ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอต้อย กิฟฟารีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอต้อย กิฟฟารีน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

เจาะเกมรบ "ขายตรงไทย" เปิดศึกรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งของการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยทั้งขนาดกลางและเล็กเลยก็ว่าได้ ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ก็ได้มีการเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพขยายตลาดอย่างมากในธุรกิจขายตรง อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากพบว่า มีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน แต่ทั้งนี้ หากพูดถึงในเรื่องของตลาดขายตรง ที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คงต้องยกให้ประเทศไทยนั่นเอง!...

โดยก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ทางด้านนายกสมาคมการขายตรงไทยเอง ก็ได้ออกมากล่าวว่า สิ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น จะต้องวางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นอกจากนี้ ต้องเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อให้เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเปิดกว้าง สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ

ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


ขายตรงจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกอาเซียน
เมื่อการส่งสัญญาณของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวในตรงจุดนี้บ้างแล้วเช่นกัน ...เห็นได้จากค่ายกิฟฟารีนที่นำโดยพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ก็ได้มีการวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนมาขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทางกิฟฟารีนเองได้พุ่งเป้าที่จะเข้าไปเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากในประเทศดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนและตลาดน่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทางกิฟฟารีนยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยไปเจาะตลาดในประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซียมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเข้าไปเจาะตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้นั้นกิฟฟารีนเอง จะใช้รูปแบบในการทำตลาด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด พร้อมกับมีการตั้งเป้าหมายที่จะโกยยอดขายในต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 ล้านบาทอีกด้วย
...เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ บริษัท ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า เตรียมที่จะบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านมิสทินเอง ก็ได้ออกมาเผยว่า ได้มีการร่วมลงทุนกับเครือสหพัฒน์ ในการเปิดโรงงานมิสทินในพม่าเพิ่มอีก 1 แห่ง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งโรงงานใหม่นี้ จะอยู่ในโครงการสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก โดยทางด้านมิสทินเอง ได้มองว่า ในอนาคตที่จะมีการเปิดเออีซีขึ้นนั้น จะส่งผลทำให้ภาษีลดลง พร้อมกับเชื่อว่า โรงงานดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของบริษัท ในการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายทั้งตลาดในไทยและอาเซียน รวมถึงยังคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ที่สำคัญ ยังพบอีกว่ามิสทินเอง ยังมีแผนที่จะรุกเข้าไปขยายธุรกิจในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรในประเทศดังกล่าว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกวิธีการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือเปิดโรงงานผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายในระบบขายตรง หรืออาจมีการใช้แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และจะใช้เวลาอีก 2 ปี จึงจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้...เรียกว่าเป็นการอีกหนึ่งแผนงานที่เตรียมรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของมิสทินนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่ายน้องใหม่อย่างวิลเลนดรอฟก็ได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มสูบทั้งพม่า และอินโดนีเซียอีกด้วย รวมถึงยังมียักษ์ใหญ่ขายตรง อย่าง บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ลุยตลาดอาเซียนบ้างแล้ว ด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนาม


จับตากระแสฟีเวอร์ขายตรงรับAEC
...จะเห็นได้ว่า ในการขยายสาขาสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากมองในอีกแง่มุม กลับพบว่า ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมา มีหลาย ๆ บริษัท ก็ได้ทำการขยายสาขาออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ ส่งแม่ทีมออกไปขยาย แต่ที่ถูกจับตามองในช่วงนี้ ในส่วนของการขยายเขต ขยายสาขาก็เนื่องจากการโยงเรื่องการค้าเสรีเข้ามา ทำให้การเดินล่าปักธงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นจนกลายเป็น AEC ฟีเวอร์ของวงการขายตรงในช่วงนี้นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์ไปในเชิงลึกอีก จะพบว่า ในเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ของหลายบริษัท ที่ประกาศว่า จะรองรับการเปิดการค้าเสรี ในปี 2558 นี้ ก็ได้มีการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทุกบริษัทถึงต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริษัท มีการเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ประกาศแผนรองรับในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องของแผนรองรับ AEC ของธุรกิจขายตรงนั้น มีนักวิเคราะห์ วิจารณ์หลาย ๆ ท่าน ต่างมองกันว่า การประกาศเปิดแผนบุกตลาดอาเซียนที่หลายบริษัทพูดนั่น เปรียบเสมือนการสร้างภาพ เพื่อให้บริษัทถูกมองจากบรรดาสมาชิก และนักขายว่า มีความพร้อม อีกทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสาขาต่างประเทศเปิด AEC รายได้ของนักขาย ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ในขณะเดียวกัน ยังมองอีกว่า เรื่องของแผนรองรับการเปิดการค้าเสรี เป็นเรื่องที่หลายบริษัทสร้างภาพขึ้น เนื่องจากมีความต้องการกอบโกยรายได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ผ่านแผนการรองรับ AEC ของบริษัทที่หลายบริษัทสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของตัวบริษัท และให้เห็นถึงความมั่งคง และความมั่งคั่งของธุรกิจนั่นเอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจขายตรง ต่างพากัน พูดถึงเรื่องแผนการรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในช่วงนี้อย่างมากนั้น หากให้มองต่างมุม อาจจะพบว่า มีบางบริษัทก็ไม่ได้มุ่งเน้นแผนอย่างที่กล่าว แต่เป็นเพียงการสร้างกระแส เนื่องจากทางรัฐบาลมีการพูดถึงและจุดให้กลายเป็นประเด็น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้บริษัทขายตรงต่างหยิบขึ้นมาพูด ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็ไม่ได้ มีความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งบางบริษัท ก็เพิ่งมีการเปิดตัวบริษัท แต่ก็กลับมองไกลจนลืมเรื่องการสร้างตลาดในประเทศก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการขยายสาขาของบริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ใช้การขยายสาขาออกต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดแต่อย่างใด

...นับได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงใน 10 ชาติอาเซียน สามารถที่จะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าหากันง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ การที่หลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรง จะเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น ก็ต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมและการตลาดของแต่ละประเทศนั้นอย่างแตกฉานด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : จับมือรายการ วู้ดดี้ เกิดมาคุย สานต่อโครงการ "Gifts for all" การให้...... เพื่อให้ต่อ ปีที่ 3


กิฟฟารีนจับมือรายการ วู้ดดี้ เกิดมาคุย สานต่อโครงการ Gifts for all การให้...... เพื่อให้ต่อ ปีที่ 3 หลังจากที่เปิดตัวโครงการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยในปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีพิเศษที่ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ร่วมกับคุณวู้ดดี้ มิลินทจินดา พิธีกรชื่อดัง เปิดโอกาสให้ผู้ชมทางบ้านส่งเรื่องราวที่อยากจะมอบความรู้สึกดีๆ ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นไม่กล้าบอก ซึ่งในปีนี้มีผู้นำเรื่องราวดีๆ มาร่วมบอกต่อกันมากมาย
ซึ่งในปีนี้ทีมงานต้องระดมสมอง เพื่อทำการคัดเลือกเรื่องราวที่มีความน่าสนใจ เพื่อส่งมอบของขวัญชิ้นพิเศษมากที่สุด จนในที่สุดเรื่องราวที่ประทับใจพ.ญ. นลินี ไพบูลย์ คุณวู้ดดี้และทีมงานมากที่สุด คือ เรื่องราวของคุณนุ๊ก ที่ได้ส่งคลิปมายังรายการ เพื่อต้องการที่จะขอโทษ และขออภัยจากคุณพ่อและคุณแม่ ในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปและไม่กล้ากลับมาหาท่านนานถึง 10 ปี พร้อมทั้งอยากให้ท่านได้รู้จักคุณแฟรงค์ และน้องแองจี้ ซึ่งเป็นสามีและลูกสาวสุดที่รัก พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ คุณวู้ดดี้และทีมงานตัดสินใจที่จะทำความฝันของเขาให้สำเร็จ
การปฏิบัติภารกิจ Gifts for all ปีที่3 จึงได้เริ่มขึ้นโดยทางทีมงานได้วางแผนให้คุณพ่อ คุณแม่และน้องชายเดินทางมาที่ร้านอาหารโดยที่ทั้ง 2 ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสที่จะได้พบกับลูกสาว ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ครอบครัวนี้ไม่เคยได้อยู่พร้อมหน้ากัน หลังจากที่ทีมงานพาคุณพ่อและคุณแม่มาพบกันระหว่างนั้นทีมงานได้เปิดตัวคุณนุ๊ก คุณพ่อและคุณแม่ต่างดีใจ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อได้เห็นคุณนุ๊ก โดยคุณนุ๊กได้มีโอกาสกล่าวคำขอโทษ และอยากให้ท่านทั้ง 2 พบกับคุณแฟรงค์ สามีของเธอ และขอให้ท่านให้อภัยในสิ่งที่เคยผิดพลาดไป ท่ามกลางกองเชียร์กว่า 500 คน ที่เฝ้ารอคอยเป็นกำลังใจ จนในที่สุดคุณพ่อและคุณแม่ก็บอกกับคุณนุ๊กว่ายังรักและให้อภัยเสมอ บรรยากาสต่างเต็มไปด้วยรอยยี้มและน้ำตาของความสุข ของทุกคนที่มาเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของคุณนุ๊กได้หลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันและมีความสุขร่วมกันอีกครั้ง
คุณนุ๊กได้มีโอกาสที่จะแนะนำคุณพ่อและคุณแม่ได้พบกับ และน้องแองจี้ หลานสาวทั้ง 2 ท่านต่างตื่นเต้นที่จะได้เจอ ทีมงานเปิดตัวคุณวู้ดดี้ พาน้องแองจี้ เดินมาหาคุณพ่อคุณแม่ของคุณนุ๊ก และแสดงความยินดีที่วันนี้ทุกคนในครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้า พร้อมกล่าวถึงคุณนุ๊กที่ได้ส่งเรื่องราวมาร่วมรายการกับโครงการ Gifts for all การให้...... เพื่อให้ต่อในปีที่ 3 เพื่อขอโอกาสที่จะขอโทษ และขอให้คุณพ่อ และคุณแม่ให้อภัยคุณนุ๊ก และครอบครัว โดยโครงการดีๆ ในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับโอกาสจาก คุณหมอต้อย-พญ. นลินี ไพบูลย์ แห่งกิฟฟารีน โดยคุณหมอต้อย ได้ ร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัวของคุณนุ๊ก และให้กำลังใจคุณนุ๊กด้วยข้อคิดดีๆ 3 ข้อว่า ข้อแรก ไม่มีใครรักเราและปรารถนาดีกับเราเท่าคุณพ่อคุณแม่ ผู้ซึ่งเลี้ยงดูเรามา ข้อที่สอง ไม่มีใครทำอะไรถูกไปซะทุกอย่าง และข้อสุดท้าย ให้กล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ทำพลาดไป และเดินกลับมาขออภัย กลับมาหาคนที่เรารัก ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ที่ทำให้ทั้งคุณหมอต้อย คุณวู้ดดี้ และทีมงานทุกคนมีความสุขที่ ได้มอบของขวัญดีๆ ที่ทำให้ครอบครัวนี้ ได้มีโอกาสสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้สำเร็จ

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กิฟฟารีน-Giffarine : ฉลองยอด16ปี50,000ล้าน เดินเครื่องอัดแคมเปญสร้างยอดสิ้นปี


กิฟฟารีน เผยความสำเร็จธุรกิจ พร้อมฉลองยอดขาย 16 ปี 50,000 ล้าน...ล่าสุดจัดแคมเปญสุดพิเศษ Big Gifts Big Celebration แทนคำขอบคุณสมาชิก พร้อมงัดกลยุทธ์ CRM ด้วยบัตร Gifts Club บัตรสะสมคะแนนแบบใหม่เอาใจนักช้อป รับเทศกาลของขวัญวันปีใหม่ สร้างความคึกคัก เผยต้นปีหน้าเตรียมเร่งเครื่องขยายสาขาอินโดนีเซีย พร้อมมั่นใจเป้า 6,000 ล้านสิ้นปีไม่ใช่เรื่องยาก

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดเวลา 16 ปี ที่กิฟฟารีน ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้น กิฟฟารีนได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพรวม 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์กว่า 2,000 รายการเพื่อผู้บริโภคชาวไทยตลอดมา พร้อมทั้งยังมอบโอกาสทางธุรกิจให้กับคนไทยอย่างแท้จริง ทำให้มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจกิฟฟารีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันกิฟฟารีนมีนักธุรกิจกว่า 50,000 รหัส และสมาชิกผู้บริโภครวมกว่า 6.3 ล้านรหัส ที่เป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดันให้วันนี้กิฟฟารีนมียอดขายรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ที่สำคัญ หากจะมองถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของ กิฟฟารีนนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ที่ในวันนี้มีผลิต ภัณฑ์ที่โดดเด่น และสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้น ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ของ กิฟฟารีนในปีนี้ มีทั้ง เครื่องดื่มอะบาโลน คอลลาเจน เครื่องดื่มกลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี และชุดผลิตภัณฑ์เอดดัลไวส์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใส โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่ม เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ขายดีที่สุด ของกิฟฟารีนขณะนี้
ส่วนกิจกรรมเฉลิมฉลองยอดขาย 50,000 ล้านบาท ทางกิฟฟารีนได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจ กิฟฟารีน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ด้วยการชนแก้วดื่มน้ำทับทิมเฉลิมฉลองทุกศูนย์ธุรกิจพร้อมกันทั่วประเทศ และบันทึกภาพ ถ่ายเหตุการณ์ครั้งนี้ลงในหนังสือ บ้านสีฟ้า 50,000 ล้าน เพื่อตอกย้ำถึงความสำเร็จร่วมกันในครั้งนี้

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายยอดขายของบริษัทฯ ในสิ้นปีนี้ คาดว่าน่าที่จะถึง 6,000 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากในปีนี้เป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้ 5,000 ล้านบาท ได้ทะลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผลพวงมาจาก ปีนี้ไม่มีปัญหาในเรื่องของวิกฤติน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมานั่นเอง ส่วนเป้าหมายยอดขาย 10,000 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ คงต้องรอดูก่อน เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัจจัยลบหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่นิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ความไม่นิ่งทางการเมือง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากถ้าไม่มี 2 ประเด็นนี้ ทาง บริษัทฯ เอง เชื่อว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ไม่น่าที่จะเกินเอื้อมแน่นอน

ส่วนแผนธุรกิจปีหน้านั้น กิฟฟารีน มีแผนที่จะลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิต ภัณฑ์ใหม่ด้วยการทุ่มงบ 30 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายเติบโต 10% นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีหน้าจะเข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซีย จากปัจจุบันเข้าไปทำตลาดในลาว พม่า กัมพูชา และมาเลเซียแล้ว และส่งผลทำให้มีรายได้จากต่างประเทศในปีนี้อยู่ที่ 150 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้กิฟฟารีน มียอดขายเติบโตในตลาดต่างประเทศถึง 150 ล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เติบโตอย่างมาก ในแต่ละประเทศที่กิฟฟารีนเข้าไปทำตลาด โดยประเทศ ที่เติบโตอย่างมากของกิฟฟารีนอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้ที่ซื้อไลเซ่นของบริษัทเข้าไปทำค่อนข้างมากนั่นเอง จึงทำให้ยอดขายในมาเลเซียของกิฟฟารีนค่อนข้างเยอะ

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า วันนี้ในเรื่องของคู่แข่งในต่างประเทศนั้น บริษัทฯ มองว่า คงไม่มีปัญหา และสินค้าไม่ไปชนกับค่ายอื่นแน่นอน เนื่องจากคู่แข่งของกิฟฟารีนจะเป็นในส่วนของเคาน์เตอร์แบรนด์มากกว่า พร้อมกับเชื่อว่า หากมีการเปิดตลาดอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ สัดส่วนยอดขายของบริษัทก็น่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนในเรื่องของกำลังการผลิต ขณะนี้นั้น กิฟฟารีน ก็มีการเตรียมความพร้อม สำหรับกำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า จุดแข็งของกิฟฟารีนในการสร้างแบรนด์นั้น จะมีความโดดเด่น ตรงที่เน้นแบรนด์ของซีอีโอ ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งในเรื่องของธุรกิจและผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย เข้าถึงกลุ่มนักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้กิฟารีน ยังมีการใช้สื่อ และช่องทางในการสื่อสารที่มีการพัฒนาตลอดเวลา เช่น กิฟฟารีนเดลิเวอร์รี่ กิฟฟารีน เฟสบุ๊คแฟนเพจ เว็บไซต์กิฟฟารีนไทยแลนด์ ตลอดจนสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมกิฟฟารีนแชนแนล เพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจและผู้บริโภค ให้สามารถขยายงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมพิเศษทางการตลาดช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองยอดขาย 50,000 ล้านบาทนั้น นายพงศ์พสุ เผยว่า ขณะนี้กิฟฟารีนได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ Big Gifts Big Celebration แทนคำขอบคุณสมาชิก ที่ซื้อสินค้าด้วยรางวัลสุดพิเศษมากมาย นอกจากนี้ ยังขนทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ ชุดผลิตภัณฑ์เอดดัลไวส์ ชุดกิฟฟารีนกลามอรัสบิวตี้ เป็นต้น พร้อมจัดแคมเปญเทศกาลของขวัญวันปีใหม่ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายในช่วงท้ายปี ให้ทะลุเป้า 6,000 ล้านบาทที่วางไว้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ CRM (การบริหารลูกค้าสัมพันธ์) ด้วยบัตร Gifts Club บัตรสะสมคะแนนแบบใหม่จากกิฟฟารีน ที่พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกได้คุ้มค่าทุกการจับจ่าย โดยเริ่มเปิดรับสมัครเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสมาชิกกิฟฟารีนให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมากกว่า 30,000 คน
พญ.นลินี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6 ล้านรหัส ซึ่งปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่าย ตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กิฟฟารีน16ปีฉลอง5หมื่นล้าน คืน2.4หมื่นล้านหลายแสนบาท








 


หมอต้อย เตรียม ฉลองความสำเร็จ กิฟฟารีน ครั้งใหญ่ หลังดำเนินการ ครบ 16 ปีพบยอดรวมสูง ทะลุ 50,000 ล้านบาท มอบ รายได้คืน นักขาย หลาย แสนครอบครัวเป็นมูลค่า กว่า 24,000 ล้านบาท ด้วย สินค้าคุณภาพกว่า 2,000รายการ ยันสิ้นปียอดขายแตะ 6,000 ล้าน บาทตามเป้าหมายแน่นอน
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธาน กรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้เปิดแถลงข่าวความสำเร็จของบริษัท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า หลัง จากกิฟฟารีนเปิดดาเนินธุรกิจเครือข่าย ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามมาเป็น ระยะเวลามากกว่า 16 ปี (พ.ศ.2539-2555) ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพกว่า 2,000 รายการ ออกสู่ครัวเรือนไทยตลอดมา นั้น ล่าสุดมีนักธุรกิจที่ประสบความสาเร็จจาก ธุรกิจกิฟฟารีนเป็นจานวนมาก ทำให้วันนี้ กิฟฟารีนมีผลประกอบการรวม 50,000 ล้าน บาท และมอบรายได้คืนสู่นักธุรกิจหลายแสน ครอบครัวเป็นมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท
ประธานกรรมการกิฟฟารีนฯ กล่าว ว่า ถือเป็นก้าวย่างของความสำเร็จแห่งความ ภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ในโอกาสนี้ จะมี การฉลองผลประกอบการ 50,000 ล้านบาท ด้วย ทั้งนี้คาดว่าสิ้นปี 2555 นี้ยอดขายรวม ประมาณ 6,000 ล้านบาท ด้วยแบ รนด์กิฟฟารีนได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนัก ธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กิฟฟารีนได้เปิดเผยข้อมูลบริษัทว่า กิฟฟารีนมี ศูนย์ธุรกิจทั่วโลกกว่า 150 สาขา ตั้งอยู่ใน ประเทศไทย รวม 112 สาขา และมียอด จำหน่ายตลอดระยะเวลา 16 ปี (ณ เดือน สิงหาคม 2555) ของการดำเนินธุรกิจรวม 45,234 ล้านบาท และมีสมาชิกกิฟฟารีน ทั้งสิ้น 6,000,000 รหัส โดยมอบเงินปันผล และรายได้อื่นๆ ให้แก่นักธุรกิจกิฟฟารีนไป แล้วกว่า 20,700 ล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทราบว่า อีก 3 เดือนต่อมาก่อนสิ้นปี 2555 นี้ กิฟฟารีน สามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง และสรุปตัวเลขรวมสูงขึ้นอีกเกือบ 5,000 ล้านบาท จากเดิม 45,234 ล้านบาท และมอบ รายได้คืนนักธุรกิจกิฟฟารีนโดยรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของ กิฟฟารีนครั้งนี้ มาจากการขยายงานทั้งทาง ด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายพื้นที่การ ตลาดออกต่างประเทศอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ กิฟฟารีนได้ไปลงทุนการดำเนินธุรกิจใน ส.ป.ป.ลาวกว่า 6,250 ล้านกีบ (25 ล้านบาท) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าไปจำหน่ายได้ผ่านการ จดทะเบียนการค้าและได้รับการรับรอง อย. กระทรวงสาธารณะสุขของ ส.ป.ป.ลาว เรียบร้อยแล้วจำนวน 150 รายการ และยังนำ ผลิตภัณฑ์หลักของกิฟฟารีนที่ได้รับความ นิยมสูงสุดในเวลานี้อย่างเครื่องสำอางกลุ่ม ทันสมัยเทนชิ เครื่องดื่มอะบาโลน คอลลาเจน ไปร่วมจำหน่ายด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จุดอ่อนขายตรง อยู่ที่คนโลภ! ผู้ค้าต้องเน้นจรรยาบรรณเป็นที่ตั้ง


ธุรกิจขายตรง กับ แชร์ลูกโซ่ กลายเป็นภาพเดียวกันจากผู้คนภายนอกที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจใน ธุรกิจขายตรงที่ดีพอ และมักนำ 2 สิ่งนี้มารวมกัน จนสร้างภาพที่ไม่ดี ให้เกิดขึ้นกับธุรกิจเครือข่าย


การแยกแยะระหว่างธุรกิจขายตรง กับแชร์ลูกโซ่ ถูกจับมาเป็นประเด็นให้ทุกบริษัทต้องสร้างความเข้าใจในธุรกิจ เพื่อไม่ ให้เกิดภาพที่ไม่ดี ซึ่งทำให้ความน่าจะเป็นที่ว่าธุรกิจขายตรงคือ ธุรกิจสร้างคน สร้าง ชาติ ถูกตัดทอนลงจากความไม่เข้าใจของ ผู้คนกลุ่มน้อยที่มองเข้ามาในธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของขายตรงเรื่อยมาซึ่งทุกบริษัทพยายามหาวิธีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้กลายเป็นธุรกิจสร้างคนสร้างชาติอย่างเต็มภาคภูมิ


> กิฟฟารีน (Giffarine) เน้นจรรยาบรรณเป็นสำคัญ


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า เหล่าบรรดาคนที่ฉ้อโกงที่เข้ามาใช้ธุรกิจขายตรง เป็นฉากบังหน้าเพื่อทำธุรกิจโดยมิชอบ มักนำสินค้าขึ้นมาอ้าง ในการระดมทุน โดย สินค้าต่างๆ ที่นำเข้ามาวางขาย จะไม่ คุ้มค่ากับราคา ซึ่งในส่วนนี้เป็นปัญหาที่ทำให้ธุรกิจขายตรงยังถูกมองในภาพที่ ไม่ดีอยู่


การชักชวนหรือดึงดูดคนของบรรดา 18 มงกุฎ มักจะมองไปที่คน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่อยากรวยเร็ว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเป้าหลักของกลุ่มขี้ฉ้อที่เข้ามาระดมเงิน ระดมกำไร เพราะคนที่อยากรวยเร็วมักชวนได้ไม่ยาก ส่วนอีกกลุ่มก็คือผู้ที่อยาก ทำขายตรง ซึ่งในส่วนนี้ บรรดา 18 มงกุฎ มักจะหาวิธีต่างๆ ขึ้นมาล่อใจ เพื่อให้ตกเป็น เหยื่อ หมอต้อย กล่าว


ส่วนการคัดกรองบริษัทที่ดีๆ ผู้บริโภค ต้องพยายามดูที่ความจริงใจ ดูที่สินค้าว่าราคาคุณภาพไปด้วยกันหรือเปล่า ซึ่งบริษัทขายตรงที่ดีจะมีความจริงใจ ไม่หลอก ลวงผู้บริโภค ใช้สินค้าเป็นตัวนำในการทำตลาด ไม่ได้เย้ยแต่เพียงเรื่องของการสร้างเครือข่าย หรือเรียกร้องการลงทุนจากผู้คนเพียงอย่างเดียว


อย่างไรก็ดี จากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทพยายามที่จะให้ความรู้กับผู้คนที่เดิน เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องจรรยาบรรณ หรือจะเป็นความรู้ของ ธุรกิจขายตรง แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีผู้บริโภค ถูกหลอกลวง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาไม่ถูกหลอก เพราะผู้บริโภคแต่ ละคน ก็มีความเชื่อเป็นของตนเอง ส่วนบริษัท ก็ทำได้เพียงให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการที่จะแยกธุรกิจขายตรงจากแชร์-ลูกโซ่ ก็นับเป็นเรื่องที่ กิฟฟารีน ทำอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการให้ความรู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ เพื่อให้ขายตรงมีการยกระดับ และ เป็นธุรกิจของผู้คนอย่างแท้จริงต่อไป


> โมรินดา (Morinda) เผย MLM ต้องมีความจริงใจ


นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยในประเด็นว่า บริษัทขายตรงที่ดีจะต้องมีกฎระเบียบ และจรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงที่ชัดเจน ไม่ทำอะไรที่นอกลู่นอกทางจากกฎกติกาที่มีการจดยื่นต่อ สคบ. ในช่วงแรกของการเปิดบริษัท


บริษัทขายตรงที่ดีนั้น จะต้องมีกฎกติกาที่ชัดเจน แผนการตลาดต้องมีความ จริงใจต่อผู้บริโภค ใช้ความจริงในการสร้าง เครือข่าย ไม่ใช่โกหกผู้บริโภค โดยหวังแต่ จะได้และไปโกหกผู้คน เพื่อหาเครือข่าย ซึ่ง ในส่วนนี้จะเป็นการเข้าข่ายระดมทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎของธุรกิจขายตรง ผู้จัดการ โมรินดา กล่าว


นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักธุรกิจ อิสระส่วนน้อยบางกลุ่ม มักสร้างเครือข่าย ด้วยคำพูดที่หลอกลวง ใช้สิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากที่บริษัทปลูกฝังไปสร้างเครือข่าย เพื่อให้ตนมีเครือข่าย โดยหวังแต่กำไรที่จะ ได้รับจากบริษัท และบางส่วนก็มีที่ว่าบริษัท มีส่วนรู้เห็น ซึ่งตรงนี้นับเป็นสิ่งที่ทำให้วงการโดยรวมเกิดความเสียหาย


ค่ายขายตรงทุกบริษัท ต้องมีความ ชัดเจนในส่วนของกฎระเบียบที่จะควบคุม พฤติกรรมของนักขายที่มีการสร้างเครือข่ายแบบผิดๆ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐาน ของบริษัท เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม วิภารัตน์ เผย


ส่วนเรื่องของการป้องกันธุรกิจแอบแฝงนั้น วิภารัตน์ ได้ให้ความเห็นว่า เราต้องสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นกับประชาชน โดยให้ประชาชนมองธุรกิจขายตรงให้เป็นธุรกิจรายได้เสริม เพื่อให้ลดความโลภและการคาดหวังกับธุรกิจ เพราะหาก 2 สิ่งนี้ลดลง การที่ผู้คนจะถูกหลอกก็จะน้อยลง


> กูรู ชี้จุดอ่อนขายตรงอยู่ที่คนโลภ


ด้านอ.ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด คณะบริหาร ธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยว่า ขายตรงที่ดี 1.ต้องเป็นบริษัทที่เปิดบริษัทอย่างถูกกฎหมาย แผนงาน สินค้า ต้องมีการจดยื่นกับหน่วยงานรัฐอย่างชอบธรรม 2.ที่มาที่ไปของบริษัท โดยเฉพาะนักธุรกิจ ต้องแสดงที่มาที่ไปของตนเอง


ส่วนขายตรงที่ไม่ดี คือ บริษัท หรือ ตัวนักธุรกิจ ที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการทำธุรกิจโดยมิชอบ สนใจแต่ในเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจเรื่องของ ความถูกต้องในการทำธุรกิจแต่อย่างใด


โดยอ.ประสิทธิ์ ยังให้ความเห็นอีกว่า ข้อสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจขายตรงถูกจับเหมารวมเป็นแชร์ลูกโซ่ เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมายขายตรงบ้านเรา ซึ่งรัฐต้องสร้างความชัดเจนในส่วนของกฎหมาย มีกฎแม่ และกฎลูกเพื่อเอาผิดผู้ที่ฉ้อโกง อีกทั้งกฎกติกาต่างๆ ก็ต้องมีการลงโทษที่แรงขึ้น เพื่อไม่ให้ เกิดการกระทำผิดซ้ำซาก


ทั้งนี้ ยังมีในส่วนของจรรยาบรรณที่คนขายตรงทราบและรู้ แต่ไม่ค่อยจะนำไปใช้ ทำให้ธุรกิจขายตรงยังถูกมองว่าไม่ดี เนื่องจากบรรดานักขายยังมีความโลภเอาแต่ได้ จนลืมในเรื่องของจรรยาบรรณธุรกิจ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1341 ประจำวันที่ 6-10-2012 ถึง9-10-2012

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine) : เป้า 10,000 ล้าน ยังห่างไกล เตรียมแผนเชิงรุก - ตั้งรับโครงสร้างอาเซียน (AEC)


กิฟฟารีน แจงยอดขายครึ่งปีโตแค่ 7% ต้นเหตุเพราะน้ำท่วมหนักปลายปีตรึงทุกอย่างชะงักงันแต่เป้าสิ้นปียังคาดหวังโตที่ 10% เช่นเดิม...ยืนกรานทำธุรกิจอย่าอิงฝันไกลเป้า 10,000 ล้าน.ยังอยู่ไกลเกินเอื้อม...เตรียมแผนการผลิตล่วงหน้าหากเจอน้ำท่วมอีกรอบอาจไม่สะดุดเฉกเช่นที่ผ่านมา

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ ถึงยอดขายในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาและเป้าก่อนสิ้นปีว่า หลังจากที่โรงงานโดนน้ำท่วมมาอย่างหนัก เราก็พยายามที่จะทำโรงงานของเราให้สามารถรันได้เต็มที่ 100% เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าควันหลงที่มาหลังจากน้ำท่วม นั่นก็คือ ในช่วงของไตรมาสแรกของปีนี้ ยังมีสินค้าหลายรายการเหมือนกันที่เราขาด เพราะว่ามันหยุดพักการทำงานไปร่วม 1 เดือนครึ่ง ถึงแม้ว่าจะทำการผลิตที่ชั้น 2 ได้บ้าง แต่ว่าสินค้าชิ้นใหญ่ ๆ ก็ต้องทำการผลิตชั้นล่าง ซึ่งเป็นผลให้การผลิตสินค้านับตั้งแต่ เดือนมกราคม มีนาคม เรามีสินค้าประมาณ 80% ที่ขาดยังไม่สามารถดำเนินการได้ คงเหลือประมาณ 20% เริ่มแก้ปัญหาได้ภายในสิ้นปี 2554 ที่ผ่านมา

เมื่อเจอกับภาวะดังกล่าว บริษัทจึงเพิ่มกลยุทธ์ด้วยการแจก Gift Voucher ให้กับลูกค้ารายใหม่ ๆ นั่นก็หมายความว่า ให้นักธุรกิจของเราซื้อ Gift Voucher ไปเป็นของขวัญและนำมาแลกสินค้าได้ในไตรมาสแรก เพราะความฉุกละหุกในไตรมาสแรกยังมีอยู่ แต่ว่าทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางเป็นที่เรียบร้อย และในไตรมาสที่ 2 ค่าเฉลี่ยของผลประกอบการในเดือนที่แล้วกับเดือนนี้ ต้องบอกว่าดีมากเลย คือในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว เอาตัวเลขครึ่งปีของปีที่แล้ว นำมาเทียบกับครึ่งปีของปีนี้ โดยตัวเลขที่ออกมาโตกว่าของปีที่แล้วโตถึง 13% แต่อาจจะมีช่วงชะงักในไตรมาสแรกอย่างที่กล่าวให้ทราบในเบื้องต้น ก็เลยทำให้ผลประกอบการของ กิฟฟารีน โดยรวมครึ่งปีโตประมาณ 7%

แต่ในส่วนครึ่งปีหลังนี้ คิดว่าเราจะน่าเร่งให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ โดยจะพยายามโตให้ได้ 10% ของยอดขาย เมื่อเทียบปีที่แล้ว ดังนั้น กิจกรรมที่อัดลงในกลยุทธ์ครึ่งปีหลังก็จะคึกคัก เพราะคิดว่าน้ำไม่น่าจะท่วม หรือว่าถ้าท่วมก็คงจะไม่มากนัก ซึ่งกิจกรรมที่เราเตรียมใน 2 รอบเดือนที่ผ่านมา (มิถุนายน - กรกฎาคม) จะเป็นภาพยนตร์โฆษณา อะบาโลน คอลลาเจน ซึ่งในขณะนี้ทำยอดขายไปได้ 12 ล้านขวดแล้ว ภายใต้ภาพยนตร์โฆษณาชุด อะบาโลน ซิตี้ ที่ถือได้ว่าเป็นสินค้าที่ได้รับการตอบรับจากสมาชิกเป็นอย่างดี ผู้บริโภคที่ดูแล้วจะชอบเพลงประกอบ เพราะเรื่องราวจะถูกเซ็ตให้ดูสวยงามสดใส กับเรื่องของ 2 สาวที่พูดคุยกัน เราก็ทำเนื้อหามาจากนักธุรกิจที่มาเล่าให้ฟังมาผลิต โดยนำข้อมูลคนที่ชื่นชอบดื่มเมื่อทานไปแล้วเค้าชอบพูดอะไรกันบ้าง

จากนั้น กิฟฟารีน ตอกย้ำความสำเร็จรุกตลาดครึ่งปีหลัง ด้วยการเปิดตัวโฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี ภายใต้คอนเซ็ปต์ เลิฟ ซีน ที่เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นสมัยใหม่ ที่สนใจความสวยความงาม ขาว ใส พร้อมสุขภาพดี ส่วนผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งที่เห็นในโฆษณาตามป้ายที่จำหน่ายได้ 10 ล้านขวด ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ กิฟฟารีน นำมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางด้วย ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ อะบาโลน คอลลาเจน ก็จะมาอยู่ในหมวดของเครื่องสำอางด้วย เพราะว่าโรงงานของเราจะทำการผลิตและออกวางจำหน่ายใน วันที่ 15 กันยายน 2555 ก้าวไปพร้อม ๆ กับการจัดงานครบรอบ 16 ปีครึ่ง

ส่วนผลิตภัณฑ์ กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี เป็นผลิตภัณฑ์ที่เริ่มจำหน่ายมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และในบรรดาสินค้าที่ออกมาใหม่ทั้งหมด กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี ก็เป็นสินค้าที่มียอดขายมากที่สุด นับตั้งแต่วางจำหน่ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ เดือน และผลตอบรับจากผู้บริโภคก็ได้รับความถึงพอใจเป็นอย่างดี เดิมทีเรามีสินค้าตัวเดิมของเราอยู่แล้ว นั่นก็คือ กลูต้าไธโอนหรือผลิตภัณฑ์แอคทีไวท์ ที่มาในรูปของเม็ด แต่วันนี้ออกมาในฟอร์มของเครื่องดื่ม ภายใต้ชื่อ ออกซิไดท์ กลูต้าไธโอน ที่ไม่มีกลิ่น เพราะว่ากลูต้าไธโอนที่มีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปจะมีกลิ่น เพราะตอนที่พัฒนาสูตรยังไม่ดีนัก ถ้ารับประทานเข้าไปแล้วจะรู้สึกว่า มีกลิ่นคล้าย ๆ สารซัลเฟอร์ หรือที่ชาวบ้านเค้าเรียกว่า แก๊สไข่เน่า ก็จะทำให้ทานยากนิดนึง

โดยผลิตภัณฑ์ กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี เป็นการออกซิไดท์ที่คิดค้นมาจากการวิจัยของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาโครงสร้างหลักของกลูต้าไธโอนแล้วแยกตัวซัลเฟอร์ออกได้สำเร็จ โดยยังคงประสิทธิภาพของกลูต้าไธโอนอย่างครบถ้วน อีกอย่างหนึ่งที่เราได้เติมเต็มตามที่ อย.กำหนดไม่เกิน 250 มิลลิกรัม ฉะนั้น นักธุรกิจกิจของเราจึงสามารถขยายงานด้วยสินค้า กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี ร่วมกับผลิตภัณฑ์แอคทีไวท์ที่เป็นโปรดักส์เดิมที่เป็นเม็ดอยู่แล้วได้ ต้องเรียกว่าเค้าชอบกันมาก และก็มีความสุขในการขยายงานในช่วงนี้

จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโฆษณาชิ้นนี้ เพราะโฆษณาชิ้นนี้เราต้องการที่จะสื่อให้คนดูหรือผู้ชมเข้าใจว่า กลูต้าไธโอน จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้อย่างไร ในการนำเสนอก็ต้องมีวิธีการที่จะทำให้เรื่องราวสนุกสนาน สิ่งที่สะท้อนความในใจของผู้หญิงทุกคน ซึ่งผู้หญิงทุกคนก็อยากที่จะผิวพรรณดี ผู้หญิงที่อายุประมาณนี้แล้วก็อยากจะได้แฟนที่มีทุกอย่างเหมือนกับพระเอกในโฆษณา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำให้นางเอกของเราชนะใจพระเอกได้ ก็คือ การดูแลตัวเองให้ดีขึ้นนั่นเอง ซึ่งการดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ก็เป็นผลมาจากการทาน กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี ซึ่งเป็นภาพยนตร์ตัวแรกที่เรานำเสนอมีชื่อว่า เลิฟ ซีน ความรักที่ถูกมองเห็น ส่วนโฆษณาตัวที่ 2 นางเอกที่ชื่อลูกแก้วความยาว 0.15 วินาที ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราใช้ระยะเวลาในการออนแอร์ 2 เดือน คิดว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีอีกเช่นเดียวกัน

นายพงษ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด กิฟฟารีน กล่าวเสริมต่อว่า สินค้าที่เรามี 2 ตัว นั่นก็คือ อะบาโลน คอลลาเจน และ กลูต้าไธโอน จะแยกออกเป็นคนละตัวกัน เพราะอะบาโลนจะเป็นการสกัดคอลลาเจนจากหอยเป๋าฮื้อ หลักการก็คือจะช่วยเพิ่มคอลลาเจนในร่างกาย โดยโครงสร้างโมเลกุลจะคล้าย ๆ กับโครงสร้างโมเลกุลจริง ๆ ในร่างกาย เพราะการทำอะบาโลนคอลลาเจนไม่ผ่านความร้อนแต่จะสกัดเย็นที่ 4 องศา

ส่วน กลูต้าไธโอน การพัฒนาสูตรในยุคแรก ๆ มุ่งหวังจะเอามาเพื่อดูแลตับ บังเอิญค้นพบเพิ่มเติมว่า คนไข้ที่ได้รับกลูต้าไธโอน นอกจากการทำงานของตับดีขึ้นแล้วยังมีผิวพรรณที่กระจ่างใสขึ้นมาด้วย นับว่าเป็นผลพลอยได้ จึงมีการนำมาใช้กันเยอะแยะมากมาย ซึ่งบางประเทศก็อาจถึงขั้นฉีดเข้าผิวหนังกันเลย แต่การที่ฉีดกลูต้าไธโอนค่อนข้างที่จะอันตราย เพราะมีรายงานว่าคนที่แพ้มาก ๆ อาจจะมีอาการไตวายเกิดขึ้นได้ ซึ่งทาง อย.ไทยจึงไม่ยอมให้มีการฉีดกันเกิดขึ้น จะอนุญาตเฉพาะการรับประทานเท่านั้น และเมื่อไม่นานมานี้อาจารย์ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ทำการวิจัยเรื่องการทานกลูต้าไธโอนวันละ 500 มิลลิกรัม ตอนเช้า 250 มิลลิกรัม เย็น 250 มิลลิกรัม แต่ไม่ได้บอกว่าทานยี่ห้อไหน ผลออกมาว่าเมื่อทานกลูต้าไธโอนเป็นชนิดเม็ดไปแล้ว ผู้ที่เป็นอาสาสมัครนักศึกษานิสิตแพทย์ทั้งหมดของจุฬาฯ จำนวน 60 คน ทำแบบ double line study จะแบ่งเป็นกลุ่มแรก 30 คน กลุ่มที่สอง 30 คน นักศึกษานิสิตแพทย์ทั้งหมด ก็ไม่รู้ว่ากำลังรับประทานกลูต้าไธโอนหรือไม่รู้ว่ากำลังรับประทานแค่เบส ก็มาวัดสีผิวหลังจากที่ผ่านการทดลองไปแล้ว 4 อาทิตย์ก็พบว่า คนที่รับประทานกลูต้าไธโอนมีความขาวขึ้นอย่างมีนัยสัมพันธ์กัน คุณหมอเองจึงส่งรายละเอียดงานตีพิมพ์ไปให้น้อง ๆ ตามหลัง แต่ก็ไม่ได้เป็นการวิจัยเกี่ยวกับ กิฟฟารีน อาจารย์วิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการอย่างแท้จริง ตอนนี้เราจึงเน้นเรื่องโฆษณาที่นักธุรกิจและผู้บริโภคชื่นชอบ ก็จะเริ่มออกอากาศ 15 กันยายนนี้ เป็นต้นไป เพราะเรามีผลิตภัณฑ์ที่เด่นมาก ๆ และคาดว่าจะเป็นดาวดวงเด่นของ กิฟฟารีน และจะมีการผลิตไลน์สินค้าเพิ่มตามมาอีกอย่างน้อย 2 - 3 รายการ

ส่วนความเคลื่อนไหวในตลาดอาเซียน วันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เปิดศูนย์ที่ประเทศลาว เป็นการลงทุนเอง 100% ส่วนที่กัมพูชา มาเลเซีย และพม่า จะเข้าไปในรูปแบบของไลเซ่น โดยลาวเป็นที่แรกที่มีการลงทุน 100% ที่พม่าก็เป็นการลงทุน 70 ต่อ 30 มาเลยเซีย ก็ยังไม่รับอนุญาต ซึ่งมองว่าหากจะต้องลงทุน ก็อาจจะมีการขัดแย้งกัน เพราะหากประเทศไหนที่ไม่อนุญาตให้เราลงทุนได้ 100% ก็จะให้นักธุรกิจที่นั่นลงทุนเองดีกว่า โดยยอดขายในอาเซียนกวาดรายได้ปีละประมาณ 200- 300 ล้านบาท ซึ่งนักธุรกิจที่มาซื้อธุรกิจของเราไปบริหารจัดการภายใต้นโยบายของ กิฟฟารีน และปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าจะเปิดสาขาที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศถัดไป แต่จะเป็นลักษณะของไลเซ่นเช่นเดียวกัน ก็จะเป็นการดำเนินธุรกิจแบบมัลติเลเวล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับทวีปอื่น คุณหมอใจทิพย์ จะเป็นผู้ดูแลในนามแบรนด์ แพทรีน่า และผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของ แพทรีน่า นั่นคือ ในเรื่องของสปาที่ส่งไปขายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก

หากจะพูดถึงการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ก็มองว่าหลาย ๆ ประเทศในอาเซียน ยังงงอยู่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คาดหวังไว้ มันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ วัฒนธรรม กฎหมาย และก็ความคิดเห็นของผู้นำในประเทศนั้น ๆ และจะมีข้อจำกัดในสินค้าบางกลุ่มด้วย แต่ว่าผลิตภัณฑ์ในส่วนของเครื่องสำอางหรืออาหารเสริม ยังไม่มีการนำมาพูดอย่างชัดเจน เพราะทุกประเทศต่างก็จะมีกำแพงภาษีมาขวางกั้น พอลงลึกในภาคปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ การเปิดเสรีประชาคมอาเซียนจึงไม่ง่ายอย่างที่คิดกันไว้ สำหรับเป้ายอดขายของตัวสินค้า อะบาโลน คอลลาเจน ก็อยู่ประมาณ 5 - 10% ยอดขายก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนผลตอบรับของการเปิดช่อง กิฟฟารีน ชาแนล ผู้แทนจำหน่ายมียอดขายเติบโตขึ้นมาก สมาชิกเติบโตขึ้นมาก และสามารถดึงนักธุรกิจจากที่เคยเป็นแค่ฐานผู้บริโภคหันมาสนใจทำธุรกิจ กิฟฟารีน มากขึ้น เพราะคนที่อยู่ห่างไกลสามารถรับรู้ข่าวสารของ กิฟฟารีน มากขึ้น ปัจจุบันเมมเบอร์ทั้งหมดจึงอยู่ที่ 6.2 ล้านรหัส แต่ที่เป็นนักธุรกิจจริง ๆ ประมาณ 3 - 5 แสนรหัส ที่รับรายได้จาก กิฟฟารีน

พญ.นลินี กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนการปรับแผนรับมือน้ำท่วมในปีนี้ ทางนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ก็ทำเขื่อนรอบ ๆ นิคม ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ไปชมการทดสอบประสิทธิภาพของเขื่อนกั้นน้ำ ส่วนโรงงาน กิฟฟารีน ก็ทำรั้วสูง 3 เมตร โดยตอกเสาเข็มลึกไปอีก 7 เมตร ก็ทำฝังชิพไปโดยรอบ ซึ่งเราก็สร้างฐานมั่นคงกว่าเดิมมาก ส่วนเรื่องกำลังการผลิตตอนนี้มีแผนรองรับไว้ทั้งหมด ซึ่งมีการวางแผนตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำหรับสินค้าที่วางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ตุลาคม ขณะนี้ผลิตเสร็จหมดแล้ว และไปเช่าโกดังเก็บสินค้าไว้ที่บ้านฉาง หากเกิดภาวะฉุกเฉินในเดือนตุลาคม ก็มีสินค้ารองรับไว้แล้วในระหว่างที่น้ำไม่ท่วม ก็ทำไปล่วงหน้าไปถึงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม

ดังนั้น แผนงานในตอนนี้จึงเน้นเรื่องของการสร้างบรรยากาศภายในทีมงานมากที่สุด จึงได้ผลิตหลักสูตรการเทรนนิ่งผ่านช่อง Giffarine channel เพราะว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ความคิด อยู่ที่วิธีของคนที่เป็นผู้นำ วิธีคิดที่เป็นบวกสามารถจะชนะอุปสรรคและความท้อถอย ฉะนั้น ในเดือนกันยายนจะมีโปรดักส์ใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งต้องยอมรับด้วยว่า 16 ปีครึ่งที่ผ่านมานักธุรกิจของเรามีการส่งมอบรุ่นสู่รุ่นแล้ว โดยเฉพาะผู้นำที่อยู่กับเราตอนที่เปิดบริษัทลูกจะมีอายุแค่ 10 ขวบ ตอนนี้ลูกมีอายุปาเข้าไป 26 ปีแล้ว วันนี้รุ่นคุณพ่อ - คุณแม่ก็ส่งไม้ต่อให้ลูก ๆ กลับมาทำงานอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเรียนรู้จากพวกเขา ซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่

ส่วนเรื่องของการเปิดตลาดอาเซียน หมอก็อยากแนะนำให้กับผู้ประกอบการว่า ต้องเรียนรู้ธุรกิจด้วยตัวเอง ที่สำคัญต้องสร้างแบรนด์ในประเทศไทยให้แข็งแรงก่อน ขณะเดียวกันก็ไปศึกษาในประเทศที่สนใจ คือต้องตอบตัวเองก่อนว่า เมื่ออาเซียนเปิด เราจะอยู่ในฐานะตั้งรับหรือว่าเป็นผู้รุก ถ้าคิดว่าเราจะตั้งรับไม่ไปไหนแต่จะทำเฉพาะที่เมืองไทย เราก็ต้องรู้ว่าธุรกิจที่คล้ายคลึงกับเราหรือสินค้าที่คล้ายคลึงกับที่ไหลเข้ามา เราพอที่จะสู้เขาได้บ้างหรือไม่ และจะตั้งรับอย่างไร วางแผนเชิงรุกอย่างไร หากจะขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ต้องศึกษาทั้งวัฒนธรรม ศึกษาเรื่องกฎหมาย ข้อดีข้อเสียให้พร้อมก่อน ถึงจะดำเนินการต่อไป

พญ.นลินี กล่าวทิ้งท้ายกับเป้าในปีนี้ว่า โดยสรุปในครึ่งปีแรกยอดขายโตเพียง 7% สิ้นปีจึงตั้งเป้าจะกวาดยอดขายกว่า 6,000 ล้านบาท ส่วนจะก้าวสู่ 10,000 ล้านบาท เมื่อไหร่นั้น ยังไม่ตั้งเป้า 10,000 ล้านบาท เหตุผลเพราะในประเทศไทย อย่าไปตั้งเป้าเยอะถึงขนาดนั้น เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกหลายปี ก็ต้องดูสถานการณ์หรือว่าความเป็นไปมากกว่า เพราะถ้าจะก้าวกระโดดขนาดนั้น ต้องดูหลายอย่างเป็นองค์ประกอบที่มาเป็นตัวแปร โดยสรุปอีกหลายปีถึงจะก้าวเดินไปถึง ณ จุดนั้น

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine) : "กิฟฟารีนลาว" งบ 6,250 ล้านกีบ "หมอต้อย" เข้ารับ "ดร.ม.พระนคร"


หมอต้อย ได้ฤกษ์ 18 ส.ค.55 ลั่นฆ้องเปิด กิฟฟารีนลาว ลงทุนเอง 100% รองนายกรัฐมนตรีลาวสมสะหวาด เล่งสะหวัด ควงแขน รมต.สาธารณสุข ลาว-อดีตรมต.ไทย-ท่าน ฑูตฯ แขกผู้ใหญ่ 2 ประเทศ ร่วมพิธีกดปุ่มเปิดประตู โชว์รูมกิฟฟารีน เผยจัด งบอีก 70 ล้านบาท กระตุ้น ครึ่งปีหลัง พร้อมรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย ราชภัฎพระนคร สาขาการจัดการ เทคโนโลยี


พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธาน กรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาได้เปิดบริษัท กิฟฟารีนลาว จำกัด ขึ้นด้วยเงินลงทุน 25 ล้านบาท เป็นการลงทุน โดยกิฟฟารีน 100% หรือ 6,250 ล้านกีบด้วย รูปแบบโชว์รูม เบื้องต้นมีนักธุรกิจลาวให้ ความสนใจเข้าร่วมกว่า 3,000 คน โดยได้นำ ผลิตภัณฑ์ไปรองรับการดำเนินธุรกิจสปป.ลาว ในครั้งนี้มากกว่า 2,000 รายการ ซึ่งการขยาย ธุรกิจเครือข่ายไปที่ลาวครั้งนี้คาดว่าทำให้ ผลงานรวมตลาดต่างประเทศทั้งปีน่าจะ ประมาณ 300 ล้านบาท


ที่ประเทศลาวเขาให้ใช้คำว่าโชว์รูม กิฟฟารีน แทนคำว่าศูนย์กิฟฟารีน ซึ่งเป็นไป ตามกฏหมายของเขา เนื่องจากเขายังมีความ กลัวว่าเมื่อเราเข้าไปประเทศเขาแล้ว เขาจะ เสียประโยชน์ไหม จะไปหลอกลวงคนของเขา ไหม และเขาไม่ชอบการปลุกระดมปลุกเร้า ผู้คนว่าจะรวย เขาไม่ชอบ นั่นถือว่าเป็นการ ทำผิดกฏหมายทำไม่ได้ พญ.นลินีกล่าวและว่า


สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่นำไป รองรับการขยายตลาดที่สปป.ลาวจะเหมือน สินค้าในไทยทุกอย่าง แต่ราคาจะแพงกว่า ประเทศไทย เพราะภาษีที่สปป.ลาวแพงกว่า เริ่มตั้งแต่ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และ ผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือน โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับความนิยมอาทิ เครื่องสำอางกลุ่ม ทันสมัย เทนชิ เครื่องดื่ม อะบาโลน คอลลา เจน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจาก กลุ่มผู้บริโภคชาวลาว และมียอดขายที่ดีอย่าง ต่อเนื่อง


สำหรับการเปิดโชว์รูมกิฟฟารีนแห่ง ใหม่ ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นได้รับเกียรติ จากนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายก รัฐมนตรีจาก สปป.ลาว นายบุญกอง สีหะวงศ์ รองรัฐมนตรีสาธารณสุข จากสปป.ลาว นาย วิทวัส ศรีวิหค เอกอัคราชทูตไทยประจำสปป. ลาว น.พ.กระแส ชนะวงศ์ นายกสภา มหาวิทยาลัยนเรศวรอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ได้รับรางวัล รามอน แมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชน และนาย นิวรณ์ เนียวสายคำ หัวหน้ากรมส่งเสริม บรรยากาศการลงทุน จากสปป.ลาว ร่วม แสดงความยินดี ณ โรงแรม ลาวพลาซ่า เวียงจันทน์ ด้วย


พญ.นลินี เผยต่อว่า สำหรับผล ประกอบการในไตรมาสแรก ผลกระทบจาก สถานการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาส่งผล ต่อการผลิตสินค้า ทำให้สินค้าบางตัวที่ได้ รับความนิยมนั้นขาดตลาด ทำให้ผลประกอบ การครึ่งปีแรกโตประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าสิ้นปีหากไม่มีน้ำท่วมหรืออะไรที่ รุนแรง ยอดขาดทั้งหมดน่าจะเกือบ 6,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังยังคงเน้นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องและมีแผนรับมือด้วย การทุ่มงบ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้านบาท เพื่อทำตลาดด้วย


ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้ อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวเสริม ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทางกิฟฟารีน จะรุกหนักในการทำตลาดทุกช่องทาง ทั้ง ภาพยนตร์โฆษณา การโฆษณาทางวิทยุ และ จะเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ล่าสุด ชุด เลิฟซีน จ่อคิวออกอากาศอย่างต่อเนื่อง โดย นำเสนอผลิตภัณฑ์ กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวม่า ซี - อี ภายใต้คอนเซ็ปต์ คู่รักโรแมนติก ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกิฟฟารีนได้ออกอากาศภาพยนตร์ โฆษณาชุด อะบาโลน ซิตี้ ไปก่อนหน้านี้แล้ว


ล่าสุดนายถนอม อินทรกำเนิด อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ให้เกียรติมอบครุยวิทยฐานะ ปริญญาดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยราชภัฎ พระนคร มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขา การจัดการเทคโนโลยี ให้ กับ พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ปักธงลุยตลาด AEC "หมอต้อย (พญ.นลินี ไพบูลย์)" วอนรัฐดูภาษี-6ด.โต7%

หมอต้อย โดดขึ้นเวทีเสวนา Innovation : A New Era of AEC ร่วม แบงก์ กรุงไทย แชร์ประสบการณ์สร้าง กิฟฟารีน



ด้วยใจถึงใจดูแลกว่า 300,000 คน บนพันธกิจบริหารความคาดหวัง พนง.-นักขาย-ผู้บริโภค เผยเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนพร้อมรับมือลุยล่วงหน้านำรองแล้ว 4 ประเทศ เล็ง เวียดนาม-อินโดฯ ต่อวอน รัฐ สร้างความเป็นธรรมมาตรการภาษีสินค้าแข่งเพื่อนบ้าน แจง 6 เดือนไปโลดโต 7% คาดสิ้นปีแตะ 6,000 ล้านบาท

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยภายในงานเสวนาหัวข้อ Innovation : A New Era of AEC นวัตกรรมนำไทยกล้า...ท้า เออีซี เพื่อเผยแพร่แนวคิดและเส้นทางพุ่งทะยานสู่ความเป็น 1 ใน AEC ที่ธนาคารกรุงไทยจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันดูแลคนอยู่ 2 กลุ่ม 1 คือฝ่ายผลิตในโรงงานกิฟฟารีนประมาณ 1,000 คน และกลุ่มพนักงานประจำ 600 คน กับนักธุรกิจอิสระกิฟฟารีนอีกประมาณ 300,000 คน


ที่โรงงานก็จะประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และเภสัชกร ประมาณ 100 คน ที่เหลือฝ่ายผลิตทั้งหมด ในส่วนของการตลาดก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน เช่นกัน พนักงานประจำ 600 คน อีกส่วนหนึ่ง คือ นักธุรกิจอิสระ ประมาณ 300,000 คน ที่คอยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ประมาณ 5 ล้านคน ทุกวันนี้หมอคิดว่าหมอไม่ได้เป็นนักธุรกิจ แต่หมอคิดว่าหมอเป็นครูที่มีหน้าที่คอยบริหารความคาดหวังของพนักงาน และคอยบริหารความมั่นคงกับนักธุรกิจอิสระ และก็บริหารความคาดหวังของผู้บริโภค พญ.นลินีกล่าว และว่า

ทั้งหมดนี้มาจากกลไกที่ต้องทำงานทั้งหมดอยู่ 3 อย่างคือ 1.ต้องสร้างแรงบัลดาลใจตลอดเวลา 2.ต้องทำให้คนของกิฟฟารีนทั้งหมาดมีวิธีคิด 3.ต้องมีวิธีการ โดยเฉพาะเรื่องราวของการดูแลจิตใจคนเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดที่ผู้บริหารสูงสุดซึ่งทำตัวเป็นเหมือนครูต้องคอยเล่าประสบการณ์ให้ทีมงานฟัง เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยประสบการณ์และต้องเรียนรู้อยู่ตลอด

สำหรับการเตรียมตัวกับการเปิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (Asean Economic Community) นั้น พญ.นลินีกล่าวย้ำว่า หลังเปิด AEC จะมีบริษัทขายตรงจากต่างประเทศแห่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทขายตรงคนไทยก็จะรุกเข้าไปในต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน โดยแต่ละบริษัทจะชูจุดเด่นของตัวเองเป็นกลยุทธ์สำคัญ

เราจะต้องเรียนรู้ประเทศที่เราจะไปให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจออกไป สำหรับภาครัฐอยากจะขอความเป็นธรรมว่า เวลาที่เราเปิดประเทศการที่เรามีคู่ค้าในประเทศอาเซียนทั้งหมด บางรายการบางสินค้ามันขาดความยุติธรรม เช่นสินค้าแบบเดียวกันของเขาเข้ามาหาเราภาษี 0% แต่เราไปในประเทศเขายังไม่ 0% ปรากฏแต่ละประเทศนี่ยังไม่ใช่เพราะว่าประเทศเขายังจนอยู่เขายังรับระเบียบทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายก็อย่าคิดไปพึ่งใครพึ่งตัวเองดีที่สุด คนไทยจะต้องไม่แพ้ใครทั้งนั้นแต่ถ้าจะแพ้ก็คือแพ้ใจตัวเอง

ทั้งนี้ พญ.นลินี ยังเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเครือข่ายถึงการรับมือกับประชาเศรษฐกิจคมอาเซียนของบริษัทกิฟฟารีนว่า บริษัทมีนโยบายเตรียมรองรับไว้แล้ว และกำลังขยายธุรกิจไปสู่ทุกๆประเทศในอาเซียน ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกโตของปีนี้ก็โตประมาณ 7 เปอร์เซ็น และคาดว่าสิ้นปีหากไม่มีน้ำท่วมหรืออะไรที่รุนแรง ยอดขาดทั้งหมดน่าจะเกือบ 6,000 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังยังคงเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง และการแทรนนิ่งนักธุรกิจอิสระพร้อมเตรียมออกผลิตภัณธ์ใหม่ในเดือนกันยายนนี้

ซึ่งเรามองว่าเรามีความเป็นต่อ เพราะว่าเรามีโครงสร้างของเครือข่ายผู้ใช้สินค้า และเราก็มีสินค้าที่คิดว่า ประเทศในอาเซียนจะมีอากาศคล้ายๆกัน ผิวพรรณคล้ายๆกัน สินค้าของเราที่ขายดีในประเทศไทย ก็น่าจะทำตลาดที่ประเทศในอาเซียนได้ไม่อยากอยู่แล้ว

สำหรับแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนของกิฟฟารีนนั้น ก่อนหน้านี้ พญ.นลินีเคยให้สัมภาษณ์ว้าว่า เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ในปี 2558โดยปัจจุบันบริษัทสามารถนำธุรกิจเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ แล้ว 4 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา พม่าและมาเลเซียขณะที่สิ้นปี 2555 นี้มีแผนที่จะขยายธุรกิจเข้าไปในอินโดนีเซีย และปี 2556 จะขยายเข้าไปในเวียดนาม

ทั้งนี้การขยายธุรกิจเข้าไปในกลุ่มประเทศอาเซียน บริษัทจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปปีละ 1 ประเทศโดยในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2558 คาดว่าจะมีรายได้จากตลาดต่างประเทศที่ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีรายได้ 100 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าที่จำหน่ายในต่างประเทศสามารถแข่งขันกับคู่แข่ง ได้และกำแพงภาษีมีการปรับลดลงซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเท่ากับราคาที่ขายในไทย ขณะที่ภาพรวมรายได้ของบริษัทในสิ้นปี 2555 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า7% จากปี 2554 ที่มีรายได้ 5,488 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "กิฟฟารีน (Giffarine Thailand)" กับ คุณ หมอต้อย-น.ต.พ.ญ. นลินี ไพบูลย์


ก่อนอื่น 4 สาว ขอปรบมือดังๆ พร้อม กับปรี่เข้าไปร่วมแสดงความยินดีกับ คุณ หมอต้อย-น.ต.พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ผู้บริหาร คนเก่งแห่ง กิฟฟารีน ที่ปีนี้ จับทำอะไรก็ดู จะรุ่งไปซะทุกอย่าง แบบรุ่งโรจน์นะเจ้าคะ ไม่ใช่รุ่งริ่ง คริคริ เริ่มตั้งแต่ต้นปีกิฟฟารีนคว้า รางวัล Superbrands 2011 มาครอง ตามด้วย อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555 แถมพ่วงต่อด้วยรางวัล สถานประกอบการที่สามารถฟื้นฟูกิจการ หลังน้ำท่วมได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน อ๊ะๆๆ ยังค่า ยังไม่หมดเพียง เท่านี้นะเจ้าคะ ก็ผลงานและความสามารถของคุณหมอต้อยไปกระแทก- ตาทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จึงได้มอบ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยี ให้ผู้บริหารคนเก่ง มาประดับบารมีอีกหนึ่งดีกรี แหม...ทั้งสวย ทั้งเก่งแบบนี้ มีเคล็ด (ไม่) ลับ อะไร ก็กระซิบบอก 4 สาว บ้างนะเจ้าคะ เผื่อจะได้รางวัลมานอนกอดกับ เค้ากันบ้าง อิอิ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555