ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดีเอสไอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดีเอสไอ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : ดีเอสไอจับ แชร์สามระบบสยบความจน พบเดินสายหลอกคนเหนือได้เงินร่วม 30 ล้าน









ดีเอสไอแถลงข่าวทลายแก๊งแชร์ สามระบบสยบความจน หลังพบเดินสายหลอกลวงคนทั่วภาคเหนือ ชวนทำธุรกิจขายตรง-ทำสหกรณ์-จ่ายเงิน 1 แสนเมื่อเสียชีวิต แต่ความจริงพบไม่มีสินค้าขาย-ไม่เคยตั้งสหกรณ์-ไม่จ่ายเงินช่วยเหลือ แถมหลอกประชาชนสมัครสมาชิกได้เงินไปอีกเพียบ พบเบื้องต้นตุ๋นเงินคนเหนือได้ร่วม 30 ล้าน เชียงใหม่-เชียงราย โดนเยอะสุด


วันนี้ (11 ก.พ.56) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวการจับกุมแชร์สามระบบสยบความจน ณ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ โดยมีประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากแชร์ดังกล่าว จำนวนประมาณ 30 คน เดินทางมาขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในการจับกุมเครือข่ายแชร์ดังกล่าว


การจับกุมเครือข่ายแชร์ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เข้าตรวจสอบบริษัท ธรธรรมไทย เน็ทเวิร์ค จำกัด และ หจก. ตื่นได้เงินแสน พร้อมทั้งควบคุมตัวนางณกนกภ์ ธุรกิจ กรรมการบริษัท ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค จำกัด และนายพรศิลป์ อินตานันท์ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก. ตื่นได้เงินแสน ในข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฉ้อโกงประชาชน หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนหลายท้องที่ในจังหวัดภาคเหนือ ว่าถูกผู้ต้องหากลุ่มนี้หลอกลวงด้วยการนำเสนอแผนการประกอบธุรกิจภายใต้ชื่อ สามระบบ สยบความจน ซึ่งประกอบด้วย 1. ตื่นได้เงินแสน 2. ตายได้เงินแสน และ 3. กู้ได้เงินแสน โดยอ้างกับผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับเงินเมื่อเสียชีวิตรายละ 1 แสนบาท แต่เมื่อมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกลับไม่มีการจ่ายเงินจริงตามที่กล่าวอ้าง


ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหาจะอาศัยการนำเสนอแผนธุรกิจผ่านการโฆษณาชวนเชื่อทางอินเตอร์เน็ต การบรรยายตามโรงแรมต่างๆ และการชวนให้ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกเข้าร่วมธุรกิจ โดยอ้างว่าจะสร้างรายได้ผ่านช่องทางต่างๆ ประกอบด้วย 1. ทำธุรกิจขายตรง หากสมาชิกสามารถชักชวนผู้อื่นมาร่วมสมัครสมาชิกได้ จะได้รับค่าตอบแทนวันละ 200-1,600 บาท 2. ดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ธนธรรมไทย ซึ่งสมาชิกสามารถกู้เงินในวงเงิน 1 แสนบาท และ 3. อ้างว่าจะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสมาชิกกรณีเสียชีวิต โดยจะได้รับเงินเมื่อเสียชีวิตรายละ 100,000 บาท


อย่างไรก็ตามเมื่อดีเอสไอทำการตรวจสอบกลับพบว่า ธุรกิจขายตรงที่ทางกลุ่มผู้ต้องหากล่าวอ้างไม่เคยมีการจำหน่ายสินค้าจริง โดยมีเพียงสินค้าตัวอย่างแถมให้กับผู้สมัครเป็นสมาชิกเท่านั้น อีกทั้งยังมีการจดทะเบียนธุรกิจขายตรงภายหลังชักชวนประชาชนให้ร่วมธุรกิจแล้ว ขณะที่การอ้างว่ามีการจัดตั้งสหกรณ์นั้น เมื่อตรวจสอบไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่พบการจัดตั้งสหกรณ์ตามกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนกรณีกองทุนช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตพบว่าไม่มีการจ่ายเงินจริงตามที่โฆษณาไว้


นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการชักจูงให้ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจ่ายเงินค่าสมัครคนละ 2,650 บาท และหากต้องการเป็นหัวหน้าสายหรือ Stock Kits ต้องซื้อหุ้น 5,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 บาท ทำให้กลุ่มผู้ต้องหาสามารถหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ ก่อนที่ดีเอสไอจะสอบสวนจนพบการกระทำความผิดและเข้าจับกุมดังกล่าว


นายสุประดิษฐ์ ปัญญาสุริยะโชติ หนึ่งในกลุ่มผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนกับทางดีเอสไอกล่าวว่า ทางบริษัทอ้างว่าจะทำการจัดตั้งสหกรณ์ รวมทั้งจะมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต ทำให้มีคนหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิก อีกทั้งยังนำเสนอแผนธุรกิจขายตรงที่อ้างว่าจะสร้างรายได้จำนวนมากหากเป็นหัวหน้าสาย ทำให้มีผู้สนใจลงทุนร่วมธุรกิจด้วยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วพบว่าไม่มีการจัดตั้งสหกรณ์อย่างที่กล่าวอ้าง ขณะที่การจ่ายเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขจาก 100,000 แสนบาทเหลือ 30,000 บาท จนกระทั่งเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินให้กับสมาชิก ทำให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนรวมตัวกันมาร้องเรียนกับทางดีเอสไอ โดยได้นำเอกสสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมามอบให้เจ้าหน้าที่ โดยในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่นั้นคาดว่าน่าจะมีผู้หลงเชื่อถูกเครือข่ายเหล่านี้หลอกลวงนับหมื่นราย


ด้านนายธาริตกล่าวว่า บริษัทและ หจก.ดังกล่าวมีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี โดยหลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ดีเอสไอได้ติดตามตรวจสอบพฤติกรรมและการดำเนินงานของกลุ่มคนร้ายประมาณ 2 เดือน ก็จะขอหมายศาลเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหา โดยจากการสอบสวนพบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยในภาคเหนือคาดว่ามีผู้เสียหายประมาณ 12,000 ราย ขณะที่ผู้เสียหายที่เข้าร้องทุกข์กับทางดีเอสไอในขณะนี้มีทั้งสิ้น 880 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 30 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงจะสูงกว่านี้ เนื่องจากยังมีผู้เสียหายอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าร้องเรียนกับทางดีเอสไอ




Credit By :http://www.manager.co.th

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คำฝากจาก "มือปราบแชร์ลูกโซ่" : "พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ"


เชื่อว่าใครก็ตามที่ติดตามข่าวสาร หรือหลงใหลในธุรกิจขายตรง คงคุ้นหูกับชื่อ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ


นายทหารผู้สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยนายทหารผู้นี้ นั่งในตำแหน่งสูงสุดของชีวิตการรับราชการ คือ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ


ในตำแหน่งผู้บัญชาการนี้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ถือตราอำนาจอยู่ 4 ปี ทำคดีต่างๆ มากมาย กลายเป็นที่รู้จักของคน ขายตรง จากการรับงานสะสางคดีฉ้อโกง หรือที่รู้จักกันในนาม แชร์ลูกโซ่


มากมายหลายคดีที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้รับมอบหมายให้สะสางจนคดีถึงที่สุด และปราบบรรดาขี้ฉ้อได้อย่างเป็นรูปธรรม จนสื่อต่างๆ ขนานนามนายทหารผู้นี้ จนยกให้เป็น มือปราบแชร์ลูกโซ่


โดย พ.อ.ปิยะวัฒก์ เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ทุกคดีที่ตนได้รับมอบหมาย ตนและทีมจะสืบค้นข้อมูล หาพยาน หลักฐานส่งต่อไปที่ศาล เพื่อขอหมายจับ และดำเนินคดีในทุกคดี อีกทั้งทุกคดีตนก็มีความมั่นใจในความผิดที่แจ้งไป


หลายครั้งที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ต้องต่อสู้กับอำนาจบางอย่าง เพื่อเอาผิดตามพยานหลักฐานที่ได้มา


ซึ่งหลายครั้งรูปคดีที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ตั้งความหวัง


นั่นเป็นเรื่องคดีที่ต้องว่ากันไปตามชั้นศาล


จากวันนั้น ถึงวันนี้ ตลอดการนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการ สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ทำคดีที่เกี่ยวกับความผิดตามพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินมากกว่า 30 คดี


โดยเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นเดือนสุดท้ายของ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ในการรับราชการ ด้วยการเออร์ลี่ รีไทร์ตนเองก่อนวันเกษียณจริง 2 ปี


ด้วยเหตุผลที่ว่า ตนโดนโยกย้าย จนถึงขนาดลดตำแหน่ง ซึ่งสร้างความน้อยใจให้กับนายทหารผู้นี้ จนตัดสินใจทำตาม กฎกติการาชการ คือ การเออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


หลายคนนับถือในตัวนายทหารผู้นี้ เพราะเห็นว่าเป็นนายทหารผู้ถือกฎหมาย ทำงานอย่างตงฉิน ไร้ความเกรงกลัว อำนาจมืด ถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง


ในทางกลับกันหลายคนก็ไม่ชอบ เนื่องจากเหตุผลที่ต่างกัน


ทั้ง 2 สิ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เพราะนี่คือสัจธรรม มีคนรัก ย่อมมีคนชัง ไม่ว่าใครก็เลี่ยงไม่ได้


แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จาก พ.อ.ปิยะวัฒก์ ตามสายตาของผู้เขียนที่มองเข้าไปคือ ขายตรง มีจุดอ่อนที่กฎหมาย


พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่บังคับ ใช้อยู่ มีกฎกติกาหลายข้อที่ยังแสดงถึงช่องโหว่ในการหาประโยชน์โดยมิชอบจากบรรดา 18 มงกุฎ


รัฐต้องออกกฎหมายใหม่ ด้วยการระดมความคิดจาก ผู้รู้ในวงการขายตรง อีกทั้งต้องมีกฎหมายลูกเพื่อป้องกันการ พลิกแพลงของบรรดาบริษัทขายตรง รวมทั้งต้องมีกฎกติกา ควบคุมนักธุรกิจอิสระ


อีกทั้งน่าจะถึงเวลาแล้วที่ กรมขายตรง ต้องเกิดขึ้นเพื่อควบคุมเฉพาะธุรกิจ


เพราะหากปล่อยให้ขายตรงยังถูกมองว่าเป็นธุรกิจล่อแหลมไปเรื่อยๆ ธุรกิจที่ดีๆ อย่างนี้ จะถูกทำลายลงด้วยความ คิดที่รู้เท่าไม่ถึงแก่น


พ.อ.ปิยะวัฒก์ ฝากในเรื่องของการปรับกฎหมายในวันเกษียณ เพื่อเอาผิดจากคนผิดให้ได้อย่างชัดแจ้ง ไร้ข้ออ้างว่าตำรวจรู้ไม่จริง


พ.อ.ปิยะวัฒก์ จะถูกมองว่าเป็นราชการที่ดี หรือ ไม่ดี นั่นเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่สิ่งที่ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ได้ฝากไว้นั้น ตรงใจใครหลายคน ที่อยากเห็นธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจสร้างเงินสร้างชาติอย่างภาคภูมิ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012

รวบ 9 ชาวไต้หวันหลอกลงทุนแชร์น้ำมันหอม


ดีเอสไอ บุกค้นอาคารย่านพระราม 9 รวบชาวไต้หวัน หลอกลงทุนรายละ 2 แสน ทำธุรกิจน้ำมันหอม เสนอปันผลสูงล่อใจ เสียหาย 10 ล้าน


พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าตรวจค้นอาคาร ดี ซี เอช แอล กรุ๊ป จำกัด (DCHL group) หลังมีผู้เสียหายกว่า 70 คน เข้าร้องเรียนว่า มีการหลอกลวงให้ผู้เสียหายร่วมลงทุน




เป็นเงินคนละ 200,000 บาท ทำธุรกิจขายน้ำมันหอม โดยมีการชักจูง ด้วยการเสนอเงินปันผลสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย ฐานฉ้อโกงประชาชน พร้อมควบคุมตัว นายฮวง เชียง เชียง หนึ่งในผู้บริหารระดับสูง ชาวไต้หวัน ที่ถูกจับกุมได้ มาค้นที่บริษัทดังกล่าว เพื่อนำข้อมูลคอมพิวเตอร์/ ข้อมูลลูกค้า และสมุดเงินฝากบัญชีลูกค้า รวมทั้งจำนวนผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไปตรวจสอบอย่างละเอียด


พ.ต.อ.นิรันดร์ เปิดเผยว่า คดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งชาวไทย ชาวไต้หวัน และชาวฮ่องกง รวม 20 คน เบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ ประมาณ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ตำรวจกองปราบปราม ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้ ซึ่งเป็นชาวไทย ได้อีก 2 คน อยู่ระหว่างการสอบสวน


ที่มาinnnews.co.th



ดีเอสไอ (DSI) : สนธิกำลังกองปราบฯ จับแชร์ น้ำมันหอมระเหย


วันนี้ 12(ต.ค.)พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สนธิกำลังร่วมกับตำรวจกองปราบปราม นำกำลังเข้าตรวจค้นบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 338 อาคาร ดี. ซี. เอช. แอล จำกัด ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ ซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอมระเหยและตะเกียง แต่มีผู้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุนและหาสมาชิก เพิ่ม


โดยพ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวว่า ได้ขอออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างประเทศ 3 คน และสามารถจับกุมได้แล้วประกอบด้วย นายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ , น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกง และ น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกงส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามจับกุมโดยส่วนใหญ่ที่ถูกออกหมายจับจะเป็นผู้ทำหน้าที่ขึ้นเวทีชักชวนให้สมาชิกเข้าร่วมลงทุนซื้อน้ำมันหอมระเหยและตะเกียง ซึ่งต้องเสียค่าสมัครครั้งแรกเป็นเงินกว่า 12,300 บาท ก่อนจากนั้นจึงมีโอกาสเลื่อนระดับโดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินปันผลจำนวน 41,000 บาท ก็ต่อเมื่อต้องจ่ายเงินลงทุนเป็นเงิน 192,600 บาทต่อราย เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายประมาณ 70 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาทโดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมต่างๆซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือ เจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมาก หากมีการชักชวนสมาชิกได้เพิ่มจะได้ค่าตอบแทนอีกหัวละ 21,000-26,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการโฆษณาชักชวนสมาชิกผ่านเว็บไซด์ และอ้างว่าเงินปันผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้ อย่างไรก็ตามในวันนี้(12ต.ค.) พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานรายละเอียดสมาชิก เพื่อนำไปตรวจสอบข้อมูลลูกค้าและจำนวนสินค้าทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสียหายในภาพรวม รวมถึงเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวทางการเงินด้วย


ทั้งนี้ การจะสั่งปิดบริษัทดังกล่าวเป็นอำนาจของสคบ. ซึ่งทราบว่าก่อนหน้านี้สคบ.ได้สั่งปิดกิจการแล้วแต่บริษัทดังกล่าวไม่ดำเนินการตามคำสั่งแต่ยอมเสียค่าปรับวันละ 10,000 บาทที่ล่าสุดมียอดค่าปรับรวมกว่า 600,000 บาทแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดลูกค้าทั้งหมดไปตรวจสอบ รวมถึงแฟ้มเอกสารทางการเงินซึ่งพบว่าวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อมากถึง 39 ล้านบาท โดยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบบริษัทมีกำไรมากถึง 198 ล้านบาทด้วย สำหรับยอดสมาชิกจากการตรวจสอบข้อมูลของสคบ.พบปี 2554 มีสมาชิกกว่า 20,000 คน แต่ขณะนี้เชื่อว่าน่าจะมียอดสมาชิกไม่ต่ำกว่า 40,000 คน


อย่างไรก็ตามภายหลังจากควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนแล้ว ทางกองปราบปรามยังได้ควบคุมตัวหญิงไทยอีก 2 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการโน้มน้าวประชาชนให้หลงเชื่อเป็นสมาชิกในบริษัทดังกล่าวด้วย โดย พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. และ พ.ต.อนิรันดร์ นำตัวทั้งหมดแถลงข่าวที่กองบังคับการตำรวจกองปราบปรามในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. เดลินิวส์