ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ dnetwork แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ dnetwork แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

งาน "ประดับเข็มเกียรติยศ และร่วมฉลองยอดขายสินค้าโกเรจินส์ 554,000,000 บาท"








บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัดได้จัดงาน "ประดับเข็มเกียรติยศ และร่วมฉลองยอดขายสินค้าโกเรินส์ 554,000,000 บาท"


ในงานพบกับพิธีกรที่มีชื่อเสียงมากมายไม่ว่าจะเป็น คุณจำเริญ รัตนตั้งตระกูล ซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวรายการ เช้านี้ที่นี่หมอชิต และรายการเกาะติดทางช่อง 7 สี และคุณอารยา ต่อตระกูล ผู้ประกาศข่าว ทางช่อง TBS เพื่อเพิ่มสีสันในงาน พบกับการแสดงอันตื่นตาตื่นใจกับนักแสดงชาย ภุสกร มิตรเอม หรือ ตั๊ก กับ บรรยากาศภายในงานที่มีทั้งระบบ ภาพ แสง สี และเสียงที่มีคุณภาพ จัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม 2556 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ ห้อง บอลรูม


บัตรเข้างาน 300 บาท หลังเลิกงานนำหางบัตรมารับของทีระลึก โกเรจินส์ พร้อมถุงหิ้วสัญลักษณ์ มูลค่าถึง 1,664 บาท(ฟรี) 1 ท่าน 1 บัตร และ 1 กล่องเท่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network Worldwide) : เร่งอัดแผนโค้งสุดท้าย ฟุ้งสิ้นปียอด ดีเบรม(D-Braime) แตะล้านกล่อง


ดี เน็ทเวิร์ค เดินหน้าผลักดันความร่วมมือรัฐบาลอินเดีย วิจัยพืชพรมมี สินค้าหัวหอกดีเบรมที่วาดเป้าสิ้นปียอดขาย 1 ล้านกล่อง คาดใน 3 ปียอดขาย 1 ล้านกล่องต่อเดือน รุกจัดกิจกรรมสร้งแบรนด์ดีเบรม กับการบริจากสินค้า 8,000 กล่อง ให้องค์กรต่างๆ พร้อมงัดแผนบุกตลาดโค้งท้ายปีกับแผนลุยทุกสื่อ บุกตลาดชั้นเดียว ควบจัดอบรมให้สมาชิก ชูยอดขาย 9 เดือนฟัน 170 ล้านบาท


สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด กล่าวถึงแผนความร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียในการทำวิจัย และพัฒนาสินค้าดีเบรม ที่ได้สารสกัดจากพืชพรมมี ว่า หลังจากบริษัทเปิดตัวเสริมอาหารดีเบรมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 นั้บริษัทได้รับการอนิมัติจากรัฐบาลอินเดียในการทำตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 5 ประเทศในตลาด AEC ได้แก่ ไทย , สปป.ลาว , กัมพูชา , เวียดนาม และพม่า ดังนั้น แผนการตลาดจากนี้ไปคือการประชาสัมพันธ์เสริมอาหารดีเบรมให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะการนำผลวิจัยต่างๆ ที่ได้รับไปอ้างอิงในการทำตลาด


ล่าสุด บริษัทได้มอบผลิตภัณฑ์ดีเบรมจำนวน 2,000 กล่องมูลค่า 2 ล้านบาท ให้กับองค์กรศาสนา รวมถึงการเชิญชวนให้นักธุรกิจ ดี เน็ทเวิร์ค ร่วมทำบุญในครั้งนี้ นอกจากนี้บริษัทได้รับบริจาคผลิตภัณฑ์ดีเบรมให้กับสำนักจุฬาราชมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วงานสาธารณสุข ส่งต่อให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคความจำเสื่อมเบื้องต้นบริษทได้เตรียมผลิตภัณฑ์เพื่อการบริจากครั้งนี้จำนวน 6,000 กล่อง


ที่ผ่านมาเราได้จัดประชุมเชิงวิชาการเป็นครั้งที่ 3 สำหรับสินค้าดีเบรมและครั้งล่าสุด Dr Hemant kiumar Singh นักวิจัยผู้ค้นคว้าและพัฒนาสินค้าดีเบรม ที่เป็นผู้วิจัยสินค้าดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับยีน และ ระบบเซลล์พันธุกรรม และในอนาคตจะมีผลวิจัยใหม่ ออกมาสู่ตลาดอีกครั้ง


อย่างไรก็ดี ภายหลังบริษัทได้เปิดตัวเสริมอาหารดีเบรมไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมียอดขายกว่า 100,000 กล่อง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 20-30% เป็นอันดับ 2 รองจากผลิตภัณฑ์โสม โกเรจินส์ ดี ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของบริษัท ดังนั้น จนถึงสิ้นปีบริษัทตั้งเป้ายอดขายดีเบรมให้ได้ 1 ล้านกล่องและตั้งเป้ายอดขายดีเบรมให้ได้ 1 ล้านกล่องต่อเดือน ในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ไป


สาคร กล่าวต่อไปว่า แผนการตลาดในไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทเตรียมรุกตลาดอย่างหนัก ด้วยการรุกด้านการประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อวิทยุชุมชน สื่อเคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียม รวมถึงการทำตลาดผ่านช่องทางไทเกอร์ช้อปปิ้ง และการจัดอบรมให้กับนักธุรกิจ ที่เน้นอบรมในด้านการทำธุรกิจ การนำเสนอ ซึ่งแผนดังกล่าวบริษัทถือว่าเป็นองค์ประกอบการทำตลาดที่ครอบคลุม เพราะนอกจากบริษัทจะมีสินค้าดี และมีการวิจัยและพัฒนาสินค้าที่ดีมีคุณภาพออกสู่ตลาดแล้ว บริษัทยังรุกเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ด้วยการผสมผสานผ่านการตลาดแบบหลายชั้น และแบบชั้นเดียวที่บริษัทเริ่มต้นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา


สำหรับเหตุผลหลักของการมองเห็นโอกาสของตลาดชั้นเดียว เนื่องจกที่ผ่านมาบริษัทมีสมาชิกหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะเภสัชกร ที่เปิดร้านขายยา ซึ่งเป็นสมาชิกของบริษัทด้ว ยดังนั้บริษัทจึงนำเสริมอาหารเข้าไปจำหน่ายในช่องทางร้านขายยาด้วยอีกช่องทางหนึ่ง อย่างไรก็ดีในอนาคตบริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มเด็กซึ่งคาดว่าจะเป็นเสริมอาหารเยลลี่ บำรุงสายตา


ภาพรวม ดี เน็ทเวิร์ค ปัจจันมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 40,000 รหัส แบ่งสัดส่วนเป็นจำนวนนักธุรกิจและสมาชิกที่มีอยดสั่งซื้อสินค้าประจำประมาณ 20% ฉะนั้น จนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจำนวนสมาชิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 รหัส ขณะที่ยอดขายของ ดี เน็ทเวิร์ค ในปีที่ผ่านมา ปิดยอด 110 ล้านบาท และในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เราทำยอดขายไปได้ 170 ล้านบาท สาคร กล่าว


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 208 วันที่ 1- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (Dnetwork) : ฉีกแนวขายตรง ทำเครือข่ายผ่านร้านขายยา


ดี เน็ทเวิร์ค รุกตลาดครึ่งหลัง ลุยวิทยุชุมชน เคเบิลทีวีท้องถิ่น และ ร้านขายยา แต่ยังคงเน้นตลาด เครือข่าย และจัดงาน The Power Leader สร้างความ แข็งแกร่งแก่ผู้นำปีละ 2 ครั้ง ดึงนวัตกรรมใหม่จากไต้หวัน เสริมทัพ รองรับการเปิดตลาด AEC ปี 2558


สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ท- เวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางการตลาด ครึ่งหลังของปีว่า บริษัทจะรุกเข้าไปทำการตลาดผ่าน สื่อวิทยุชุมชน เคเบิลท้องถิ่นมากขึ้น รวมไปถึงการ สง่ เสริมใหส้ มาชิกนำ สินค้า เข้าไปวางจำหน่ายผ่านร้าน ขายยา โดยบริษัทจะเน้นการให้คำแนะนำกลุ่มดังกล่าวให้เข้ามาเป็นสมาชิกมากกว่าการเป็นตัวแทน จำหน่าย


ทั้งนี้ การรุกเข้าไปทำตลาดในกลุ่มดังกล่าว มากขึ้น บริษัทพบว่าผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่ม ดังกล่าวได้ให้ความสนใจกับธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น และบริษัทได้มองเห็นโอกาสในการเป็นแนวทางใหม่ สำหรับธุรกิจ โดยจะให้สมาชิกเป็นเสมือนศูนย์ขายส่ง สินค้า แต่ใช้แผนธุรกิจแบบเครือข่าย และการเข้าไป ทำตลาดในกลุ่มร้านขายยาจะเป็นการดำเนินงานของ สมาชิก


นอกจากนี้บริษัทจะยังเน้นการประชุมสัมมนา ให้กับสมาชิก ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานประชุมขึ้นที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัย- จุฬาภรณ์ โดยใช้ชื่องานประชุมว่า The Power Leader เป็นการจัดการประชุมระดับผู้นำ เพื่อต้องการ สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ การแจ้งข่าวสาร ของบริษัท การเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงการพบปะ ระหว่างผู้นำเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่ง งานดังกล่าวจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในส่วนของการจัด งานดังกล่าว บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ D-CONTACT ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ผลงานวิจัย ล่าสุดจากสถาบันวิจัยประเทศไต้หวัน หนึ่งในแผนการ ตลาดของบริษัทที่ต้องการนำสินค้านวัตกรรมใหม่ ที่มี ความหลากหลาย เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างแท้จริง


การที่เราเลือกสินค้าดังกล่าวเข้ามาทำตลาด ในประเทศไทย มองว่ามูลค่าทางการตลาดของสินค้า กลุ่มนี้ค่อนข้างสูงหรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000- 6,000 ล้านบาท บวกกับในปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่มีปัญหา ทางด้านสายตาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และยังไม่มี บริษัทใดให้ความสนใจที่จะทำสินค้าในกลุ่มนี้อย่าง จริงจัง เราจึงคาดหวังว่า D-CONTACT จะสามารถ ขายได้ 30,000 กล่องภายในสิ้นปีนี้


ขณะที่ในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะออกสินค้า ใหม่ เกี่ยวกับการบำรุงสายตาในรูปแบบเจล พร้อมรับ ประทาน สำหรับผู้บริโภคในกลุ่มเด็ก ซึ่งบริษัทมองว่า เด็กในทุกวันนี้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นและทำให้ สายตาเสื่อมเร็ว ดังนั้น การนำสินค้าเกี่ยวกับการบำรุง สายตามาทำตลาด บริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเลือกนำเข้าสินค้า กลมุ่ นวัตกรรมใหม่ เนื่องจากการเตรียมความพร้อม รองรับการแข่งขันของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งบริษัทมองว่าเมื่อเปิด ตลาด AEC เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สินค้าของบริษัท ต้องเป็นสินค้าที่สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ได้ ดังนั้น สินค้าจึงจำเป็นต้องเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ และเป็นสินค้าที่เห็นผลได้จริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 206 วันที่ 1- 15 กันยายนพ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (DNetwork) : 3 เกลอร่วมสร้าง "ดี เน็ทเวิร์ค (D Network)" สืบทอดทายาท 2 ปีสำเร็จ - กลับทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่คืนถิ่น


3 นักบริหารขายตรงมืออาชีพวางผังบริหาร ดีเน็ทเวิร์ค เฉียบหลังผ่านงานบริหารขายตรงมากว่า 22 ปี...2 ปีที่ซุ่มเงียบสร้างรังวัดเดินในตลาดขายตรงได้สวยพร้อมเปิดอาณาจักรยิ่งใหญ่ต้อนรับ...ต่อยอดความฝันสร้างขายตรงเป็นมรดกตกทอดได้จริงภายใต้นวัตกรรมสินค้าใหม่แกะกล่องอิงกระแสผู้นำแต่ไม่ขอตามเทรนด์อีกไม่นานขอทวงความยิ่งใหญ่คืนสู่เหย้าวงการขายตรงไทย 2 ปีเศษ...ที่ซุ่มเงียบ ภายใต้บ้านหลังใหม่ ดี เน็ทเวิร์ค ซึ่งนำทัพโดย สาคร ใสกมล ผู้สร้างตำนานขายตรงให้รวยมานับไม่ถ้วน จากน้ำมือบริหารของเขาผู้นี้ หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตกาล 12 กว่าปีที่ผันผ่าน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักมือบริหารท่านนี้ เพราะได้สร้างตำนานขายตรงให้สำเร็จไปแล้วหลายบริษัท แต่ทุก ๆ หนทางที่ร่วมสร้าง กลับไม่ใช่เป้าที่ตั้งใจคิด...


เพราะเป้าใหญ่ที่วางไว้ มันไม่ใช่เงินตรา แต่มันเป็นขายตรงที่ต้องสืบทอดมรดกให้กับทายาทที่สัมผัสได้จริง แต่กับสิ่งที่เคยบริหาร เคยเห็น เคยกระทำ และเคยสัมผัส บอกได้คำเดียวว่า มันไม่ใช่เมื่อเล่นบท มือปืนรับจ้าง จนเปลืองมือ และไม่สำเร็จสมหวังดังตั้งใจ สาคร จึงหันหลังกลับให้กับวงการ แต่การหันหลังกลับครั้งนี้ ไม่ใช่หายแล้วหายลับ แต่เป็นการกลับไปนั่งตรึกและไตร่ตรองใหม่ เพราะบนเส้นทางขายตรงที่เหยียบย่ำมานานแสนนานกว่า 22 ปี มันกลับไม่มีอะไรดีขึ้น..


ประจวบเหมาะกับเพื่อนเกลอ 2 คน ภูมิสนอง หล้าสุด และ อุทัย แจ่มฟ้า ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับวงการขายตรง ถึงแม้ว่าจะยอมรับว่าขายตรงมี มนต์เสน่ห์ แต่ไม่เคยมีค่ายไหน ตอบโจทย์ให้กับคนทั้งคู่ได้อีกเช่นเดียวกัน...ขณะที่เพื่อนผองน้องพี่ที่ร่วมต่อสู้กันมา ต่างได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า


เมื่อ 3 เกลอที่พบแต่ความอกหัก...ถึงจะวางมือ แต่ใจยังไม่เคยหยุดพัก...เพราะทุกคนต่างอยากสร้างขายตรงในฝันบนถนนนวมินทร์ตัดใหม่ (สุวินทวงศ์)...จึงกลายเป็นฐานที่มั่นของ 3 เกลอที่จะร่วมสร้างตำนานขายตรงในฝัน เพื่อต้องการให้ขายตรงสืบทอดสู่รุ่นทายาทได้อย่างแท้จริง...บัดนี้ เวลาก้าวล่วงมานาน 2 ปี ถึงแม้จะไม่สำเร็จอย่างเต็มใบ แต่ก็สามารถก่อร่างสร้างตัว เป็นองค์กรขายตรงตามที่ใฝ่ฝันได้สำเร็จไปแล้วเปราะหนึ่ง


ย้อนรอยตำนาน 3 เกลอ
ล้วนผ่านงานบริหารยิ่งใหญ่
ตำนานแรกที่จะกล่าวถึง นั่นคือ สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ที่บ่มเพาะประสบการณ์ในวงการขายตรงมากว่า 22 ปี ได้กล่าวย้อนอดีตผ่านรายการ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ชีวิตเริ่มต้นจากการเข้าสู่วงการขายตรงมานานหลายปี เป็นทั้งผู้นำ เป็นทั้งผู้บริหาร จึงตกผลึกทางความคิดว่า เสน่ห์ของขายตรงมันดี แต่ด้วยที่ว่า เราเป็นคนเครือข่ายโดยอาชีพ มองว่าบริษัทขายตรงที่โดนใจพอที่จะให้แม่ทีมเกษียณได้จริง ๆ ยังไม่มีในระยะเวลา 22 ปีที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้


และมันยังไม่ถึงที่สุดของชีวิต วันนี้ เราต้องการจะสร้างบริษัท ที่เรียกได้ว่า เป็นต้นตำนาน จึงเริ่มจากการสร้างบุคลากรขายตรง สร้างคนขึ้นมา เพราะมองว่าบุคลากรขายตรงที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ ยังมีไม่เยอะ ทีมเราจึงต้องการจะปักหลัก เริ่มจากการสร้างคน สร้างศูนย์รวมบุคลากรมืออาชีพ นี่คือความคิดแรกของที่มาคำว่า ดี และต้องดีทุกอย่างด้วย ทั้งบริษัท สินค้า แผน ซึ่งโดยรวมแล้วเราเรียกว่า เป็นเครือข่ายที่ดีนั่นเอง ผลตอบรับในภาคสนามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น ถือว่าดีมาก ๆ


หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ภูมิสนอง หล้าสุด ย้อนถึงอดีต 21 ปีที่ผันผ่าน ณ จุดเริ่มต้นก่อนจะมีไอเดียตรงนี้ออกมา เริ่มมาจากงานคิดก่อนว่า องค์กรของเราถ้าจะประสบความสำเร็จมีมูลค่าเป็นพันล้าน หรือว่าหมื่นล้าน มันควรจะดีไซน์หน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องมีให้ครอบคลุมถึง 5 ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์, บริษัท, แผนการตลาด หรือระบบการพัฒนาบุคลากร และก็เรื่องบุคลากรที่เลือกมาให้เกี่ยวข้องกับงาน ว่าแต่ละส่วนนั้นควรจะมีลักษณะอย่างไร เพราะเราต้องการหล่อหลอมสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ภายใต้ บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด


สิ่งที่ผ่านมาในอดีต เราเดินไปพบบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ตัวเราไปได้ไม่ไกล เพราะสเต็ปที่มีรายได้แล้วประสบความสำเร็จอยู่ที่จำนวน 6 หลัก ตอนนั้นผมอายุแค่ 20 ต้น ๆ แต่สุดท้ายบริษัทก็อยู่กับเราได้ไม่นาน ต้นเหตุเพราะไม่ประสบความสำเร็จนั่นเอง เราจึงพยายามหาวิธีการ และสร้างทีมงานที่มีความมุ่งมั่นมาตลอด โดยแต่ละที่ผมยืนปักหลักเป็น 10 ปี เพื่อร่วมสร้างบุคลากร สร้างทีมงาน สร้างระบบการอบรม สร้างให้เป็นหัวใจหลัก


แต่ก็มีปัญหาอยู่ 2 ข้อที่ไม่สำเร็จ เพราะ 1. แผนการตลาดยาก ปัญหาที่ 2 คือเราประสบความสำเร็จ เพราะว่าแผนมันง่าย แต่ว่าบริษัทอยู่ได้ไม่นาน เราจึงต้องการสร้างบริษัทที่เราสำเร็จและสมาชิกก็สำเร็จด้วยกัน ซึ่งเป็นบริษัทที่เราร่วมสร้างกันมา ภายใต้ชื่อที่บังคับอยู่แล้ว ว่า ต้อง ดี ตามชื่อที่เราตั้ง


ผู้ร่วมก่อตั้งท่านสุดท้าย อุทัย แจ่มฟ้า ที่ผาดโผนในยุทธจักรขายตรงมา 22 ปี มีจุดยืนภายใต้โจทย์เดียวกันคือ เมื่อคุณทำเครือข่าย คุณต้องเกษียณที่นี่ได้จริง ๆ เพราะโดยปกติคนที่เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่าย ทุกคนคิดเหมือนกันว่า ทำแล้วต้องเกษียณ ทำแล้ววันหนึ่งสามารถหยุดพักแล้ว และเป็นมรดกตกทอดให้กับทายาทได้ ฉะนั้น ตอนที่เราเริ่มต้นสร้าง เราก็มีความฝันกันอย่างนั้นจริง ๆ


จากอดีตเราเคยอยู่ในบทบาทของนักธุรกิจ บทบาทของผู้นำ ก็เคยพูดมาตลอดว่า ธุรกิจเครือข่ายมันเป็นมรดกตกทอดได้ แต่พอเราทำไปสักระยะหนึ่ง มรดกมันหายไปไหน ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง มันก็เหมือนกับว่า จากที่เราเคยพูด หลายคนก็สงสัยว่ามรดกในเครือข่ายมีจริงไหม นี่คือเหตุผลและความตั้งใจที่จะสร้าง ดี เน็ทเวิร์ค ให้คนเครือข่ายได้เข้าใจและเชื่อมั่นว่า ดี เน็ทเวิร์ค จะเป็นมรดกให้กับทายาทของท่านได้จริง ๆ


โดยเราตั้งใจที่จะสร้างธุรกิจนี้ ให้เป็นธุรกิจขายตรงเป็นตำนาน อย่างที่ท่านประธานสาครได้กล่าวไว้ จะไม่ใช่แค่รุ่นเรา แต่เดินทางไปสู่รุ่นหลานและส่งต่อไปอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยแนวคิดนี้ จึงกลายเป็นแนวคิดที่มีคุณค่าจากประสบการณ์ที่เพาะบ่มมากว่า 20 และเป็นประสบการณ์แห่งความสำเร็จด้วย เพราะถูกหล่อหลอมและต้องการตกผลึกทางความคิด ก่อกำเนิดเป็นบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค ขึ้นมา


ชูนวัตกรรมใหม่ล้วนๆ
ไม่เน้นสินค้าตามกระแส
บอสผู้นำทัพ สาคร ได้กล่าวถึงการเซ็ตยุทธศาสตร์ ภายหลังจากการดรีมทีมลงตัวว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไป นั่นคือ การเฟ้นหาผลิตภัณฑ์หลักที่จะชักนำองค์กรก้าวสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะในเรื่องของสินค้า ดี เน็ทเวิร์ค ก่อตั้งขึ้นมา ภายใต้นวัตกรรมที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ข้อแรก คือ 1. เป็นนวัตกรรมสินค้าใหม่ 2. นวัตกรรมด้านการตลาดหรือแผนการตลาด ภายใต้นโยบาย 6 ข้อดังนี้คือ


1. การเลือกเฟ้นสินค้าต้องมีนวัตกรรม 2 . ต้องเห็นผลลัพธ์ บางครั้งนวัตกรรมดี แต่ว่าไม่มีผลลัพธ์ไม่ได้ เพราะว่าตลาดขายตรงในประเทศไทย สินค้าต้องตอบโจทย์ทันที คือทานแล้วเห็นผลเพียงไม่กี่วัน แต่หลาย ๆ เดือนคงจะไม่ได้ 3. เมื่อขายดีแล้วลิขสิทธิ์ต้องเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว เพื่อเอื้อให้นักธุรกิจของเราตลอดไป และไม่ทำให้แบรนด์เสียหายหรือเสียไปให้คนอื่น 4. ที่สำคัญสินค้าต้องเบาด้วย เพราะจะสะดวกต่อการขนส่ง 5. นั่นคือ เรื่องของราคา ต้องเอื้อกับลูกค้า สินค้าดีต้องราคาไม่แพง 6. นวัตกรรมต้องรองรับตลาดอาเซียนที่จะเกิดขึ้นภายในอนาคต เป็นนวัตกรรมที่จะแข่งกับคู่แข่งในตลาดอาเซียนที่จะเข้ามาได้


ถามว่า ทำไมต้องเน้นสินค้าที่เป็นนวัตกรรม เพราะว่าเรามองสินค้าในธุรกิจเครือข่ายมีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ ที่บริษัทไม่มุ่งเน้นทำ นั่นคือ สินค้าทั่ว ๆ ไป เพราะเราต้องทำแข่งกับขายปลีก และต้องทำแข่งกับขายตรงด้วยกัน มันก็จะเหนื่อย สินค้ากลุ่มที่ 2 ก็คือ สินค้าตามกระแส หากสินค้าตัวไหนขายดี เพียงแค่ก็อบปี้เพิ่มสูตรนิด ๆ หน่อย ๆ หากเขาเป็นจ้าวตลาด เราตามไม่ทันอยู่แล้ว


ดี เน็ทเวิร์ค จึงเลือกสินค้ากลุ่มที่ 3 นั่นคือ สินค้าที่นำกระแส เพื่อต้องการสร้างนวัตกรรมใหม่ ที่สำคัญต้องเป็นสินค้าที่ไม่มีในท้องตลาด ถึงจะเรียกว่า ดีมานด์สูงซัพพลายต่ำ นั่นถึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของท้องตลาดได้ ฉะนั้น ต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมและ เลียนแบบไม่ได้ นั่นคือ อัตลักษณ์ของ ดี เน็ทเวิร์ค บุคลิกของเราต้องเป็นเช่นนี้


เมื่อคิดโจทย์ได้ดังนี้ เราจึงวางแผนโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก แต่ต้องบอกก่อนว่าการทำพีอาร์ผ่านสื่อเหมือนเป็นการรบทางอากาศ ซึ่งตอนนี้มีนักธุรกิจของเรากระจายสินค้าผ่านสื่อต่าง ๆ อยู่บ้าง แต่ยังไม่เป็นตลาดแมส นับจากนี้เป็นต้นไป เราจะนำสินค้าผ่านสื่อมากขึ้น จากเดิมที่เราใช้ระบบปากต่อปาก 1 ต่อ 1 เสมือนว่าเรารบบนบกอยู่แล้ว เมื่อเราใช้สื่อก็เป็นการรบในการทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น


ภูมิสนอง กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นการเลือกเฟ้นสินค้าว่า ด้วยภาวการณ์ตอนนี้ผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า สินค้าเพื่อสุขภาพมีการเติบโตขึ้นทุกปีประมาณ 20% เค้กถูกแบ่งจากบริษัทยักษ์ใหญ่ครึ่งหนึ่งจากอาหารเสริม


และในยุคของอาหารเสริมแบ่งออกเป็น 3 ยุค นั่นคือ ยุคที่ 1. เรียกว่ายุคของการฟื้นฟูเซลล์ ยุคนี้เป็นยุคประมาณปี 90 หรือว่า 200 ปีที่แล้ว ซึ่งสินค้าประเภทนี้ถือว่าเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ยุคที่ 2. เรียกว่า ลุคยัง คืออ่อนกว่าวัย เมื่อทานสินค้าแล้วดูอ่อนเยาว์ลง ส่วนยุคที่ 3. เรียกว่า ยุค feel young ที่แปลว่าความรู้สึก ทำให้ความรู้สึกของเรากลับมา ไม่ใช่เพียงแค่หน้าตา คือทานสินค้าไปแล้วคืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวกลับมา นี่คือสเต็ปของอาหารเสริม ต้องบอกว่าเทรนด์ของเราอยู่ในยุคที่ 3 ฉะนั้น จะต้องทำการบ้านให้ดีและอย่างหนัก


ดังนั้น สินค้าที่เริ่มต้นก็จะเป็น โกเรจินส์ เป็นตัวแรกที่นำเข้ามาตีตลาดมีสรรพคุณอยู่ 7 อย่าง ซึ่งขณะนั้นโสมตลาดยังไม่ตาย เพราะมันเป็นราชาสมุนไพร เป็นนวัตกรรมที่นำเข้ามาจากเยอรมัน มีการผสมผสานระหว่างหยินและหยาง คือปกติถ้าทานหลายเม็ดจะร้อน แต่ตัวโกเรจินส์ไม่เป็นไร ตัวนี้จะขายดีมาก เพราะว่าโสมปลูกที่เกาหลี แต่ได้นวัตกรรมจากเยอรมัน แล้วนำมาประกอบที่บ้านเราที่มีส่วนผสม 7 อย่าง นี่ถือว่าเป็นสินค้าพระเอกของเรา ถือว่าเป็นเจ้าแรกที่มีการผสมโสมหยินและหยางรวมกัน ที่เป็น 1 เดียวด้วย


และสินค้าอีกตัวหนึ่งที่เรากำลังโปรโมทหนัก นั่นก็คือ สินค้า ดี - เบลม (D-BARIME) หรือมาจากคำว่า Brain ที่แปลว่าสมอง บวกกับคำว่า Memory เอา 2 คำนี้มารวมกัน นั่นก็หมายความว่า สมองดีมาก ความจำดีมาก ซึ่งหากจะมองในส่วนของดีมานด์และซัพพลาย ตอนนี้ตลาดให้ความสนใจมากในเรื่องของสมอง ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยทำงาน หรือ วัยผู้ใหญ่ ที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้


สิ่งที่สำคัญสินค้าตัวนี้มีงานวิจัยจากทางรัฐบาลอินเดีย มี CDRI ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินค้าของรัฐบาลอินเดีย เป็นสินค้าระดับสากล CDRI ย่อมาจาก the Central Drug Research Institute เปรียบเสมือน องค์การเภสัชบ้านเรา เป็นองค์การส่วนกลางที่มีมาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ก็มาทำวิจัยด้วย ดังนั้น เป้าหมายที่มีการนำสินค้าตัวนี้เข้ามา ก็คือ ต้องการที่จะพัฒนาไอคิว ความจำในการเรียนให้สูงขึ้น ซึ่งเรามีการทดลองก่อนที่จะนำมาจำหน่าย ผลจากการเทสต์กับเด็ก พบว่ามีผลการเรียนที่ดีขึ้น บางคนที่เรียนได้เกรด 2 ก็ขยับเป็นเกรด 4 กันเกือบทุกวิชา เหตุผลเพราะการทานอาหารเสริมตัวนี้ และในวัยทำงานที่หลง ๆ ลืม ๆ เครียด ทำงานมาก พักผ่อนน้อย สินค้าตัวนี้จะทำให้ปลายประสาทผ่อนคลายสำหรับวัยทำงาน 1 วัน สามารถทานได้ 6 เม็ด หรือแม้กระทั่งคนที่อายุมากหรือความจำเสื่อม ก็สามารถฟื้นความจำกลับมาได้


นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่เป็นเยลลี่ กัมมี่ บรรจุสารอาหารที่เด็ก ๆ ไม่ชอบทานแคปซูลหรือเม็ด ก็ทำการผลิตในรูปแบบเยลลี่แทน สารอาหารอีกตัวหนึ่งจะเป็นอาหารเสริมในรูปแบบของลูกอมไว้สำหรับเคี้ยว สามารถซึมใต้ลิ้นได้ เพราะมีสารอาหารเข้มข้นสูงมาก และยังมีสินค้าอีกหลากหลายรายการที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิก ภายใต้สินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นจุดยืน


ส่วนตัวเลขความเคลื่อน ไหวกับอัตราการเติบโตของสมาชิก อุทัย กล่าวต่อว่า สมาชิกให้การตอบรับที่ดีมาก ตอนนี้มีการสมัครประมาณ 40,000 สมัคร 1 คน 1 รหัส ซึ่งจะเป็นครอบครัว สามี - ภรรยาได้ก็นับเป็นรหัสเดียว เพราะธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจของครอบครัว โดย 1 รหัสสามารถทำงานได้ทั่วโลก ด้วยศักยภาพแผนการตลาดของเรา สามารถทำธุรกิจแบบ ONE CODE ONE WORLD ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องการ


นอกจากการสร้างนวัต กรรมใหม่ในส่วนของผลิตภัณฑ์แล้ว เรายังสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มาอยู่กับเราจะต้องสำเร็จได้ จึงมีการสร้างความสำเร็จด้วยระบบหลักสูตร สร้างคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้เรามีทั้งหมด 28 หลักสูตร ถือว่าไม่เยอะ หลังสัมผัสหลักสูตรเครือข่ายมานานกว่า 22 ปี ความรู้ในธุรกิจเครือข่ายยังต้องศึกษาอีกเยอะ จึงอยากให้คนที่เข้ามาอยู่กับเราแล้วมีความรู้ ซึ่งความรู้นี่สำคัญมาก เราต้องการให้คนที่มั่นใจในอาชีพนี้ เพราะยิ่งถ้ามีความรู้มากเท่าใด ก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะเห็นว่าธุรกิจนี้มีความสวยงาม


หลังจากที่เราใช้ระบบสร้างความสำเร็จ ทำให้วันนี้เราเห็นชัดเจนสำหรับสมาชิกที่สำเร็จมีรายได้ร่วม ๆ หลักแสนขึ้นไป มีกว่า 20 รหัส ที่สำคัญยังเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสหรือทำธุรกิจเครือข่ายมาก่อนมีมากถึง 60% เลยทีเดียว ฉะนั้น คนรุ่นเก่าที่ตามมาก็จะสำเร็จได้ง่าย


จริง ๆ แล้วเราต้องการจะเปิดโอกาสให้กับคนทุกรุ่น ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ คือต้องการแก้ไขปัญหาที่หลายคนกังวลว่า สามารถทำธุรกิจเครือข่ายรวยได้จริงหรือ ก็จะมีคนหลาย ๆ คนที่ไม่มั่นใจ นี่คือการแก้โจทย์ที่เห็นภาพในส่วนนี้ และแผนการตลาดของเราต้องเอื้อและเป็นไปตามธรรมชาติด้วย จากนั้นก็จะซัพพอร์ตผ่านโปรโมชั่นต่าง ๆ แล้วเติมด้วยกลยุทธ์ ลด แลก แจก แถม ซึ่งเหมาะกับบุคลิกของคนไทย จึงสามารถทำตลาดให้ตรงกับความต้องการของคนไทยมากที่สุด


ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับโปรโมชั่นท่องเที่ยว บริษัทได้เน้นย้ำเรื่องนี้เหมือนกับหลาย ๆ บริษัท เพราะโดยธรรมชาติการท่องเที่ยวต้องล้อไปกับอาชีพเครือข่ายอยู่แล้ว เนื่องจากคนที่ทำเครือข่ายบางคนชอบท่องเที่ยว เพราะมีโอกาสได้ท่องเที่ยวฟรี ที่ผ่านมาเราได้ท่องเที่ยวไปแล้ว 3 ประเทศด้วยกัน คือ 1. ฮ่องกง มาเก๊า 2. มาเลเซีย 3. เวียดนาม และเร็ว ๆ นี้จะไปเที่ยวที่คุนหมิงประเทศจีน ส่วนปลายเดือนพฤศจิกายนจะไปแถบทวีปยุโรป อาทิ อิตาลี ออสเตรีย, ฝรั่งเศส, และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการทำงานเพียงแค่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก แล้วก็ทำผลงานตามที่บริษัทกำหนด ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ยาก ขณะนี้มีสมาชิกที่พิชิตโปรโมชั่นคุนหมิงกว่า 60 คน ส่วนโปรโมชั่นไปยุโรปก็มีประมาณ 10 ท่าน และที่สำคัญยังสามารถเก็บคะแนนลุ้นรางวัลท่องเที่ยวได้อย่างไม่มีลิมิต


ล่าสุด บริษัทได้จัดงานรวมพลรวมพลังจากผู้นำทั่วประเทศรวมกัน 100 กว่าท่าน เพื่อจะทำธุรกิจในเชิงรุก รวมทั้งสิ้นประมาณ 500 ท่าน การจัดงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เป็นการจัดนอกสถานที่ โดยปกติจะจัดที่บริษัทกลุ่มย่อย 100 -150 คน แต่การจัดครั้งนี้ถือว่าเป็นการจัดงานใหญ่สุดเป็นครั้งแรกที่เปิดหลักสูตร Power leader ณ ศูนย์วิจัยสถาบันจุฬาภรณ์ ถือเป็นการรวมผู้นำ เพราะเราเชื่อว่าธุรกิจจะเติบโต พลังคนคือจุดสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ


ขณะนี้ฐานผู้นำเรากระจายอยู่ทุกภาคทั้งประเทศ ทั้งภาคเหนือ ใต้ และกลาง มีทั้งผู้นำเก่าและใหม่ที่เข้าสู่ธุรกิจก็สำเร็จระดับหนึ่ง มีรายได้จากหลักหมื่นสู่หลักแสนบาท ฉะนั้น การจัดหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการสร้างแรงบันดาลใจกับนักธุรกิจที่เป็นแกนนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อกระจายข่าวสารต่าง ๆ ออกไป


รวมถึงการเปิดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อีก 1 ตัว นั่นคือ ผลิตภัณฑ์บำรุงสายตา ซึ่งเราได้เชิญตัวแทนจากต่างประเทศชาวแคนนาดา มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ D contact ซึ่งมีศูนย์วิจัยตั้งอยู่ในหลายประเทศด้วยกัน อาทิ ฝรั่งเศส, แคนนาดา, สวิตเซอร์แลนด์, และ ไต้หวัน นี่คือ 4 สาขาศูนย์วิจัยของไต้หวัน เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงกระจกตา สายตาสั้น และสายตายาว เป้าหมายสิ้นปี 30,000 กล่องขึ้นไป พ่วงด้วยกลยุทธ์การบุกตลาดวิทยุชุมชน เพื่อต้องการกระจายข่าวสาร ตอนนี้มี 500 สถานีที่ตอบรับกลับมา


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network) : เยือนบ้านหลังสวย คุณ รณกฤษ สมจิต (เฮียหมู) และ คุณ พิมพ์วิไล ภาต่อมวงค์ (ซ้อน้อง)


หมู่บ้านวราบดินทร์ตั้งอยู่อ.ลำลูกกาจ.ปทุมธานีวันนี้ทีมงานเยือนบ้านนักขายขนกล้องแบกขาแบกไฟมาไกลถึงปทุมธานีเพื่อมาเยือนบ้านนักขายคนเก่งหลังงามๆภายหลังจากทั้งคู่ได้เดินทางมาพบรักพบกับความร่ำรวยไม่รู้จบณที่แห่งนี้ดีเน็ตเวิร์ค

...รณกฤษสมจิต(เฮียหมู)และพิมพ์วิไลภาต่อมวงค์(ซ้อน้อง)สองสามี - ภรรยา ที่เชื่อมั่นในอาชีพขายตรงที่ทำมาโดยตลอด ก็มีความฝันว่า สักวันหนึ่ง จะต้องวางอนาคตที่ดีไว้ให้ลูก ๆ จึงผันเปลี่ยนชีวิตจากคนที่เคยรับซื้อของเก่า กลายมาเป็นเศรษฐีตัวน้อย ๆ ในบัดดล

พอย่างเข้าภายในรั้วบ้าน กวาดสายตามองดูรอบ ๆ คาดว่าจะมีพื้นที่ใช้สอยไม่ต่ำกว่า 30 ตารางวา หากนับรวมทรัพย์สินพร้อมตกแต่งแล้วมูลค่าบ้านหลังนี้ราคาพุ่งกว่า 3 ล้านเศษ

...เมื่อเดินย่างเข้าไปในบริเวณพื้นที่หน้าบ้าน ก็สัมผัสกับสวนเล็ก ๆ ที่มีการจัดวางอย่างลงตัว มีโต๊ะวางไว้สำหรับนั่งเล่น หรือนั่งทานข้าว เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศออกมานั่งทานข้าวยามเย็น ยามลมพัดหวิวกิ่งไม้ไหว รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติอย่างเต็มปอดกับต้นไม้ที่ร่มรื่น ถือเป็นมุมส่วนตัวอีกมุมหนึ่งก็ว่าได้ ส่วนบริเวณข้างบ้านยังประดับประดาไปด้วยสวนหย่อมและน้ำตกเล็ก ๆ ให้มองอย่างชื่นใจและสบายตา โดยสวนถูกเนรมิตในสไตล์โมเดิร์น มีปลาคาร์พ ปลาที่ลูกชายสุดรักของทั้งคู่ เลี้ยงเอาไว้ดูเล่น เพื่อความสวยงาม...

เมื่อเข้ามาภายในตัวบ้าน...ทุกจุด ทุกมุม ก็บ่งบอกถึงบุคลิกและนิสัยของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี...เพราะสไตล์ภรรยาเรียบง่าย และซ่อนความเป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในตัว...โทนสีของบ้านจึงถูกทาไว้ด้วยสีสบายตา...บ้านหลังนี้จึงดูโปร่งโล่งสบาย และน่าอยู่...เหลือบมองไปเห็นการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ที่แมทซ์กับผ้าม่านโทนสีน้ำตาล ดูแล้วเรียบง่ายสไตล์ไทย ๆ เพราะมีแม่บ้านอย่าง พิมพ์วิไล ที่ค่อยเป็นผู้กำกับและออกแบบสไตล์การตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขก ก็มองเห็นวิวสวนเล็ก ๆ น้ำตกน้อย ๆ ที่มองลอดไปที่ริมรั้วบ้านได้

ส่วนพ่อบ้านอย่างรณกฤษก็ทำหน้าที่ออกแบบและลงมือจัดสวนเอง ฉะนั้น ทุกซอกทุกมุม จึงมีการแบ่งแยก และจัดเป็นสัดส่วนได้อย่างลงตัว ครัว ห้องรับแขก ห้องน้ำ...ที่พิเศษไปกว่านั้น แม่บ้านพิมพ์วิไลได้ลงมือการทำอาหารที่มีฝีมือเหนือชั้น คอยผูกใจสามีและลูก ๆ กลับมาทานอาหารที่บ้านทุกมื้อ ทั้งยามเช้า - ค่ำ...

...ก้าวขึ้นบันไดไปที่ชั้น 2 ห้องนอน ห้องน้ำ ถูกแบ่งแยกออกเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะห้องนอนของลูกชายทั้ง 2 ถูกจัดสรรตกแต่งเป็นพิเศษ สไตล์เด็ก ๆ น่ารักๆ แล้วแยกส่วนห้องพระไว้นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม พักผ่อนยามคลายเครียด เพื่อให้จิตใจเราสบายขึ้น ส่วนห้องนอนของ 2 คน ตกแต่งสไตล์ไทย ๆ ตามความชอบ...เมื่อห้องทุกห้องถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัวบ้านที่เราใช้อาศัยตลอดชีวิต ก็จะกลายเป็นบ้านที่น่าอยู่...ทุกครั้งที่หมดภารกิจประจำวัน บ้านหลังนี้ก็พร้อมต้อนรับสมาชิกทุกคน เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

หากย้อนไปในอดีตรณกฤษและพิมพ์วิไล... 2 ผู้ยิ่งใหญ่ มักจะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเองเสมอ และไม่เคยพลาดที่จะสัมผัสกับผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ ยิ่งมาเจอดีเน็ทเวิร์คยิ่งสตาร์ทเครื่องปร๋อ เพราะเจอ 3 สิงห์ผู้ก่อตั้ง นักสู้ผู้ไม่ย่อท้อต่อปัญหา ก็เท่ากับเป็นการเสริมภูมิปัญญา คว้าโอกาสความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะเพียงตัดสินใจและลงมือทำ แค่นี้ก็สำเร็จ ภายใต้รอบรั้วดีเน็ทเวิร์ค

จากบัดนั้น จนถึงบัดนี้...ระยะเวลาเพียงแค่ 5 เดือน ก็ส่งทั้งคู่ขึ้นสู่สวรรค์แห่งความสำเร็จ สามารถซื้อบ้านได้ 1 หลัง รถ camry ป้ายแดง 1 คัน...เท่านี้ก็สุขสมรื่นรมอุราแล้วในวันนี้

สิ่งที่สามารถตอบโจทย์การเติมเต็มให้กับชีวิตได้...อยู่ที่การไขว่คว้าโอกาสเพราะนี่คือสิ่งที่สามารถเติมเต็มให้กับชีวิตเราได้ดีที่สุด...ภายใต้ธุรกิจเครือข่ายดีเน็ทเวิร์คแห่งนี้

...เป้าหมายของทั้งคู่ จึงไม่ได้ถูกวางเป็นเป้าเล็กอย่างแน่นอน เพราะการจะเข็นให้ทีมงานสำเร็จตามความฝัน มันก็ยากเสมือนเข็นครกขึ้นภูเขา แต่กลับกลายไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา 2 คน เพราะทั้งคู่พึงรำลึกเสมอว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคน 2 คน แต่มาจากทีมงานที่แข็งแกร่งต่างหาก นั่นคือคำตอบที่ถูกที่สุด
ฉะนั้น ภายใต้ทีมงานใต้ล่าง เราจะสำเร็จแค่คน 2 คน ไม่ได้...จำเป็นต้องดึงความสำเร็จแล้วก้าวไปสู่อนาคตความยิ่งใหญ่พร้อม ๆ กัน นี่คือ ความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าของคนทั้งคู่ ท้ายสุดนี้รณกฤษและพิมพ์วิไลฝากคำทิ้งท้ายสวย ๆ ไว้ให้คิด... วันนี้หากใครอยากทำธุรกิจน้ำดีของไทย เชิญมาที่บริษัทดีเน็ทเวิร์คจำกัดเพราะแต่ก่อนเรารีไซเคิลขยะ

แต่ตอนนี้เราหันมารีไซเคิลคนให้มีรายได้ ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ว่าคุณจะล้มเหลวจากที่ไหน เราทั้งคู่ก็พร้อมช่วยเหลือ เพราะเรา 2 คนชอบทำบุญ ขอแค่ให้ท่านเปิดใจ เข้ามาเรียนรู้ เข้ามาศึกษา บนความเข้าใจซึ่งกันและกัน ขยันและลงมือทำ ก็จะประสบความสำเร็จได้ ณ ตรงจุดนี้...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555


 

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย "ดีเน็ทเวิร์ค - D-Network" กับ อ.สาคร ใสกมล


น่าชื่นใจแทน อ.สาคร ใสกมล ณ D-Network ที่ตอนนี้เครือข่ายขยายแบบ ทะลุทะลวงไปทั่วทุกสารทิศ จนเตรียมขยาย ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แบบไม่หลุด เทรนด์ AEC กับเค้าเลย แหม...ก็ตอนนี้ D-Braime ผลิตภัณฑ์บำรุงสมองจากอินเดีย สร้างยอดขายแบบถล่มทลาย ก็ของเค้า ดีจริงๆ หนิเจ้าคะ กินแล้วเห็นผล ได้ข่าวว่า บำรุงสมอง ทำให้ไอคิวอัพขึ้น แหะๆ แบ่งมา ให้ 4 สาว ลองบ้างก็ดีนะเจ้าคะ อยากฉลาดกับเค้าบ้างอะไรบ้าง คริ..คริ ผลตอบรับดีขนาดไหนก็ดูจากยอดขายที่ตอนแรกเปิดตัวมาตั้งเป้าไว้ ปีละล้านกล่อง มาตอนนี้บอกว่าเป้าจะเปลี่ยนเป็นเดือนละล้านกล่องแล้ว ล่ะเจ้าค่ะ โอ้ว...ว้าวววว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "ดี เน็ทเวิร์ค (D-Network)" งัดแผนเก่าทำตลาดจัดสินค้า ลด แลก แจก แถม ปั้นยอดขาย


ดี เน็ทเวิร์ค โชว์ยอดขาย D-Braime 5,000 กล่องต่อเดือน ขึ้นอันดับ 2 สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของบริษัท เชื่อสิ้นปียอด แตะ 30,000 กล่องต่อเดือน เดินหน้าเปิดโครงการสนับสนุนการศึกษา เต็มรูปแบบ สอบแข่งขันชิงทุนและถ้วยรางวัล เน้นกลยุทธ์ ลด แลก แจก แถม โฟกัสสินค้ากลุ่มบอดี้ แคร์ พร้อมเปิดตัวอีกหลายรายการ มั่นใจสิ้นปีสร้างยอดขายได้ตามเป้า

นายสาคร ใสกมล ประธาน ผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ D-Braime สุดยอดแห่งนวัตกรรมดูแลสมอง ไปเมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ปกครองนักเรียน ที่ต้องการให้ลูกหลาน ของตนมีผลิตภัณฑ์บำรุงดีๆ ไว้บริโภค

จากการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ผลิตภัณฑ์ D-Braime มียอดขายมาแรงแซงทางโค้ง ขยับเป็นสินค้า อันดับที่ 2 ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของ ทางดี เน็ทเวิร์ค สามารถจำนวนได้เดือน ละ 5,000 กล่อง และมีการสั่งออเดอร์ ล่วงหน้าถึงเดือนละ 10,000 กล่องแล้ว ในปัจจุบันเชื่อว่าหากกระแสตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง สิ้นปียอดขายของ D- Braime จะทะลุ 30,000 ต่อเดือนอย่าง แน่นอน

สำหรับสัดส่วนยอดขายของผลิตภัณฑ์ของ ดี เน็ทเวิร์ค นั้น ผลิตภัณฑ์ โกเรจิ้น ยังคงรั้งอันดับ 1 ยอดขายราว 10,000 กล่องต่อเดือน อันดับ 2 คือ D- Braime 5,000 กล่องต่อเดือน อันดับ 3 คือ D 10 ยอดจำหน่าย 4,500 กล่อง ต่อเดือน อันดับ 4 คือ ดี บูน 3,500 กล่องต่อเดือน และอันดับ 5 คือ ดี เบอร์รี่ 3,000 กล่องต่อเดือน

ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าว ต่อว่า ล่าสุดทาง ดี เน็ทเวิร์ค กำลังจะ ดำเนินโครงการสอบแข่งขันวัดความสามารถของนักเรียน โดยทางบริษัทจะมีการแจกผลิตภัณฑ์ D-Braime ให้แก่นักเรียน จากโรงเรียนที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการ คัดนักเรียนจาก 76 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน มาสอบแข่งขันเพื่อชิงทุนการศึกษาและถ้วยรางวัล

อีกทั้ง ทาง ดี เน็ทเวิร์ค ยังมีโครง การคัดนักเรียนตัวแทนจากประเทศที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ D-Braime ประเทศ ละ 1 คน มาแข่งขันกัน ซึ่งโครงการดังกล่าว ทางบริษัทเริ่มวางแผนงานไปแล้ว และทางบริษัทยังมีโครงการ ช้างเผือก ทำการคัดเลือกนักเรียน ที่เรียนดี รุ่นละ 60 คน มาติวเข้มเรื่องธุรกิจเน้นการสปอนเซอร์ กลุ่มเป้าหมาย และการเลือกบริษัทขายตรงที่ดี โดยในปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีการอบรม ไปแล้วทั้งหมด 5 รุ่น ซึ่งกระแสตอบรับ จากโครงการนี้ดีมาก และต่อไปทาง ดี เน็ทเวิร์คจะเข้าไปร่วมสนับสนุนการศึกษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน ดี เน็ทเวิร์คได้รับการตอบรับที่ดีมาก ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ประมาณ 40,000 คน โดยมีสมาชิกที่สมัครใหม่เฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 คน ยอดขายต่อหัวของบริษัทอยู่ที่ 400 บาทต่อหัวต่อเดือน เราพยายามที่จะรักษามาตรฐานนี้และทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และเชื่อว่าสิ้นปีเราจะทำตามเป้าหมาย ที่เราวางเอาไว้นั่นคือ ยอดสมาชิก 200,000 คน และยอดขาย 500 ล้านบาท

ผู้บริหารระดับสูง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวด้วยว่า ทางบริษัทได้ดำเนินนโยบาย เน้นการ ลด แลก แจก แถม เนื่องจากทาง ดี เน็ทเวิร์ค ต้องการสร้าง ฐานผู้บริโภคและต้องการให้นักธุรกิจของบริษัททำงานได้ง่ายขึ้น

กลยุทธ์ดังกล่าว ถือเป็นการสูงสุดหวนคืนสู่สามัญ โดยเราย้อนกลับไปเน้นการทำตลาดยุคคลาสสิก ลด แลก แจก แถม ให้ประชาชนได้ทดลอง ใช้สินค้าของเรา เนื่องจากเรามั่นใจว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ตอนนี้เราหันกลับมาโฟกัสกลุ่มสินค้า บอดี้ แคร์ แม้ในปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้จะมีสัดส่วนยอดขายเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ในระยะยาวหากเครือข่ายเติบโตขึ้น สินค้ากลุ่มนี้จะเป็นสินค้าที่เป็นตัว หล่อเลี้ยงบริษัท เราจึงมีนโยบาย พัฒนาสินค้ากลุ่มนี้ให้มีความเข้มขึ้นมากขึ้น และก็มีการพัฒนาสินค้าออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรลออน, ครีมบำรุงเท้า, ครีมบำรุงผิว, น้ำหอม, ฟีโรโมน, น้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ คุณสาคร กล่าวปิดท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1317 ประจำวันที่ 14-7-2012 ถึง17-7-2012

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

ปรับ ครม.ขายตรงหน่าย พ.ร.บ. ฉบับใหม่รอต่อไป



การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ล่าสุด จากที่มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี รวมทั้งเปลี่ยนผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในส่วนดูแลวงการขายตรง ทำให้ผู้บริหารหลายท่านเกิดความวิตกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้ การเติบโตของธุรกิจเครือข่ายถูกชะงักหรือไม่ อย่างไร

ซึ่งจากที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขณะนี้ วงการขายตรงกำลังเฝ้ารอ พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรงฉบับใหม่ เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนแผน การตลาดให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่กำลังจะออก เพื่อที่จะมุ่งไปที่การทำงานรอรับการเปิดประชาคมการค้าเสรีอาเซียนในปี 58 แต่เหมือนกับว่า สิ่ง ที่เฝ้ารอต้องสะดุด เนื่องจากรัฐมนตรีที่ดูแลมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งผู้บริหารหลายฝ่ายเกรงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้ธุรกิจขายตรงต้องเดิน ไปข้างหน้าแบบพะวงข้างหลัง ไม่ทราบว่า เมื่อไหร่กฎหมายใหม่จะออก และเมื่อกฎใหม่ถูกบังคับใช้ บริษัทแต่ละแห่งต้องปรับอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เกิดการทำงานที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

>> ‘อีซี่ ฟาร์แมกซ์’ วอนรัฐกระตุ้นภาพลักษณ์

นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ผลกระทบในแง่หนึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนตัวคณะรัฐมนตรี คงจะเป็นเรื่องความต่อเนื่องของการจัดร่าง พ.ร.บ.การขายตรงใหม่ที่อาจทำให้เกิดความล่าช้าไป แต่อย่างไรก็ดี การ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ตนมองว่าก็ยังคง ขึ้นอยู่กับความจริงใจของคณะรัฐบาล ชุดนี้ ว่ามีความจริงใจในการดำเนิน งานในธุรกิจขายตรงเพียงใด

“ดังนั้น ภาพรวมในขณะนี้ตนมองว่าการเปลี่ยน ครม.ชุดใหม่ยังไม่ มีผลกระทบใดๆ ต่อการดำเนินงานในธุรกิจเครือข่ายมากนัก เพราะผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลในส่วนพ.ร.บ. ขายตรงยังไม่มีนโยบายใดๆ ออกมา ซึ่งส่วนนี้เราผู้เกี่ยวข้องทุกคนจึงยังคงต้องช่วยกันจับตามองต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากให้ครม. ชุดใหม่ที่เข้ามา พยายามเร่งพัฒนาวิชา ชีพขายตรงให้เป็นที่ยอมรับของผู้คนใน วงกว้าง เพราะตนคิดว่าธุรกิจเครือข่ายเป็น อีกอาชีพหนึ่งที่ส่งเสริมรายได้ให้ผู้คนในหลายระดับ แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าธุรกิจ นี้ยังคงเป็นสีเทาอยู่ เช่น ผู้ที่ไม่เข้าใจงาน เครือข่ายอย่างแท้จริง แล้วไปบิดเบือนเจตนา ทำให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจติดลบ ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังนั้นหากรัฐบาลใช้การบังคับ กฎหมายให้ทุกอย่างมีความชัดเจน ให้ทุกคนปฏิบัติตามกติกา หรืออยู่ในกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจนี้สูงขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา

>> “ดีเน็ทเวิร์ค” เร่งพ.ร.บ. ชูธุรกิจ

ด้านนายสาคร ใสกมล ประธาน ผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ในประเด็นที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนโผ ครม.ชุดใหม่ ซึ่งทำให้รัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านธุรกิจเครือ ข่ายต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ตนมอง ว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่จะส่งผลกระทบไป ในรูปแบบใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคลากร ที่เข้ามาทำหน้าที่บริหาร คือ หากบุคลากร คนใหม่ที่เข้ามาให้ความใส่ใจในธุรกิจขายตรงมากขึ้น ก็ย่อมทำให้ธุรกิจขายตรงก้าว เข้าสู่ยุคที่ 4 หรือยุคซึ่งแยกธุรกิจสีขาวและ ดำได้อย่างชัดเจนเร็วขึ้นเท่านั้น

เนื่องจากในมุมมองของตน คิดว่าธุรกิจนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุคหลักๆ ยุคแรก คือ ยุคผูกขาด ถือเป็นช่วงเริ่มแรก ของวงการเครือข่ายไทย ซึ่งจะมีไม่กี่บริษัท ยุคที่ 2 คือ ยุคของการแข่งขัน ที่มีนายทุน ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม จนก่อให้เกิดความ เสียหายมากมาย ยุคที่ 3 คือยุคปัจจุบัน ที่ถือเป็นยุคของมืออาชีพ ซึ่งผู้ทำธุรกิจเครือ ข่ายทุกคนต้องมีความเป็นมืออาชีพ ธุรกิจ จึงจะเติบโต และอยู่รอดได้ และยุคที่ 4 เป็น ยุคที่สามารถแยกธุรกิจสีขาวและดำได้ชัดเจน คือ ประชาชนทั่วไปสามารถแยกแยะ ด้วยตนเองได้ว่าธุรกิจเครือข่ายค่ายนี้ดำเนินตามกรอบของกฎหมาย เป็นธุรกิจที่เชื่อถือได้จริงหรือไม่

ทั้งนี ในกรณีที่ครม.ชุดเก่ากำลังดำเนินการจัดทำพ.ร.บ.ขายตรงใหม่อยู่นั้น เมื่อมีการเปลี่ยนครม.ใหม่ ก็อาจจะมีผลให้ เกิดความล่าช้าบ้าง เนื่องจากเมื่อมีคนใหม่ ก็ต้องเข้ามานั่งศึกษาใหม่ เรียนรู้ใหม่ หรือ จัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ในการพิจารณา ดังนั้นตนจึงอยากจะให้ครม.ชุดใหม่นี้ เร่งออกกฎหมายขายตรงให้เร็วที่สุด เพราะว่าขายตรงในยุคที่ผ่านมาทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ในธุรกิจนี้มาก

>> “แซน สยาม” หวั่นเปลี่ยนครม.บ่อยขายตรงโตช้า.

นายปธิกร โยทองยศรองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ตนมองว่าในปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปเริ่มที่จะเข้าใจในระบบเครือข่ายมากขึ้น ฉะนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะมี การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลก็ไม่น่าจะมีผลเสีย และไม่น่าจะส่งผลให้ธุรกิจเครือข่ายดีขึ้นกว่าเดิม เพราะตนมั่นใจว่าธุรกิจนี้จะ ดีขึ้นก็ด้วยตัวของธุรกิจเอง ด้วยโอกาสที่บริษัทขายตรงต่างๆ จะรีบเข้าไปดำเนินการดึงประชาชนที่เดือดร้อน จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากกว่า” นายปธิกร กล่าว

นอกจากนี้ แม้ครม.ชุดเก่ากำลังดำเนินการจัดทำพ.ร.บ.ขายตรงใหม่อยู่นั้น ตนก็ยังมองว่าการเปลี่ยนแปลงครม.ใหม่ก็ไม่น่าจะทำให้การดำเนินธุรกิจขายตรงมี ปัญหา เพราะแม้ตัวบทกฎหมายจะมีความ สำคัญ แต่เราก็ต้องหันกลับมามองด้วยว่า พ.ร.บ.ใหม่จะออกมาในรูปแบบไหน ถ้า พ.ร.บ.ที่ออกมาใหม่เป็นไปในทางบวก หรือ ช่วยส่งเสริม รักษาสิทธิให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในธุรกิจเครือข่าย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไป แต่หากจัดทำพ.ร.บ.ใหม่แล้วยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ตนคิดว่าก็มีค่าเท่ากัน

ทั้งนี้ ตนก็อยากจะฝากถึงรัฐบาลต่อ การปรับเปลี่ยนครม.ชุดใหม่ว่า อยากให้มีรัฐมนตรีที่เข้าใจในธุรกิจเครือข่ายเข้าดูแลเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจนี้ได้พัฒนาไป ในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นที่พึ่งของประชาชนมากขึ้น คือ รัฐบาลควรสรรหารัฐมนตรีที่เข้าใจในระบบเครือข่ายเข้ามาดูแล เพราะ รัฐมนตรีถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีหน้าที่ในการดูแล ควบคุม ตรวจสอบธุรกิจเครือข่าย โดยภาพรวม ดังนั้น หากได้คนที่เข้าใจในธุรกิจนี้มาบริหารงาน ก็จะทำให้ขายตรงไทยสามารถพัฒนาก้าวสู่ความเป็นสากล เป็นที่ยอมรับของประชาชนในประเทศ และต่างประเทศ และประการสำคัญคือจะ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศชาติ เนื่องจากจะเห็นได้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายๆ ประเทศ ธุรกิจเครือข่ายก็เป็นอีก ธุรกิจหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศชาติของเขาได้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ