหวังว่าจะเป็นตัวแทนใน กลุ่มเครือข่ายขายตรง เพราะ บริษัทขายตรงอาจจะมีหลาย ๆ แบบ มีชั้นเดียวมีหลายชั้น แต่ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทยไม่ ได้เลือกว่าจะเป็นแผนไหน แต่ แผนแบบไบนารี่ไตรนารี่อยู่กับเรา เยอะหน่อย เพราะเราก็เอาสิ่ง เหล่านี้มารวมตัวกัน และก็มาแชร์ กัน ก็บอกว่าแนวทางที่ถูกต้องเป็น อย่างไรก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปคุยกับ ภาครัฐ

ดร.สมชายกล่าวอีกว่า อย่างกิจกรรมล่าสุด บริษัทใน สมาคมก็ได้รับตราสัญลักษณ์ จาก สคบ.ไป 4 บริษัท จากจำนวน สมาชิกกว่าสิบบริษัท ที่จริงส่งไป 5 บริษัท อีกบริษัทเนื่องจากไม่เข้า เกณฑ์เพราะว่าอายุไม่ถึง เพราะ ต้องเอาเกณฑ์ 3 ปี แต่นี่ยังแค่ 1 ปี เศษ ก็ต้องรอโอกาสต่อไป ประโยชน์ของการเข้าร่วมสมาคม ก็ดีตรงนี้แหละ ดีกว่าอยู่เพียง ลำพัง เพราะการรวมตัวเราคุยกัน ที่หัวข้อว่า ถ้าวันนี้เรารวมตัวกัน ก็ได้แชร์ และก็ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เราไม่ได้มาแกร่งแย่งกันเลย เพราะรอบนี้ที่เปลี่ยนกรรมการก็ โหวตกันเองว่าใครอยากได้ใคร เป็นอะไร และเสียงข้างมากคน ไหน คนนั้นก็รับบทบาทไป ในอนาคตบริษัทไหนที่ไม่ ได้อยู่ในสมาคม ค่อนข้างจะเสีย โอกาส เพราะว่าแรงขับเคลื่อน จากนี้ไปจะเป็นพลังกลุ่มมากกว่า โดดเดี่ยว พอผมเข้ามารับตำแหน่ง ก็จัดวาระเลยว่าต้องไปดูงาน อย่างวันที่ 29 พฤษภาคม นี้ มีทูต พาณิชย์ หรือที่ปรึกษาราชทูต ที่ ปรึกษาการค้าต่างประเทศใน แต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนมา รวมตัวกัน เราก็ได้จองที่นั่งไว้เข้า ร่วมงาน ก็จะมีโอกาสพูดคุยกับ ท่านทูต เพื่อให้เห็นเป็นแนวทาง ว่าต่อไปนี้ AEC ตลาดเป็นอย่างไร ถ้าจะไปเปิดสาขาต่างประเทศเรา ทำอย่างไร เราก็จะได้เปรียบด้าน ข้อมูล และในวันที่ 4 มิถุนายน นี้ กรรมการสมาคมฯ ก็จะไปดูงาน กับกรมการค้าต่างประเทศ เพราะ เขาก็มีการจัดงานกับภาครัฐบาล ไปกับครู อาจารย์ที่ไปในเรื่องของหลักสูตรการส่งเสริมพัฒนา ศักยภาพ และก็ไปดูงานไปกับ สมาคมอื่น ๆ ด้วย ไปดูเรื่องการค้า ลู่ทางการลงทุน ทำบิสสิเนสแมส ชิ่ง เริ่มต้นที่พม่า ไปดูทำเลและ ลู่ทางการลงทุนอยู่กัน 3 คืน ก็ไป พร้อมกันหลายบริษัท เพราะเรา ยังเคยคุยไว้ว่าไปต่างประเทศถ้า ขี้เกียจลงทุน เราอาจจะมารวมตัว กันสร้างออฟฟิศสักออฟฟิศหนึ่ง แล้วก็เข้ามาร่วมกันได้เลย ไม่ต้อง ต่างคนต่างไปลงทุนเปิดศูนย์ สาขา เปิดรวมกันเลย แต่ละบริษัท ก็มาตั้งสำนักงานอยู่ในนั้นแหละ นี่คือ ประโยชน์ของการรวมตัวกัน เป็นสมาคม เราอยู่กันแบบพี่ แบบน้อง และหลังจากพม่าก็มี โปรแกรมต่อกลับไปเวียดนาม จากนั้นไปดูงานที่ฟิลิปปินส์ และ อีกหลาย ๆ ประเทศใน AEC

ลองนึกภาพดู ถ้าเรา เปิดเป็นเซ็นเตอร์ใหญ่ๆในนาม สมาคม ให้สมาชิกมีช็อปเป็นของ ตัวเอง ส่วนกลไกการตลาดแต่ละ บริษัทก็ว่ากันไป ลักษณะวัน สต็อปเซอร์วิสขายตรง อย่างนี้ ประหยัดต้นทุนได้เยอะ ไม่ต้อง กลัวว่าจะไปแย่งสมาชิกกัน เพราะ ทุกบริษัทมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง อยู่แล้ว ผู้บริโภคหรือสมาชิกใน ประเทศนั้นๆ เขาเลือกเองได้ว่า ตนเองชอบสไตล์ไหน ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 345 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

TSDA ชงภาครัฐล้อมคอกแชร์ลูกโซ่ แนะติดบัตรนักขายป้องกันผีสวมสิทธิ์









สมาคม TSDA แนะภาครัฐล้อมคอกแชร์ลูกโซ่ มันนี่ ระบุโครงการตราสัญลักษณ์ สคบ. ต้องสแกนให้รอบด้าน หวั่นกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาแสวงผลประโยชน์ พร้อมเตรียมชงนายใหญ่สคบ. ออกบัตรนักขายที่ยื่นเสียภาษีให้รัฐ ป้องกันแม่ทีมไปหลอกลวงประชาชน ชี้เร่งให้ความรู้ภาคประชาชนระหว่างธุรกิจขายตรงกับปิรามิด


นายอนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาธุรกิจการขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่านโยบายของสมาคมปีนี้ยังคงเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับบริษัทสมาชิกของสมาคม รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและกฎจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด โดยทางสมาคมเตรียมจะผลักดันให้มีกฎจรรยาบรรณกลางขึ้นมา รวมไปถึงการเสนอให้มีการออกบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระที่ออกโดยเลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สมาชิก TDSA และประธานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งเป็นนโยบายที่สมาคมฯ จะต้องดำเนินการต่อไป


นอกจากนี้สมาคมยังพร้อมจะให้การส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือสังคมร่วมกับภาครัฐ เช่นช่วยเหลือเด็กยากจน เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการตราสัญลักษณ์ของสคบ.ซึ่งทางสมาคมจะไปแนะนำให้บริษัทสมาชิกเข้ามาร่วมกับโครงการดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเห็นในธุรกิจขายตรงเมืองไทย คือการร่วมมือกันของแต่ละสมาคมขายตรงในประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจขายตรงไทยเจริญรุ่งเรือง โดยทุกภาคส่วนจะต้องให้ความรู้กับประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงแตกต่างจากลูกโซ่และปิรามิดอย่างไร เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง


ด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TDSA) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ ได้มาอาศัยธุรกิจขายตรงเป็นช่องทางในการปล้นประชาชนตาดำๆ ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะคิดว่าหากใช้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือมอบตราสัญลักษณ์สคบ. แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจดังกล่าวแอบไปหากินต่อได้ ดังนั้นภาครัฐเองจำเป็น ที่จะต้องมีมาตรการที่ดี เพราะผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องก็มี คนที่หา ช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ก็มี จึงถือเป็นดาบสองคม


ดร.สมชาย กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้ตั้งข้อสังเกตไปยังภาครัฐว่า การที่จะดูว่าบริษัทไหนดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่นั้น สิ่งหนึ่งควรดูจากการยื่นเสียภาษีว่ามีการยื่นเสียจริงหรือไม่ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ง่ายมาก เพราะหากไม่ยื่นเสียภาษีให้สันนิฐานได้ว่าบริษัทนั้นประชาชนถูกหลอกได้ง่าย ในทางตรงกันข้ามหากภาครัฐรับจดทะเบียนหรือมอบตราสัญลักษณ์ให้กับบริษัทเหล่านี้อาจจะเป็นช่องทางให้กับกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยช่องว่างพร้อมที่จะหนีได้ทุกเวลา ยกตัวอย่าง มีบางบริษัทมียอดขายเยอะ แต่ผู้จำหน่ายอิสระกลับไม่ยื่นเสียภาษีเลย ซึ่งส่วนตัวได้นำเสนอให้ภาครัฐควรมอบบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระให้กับผู้จำหน่ายอิสระที่มีการยื่นเสียภาษีให้กับภาครัฐ


ผมคิดว่าอยากให้ผู้จำหน่ายอิสระมีบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระ ถ้าผู้จำหน่ายอิสระยื่นเสียภาษีภาครัฐเองก็ควรที่จะออกบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระเป็นบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่มีแสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีความมั่นคง แต่คำถามใครที่ควรวจะได้รับบัตรผู้จำหน่ายอิสระ คือ คนที่เสียภาษี เพราะอาชีพอื่น เช่น วิศวกร และหมอ ที่ยื่นเสียภาษียังได้ใบประกอบวิชาชีพ แต่ทำไมผู้จำหน่ายอิสระยื่นเสียภาษีถึงไม่มีใบประกอบวิชาชีพให้กับเขาบ้าง


หากมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงสิ่งที่ยังเป็นช่องว่าง และเป็นอุปสรรคในการเติบโตของธุรกิจนี้ คือ การที่ภาครับเองยังไม่มีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน เช่น ถ้าหากเปรียบเทียบธุรกิจขายตรงเป็นปิรามิดทุกคนก็จะเหมารวมว่าปิรามิดเป็นแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด แต่หากมองกันให้ลึกลงไป ถ้าถามว่าปิรามิดเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ สมมติว่าถ้าบริษัทนั้นทำโครงสร้างเป็นปิระมิด แต่แบ่งการจ่ายผลตอบแทนจากเงื่อนไขของคนที่เข้ามาสร้างปิรามิดนั้น โดยมีการจำกัดรายได้จากเงื่อนไข สรุปก็คือ หากบริษัทนั้นใช้โครงสร้างปิรามิด แต่กำหนดการจ่ายผลตอบแทนแบบขายตรง ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่หากนำโครงสร้างปิรามิดโดยการจัดลำดับ เช่น แบบจัดคิวเงิน อย่างนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ผิดกฎหมาย แต่คนส่วนใหญ่แยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือแชร์ลูกโซ่ หรือขายตรง


การแยกธุรกิจขายตรงที่ดีกับแชร์ลูกโซ่ออกจากกัน ภาครัฐจำเป็นจะต้องให้ความรู้กับภาคประชาชนว่าธุรกิจขายตรง กับแชร์ลูกโซ่เป็นอย่างไร เช่น จะต้องมีตราสัญลักษณ์ของภาครัฐ และต้องการตรวจสอบได้ มีการเสียภาษี และยื่นภาษีอย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันการที่มีใบอนุญาตจากสคบ.อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"หน่วยรัฐ-เอกชน" จัดหนักปลายปี เร่งเครื่องดันธุรกิจเครือข่ายสู่มาตรฐาน


ขายตรงปลายปีเร่งเครื่องสร้างมาตรฐาน... หน่วยงานรัฐ-เอกชน พร้อมใจยกระดับนักธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นมืออาชีพ ล่าสุด สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) จัดงาน การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 หวังเติบเชื้อไฟนักธุรกิจ...ด้าน จิรชัย เลขาฯสคบ. เผยพร้อมช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดเรียก 30 บริษัท เข้าชี้แจงกรณีการโฆษณาสินค้า ชี้!หากเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง พร้อมระงับโฆษณาทันที...ส่วน ภญ.ศรีนวล รองเลขาฯ อย. ประกาศพร้อมดำเนินการตรวจสอบโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ ย้ำ!หากผิดจริงลงโทษอย่างเดียว
หากใครที่อยู่ในธุรกิจขายตรงมานานคงพอที่จะทราบว่า ธุรกิจขายตรงในอดีตกับปัจจุบัน เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของภาพลักษณ์และหลาย ๆ บริษัทเองต่างก็มีความเป็นมืออาชีพในการทำธุรกิจแทบทั้งนั้น ถึงแม้จะมีธุรกิจสีเทาบางจำพวก มาทำให้ธุรกิจขายตรงสีขาวหม่นหมองก็ตามที

ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรง จะเจิดจรัสได้นั้น ก็ต้องอาศัยหลาย ๆ องค์ประกอบเข้ามาช่วยหล่อหลอมและขัดเกลาธุรกิจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ สมาคมขายตรงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาครัฐที่ดูแลธุรกิจขายตรงนี้ โดยตรงด้วย

อย่างล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ (สคบ.) จัด การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน จาก 5 บริษัท ที่เป็นสมาชิกของ TSDA โดยในงานครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน รวมทั้งบรรยายเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ รวมถึงยังมี ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาบรรยายเรื่อง การขายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และยาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกด้วย

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณที่ดี สำหรับธุรกิจขายตรงที่พร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความเป็นมาตรฐานสู่สากลนั่นเอง และที่สำคัญ ในการอบรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่เป็นนักธุรกิจอิสระเป็นอย่างมาก เพราะนอกจาก จะได้ความรู้แล้ว ยังได้บัตรประจำตัวนักธุรกิจอิสระอีกด้วย ในการที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำธุรกิจขายตรงภายใต้กฎจรรยาบรรณ


สคบ.เร่งสร้างมาตรฐานขายตรง
เรียก30บริษัทคุมเข้มเรื่องโฆษณา
ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า หน่วยงานรัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวจักร ในการส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับบทบาทของ สคบ. ในช่วงเวลานี้นั้น ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะทาง สคบ.เอง ได้มีการเตรียมการที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่ตลาดอาเซียนในทุกรูปแบบ
โดยในเบื้องต้นที่ทาง สคบ. ได้มีการหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อที่จะช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ 1. กรอบของกฎหมายในธุรกิจขายตรง ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้างเรื่อง 2. อยากที่จะให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการ ได้ทำงานร่วมมือกัน เพื่อที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่อาเซียน

ส่วนความคืบหน้าของ ตราสัญญาลักษณ์ สคบ. นั้น นายจิรชัย เผยว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีวรเทพ เอง ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ที่จะส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคแบบชัดเจน พร้อมกับเสนอแนะให้มีการไปปรับในเรื่องของการการันตี การทำประกันว่าจะมีการทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ ทางผู้ประกอบการก็เห็นด้วย ที่จะดำเนินการตามแนวทาง 3 ทาง คือ 1. ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. การตั้งกองทุนขึ้นมา โดยอาจจะเป็นการลงขันของผู้ประกอบการในการตั้งกองทุนตรงนี้ และ 3. การทำประกัน

ขณะนี้ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์ สคบ.นั้น ได้มีการให้ทางผู้ประกอบการเข้ามาสมัครแล้ว โดยจะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยใน 11 บริษัทสมาชิกของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) นั้น ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดที่เข้ามาขอตราสัญญาลักษณ์เลย ซึ่งต้องบอกว่าตราสัญญาลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นโลกทัศน์ใหม่ ที่จะนำธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานของภาครัฐอย่างสคบ. เข้ามาการันตีและดูแลผู้บริโภค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความมั่นใจในสินค้ามากขึ้น ซึ่งวันนี้ หากบริษัทไหนที่พร้อม สามารถที่จะดำเนินการขอได้ทันที

นายจิรชัย เผยต่ออีกว่า ปัจจุบันนี้ทางสคบ. ได้มีการหารือกับทางคณะกรรมการสคบ.ในชาติอาเซียนบ้างแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างมีความยินดี ที่จะประสานความร่วมมือด้วยกัน ในการที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ หากทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในเศรษฐกิจของประเทศและชาติอาเซียนที่ทำงานร่วมมือกันด้วย

ส่วนแผนงานเร่งด่วนของสคบ. ในขณะนี้นั้นคือ การเตรียมที่จะเรียก 30 บริษัท มารับทราบในส่วนของการโฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม โดยทางสคบ.จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ที่บริษัทเรียกมา จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพประมาณ 80% โดยจะเป็นการโฆษณาในลักษณะการลด แลก แจก แถม ซึ่งจะมีทั้งบริษัทขายตรงและไม่ใช่บริษัทขายตรง และหากพบว่าบริษัทไหมมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ทางสคบ.เอง ก็จะมีการออกจดหมายแจ้งเตือนก่อน แต่หากยังมีการกระทำความผิดดังกล่าวนี้อีก ก็จะมีการระงับโฆษณาต่อไป

สิ่งที่ทางสคบ. อยากเห็นในตอนนี้คือ การร่วมมือกันในหลายๆ ฝ่ายของสมาคมขายตรง ที่จะต้องมีการประสาน เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพราะวันนี้การที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลนั้น การทำงานต้องไม่ทำเพียงคนเดียว แต่จะต้องรวมใจกันทำ ยิ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ด้วยแล้ว ธุรกิจขายตรงต้องผนึกกำลังเป็นแผ่นเดียวกันให้ได้


อย.เร่งตรวจโฆษณาผิดกฎ
ประกาศลงโทษจริงหากฝ่าฝืน
...ด้าน ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางอย. ก็ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ. ที่ดูแลในเรื่องของการโฆษณาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด เห็นได้จากทาง สคบ.ก็จะมีในส่วนของกรรมการหลาย ๆ ส่วน ดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงในเรื่องการโฆษณารวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับทาง อย.ก็จะมีการรับเรื่องร้องเรียนในทุก ๆ เรื่องด้วย

ในปีนี้ อย.ได้มีการเซ็นสัญญา MOU กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในเรื่องของการทำโฆษณา ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา อย.เอง ยังได้มีการนำเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องของยา อาหาร ที่โอ้อวดเกินจริง ในทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โดยภายในปลายปีนี้ จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. อีกครั้ง เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนที่อย.จะทำงานร่วมกันกับรัฐบาลคือ การหาข้อมูลของการโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ก็จะมีการส่งข้อมูลไปให้ทาง กสทช.ใช้ในการพิจารณาออกใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ อย.ยังได้รับความร่วมมือกับทางดาวเทียม ที่จะแจ้งข้อมูลของผู้ประกอบการในแต่ละช่องว่าใครเป็นเจ้าของช่อง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ง่ายขึ้นด้วย

ขณะนี้ อย.ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้น โดยมีการทำงานในเชิงของการเฝ้าระวัง ในสื่อของทีวีดาวเทียมและสื่อวิทยุ โดยในส่วนของสื่อวิทยุนั้น จะเฝ้าระวังในส่วนที่รับได้ในกรุงเทพฯ ก่อน รวมถึงสื่อนิตยสาร สื่ออินเตอร์เน็ตที่อย. กำลังมีการเฝ้าระวังอยู่

นอกจากนี้ ภญ.ศรีนวล ยังได้เผยถึงปัญหาของทีวีดาวเทียม ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการเข้าถึงตัวเจ้าของยาก การระงับสัญญาณก็ยาก ซึ่งส่งผลทำให้การทำงานในการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับทาง กสทช.เข้ามาช่วยด้วย โดย
เชื่อว่า หากทาง กสทช. มีการกำหนดใบอนุญาตแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้อย.ทำงานได้ง่ายขึ้นแน่นอน

ส่วนกรณีที่ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขายตรง มีความกังวลมากที่สุดในเรื่องของกฎหมายบางตัวนั้น ภญ.ศรีนวล ให้ความเห็นว่า ในส่วนของกฎหมายบางตัวที่ทำให้ผู้ประกอบการขายตรงเกิดความกังวลใจนั้น ถือว่าใช่ ซึ่งหากวันนี้ผู้ประกอบการทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ตรงนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ กลับพบว่า มีผู้ประกอบการบางราย มีการทำผิดกฎ ทั้งในเรื่องของการโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริง พร้อมกับการใส่สารบางอย่างที่เป็นสารต้องห้ามในสินค้า
ซึ่งความผิดตรงนี้ทำให้ทาง อย. จึงจำเป็นที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการนั้น


TSDAประกาศพร้อมดันขายตรงเกิด
ชี้งานอบรมมาตรฐานวิชาชีพได้ผลจริง
ด้าน อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้กล่าวถึง การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ว่า เป็นการกระตุ้นธุรกิจขายตรงรวมถึงนักธุรกิจอิสระให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของสมาคมที่ต้องการพัฒนาธุรกิจขายตรงไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน

วันนี้มีหลาย ๆ สมาคมและหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวในเรื่องของตลาดอาเซียน และทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยก็ให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ซึ่งการจัดอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ในการที่จะบุกตลาดอาเซียนได้นั้น ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนด้วยถึงจะเกิดผล

อนุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่าจะต้องเติบโตกว่าในปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหน้าเศรษฐกิจของอเมริกาน่าที่จะดีขึ้น ธุรกิจยุโรปก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตตามไปด้วย

...เช่นเดียวกับทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการ และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้เปิดเผยว่า การอบรมมาตร ฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนานักธุรกิจขายตรงไทย โดยงานนี้จะเป็นตัวแปร ที่จะทำให้ทั้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระตระหนักในอาชีพขายตรงมากขึ้น ที่สำคัญ วันนี้อาชีพขายตรงนั้นไม่ใช่อาชีพที่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของกรอบจรรณยาบรรณ เรื่องของกฎหมายที่ควบคุมด้วย

การอบรมครั้งนี้ เป็นเนื้อหาสาระที่ทุกคนควรรู้ ทั้งในเรื่องของแนวทางในการวางแผนงานในการทำธุรกิจ การทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความสำเร็จโดยง่าย พร้อมกับ ยังมีการบอกถึงวิธีการทางการตลาด พูดถึงรูปแบบทางการตลาดในยุคสมัยใหม่ เรื่องของแนวทางที่จะใช้ในการแข่งขัน เพื่อให้สอดรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 นี้

ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกคนหรือนักธุรกิจอิสระทุกท่านเองก็จะต้องมีการปรับตัวให้ได้ ต้องรู้ว่าควรที่จะมีการพัฒนาเตรียมความพร้อมอย่างไร ที่จะสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญ ต้องรู้เท่าทันภาวะการณ์เปลี่ยน แปลงของนโยบายของภาครัฐ รวมถึงรู้ถึงแนวทางของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการรวมตัวกัน

นั่นหมายความว่า เรื่องของการค้าเสรี เรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เรื่องของเงินทุนเสรี จะนำมาซึ่งกำลังซื้อ และการแข่งขันที่มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลทำให้ทุกคนจะต้องมีความรู้ ด้วยพื้นฐานของการตลาด กลยุทธ์การตลาด กรอบกฎหมาย วิธีการและรูปแบบที่จะใช้ในการแข่งขัน ซึ่งงานและกิจกรรมในครั้งนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามารับการอบรม ที่นอกจากจะได้ในเรื่องของประกาศนียบัตรแล้ว ยังได้ในส่วนขององค์ความรู้ และความภาคภูมิใจในอาชีพอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย จอย แอนด์ คอนย์ (J&C) กับ ดร. สมชาย หัชลีฬหา

 









 


 


 


 


 


 


 


 


สำหรับ ดร.สมชาย หัชลีฬหา บิ๊กบอสใหญ่แห่งขายตรงสะดวกซื้อ J&C ก็ชีพจรลงเท้าไม่ต่างกัน เริ่มจาก ต้นเดือนสัมมนาที่พัทยา ต่อด้วยไป ดูงานขอนแก่น กลางเดือนพาสมาชิก หลายร้อยชีวิตไปหลั่นล้าที่เมืองจีน กลับมาต่อด้วยไปดูงานที่พม่า ปิดท้าย ของเดือนด้วยสัมมนาที่พัทยา Again แล้วเริ่มต้นเดือนด้วยงานของ สมาคม- พัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) นี่ยังไม่รวมทริปท่องเที่ยวอเมริกา กับสมาชิก J&C ตอนคริสต์มาส อีกนะเจ้าคะ โอ้ว...มายก็อด ตาราง แน่นได้อีกนะเจ้าคะ ว่าแต่ได้มองหาตัวช่วยไว้บ้างมั้ยเอ่ย เพราะ เห็นสาวๆ รอสมัครเป็นผู้ช่วยส่วนตั๊ว ส่วนตัว ของลูกชายท่าน ดร.กันใหญ่ เลยล่ะเจ้าค่ะ...อิอิ


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 



วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมขายตรง : สมาคมขายตรงใหม่


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน มีสมาคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทขายตรงอยู่ทั้งหมด 3 สมาคมหลัก ได้แก่


1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)


2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)


3.สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)


ซึ่งทั้ง 3 สมาคม มีสมาชิกรวมกันอยู่ที่ 67 บริษัท นับว่าน้อยมากสำหรับจำนวนบริษัทที่มีสังกัดสมาคม เมื่อเทียบกับจำนวนกว่า 800 บริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียน ยื่นขอประกอบธุรกิจรูปแบบขายตรงกับทาง สคบ. โดยสิ่งที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของธุรกิจ ขายตรง คือ การแยกกันอยู่ เนื่องจากเหตุผลมากมายหลาย ประการ ทำให้รัฐดูแลไม่ทั่วถึง อีกทั้งไม่สามารถยึดสมาคม ใดสมาคมหนึ่งเป็นที่ตั้งในการควบคุมได้


นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีสมาคมใหม่ เพราะเมื่อสมาคมเก่าทั้ง 3 สมาคม ไม่สามารถดึงบริษัทขายตรงต่างๆ เข้าร่วม ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการทำงานของ แต่ละสมาคมที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทส่วนใหญ่ได้


การที่จะมีการก่อตั้งสมาคมใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่หากปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่คงไม่ได้ เพราะการที่จะมีสมาคมเกิดขึ้นใหม่ สมาคมที่อยู่ก่อนย่อมรู้สึก ร้อนๆ หนาวๆ นำไปสู่การจดจ้อง ว่าในอนาคตสมาคมใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะมีวิธีการทำงานอย่างไร


ซึ่งจากที่ทราบกันว่า สมาคมใหม่ของวงการขายตรง มีความคิดแรกเริ่มมาจาก บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยทีมผู้บริหารของบริษัท ต้องการเห็น การทำงานของสมาคมที่ทำเพื่อวงการขายตรงอย่างจริงจัง


โดยไม่สนว่าบริษัทใด มีแผนธุรกิจแบบใด ขอเพียง แต่มีอุดมการณ์ที่สำคัญร่วมกันก็เพียงพอ


สมาคมใหม่ จะเน้นการทำงานที่สำคัญ คือ ทำเพื่อส่วนรวม ยกระดับวงการขายตรงให้เจริญก้าวหน้า และขยายตัวอย่างที่ควรจะเป็นกว่าในปัจจุบัน อีกทั้งยังสานต่อ งานต่างๆที่สมาคมเก่าทำแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม


โดยงานแรกที่ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่ผันตัวมานั่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ นีโอ ไลฟ์ และว่าที่หัวเรือคนสำคัญของสมาคมใหม่ ต้องการทำคือ การหาจุดร่วมกับ 3 สมาคมที่มีอยู่ ผลักดัน พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ ที่ยืดเยื้อมา นานกว่า 2 ปี ให้สามารถออกมาเป็นกฎระเบียบในการควบคุมธุรกิจให้ได้เร็วที่สุด อีกทั้งต้องเป็นพ.ร.บ. ของวงการ อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่เป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือ สมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ตรงนี้นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขายตรงเดินหน้าไปไกล กฎหมายที่ใช้อยู่ ดูจะเก่าเกินไปสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน


สมาคมที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้เกิดจากความต้องการ ตอบโจทย์ความอยากของใคร และไม่ใช่สมาคมเฉพาะกิจแต่อย่างใด


แต่สมาคมใหม่ เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ต้องการ ยกระดับวงการธุรกิจเป็นสำคัญ และที่สุดคือ การทำให้ ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจสีขาว เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนของคนที่ เดินเข้ามาในธุรกิจ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1325 ประจำวันที่ 11-8-2012 ถึง14-8-2012

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสคบ. : ศึกชิงเก้าอี้เลขา สคบ. ร้อนฉ่า ข่าวสาดโคลนตัวเต็งกระฉ่อน


ศึกชิงเก้าอี้เลขา สคบ. ร้อนระอุ สารพัดโผออกมาโยนหินถามทาง ข่าววงในเผยตัวเต็ง วิ่งกันฝุ่นตลบ ชี้คนในมาแรงทำท่าจะแซงโค้งมาวิน แต่โค้งสุดท้ายมีเปิดประเด็นใหม่ หวัง ดิสเครดิต จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. อีกหนึ่งตัวเต็งสำคัญ โดยอดีตเลขา สคบ. อนุวัฒน์ ธรมธัช เปิดประเด็นร้อนฉ่า กรณีงบสนับสนุนวันคุ้มครองผู้บริโภค- ไทย 100,000 บาท หายเข้ากลีบเมฆ ชี้อยากได้คนดี โปร่งใส ไร้รอยด่าง มาเป็น เลขา สคบ. คนใหม่

เป็นปกติทุกครั้งที่เมื่อเก้าอี้เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่างลง ก็ต้องมีการสรรหาเลขา สคบ. คนใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งการสรรหา ก่อน ที่จะมีการเลือกตั้งนั้นก็ต้องเลือกคนที่ดี มี ความเหมาะสม มีความสามารถเข้ามารับ ตำแหน่ง ซึ่งล่าสุดมีรายชื่อที่จะมีการชิงเก้าอี้ เลขา สคบ. ด้วยกัน 5 คน ด้วยกัน ได้แก่ นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขา สคบ., จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. และผู้ตรวจราชการอีก 2-3 คน ซึ่งหนึ่งในจำนวน ดังกล่าวมีแคนดิเดตคนในของ สคบ. ด้วยกัน 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่าง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ต้องการให้แคนดิเดตทั้ง 2 คน ทำ ผลงานออกมาให้เห็นก่อนที่จะมีการแต่งตั้งเลขา สคบ. ในเร็วๆ นี้

ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงโค้งสุดท้ายที่จะมีการแต่งตั้งเลขา สคบ. ตามปกติที่จะมีการ- สาดโคลน ตอกไข่ใส่สีเติมแต่งกันไปต่างๆ นานา เพื่อให้คู่แข่ง อีกฝ่ายเสียประวัติ และถูกมองในมุมลบ เนื่องจากตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งของผลประโยชน์ และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุดแคนดิเดตคนสำคัญอย่าง จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. ก็โดนข่าวดิสเครดิตประเด็นการรับเงินที่ไม่โปร่งใส

ประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวระดับสูงจาก สคบ. เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า ขณะนี้ได้มี หนังสือร้องเรียนจาก อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคม พัฒนาการขายตรงไทย หรือ TSDA และอดีตเลขาฯ สคบ. ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกรณีที่ จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการของบประมาณสนับสนุน วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2555 โดยในใบร้องเรียนดังกล่าว ได้มีการระบุข้อความเกี่ยวกับการที่ จิรชัย ได้มีการของบ- ประมาณไปยังสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยหรือ TSDA จำนวน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ยังมีการระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินสนับสนุน การจัดบูธแสดงนิทรรศการให้กับสมาคมฯ และเป็นค่าใช้จ่าย ในการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 รวมทั้ง มีการอ้างว่าที่ต้องของบสนับสนุน เนื่องจากราชการไม่มี งบสนับสนุนในส่วนนี้ และได้ให้โอนเข้าบัญชี วันคุ้มครอง ผู้บริโภคไทย ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ซึ่งปกติแล้วการโอนเงินดังกล่าวจะต้องผ่านบัญชี ของธนาคารกรุงไทย แต่ปรากฏว่าหลังจากที่โอนเงินไปแล้ว ไม่มีการส่งมอบหลักฐานการรับเงินแต่อย่างใด ได้รับเพียง หนังสือขอบคุณ รวมทั้งภายในงานก็ไม่มีการถ่ายทอดผ่าน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 รวมถึงไม่มีรายชื่อสมาคมฯ ในการรับโล่วันคุ้มครองผู้บริโภคไทยแต่อย่างใด

กรณีดังกล่าว ได้มีการยื่นหนังสือไปยังสำนักนายก- รัฐมนตรีและสำนักปลัดเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า เรื่องนี้ เงียบหายไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แต่อย่างใด รวมทั้งมีผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จำนวน 11 ราย โดนเรียกขอเงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการกระทำ ดังกล่าวถือว่าไม่โปร่งใส เนื่องจากในการจัดงานวันคุ้มครอง ผู้บริโภคไทย 2555 ได้มีงบทางราชการสนับสนุนการจัดงาน อยู่แล้ว จำนวน 3,500,000 บาท เพียงพอกับการจัดงาน แต่ไม่เข้าใจว่า การขอเงินสนับสนุนดังกล่าว เกิดจากเหตุผล ใด และทำไมยังไม่มีการสอบสวนจากสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องนี้

สำหรับกรณีที่มีการขอรับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุน ของทางราชการดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง ตามระเบียบว่าด้วยเงินบริจาค ซึ่งตามระเบียบจะต้องยื่น รายละเอียดไปยังกองบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อขอ อนุญาตในการเปิดบัญชีรับบริจาค รวมทั้งต้องมีการระบุถึง จำนวนเงินที่บริจาคว่ามีจำนวนเท่าใด และระบุถึงวัตถุ- ประสงค์ที่ชัดเจนในการขอรับเงินบริจาคว่าจะใช้เพื่อสิ่งใด บ้าง แต่กลับไม่มีขั้นตอนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

กรณีที่มีผู้ร้องเรียนงบสนับสนุนงานวันคุ้มครอง ผู้บริโภคควรเร่งตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใส ใน สคบ. เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคล มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. แทน นิโรธ เจริญ- ประกอบ ที่ลาออกไปอย่างกะทันหัน จิรชัย ถือว่าเป็นหนึ่ง ในแคนดิเดตที่มีโอกาสได้ขึ้นนั่งเก้าอี้เลขา สคบ. คนใหม่ ด้วย ข่าวดังกล่าวถือว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ของ สคบ. และกระทบต่อตัว จิรชัย เอง รวมถึงโอกาสที่จะก้าวขึ้นไป เป็นเลขา สคบ.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าว 5 สมาคมขายตรง MLM - SLM ไร้สัมพันธ์ ยืมมือสื่อเลือกแฉ - เชือดสนุกปาก


ปรากฏการณ์เชือดเฉือนกันเองในหมู่สมาคมเริ่มอุบัติอย่างเป็นทางการ...หลังอำนาจในมือเริ่มถึงจุดเสื่อม...4สมาคม(MLM)และ1สมาคม(SLM)ต้องระดมมันสมองแก้เกมด่วนตีกันก่อนสมาคมMLMไทยจะเจอศรัทธาเสื่อมทั้งวงการเปิดปมจุดเด่น-ด้อยที่ควรสะสางก่อนยืนบนผืนผ้าใบใหม่...รับมือแข่งเดือดในการเปิดตลาดอาเซียนปี2558...!!

กลายเป็นมหากาพย์เรื่องราว เมื่อ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เลือกใช้เวทีสื่อเชือดเฉือนกันอย่างสนุกปาก เมื่อตำแหน่งที่ถูกวางตัว เป็นเพียงแค่ หุ่นเชิด ที่ไร้บทบาทการบริหารแบบเต็มใบ จนสร้างความเสื่อมเสียต่อการบริหารงานในคราบนายกสมาคมอุตฯ กลายเป็นข่าวโด่งดังทอล์คออฟเดอะทาวน์ในวงการขายตรง จนสมาชิกในกลุ่มแทบจะมุดแผ่นดินหนี

วิธีนี้ ถึงแม้จะหยาบกร้านไปหน่อย แต่เมื่อ หุ่นเชิด ที่จนตรอก ก็ย่อมมีทางเลือกที่จะหาทางออกไม่มากนัก จึงเลือกวิธีการโต้กลับอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ถึงแม้จะเสื่อมเสียทางด้านภาพลักษณ์ แต่ยังคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีส่วนตัวเอาไว้พอประมาณตน

การเลือกใช้เวทีสื่อในการโพนทะนา ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เมื่อนำไปเทียบเลียบเคียงกับเวทีของนักการเมืองที่มักเลือกใช้วิธีนี้กันบ่อย ๆ ก็ต้องบอกว่า เรียกความดังแบบชั่วข้ามคืน แต่ถ้าหากเลือกยื่นซองขาวอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อยใช้วิธีเลือกปล่อยข่าวแค่บางฉบับ งานมันก็จะกร่อย ไร้รสชาติ แม้จะเป็นวิธีที่น่าจะเหมาะสมกว่าก็ตาม แต่สำหรับวงการขายตรงเลือกที่จะ เด่น มากกว่า ดับ โดยไม่รู้โชคชะตาในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
เพราะวงการขายตรง มันเป็นเวทีของมวลชน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่ผู้ประกอบการจะหันหน้ามาประสานมือ ก่อนที่วงการขายตรงจะกลายเป็นละครน้ำเน่า ที่สวมหัวโขนเล่นกัน...ที่นับวันสาดโคลนรุนแรง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเวทีการเมือง
งานนี้...3 สมาคม MLM และ 1 สมาคม SLM อีก 1 สมาคม MLM ที่กำลังจะแจ้งเกิดใหม่ในวงการ...อาทิ
1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : Thai Direct Selling Association
2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) : Thai Direct Sale Industrial Association
3. สมาคมนักการตลาดแบบตรงไทย (TDMA) : Thai Direct Marketer Association
4. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) : Thai Direct Selling Development Association
5. สมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย : สมาคมใหม่ที่ตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการ
ควรหันหน้าเข้ามาปรึกษา ด่วน...เพื่อ ลด ละ เลิก ข่มกันเด่น...ลดระดับหันหน้า และเข้ามาปรึกษาหารือร่วมกัน
เพราะวันนี้ เกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ถูกเปลี่ยนไปแข่งกับตลาดแมสอย่างค้าปลีก และไม่ใช่แย่งกันในสงครามน่านน้ำสีแดงที่ฟัดกันอย่างนัวเนียอีกต่อไป แต่มันเป็นการทำสงครามกับ น่านน้ำสีฟ้าและสีขาว กับฐานบริโภคใหญ่ที่ค้าปลีกชุบมือเปิบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...ไหน จะต้องแข่งกันในเวทีอาเซียน ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ แทบจะไม่มีความพร้อมเอาเสียเลย
ย้อนรอยอดีตกาลกันสักหน่อย ทำไม.. จุดเริ่มต้นของสมาคมขายตรงไทย ถึงเดินไปไม่ค่อยสวย อาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากสมาคมแรกที่เริ่มก่อตั้ง ถึงคำเขียนนี้อาจจะยัดเยียดและไม่ใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเสมอไป..แต่ก็มีส่วนถูกบ้างมิใช่หรือ เพราะการตั้งกฎระเบียบยิบย่อยที่ไม่ให้บริษัทเล็ก บริษัทน้อยเข้าไปอยู่ในสังกัดได้ง่าย ณ วันนั้น

กลายเป็นเกมที่นักธุรกิจขายตรงที่ไร้ต้นสังกัด ต้องปรับเกมสู้ศึกในวันนี้ เพราะต้องป้องกันตัวเองให้รอดจากปากเหยี่ยวปากกาที่ถูกใส่ร้าย...แม้สมาคมใหญ่จะมีถ้อยแถลงออกมา การไม่รับบริษัทเข้าเป็นสมาชิกได้ง่าย ๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจขายตรงเพลานั้น มักถูกปะปนไปกับแชร์ลูกโซ่ จนแยกไม่ออกว่า บริษัทไหนขายตรงพันธุ์แท้ บริษัทไหนพันธุ์เทียม

ฉะนั้น การเป็น สมาคมพี่ใหญ่ ที่เกิดขึ้นเป็นสมาคมแรก จึงเลือกวิธีเอากฎหมู่มากกว่า...ที่จะเฟ้นรับสมาชิกไม่เลือกหน้า สมาคมพี่ใหญ่ ยังวางตัวแบบทรงคุณค่าและมีมาตรฐานสูงเฉียดฟ้าตามที่เคลมกันอยู่บ่อย ๆ

ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่ไร้สังกัด เล็ก น้อย ใหญ่ ทั่ว ๆ ไปเปรียบเหมือน มดแดง ตัวเล็ก ๆ ที่คอยเฝ้าลูกมะม่วง แต่ไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มชิมรส และโอกาสที่จะเข้าไปสังกัดนั้น ทำท่าว่าจะริบหรี่เต็มที

สมาคมน้อย ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความไม่พร้อม ก่อเกิดสมาคมที่ 2 ตามมาติด ๆ เมื่อสมาคมที่ 2 ก็มิใช่ทางเลือกของผู้ประกอบการที่ยังไร้ต้นสังกัด สมาคมที่ 3 จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่ง...ฉะนั้น สมาคมที่ 4 ซึ่งเป็นสมาคมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็มิใช่เรื่องที่ผิด เพราะมิอาจตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ทั้งหมด...อีกเช่นเดียวกัน

ถามว่า...สมาคมที่ 5 6 7 และ 8 จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีกหรือไม่...ต้องบอกว่า เป็นไปได้ ฟันธง!!
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น.. สมาคมหลายสมาคมเกิดอาการลมปราณแตกซ่าน หรืออย่างไร...ต้องบอกว่าจะใช้เหตุผลใด ก็ย่อมกากบาท (ถูก) แทบทั้งสิ้น อาทิ
ข้อที่ 1. จุดยืนของแต่ละสมาคม วางตัวโอเว่อร์โหลด ตั้งตนเป็นสมาคมชั้นสูงเกินจนไม่เป็นที่ยอมรับ...ก็ถูกต้อง
2. นายกสมาคมฯ บางคนถูกวางตัวเป็น หุ่นเชิด ไร้บทบาท อัออั้นทนไม่ไหว ก็เลยออกมาโจมตีกันเองต่อหน้าเวทีสื่อ เพราะอำนาจการตัดสินใจมีไม่เต็มใบ...ก็ถูกอีก
3. การวางตัวไม่เป็นกลางของนายกสมาคมฯ ชอบดึงบริษัทตัวเองมาเกี่ยวข้อง และวางตัวเป็นพี่ใหญ่ สอนบริษัทในสมาคมด้วยกันเอง...ก็ถูกอีกนั่นแหละ
4. การถูกรังแกจากหน่วยงานรัฐ แต่ไร้การเหลียวแลจากเพื่อนร่วมอาชีพ...ก็นับว่าถูกต้อง
และ 5. เหตุผลที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ความสมาน - สามัคคี ของแต่ละสมาคม ไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเป็นของตัวเอง...สำหรับข้อนี้ให้คะแนนถูกต้องเป็นที่สุด

ในเมื่อกฎเกณฑ์การตั้งสมาคมใดสมาคมหนึ่ง วางตัวไม่เป็นกลาง เลือกที่รัก มักที่ชัง...จนเป็นช้อยส์ไม่น่าให้เลือกเข้าสังกัด...
คราวนี้ สมาคมขายตรง ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หากสามารถลบจุดด้อย - เพิ่มจุดเด่น...แล้วขีดเส้นหนา ๆ ยืนบนความเป็นกลางได้สำเร็จ ก็ย่อมมีโอกาสสร้างความสำเร็จมากกว่า เพราะมีบทเรียนหลายบท นำมาแก้ไขให้ถูกทางได้...

เพราะอย่าลืมว่า...ธุรกิจเครือข่ายขายตรงเป็นธุรกิจเฉพาะ และอยู่กับมหาชนคนเครือข่าย ที่สามารถสร้างพลังวัตรและความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก เนื่องจากมีฐานสมาชิกเป็นมหาชน นับหมื่น นับแสนคน ฉะนั้น การที่จะเลือกตั้ง สมาคมใหม่ ด้วยตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และสมาคมที่ผ่าน ๆ มา ก็จะถูกเมิน และบริษัทสมาชิกที่ยังไม่มีต้นสังกัด สามารถกด LIKE เลือกได้ตามใจชอบ เพราะสมาคมของคุณ จะไม่กด LIKE และเป็นผู้ถูกเลือกอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ สถานการณ์เกมการแข่งขันถูกเปลี่ยน เปลี่ยนไปแข่งในสนามที่ใหญ่กว่าเดิมในวันข้างหน้า นั่นคือ การเปิดเวทีประชาคมอาเซียน ปี 2558 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้น...1 ใน 5 สมาคม ควรสังคายนาตัวเองใหม่ หันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมขายตรงไทยบอบช้ำไปกว่านี้ หันมาจับมือแล้วสู้รบปรบมือกับตลาดอาเซียนดีกว่า เพราะวันนี้...เวทีที่ใช้วัดความยิ่งใหญ่ ด้วยการแบ่งแยกดินแดนกันบริหารในอดีต มันหมดเวลาลงแล้ว และร่อยหรอลงไปทุกที ทุกที...เพราะฉะนั้นร่วมกันสู้ ดีกว่ายืนรอวันตาย เพราะหลายค่ายที่บอกว่า พร้อมสู้ในเวทีอาเซียน คุณพร้อมจริงหรือ...ลองถามย้ำกับตัวเองอีกครั้ง


แจงจุดยืนนายกฯคนใหม่
ส.ใหญ่ยินดีต้อนรับส.น้องใหม่
นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย แถลงข่าวในวันที่ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ ทันทีที่ทีมข่าวยิงคำถามถึงสมาคมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น นายกฯ คนใหม่คิดอย่างไรกับสมาคมที่ 4 (MLM) ก็ได้รับคำตอบว่า ในฐานะที่เราเป็นองค์กรเดียวกัน อยู่ร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน คงต้องบอกว่าสิ่งที่เราทำได้ในสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย คือ เราคงมีจุดยืนของเรา แล้วก็คิดว่าจะเปิดกว้างเปิดความคิดที่จะมาร่วมงานกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในธุรกิจองค์กรเดียวกัน ตราบใดที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีอุดมคติเดียวกัน มีดุลวิธีการบริหารจัดการ ในการยกระดับการจัดการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม มันก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่มีปัญหาอะไร สามารถแลกเปลี่ยนพูดจากันได้เหมือนกัน

อย่างที่ทราบกันว่า เราก็เคารพสิทธิของทุก ๆ ท่าน ผู้ประกอบการหรือผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคน ก็อยากจะย้ำอีกครั้งว่า เราเปิดประตูกว้าง อีกอย่างเราก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า เป็นสมาคมพี่ใหญ่ เพียงแต่ว่าเราก็อยู่ด้วยกันแล้วก็มีจุดยืนที่เข้มแข็ง สร้างเอกภาพให้กับสมาคมฯ ของเรา แต่อาจจะมีปัจจัยใดก็ตามที่ไม่แน่ใจ ที่ไปเปิดสมาคมใหม่เป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร อย่างที่บอกเรามีกฎเกณฑ์ในการรับสมาชิกชัดเจน เบื้องต้นเราไม่ได้มีข้อจำกัดนะ ว่า ห้ามเป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง อย่างที่ผมเรียนแล้ว ก็ย้ำไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ตราบใดสมาชิกท่านนั้น มีความสอดคล้อง มีคุณสมบัติตามที่สมาคมฯ เรากำหนด เราก็ยินดี ถ้าเชื่อมาตรฐานสมาคมการขายตรงไทย ก็เชิญเข้ามาสมัครสมาชิกได้


สมาคมน้องใหม่แถลงจุดยืน
นโยบายภายใต้ว่าที่นายกฯ
ทางด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นีโอ ไลฟ์ และตัวเต็งนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งสมาคมใหม่ในงานเกียรติยศ นีโอ ไลฟ์ ประจำเดือนที่ผ่านมา ว่า จากตัวเลข 40 บริษัทของธุรกิจขายตรง ที่เข้าไปค้นข้อมูลจากกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และค้นข้อมูลการเสียภาษีรายได้ ซึ่งได้ตัวเลขที่เป็นทางการค้าแล้ว นำเอามารวมเป็นมูลค่าการตลาดเป็นตัวเลขจริง ที่ยื่นแสดงรายได้กับทางราชการ ตัวเลขออกมาเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ แต่เอาตัวเลขกลม ๆ มารวมไว้แล้วกัน เมื่อประมาณปี2548 - 2549ยอดอุตสาหกรรมขายตรงรวมเติบโตสูงถึง 100,000 กว่าล้านบาท

แต่มูลค่าการตลาดก็จะมียอดขายของค่าย ยูนิลีเวอร์ แยกออกไป เพราะยูนิลีเวอร์แยกออกมาเป็นแผนกของธุรกิจขายตรงแผนกหนึ่งเท่านั้น ส่วนค่าย ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ก็เช่นเดียวกัน ก็แยกเป็นขายตรงแผนกหนึ่ง รวมถึงค่าย สหฟาร์มฯ ที่แยกออกมาเป็นแผนกหนึ่งเช่นเดียวกัน ถ้าหักตัวเลขตรงนี้ออกไป ยอดขายตรงรวมก็จะเติบโตประมาณ 78,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันตัวเลขจะเป็นเท่าไร ผมว่ารวบรวมจริง ๆ แล้วน่าจะทะลุแสนล้าน ถือเป็นตัวเลขมากมายมหาศาล จากบริษัทขายตรงไทย 800 กว่าบริษัท น้อง ๆ นักข่าวลองไปค้นข้อมูลดูนะครับ ว่า สมาคม (MLM) ที่มีอยู่ 3 สมาคมของผู้ประกอบธุรกิจ นับรวมกันแล้วมีสมาชิกไม่เกิน 50 บริษัท ก็ไม่เท่าไหร่ ที่พูดถึงกรณีนี้มันไม่เกี่ยวกัน เพราะบริษัทที่จดทะเบียนหรือทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย เหมือนว่า ทำไมใน 3 สมาคมมีบริษัทที่จดเบียนถูกต้องสมัครน้อยจัง
ยิ่งเดี๋ยวนี้มันนี่เกมมันทำผิดยากขึ้น ถึงจะมีวิธีฉลาดขึ้น แต่เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมันมีมาก สื่อก็เฝ้ามองกันมาก แต่ทำไมบริษัทที่ทำถูกกฎหมาย มีบริษัทที่สมัครสมาชิกในสมาคมน้อยลง นี่คือมันเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องพูด และนั่งคิดว่าถ้าเราจะตั้งสมาคมสักอีก 1 สมาคม เพราะยังมีอีกหลายแง่มุม ในสมาคมนี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้ทำทั้งเนื้อหาที่จะขยายออกไปให้ประชาชนรู้จักขายตรงที่ชัดเจน ถูกต้องรอบด้าน ฉะนั้น การจัดตั้งสมาคมใหม่มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ และจะเป็นสิ่งที่ดีกับองค์กรต่าง ๆ และสายสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ธุรกิจเกี่ยวกับขายตรงก็ทำได้ เราจึงตั้งสมาคมขึ้นมาอีก 1 สมาคม แต่ต้องปิดไว้ก่อน เพราะต้องมีการจดทะเบียนให้ถูกต้องสมบูรณ์


TSDAเดินหน้าหาสมาชิกเพิ่ม
ก่อนรวมตัวตั้งสหพันธ์อาเซียน
ทางนายอนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาธิการ สคบ. และ นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย กล่าวถึงสมาชิกในสมาคมฯ ที่ขึ้นรับโล่เกียรติยศพิเศษ จาก ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ว่า วันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีกับบริษัทขายตรง และสมาคมหลาย ๆ สมาคม และหลายบริษัทได้รับเกียรติจากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน ให้มารับรางวัลจากรองนายกฯ นับเป็นเกียรติประวัติของนักธุรกิจขายตรงคนไทยที่กำลังพัฒนาและกำลังก้าวไปข้างหน้า และทางสมาคมฯ ของเราอีก 3 ปีจะต้องไปเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงการธุรกิจของประเทศไทยได้อย่างยาวนาน

ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีจึงมีนโยบายเชิงรุก ซึ่งเราได้แถลงไปแล้วว่า เราจะนำสมาคมฯ ไปสู่เวทีอาเซียน แล้วเราจะได้พัฒนาบริษัทที่อยู่ในสมาคมฯ ของเราให้ได้มาตรฐานขายตรง ผมเองได้ทำงานกับสหพันธ์ขายตรงโลกที่มาจัดในเมืองไทย ก็จะจัดให้ธุรกิจขายตรงให้เป็นหนึ่งในสหพันธ์ขายตรงอาเซียน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเข้าไปเป็นสมาชิก

แต่ต้องรวมตัวกันทั้ง 3 สมาคม เพราะการรวมตัวธุรกิจนี้ให้เป็นสมาพันธ์ของไทย จะจัดอยู่ในสหพันธ์อาเซียนแห่งโลกด้วย โดยนโยบายเด่น ๆ ของสมาคมฯ จะจัดให้นักธุรกิจได้ใบรับรองมาตรฐานในอาชีพขายตรง ก็ได้รับความนิยมอยู่ ปีนี้ก็จะจัดงานเป็นครั้งที่ 3 แต่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง เลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ชัดเจนก่อน หลังจากนั้นเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนเราก็จะจัดงานกันอีกครั้ง นอกจากนั้นเราจะให้ความรู้กับบริษัทที่สังกัดของสมาคมฯ เราไม่ได้ไปขอร้องให้ใครขึ้นมา แต่บริษัทใดเห็นว่าสมาคมฯ นั้นทำประโยชน์ให้สมาชิกของสมาคมฯ และทำให้ธุรกิจขายตรงได้พัฒนาให้เป็นมาตรฐานขึ้น ทางสมาคมฯ ก็ยินดีต้อนรับทุกบริษัท ไม่ว่าคุณจะทำแผนอะไรก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นนโยบายสำคัญของเรา และเราก็จะพัฒนากิจการของเราไปด้วย ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ 14 บริษัทแล้ว ถ้าได้สัก 20 บริษัทก็จะเป็นการดีสำหรับปีนี้


สมาคมอุตฯออกอาการยุ่งเหยิง
นายกฯถอนตัว-เหตุกุมอำนาจไม่เต็มใบ
นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ประกาศถอนตัวต่อหน้าสื่อมวลชุดใหญ่ที่มาทำข่าว ภายหลังจากไม่พอใจในตำแหน่งนายกฯ ที่ได้รับ นั่งบริหารได้ไม่เต็มใบ เพราะไม่ได้รับแต่งตั้งอย่างแท้จริง พร้อมแถลงข่าวผ่านสื่ออย่างเปิดเผยว่า
วันนี้เป็นโอกาสพิเศษ ผมอยากจะเรียนว่า สมาคมขายตรงไทยดำเนินกิจกรรมมา ณ วันนี้ เราเองก็ได้รับความเชื่อถือในสายตาของในหน่วยงานราชการพอสมควร ครั้งที่แล้วสื่อมวลชนเล่าให้ผมฟัง มีคำนิยามถึงสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยของเราว่า ไม่มีความประสงค์จะทำอะไรให้โดดเด่น ผมระลึกอยู่เสมอว่า การที่เราทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน เรื่องนี้นะเรื่องจริง ผมสำนึกอยู่เสมอ สุภาษิตเหล่านี้ใช้ได้ดีกับการทำงานของเรา

ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเป็นเรื่องของสังคมก็มุ่งมั่นที่จะช่วยในสังคมที่เราอยู่ ณ จุดนี้ให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคง ก็เป็นหน้าที่ที่เราโดดเข้ามารับใช้สังคมในส่วนนี้ จึงจำเป็นจะต้องทำอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็จะทำ บัดนี้ที่เคยพูดมาทั้งหมด ผมคงจะยกเลิกและลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ หากผมทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่บทลงเอยวันนี้ผมยังทำงานไม่เสร็จสิ้น เมื่อไม่เสร็จสิ้นแต่ก็ต้องลาออกก่อน ก็ถือโอกาสกราบเรียนกับพี่น้องทั้งหลาย ในสถานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ประกาศต่อหน้าพี่น้องสื่อทั้งหลายว่า ผม อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ขอลาออกจากนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และจะมีผลต่อเมื่อยื่นต่อคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ผมเป็นห่วงในการเริ่มประสานงานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ได้ไปชักชวนบริษัทหลายบริษัทเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย แต่กลับได้ไม่เป็นผลเท่าไร เพราะมีสมาคมกำลังจะเกิดใหม่ และมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้การร่วมเป็นสมาชิกในการเชิญชวนไม่เป็นไปเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลทั่วไปแล้วนี้ การที่ผมต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงนั้น ต้องมีกำลัง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งใจจริง มีความเห็นตรงกันในวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สมาคมฯ มีความเจริญยั่งยืนเป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขายตรงไทย เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คงไม่อยากเสียเวลาที่ต้องไปดึงให้มันช้าที่จะก้าวในการพัฒนาต่อไป ผมก็เห็นควรที่จะเปิดทางให้คนที่ทำหน้าที่ใหม่ระหว่างที่คณะกรรมการเลือกสรร ให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป วันนี้ก็มีพี่น้องที่ประกอบกิจการขายตรงที่มาอยู่ในสมาคมฯ ซึ่งดำเนินการและได้มาแสดงตัวในที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมฯ ไปแล้วเมื่อต้น ๆ เดือนที่ผ่านมา เราถือโอกาสนี้ได้เชิญ 2 บริษัท ที่ได้แสดงตัวที่จะร่วมในสมาคมเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ผมอยากจะฝากบรรดาพี่น้องเหล่าสื่อมวลชนว่า การใดที่ผมอาจจะทำให้กรรมการไม่พอใจ หรือทำเกินเลยสิ่งใดก็ตาม ผมขออนุญาต ต้องกล่าวคำว่า ขออภัย ผมก็ถือโอกาสนี้ที่มีคณะกรรมการอยู่พร้อมแล้ว ทั้ง คุณนาคา ฟูรังษีโรจน์ และ คุณศิริพร ธรรมภักดี และอีกหลายท่าน ๆ ที่ได้มาร่วมมือกัน ก็อยากจะให้ดำเนินงานต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555