ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ผ่าแนวคิดตั้งสำนักงานเร่งสร้างขายตรงยุคใหม่ ผ่านสมอง พิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการ TDNA







555 (Mobile)


ในเชิงปริมาณสามารถสะท้อนคุณภาพได้ชัดเจน และแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความกับ ผลงาน ของสมาคมที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปีจากปริมาณคือ ธุรกิจขายตรงมีบริษัทประกอบกิจการมากถึง 450 บริษัท แต่มีบริษัทเพียง 50 แห่งเท่านั้น เข้าสังกัดเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงทั้ง 3 สมาคมเมื่อนำปริมาณเพียง 50 บริษัทไปเชื่อมต่อ คุณภาพ ย่อมเข้าใจได้ทะลุว่า สมาคมทั้ง 3 แห่งที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปี ไร้ผลงานในระดับ โดยรวม จึงขาดพลังดึงดูดให้บริษัทขายตรงจำนวนมากไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก


สิ่งนี้จึงทำให้เกิดสมาคมที่ 4 ขึ้น ชื่อ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งมี พิศิษฐ์ แทนทิว นั่งเป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก


พิศิษฐ์ บอกว่า เขาจะขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ด้วยเนื้องานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพของสังคมขายตรง นั่นเท่ากับจะทำให้มีสมาชิกมากขึ้น


งานที่เป็นจุดขายของสมาคมน้องใหม่ในระยะเริ่มต้นคือ การผลักดันให้เกิด สำนักงานขายตรง มาเป็นแกนกลางการทำงานแทนที่งานระดับธุรการที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) แบกรับมานานกว่า 10 ปี


พิศิษฐ์ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตมาจากนักธุรกิจขายตรง แต่เขาผ่านประสบการณ์จากงานข่าวขายตรง จนเป็นที่ยอมรับ แล้วได้เป็นบอร์ดขายตรงและมาเป็นมันสมองของสมาคม TDNA


เขาถ่ายทอดแนวคิดการผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง อย่างเป็นระบบ ลุ่มลึก ใน สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งมีรายละเอียดตามที่นำเสนอนี้


สร้างขายตรงยุคใหม่


ธุรกิจขายตรงนับตั้งแต่ปี 2545 ที่เริ่มมีกฎหมายนั้น ผู้ประกอบการขายตรงต้องไปยื่นขออนุญาตจาก สคบ.ก่อนจึงจะประกอบธุรกิจขายตรงได้ ถึงแม้จดทะเบียนตั้งบริษัท และมีสินค้าทุกอย่างแล้วก็ตาม ก็ยังประกอบธุรกิจขายตรงไม่ได้ แต่ต้องไปยื่นเอกสาร หลักฐาน แผนการตลาดที่ สคบ.ก่อน เพื่อให้ สคบ.ตรวจสอบว่า เป็นธุรกิจที่มีโครงสร้าง แผนงานถูกกฎหมายหรือไม่ แล้ว สคบ.จะออกใบอนุญาตมา จึงจะไปทำขายตรงได้ บริษัทที่ผ่านการพิจารณาแล้วจนถึงปัจจุบันเกือบ 900 บริษัท แต่ทำจริงๆ เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 450 บริษัท เพราะล้มหาย เลิกกิจการไปก็มีมาก


บริษัทธุรกิจทั้งหมดนี้ มีสมาคมอยู่เพียง 3 สมาคม สมาคมแรกคือ สมาคมการขายตรงไทย มีสมาชิกเพียง 30 กว่าบริษัท ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมจึงมีสมาชิกแค่ 30 กว่า แล้วอีก 800 กว่าไปอยู่ไหนจึงไม่เข้าสมาคมด้วย


สมาคมที่สอง เปิดมา 10 ปีมีบทบาทน้อยมาก คือ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และสมาคมที่สามคือ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย


พอเป็นแบบนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นนักข่าวและคอลัมนิสต์คนแรกที่ไปเจาะลึกข่าวขายตรงมาตั้งแต่ปี 2540 และปี 2541 มาเป็นบรรณาธิการข่าวสยามธุรกิจดูแลเซ็กชั่นขายตรง จึงนำเสนอข่าวสารที่ไม่มีใครทำมาก่อน เพราะผมเป็นคอลัมนิสต์ที่คนในวงการขายตรงรู้จักและเขียนในเชิงคนทำข่าวจริงๆ ไม่ใช่เขียนข่าวประชาสัมพันธ์


ผมได้เห็น ได้รู้จักธุรกิจขายตรงในทุกมิติ ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งสมาชิก และพวกทำ มันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ มันจึงทำให้มีเนื้อหาเข้มข้นมากในการเขียนข่าว จากนั้นจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบอร์ดขายตรง เพราะเป็นนักข่าวคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ลึกทั้งวงการ


ผมเห็นธุรกิจขายตรงทุกมิติ ทั้งด้านดี ด้านบวก ด้านลบ ด้านพลิกแพลง ด้านเจ้าเล่ห์ ด้านตั้งเป็นแก๊งอิทธิพล กลุ่มอิทธิพลทางธุรกิจ และการทำของสมาคมแต่ละสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมา ผมเห็นการเคลื่อนไหวของเขาทั้งหมดว่า เขาเดิน เขาเล่นเกมอย่างไร สมาคมแต่ละกลุ่มพยายามจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาครัฐอย่างไร จึงทำให้เกิดคำถามในใจมาตลอดว่า ข้อมูลที่นำเสนอผ่านกลุ่มขายตรงต่างๆ นั้น มันไม่ใช่ข้อมูลที่ตรงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ข้อมูลมูลค่าตลาดขายตรง ข้อมูลผู้ประกอบการ หรือข้อมูลต่างๆ นั้น เพราะมันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า กลุ่มใครกลุ่มมัน จึงกลายเป็นที่มาสำคัญทำให้ผมมา วางแนวทางสมาคม ในปัจจุบัน


สาเหตุใดจึงตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เป็นสมาคมที่ 4 ขึ้น ทั้งๆ ที่มี 3 สมาคมแล้ว ก่อนอื่นต้องตอบผมด้วยว่า 3 สมาคมที่ทำขึ้นมานั้น คุณเข้ามารับใช้ สังคมขายตรง แค่ไหน บริษัทขายตรงที่ประกอบการมีไม่ต่ำกว่า 450 ทำไมจึงเป็นสมาชิกทั้ง 3 สมาคมนั้นประมาณ 50 บริษัทแค่นั้น


คำถามมีว่า ทำไมสมาคมต่างๆ ทั้ง 3 แห่งที่เปิดมา 10-20 กว่าปี แต่มีสมาชิกรวมกันประมาณ 50 บริษัทเท่านั้น ส่วน TDNA เพิ่งตั้งมาเมื่อปลายปี 2555 และเริ่มต้นทำงานเป็นจริงเป็นจังช่วงต้นปี 2556 นั้น วันนี้มีสมาชิกแล้ว 25 แต่ถ้ารวมผู้สนใจกำลังเตรียมการสมัครสมาชิกอยู่รวมทั้งหมด 80 เงื่อนไขเป็นสมาชิก คือ หนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และประกอบธุรกิจอยู่ สองไม่เคยมีประวัติทำธุรกิจที่เสียหายตามกฎหมาย รวมทั้งต้องได้ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการทำธุรกิจขายตรง สรุปคือ หากเป็นบริษัทผ่านการตรวจสอบจาก สคบ. แล้วต้องเป็นบริษัทดำเนินกิจการที่ดีอยู่แล้ว


เป้าหมายตั้งสมาคมที่ 4 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการพัฒนาในวงการธุรกิจขายตรง ให้เป็นธุรกิจที่สำคัญและสามารถพัฒนาประเทศได้ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ รวมทั้งทำให้ทุกคนเข้าใจธุรกิจขายตรงทั้งวงการว่า เป็นอาชีพสุจริต


การพัฒนายกระดับธุรกิจขายตรงนั้น สมาคมมีโครงการใหญ่ 2 โครงการที่จะขับเคลื่อน คือ แก้กฎหมายครั้งใหญ่ และทำวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สองสิ่งนี้เป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้สมาคมเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการขายตรงนี่คือ เป้าหมายเบื้องต้นของสมาคม


ก่อเกิดบนฐาน ความแตกต่าง


สมาคมที่ 4 จะแตกต่างจาก 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วคือ ทั้ง 3 สมาคมที่มีแล้วก่อตั้งและบริหารโดยคนขายตรงล้วนๆ แต่ผลงานที่ทำ มันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ทั้งวงการ ส่วนใหญ่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ตัวเองมีสมาคม และใช้สมาคมในการประสานงานกับภาครัฐและสังคมเป็นหลัก แต่ไม่ใช้สมาคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญขึ้นมาในวงการขายตรง


สมาคมที่ 4 ที่ตั้งขึ้นมานี้ จะคำนึ่งถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงคุยกันอยู่แค่ไม่กี่สิบบริษัท แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแค่ไม่กี่สิบบริษัท แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น มันจะเป็นผลดีมหาศาลกับคนทุกคนในวงการขายตรงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


มีคนถามเหมือนกันว่า มีสมาคมอยู่ 3 สมาคมแล้วจะตั้งอีกทำไม ผมจึงขอถามกลับไปว่า มีอยู่ 3 สมาคมแล้วทำอะไรกันอยู่บ้าง (เน้นเสียงและมีสีหน้าจริงจัง) ทำไมอีกหลายๆ อย่างคุณและเขาจึงไม่ทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งสมาคมที่ 4 ขึ้นมา เพราะภารกิจที่จะมาช่วยกันพัฒนาวงการขายตรงยังมีอีกเยอะมากเลย


สิ่งที่สมาคม TDNA แตกต่างจาก 3 สมาคมนั้น มีอยู่มากมายเลย หนึ่งคนที่มาขับเคลื่อน มาก่อตั้ง มาวางแผนทำงานสมาคม โดยมีผมเป็นเลขาธิการสมาคม ทำหน้าที่เหมือน เสนาธิการ วางแผน วางยุทธศาสตร์ทั้งหมดว่า สมาคมจะเดินไปอย่างไร โดยมีพี่นิโรธ (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นนายกสมาคม ซึ่งมาจากข้าราชการที่เป็นนักกฎหมาย เคยกำกับดูแลกฎหมายขายตรงในฐานะเป็นเลขา สคบ. มาตั้งแต่แรกที่มีก.ม.ขายตรงใหม่ จนเกษียณ แล้วมาเป็นนายกสมาคม


ผมโดยอาชีพการทำงานมา ไม่ใช่คนขายตรง แต่เติบโตมาจากคนทำหนังสือพิมพ์ มาทำข่าว เป็นคอลัมนิสต์ และมาเป็นบรรณาธิการข่าวที่สยามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และเป็นคนแรกที่เจาะลึกข่าวในประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเขียนคอลัมน์ในเชิงตีแผ่ในสิ่งที่ดีและไม่ดีต่างๆ ในวงการขายตรง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างชัดเจน


ความแตกต่างของสมาคมที่ 4 มีความชัดเจนคือ บุคลากรที่มาผลักดันและขับเคลื่อนสมาคมนั้น มาจากคนที่เข้าใจธุรกิจขายตรงหลายมิติ ไม่ได้เป็นคนที่มาในฐานะทำธุรกิจอย่างเดียว หรือคำนึงเฉพาะผลประโยชน์ แม้ในปัจจุบันผมจะมีฐานะเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท นีโอ ไลฟ์ และเหมือนเป็นคนทำธุรกิจขายตรง แต่แบ็กกราวด์ของผมก็มาจากมิติอื่น และเป็นมิติอื่นที่ผ่านความลุ่มลึกในเรื่องขายตรงมาทุกแง่มุม นี่คือสิ่งสำคัญ (เน้นเสียง)ผมขอย้ำว่า นี่คือจุดสำคัญที่สมาคมอื่นไม่มีบุคลากรแบบนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของสมาคมที่ออกมามันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสมาคมอื่น และทำให้เราไม่เหมือนกับสมาคมอื่น เพราะเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนในการทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจขายตรงและเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศขึ้น


ผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง


ทุกวันนี้การขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ไม่ได้เคลื่อนด้วยความโดดเดี่ยว เพราะผมมีวิธีสร้างสมาคมโดยไม่เน้นความโดดเดี่ยว ผมมีความคิด มีแนวทางมาก่อนที่ยังไม่ได้ทำสมาคมด้วยซ้ำ เรามีพันธมิตรที่มาร่วมคือ สคบ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ศูนย์อาเซียนซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมการค้ากวางตุ้งภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีน


3 หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคม TDNA แล้วรวมกับ นสพ.สยามธุรกิจและสยามธุรกิจ แชนแนล (สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) ที่เป็นผู้สนับสนุน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านคือ แก้ ก.ม.และทำวิจัยธุรกิจขายตรง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนให้สมาคมเป็นสมาคมหลัก เป็นสมาคมใหญ่สุดของธุรกิจขายตรง และเป็นสมาคมที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการขายตรงไทยภายใต้แนวคิด รวมพลังสร้างขายตรงยุคใหม่ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมที่ต้องการเดินไปข้างหน้า


ยุทธศาสตร์การสร้างขายตรงยุคใหม่คือ การเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจขายตรงคือ การเสนอแก้ ก.ม.ในหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การเสนอให้ตั้งสำนักงานกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นมาเฉพาะ ในปัจจุบันนี้การกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นอยู่กับ สคบ.ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 6 คนที่มาดูแลขายตรง แต่ สคบ.ทั้งสำนักงานมีงบประมาณมาดูแลคนทั้งประเทศ 65 ล้านคน เพียง 200 ล้านบาทเศษๆ โดยในจำนวนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 6 คนมาดูแล กำกับธุรกิจขายตรง


ถามว่า ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดนับแสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศต้องใช้คนเพียงเท่านี้ดูแลพอหรือไม่ (เน้นเสียง) แน่นอนมันไม่พอ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม. แล้วตั้ง สำนักงาน ให้ได้ การไปเสนอรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะให้เกิดได้รวดเร็ว ทันทีได้


สำนักงานขายตรงจะเกิดประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจได้ เพราะจะมีกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อคอยดูแล กำกับ ให้ความรู้กับธุรกิจขายตรงอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ต่อสังคมและผู้ประกอบการได้อยู่ภายใต้กรอบก.ม.อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มียอดขายมากๆ แต่บริษัทเล็กกลับไม่ได้รับการดูแล สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ


สิ่งสำคัญเหล่านี้ เมื่อตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลเฉพาะจะทำให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับงาน มีเพียง 6 คนแค่รับเรื่องการจดทะเบียน สคบ.ก็ล้นมือ ดังนั้นการตรวจสอบผู้ประกอบการด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อไม่มีสำนักงานเฉพาะจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดผู้ประกอบการมาแอบแฝงดำเนินธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ จนทำให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมเสื่อมเสีย นอกจากนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่น้อยยังมีผลกระทบต่อการจัดมาตรฐานให้ผู้ประกอบการได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งสามารถสนองต่อประชาชนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของบริษัทต่างๆ ได้


แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทัน แค่ตรวจเอกสารอย่างเดียวก็ทำงานไม่ทันแล้ว ดังนั้นการจะไปกำกับ ดูแล ส่งเสริม เลิกพูดเลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี มันทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงว่า ปล่อยให้ทำธุรกิจกันไป ถ้ามีการร้องเรียนกันมา มีเวลาก็ไปดูอะไรประมาณนี้ มันเหมือนว่า ทำไปตามมีตามเกิดนะ


อย่าลืมนะครับ ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทนั้น เรากำลังให้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้ ก.ม.ในอนาคต ในทุกวันนี้มูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรงยังไม่มีข้อมูลที่เกิดจากการรวบรวมให้ชัดเจน


ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงต้องลงมาจับเรื่องการวิจัย และใช้งบประมาณจ้างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.6 ล้านบาท มาทำวิจัยเรื่องขายตรงโดยเฉพาะและใช้งบประมาณมากที่สุด ใหญ่ที่สุดของวงการขายตรง ให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกมิติ และวันที่ 3 มิ.ย.จะลงนามในสัญญาจ้างกัน โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน เสร็จภายในปลายปี 2556


คำถามคือ ทำไมต้องไปทำงานวิจัยเพราะว่า การผลักดันให้ตั้งสำนักงานนั้นต้องผ่านการแก้ ก.ม.ของคณะรัฐมนตรี ของสภา หากไม่เข้าใจจะทำให้ล้มเหลวได้ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสำนักงานที่จะตั้งที่จะมีประโยชน์ต่อการช่วยระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้เข้าใจระบบธุรกิจขายตรง มองเห็นความสำคัญชัดเจน นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของเราที่สมาคมกำลังทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจขายตรงและสังคมส่วนใหญ่ เนื่องขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทมันช่วยให้หนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ สมมติว่า หยุดตลาดขายตรงไปเลย มูลค่าหายไปเป็นแสนล้าน คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีเงินเลย มันเกิดอะไรขึ้น คนตกงานมหาศาล รัฐบาลต้องเข้ามารับรองคนเหล่านนี้ นี่จึงต้องแก้ ก.ม.เพื่อตั้งสำนักงานขึ้น


การไปแก้ ก.ม.และเสนอตั้งสำนักงาน ถ้าไม่มีข้อมูลประกอบที่รอบด้านชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมาแล้ว การไปผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม.ของสภา หรือผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะไม่เป็นผล สิ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการทำวิจัย แล้วนำเสนองานวิจัยต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. วุฒิสมาชิก เพื่อผลักดันให้เกิด


การเสนอแก้ ก.ม.ไม่ใช่ทำตามขั้นตอนด้วย การจัดร่าง ก.ม. เสนอ สคบ. เสนอครม.ให้พิจารณา แล้วเข้าสภา มันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นการพูดแบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่เรากำลังทำทั้งกระบวนการ


ถามว่าสิ่งเหล่านี้ คือ การทำทั้งกระบวนการเพื่อผลักดันให้ตั้งสำนักงานอย่างจริงจังนั้น เคยมีใครทำหรือไม่ ไม่เคย ถามว่าเคยมีคนพูดหรือไม่ว่าอยากได้สำนักงาน เคยมี แต่ไม่มีใครทำ และยุทธศาสตร์ในการทำก็ไม่เคยมี แต่สิ่งที่สมาคม TDNA ที่ผมกำลังวางแผนทำอยู่นี้ มันจะไปเป็นกระบวนการ ดังนั้น การเกิดของสมาคมนี้ จะไม่มีเหมือนสมาคมอื่นๆ ที่มีมาแล้วแน่นอน


ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ไม่สามารถแอบแฝงในธุรกิจขายตรงนี้ ขายตรงจะมีศักดิ์ศรีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น มีมาตรฐานจริงๆ นี่เป็นการสร้างขายตรงยุคใหม่ แบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่และสำคัญ












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ตีแผ่กฎหมายขายตรงเจ้าปัญหา.!! สับสน-มีจุดอ่อน-เปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ







ippatsemina 72 (Mobile)


สมาคมฯ TDNA เดินเกมรุกหนัก แก้กฎหมายขายตรง ตีแผ่ชำแหละทุกจุดอ่อน ประเดิมโฟกัสมาตรา 3 นิยาม ก็สับสน ระบุต้องกำหนดบทบาท 3 ตัวละคร ผู้ประกอบการ ผู้ขาย และผู้บริโภคให้ชัดเจน ขณะที่ "ตลาดแบบตรง" ใครลากเข้ามาในกฎหมายนี้ เพราะไม่สามารถกำกับดูแลได้ ซ้ำยังมีผู้ประกอบการมหาศาลนับหมื่นนับแสนราย ไม่ยอม มาจดทะเบียน ยันต้องแยกออกจาก "ขายตรง"


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า หลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติขายตรงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมาถึงวันนี้ก็ 11 ปีแล้ว แต่กฎหมายฉบับดังกล่าว ไม่สามารถกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงธุรกิจขายตรงที่มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ และยังเป็นปัญหาในการบังคับอยู่ใน ปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้มาจากคนที่อยู่ในวงการธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องเลย คือ ไม่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายขายตรงฉบับนี้ขึ้นมา ทำให้ ปัจจุบันได้เกิดปัญหาในธุรกิจขายตรงอย่างมากมาย


ในต่างประเทศเคยมีกฎหมายขายตรง แล้วเราก็พยายาม จะเอามาใช้เป็นแบบอย่าง มีการนำมาประยุกต์ใช้กัน แต่ด้วย เวลาที่ผ่านมานานทำให้กฎหมายขายตรงฉบับนี้ ควรจะมีการ ปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่ปล่อยเอาไว้แบบนี้ ถ้าไปลองศึกษารายละเอียดดู จะเห็นได้ว่า มีจุดอ่อนที่เป็นช่องโหว่ให้นักธุรกิจบางกลุ่ม ใช้ประโยชน์และสร้างปัญหาขึ้นมาได้


"โดยเฉพาะในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ฉบับนี้คำว่า..ขายตรง หมายความว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระโดยผ่านตัวแทนขายตรง หรือผู้จำหน่ายอิสระ ชั้นเดียวหรือหลายชั้น แต่ไม่รวมถึงนิติกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"


จะสังเกตเห็นว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่หยิบยก มานี้ มีความเข้าใจยากมาก หากไม่ใช่นักกฎหมายโดยตรง อ่านแล้วก็จะสับสน ไม่รู้ว่า ครอบคลุมส่วนไหนกันแน่ ซึ่งความจริงหลักๆ ของธุรกิจขายตรง จะมี 3 ตัวละคร คือ ผู้ประกอบการ ผู้จำหน่ายอิสระ หรือผู้ขาย และผู้บริโภค ซึ่งในความเป็นจริงมีบริษัทขาย ตรงจำนวนมากที่ไม่ได้เน้นขายให้ผู้บริโภค อาจจะขายให้บ้างแต่ส่วนน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการขายให้สมาชิกที่ไม่ตรงกับนิยามข้อนี้ ทุกวันนี้ใครจะเป็นขายตรง มีแผนการจ่าย แต่ขายให้สมาชิกเท่านั้น ก็ไม่เข้าข่ายเป็นขายตรงไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งถ้าไม่จดทะเบียนก็จะอยู่นอกการกำกับดูแล เกิดปัญหาก็ตรวจสอบยาก จึงต้องแก้ในส่วนนี้


ขณะที่ "ตลาดแบบตรง" มีนิยามว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเพื่อเสนอขายสินค้า หรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่าง โดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น


จากนิยามดังกล่าว ก็มีความเข้าใจยากเช่นเดียวกัน และทุกวันนี้ "ตลาดแบบตรง" ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการขายของผ่านสื่อทุกรูปแบบทั้งสื่อทีวี, วิทยุ, นสพ., โมบาย และอินเตอร์เน็ต แปลความหมายตลาดแบบตรงก็คือ การขายผ่านสื่อ ไม่ผ่านคนขาย ผู้ขายคือผู้ประกอบการกับผู้ซื้อไม่เจอกัน แต่รับรู้ผ่านสื่อ สั่งซื้อผ่านการสื่อสารรับสินค้าจ่ายเงินกับผู้ส่งของ หรือผ่านบัตรเครดิต


ปัญหาหลักก็คือ การตลาดแบบตรง มีผู้ประกอบการมหาศาลนับหมื่นราย รวมทั้งตัวบุคคลที่โพสต์ขายผ่านโซเชียล กฎหมาย/สคบ. จะกำกับดูแลยังไง ซึ่งผู้ประกอบการนับหมื่นราย มีแค่หลักร้อยราย ที่มาจดทะเบียนกับ สคบ. ตามกฎหมายฉบับ นี้ ซึ่งที่มาจดตลาดแบบตรงส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทขายตรงที่จดเอาไว้ 2 แบบ เพื่อการขายที่กว้างขึ้น แต่ผู้ประกอบการอื่นๆ ไม่ยอมมาจดทะเบียน การกำกับดูแลธุรกิจนี้ จึงยังทำไม่ได้ และเป็นปัญหามาจนทุกวันนี้


สิ่งที่น่าคิดก็คือใครเป็นคนป้อนข้อมูล เหล่านี้เข้ามาตอนเป็นร่างกฎหมาย ตอนให้ ข้อมูลในสภา ทั้งเรื่องนิยามตามมาตรา 3 หรือการยกเอา "ตลาดแบบตรง" เข้ามาบรรจุได้ในกฎหมายขายตรง และเป็นปัญหา อยู่ทุกวันนี้ ไม่รวมว่ามีเรื่องการบังคับซื้อที่แอบแฝงในแผนการจ่ายผลตอบแทน การไม่มีหมวดที่ว่าด้วยผู้จำหน่ายอิสระ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่ควรมีไว้ในกฎหมาย แยกไว้เป็นหมวดที่ว่าด้วยนักขายหรือนักธุรกิจอิสระ


"กฎหมายขายตรงยังมีส่วนที่เป็นปัญหาอีกเยอะที่ควรจะต้องรื้อ และแก้ไขให้ ทุกส่วนได้ประโยชน์ ไม่ใช่ให้คนบางพวกได้ประโยชน์ แล้วทิ้งปัญหาให้คนอื่น" พิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย


ด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เปิดเผยว่า ปัญหาในเบื้องต้น คือกฎหมายฉบับนี้มีความล้าสมัย ทำให้ไปเอื้อ ประโยชน์กับคนที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้วแค่บางกลุ่มเท่านั้น และหลายๆ มาตราเป็นแบบนี้หมด ซึ่งทุกวันนี้ ทาง สคบ. ก็ได้พยายามจัดการเกี่ยวกับกฎหมายขายตรงพอสมควร เนื่องจากในตัวกฎหมายไม่มีความชัดเจน และยิ่งเอา "ขายตรง" มาผสมผสานกับ "ตลาดแบบตรง" เข้าไปทำให้แยกกันไม่ออก จึงมีหลายบริษัทและหลายคนในวงการขายตรงต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนแยกออกจากกัน


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บริษัทที่ไปจดทะเบียนที่กรมธุรกิจการค้ามีเป็นแสนบริษัท และส่วนหนึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับขายตรง แต่เวลาที่มีการเปิดเผยข้อมูลกันออกมา จะมีบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง ทั้งๆ ที่บริษัทขายตรง ที่มีอยู่จำนวนมากนี้ก็สร้างมูลค่าการตลาด สร้างงานและทำให้เศรษฐกิจของชาติเจริญ รุ่งเรืองด้วย


นอกจากนี้ ตามที่ทาง สคบ.ได้ออกกฎข้อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องไปรายงานตัวกับ สคบ. ในทุกๆ ครึ่งปี เพื่อเป็นการรับรองว่า ยังดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งปัจจุบัน มีอีกหลายบริษัทไม่ได้รายงานในส่วนนี้ โดย หากมองลึกๆ เข้าไป จะเห็นว่า บริษัทที่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนหรือรายงานการทำธุรกิจ เวลาทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปฟ้องร้องกันทำให้เสียเวลานาน ทำให้ สคบ.เข้าไปเพิกถอนไม่ได้ เพราะกฎหมายขายตรงไม่ได้ครอบคลุมให้อำนาจ สคบ. ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีจนถึงที่สุดก่อน จึงจะเข้าไปจัดการเพิกถอนลงโทษบริษัทที่กระทำผิดได้


"จึงเป็นเหตุผลให้บริษัทขายตรงบางส่วนไม่มาขึ้นทะเบียน จากที่กฎหมายขายตรงยังไม่ควบคุมดีพอ มีช่องโหว่ให้บริษัทต่างๆ หาผลประโยชน์ได้ง่ายและก่อนหน้านี้ ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายขายตรงที่เพิ่งทำกันไป แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข เพราะยังไม่มีใครที่เกี่ยวข้องมองว่าเป็นเรื่อง สำคัญที่ต้องแก้ หรือมองได้อีกมุม หากแก้ไข แล้ว อาจมีบางกลุ่มที่ต้องเสียผลประโยชน์ ทำให้ทาง สคบ.จึงต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเสนอเข้าสภาใหม่อีกรอบ" นายกสมาคมฯ TDNA กล่าว












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

บ.ขายตรงขาดวิสัยทัศน์ ปฏิเสธให้ข้อมูลวิจัย ม.หอการค้า TDNA ยันแก้ ก.ม.เพื่อส่วนรวม







20120649041349 (Mobile)

 


"นิโรธ เจริญประกอบ" นายก TDNA ออกโรงย้ำ นำข้อมูลงานวิจัย ม.หอการค้าไทยไปแก้ไขกฎหมายขายตรงเพื่อส่วนรวมล้วนๆ ไม่ได้มีประโยชน์อื่นแอบแฝง หลังได้รับแจ้งการปฏิเสธให้ข้อมูลจากบางบริษัท ยันพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกบริษัททุกสมาคมฯ ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง เผยเตรียมให้ สคบ. เป็นสื่อกลางผสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมฯ ต้นสังกัดบริษัทที่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์งานวิจัยฯ ชี้ข้อมูลจะเป็นตัวแปรสำคัญในการยกระดับวงการ MLM สู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต


จากการที่ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ได้ว่าจ้างให้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปประกอบในการนำเสนอให้ภาครัฐได้เห็นถึงข้อดี และปัญหาของธุรกิจขายตรง ก่อนสู่การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย และเพื่อให้ข้อมูลที่จะได้มาเป็นประโยชน์ต่อวงการขายตรงโดยรวม ล่าสุดทางสมาคมฯ TDNA ได้รับแจ้งจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกบางสมาคมฯ


เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า ตนทราบมาจาก "อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย" ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทยว่า ที่ผ่านมาจากการเดินหน้าหาข้อมูล เพื่อทำงานวิจัยที่ได้รับมอบหมายจาก TDNA ต้องประสบปัญหาการให้ความร่วมมือจากบางบริษัทขายตรง ในการเปิด เผยข้อมูลที่ทางทีมงานการวิจัยต้องการ


"เป็นเรื่องน่าเสียดายที่บางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ซึ่งจากที่ทางสมาคมฯ ประกาศ ตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นว่า สิ่งที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการไปนั้น ทุกสิ่งทำเพื่อประโยชน์ โดยรวมของวงการขายตรงไทย ซึ่งไม่ใช่การกระทำเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพียงทำเพื่อประโยชน์กับบริษัทสมาชิก ซึ่งทุกอย่างที่สมาคมได้ทำก็เพื่อยกระดับวงการขายตรงทั้งหมดเท่านั้น" นายก TDNA กล่าว


โดยการทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ทาง ม.หอการค้าไทย ต้องการเพียงข้อมูลที่เป็นความจริงถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปสู่การผลักดันแก้ไขกฎหมายขายตรง เพราะจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่จะทำให้ภาค รัฐได้เห็นถึงข้อเท็จจริง ส่วนเหตุผลที่บางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลสำรวจวิจัย ตนไม่ต้องการมองใคร หรือ บริษัทใดในภาพลบ หรือเจตนาไม่ดี ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบริษัทขายตรงบางบริษัท ถึงไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งที่ข้อมูลต่างๆ ที่ ม.หอการค้าไทยต้องการนั้น ก็ไม่ใช่ข้อมูล ที่เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่อย่างใด


อย่างไรก็ดี ในปัญหานี้ ทาง "อ.ธนวรรธน์" ผอ.ศูนย์พยากรณ์ ได้หารือกับตนว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นไปใน รูปแบบของการปฏิเสธในทันทีจากบางบริษัท


ในส่วนของวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ นายก TDNA กล่าวว่า ขณะนี้ก็ได้ ขอความร่วมมือไปยัง สคบ. เพื่อให้เป็น หน่วยงานกลางในการผสานความร่วมมือกับบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผย ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการทำวิจัยดังกล่าว


"ที่ผ่านมา บางบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ ม.หอการค้าไทย อาจเป็นเพราะ ความที่ยังไม่เข้าใจ หรืออาจเป็นเพราะ ม.หอการค้าไทย ติดต่อไปถึงกลุ่มพนักงาน ซึ่งในระดับผู้บริหารอาจยังไม่ทราบเรื่องก็เป็นไปได้ ส่วนเรื่องว่าบางบริษัท หรือ บางสมาคมอาจมองว่า TDNA เป็นคู่แข่ง นั้น ผมก็ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น เพราะสมาคมฯ ยืนยันว่า ต้องการทำเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม ซึ่งไม่ได้ต้องการให้เกิดประโยชน์ เพียงกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น" นายก TDNA กล่าว


"ในที่สุดแล้วเชื่อว่า งานวิจัยที่ทาง TDNA ได้ร่วมกับ ม.หอการค้าไทย ในการ ทำข้อมูลแบบทุกมิตินี้ขึ้น จะสามารถเสร็จ ตามเวลาที่กำหนดในช่วงเริ่มต้น คือ จะสามารถแล้วเสร็จได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจะเป็นประโยชน์ และยกระดับ วงการขายตรงได้อย่างเป็นรูปธรรม"


โดยในเรื่องนี้นายนิโรธกล่าวย้ำว่า จะส่งผลดีไปในทุกกลุ่มคนที่มีส่วนในธุรกิจขายตรงไทย ทั้งกับผู้ประกอบการ, ผู้บริโภค แม้กระทั่งสมาชิกนักธุรกิจจากทุกบริษัท ซึ่งข้อมูล และผลงานวิจัย จะส่งผลที่ดีไปในทุกภาคส่วนรวมถึงภาครัฐก็จะสามารถ ทำงานได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น


"ที่ผ่านมาเราพยายามดำเนินงานให้เป็นประโยชน์กับวงการขายตรงมากที่สุด โดยจะผลักดันให้มีการตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลวงการขายตรงโดยเฉพาะ โดยพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกบริษัท ทุกสมาคมฯ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อจะได้ช่วยกันกำหนดอนาคต และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อต้องการให้ธุรกิจขายตรงเติบโตได้อย่างเต็มภาคภูมิ มั่นคงและยั่งยืน"


ทั้งนี้ ปัจจุบัน "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" มีบริษัทสมาชิกแล้ว ทั้งสิ้น 25 บริษัท ซึ่งมีอีกหลายบริษัทที่กำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบ เพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในอนาคต ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ ทาง TDNA มีความคาดหวังว่า สมาคมฯ จะมีสมาชิกรวม 30 บริษัทเป็นอย่างน้อย ซึ่ง ตนคาดหวังว่าในอีกไม่นานสมาชิกของสมาคมฯ จะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50 บริษัท เพื่อหวังให้เกิดพลังในการผลักดันการทำงานต่างๆ ของสมาคมฯ


"ล่าสุด บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด ได้ เข้ามาเป็นสมาชิกของ TDNA โดยทางสมาคมฯ ได้เตรียมจัดงานพบปะพูดคุยกับ สมาชิกของสมาคมฯ โดยที่ "ไทยเฮลท์" จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดย TDNA จะเป็นตัวกลางในการทำงาน และดูแลบริษัทสมาชิก เพื่อผลักดันแผนงานต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง และพร้อมทำงานเพื่อ ยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม ในอนาคต" นายนิโรธ กล่าว


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จบไม่ลง!แนวคิด4สมาคมขายตรง จิรชัยขอเป็นกาวใจเชื่อมต่อสายสัมพันธ์







943251_556722501045849_2088255802_n (Mobile)

 


เปิดศึกทางความคิด 4 สมาคมขายตรงไทย...ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) เดินหน้าเข้าพบ เลขาธิการฯ สคบ. จิรชัย มูลทองโร่ย ปรึกษาหารือเรื่องการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง...พร้อมสวนกลับ สมาคมการขายตรงไทย ทันควัน การก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ทำได้ ขอให้เข้าใจใหม่...ส่วน ดร.สมชาย นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ย้ำจุดยืนขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย...ด้าน จิรชัย ระบุพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4 สมาคมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลา


...เปิดศึกเกมทางความคิดกันแบบจ้าละหวั่น สำหรับ 4 สมาคมขายตรงที่ประกอบด้วย 1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 สมาคมนั้น เมื่อมองดูแล้ว คงต้องบอกว่าเป็นการตกผลึกโครงสร้างทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้


นโยบายของทั้ง 4 สมาคมจะมีนโยบายที่คล้ายกันก็คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโตสู่


สากลนั่นเอง!!


ประเด็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน


บ่มจุดแตกหักรอยร้าวที่ควรแก้ไข


...หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ 4 สมาคมขายตรงแบบชนิดติดขอบสนามแล้วล่ะก็ จะพบว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปล่อย ขีปนาวุธทางความคิด ของแต่ละสมาคมนั้น ในเชิงของการโชว์ศักยภาพความพร้อมในหลาย ๆ เรื่องถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้แต่ละสมาคมต่างเกิดความไม่พออกพอใจกันเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก การเริ่มปะทุแนวทางความคิดในเรื่องของการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ได้ออกมาประกาศโชว์ออฟขอเป็นแนวหน้าในการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน พร้อมกับระบุว่า สมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) นั้น คือ สมาคมเดียวที่มีศักยภาพมากพอในการก่อตั้งสมาพันธ์ดังกล่าวได้


และด้วยประเด็นคำว่า สมาคมการขายตรงไทย นั้น ถือเป็นสมาคมเดียวของไทยที่มีศักยภาพมากพอในการที่จะก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นี่เอง ที่ทำให้เริ่มมีความเคลื่อนของเหล่าสมาคมต่าง ๆ ออกมาให้เห็นกันแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันเลยทีเดียว


...อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ที่มี นิโรธ เจริญประกอบ เป็นนายกสมาคมฯ ก็ได้เดินทางพร้อมสมาชิกในสมาคมเข้าพบกับ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในการปรึกษาหารือในเรื่องของการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง ซึ่งถือเป็นอีกนโยบายหลักของทางสมาคมนี้นั่นเอง


โดยเนื้อหาสาระของการหารือในครั้งนั้น ทาง นิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ก็ได้มีการชี้แจ้งให้กับทางเลขาฯ สคบ. พร้อมกับสื่อมวลชนที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วยว่า วันนี้ทางสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงให้ทุกภาคส่วนมีการยอมรับในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการก่อตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ทางสมาคมฯ มีนโยบายที่จะรณรงค์ให้มีการแก้กฎหมายหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานกำกับกิจการขายตรง โดยให้แยกธุรกิจตลาดแบบตรงออกไปเป็นกฎหมายอีกฉบับ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลาย ๆ เรื่องที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จ เป็นต้น พร้อมกับ อยากเห็นธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะคล้าย ๆ กับธุรกิจประกันที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมด



นิโรธชี้ถอยคำแถลงTDSA


ระบุ!ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ดีพอ


ซึ่งนอกเหนือจากในเรื่องของการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายขายตรงแล้วนั้น อีกหนึ่งเรื่องที่ทางด้านนายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้มีการยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนี้นั่นก็คือ การที่ทางสมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) ที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ขอทิ้งน้ำหนักในเรื่องของการรวบรวมสมาคมต่าง ๆ ให้เกิดเป็น สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า การแก้ไขกฎหมายขายตรง


เรียกว่า การที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้ฝั่งทาง นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ถึงกับเลือดขึ้นหูกันเลยทีเดียว พร้อมกับออกมาโต้กลับทันควันด้วยว่า


... วันนี้ทางสมาคมการขายตรงไทยอาจจะมองว่า สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะโชว์ออฟในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมฯ ขอเรียนว่าเราเองไม่เคยพูดว่าสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย จะเป็นผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยลำพังแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเรา โดยสมาคมอื่น ๆ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งหากสมาคมไหนมีความคิดที่ดี และทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ก็จะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ สคบ.ภายหลังต่อไป เนื่องจากมีทาง สคบ. หน่วยงานเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกับรัฐบาล และขอบอกว่า จะไม่มีสมาคมไหนที่มีอำนาจตรงนี้แต่อย่างใด...


นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยกล่าวเสริมอีกว่า การที่สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยได้เข้าพบกับทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาชี้แจ้งทำความเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร ที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในการดำเนินเรื่องดังกล่าวนั้น ก็สุดแต่ทาง สคบ. จะดำเนินการต่อไปในภายหลังต่อไป



จิรชัยพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4สมาคม


ชี้!เรื่องดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลา


...จากประเด็นในหลาย ๆ เรื่องที่ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้เข้าพบกับทาง จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในครั้งนั้น พบว่า ทางเลขาธิการสคบ. เอง ต่างเล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับยังได้ขอเป็นกาวใจเชื่อมสายสัมพันธ์ทั้ง 4 สมาคมให้หันหน้าร่วมพูดคุยกันอีกด้วย


สิ่งที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยมีความเข้มแข็งนั่นก็คือ การร่วมมือกันในหลาย ๆ ฝ่าย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ซึ่งวันนี้หากหลาย ๆ ฝ่ายยังมีแนวคิดที่ไม่ตรงกัน หรือหากมีสมาคมเกิดขึ้นมาใหม่อีก แล้วเราทุกคนจะตอบสังคมได้อย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแนวคิดของแต่ละสมาคมค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ตนเองมองว่าทุกอย่างก็ต้องใช้ระยะเวลาเช่นกัน นายจิรชัย กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ ทางด้าน จิรชัย ยังได้เผยอีกว่า วันนี้แนวทางการทำงานของสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้มีการแบ่งบัญชีการทำงานไว้ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 คือ บัญชีของผู้ที่ทำธุรกิจอยู่จริงในปัจจุบันที่มีอยู่ 353 บริษัท ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มาก ส่วนที่ 2 คือ บัญชีผู้ที่เข้ามาจดทะเบียน แต่ยังไม่มีการรายงานว่า ทำธุรกิจอยู่


นอกจากนี้ เลขาฯ สคบ. ยังกล่าวยอมรับด้วยว่า สิ่งที่หน่วยราชการถูกจำกัดจากทางภาครัฐมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องแรกกำลังคนที่ถูกจำกัด เรื่องที่สองงบประมาณที่ถูกจำกัด รวมถึงการถูกจำกัดในเรื่องของการจัดตั้งกรมด้วย โดยทางด้าน สคบ. เอง ก็อยากที่จะเห็นการจัดตั้งกรมในลักษณะดังกล่าวที่คล้าย ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมดเช่นกัน


วันนี้สิ่งที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาในธุรกิจขายตรงนั่นก็คือ การโฆษณาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภค ซึ่งทาง สคบ.เอง ก็อยากที่จะให้มีการจัดระเบียบในเรื่องของการโฆษณาด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมีโฆษณาที่ไม่ค่อยเหมาะสม นอกจากนี้ ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์นั้น ทางสคบ. ยังจะมีการทำต่ออย่างแน่นอน รวมถึงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย และคณะกรรมการขายตรงให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย


เปิดใจนายกส.พัฒนาการขายตรงไทย


ย้ำจุดยืน!ขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย


...เช่นเดียวกับทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ที่มี ดร.สมชาย หัชลีฬหา เป็นนายกสมาคมฯ อยู่ขณะนี้นั้น ก็ได้ออกมาเผยผ่านสื่อในกรณีของการตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ขณะนี้ตนเองมองว่า การจับมือกับทางสมาคมในเมืองไทยที่มีอยู่เยอะแยะมากมายนั้น น่าที่จะเห็นผลมากกว่าการตั้งสมาพันธ์เสียอีก ที่สำคัญ ยังถือได้ว่าน่าที่จะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ เอง ก็พร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้เติบโต พร้อมกับต้องการเป็นมิตรกับทุกที่และวันนี้ทางสมาคมฯ เอง ก็ขอที่จะไม่เกี่ยวข้องกับใคร และพร้อมที่จะทำตลาดในไทยรวมถึงส่งเสริมคนไทยด้วย


ดร.สมชาย เผยต่ออีกว่า ในขณะเดียว ภารกิจหลักของ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นั้น ยังต้องการที่จะพัฒนาองค์กรขายตรงไทยสู่ความเป็นเลิศ พร้อมกับการช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นที่ยอมรับในสากลอีกด้วย รวมถึงทางสมาคมฯ เอง ยังจะมีการทำวิจัยเพื่อศึกษาการทำธุรกิจขายตรง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตอบสนองความพึงพอใจของผู้ประกอบการให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคด้วย และรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้าเกิดขึ้น เรื่องของกฎหมายก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของความเป็นอินเตอร์มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นรูปแบบการพัฒนาต้องให้ทันกับสังคมโลกด้วย


นอกจากนี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ของสมาคมฯ ก็คือ การเป็นตัวแทนรับหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนการให้ความรู้แก่สมาชิกในสมาคม เช่น การจัดสัมมนาในเรื่องของหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพการจัดสัมมนากับทางหน่วยงานรัฐบาล เช่น สคบ. บก.ปคบ หรือทาง อย. เป็นต้น พร้อมกับการบูรณาการธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


นับได้ว่า การเปิดเกมทางความคิดของทั้ง 4 สมาคมในธุรกิจขายตรงนั้น อาจจะเรียกได้ว่าแต่ละสมาคมต่างออกมาโชว์ออฟสร้างศักยภาพของตัวเองชนิดที่ว่า ไม่มีใคร ยอมใคร กันเลยทีเดียว...ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันดูว่า กับทางเส้นขนานที่มองว่าอาจจะมาบรรจบยากนั้น จะสามารถเดินทางมาพบกันได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้ แต่หากทั้ง 4 สมาคมสามารถรวมตัวไปในทิศทางเดียวกันได้เมื่อไหร่ เชื่อว่าอุตสาหกรรมขายตรงไทยก็หย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอน!!


 


 


 


Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4 ทาง "4 สมาคม"







44 (Mobile)


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันวงการขายตรงไทยมีทั้งหมด 4 สมาคม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทขายตรงที่มีความคิดเห็นคล้อยตามกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


การเกิดขึ้นของสมาคมที่หลายฝ่ายมองว่า วงการขายตรงไทย มีมากมายหลายสมาคมเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายวงการ ธุรกิจก็มีการรวมตัวของหลายกลุ่มไม่ต่างจากวงการขายตรงไทย จากความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาซึ่งการสร้างกลุ่มของตัวเอง ทำให้เกิดตัวเลขของสมาคมที่มากกว่าหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด


และยิ่งปัจจุบัน จากนโยบายของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" เรื่องการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ด้วยแล้ว ที่ระบุชัดว่า บริษัทที่จะขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ต้องมีสังกัดสมาคม สิ่งนี้ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นโดยอ้อม ให้ตัวเลขของจำนวนสมาคมขายตรงไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 สมาคมในอนาคต


ความรู้สึก ที่ต้องการเห็นการรวมตัวของสมาคม เป็น 1 สมาคม หรือ 1 สมาพันธ์ นับวันก็ยิ่งยากขึ้น


เพราะปัจจุบันแนวความคิด การทำงานของแต่ละสมาคม ดูจะกลายเป็น 4 ทาง ที่มองไปก็ไร้ทางบรรจบ


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมจากสมาคมต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน เพื่อก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" โดยสมาคมของประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องเป็นสมาชิกในสังกัดใหญ่ อย่าง "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)"


ที่สำคัญ นายกสมาคม TDSA ยังบอกชัดอีกว่า การรวมตัวสมาคมขายตรงในไทยเป็นหนึ่งเดียวนั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก


นี่ยิ่งเป็นเหมือนการตอกฝาปิดกระแสรวมสมาคมขายตรงไทย


สิ่งที่ TDSA กำลังทำ เป็นสิ่งเดียวกับ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ที่ต้องการก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เช่นเดียวกัน


แต่เมื่อสมาคม TDSA ชิงทำก่อน พร้อมกฎกติกาที่ชัดเจน ที่สมาคมที่จะร่วมต้องสังกัด WFDSA ก็ไม่ต่างจากการปลุก "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ให้ตื่นจากฝัน และยอมรับความจริงว่า "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" คงเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชื่อ TSDA เป็นแนวร่วม


โดยสิ่งที่ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" จะทำได้ คือ ชิงตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ให้ได้ก่อน TDSA จะทำได้ หรือไม่ก็ทำให้ "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" มี 2 สมาพันธ์ ซึ่งนั่นยากมากที่จะเกิดขึ้น


ส่วนฝั่ง "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" ก็พยายาม เร่งทำงานเรื่องการรื้อกฎหมายขายตรง รวมถึงผลักดันให้ภาครัฐตั้งหน่วยงานที่จะมาดูแล กำกับวงการขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง แยกออกจาก "สคบ." ไม่ให้เข้าไปมั่วอย่างที่ผ่านมา


ถามว่าการแก้ไขกฎหมาย 6 มาตราในเบื้องต้น ที่ TDNA ยกขึ้นมาให้เป็นมาตราหลักที่ต้องแก้ไขนี้ จะตรงใจกับบริษัทขายตรง อื่นๆ หรือสมาคมขายตรงที่เหลือหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา


ถึงแม้ว่า "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" จะพยายาม เชื้อเชิญตัวแทนสมาคมทุกสมาคม ตัวแทนบริษัททุกบริษัทเข้า ร่วมหารือ แต่ก็ใช่ว่าทุกสมาคม หรือทุกบริษัทจะให้ความร่วมมือ


ส่วน "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" ซึ่งเป็นสมาคมที่ดูจะเป็นข่าวน้อยที่สุด ก็ดูจะยังนิ่งเงียบอยู่ หลังเคยออกมาเรียกร้องให้มีการรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ตั้งเป็น "สมาพันธ์ขายตรงไทย" ในยุคที่ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" นั่งเป็นนายกสมาคม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว


ทั้งหมดคือ 4 ทางเดิน ของ 4 สมาคม ที่ดูเหมือนจะไร้โอกาสจะบรรจบ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : จี้รื้อกฎหมายไดโนเสาร์ ขายตรงดาหน้า...กระทุ้งรัฐ!!!







358901-01 (Mobile)


กลุ่มผู้บริหารบริษัทขายตรง และนักธุรกิจ อิสระระดับสูงดาหน้าออกมาจี้รัฐ ให้เร่งแก้กฎหมายขายตรงที่ล้าหลัง พร้อมหนุนสมาคมฯ TDNA ตั้งสำนักงานฯ ดูแลเทียบเท่า "กรม" ขึ้นมาดูแลธุรกิจโดยเฉพาะเหตุกฎหมายเก่า ไม่สามารถควบคุมธุรกิจที่เติบโตนับแสนล้านบาท ได้อีกต่อไป ชี้แก้กฎหมายลูกไม่มีประโยชน์ ต้อง รื้อทั้งฉบับ


จากประเด็น "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ได้มีการรณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย กลายเป็นกระแสที่ สคบ.ในฐานะผู้กุมบังเหียนวงการขายตรง ต้อง ออกมาแจงว่าฝั่งรัฐก็เห็นด้วย แต่ด้วยเงื่อนของเวลาอาจต้องมีการ ออกกฎหมายลูกมาใช้ก่อน เห็นทีจะขัดกับคนขายตรงไม่น้อย เพราะ ต่างก็ต้องการให้รัฐมุ่งเร่งแก้ไขกฎหมายใหญ่ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา ในการออกกฎหมายลูกมาใช้ เพราะคนขายตรงไม่เห็นถึงประโยชน์


+ "อีซี่ ฟาร์แมกซ์" จี้ 3 ข้อต้องเปลี่ยน


นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แมกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า "เรื่องของกฎหมายจะต้องมีการแก้ไข โดยเรื่องหลักๆ ที่ ต้องมีการแก้ไข ก็นับตั้งแต่เรื่องของการจำกัดความของนักขายตรง ซึ่งไม่เพียงแค่การขายสินค้าจากคนขายไปสู่ผู้ซื้อเท่านั้น แต่ต้องมีการจำกัดความให้ครอบคลุมถึงเรื่องของการสร้างเครือข่ายด้วย เพราะการทำขายตรงจะมีเรื่องของการสร้างเครือข่าย ซึ่งในจุดนี้ทางรัฐ จะต้องมีการจำกัดนิยามของนักขายตรงขึ้นมาใหม่"


2.รัฐควรที่จะตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบ "กรม" เพื่อที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะเจาะจง เพราะที่ผ่านมา ขายตรงจะถูกดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งกำลังคนที่เข้ามาดูแลด้านธุรกิจขายตรงก็มีน้อย ทำให้ธุรกิจ ขายตรงไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น คือ ไม่มีหน่วยงานใดที่จะเป็นของรัฐที่เข้ามาส่งเสริมธุรกิจขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้ขาย ตรงยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่วงการธุรกิจขายตรง ปัจจุบันมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ 10-20 ล้านคน ของประชากร ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งรัฐต้องตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาดูแลอย่างจริงจัง


3.การตั้งสำนักงาน หรือ กรม ขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างเฉพาะ ก็จะทำให้การจัดการกับบริษัทที่ไม่ดีเร็ว และทันท่วงทีมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา อย่างที่กล่าวมา สคบ.มีกำลังคนที่น้อยเกินไป การกำกับดูแลดูจะไม่ทัน เมื่อมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งทำความผิดตามกฎหมายขายตรง


+ "เวิลด์โปร" ชี้ถึงเวลารื้อ


นายพิสิษฐ์ เดชวรรณพงษ์ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศ ไทย) จำกัด ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายว่า ผมอยากให้มีกฎระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจนออกมาเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายสักที เพราะปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ไม่ได้มีการจดทะเบียน ซึ่งบางทีอาจไม่เห็น ความสำคัญของการจดทะเบียน แต่ก็ยังประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง


"ทุกวันนี้ธุรกิจขายตรงมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากมาย ทำให้การส่งสินค้า หรือ การติดต่อด้านต่างๆ รวดเร็วไปหมด แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นตามมาเพราะเทคโนโลยี คนที่เก่งกฎหมายอาจฉลาดแกมโกงด้วยการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายขายตรงหลีกหนีการตรวจสอบและหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นที่เดือดร้อน"


"พิสิษฐ์" กล่าวในตอนท้ายว่า "เรื่องของกฎหมายขายตรงนี้ ถึงเวลาแล้วที่กฎหมายจะต้องเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้ให้ทันสมัย ซึ่งควรแก้ไขและคลอดฉบับใหม่ ออกมาได้แล้ว ไม่ใช่ยึดใช้แต่กฎหมายในปี 2545 เพราะหากรัฐบาลไม่เหลียวแลยังไงธุรกิจขายตรงก็ยังดูเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และการหลอกให้คนมาเสียเงินอยู่ดี ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแก้ไขและยกระดับธุรกิจขายตรงเสียที"


+ "แซนสยาม" บอกต้องตั้ง "กรม" เสียก่อน


นายปธิกร โยทองยศ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า "ทุกวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างทั้งในสังคม รวมไปถึงธุรกิจขายตรงก็มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมาก กฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็น พ.ร.บ.ที่ใช้มาถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นกฎหมายแรกของธุรกิจ ซึ่งดูแล้ว เมื่อเทียบกับการพัฒนาในปัจจุบัน ดูแล้วกฎหมายที่ใช้จะยังดูล้าหลังการพัฒนาของธุรกิจไปมาก"


กฎหมายขายตรงต้องมีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย การทำงานต้องเพิ่มความรวดเร็วเข้าไป ซึ่งที่ผ่านมา สคบ. มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลธุรกิจขายตรง แต่ด้วยภาระหน้าที่ของ สคบ. ที่ต้องจับตาดูหลายธุรกิจ ทำให้อาจดูแลขายตรงไม่ทั่วถึง รวมทั้งคนที่ทำงานดูแลขายตรงก็มีน้อย เมื่อเทียบกับธุรกิจแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะกำกับดูแลอย่างทั่วถึง


รัฐควรที่จะตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาเสียอย่าง เพื่อที่จะเป็นหน่วยงานที่จะคอยกำกับดูแลธุรกิจโดยเฉพาะ หรืออาจตั้งเป็น กรมขายตรงเลยก็ได้ เพราะเมื่อดูธุรกิจขาย ตรงให้ดี ธุรกิจนี้มีมูลค่าการตลาดที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งยังมีคนที่อยู่ในวงการอีกมาก ซึ่งอาจต้องถึงเวลาที่ขายตรงต้องมีหน่วยงานรัฐอะไรขึ้นมากำกับดูแลโดยเฉพาะเสียที เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ


+ "พีรเชษฐ์" ย้ำ ก.ม.ลูกไม่ช่วยอะไร


นายพีรเชษฐ์ ศรีพลัง นักธุรกิจระดับไดมอนด์แกรนด์พาราไดซ์ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย "ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กฎหมายขายตรง ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีความชัดเจนในเรื่อง ใดเลย ไม่ว่าบริษัทใดจะทำอะไรอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะหลายบริษัทสามารถพูดจากผิดให้กลายเป็นถูกได้ เนื่อง จากความคลุมเครือไม่ชัดเจนของกฎหมาย ใช้อยู่"


โดยไม่ว่าบริษัทใดจะทำผิดกฎหมาย ข้อไหนอย่างไร ก็สามารถเลี่ยงได้ว่าทำถูก การดูแลของหน่วยงานรัฐไม่ควรที่จะเป็น การดูแลจากหน่วยงานเล็กที่สังกัดหน่วยงาน ใหญ่ของรัฐ อย่างทุกวันนี้ที่ขายตรงถูกกำกับ ดูแลจากหน่วยงานหนึ่งใน สคบ. ซึ่งทั้งจำนวนคน และงบประมาณ ไม่สามารถดูแล ธุรกิจได้ทั่วถึงอย่างที่ควรจะเป็น


หากจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายขายตรง สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ หน่วยงาน ที่เป็นหลักในการดูแลธุรกิจ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้ยังไม่มีขนาดที่ใหญ่พอ มีอำนาจพอ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายก็ดูไร้ซึ่งประโยชน์


โดยในช่วงที่ผ่านมาที่มีการใช้กฎหมาย ตัวนี้ รัฐก็พยายามที่จะคลอดกฎหมายลูกออกมาช่วยดูแลกำกับขายตรง แต่ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นจะมีกฎหมายลูกอะไรอย่างที่เอ่ยถึง การแก้ไขกฎหมายก็มีการพูดถึงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง รื้อแล้วสร้างใหม่จนทุกวันนี้ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

TDNA ดึง "ม.หอการค้าไทย" วิจัย MLM "ชำแหละ ก.ม." ปูทางพลิกโฉมวงการธุรกิจ







นิโรธ (Mobile)


สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA จับมือ "มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย" ทำวิจัยธุรกิจขายตรง ค้นหาความจริงของวงการในทุกมิติ เดินหน้าแก้กฎหมายขายตรงจริงจัง ชี้ "จิรชัย" เลขาธิการ สคบ. เห็นด้วย ตั้ง "กรม" ออกกฎ "ขึ้นทะเบียนนักขาย" เอาอย่างธุรกิจประกัน ปิดช่องนักธุรกิจ นอกลู่ มั่นใจ พ.ค. เปิดตัวสมาคมเป็นทางการ พร้อมตั้งเวทีสัมมนา "ชำแหละ กฎหมายขายตรง" ดึงทุกบริษัทร่วมแสดงความคิดเห็น


นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่าในช่วงที่ผ่านมาทางสมาคมได้ดำเนินงานตามแผนของสมาคมได้อย่างรุดหน้าไปมาก โดยล่าสุด ทาง TDNA ได้มีการสรุปเกี่ยวกับเรื่องของความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อทำวิจัยเรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการขาย ตรงไทย


"ขณะนี้ในส่วนของความคืบหน้าเรื่องการทำงานตามแผนของ TDNA นั้น ตอนนี้ ทางสมาคม ได้ข้อสรุปว่าจะให้ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดำเนินการในเรื่องของการทำวิจัยในทุกมิติเกี่ยวกับ เรื่องของธุรกิจขายตรงไทย โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายขายตรง ซึ่งเป็นแผนงานหลักของสมาคมที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของกฎหมาย ขายตรง ที่นับวันก็ยิ่งไม่สามารถดูแลวงการขายตรงไทยได้ รวมถึงการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของมูลค่าการตลาดของวงการขายตรงไทยที่เป็นตัวเลขแท้จริง รวมถึงการทำวิจัยถึงจำนวนสมาชิก และ กลุ่มคนที่มีส่วนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ซึ่งการทำวิจัย ที่สมาคม TDNA ได้ให้มหาวิทยาลัยหอการค้าทำ เป็นไปในรูปแบบยิงตรงทุกมิติ เพื่อเป็นฐานข้อมูลของวงการขายตรง" นายนิโรธ กล่าว


สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย กำลังเร่งสร้างเครือข่ายสมาชิกของสมาคม เพื่อสร้างกำลัง จำนวนของกระบอกเสียง เพื่อให้เกิดอำนาจในการต่อรองระหว่างภาค ธุรกิจ รวมทั้งอำนาจการต่อรองกับหน่วย งานภาครัฐ รวมถึงให้เกิดการยอมรับในตัวของสมาคม


"ตอนนี้สมาคมกำลังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้อมูลของสมาคม เพื่อให้เกิดความ น่าสนใจ เพื่อบริษัทขายตรงทั้งที่มีสังกัดสมาคมอยู่แล้ว และที่ยังไม่มี ได้มีตัวเลือกในการสังกัดสมาคม เพื่อทำงานเพื่อส่วนรวม ยกระดับวงการขายตรงไทย" หัวเรือสมาคมใหม่ เผย


ปัจจุบันสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย มีสมาชิกแล้วร่วม 10 บริษัท และ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มบริษัทขายตรงอีกกว่า 10 บริษัทเดินทางเข้ามาแสดงเจตนารมณ์ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคม ซึ่งคาดว่าในช่วงสิ้นเดือนเม.ย.นี้ TDNA จะมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับระยะเวลาการก่อตั้งของสมาคม


TDNA เปิดประเด็นในเรื่องการแก้กฎหมายขายตรงไทยขึ้น ซึ่งกฎหมายฉบับเก่าที่ใช้อยู่นี้ เป็น พ.ร.บ.ขายตรงและตลาด แบบตรง พ.ศ. 2545 ซึ่งนับถึงปัจจุบัน ก็มี อายุกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งดูจะเก่าเกินไปเมื่อเทียบกับวิวัฒนาการของธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน จนไม่สามารถควบคุมดูแล หรือ ยกระดับวงการขายตรงได้ ทำให้สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยเกิดขึ้น เพื่อทำงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง


"ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า สมาคม ทั้ง 3 สมาคมที่อยู่ในวงการขายตรงไทยมาก่อน ก็คิดในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ขายตรง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีสมาคมขายตรง ใดดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหานี้ ยังมีอยู่ ซึ่ง TDNA ต้องการทำในเรื่องนี้อย่างจริงจัง"


โดยประเด็นในการแก้ไขกฎหมายขายตรงนี้ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย มีข้อกฎหมายหลักๆ อยู่ประมาณ 7-8 ข้อกฎหมายที่ต้องการให้รัฐมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งสำนักงานรัฐขึ้นมา เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล ยกระดับวงการขายตรงไทย อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกงานหนึ่งที่สังกัดอยู่กับ สคบ. ซึ่งมีภาระหน้าที่มากมาย จนขายตรงไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น


นอกจากนี้ ก็มีในเรื่องของการขึ้นทะเบียนนักธุรกิจอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมาคม ธุรกิจเครือข่ายต้องการผลักดันเช่นกัน เพราะที่ผ่านมา มีนักธุรกิจอิสระมากมายหลายคนที่ทำผิดกฎหมาย และจรรยาบรรณ ด้านขายตรง จนทำให้เกิดความเสียหาย แต่หากมีการขึ้นทะเบียนนักขายได้ ปัญหานี้ก็จะน้อยลง เนื่องจากภาครัฐ และเอกชน จะสามารถตรวจสอบผู้กระทำผิดได้


ในเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมา ทาง สคบ. โดย "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการ สคบ. ก็ดูจะเห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ ที่สมาคม TDNA ได้ยื่นไป โดยที่นายใหญ่ของ สคบ.ท่านนี้ ก็มีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการคนหนึ่งของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งเป็น หน่วยงานที่ดูแลธุรกิจประกัน โดยเลขาธิการ สคบ. ได้มีการเรียนรู้ระบบต่างๆ ของ คปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกัน ซึ่งจะนำมาใช้ในวงการ ธุรกิจขายตรงต่อไป


อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาการชิงดีชิงเด่นของวงการขายตรง ยังมีให้เห็น ซึ่งทำให้การเจรจากับภาครัฐมักมีการขัดขากันบ้างในเรื่องนี้ "นิโรธ" เผยว่า ที่ผ่านมาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่ สมาคมก็พร้อมที่จะทำงานรับความคิดเห็น จากทุกฝ่าย ทำให้ไม่เป็นกังวลในเรื่องนี้ และสมาคมก็พร้อมที่จะทำประโยชน์ต่อวงการขายตรงอย่างจริงจัง จึงไม่มีเหตุต้องกลัว


ในเรื่องของ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ที่หน่วยงานภาครัฐหยิบขึ้นมาเพื่อรณรงค์ให้บริษัทขายตรงเข้ามาขอรับตรานี้ เพื่อแสดงมาตรฐาน แต่ก็มีกฎกติกาว่า บริษัทที่ จะขอรับตรา สคบ.นี้ได้ ต้องเป็นสมาชิกของ สมาคมขายตรงใดสมาคมหนึ่ง จนเป็นที่โต้แย้งไม่ยอมรับของบางบริษัท ประเด็นนี้ นายกสมาคม TDNA กล่าวว่า "เรื่องนี้เป็น เรื่องของความคิดที่แตกต่าง แต่หากมองให้ลึกการอยู่ร่วมกันกับสมาคมใดสมาคมหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เมื่อรัฐมีกำลังน้อย เราก็ควรที่จะช่วยทำให้เรื่องต่างๆ ง่ายขึ้น เพื่อวงการโดยรวม แต่หากบริษัทใดไม่ต้องการ ตนก็ไม่ทราบว่า พวกเขาต้องการอะไร ทำไมไม่ร่วมทำเพื่อสังคม และยกระดับ วงการขายตรงบ้าง"


ทั้งนี้ ประเด็นการรวมสมาคมเป็นหนึ่งเดียว "นิโรธ" ก็ยังให้ความเห็นอีกว่า "คงเป็นเรื่องยากที่จะมีการรวมตัวของวงการขายตรง เพราะต้องยอมรับว่าคนในวงการขายตรงมีความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะวงการธุรกิจอื่น หรือ แม้แต่วงการอะไรก็ตาม ก็มีหลายสมาคม ซึ่งก็สามารถเดินหน้าไปได้ แต่หากสมาคมขายตรงทั้งหมดจะรวมตัวเป็นสมาพันธ์นั้น ก็คงเป็นเรื่องยากไม่ต่างจากวงการธุรกิจอื่นๆ"


อย่างไรก็ดี สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เตรียมแผนที่จะ เปิดตัวสมาคมอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ โดยจะมีการเปิดตัวสมาชิกของสมาคม การลงนามทำสัญญาระหว่างสมาคมกับมหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย เพื่อทำวิจัยวงการขายตรง อีกทั้งจะมีการสัมมนาในหัวข้อ "ชำแหละกฎหมายขายตรง" เพื่อรับฟังความคิดเห็นของคนที่มาร่วมงาน ซึ่งคนที่มาร่วมงานในวันนั้น สมาคมจะเชิญทุกบริษัทขายตรง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเข้าร่วมงาน เพื่อร่วม ยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

TDNA โหมโรงเรื้อกม.ขายตรง นิโรธ แนะตั้ง กรม คุมเข้มธุรกิจ









สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ประกาศ เดินหน้าแก้กม.ขายตรง เสนอให้มีหน่วยงานดูแลธุรกิจโดยเฉพาะ อ้างปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงเหมือนถูก ฝากเลี้ยง เอาไว้ กับสคบ. เหตุคนกำกับดูแลมีเพียง6 คน ขณะที่ผู้ป ระกอบการพุ่งสูงถึง 885 ราย ชี้ควร แยกให้เด็ดขาดระหว่าง ธุรกิจขายตรงกับธุรกิจตลาดแบบตรง พร้อมเสนอตั้ง กองทุนคุ้มครอง ผู้เสียหายจากการทำธุรกิจขายตรง


รายงานล่าสุดเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA นำโดยอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคม ฯ คนปัจจุบัน ได้ เปิดเผยว่า กฎหมายขายตรง หรือพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ซึ่งบังคับใช้มาเป็นเวลา 11 ปี เต็ม พบว่ายังมีปัญหาในการ บังคับใช้ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้เนื่องจากตัวกฎหมายเองที่ล้าสมัย ไม่ สามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มี หลายมาตราไม่สอดคล้องกับ ธุรกิจที่พัฒนาไปไกลกว่า กฎหมาย เช่นนิยามคำว่า ขาย ตรง ไม่ครอบคลุมการทำธุรกิจ โดยรวมทั้งหมด จึงได้มีการพูด คุยเรื่องนี้กันในสมาคม และ เสนอให้มีการรณรงค์แก้ไข กฎหมายครั้งใหญ่ รวมทั้งเสนอ ให้มีการตั้งสำนักงานเทียบเท่า กรมเพื่อกำกับดูแลธุรกิจขาย ตรงเป็นการเฉพาะ
โดยประเด็นหลักที่ทาง สมาคม ฯ ออกมาผลักดัน จำเป็นที่คนในวงการขายตรง ต้องร่วมกันผลักดัน เช่นนิยาม คำว่า ขายตรง ในตัวพระราช บัญญัติขายตรงและตลาดแบบ ตรง พ.ศ.2545 มีความหมาย แคบไป ไม่ครอบคลุมลักษณะ ของธุรกิจขายตรงที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะที่เป็น ธุรกิจเครือข่ายในสัดส่วนที่ มากขึ้น ดังนั้นควรที่จะเพิ่มให้ ครอบคลุมความหมายตาม ความเป็นจริงไปถึงธุรกิจเครือ ข่ายด้วย
ประเด็นต่อมาที่เป็น ปัญหาการบังคับใช้มาโดย ตลอด ตามกฎหมายเดิมปี 2545 ธุรกิจขายตรงและตลาด แบบตรง มีการรวมเอาไว้ใน ฉบับเดียวกัน จึงสมควรเสนอให้ มีการแยกเป็นธุรกิจขายตรงและ เครือข่ายเอาไว้ฉบับหนึ่ง และ ธุรกิจตลาดแบบตรงไว้อีกฉบับ ต่างหาก
ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภค ควรที่จะมีการบัญญัติ ให้มีการจัดตั้งกองทุนของธุรกิจ ขายตรง เฉกเช่นเดียวกับกองทุน ประกันภัย หรือกองทุนคุ้มครอง ผู้ฝากเงิน โดยให้มีการตั้งคณะ กรรมการกองทุนเพื่อมาบริหาร จัดการ ในกรณีที่บริษัทขายตรง กระทำผิดทำให้ผู้บริโภคหรือนัก ธุรกิจอิสระเสียหาย ก็จะ สามารถใช้เงินกองทุนมาชดใช้ เยียวยาได้ โดยให้มีการจัดเก็บ เงินกองทุน ตามรายได้ผล ประกอบการของแต่ละบริษัท เป็นเปอร์เซนต์
นอกจากนี้ควรแก้กฎหมายกำหนดให้มีการขึ้น ทะเบียนนักธุรกิจอิสระ ให้หน่วย งานราชการที่ควบคุมกำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาการรับรองการ ออกบัตรประจำตัวให้กับนัก ธุรกิจอิสระ และประเด็นสุดท้าย ที่มี ผลต่ออนาคตของธุรกิจ จึง สมควรแก้ไขกฎหมายกำหนด ให้มีหน่วยงานราชการเฉพาะซึ่ง มีสถานะเทียบเท่ากรม เป็นผู้ ควบคุม กำกับดูแลและรับรอง การประกอบธุรกิจขายตรงแทน สคบ. เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจ ขายตรงเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวมเกือบแสนล้าน/ปี เกี่ยวข้องกับการเติบโตทาง เศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ ให้คนไทยจำนวนมหาศาล มีผู้ เกี่ยวข้องทั้งการบริโภค และการ ประกอบเป็นอาชีพทั่วประเทศ กว่า 10 ล้านคน
โดยล่าสุดข้อมูลการจด ทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจ ขายตรง ตั้งแต่ปี 2545 -30 พฤศจิกายน 2555 มีผู้ได้รับการ จดทะเบียนให้ประกอบธุรกิจ ขายตรงไปแล้ว 885 ราย ที่ผ่านมา จะเห็นว่า สคบ.มีบุคลากรจำ กัด งบ ประมาณก็จำกัด โดยมีบุคคลที่ ดูแลด้านธุรกิจขายตรงเพียง 6 คนเท่านั้นขณะที่ผู้ประกอบการมีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 885 ราย ทำให้การกำกับดูแล ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
นายนิโรธ กล่าวพร้อมกับ เสริมว่าจำนวนผู้ประกอบการที่ เพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งมูลค่าตลาด จำนวนมหาศาล และคนที่ เกี่ยวข้องกับการขายตรงมี จำนวนมากขึ้นทุกวัน ยังไม่รวม ว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กำลังจะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบในปี 2558 นี้ ซึ่งจะทำให้ทุนใหม่ ๆ ด้านธุรกิจขายตรงจากต่างชาติ จะไหลทะลักเข้ามามากขึ้น ขนาดธุรกิจและการเกี่ยวข้อง ของผู้สนใจในธุรกิจนี้ก็จะเพิ่ม มากขึ้นซึ่งสาเหตุสำคัญก็จะทำ ให้สคบ.รับภาระหนักมากขึ้น โดยที่ปัจจุบันก็แบกภาระด้านนี้ มากเกินกำลังอยู่แล้วแม่ล่าสุด สคบ.จะมีความพยายามทำงาน แบบบูรณาการร่วมกับหน่วย งานรัฐอื่น ๆ เพื่อให้มีประสิทธิ ภาพมากขึ้นแต่ก็สามารถกำกับ ดูแลได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ในประเด็น เรื่อง ความรัดกุมทางด้าน กฎหมายก็ยังไม่เพียงพอ โดยมี กิจการที่มีการทำธุรกิจไม่ชอบ อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย เข้า มาดำ เนินธุรกิจ จนทำ ให้ ภาพพจน์ของธุรกิจขายตรงเสีย หาย รวมไปถึง พ.ร.บ.ขายตรง ฯ ก็ไม่มีบทลงโทษอะไรเลย กรณี ผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต มาดำเนินธุรกิจขายตรง ส่วนเรื่อง การที่จะต้อง รายงานผลการดำเนินงาน ใน ทางกฎหมายก็ระบุเอาไว้ชัดเจน ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับใบ อนุญาตจะต้องรายงานผลการ ดำเนินงานทุก 6 เดือน หรือปีละ 2 ครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้ รับความสนใจ สคบ.ขาดความ จริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินการส่วนใหญ่ จึงเป็นไปในลักษณะตั้งรับ คือ เมื่อเกิดกรณีปัญหา หรือเกิด ความเสียหายขึ้น จึงจะมีการ เข้าไปดำเนินการ ซึ่งตรงนี้ไม่ เพียงแต่ส่งผลเสียกับประชาชน ทั่วไป แต่ยังจะส่งผลเสียต่อผู้ ประกอบการที่ทำธุรกิจตรงไป ตรงมาด้วย
ไม่เพียงในประเด็น หลัก ๆ ที่กล่าวมาเท่านั้น ในการ พิจารณาคัดเลือกบริษัทที่จะรับ ใบอนุญาต ก็ยังมีการกำหนด กรอบไม่ชัดเจน โดยเฉพาะใน ประเด็น เรื่องตัวสินค้า ที่ยังมี การถกเถียงกันอยู่ก็คือ กรณี ของ สินค้าประเภทบริการ ซึ่ง ปัจจุบัน สคบ.มองว่า เป็นสินค้า ที่ไม่มีความชัดเจน จึงไม่มีการ อนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ขาย สินค้าบริการ ได้รับใบอนุญาต การประกอบธุรกิจขายตรงได้ แต่ในหลักความเป็นจริง สินค้า บริการ หากซื้อแล้วสามารถ คืนได้ก็น่าจะอยู่ในกลุ่มสินค้า ทั่วไป นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็น ปลีกย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราเคยเสนอไป ในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเสนอไป 5 ประเด็นหลัก แต่รัฐบาลก็มีการ ประกาศยุบสภาเสียก่อน จวบ จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะมีกลับ มาทบทวนใหม่ โดยทางเราได้ เตรียมเสนอแก้กฎหมายใน ประเด็นหลัก ๆ เอาไว้ 10 ประเด็นด้วยกัน ซึ่งหลังจากนี้ก็ จะมีการหารือร่วมกับอีก 3 สมาคม ที่ทำธุรกิจด้านขายตรง ก่อนที่จะเสนอเรื่องผ่านไปยัง รัฐบาล นายนิโรธ กล่าว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 338 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556