ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิจธวัช ฤทธีราวี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิจธวัช ฤทธีราวี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

Image


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน


ข้อมูลจาก manager.co.th

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA ย้ำจุดยืนกูรูขายตรงตัวจริง ชี้ไม่เกิน 3 ปี MLM ไทยแตะ 3 ล้าน







L_kr (Mobile)


TDSA จัดงานฉลองใหญ่ครบรอบ 30 ปี ชูนโยบายเป็นเสาหลักของธุรกิจขายตรง ยึด 4 ข้อ เสริมภาพลักษณ์-สมาชิกคุณภาพ-มีธรรมาภิบาล-ศูนย์กลางความรู้ด้าน MLM ด้าน กิจธวัช ฟันธงไม่เกิน 3 ปี มูลค่าตลาดรวมทะลุแสนล้านบาทหาก AEC เปิด เหตุมีกลุ่มทุนนอกไหลเข้าไทย ขณะที่ข้อมูลจากสมาพันธ์ขายตรงโลกระบุตลาดอาเซียนเนื้อหอมแค่ 6 ประเทศ มีมูลค่ารวมกันสูงถึงหมื่นล้านเหรียญ


กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เปิดเผยว่า จากการที่สมาคมได้ดำเนินงานมาครบรอบ 30 ปี ทางสมาคมฯ ได้จัดงานสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับนักธุรกิจและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจเกี่ยวหับธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างเป็นทางการประมาณ 380 บริษัท แต่ยีงมีบริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงในลักษณะมันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ออกจำนวนมาก ดังนั้น สมาคมฯ จึงต้องการให้บุคคลทั่วไปสามมารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทไหนดำเนินธุรกิจในลักษณะใด


ที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้ยึดกลยุทธ์หลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมขายตรงไทย ซึ่งประกอบด้วย 4 ข้อหลัก ได้แก่ 1.เสริมสร้างภาพลักษณ์ 2.สมาชิกคุณภาพ 3.ธรรมาภิบาล และ 4.ศูนย์กลางความรู้ ดังนั้น ด้วย ประสบการณ์ของบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ จำนวน 35 บริษัท ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน ซึ่งมียอดขายรวมกันคิดเป็น 70 % ของตลาดรวม ดังนั้น หากภาครัฐและภาคประชาชนทั่วไปที่ต้องการอยากได้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง ทางสมาคมกล้าพอที่จะบอกว่าเราเป็นกูรูทางด้านขายตรงอย่างแท้จริง


กิจธวัช กล่าวอีกว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2016 มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงไทยจะสูงถึง 1 แสนล้านบาทซึ่งหากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาสนับสนุน เช่นการเปิด AEC ซึ่งจะมีกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาที่ตลาดไทยเพิ่มขึ้นดังนั้น เชื่อว่าแสนล้านบาทน่าจะไม่ถึง 3 ปี ตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ในปี 2012 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 6.87 หื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9.48% ซึ่งเติบโตสูงกว่า GDP ของประเทศที่เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5.76% ปัจจัยที่จะทำให้มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงไทยเติบโตเพิ่มขึ้น มาจากบริษัทขายตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้มีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับภาพรวมของอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันผู้บริโภคหันมาดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น


กิจธวัช กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...โอกาสไร้พรมแดนสู่ AEC ที่จัดโดยสมาคม TDSA ว่า ข้อมูลจากสมาพันธ์ขายตรงโลก (WFDSA) ได้ระบุว่า หลังจากที่กลุ่มประเทศในแถบอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงใน 6 ประเทศ ในแถบภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มสูงขึ้น และกลายเป็นกลุ่มประเทศที่น่าสนใจในอนาคต โดยในปี 2012 ที่ผ่านมา มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงทั้งหมด 6 ประเทศรวมกันมีมูลค่าสูงถึง 10372 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตรา การเติบโตเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2009-2012 เฉลี่ยอยู่ที่ 13.7%


โดยประเทศมาเลเซียมีมูลค่ารวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 16.4% อันดับ 2 ไทย มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 9.1% อันดับ 3 อินโดนีเซีย มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 10.3% อันดับ 4 ฟิลิปปินส์ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 22.9% อันดับ 5 สิงคโปร์ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 6.4 % อันดับ 6 เวียดนาม มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 21.7%





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 230 ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2556

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA จุดพลุ 30 ปี พี่ไทย ย้ำเป็นสมาคมของคน MLM







Capture (Mobile)


TDSA ย้ำจุดยืนเป็นสมาคมของคนขายตรง เตรียมผลักดันธุรกิจเครือข่ายอาชีพในฝัน ระบุ ไม่เน้นปริมาณสมาชิก เผยจัดงานใหญ่ฉลอง 30 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพ แห่งอนาคต และปรับโลโก้ใหม่เพื่อก้าวสู่ความ ทันสมัย พร้อมเปิดตัวหนังสือคู่มือเล่มที่ 2 Entrepreneur หวังใช้เป็นคัมภีร์การทำธุรกิจ อย่างถูกวิธี


กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการ ขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่า ตลอดระยะ เวลา 30 ปี ที่สมาคมฯ ได้เปิดดำเนินงานมา ซึ่งจุดยืนของสมาคมฯ ในการดำเนินธุรกิจ ค่อนข้างชัดเจน คือ การสนับสนุน และ ผลักดันอุตสาหกรรมขายตรงของไทยให้ เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป รวมถึง ต้องการให้สมาคมฯ เป็นสมาคมฯ เพื่อคน ขายตรงโดยตรง โดยต้องการสนับสนุน ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจอิสระให้ เติบโตอย่างมีศักยภาพตามกฎจรรยา- บรรณ และประสบความสำเร็จอย่าง ยั่งยืน


ปัจจุบันภาพลักษณ์ของ ธุรกิจขายตรงเริ่มได้รับการยอมรับ จากบุคคลทั่วไปมากยิ่งขึ้น ทำให้มี คนเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมขายตรง เพิ่มสูงขึ้นตาม โดยจากตัวเลขของ สมาคมฯ ที่ได้มีการสำรวจพบว่า มี ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมขายตรง ทั้งระบบอยู่ที่ 15 ล้านคน แบ่งเป็นประมาณ 9-10 ล้านบาท เป็นเพียงแค่ผู้ที่ซื้อสินค้ากิน และใช้เท่านั้น ส่วนอีก 5 ล้านคน ทำเป็นธุรกิจแบบจริงๆ จังๆ ดังนั้น หากเราทำให้ธุรกิจนี้เป็น ธุรกิจที่ให้ทำทุกอย่าง เชื่อว่าจะทำให้มีผู้คนเข้า สู่ธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น


กิจธวัช กล่าวอีกว่า แม้จำนวนสมาชิก ของ TDSA จะมีเพียงแค่ 30-40 กว่าบริษัท เท่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่แจ้งไว้กับ ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทั้งหมด 353 บริษัท ทั้งที่สมาคมฯ เปิดมา 30 ปีแล้ว แต่สมาคมฯ มี หลักในการทำงาน ชัดเจน ไม่ได้แข่งขัน กับใคร ซึ่งการบอก รับสมาชิกใหม่เพิ่ม ทางสมาคมฯ ก็มี จุดยืนชัดเจนโดย เปิดรับสมาชิก ใหม่ไม่ว่าจะใช้ แผนการตลาด แบบใด เพียงแต่ ต้องปฏิบัติตาม กฎจรรยาบรรณ เท่านั้น


ขณะเดียวกัน จุดยืนของสมาคมฯ ยัง ต้องการจะเป็นแหล่งความรู้ ของอุตสาหกรรมขายตรงให้ กับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ, สถาบันการศึกษา และ บุคคลทั่วไป ในการศึกษาและ เรียนรู้ธุรกิจขายตรงอย่างถูกวิธี


ด้านสุชาดา ธีรวชิรกุล อุปนายกฝ่ายการศึกษา สมาคม การขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่สมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิก และผู้สื่อข่าว ดังนั้น สมาคมฯ จึงต้องการจะตอบแทนเพื่อเป็นการคืนกำไร สู่สังคม ด้วยการจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปี เพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีของบุคคลทั่วไปต่ออุตสาหกรรมขายตรง แม้ว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของขายตรงจะดีอยู่แล้ว แต่ ต้องการจะทำให้บุคคลทั่วไปมีความเข้าใจในธุรกิจนี้ เพิ่มมากขึ้น


ทั้งนี้ การจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปี จะจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ภายใต้หัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่ง อนาคต ซึ่งภายในงานดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคเช้า เป็นการสัมมนาในหัวข้อ Entrepreneurเจ้าของ ธุรกิจอิสระยุคใหม่ โดยได้รับเกียรติจากผู้มีประสบการณ์ ที่คร่ำหวอดในวงการมาให้ความรู้ และการสัมมนาในหัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...โอกาสไร้พรมแดนสู่ AEC เป็นการ แบ่งปันประสบการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ขณะที่ใน ภาคบ่ายเป็นการสัมมนา 30 ปี สมาคมขายตรงไทยภายใต้ หัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาส ให้นักธุรกิจอิสระ และบุคคลทั่วไปมีความเข้าใจในการทำธุรกิจ ขายตรงอย่างถูกวิธี


นอกจากนั้นภายในงานยังได้เปิดตัวโลโก้ใหม่ของ สมาคม TDSA อย่างเป็นทางการ รวมถึงการเปิดตัวหนังสือ Entrepreneurเจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่ ซึ่งเป็นคู่มือ เพื่อการศึกษาของธุรกิจเครือข่ายเล่มที่ 2 หลังจากคู่มือเล่ม ที่ 1 ได้รับการตอบรับดีมาก โดยคู่มือเล่มที่ 2 นี้ จะเป็นคู่มือ ที่ให้ความรู้ และความเข้าใจในธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะกลุ่ม คนรุ่นใหม่ นิสิตนักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการอย่าง จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ งัดแผน 2 สู้ศึกครึ่งปีหลังหวั่นพิษเศรษฐกิจฉุดกำลังซื้อหาย







คุณรัตนา-ชาญนรา-ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (Mobile)


แอมเวย์ งัดไม้เด็ดเล่นแผน 2 รุกตลาดขายตรงครึ่งปีหลัง โหมจัดโปรโมชั่นแรง หวัง ต่อยอดให้นักธุรกิจทำตลาดง่ายขึ้น หลังได้รับสัญญาณเศรษฐกิจ และการเมืองไม่นิ่ง กระทบกำลัง ซื้อของผู้บริโภค ล่าสุด เปิดตัวเสริมอาหารใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี เจาะกลุ่มโรคกระดูก พรุน มั่นใจกระตุ้นยอดขาย 6 เดือนหลัง แตะ 300 ล้านบาท ด้าน กิจธวัช เผยบริษัทแม่ทุ่ม งบประมาณอีก 11,250 ล้านบาท ขยายโรงงานเพิ่ม 7 แห่ง รองรับตลาดเสริมอาหารขยายตัว


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้พบว่าเศรษฐกิจภายใน ประเทศอยู่ในช่วงที่ชะลอตัว บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจะ กระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ดังนั้น บริษัทได้ปรับแผน 2 ในการกระตุ้นยอดขายใหม่ เพื่อให้ สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น


สำหรับยอดขายของแอมเวย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 ที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตตามเป้าหมาย ที่วางไว้ที่ 18,000 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คิดเป็นสัดส่วน 36% กลุ่มเครื่องกรองน้ำ และกรองอากาศ 19% กลุ่มเครื่องสำอาง 17% และที่เหลือ เป็นสินค้าในกลุ่มอื่นๆ


โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นิวทริไลท์ แคล แมก ดี ใหม่ เป็นเสริม- อาหารที่ได้พัฒนาสูตรมาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวเดิมที่ชื่อ แคล แมก โปร ซึ่ง นิวทริไลท์ แคล แมก ดี ได้เพิ่มส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ซึ่งจากการ วิจัยพบว่ากลุ่มตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้


บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสำหรับเสริมอาหารดังกล่าวในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 นี้ จะมียอดขายกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะเสริมตลาดสินค้าในกลุ่มเสริมอาหาร ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น คาดว่าภายในปีนี้จะมีสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารเข้ามาเพิ่มอีก อย่างน้อย 1 รายการ หรือมากกว่านี้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างไรก็ตาม นโยบายของแอมเวย์ไม่ได้เน้นในเรื่องการ ออกสินค้าใหม่ปีละจำนวนมาก แต่จะเน้นที่คุณภาพของสินค้าเป็นหลัก


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารค่อนข้างแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น แม้ แอมเวย์จะถือว่าเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการประเมินสถานการณ์ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในครึ่งแรกของปีนี้ยอดขายในกลุ่มเสริมอาหารยังเป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเป็นห่วงในเรื่องของสถานการณ์เศรษฐกิจที่จะมีผลต่อกำลังซื้อ และการตัดสินใจของผู้บริโภค


ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบริษัทแม่ แอมเวย์ได้เตรียมงบประมาณกว่า 11,250 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานเพิ่มอีก 7 แห่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, อินเดีย, และเวียดนาม เพื่อขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารนิวทริไลท์ ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา นิวทริไลท์ในประเทศไทยได้ประสบ- ความสำเร็จมียอดขายกว่า 6,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตกว่า 15% จาก ยอดขายรวมทั่วโลกที่ 147,000 ล้านบาท





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรรพากร ไล่บี้ขายตรงโอเวอร์เคลมยอด







030289 (Mobile)


ขายตรงถือเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินให้กับเจ้าของ ผู้ประกอบการและผู้จำหน่ายอิสระ หรือสมาชิกในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินมหาศาล สร้างเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมขายตรงปีละหลายหมื่นล้านบาทนอกจากธุรกิจขายตรงจะสร้างเม็ดเงินจำนวนมากแล้ว ที่สำคัญยังทำเงินง่ายและเร็วอีด้วย ซึ่งนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ กระโดดเข้ามาสู่ธุรกิจนี้กันอย่างต่อเนื่อง


การเติบโตในอุตสาหกรรมการขายขายตรงไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตรามวลรวมของประเทศ (GPD) โดยในปี 255 ที่ผ่านมามูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมขายตรงไทยสูงถึง 7,800 ล้านบาทเติบโต 7% ขณะที่ GDP ของประเทศไทยเติบโตเพียงแค่ 4-5% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ของธุรกิจขายตรง คือ ไม่อิงกับสภาวะทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ แม้ในยามที่เศรษฐกิจในประเทศเติบโตขายตรงก็ยังโต หรือแม้ในยามที่เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวธุรกิจขายตรงก็ยังโต


แม้ธุรกิจขายตรงจะมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงส่งผลให้ผู้ประกอบการขายตรง และนักธุรกิจที่มีรายได้กันเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีผู้ประกอบการบางราย อาศัยช่องวางของกฎหมายส่งงบการเงินไม่ตรงกับความเป็นจริง


โดยมีผู้ประกอบการขายตรงบางรายประกาศผ่านสื่อมวลชนว่า ยอดขายสิ้นปีสูงในระดับหลักร้อยหลักพันล้าน แต่พอเข้าไปตรวจสอบงบที่ยื่นแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับห่างกันลิบลับกับยอดจริง อยู่แค่หลักสิบ หลักร้อยล้านเท่านั้น แถมยังกล้าออกมาประกาศว่าบริษัทของตัวเองจ่ายภาษีครบทุกบาท


จึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วบริษัทขายตรงเหล่านี้ ยอดขายจริงๆเท่าไร และจ่ายภาษีตรงหรือไม่


เพราะแทนที่ภาครัฐจะจัดเก็บภาษีได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับต้องสูญเสียรายได้เข้ารัฐ เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ กรมสรรพากร ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ของบริษัทขายตรงในการส่งคืนภาษีให้กับภาครัฐ ซึ่งมีหลายบริษัทที่โดนสรรพากรเข้าไปเรียกตรวจสอบข้อมูลการส่งงบการเงินย้อนหลังไปแล้ว


หนึ่งในข้อมูลที่สรรพากรนำมาใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ชอบเลี่ยงภาษี คือการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารบริษัทขายตรงผ่านสื่อต่างๆ ดังนั้นผู้ประกอบการที่ออกมาให้ข่าวในลักษณะว่า ปิดยอดขายที่เท่านั้นเท่านี้สุดท้ายคำพูดที่โอเวอร์เคลมจะกลายมาเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับไปทำร้ายตนเอง ดังสุภาษิตที่ว่า ปลาหมอตายเพราะปาก


ก่อนหน้านี้ วณี ทัศนมณเฑียร ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร ระบุว่า ขณะนี้ทางกรมฯ ได้ติดตามผู้ประกอบการที่มีรายได้เป็นจำนวนมาก เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค ทุกประเภท ที่กำลังเป็นที่นิยมซื้อขายบนโลกอินเทอร์เน็ตเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และเครื่องสำอาง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแบรนด์เนมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ยังรวมไปถึงสินค้าในกลุ่มธุรกิจขายตรงหรือธุรกิจเครือข่ายในการจัดเก็บภาษี


ด้าน ฐิตนันท์ สิงหา ผู้อำนวยการส่วนงานขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลดูแลธุรกิจขายตรงโดยตรงให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการส่งงบการเงินของบริษัทขายตรงว่า การรายงานผลประกอบการของภาคเอกชนถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะได้ทราบว่าบริษัทเหล่านี้ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่หรือไม่ ซึ่งอาจจะมีบางรายที่ไม่รายงานผลประกอบการ หรืออาจรายงานแต่ไม่ตรงกับยอดจริงก็อาจมีความเป็นไปไปได้ที่พันธมิตรอย่าง สรรพากร จะเข้าไปตรวจสอบเพื่อขอดูงบการเงินย้อนหลัง


ขณะที่ กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) บอกว่าการที่กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบบริษัทขายตรงที่แจ้งยอดไม่ตรงกับความเป็นจริง ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะยังมีบางบริษัทที่ยังเลี่ยงการจ่ายภาษี ซึ่งในส่วนของบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมฯ ปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่างถูกต้องอยู่แล้ว


เช่นเดียวกับ นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) ที่ให้มุมมองในกรณีผู้ประกอบการขายตรงที่ประกาศตัวเลขยอดขายเกินความจริงว่าการที่ผู้ประกอบการแจ้งตัวเลขยอดขายสูงเกินจริง เพื่อต้องการหวังจะสร้างความฮึกเหิมให้กับสมาชิก แต่ไม่ได้สร้างผลดีกับตัวบริษัทเลย เพราะการที่เจ้าของบริษัทประกาศยอดขายเยอะๆจะทำให้สรรพากรเข้าตรวจสอบได้ดังนั้น อยากได้ผู้ประกอบการอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงไม่ควรโอเวอร์เคลมยอด





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

แอมเวย์ (Amway Thailand) จัดคาราวานส่งมอบ "ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย"


แอมเวย์จัดคาราวานส่งมอบ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย
เปิดโลกแห่งการเรียนรู้สู่เด็กไทยใน 114 โรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ


แอมเวย์ฉลองส่งท้ายปีแห่งการดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปี จัดงานคาราวานส่งมอบความรู้ครั้งใหญ่ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย แก่ 114 โรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางความรู้ของเยาวชนไทยให้กว้างขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งเป้าเด็กๆ ได้รับประโยชน์จากต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่นี้กว่า 22,000 คนทั่วประเทศ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยเป็นโครงการสร้างต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่ เพื่อเปิดโลกกว้างให้แก่เด็กไทย โดยตั้งเป้าส่งมอบให้ 77 โรงเรียนในทุกจังหวัดทั่วประเทศด้วยงบประมาณรวมกว่า 10 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงานและผู้สนใจร่วมบริจาคเงินจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพิ่ม โดยล่าสุด มีผู้บริจาคอีก 37 ชุด ทำให้สามารถส่งมอบห้องสมุดรวมได้ทั้งสิ้น 114 ชุด ซึ่งบริษัทพร้อมดำเนินการส่งมอบได้ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าจะมีเด็กไทยได้รับประโยชน์มากกว่า 22,000 คน


เนื่องในโอกาสที่แอมเวย์ประเทศไทยดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปีในปีนี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหญ่แห่งปีห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเปิดรับสมัครโรงเรียนที่ต้องการห้องสมุดเคลื่อนที่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่า มีโรงเรียนตอบรับมากกว่า 700 แห่ง ทำให้ต้องมีการคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมและขาดแคลนห้องสมุดจริงๆ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนในภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 25 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 30 แห่ง ภาคตะวันออก 4 แห่ง ภาคกลาง 33 แห่ง และภาคใต้ 22 แห่ง รวมทั้งสิ้น 114 โรงเรียนนายกิจธวัชกล่าวถึงที่มาโครงการ


ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน อันได้แก่ สพฐ. โรงเรียนทั่วประเทศ มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกิจกรรมนี้ให้เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้เยาวชนไทยและชุมชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทางความรู้สูงสุดนั่นเอง นายกิจธวัช กล่าวในที่สุด


นายสุชาติ ไชยสาร รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กล่าวว่า สพฐ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย ซึ่งเปรียบเสมือนแม่แบบที่จะกระตุ้นให้หน่วยงานอื่นๆ หันมาให้ความสนใจช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในด้านการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยในอนาคตหากแอมเวย์มีโครงการดีๆ ทางด้านการศึกษาไทยอีก ทางสพฐ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน เนื่องจากแอมเวย์มีนโยบายด้านการศึกษาเดียวกับวัตถุประสงค์ของสพฐ. ในการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำด้านการศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


นายประจบ จันทะเวช ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านบ่อตาโล่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าวว่า โรงเรียนบ้านบ่อตาโล่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลชั้นปีที่ 1 ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 163 คน ครู 11 คน และปัจจุบันยังไม่มีห้องสมุด มีเพียงมุมหนังสือเท่านั้น เนื่องจากห้องสมุดเดิมโดนน้ำท่วมเสียหาย ดังนั้นโรงเรียนจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสอ่านหนังสือเสริมทักษะเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น รวมทั้งได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยโรงเรียนจะนำห้องสมุดเคลื่อนที่มาใช้ในการจัดกิจกรรมระหว่างกลุ่มนักเรียน และสลับหมุนเวียนห้องสมุดเคลื่อนที่นี้ไปในแต่ละชั้นเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้หยิบอ่านหนังสือได้อย่างทั่วถึง และใช้ประโยชน์จากห้องสมุดเคลื่อนที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สมาคมการขายตรงไทย จับมือ ติลลีกีแอนด์กิบบินส์ ก้าวสู่ AEC









สมาคมการขายตรงไทยนำโดยคุณกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมฯ จับมือ กับบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายชื่อดัง Tilleke & Gibbins (ติลลิกีแอนด์กิบบินส์) นำเสนอความรู้แก่ผู้บริหารบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC โดยมี มร.พอล จี รัสเซลล์ ที่ปรึกษาบริษัทติลลิกีแอนด์ กิบบินส์ นำทีมนักกฎหมาย ได้แก่ คุณสมบูรณ์ เอื้อธีรศรัณย์ และ คุณอารียา พรวิริยางกูร ร่วม บรรยาย ณ ห้องสิริประภา โรง แรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริ เวอร์ไซด์ ปากเกร็ด




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แอมเวย์ (Amway Thailand) : เปิดบ้านฉลองการเข้าใช้สำนักงานใหญ่แห่งใหม่อย่างอบอุ่น


[gallery link="file"]


แอมเวย์เปิดบ้านฉลองการเข้าใช้สำนักงานใหญ่แห่งใหม่อย่างอบอุ่น


แอมเวย์เปิดบ้านฉลองการเข้าใช้สำนักงานใหญ่แห่งใหม่อย่างอบอุ่น


ผ่านไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่กับงาน Happy New Home พิธีฉลองการเข้าใช้อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจเครือข่ายอันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งก่อสร้างด้วยงบประมาณ 1,100 ล้านบาท บนพื้นที่ 10 ไร่ ย่านรามคำแหง ภายใต้แนวคิด กรีน คอนเซ็ปต์พร้อมอวดโฉม แอมเวย์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของธุรกิจแอมเวย์ในทุกๆ มิติ ผ่านการนำเสนอด้วยมัลติมีเดียในรูปแบบหลากหลาย เพื่อให้เป็นศูนย์สำหรับการพัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจแอมเวย์มืออาชีพอย่างแท้จริง


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัดพร้อมด้วยคณะผู้บริหารครบทีม ถือฤกษ์งามยามดีประกอบพิธีทางศาสนาพุทธและพราหมณ์เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเช้า จากนั้นจึงได้เวลาเปิดบ้านหลังใหม่ให้นักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก และแขกผู้มีเกียรติได้เดินชมกันอย่างใกล้ชิด ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนายจิรชัย มูลทองโร่ยเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมร. จิม เพย์นรองประธานบริหาร แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น และประธานบริษัทแอมเวย์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และมร. เลา ฮัน กี่ประธานบริษัทแอมเวย์ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมแสดงความยินดีกับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของแอมเวย์ประเทศไทย

บริษัทยังได้จัดงานรื่นเริงกลางสวน ณ เดอโวส พาร์ค โดยมีกิจกรรมเล่นเกมพร้อมลุ้นของรางวัลมากมายในช่วงบ่าย ก่อนปิดท้ายวันด้วยงานเลี้ยงฉลองสุดอลังการ ณ ริช แอนด์ เจย์ บอลรูม ห้องคอนเวนชั่นที่สามารถรองรับได้ถึง1,500คน โดยเชิญนักธุรกิจแอมเวย์ระดับมรกตและสูงขึ้นไปร่วมฉลองพร้อมมอบเข็มเกียรติคุณสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจมายาวนาน25ปี และภายในงานยังขับกล่อมบทเพลงอันไพเราะจากชมรมดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือC.U. Bandต่อด้วยการแสดงโขนชุด สดุดีรามวตาร ออกระบำอู่ทอง ซึ่งเป็นศิลปะนาฏกรรมชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างามและอ่อนช้อยสวยงาม ตามด้วยโชว์การวาดทรายบอกเล่าเรื่องราว 25 ปีแอมเวย์ประเทศไทย โดยอาจารย์ก้องเกียรติ ทองจันดีศิลปินมือเอกของไทยที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจและปิดท้ายค่ำคืน แห่งความทรงจำด้วยการแสดงสุดพิเศษจากนักร้องเสียงทรงพลังชั้นนำของประเทศไทยรัดเกล้า อามระดิษซึ่งช่วยเติมเต็มให้ค่ำคืนแห่งนี้อยู่ในความทรงจำของผู้ร่วมงานตราบนานเท่านาน

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : รีแบรนด์ "อาร์ทิสทรี (Artistry)" มุ่งครองแชมป์ยอดขายเครื่องสำอางพรีเมี่ยม


แบรนด์อาร์ทิสทรี ปรับโฉมลุกซ์ใหม่ พร้อมประเดิมส่ง อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ พรีเมี่ยมสกินแคร์ บุกตลาดไตรมาสสุดท้าย ล่าสุดดึง เทเรซ่า พาล์มเมอร์ ดาราสาวฮอลลีวู้ดเป็นโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ ประกาศมั่นใจสิ้นปียอดจำหน่ายอาร์ทิสทรีในไทยทะลุ 3,100 ล้าน. พร้อมครองแชมป์ยอดขายสูงสุดในกลุ่มเครื่องสำอางพรีเมี่ยม

...ภาพลักษณ์ของธุรกิจในเรื่องของการสร้างแบรนด์สินค้า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรหนึ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดในการทำธุรกิจเช่นกัน เพราะหากค่ายไหนที่แบรนด์ดีและมีความเข้มแข็ง บอกได้เลยว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง เช่นเดียวกับค่าย แอมเวย์ ก็ได้ออกมาประกาศรีแบรนด์ปรับโฉมแบรนด์ อาร์ทิสทรี ใหม่ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการรีแบรนด์ครั้งสำคัญในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ที่ไม่เคยมีการปรับเปลี่ยนกันเลย

การปรับโฉมแบรนด์ อาร์ทิสทรี ครั้งใหม่ นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมากล่าวว่า ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโลโก้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความชัดเจน มีเอกลักษณ์ และมีความหรูหรายิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นแบบเครสเชนโด พร้อมกับนำ เทเรซ่า พาล์มเมอร์ นักแสดงสาวฮอลลีวู้ดเป็นโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์บำรุงที่มียอดขายสูงสุด 1 ใน 5 ของโลกอีกด้วย

เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการดูแลความงามบนใบหน้าและผิวพรรณของผู้หญิง ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากมูลค่าตลาดของเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าของไทย ในกลุ่มพรีเมี่ยมแบรนด์ ซึ่งเติบโตสูงขึ้น 6% ด้วยมูลค่าถึง 11,500 ล้านบาท จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดโตเพียง 3 - 4% เท่านั้น
ขณะเดียวกันเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี ยังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน โดยตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา เฉพาะในไตรมาสสุดท้ายนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานอาร์ทิสทรี โกลบอล ทั้งแผนการปรับโฉมแบรนด์ใหม่ทั่วโลก และแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มดูแลริ้วรอย อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ สู่ตลาดเมืองไทย ทำให้แอมเวย์ มีความมั่นใจมากว่า ปีนี้อาร์ทิสทรีจะประสบความสำเร็จด้วยยอดขายสูงถึง 3,100 ล้านบาท

การปรับโฉมอาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ ในครั้งนี้จะส่งผลให้แบรนด์มียอดโตมากกว่า 7% ซึ่งถือเป็นการเติบโตมากที่สุดในรอบ 3-4 ปี โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 80% และกลุ่มเครื่องสำอาง 20% พร้อมกับการตั้งเป้าอีก 3 ปีข้างหน้าจะมียอดขายโต 10% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงเช่นเดียวกับเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา และสำหรับแบรนด์ อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ ยังตั้งเป้าที่จะสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่าปีละ 800 ล้านบาทอีกเช่นเดียวกัน

ทางด้าน มร.ม็อด แพนซิ่ง รองประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงามทั่วโลก แบรนด์อาร์ทิสทรี ได้กล่าวถึงการปรับโฉมแบรนด์ อาร์ทิสทรี ในครั้งนี้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา อาร์ทิสทรี เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่ก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์และเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวระดับพรีเมี่ยมที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 1 ใน 5 ของโลก เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมระดับโลก วันนี้ อาร์ทิสทรี จึงทำการปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ทั่วโลก ภายใต้แนวคิด ความงามแห่งอนาคต

ด้าน นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการปรับภาพลักษณ์แบรนด์จะเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่ม อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ เป็นกลุ่มแรก จากนั้นทยอยตามด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ของ อาร์ทิสทรี ต่อไป เพราะผลจากการสำรวจพฤติกรรมผู้หญิงไทยพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวหน้า มีปัญหาริ้วรอยมากเป็นลำดับต้น ๆ โดยเฉพาะผู้บริโภคในช่วงอายุ 20 - 34 ปี ต่างให้ความสนใจและใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มลดเลือนริ้วรอยกันมากขึ้น และยังพบว่าพฤติกรรมของผู้หญิงไทย 80 - 90% จะใช้เครื่องสำอางแทบทั้งสิ้น แอมเวย์ จึงมีความเชื่อมั่นว่า อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ จะสร้างความประทับใจและตอบสนองความต้องการ ลดเลือนริ้วรอยให้กับผู้หญิงไทยได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

ผลิตภัณฑ์อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ ถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมความงามที่ผ่านการคิดค้นอย่างยาวนานจากทีมนักวิทยาศาสตร์ของอาร์ทิสทรี โดดเด่นด้วยด้วยไลฟ์เซิร์ท สิทธิบัตรเฉพาะของอาร์ทิสทรี ซึ่งเป็นส่วนผสมศักยภาพสูงจากใบไมร์เทิล พืชพรรณหายากแถบเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมสูตรเฉพาะเปปไทด์ชนิดเดียว ช่วยฟื้นบำรุงผิวที่ถูกทำลาย และสารสกัดจากผลแอฟริกัน บาวบับ ซึ่งถือกำเนิดในแอฟริกา ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้น เรียบเนียน และความยืดหยุ่นแก่ผิว ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เปี่ยมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายในอนาคต โดยกลุ่มนี้มีสินค้าทั้งหมด 8 รายการด้วยกัน

นายกิจธวัช กล่าวเสริมต่อว่า ขณะนี้ทาง แอมเวย์ ประเทศไทย ได้ทุ่มงบการทำตลาด 130 ล้านบาท จากงบการตลาดรวมทั้งปี 600 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเชิงรุก หลังจากเปิดตัว อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ ในไทยเป็นแห่งที่ 3 ของโลก รองจากญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเลือกเปิดในเอเชียก่อนเนื่องจากเอเชียเป็นตลาดใหญ่ หลังจากนั้นก็จะทยอยปรับผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่น ๆ ของ อาร์ทิสทรี ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับ 332

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : เตรียมจัดงานวันเกียรติยศปี55 พร้อมเปิดตัวนักขายตรงดีเด่น 108 ท่านจาก 26 บริษัท


สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยปี 2555 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Night of the Star ค่ำคืนแห่งดวงดาวจรัสฟ้า วันเสาร์ที่ 10 พ.ย.นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เผยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่นักขายตรงดีเด่น และแสดงศักยภาพและความมั่นคงของธุรกิจขายตรงไทย แจงยอด นักขายตรงดีเด่น ปีนี้จำนวน 108 ท่าน จาก 26 บริษัทขายตรงชั้นนำ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยปี 2555 ว่า สืบเนื่องด้วยปณิธานของสมาคมที่ว่า ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมไทย มาโดยตลอด อีกทั้งยังถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทางสมาคมฯ จะต้องมีการจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิก ในฐานะ นักธุรกิจอิสระดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและมีจรรยาบรรณ ทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระ บริษัท และสังคม


รวมถึงยังเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระทั่วประเทศที่มีเกือบ 6 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง ที่สำคัญ ยังจะเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทมีการปฏิบัติ และการทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคอีกด้วย


ด้าน มร.เต้ เพีย เซง กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า ในปีนี้สมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจาก 2 บริษัทสมาชิกร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ประจำปี 2555 ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) และบริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้ชื่องาน Night of the Star ค่ำคืนแห่งดวงดาวจรัสฟ้า โดยมีรูปแบบงานที่หรูหราเช่นปีที่ผ่าน ๆ มา แต่ในปีนี้ทางสมาคมได้มีการปรับเปลี่ยนแผนผังห้องจัดงานใหม่โดยจะปรับเปลี่ยนเป็นแนวนอน ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานสามารถรับชมกิจกรรมต่าง ๆ บนเวทีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


ซึ่งกิจกรรมภายในห้องจัดงานจะประกอบไปด้วย การแสดงเปิดงาน การเปิดตัวนักขายตรงดีเด่นอย่างอลังการ พิธีมอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่น จากประธานในพิธี และการมอบโล่ขอบคุณสื่อมวลชนทุกค่ายที่ให้การสนับสนุนงานในปีนี้ ตลอดจนร่วมสนุกลุ้นโชคจับรางวัลมากมายและเพลิดเพลินกับศิลปินชั้นนำของเมืองไทยในมินิคอนเสิร์ตจาก แก้ม และรุจน์ เดอะสตาร์


ในนามของบริษัท ยูนิซิตี้ฯ ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในบทบาทกรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษของสมาคมฯ สำหรับงานนี้ ยูนิซิตี้ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจกรรมโซนหน้างาน ซึ่งประกอบด้วยบอร์ดข้อมูลจากสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนงานในปีนี้ บอร์ดประกาศเกียรติคุณนักขายตรงดีเด่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท รวมถึงบูธของสมาคมการขายตรงไทย ซึ่งจะมีการจัดตกแต่งสถานที่อย่างสวยงามตระการตา และสนุกสนานกับเกมส์พร้อมรับของรางวัลมากมายในงาน


มร.คริสโตเฟอร์ เฮยนสึ คิม กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับงานเกียรติยศนักขายตรงประจำปี 2555 มีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี และขอเชิญชวนท่านนักธุรกิจอิสระที่ได้รับรางวัล นักธุรกิจอิสระที่เข้าร่วมแสดงความยินดี ตลอดจนคณะผู้บริหารบริษัทสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยเข้าร่วมงานตามวันและเวลาดังกล่าว เพื่อแสดงศักยภาพทางธุรกิจและพลังแห่งความสามัคคีของภาคธุรกิจขายตรงไทย ที่เป็นภาคส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย TDSA : โชว์ 108 นักขายดีเด่นดีเดย์วันเกียรติยศหนุนจรรยาบรรณธุรกิจ


สมาคมการขายตรงไทย TDSA ประกาศดีเดย์ จุดพลุงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ประจำปี 2555 ภายใต้ คอนเซปต์ Night of the Star ค่ำคืน แห่งดวงดาวจรัสฟ้า วันเสาร์ที่ 10 พ.ย. 2555 ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ อิมแพ็ค เมือง ทองธานี สานต่อเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ ให้แก่นักขายตรงดีเด่น และแสดงศักยภาพความมั่นคงของธุรกิจขายตรงไทย นักธุรกิจอิสระที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและมีจรรยาบรรณ เข้า รับรางวัล นักขายตรงดีเด่น จำนวน 108 คน จาก 26 บริษัทสมาชิก


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคม การขายตรงไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ด้วยปณิธานของสมาคมว่า ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมไทย ทางสมาคมจึงได้มีธรรมเนียมปฏิบัติในการจัด งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ขึ้นทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิก ในฐานะ นักธุรกิจอิสระดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและมีจรรยาบรรณ ทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระ บริษัท และสังคม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระทั่วประเทศที่มีเกือบ 6 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง และเพื่อเป็น การส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทมีการปฏิบัติ และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค


งานวันเกียรติยศของสมาคมการขายตรงไทยในปีนี้ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด กับ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 2 บริษัทขายตรงสมาชิกของสมาคม ได้รับหน้าที่เป็น เจ้าภาพร่วมในการจัดงานประจำ ปีของสมาคม


โดย มร.เต้ เพีย เซง กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า ในปีนี้สมาคมได้รับความร่วมมือจาก 2 บริษัทสมาชิกร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ประจำปี 2555 ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) และบริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้ชื่องาน Night of the Star ค่ำคืนแห่งดวงดาวจรัสฟ้า โดยมีรูปแบบงานที่หรูหราเช่นปีที่ผ่านๆ มา แต่ในปีนี้ทางสมาคมได้มีการปรับเปลี่ยนแผนผังห้องจัดงานใหม่โดยจะปรับเปลี่ยน เป็นแนวนอน ซึ่งทำให้ผู้ร่วมงานสามารถรับชมกิจกรรมต่างๆ บนเวทีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กิจกรรมภายในห้องจัดงานจะประกอบไปด้วย การแสดงเปิดงาน การเปิดตัวนักขายตรงดีเด่นอย่างอลังการ พิธี มอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่น จากประธานในพิธี และการมอบโล่ขอบคุณ สื่อมวลชนทุกค่ายที่ให้การสนับสนุนงานในปีนี้ ตลอดจนร่วมสนุกลุ้นโชคจับรางวัล มากมายและเพลิดเพลินกับศิลปินชั้นนำของเมืองไทยในมินิคอนเสิร์ตจาก แก้ม และรุจน์ เดอะสตาร์


ด้าน มร.คริสโตเฟอร์ เฮยนสึ คิม กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวเพิ่มเติม ในนามของบริษัท ยูนิซิตี้ฯ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทได้เข้ามามีส่วนร่วมในบทบาท กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ของสมาคมฯ สำหรับงานนี้ ยูนิซิตี้ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจกรรมโซนหน้างาน ซึ่งประกอบด้วยบอร์ดข้อมูลจากสื่อมวลชนที่ ให้การสนับสนุนงานในปีนี้ บอร์ดประกาศ เกียรติคุณนักขายตรงดีเด่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท รวมถึงบูธของ สมาคมการขายตรงไทย ซึ่งจะมีการจัดตกแต่งสถานที่อย่างสวยงามตระการตา และสนุกสนานกับเกมพร้อมรับของรางวัล มากมายในงาน


อย่างไรก็ดี งานในปีนี้ภายใต้ธีมงาน Night of the Star ค่ำคืนแห่งดวงดาว จรัสฟ้า จะมีการจัดกิจกรรมหน้างาน แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลักได้แก่ 1.มุมถ่ายภาพ สำหรับผู้ร่วมงาน 2.วอลล์ ออฟ เฟรม หรือ ภาพนักธุรกิจอิสระผู้ประสบความสำเร็จของบริษัทต่างๆ ในสมาคม 3.บูธแสดงสินค้าของบริษัทสมาคม 4.บูธของสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนวงการธุรกิจขายตรง และ 5.บูธของสมาคมการขายตรง หรือ TDSA


ทั้งนี้ งานวันเกียรติยศของสมาคมการขายตรงไทยประจำปี 2555 นี้ จะมีนักธุรกิจอิสระที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ 108 คน ซึ่งมีทั้งนักธุรกิจรหัสเดี่ยว และนักธุรกิจ ที่เป็นคู่รหัส จาก 26 บริษัทสมาชิก โดยในวันงานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสดงความ ยินดีกับงานดังกล่าวเป็นจำนวนหลายร้อย คน เฉกเช่นหลายปีที่ผ่านมา


งานเกียรติยศนักขายตรงประจำปี 2555 มีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคาร ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จึงขอเชิญชวน ท่านนักธุรกิจอิสระที่ได้รับรางวัลนักธุรกิจ อิสระที่เข้าร่วมแสดงความยินดี ตลอดจน คณะผู้บริหารบริษัทสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยเข้าร่วมงานตามวันและเวลาดังกล่าว เพื่อแสดงศักยภาพทางธุรกิจ และพลังแห่งความสามัคคีของภาคธุรกิจขายตรงไทย ที่เป็นภาคส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่าง ยั่งยืนต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1341 ประจำวันที่ 6-10-2012 ถึง9-10-2012

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : ย้ำความสำเร็จนิวทริไลท์ (NUTRILITE Thailand) ผุดรง.5พันล. "อาร์ทิมิส" เยือนไทย


แอมเวย์ ตอกย้ำความสำเร็จ นิวทริไลท์ ทั่วโลกยอดขายพุ่ง 4.7 พันล.เหรียญฯ บริษัทอเมริกาขยายโรงงานเพิ่ม 4 โครงการลงทุน 5,000 ล้านบาท


พญ.อาร์ทิมิส นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกบินเยือนไทย ร่วมประชุมวิชาการโภชนาการครั้งที่ 6 ไม่หวั่น น้ำท่วม ส่งผลกระทบ คาดปลายปีเฉพาะผลิตภัณฑ์นี้นำลิ่วโต 5,700 ล้านบาท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ยกย่องให้แบรนด์นิวทริไลท์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจของ แอมเวย์ในฐานะที่เป็นแบรนด์ในกลุ่มวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มียอด ขายรวมเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยปีที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ทั่วโลกสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 140,600 ล้านบาท) คิดเป็น 45% ของยอดขายรวมแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น


 


นายกิจธวัชกล่าวว่า แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่นได้ขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์รวม 4 โครงการ รวมเป็นเงินลงทุนในครั้งนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ใช้ทั้งในการผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดและซอฟท์เจล ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดผง ชนิดเม็ด รวมถึงโรงงานสกัดและผลิตสารสกัดเข้มข้นจากส่วนประกอบที่เพาะปลูกในฟาร์มชีวภาพของนิวทริไลท์ การขยายโรงงานผลิตในครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของผู้บริโภคทั่วโลกในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพและต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วยังตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักธุรกิจแอมเวย์กว่า 3 ล้านคนเเละมากกว่า 100 ประเทศ

ความสำเร็จดังกล่าวมาจากความจริงจังและทุ่มเทของนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วโลก และมีความมุ่งมั่นในการวิจัยค้นคว้าเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดจากธรรมชาติ และกระบวนการผลิตที่ดีที่สุดทางวิทยาศาสตร์ดังแนวคิด Best of Nature, Best of Science ของนิวทริไลท์นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เรามีผลงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสารอาหารทางโภชนาการ รวมทั้งการทดลองด้านการแพทย์มากมาย และทำงานร่วมกับสถาบันระดับโลกมากกว่า 10 แห่งในสหรัฐอเมริกา อิสราเอล สเปน จีน และเกาหลีใต้ นายกิจธวัชกล่าว และว่า


และในโอกาสอันดีที่สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดการประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ขึ้นนี้ แอมเวย์ประเทศไทยจึงได้เรียนเชิญแพทย์หญิงอาร์ทิมิส ซิโมพูลอส ประธานศูนย์พันธุศาสตร์โภชนาการและสุขภาพ และประธานสมาคมนานาชาติด้านโภชนพันธุศาสตร์ (Nutrigenomics) กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน โภชนพันธุศาสตร์มาร่วมแบ่งปันงานวิชาการ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของวงการโภชนาการในประเทศไทย


พญ.อาร์ทิมิส ซิโมพูลอส ประธานศูนย์พันธุศาสตร์โภชนาการและสุขภาพ และประธานสมาคมนานาชาติด้านโภชนพันธุศาสตร์ (Nutrigenomics) กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา และหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ กล่าวว่า ในปี 2554 โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปกว่า 17 ล้านคน และคาดการณ์ว่าปี 2573 หรืออีก 18 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 30% หรือประมาณ 22.1 ล้านคนทั่วโลก สาเหตุเกิดจากการบริโภคโอเมก้า-6 ในปริมาณที่สูงกว่าโอเมก้า-3 พฤติกรรมนี้กระตุ้นให้เกิดสภาวะที่ก่อให้เกิดอาการของหลายๆ โรค รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคที่เกี่ยวกับการอักเสบและภูมิคุ้มกันตนเอง รวมทั้งการเกิดสภาวะรบกวนการพัฒนาสมอง

นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับการเติบโตของนิวทริไลท์ในประเทศไทยเป็นไปด้วยดีตามเป้าหมาย โดยช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากมาย ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นถึง 13% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าจะสร้างสถิติใหม่ให้นิวทริไลท์มียอดขายสูงสุดถึง 5,700 ล้านบาท ในสิ้นปี 2555 นี้ โดยจัดเตรียมแคมเปญพิเศษเพื่อแนะนำสารอาหารจำเป็น 6 ชนิดภายใต้แนวคิด ซิกซ์ ฮีโร่ ผู้ดูแลหัวใจคุณ ในไตรมาส 4 ปีนี้

ซิกซ์ ฮีโร่ ผู้ดูแลหัวใจคุณเป็นแคมเปญที่มีวัตถุประสงค์หลักมุ่งให้ความรู้กับผู้บริโภค เรื่อง การดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากช่วงสามปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรค หัวใจและหลอดเลือดในโรงพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มขึ้นถึง 89% โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งสอดคล้องตามเทรนด์ของโลกเหมือนที่ พญ.อาร์ทิมิสได้กล่าวไว้ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ขยายความรู้ในการดูแลสุขภาพ ด้านนี้แก่ประชาชนอย่างจริงจัง รัตนากล่าว เเละว่า

สำหรับแคมเปญดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคและ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับการทำงานของสารสกัดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดรวม 6 ชนิด ได้แก่ สารอาหารน้ำมันปลา (Fish Oil) การ์ลิค (Garlic) ชาเขียว (Green Tea) เลซิติน อี (Lecithin E) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (CoQ 10) และวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (B Complex) เปรียบเทียบสารสกัดแต่ละชนิดเป็นฮีโร่ที่ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ และใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบสนุกและง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อเป็นการย่อยเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพให้ประชาชนสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางโซเชียล มีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค ยูทูป และเว็บไซต์นิวทริไลท์ เริ่มเมื่อ13 กันยายนเป็นต้นไป

นายกิจธวัชได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากมีสถานการณ์น้ำท่วม แอมเวย์ไม่รู้สึกกลัวเเต่อย่างใดเพราะมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะเอาอยู่ เเต่ถ้าเอาไม่อยู่จริงๆ โดยบริษัทมีเเผนเตรียมรองรับอยู่เเล้ว เเละตอนนี้กำลังย้ายบ้านใหม่ ส่วนตัวคลังสินค้านั้นคาดจะไม่ได้รับผลกระทบและไม่น่าเป็นห่วง เพราะในปีที่ผ่านมาแม้น้ำท่วมหนักเเต่แอมเวย์มีผลกระทบน้อยมาก โดยรวมบริษัทจะเน้นการทำโซเซียลมีเดียกิจกรรมทางการตลาดเเละกิจกรรมทางสังคมเป็นหลัก


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : รีแบรนด์กลุ่มครัวเรือน ภายใต้ชื่อใหม่ "แอมเวย์ โฮม" (Amway Home)


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ เปลี่ยนไป โดยเริ่มหันมาใส่ใจกับการดูแลตนเอง ครอบครัว และที่อยู่อาศัยมากขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกระแสนิยมที่ให้ความสำคัญกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั้น แอมเวย์จึงเล็งเห็นความสำคัญของความต้องการผู้บริโภคที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเพื่อเป็นการปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ให้มีความชัดเจนขึ้น และตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากที่สุด จึงได้ปรับโฉมหรือรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนทั่วโลก ภายใต้ชื่อใหม่ "แอมเวย์ โฮม" (Amway Home)


โดยการรวม 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ประกอบด้วย "แอมเวย์ โฮม เอสเอ 8" ผลิตภัณฑ์ซักรีด, "แอมเวย์ โฮม แอล.โอ.ซี." ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว และ "แอมเวย์ โฮม ดิช ดรอปส์" ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ชูจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการทำความสะอาดสูงสุด พร้อมด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ และจากสูตรผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้สามารถแสดงสัญลักษณ์ "การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม" หรือ Design for the Environment : DfE จากสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. EPA)


นอกจากนี้ ได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ "แอมเวย์ โฮม ทอยเลต โบว์ล คลีนเนอร์" ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ และ "แอมเวย์ โฮม เลเทอร์ แอนด์ ไวนิล คลีนเนอร์" ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหนังและไวนิล เพื่อตอบรับทุกความต้องการในครัวเรือน ทั้งนี้มั่นใจว่าจะผลักดันให้แอมเวย์ โฮม เป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคด้วยการเติบโต 10% ภายในสิ้นปี 55

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : "แอมเวย์ ช็อป น่าน" ขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ภาคเหนือ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 2 จากขวา) และนายวรานนท์ คงปฏิมากร ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่าย (ซ้าย) พร้อมด้วยนักธุรกิจระดับสูง ร่วมพิธีเปิด แอมเวย์ ช็อป สาขาน่าน ศูนย์รวมโอกาสทางธุรกิจแห่งใหม่ที่ครบครันด้วยสินค้าและบริการ บนพื้นที่กว่า 240 ตารางเมตร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของนักธุรกิจแอมเวย์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้สมาชิก ผู้สนใจ และผู้บริโภคทั่วไปในจังหวัดน่านและบริเวณใกล้เคียงอย่างครอบคลุมมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ฉลองครบรอบ 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ จัดโปรโมชั่นแจกทองคำแท่งรอบแรกหนัก 125 บาท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 5 จากขวา) มอบทองคำแท่งหนักรวม 125 บาท แก่ผู้โชคดีในโปรโมชั่นฉลองแอมเวย์ 25 ปี รอบที่ 1 โดยมีนางสาวนฤชน วิเศษสิงห์ (ที่ 3 จากซ้าย) เป็นผู้โชคดีได้รางวัลที่ 1 ทองคำแท่งหนัก 50 บาท พร้อมกับผู้โชคดีได้รางวัลที่ 2 เป็นทองคำแท่งหนัก 15 บาท จำนวน 5 รางวัล เพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนบริษัทมาโดยตลอด ทั้งนี้ บริษัทยังจะทำการจับรางวัลรอบที่ 2 อีกครั้งวันที่ 28 กันยายน 2555 จากใบเสร็จที่มียอดซื้อมากกว่า 2,500 บาทในระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 31 สิงหาคม 2555 โดยรวมรางวัลทั้งหมดของโปรโมชั่นเป็นมูลค่า 12 ล้านบาท

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แผนตั้งสมาพันธ์ล่ม!!! "กิจธวัช ฤทธีราวี" ปฏิเสธร่วมวง "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" น้อยใจทิ้งเก้าอี้นายก TDIA!


อัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย หรือ TDIA ประกาศ ลาออกจากตำแหน่ง กลางงานแถลงข่าวเปิดตัว บริษัทสมาชิกใหม่ เหตุสุดน้อยใจ กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA คนใหม่ หลังปัดความร่วมมือจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรง ทั้งที่ อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ นายก TDSA คนก่อนมีท่าทีเห็นด้วย ทั้งยังบอก คนเบื้องบนไม่ต้องการเห็นการรวมตัวเป็นสมาพันธ์ แรง! บอก แม้ท่านทำงานกับบริษัท ต่างชาติ และเป็นบริษัทใหญ่ ก็ขอให้สำนึกว่าเป็นคนไทย น่าจะร่วมมือทำเพื่อคนไทย
นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) กล่าวว่า ในวันแรกที่ตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ นโยบายสำคัญที่ตนอยากจะเร่งให้เกิดขึ้น คือ แนวคิดการจัดตั้งสมาพันธ์การขาย ตรงไทย เพราะอยากให้เกิดความรัก ความสามัคคีกันระหว่างสมาคมต่างๆ ในอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศ แต่ ณ วันนี้ ตนคงต้อง ยอมรับแล้วว่า แนวความคิดดังกล่าวคงไม่สัมฤทธิผลอย่างที่หวังไว้อีกต่อไป เนื่องจากประเด็นการรวม 3 สมาคมเป็นหนึ่งเดียวไม่สอดรับกับนโยบายของทางเบื้องบน และไม่เป็นที่ยอมรับของผู้นำในบางสมาคม


หลังจากตนได้แถลงนโยบาย การจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงไทย ก็ได้เข้าไปพูดคุยกับหลายๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะสมาคมขายตรงของไทยอีก 2 สมาคม ในครั้งแรกที่ได้มีการพูดคุย ชี้แจงรายละเอียด ปรากฏว่าผลตอบรับเป็นไปด้วยดี มีการพูด คุยถึงรายละเอียดกันไปแล้วมากกว่าครึ่ง


ในช่วงนั้นได้มีการพูดคุยกับคุณสมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย และคุณอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ อดีตนายกสมาคมการขายตรงไทย ผลปรากฏว่า การตอบรับเป็นไปด้วยดี ทุกคนเห็นด้วยว่าเราควรจะร่วมมือกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมขายตรงไทยอย่างแท้จริง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กลับยุติลงเพียงแค่นั้น หลังจากสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ได้เปลี่ยนนายกคนใหม่ ซึ่งตนก็ได้เข้าไปขอความร่วมมืออีกครั้ง แต่ผลปรากฏว่าเขาไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนคุณอิทธิศักดิ์ เราจึงไม่จำเป็นต้องไปตื้ออะไรเขามาก เพราะวันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า ถ้าเราทำเพื่อ ประโยชน์ของคนไทย ทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดีในวันข้างหน้า


ด้วยแนวความคิดของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน นายอัศวินจึงคงต้องยอมรับแนวคิดดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขา ก็อยากจะฝากไปถึงนายกสมาคมการขายตรงไทยคนใหม่ว่า ผมอยากให้คุณคำนึงด้วยว่า คุณก็เป็นคนไทย อยากขอร้องให้ทำ อะไรเพื่อคนไทยด้วย แม้ว่าท่านจะทำงานในบริษัทต่างชาติและเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ก็ขอให้สำนึกด้วยว่าเราเป็นคนไทย ฉะนั้น โปรดหาทางช่วยกันหน่อย อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของคนไทยก็น่าจะมีการร่วมมือกัน


อย่างไรก็ดี นายอัศวิน ได้เผยอีกว่า เหตุผลสำคัญอีกประการ ที่ทำให้แนวคิดการ จัดตั้งสมาคมไม่สัมฤทธิผล เนื่องจากตนได้ทราบมาว่า นโยบายของเบื้องบน ไม่มีความ ประสงค์ที่จะให้รวมกัน ดังนั้น เมื่อเบื้องบน ไม่ประสงค์ให้เกิดความรัก ความสามัคคีในแผ่นดิน ตนก็ไม่อยากที่จะไปขัดท่าน ดังนั้น ตนจึงขอถือโอกาสนี้เรียนทุกท่านอย่างเป็นทางการว่า ตนคงไม่สามารถประสานงานให้ เกิดความกลมเกลียวกันในหมู่ผู้ประกอบกิจการขายตรงในประเทศไทยได้ แนวคิดการจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงไทย คงจะยุติไปสักระยะหนึ่ง ความตั้งใจเรามี โอกาส หน้าฟ้าใหม่ แนวคิดนี้อาจกลับมาสานต่อได้ อีกครั้ง


ทั้งนี้ ภายในงานวันแถลงข่าวเปิดตัว สมาชิกใหม่ของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย นายอัศวินก็ได้สร้างความแปลกใจ ให้กับทุกๆ คนอีกครั้ง เมื่อเขาได้ประกาศลาออก โดยอัศวิน กล่าวว่า จะขอลาออก จากตำแหน่งนายกสมาคม และบริษัทของเขาก็ขอถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสมาคมฯ วันนี้คงต้องถือโอกาส กราบเรียนกับพี่น้องทั้งหลายว่า ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย ผม นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ ขอลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดย จะมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อยื่นหนังสือให้กับคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว ส่วนบริษัท ของตนก็จะถอนตัวออกจากสมาคมเช่นกัน


นายอัศวิน ได้เปิดเผยถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ตนตัดสินใจลาออกว่า การที่ตนจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงนั้น จะต้องมีกำลัง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง คือมีคณะกรรมการที่มีความตั้งใจจริง มีความเห็นตรงกันในวัตถุประสงค์หลักของสมาคม ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สมาคมมีความยั่งยืน เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้ประกอบการกิจการขายตรง แต่เมื่อ เห็นแล้วว่า ยังไม่สามารถทำให้บรรลุสิ่งเหล่านี้ได้ ตนก็ไม่อยากเสียเวลาที่จะต้องไป ทำให้คนอื่นเขามีความล้าช้า ในการที่เขาจะ ก้าวเดิน อย่างที่เขาต้องการอีกต่อไป


การใดที่ตนอาจจะทำให้หลายๆ คนไม่พอใจ หรือทำเกินเลยในสิ่งใดก็ตาม ตนก็คงต้องขอกล่าวคำว่าขออภัย ตนอาจจะเป็นคนที่ทำอะไรเร่งด่วน ชัดเจน ไม่มีอะไรคาใจ เมื่อตั้งใจทำอะไรแล้วก็ควรทำให้เกิด ประโยชน์ ทำไมเราต้องมาเสียเวลาในการที่จะต้องมานั่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้มันมากเรื่อง ไปเปล่าๆ กิจการใดที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ในอุตสาหกรรมขายตรง ก็ควรจะต้องรีบทำ


อย่างไรก็ดี ตนก็ต้องยอมรับข้อผิดพลาดว่า ที่ผ่านมาตนไม่ได้หล่อหลอมความ คิดของทุกฝ่ายให้ตรงกัน จึงทำให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงาน ต้องบอกว่า การเป็น นายกสมาคม ไม่ได้ประโยชน์ ตนไม่เคยคิดว่าจะได้ประโยชน์ หรือมีชื่อเสียง เพราะว่าชื่อเสียงมันต้องสร้างด้วยความดี สร้างโดย รูปธรรม นามธรรม นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้ตนลาออก อีกเหตุผลหนึ่ง นายอัศวิน บอกว่า ตนเองมีงานเยอะมากจริงๆ เนื่องจากบริษัท ของตนก้าวเข้าไปสู่ต่างประเทศอย่างเต็มตัว ตนเองจึงอยากจะสานงานในส่วนต่างประเทศ อย่างเต็มที่ต่อไป


ด้าน นายนาคาญ์ ธวิชาวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกตกใจมากกับการตัดสินใจของท่านนายก เพราะวันก่อนยังนัดประชุมวิสามัญกันอยู่เลย อย่างไรก็ดีต้องเรียนคุณอัศวินว่า ตลอดช่วงเวลาที่ท่านทำหน้าที่เป็นผู้นำของสมาคมฯ สมาชิก ทุกคนภูมิใจมาก ซึ่งการลาออกครั้งนี้อาจเป็น ด้วยอารมณ์น้อยใจหรือไม่ อย่างที่เคยบอก ว่า สมาคมฯ เราอยู่เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นสัญญาใจที่อยู่ร่วมกัน แต่ทาง ท่านอัศวิน อาจจะเคยผ่านการทำงานในระบบราชการ จึงอาจทำให้หลายๆ อย่างไม่ถูกใจ อาจจะไม่ทันใจ ซึ่งตรงนี้อยากจะบอกว่า พวกเราอยู่กันด้วยใจจริงๆ จากวันที่ท่านรับตำแหน่ง ทำให้เราได้รับข้อมูล ได้รับสิ่งดีๆ มากมาย และคิดว่าภายใต้การบริหารงานของท่านอัศวินจะทำให้สมาคมฯ ก้าวหน้าไปได้อีกมาก ดังนั้นหากท่านจะลาออกไปเลยคงจะไม่ได้ อย่างน้อยก็คงต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมฯ


คุณอัศวิน เป็นคนที่ทำงานเร็วมาก ทุกอย่างต้องการความรวดเร็ว และตอบสนองทันที ซึ่งทางสมาชิกชื่นชอบในการทำงานตรงนี้มาก แต่ในทางกลับกันคงต้อง ยอมรับว่า เมื่อท่านได้มองกลับมาที่สมาคมฯ อาจจะมองว่าเราทำงานกันล่าช้า เนื่องจาก ต้องรอระเบียบขั้นตอนที่ชัดเจน ซึ่งท่านอาจจะคิดว่า ต้องรออะไรกันมากมายน่าจะ ลุยกันเลย ตรงนี้ท่านจึงอาจเกิดความรำคาญ หากเป็นเรื่องนี้ตนและคณะกรรมการทุกท่านคงต้องรีบเข้าไปคุยรายละเอียดกับท่านเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง และหากท่านยืนยันจะลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมจริงๆ เราก็ไม่ขัด แต่คงจะไม่ให้ท่านออกไป เลย อย่างไรก็ควรอยู่ช่วยกันก่อน เป็นที่ปรึกษาก็ยังดี นายนาคาญ์ กล่าวอ้อนวอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1321 ประจำวันที่ 28-7-2012 ถึง31-7-2012

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ฉลอง 25 ปี เปิดตัว ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่สู่เด็กไทยทั่วประเทศ

แอมเวย์ฉลอง 25 ปี เปิดตัว ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่สู่เด็กไทยทั่วประเทศ



นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด(ที่ 2 จากขวา)
ร่วมกับนายสนิท แย้มเกษร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
(ที่ 2 จากซ้าย) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว
โครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ในโอกาสฉลองครบรอบการดำเนินงาน 25 ปี
เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนไทยมีแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น


 

ข่าวสมาคมการขายตรง (TDSA) : นายกสมาคมการขายตรงคนใหม่ ชู4ยุทธศาสตร์รับ เออีซี (AEC)


นายก ส.ขายตรงไทยคนใหม่ วาง 4 กลยุทธ์ สร้างความแข็งแกร่งธุรกิจขายตรงรายเล็ก-กลาง ขยายตลาดรับเออีซี ห่วงปัญหาการเมือง-ภัยธรรมชาติ ฉุดธุรกิจ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (ทีดีเอสเอ) เปิดเผยภายหลังการรับตำแหน่งนายกสมาคมการขายตรงไทยคนใหม่ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยขนาดกลางและเล็ก ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ได้เข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน


"หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพขยายตลาด อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากมีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคนี้"


ทั้งนี้ได้วางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต คือ มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่างๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ


นอกจากนี้ สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


"ผมจะนำกลยุทธ์และนโยบายต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ มาสานต่อให้เกิดความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครือข่าย และยังเน้นย้ำการช่วยเหลือสมาชิกและนักธุรกิจอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ" นายกิจธวัช กล่าว


นอกจากนี้ นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงปีนี้ มีมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7-8% หากไม่มีปัจจัยผลกระทบจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ และภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการมีบริษัทที่แอบอ้าง หรือแชร์ลูกโซ่ เข้ามาในธุรกิจขายตรง ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรง


"ปัญหาการเมืองอาจกระทบธุรกิจขายตรงในเชิงจิตวิทยาเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันจะกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคการบริการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย ส่วนเรื่องน้ำท่วมเชื่อว่าไม่น่ากระทบมากนัก เพราะทุกฝ่ายต่างก็เตรียมแผนรับมืออยู่แล้ว" นายกิจธวัช กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ กรุงเทพธุรกิจ

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว นีโอไลฟ์-Neolife 7บริษัท ตั้งสมาคมใหม่ "ส่งเสริมขายตรงไทย" เน้นธรรมาภิบาล


1 ก.ค. 2555 นีโอ ไลฟ์ ประกาศจัดตั้งสมาคมใหม่ ส่งเสริมขายตรงไทย มอบ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาฯ สคบ.คนล่าควง พิศิษฐ์ แทนทิว


เป็นแกน นำหาสมาชิก ต่อมา 11 ก.ค. 2555 สมาคมใหญ่ TDSAเปิดตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จาก 10 บริษัท ดึง กิจธวัช ฤทธีราวี จาก แอมเวย์ นั่งเก้าอี้นายกฯ พร้อมประกาศเป้าหมายและ 4 แผนงานหลัก ตอกย้ำศักยภาพความมั่นคงสมาคมฯ อีกครั้ง

นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมขายตรงไทย กล่าวว่า จากความไว้วางใจที่บริษัทสมาชิกเลือกให้เป็นนายกสมาคมขายตรงไทยคนที่ 12 ในวาระการดำรงตำแหน่งระหว่าง กรกฎาคม 2555 มิถุนายน 2557 นี้จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อนำสมาคมขายตรงไทยให้มีความแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไป บนวิสัยทัศน์ใหม่ว่า สมาคมขายตรงไทยโดยสมาชิกที่ล้วนมีธรรมาภิบาล จะเป็นแบบอย่างและเสริมสร้างมาตรฐานที่สากลรับรองโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ให้ธุรกิจเครือข่ายเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน


นายกิจธวัชได้วางกลยุทธ์หลัก 4 ประการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินงาน ได้แก่ 1.เสริมสร้างภาพลักษณ์ของสมาคมขายตรงไทย โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งเป็นการสร้างแบรนด์ ในฐานะที่สมาคมขายตรงไทยเป็นสมาคมเดียวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสมาพันธ์ขายตรงโลก และสมาชิกของทุกๆ บริษัทต้องลงนามในเรื่องจรรยาบรรณการขายตรงที่มีมาตรฐานเหนือกว่าที่กฏหมายกำหนดในทุกปี จึงเป็นเครื่องการันตีให้นักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคมั่นใจในธรรมาภิบาลของบริษัทสมาชิกได้

2.พร้อมรับสมาชิกใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และธรรมาภิบาลที่สอดคล้อง ทั้งในธุรกิจเครือข่ายและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางด้านสมาชิกสัมพันธ์ (Membership) เพื่อขยายฐานสมาชิกและนำธุรกิจเครือข่ายไปสู่ตลาดการค้าอื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น 3.สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระดำเนินธุรกิจอย่างมีศักยภาพและถูกต้องตามจรรยาบรรณ เป็นเรื่องของจรรยาบรรณและการพัฒนา (Integrity and Development) ให้สมาชิกและนักธุรกิจอิสระมีศักยภาพที่จะแข่งขันในตลาด พร้อมๆ กับการรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง

4.เป็นศูนย์กลางและเผยแพร่ความรู้ให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ ด้วยสมาคมการขายตรงไทยมีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing GURU) ทั้งในและต่างประเทศ และมีสมาชิกที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงจำนนวนมาก ประกอบกับสมาคมมีองค์ความรู้ในด้านต่างๆ อย่างครบครัน สมาคมจึงพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้สนใจทุกภาคส่วน

ผมมั่นใจว่าด้วยพลังจากคณะกรรมการบริหารทุกๆ ท่านและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ จะทำให้สมาคมการขายตรงไทยประสบความสำเร็จดังคำกล่าวที่ว่า ปึกแผ่นแน่นแฟ้น ถึงแก่นข้อมูล เพิ่มพูนความรู้ กูรูเครือข่าย อย่างแน่นอนครับ นายกิจธวัชกล่าว

ด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย ธุรกิจเครือข่ายฯ ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งสมาคมส่งเสริมขายตรงไทย ที่บริษัทเป็นแกนนำร่วมกับบริษัทขายตรงที่ยังไม่ได้สังกัดสมาคมขายตรงใดดำเนินการว่า ล่าสุดได้มีการประชุมเพื่อพบปะกันเป็นครั้งแรกกับตัวแทนบริษัทขายตรงประมาณ 6-7 บริษัทไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา แล้วได้มอบหมายให้นายพิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการนีโอ ไลฟ์ ไปดำเดินการยกร่างกฎระเบียบและข้อบังคับสมาคมเพื่อเตรียมยื่นจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์แล้ว

เราเพิ่งได้พูดคุยกันไปกับกลุ่มตัวแทนบริษัทขายตรงที่เบื้องต้นมีความคิดเห็นเป็นแนวทางกับเราไปแล้ว และเมื่อมีการยกร่างกฎระเบียบสมาคมเสร็จก็จะรีบดำเนินการขอยืนจดทะเบียนทะเบียนทันที ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 15- 30 วัน
นายนิโรธ กล่าวว่า สำหรับอนาคตภายหลังจัดตั้งสมาคมเสร็จแล้วจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาพันธ์ขายตรงโลกหรือไม่ ต้องเข้าไปดูกติกาและกฏเกณฑ์ของสมาพันธ์ฯ ก่อน เพราะยังไม่ทราบว่าจะสมาพันธ์ฯจะมีแทนสมาคมของแต่ละประเทศได้กี่สมาคม แต่ต่อนี้ไปสมาคมการส่งเสริมขายตรงไทยจะเริ่มผลักดันกฏหมายขายตรง และองค์กรสมาชิกให้มีการส่งเสริมสนับสนุนกิจกกรรมภายนอกร่วมกับสคบ. ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 232 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 กรกฏาคม 2555