ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จอย แอนด์ คอยน์ คอปอเรชั่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จอย แอนด์ คอยน์ คอปอเรชั่น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘ดร.สมชาย’ กับปฏิบัติการความสำเร็จ ดันขายตรงสะดวกซื้อผงาดสู่ ‘ห้างขายตรง’



“เราไม่ได้มองที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว
แต่เรามองว่าการสร้างความสำเร็จ
เป็นงานชิ้นเอกที่เราภูมิใจ”

จากเป้าหมาย ณ จุดเริ่มต้น ที่ผลักดันให้ “ธุรกิจขายตรง” สู่การเป็น “ขายตรงสะดวกซื้อ” และในวันนี้กับภารกิจพิชิตเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า สู่การเป็น “ห้างขายตรงสะดวกซื้อ” ที่กำลังจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้ ล้วนเกิดจากความคิด มุมมอง และวิสัยทัศน์ของ “ดร.สมชาย หัชลีฬหา” ประธานกรรมการ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็น “ผู้นำนวัตกรรมแห่งขายตรง” ที่มีความคิดริเริ่ม ก้าวกระโดดและไม่เคยหยุดนิ่งที่จะคิดพัฒนาเพื่อพุ่งชนเป้าหมายที่วางไว้ให้จงได้

ฝ่าวิกฤติน้ำท่วม...น้ำลดยอดผุด

หากในสถานการณ์ปกติ ช่วงเวลาไตรมาสสุดท้ายของทุกๆ ปี คือ นาทีทอง ที่กำลังการซื้อขายสูงที่สุดในรอบปี แต่เหตุการณ์ที่อยู่เหนือการคาดเดากับอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีนี้ ทำให้หลายๆ อุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล แม้แต่ในอุตสาหกรรมขายตรงเอง ก็ไม่อาจรอดพ้น ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในส่วนของ “จอย แอนด์ คอยน์” เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีชัยภูมิตั้งอยู่บนเส้นทางน้ำผ่าน ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าโรงงานของบริษัทจะไม่โดนผลกระทบได้รับความเสียหายแต่อย่างไร แต่เส้นทางการขนส่ง และซัพพลายเออร์ที่เป็นผู้ส่งวัตถุดิบต่างได้รับผลกระทบทำให้โรงงานไม่อาจผลิตได้เต็มกำลังเท่าที่ควร

ดร.สมชาย ประธานกรรมการฯ กล่าวว่า ยอดขายของบริษัทในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ปิดบัญชีในช่วงเดือนตุลาคม เติบโตขึ้น 40% แต่ภัยพิบัติน้ำท่วมทำให้รายได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนลดลงเล็กน้อย แต่ต้นเดือนธันวาคมนี้ก็ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติและมีแนวโน้มรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายนอีก 30%

“ในส่วนของนักธุรกิจกับการทำงานในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมนั้น กระทบเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่เราทุกๆ คนต้องเตรียมความพร้อมรองรับกับสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการขยายธุรกิจหรือการทำงานของนักธุรกิจในอนาคต”

นอกจากนี้ดร.สมชาย ยังแชร์ความคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพรวมของอุตสาหกรรมขายตรงว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตที่ดีมาก พอมาในช่วงปลายปีที่ต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วม เชื่อว่าทุกบริษัทต่างได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยอยู่ที่การเตรียมพร้อมป้องกัน ซึ่งก็ยังเชื่อว่าในภาพรวมขายตรงปีนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเช่น สินค้าการเกษตร แต่ถ้ามีตลาดรองรับเรื่องอื่น และมีฐานธุรกิจที่ขยายไปยังภาคอื่นๆ ที่ไม่ได้กระจุกอยู่ที่ภาคกลางก็ไม่ทำให้ได้รับความเสียหายมากนัก

กำหนดกลยุทธ์ก้าวกระโดดสู่ความยั่งยืน

ในวันนี้หากถามว่าอะไรคือปัจจัยความสำเร็จของจอย แอนด์ คอยน์ จนทำให้เกิดการเติบโตก้าวกระโดดมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เป็นตัวกำหนดกลยุทธ์นั้นคือ “ความเชื่อ” ที่ทางด้านประธานกรรมการฯ ได้ขยายความในเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์สู่การเป็น “ผู้นำทางด้านนวัตกรรมขายตรง” ไว้ว่า

หากย้อนกลับไปในอดีต คนในสังคมต่างตั้งข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับ ธุรกิจขายตรงว่าคือแชร์ลูกโซ่หรือเปล่า ต่างก็ร้องยี้มีปฏิกิริยาเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงค่อนข้างมาก และทำให้เกิดอคติเชื่อว่าไม่มีทางสำเร็จได้จริง ต่างเป็นอุปสรรคสำหรับการทำธุรกิจขายตรง จึงต้อง “ทลายกำแพงความคิด” เหล่านั้นออกให้ได้ เพราะหากจะทำธุรกิจขายตรงให้สำเร็จต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ จากที่ในอดีตขายตรงมีสินค้าไม่กี่รายการ ก็ต้องทำให้มีสินค้าที่หลากหลาย จากที่ใครมองว่าแผนการตลาดที่ทำแล้วไม่สามารถตอบโจทย์ความสำเร็จได้ ก็ต้องพัฒนาสินค้า และแผนการตลาดให้สอดคล้องมีการซื้อซ้ำ คิดกันเป็นองค์รวมให้เป็นทิศทางเดียวกัน

“เราเชื่อว่าวันนี้จอย แอนด์ คอยน์มาถูกทางและพร้อมที่จะดำเนินต่อไป เพราะเราได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว เรากำหนดกลยุทธ์ที่ทำธุรกิจที่ต้องการเป็น ขายตรงสะดวกซื้อ เราก็ต้องดำเนินกลยุทธ์ทำต่อเนื่องทุกวันทำให้เราเห็นผลสัมฤทธิ์ สอดคล้อง บูรณาการให้เกิดการขับเคลื่อน อะไรที่ขาดก็เพิ่มเติมพัฒนาเข้าไป”

ซึ่งปรัญชาของขายตรงที่คุ้นเคยที่ว่า ธุรกิจขายตรง คือ การสร้างโอกาสที่ไม่จำกัด เพศ วัย การศึกษา ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ ผู้คนในอุตสาหกรรมขายตรงเกิดความสามารถและก้าวไปสู่ความสำเร็จที่วางไว้ได้ บริษัทจึงต้องเป็นผู้ลงทุนสนับสนุนเพื่อเติมเต็มโอกาสให้เกิดความมั่นคงนั่นเอง ประธานกรรมการจอย แอนด์ คอยน์ กล่าวเพิ่มเติม

ก้าวที่ยิ่งใหญ่กว่าสู่ห้างขายตรงสะดวกซื้อ

สำหรับในวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเล็งเห็นถึงว่านักธุรกิจที่มีศักยภาพ จะเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจนั้นเติบโตอย่างยั่งยืน ในวันนี้เราไม่เพียงแค่เป็นบริษัทที่มั่นคง แต่เรายังเดินหน้าพัฒนาเพื่อสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ให้กับนักธุรกิจ ซึ่งเรามีการวางแผนการลงทุนในอนาคตไว้ ด้วยการขยายสาขาให้ใหญ่ขึ้น มีการลงทุนซื้อที่ 2-3 ไร่เพื่อสร้างสาขาใหญ่ของบริษัทให้คล้ายกับเทสโก้โลตัส ซึ่งนอกจากจะมีการขายสินค้าที่หลากหลายแล้ว ยังมีโมเดลฝึกอบรม และเปิดโอกาสให้คนที่เข้ามาทำธุรกิจร่วมกับบริษัท สามารถนำสินค้าเข้ามาฝากขายทำธุรกิจร่วมกันได้ ดังนั้นจอย แอนด์ คอยน์ จึงเป็นห้างขายตรงสะดวกซื้อ ที่สะดวกทั้งซื้อและสะดวกขาย โดยมีระบบอีโวอลเลทที่สามารถปฎิบัติการขายได้ทุกที่

นับจากนี้ไปบริษัทจะเติบโตขึ้น ด้วยการก้าวสู่ “ห้างสะดวกซื้อ” ที่จะมีความทันสมัย เครื่องมือ และสถานที่ที่โอ่โถง และต้องสร้างภาพลักษณ์ให้เขาไม่สามารถปฎิเสธได้ รวมถึงสร้างโครงสร้างที่หลากหลาย สร้างระบบออนไลน์ที่ทำให้เกิดรายได้แทนรายจ่ายแบบอินฟินีตี้แต่สอดคล้องกับแผนการตลาด ทำให้เกิดการซื้อซ้ำไม่จำกัดรายได้

“ซึ่งคอนเซ็ปต์ห้างขายตรงสะดวกซื้อนั้นไม่สามารถที่จะทำเล็กๆได้ ต้องลงทุนครั้งใหญ่ เราก็ได้ลงทุนโดยคาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีสาขาใหญ่ๆสัก 40 สาขา ซึ่งพัฒนาจากจอยมาร์ทเดิมด้วย นอกจากนี้จะปูทางเปิดห้างใหม่ ในจังหวัดใหญ่ๆที่มีสนามบินก่อน วันนี้เรามีการซื้อที่ 10 จังหวัด อย่างหาดใหญ่ ขอนแก่น แพร่ น่าน นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง และอีกหลายจังหวัด โดยบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนเองเป็นอาคารขนาดใหญ่ 2 - 3 ชั้น ชั้นแรกมีการขายสินค้า และชั้นบนเป็นห้องฝึกอบรม”

สำหรับการสร้างห้างขายตรงสะดวกซื้อ มีความจำเป็นต้องมีห้องฝึกอบรมด้วย เพราะบริษัทเชื่อว่า “ความสำเร็จของนักธุรกิจขายตรง สิ่งสำคัญ คือ การมีเครื่องมือที่ดีและนักธุรกิจที่มีศักยภาพ” จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีการพัฒนากันอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งการทำธุรกิจขายตรงให้ประสบความสำเร็จหากไม่มีเครื่องมือที่ดี เก่งแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ และหากคนไม่เก่งแต่มีระบบก็จะเป็นการเกื้อหนุนให้เขาสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายๆ

นอกจากในส่วนของบริษัทที่จะมีห้างขายตรงสะดวกซื้อ ในรูปแบบของซุปเปอร์มาร์เก็ต และมินิดีพาร์ทเม้นท์สโตร์แล้ว ส่วนทางด้านสาขาเล็กๆ บริษัทจะให้สมาชิกเป็นผู้ลงทุน เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อนำไปขยายต่อ ทำหน้าที่เสมือนลูกข่าย โดยเราจะใช้หลักการขยายเครือข่ายเหมือนร้านสะดวกซื้อ เซเว่น หากมีสมาชิก 6,000 คน ก็ทำหน้าที่ขยายเครือข่ายเหมือนเซเว่น 1 สาขา เชื่อว่าทุกคนก็สามารถรวยได้

“วันนี้เรามีสินค้านับหมื่นรายการ และมีพันธมิตรกับเรา 200 - 300 ราย ซึ่งก็มีความแตกต่างจากท้องตลาด ทั้งราคาย่อมเยา สมาชิกซื้อแล้วมีรายได้กลับไป ปัจจุบันเรามีสินค้า 5 หมวด สุขภาพ ความงาม อุปโภคบริโภค เกษตร ประกัน แต่ยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ นอกเหนือจากการแปรรายจ่ายเป็นรายรับ ยังมีระบบที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายอย่าง ระบบอีโวอลเลท การซื้อขายในระบบออนไลน์ ล่าสุดกับการคิดนวัตกรรมใหม่ กับการใช้เว็บไซต์ของบริษัท เป็นเครื่องมือในการอธิบายธุรกิจได้ หากถามว่าแล้วทำไมถึงต้องเลือกทำธุรกิจกับจอย แอนด์ คอยน์ ผมมองว่าถ้าท่านลงทุนทำเองมีหน้าร้านเพียงแห่งเดียว ในยุคต่อไปเราอาจจะไม่สามารถสู้รายใหญ่ๆ ได้ แต่หากคุณมีลูกข่ายที่กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเช่นนี้อีก คุณก็ยังมีรายได้อยู่ 80 - 90% ยังสามารถทำงานได้อยู่ เพราะขายตรงสามารถปรับกลยุทธ์ได้ตามสถานการณ์ การที่เรามีเครือข่ายมันคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด”

ในวันนี้เส้นทางที่ทอดยาวอยู่บนถนนธุรกิจขายตรงมานานกว่า 10 ปี ของ “จอย แอนด์ คอยน์” ฉายให้เห็นภาพที่สะท้อนถึงการเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมอย่างแท้จริง เป็นความคิดที่ไม่หยุดนิ่งและกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสนับสนุนให้เหล่านักธุรกิจ เกิดการขยายเครือข่ายให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนว่า “ห้างขายตรงสะดวกซื้อ” น่าจะเกิดขึ้นได้จริงในเร็ววันนี้!!
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 218 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2554

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

J&C รุกหน้าแตกหัก! ห้างค้าปลีกเดิมพัน 400 ล. ตั้ง ‘ซูเปอร์สโตร์’ 6 จังหวัด



J&C หรือ “จอยแอนด์คอยน์” ปฏิบัติการแตกหักห้างค้าปลีก เดินหน้าเนรมิต “จอยมาร์ท” ฟันกำลังทาบห้างค้าปลีกทั่วไป วางทุน 400 ล้านบาท จับ 6 พื้นที่สำคัญตั้ง “ซูเปอร์สโตร์” หมายผูกขาดแบรนด์ขายตรงสะดวกซื้อ พร้อมการขยายเขตการค้าอาเซียน รอรับค้าเสรี ส่วนยอดขายปี 54 ปิดที่ 2 พันล้าน บาท ยอมรับไปไม่ถึงเป้าที่วาง

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 สำหรับขายตรงสะดวกซื้อหนึ่งเดียวของเมืองไทยอย่างบริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยการนำทัพของ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานบริษัท ซึ่ง ดร.สมชาย เปิด เผยว่า กลยุทธ์หรือแผนการดำเนินงานหลักของบริษัทในปีนี้ จะเน้นการขยายร้าน จอยมาร์ทให้เป็นซูเปอร์สโตร์และศูนย์ประชุม ในพื้นที่เดียวกันซึ่งจะใช้โลโก้ง่ายๆ ว่า J&C โดยปีนี้เตรียมจัดสร้างซูเปอร์สโตร์ ดังกล่าว ใน 6 พื้นที่หลัก คือ หาดใหญ่, พิษณุโลก, ขอนแก่น, ตรัง, นครราชสีมา และแพร่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการลงทุนซื้อที่ดินในจังหวัดเหล่านั้นแล้วจำนวนหลายแปลง และคาดว่าแต่ละพื้นที่จะใช้งบลงทุนทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 60-70 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 400 ล้านบาท

โดย “ดร.สมชาย” เปิดเผยถึงปัจจัยสำคัญในการเลือกลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดตรังหรือแพร่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเมืองศูนย์กลาง หรือศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัทได้ ว่า “ตนมองว่าองค์ประกอบหลักของการเลือก ลงทุนในพื้นที่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ไม่ได้พิจารณาถึงยุทธศาสตร์อื่นใดเลย นอกจาก การพิจารณาว่าในพื้นที่นั้นๆ มีผู้นำตัวจริงที่ พร้อมจะขับเคลื่อน พร้อมที่จะปักหลักร่วมทำธุรกิจกับบริษัทจริงๆ หรือไม่ คือตนไม่ได้ มองว่าในแต่ละพื้นที่ต้องมีจำนวนประชากร เป็นจำนวนมาก เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อ เรามีเงินทุน มีสินค้าที่หลากหลาย หากขาด ผู้นำที่พร้อมจะร่วมฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไป กับบริษัทแล้ว เราก็จะประสบความสำเร็จได้ ยาก แต่พื้นที่ 6 จังหวัดที่กล่าวมานั้น ถือว่า มีผู้นำที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว อยู่แล้ว”

นอกจากนี้ ดร.สมชายยังแสดงความ คิดเห็น เกี่ยวกับการจัดสร้างซูเปอร์สโตร์ ว่า “ขายตรงสะดวกซื้อ ณ ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทไหนทำ เพราะขายตรงบ้านเราเมื่อจะ เข้าสู่ระบบค้าปลีกอาจมีอุปสรรค หรือไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากบริษัทเหล่านั้น ไม่มีสินค้าที่หลากหลายเกิน 100 รายการ แต่ จอยแอนด์คอยน์ตระหนักถึงจุดนี้ดี เพราะอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบันจอยแอนด์คอยน์ถือ เป็นบริษัทอันดับหนึ่งในเรื่องความหลากหลายของสินค้า ดังนั้นจึงถือว่าบริษัทยังไม่ มีคู่แข่งในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ดี การจะให้สมาชิกดำเนินตามระบบนี้โดยทันทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะในด้านเกี่ยวกับระบบซัพพลาย เช่น ระบบลอจิสติกส์ และระบบซอฟต์แวร์ ก็ยังมีความยุ่งยากอยู่มาก”

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัญหาบ้างในเรื่อง ของระบบดังกล่าว แต่ตนมั่นใจว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จอยแอนด์คอยน์จะต้องมีรูปแบบไม่แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าดัง เช่น เทสโก้ โลตัส อย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาเรากำหนดตัวเองให้เป็นคอนวีเนี่ยนสโตร์มาโดยตลอด จากนี้ไปบริษัทจึงแค่มุ่งมั่นที่จะทำ เหมือนที่ได้วางแผนไว้อย่างเต็มกำลัง

ดร.สมชาย ให้เหตุผลถึงการที่จะเปลี่ยนแปลงบริษัทจอยแอนด์คอยน์ให้ใกล้เคียงกับระบบการค้าปลีกมากขึ้นว่า “ตนมองว่า ปัญหาหลักของระบบการขายตรงที่หลายบริษัทตระหนักดี ก็คือ ปัญหาเรื่องลูกค้าไม่บริโภคซ้ำ ซึ่งแม้ขายตรงอาจจะมีการโมติเวตกันด้วยเรื่องของแผน เรื่องของ รายได้ หรือสิ่งจูงใจมากมายก็จริง แต่สิ่งเหล่านั้นตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน คืออาจทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มประสบความสำเร็จ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะสำเร็จในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไป”

สำหรับกลยุทธ์ในตลาดต่างประเทศ ผู้บริหารระดับสูง กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการเปิดตลาดในประเทศกัมพูชา ซึ่งมียอด ขายเป็นที่น่าพอใจ ส่วนตลาดในประเทศมาเลเซีย ที่บริษัทเคยวางแผนไว้ว่าจะมีการ เปิดสาขานั้น ณ ขณะนี้ยังคงอยู่ในจุดของการดำเนินการ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อ ใด เนื่องจากประเทศมาเลเซียจัดว่ามีระบบ ระเบียบในการดำเนินงานที่เข้มงวดมาก

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ตนมองว่า น่าจะส่งผลดีในแง่ของการเดินทางเข้าออก ในภาคธุรกิจ เพราะการทำตลาดต่างประเทศจะมีความยากอยู่ที่การขอใบอนุญาต หรือในเรื่องของ ภาษี แต่เมื่อภาษีลด การดำเนินงานต่างๆก็ย่อมสะดวกขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ บริษัทดำเนินการในรูปแบบการค้าปลีก เรา ก็สามารถนำสินค้าอะไรไปขายก็ได้

สุดท้ายดร.สมชาย ประธานบริษัทจอยแอนด์คอยน์ กล่าวถึงยอดขายของบริษัทเมื่อปีที่แล้วว่า “บริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 2 พันล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อยเนื่องจากโดนผลกระทบ จากภาวะน้ำท่วม ซึ่งอย่างไรก็ตาม ในปีต่อๆ ไปบริษัทก็คาดหวังว่าจะสามารถเติบโตอย่างน้อยปีละ 30-35% ทุกๆ ปี เพราะหาก พิจารณาถึงอัตราการเติบโตในอุตสาหกรรม ขายตรงโดยภาพรวม พบว่าเติบโตขึ้นปีละ 10% ดังนั้นหากจอยแอนด์คอยน์เติบโตได้ในอัตราดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

เปิดผลงานไต่ฝันยักษ์ใหญ่ชิงพื้นที่TOP 10 อันดับขายตรง



ช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา หลายท่านคงกำลังเฝ้ารอติดตามว่า ยอดขายของบริษัท ใด จะสร้างความฮือฮาให้กับวงการได้บ้าง ซึ่งทีมข่าว “สยามธุรกิจ” จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลนำเสนอความน่าจะเป็นในส่วนของรายรับระดับท็อปเทนประจำปีกระต่าย เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย ในช่วงพ.ศ.แห่งวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา

>> “แอมเวย์” กอดเก้าอี้แน่น

บริษัทขายตรงแบรนด์แรกที่ น่าจับตามอง คงเป็นใครอื่นไม่ได้ นอกเสียจาก “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งจากที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “แอมเวย์” เปรียบเสมือนพี่บิ๊กของวงการ เนื่องจากยอด ขายที่ครองความเป็นเบอร์หนึ่งมาอย่างยาวนานหลายปีติดต่อกัน และ การเป็นแบรนด์ที่ประชาชนทั่วไป รู้จักกันมากที่สุด เมื่อถามถึงบริษัทขายตรง

“แอมเวย์” มีการวาดความฝันชิ้นโตมาโดยตลอดในทุกปี และทุกความฝันที่ผุดขึ้นดูจะเป็นเรื่องจริงมา โดยตลอด ซึ่งในปลายปีนี้ก็เช่นกันที่บริษัทได้ตั้งเป้ามาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ว่า ปี 2555 บริษัทจะสามารถทำยอด ขายให้ถึง 2 หมื่นล้านให้จงได้

แต่ที่สุดจะเป็นอย่างไรคงต้องคอยดูผลงานของ “กิจธวัช ฤทธีราวี” แม่ทัพคนใหม่ของบริษัท ที่ขึ้นมาแทน ตำนานของบริษัทอย่าง “ปรีชา ประกอบกิจ” ที่ลงจากตำแหน่งด้วยเรื่องของการเกษียณไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา ส่วนยอดขายในปีนี้ แอมเวย์น่าจะปิดยอดขายหรูที่ 1.5 หมื่นล้านบาท โตจากปีก่อนประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 54 ที่ปิดไว้ที่ 14,370 ล้านบาท

>> “กิฟฟารีน” ไหวตัวหนีน้ำได้ผล

หมายเลข 2 คงไม่มีการขยับเปลี่ยนชื่อ “บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด” ยังน่าจะเป็นเบอร์ 2 ต่ออีกปี เนื่องจากแม่ทัพหญิงอย่าง “พ.ญ.นลินี ไพบูลย์” หรือที่รู้จักกันในวงการอย่าง “หมอต้อย” นับเป็นผู้นำหญิงที่ดูจะมีความสามารถไม่แพ้ผู้บริหารชายเก่งๆ เลย เมื่อดูจากผลงาน ช่วงหลายปีที่ผ่านมาของบริษัท

“กิฟฟารีน” ใช้กลยุทธ์ Gift for Life หรือที่เรียกว่า การส่งต่อความสุขมาตั้งแต่ช่วงปี 2553 และดูว่าแคมเปญการให้ของบริษัทดูจะเป็นตัวสร้างแบรนด์ที่ดี ซึ่งผู้บริหารหญิง ได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวหาเสียงผ่านทาง สื่อต่างๆ อย่างได้ผล ผู้คนหลงเสน่ห์การให้ หลั่งไหลเข้ามาร่วมธุรกิจกันอย่างหนาตา

อย่างไรก็ดี ในวิกฤติน้ำท่วมปลายปีก็ได้พิสูจน์ความฉกาจของผู้นำหญิงท่านนี้ โดยทำการย้ายโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมนวนคร มาผลิตสินค้าที่นิคมอมตะ เพื่อรักษายอดการผลิตได้ อย่างทันท่วงที ทำให้ความฝัน 5.5 พัน ล้านในปีนี้ของ “กิฟฟารีน” ไม่น่าจะพลาดเป้าไปไกล บวกลบดูแล้วน่าจะเติบโตอยู่ที่ 10% เมื่อเทียบกับ 4,912 ล้านบาทในปี 53

>> “ซูเลียน” มาเงียบๆ มาเรื่อยๆ

ดูเป็นบริษัทขายตรงที่ไม่ค่อยจะออกสื่อมากนัก สำหรับ “บริษัท ซูเลียน (ประเทศ ไทย) จำกัด” แต่แบรนด์ขายตรงนามนี้ ก็ถือว่าเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างได้รับความนิยม จากคนไทย อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างพอสมควร จากการใช้สื่อป้ายโฆษณา และการผุดศูนย์สาขา ทำให้ “ซูเลียน” กลายเป็นแบรนด์ขายตรงที่เกาะพื้นที่ 1 ใน 5 ของวงการขายตรงได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ในวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา บริษัทจะถูกปิดกั้นอย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากอยู่ใน พื้นที่บางบัวทอง แต่ดูเหมือนไม่ได้ทำให้บริษัท ขายตรงนามนี้สะดุดในส่วนของยอดขายมากนักจากปี 53 ที่ปิดยอดขายไว้ที่ 4.4 พัน ล้านบาท มาปีนี้การเติบโตแตะ 5 พันล้าน บาท ของ “ซูเลียน” ไม่น่าจะเป็นเรื่องเกินไปนัก

>> “นีโอ ไลฟ์” ไต่ระดับ

ปี 54 ที่ผ่านมา นับเป็นปีทองปีหนึ่ง ของ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” เพราะดูจากความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ขายตรงนามนี้ ที่ฉายตัวอยู่คู่กับสื่อมาตลอด ทั้งจากทีวี สิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ โดย “ดร. นพรุจ เวชกุล” จัดว่าเป็นผู้บริหารที่สร้าง “นีโอ ไลฟ์” ให้เติบโตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไต่อันดับของวงการอย่างต่อเนื่อง ในทุกปี

การทำตลาดของบริษัทเน้นในเรื่องของการกระจายศูนย์สาขา การวางระบบ เทรนนิ่งถี่ยิบ เพื่อสร้างนักขายที่มีประสิทธิภาพ บวกการจัดงานประดับเข็มที่พร้อมให้ในทุกครั้งที่จุดพลุงานในแต่ละเดือน ซึ่ง รวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ผ่านสื่อ ทำ ให้ขายตรงแบรนด์นี้ไม่น่าจะมียอดขายที่น้อย กว่าความฝัน 3.5 พันล้านบาทไปได้ ส่วนในเรื่องของอันดับคงไต่มาอยู่ในที่ 4 ได้ไม่ยาก

>> “เอมสตาร์” เน้นตลาดนอก

“บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด” ผู้สร้างสถิติทำให้วงการขายตรงบ้านเราได้ สั่นสะเทือนเมื่อปี 53 โดยสามารถปิดยอด ขายในชนิดก้าวกระโดด เติบโตจากปี 52 ถึง 150% แตะตัวเลข 4,901 ล้านบาท ด้วย กลยุทธ์การสร้างสีสันให้วงการ รวมถึงการ จัดงาน The winner ที่ระเบิดขึ้นในทุกเดือน ทำให้แบรนด์ไทยรายนี้ กลายเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่ฝันใหญ่เท่านั้น ที่ จะยิ่งใหญ่

โดยเป้าหมายในปีนี้ของ “ท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ยังอยู่ที่ตัวเลข 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทมาโดยตลอด แต่เมื่อดูจากกระแสในปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า “เอมสตาร์” ภายใต้การนำทัพของหญิงแกร่งผู้นี้ ดูจะไม่ครึกครื้นเหมือนปีก่อนๆ โดยบริษัทเน้นไปที่การขยาย สู่โลกสากลเป็นหลัก ซึ่งมีอเมริกาเป็นพื้นที่ หลักแห่งใหม่ของแบรนด์ ทำให้ยอดขายใน ไทยน่าจะเติบโตแบบเป็นขั้นบันไดมากกว่า โตในชนิดก้าวกระโดดอย่างปีก่อนๆ ที่ผ่านมา

>> “นู สกิน” จับสาวกลัวแก่เห็นผล

อีกแบรนด์ที่มีผู้บริหารเป็นผู้หญิง “บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศ ไทย) จำกัด” ซึ่งแบรนด์ขายตรงนามนี้ จัด ว่าเป็นแบรนด์ขายตรงที่เน้นในเรื่องของการเป็นเอกในส่วนของความงามสำหรับผู้หญิงเป็นสำคัญ และดูจะมาถูกทางเสียด้วย เมื่อกลุ่มสินค้าชะลอริ้วรอยความชรา อย่าง “เอจ ล็อค” ดูจะเข้าตาหญิงสาว แห่เป็นสมาชิกใช้สินค้ากันทั่วฟ้าเมืองไทย โดย เฉพาะสาวในเมือง

“นู สกิน” เน้นเรื่องของสินค้าเป็นสำคัญ เน้นการทำโรดโชว์แสดงนวัตกรรม สินค้าสร้างแบรนด์ อีกทั้งการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์อยู่ในระดับพรีเมี่ยมทำให้ ผู้คนที่เดินเข้ามา มีกำลังซื้อพอที่จะทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 500 ล้านบาท จากเดิมที่ปิดตลาดปี 53 ไว้ที่ 2 พันล้านบาท ปี 54 คง ไม่น่าจะน้อยกว่า 2.5 พันล้านบาทเป็นแน่

>> “คังเซน-เคนโก” ทรงตัว

ถึงแม้การจากไปของผู้สร้าง “บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” อย่าง “คมศักดิ์ธนา อำพันธ์ยุทธ์” จะเกิด ขึ้น แต่ด้วยการขึ้นมาแทนของ “อิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์” ก็น่าจะเป็นตัวแทนที่เหมาะสมที่จะทำให้แบรนด์ขายตรงพันธุ์ไทยรายนี้ น่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 2 พันล้าน บาท ถึงแม้การเติบโตจะไม่มากนัก การทรงตัวถือว่าดีกว่า

“คังเซน-เคนโก” นับเป็นแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียงในเรื่องของการส่งต่อรายได้สู่ลูกหลานได้อย่างเป็นรูปธรรมแบรนด์ขายตรงรายนี้จึงได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดีในช่วงกว่า 18 ปีที่ผ่านมา โดย บริษัทเครือข่ายรายนี้ พยายามใช้นวัตกรรม สินค้าเสริมอาหารเป็นตัวชูโรงในการสร้าง ยอดขายอย่างต่อเนื่อง

>> J&C ใช้จอยมาร์ทอัพยอดขาย

คงคุ้นหูกันในชื่อของ “เจริญโอสถ” สำหรับ “บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด” ที่มี “ดร.สมชาย หัชลีฬหา” ผู้สร้างตำนานขายตรงสะดวกซื้อของเมืองไทย “จอย แอนด์ คอยน์” นับเป็นแบรนด์ขายตรงที่อยู่ในวงการมาอย่าง ยาวนาน เน้นกลยุทธ์หลักในส่วนของการ เป็นขายตรงสะดวกซื้อ

การขายสินค้าในรูปแบบคล้ายกับมินิมาร์ต โดยใช้ชื่อว่า “จอย มาร์ท” นับเป็นอาวุธที่บริษัทเน้นย้ำต่อผู้บริโภคสร้าง จุดขายให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งบริษัทยังต้องการที่จะทำให้มินิมาร์ตของตัวเองนี้ ก้าวขึ้นแย่งลูกค้าในห้างใหญ่ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง โดยยอดขายในปีนี้ น่าจะแตะที่ 2 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ปิดไว้ที่ 1.5 พันล้านบาท

>> “ยูนิซิตี้” ยังเกาะกลุ่ม

มองข้ามไม่ได้สำหรับอดีตแบรนด์ม้ามืดเมื่อหลายปีก่อน อย่าง “บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด” ที่มี “มร.คริสโตเฟอร์ คิม” นั่งดูแลกุมบังเหียน โดยบริษัทขายตรงค่ายนี้ ตั้งแต่เปิดบริษัท ขึ้นมาก็พยายามสร้างกระแส กวาดนักขาย กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี จนสามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่ในระดับท็อปของกลุ่มบริษัทขายตรง และดูจะสามารถเกาะตาราง ท็อปเทนได้อย่างเหนียวหนึบ

ยูนิซิตี้ เน้นการสร้างระบบเทรนนิ่ง สร้างผู้นำขึ้นมากวาดยอดขายเป็นหลัก โดยไม่สนว่าบริษัทใดจะเข้ามาขย่มเก้าอี้หนึ่งในบริษัทผู้นำ โดยยอดขายปี 54 น่าจะเป็นอีกแบรนด์ที่จะสามารถเกาะยอดขาย 2 พันล้านบาท ยืนทรงตัวจากปี 53 ได้อย่างแน่นอน

>> “อาวียองซ์” ย้ำพรีเมี่ยมแบรนด์ปั่นรายรับ

บริษัทสุดท้ายที่น่าจะเป็นแบรนด์ ท็อปเทน ก็ไม่น่าจะหนีค่าย “อาวียองซ์” ค่ายขายตรงแบรนด์ในเครือกลุ่ม “ยูนิลีเวอร์” ซึ่งค่ายขายตรงแบรนด์นี้ เน้นสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็น กลุ่มคนชั้นกลางถึงบน สร้างแบรนด์ด้วยกิจกรรมทางสังคม เพื่อชูภาพลักษณ์ของตัวเอง

“อาวียองซ์” มีวิธีการสร้างผู้นำด้วยระบบเทรนนิ่งที่มีไม่เว้นแต่ละวัน ทุนของบริษัทคงไม่ต้องกล่าวถึง เนื่องจากมีฐานบริษัทแม่ที่ใหญ่ การทำตลาดจึงอยู่ที่ให้สินค้าขายตัวเอง ผ่านนักขายที่ผ่านการ เทรนนิ่งมาเป็นอย่างดีโดยยอดขายไม่น่าจะต่ำกว่า 1.5 พันล้านบาท

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1269 ประจำวันที่ 25-1-2012 ถึง 27-1-2012

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

กูรู ชี้ขายตรงส่อแววเดือด!ผู้ค้างัดอาวุธใหม่ห้ำหั่น



ธุรกิจขายตรงในความเป็นจริง ธุรกิจนี้มีมูลค่าการตลาดไม่น่าจะน้อยกว่าแสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันของธุรกิจย่อมสูงตาม เพราะ กว่า 500 บริษัทที่จดทะเบียนขึ้นเป็นแบรนด์ขายตรง ส่วนใหญ่ ล้วนแต่ต้องการโกยส่วนแบ่งตรงนี้ให้ได้ มากที่สุด ซึ่งที่สุดแล้วใครจะได้มากน้อยกว่ากันก็อยู่ ที่กึ๋นของผู้นำ และความสามารถในการหาอาวุธออกมาห้ำหั่นกัน

โดยทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ก็พยายามที่จะเปิดความเห็นของผู้ค้าที่เรียกว่ากูรูของวงการขายตรง ว่าแต่ละบุคคลมีความเห็นเกี่ยวกับการ แข่งขันในปีนี้อย่างไร ซึ่งตัวละครที่นำเสนอความคิดในครั้งนี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ และคร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจมาเป็นระยะเวลานาน

นายปรีชา ประกอบกิจ อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งวางมือไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ก็ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายในอนาคต ว่า ธุรกิจเครือข่ายยังมีอนาคตอันยาวไกล เพราะ ถ้าบริษัทอันดับ 1 เติบโต ก็ทำให้อุตสาหกรรมโดยภาพรวมเติบโตเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตในธุรกิจเครือ ข่ายก็ต้องเติบโตบนพื้นฐานของการเคารพหลักการ 3 ประการ คือ ประการแรก นักขายอิสระต้องเคารพ ซึ่งกฎหมาย กฎจรรยาบรรณ ประการ ถัดมา ต้องมีการแข่งขันอย่างเสรี ภายใต้หลักคุณธรรม จริยธรรม และ ประการสุดท้าย ต้องเคารพกฎจรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงโลก

“เพราะตนมั่นใจว่าระบบแชร์ ลูกโซ่ หรือการทำผิดกฎระเบียบจะไม่มีวันหมดไป เพียงแค่รอวันพลิกโฉมหน้าในรูปแบบที่แตกต่างเท่านั้น ดังนั้นเราในฐานะผู้ทำงานเครือข่าย จึงควรร่วมกันปกป้องความใฝ่ฝันของคนไทยอีกหลายล้านคน ที่อยากประสบความสำเร็จ หลุดพ้นจากสถานะแห่งความยากจน

ด้านดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า “ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงแพร่กระจาย ซึ่งบรรดาบริษัทพยายามใช้สื่อต่างๆในการสร้างแบรนด์ซึ่งในส่วนนี้ จะทำให้ประชาชนผู้บริโภคเดินเข้า วงการเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการใช้จ่ายเพิ่ม การหารายได้เสริมเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดถึง การเติบโตของมูลค่าตลาดรวมขายตรงในปีหน้า มีโอกาสที่จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 20%” ประธาน นีโอ ไลฟ์ฯ เผย

ทั้งนี้ เรื่องการแข่งขัน ดร.นพรุจ มองว่า ธุรกิจขายตรงจะเน้นเรื่องของการบริการเป็นสำคัญ ในการนำขึ้นมาเป็นอาวุธสร้างยอดขาย เพราะ เรื่องของสินค้า และแผน ก็เป็นสิ่งที่หลายบริษัทใช้เป็นอาวุธมานานอยู่แล้ว ซึ่งการบริการจึงเป็นอาวุธที่จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบของธุรกิจขายตรงในอนาคต

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่อาจทำให้ธุรกิจ ขายตรงในปี 55 ดร.นพรุจ เผยว่า “น่าจะเป็นในเรื่องของการขึ้นค่าแรงของรัฐบาล ซึ่งหากค่าแรงขึ้น บรรดาพนักงาน อาจมีความพึงพอใจในรายได้ต่อเดือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจขายตรง แต่หากมองในแง่ดี เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่ม ก็จะมีกำลังในการซื้อเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน”

โดยในส่วนของพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ในส่วนของการแข่งขันในปีหน้า พ.ญ.นลินี หัวเรือใหญ่ของ กิฟฟารีน ได้ให้ความเห็นว่า “การแข่งขันในปีหน้า ธุรกิจ ขายตรง จะใช้เรื่องของตัวสินค้าเป็นอาวุธ ในการเก็บเกี่ยวยอดขาย โดยส่วนของแผน การตลาดจะไม่ใช่จุดผู้ค้าจะเอาขึ้นมาใช้ในการทำตลาด เนื่องจากความเหมาะสมที่ บรรดาผู้ค้า และนักธุรกิจได้เห็นและสัมผัส ในช่วงที่ผ่านมา น่าจะทำให้พวกเขารู้แล้ว ว่า ตัวเองมีความเหมาะสมกับแผนการตลาดแบบใด”

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางสินค้า หมอต้อยก็ได้ขยายความว่า “เรื่องราคาและความต้องการของสินค้า จากผู้บริโภค นับเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคจะใช้ เงินในส่วนที่ไม่จำเป็นมากนักน้อยลง การ ขายสินค้าต้องคำนึงถึง 2 ส่วนนี้ เป็นหลัก เพราะผู้บริโภคมองไปที่ปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต”

โดยปัญหาใหญ่ที่หมอต้อยมองว่า อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า และสร้างผลกระทบ ต่อธุรกิจ ก็น่าจะยังคงเป็นเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งหลายภาคส่วน รวมถึงตัวประชาชนเอง ก็ต้องตระหนักถึง แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ยังมีความมั่นใจในตัวรัฐบาลว่า ไม่น่าจะปล่อยให้ ปัญหาเดิมเกิดขึ้นมาอีก โดยในส่วนของ มูลค่า ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงนั้น พ.ญ.นลินี มองว่า น่าจะโตที่ 15% ในปีหน้า

ทางด้านท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า การแข่งขันในปีนี้ บรรดาบริษัทหลายบริษัท คงไม่สามารถสร้างกระแสที่เป็นการวาดวิมานในอากาศได้อีก เพราะต่อไป เรื่องการสร้างกระแสเพื่อดึงคน จะเป็นเรื่องเก่า ที่ผู้บริโภครู้สึกเบื่อหน่าย เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีแต่กระแส ซึ่งผู้บริโภคจะเลือกบริษัทที่สามารถให้ความสำเร็จกับเขาได้จริงๆ มากกว่าโดยในปี 55 นักธุรกิจหน้าใหม่จะเพิ่ม มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาคือ ความรู้ของ คนรุ่นใหม่ที่เดินเข้าสู่ธุรกิจ เพราะคนรุ่นใหม่ เหล่านี้ จะมีความรู้ มีการสืบค้นข้อมูล ซึ่ง ยากที่จะเดินเข้าสู่บริษัทตามกระแสอย่างที่เคยมีมา

ส่วนเรื่องของการทำงาน หมอลพา เผยว่า “ในปี 55 ต้องรีบทำงานในช่วงต้นปี โดยพยายามที่จะคิดแผน เพื่อสร้างยอดขายไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นในปลายปี เพราะมีแนวโน้มว่า ในปี 55 น้ำก็จะยังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการธุรกิจทุกวงการเหมือนเดิม ซึ่งต้อง เร่งสร้างยอดขายในช่วงต้นให้มากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเติบโต ในปีหน้า ธุรกิจขายตรงก็จะยังคงสามารถ เติบโตได้ดีขึ้นมาก หากเทียบกับปี 54 เพราะไม่ว่าจะมีปัญหาใดเข้ามา การเตรียม ตัวย่อมมีเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบที่อาจจะได้ รับก็คงไม่หนักหนาอย่างที่เป็นมา แต่ต้อง ประกอบกิจการบนความไม่ประมาทเป็นสำคัญ

ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยในเรื่องเดียวกัน กับ “สยามธุรกิจ” ว่า เรื่องของตลาด โดยเฉพาะการแข่งขันของบริษัท ในปี 55 แนวโน้มการแข่งขันน่าจะหนักไป ที่เรื่องของความเป็นรูปธรรม เนื่องจากเมื่อมีผู้คนที่สนใจในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวัง ซึ่งบรรดาแบรนด์ ขายตรง ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกด้วยการโฆษณาที่ไม่โอเวอร์เกินจริง ความสำเร็จต้องเป็นรูปธรรมเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่ได้

ทั้งนี้ ในส่วนของปัญหา ก็จะมีในเรื่องของกำลังซื้อในช่วงต้นของบรรดาผู้บริโภค เพราะในปี 55 ช่วงต้นปีถือเป็นช่วง ที่กำลังซื้อยังไม่เข้าที่ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ต้อง มาฉุกคิดว่าจะทำอย่างไรในการแก้ไขเรื่องนี้ แต่จำนวนคนที่จะเดินเข้าหาธุรกิจนั้น มี มากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านเภสัชกรประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า “ตนมองว่าจริงๆ ธุรกิจเครือข่ายโดยรวมดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในสมาคมขายตรง เนื่องจากเขาได้ดำเนินการด้วยหลักคุณธรรม ซึ่งตนคิดว่า บริษัทไหนที่ใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมใน การทำธุรกิจ บริษัทเหล่านั้นก็จะไม่มีวันลำบาก ยอดขายจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนบริษัทไหนที่ทำธุรกิจในรูปแบบมันนี่เกม ตนมั่นใจว่าอยู่ได้ไม่นาน เพราะพฤติกรรมเช่นนั้นเหมือนกับทุบหัวให้เขาเข้าบ้าน เสร็จแล้วก็จบเกมกันไป ดังนั้นเมื่อมองโดยภาพรวมแล้วตนมั่นใจว่างานขาย ตรงจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่”

“ธุรกิจเครือข่ายในขณะนี้น่าจะเป็น ที่พึ่งของคนจน คนรากหญ้าได้ดีที่สุด เพราะการลงทุนน้อยลงในการเข้ามาทำธุรกิจ และตนคิดว่าตอนนี้ธุรกิจเครือข่าย น่าจะเป็นธุรกิจเดียวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคนที่จะเข้ามาในบริษัทเครือข่าย จึงควรเลือกดูบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะจะได้ไม่เสียเวลาในการดำเนินธุรกิจ และคนที่เข้ามาก็ควรทำงานแบบค่อยเป็น ค่อยไป คือ ศึกษาอย่างถ่องแท้ก่อน อย่าทำแบบก้าวกระโดด “แค่นี้ก็คงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ประเสริฐ กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1265 ประจำวันที่ 11-1-2012 ถึง 13-1-2012