ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nuskin Thailand) : นูสกิน เปิดรหัสลับ 2.0 ทั่วโลกดันเป้า 5,000 ล้านเหรียฐปี 2558


นู สกิน เดินแผนรบพร้อมกันทั่วโลก กับปฏิบัติการ 2.0 ทำเป้ายอดขายให้ได้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 58 หลัง ขยับเป้าจากปี 63 ขึ้นมา ด้วยการ ชูนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยีเฉพาะ ของนูสกินกับสินค้า เอจล็อค นวัติกรรมการต่อต้านความเสื่อม- ชราตอบรับกระแสตลาดโลก ที่สาวๆ หันมาให้ความสนใจกับสินค้าลดเลือน ริ้วรอยมากขึ้น

ทรูแมน ฮันท์ ประธาน บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์- ไพร์ส อิงค์ อเมริกา เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับพันธกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ นู สกิน 2.0 โดยมีเป้าหมายการสร้างยอดขายของ นูสกินทั่วโลกให้ได้ 5,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายใน ปี 2563 จากปัจจุบันมียอดขายรวมกว่า 1,700 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้แทนจำหน่าย ที่สร้างยอดขายระดับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 2,500 คน จากปัจจุบันที่มีผู้แทนจำหน่ายที่สร้างยอดขาย ระดับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 805 คน แบ่งเป็นการจ่ายผลตอบแทนประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันจ่ายอยู่ที่ 751 ล้านเหรียญดอลลาร์ สหรัฐ และจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ หลังจากบริษัท ตั้งเป้าการเป็นผู้นำในสินค้ากลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะประเทศในแถบ เอเชีย รวมถึงตลาดจีน ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขาย ให้เป็นไปตามเป้าได้ในปี 2558

ในปีที่ผ่านมาภาพรวม นู สกิน ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 27% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือประเทศสิงคโปร์ เติบโต 56% รองลงมาคือ อินโดนีเซีย เติบโต 42%, มาเลเซีย 30%, ฟิลิปปินส์ 29%, บรูไน 18% และประเทศไทย 12% และในไตรมาสแรกของปี 2555 นู สกิน ภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตสูงถึง 72% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับความมั่นใจที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้น เนื่องจากที่ผา่ นมา นู สกิน ได้มีเป้าหมายการขึ้นเป็นผ้นู ำตลาด กลุ่มสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา ซึ่ง นู สกิน เป็นรายเดียวที่มี การพัฒนานวัตกรรมเอจล็อคที่ได้เริ่มรุกตลาดอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ นู สกิน มีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้น จากยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท ทั่วโลก หรือ 1.3 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 1,500 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554 ที่ผ่านมา และปีนี้บริษัทตั้งเป้า ยอดขายของ นู สกิน ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 2,000 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโต 12.8% จากปีก่อน

อย่างไรก็ดี การวางพันธกิจ นู สกิน 2.0 เป็นสิ่งที่บริษัท วางเป้าหมายไว้ โดยมีทีมบริหารช่วยกันระดมสมอง เพื่อ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และสร้างความ มั่นใจให้กับนักธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ประกอบ ด้วย เทคโนโลยีเอจล็อค ที่สามารถต่อยอดพัฒนาสินค้าใน กลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา และการได้รับความร่วมมือจาก นักธุรกิจ พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมของบริษัทที่จะ ให้การสนับสนุนนักธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้นักธุรกิจ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด นู สกิน ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ใน กลุ่มต่อต้านความชรา ประกอบด้วย เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ สปา ผลิตภัณฑ์สปา แอท โฮม และเอจล็อค อาร์ สแควร์ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเสริมอาหาร ที่สามารถสร้าง ยอดขายได้สูงถึง 4,500 ล้านบาท จากการเปิดตัวให้กับผู้แทน จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน ที่ได้สั่งจองสินค้าล่วงหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ถือเป็นการรองรับการ เติบโตของตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราที่มี การเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการพัฒนานวัตกรรมเอจล็อค ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมียอดขายของผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มดังกล่าวทั่วโลกกว่า 30,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ นู สกิน ได้เปิดตัวสินค้าในงานประชุมระดับภูมิภาคเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพในปี 2555 และ ถือเป็นการฉลองความสำเร็จของผู้แทนจำหน่ายด้วย โดย มีนักธุรกิจเข้าร่วมงานกว่า 6,000 ราย ได้แก่ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค (Smart International Network) : ชูแผนผสม อัดโปรโมชั่น ครึ่งปีหลังเอาใจสมาชิก


สมาร์ท อินเตอร์ฯ เตรียมลุยตลาด ขายตรงเต็มสูบ หลังซุ่มทำตลาดมานาน กว่า 9 เดือน เปิดแผนตอบแทนแบบ การตลาดหลายชั้นผสมผสาน ที่ใช้ชื่อ BMS พร้อมส่งสินค้าลงตลาดอีกหลายรายการ ในปีนี้ คาดสิ้นปีสมาชิกพุ่ง 10,000 คน นวรัตน์ สัมพันธ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า บริษัท สมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์คฯ ได้ตั้งขึ้น โดยมี ทิพวรรณ ลัดลอด ดำรงตำแหน่งประธานบริหารและตนดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเหตุผลที่มา เปิดบริษัทเองนั้น เนื่องจากมีประสบการณ์ ในธุรกิจขายตรงมานานกว่า 10 ปี รวมทั้งมีเป้าหมายต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนทั่วโลก ทั้งนี้ บริษัทได้จดทะเบียนเป็น บริษัทขายตรงเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 และได้รับอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 และได้เริ่มเปิด ดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงขณะนี้บริษัทเปิดดำเนินการมา แล้วกว่า 9 เดือน ปัจจุบันมีสำงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 20 ล้านบาท และ มีห้องประชุมไว้รองรับสมาชิกได้ถึง 200 คน


สำหรับสินค้าที่จำหน่ายนั้นมีทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ กลมุ่ เสรมิ อาหาร กลมุ่ อปุ โภค-บริโภค กล่มุ เครือ่ งสำอาง และ กลุ่มสินค้าเพื่อการเกษตร รวมกว่า 30 รายการ และในปีนี้ บริษัทได้วางแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มในกลุ่มของ เสริมอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอวัยและได้รับการวิจัย มานานกว่า 3 ปี รวมถึงสินค้ากลุ่มเพื่อการเกษตร โดยในการทำตลาดของสินค้าบริษัทจะเน้นสินค้าที่มีความแตกต่าง จากคู่แข่ง


ด้านภาพรวมของบริษัทในช่วง 2 ไตรมาสแรก ที่ผ่านมา บริษัทได้รับกระแสการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในด้าน ของสมาชิกที่ทยอยเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และด้านของ สินค้าก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว และผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรทีสมาร์ท ที่ได้รับการตอบรับจากสมาชิกชาวเกษตรกรเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังของปีบริษัทได้จัดทำโปรโมชั่น คืนกำไรสู่สมาชิก ทั้งกลุ่มผู้บริโภคและนักธุรกิจสมาร์ท โดย รางวัลที่บริษัทมอบให้ คือ การพาสมาชิกไปท่องเที่ยวต่าง- ประเทศ พร้อมทั้งเตรียมจัดหลักสูตรอบรมสัมมนาแก่สมาชิก แบบเต็มรูปแบบ เน้นเรื่องการพัฒนาผู้นำ และให้ความรู้ ในผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด


พร้อมกันนี้บริษัทได้เตรียมที่จะเปิดตัวบริษัทอย่าง เป็นทางการ ซึ่งงานครั้งนี้บริษัทว่าจะเป็นงานครั้งที่ยิ่งใหญ่ อีกงานหนึ่งและจะเป็นงานที่จะประกาศให้วงการขายตรง รู้จัก สมาร์ท และในงานจะประกาศเกียรติคุณให้กับ ผู้ที่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจของ สมาร์ท ซึ่งปัจจุบันบริษัท มีสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคประมาณ 3,800 คน และเป็นนักธุรกิจ ประมาณ 500 คน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้จะมีสมาชิก ที่ประมาณ 10,000 คน


ในส่วนของแผนการจ่ายผลตอบแทน บริษัทใช้ แผนการตลาดแบบ MLM หรือเรียกว่าแผน BMS ที่เป็นการ ผสมผสาน 3 แบบ เข้าด้วยกัน ได้แก่ B คือ แผนการปันผล แบบไบนารี่ M คือ แผนการปันผลแบบแมชชิ่ง และ S คือ แผนการปันผลตอบแทนแบบขั้นบันได ซึ่งแผนการจ่าย ผลตอบแทนบริษัทได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ของการรับ ผลประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าเป็นผู้บริโภค นักธุรกิจ สมาร์ท บริษัทและประเทศชาติ


นวรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ในปีหน้าแนวโน้มตลาด MLM มี โอกาสเติบโตอย่างแน่นอนเนื่องจากปัจจุบัน ภาครัฐบาลให้การสนับสนุนธุรกิจเครือข่ายและคาดว่า จะมีการแข่งขันสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยาย ตลาดรองรับกลุ่มประเทศอาเซียนอีกทั้งคนไทยในยุค ปัจจุบันมีความเข้าใจและยอมรับในธุรกิจเครือข่ายเพิ่ม มากขึ้น ซึ่งบริษัท พร้อมทีมผู้บริหารก็เตรียมแผนงาน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวรองรับการเจริญเติบโตของ องค์กรพร้อมสู้ศึกในตลาดอย่างเต็มกำลัง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว อาเจล (Agel Thailand) : จัดแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และงาน ไอ แอม อาเจล (I Am Agel-IAA)


บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และงาน ไอ แอม อาเจล (I Am Agel) ซึ่งในวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ได้ร่วมฟังวิสัยทัศน์จาก Joel Rockwood รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Vice President Research & Development) จากสหรัฐอเมริกา และผู้บริหาร อาเจล ประเทศไทย วสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส (Vice Senior President) อคิรณัฐ สุทธิพงษ์เกษตร รองประธาน (Vice President) ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ ช่วงเย็นก็เต็มอิ่มกับงาน Director Party ร่วมฉลองความสำเร็จกับผู้นำระดับสูง ณ ห้องเมจิก 3 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2555 งาน I AM AGEL (IAA) ภายในงานได้รวมขุนพลบรรดาผู้นำธุรกิจจากทั่วประเทศ และ มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ OM-3 ซึ่งเป็นเจลเสริมอาหารบำรุงด้านสมอง ตลอดทั้งได้พบแขกปราศรัยผู้ที่ประสบความสำเร็จ จากประเทศเม็กซิโกที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ งานนี้เรียกได้ว่าได้ทั้งความรู้ ข้อคิดดีๆ แถมยังได้รอยยิ้มความประทับใจกลับไป กันทุกคน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าว โมนาวี (Monavie) : ตั้งไทยศูนย์กลางอาเซียน สยายปีกส่งสกินแคร์ลุยเครือข่าย


โมนาวี ประกาศกร้าวเลือกไทยเป็นฐานขยายตลาดคลุมอาเซียน ล่าสุด ประเดิมสินค้ากลุ่มแรกลงตลาดสกินแคร์ หลังรอผล อย. มานาน เดินหน้าทำตลาด อย่างจริงจัง หวังก้าวเป็นที่ 1 ในตลาดอาเซียนแซงพี่ใหญ่มาเลเซียใน 2 ปี ระบุ อีก 10 ปี วางหมากยอดขายโมนาวีทั่วโลกพุ่ง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เดวิด เอ็น เฟลปส์ ประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท โมนาวี โฮลดิ้งส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็น ประเทศแรกในการเปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์นั้น เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพของตลาดขายตรง ซึ่งก่อนหน้านี้มีสินค้าในกลุ่ม สกินแคร์จำหน่ายในประเทศต่างๆ มาแล้วหลายปี

สำหรับสินค้าในกลุ่มสกินแคร์มีทั้งสิ้น 5 รายการ โดยมีจุดเด่นจากวัตถุดิบที่เป็น ธรรมชาติจากป่าอะเมซอน ซึ่งสินค้ารายการนี้ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะ- กรรมการอาหารและยา หรือ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารน้ำผลไม้ที่ได้ยื่นเรื่องขอ อย. ไปนานแลว้ นัน้ ขณะนียั้งไมได้รับอนุญาต โดย เดวิด ให้ความคิดเห็นว่าสินค้ากลุ่มเสริมอาหารมีขั้นตอนการตรวจสอบที่ยุ่งยากกว่ากลุ่มสกินแคร์ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทขอยืนยันว่าจะไม่ทำผิดศีลธรรมด้วยการ ยื่นใต้โต๊ะแน่นอน

ทั้งนี้ หลังจากที่เปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทเตรียม แผนรุกตลาดเครือข่ายอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้มีคู่แข่งให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคู่แข่งที่เคยเป็นพันธมิตรทางการค้ากันมาก่อน ซึ่งบริษัทมั่นใจว่า การรุกตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ จะสามารถผลักดันยอดขายให้เติบโตได้ในสิ้นปี

ด้านอัตราการเติบโตของ โมนาวี หลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อกลางปีที่แล้ว มีอัตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ทีดี ถึงแม้จะไม่ค่อยมีข่าวความ เคลื่อนไหวเท่ากับที่อื่น แต่ปัจจุบัน โมนาวี ในประเทศไทยมีสมาชิกมากถึง 30,000 รหัส

อย่างไรก็ตาม แม้ โมนาวี ประเทศไทย จะมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังเปรียบเทียบกับ โมนาวี มาเลเซีย ไม่ได้ ที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาทต่อเดือนแต่บริษัทมีความมั่นใจว่าด้วยความพร้อมและศักยภาพ ของตลาด ประเทศไทยจะสามารถทำให้ โมนาวี ประเทศไทย มียอดขายแซงหน้ามาเลเซียได้ภายในสิ้นปีนี้ และมั่นใจว่าภายใน 2 ปี โมนาวี ประเทศไทยจะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของ โมนาวี ทั่วโลก จากปัจจุบัน โมนาวี มี สาขาทั้งสิ้น 19 ประเทศ โดยประเทศที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายตลาด เครือข่ายในแถบอาเซียนแล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งบริษัทวางแผนที่จะ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ โมนาวี ในการ ขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจาก ผู้บริหารได้มองเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่มีศักยภาพค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศ ต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

เดวิด กล่าวต่อไปว่า จากนี้ไปโมนาวีจะเข้าไป ทำการตลาดในธุรกิจเครือข่ายอย่างจริงจัง และพร้อม ที่จะทุ่มงบลงทุนในด้านต่างๆ เช่น งบการจัดฝึกอบรม การจัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าต่างๆ และงบการ ค้นหาสินค้าใหม่ๆ ซึ่งในส่วนนี้บริษัทได้วางเป้าหมาย ที่จะสร้างความหลากหลายของสินค้า ทั้งนี้เพื่อเป็น การสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค โดยบริษัทตั้ง เป้าหมายว่าภายใน 10 ปี โมนาวีทั่วโลกจะต้องมียอดขาย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันมีรายได้ที่ 750 ล้าน เหรียญสหรัฐ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : อย. ไฟเขียวโคลอสตรุม 5 รายการ เอเชีย สุพรีม จัดเต็มรุกตลาดภูธร


เอเชีย สุพรีม เปิดศึกลุยตลาดไตรมาส 3 หลังโคลอสตรุมผ่าน อย. แล้ว ทั้ง 5 รายการ เดินเครื่องลงสนามครอบคลุมทุกภาค หวังดัน ยอดโคลอสตรุมสิ้นปี 120 ล้านบาท รอท่า เปิดสาขานอกกรุงเพิ่ม 2 แห่ง ด้านแผนพัฒนา ระบบออนไลน์ เพิ่มความสะดวกให้กับสมาชิก สิ้นเดือนระบบสมบูรณ์ 100% พร้อมส่งสินค้า ปิดท้ายปีนี้กับสินค้าใหม่อีก 3 รายการ


สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เปิดเผยว่า หลัง บริษัทจัดงานฉลองครบรอบ 1 ปี ส่งผลให้ภาพ รวมบริษัทนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และเพื่อ เป็นการสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่ง ของทีมงาน บริษัทได้จัดอบรมให้กับสมาชิก ทั่วประเทศ เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจใน ผลิตภัณฑ์และการสร้างความมุ่งมั่นในการทำ ธุรกิจให้สำเร็จ


ในส่วนของสมาชิกปัจจุบันมีจำนวน ทั้งสิ้น 3,000 รหัส และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 10,000 รหัส และมีฐาน สมาชิกอยู่ทั่วประเทศ โดยในภาคเหนือมีฐาน สมาชิกที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดูแลทีมงานภาค- เหนือตอนบนทั้งหมด ส่วนภาคใต้มีฐานตลาด ใหญ่ ที่จังหวัดปัตตานี, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่ และในขณะนี้บริษัท กำลังขยายฐานไปสู่จังหวัดชุมพร


ขณะที่พื้นที่ในภาคกลางตอนบน โดย เริ่มจากจังหวัดสระบุรีขึ้นไป และในกรุงเทพฯ ขณะนี้มีทีมงานที่นับว่ามีความแข็งแกร่งอยู่ หลายทีม และเป็นทีมที่มีผลงานโดดเด่นมาจาก ที่อื่น แต่มีความตั้งใจที่จะมาร่วมงานกับเอเชีย สุพรีม เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ในกรุงเทพฯ บริษัทได้เปิดสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ส่วนในจังหวัดสระบุรี และหาดใหญ่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดหาสถานที่


ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำบริษัท เข้าสู่ธุรกิจในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยในปีหน้า บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปร่วมธุรกิจกับบริษัท ท้องถิ่นให้เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หลังจากที่บริษัทได้เซ็นสัญญาลงนามการจัด จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคลอสตรุม ผ่านช่องทาง MLM กับ บริษัท กู๊ดเฮลธ์ โปรดักส์ จำกัด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบและ ได้รับเครื่องหมาย อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 5 รายการ


สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคลอสตรุม ไม่ได้เป็นสินค้าใหม่ในประเทศไทย หากแต่ก่อน หน้านี้เคยมีผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์เข้ามา จำหน่าย แต่มีเหตุต้องทำให้หยุดไปและที่ผ่าน มาบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ยกเลิกสัญญากับทาง ผู้นำเข้าเดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้ เอเชีย สุพรีม เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวใน ประเทศไทยและประเทศแถบอินโดจีน โดย บริษัทตั้งเป้าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โคลอสตรุมไว้ที่ 25% หรือคิดเป็นยอดขาย 120 ล้านบาท ในปีนี้ โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ทดลองทำ ตลาดผลิตภัณฑ์โคลอสตรุม ให้กับนักเรียนใน โรงเรียนตา่ งๆ ที่เขา้ รว่ มโปรแกรมไดรั้บประทาน และหลังจากนั้นบริษัทจะมีการวัดผลก่อนและ หลังการรับประทานโคลอสตรุมทุกๆ 3 เดือน


เอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการ- ผู้จัดการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าว เพิ่มเติมว่า ในส่วนของแผนการตลาด บริษัทได้ วางระบบการทำงานแบบออนไลน์ที่ดำเนินการ แล้วเสร็จไปแล้วประมาณ 90% ซึ่งสมาชิก สามารถทำงานได้ทุกๆ ที่ที่มีอินเทอร์เน็ต และ สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้อย่าง สะดวก ขณะที่การขนส่งสินค้าให้กับสมาชิก ในพื้นที่ต่างจังหวัด สามารถรับสินค้าได้ภายใน 2 วัน และสามารถระบุได้ว่าสะดวกที่จะเข้าไป รับสินค้าได้ที่สาขาไหนจุดใด คาดว่าไม่เกิน สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ระบบออนไลน์จะแล้วเสร็จ และใช้งานได้ครบ 100% ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ รองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต


อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มความ สะดวกสบายให้กับสมาชิกในการขยายตลาด ไปยังต่างประเทศ บริษัทได้ออกบัตรเงินสด ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งบัตรดังกล่าว จะเป็นทั้งบัตรเอทีเอ็มและบัตรวีซ่าในบัตร เดียวกัน ขณะที่แผนการเปิดตัวสินค้าใหม่ อีก 3 เดือนจากนี้ไป บริษัทจะเปิดเพิ่มอีก 3 รายการ ในกลุ่มสินค้าควบคุมนํ้าหนักของ กู๊ดเฮลธ์ สินค้าที ทรี ออยล์ โฟมอาบนํ้า สินค้า นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย กาแฟเพื่อ สุขภาพ และนํ้าเอนไซม์จากประเทศเกาหลี และปลายปีจะนำเข้าสินค้าที่ใช้ในครัวเรือน จากโรงงานทีโอพีพีเข้ามาทำตลาด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าว สคบ. ยกระดับธุรกิจขายตรง ผุดตราสัญลักษณ์อุ้มผู้บริโภค


สคบ. จับมือ ทิพยประกันภัย นำร่องมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภค 4 ธุรกิจ ประเดิมธุรกิจ MLM หวังยกระดับธุรกิจสร้างความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภค เตรียมพร้อมสู่เวทีการแข่งขันในระดับอาเซียน ล่าสุดร่างแก้ไข ข้อกฎหมายการต่อใบอนุญาต บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจต้องต่ออายุปีต่อปี

นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับทิพยประกันภัยในการมอบตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้กับธุรกิจนำร่อง 4 ธุรกิจ ประกอบด้วยธุรกิจบริการ อู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง โดยจะ เริ่มใช้กับธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจแรก เนื่องจากต้องการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าของ MLM โดยนำระบบประกันภัยมาสนับสนุนการเยียวยา ให้แก่ผู้บริโภค ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียจากสินค้า และบริการ โดยไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการพิจารณารวม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สคบ. และผู้บริโภคจะต้องเป็นคนร้องเรียนเอง แต่ต่อไป บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการมอบตราสัญลักษณ์ดังกล่าวบริษัทที่จะยื่นเรื่องขอรับตรา- สัญลักษณ์จะต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่ สคบ. กำหนดไว้ โดย สคบ. และ ทิพยประกันภัย ได้จัดคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอยื่น หากผ่านเป็นที่เรียบร้อยผู้ขอรับตราสัญลักษณ์จะได้รับมอบตราสัญลักษณ์ภายใน 15 วัน ซึ่ง สคบ. มีความมั่นใจว่าภายในปลายเดือนนี้จะมีบริษัท MLM ให้ความ สนใจและขอยื่นรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวแน่นอน โดยตราสัญลักษณ์นี้ยังอยู่ในแนวนโยบายว่าจะติดที่ตัวสินค้า หรือสถานที่ประกอบธุรกิจ หรือติดทั้ง 2 แห่ง ซึ่งต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง และจะต้องมีการต่ออายุตราสัญลักษณ์ทุก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตราสัญลักษณ์นี้ จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการ คุ้มครองผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีและแสดงถึงความรับผิดชอบของบริษัท MLM แต่ การขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะเป็นภาคสมัครใจ ไม่ได้เป็นภาคบังคับ โดยจะมี เงื่อนไขหลัก 23 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อกำหนดที่ระบุไว้ในการยื่นขอใบอนุญาต ดาํ เนินธุรกจิ อยแู่ ลว้ ยกเวน้ ประเดน็ ใหมใ่ นเรือ่ งของการประกนั ความเสียหายทีเ่ กิด จากการใช้สินค้า และมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภค ส่วน เหตุผลที่ สคบ. เลือกที่จะร่วมมือกับทิพยประกันภัยนั้น เนื่องจากว่าเป็นบริษัท ประกันที่รัฐถือหุ้นอยู่ และหากในอนาคตมีบริษัทประกันภัยอื่นๆ ต้องการที่จะเข้า มาร่วมในโครงการนี้ สคบ. ก็เปิดกว้างในการให้บริษัทประกันภัยอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

พร้อมกันนี้ สคบ. คาดหวังว่าการมอบตราสัญลักษณ์นี้ให้แก่ผู้ประกอบ การนั้น จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะผลักดันให้ธุรกิจ MLM ของไทยเข้าไปสู่การ แข่งขันระดับอาเซียน ซึ่ง สคบ. ได้วางแผนไว้ในอนาคตจะเข้าไปทำการเจรจาแลก เปลี่ยนข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองที่ทำในนามของรัฐต่อรัฐ จากปัจจุบันการเข้าไป ทำธุรกิจ MLM ในต่างประเทศนั้น เข้าไปในนามของบริษัทเอกชน อีกทั้งยังเป็นการ ป้องกันการถูกหลอกในการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้บริษัทที่จะเข้าไป ทำธุรกิจในต่างประเทศได้ต้องได้รับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคเสียก่อน

นพปฎล กล่าวต่อไปว่า นอกจากตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นเครื่องหมาย ที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยในการคัดกรองผู้ที่แอบ- แฝงเข้ามาในธุรกิจนี้และคาดว่าจะช่วยเปลี่ยนธุรกิจจากสีเทาให้เป็นสีขาว เมื่อ เข้าไปในตลาดรับอาเซียนด้วย

นอกจากนี้ สคบ. ยังได้เตรียมในเรื่องกฎหมายในการต่อใบอนุญาต การประกอบธุรกิจขายตรง ซึ่งต่อไปนี้จะกำหนดให้บริษัทที่เปิดใหม่ต้อง ต่อใบอนุญาตเป็นปีต่อปี หากครบกำหนดแล้ว บริษัทเหล่านั้นยังไม่ต่อก็จะ ทำการเพิกถอนสิทธิ์ และหากเมื่อ สคบ. ได้พิจารณาแล้วว่า บริษัทเริ่มที่จะมี ความมั่นคงอาจจะเพิ่มระยะเวลาในการต่ออายุ หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่และมี ความมั่นคงทางธุรกิจสูงอาจจะให้ทำครั้งเดียวตลอดชีพ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ของการปรับปรุงร่างกฎหมายเดิมที่เคยทำไว้แล้ว นพปฎล กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : คนขายตรงง้าง รมต.! ค้านแหลกตรา สคบ.


หลังฉาก สคบ. ยังวุ่นไม่เลิก เป็นประเด็นร้อน ที่ รมต.วรวัจน์ เสนอโครงการตรา- สัญลักษณ์ สคบ. ยังไม่มีข้อสรุป ผู้ประกอบการขายตรงไม่เห็นด้วย ชี้โครงการดีต่อ ผู้บริโภค แต่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนสินค้าเพิ่ม อีกทั้งยังเป็นการทำงาน ที่ซํ้าซ้อนโดยใช่เหตุ ยันเรื่องนี้สมาคมการขายตรงไทยต้องหารือร่วมกันเพื่อหา ข้อสรุปที่ชัดเจน ยํ้าต้องหยั่งเสียงบริษัทขายตรงกว่า 800 บริษัทว่าเห็นด้วยหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนและยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ สำหรับโครงการมอบตรา- สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคที่นำร่อง 4 ธุรกิจ ที่รวมธุรกิจขายตรงด้วย ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบาย ร้อนของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายงานให้สำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ดำเนินการ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า ด้วยการนำระบบประกันภัยมาสนับสนุนกระบวนการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียหายจากสินค้าและบริการเบื้องต้นจะมีการนำร่องตราสัญลักษณ์กับธุรกิจ 4 ประเภท ประกอบด้วย ธุรกิจบริการอู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง ซึ่งเหตุผลที่ สคบ. เลือกธุรกิจขายตรง เนื่องจากธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโต สูง และมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในวงกว้างเกือบทุก สังคมและอาชีพ จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่น และยก ระดับภาพลักษณ์ของธุรกิจให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขัน โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคใน การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558

แม้ว่าภาพรวมของโครงการนี้จะเป็นเรื่องดี และเป็น โครงการสมัครใจ ไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการต้องติดตรา สัญลักษณ์ แต่ทว่าความชัดเจนในประเด็นการขอรับตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ยังไม่มีความชัดเจนในหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นประกันภัย ทั้งในเรื่องของความซํ้าซ้อน ของการประกันภัยความเสี่ยง โดยเฉพาะในกรณีบริษัท ต่างชาติ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมี ระบบดังกล่าวจากต่างประเทศอยู่แล้ว ต้องทำประกันส่วนนี้ เพิ่มหรือไม่ รวมถึงเบี้ยประกันที่จะเรียกจัดเก็บว่าควรเป็น เท่าใด เนื่องจากเบื้องต้น บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด ที่ เป็นบริษัทนำร่องในการเข้าร่วมโครงการนี้ ยังไม่มีบทสรุปที่ ชัดเจนเกี่ยวกับเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย แต่เบื้องต้นคาดว่า จะมีการจัดเก็บเบี้ยประกันภัยในอัตรา 0.1-0.5% ของราคา สินค้า

กับประเด็นดังกล่าว ได้มีการตั้งคำถามกันในวงกว้าง ว่า สุดท้ายแล้วโครงการนี้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยกันทุกฝ่ายหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ที่อาจจะต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง เรื่องนี้ผู้ประกอบการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ โครงการตราสัญลักษณ์โดยเริ่มจาก น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า โครงการที่ สคบ. จัดทำขึ้นนี้ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีในการส่งเสริมยกย่องบริษัท ที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่ในมุมกลับกันคงต้องมีการพูด คุยหารือถึงแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยเฉพาะประเด็น เบี้ยประกัน ที่จะมีการจัดเก็บในอัตรา 0.1-0.5% ของราคา สินค้านั้น ถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก

ทั้งนี้ การจัดเก็บในอัตราดังกล่าว บริษัทจะต้องมี การจ่ายเบี้ยประกันสูงถึง 15-25 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็น เม็ดเงินที่สูงมาก เนื่องจากตามปกติบริษัทมีระบบที่รองรับ ความเสียหายและรับผิดชอบลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งจากการหารือ กับผู้ประกอบการในสมาคมการขายตรงไทยในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือ บริการนั้น ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นมีการชดเชยแค่ระดับหลัก หมื่นบาทเท่านั้น ซึ่งหากต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงขึ้น ถือว่า เป็นเงินที่สูงเกินไป แต่คงต้องมีการหารือถึงแนวทางที่ เหมาะสมอีกครั้ง

ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ประเด็นตราสัญลักษณ์ สคบ. คงต้องรอความชัดเจนจากการ ประชุมร่วมกับสมาชิกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เพื่อหาแนวทางกันอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ส่วนตัวมองว่าเป็น โครงการที่ดี แต่ในทางกลับกันโครงการมอบตราสัญลักษณ์ จะกระทบต่อต้นทุนสินค้า ดังนั้น คงต้องมานั่งคุยกันหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้อยู่ในขอบข่ายและอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

ขณะที่ วิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการฝ่ายขาย ประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง โครงการมอบตราสัญลักษณ์ สคบ. ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี เนื่องจากจะทำให้ผู้บริโภค มีความมั่นใจในการซื้อสินค้า ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะ จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ เรื่องนี้ หน่วยงานภาครัฐควรกลับไปทบทวนเกี่ยวกับโครงการ ดังกล่าวว่า การมอบตราสัญลักษณ์นั้นจะเป็นการทำงาน ที่ซํ้าซ้อนกันหรือไม่

สินค้าทุกตัวต้องผ่าน อย. ก่อนนำออกมาขายอยู่ แล้ว แน่นอนว่าถ้าไม่ผ่านสินค้าก็ออกมาสู่ตลาดไม่ได้ อันนี้ เมื่อได้รับการอนุมัติจาก อย. แล้ว จะต้องไปผ่านตรา สัญลักษณ์จาก สคบ. อีก เรื่องนี้รัฐคงต้องไปคิดทบทวนดูก่อน ว่า การที่จะมาทำโครงการนี้ รัฐควรที่จะเอาเวลาไปตรวจ สอบผู้ประกอบการขายตรงที่ปัจจุบันมีมากกว่า 800 บริษัท ดีกว่าจะมาทำโครงการนี้ดีกว่าไหม วิภารัตน์ กล่าว

ส่วน ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการ- บริหาร บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การนำเสนอโครงการตราสัญลักษณ์ผู้บริโภค เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่เหมาะ เรื่องนี้ควรจะให้สถานการณ์บ้าน- เมืองมีความเสถียรกว่านี้ โดยเฉพาะปัญหานํ้าท่วมที่คาดว่า จะเกิดขึ้นอีกในปีนี้ รวมถึงการเตรียมรับตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนที่ใกล้จะมาถึงในปี 2558 ซึ่งจะมีการแข่งขัน ที่สูงขึ้น เรื่องนี้มีหน่วยงานใดที่จะรับมือกับการฟอกเงิน หรือไม่ และมีกฎหมายฟอกเงินจากต่างชาติที่จะเข้ามา รองรับแล้วหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นประเด็น ที่เร่งด่วน เนื่องจากต่างชาติมีกฎหมายรองรับเป็นอย่างดี

โครงการนี้มันทำ ให้เกิดการระคายเคืองต่อ ผู้เสียภาษี และคิดว่ายังไม่เหมาะสม อยากให้รัฐยืดเวลา ออกไปก่อน ควรนำเรื่องนี้มาคุยกับผู้ประกอการเพื่อเรียก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน ในการหาทางออก เพราะ เท่าที่คุยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ดังนั้น เราอยาก ให้รัฐออกกฎหมายเข้มงวด เพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการกว่า 800 บริษัทใหไ้ ดก้ อ่ น อีกอย่างบุคลากรที่ปฏิบัติงานสว่ นงาน ขายตรงก็มีน้อยด้วย เรื่องนี้อยากให้มีการแยกแยะ หากรัฐ คิดที่จะทำโครงการแบบนี้ก็ถือว่าฆ่าตัวตายชัดๆ ตรงนี้ก็อยาก ให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปได้ สมาคมการขายตรงไทย เปิดมามากกว่า 20 ปียังไม่เคยเจอ ฉะนั้น รัฐต้องทบทวน และอยากให้นำกลับไปคิดใหม่ทำใหม่ ที่สำคัญเรื่องนี้ อยากให้มีการทำประชาพิจารณ์ถามผู้ประกอบการ 828 บริษัทก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับโครงการนี้ ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นให้ติดตาม กันต่อว่า สุดท้ายแล้วโครงการตราสัญลักษณ์ที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปิ๊ง ไอเดียออกมานั้น จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีการเดิน- หน้าโครงการหรือไม่ หากมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว และคงต้องเป็นประเด็น ที่ทุกฝ่ายต้องถกหารือร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันที่สุด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เล็งขายไลเซนซ์มะกัน ดึงแผนเฟส 2 สร้างตึกแฝด


คังเซน-เคนโก ตบเท้าเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แย้มเล็ง ขายไลเซนซ์ หลังนักลงทุนอเมริกันเจรจาเรื่อง สินค้า เดินหน้าประกบนักลงทุนไต้หวัน สร้าง โรงงานแห่งใหม่ มูลค่า 30 ล้านบาท พร้อม ประกาศแผน 2 สร้างตึก 2 คังเซนฯ ชี้รอ ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน ด้านตลาด ต่างประเทศ พาเหรดเปิดต่อเนื่อง หวังขยาย- ฐานสู่ตลาดอินโดจีนทุกประเทศ ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรกของปียังทรงตัว คาดปิดยอดขายสิ้นปีได้ 2,000 ล้านบาท


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมามีกลุ่มนักลงทุนจากรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา สนใจ และมองเห็นโอกาสเกี่ยวกับสินค้าของคังเซนฯ หลังจากผู้นำคังเซนฯ จาก สปป.ลาว นำสินค้าไปจำหน่าย ที่อเมริกาและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงมีแผนที่จะขาย ไลเซนซ์คังเซนฯ ให้กับนักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้า ซึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง


นอกจากนี้บริษัทได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรไต้หวัน ในการสร้างโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ มูลค่า 30 ล้านบาท ที่ไต้หวัน คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องจักรและผลิต- สินค้าได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทกำลัง เตรียมแผนเฟส 2 ในการก่อสร้างตึกคังเซนฯ 2 ด้วยมูลค่า การลงทุน 250-300 ล้านบาท เพื่อเป็นการต้อนรับ คังเซนฯ 2 ทศวรรษ อีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการก่อสร้างตึกคังเซนฯ นั้น ต้องรอใบอนุญาตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน จึงจะ สามารถเริ่มต้นเฟส 2 ได้


ในส่วนของแผนงานต่างประเทศในปีนี้บริษัทเตรียม เปิดสาขาใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และเนปิดอร์ เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พม่ามีอัตราการเติบโต 5-7% โดยมียอดขายแต่ละปีประมาณ 15 ล้านบาท และในปีนี้จะ เห็นได้ว่ายอดขายของประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2-3 ล้านบาท ต่อเดือน ดังนั้น ภายในสิ้นปีบริษัทคาดว่าประเทศพม่าจะปิด ยอดขายได้ประมาณ 25 ล้านบาท ภายหลังจากที่ประเทศ ดังกล่าวมีการเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุน มากขึ้นเช่นเดียวกัน


สำหรับประเทศที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ได้แก่ อินโดนีเซีย ปิดยอดขายในปี 2554 ได้กว่า 900 ล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ สปป.ลาว ปิดยอดขายได้ 160 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ พม่า และอันดับ 4 ที่บริษัทเพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจ ได้แก่ กัมพูชา ปิดยอดขายได้ 8-9 แสนบาท อย่างไรก็ดี บริษัท เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่เวียดนาม ได้แก่ เมืองโฮจิมินห์ และ ฮานอย ในปีนี้ เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดอินโดจีนทุกๆ ประเทศด้วย แผนการลงทุนเอง 100% ขณะที่แผนการบุกตลาดต่าง- ประเทศต่อไป คือ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์


อิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมบริษัทในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัว และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการ- บริหารงานภายใน จากรูปแบบครอบครัวเปลี่ยนเป็นการ สร้างองค์กรเครือข่ายเน็ตเวิร์คอย่างแท้จริง ด้วยการดึงระบบ Evolution Success System เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งจุดเด่นคือการมีนักธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าเก่งมากถึง 70% บริษัทจึงเน้นวางแผนไปยังกลุ่มนักธุรกิจดังกล่าว ซึ่งมี เป้าหมายการสร้างเน็ตเวิร์คบิวเดอร์ให้ได้ 50% ในปีนี้


ช่วงนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยน หลังจากเจอปัญหา เรา เจอจุดอ่อนภายใน แล้วเราก็มาปรับหาจุดแข็งเพื่อให้องค์กร เติบโตต่อไป อย่างการปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ว่าเมื่อไหร่จะต้องทำให้เสร็จ และเมื่อทำเสร็จก็ต้องหาจุดอ่อน และต้องพัฒนา ต่อไปให้องค์กรภายในดีขึ้นเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นปี บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 1,900-2,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักที่บริษัทไม่ได้วาง เป้าสูงถึง 2,500-3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรู้ว่า ภายในบริษัทเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ซึ่งว่ากันไปตามความเป็นจริงมากกว่าที่จะตั้งเป้าหมาย ไว้สูงเกินจริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าว อาเจล (Agel) : ครึ่งหลัง Agel ลุยตลาดเต็มพิกัด บริษัทแม่ปักธงไทยเป็นฮับเอเชีย


Agel เผยครึ่งปีแรกเติบโตในระดับน่าพอใจ ประกาศครึ่งหลังพร้อมลุยอย่างเต็มที่ เตรียมอัด โปรโมชั่นสมาชิก พร้อมเข้าสนับสนุนนักกีฬาไทยอย่าง เป็นทางการ เผยสมาชิกเก่ากลับสู่อ้อมอกอีกครั้ง มั่นใจไตรมาสแรกปี 2556 โรงงานผลิตสินค้าพี่ไทย เดินเครื่องได้ชัวร์

วสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย ถึงอัตราการเติบโตของอาเจลในช่วงครึ่งแรกของ ปีว่า Agel ทั่วโลกมีอัตราการเติบโต 10% ซึ่งเป็น อัตราการเติบโตที่น่าพอใจ เมื่อเปรียบเทียบกับ ช่วงระยะเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ประเทศไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการ- เติบโต จนสามารถมีผู้ได้รับตำแหน่ง Director ใหม่ถึง 3 รหัส

นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้าง การเติบโต ด้วยการจัดโครงการ Agel Olympic ซึ่งเป็น อีกหนึ่งโปรโมชั่นที่บริษัทแม่ที่อเมริกาได้จัดขึ้นเพื่อเป็น การแข่งขันของสมาชิก Agel ทั่วโลก โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือก จะเป็นสมาชิกของ Agel ที่อยู่ในตำแหน่งในภูมิภาคใดก็ได้ ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดจะได้รับสิทธิพิเศษ 5 วัน และ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการค้นหาบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ เหมาะสม โดยประเทศที่เข้าแข่งขันจะมีสมาชิกที่เข้าแข่งขัน ในทีมเทา่ ๆ กนั และหากประเทศใดเปน็ ผชู้ นะโครงการ Agel Care ก็จะต้องมาอยู่ในประเทศนั้น

สำหรับโครงการ Agel Care ในประเทศไทย ล่าสุด ได้จัดมอบคอมพิวเตอร์มือสองที่ปรับปรุงใหม่ให้กับโรงเรียน วัดโคกเข็ม จังหวัดชัยนาท และยังมีสมาชิกบางส่วนได้ร่วม ทำกิจกรรมให้กับนักเรียน สำหรับโครงการดังกล่าวสามารถ บริจาคได้โดยการดื่มผลิตภัณฑ์ของ Agel และทุกๆ ฝาจุก ของอาเจลมีมูลค่า 1 เซ็น หรือประมาณ 30 สตางค์ จะถูก ส่งมอบให้กับโครงการดังกล่าว

พร้อมกันนี้ Agel ยังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 2 รายการ ได้แก่ OM-3 โอเมก้า 3 ที่สกัดจากปลาทะเลนํ้าลึกแถบ ประเทศนอร์เวย์ และ อาเจล คอฟฟี่ พลัส การแฟกระชับ สัดส่วนที่บริษัทนำสินค้ามารีเฟรชแบรนด์ใหม่ และเครื่องชง กาแฟอัตโนมัติ ที่สามารถนำไปให้บริการได้ที่ฟิตเนส โรงเรียน กวดวิชา และคอมมูนิตี้มอลล์ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีเครื่อง ชงกาแฟอัตโนมัติวางให้บริการตามจุดต่างๆ ไม่น้อยกว่า 200 เครื่อง อีกทั้งบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าเพิ่มใหม่อีก 2 รายการ

ในส่วนของโปรโมชั่นท่องเที่ยว บริษัทได้จัดอย่าง ต่อเนื่อง ล่าสุดได้พาสมาชิกกว่า 60 คน ท่องเที่ยวที่กรุง- ลอนดอน และในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้บริษัทเตรียมพา สมาชิกไปเที่ยวที่อเมริกา พร้อมกันนี้ยังได้วางแผนที่จะไป ท่องเทียวที่อิตาลี และฝรั่งเศส ตามลำดับ อีกทั้งยังได้จัด Manager Trip ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวในภูมภาคเอเชีย นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดพ็อกเกตมันนี่มูลค่า 2,000,000 บาทต่อคน ให้กับสมาชิกในระดับ Director ที่สามารถทำ คุณสมบัติได้ตามกำหนดในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง

แผนการจ่ายผลตอบแทน Agel ได้เพิ่มเวลาใน การจ่ายผลตอบแทนแบบ ไฮบริด พลัส ไปจนถึงสิ้นปีจากเดิม แผนการจ่ายผลตอบแทนดังกล่าวหมดระยะเวลาลงในสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการต่อระยะเวลาแผนการ แบ่งจ่ายนี้ บริษัทแม่ที่อเมริกาได้มีความเห็นชอบด้วยเป็น อย่างยิ่ง

ทั้งนี้ Agel ยังได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) MRT ในการจัดทำ บัตร SCB Cash Card ซึ่งเป็นบัตรที่ใช้เป็นทั้งบัตรเอทีเอ็ม และบัตรรถไฟฟ้า พร้อมกับเป็นบัตรของสมาชิก Agel ในบัตร เดียวกัน โดยบัตรดังกล่าวในประเทศไทยมีเพียง 2 บริษัท ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ ได้แก่ บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ขณะที่โครงการ Sports Hero ล่าสุด Agel ได้เข้า ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท) ในการร่วมสนับสนุน ผลิตภัณฑ์สำหรับนักกีฬา โดยได้ลงนามอย่างเป็นทางการกับ กกท. ซึ่งการลงนามครั้งนี้มีสัญญาทั้งสิ้น 2 ปี โดยข้างกล่อง ของผลิตภัณฑ์ของ Agel จะระบุว่า Agel ผู้สนับสนุน โครงการ Sports Hero อย่างเป็นทางการ

วสันต์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ผ่านมาที่มีกระแสข่าว การไหลออกของสมาชิก Agel ที่ออกเป็นจำนวนหนึ่งนั้น ตอนนี้บริษัทมีความยินดีที่สมาชิกเหล่านั้นได้กลับคืนมา อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม การรับกลับเข้ามาครั้งนี้ไม่ได้รับ ทุกคนที่ต้องการกลับเข้ามาแต่ต้องดูถึงสาเหตุที่ออกไป และ สาเหตุในการกลับเข้ามาเสียก่อน โดยล่าสุดบริษัทได้พูดคุย กับตระกูลเจนวิชชุวงศ์ ในการกลับเข้ามาร่วมงานกันอีกครั้ง และตอนนี้ตระกูลดังกล่าวได้กลับเข้ามาร่วมงาน โดยเริ่มใหม่ จากข้างซ้าย 0 คะแนน และข้างขวา 0 คะแนน ซึ่งในตอน ที่ไปอยู่ที่อื่นนั้นนับว่าอยู่ในตำแหน่งที่สูง นอกจากนี้การ กลับมาของตระกูลดังกล่าวยังเป็นการนำทัพของคนที่ออกไป และคนใหม่กลับเข้ามาสู่ Agel อีกครั้ง

ด้าน Joel Rockwood รองประธานบริหารฝ่ายวิจัย และพัฒนา บริษัท Agel Enterprises.LLC. เปิดเผยถึงการ เข้ามาเปิดโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยจากที่เคย พิจารณาหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกันว่า การที่ Agel ได้ตัดสินใจเข้ามาเปิดโรงงานในประเทศไทย เนื่องจากบริษัท ได้มองเห็นแล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศ ที่เหมาะสมในการเป็นฮับของ Agel ในภูมิภาคอาเซียน และ เอเชีย-แปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นบริษัทได้วางแผนที่จะ ว่าจ้างโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้า ซึ่ง บริษัทจะส่งผู้เชี่ยวชาญการผลิตจากต่างประเทศ เข้ามา ควบคุมการผลิต ซึ่งคาดว่าผลิตภัณฑ์แรกที่จะทำการผลิต ในประเทศไทยได้ คือ OMI หลังจากนั้นจะเป็นกลุ่มสินค้า ที่มีความต้องการของตลาดประมาณ 3-4 รายการ พร้อมกันนี้บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าเมื่อโรงงานผลิตสินค้า ในประเทศไทยแล้วเสร็จ จะสามารถทำให้ผู้บริโภคใน ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีสินค้าที่มีราคา ที่เหมาะสม โดยคาดว่าโรงงานจะสามารถเริ่มดำเนินการ ผลิตได้ในไตรมาสแรกของปี 2556


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว ไพรมไลฟ์ (Prime Life Thailand) : สัมภาษณ์ คุณ ชลธิณีย์ ปัญญาราช


การทำธุรกิจของไพรมไลฟ์ นั้น บริษัทต้องการทำแบบเงียบๆ ไม่หวือหวา และก็ไม่ได้ต้องการ แม่ทีมเข้ามาช่วยทำการตลาด ยิ่งแม่ทีมไม่รู้จักเลยยิ่งดี ที่เป็นแบบนี้เพราะเป็นไอเดียใหม่ และอยากทำแบบท้าทาย อีกอย่างคือความสามารถส่วนตัวที่อยู่ในวงการขายตรง มานาน เลยอยากเอาความรู้ที่มี ออกมาสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นการทำตลาด แนวใหม่ในแบบของไพรมไลฟ์

ไพรมไลฟ์บริษัทขายตรงสัญชาติไต้หวัน อีกหนึ่ง บริษัทขายตรงที่แอบทำตลาดแบบเงียบๆ และทำงาน แบบปราศจากแม่ทีม มากว่า 7 ปี ล่าสุดจัดโครงการ นักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของ วัยรุ่นที่รักสุขภาพในสมัยนี้ หลังจบโครงการเตรียมออกศึก ตลาดครึ่งปีหลังด้วยการออกสินค้าเพิ่ม พร้อมร่วมกันพัฒนา รายการเพื่อสุขภาพผ่านช่องเคเบิล ทีวี

ภาพรวมไพรมไลฟ์ ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ที่เปิดดำเนินธุรกิจ บริษัท จะเน้นจำหน่ายสินค้าดีมีคุณภาพเป็นหลัก ส่งผลให้มี ฐานผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งกิจกรรมทางการตลาดของบริษัท ค่อนข้างแตกต่างจากบริษัทขายตรงที่อื่น คือ มีการฝึกอบรม ที่เน้นให้ความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากกว่าแผนการ จ่ายผลตอบแทน

โครงการนักการตลาดรุ่นใหม่เป็นโครงการที่จัดขึ้น เพื่ออะไร
เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักสินค้าโดยผ่านมหาวิทยาลัย และ เป็น การสร้างโอกาส ทางสังคมเพราะเด็ก มหาวิทยาลัยต้องเรียน แต่ทฤษฎีไม่มีโอกาสใน การปฏิบัติจริง ถ้าอยาก ได้ก็ต้องออกไปหางานพิเศษทำ บริษัทจึงมองว่าควรให้เด็กได้ ทำงานจริง ซึ่งงานขาย ถือเป็นการขาย ที่ทำควบคู่กับการตลาด บริษัทจึง เลือกที่จะดิวกับคณะการตลาดกับ มหาวิทยาลัยต่างๆ

หลังจากที่บริษัทได้เข้าไปใน มหาวิทยาลัยต่างๆ ส่งผลให้ขณะนี้ มีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ดังกล่าวทั้งสิ้น 14 มหาวิทยาลัย และมีทีม ที่เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 68 ทีม ทีมละ 5 คน ที่ได้ที่ 1 จะได้รับโล่เกียรติคุณจากรัฐมนตรี- กระทรวงพาณิชย์ และเงินรางวัล 30,000 บาท และต่อไปในอนาคตคาดว่าโครงการดังกล่าว จะมีมหาวิทยาลัยต่างจากทั่วประเทศเข้าร่วมเพิ่มขึ้น

น้องๆ ที่ชนะการประกวดในโครงการ นี้มีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับบริษัท หรือไม่
บริษัทจะออฟเฟอร์งานให้กับน้อง เหล่านี้แต่จะไม่บังคับว่า ต้องมาทำงานกับบริษัท หากสนใจบริษัทยินดี ที่จะรับให้เข้ามาทำงาน ในแผนกต่างๆ ของบริษัท

แนวทางการตลาดครึ่งหลังของปี วางไว้อย่างไรบ้าง
บริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มให้ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นช่องทางที่จะให้เด็กรุ่นใหม่ได้ ทำการตลาดมากยิ่งขึ้น โดยจะเปิดตัว สินค้าเพิ่ม 3 รายการ ได้แก่ สกินแคร์ เดลี่แคร์ ฟังก์ชันนอลโปรดักต์ ซึ่งเหตุ ที่เลือกสินค้ากลุ่มดังกล่าว เพราะ ปัจจุบันวัยรุ่นส่วนใหญ่ ต้องการมี ผิวสวย จากปัจจุบันมีสินค้า 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มสุขภาพ 3 รายการ เดลี่แคร์อีกกว่า 10 รายการ และในเร็วๆ นี้ บริษัทจะเปิดตัวสินค้า ใหม่ซึ่งเป็นกาแฟสา- หร่ายเพื่อสุขภาพ

ความแตกต่าง ของสินค้าที่นี่ แตกต่างจาก ที่อื่นอย่างไร
สินค้าที่นี้แตกต่างจากที่อื่นคือสินค้าของเราจะเป็น สินค้าที่มีส่วนผสมของสาหร่าย เกือบทุกรายการ และสาหร่าย ที่บ ริษัท นำ ม า ผ ลิต นั้น เป็นสาหร่ายที่บริษัทเพาะ- เลี้ยงเองในฟาร์มที่ประเทศ ไต้หวัน และส่งขายในประเทศ ต่างๆ ทั่วโลก และในประเทศ ไต้หวันจะมีรัฐบาลเข้ามา รับรองการวิจัยในสินค้า และ ขณะนี้ที่ไต้หวันกำ ลังสร้าง โรงงานใหม่เพื่อขยายไลน์การ- ผลิต

กลุ่มผู้บริโภคสินค้าของ ไพรมไลฟ์ มีกลุ่มไหนบ้าง
ที่ผ่านมาสินค้าของบริษัทมีกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมาก แต่ที่เป็นกลุ่มหลัก คือ วัย- กลางคนขึ้นไปที่มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ปัจจุบันบริษัทได้ หันมาหาเด็กรุ่นใหม่ให้ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมี สมาชิกที่ทำธุรกิจและซื้อสินค้าเป็นประจำประมาณ 10,000 รหัส และมีฐานผู้บริโภคประมาณ 80,000-100,000 คน

การทำธุรกิจของ ไพรมไลฟ์ นั้น บริษัทต้องการทำ แบบเงียบๆ ไม่หวือหวา และก็ไม่ได้ต้องการแม่ทีมเข้ามา ช่วยทำการตลาด ยิ่งแม่ทีมไม่รู้จักเลยยิ่งดี ที่เป็นแบบนี้ เพราะเป็นไอเดียใหม่และอยากทำแบบท้าทาย อีกอย่างคือ ความสามารถส่วนตัวที่อยู่ในวงการขายตรงมานาน เลย อยากเอาความรู้ที่มีออกมาสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นการทำ ตลาดแนวใหม่ในแบบของไพรมไลฟ์ทำไมถึงมีความคิดอยากทำการตลาดแบบไม่มี แม่ทีม
การที่บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจมาเกือบ 7 ปีนั้น จึงมี ฐานผู้บริโภคอยู่แล้ว ซึ่งสินค้าเป็นสินค้าที่ทุกคนซื้อใช้จริง ไม่ใช่สินค้าที่คนจะมาลงทุนครั้งเดียวแล้วก็หายไป ซึ่งบริษัท มองว่าคนเหล่านั้นเหมือนไฟไหม้ฟาง บริษัทไม่ได้สนใจ แต่ ก็มีการจัดกิจกรรมเพื่อผู้บริโภค และการจัดปาร์ตี้เล็กๆ สำหรับสมาชิก ถึงแม้ธุรกิจจะไม่เน้นการสร้างสมาชิก แต่บริษัทก็ยังมีการจัดมอบเข็มต่างๆ ให้แก่สมาชิกเหมือน ขายตรงทั่วไป แต่จะจัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น

แผนการจัดฝึกอบรมสัมมนาสไตล์ไพรมไลฟ์ เป็นอย่างไร
ที่อื่นจะจัดสัมนาแบบ OPP แต่ที่นี้จัดสัมมนาแบบ BBS ที่เป็นการสัมมนาการให้ความรู้เรื่องสุขภาพและเสริม ด้วยเรื่องรายได้นิดหน่อย แต่การจัดแบบนี้ก็ถือว่ายังมี จุดด้อยคือบริษัทไม่มีผู้นำไม่มีกระแส คือ 7 ปี ไม่มีผู้นำก็ไม่มี คนต้องการเข้าสัมมนาเท่าไหร่ แต่บริษัทก็สามารถอยู่ได้

ปัจจุบันมีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอย่างไรบ้าง
บริษัทจำหน่ายสินค้าผ่านผู้จำหน่ายอิสระ และผ่าน ทางทีวีโดยทำในรูปแบบรายการทีวีที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ สุขภาพร่วมกับ บริษัท กันตนาฯ ซึ่งการทำรายการทีวี บริษัท ไม่ได้หวังที่จะขายสินค้าผ่านช่องทางนี้ เพียงแต่เพื่อต้องการ สร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภคว่า มีสินค้าประเภทนี้ แบรนด์นี้ จำหน่ายในเมืองไทย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย "Megabucks-เมก้าบัคส์ " กับ กนกพันธ์ อธิคมสุจริตกุล


ด้าน MD มือใหม่แต่หน้าเก่า เก๋า วงการอย่าง กนกพันธ์ อธิคมสุจริตกุล ที่ผันตัวเองจากการเป็นแม่ทีมมากุมบังเหียน บริหาร Megabucks ก็ปลาบปลื้มสุดสุด กับ ผลงานชิ้นโบแดง ที่เจ้าตัวบอกว่า ตอนนี้ ยอดรุ่งพุ่งแรง ถึงขนาดเตรียมจัดงานฉลอง ใหญ่ ณ วันที่ 8 เดือน 9 นี้ แหม...ก็ของเค้า ดีนี่เจ้าคะ แถมทุ่มทุนดึงดารา อาทิ หยก- ธัญยกันต์, โอ๋-รุ่งระวี มาโชว์หุ่นสวยอยู่ข้าง กลอ่ งผลิตภัณฑ์ งานนี้เลยยิ่ง ขายดิบขายดีแบบเทน้ำเทท่า ว่าแต่ได้ข่าว มีคนมาเตรียมจีบคุณพี่กนกพันธ์ ไปนั่งแท่นที่อื่นหนิเจ้าคะ แต่เจ้าตัว Say No No No เพราะยัง เลิฟ เลิฟ กันดีกับ คุณเจ ประธานบริษัทอ่ะเจ้าค่ะ 4 สาว ได้ยินแบบนี้แล้วปลื้มแทนคุณเจนะเจ้าคะ คริ..คริ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ขายตรงน้องใหม่ ค่าย "iBio Network-ไอไบโอ เน็ตเวิร์ค" กับ ร.อ.วุฒิกร กีรติธากุล


สำหรับขายตรงน้องใหม่อย่าง ไอไบโอ เปิดตัวมายังไม่ทันพ้นช่วงโปร 3 เดือน ยอด ก็วิ่งฉิว แบบ Non Stop แหม มีผู้นำทัพดี อย่าง พี่ใหญ่ ร.อ.วุฒิกร กีรติธากุล ที่ใช้ กลยุทธ์ทุกกระบวนท่า ทั้งเดินสายบรรยาย บวกปิดการขายเอง แบบ Unlimited ไม่จำกัดพื้นที่ และเวลา ไม่เว้นแม้วันหยุด ราชการกันเลยทีเดียว แถมหนีบสินค้าดีๆ ลือชื่ออย่าง ซันคลาร่าพลัส ที่เขาว่ากันว่า สวย สว่าง กระจ่างใส ไปด้วย ยอดเลยหายห่วง...เรียกได้ว่าเหนื่อยก็คุ้ม พี่ใหญ่ถึงกับเอ่ยปากฝากบอกมาว่า ยอมเหนื่อย เพราะมันคุ้มค่า แค่ทุกคนพอใจก็อิ่มใจแล้วครับ แหมแบบนี้ซินะ คนติดหนึบ ไอไบโอ ว่าแต่ถ้าว่างๆ แวะเอา ซันคลาร่าพลัส มาให้ลองบ้างก็ได้นะเจ้าคะ เผื่อ 4 สาว จะได้อัพเกรดความงามบ้างอะไรบ้าง อิอิ ...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย "ดีเน็ทเวิร์ค - D-Network" กับ อ.สาคร ใสกมล


น่าชื่นใจแทน อ.สาคร ใสกมล ณ D-Network ที่ตอนนี้เครือข่ายขยายแบบ ทะลุทะลวงไปทั่วทุกสารทิศ จนเตรียมขยาย ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แบบไม่หลุด เทรนด์ AEC กับเค้าเลย แหม...ก็ตอนนี้ D-Braime ผลิตภัณฑ์บำรุงสมองจากอินเดีย สร้างยอดขายแบบถล่มทลาย ก็ของเค้า ดีจริงๆ หนิเจ้าคะ กินแล้วเห็นผล ได้ข่าวว่า บำรุงสมอง ทำให้ไอคิวอัพขึ้น แหะๆ แบ่งมา ให้ 4 สาว ลองบ้างก็ดีนะเจ้าคะ อยากฉลาดกับเค้าบ้างอะไรบ้าง คริ..คริ ผลตอบรับดีขนาดไหนก็ดูจากยอดขายที่ตอนแรกเปิดตัวมาตั้งเป้าไว้ ปีละล้านกล่อง มาตอนนี้บอกว่าเป้าจะเปลี่ยนเป็นเดือนละล้านกล่องแล้ว ล่ะเจ้าค่ะ โอ้ว...ว้าวววว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555