ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คังเซน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คังเซน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซนฯ (Kangzen-Kenko) : เขย่าตลาดเครือข่ายปลายปี ลุยโฆษณาฟรีทีวี/เพิ่มศูนย์ความงาม


คังเซน-เคนโก เดินเครื่องธุรกิจโค้งสุดท้าย เข็นสินค้าใหม่ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ นำทัพ พร้อมอัดงบกว่า 40 ล้าน ผลิตโฆษณาผ่านช่องฟรีทีวี สร้างการรับรู้แบรนด์...เผยสบช่องธุรกิจใหม่ด้านความงามด้วยการเปิด เบอรี่เฮา คลินิก หวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่คนรักสวยรักงาม...ประกาศเตรียมบุกตลาดทั้งในและต่างประเทศรองรับ AEC

นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยถึงแนวโน้มธุรกิจขายตรงในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ว่า จะยังคงมีบรรยากาศที่คึกคักและขยายตัวได้ประมาณ 5 - 10% จากปกติ เพราะถือเป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมากขึ้น

ขณะที่นักธุรกิจขายตรงต่างก็เร่งทำยอดขาย เพื่อปิดยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงสิ้นปี เช่นเดียวกับ คังเซนฯ ก็ได้เตรียมจัดกิจกรรมอบรมนักธุรกิจ ตลอดจนตัวแทนจำหน่ายอิสระถี่ขึ้นทุกเดือน พร้อมกับการจัดโรดโชว์ไปยังต่างจังหวัด เพื่อให้ข้อมูลความรู้ในการจำหน่ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หวังจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาร่วมธุรกิจ

ซึ่งล่าสุด คังเซนฯ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ชื่อ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรี่ส์ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ ที่เพิ่งจะเริ่มลงทุนกับทางไต้หวันก็เปิดมาได้ประมาณ 2 เดือน ผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าวจะเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียว ที่ผสมผสานคุณค่าแห่งไข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ล ที่ได้นำมาผสมผสานรวมกัน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุด โคคูล เพิร์ล ซีรี่ส์

บริษัทฯ ค่อนข้างมีความมั่นใจในสินค้าตัวนี้อย่างมาก เนื่องจากได้มีการทดลองตลาดมาแล้วถึง 2 ปี กระแสตอบรับจากสมาชิกเรียกว่าดีอย่างมาก ที่สำคัญได้วางงบประชาสัมพันธ์ตรงนี้ไว้ที่ 40 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ในสินค้าดังกล่าวอีกด้วย โดยได้ผลิตโฆษณาผ่านช่องฟรีทีวีด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ในครั้งนี้ น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ขับเคลื่อนยอดขายให้กับบริษัทฯ ได้ด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากการเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว คังเซนฯ ยังได้เปิดตัวทีมบริหารของโรงงานใหม่ที่เรียกว่า Biorg Max Biotechnology อีกด้วย โดยเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ในใจกลาง New Taipei ประเทศไต้หวัน รวมถึงยังได้มีการเปิดตัวบริษัทในเครือใหม่ คือ เบอรี่เฮา คลินิก อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่า ตลาดความสวยความงามค่อนข้างจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการทำศัลยกรรม ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ และก็ได้เปิดตัวบริษัทใหม่ในเครือขึ้นมา เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการต่อยอดธุรกิจนั่นเอง

โดยสาขาต้นแบบ เบอรี่เฮา คลินิก สาขาแรกนั้น อยู่ที่ซีคอนสแควร์ โดยจะมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแลเรื่องการฉีดโบท็อก การฉีดฟิวเลอร์ และเรื่องของการบริการนวดหน้า พร้อมกับการบริการเรื่องความงามต่าง ๆ ในการเปิดเป็น เบอรี่เฮา คลินิก ส่วนแผนงานในอนาคตบริษัทฯ มีแผนที่ขยายสาขาที่โคราช, อุดรธานี, เชียงใหม่, สุราษฎร์ ธานี และหาดใหญ่ พร้อมกับมีแผนที่จะขยายไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะตลาด AEC ก็จะขยายให้ครอบคลุมทั้งหมด 10 กว่าประเทศ รวมถึงอีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

นายอิทธิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ในปีนี้อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของธุรกิจ คังเซนฯ นั่นก็คือ การ Re-design Logo ขึ้นใหม่ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ Kristine Ko-kool เพื่อเพิ่มความเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น โดยมีการออกแบบโลโก้ให้ร่วมสมัย และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับ 332

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : Rally of The Winner 2012


คังเซน เคนโก จัดงาน Rally of The Winner 2012 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อมอบเข็มเกียรติยศให้กับสมาชิกนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในตำแหน่ง Emerald Star Director(ESD), Diamond Star Director(DSD) และ Crow Star Director (CSD) บรรยากาศของงานในวันนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้ที่รับรางวัล และผู้ร่วมแสดงความยินดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
เปิดงานพิธีการ ด้วยขบวนคณะผู้บริหาร คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร, คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ และคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ มอบตำแหน่งเข็มเกียริติยศให้กับ นักธุรกิจ ตำแหน่ง ESD, DSD จากนั้นมีการแสดง จาก The Winner เวที Thailand Got talent เล้ง ราชนิกร เปิดตัวผู้ขึ้นรับมอบเข็มเกียรติยศตำแหน่ง CSD ต่อด้วยการ Motivate จากผุ้ประสบความสำเร็จในคลับผู้บริหารเงินล้าน และปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ด้วย Mini Concert จาก แก้ม The Star


[gallery link="file" columns="4"]

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน เคนโก(Kangzen Kenko) โปรโมชั่นสมัครสมาชิกฟรี เริ่ม 10 ต.ค - 31 ต.ค 2555

โปรโมชั่นสมัครสมาชิกฟรี เริ่ม 10 ต.ค - 31 ต.ค 2555

เงื่อนไขการสมัครสมาชิก
1.ผู้สมัครต้องมาสมัครด้วยตนเองที่สาขาของบริษัทฯ
2.โปรโมชั่นสมัครสมาชิกฟรี สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะสมาชิกที่สมัครทำธุรกิจหลักในประเทศไทยเท่านั้น


3.ระบุเบอร์โทรศัพท์ที่ทางบริษัทฯสามารถติดต่อได้
4.ขอสงวนสิทธิ์ยกเลิก กรณีหลังการสมัครหากบริษัทฯ ตรวจสอบพบว่าข้อมูลและเอกสารการสมัครไม่ถูกต้องหรือขัดต่อระเบียบจรรยาบรรณของบริษัทฯ
5.ขอสงวนสิทธิ์คืนเงิน กรณีมีการยื่นเอกสารลาออกกับทางบริษัทฯ
6.รหัสสมาชิกมีอายุ 1ปี เมื่อครบกำหนด สมาชิกต้องเสียค่าธรรมเนียมต่ออายุประจำปี เป็นเงิน 250 บาท
7.โปรโมชั่นนี้ขอสงวนสิทธิ์การให้ชุดคู่มือการสมัคร

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต @ ณ โรงเรียนวัดสุวรรณจินดาราม จ.ปทุมธานี

มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนายสุธี เชื้อไทย ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดสุวรรณจินดาราม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555


[gallery link="file"]

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : โครงการ "สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต" @ ณ โรงเรียนวัดจันทาราม จ.ปทุมธานี

อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดขึ้น เพื่อตอบแทนสู่สังคม ภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต โดยตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนายสมบัติ สนธิ รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนานที่มอบให้กับน้องๆ ณ โรงเรียนวัดจันทาราม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555


[gallery link="file"]

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เส้นทางเงินล้านสัมผัสใกล้แค่เอื้อม "มุฑิตา ดิฐไกรกุล" & "พีรศักดิ์ เรืองจิต"


2 ผู้นำเงินล้านที่ต้องบันทึกลงใน คอลัมน์ : คลับเงินล้าน ภายใต้รอบรั้ว บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และต้องบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์วงการขายตรงไทยอีกครั้ง กับสาวสวยอารมณ์ดี...ไก่ - มุฑิตา ดิฐไกรกุล และหนุ่มนักสู้ ผู้ไม่ท้อต่อโชคชะตา แป๊ก- พีรศักดิ์ เรืองจิต
...เส้นทางขายตรงที่เดินเข้ามาสัมผัส เป็นเส้นทางใหม่ที่ลิขิตชีวิตครอบครัวใหญ่...ไก่ - มุฑิตา ดิฐไกรกุล มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ซึ่งก่อนที่จะมาบรรจบที่เส้นทางขายตรง ไก่ - มุทิตา เป็นวิสัญญีพยาบาล ในโรงพยาบาลจังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีและเหมาะที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร ก็ถือว่าดีไปหมด แต่มันยังไม่ใช่อุดมการณ์ของเรา ซึ่งนอกจากอุดมการณ์แล้วเรามีอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน...
นั่นคือ เรื่องเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะต้องดูแลปากท้องของพี่น้อง นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวตัวเอง ทั้งสามีที่รับราชการครูและลูก ๆ ที่ต้องดูแลด้วย ที่สำคัญเธอเป็นข้าราชการคนเดียวของตระกูล เธอจึงเป็นความหวังเดียวที่พี่น้องทุกคนอยากจะฝากผีฝากไข้ และเธอเป็นลูกคนกลางไม่ใช่คนโต มุฑิตา ย้อนถึงประวัติของครอบครัว กับการใช้ชีวิตที่โลดโผน

ลูก ๆ ทั้ง 2 คน ชาย - หญิง ก็อยากจะมีชีวิตที่ดีให้มากกว่านี้ แต่เม็ดเงินในกระเป๋าไม่เป็นใจ ถ้ามีลูกเยอะก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะนอกจากต้องเลี้ยงดูลูกแล้ว ยังต้องดูแลพี่น้อง 5 - 6 คน ในตระกูลด้วย

เพราะวัฒนธรรมของคนไทย สอนให้อาชีพราชการเป็นที่พึ่งของครอบครัว หากใครขัดสน เราก็ต้องช่วยเหลือ...
เมื่อชีวิตถูกกำหนดให้เดินบนภาระกองใหญ่ ที่วางกองไว้ตรงหน้า...ชีวิต มุฑิตา ต้องดิ้นถึงขีดสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ เพื่อหล่อเลี้ยงทุก ๆ ชีวิต
เพราะฉะนั้นคำว่า เครดิต และใบวิสัญญีพยาบาล คือ ทางออกที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินธนาคาร มาหมุนเป็นสภาพคล่อง เธอก็กล้าทำทุกรูปแบบ เพราะคิดว่า มุฑิตา มีปัญญาหามาใช้ได้...ด้วยการใช้ความขยันเข้าแลก

อาชีพเสริมทุกชนิด...จึงประดาเข้ามาในสมอง เพื่อทำเป็นอาชีพเสริม ทั้งขายเพชร พลอย จิวเวลรี่ต่าง ๆ โดยใช้คุณวุฒิพยาบาลเป็นใบเบิกทางเชื่อหรือไม่ เธอสามารถใช้ใบข้าราชการซี 7 วิสัญญีพยาบาลนำร่อง เป็นใบสินเชื่อ ใบเบิกทาง เพื่อจะนำเพชร พลอยมาขาย จากจังหวัดจันทบุรี ขนมาเป็นเงินนับเป็นล้าน ๆ บาทต่อรอบ เพราะการไปเอาเพชร - พลอยจากจันบุรีมาขาย สมัยก่อนเขาจะถามก่อนเลยว่า...มีโฉนดที่ดินมาจำนองไหม.. ถ้าประกันที่ดินไว้ จึงจะปล่อยของมาให้ขาย ณ ตอนนั้น มุฑิตา บอกเลยว่า...ไม่มีอะไรซักอย่าง เพราะว่าทรัพย์สินโดนยึดหมดแล้ว มีแค่บัตรข้าราชการใบเดียว เป็นใบนำร่อง แต่เธอภูมิใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต สำหรับบัตรข้าราชการซี 7

ทันทีที่เห็นใบข้าราชการการันตีความเชื่อมั่น...มุฑิตา ก็สามารถหยิบโน่นเลือกนี่ ทิ้งอันนี้ แต่เอาอันนั้น หยิบอย่างเมามันมือ เข้าออกร้านโน้นแวะร้านนี้ เสมือนเศรษฐีนีเลือกซื้อเพชร - พลอย กว่าจะรู้ตัวอีกที...ก็เกิดอาการหนาวสั่น เพราะของหยิบมาทั้งหมดมันเป็นเงินกี่ล้านบาท...ก็ไม่รู้ และถ้าทำหายระหว่างทาง ตายลูกเดียว ในใจแอบคิดอยู่อย่างนั้น แต่ไม่กล้าปริปากพูด
เพราะเราจับเสือมือเปล่า...ส่วนทรัพย์ที่ติดตัวกลับมานั้น คุณค่าเกินคณานับยิ่งนัก
ขณะที่ตัวเธอเองยังมึนงงอยู่ และยังไม่ค่อยกล้ามั่นใจ ว่าทำไมเขาถึงกล้าให้เครดิตเราขนาดนี้..
แต่เธอมีความดีอยู่ในตัว ที่คนอื่นมองเห็น และเธอมักเปรยอยู่บ่อย ๆ ว่า การใช้ชีวิตไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก จำต้องพกพาคาถาประจำใจ นั่นคือ...เพราะความรู้ไม่สูงมากแต่ว่าความสามารถสูงเราจึงมีความพยายามสูงก็เลยต้องใช้ความสามารถในการหารายได้เพราะการจะมองเห็นโอกาสของรายได้จากอาชีพที่สองเราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจ เมื่อ วิ่ง สู้ ฟัด กับอาชีพเสริม พ่วงงานประจำหลัก ก็ทำให้ต้นตระกูลมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก ๆ ทุก ๆ สิ้นเดือนก็จะเห็นรอยยิ้มเปื้อนจากใบหน้าทุกคนในครอบครัว เพราะแม้เงินข้าราชการจะถูกหักรอนไปไม่เหลือเศษเงินให้ติดก้นกระเป๋า แต่เธอยังมีเม็ดเงินจากอาชีพเสริมเข้ามาจุนเจือ

...และอาชีพเสริมที่ว่านี้แหละ ทำรายได้ให้กับชีวิตเธอเป็นกอบเป็นกำกว่า 200,000 - 300,000 บาท/เดือน นาทีนั้น เธอคิดเพียงอย่างเดียว เราต้องรวยกับการขายเพชร - พลอยแน่ ๆ

เสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เมื่อปี 2540 ชีวิตที่กำลังล่องลอยอยู่กับความร่ำรวย ก็หล่นตุ๊บตกลงมาจากสวรรค์ทันที...เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ลามมาเป็นต้มยำจิวเวลรี่ 10 ปี ที่ใฝ่ฝันกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ กลับต้องพังลงในพริบตา
เหมือนฟ้าสั่ง หรือ สวรรค์แกล้ง...ก็ไม่มีคำเปรียบเปรยใดมาเทียบกับอาการบาดเจ็บทางธุรกิจได้
ากเงินทองที่เคยซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ซื้อรถ และเงินสดที่พกติดตัวอีกหลายล้าน เพราะไม่ชอบเอาไปฝากธนาคาร เธอจะเก็บเงินสดไว้ในกระเป๋าและเวลาไปทำงาน ก็จะซ่อนไว้ในล็อกเกอร์...ที่ ๆ เธอคิดว่าปลอดภัยเป็นที่สุด เพราะเธอสามารถหยิบใช้ได้ง่าย ๆ ทรัพย์ทุกอย่างจึงถูกเนรมิตด้วยเงินสด และไม่ใช้เงินเชื่ออีกต่อไป

แต่เมื่อฟ้าไม่เป็นใจ...กับการเดินบนเส้นทางเศรษฐี...ทรัพย์ทุกอย่างที่ มุฑิตา เคยสะสม จึงถูกแปลงเป็นเงินสดอีกครั้ง เพื่อนำมาจ่ายหนี้...บ้าน รถ ที่ดิน เรียกว่า ทุก ๆ อย่างที่เป็นทรัพย์ ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นเงิน เพื่อนำมาจ่ายหนี้

จนในที่สุด...ก็พยุงไม่อยู่ ปล่อยให้เลยตามเลย ท่องคาถาเพียงอย่างเดียว ไม่มี ไม่หนี และก็ไม่จ่าย เหมือนกับว่า เราเอาปัญหานั้นฝังดิน แล้วก็เอาซีเมนต์กลบทับ...

หนักสุดก็มีหมายศาลมาถึงบ้าน ก็ได้แต่อ่านแค่นั้น เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงจะสนใจก็ทำอะไรไม่ได้ จากดอกเบี้ยร้อยละ 8 ที่ต้องชำระตามกฎหมาย ดอกขยับสูงถึงร้อยละ 18...ก็ยังไม่มีจ่ายอยู่ดี เธอเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี เมื่อย้อนอดีตไปสู่วันวาน
ตอนนั้น มุฑิตา ได้แต่นั่งทำใจ และบอกกับตัวเองว่า มันเป็นลิขิตตัวเอง ถ้าเราไม่โง่ซะอย่าง อะไรมันก็ผ่านไปได้
...เธอจึงไม่เคยโทษตัวเอง ไม่เคยโทษเวรกรรม แต่ก็แอบโทษสามี (นิดนึง) เพราะเอาที่ดินไปให้คนอื่นยืมจำนองเป็นล้าน เธอก็บ่นทุกครั้งที่เจอหน้าสามี จนต้องออกคำสั่ง จากนี้ไปถ้าจะคบใคร เอามาให้ฉันดูหน้าก่อน

ทั้ง ๆ ที่ใจก็แอบสงสาร ฝั่งสามีแกก็ฟังแล้วก็ไม่กล้าคบใครจริง ๆ เพราะเขาเป็นคนใจอ่อน ใครมายืมตังค์ก็แอบให้หมด
ดังนั้น เมื่อเธอมีหนี้ได้ ก็ต้องหามาใช้ได้เหมือนกัน...ถึงแม้ใจจะแกร่งดั่งหินผา เมื่อเจอปัญหามาก และสารพัดสารพันมารุมเร้า จิตที่เคยเข้มแข็งดี ก็เริ่มจิตตก จนต้องเข้าวัดหันหน้าพึ่งธรรมะ จนพระอาจารย์ร้องทักว่า... โชคดีนะหนูที่เกิดมาเป็นคนจนเพราะคนรวยส่วนใหญ่เขามองไม่เห็นธรรมคนจนเขามองเห็นธรรมเพราะฉะนั้นโชคดีแล้วที่เกิดมาเป็นคนจน ได้ยินคำนั้น มุฑิตา กลับไม่รู้สึก จน อีกในชีวิต และเริ่มมองหาหนทางใหม่ ก็เพราะ จิต เราร่ำรวยแล้ว และหัวใจมันคอนเฟิร์ม ด้วยคำว่า สู้ หนทางเส้นใหม่จึงเริ่มเปิดประตูรับ...เข้าสู่บ้านขายตรงหลังใหม่ หลังที่ไม่เคยเหยียบย่ำและพานพบ...เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับ อ.สเวก ภูมรินทร์ ที่เป็นอัพไลน์เชิญเราไปทานอาหารเย็น เพื่อเลี้ยงส่งอำลาขอออกมาทำ คังเซน และพูดถึงไวน์สมุนไพร พูดถึงสรรพคุณของสินค้าแต่ละตัว จนจบเรียบร้อย เธอก็พูดขึ้นมาทันที ว่า ...พี่ขวดหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีเงินร่อยหรอ แต่ก็ขอสมัครเป็นสมาชิกด้วยคน

เมื่อได้สินค้ามาขวดหนึ่ง ทานสินค้าไปจนถึง 10 วัน รอบเดือนก็มาไม่รู้ตัว จากที่เคยปวดท้องตลอดเวลา และยังเป็นทั้ง ไมเกรน, ตับอักเสบ, ปวดรอบเดือน, หัวใจขาดเลือด และก็ริดสีดวงทวาร สารพัดโรคที่มารุมเร้ายามร่างกายเราอ่อนแอ หลังจากทานได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มขับล้างสารพิษ มีอาการปวดสมองเหมือนจะแตก เสมือนว่ามีคนเอาเหล็กมาเกี่ยวตรงเส้นประสาท และเป็นไข้ด้วย พอหลังจากนั้น 3 วันแล้ว ก็ไม่มีอาการอะไรอีกจนถึงปัจจุบันนี้ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันเป็นไวน์สมุนไพรจีน ที่ช่วยบำบัด ฟื้นฟูบำรุงร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

ความอยู่ดีมี รวย ก็เริ่มมาเยือนอีกครั้ง ในปี 2542 และเธอทำควบคู่กับอาชีพพยาบาล จนถึงปี 2547 ก็ลาออกจากอาชีพพยาบาล...ย้อนกลับไป ณ ตอนนั้น เธอก็ก้าวขึ้นตำแหน่งมาเรื่อย ๆ หลังจาก 1 ปีผ่านไป ก็ขึ้นตำแหน่ง สโมสรเงินล้าน จากวันนั้นถึงวันนี้ มุฑิตา...มีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ บัดนี้ มุติตา เก็บความร่ำรวย เป็นเงินสดสะสมผ่านบัญชีกว่า 43 ล้านบาท

หมดหนี้ หมดสิน หมดสิ้นถึงความลำบาก...เมื่อประตูสวรรค์เปิดรับชีวิตใหม่อีกครั้ง...บ้าน รถ ที่ดิน ที่ถูกยึด มันกลับมาเป็นของเธออีกครั้ง มาพร้อม ๆ กับความยิ่งใหญ่ ด้วยอาคารพาณิชย์ที่เป็นทาวน์โอม 3 ชั้น สนนราคากว่า 7 ล้านบาท รถ BMW รถฟอร์ด และที่ดินอีก 5 แปลง เธอซื้อ ซื้อ และซื้อด้วยเงินสด...ทั้งนั้น ต้องขอบคุณหนี้สิน ขอบคุณ คังเซน ที่ทำให้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า...เพราะถ้าไม่เคยเป็นหนี้ ก็คงไม่ได้เป็นเศรษฐีในวันนี้...

มุฑิตา ยังให้รางวัลกับชีวิต ด้วยการส่งลูกสาว - ลูกชายสุดที่รัก ร่ำเรียนต่อที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องกู้ทุนรัฐบาล และกำลังจะส่งลูกคนเล็กไปเรียนที่นั่นอีกคน เพราะ มุฑิตา มองว่า...ความรวยตรงนี้ ยังสามารถจะส่งความรวยต่อให้ลูกหลานได้อีกมากมาย เพราะการที่เธอส่งลูกสาว - ลูกชายไปเรียนต่างประเทศ ก็เพื่อไปเอาวิสัยทัศน์ และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นหนึ่งในครอบครัว คังเซน ที่สามารถกระจายรายได้ให้กับทุกคนในครอบครัว ได้ รวย กันถ้วนหน้า
หนุ่มนักสู้ผู้ล่าฝัน ที่มีแรงบันดาลใจ อยากไต่ขึ้นบันไดแห่งความรวยไม่แพ้กัน แป๊ก - พีรศักดิ์ เรืองจิต...เศรษฐีเงินล้านท่านที่ 2 ของค่าย คังเซน - เคนโก
ต้นกำเนิด พีรศักดิ์ เป็นลูกคนกลาง เป็นคนที่ต้องแบกรับภาระครอบครัวอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่จะมาทำธุรกิจกับ คังเซน ก็ทำงานธนาคารมาก่อน เพราะเรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จบมาตรงสาขา จึงเข้าทำงานธนาคารอยู่ฝ่ายสินเชื่อ

ลำพังเงินเดือนอย่างเดียว ทำท่าจะเอาทางบ้านไม่รอด เพราะพ่อ - แม่มีลูกอยู่ 5 คน ไหนจะต้องแบกรับภาระทางบ้าน เพราะเราเรียนจบมาแล้ว
มิหนำซ้ำครอบครัวทางบ้าน ก็มีหนีสิ้นที่ติดธนาคารอยู่ไม่น้อย จึงต้องเร่งหาอาชีพเสริม เพื่อมาเป็นรายได้ในการจุนเจือครอบครัวและพี่น้อง อาชีพเสริมชิ้นแรกจึงประเดิมด้วยการเปิดร้านอาหาร เปิดบูธขายมือถือตามห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็ขายของตามชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้กระทั่งรับติดตั้งจานดาวเทียมก็ทำมาหมดแล้ว

พีระศักดิ์ ทำและทำทุกอย่างที่ขวางหน้า อะไรที่คิดว่า ทำได้ ก็ทำหมด...แต่ติดปัญหาอยู่ที่ว่า ทำยังไงก็ไม่รวยซักที มีแค่พอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ก็เลี้ยงคนอื่นไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อรู้ว่า ไปไม่รอด พ่อเลยบอกว่า มีงานหนึ่งที่ทำแล้วรวย เพราะคนที่ทำเขามีรายได้เป็นล้านเลย ก็ต้องขอบคุณพ่อที่แนะนำเรา ณ ตอนนั้นยังไม่มีความเชื่อว่า ทำแล้วได้จริง แต่พ่อบอกว่า ผู้ที่ทำตรงนี้แล้วสำเร็จ เขาอยู่อุดรธานี แต่เราอยู่ขอนแก่น ระยะทางห่างกัน 120 กิโลเมตร

สุดท้าย...พ่อก็ลากไป แต่ในใจยังแอบคิดว่า ถ้าได้เดือนละแสน ก็ถือว่าเก่งมาก เพราะส่วนใหญ่เจอแต่พวกแสนสาหัส ไปไม่รอด เพราะการหาเงินหลักแสนนั้นยาก...แต่พ่อบอกเราว่า มีรายได้หลักล้านเลย ก็เลยจำใจขับรถไปถึงอุดรธานี ซึ่งระยะทางไม่ใช่ปัญหา เพราะเราต้องไปดูให้เห็นกับตาว่า มันคือความจริงหรือเปล่า ก็เลยต้องไปพิสูจน์กันหน่อย...

วันนี้ ต้องขอบคุณ คุณลุงไพฑูรย์ - ป้าวิจิตร บุญศรี และขอบคุณ คุณพีระ ทรงทำ ผู้เปิดโอกาสให้...พอไปถึงก็ยังไม่ปลื้ม เพราะหลักการที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา ต้องคำนวณก่อนว่า บ้าน รถเบนซ์ และ BM5 ที่จัดแสดงโชว์ มันใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มคำนวณก็เจอมูลค่าทรัพย์สิน 10 กว่าล้านขึ้น ถึงยอมรับ ว่า พ่อชวนไปดูคนรวยจริง ความคิดที่ไม่ไกลเกินฝัน ก็เริ่มโลดแล่นเข้ามาในสมอง สมมติ ถ้าผมมีสัก 10 กว่าล้าน คงซื้อทุกอย่างได้ไม่หมด เพราะถ้าจะซื้อแบบนั้นจริง ๆ ต้องมีเงินสักประมาณ 20-30 กว่าล้านบาท ถึงจะมีอารมณ์ซื้อได้ เพราะปกติถ้าเราซื้อรถเบนซ์ ก็ถือว่าโอเว่อร์มากแล้ว ไหนจะต้องซื้อทรัพย์อย่างอื่นอีก

เมื่อคิดและคำนวณแบบเบ็ดเสร็จ จึงรุดหน้าเข้าไปฟังบรรยายทันที ฟังครั้งแรกไม่เข้าใจ จึงนำเอกสารกลับมาศึกษาเอง เพราะจะให้ขับไประหว่างขอนแก่น - อุดรธานี ไป - กลับ 240 กิโล...คงไม่ไหว ค่าน้ำมันกินหมดแน่

เมื่อลองศึกษา ลองดูข้อมูลที่บริษัททำสื่อออกมา ก็มั่นใจว่า ไปได้แน่ เพราะถ้าจะขายแบบหลอก ๆ ไม่เอากำไร ก็ไม่ต้องมานั่งเสียเงินค่าทำสื่อไปให้ยากทำไม และมันคงไม่ได้กำไร จึงมั่นใจสื่อ คังเซน ค่อนข้างมาก เพราะเขาพัฒนาสื่อมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดคิด จึงตัดสินใจลงมือทำ...

เมื่อเริ่มเข้ามาสู่รอบรั้ว คังเซน มีวิธีการทำงานที่ง่าย เพราะ คังเซน คัดสรรสินค้ามาค่อนข้างดี ตัวระบบทำให้นักธุรกิจรู้ว่า ต้องทำอะไร ถ้าอยากขายออแกนิก แค่พาลูกค้ามาเจอเจ้าของผลิตภัณฑ์ และจำเป็นต้องไปเข้าคอร์ส 1 - 2 - 3 - 4 และ 5 เพราะบริษัทน้ำดี ๆ เขาทำกิจกรรมกันอย่างนี้...ด้วยสรรพคุณของสินค้า คังเซน ที่ทำสื่อออกมาแต่ละเล่ม คังเซน มุ่งเน้นวัตถุธรรมชาติบำบัดที่ใช้ภูมิปัญญาจากวิชาการการผลิตของชาวตะวันตก อาทิ ยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งก็ไม่มีที่ไหน ที่จับสินค้าตัวเด่น ๆ มารวมกัน และยังมีรางวัลสินค้าดีเด่น ประทับตราคุณภาพ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญ

ดังนั้น เส้นทางเงินล้านของ คังเซน จึงเดินได้ไม่ยาก แค่ทำตามระบบที่มีแบบแผนอยู่แล้ว เขามีระบบช่วย ถ้าระบบไม่ช่วย ก็คงจะสำเร็จไม่ได้...และยังมีสาขาอีกกว่า 80 สาขา ออนไลน์ถึงกันเพื่อเอื้อความสะดวกให้กับสมาชิก ปล่อยให้ระบบทำงานแทนคน...จนร่ำรวยแบบกระจายออกไป

คังเซน ยังมีคลับ..สำหรับคนที่มีรายได้ 10 ล้าน จะขึ้นตำแหน่งซิลเวอร์ รายได้ 20 ล้าน ขึ้นตำแหน่งโกลด์...พีรศักดิ์ จึงพำนักอยู่ในตำแหน่งโกลด์ เพราะว่ามียอดรวม 40 กว่าล้านเหมือนกับ พี่ไก่ - มุฑิตา ที่แข่งกันรวย...ส่วนใครมีรายได้เกิน 50 ล้าน จะขึ้นตำแหน่งที่เรียกว่า แพลทินัม...

และในเร็ว ๆ นี้ เราทั้ง 2 คน ก็จะขึ้นในตำแหน่งดังกล่าว ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า เราหาเงินได้เยอะมากในระบบเครือข่าย...

...เรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัว ดีมาก ๆ เพราะเราซื้อรถตู้ส่วนตัวให้แม่ และยังมีคนขับรถอีก 1 คน บ้านที่เคยติดหนี้แบงก์ ก็เป็นอิสระ แถมออกเบนซ์ป้ายแดง 1 คัน เป็นของขวัญ ส่วนพ่อก็ซื้อรถวีออสคันย่อมให้เป็นรางวัล

วันนั้น...ถ้าผมไม่เลือกเครือข่าย ไม่เลือก คังเซน คงจะให้ความสุขบุพการีไม่ได้...เพราะลำพังเราสู้ชีวิต หนี้สินที่มีอยู่เต็มบ้าน ก็ได้แต่ถ้าเอาตัวเองรอด เพราะถ้าจะไปช่วยกันทั้งบ้านกับเงินเดือนเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท กับหนี้ทางบ้านอีกบานเบอะ มันไม่ใช่คำตอบเลย และนี่คือสิ่งที่เราสัมผัสมา...

พีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายผ่านถ้อยคำอย่างลึกซึ้งว่า...ผมมีความภูมิใจกับตรงนี้มากและก็ภูมิใจในตัวท่านประธานเพราะท่านเป็นคนมีอายุน้อยมีวิสัยทัศน์ดีมีฝีมือการทำงานที่ดีมือถึงกล้าที่จะทำกล้าที่จะเสี่ยงล่าสุดยังได้เปิดสาขาเพิ่มที่เวียดนาม - กัมพูชาถือว่าครอบครัวของผมมีบุญมากนักที่ได้มาร่วมธุรกิจกับท่าน และนี่คือ ความเป็น คังเซน ที่นำพาครอบครัวเราไปสู่เส้นทางอาเซียนแล้วในวันนี้

ผมจึงอยากเห็นทุกคนรักอาชีพเสริม รักที่จะก้าวหน้า แล้วก้าวเดินไปคว้าในเส้นทางอาเซียนด้วยกัน และจงใช้เวลาว่างหลังเลิกงานก็สามารถทำได้ จึงอยากให้ทุกคนคิดและลงมือทำ ก็จะสำเร็จเหมือนดั่งเช่นชีวิตผมอย่างแน่นอน...!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง กิฟฟารีน(Giffarine Thailand) คังเซน-เคนโก(Kangzen-Kenko) ซุ่มปรับราคา


++ขายตรงซุ่มปรับราคา


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด
พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงกิฟฟารีน กล่าวว่า บริษัททยอยปรับราคาสินค้าขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2-3 รายการ โดยปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% และในเดือนสิงหาคมนี้จะปรับราคาสินค้าขึ้นอีกไม่เกิน 10 รายการ ประมาณ 2-3% เช่นกัน จากจำนวนสินค้าทั้งหมด 2 พันรายการ โดยก่อนการปรับราคาขึ้นจะแจ้งไปยังนักธุรกิจ (สมาชิก) ล่วงหน้า 1 เดือน เพื่อแจ้งผู้บริโภคให้ทราบ ขณะที่ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะมาจากบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นราว 10% ส่วนราคาน้ำมันมีผลกระทบเล็กน้อย ประกอบกับสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าชิ้นเล็ก
"ตั้งแต่ขึ้นราคาสินค้ามา 1 เดือนพบว่ายอดขายยังคงเติบโตได้ดี แต่พบว่าในสัปดาห์นักธุรกิจมีการตุนสินค้าเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็กลับสู่สภาวะปกติ ส่วนราคาสินค้าที่จะทยอยขึ้นในเดือนสิงหาคม ขณะนี้บริษัทพยายามเจรจาต่อรองราคาวัตถุดิบเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำไม่ให้กระทบนักธุรกิจและผู้บริโภค"
ทั้งนี้การขึ้นราคาสินค้าเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อยอดขายในปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโต 7-10% หรือราว 6 พันล้านบาท สำหรับสินค้าที่ปรับราคาขึ้นไปแล้ว ประกอบไปด้วย อะบาโลน คอลลาเจน จาก 390 บาท เป็น 408 บาท ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกลูต้า เคอร์ซิมา ซีอี จาก 300 บาท เป็น 330 บาท น้ำทับทิม จาก 435 บาท เป็น 450 บาท ฯลฯ นอกจากนี้กลุ่มเครื่องสำอาง มีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ พร้อมปรับราคาขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย วิตามินบำรุงผิว เป็นต้น


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ขณะที่บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงอีกรายได้ทำจดหมายถึงสมาชิกหรือนักธุรกิจอิสระ แจ้งปรับราคาสินค้าขึ้น 5-10% โดยให้เหตุผลว่า ผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศ มีการปรับราคาสินค้าขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งภาวะราคาน้ำมัน ราคาพลังงานเชื้อเพลิง มีแนวโน้มสูงขึ้น ผนวกกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันตั้งแต่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ จึงขอปรับราคาสินค้าขึ้นตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,754 5-7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เล็งขายไลเซนซ์มะกัน ดึงแผนเฟส 2 สร้างตึกแฝด


คังเซน-เคนโก ตบเท้าเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แย้มเล็ง ขายไลเซนซ์ หลังนักลงทุนอเมริกันเจรจาเรื่อง สินค้า เดินหน้าประกบนักลงทุนไต้หวัน สร้าง โรงงานแห่งใหม่ มูลค่า 30 ล้านบาท พร้อม ประกาศแผน 2 สร้างตึก 2 คังเซนฯ ชี้รอ ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน ด้านตลาด ต่างประเทศ พาเหรดเปิดต่อเนื่อง หวังขยาย- ฐานสู่ตลาดอินโดจีนทุกประเทศ ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรกของปียังทรงตัว คาดปิดยอดขายสิ้นปีได้ 2,000 ล้านบาท


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมามีกลุ่มนักลงทุนจากรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา สนใจ และมองเห็นโอกาสเกี่ยวกับสินค้าของคังเซนฯ หลังจากผู้นำคังเซนฯ จาก สปป.ลาว นำสินค้าไปจำหน่าย ที่อเมริกาและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงมีแผนที่จะขาย ไลเซนซ์คังเซนฯ ให้กับนักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้า ซึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง


นอกจากนี้บริษัทได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรไต้หวัน ในการสร้างโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ มูลค่า 30 ล้านบาท ที่ไต้หวัน คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องจักรและผลิต- สินค้าได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทกำลัง เตรียมแผนเฟส 2 ในการก่อสร้างตึกคังเซนฯ 2 ด้วยมูลค่า การลงทุน 250-300 ล้านบาท เพื่อเป็นการต้อนรับ คังเซนฯ 2 ทศวรรษ อีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการก่อสร้างตึกคังเซนฯ นั้น ต้องรอใบอนุญาตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน จึงจะ สามารถเริ่มต้นเฟส 2 ได้


ในส่วนของแผนงานต่างประเทศในปีนี้บริษัทเตรียม เปิดสาขาใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และเนปิดอร์ เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พม่ามีอัตราการเติบโต 5-7% โดยมียอดขายแต่ละปีประมาณ 15 ล้านบาท และในปีนี้จะ เห็นได้ว่ายอดขายของประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2-3 ล้านบาท ต่อเดือน ดังนั้น ภายในสิ้นปีบริษัทคาดว่าประเทศพม่าจะปิด ยอดขายได้ประมาณ 25 ล้านบาท ภายหลังจากที่ประเทศ ดังกล่าวมีการเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุน มากขึ้นเช่นเดียวกัน


สำหรับประเทศที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ได้แก่ อินโดนีเซีย ปิดยอดขายในปี 2554 ได้กว่า 900 ล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ สปป.ลาว ปิดยอดขายได้ 160 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ พม่า และอันดับ 4 ที่บริษัทเพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจ ได้แก่ กัมพูชา ปิดยอดขายได้ 8-9 แสนบาท อย่างไรก็ดี บริษัท เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่เวียดนาม ได้แก่ เมืองโฮจิมินห์ และ ฮานอย ในปีนี้ เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดอินโดจีนทุกๆ ประเทศด้วย แผนการลงทุนเอง 100% ขณะที่แผนการบุกตลาดต่าง- ประเทศต่อไป คือ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์


อิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมบริษัทในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัว และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการ- บริหารงานภายใน จากรูปแบบครอบครัวเปลี่ยนเป็นการ สร้างองค์กรเครือข่ายเน็ตเวิร์คอย่างแท้จริง ด้วยการดึงระบบ Evolution Success System เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งจุดเด่นคือการมีนักธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าเก่งมากถึง 70% บริษัทจึงเน้นวางแผนไปยังกลุ่มนักธุรกิจดังกล่าว ซึ่งมี เป้าหมายการสร้างเน็ตเวิร์คบิวเดอร์ให้ได้ 50% ในปีนี้


ช่วงนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยน หลังจากเจอปัญหา เรา เจอจุดอ่อนภายใน แล้วเราก็มาปรับหาจุดแข็งเพื่อให้องค์กร เติบโตต่อไป อย่างการปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ว่าเมื่อไหร่จะต้องทำให้เสร็จ และเมื่อทำเสร็จก็ต้องหาจุดอ่อน และต้องพัฒนา ต่อไปให้องค์กรภายในดีขึ้นเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นปี บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 1,900-2,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักที่บริษัทไม่ได้วาง เป้าสูงถึง 2,500-3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรู้ว่า ภายในบริษัทเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ซึ่งว่ากันไปตามความเป็นจริงมากกว่าที่จะตั้งเป้าหมาย ไว้สูงเกินจริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : ประมวลภาพ BEST of THE BEST ที่สุดแห่งเงคังเซน-เคนโก

คังเซน-เคนโก จัดงานแสดงศักยภาพความเป็นที่สุดของคังเซน-เคนโก ภายใต้ชื่องาน BEST of THE BEST รูปแบบของความสำเร็จที่นำพาท่านไปสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคง โดยคุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ให้เกียรติร่วมงานและเปิดงานอย่างเป็นทางการ
ไฮไลท์ของงานมีการฉลองความเป็นที่สุดแห่งผลิตภัณฑ์ชั้นนำในกลุ่มสุขภาพ ของผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิค แอนด์ รีจูวีแลค ที่อยู่เคียงข้างคังเซนฯ มากว่า 15 ปี เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชผักผสมชนิดผง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเส้นใยอาหารงานนี้ได้รับเกียรติจาก Dr.Henry Chang (ดร.เฮนรี่ ชาง) เจ้าของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค แห่งบริษัทเฮนรี่ ออร์แกนิค เฮลท์ อิงค์ สหรัฐอเมริกา ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงาน
ผู้เข้าร่วมงานต่างทั้งได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์คุณภาพในกลุ่มสุขภาพอย่างใกล้ชิด และได้รับฟังการบรรยายข้อมูลในด้านแผนการตลาดและผลิตภัณฑ์อย่างเต็มอิ่ม ตลอดจนรับฟังการแชร์ประสบการณ์จากสุดยอดขุนพลแห่งคังเซนฯ ในหลากหลายแง่มุม ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี
บรรยากาศของงานได้แสดงถึงศักยภาพ และความเป็นหนึ่งของพี่น้องครอบครัวคังเซนฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ต่างเดินทางมาร่วมกันสร้างพลังอย่างคับคั่ง ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ศูนย์นิทรรศการและการแสดงสินค้าไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555


[gallery link="file"]


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-kangzen" พลิกกลยุทธ์ปิดจุดอ่อนอัดหลักสูตรดันยอด 2,000 ล้าน


นายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของ ธุรกิจคังเซนฯในช่วงที่ผ่านมาว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยอดขายของบริษัทอยู่ในภาวะชะลอ ตัว ผลประกอบการยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพึงพอใจ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการที่บริษัทมีจุดอ่อนเกี่ยวกับระบบการสร้างเครือข่ายที่ยังไม่พัฒนาให้เกิดความชัดเจน สมาชิกนักธุรกิจของเราที่เข้าใจธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริงมีไม่ถึง 30% โดยอีก 70% ยังคงเป็นเพียงผู้จำหน่ายอิสระทั่วไป ที่เข้ามาร่วมธุรกิจเพียงเพราะชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ของคังเซนฯเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักจะดำเนินธุรกิจขายตรง แบบครอบครัว เน้นการบริโภคเป็นหลัก

ฉะนั้น แผนงานในปี 2555 บริษัทจึงจะมี การปรับโครงสร้างระบบภายในบริษัท โดยจะเป็นการพัฒนาให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายขายตรงอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น อย่างไรก็ดีน่าจะไม่เปลี่ยน รูปแบบโครงสร้างธุรกิจไปเลยทีเดียว แต่จะเน้น การสร้างความสมดุลระหว่างจุดแข็งและจุดบก พร่องของบริษัท โดยจุดแข็งที่สำคัญของเราใน ขณะนี้ คือ ปัจจุบันบริษัทมีผู้จำหน่ายอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราจะพบโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์จำหน่ายสินค้าของคังเซนฯ ทั่วทั้งประเทศกว่า 1 หมื่นศูนย์ แต่กลับพบว่าผู้จำหน่ายเหล่านั้นไม่ได้รู้วิธีการทำธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุให้พวกเขามีรายได้ไม่ต่อเนื่อง เกิดการ สูญเสียลูกค้า และเลิกทำธุรกิจไปโดยปริยาย

การหันมาเน้นในเรื่องของการทำธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น จึงน่าจะแก้ปัญหาสำคัญดังกล่าวได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เริ่มดำเนิน การตามแผน ด้วยการเพิ่มการอบรม สร้างความ เข้าใจเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าวให้กับนักธุรกิจคังเซนฯทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดอบรมเกี่ยวกับคอนเซปต์ของการทำธุรกิจในเบื้องต้น และจะเริ่ม พัฒนาความรู้ด้านอื่นๆ เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย อย่างเป็นขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อบริษัทจะสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าที่เป็นอยู่

นายอิทธิศักดิ์ เปิดเผยต่อว่า บริษัทเริ่ม ทดลองดำเนินตามแผนงานดังกล่าวมาตั้งแต่ ช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยการปรึกษาระดมความ คิด ความเห็นร่วมกับผู้จำหน่ายอิสระจากทั่วประเทศ ซึ่งหลายๆ คนให้การตอบรับ และเริ่มหยุดกิจการในเซ็นเตอร์ของตัวเอง แล้วหันเข้ามาฝึกอบรมในบริษัทมากขึ้น และพบว่าระยะเวลาผ่านไปเพียง 2 ไตรมาส ยอดขาย ของบริษัทเริ่มไต่ระดับขึ้นมาในระดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้เราจึงน่าจะเห็นความชัดเจนของธุรกิจคังเซนฯ มากขึ้น ทั้งนี้ภายในสิ้นปีบริษัทตั้งเป้ายอดขาย ไว้ที่ตัวเลข 2 พันล้านบาท และพยายามให้เติบโต 10-15% อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

นอกจากนี้ ในครึ่งปีหลัง บริษัทคังเซนฯ ก็มีแผนที่จะพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นโดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออร์แกนิค ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่อยู่คู่กับบริษัทมากว่า 16 ปี โดยในปี 2554 บริษัทจำหน่ายผลิต ภัณฑ์ดังกล่าวได้มากกว่า 4 หมื่นชิ้น รวมเป็นเงินกว่า 55 ล้านบาท คาดว่าหลังจากการปรับปรุงคุณภาพใหม่ในครั้งนี้จะ ยิ่งส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอีกกว่า 10% และในปีนี้บริษัทยังมุ่งให้ความสำคัญกับการรุกตลาดในกลุ่มสินค้าเสริมอาหารมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคที่รักและใส่ใจในสุขภาพ

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าของธุรกิจคังเซนฯในต่างประเทศ หัวเรือใหญ่ ของคังเซนฯ ก็ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศด้วยกัน คือ อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม โดยประเทศที่มียอดขายเติบโตมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย ซึ่งในปีแรกมียอดขายทะลุ 950 ล้านบาท อยู่ในอันดับท็อปเทนของบริษัทขายตรงที่นั่น ส่วนลาวมียอดขายประมาณ 160 ล้านบาท พม่า ประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนกัมพูชา และ เวียดนาม ยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการเข้าไปดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจคังเซนฯ ในประเทศ พม่า มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2-3 ล้านบาท จากเดิมที่ขายได้เพียง 1 ล้านบาท ดังนั้นภายในสิ้นปีนี้ตนจึงคิดว่ายอดขายในพม่าอาจจะทะลุ 25 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญน่าเกิดขึ้นจากการเริ่มหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น และในขณะนี้ตนก็เริ่มสนใจที่จะเข้าไปเปิดธุรกิจคังเซนฯในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เพราะทั้ง 2 ประเทศ มีฐานสมาชิกที่ เป็นผู้บริโภคของบริษัทอยู่แล้วเป็น จำนวนมาก เรื่องดังกล่าวจึงถือเป็น ก้าวย่างสำคัญที่น่าภาคภูมิใจของบริษัทคังเซนฯ เครือข่ายขายตรงของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยตนคาดว่าไม่เกินงานวันเกิด ฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจครอบคลุมทุกประเทศในแถบอินโดจีนได้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง ความรู้สึกของนายอิทธิศักดิ์ ในฐานะอดีตนายกสมาคมการขายตรงไทย ที่เพิ่งลาตำแหน่งไปล่าสุด เขาได้เปิดเผยถึงความรู้สึกตลอด 2 ปีของการทำหน้าที่ดังกล่าวว่า ในวินาทีแรกที่ผู้ใหญ่ทุกคนให้โอกาส บอกตรงๆว่าตนมีความกลัว กลัวว่าจะทำงานได้ไม่ดี แต่ในเมื่อทุกคนให้ความไว้วางใจ และประธานผู้ก่อตั้งบริษัทคังเซนฯ ก็บอกว่า ยังไงเราก็ต้องทำได้ จึงทำให้ตนตัดสินใจเข้ารับหน้าที่ โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับประสบการณ์หลายๆ อย่างที่ทำให้ตัวเองมีมุมมองความคิดที่กว้างขึ้น เติบโตขึ้น ส่วนผลงานที่ตน รู้สึกภูมิใจมากที่สุด คือ การนำพาชื่อเสียงของประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักใน เวทีธุรกิจขายตรงโลก โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวใน เอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับรางวัล โก อวอร์ด ในเรื่องของการดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณการดูแลผู้บริโภค รวมถึงการให้ความสำคัญกับตลาดขายตรงทั้งหมด ซึ่งตนเชื่อว่าในวาระของนายกสมาคมคนใหม่ คุณกิจธวัช ฤทธ-ราวี ท่านจะยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะทางสมาคมฯคาดหวังว่า ในปีหน้าเราจะขึ้นตำแหน่งในระดับแพลตินัม ซึ่งจะเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ดี อดีตนายกสมาคมฯ ที่จะเข้ามารับหน้า ที่เลขาธิการให้แก่สมาคมฯในวาระปัจจุบัน ได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญของสมาคมการขาย ตรงไทยว่า ณ วันนี้คณะกรรมการทุกคนมีแนวคิดว่า สมาคมฯจะต้องเร่งผลักดันให้ทุกๆ บริษัทที่เป็นสมาชิกได้รับโอกาสที่จะเข้ามาสลับสับเปลี่ยนการทำงานเพื่อสังคม คือ มีโอกาสที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ร่วมกัน ไม่ใช่มีอยู่แค่ประมาณ 10 บริษัทอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตนเชื่อว่า การที่เราให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นคณะกรรม การ โดยที่ผู้ใหญ่ทุกคนยังคอยเป็นที่ปรึกษา น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนเช่นที่ตนเคยได้รับ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1316 ประจำวันที่ 11-7-2012 ถึง13-7-2012