ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

‘มาร์เวลแมกซ์’ฮ่องกงบุกไทย ดัน3กลยุทธ์ ขับเคลื่อนเครือข่าย







ggg (Mobile)

 


“มาร์เวลแมกซ์” ขายตรงน้องใหม่ฮ่องกง พร้อมรุกตลาดเครือข่ายเมืองไทย เผย! เหตุที่โฟกัสเมืองไทยเพราะมีความพร้อมทุกอย่าง...แย้มตั้งเป้า 3 ปี ขยายธุรกิจครอบประเทศอาเซียน ขอยอดแตะ 500 ล้านปี’57…แจง 3 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ


เดินเครื่องกันแบบเร้าร้อนอีกหนึ่งค่าย สำหรับธุรกิจ “ขายตรงน้องใหม่จากฮ่องกง” ขณะนี้ได้ออกมาสร้างความเคลื่อนไหว เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับคนเครือข่าย ด้วยการประกาศที่จะบุกตลาดขายตรงเมืองไทยแบบเต็มอัตราศึกกันเลยทีเดียว หลังจากได้มีการเปิดดำเนินการในเมืองไทย เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมานี่เอง


อีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณความร้อนแรงในสมรภูมิรบ “ขายตรง” กับตลาดเมืองไทยที่พบว่า เริ่มจะเห็นขายตรงหน้าใหม่ ๆ ผุดในภูมิภาคเอเชียหรือประเทศเพื่อนบ้าน ต่างโฟกัสเข้ามาเจาะตลาดในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การแข่งขันนับจากนี้ นอกเหนือจากผู้บริโภคจะมีตัวเลือกที่มากขึ้นแล้ว ในส่วนของทางผู้ประกอบการ “ธุรกิจขายตรง” ก็ต้องมีการปรับตัวด้วยเช่นกัน


จะเห็นว่า ปิดท้ายปลายปี “น้องใหม่ขายตรง” เริ่มเข้ามาสร้างสีสันในตลาด และต่างก็มีทีเด็ดออกมาดึงดูดความน่าสนใจชนิดที่ว่า ไม่แพ้บริษัทขายตรงที่เปิดมาก่อนเช่นกัน


ดั่งเช่นขายตรงน้องใหม่จากฮ่องกงอย่าง “บริษัท มาร์เวลแมกซ์ โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด” โดยมี “มร.มาร์ติก โก” กุมแท่นบริหารงาน ก็ได้ประกาศเตรียมพร้อมที่จะสร้างเครือข่ายในเมืองไทยให้เติบโต พร้อมกับแผนที่จะลุยตลาดในภูมิภาคอาเซียนด้วย


“มร.ไมเคิล จาง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์เวลแมกซ์ โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ได้เผยถึงสาเหตุ


ที่เลือกเมืองไทยเป็นยุทธ ศาสตร์หลักในการทำตลาดเครือข่าย ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมองว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นค่อนข้างที่จะมีความคุ้นเคยในธุรกิจขายตรงอย่างมาก ซึ่งก่อนที่จะเลือกประเทศไทยนั้น ทางด้านประเทศอินโด


นีเซีย มาเลเซีย ก็เป็นประเทศที่น่าเข้าไปลงทุนเช่นกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ถือว่าไทยนั้นค่อนข้างได้เปรียบหลาย ๆ อย่าง ในขณะเดียวกันประเทศไทยเอง ก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศจีนมาอย่างช้านาน


“ก้าวสำคัญของธุรกิจ “มาร์เวลแมกซ์” วางเป้าหมายต้องการจะสร้างแบรนด์ มาร์เวลแมกซ์ ให้เป็นขายตรงระดับโลก โดยจะเริ่มต้นจากพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน ซึ่งไทยถือเป็นสาขาแรกของ มาร์เวลแมกซ์ จากนั้นมีแผนจะเข้าไปเปิดสาขาที่ 2 ในประเทศไต้หวันช่วงเดือนธันวาคมนี้ พร้อมกับประเทศพม่า ลาว ในลำดับต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ โดยตั้งเป้า 3 ปี เจาะตลาดอาเซียนครบทุกประเทศ รวมถึงการขยายตลาดไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ให้กว้างมากขึ้น อาทิ จีน รัสเซีย เป็นต้น พร้อมกับเป้าหมายยอดขาย 500 ล้านบาท ในปี 2014”


ด้าน “อแมนด้า โลว์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มาร์เวลแมกซ์ โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการบุกตลาดเมืองไทยนั้น บริษัทฯ เตรียมที่จะใช้ 3 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่


1. การสร้าง มาร์เวลแมกซ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง (Know us) ผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ การฝึกอบรม


2. การนำเสนอผลิต ภัณฑ์ที่มีคุณภาพและหลากหลาย และแผนการจ่ายผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมาเป็นตัวนำให้ทุกคนสนใจในแบรนด์ (Like us)


และ 3. การสร้างความมั่นใจ (Believe us) ด้วยศักยภาพด้านเงินทุน การบริหารงาน และทีมงานที่เป็นมืออาชีพ พร้อมกับการชูจุดเด่นทางด้านระบบเครือข่ายภายใต้ชื่อว่า “Promax” ที่จะช่วยให้สมาชิกทุกคนประสบความสำเร็จ


ขณะนี้พื้นที่ตลาดหลักของ มาร์เวลแมกซ์ อยู่ที่โดนภาคเหนือและภาคอีสาน สาเหตุที่พุ่งเป้าไปที่ 2 โซน ดังกล่าวนั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะสามารถต่อยอดธุรกิจไปที่ประเทศเพื่อนบ้านได้ นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคใต้บริษัทยังมีสำนักงานอยู่ที่หาดใหญ่ด้วยเช่นกัน เหตุผลที่เลือกหาดใหญ่เป็นจุดยุทธ ศาสตร์หลักทางใต้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ค่อนข้างดีด้วยนั่นเอง


สำหรับผลิตภัณฑ์ของ มาร์เวลแมกซ์ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยมีอยู่ด้วยกัน 5 กลุ่ม คือ


1. กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน (Healthy Living) ประกอบด้วย เครื่องกรองน้ำ Spring Max เป็นสินค้าพระเอกของบริษัท


2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและน้ำผลไม้ ได้แก่ กาแฟเพื่อสุขภาพ Koffie Max Gluta Collagen++ และ Koffie Max Fiber++


3. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม วิชั่น บูส


4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า La JolieMax Hydro+ White Series และ


5. กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ฯลฯ


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : 'กิฟฟารีน' ตอกย้ำภาพลักษณ์ขายตรงรายแรกเปิดตัวสติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ 'กิฟฟี่ &กิฟฟิน' รับปีใหม่







ggg (Mobile)

 


กิฟฟารีน ควักกระเป๋ากว่า 10 ล้าน ตอกย้ำแบรนด์ไทยใจอินเตอร์ เป็นขายตรงแบรนด์แรกในไทย เปิดตัวสติ๊กเกอร์ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" ภายใต้แนวคิด ตัวแทนความอบอุ่น และมิตรภาพจากใจ แบรนด์กิฟฟารีน เพื่อส่งความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่ หวังเจาะกลุ่มนักธุรกิจ และคนรุ่นใหม่ ผู้ชื่นชอบการโหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ มั่นใจดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านดาวน์โหลด


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่นิยมติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ดังนั้น กิฟฟารีน ในฐานะผู้นำธุรกิจเครือข่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และความงามชั้นนำได้ตอกย้ำแบรนด์ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้กว้างขึ้น จึงได้ใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" เพื่อเป็นตัวแทนความอบอุ่น และมิตรภาพจากใจแบรนด์กิฟฟารีน ผ่านไอคอนแสดงอารมณ์ พร้อมคำพูดสุดฮิต จำนวน 16 แบบ โดยเปิดให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทาง LINE Sticker Shop ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 56-มกราคม 57 และสามารถเพิ่ม Official Account เพื่อรับข้อมูลข่าวสารได้เป็นระยะเวลา 1 ปี


ทั้งนี้ สติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" ได้ออกแบบคาแร็กเตอร์ด้วยตัวการ์ตูน ไลน์ สติ๊กเกอร์ ที่เน้นความน่ารัก อบอุ่น เป็นมิตร จริงใจ และเป็นกันเอง โดยได้รับเกียรติจากนักวาดการ์ตูนชื่อดังจากค่ายหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ ปุ๋ย-ศุภมิตร จันทร์แจ่ม หรือ ปุ๋ย เดวิล มาออกแบบผลงานด้วยลายเส้น ตัวการ์ตูนที่มีเอกลักษณ์ แฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน จริงใจ และเป็นมิตร ตอบโจทย์การแสดงออกถึงแบรนด์กิฟฟารีนได้อย่างลงตัว


"เราเชื่อว่า สติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" เสมือนเป็นตัวแทนกิฟฟารีน มอบความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันทุกวันและเป็นของขวัญต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน สมาชิกผู้บริโภคที่เป็นแฟนคลับของกิฟฟารีน และคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการโหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนที่ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ความงาม และการสร้างแนวคิด รวมถึงให้กำลังใจทุกคน ผ่านทาง Official Account ของกิฟฟารีน โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้ดาวน์โหลดกว่า 1 ล้านดาวน์โหลด"


ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


ส่วนปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ เริ่มส่งผลกระทบกับยอดขายของบริษัทแล้วโดยพบว่าเฉพาะในช่วงต้นเดือน ธ.ค. มียอดขายต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน 10% แล้ว และหากการชุมนุมยืดเยื้ออาจจะส่งต่อยอดขายในระยะยาว ขณะที่แคมเปญการตลาดที่จะใช้ในช่วงเวลานี้จะไม่ช่วยให้ยอดขายดีขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอย และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทั้งปีบริษัทมียอดขายค่อนข้างดี มาจนถึงช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับรายได้ และยังมั่นใจว่ายังเติบโต 5% จากปีก่อน โดยปิดยอดขายไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท สำหรับกลยุทธ์การตลาดในช่วงนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเปิดตัวสติ๊กเกอร์เพื่อให้ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งจะเป็นตัววัดความสนใจที่มีต่อแบรนด์ เพื่อเน้นขยายฐานการรับรู้ไปยังกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่


ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการทำรายการผ่านทางทีวีดาวเทียม โดยเฉพาะผลิตรายการผ่านช่องกิฟฟารีนแชนแนล รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าผ่านช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้นด้วย เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้รวดเร็ว ส่วนการซื้อสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซหรือออนไลน์นั้น ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากบริษัทมีศูนย์จำหน่ายกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคจำนวนมาก


"ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนการตลาดในปีหน้า โดยเชื่อว่าตลาดขายตรงในปีหน้าจะเติบโตประมาณ 5-7% โดยยอดขายของบริษัทจะมีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับตลาดรวม"


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเมืองป่วน! MLM หด ผู้ค้าหวั่นธุรกิจไม่โตตามเป้า







Capture (Mobile)

 


การเมืองพ่นพิษ! กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงโอดครวญ "กิฟฟารีน" คาดการณ์ตลาดรวม MLM ปี 56 โตน้อยกว่าปี 55 เน้นจัดประชุมลดความตึงเครียดนักธุรกิจ ด้าน "ยูนิไลฟ์" ชี้ ผลกระทบหนักตกไปอยู่กับสินค้ากลุ่มเสริมอาหาร และ ความงาม ฝั่ง "เอเชีย สุพรีม" เชื่อคนเดินเข้ามาในธุรกิจขายตรงน้อยลง ทางด้าน "แซนสยาม" กลัวสถานการณ์รุนแรง พา เศรษฐกิจหยุดชะงัก


กลายเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ สำหรับเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีการชุมนุมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบไปยังภาคธุรกิจไม่เว้นแม้แต่วงการขายตรง ที่ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการต่างออก มายอมรับถึงผลกระทบทางการเมืองที่มีต่อบริษัท ซึ่งต่างฝ่ายก็มองว่า หากสถานการณ์ลุกลามและรุนแรงกว่านี้ อาจส่งผลให้ ยอดขาย และการเติบโตโดยรวมของธุรกิจขายตรงน้อยกว่าที่ ตั้งเป้าไว้


"กิฟฟารีน" คาดขายตรงโตน้อยกว่าปี 55


นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยถึงผลกระทบทาง การเมืองที่มีต่อธุรกิจกับ "สยามธุรกิจ" ว่า จากสถานการณ์ทาง การเมืองในปัจจุบัน ที่มีการชุมนุมในหลายพื้นที่ ทำให้กลุ่มผู้บริโภค มีการระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ยอดขายของบริษัท และภาพรวมทางธุรกิจ


"กิฟฟารีนพยายามสร้างบรรยากาศ ในองค์กรให้มีความตึงเครียดน้อยที่สุด บริษัท พยายามสร้างกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเสนอขายของบรรดาสมาชิก ที่บริษัทพยายามเน้นให้ นักธุรกิจนำเสนอสินค้าที่เป็นของใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น"


อย่างไรก็ดี ทางบริษัทยังคงติดตาม สถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์ และปรับแผนการตลาดให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ ส่วนในภาพรวมของตลาดขายตรงนั้น ถึงปัจจุบันคาดว่าตลาดรวมยังโตได้ อยู่ ถึงแม้การเติบโตจะไม่มากเหมือนปีที่ผ่าน มาก็ตาม แต่โดยรวมก็คาดว่ายังมีการเติบโต


"ยูนิไลฟ์" ชี้ เสริมอาหาร-ความงามทรุด


ด้านนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยว่า หากความวุ่นวายทางการเมืองยังไม่จบสิ้น และ ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่า ภาพรวมของ ทุกธุรกิจจะแย่ลง ซึ่งในส่วนของธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตได้ต่ำลงด้วย เพราะผลกระทบ จากการเมืองทำให้เศรษฐกิจล้มเหลว จนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ ในส่วนของเสริมอาหาร และเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจ ขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้


"เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางบริษัทก็ได้เตรียม แผนรับมือไว้อยู่แล้ว เพราะถึงแม้จะมีศูนย์กระจายสินค้าต่างจังหวัด รวมถึงสมาชิกก็ตาม แต่หากการเมืองรุนแรงขึ้น ก็จะทำให้ เรื่องของการนำเข้าสินค้าและส่งออก มีผล กระทบมายังบริษัทแน่นอน รวมถึงหลายๆ บริษัทก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะหากกำลังซื้อตกลง ยอดขายของบริษัทก็จะลดลง และมีผลของการวางแผนในต้นปีหน้าด้วย แต่ที่น่าเศร้ากว่า คือประเทศชาติ จะต้องหยุดพัฒนาและเดินไปช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย"


ทั้งนี้ หากกลุ่มผู้ชุมนุมไปอยู่ในพื้นที่ที่มีสำนักงานเปิดอยู่ก็อาจจะให้ปิดชั่วคราว และอาจปรับระบบการจัดการบริหารไปอยู่ในจุดที่สมาชิกเดินทางไปได้สะดวกขึ้น โดยไม่ไปใกล้พื้นที่ที่ชุมนุม และหากการชุมนุม ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ถึงปีหน้า เรื่องของผลกระทบ ยอดขายก็อาจจะต้องตกลง โดยเชื่อว่าจะกระทบไปทุกบริษัทที่ทำเครือข่าย รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ ด้วย


"เอเชีย สุพรีม" หวั่นคนไม่เดินเข้า MLM


ในส่วนของ อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ปกติในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ละบริษัทจะต้อง พยายามงัดกลยุทธ์ออกมาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ออกมาเอาใจสมาชิกให้ซื้อกันเต็มที่ แต่พอมาเจอเหตุการณ์ทางการเมืองที่กำลังเร่าร้อนแบบ นี้ก็ทำให้หลายๆ บริษัทอาจต้องทำใจและปรับเปลี่ยนแผนการตลาดรับมือกันพอ-สมควร เพื่อให้ประคับประคองให้ธุรกิจเดิน หน้าต่อไปได้


"ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโต ได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตาม ไปด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้มีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อย ลงเรื่อยๆ และเชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายอาจจะไม่กล้าอัดงบ-ประมาณในการทำตลาด ยิ่งบางบริษัททุ่มงบประมาณไปแล้ว เกี่ยวกับการจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจกแถม เพื่อกระตุ้นการซื้อก็อาจ จะต้องเสียหายและขาดทุนย่อยยับไปเลย"


ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทน ให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจ ให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น และหากเหตุการณ์ทางการเมืองเลวร้ายไปกว่านี้ เอเชีย สุพรีม ก็ได้มองตลาดต่างประเทศและกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพราะทุกบริษัทจะมีการแข่งขันกันอย่างหนัก บริษัทไหนแข็งแรงและมีศักยภาพดีกว่าก็จะได้เปรียบ โดยบริษัทยังมั่นใจในสมาชิกและผู้นำเก่งๆ ที่จะนำพาให้ เอเชีย สุพรีมŽ รับมือกับการแข่งขันได้


"แซนสยาม" กลัวเหตุการณ์รุนแรง พาเศรษฐกิจหยุดชะงัก


ทางด้านนายสมชาย อินทิราวรนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า เหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ยังไม่ได้ส่งผล กระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัท เน้นทำตลาดในสาขาต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนสำนักงานในกรุงเทพฯ ก็มี แต่ไม่มากเท่าไรอีกทั้งยังไม่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับการชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่ สาขา "แซนสยาม" ในต่างจังหวัดจะมีสมาชิกที่เป็นนักจัดรายการ วิทยุ หรือดีเจ คอยประชาสัมพันธ์สินค้าและ มีเกมให้ผู้ฟังได้ร่วมสนุก เพื่อที่จะได้รับสินค้า เป็นรางวัล ทำให้สถานการณ์ในเวลานี้ไม่มีผลกระทบแน่นอน


อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองเลวร้ายถึงขั้นรุนแรง "สมชาย" ได้กล่าวต่อว่า หากถึงขั้นนั้นจริง เศรษฐกิจประเทศชาติก็จะหยุดชะงัก ทุกธุรกิจจะหยุด นิ่ง ทำให้ประเทศไทยกลับมาสู่ในยุคข้าวยาก หมากแพงอีกครั้ง โดยประเทศเพื่อนบ้านก็จะพัฒนาแซงหน้าประเทศเราไปอีกหลายขั้น


"ถึงเวลานั้นจริงๆ บริษัทก็ต้องรับมือ ให้ได้ และสาขาที่อยู่ในกรุงเทพฯ บางจุด อย่างสำนักงานใหญ่ก็อาจจะปิดชั่วคราวแน่นอน แต่ก็หวังว่า สถานการณ์ทางการเมืองคงไม่ ร้ายแรงถึงขั้นนั้น โดยหากถึงขึ้นนั้นแล้ว บริษัทขายตรงที่มีออฟฟิศใกล้ตรงสถานที่ชุมนุมก็คงจะเสียหายเป็นอย่างมาก ถึงตอนนี้ บริษัทได้เตรียมที่จะเล็งทำตลาดไปในประเทศ เพื่อนบ้านด้วย เพราะจะช่วยให้บริษัทขยาย เครือข่ายและเพิ่มยอดขายอีกต่างหาก" สมชาย กล่าวทิ้งท้าย


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บริษัทแม่ลุกซ์เล็งตั้งป้อมไทยสนง.ใหญ่ ประกาศรับพนักงานเพิ่มรองรับการเติบโต







468084_336380066491072_982501049_o (Mobile)

 


บริษัทแม่ลุกซ์ รอยัล ตอกย้ำความสำเร็จธุรกิจเมืองไทย ประกาศเตรียมย้ายสำนักงานใหม่ หลังเล็งเห็นศักยภาพและความพร้อมเครือข่ายเมืองไทย เผยธุรกิจเติบโตมาได้ในช่วงที่ผ่านมาเพราะความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้ลุกซ์...แจงแผนระยาวเตรียมลุยธุรกิจแบบเต็มอัตราศึก หลังบริษัทแม่ไฟเขียว พร้อมสนับสนุนทุกด้าน ตั้งเป้าขยายตลาดมากขึ้นสู่อาเซียน


มร.ฮาแกน ปาล์ม ประธานกรรมการสูงสุด “ลุกซ์ รอยัล เอเชีย แปซิฟิก” และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ฟอแวกซ์ กรุ๊ป เยอรมนี บริษัทแม่ของ “ลุกซ์ รอยัล ประเทศไทย” ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้บริษัทฯ มีสาขาอยู่ทั่วโลก สามารถก้าวขึ้นสู่เบอร์ 3 ของตลาดขายตรงโลก ซึ่งจุดนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของ “ลุกซ์” ได้เป็นอย่างดี


นอกจากนี้ บริษัท ลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากทีเดียว สำหรับบริษัทขายตรงชั้นเดียวที่นำโดย มร.ฮาเกน ปาล์ม ประธานกรรมการและผู้บริหารสูงสุด ลุกซ์ รอยัล เอเชีย แปซิฟิก คนใหม่ และในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดงานประชุมสุดยอดนักขายมืออาชีพและงานเฉลิมฉลองความสำเร็จ ภายใต้ชื่องาน “LUX Award 2012” โดยงานนี้มีบรรดานักขายและผู้นำที่ประสบความสำเร็จตบเท้ารับรางวัลกันอย่างมากมาย


มร.ฮาเกน กล่าวต่อว่า หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ทาง ฟอแวกซ์ กรุ๊ป ให้ความสำคัญ มากที่สุดคือ บริษัท ลุกซ์ รอยัล โดยเฉพาะสาขาประเทศไทย ซึ่งแม้ปัจจุบัน ลุกซ์ เอเชีย แปซิฟิก มีศูนย์ใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ แต่ขณะนี้บริษัทแม่ก็เตรียมที่จะย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ในประเทศ ไทย เพราะได้มองเห็นถึงศักย ภาพ และความพร้อมต่าง ๆ ของธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย


ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยกลยุทธ์ที่ทำให้ “ลุกซ์” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ “เป้าหมายหลักของนักการตลาดและผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจนั่นเอง


ปัจจุบัน “ลุกซ์” มีธุรกิจหลักอยู่ 3 ธุรกิจ คือ


1. กลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำ 40%


2. กลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องทำความสะอาดอเนกประสงค์ 40% และ


3. กลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องซักผ้า 20% ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจนี้ “ลุกซ์” มีความมั่นใจว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ที่พร้อมจะมอบให้กับผู้บริโภคทุกคนทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทแม่ ที่ต้องการเน้นในเรื่องของคุณภาพ และเรื่องความทนทานเป็นอันดับหนึ่ง


นอกจากนี้ “ลุกซ์” สาขาไทย ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่ม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการเปิดตัวเครื่องกรองน้ำชนิดใหม่ ภายใต้ชื่อสินค้า LUX P.O.E. ซึ่งเป็นนวัตกรรมการกรองน้ำใช้ โดยเฉพาะน้ำประปาที่ยังไม่ได้มาตรฐานและเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ 2 รุ่นด้วยกัน คือ WH-1094 และ WH-264 เพื่อเอาใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าไปแล้ว


“เมื่อปีที่แล้ว บริษัทฯ ได้เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศเพื่อสุขภาพ ซึ่งแม้จะเปิดตัวในบางสาขา ภายในประเทศไทย แต่ผลปรากฏว่า ภายใน 6 เดือนแรก เครื่องฟอกอากาศดังกล่าว สามารถขายได้ประมาณ 2,500 เครื่อง ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี” มร.ฮาเกน กล่าว


จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท ลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด นั้น ค่อนข้างที่จะได้รับความเชื่อมั่นมาโดยตลอดจากลูกค้า ทั้งในด้านคุณภาพของสินค้า และการบริการ ทำให้ “ลุกซ์” เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจจะเจอปัญหาเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจมากระทบบ้าง แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ มาได้ ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดบุคลากรอันทรงคุณค่าของบริษัทที่หลาย ๆ ฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ มร.ฮาเกน ยังได้เปิดเผยอีกว่า ในอนาคต ลุกซ์ (ประเทศไทย) จะเป็นผู้นำในการขยายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยจะนำนักขายจากประเทศไทยเป็นผู้นำในการอบรม ซึ่งจะมีการจัดอบรมให้ความรู้ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ


รวมถึงบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมากขึ้น โดย “ลุกซ์” เป็นบริษัทขายตรงเพียงบริษัทเดียวในประเทศไทย ที่จ้างคนทำงานเต็มเวลา ลุกซ์ ประเทศไทย เป็นบริษัทขายตรงชั้นเดียว ที่ใช้พนักงานทำหน้าที่คล้ายตัวแทนขายสินค้า มีเงินเดือน รวมทั้งมีค่าคอมมิชชั่นจากการขาย โดยการจัดทำแผนการตลาดเช่นนี้ เพราะบริษัทมีความเชื่อมั่นในเรื่องของสินค้าว่า มีคุณภาพสามารถขายตัวเองได้


สำหรับแผนงานในระยะยาวข้างหน้านั้น ลุกซ์ ประเทศไทย พร้อมที่จะรองรับการเจริญเติบโตของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทแม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ “ลุกซ์” เอง ยังได้เตรียมลุยธุรกิจต่อจากนี้ไปอย่างเต็มที่ด้วย พร้อมกับการประกาศที่จะรับพนักงานเพิ่ม และเน้นในเรื่องของการเทรนนิ่งในการทำธุรกิจเชิงลึกมากขึ้น รวมถึงการเน้นการขยายเพิ่มเติมไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครบวงจร เพื่อรองรับอัตราการเติบโตที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขายตรงกู้วิกฤต ศก. ซบ Q4 อัดแคมเปญดันยอดพุ่ง







Business-development-grants1 (Mobile)

 


3 ค่ายยักษ์ใหญ่ขายตรง ปรับแผนสู้วิกฤติเศรษฐกิจซบ หลัง 3 ไตรมาสแรก กำลังซื้อหด Q4 หวังปาฏิหาริย์ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจฟื้น เร่งจัดโปรโมชั่นดันยอดเข้าเป้า เบอร์หนึ่ง “แอมเวย์” เร่งอัดฉีดโปรโมชั่นด้วยการ Intensive สมาชิกสมัครใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 6% ด้านกิฟฟารีนเร่งสร้างบรรยากาศคึกคักภายในหวังสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก ยกขบวน สินค้าขายดีจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดท้ายปี ส่วน คังเซน-เคนโก ไม่น้อยหน้าจัดแคมเปญปลุกไฟนักขาย เน้นขยายตลาดมากขึ้น เล็งบุกตลาดอาเซียนแก้ลำยอดในไทยไม่กระเตื้อง


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐ ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก และบ้าน หลังแรก ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ระมัดระวังและมีการวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ใน การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทำให้ กำลังซื้อในช่วง 3 ไตรมาสแรก เกิดการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้ คือ การจัดแคมเปญพิเศษ ให้กับสมาชิก เพื่อออกไปขยายตลาดมากขึ้น เช่น การจัดแคมเปญท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือการ จัดโปรโมชั่นซื้อสินค้าแล้วมีของแถม เป็นต้น


ขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาด ภายในประเทศเกิดการชะลอตัว บริษัทได้ออกไปขยายตลาด ยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศ โดยแนวทางการทำตลาด ต่างประเทศจะไม่เหมือนกับ ในประเทศไทย เนื่องจากใน ไทยสมาชิกส่วนใหญ่จะเน้นการขายมากกว่าการขยาย แต่ในต่างประเทศ บริษัทต้องการให้สมาชิกมีแนวทางในการ ที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีวัฒนธรรม และข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศเวียดนาม, พม่า, กัมพูชา อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว เป็นต้น


“เดิมทีสมาชิกของเราจะเน้นการขายมากกว่า ขยายงาน คิดเป็น 70% ต่อ 30% แต่ปัจจุบันเราได้ ปรับแนวคิดในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก โดย หันมาเน้นการขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวเปลี่ยนมาเป็น 50% ต่อ 50% ซึ่งแนวทางดังกล่าวเราได้นำไปใช้กับตลาด ต่างประเทศถือว่าค่อนข้างได้ผลดี โดยเฉพาะใน สปป.ลาว ที่มียอดขายเพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผล ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงมีการปรับกลยุทธ์ การตลาดเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ มากขึ้น ซึ่งภาพรวมบริษัทมองว่าผู้ประกอบการ แต่ละค่ายจะมีการอัดฉีดงบการตลาดเพื่อกระตุ้น ยอดขาย รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ออกมา ช่วยเหลือสมาชิกในไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรง ปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 5-6%


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ที่ยังคงน่าเป็นห่วง จากผลพวงเศรษฐกิจโดยรวม ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง บริษัทจึงปรับแผนการตลาดเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีที่ 18,000 ล้านบาท ด้วย การรุกตลาดผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ 1.จัด โปรโมชั่นให้นักธุรกิจแอมเวย์ให้ทำงานได้ง่าย ยิ่งขึ้น 2.เพิ่ม Intensive สำหรับสมาชิกที่สมัคร ใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 6% หากสร้างยอดขายให้เติบโต เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดโปรโมชั่นดังกล่าวถือเป็นการ ปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจใน ยุคปัจจุบัน เพื่อให้สมาชิกและนักธุรกิจแอมเวย์ ทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น


ขณะที่แผนการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะ รุกตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือ ไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทจะใช้งบ 80 ล้านบาท ทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการจัดรายการส่งเสริมการขาย สำหรับการซื้อเครื่องกรองน้ำใหม่ และสำหรับ ผู้ที่เปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี ที่บริษัทหลายค่ายเจอกับปัญหา เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้กำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัญหา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการ รวมถึงบริษัทจะทำได้ คือการปรับแผนการตลาด และการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะ ในธุรกิจขายตรงบริษัทมองว่าการอบรมให้ สมาชิกมีวินัยในการทำงาน การกระตุ้นให้สมาชิก มีความตื่นตัวในการขยายสายงาน ด้วยการจัด โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อให้สมาชิกและ ผู้นำมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น


“สิ่งที่เราทำ คือ การนำสินค้าที่มียอดขายสูงสุดมาจัดโปรโมชั่นให้กับผู้นำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประจำสัปดาห์ และ กิจกรรมประจำเดือน เพื่อให้บรรยากาศภายใน มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญในปีนี้เราได้ ทุ่มงบการตลาด รวมถึงกิจกรรมสำหรับสมาชิก ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15%” น.ต.พญ.นลินี กล่าว


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน" ดิ้นสู้ ศก.ซบ อัดงบ 50 ล้านปลุกตลาดโค้งสุดท้าย







1380034_168681776662059_1690058306_n (Mobile)

 


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากยอดขายในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า "กิฟฟารีน" ยังมียอดขายที่น้อยกว่าเป้าหมายที่ได้วางไว้ คือ เติบโตเพียง 6% จากที่มีการตั้งเป้าในแต่ละปีว่าบริษัท จะต้องทำรายได้ให้ถึง 10% ในทุกปี


"ในส่วนของเป้าหมายการเติบโต 10% ที่บริษัทตั้งเป้าในทุกปี จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวบวกกับผลพวงจากกำลังซื้อที่ลดลง รวมถึงเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดในเวลานี้ ก็อาจ ส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่น้อย ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของบริษัท ต้องคลาดเคลื่อน การเติบโตอาจลดลงมาที่ 5-7%"


"จากยอดขายที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องหวังพึ่งยอดขายใน ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี โดยล่าสุดบริษัทก็ได้จัดการลงทุนเพิ่มอีก ประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำการประชาสัมพันธ์และสร้างการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าที่นำมาประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่สินค้าใหม่ของบริษัท แต่เป็นสินค้าที่อยู่ในความนิยม ซึ่งบริษัท จะได้ทำการกระตุ้นยอดขายต่อไป" พ.ญ.นลินี กล่าว


อย่างไรก็ดี ในปีนี้ทาง "กิฟฟารีน" ได้ทุ่มงบการตลาด เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งบริษัทพยายาม สร้างโฆษณาเพื่อกระตุ้นภาพของบริษัท ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ และ ในส่วนของการเพิ่มจำนวนนักธุรกิจอิสระของ "กิฟฟารีน" ซึ่งหากรวมงบทุกอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แบรนด์ การจ่ายโบนัสนักธุรกิจ บริษัทคาดว่า งบในปีนี้ อาจทะลุไปถึง 300 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าในปีที่ผ่านมาถึง 15%


เศรษฐกิจพ่นพิษ! ทำยอดขาย "กิฟฟารีน" ครึ่งปีแรกโตไม่ ถึง 10% เดินหน้าอัดงบการตลาด อีก 50 ล้านบาท หวังปลุกตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้าย ดึง "เจมส์ มาร์" กระตุ้นสินค้ากลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ "กิฟฟารีน อีสเลส" รุก เจาะ Gen Y เผยปีนี้งบตลาดมีสิทธิ์แตะ 300 ล้านบาท มาก กว่าปีก่อนถึง 15% ด้านตลาด AEC ย้ำชัดไม่หวั่น เรื่องการแข่งขัน แต่ยอมรับตอนนี้เจอภาษีอาเซียนแพงระยับ


นอกจากนี้ ดังที่กล่าวมาว่า "กิฟฟารีน" พยายามที่จะผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าคือ 6.5 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาสสุดท้าย นอกจากการประชาสัมพันธ์ แบรนด์แล้ว บริษัทยังต้องการเดินหน้าเรื่อง การจัดทำโปรโมชั่นสนับสนุนการขาย พร้อมด้วยการจัดประชุมนักธุรกิจในทุกสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นสมาชิก


โดยในส่วนของสมาชิก ปัจจุบัน "กิฟฟารีน" มีสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Y ที่ 25% จากเดิมเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ที่บริษัทมีสมาชิกกลุ่ม นี้เพียง 10% ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการตอบรับของผู้บริโภค เพราะบริษัทพยายามสร้างการ รับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งกำลังได้รับความนิยม


เกี่ยวกับเรื่องนี้ "พ.ญ.นลินี" กล่าวว่า "ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจตัวเอง และ มองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พบได้จากเทรนด์การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกิฟฟารีนมีจุดแข็งที่มีโรงงาน ผลิตเป็นของตัวเอง จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา และล่าสุด โรงงานของเราได้รับการรับรองระบบ OHSAS 18001:2007 จากบริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับรองมาตรฐานด้านระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย"


ที่ผ่านมาเราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมคุณภาพ ชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหารรวมทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิต ประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอด ระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทยรวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


ดังนั้น เราจึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ "กิฟฟารีน อีสเลส" เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์การรับประทานที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบัน ด้วยส่วนประกอบสำคัญของไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ HCA-SX สารสำคัญที่มีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ใส่ใจตัวเอง


ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า "สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ กิฟฟารีน อีสเลส เรา ได้ทุ่มงบประมาณถึง 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักธุรกิจ กิฟฟารีน คนรุ่นใหม่ คนทำงานทั่วไปที่มีไลฟ์ สไตล์ทันสมัย และใส่ใจสุขภาพ โดยมีพรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อผู้ใส่ใจสุขภาพและบุคลิกภาพ เจมส์ มาร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง "อร่อยแบบเจมส์ มาร์" ภายใต้แนวคิดที่ว่า กิฟาฟารีน อีสเลส เป็นตัวช่วย ให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line พร้อมทั้งยังใช้แผน "ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง" โดยได้ปล่อยคลิปวิดีโอสั้น 4 เรื่องทางออนไลน์ พร้อมต่อยอดด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ในรูปแบบของเกมออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณพ์กิฟฟารีน อีสเลส และพรีเซ็นเตอร์ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ และมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยอีกด้วย"


โดยเหตุที่บริษัทเลือก "เจมส์ มาร์" มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ในช่วงปลายปี เนื่องจากบริษัทต้องการดาราที่อยู่ในความนิยมของคนรุ่นใหม่ รวมถึงคน อีกหลายช่วงอายุก็ชอบและชื่นชม "เจมส์ มาร์" อีกทั้งตัวดาราผู้นี้ยังมีอุปนิสัยการทาน ที่เหมาะกับสินค้าที่บริษัทต้องการนำมาชูคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น กิฟฟารีนได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ทั้งในส่วนของธุรกิจขายตรงและการส่งผลิตภัณฑประเภทสปาออกจำหน่าย โดยปัจจุบัน บริษัท มีแผนขยายตลาดออกสู่ประเทศในประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้แก่ ประเทศเมียนมาร์, มาเลเซีย, กัมพูชา, สปป.ลาว และมีแผนที่จะเปิดในประเทศอินโดเซียในปีถัดไป โดยคาดว่าในเดือน ม.ค.ปี 57 จะสามารถเปิดที่ประเทศอินโดนีเซียได้อย่างเป็นทางการ


นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายไปที่ประเทศดูไบ ซึ่ง "กิฟฟารีน" ได้ขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 สาขาในดูไบแล้ว ส่วนรูปแบบ ของธุรกิจนั้นในประเทศต่างๆ บริษัทจะขยาย ธุรกิจในรูปแบบของค้าปลีก ส่วนประเทศที่ อยู่ในแถบอาเซียน "กิฟฟารีน" จะพยายาม ขายไปในรูปแบบ MLM


ทั้งนี้ การขยายตลาดในกลุ่มประเทศ อาเซียน เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC บริษัทไม่ได้ห่วงในเรื่องของตลาด แต่เป็นเรื่องภาษีของ หลายประเทศที่ค่อนข้างแพง ทำให้การขยายออกไปต้องประสบปัญหาในเรื่องนี้พอสมควร


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย กิฟฟารีน-Giffarine กับ หมอต้อย (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์)

 








Capture

 


 


 


 


 


 


 


ส่วนแบรนด์ไทยยักษ์ใหญ่อย่าง กิฟฟารีน ภายใต้การบริหารของ บิ๊กบอสหญิงเก่งอย่าง น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ยังคงแรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ก็แหม แหม...ล่าสุด ออกผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มช่วยควบคุมน้ำหนักอย่าง Giffarine Easles (กิฟฟารีน อีสเลส) มาเขย่าตลาด Beauty & Healthy Drinks ซึ่งได้รับการตอบรับแบบเกินคำ ว่าล้นหลาม ขายดิบขายดี แหม...จะไม่ให้ดึงดูดโดนใจประชาชี ไปได้อย่างไร ก็เล่นดึงตัวหนุ่มตี๋อินเตอร์สุดฮอต อย่าง เจมส์ มาร์ มานั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ถึงแม้จะจ่ายค่าตัวไปหลายหลัก แต่ 4 สาว ก็เชื่อว่า หน้าใสๆ ของหนุ่มตี๋เจมส์ คงจะทำให้ยอดขายถล่มทลาย คุ้มเกินค่าตัวแน่นอน...จริงมั้ยเจ้าคะ คุณหมอขรา..อิอิ


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556


 

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท เปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ “กิฟฟารีน อีสเลส” คว้า “เจมส์ มาร์” เป็นพรีเซ็นเตอร์







พญ. นลินี ไพบูลย์ (Mobile)

 


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม “กิฟฟารีน อีสเลส” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด “อร่อยแบบเจมส์ มาร์” และทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท หวังเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่และขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ เดินหน้ากระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตั้งเป้ายอดขายไตรมาสสุดท้าย 6,500 ล้านบาท


แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า "ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจตัวเอง และมองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พบได้จากเทรนด์การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกิฟฟารีนมีจุดแข็งที่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา และล่าสุดโรงงานของเราได้รับการรับรองระบบ OHSAS 18001:2007 จาก บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับรองมาตรฐานด้านระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่ผ่านมาเราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหารรวมทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


 ดังนั้น เราจึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “กิฟฟารีน อีสเลส” เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์การรับประทานที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบัน ด้วยส่วนประกอบสำคัญของไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ HCA-SX สารสำคัญที่มีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ใส่ใจตัวเอง


คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า “สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ กิฟฟารีน อีสเลส เราได้ทุ่มงบประมาณถึง 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักธุรกิจกิฟฟารีน คนรุ่นใหม่ คนทำงานทั่วไปที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย และใส่ใจสุขภาพ โดยมีพรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อผู้ใส่ใจสุขภาพและบุคลิกภาพ เจมส์ มาร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง “อร่อยแบบเจมส์ มาร์” ภายใต้แนวคิดที่ว่า กิฟาฟารีน อีสเลสเป็นตัวช่วยให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line พร้อมทั้งยังใช้แผน “ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง” โดยได้ปล่อยคลิปวิดีโอสั้น 4 เรื่องทางออนไลน์ พร้อมต่อยอดด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบของเกมส์ ออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณพ์กิฟฟารีน อีสเลส และพรีเซ็นเตอร์ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ และมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยอีกด้วย


ปัจจุบันในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น กิฟฟารีนได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ทั้งในส่วนของธุรกิจขายตรงและการส่งผลิตภัณฑ์ประเภทสปาออกจำหน่าย โดยปัจจุบัน บริษัทมีแผนขยายตลาดออกสู่ประเทศในประชาคมอาเซียน (AEC) ได้แก่ ประเทศเมียนม่าร์ มาเลเซีย กัมพูชา สปป.ลาว และมีแผนที่จะเปิดในประเทศอินโดเซียในปีถัดไป


[gallery columns="2" ids="20700,20701"]

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชัยวัฒน์ ข้ามห่วยสู่ค่ายเบอร์จายา ควัก 3,000 ล. บุกขายตรงไทย







bhip1 (Mobile)

 


สนั่น!! วงการขายตรงโลก เมื่อกลุ่มนายทุนใหญ่ เบอร์จายา กรุ๊ป จากมาเลเซีย เจ้าของ อีคอสเวย์ ทุ่มเงินก้อนโต 3,000 ล้านบาท เปิดขายตรงภายใต้ชื่อ EPIC ตั้ง เกล็น เจนเซ่น อดีต เจ้าของอาเจลนั่งแท่นประธานใหญ่ ลั่นกลองรบ 4 ประเทศ พร้อมกัน 1 ตุลาคมนี้ ล่าสุด ดึง “ชัยวัฒน์” ลูกหม้อเก่า หลังโบกมือลา บีฮิบ มานั่งเก้าอี้รองประธานคุมตลาด เอเชียทั้งหมด ด้านเจ้าตัวยิ้มร่า เหตุมีงบการตลาด ให้เล่นเพียบ แบไต๋ซุ่มจีบผู้นำจากค่ายเก่ามาร่วมงาน ทั้ง “นิติ สว่างทรัพย์-พรภวิษย์ วงศ์ประเสริฐ”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าวที่สร้าง ความฮือฮา!! ให้กับวงการขายตรงเมืองไทย ว่ามีบริษัท ขายตรงจากต่างประเทศเตรียมทุ่มเงินกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน 10 ประเทศ ทั่วโลก โดยหนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทย ที่ เตรียมจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2556 นี้ ภายใต้ชื่อ EPIC หรือ อีพิค โดยบริษัทดังกล่าว มีบริษัทแม่ที่ชื่อ เบอร์จายา กรุ๊ป ที่มี “Tan Sri Vincent Tan” มหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย เป็นเจ้าของ เบอร์จายา กรุ๊ป ถือเป็นบริษัท ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมีธุรกิจในเครือกว่า 200 บริษัท หนึ่งในนั้น คือ บริษัท คอสเวย์ ( มาเลเซีย) จำกัด ที่มียอดขายมากกว่า 900 ล้านบาท ต่อเดือน


สำหรับบริษัทขายตรง อีพิค ก่อตั้งขึ้นโดย เกล็น เจนเซ่น อดีตผู้ก่อตั้ง บริษัท อาเจลฯ เป็น หัวเรือใหญ่ และได้แต่งตั้ง ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ที่ได้ลาออกจาก บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเข้ามารับตำแหน่งรองประธาน ฝ่ายภูมิภาคเอเชยี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา


นอกจากนั้นยังมีการปล่อยข่าวว่า มีรายชื่อผู้นำเงินล้านระดับแถวหน้าของ ประเทศเข้ามาร่วมธุรกิจในครั้งนี้ด้วย อาทิ นิติ สว่างทรัพย์, พรภวิษย์ หรือ ดนุ วงศ์ประเสริฐ และ ธเนตร วงษา นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวอีกว่า พรภวิษย์ ได้มีการเจรจากับผู้บริหารของ บริษัท สนุกท๊อปอัพ ซึ่งเป็นบริษัทเติมเงิน มือถือ เพื่อยกทีมเข้ามาร่วมธุรกิจกับ บริษัท อีพิคฯ ซึ่งทั้งหมดได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะยก ทีมใหญ่มา ล่าสุด ได้มีการเปิดรับสมัครสมาชิก อีพิค กันแล้ว นอกจากนี้ยังจะใช้พื้นที่ของ บริษัทสนุกท๊อปอัพที่มีจำนวนกว่า 20 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางของ อีพิค ด้วย


ล่าสุด ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ รองประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชีย บริษัท อีพิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกระแสข่าว ดังกล่าวว่า บริษัทเตรียมทุ่มเงินกว่า 100 ล้าน- เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนในการขยายตลาดและเปิดตัว อย่างเป็นทางการ 10 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยเป็นเรื่องจริง โดยในช่วงเดือน ตุลาคมนี้ บริษัทจะเปิดตัวพร้อมกัน 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, ไทย และ อินโดนีเซีย โดยในส่วนของประเทศไทย จะ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเปิดตลาดได้เพิ่ม อีก 7 ประเทศ


สำหรับตลาดในเอเชียรวมถึงใน ประเทศไทยนั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนจะเป็น ผู้ดูแลทั้งหมด โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย ในช่วงแรกจะเข้าไปรีแบรนด์คอสเวย์ก่อน จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนชื่อมาเป็นอีพิคแทน ดังนั้น สมาชิกของทั้ง 2 บริษัท สามารถเข้าไป ซื้อสินค้าที่มีมากกว่า 400 รายการ ผ่านทาง ศูนย์จำหน่ายของ อีคอสเวย์ ทั้ง 50 แห่ง ทั่วประเทศได้เลย ซึ่งในอนาคต บริษัท อีพิคฯ เตรียมนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก 8-9 รายการ


“การตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับอีพิค ในครั้งนี้ ถือว่าตัดสินใจไม่นาน เพราะเชื่อมั่น ในตัว คุณเกล็น เจนเซ่น และถึงแม้ผมจะยัง ไม่เริ่มงาน แต่ทางบริษัทได้จัดงบการตลาด มาให้แล้ว ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นซึ่งส่วนตัว ยังไม่เคยเจอบริษัทแบบนี้มาก่อน”


ส่วนที่มีข่าวว่าตนได้ไปพูดคุยกับกลุ่ม ผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น นิติ, พรภวิษย์ และ ธเนตร เพื่อเชิญมาร่วมธุรกิจกันนั้น ยอมรับว่าได้มี การพูดคุยกันจริง ซึ่งส่วนตัวต้องการให้ผู้นำ ดังกล่าวมาร่วมงาน เพราะเป็นบุคคลที่มีความ สามารถ ส่วนใครจะมาร่วมธุรกิจบ้างคงต้อง รอให้มีการลงทะเบียนสมาชิกในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ก่อน จึงจะรู้ว่ามีใครมาบ้าง ส่วนใน รายของ นิติ และ ธเนตร คงจะเป็นไปได้ยาก และในรายของ นิติ หากจะมาร่วมกับบริษัท ในช่วง 3 เดือนนี้ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังติด เงื่อนไขกับบริษัทเดิมอยู่ ขณะที่ในรายของ พรภวิษย์ ช่วงนี้กำลังหาบริษัทใหม่ ยังไม่ได้ ตัดสินใจที่จะร่วมงานกับบริษัทใด


ไอเวิน ซัว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คอสเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน คอสเวย์ เปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 4 ปี โดยมียอดขายอัตราการเติบโตแบบทรงตัว เฉลี่ยต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี มีจำนวน สมาชิกทั้งสิ้น 50,000 รหัส เนื่องจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของ คอสเวย์ ไม่ค่อย เติบโตมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัท ไม่ได้มุ่งเน้นในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และ หยุดการจัดกิจกรรมทางการตลาด


“การที่บริษัทแม่ให้คอสเวย์ไปรวมกับ อีพิค ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะดูจากศักยภาพ ผู้บริหารของอีพิคแล้วค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อรวมกับจุดแข็งของ คอสเวย์ ที่มีสินค้า ที่หลากหลาย เชื่อว่าจะทำให้ อีพิค เติบโต อย่างแน่นอน”


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

พลิกตำราฝ่ากำลังซื้อตก "แอมเวย์-กิฟฟารีน-คังเซน" ทุ่มงบปลุกตลาด







mlm


เศรษฐกิจชะลอตัว "สินค้า-บริการ" พาเหรดขยับราคาขึ้น ส่งผลกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอย ร้อนถึงผู้ประกอบการ MLM แทบ ทุกบริษัทต้องออกแรงกระตุ้นตลาด "แอมเวย์" เตรียมแผน 2-3 ปั่นยอดขาย ช่วงท้ายปี ด้าน "กิฟฟารีน" ทุ่มงบตลาด 100 ล้านผ่านหนังโฆษณา 3 ชุด มุ่งเน้นฉายภาพนักธุรกิจเป็นหลัก ฝั่ง "คังเซน-เคนโก" เร่งปรับฐานบริษัท ใช้คลินิก ความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" เป็นกำลังเสริม


"แอมเวย์" ดันแผนสำรองดันยอดขาย


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพิษเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ทำให้ภาพรวมของวงการขายตรงปีนี้ ไม่สามารถเติบโตได้เหมือนปีก่อนๆ โดยจะเติบโตได้เพียงประมาณ 5% จากมูลค่าการตลาดรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากโตได้เพียงเท่านี้ ก็จะถือเป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี จากที่เคยเติบโตในแต่ละ ปีที่ 7-10%


"ธุรกิจขายตรงต้องพบกับการเติบโต ที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ก็เป็นผลมาจากพิษ เศรษฐกิจภายนอกประเทศ แต่สำคัญกว่านั้นคือปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาส่งผลให้ประชาชนลดการซื้อ ซื้อช้าลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทขายตรงต่างๆ ทำให้กลุ่มบริษัทขายตรงต้องออกกิจกรรมส่งเสริมการ ขายรวมถึงหาวิธีการกระตุ้นตลาดเพิ่มขึ้น" กิจธวัช เผย


โดยในส่วนของ "แอมเวย์" เอง ขณะนี้ บริษัทได้มีการปรับแผนปรับกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขาย โดยเริ่มใช้แผน 2 ซึ่งการทำงานของบริษัทเราจะวางแผน 1, 2 และ 3 ในทุกปี เพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เป้าของยอดขายสะดุด อย่างไรก็ดี บริษัทได้วางงบการตลาด ทั้งปี 56 ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยผ่านช่วงครึ่งปีแรก บริษัทยังเหลืองบอีกมาก ซึ่ง "แอมเวย์" จะใช้งบที่เหลือกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง


ล่าสุด "แอมเวย์" ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่ม "นิวทริไลท์" โดย "กิจธวัช" เผยว่า เทรนด์ของผู้บริโภคยังคงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี และยอมรับให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพพื้นฐานมากขึ้น


"กิฟฟารีน" อัดโฆษณากระตุ้นคนร่วมธุรกิจ


ทางด้าน พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า ปีนี้บริษัทได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมด อยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยาย โรงงานในนิคมฯ นวนคร เพื่อรองรับการเติบโต ของธุรกิจกิฟฟารีน


สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


บริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่าง ง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์ โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การ ตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมาย ใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่าง ต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทนผลกำไรคืนสู่สมาชิก ในรูปแบบใหม่ๆ


"โฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้"


"คังเซน-เคนโก" รักษานักขายเก่า


ในส่วนของนายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรมากพอสมควร โดยช่วงต้นปีมีการแก้ไขจุดอ่อน และปรับจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมยอดขาย จำนวนสมาชิก ซึ่งทุกอย่างกำลังดีขึ้น โดยถือว่ากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาสู่องค์กร และบริษัทก็ พยายามมุ่งเน้นให้องค์กรช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันให้ดี


"ในส่วนของกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง ตอนนี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เรายังเดินตามแผนเดิม เพราะได้ปิดจุดอ่อน และเร่งพัฒนาสมาชิกให้มีความเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เพราะจะขายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีการขยายองค์กรให้เป็น เริ่มจากการชักชวนอย่างไรให้ได้ผล โดยต้องการให้สมาชิกสามารถกำหนดทิศทางได้เองว่าจะเติบโตได้ ขนาดไหน ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย"


สำหรับทิศทางธุรกิจของปี 2556 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตให้ได้ประมาณ 5-10% เนื่องจากต้องค่อยๆ เป็น คอยๆ ไปทีละสเต็ปที่วางแผนไว้ โดยเชื่อว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการมีรายได้เพิ่ม โดยสมาชิกของคังเซน-เคนโก ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 5 แสนคน เป็นสมาชิกที่แอ็กทีฟ ประมาณ 30%


"ทั้งนี้ บริษัทยังมีคลินิกด้านความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" ที่ดำเนินธุรกิจความงามมาได้ปีเศษๆ โดยคังเซนฯ ตั้งใจอยากจะบริการ ลูกค้าที่เกษียณแล้ว โดยที่นี่มีคอร์สเกี่ยวกับ ความงามทุกรูปแบบ อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดความงามมีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้บริษัทเตรียมที่จะซื้อที่ดินด้านหลัง อาคาร คังเซน เพลส ประมาณ 150 ตร.ว. เพื่อเปิดคลินิกรองรับสมาชิกคังเซนฯ โดยเฉพาะ เพราะการมาเสริมความงามที่นี่ยังจะ ได้ PV ของ "คังเซน-เคนโก" เพิ่มด้วย อีกทั้งคลินิกที่ว่ายังมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเป็นอย่างดี"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : สาวน้อยมหัศจรรย์ "แป้ง" ปรัศนี สีนวลจันทร์ "รองประธานฝ่ายการตลาด" "บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"







Capture (Mobile)


"กุญแจสู่ความสำเร็จ" สัปดาห์นี้ยังมีโปรไฟล์ดีๆ มานำเสนอ ครั้งนี้...ถึงคิวของ "แป้ง" ปรัศนี สีนวลจันทร์ นักธุรกิจ สาวใส วัย 24 ปี จาก จ.สมุทรสาคร ซึ่งจัดเป็นนักขายตรงมือทองในตำแหน่ง "รองประธานฝ่ายการตลาด" "บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"


จากครอบครัวคนชั้นกลาง ทำธุรกิจรับซื้อของเก่า แต่เกิดวิกฤติที่ไม่คาดฝัน... ทำให้ต้องปิดกิจการลง แถมยังต้องโดนยึดบ้าน และเป็นหนี้ก้อนโตกว่า 2 ล้านบาท ทำให้ชีวิตของเธอต้องทิ้งเรื่องเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยและออกมาหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เรียกว่า ล้มลุก... คลุกคลาน...ล้มเหลวนับไม่ถ้วน


เหตุใดชีวิตของเธอถึงกลับมาได้ ในจุด ที่เรียกว่าสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา


จุดเปลี่ยนอะไร...ถึงเข้ามาทำธุรกิจ MLM


"ช่วงนั้นคุณพ่อมีอาการสุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคแทรกซ้อนเยอะ และยิ่งที่บ้าน ก็กำลังเกิดวิกฤติการเงินทำให้ไม่มีเงินไปรักษาที่โรงพยาบาลบ่อยๆ แต่มาเจอ ด.ต. ดำรง ภิรมย์ภู่ ถือเป็นคนคุ้นเคยกันดี มาหาที่บ้านบ่อยๆ และได้แนะนำให้คุณพ่อลอง เอาผลิตภัณฑ์ไปทานดู ปรากฏว่า แรกๆ ก็ ไม่เชื่อ แต่ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งคุณพ่อก็เริ่มเดิน เหินไปมาได้สะดวกขึ้น และกลับมาทำงาน ได้อีกครั้ง จึงทำให้เริ่มตัดสินใจที่จะเข้ามาศึกษาธุรกิจนีโอไลฟ์"


เคยมีทัศนคติกับ MLM อย่างไร


"แรกๆ ก็ไม่ชอบเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงเป็นอย่างมาก มีคนมาชวนให้เราไปทำด้วยเยอะ แต่เราปฏิเสธตลอด เพราะไม่ชอบ เกลียดเข้าไส้เลย เพราะไม่เชื่อว่าจะได้จริง คิดว่าเป็นการหลอกลวง"


ทำไมถึงตัดสินใจเลือกทำธุรกิจกับ บ.นีโอไลฟ์


"ที่เลือกทำธุรกิจกับ บ.นีโอไลฟ์ เพราะจากการได้ฟังแผนการตลาดและเห็น ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เราได้จริง รวมถึงองค์กรก็มั่นคง อีกทั้งท่านประธาน ดร.นพรุจ เวชกุล ก็มีวิสัยทัศน์ที่ไกล ประกอบกับมีประสบการณ์ด้านนี้เป็นอย่างดี ทำให้เราเกิด ความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาร่วมก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จ"


ช่วงที่ทางบ้านเกิดวิกฤติได้ทำอะไรบ้าง
"ตอนนั้นเราจำเป็นต้องหยุดเรียนหนังสือ เพราะไม่มีเงินเรียน เลยออกมาหา งานทำ จนมาลองเปิดร้านขายส้มตำกับแม่ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องปิดกิจการอีก โดยเวลานั้นท้อแท้มาก เพราะทำงานอะไรก็ไปไม่รอดสักอย่าง"


อุปสรรคที่เจอ...มีท้อแท้ให้เลิกบ้างไหม


"จำได้ว่าเริ่มทำช่วงเดือนตุลาคม ปี 2551 แต่ทำได้เพียง 6 เดือน ก็หยุดทำ เพราะเริ่มจะชวนใครก็ไม่มากับเรา ไปอธิบาย กับใครก็ไม่เชื่อ หนีหมด ทำให้หยุดทำไปประมาณ 4 เดือน แต่ว่ายังมีเงินเข้ามาในบัญชีอยู่ทุกเดือนแต่ไม่เยอะ และก็ไม่รู้จะทำ อะไรดี เลยกลับมาลุยต่อในเดือนมกราคม ปี 2552 คราวนี้ทำเต็มที่ และจากนั้นก็ขึ้นตำแหน่งผู้อำนวยการภายใน 1 ปีอย่างรวดเร็ว อยากบอกว่า เพียงเราเจอคนที่ใช่แค่คนสองคนก็พอ ทำให้เปลี่ยนชีวิตทันที"


อยู่ตำแหน่งอะไร... วางเป้าหมายอย่างไร


"ตอนนี้ทำมาได้ 4 ปีเศษๆ แล้ว อยู่ ตำแหน่งรองประธาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2 แสนบาท เป้าหมายตอนนี้ก็ตั้งใจ ว่าจะพยายามขึ้นตำแหน่งสูงสุด "ประธาน" ภายในสิ้นปีนี้ให้ได้ และช่วยให้องค์กรเติบโต ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด"


คิดว่าความสำเร็จที่ได้มา...เกิดจากอะไร


"เพราะว่าเราตั้งใจทำจริงจัง ไม่ได้ทำ เล่นๆ และไม่ได้อยากแค่ปาก แต่อยากจริงๆ อีกทั้งความกตัญญูที่เราได้ตอบแทนบุญคุณ พ่อแม่นั้น อาจส่งผลให้เดินมาสู่ความสำเร็จ ได้ เพราะตอนที่ครอบครัวเราลำบาก บอก ตรงๆ ว่าไม่เคยคิดที่จะทิ้งครอบครัวเลย เวลาเห็นแม่ร้องไห้ หรือเสียใจ ทำให้เราต้อง ตั้งใจนำพาครอบครัวให้พ้นวิกฤติให้จงได้ และวันนี้ก็ทำสำเร็จ"


ทุกวันนี้...ธุรกิจ MLM เปลี่ยนชีวิตแค่ไหน


"เปลี่ยนมากเลย เหมือนฝันจนบอกไม่ถูก เพราะจากที่ต้องเป็นหนี้ 2 ล้านกว่าบาท ตอนนี้ก็ใช้หมดแล้ว และยังได้บ้านที่ถูก ยึดคืนมาด้วย และยังสามารถซื้อบ้านกับ รถยนต์มาใช้ในครอบครัวได้อีก ที่สำคัญได้พาครอบครัวไปเที่ยวหลายแห่งมากที่ไม่เคย ไปก็ได้ไป ตอนนี้มีความสุขมาก และคิดว่าจะแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้สมาชิกที่ตั้งใจทำให้สำเร็จเหมือนเราให้ได้"


มีเทคนิคอะไร...จะฝากถึงสมาชิกคนอื่นๆ บ้าง


"อยากบอกว่า วิธีการที่ บ.นีโอไลฟ์ มีอยู่แล้ว แต่ต้องเปิดใจก่อน และเปลี่ยนความคิดซะใหม่ ที่สำคัญต้องลงมือทำอย่าง จริงจัง พยายามเชื่อฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนเรา อย่าทำเองโดยไม่ปรึกษา ใครไม่อย่างนั้นจะไปไม่รอด เพราะที่จริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่ต้องอดทน ทำให้ถึงที่สุดและจะสำเร็จแน่นอน"


และนี่ก็เป็นตัวอย่างดีๆ จาก "แป้ง" ปรัศนี สีนวลจันทร์ สาวน้อยมหัศจรรย์นักธุรกิจสาวสวย บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด ที่...KEY TO SUC-CESS....เอามานำเสนอให้เป็นกำลังใจ สำหรับคนที่ท้อแท้ หมดหวังในการก้าวย่างของชีวิต ให้สามารถเดินต่อด้วยความ หวังจะเจอหนทางสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีนร่วมสนับสนุนโครงการ เยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ครั้งที่ 9







pic 12233333 (Mobile)


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด นำโดย ดร. นารี สุทธปรีดา รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะตัวแทนบริษัทผู้ให้การสนับสนุน ร่วมงานแถลงข่าว พร้อมมอบเงินจำนวน 300,000 บาท สนับสนุนโครงการ เยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ครั้งที่ 9 เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้เกิดความรักและผูกพันต่อประเทศไทย อันเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษ โดยมี พล.อ.อ กันต์ พิมาณทิพย์ ประธานโครงการฯ ให้เกียรติรับมอบ พร้อม คุณสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง ประธานโครงการฯ ฝ่ายสหรัฐอเมริกา และ คุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาคหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ร่วมงาน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 9 นำโดย นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัคราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนายเจษฎา กตเวทิน กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส พร้อมด้วยคณะเยาวชนไทยและผู้ปกครอง จำนวน 210 คน เดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6-21 กรกฎาคม 2556 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในประเทศไทย และทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โครงการพระราชดำริ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศ ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าในประเทศไทย เพื่อนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวไทยในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งชาวอเมริกัน และนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ ได้รับทราบเรื่องราวที่แท้จริงของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง


[gallery columns="2" link="post" ids="18541,18542,18543,18544"]

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน สานฝันเยาวชนไทย มอบทุนการศึกษามูลค่ากว่า1.6 ล้านบาท







GFR 06.07.13 (377)777777_1 (Mobile)


เพราะการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความรู้และความคิดทางปัญญา แต่ยังมีเด็กและเยาวชนไทยอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน กิฟฟารีนเล็งเห็นความสำคัญ จึงจัดตั้ง "กองทุนมงคลปิยะสุพรรณกัลยา" กองทุนที่สนับสนุนโอกาสทางการศึกษา โดยมอบทุนการศึกษาแบบให้เปล่าแก่เด็กกำพร้าให้ได้เล่าเรียนสูงสุดตามความสามารถ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 17 ปี จนถึงปัจจุบันรวมเป็นมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท โดยในปีนี้ พญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ให้เกียรติมอบทุนการศึกษาประจำปี 2556 ให้แก่นักเรียนใน กองทุนมงคล ปิยะสุพรรณกัลยา จำนวน 70 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.6 ล้านบาท เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้มีโอกาสทางการศึกษาที่ก้าวไกล และประกอบอาชีพในอนาคตตามที่ใฝ่ฝันจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงให้เกียรติร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ อาคารสิริพิชชา ถ.พระราม 6จากนั้นได้จัดกิจกรรมพาน้องๆ เข้าชมภาพยนตร์แอนนิเมชั่น 3D เรื่อง Despicabel Me 2 มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด 2 ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema สาขา Central World งานนี้จึงเต็มอิ่มไปด้วยความสนุกสนาน อบอุ่นและประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบตลอดทั้งวัน


[gallery columns="2" ids="18531,18532,18533,18534"]

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ควักงบ 40 ล. ส่งโฆษณาย้ำภาพผู้นำ







13316105301331610573l (Mobile)


กิฟฟารีน ลุยสมรภูมิครึ่งปีหลังด้วยการเทงบ 40 ล้านบาท ผุดโฆษณา 3 เรื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์ ขายตรงที่ดีสู่สาธารณชน พร้อมดันแผนการเปิดศูนย์ แห่งใหม่มีนบุรีปลายปี และแผนผนึกพันธมิตรขยาย เครือข่ายอาเซียน ล่าสุดกิฟฟารีนเนื้อหอม ต่างชาติ แห่เป็นพาร์ตเนอร์ ด้านเป้ายอดขายแม้ครึ่งแรก ไม่ตามเป้า คาดยอดรวมทั้งปีเป็นไปตามเป้าที่ 6,500 ล้านบาท ยันอีก 3 ปี ยอดกิฟฟารีนพุ่ง 9,000 ล้านบาท

น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้บริษัท จะใช้งบ 100 ล้านบาท ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจกิฟฟารีน โดยล่าสุด ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ 3 เรื่อง บริษัทได้ใช้ งบประมาณ 40 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ We Trust Support ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจ ที่ดำเนินงานมานานถึง 17 ปี โดยภาพยนตร์โฆษณา ทั้ง 3 เรื่อง จะสื่อถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ผ่านเครื่องมือ ทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะช่องทางกิฟฟารีน แชนแนล ที่มีการออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดศูนย์กิฟฟารีนแห่งใหม่ ย่านมีนบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ และ ในปี 2557 จะเปิดศูนย์กิฟฟารีนหาดใหญ่ บนพื้นที่ 1 ไร่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน จาก ปัจจุบันที่บริษัทมีศูนย์กิฟฟารีนขนาดใหญ่ 20 ศูนย์

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมพร้อมรับมือ ในการบุกตลาดอาเซียน ซึ่งปัจจุบันตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการทำเครือข่ายกิฟฟารีนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สปป. ลาว, พม่า, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่จะเปิดตลาดปลาย ปีนี้ ขณะที่เวียดนามบริษัทยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไป เปิดตลาด แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะเป็นตลาดที่น่าสนใจ ก็ตาม เนื่องจากบริษัทยังไม่มีพันธมิตรที่มีความเข้าใจ ทางธุรกิจที่ตรงกันมาร่วมถือหุ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลา ในการศึกษา และหาพันธมิตรที่มีความเข้าใจที่ตรงกัน

ประเทศที่ใช้ไลเซนซ์ของกิฟฟารีน คือ มาเลเซีย กัมพูชา และพม่า และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กิฟฟารีน จะเปิดตลาดที่ประเทศพม่าเอง นอกจากการเปิดตลาด แล้วเรายังมีการส่งออกสินค้าไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ในแบรนด์กิฟฟารีน และแบรนด์แพทริน่า และอีก 10 ประเทศ อยู่ระหว่างการติดต่อทางธุรกิจ ได้แก่ ซาอุดี- อาราเบีย, บังกลาเทศ, เวสต์แอฟริกา, กานา, ไนจีเรีย, ไนเจอร์ และเคนยา

สำหรับภาพรวมบริษัทในช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 56) มีอัตราการเติบโต 9% ซึ่งต่ำกว่าเป้า เล็กน้อย เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันหยุดติดต่อกัน หลายวัน และเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เด็กนักเรียน เปิดเทอม ส่งผลให้ยอดขายไม่ได้ตามเป้า ดังนั้น ในเดือนมิถุนายนของทุกปีจะเป็นฤดูการขาย บริษัท มองว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยบริษัทตั้งเป้า สิ้นปีจะปิดยอดขายได้ 6,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปีก่อนที่ปิดยอดขายได้ 5,800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท และ คาดว่ายอดส่งออกจะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน"เทหน้าตักลุย! ทุ่มงบตลาด...เปิดศูนย์ฯ-ขยายโรงงาน







12352_567884986575509_898555584_n (Mobile)


"กิฟฟารีน" รุกตลาดครึ่งปีหลังสุดตัว ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท ยิงโฆษณา ผ่านสื่อทีวี 3 ตัวรวด ภายใต้ชื่อ WE, TRUST และ SUPPORT เน้นเนื้อหาดูดนักธุรกิจ หวังเพิ่มสมาชิก 5-6 หมื่นรหัส พร้อมอัดงบเปิดศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ย่านมีนบุรี และ เตรียมขยายโรงงานในนิคมฯ นวนคร ลั่นผูกแชมป์แบรนด์ขายตรงไทย ด้วยเป้ายอดขายปี 56 กว่า 6.5 พันล้านบาท ด้านตลาดต่างประเทศเตรียมเปิดในพม่า และลาวปีหน้า


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดเวลา 17 ปี ที่กิฟฟารีนได้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายหลายชั้น และมอบ โอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีน ได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่มียอด จำหน่ายสูงสุดและเป็นบริษัทเอ็มแอลเอ็มสัญชาติไทยหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ 56 ใน ท็อป 100 ของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2011 และได้รับการันตีด้วยการโหวตให้เป็นสุดยอดแบรนด์ (Superbrands Award) ถึง 4 ปีซ้อน พร้อมให้ผลตอบแทนคืนกลับสู่นักธุรกิจสูงสุดในประเทศไทย จากยอดจำหน่ายรวมถึงปัจจุบัน 52,000 ล้านบาท มอบให้นักธุรกิจ 24,000 ล้านบาท


ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีน ทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งใน การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ คนไทยด้วย ผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เพื่อความงามและของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์ สำหรับเด็กและทารก ผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและคุณภาพ ชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิต ประจำวันของสมาชิก ผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้าน รหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ใน ประเทศไทยรวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิ-เวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทยังได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยายโรงงานในนิคมฯนวนคร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจกิฟฟารีน


ด้านตลาดต่างประเทศ ปีหน้าบริษัทเตรียมที่จะเปิดบริษัทในพม่า และลาวอย่าง เป็นทางการ หลังในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าไป ทดลองทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง "พ.ญ. นลินี" ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายสาขาต่างประเทศด้วยว่า "บริษัทจะทำการขยายสาขาในประเทศที่บริษัทมีความสนิทสนมกับคนที่จะร่วมลงทุนของประเทศนั้นๆ ซึ่งหากไม่พร้อมจริง บริษัทก็จะไม่เข้าไปทำตลาด"


ในส่วนของนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


โดยบริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมายใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่องด้วยโปร-โมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทน ผลกำไรคืนสู่สมาชิกในรูปแบบใหม่ๆ


อย่างไรก็ดี ในงบการตลาด 100 ล้าน บาท บริษัทได้แบ่งมาเป็นงบการโฆษณาดังกล่าวประมาณ 40 ล้านบาท โดยที่บริษัท จะไม่เพิ่มเงินค่าการทำตลาดในส่วนนี้


"การโฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้" พงศ์พสุ เผย


พร้อมกันนี้ยังแนะนำผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และสามารถครองใจผู้บริโภคตลอด มา ได้แก่ กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน, กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน โกลด์, กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี, กิฟฟารีน อะบาโลน เฟล็กซี่ ดริ้งค์ และชุดผลิตภัณฑ์ เอดดัลไวส์ซีรี่ส์





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : เจาะใจ (แม่ทัพ) กิฟฟารีน 17 ปีที่พลิกชีวิตคนไทยหลายแสนครอบครัวสู่...ความสุข







p1111 (Mobile)


หากเปรียบกิฟฟารีนในวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับหญิงสาววัย 17 ที่ความสวยกำลังบานสะพรั่ง พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ความสำเร็จในชีวิต เฉกเช่นธุรกิจขายตรง "กิฟฟารีน" ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 อย่างมั่นคง และได้รับการตอบรับจนประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้ ภายใต้แนวคิดและวิธีการที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ว่า "เราเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน"


ด้วยการบริหารงานของหญิงเก่ง "พ.ญ.นลินี ไพบูลย์" ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ยูนิตี้ จำกัด ผู้บุกเบิกธุรกิจมาอย่างไม่ย่อท้อ จนทำให้วันนี้ "กิฟฟารีน" แบรนด์สัญชาติไทยสามารถอยู่ในใจผู้บริโภค และดังไกลไปทั่วโลก


"พ.ญ.นลินี" กล่าวว่า "...ตลอดเวลา 17 ปีที่ผ่านมา กิฟฟารีนมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างจากบริษัทขายตรงอื่นๆ คือ แนวคิดการมอบธุรกิจให้เป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะเชื่อว่าคนเราถ้าได้ทำอะไรที่ตัวเองเป็นเจ้าของแล้ว จะทำได้ดีที่สุดและทำเต็มความสามารถ โดยมีหลักการว่าอย่ากดดัน อย่ายัดเยียด ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนและคนรอบข้าง จนวันนี้กิฟฟารีนได้มอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีนได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่มียอดจำหน่ายสูงสุด และเป็นบริษัทเอ็มแอลเอ็มสัญชาติไทย หนึ่งเดียวในโลกที่ติดอันดับ 56 ใน ท็อป 100 ของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2011 และได้รับการการันตีด้วยการโหวตให้เป็นสุดยอดแบรนด์ (Superbrands Award) ถึง 4 ปีซ้อน มีสมาชิกมากกว่า 6.5 ล้านรหัส มีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา"


หัวใจหลักที่ทำให้กิฟฟารีนเป็นที่ยอมรับจากคนในประเทศและต่างประเทศคือ "...หนึ่งต้องทำให้ผู้บริโภคมีความสุข และใช้สินค้าเราอย่างต่อเนื่อง สองทำให้นักธุรกิจของเรามีความสุขได้รับรายได้ ความสำเร็จและความภาคภูมิใจเป็นความอบอุ่นแบบที่เขาต้องการ เพียงเท่านี้เองเพราะถ้าเราทำให้ผู้บริโภคมีความสุขก็เหมือนกับว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและคุณภาพดีในราคาที่ไม่สูงเกินไปและคนสามารถซื้อใช้อย่างต่อเนื่องและมีความสุขได้ จากจุดนี้ทำให้เราตัดสินใจเปิดโรงงานของตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ควบคุมกระบวนการผลิตได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ใช้ในแต่ผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา มีกระบวนการการผลิตที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริโภคให้เขาได้รับสิ่งที่ดีและเหมาะกับเขาที่สุด เราจึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ตรงนี้เองที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนต่างจากแบรนด์อื่นและได้รับการยอมรับ" พ.ญ.นลินี กล่าว ส่วนเคล็ดลับในการบริหารงาน บริหารคนในยุคแห่งการแข่งขันนี้ พ.ญ.นลินี บอกว่า ".ใช้หลัก win-win ถ้าโตเราโตด้วยกัน ถ้าไปไม่รอดก็ไม่รอดด้วยกัน ต้องยอมรับความจริง ดิฉันจะไม่รวยคนเดียว นักธุรกิจเครือข่ายเราก็อยู่ฝั่งเดียวกัน บริษัทแม่ บริษัทลูกจะจับมือกัน ดูแลผู้บริโภคเราดีที่สุด บริษัทเราอาจจะไม่ได้


โตพรวดพราด แต่เราโตประมาณปีละ 10% แต่ ทุกก้าวๆ อย่างมั่นคง ต้องมีเงินฝากประจำมากขึ้นทุกปี มีอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น มีเงินที่แบ่งสำหรับการพัฒนาระบบไอที มีเงินพัฒนาสำหรับงานวิจัยและสินค้าใหม่ มีการลงทุนเรื่องโรงงาน เรื่องศูนย์ธุรกิจ เรื่องกิจกรรมทางการตลาดปีที่แล้วเรามีกิฟฟารีนแชนแนล ผ่านช่องทางเคเบิลทีวี ปีนี้จะมีกิฟฟารีนแชนแนลออนไลน์เพิ่มเข้ามา เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป"


ปิดท้ายผู้บริหารคนเก่งยังบอกเคล็ดไม่ลับสำหรับคนที่อยากจะประสบความสำเร็จว่า "...ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว แค่เรามีความสุขกับสิ่งที่เราได้ทำ กับสิ่งที่เราได้เลือก แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าเกิดความท้อ ความเครียดให้คิดว่าเป็นบทเรียนหรือบทลองใจให้คิดว่าความเหนื่อยความท้อทำให้เราแกร่งขึ้น ให้ก้าวข้ามไปให้ได้ ให้มองเรื่องอุปสรรคเป็นบทเรียนในชีวิต หลายคนถามเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ดิฉันจะเกษียณให้คนรุ่นหลังขึ้นมาทำงานต่อ ดิฉันบอกเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่จะไม่เกษียณหรอก จะทำงานจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าเมื่อไหร่เลิกทำงานนะมีความทุกข์แน่ เพราะคิดว่างานคือชีวิต งานคือความสุข เหนื่อยดีกว่าเหงาเยอะเลย วันนี้ให้ดีใจที่ยังได้เหนื่อย"


17 ปีที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้หญิงเก่งคนนี้สามารถนำพาแบรนด์สัญชาติไทยให้เป็นที่ยอมรับของคนในประเทศและต่างประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ





Credit By :http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีนร่วมสมทบทุนในงาน น้ำใจ...สร้างกุศล เปิดตัว เข็มอานันทมหิดล ประจำปี 2556







555 (Mobile)


คุณเอกกมล บุญญาภิสันท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ร่วมงานน้ำใจ...สร้างกุศล เปิดตัว เข็มอานันทมหิดล ประจำปี 2556 พร้อมมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท สมทบทุนให้กับ มูลนิธิอานันทมหิดล และมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก สภากาชาดไทย โดยบางส่วนของเงินบริจาคจะนำไปช่วยเหลือพระภิกษุอาพาธ และผู้ป่วยยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี รศ.นพ.โศภณ นภาธร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยให้เกียรติรับมอบ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (แห่งใหม่) ลานอานันทมหิดล อาคาร อปร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายในงานได้จัดให้มีการส่งมอบเข็มวันอานันทมหิดล และกล่องรับบริจาค ให้แก่ผู้แทนคณะนิสิตแพทย์ จุฬาฯ และศิลปิน-ดารา เพื่อนำไปจัดขบวนในการลงพื้นที่ขอรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา เพื่อหารายได้สมทบทุนเข้าโครงการต่อไป

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : กินกันแก่เกินแกง COLLAGEN FEVER







การสูญเสีย คอลลาเจน (collagen) (Mobile)


แก่ก่อนวัยใครๆ ก็กลัว ณ นาทีนี้ความร้อนแรงของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยลบเลือนริ้วรอย ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ช่วยให้ผิวขาวเนียนใส ภายใต้ชื่อ คอลลาเจน (Collagen) ที่พัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบต่างๆกำลังได้รับความนิยมจากคนหนุ่ม-สาว คนรุ่นใหม่ ศิลปิน-ดารารวมถึงกลุ่มคนสูงวัยอย่างแพราหลายเพราะเชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของ Collagen ว่า... กินกันแก่เกินแกง ได้อย่างดีเลิศ อีกทั้งผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างก็รักสวยรักงาม กลัวแก่กลัวเหี่ยวย่นมากกว่ากลัวความจน ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุผลนี้จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการมากหน้าหลายตาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนออกมาเป็นจำนวนมากกลายเป็นกระแส คอลลาเจนฟีเวอร์อย่างสุดๆ ในเวลานี้


ว่ากันว่ากระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์ Collagen กลับมาโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อราวปี 2555 ที่ผ่านมานี่เอง เมื่อกลุ่มนิสิตนักศึกษาและหนุ่ม-สาววัยรุ่น กลุ่มหนึ่งไดสมัครเข้าไปเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Colly Collagen จากบริษัท พัฒน์พลัส จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิ์ป้นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Colly Collagen ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึก ชื่อดังจากประเทศญ่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและได้นำผลิตผลิตภัณฑ์ Colly Collagen ไปขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งโชซ์ความแตกต่างของผู้ที่รับประทานคอลลาเจนชนิดนี้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่ใบหน้าที่เต่งตึง เนียนใสสุขภาพดีแล้วช่วยเพิ่มรายได้ให้กับตัวแทนจำหน่ายเป็นอย่างมากอีกด้วย


ด้วยกลยุทธ์การขายสินค้าผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในลักษณะ Affiliate marketing (การเป็นตัวแทนขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต) ที่หนุ่มสาวกลุ่มนี้ใช้ในการขายสินค้าถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะนอกจากจะมีการแชร์ข้อมูลบอกต่อกันเป็นทอดๆ แบบทะลุทะลวงแล้วยังทำให้ผู้คนจำนวนมากมายที่เห็นภาพอยากจะลิ้มลองหาสินค้าแบรนด์นี้มารับประทานหรือทำธุรกิจกันอย่างคึกคัก และในปัจจุบันได้มีผู้สมัครเข้าไปเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของบริษัทเป็นจำนวนมาก จนทำให้ชื่อของ Colly Collagen หรือ Colly Pink โด่งดังเป็นที่ถวิลหาของผู้คนในวงกว้าง และในขณะเดียวกันความโด่งดังของของ Colly Collagen ก็ถูกกลุ่มมิจฉาชีพ อาศัยกระแสความโด่งดังเป็นพลุแตกของสินค้าชนิดนี้ด้วยการทสินค้าปลอมแปลงอออกมาจำหน่าย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมากและสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคมีความเข้าใจผิดอีกต่างหาก


ความโด่งดังของ Colly Collagen ไม่ได้มีเพียงกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจซื้อหามาบริโภคและทำเป็นธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันยังมีกลุ่มดารา-นักแสดงสาวสวยชื่อดังหลายๆคนหันมารับประทานและทำเป็นธุรกิจหารายได้เสริมให้กับตัวเองอีกด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งนักร้อง-นักแสดงฉายา พระเอกขั้นเทพ ก็รับประทานผลิตภัณฑ์แบรนด์นี้โชว์ผ่านยูทูป (Youtube) ให้เห็นกันจะๆ อีกต่างหากก็ยิ่งทำให้สินค้าชนิดนี้โด่งดังเป็นพลุแตกในเวลานี้



เหี่ยวย่น สัญญาณเตือนว่าขาดคอลลาเจน!


คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งและในร่างกายของมนุษย์มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบมากถึง 1 ใน 3 ของร่างกาย ซึ่งผิวที่เหยียบย่นไม่เต่งตึงเหมือนเมื่อครั้งวัยหนุ่มสาวหรือบริเวณใต้คางเริ่มหย่อนยานลง นั่นคือสัญญาณเตือนว่า คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนังในชั้นเดอร์มอล (Dermal) สูญเสียไปมาก ในผิวชั้นเดอร์มอลนั้นมีคอลลาเจนอยู่ถึง 70 % ซึ่งคอลลาเจนมีหน้าที่สำคัญคือ ทำให้ผิวตึงกระชับและชุ่มชื้น ถ้าภายใต้ผิวหนังของเราขาดคอลลาเจนหรือมีไม่พอนั้นจะทำให้ผิวหนังด้านบนหรือ อีพิเดอร์มิส และชั้น เคราติน แตกแห้งและหย่อนยาน ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนเราถึงต้องการคอลลาเจน เพราะอายุยิ่งมากเท่าไหร่ คอลลาเจนก็ยิ่งลดน้อยลงมากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คอลลาเจนจึงกลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยคงความอ่อนเยาว์และความงามไว้นั่นเอง


ปริมาณของคอลลาเจนในร่างกายคนเราจะเริ่มลดตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป ดังนั้นการเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายก็เปรียบเสมือนการคืนความอ่อนเยาว์ให้กับตัวเราอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ซึงในแต่ละวันปริมาณคอลลาเจน ที่ควรรับประทานก็คือ 5,000-10,000 มก. (5-10 กรัม) โดยคิดจากน้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ปกติร่างกายของคนเราต้องการโปรตีนใน อัตราส่วนในอัตราส่วน 1 กิโลกรัม น้ำหนักตัว : 1 กรัม โปรตีน ดังนั้นน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัมต้องการ 60 กรัม โปรตีน แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า 1 ใน3 ของโปรตีนคือคอลลาเจน ดังนั้นร่างกายจึงต้องการคอลลาเจนเท่ากับ60 กรัม/3=20 กรัม แต่ในกระบวนการดูดซึมของร่างกายจะมีการสูญเสียไปเหลือเพียง 1 ใน 4 จึงได้ค่าปริมาณคอลลาเจนที่ต้องการต่อวันเท่ากับ 20 กรัม/ 4=5 กรัม


...การขาดคอลลาเจนไม่เพียงแต่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นหรือหย่อคล้อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การขาดคอลลาเจนจะเกิดปัญหาขึ้นกับกระดูก เอ็นข้อต่อ กระจกตา การขาดคอลลาเจนจะทำให้สิ่งเหล่านี้เสื่อมสภาพขาดความยืดหยุ่นในส่วนของกระดูกนั้นกระดูกเป็นส่วนเชื่อมต่อด้วยกระดูกอ่อนและเอ็น กระดูกมีหน้าที่รองรับร่างกาย เอ็นและกระดูกอ่อนมีหน้าที่ทำให้ข้อต่างๆ ในร่างกายเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นหรือเหมือนมีหน้าที่เป็นเหมือนหมอนรองรับแรงกระแทกของกระดูกเปราะและแตกหักง่าย ในส่วนของเอ็นและกระดูกอ่อนจะเสื่อมทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหัวเข่าและข้อต่างๆการขาดคอลลาเจนเป็นสาเหตุของการทำให้มวลกระดูกน้อยลงมาก...


ในปัจจุบันมีคนน้อยมากที่ทราบว่ากระดูกประกอบด้วยแคลเซียม 90 % และคอลลาเจน กระดูกสร้างขึ้นจากแคลเซียม คอลลาเจนทำหน้าที่เป็นเสมือนตาข่ายที่คอยยึดให้แคลเซียมเกาะตัวเป็นกระดูกได้ ซึ่งถ้าขาดคอลลาเจนแล้วแคลเซียมก็ไม่สามารถที่จะเกาะตัวได้ ดังนั้นถ้าใครเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมวลกระดูกน้อย คุณควรต้องบริโภคไม่เฉพาะแต่แคลเซียมเท่านั้น คอลลาเจนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริโภคด้วยเช่นกัน


สำหรับคอลลาเจนมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในวงการศัลยกรรมความงาม ศัลยกรรมกระดูก การจัดฟันและวงการศัลยกรรมทั่วไป เป็นส่วนประกอบของผิวหนังสังเคราะห์ที่ที่ใช้ในผู้ป่วยที่สูญเสียจยากผิวหนังเนื่องจากอุบัติเหตุไฟไหม้ ซึ่งใช้คอลลาเจนสังเคราะห์ผิวหนังของลูกวัว (Bovine), หรือจากหมู (Equine ,Porcine) บางครั้งจะใช้ผิวหนังจากผู้บริจาค หรือใช้ซลิโคนสังเคราะห์แทน คอลลาเจนได้มีการจำหน่ายในลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนช่ววยเคลื่อนไหว เนื่องจากคอลลาเจนเมื่อรับประทานเข้าไปจะย่อยสลาบเป็นโปรตีนและกรดอะมิโนในที่สุดจึงช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอแต่วิธีใช้โดยการรับประทานนั้นพบได้น้อยมาก ดังนั้น วงการแพทย์ในปัจจุบันจึงมีการใช้คอลลาเจนในแง่ของศัลยกรรมมากที่สุด


วิธีที่จะเพิ่มคอลลาเจนนั้นทำได้หลายวิธีคือ 1. การฉีดคอลลาเจนโดยตรงจากแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีง่าย ค่าใช้จ่ายสูงเต่เสื่อมสลายเร็ว 2. รับประทานอาหารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี ซึ่งปัจจุบันคอลลาเจนนับเป็นสารสำคัญที่ถูกกล่าวขวัญถึงในแวดวงสุขภาพและความงามอย่างมากเพราะเป็นสารสำคัญที่ร่างกายของคนเราต้องการเพื่อใช้ในการซ่อมแซมกระดูก รวมถึงเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนังทำหน้าที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ ช่วยเสริมความเรียบตึงให้กับผิวพรรณไม่ให้หย่อนคล้อยกลายเป็นคนแก่ก่อนวัยอันควร



ขายตรงคึกลุยตลาดคอลลาเจนเต็มสูบ


ในส่วนของตลาด Collagen ในวงการธุรกิจเครือข่ายขายตรงนั้นค่าย กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ ถือเป็นค่ายแรกที่ปลุกกระแส Collagen ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่อปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมาด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Giffarine Abalone Collagen (กิฟฟารีนอะบาโลน คอลลาเจน) ซึ่งเป็นคอลลาเจนสดสกัดเย็นจากหอยเป๋าฮื้อผสมในน้ำทับทิมเพื่อดับกลิ่นคาวทำให้รับประทานได้ง่ายยิ่งขึ้น


กิฟฟารีนอะบาโลนขายปีแรก 5 ล้านขวด


ทั้งนี้การวิจัยระบุว่าคอลลาเจนสดที่รับประทานและผ่านการย่อยแล้วเป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน ซึ่งเพียงแค่ปีแรกที่กิฟฟารีนเปิดตัว กิฟฟารีนอะบาโลนคอลลาเจน ที่สกัดมาจากหอยเป๋าฮื้อก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามและสามารถทำยอดขายในปีแรกถึง 5 ล้านขวดเลยทีเดียว และในปีเดียวกันนี้บริษัทพันธมิตรทางการค้าของกิฟฟารีนที่ค้นคิดวิจัยและผลิตสินค้าให้กับกิฟฟารีนยังได้รับรางวังนวัตกรรมดีเด่นแห่งชาติอีกด้วยและในปัจจุบันกิฟฟารีนยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนออกมาสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง



คังเซนเฟล็กซิคอลลาเจน คุณค่าที่มาพร้อมกับความอร่อย!


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวใหม่ล่าสุดมีชื่อว่า คังเซนเฟล็กซิคอลลาเจน ซึ่งเป็นคอลลาเจนเปปไทด์อนุภาคเล็กนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส ที่ให้พลังงานต่ำเพียง 20 กิโลแคอรี


บริษัทคังเซนฯ ให้นักธุรกิจของบริษัทได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์คังเซนเฟล็กซิคอลลาเจนเป็นประจำทุกๆ วันตลอดระยะเวลา 3 เดือนก่อนที่จะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างเป็นทางการ แม้จะให้เวลาถึง 3 เดือนแต่เพียงแค่สัปดาห์เดียวนักธุรกิจคังเซนกับรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวแองอย่างเด่นชัด ทั้งความเต่งตึง ขาวใสของใบนะและผิวพรรณอย่างชัดเจนนั่นคือความสุขสุดยอดของคังเซนเฟล็กซิคอลลาเจน


บริษัทคังเซน ได้พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์คอลลาเจนขึ้นมาในรูปแบบใหม่คล้ายกับเยลลี่มีรสชาติหอมหวานปราศจากกลิ่นคาวยิ่งแช่ยิ่งรสชาติอร่อยแค่ฉีกซองก็รับประทานได้ทันทีซึ่งปกติโดยทั่วไปจะผลิตออกมาในรูปแบบผงบรรจุซองและแต่งกลิ่นแต่งรสชาติเพื่อให้ทานง่ายแค่ฉีกซองแล้วเทผงลงไปผสมกับน้ำอุ่น น้ำเย็น หรือน้ำผลไม้ก็ทานได้ทันทีเช่นกัน หรือผลิตออกมาในลักษณะเครื่องดื่มชนิดน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันกลิ่นคาว และทำให้ง่ายต่อการรับประทานเช่นเดียวกัน


คอลลามินไอยรา ความสวยที่ยอมกันไม่ได้


บริษัทไอยรา แพลนเน็ต จำกัด นอกจากเก่งเรื่องการฝึกอบรมแล้วสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของค่ายนี้เก่งชนะเลิศไม่แพ้ใครเหมือนกัน นอกจาก งาดำ ที่ขึ้นชื่อแล้ววันนี้ยังมีการพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งชนิดนั่นคือ คอลลาเจน ซึ่งก็คือคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลผลงานวิจัยของรศ.ปรัชญา คงทวีเลิส ผู้คิดค้นเซซามีนในงาดำนั่นเอง...คอลลามินเป็นศูนย์รวมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายเพราะมีส่วนประกอบมากมาย อาทิ Fish HyDrolyzed Collagen คอลลาเจนจากปลาทะเล ที่ไร้กลิ่นคาว คอลลามินหรือคอลลาเจนของไอยราพัฒนามาในรูปแบบผงเพียงแค่ฉีกซองแล้วผสมกับน้ำเย็น ก็จะได้น้ำสีเขียวหอมหวานอร่อยปราศจากกลิ่นคาวใดๆ ทำให้ทานง่ายเช่นเดียวกัน นับเป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว



ISO3 ซูเลียน...เปิดมานานแต่ยังไม่เปรี้ยง


ISO3 เป็นชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคอลลาเจนบริสุทธิ์เป็นส่วนผสม เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพอีกหนึ่งรายการของบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่เปิดตัวมายาวนานร่วม 4 ปี แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่มีความโดดแด่นเรื่องความอ่อนเยาว์บนใบหน้าและดูผิวพรรณให้กระชับและกระจ่างใสแต่ปัจจุบันยังไม่ได้โปรโมทถึงจุดแข็งของสินค้าตัวนี้มากนัก


นิวไลฟ์คอลลาเจน อาวุธเด็ดต่อต้านความชรา!


เร็วๆนี้ บริษัท นิวไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็พร้อมที่จะเปิดตัว นิวไลฟ์คอลลาเจน (New Life Collagen) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ทั้งในส่วนของผิวพรรณรวมถึงกระดูกและข้อต่ออีกด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ผู้คนต่างหันมาให้ความสำคัญกับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองกันมากยิ่งขึ้นและผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราป้องกันความเหี่ยวย่นบนใบหน้าและผิวพรรณในรูปแบของ Collagen ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างแพราหลายและกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงของผู้บริโภคในช่วงเวลานี้เป็นอย่างมากในระดับฟีเวอร์อย่างสุดๆ เลยทีเดียวเพราะผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ใครๆก็อยาก กินกันแก่เกินแกง ด้วยกันทั้งสิ้น





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556