ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : "มิ้ลค์กี้ เวย์" ถึงคราวแตกหัก! "สุมิตร" หย่าภรรยาตั้งบริษัทใหม่







20550 (Mobile)


"มิ้ลค์กี้ เวย์" ถึงคราวแตกหัก "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" ประธานบริษัทถูกปลด จำใจต้องเปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ "บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด" อ้างเหตุความคิดไม่ตรงกัน บวกปัญหาส่วนตัว ชี้ต้องหย่าร้างกับภรรยาเพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่ และธุรกิจ ส่วนนักธุรกิจย้ายเข้าบริษัทใหม่กว่า 95% แม่ทีมพร้อมหน้า พร้อมฟุ้ง! ไม่เกิน 3 ปี ดันบริษัทขึ้นหัวแถววงการขายตรง


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธาน กรรมการ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้จัดงานแถลงข่าวถึงสาเหตุกรณีการแยกบริษัท จาก "บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด" มาบริหารภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ "บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด" ที่สำนักงานใหญ่ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 14 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา


เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ นักธุรกิจส่งออกสิ่งทอ และเครื่องหนัง ประธานกรรมการ "มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล" เผยว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้บริหารงาน บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด มาตั้งแต่เดือน มิ.ย.2555 แต่พอเข้าสู่ในปี 2556 ช่วงสิ้นเดือน มี.ค. เรียกว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตนโดนปลดออกจากตำแหน่งการบริหารงาน ซึ่งทำให้ตนต้องแยกบริษัทออกมาและตั้งชื่อบริษัทใหม่ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่อง จากมีสมาชิกหลายท่านยังให้ความเชื่อถือและศรัทธา


โดยประเด็นหลักๆ จากการแยกบริษัท ครั้งนี้ คือ 1.มีความเข้าใจไม่ตรงกันในการทำธุรกิจ 2.เรื่องส่วนตัวบางอย่างในครอบครัว ซึ่งผมได้ทำการหย่ากับภรรยาเรียบร้อยแล้ว อยากให้ทุกคนมองว่า เพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่และทางธุรกิจจะดีที่สุด


"บริษัทได้แยกตัวและเปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.2556 ซึ่งมีความ ตั้งใจที่จะประกอบธุรกิจอย่างเต็มที่เหมือนเดิม โดยประมาณ 95% มีกลุ่มสมาชิกตามมาจาก บ.มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เข้ามาร่วมธุรกิจที่นี่เยอะมาก ซึ่งผมไม่ได้บังคับให้ตาม เข้ามาทำธุรกิจกับผม แต่สมาชิกส่วนใหญ่ยังคงไว้ใจและชื่นชมการทำงานของผม พร้อมกับมั่นใจว่า บริษัทจะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงได้ ผมขอขอบคุณสมาชิกทุกคนจากใจจริง"


"ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมคงจะอธิบายลำบาก แต่อยากบอกว่า การเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง จะทำให้เกิดความแข็งแกร่งภายในองค์กรมากขึ้น เหมือนมีพลังบางอย่างทำให้สมาชิกในองค์กรรักกันมากขึ้น การได้แยกตัวจากบริษัทเดิมมา บริหารในชื่อบริษัทใหม่นั้น เรื่องของนโยบาย และโครงสร้างต่างๆ ส่วนดีๆ ผมคงจะนำมา ใช้บริหารงานแน่นอน และบางส่วนคงต้องมีการปรับให้ทันสมัยขึ้น"


"ในส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตอนนี้ยังใช้สินค้าจากบริษัทเดียวกันอยู่ แต่อนาคตเชื่อว่า ไม่ส่งผลดีแน่ เพราะผู้เป็น เจ้าของผลิตภัณฑ์คงอยากให้มีเพียงบริษัทเดียวที่ได้ลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายเท่านั้น เรื่อง นี้บริษัทของผมได้ลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว แต่คงยังขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการอีกนั่นแหละ ว่าจะเลือกบริษัท ในการให้จำหน่ายสินค้าเป็น การถาวร เรื่องนี้คงต้องรอดูกันอีกที"


"ส่วนเรื่องตราสัญลักษณ์ สคบ. กำลัง เร่งดำเนินการขอจดทะเบียน คาดว่าจะได้ เร็วๆ นี้อยากให้สมาชิกสบายใจได้ และอยาก บอกว่า การเกิดปัญหาในตอนนี้ถือเป็นเรื่อง ที่ดี เพราะเราจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสดี กว่าบริษัทโตแล้วเพิ่งเกิดปัญหาตามมาทีหลัง"


อย่างไรก็ตาม นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เผยต่อว่า "ผมยังมีความตั้งใจทำให้ มิลค์กี้ เวย์ เป็นธุรกิจสำหรับครอบครัว เชื่อว่า บริษัทจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนขายตรงไม่น้อย และจะเป็นขายตรงน้องใหม่ที่มาแรง อย่างแน่นอน โดยในปีนี้บริษัทจะเร่งวางรากฐานสมาชิก และขอตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท เหมือนเดิม โดยในอีก 3 ปีจะต้องเติบโตจนก้าวขึ้นไปเป็นบริษัทระดับหัวแถวให้ได้" นายสุมิตร กล่าว




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : ขายตรงไทยตื่นรับ AEC ผลดีดันยอดทะลุเกินแสนล.








 


ธุรกิจขายตรงเมืองไทย ตื่นตัวรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี,58 กูรูนักธุรกิจส่งออกชี้ "โอกาสดีของธุรกิจขายตรงไทย" แค่เอกชนเตรียมความพร้อมให้มากพอ เชื่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ดาวเด่นเจาะตลาดต่างประเทศ หลัง AEC เปิด ขณะที่ไทยสามารถขยายฐานสาขาไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลสร้างยอดรายได้กลับเข้าคนไทยมหาศาล คาดก่อนปี 2561 ยอดขายรวมทั้งประเทศจะทะลุ 3 แสนล้านบาทต่อปี


ธุรกิจขายตรงซึ่งถือกำเนิดมาในประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา จนถึงปัจุบันธุรกิจนี้ได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขจดทะเบียนล่าสุดจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พบว่า มีมากกว่า 900 บริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง และปัจจุบันยอดขายรวมทั้งประเทศจากตัวเลขของสมาคมการขายตรงไทยมากกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคนไทยที่สมัครเป็นสมาชิกธุรกิจขายตรงมากกว่า 15 ล้านรายในปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันจากจำนวนตัวเลขบริษัทขายตรงในประเทศไทย แบ่งเป็นตัวเลขธุรกิจขายตรงที่เป็นของต่างประเทศประมาณ 30% และยังคงมีอัตราการเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่า ประเทศไทยคือ อีกหนึ่งในประเทศเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจขายตรงต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่ออีก 2 ปีข้างหน้า AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กำลังคืบคลานเข้ามา โดยเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับ คู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก รวมถึงมีการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี


โดยสมาชิกอาเซียนมีด้วยกัน 10 ประเทศ ประกอบ ด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ บรูไน ดังนั้น AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรกับธุรกิจขายตรงประเทศไทย


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ นักธุรกิจส่งออก และประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ธุรกิจขายตรงเมืองไทย เปิดเผยว่า การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 หรือ AEC ที่จะถึงนี้ สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยนั้น เชื่อว่า มีผลดีมากกว่า ผลเสีย จะอย่างไรก็แล้วแต่ ภาคเอกชนก็ควรเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศย่อมมีเงื่อนไขทางการค้าที่มีทั้งข้อได้เปรียบ และเสียเปรียบ อีกทั้ง ยังมีอีกหลายประเทศในกลุ่มนี้ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกมากมาย


นายสุมิตร กล่าวต่อไปอีกว่า การเตรียมความพร้อมนั้น นักธุรกิจขายตรงไทยควรวิเคราะห์ให้ออกในเรื่องของมาตรการทางภาษีภายในของแต่ละประเทศ เพราะโยงใยไปถึงต้นทุนของสินค้าที่จะนำเข้ามาจัดจำหน่ายในตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในปัจจุบัน หรือแม้แต่ประเด็นความได้เปรียบในเรื่องของระบบการขนส่ง หรือแม้แต่เรื่องของค่าเงิน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้นักธุรกิจไทยจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ควรจะศึกษาเพื่อความได้เปรียบ


อีกทั้ง สิ่งที่นักธุรกิจไทยจะได้เปรียบในประการต่อมาน่าจะเป็นในส่วนของความรู้ และทักษะในเรื่องทรัพยากรบุคคลของคนไทยที่ดีอยู่แล้ว รวมถึงการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยให้การบริหารหน่วยลงทุนจากใหญ่ไปหาเล็กได้ง่าย และจะสามารถเอาความได้เปรียบตรงนี้ไปบริหารจัดการและสามารถขยายเครือข่ายสาขาไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น


นอกจากนั้น ในมุมของผลิตภัณฑ์หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สินค้าประเภทเสริมอาหารของไทยจะได้เปรียบ เนื่องจากประเทศไทยมีสินค้าเสริมอาหารที่มีคุณภาพอยู่มากมาย และผลิตในต้นทุนที่ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพของไทยที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอยู่แล้ว


ทั้งนี้ ทั้งนั้น ไทยยังคงความได้เปรียบในเรื่องของการขยายเครือข่ายสายงานที่ง่ายขึ้น เนื่องจากขายตรงไทยสามารถเข้าไปตั้งสาขายังต่างประเทศได้ง่ายขึ้นหลังเกิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นมา เปรียบได้ว่า ธุรกิจขายตรงไทยสามารถสร้างประเทศตัวเองให้เป็นเซ็นเตอร์หลัก โดยมีโครงสร้างทางธุรกิจที่เป็นโครงสร้างอยู่ใต้เซ็นเตอร์ของประเทศไทย ส่งผลให้คนไทยมีโอกาสทางรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อนับจากโครงสร้างของแผนจ่ายคอมมิชชั่นในระบบขายตรง
นายสุมิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวเลขผลประกอบการมวลรวมทั้งระบบของธุรกิจขายตรงไทยที่ว่า อยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปัจจุบัน บ้างก็ว่า ตัวเลขที่แท้จริงนั้นยอดรวมทั้งระบบทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้ติดตามพัฒนาการการเติบโตของธุรกิจขายตรงเมืองไทยนั้นเชื่อว่า หลังเกิด AEC นับจากปี 2558 ไปจนถึง ปี 2561 ยอดขายรวมทั้งระบบของธุรกิจขายตรงเมืองไทยจะพุ่งทะลุตัวเลขหลัก 3 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน นายสุมิตร กล่าวทิ้งท้าย




Credit By :ryt9.com

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : มิ้ลค์กี้ เวย์ เร่งตอกเข็มธุรกิจแดนอีสาน มุ่งสร้างจุดศูนย์กลางรับตลาดอาเซียน








 


มิ้ลค์กี้ เวย์ ปีมะเส็ง เดินเครื่องเต็ม แรง ประกาศบุกอีสาน ล่าสุดเล็งจังหวัด อุดรธานี เตรียมตั้งเป็นฐานบัญชาการรบ ใหม่ หวังเชื่อมโยงธุรกิจรับประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ด้ว ยการทุ่ม งบกว่า 100 ล้าน สร้างศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์ บนพื้นที่ 5 ไร่ เชื่อหากศูนย์ดังกล่าวเสร็จเมื่อไหร่ ธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ เติบโตทะยานฟ้าเทียบชั้นยักษ์ ใหญ่เบอร์ 1 แน่นอน พร้อมเผยภาพรวม ธุรกิจที่ผ่านมา โตดีเป็นที่น่าพอใจ
เปิดศึกรับศักราชใหม่สำหรับขายตรง มิ้ลค์กี้ เวย์ ที่ต้องบอกว่า นาทีนี้ ค่ายนี้กำลัง เร่งเครื่องธุรกิจแบบเต็มแรงกันเลยทีเดียว ด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ต้องการที่จะอยู่ในแถวหน้าของธุรกิจขายตรงเมืองไทย ทั้งนี้ หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ มิ้ลค์กี้ เวย์ แล้วจะทราบว่า การเดินเกมของ ค่ายนี้ เริ่มที่จะออกมาเป็นรูป เป็นร่างบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากดูถึง ความเคลื่อนไหวของธุรกิจ มิ้ลค์ กี้ เวย์ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ทาง ด้าน นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิรค์ จำกัด ได้เปิด เผยว่า ตลอดระยะเวลาในการ ดำเนินธุรกิจของมิ้ลค์กี้ เวย์ ใน ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภาพโดย รวมของธุรกิจเรียกได้ว่าเป็นที่น่า พอใจ เห็นได้จาก ปัจจุบันนี้ บริษัทฯ มีสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่น รหัสด้วยกัน ถือว่าเป็นการ เติบโตที่รวดเร็วกว่าที่บริษัทฯ ตั้ง เป้าหมายไว้เสียอีก อย่างล่าสุด เมื่อไม่นาน บริษัทฯ ก็ได้มีการ เปิดสาขาใหม่ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งถือว่าเป็นอีกจุด ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของบริษัทฯ ในการที่จะขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้า หมายที่ตั้งไว้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ นายสุมิตร ยังกล่าว ต่ออีกว่า ในส่วนของแผนการ ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ นับ จากนี้ต่อไปนั้น ได้เตรียมที่จะ ผุดศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์ ที่ จังหวัดอุดรธานี เพื่อหวังที่จะ สร้างเป็นศูนย์รวมทางธุรกิจ ของอาเซียน โดยศูนย์ดังกล่าว นั้น จะมีทั้งศูนย์อบรมสัมมนา ห้องเทรนนิ่ง ที่ใช้งบประมาณ ในการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท การเปิดศูนย์คอนเวน ชั่นฮอลล์ดังกล่าว ถือเป็นแผน งานในระยะยาวที่บริษัทฯ ได้ วางไว้ เพื่อเป็นการเปิดรับกับ ตลาดอาเซียนที่จะมีขึ้นใน อนาคตอันใกล้นี้ โดยขณะนี้ได้ มีการสำรวจพื้นที่ก่อสร้างเพื่อ เรื่องดำเนินการไปแล้ว ซึ่งจะใช้ พื้นที่ในการก่อสร้างประมาณ 5 ไร่ พร้อมกับคาดว่าจะเปิดใช้ได้ ในช่วงปี 2556 นี้แน่นอน นายสุมิตร เผยต่ออีกว่า เป้าหมายของ มิ้ลค์กี้ เวย์ ไม่ ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะสิ่งที่ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้คือ ต้องการเป็นที่ 1 ในตลาดเครือ ข่ายเมืองไทย ซึ่งเป้าหมาย อันดับ 1 ในที่นี้นั้น คือ บริษัทฯ จะต้องสานนโยบายและแผน ปฏิบัติการให้สามารถแข่งขัน กับเบอร์ 1 อย่างค่ายแอมเวย์ให้ ได้ ที่สำคัญ บริษัทฯ มีความ เชื่อมั่นและมีความมั่นใจว่า มิ้ลค์กี้ เวย์ ในอนาคตจะต้องมา แทนแอมเวย์ให้ได้ หากนโยบาย เป็นไปตามแผนงานที่บริษัทฯ วางไว้ สิ่งที่ทำให้ มิ้ลค์กี้ เวย์ มี ความเชื่อมั่นว่าจะเป็นเบอร์ 1 ของเมืองไทยให้ได้นั้น เนื่องจากนโยบายของบริษัทฯ ที่มีความ ชัดเจน รวมถึงฐานลูกค้าของ บริษัทฯ ที่มีอยู่ในต่างประเทศ รวมถึงวอลุ่ม การส่งออกไปต่าง ประเทศ ซึ่งขณะนี้ ต้องบอกว่า มิ้ลค์กี้ เวย์ มีความชัดเจนอย่าง มาก ในเรื่องของตลาดส่งออก ทั้งหมด และยิ่งในอนาคตอัน ใกล้นี้ ที่บริษัทฯ เชื่อว่า จะมีอีก หนึ่งเครื่องมือที่ช่วยผลักดัน ธุรกิจของบริษัทฯ ให้เติบโต อย่างรวดเร็วนั่นก็คือ สินค้า นั่นเอง พร้อมกับระบบการฝึก อบรมที่เรียกว่า 4+1 ที่จะช่วย ให้สมาชิกทุกคนที่อยู่ที่มิ้ลค์กี้ เวย์ ได้ประสบความสำเร็จ ความพร้อมของมิ้ลค์กี้ เวย์ ในขณะนี้เรียกว่า มีความ พร้อมเกือบทุกด้าน และยิ่งใน เรื่องของการลงทุนต้องบอกว่า ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน พร้อม กันนี้ บริษัทฯ ยังได้มีแผนที่จะ ออกสินค้าใหม่ เพื่อมาตอบ สนองความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องอีก ด้วย นายสุมิตร กล่าวต่ออีกว่า หากเมื่อโมเดลของธุรกิจมิ้ลค์กี้ เวย์ เมืองไทยประสบความ สำเร็จ และมีระบบที่ชัดเจน โดย เฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี ที่ถือ เป็นอีกหนึ่งยุทธ์ศาสตร์ที่สำคัญ ของการทำธุรกิจเมื่อไหร่ เชื่อว่า โอกาสที่มิ้ลค์กี้ เวย์ จะสามารถ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในประเทศไทยก็ ไม่ยากด้วยเช่นกัน แต่หากถาม ว่า จะใช้ระยะเท่าไหร่นั้น คงยัง ไม่สามารถที่จะตอบได้อย่าง ชัดเจน แต่สามารถที่จะบอกได้ ว่า หากเมื่อไรก็แล้วแต่ ที่โมเดล ที่อุดรธานีประสบความสำเร็จ และสร้างเสร็จ ซึ่งจะใช้เวลา ไม่เกิน 2 ปี น่าที่จะช่วยดัน ธุรกิจของมิ้ลค์กี้ เวย์ สู่ความ เป็นเบอร์ 1 ของเมืองไทยได้ด้วย เช่นกัน
ผมยังมีโมเดลที่จะต้อง ทำให้ได้อีกอย่างน้อย 85% ซึ่ง วันนี้เราประสบความสำเร็จแล้ว เพียงแค่ 15% จากเป้าหมายที่ เรานั้น จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 โดยยัง เหลืออีก 85% ที่จะต้องสานต่อ ดังนั้นถนนเส้นนี้ ยังคงต้องเดิน อีกไกลมาก ๆ แล้วถามว่า โอกาสที่เรานั้นจะพลาดพลั้ง ที่ จะล้มในวันข้างหน้าเป็นเช่นไร คิดว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก แต่หากจะมีในเรื่องของผลกระ ทบคงเกิดจาก 2 เรื่อง คือ สิ่ง ที่มากระทบทั้งภายใน และ ภายนอก โดยผลกระทบจาก ภายใน ถือว่าเราควบคุมได้ แต่ ผลกระทบภายนอกนั้น อาจจะ ตอบไม่ได้ แต่ทั้งนี้เราเองก็ต้อง ทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง อย่างแน่นอน


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 335

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค(Milky Way Network):ท้ารบแชมป์ขายตรง ใส่เกียร์ห้าสร้างโมเดลเต็มรูปแบบ









"มิลค์กี้เวย์" น้องใหม่วงการธุรกิจเครือข่ายขายตรง ยังมาแรงไม่เลิก ใส่เกียร์ห้าเร่งสปีดสร้างโมเดล ลั่นอีก 7 ปี ขอขึ้นบัลลังก์เบอร์ 1 ธุรกิจขายตรง โชว์ศักยภาพหลังชิมลางตลาดเพียง 8 เดือน ยอดสมาชิกเข้ามาอื้อซ่าทะลุ 3 หมื่นรายแล้ว มั่นใจตัวเลขยอดขายปิดหีบได้แน่ 250 ล้านบาท พร้อมประกาศแผนงานปีงูเล็ก เตรียมโรดโชว์ตลาดต่างประเทศ หวังขยายฐานมูลค่ายอดขาย


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลค์กี้เวย์เน็ต เวิร์ค จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามเปิดเผยกระแสหลังจากบริษัทฯ ได้เปิดแบ็กออฟฟิศว่า ที่ผ่านมากระแสตอบรับดีมาก โดยเฉพาะสมาชิกของเราให้ความมั่นใจบริษัทฯ มากขึ้น เนื่องจากเราทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แล้วทำออกมาให้เห็นภาพชัดเจน ทุกคนจึงมั่นใจว่า บริษัทฯ กล้าลงทุน ซึ่งต่อจากนี้ไป บริษัทฯ จะเร่งผลักดันในการสร้างโมเดลที่จังหวัดอุดรธานี และในปีหน้า บริษัทฯ จะเดินตลาดต่างประเทศ 100% อย่างเต็มรูปแบบ


ในส่วนของโครงสร้างโมเดลขณะนี้นั้น บริษัทฯ ได้วางระบบรองรับสมาชิกใหม่ โดยเฉพาะในการปั้นสมาชิกให้สามารถเดินธุรกิจได้อย่างเต็มตัว และบริษัทฯ เตรียมเดินตลาดต่างประเทศ โดยการวางแผนที่จะไปโรดโชว์ใน 10 ประเทศ โดยเฉพาะแถบตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลางจะไปเพียง 2 ประเทศ ก็คือ ดูไบกับเยเมน เนื่องจาก 2 ประเทศนี้ เรามีคู่ค้าอยู่แล้ว โดยการดำเนินธุรกิจจะให้คู่ค้าไปกระจายโมเดลสานต่อยอดอีกทางหนึ่ง


สำหรับสัดส่วนการทำตลาดของบริษัทฯ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า 1 พันล้านบาท จาก 10 ประเทศ และตลาดในประเทศ ยอดขายอยู่ในระดับแตะ 1 พันล้านบาท เช่นกัน ทั้งนี้ จากการที่เราตั้งเป้าหมายยอดขายตลาดในประเทศและต่างประเทศออกมาเท่ากันนั้น เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทฯ วิเคราะห์และพิจารณาจากกระแสะการตอบรับ จำนวนวอลุ่มในการสั่งซื้อสินค้า จำนวนสมาชิกใหม่ที่เข้ามาเรามีอยู่เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงในเรื่องของระบบต่างๆ ในการสร้างโมเดลนั้น ได้ถูกเซตไว้ทั้งหมดแล้ว ตรงนี้ถือว่า เป็นข้อได้เปรียบของบริษัทฯ ของเรา


"ตรงนี้ถือว่าเราได้เปรียบ เรามีการวางแผนไว้ชัดเจนว่า ธุรกิจจะเดินทางไหน เราสามารถตอบโจทก์ตั้งแต่แรก เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน หากพิจารณาตลาดต่างประเทศแล้ว หากธุรกิจดังกล่าวไม่มีการวางแผนที่ดี กว่าจะออกไปต่างประเทศมันต้องใช้เวลา ซึ่งถือว่าการทำธุรกิจนั้นตลาดในประเทศจะต้องนิ่งเสียก่อน" นายสุมิตร กล่าว


นายสุมิตร ยังได้กล่าวถึงนโยบายของบริษัทฯ ว่า บริษัทฯ มีการกำหนดจุดมุ่งหมายไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายของเรานั้น ต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจนี้แทนบริษัทฯ ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเรามั่นใจ โดยเฉพาะการประกาศนโยบายช่วงเปิดบริษัทฯ ว่า ภายใน 7 ปี เราจะต้องขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ทั้งนี้ การที่เราแสดงจุดยืนออกมา เนื่องจากถ้าบริษัทฯ ไม่มีความชัดเจนในเรื่องของนโยบายแผนการตลาดที่วางเอาไว้ก็คือ ทางด้านยอดขาย ซึ่งปัจจุบันเรามีความได้เปรียบในความเป็นสัญชาติไทย โดยบริษัทฯ จะใช้ยอดขายรวม ของบริษัทฯ รวมถึงฐานยอดขายตลาดในต่างประเทศ รวมถึงวอลุ่มการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งวันนี้บริษัทฯ มีโมเดลตลาดส่งออกชัดเจน


"ยอมรับว่าผู้นำตลาดในเวลานี้ เขาปลูกฝังให้สมาชิกรักองค์กร ดังนั้น จุดตรงนี้เราจะพยายามเร่งผลักดันให้มันเดินไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด ดังนั้น หากโมเดลในเมืองไทยประสบความสำเร็จได้เร็วเท่าไหร่ เราก็สามารถขึ้นมาครองที่ 1 ได้อย่างแน่นอน"


นายสุมิตร ยังกล่าวยอมรับว่า สำหรับผู้นำตลาดในเวลานี้ ซึ่งหากเราเปรียบเทียบกับยอดขาย จุดนี้เราสู้ได้ แต่หากเปรียบเทียบกับแบรนด์ดิ้ง เวลานี้ยังไม่สามารถเทียบกันได้ ซึ่งเราก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักเวลาหนึ่ง


นายสุมิตร ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานว่า บริษัทฯ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายของเราจะอยู่ในระดับ 250 ล้านบาท ล่าสุด บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาภายใต้ชื่อ "ฟาเรนไฮท์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้สภาพร่างกายได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติ จากการวิจัยพบว่า กลุ่มลูกค้าที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป หรือประมาณ 30% ก็คือ คน 20 ล้านคน มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยสินค้าตัวนี้จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในตลาดอย่างมากในเวลานี้


ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งก็คือ "เบต้าคลูแคน" 30 แคปซูล นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทฯ ยังมีสินค้าที่กำลังจดลิขสิทธิ์กับองค์กรอาหารและยา (อย.) อีกจำนวนหลายชนิด อาทิ แชมพูสระผม ถือว่าเป็นแชมพูสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ขณะเดียวกัน สินค้าของเรายังสามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้ทั้งหมด เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯ เป็นสินค้าที่ทำมาจากสมุนไพรเกือบ 100%


อย่างไรก็ตาม จากการที่เราได้รุกสื่อออนไลน์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การดูแลสุขภาพภายในสุภาพสตรี "Gassilana" ซึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อวางผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ


"ต้องยอมรับว่า กระแสผู้บริโภคเขารับสื่อออนไลน์ ทำให้เขาเชื่อมั่นกับตัวผลิตภัณฑ์ของเรา มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพภายในสุภาพสตรี คาดว่าจะมียอดเกิน 100 ล้านบาท เนื่องจากเรามีสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสถานีวิทยุมากกว่า 1 พันช่องทั่วประเทศ ในการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ของผลิตภัณฑ์นี้อย่างต่อเนื่อง" นาย สุมิตร กล่าวว่า นายสุมิตร กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนการทำตลาดของบริษัทฯ โดยขณะนี้เราเตรียมหาพื้นที่ในจังหวัดอุดรธานี สร้างเป็นศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์รวมธุรกิจทางอาเซียน โดยตรงนี้จะมีแบ็กออฟฟิศ เพื่อที่จะรองรับระบบโลจิสติกส์ ซึ่งจะทำเป็นศูนย์สัมมนาคอร์สเทนนิ่งและห้องคอนเฟอเรนซ์ออนไลน์ โดยตั้งงบประมาณ 100 ล้านบาท ในการทำศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์"


ปัจจุบันนี้เรามีตัวเลขสมาชิกกว่า 3 หมื่นราย ในการที่จะสื่อสินค้าของเราไปสู่ผู้บริโภค และทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีสาขาที่พร้อมจะให้บริการแก่ ผู้บริโภค อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น หาดใหญ่ และที่สุราษฎร์ธานี เป็นต้น



Credit by :ryt9.com