ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : “นูสกินUSA” เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมวิจัยศาสตร์ต้านเสื่อมชราระดับโลก







IMG_2240 (Mobile)

 


นูสกิน เอนเตอร์ไพร์ส อิงค์ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เปิดศูนย์นวัตกรรม(Innovation Center) อย่างเป็นทางการ ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 3,000 พันล้านบาทพร้อมขยายพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ รองรับการเป็นศูนย์กลางการวิขัยด้านศาสตร์ต่อต้านความเสื่อมชรา รวมทั้งเป็นแหล่งรวมการพัฒนาข้อมูล และการประชุมที่ทันสมัยบนแนวความคิดพื้นที่สีเขียว ตอกย้ำการเป็นบริษัทผู้นำด้านชะลอวัยของโลก


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นูสกิน เอนเตอร์ไพร์ส อิงค์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าเปิดตัวศูนย์นวัตกรรม นู สกิน อย่างเป็นทางการ ณ นู สกิน สำนักงานใหญ่ สหรัฐอเมริกา โดยได้ว่าจ้างบริษัทสถาปนิก BOHLIN CYWINSKI JACKSON จากซีแอตเทิล เป็นผู้ออกแบบศูนย์วัฒนธรรม และได้เซ็นสัญญากับบริษัท โอ๊คแลนด์ คอนสตรักชั่นจากเมืองซอลต์เล็ค ซิตี้ ในการควบคุมการก่อสร้าง โครงการเพื่อเนรมิตศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ให้กลายเป็นศูนย์รวมงานวิจับแบบครบวงจรที่ทันสมัยของโลก ด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา ซึ่งศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายระบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 300ล้านบาทในกาสร้างศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ เพื่อตอกย้ำการเป็นบริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชราอย่างแท้จริง


ศูนย์นวัตกรรม นู สกิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมันของเราที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่องในการนำเสนผลิตภัณฑ์และโอกาสทางธุรกิจของเรา ซึ่ง นู สกิน เราใส่ใจใน “วัฒนธรรมของนวัตกรรม” ที่สนับสนุนวิสัยทัศน์ของเราสู่การเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำด้านการต่อต้านความเสื่อมชราของโลก ตลอดจนเรามีความยินดีที่จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยแผนพัฒนาโครงการสู่การเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ในอนาคต และขยายการเติบโตของเขตเมือง ซึ่งโครางการนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อม ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อลองรับกระแสความล้ำสมัยของผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยอย่างต่อเนื่องและเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายของเรา” ทรูแมน ฮันท์ กล่าว


สำหรับศูนย์นวัตกรรม นู สกิน สร้างขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 164,000 ตารางฟุต จากพื้นที่ทั้งหมดของบริษัทรวมกันกว่า300,000 ตารางฟุต ประกอบด้วยศูนย์วิจัยด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง มีเนื้อที่ประมาณ 200,000 ตารางฟุต โดยแบ่งเป็นห้องปฏิบัติการจำนวน 5 ห้อง สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นู สกิน ซึ่งได้แก่ ศูนย์ข้อมูล ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความหลากหลาย เพื่อรองรับการที่ นู สกิน เป็นธุรกิจสากลระดับโลกอย่างแท้จริง ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่บริษัทฯ ใส่ใจเพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานและผู้เยี่ยมชม เพื่อส่งเสริมวิสัยทัศน์ขององค์กรด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนและร้านค้าปลีกที่ผู้คนสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของ นู สกิน ได้


นอกจากนี้ ศูนย์นวัตกรรม นู สกิน ยังได้รับการรับรองจาก LEED ด้านการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยแนวคิดการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สีเขียว โดยมีการนำเอาความร้อนจากศูนย์ข้อมูลมาใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นในโถงอาคารอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จากความสำเร็จดังกล่าว จะส่งผลให้ นู สกิน ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำด้านงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการต่อต้านความเสื่อชราของโลกได้อย่างแน่นอน


 


 


 


 


Credit By : หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่ายนู สกิน เอ็นรเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) กับ คุณวิสกี้-ภคพรรณ ลีวุฒินันท์







Capture

 


 


 


 


 


 


 


 


 


การบุกเบิกเปิดสาขาในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายๆโดยเฉพาะที่ประเทศเวียดนามซึ่งผู้ประกอบการหลายคนยืนยันว่า “เขี้ยวรากดิน” กันเลยทีเดียว เรื่องนี้ “นู สกิน” เจอมาแล้วเพราะกว่าที่รัฐบาลเวียดนามจะเปิดไฟเขียวอนุมัติให้ นู สกิน” เปิดสาขาในประเทศเวียดนามได้ทำเอาบอสหญิงคนเก่ง “คุณวิสกี้-ภคพรรณ ลีวุฒินันท์” ต้องปาดเหงื่อทำการบ้านอย่างหนักถึง 2 ปี แต่สุดท้ายก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งหลังจากรัฐบาลขานรับผ่านการเห็นชอบเห็นชอบเพราะของเขาดีจริงๆและหลังจากปักธงรบได้ราวปีกว่าต้องยอมรับว่าขายตรง นู สกินเวียดนามฮ๊อตมากๆ มีนักธุรกิจตบเท้าเข้ามาทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่สาขาโฮจิมินห์และสาขาฮานอย


เมื่อฮอตขนาดนี้ นู สกิน จึงได้เตรียมสาขาต่อไปอีกโดยจะเปิดที่ “ดานัง” ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเวียดนามในปีหน้าอีกหนึ่งสาขาและแม้ว่าเวลานี้ ตลาดขายตรงเวียดนามมีการแข่งขันสูง แต่ก็มิได้ทำให้กังวลใจแต่อย่างใดเพราะ “คุณวิกกี้” เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา “แบรนด์เอจล็อค” (ageLOC) ว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนได้ดี ภายใต้กลยุทธ์ ageLOC Opportunity อีกทั้งได้คาดหวังว่ากลยุทธ์การตลาดที่วางไว้นี้จะดันยอดสมาชิกเวียดนามมากถึง 30,000 รหัส ที่จะมาพร้อมกับเป้ายอดขาย 450 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าได้ชัวร์ๆ โดยสมาชิกเวียดนามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้หญิงเหตุเพราะผู้ชายที่นี่วันๆนั่งคิดแต่การใหญ่ไม่ค่อยจะกระดิกตัวทำไรเลย ซึ่งเป็นคำบอกเล่าต่อๆกันมา (555)


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 233 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556


 

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : MLM เวียดนามโตกระฉูด! ผู้ค้าไทยชิงหัวหาดรับ AEC "นู สกิน" ปักธง "ฮานอย-โฮจิมินห์"







iq814e06071b21702836aea94cd4ab98ab (Mobile)

 


ธุรกิจขายตรงประเทศเวียดนาม โตทะยานสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนปี 2012 มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท สถิติชี้แบรนด์ต่างชาติ โกยยอดขายได้มากกว่าแบรนด์ในประเทศ เหตุรสนิยมของคนในเวียดนาม ไว้ใจแบรนด์นอก ผลักดัน MLM ฝั่งไทยเปิดศึกชิงพื้นที่หัวเมืองใหญ่ตั้งฐาน รองรับ AEC ด้าน "นู สกิน" เดินเครื่อง บุกตลาดเวียดนามเต็มสูบ ปักธง 2 เมือง เศรษฐกิจ "ฮานอย-โฮจิมินห์" ชูสินค้าต้านแก่ "เอจล็อก" เป็นเรือธง มั่นใจเป้ายอดขายปีแรกผ่านฉลุย 450 ล้านบาท หลังผ่านมาครึ่งปีโกยแล้ว 80%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 3.1 แสนล้านบาท โดยตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ ประเทศ มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ในขณะที่ประเทศ เวียดนามซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน อาเซียน ด้วยปัจจัยที่มีประชากรประมาณ 90 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 13 ของโลก และมูลค่าอุตสาหกรรมขายตรงของเวียดนามในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท มีการเติบโตร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับ ปี 2554 ซึ่งนับว่าเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มเออีซี และนับเป็น การเติบโตสูงสุดติด 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรมขายตรงโลก ในปีระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีบริษัทยื่นขอจดทะเบียนเปิดดำเนินการในเวียดนามจำนวน 78 บริษัท และเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวน 54 บริษัท แบ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น 83.3% และแบรนด์ต่างชาติ 16.7%


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 51% รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวและเครื่องสำอาง 27% และผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ 9% ช่องทางการจำหน่ายใช้วิธีการขายผ่านบุคคลต่อบุคคล 100% เพราะ ยังถือว่าเวียดนามยังคงเป็นตลาดเปิดใหม่สำหรับขายตรง และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนั้น ช่องทางการขายแบบปากต่อปากจึงเป็นช่องทางหลักที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน


"นู สกิน เริ่มเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น สาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และ นับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกิน ในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจากทั้งหมด 10 ประเทศ ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับสภาวะการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในประเทศเวียดนามยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับไทย หรือมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง ใหม่ ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้นจะต้องได้รับการ ยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ดังนั้น บริษัทขายตรงที่จะเข้า ไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องดำเนินธุรกิจ ภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับทัศนคติของผู้บริโภคและให้ความรู้กับคนในประเทศ เวียดนามเปิดรับธุรกิจขายตรงมากขึ้น" นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนาม ช่วงเปิดตลาดใหม่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์เอจล็อกเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดภายใต้กลยุทธ์ "ageLOC Opportunity" ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ของคนในประเทศและด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่คาดการณ์ว่าตัวเลขของประชากรวัย 40 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเดียวกันกับทั่วโลก ซึ่งในขณะนี้สัดส่วนของยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจล็อกอยู่ที่ 65% ของยอด ขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่าง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ที่ 70:30


"เนื่องจากการทำตลาดในระยะนี้ยังถือเป็นช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ จึงเป็นช่วงที่บริษัทต้องการสร้างฐานสมาชิกผู้ทำธุรกิจเป็นหลัก และจากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้อยละ 57 ของประชากรในประเทศเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการเป็นเจ้าของ ธุรกิจของตัวเอง มองหาโอกาสทางการทำงานใหม่ๆ เสมอ อีกทั้งทุ่มเทกับการทำงานหนัก เราจึงจะเน้นไปที่การพิสูจน์ให้ชาวเวียดนามเห็นว่าเราแตกต่างจากบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิสัยทัศน์ของบริษัท โอกาส ทางธุรกิจ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ทำธุรกิจ นู สกิน สามารถประสบความสำเร็จได้จริงจากกลยุทธ์การตลาดที่เราวางไว้นี้ จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2556 จะมีจำนวนสมาชิก 30,000 บัญชีรายชื่อ และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 450 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายจำนวน 2 สาขาที่เมืองโฮจิมินห์ และเมืองฮานอย และจะขยายเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น" ภคพรรณ กล่าว


"ภคพรรณ" กล่าวต่อว่า "ทุกครั้งที่ นู สกิน ไปเปิดดำเนินการที่ประเทศใดก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจ อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศ ปลูกฝังด้านจรรยาบรรณของ ผู้แทนจำหน่าย และสิ่งที่นู สกิน คำนึงถึงตลอดเวลาคือการตอบแทนคืนกลับสู่สังคม สำหรับในเวียดนาม เราได้เริ่มช่วยเหลือเด็ก ผู้ป่วยโรคหัวใจภายในการโครงการ SEA Childrenžs Heart Fund โดยร่วมมือกับองค์กรการกุศล East Meet West ซึ่งภายใน ระยะเวลา 1 ปี ที่นู สกิน เวียดนามเปิดดำเนิน การ เราช่วยเหลือด้านการผ่าตัดเด็กผู้ป่วย โรคหัวใจไปแล้ว จำนวน 5 ราย"


"อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทวางกลยุทธ์ สร้างการเติบโตผ่านการเปิดดำเนินธุรกิจ นู สกิน เพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศเออีซีนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมการทำงานให้กับผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ได้มีโอกาสขยายธุรกิจได้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งนู สกิน เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถสร้างเครือข่ายขยายการทำงานและมีรายได้จากทุกประเทศที่นู สกิน เปิดดำเนินการ กรณีการเปิดเวียดนามผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ที่เป็นคนไทยเองก็มองเห็นโอกาสที่ บริษัทเตรียมพร้อมไว้ให้ ซึ่งมีผู้ทำธุรกิจมากมายที่ประสบความสำเร็จแล้วในขณะนี้" แม่ทัพหญิง "นู สกิน" ไทย-เวียดนาม กล่าว


ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ "นู สกิน" เท่านั้นที่เข้าไปทำตลาดในประเทศ เวียดนาม แต่ที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงทั้งจากประเทศอื่น และขายตรงจากไทยเข้าไป เปิด ทั้ง "แอมเวย์" "โมรินดา" โดยล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ก็มี "นีโอ ไลฟ์" ขายตรงแบรนด์ไทยอีกรายที่เข้าไปเปิดธุรกิจเครือข่ายในเวียดนาม โดยตั้งสาขาอยู่ที่เมืองหลวง ของเวียดนามอย่าง "ฮานอย" และดูเหมือน ว่าธุรกิจที่ได้เข้าไปขยายสาขานี้จะได้รับการ ตอบรับจากคนในเวียดนามเป็นอย่างดี ทำให้ เวียดนามกลายประเทศที่มีการขยายตัวมาก ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ในปีที่ผ่านมา


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกินชูเอจ ล็อคบุกตลาดขายตรงเวียดนาม







news_img_31013_1 (Mobile)


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่านู สกินยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าไปบุกตลาดเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปลายไตรมาส 3 ปี 2555 ด้วยการเข้าไปเปิดสำนักงานนู สกิน ประเทศเวียดนาม มีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่าย 2 สาขา ที่โฮจิมินห์ และฮานอย และมีแผนจะขยายเพิ่มในอนาคต ซึ่งการเปิดสำนักงานในเวียดนามถือเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และนับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกินในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มอาเซียน ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน


สำหรับการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในเวียดนาม ถือว่ายังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ ไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามได้นั้น จะต้องได้รับการยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลเวียดนามอย่างเข้มงวด ดังนั้นบริษัทขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ


ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนามช่วงเปิดตลาดใหม่นี้ บริษัทจะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์ “เอจ ล็อค” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งขณะนี้สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจ ล็อคอยู่ที่ 65% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 70:30


นางภคพรรณ กล่าวว่า ในปี 2556 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 450 ล้านบาท จากปีที่ 2555 ที่ทำได้ 200 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 80% จึงเชื่อว่าบริษัทจะสามรถทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันนู สกินประเทศเวียดมีสมาชิกแล้ว 25,000 บัญชีรหัส คาดว่าในปี 2556 นี้จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บัญชีรหัส ส่วนในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตอย่างน้อยประมาณ 20% จากปี 2556


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ฉลองความสำเร็จกับยอดขาย จัดทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket







Capture (Mobile)


บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศจีน) นำโดย นาย แอนด์ดรู ฟาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศ จีน นำคณะผู้แทนจำหน่ายจากประเทศจีนและเขตการปกครองพิเศษ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า จำนวนกว่า 4,000 คน ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จยอดขายกับ โปรแกรมท่องเที่ยวอินเซนทีฟ ทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket เพื่อร่วมสัมผัสความสวยงามของทะเลตอนใต้ที่เต็มไปด้วย ความงดงามทางธรรมชาติ ที่สวยงาม และอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรม รวมถึงการ ร่วมกิจกรรมสัมมนา พร้อมกันนี้ชาวนู สกินยังรวมใจกันจัดกลุ่มเป็นรูปดาว เพื่อแสดงถึงพลังและศักยภาพความสำเร็จของนูสกิน โดยการมาของ นู สกิน ประเทศจีน ครั้งนี้คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ สร้างรายได้ให้กับชุมชนในจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมหาศาล






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Beauty Network สวย เริ่ด เชิด รวย







matthew-shave-photography-1-600x400 (Mobile)


ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดขายตรงมากที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่ง คงหนีไม่พ้น ผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือ เครื่องสำอาง ในอดีตที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ความงาม อาจเป็นเพียง นางรอง ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ นางเอก ที่สร้างยอดขายได้ถล่มทลาย แต่ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ความงาม มียอดขายเติบโตอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา จนมียอดขายเทียบเคียง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ และในอนาคตไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ อาจมียอดขายแซงหน้าผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ก็เป็นได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ บริษัทขายตรง ต่างเสาะหางานวิจัยดีๆ เพื่อนำมาสร้างเป็น ผลิตภัณฑ์ความงาม ที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สงครามแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น โดยมี ตลาดขายตรง เป็นสมรภูมิ ที่ต่างฝ่ายต่างนำเสนอสินค้าดีๆ ให้ผู้บริโภคได้พิจารณากันท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง สินค้าของใครโดดเด่นกว่า นวัตกรรมทันสมัยมากกว่า ย่อมได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ ใครมีสินค้าดีกว่า แปลกกว่า ทันสมัยกว่า จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทนั้นๆ เติบโตเป็นเงาตามตัวเมื่อบริษัทขายตรง ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมความงาม จึงทำให้ตลาดดังกล่าวเกิดกระแสนิยม ทุกบริษัทต่างหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ความงาม ทุ่มงบไม่อั้นในการซื้องานวิจัยเพื่อหวังจะนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ


เชื่อเหลือเกินว่า ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคในตลาดขายตรงจะมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ความงามดีๆ ที่มีให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวซึ่งแต่ละ แบรนด์ ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


ล่าสุด แอมเวย์ส่งผลิตภัณฑ์ อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ สินค้าเพื่อผิวกระจ่างใสโดย คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทวางงบในการทำตลาดไว้ที่ 120 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้ากลุ่มดังกล่าว ให้สามารถเติบโตจากที่ปีก่อนที่สินค้ากลุ่มนี้ปิดยอดขายที่ 400 ล้านบาท


ในปีนี้ บริษัทต้องการให้เพิ่มขึ้นมาอีก 50 ล้าน เป็น 450 ล้านบาท รวมไปถึงการสร้างยอดขายทั้งกลุ่มของ อาร์ทิสทรี ให้ได้รวม 3,100 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการนำนวัตกรรมของการสื่อสารที่เรียกว่า Layer เข้ามาสร้างการรับรู้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการตอบโจทย์กลยุทธ์หาลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้อย่างทันท่วงที


คังเซน เคนโก เดินเกมรุก เนรมิตสถาบันความงามครบวงจร


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล นอริช ครีม (Kristine Ko-Kool Pearl Norish Cream) หรือครีมไข่มุก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มียอดขายติดอันดับ 1 ของคังเซนฯ มาตลอดระยะเวลา 19 ปี


คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ จึงเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่ผสานคุณค่าแห่งข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างครบวงจร (ตั้งแต่ขั้นตอน Remove/ Cleanser/Toner/Serum/Cream/Sun/Protection/Mask) โดยการคิดค้นของ มิสเตอร์ เลี่ยว เหลียง จู้ (Mr.Liao Liang Chu) ประธานบริษัท สี่หลิงเหมิน เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามมายาวนานกว่า 38 ปี เป็นสูตรลับพิเศษของไข่มุก ราชินีแห่งความงาม ที่คิดค้นและพัฒนาเพื่อผิวของคนเอเชียโดยเฉพาะ


คุณอิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดตลาดใหม่อีกบริษัท ภายใต้ชื่อ เบอร์รี่ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นธุรกิจสถาบันความงามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทางบริษัทได้สำรวจตลาดมาแล้วว่าตลาดดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมเป็น 10,000 ล้านบาท และยังเป็นธุรกิจที่เอื้อกันกับธุรกิจคังเซนได้ ทางบริษัทจึงตัดสินใจเปิดสาขา เบอร์รี่ เฮาส์ สาขาแรกที่ซีคอนสแควร์


เบอร์รี่ เฮาส์ เน้นวัตถุดิบจาก เบอร์รี่ ซึ่งทางบริษัทได้ส่งไปตรวจสอบที่สถาบันชั้นนำ แน่นอนว่าต้นทุนของการทำธุรกิจนี้สูงมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาให้บริการในสถาบันความงามเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพสูง และยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสูง แต่ทางบริษัทพร้อมที่จะลงทุน


ดี เน็ทเวิร์ค เปิดฉากบุกตลาด โฟกัสผลิตภัณฑ์นวัตกรรมความงาม


คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ ไวด์ กล่าวด้วยว่า ทางบริษัทยังทำการเปิดตัวที่สุดแห่งนวัตกรรมดูแลผิวหน้าใหม่ล่าสุดของโลกคือ SIMILE COSMETOLOGY ซึ่งมีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด


ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor ซึ่งเป็นการนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับนาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติพัฒนาจนได้สูตรของ Growth Factor ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์ อีกครั้ง Growth Factor ที่ผสม จะนำมาจาก Growth Factor และสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลายชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงประสิทธิภาพของการฟื้นฟูผิวหนังในระดับเซลล์


คุณสาคร กล่าวว่า การเปิดตัว SIMILE COSMETOLOGY เนื่องจากทางบริษัทอยากทำให้สินค้าในการบำรุงผิวหน้าครบวงจรต้องการการทำความสะอาด การป้องกัน การบำรุง ซึ่งดี เน็ทเวิร์คมีสินค้าอยู่แล้ว ส่วน SIMILE COSMETOLOGY จะเข้ามาเป็นการรักษา ซึ่งจะทำให้สินค้าในกลุ่มความงามของบริษัทครบวงจร


เราเชื่อว่า SIMILE COSMETOLOGY จะสามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องผิว ลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายลดเวลา เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง ในราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ และแน่นอนสินค้าตัวนี้ต่อสู้ในตลาดเอเชียได้และเราเป็นเจ้าของลิขสิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย


SIMILE COSMETOLOGY เป็นสินค้าที่ถือเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรม มาตรฐานยุโรป บรรจุภัณฑ์ทำมาจากหนังปลา ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก ส่วนราคานั้นสามารถจับต้องได้ ไม่แพง ราคาข้างกล่อง 3,900 บาท ราคานักธุรกิจ 3,000 บาท เกรดสินค้าอย่างนี้ ราคาอย่างนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากที่ ดี เน็ทเวิร์ค


ส่วนช่องทางในการทำตลาดสำหรับ SIMILE COSMETOLOGY เราจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดีแล้วบอกต่อ เราเชื่อว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ หลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนสินค้าตัวนี้ได้รับการตอบรับที่ดีในเบื้องต้นเราวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000กล่อง


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวด้วยว่าทางบริษัทจะใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 6 Powder ผลิตภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ความงามจากภายใน ประกอบด้วย D10 Plus, Snowy Powder, Refeat Power,Sweet Power ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากพร้อมกับดูแลระบบภายในร่างกายของคุณสุภาพสตรีถึง 7 อย่าง, D berry Powder ที่ทางบริษัทมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และ Oleef Coffee ก็มีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัยถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น


เราเริ่มต้นการบุกตลาดวัยรุ่นด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม 6 Powder ซึ่งเราเชื่อว่ายจะถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมาก หลังจากนั้นเราจะโหนกระแสต่อด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 5 Candy ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เพื่อตีกระแสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ประกอบด้วย Snowy Camdy, Seven Sweet CANDY, SevenSeed, C-Mix Gummy ซึ่งทางดี เน็ทเวิร์ค จะใช้ผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มนี้ ตีตลาดกลุ่มคนวัยรุ่น และเราเชื่อมั่นว่า ด้วยความโดเด่นของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมที่ล้ำสมัย ลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของเรา แพ็คเก็จสวยงาม จะทำให้เราเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี


เมลาเคลียร์ ทุ่มงบกว่า 40 ล้าน ตอกย้ำผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์กระจ่างใส


คุณดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ผลิตภัณฑ์


แบรนด์ เมลาเคลียร์ ภายใต้การบริหารและการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรงว่า เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์เกี่ยวกับผิวหน้าของผู้หญิงที่ประสบปัญหาต่างๆ ส่งผลให้ผิวหน้าไม่กระจ่างใส กลับใสดั่งปรารถนา


โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณภาพของสินค้า เมลาเคลียร์ ได้รับการพิสูจน์จนเห็นถึงผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่น่าพึงพอใจ ส่งผลให้แบรนด์เมลาเคลียร์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำความเชี่ยวชาญด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้อย่างตรงจุดอย่างปลอดภัย


สำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ เมลาเคลียร์ คนล่าสุดเราได้รับเกียรติจากคุณมาช่า วัฒนพานิช ซึ่งมีบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ผมเชื่อมั่นว่าด้วยภาพลักษณ์นี้ จะส่งผลให้แบรนด์ เมลาเคลียร์ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยคุณมาช่าเอง ก็ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ ที่เรากล้าท้าพิสูจน์ผลลัพธ์นั่นเอง


สำหำรับภาพยนตร์โฆษณา เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ภายใต้ชื่อ Keep the Face นำแสดงโดย คุณมาช่า วัฒนพาณิช เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของบริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ความยาว 30 วินาที ซึ่งได้กำหนดแพร่ภาพทางโทรทัศน์ทุกช่องแล้ววันนี้ โดยแคมเปญชุดนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านบาท


คุณดนัย กล่าวด้วยว่า เมลาเคลียร์ ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อความกระจ่างใส ตอบโจทย์ผู้หญิงที่มีปัญหาในเรื่อง ฝ้า กระ จุดด่างดำ หมองคล้ำ ด้วยประสิทธิภาพจากสารสกัดและนวัตกรรมเพื่อนำสมสู่ผลลัพธ์ จึงส่งผลให้ เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ในใจสำหรับผู้หญิงไทยทั่วประเทศตลอดมา


ล่าสุด เราได้เปิดตัว เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ท้าพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงลงใน 11 วัน นี่ถือเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ของอาร์บูตินในระดับนาโน ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เข้มข้นถึง 2 เท่า พร้อมด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ดูแลกระบวนการสร้างเม็ดสีอย่างเป็นธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สินค้า คุณดนัย กล่าวปิดท้าย


นู สกิน สร้างปรากฎการณ์ เปิดภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรก


คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภํณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นูสกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาวว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอ็จล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯคาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์ชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อแดละชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้น 50 %


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้เดแบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above the line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณษชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรมทัศน์ สิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปแบบมากขึ้น


ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรายมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ


โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยี


เอจล็อค เพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯมีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อารร์สแควร์ (AgeLocr2) และเอ็จล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCE ULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Fell Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่งจำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน คุณภคพรรณ ระบุปิดท้าย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.อินมาร์เก็ตติ้ง ฉบับที่ 166 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นู สกิน ประเทศจีนยอดทะลักเกินคาด ทุ่ม 50 ล้านเหรียญ สร้าง สำนักงานใหญ่ เซี่ยงไฮ้

นู สกิน ประเทศจีนยอดทะลักเกินคาด ทุ่ม 50 ล้านเหรียญ สร้าง สำนักงานใหญ่ เซี่ยงไฮ้


NuSkin LOGO


นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ ขายตรงอันดับแปดของโลกหลังจากเปิดตลาดในประเทศจีนไปได้ระยะหนึ่งผลตอบรับดีเกินคาด โดยได้มีการคาดการณ์รายรับที่จะได้ในปี ค.ศ. 2013 ว่าประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลขดังกล่าวได้ประเมินว่าน่าจะทำได้ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งหมายความว่า นู สกิน สามารถสร้างยอดขายได้เร็วกว่าที่คาดถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว


ทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนจำนวน 50 ล้านเหรียฐสหรัฐ ในเมืองเซี่ยงไฮ้โดยใช้ชื่อว่า Nu Skin Innovation Park ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นฐานบัญชาการแห่งใหม่ หรือ สำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ตั้งอยุ่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ดี ได้มีการคาดหมายว่าเมืองเซี่ยงไฮ้แห่งนี้จะมีปริมาณประชากรขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้น จาก 14% เป็น 25% ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า


อนึ่ง นู สกิน เป็นบริษัทขายตรงที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Anti-aging โดยจำหน่ายผ่านผู้จำหน่ายอิสระที่กระจายอยู่ทั่วโลก

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ชูภาพขายตรงพรีเมี่ยม ดึงเอจล็อคอัพยอด 3 ปี 5,000 ล.







iq5c2c5180be416cfe13bff1e75592d34f (Mobile)

 


นู สกิน เดินหน้าสร้างแบรนด์ ตอกย้ำขายตรงระดับพรีเมี่ยม ลุยพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภตได้อย่างตรงจุด พร้อมชูแนวคิดการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือและแตกต่าง ดันสินค้าเอจล็อคนำทัพ วาดเป้า 3 ปี โกยยอด 5,000 ล้านบาท


ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภายหลังที่บริษัทได้เริ่มต้นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการต่อต้านความเสื่อมชราเข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ เอจล็อค โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชะลอวัยครั้งแรก เมื่อปี 2553 จนสามารถสร้างการเติบโตในตลาดความงาม และตลาดชะลอวัยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมั่นใจในแนวทางของธุรกิจมากขึ้น และมุ่งเน้นทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสู่มือผู้บริโภค โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายและมีแนวทางการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ มีรูปแบบธุรกิจที่โดดเด่นแตกต่างจาดคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพส่งผลให้แบรนด์ นู สกิน สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน


เป้าหมายในการทำธุรกิจ คือ เมื่อนึกถึงแบรนด์ นู สกิน สิ่งแรกที่อยากให้ผู้บริโภครู้สึกและสัมผัสได้ คือ นู สกิน เป็นแบรนด์ขายตรงระดับพรีเมี่ยม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมในกลุ่มไทเอจจิ้ง จะเป็นแบรนด์แรกที่อยู่ในใจผู้บริโภค


ทั้งนี้ การสร้างจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งจึงมีความสำคัญไมพ้กลยุทธ์ด้านอื่นๆ สำหรับความโดเด่นของนู สกิน คือ การเป็น บริษัทขายตรงรายแรกที่ลุกขึ้นมาประกาศแสดงจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา หรือ Anti-Aging Company อย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทมั่นใจในศักยภาพทั้งด้านบุคลากร ตลอดจนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านต่อต้านความเสื่อมชราที่มีคุณภาพ ประกอบกับเทรนด์ของตลาดต่อต้านความเสื่อมชราทั่วโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราและ ลดเลือน ริ้วรอย จึงเป็นผลให้สินค้าในธุรกิจขายตรงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อการชะลอวัย และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้บริษัทได้วางเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า จะเดินหน้าผลักดันองค์กรให้เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายจะสร้างยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อน นู สกิน ให้ไปถึงเป้าหมายมาจาก การวางกลยุทธ์ที่ดี การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวนำกลยุทธ์ในการทำตลาด ซึ่งเชื่อว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพเอจล็อคจะยังคงเป็นสินค้าหลักที่สามารถสร้างยอดขายให้กับบริษัท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกทั้งตลาดยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี


จากนี้ไปเราจะยังคงเดินหน้าเสริมทัพด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้แทนจำหน่ายในการขยายฐานสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดโรดโชว์ รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของผู้แทนจำหน่าย เช่น การจัดอบรมสัมมนา และการจัด โปรแกรมท่องเที่ยว Incentive Trip ซึ่งกลยุทธ์ที่กล่าวมาเปรียบเสมือนฟันเฟืองในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ตลอดจนสามารถเพิ่มยอดขาย ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้ นู สกิน ประเทศไทย ก้าวไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ ภคพรรณ กล่าว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่ายนู สกิน เอ็นรเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)







iq814e06071b21702836aea94cd4ab98ab (Mobile)









ในงานฉลองครบรอบ 16 ปีก้าวขึ้นสู่ปปีที่ 17 ของ ค่ายนู สกิน เอ็นรเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) ภายใต้การบริหารของ คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ เดอะบิ๊กบอสที่ไต่เต้าจากผู้บริหารระดับเล็กๆ เมื่อ 16 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงประธานกรรมการบริหาร นูสกินประเทศไทยและเวียดนามในปัจจุบัน ได้จับมือร่วมกันกับเหล่าผู้นำนักธุรกิจ นู สกิน อย่างฮึกเหิมว่า...ในปีนี้จะทำยอดขายในระดับ 3,000 ลานบาท มาครอบครองให้ได้ และในปี 2015 นู สกิน จะทำยอดขายแตะในระดับ 5,000 ล้านให้สำเร็จ...เพราะในวันนี้นูสกิน มีฐานลูกสมาชิกและฐานผู้บริโภคในวัยหนุ่มวัยสาวเข้ามาร่วงานมากยิ่งขึ้น จึงมั่นใจได้กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มีพลังมหาสาลในการผลักดันธุรกิจนู สกิน ร่วมกับกลุ่มคนยุคบุกเบิกของนู สกิน ให้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนโปรดติดตามชมความยิ่งใหญ่ของค่ายนี้กันต่อไป




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นูสกินไต้หวันจัดอีเวนต์ใหญ่ ณ ภูเก็ตแฟนตาซี







556000005311201

 


 


นายกิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ภูเก็ต แฟนตาซี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ และมอบของที่ระลึกให้แก่ นายทรูแมน ฮันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูสกิน บริษัทขายตรงจากไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ในโอกาสมาจัดงาน Event ณ ภูเก็ตแฟนตาซี จำนวนกว่า 3,400 ท่าน โดยจัดกิจกรรม Workshop จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ซีฟูดพาเหรด และชมการแสดงที่ยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์กมลา และการแสดงเทคนิคแสงสีเสียงตระการตา ไอยราสเปคตาคูร่า พร้อมทั้งการรวมใจกันของชาวนูสกินจัดทำเป็นรูปดาวนูสกินเพื่อทำลายสถิติของกินเนสส์ บุ๊ก ณ ภูเก็ต แฟนตาซี เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา


 


Credit By :http://www.manager.co.th

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงปี56เร่งเครื่องรั้งอันดับ TOP5 หลังโผยอดขายปี55พลิกล็อคเพียบ !









จับทิศอันดับยอดขายบริษัทขาย ตรงปี56...หลังหลายค่ายเดินหน้าปล่อย ยุทธศาสตร์เพียบ หวังรั้งอันดับ TOP 5 กลับคืนมา!...พบเบอร์ 1 แอมเวย์อันดับยัง คงเหนียวแน่นตลอดกาล ด้วยยุทธศาสตร์ เหนือเมฆปล่อยออกมาเป็นซีรี่ส์ หวังครองใจคนทั่วโลก เผย 10 อันดับขายตรงปี53- 55 เริ่มพบเห็นอันดับเปลี่ยนมือ ยอดขายบางค่ายตกฮวบ...พร้อมเตรียม จับตาปี56 การแข่งขันในสมรภูมิรบขายตรงดุเดือดเลือดพล่านแน่!


...นับได้ว่าในปี 2555 ที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการ แข่งขันกันค่อนข้างสูงทีเดียว ทั้งในเรื่อง ของ ชั้นเชิงธุรกิจ หรือแม้กระทั่ง กึ๋น ของ ผู้ประกอบการ เองก็ตามที ที่ใส่กัน แบบไม่ยั้งหวังที่จะอยู่ในอันดับยอดขาย ที่ดีที่สุด หรือไม่ให้ตกไปจากอันดับเดิมที่ รั้งอยู่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า อันดับยอด ขาย ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าตาของบริษัทเลย ก็ว่าได้ เพราะหากค่ายไหนที่มีอันดับยอด ขายที่ดี หรือไม่ตกอันดับไปจากเดิม ก็ ถือว่ามีแต้มต่อในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และการเติบโตที่ค่อนข้างที่จะมีความ มั่นคงนั่นเอง วันนี้ต้องบอกว่า ธุรกิจขาย ตรง ค่อนข้างที่จะเติบโตอย่างร้อนแรงที เดียว ทั้งค่ายที่เกิดใหม่ หรือแม้กระทั่งค่าย เก่า ๆ ที่อยู่มานานก็ตามที เห็นได้อย่าง หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่โตตามเป้า และมียอดทะลุเกินเป้าหมายก็หลาย ๆ ค่ายทีเดียว
...จะเห็นได้ว่า วันนี้ ยอดขายที่เรียก ว่า โตแบบร้อนแรง อันดับ 1 ที่รั้งมานาน ยังคงเป็นของยักษ์ใหญ่จากอเมริกานั่น ก็คือ แอมเวย์ แต่ที่น่าสนใจคงจะหนี ไม่พ้นบริษัทขายตรงที่อยู่ในอันดับ 2-10 ที่มีการเปลี่ยนอันดับออกมาให้เห็นกันอยู่ทุกปี นั่นก็หมายความว่า ฝีมือและ ชั้นเชิงทางธุรกิจของ ผู้ประกอบการ แต่ละค่าย อาจเรียกได้ว่าไม่ทิ้งห่างกัน มากเท่าที่ควร

เผย10 อันดับขายตรงปี53-55 อันดับเปลี่ยนมือยอดขายฮวบ

...วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำไม... ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ถึงสามารถรั้งจ้าว ผู้นำเครือข่ายในเมืองไทยตลอดกาล!.. คำถามนี้ คงเกิดขึ้นในความคิดของใคร หลายคนอย่างแน่นอน...ส่วนหนึ่งอาจจะ เป็นเพราะการเข้าใจและเข้าถึงความ ต้องการของผู้บริโภคที่สำคัญยังสามารถ พลิกคัมภีร์รบได้ค่อนข้างเร็ว ตาม สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ หากลองเปรียบเทียบอันดับ ยอดขายของบริษัทขายตรงในช่วงปี 2553-2555 ที่ผ่านมา พบว่า อันดับยอด ขายเริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น ได้ชัด โดยทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ขอแจงข้อมูลยอดขายของ 10 อันดับ บริษัทขายตรงให้ทุกท่านทราบดังนี้
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2553 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 14, 370 ล้านบาท อันดับที่ 2 กิฟฟารีนปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 4, 912 ล้านบาท อันดับที่ 3 เอม สตาร์ ปี 2553 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 4,901 ล้านบาท อันดับที่ 4 ซูเลียน ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4, 400 ล้านบาท อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2553 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 2,700 ล้านบาท อันดับที่ 6 คังเซนฯ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ ที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 1, 500 ล้านบาท และอันดับ 10 ไลฟ์ สไตลส์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 1,500 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2554 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2554 ปิด ยอดขายอยูที่ 5,540 ล้านบาท อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 5,488 ล้านบาท อันดับที่ 4 เอม สตาร์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,203 ล้านบาท อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 3,998 ล้านบาท อันดับที่ 6 หมอเส็ง ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2554 ปิด ยอดขายอยู่ ที่ 2,200 ล้านบาท อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2554 ปิด ยอดขายอยูที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2554 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และอันดับ ที่ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 1,822 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2555 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2555 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท อันดับที่ 4 นีโอไลฟ์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 5,400 ล้านบาท อันดับที่ 5 ยูนิซิตี้ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 3,700 ล้านบาท อันดับที่ 6 เอม สตาร์ ปี 2555 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 3,147 ล้านบาท อันดับที่ 7 หมอเส็ง ปี 2555 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 2,700 ล้านบาท อันดับที่ 8 นู สกิน ปี 2555 ปิดยอดขายอยูที่ 2,500 ล้า นบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2555 ปิด ยอดขายอยูที่ 2,400 ล้านบาท และอันดับ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 1,750 ล้านบาท

แอมเวย์ ขอรั้งจ้าวผู้นำเครือข่าย จับตาปี56หลายค่ายเร่งเครื่องชิงอันดับ

...จะเห็นได้ว่า ในช่วง ปี 2553-2555 ยอดขายของบริษัทขายตรงไทยใน 10 อันดับแรกแต่ละปี จะมีการเปลี่ยนแปลง ทุกปี เฉพาะอันดับ 2-10 เท่านั้น เห็นได้ จากในปี 2553 เจ้าตลาดเครือข่ายอันดับ 1 ยังคงเป็นในส่วนของแอมเวย์ ส่วนอันดับที่ 2 เป็นในส่วนของบริษัทกิฟฟารีน และต่อมาในปี 2554 ค่ายม้ามืดอย่าง ซูเลียน ก็มารั้งอันดับที่ 2 แทนค่าย กิฟฟารีน พร้อมกับขึ้นมาแซงค่ายเอม สตาร์อีกหนึ่งค่าย เรียกว่ายอดขายแต่ละ ค่ายขึ้นมาเบียดกันอย่างน่าตกใจเลยที เดียว
แต่ที่น่า ตกใจเป็นอย่างยิ่งคงจะ เป็นในส่วนของค่าย เอม สตาร์ ที่เรียก ว่า ออกมาสตาร์ทด้วยยอดขายดีดีอย่าง มากในช่วงปี 2553 โดยรั้งอยู่ที่อันดับ 3 แต่พอหลังจากนั้นในปี 2554 และ ปี 2555 ยอดขายของค่ายนี้ก็ตกฮวบลงอย่างน่า ตกใจพร้อมกับอันดับก็ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 6 ในปี 2555...ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิด เช่นเดียวกันว่า ทำไมค่ายนี้ยอดขายถึงดิ่ง ลงเหวลงเรื่อย ๆ ในแต่ละปี ทั้ง ๆ ที่ในช่วง แรกค่อนข้างที่จะออกตัวแรงอย่างมากที เดียว
แต่อีกหนึ่งค่ายที่เรียกว่าน่าจับตา มองเป็นอย่างยิ่งใน ยุคนี้ พ.ศ.นี้ คงต้อง เป็นค่าย นีโอไลฟ์ ที่อันดับยอดขายเริ่ม ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ที่สำคัญ ยอดขายเติบโต ค่อนข้างเร็วอย่างมากทีเดียว ในขณะนี้ เดียวกัน อีกหนึ่งค่ายอย่าง นู สกิน ถึง แม้อันดับจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่สำหรับยอด ขายแล้ว ต้องบอกว่าค่ายนี้มีอัตราการ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
เช่นเดียวกับ ยูนิซิตี้ ที่ ทั้งอันดับและยอดขายต่างก็ ถีบตัวสูงขึ้นเป็นอันดับ จากที่ ในปี 2553 และ 2554 อยู่ ในอันดับที่ 8 มาในปี 2555 ที่ ผ่านมา สามารถรั้งขึ้นมาอยู่ที่ อันดับที่ 5 เลยทีเดียว ส่วนทาง ด้าน หมอเส็ง ถึงแม้ว่าในปี 2553 จะไม่ติดอยู่ใน 10 อันดับ บริษัทขายตรงที่มียอดขายที่ ดีแล้ว จนกระทั่งในปี 2554 สามารถติดอยู่ที่อันดับ 6 แซง บริษัทข้ามชาติอย่าง นู สกิน และ ยูนิซิตี้ ชนิดที่ว่าไม่เห็น ฝุ่นกันเลยทีเดียว
แม้กระทั่งค่าย จอย แอนด์คอยน์ เอง ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ก็เริ่มติดอยู่ใน 10 อันดับแรกด้วยเช่นกัน พร้อม กับมียอดขายเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจนถึงในปี 2555 นี้ ... แต่ก็มีอีกหนึ่งค่าย ที่น่าตกใจ เช่นเดียวกัน กับทั้งในเรื่องของ ยอดขายและอันดับที่ร่วงควบคู่ กันนั่นก็คือ ค่าย คังเซน-เคน โก หลังจากที่องค์กรภายใน มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารเกิด ขึ้น เช่นเดียวกับค่าย ไลฟ์ สไตลส์ ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2553 ติดอยู่ในอันดับ 10 ของบริษัทที่ มียอดขายที่ดี แต่ในวันนี้พบว่า ค่ายนี้ ได้กระเด็นหลุดหนีออก จากวงโคจรนี้ ไปเป็นที่เรียบร้อย แล้ว!!

หลายค่ายปล่อยยุทธศาสตร์แรง หวังดึงยอดขายกลับคืนชีพ

...หลังจากที่ตัวเลขผล ประกอบการในปี 2555 ของแต่ ละบริษัทฯ ได้ออกมาแล้ว พบ ว่า มีทั้งค่ายที่มียอดขายเติบโต ดี และค่ายที่มียอดขายที่ถือว่า ยังไม่ตรงตามเป้าเท่าที่ควร ด้วย เหตุนี้เอง ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างเตรียมกลยุทธ์เพื่อที่จะช่วง ชิงความได้เปรียบและกระตุ้น ยอดขายกันตั้งแต่ต้นปี เห็นได้จาก เบอร์ 1 ใน วงการขายตรงอย่าง แอมเวย์ ก็เช่นกัน ที่ในปีนี้ ก็ออกมา ประกาศถึงยุทธศาสตร์ ที่ยังคง เน้นกลยุทธ์เดิม ด้วยการ มุ่งเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิด ประสิทธิผลมากที่สุด พร้อม กับการชูกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพและความงาม รวมถึง การเตรียมนำเสนอไลฟ์สไตล์ โซลูชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลในวัย และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการ เฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการเสริมทัพ หน้าด้วยการสื่อสารเชิงรุก ทั้ง ในเรื่องของการสร้างแบรนด์ให้ ใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านการใช้ กระแสโซเชียลมีเดียมากขึ้น การเพิ่มแอมเวย์ช็อป ให้ กระจายสู่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อ เพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภค สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่วนทางด้านค่าย ซูเลียน การทำตลาดในปีนี้ คงเน้นกลยุทธ์ซุ่มเงียบเหมือน เช่นเคย ไม่มีการออกสื่อให้ข่าว แต่อย่างใด แต่จะเป็นกลยุทธ์ ในเรื่องของการใช้การฝึกอบรม เทรนนิ่งสมาชิกเป็นหลักเสีย ส่วนใหญ่สำหรับในปีนี้ ด้าน กิฟฟารีน พบว่า ใน ปีนี้ จะเป็นการเน้นการขยาย ตลาดไปยังต่างประเทศอย่าง ต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกปีนี้ จะเข้าไปเปิดตลาดในประเทศ อินโดนีเซีย ต่อจากนี้ จะไปเจาะ ตลาดประเทศเวียดนามในปี 2557 รวมถึงการรุกขยายสาขา ในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 พร้อมกับ เตรียมที่จะเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ ใน กิฟฟารีนชาแนล เพื่อขยาย ฐานลูกค้าให้กว้างและครอบคลุม ในทุกพื้นที่
...เช่นเดียวกับค่าย นีโอ ไลฟ์ ที่ยังคงส่งเสริมการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมสินค้าโอท็อป กับทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมลง นาม MOU กับทางกระทรวง มหาดไทยเหมือนที่ผ่านมาเช่น เดิม รวมถึงการจัดกิจกรรม โรดโชว์ตามภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับการเปิดรับสมัครการ ประกวด นีโอ สตาร์ส ตามโรง เรียนมัธยมศึกษา นอกจากนี้ ทาง นีโอไลฟ์ เอง ยังเตรียมที่จะบุก ตลาดอาเซียนมากยิ่งขึ้น ไป พร้อม ๆ กับการมองหาตลาด ใหม่ ๆ เพื่อเข้าไปขยายธุรกิจ ต่ออีกด้วย นอกจากนี้ ทางด้าน ยูนิซิตี้ ก็มีแผนงานที่สำคัญ ในปีนี้ คือ เตรียมที่จะขยาย ตลาดเพิ่มขึ้นใน 3 ประเทศด้วย กัน คือ ลาว, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม เพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างต่อเนื่อง และการเน้นใน เรื่องของการอบรมเพื่อให้ผู้นำ ประสบความสำเร็จ พ่วงท้าย ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในการกระตุ้นยอด
...เรียกได้ว่า วันนี้การที่ จะก้าวสู่ผู้นำในตลาดขายตรง ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีความพร้อมครบทุก ๆ ด้าน ที่ สำคัญ ต้องอ่านเกมการแข่งขัน ในแต่ละปีให้ขาดด้วย ในขณะ เดียวกัน เชื่อว่าในปีนี้ สมรภูมิ รบ ใน ธุรกิจขายตรง คงเป็น เกมที่น่าจะแข่งขันกันอย่างสนุก และตื่นเต้นอย่างแน่นอนในปีนี้ เพราะถือว่าเป็น เกมแห่ง ศักดิ์ศรี เลยก็ว่าได้ เพราะวันนี้ หากค่ายไหนเสียหลักพลาดท่า เมื่อไหร่...เชื่อว่า อันดับยอด ขาย ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นปีที่ผ่าน ๆ มาอย่าง แน่นอน!!...ไม่เชื่อคอยดู




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ไต่ยอดปี55 ทะลุ 2,400 ล้าน อัดฉีด 20 ล้าน สร้างหนังโฆษณาครั้งแรกในไทย









นู สกิน ประเทศไทย ปลื้มยอดขายโตเกินเป้า 16% หรือประมาณ 2,400 ล้าน ในขณะที่สัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% พร้อมเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ เดอะ รียูเนี่ยน ด้วยเม็ดเงินลงทุน 20 ล้านบาทจากงบการตลาดก้อนโตทั้งปีกว่า 40 ล้านบาท ร่อนกลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา หวังเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคและสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผู้นำต้านชราเพิ่มขึ้น 50 % ภายใน 3 เดือน รวมทั้งยังเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลเอจล็อคออกมากระตุ้นตลาดแอนไทเอจจิ้ง โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2556 เติบโตขึ้นอีกกว่า 20%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ปัจจุบันนู สกินเปิดดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานเป็นเวลา 16 ปี ซึ่งด้วยภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งนี้ผลักดันให้ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในทุกปี ส่วนยอดขายปีที่ผ่านมา (2555) ถือเป็นปีที่นู สกิน ประเทศไทย ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 16 % หรือคิดเป็นยอดขายรวมประมาณ 2,400 ล้านบาท มีสัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จำแนกเป็นสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 14 บัญชีรายชื่อและสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านบาท จำนวน 503 บัญชีรายชื่อ


นอกจากนี้ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลผู้บริโภคอย่างแท้จริง เวลานี้บริษัทได้ทำการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดนู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบ ครั้งแรกด้วยเม็ดเงินลงทุนถึง 20 ล้านบาทจากงบการตลาดทั้งปีนี้กว่า 40 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิว เอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าวจะมุ้งเน้นการสร้างแบรนด์นู สกิน ให้เ)นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการของการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขายบริษัทฯ คาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้นถึง 50 % ภายในเวลา 3 เดือน


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้แบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above-the-line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass Media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรทัศน์ ศื่อสิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปเเบบมากขึ้น


นางภคพรรณ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยมี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรียมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยการเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อาร์สแควร์ (ageLOC R2) และ เอ็จล็อคทรูเฟช เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCEULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% และมี ทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างตน่อนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่ง จำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตรการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


นอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆนี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน


นางภคพรรณ กล่าวสรุป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขุดข้อมูลพาณิชย์ใครจริง ใครโม้ เผยสถิติยอดขาย 5 อันดับสูงสุดของธุรกิจขายตรงในรอบ 3 ปี ระหว่างปี 2552-2554 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์









ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ครองแชมป์ เบอร์ 1 ตลอดกาล ขณะที่ กิฟฟารีน รั้งอันดับ 2 เชิดหน้าชูตาขายตรงพันธุ์ไทย ลบคำครหาโดนแซง ด้าน นู สกิน ไต่ขึ้นมาติดท็อปไฟว์ครั้งแรกในปี 2554 แหล่งข้าวชี้หลายบริษัทเคลมตัวเลขเกินจริง หวังเลี่ยงภาษี


ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่-ย 6-10% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันแม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บข้อมูลหรือตัวเลขเพื่อทำสถิติตลาดรวมขายตรง แต่สมาคมอุตสาหรรมขายตรงไทย (TDSA) ได้ร่วมมือกับบริษัทวิจัยชื่อดังในการเก็บข้อมูลตัวเลข 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อหาตัวเลขตลาดรวม โดยในปี 2552 ที่ผ่านมาตลาดรวมธุรกิจขายตรงมีมูลค่า 52,900 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 อยู่ที่ 14.6% จนมาถึงปัจจุบันที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลตัวเลขดังกล่าว แต่มีการคาดการณ์กันว่าตลาดรวมขายตรงน่าจะมีมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านบาท


เผยตัวเลขท็อปไฟว์


จากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นดัชนีวัดได้ว่าอุตสาหกรรมขายตรงปัจจุบันยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดให้เติบโต มาจากการที่ธุรกิจขายตรงมีภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นในสายตาของผู้บริโภค การแข่งขันเพื่อสร้างแบรนด์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ การให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ตลอดจนการออกสินค้าใหม่ที่อิงเทรนด์สุขภาพ ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวถูกนำเสนอในรูปแบบของการเก็บสถิติ การจัดอันดับ 1 ใน 5 ของธุรกิจขายตรงที่มียอดขายสูงสุด ล่าสุดนสพ. เดอะพาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้เก็บสถิติรวบรวมตัวเลขบริษัทขายตรงที่สร้างยอดขายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ได้ว่า บริษัทที่ยังครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ตลอดกาลยังคงเป็นเจ้าตลาดอย่างบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนอันดับสองเป็นของบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิซิตี้ จำกัด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าอันดับที่ 2 เป็นของผู้ประกอบการรายใด ระหว่างกิฟฟารีน แบรนด์สินค้าคนไทย กับบริษัท ซูเลียน(ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชัดเจนว่า ซูเลียน มียอดขายอยู่ในอันดับสาม แค่ในปี 2552 และปี 2554 เท่านั้น เพราะในปี 2553 อันดับยอดขายสูงสุดอันดับ 3 ตกเป็นของ บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด


สำหรับสถิติยอดขายในรอบ 3 ปี (2552-2554) พบว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทที่ทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขายรวม 14,644 ล้านบาท ตามด้วยกิฟฟารีน ที่มียอดขาย 5,146 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 4,980 ล้านบาท อันดับ 4 เอมสตาร์ มียอดขาย 3,933 ล้านบาท และอันดับ 5 เป็นของบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ที่มียอดขาย 1,954 ล้านบาท


ทั้งนี้ จากสถิติยอดขายในปี 2553 นั้น อันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขาย 13,590 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,609 ล้านบาท อันดับ 3 เอมสตาร์ มียอดขาย 4,585 ล้านบาท อันดับ 4 ซูเลียน มียอดขาย 4,184 ล้านบาท และอันดับ 5 บริษัท คังเซน-เคนโกฯ มียอดขาย 2,204 ล้านบาท ขณะที่ปี 2552 อันดับ 1 แอมเวย์ มียอดขาย 12,609 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,355 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 3,309 ล้านบาท อันดับ 4 คังเซน-เคนโก มียอดขาย 2,377 ล้านบาท และอันดับ 5 เอมสตาร์ มียอดขาย 1,805 ล้านบาท


ยักษ์ใหญ่เร่งสร้างแบรนด์


การขึ้นท็อปไฟว์ของ นู สกิน ในปี 2554 นั้น ถือเป็นครั้งแรกของนูสกินที่ขึ้นอันดับท็อปไฟว์ หลังจาก นู สกิน ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปี โดยปัจจัยที่ทำให้ นู สกิน มียอดขายที่เติบโตนั้นมาจากการรุกตลาดเพื่อสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง และการสร้างโพซิชั่นของแบรนด์ที่เป็นสินค้าต่อต้านความเสื่อมชราอย่างชัดเจน และมีการตอกย้ำตำแหน่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายดังกล่าว นูสกินได้ผลักดันทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา เพราะเทรนด์หรือแนวโน้มตลาดของสินค้าในกลุ่มเอนไทน์เอจจิ้งมีการเติบโตเป็นอย่างมาก


ส่วนพี่ใหญ่ในวงการขายตรงอย่างแอมเวย์ ที่สามารถรักษายอดขายได้ติดอันดับ 1 มาโดยตลอด นอกเหนือจากการสร้างธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นผลมาจากแอมเวย์ได้สร้างแบรนด์ และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ครบวงจรทุกด้าน ทั้งสมาชิกกลุ่มผู้บริโภคและการสื่อสารแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งมีการสร้างตำแหน่งสินค้าที่ชัดเจนเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภค อาทิ แบรนด์นิวทริไลท์ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาร์ทิสทรี ในกลุ่มสินค้าความงาม ทั้งกลุ่มสกินแคร์ และสีสัน อีกทั้งแอมเวย์ยังมี รอยัลตี้ แบรนด์กับผู้บริโภคที่สูงไม่น้อย


ส่วนกิฟฟารีนแม้จะเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ยังสามารถสร้างยอดขายได้เป็นอันดับสองตลอดระยะเวลา 3 ปี(2552-2554) ซึ่งเป็นผลมาจากกิฟฟารีนได้สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และหากถามกลับไปว่า ปัจจุบันผู้บริโภครู้จักแบรนด์กิฟฟารีนมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ ของ กิฟฟารีน เผยว่าจากการสำรวจล่าสุดพบว่าผู้บริโภคมากถึง 99% รู้จักแบรนด์กิฟฟารีน ไม่เพียงแค่รู้จักแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรู้จัก น.ต.พญ.นลินี ด้วยว่าเป็นเจ้าของธุรกิจกิฟฟารีน


ขณะที่กิฟฟารีนเองได้สร้างความมั่นใจในธุรกิจให้กับสมาชิกและผู้บริโภคด้วยการตั้งโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มเสริมอาหาร ที่มีการลงทุนมากกว่า 700 ล้านบาท รวมทั้งสินค้าของกิฟฟารีน ก็มีความหลากหลาย ที่สำคัญราคาสินค้าเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ มีการซื้อซ้ำ อีกทั้งคุณภาพสินค้าดี ส่งผลให้กิฟฟารีนมีสมาชิกผู้บริโภคสูงถึง 6,000,000 คน และมีนักธุรกิจอิสระมากกว่า 500,000 คน ประกอบกับที่ผ่านมากิฟฟารีนมีการสร้างแบรนด์ผ่านสื่ออย่างชัดเจน


ซัดบางรายมั่วตัวเลข


อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงชื่อดังหลายบริษัทได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่ามียอดขายหลายพันบาท แต่จากการแจ้งรายได้ไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าหลายบริษัทมียอดขายไม่ถึง 1,000 ล้านบาท บางบริษัทแถลงต่อหน้าสื่อว่ามียอดขายสูงถึง 5,000 ล้านบาท แต่กลับแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่ามียอดขายเพียง 800 ล้านบาทเท่านั้น


สำหรับประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวสามารถตีความได้หลายอย่างที่บริษัทขายตรงเหล่านั้นไม่แจ้งยอดขายตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านั้นอาจหลีกเลี่ยงภาษี หรือต้องการสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้สมาชิก และแม่ทีมมีความตื่นเต้น เป็นการปลุกพลังในการแสวงหาสมาชิกอย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทางหน่วยงานภาครัฐควรจะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นถึงตัวเลขยอดขายทีแท้จริงของแต่ละบริษัท เพื่อสร้างความถูกต้องในธุรกิจอีกทางหนึ่งด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประมวลช็อตเด็ดขายตรงปี55 ร้อนระอุทุกอณูตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี


ซูมภาพธุรกิจขายตรงปี55 พบคลื่นความแรงปะทุตั้งแต่ต้นปี หลังหลายค่ายยอดขายพุ่งสวนวิกฤติ เผยไตรมาสที่ 1 ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น ทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยโฆษณา-สื่อทีวี-โปรโมชั่น พร้อมระบุครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก...ส่วนครึ่งปีหลังตลาดขายตรงร้อนระอุ หลังหน่วยงานรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีดดิ้นไม่หลุด

หากจะให้พูดถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจขายตรง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปีนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน คงจำเรื่องราวของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็เชื่อว่ามีหลาย ๆ คน จำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่ยังจำเหตุการณ์เรื่องราวในธุรกิจขายตรงไม่ได้แบบเต็มร้อยเสียทีเดียว
โดยปักษ์นี้ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ขอมาประมวลภาพรวม ธุรกิจขายตรง ออกมาให้ทุกท่านได้ ย้อนรำลึก ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2555 ที่ผ่านมาอีกครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ คงจะจำภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างแน่นอน โดยเชื่อว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างล้วนแล้ว น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียว


Q1ขายตรงยอดขายร้อนฉ่า
ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น
...ต้องบอกว่า เริ่มต้นปี 2555 นั้น พบว่า หลาย ๆ ค่ายในบริษัทขายตรง ต่างออกอาวุธหมัดเด็ด ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจอย่างเมามันทีเดียว เห็นได้จาก เมื่อจบไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่เรียกว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่พี่ใหญ่อย่าง แอมเวย์ เอง ที่ยังคงยึดเก้าอี้แชมป์ยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยสามารถมียอดขายเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7-10% เช่นเดียวกับทางด้าน ซูเลียน ที่มียอดขายในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ที่เติบโตมากกว่า 20% หรือมียอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่าย กิฟฟารีน ที่มีตัวเลขเติบโตอยู่ที่ 10% ในช่วงไตรมาสที่ 1 รวมถึงเอม สตาร์ มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่ายหมอเส็ง มีตัวเลขในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เติบโตอยู่ที่ 20-25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปีที่ผ่านมา...เรียกได้ว่าขายตรงแต่ละค่าย ต่างมียอดขายที่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเจอวิกฤติในเรื่องของภาวะน้ำท่วมลากยาวมาถึงต้นปีนี้ก็ตามที

ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของยอดขายในไตรมาสที่ 1 ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ทั้งนี้ยังพบอีกว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาปล่อยทีเด็ดเพื่อกระตุ้นธุรกิจกันอย่างมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านค่าย โกลด์แคทส์ ก็ได้ออกมาอัดกลยุทธ์แบบครบเครื่อง ด้วยการเปิดตัว 2 ทายาทนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ไปพร้อม ๆ กับการเตรียมแผนบุกตลาดเต็มร้อย ด้วยการทุ่มทุนสร้างสื่อทีวีดาวเทียมช่อง GIFT Channel ลุยตีตลาดในวงการขายตรงแบบครบเครื่อง

ค่าย ดีเน็ทเวิร์ค ออกมาประกาศรุกตลาดด้วย 7 จุดยุทธศาสตร์ พร้อมกับการเข็นสินค้าใหม่สู้ศึกอย่างมากมาย โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 นั้น สินค้าที่ทาง ดีเน็ทเวิร์ค นำออกมาตีตลาด คือ สินค้าสำหรับท่านชาย Seven Zeed จากประเทศไต้หวัน...เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมากทีเดียว
ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน คงพอที่จะจำกันได้เป็นอย่างดี ในกรณีของค่าย ไทยเฮลท์ ที่มีข่าวฉ่าวออกมาว่า มีตัวแทนขายโอเวอร์เคลม อวดสรรพคุณเกินจริงผ่านเว็บจนทิ่มตา อย. เข้า...ซึ่งเรื่องนี้ถูกกลายเป็นประเด็น ที่ถูกจับจ้องรับปีมังกรทองกันเลย จนทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องออกมาร่อนออกข่าวประชาสัมพันธ์เตือน! ผู้บริโภค อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อโฆษณาที่เกินความเป็นจริง โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ ที่ตัวแทนขายโอเวอร์เคลมสรรพคุณสินค้าเกินความเป็นจริง...!!.ซึ่งในเวลานั้น ทางด้านเอ็มดีใหญ่ของค่าย ไทยเฮลท์ ก็ออกมาโต้ว่า นโยบายโฆษณาบริษัทฯ อยู่ในกรอบควบคุมของทาง อย. ไม่คิดที่จะออกนอกลู่ นอกทาง แถมที่ผ่านมา ไม่เคยโฆษณาขายสินค้าผ่านเว็บไซต์แต่อย่างใด ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน ต่างเฝ้าดูความคืบหน้าของเรื่องนี้กันอย่างใกล้ชิดทีเดียว

เช่นเดียวกับทางด้านขายตรงน้องใหม่เอง ในช่วงไตรมาสที่ 1 ก็พบว่า หลาย ๆ ค่ายต่างส่งไม้เด็ดออกอาวุธครบมือเพียบ ทั้งในส่วนของ สินค้า-แผนการตลาด-โปรโมชั่น เรียกได้ว่ามีการเปิดเกมรบหมดหน้าตัก หวังเขย่าธุรกิจเพื่อต้องการแจ้งเกิดกันเลย

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีสำหรับค่าย นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ นั่นก็คือ การตอกย้ำบริษัทชั้นนำระดับโลก ด้วยการคว้า 2 รางวัล การันตีคุณภาพความสำเร็จ จากการจัดอันดับของ อินเวสเตอรส์ บิสซิเนส เดลี่ หรือ ไอบีดี ให้เป็น1 ใน 100 บริษัทที่ดีที่สุดประจำปี 2011 และเป็น 1 ใน 1,000 บริษัทมหาชน ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกจาก ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส ไทมส์ หรือไอบีทีอีกด้วย

ต่อกันด้วยค่าย หมอเส็ง ที่ออกมาประกาศรุกฆาต กางตำราทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ลุยสื่อเต็มอัตราศึก เพื่อหวังที่จะปูทางให้สมาชิก พิชิตความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการโฆษณาผ่าน 3,5,7,9 ซึ่งนับว่าหมากเกมนี้ ทางด้านคุณหมอเส็ง วางหมากเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ให้กับสมาชิกได้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นจริง ๆ

ส่วนอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความคึกคักให้กับสมรภูมิรบขายตรงได้ไม่น้อย นั่นก็คือ การเปิดศึกช่วงชิงพื้นที่ความยิ่งใหญ่ในตลาดเครือข่ายขายตรงของค่ายใหญ่หลาย ๆ ค่าย ที่ออกมาเดินเกมได้อย่างน่ากลัวเริ่มจาก ...แอมเวย์ ที่นำร่อง ปรับผลตอบแทนอีกรอบ หวังที่จะดึงสมาชิกไม่ให้ปันใจหนีไปค่ายอื่น แถมยังมุ่งเน้นรุกตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ กิฟฟารีน ก็ไม่น้อยหน้า กางตำราเพิ่มอินเทนซีฟ 2 เท่า พร้อมกับจัดโปรโมชั่นพิเศษ เอาใจสมาชิกตลอดทั้งปี ส่วน คังเซน-มิสทีน-เอสเนเจอร์ ก็ออกมางัดลูกเล่นใหม่สารพัด หลังจากที่โดนขายตรงหน้าใหม่ รุกประชิดติดหน้าประตูบ้าน ด้วยการออกอาวุธแบบครบเครื่องกันเลยทั้งในส่วนของโฆษณาประชา สัมพันธ์ สินค้าที่โดนใจ


ครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ
ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก
...เช่นเดียวกับอีกหนึ่งข่าวดัง ที่ประโคมข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ นั่นก็คือ ผู้บริหารโอทูฯ เดือด หลังถูกบริษัทขายตรงจอมลวงโลก 2 ค่าย แอบอ้างโรงงานการผลิต มาจากแหล่งเดียวกันกับ โอทู ฟลาโวเจน พร้อมกับมีการนำภาพโฆษณาขึ้นเว็บหรา ขนาดเว็บช่อง intv.co.th ยังเข้ามาล้วงคองูเห่า โชว์โลโก้โอทูฯ แต่คลิกดูเนื้อหาข้างในกลับเป็นคนละบริษัท

โดยในช่วงนั้นทางด้าน กัญจนา ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน ก็ได้ออกมากล่าวว่า ตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้ค่ายอื่น ยังให้ความไว้วางใจบริษัท โอทูฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับทางด้าน ขวัญชัย ปิยะทัศน์ ก็ออกมาเคลียร์ใจจับมือโรงงานลุยตลาดเกษตรเหมือนเดิม พร้อมกับเตรียมเปิดตัวโอทูขวดเล็กหวังบุกตลาดล่างกลุ่มเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของกรณีค่าย ซัน คลาร่า สินค้าฟิตกระชับที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ก็เกิดปัญหาเช่นกัน โดยในช่วงนั้น ค่าย สตาร์ ซันไชน์ ที่นำโดย โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ก็ได้ออกแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า คลาร่า พลัส พร้อมกับจ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้ และไม่ใช้บริการ บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทางสมาชิกในช่วงเวลานั้น เกิดความสับสนหวั่นสูตรเพี้ยนคุณภาพไม่เหมือนเดิม จนผลสุดท้ายทางด้าน ธนอรรถ ตรีธิติธัญ ผู้ผลิต ซัน คลาร่า สูตรฟิตกระชับเจ้าตำรับ ก็ได้ออกมาประกาศว่าในกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมที่จะออกผลิต ภัณฑ์ใหม่ชื่อ ซัน คลาร่า พลัส เลขที่ อย. 11-1-03654-1-0005 ที่สำคัญ ยังประกาศอีกว่า หาก สตาร์ ซันไชน์ ไปใช้บริการจากโรงงานผลิตอื่น บริษัทฯ จำเป็นต้องมอบแบรนด์นี้ ให้ค่ายขายตรงรายอื่นทำตลาดต่อไป...เรียกว่ากระแสของผลิตภัณฑ์ ซัน คลาร่า ค่อนข้างที่จะร้อนแรงอย่างมากทีเดียวในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

...นับได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกกระแสของผลิตภัณฑ์ภายในสำหรับสุภาพสตรีค่อนข้างมาแรงอย่างมากทีเดียว หลังจากที่ ซัน คลาร่า ออกมาสร้างกระแสจนดังเปรี้ยงป้าง จนส่งผลให้หลาย ๆ ค่าย ต่างกระโดดเข้ามาร่วมแชร์ในตลาดนี้ เห็นได้จาก ค่าย แอมริช ขายตรงคลื่นลูกใหม่ ที่ได้ส่งผลิตภัณฑ์ ออไรท์ ใช่เลย เพื่อภายในผู้หญิง สูตรดั้งเดิม พร้อมกับทุ่มงบ 80 ล้าน ลงสื่อทีวีดาวเทียม ควบคู่กับวิทยุชมชนกว่า 1,200 สถานี จนวันนี้เรียกว่าผลิตภัณฑ์ ออไรท์ กำลังอยู่ในกระแสของตลาดและหลาย ๆ คนเริ่มที่จะรู้จักกันอย่างมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับทาง โอทู ก็ได้ออกสินค้า ภายในผู้หญิง ที่ชื่อว่า เอฟ-ทู มาเขย่าตลาดเช่นกัน
เช่นเดียวกับข่าวของทางด้านอดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่อย่าง พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ที่ถูก นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง พร้อมกับมีหนังสือย้ายฟ้าผ่าจากผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษมีผลทันที ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลาย ๆ คน ได้อย่างมากทีเดียว และจากนั้นไม่นาน ทางด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ เอง ก็ได้ โบกมืออำลาสื่อ เออรี่ตัวเองก่อนเกษียณ พร้อมกับปิดฉากมือปราบแชร์ลูกโซ่ขายตรงลงทันที


ตลาดขายตรงครึ่งปีหลังระอุ
หน่วยรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีด
...เช่นเดียวกับ ข่าวร้อนมาแรงในช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง ที่ทำให้ทางผู้ประกอบการขายตรงต่างเครียดขึ้นสมองหลังกันเลย หลังจากที่ถูก วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้มีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ บริษัทขายตรง ให้ซื้อประกันสินค้ากับ ทิพยประกันภัย โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปี เพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค โดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวล่อ ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาผู้ประกอบการหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาโต้ว่า ถือเป็นการแบกภาระที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากบริษัทขายตรงทุกค่าย ต่างมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้ว...ซึ่งเป็นข่าวที่หลาย ๆ ฝ่ายต่างเฝ้าจับตามองกันอย่างมากที่เดียวว่าจะหาทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการอย่างไร

ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยทีเดียวนั่นก็คือ การเปิดตัวเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ที่ชื่อ จิรชัย มูลทองโร่ย โดยเลขาฯ คนใหม่ท่านนี้ ต้องบอกว่า เป็นผู้ที่ถูกสื่อวิจารณ์หนัก พรอมกับเป็นเลขาฯสคบ.คนแรก ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากที่สุดด้วย

และหลังจากที่ได้รับตำแหน่งใหม่ได้ไม่นาน เรียกได้ว่า ช่วงนั้นมีข่าวมาว่า เลขาฯ สคบ.ท่านนั้น ค่อนข้างฟิตจัดอย่างมากทีเดียว ด้วยการออกหมัดแรก จี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้า เพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล พร้อมกับบอกว่า ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วย การรับคืนสินค้ามาตรา ๓๖ ...เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่ง แอ็ค ชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน อย่างล่าสุดก็มีข้อสรุปแล้วว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่จะได้ตราสัญลักษณ์ สคบ. นั้น จะต้องปฏิบัติ 3 แนวทาง ด้วยกัน คือ 1.ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. ต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมา และ 3. การทำประกัน
...ส่วนอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่ส่งท้ายปีนี้ เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การปิดบัญชีดำขายตรง DCHL ที่ทางด้าน สคบ. DSI กองปราบฯ ได้ร่วมมือกัน บุกจับตัวการใหญ่ DCHL ที่ย่านพระราม 9 หลังจาก ที่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่า สามารถดำเนินคดีได้ พร้อมกับสามารถออกหมายจับได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเลยก็ว่าได้

...จะเห็นได้ว่า ข่าวต่าง ๆ ที่ทาง นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ได้นำเสนอมานี้ คือ หลาย ๆ เหตุการณ์ที่ใครหลายคนที่อยู่วงการขายตรง คงพอที่จะจำกันได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งทาง ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ ได้หยิบยกออกมาให้ทุกท่านได้ทราบเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น เชื่อว่าตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมานี้ ธุรกิจขายตรง หรือ ธุรกิจไหน ๆ ต่างก็คงที่จะเจอสารพัดปัญหาเข้ามารุมเร้าในธุรกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าธุรกิจนั้นจะเจอปัญหามากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง...ลองมาจับตากันดูต่อไปว่าในปี 2556 ที่กำลังจะคืบคลานมาถึงนี้ จะมีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาในธุรกิจมากน้อยแค่ไหนอีกไม่นานคงรู้กันแน่!!!...


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยักษ์ใหญ่ MLM สหรัฐฯ เปิดศึกชิงเค้กเวียดนาม นู สกิน บ่ยั่น ปิระมิด ชูผลตอบแทนสูงครีตเลือดใหม่








 


ตลาดขายตรงเวียดนามฝุ่นตลบ ! นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรลส์ ยักษ์ขายตรงผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเสริมอาหารอันดับ 9 ของโลกจากสหรัฐอเมริกาลุยขยายธุรกิจหนักหน่วง สบโอกาสเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนต้องการหารายได้ เดินหน้ารีครูตนักขายใหม่เสริม
ธุรกิจขายตรงในเวียดนามโดย เฉพาะขายตรงหลายชั้น (MLM) มี ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยดีนักเหมือนกับจีนที่ เคยแบนธุรกิจขายตรงหลายชั้นเมื่อหลาย ปีเนื่องจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่ ปกครองประเทศหวั่นระแวงระบบการ ตลาดสีเทาที่เรียกว่าปิระมิด ที่มีรูปแบบ การสร้างเครือข่ายไม่ต่างจาก MLM แฝง ตัวเข้ามาหลอกลวงประชาชนที่ไม่มีความ รู้และอยากมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ จำนวนมาก และจนถึงปัจจุบันระบบการ ตลาดสีเทายังไม่หมด เป็นเรื่องท้าทาย กฎหมายในเวียดนามอยู่กว่า 20 ปีหรือ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นู สกินขยายธุรกิจใน เอเชียอย่างหนักแม้จะเจออุปสรรคจาก กฎระเบียบที่เข้มงวดในหลายประเทศซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการขยายเครือข่ายและ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่นำออกขาย แต่ บริษัทสามารถทำยอดขายและกำไรก้อน ใหญ่ได้จากเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญที่ ทำให้นู สกินเติบโตอย่างมั่นคงและมีผล กำไรต่อเนื่อง

ขายตรงฝ่าวิกฤตศก.เวียดนาม สบช่องคนตกงานชูผลตอบแทนสูง
สำหรับในเวียดนาม นู สกินเพิ่ง เปิดสำนักงานขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจ ของเวียดนามที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยรัฐบาลคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจภายใน ประเทศจะขยายตัวราว 5-6% เทียบกับ หลายปีที่ขยายตัวร้อนแรงถึง 8-10% เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สินในภาค ธนาคารที่กลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการก่อหนี้ของ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประสบปัญหา ผลการดำเนินงานขาดทุนกันเป็นแถวจน กระทั่งมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท จัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐฯประกาศปรับลดอันดับความน่า เชื่อถือเศรษฐกิจเวียดนาม
อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมที่ ยํ่าแย่ในเวียดนามอาจจะส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค แต่ สำหรับบริษัทขายตรงMLM ไม่เป็นปัญหา ด้วยจุดขายโอกาสการทำธุรกิจที่เปิด กว้าง การลงทุนตํ่า ความยืดหยุ่นในการ ทำงานรวมไปถึงอัตราการว่างงานที่ยังคง ยืดเยื้อยังคงเปิดโอกาสในการรีครูตนัก ขายใหม่ๆ ในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างตํ่าประมาณ 3,000 ดอลลลาร์ต่อปีหรือประมาณ 90,000 บาท เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาหาเรา ในเวียดนามมีคนตกงาน หลายล้านคน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะ สมมากๆ สำหรับMLM รูปแบบการ ตลาดที่เพิ่งเริ่มโต ไบรอัน ตรัน หนึ่ง ในชาวต่างชาติจำนวนกว่า 100 คนที่ เดินทางเข้ามาทำงานในเวียดนามและ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารฝ่ายขายระดับ บลู ไดมอนด์ ของนู สกินให้ความเห็น
ตรันมีรายได้ 45,000 ดอลลาร์ หรือ 1.35 ล้านบาทต่อเดือนซึ่งเจ้าตัวบอก ว่าถ้าเทียบตลาดเวียดนามที่เพิ่งจะเริ่มตั้ง ไข่แล้วรายได้ระดับนี้คือขั้นตํ่าที่แม่ทีมจะ ทำได้
ระบบการจ่ายผลตอบแทน อาทิ ค่าคอมมิสชั่นเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ บริษัทขายตรงชั้นนำทั่วโลก อาทิ นู สกิน ซึ่งขยายตลาดผ่านนักธุรกิจอิสระ การ จ่ายค่าคอมมิสชั่นให้กับฝ่ายขายวัดจาก ยอดการขายสินค้า ยิ่งมียอดขายมากจะ ได้ค่าคอมมิสชั่นมากดึงดูดนักขายใหม่ๆ เข้ามาเซ็นสัญญา เส้นทางสร้างรายได้ที่ ไม่มีขีดจำกัดทำให้นักขายระดับแม่ทีม ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก คนเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้และเงินเดือนก้อน ใหญ่เหมือนกับนักขายรุ่นพี่
นู สกินกล่าวว่า คอมมิสชั่นเฉลี่ย ของบริษัทสหรัฐฯสำหรับนักขายน้องใหม่ อยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์หรือ 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ดี นู สกินซึ่งคาดว่าปีนี้ จะมียอดขายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ปฏิเสธ ที่จะเปิดเผยตัวเลขค่าคอมมิสชั่นของ บริษัทฯ ในเอเชีย

ขายตรงเวียดนามโตเยอะ แตะ6 พันล้าน ภาพลักษณ์ไม่ดีปิระมิดเยอะ
ิ ข้อมูลจากธุรกิจขายตรง MLM ระบุ กว่า 10 ปีที่ผ่านมามีขายตรง MLM ผุดขึ้นในเวียดนามจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 2 ร้อยล้านดอลลาร์หรือราว 6 พันล้าน บาท นักขายมากกว่า 1 ล้านคน โดย ภาพลักษณ์ของ MLM ในตลาดเวียดนาม เลวร้ายลงมากเมื่อปีที่ผ่านมาหลังจาก มีประชาชนกว่า 100 คนถูกแก๊งปิระมิด หลอกลวงกระทั่งรัฐบาลต้องขยับคุมเข้ม กฎระเบียบการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ให้เข้มงวดมากกว่าเดิม
ไม่ใช่แค่เวียดนาม แต่ชื่อเสียง ตลอดจนภาพลักษณ์ของ MLM ในประเทศ อื่นๆ ในเอเชียก็ไม่ได้ดีนักในสายตาของ ประชาชนและภาครัฐ
ในช่วงปี 1990 หรือ 2533นู สกิน เจอเรื่องอื้อฉาวในสหรัฐฯที่เป็นตลาด บ้านเกิดเมื่อถูก 5 รัฐกล่าวหาหลังจากมีประชาชนร้องเรียนว่าแผนการตลาดของ นู สกินหลอกลวงและพูดเกินจริงเกี่ยวกับ รายได้ก้อนใหญ่ที่ทางนักขายจะได้รับจน กระทั่งคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ (Federal Trade Commission:FTC) ต้องลงมาสอบสวนและบริษัทไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ต้องจ่ายค่าเสียหาย 1 ล้านดอลลาร์และยังถูกปรับอีก 1.5 ล้านดอลลาร์จากการที่มีลูกค้าร้องเรียน กรณีกินยาลดนํ้าหนักแล้วไม่ได้ผลตาม ที่บริษัทโฆษณาไว้

ยักษ์สหรัฐฯชี้เอเชียขุมทองMLM ตลาดเอื้อ จีน-ญวณ โมเดลเดียวกัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นกระทบกับชื่อ เสียงของนู สกินและผลกำไรของบริษัท มาก ทำให้นู สกินต้องเริ่มขยายธุรกิจไป ยังตลาดต่างประเทศเหมือนกับแอมเวย์ และเอวอนซึ่งพวกเขาค้นพบความ สำเร็จในตลาดเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มี สถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่ง ประชาชนมี ความมุ่งมั่นในการทำงาน นับถือศาสนา เดียวกันและความผูกพันของคนในชุมชน เหมาะกับการขยายเครือข่ายการตลาด แบบMLM
ยกตัวอย่างจีน หลังจากรัฐบาล สหรัฐฯและบริษัทขายตรงขนาดใหญ่ร่วม กันล็อบบี้อย่างหนักจนกระทั่งจีนยอม ยกเลิกแบนและเปิดประเทศให้กับบริษัท ขายตรงของสหรัฐฯเมื่อปี 2549 ขณะนี้จีน กลายเป็นประเทศที่สร้างการเติบโตอย่าง มากให้กับนู สกิน กระนั้นนู สกินยังต้อง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ สอดรับกับกฎหมายของจีนซึ่งยังคงห้าม การตลาดแบบ MLM อยู่
ส่วนในเวียดนาม เฮนรี่ เหงียน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดนู สกินประจำ เวียดนามกล่าวว่า บริษัทให้คำมั่นสัญญา กับนักขายทุกคน โครงสร้างรายได้และ ผลตอบแทนต่างๆจะเป็นไปตามที่บริษัท บอกและบริษัทมีโปรแกรมฝึกอบรมที่จะ ให้นักขายบรรลุเป้าหมายรายได้


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นูสกินปลื้มกลยุทธ์พรีเซลล์!! เดือนเดียว450ล.สิ้นปี2,500ล.









ภคพรรณ นำทีมคุยสื่อเปิดใจความสำเร็จสูงสุดเดือนสิงหาทำยอดทะลุเป้า 450 ล้าน หลังพลิกกลยุทธ์ พรีเซลล์ ยึด แม่ทีมหัวกระทิ


เป็นหัวหอกทดลองสินค้าตัวใหม่ เอจล็อค อาร์สแควร์ รุกตลาดคนกลัวแก่กลัวเหี่ยวได้ผลเกินคาด หวาดฝันดันส่งยอดปลายปีแตะ 2,500 ล้านบาท เตรียมประเดิมตลาดเต็มสูบต้นปีหน้า เผยคว้ารางวัลสุดยอดธุรกิจอเมริกัน สตีวี่ อวอร์ด เปิดตลาด เวียดนาม แล้ว!!


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือนตั้งแต่ มกราคม ถึง สิงหาคม ปีนี้ว่ามีอัตราการเติบโตถึง 27% โดยยอดขายเดือนสิงหาคมเดือนเดียวสามารถสร้างยอดขายได้มากสุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 450 ล้านบาท เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถสร้างผลงานได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 2,500 ล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 20% แน่นอน


นางภคพรรณ กล่าวยอมรับว่า ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายทะลุเป้าครั้งนี้ เป็นผลมาจากกลยุทธ์การทำตลาดแบบพรีเซลล์สินค้าใหม่ ซึ่งเป็นอาหารเสริมเอจล็อค อาร์สแควร์ (ageLOC R2) ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร รวมถึงตลาดสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวสูงขึ้น


เราเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่ใส่ใจลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่างเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราตอบโจทย์ได้ตรงจุด ทำให้ยอดขายเราพุ่ง มั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกินไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท นางภคพรรณกล่าว และว่า ในเดือนตุลาคมนี้นูสกินไทยยังได้รับรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ที่มีองค์กรธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวดอีกด้วย ซึ่งจะเดินทางไปรับรางวัลนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้


นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง 8 เดือนที่ผ่านมายอดขายเติบโต 27% ทำให้ยอดขายเดือนสิงหาทะลุ 450 ล้านบาท ว่า เป็นผลมาจากการขายผลิตภัณฑ์กลุ่มหลักคือ เอจล๊อค 80% และที่เหลือเป็นกลุ่มอาหารเสริมอื่นรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์เอร์ซันแนลแคร์อื่นๆ อีก 20%


จากการทำพรีเซลล์ผลิตภัณ์อาเสริมตัวใหม่เอจล็อค อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหารนี้ ทำให้เราทราบว่าได้ผลเป็นอย่างไร จึงเตรียมที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตลาดช่วงต้นปี 2556 เป็นต้นไป นางวิภาดากล่าว และว่า สำหรับสัดส่วนการทำตลาดของนู สกินในขณะนี้อยู่ในกรุงเทพ 60% ต่างจังหวัด 40% โตขึ้นกว่าปี 2554 เกือบ 100% มีศูนย์ธุรกิจ 9 แห่งเป็น กรุงเทพฯ 2 แห่ง ต่างจังหวัด 7 แห่ง


สำหรับกลยุทธ์ในไตรมาสสุดท้ายนี้นี้ยังคงเน้นให้การสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายหรือนักธุรกิจนู สกินนั้น ด้วยจัดเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคม เที่ยวเมดิเตอร์เรเนียน ครูซ โดยหลังจากประกาศทริปนี้ออกไปได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้แทนจำหน่ายเป็นจำนวนมา โดยตอบรับและเข้าร่วมกิจกรรม สปา วีค ที่นูสกินทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อทดลองสินค้า Ageloc Body System 3 ซึ่งสามารถจำหน่ายมากกว่า 100,000 กระปุกแล้ว


อย่างไรก็ตามนางภคพรรณ ได้กล่าวในตอนท้ายอีกว่า บริษัทยังเตรียมขยายศูนย์เพิ่มทุกปี ภายในปีนี้จะขยายศูนย์ให้ใหญ่ขึ้น และปีหน้าขยายศูนย์ไปในแต่ละจังหวัดที่ยังไม่มีสาขาด้วย ปัจจะบันนู สกินมีจำนวนผู้แทนจำหน่ายรวมสมาชิก 240,000 รหัส แอคทีฟประมาณ 15 20% และสำหรับการขยายตลาดในประเทศเวียดนามนั้นได้เริ่มเปิดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเทศที่ 53 ของนูสกิน และได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจเวียดนามเป็นอย่างดี


ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือคนที่สนใจในธุรกิจ สินค้าเป็นที่ยอมรับ มีกฏหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด และมีข้อจำกัดหลายอย่างๆ ที่ไม่เหมือนประเทศอื่น เดือนกันยายนเป็นเดือนแรกของการเริ่มต้นอย่างจริงจัง พฤติกรรมผู้บริโภคดี เวียดนามเป็นตลาดขายตรงที่ใหม่มาก ต่างจากตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ไทย สินค้าทั้งหมดมาจากสหรัฐอเมริกา นางภคพรรณกล่าว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยนสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 238 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2555

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) : ไทยฟอร์มหรูธุรกิจกอดคอโต!!!ลุ้นแตะฝันก่อนสิ้นปี


บริษัทขายตรง โชว์ฟอร์มการทำตลาดสร้างยอดขายสุดหรู หลังผ่านไป 9 เดือน นีโอ ไลฟ์ นำทัพยอดขายพุ่งเดือนละ 30% เป้า 5 พันล้านบาท อาจได้เฮก่อนสิ้นปี ด้าน กิฟฟารีน ไม่น้อยหน้าแม้โรงงานที่นวนครโดนน้องน้ำเล่นงานเมื่อปีก่อนอ่วมครึ่งปีแรกรายรับขยาย 7% ไต่ฝัน 6 พันล้าน ส่วน นู สกิน ยอดขายพุ่งพรวด 27% สินค้าต้านเหี่ยวได้ผลเกินคาด ใกล้แตะยอดขาย 2.5 พันล้านเต็มที


ปีมังกรนี้ ดูจะเป็นปีทองของธุรกิจขาย ตรงแทบทุกค่าย เมื่อเหล่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกมาโชว์ตัวเลขยอดขายที่ทำ ได้ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเป้า โดยจากการคาดคะเนเชื่อว่า หากในช่วงที่เหลือของปีนับจากนี้ ไม่มีเหตุการณ์ภายนอกที่จะเข้ามา สร้างความปั่นป่วนให้ธุรกิจ ดูแล้วขายตรงปีนี้ คงได้กอดคอรวยกันทั้งวงการ


- นีโอ ไลฟ์ หวังฉลอง 5 พันล. ก่อนสิ้นปี


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า การดำเนินธุรกิจ ในปีนี้ของ บริษัท นีโอ ไลฟ์ ที่ผ่านมาแล้วกว่า 9 เดือน บริษัทได้เดินหน้า งานที่ทำอย่างต่อเนื่องเช่น การเปิดเวที ประดับเข็มนักธุรกิจที่บริษัทจัดขึ้นทุกเดือน อีกทั้งยังมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ที่ทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการออกโปรฯ ท่องเที่ยวให้นักธุรกิจเร่งสร้างผลงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้การขยายตัวของ นีโอ ไลฟ์ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา นีโอ ไลฟ์ มียอดการเติบโตในส่วนของยอดขายประมาณที่ 30% และคงเป็นอย่างนี้ไปถึงสิ้นปี ส่วนเป้าหมายยอดขายนั้น บริษัทตั้งเป้าในปีมังกรนี้ว่า ต้องไต่ความฝัน 5 พันล้านบาทให้จงได้ ซึ่งไม่น่าจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ โดยในช่วงต้นเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้ บริษัท มั่นใจว่า จะสามารถฉลองเป้ายอดขาย 5 พัน ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


สำหรับยอดสมาชิกปัจจุบันมีประมาณ 1.3 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 70% นักธุรกิจที่ทำงานอย่างจริงจังประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็จะเป็น กลุ่มที่ทำธุรกิจและซื้อใช้


ดร.นพรุจ กล่าวถึงการขยายตัว ดังกล่าวว่า จากที่บริษัทอัดกิจกรรม มอบเข็ม ต่อเนื่องในทุกเดือน และมอบนโยบายให้นักธุรกิจสามารถกลับไปฉลองต่อที่ศูนย์ธุรกิจในจังหวัดที่ตนเองอยู่ ก็ยิ่งทำให้นัก-ธุรกิจมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ผลักดันให้เกิดการขยายตัวดังที่กล่าวมา


สำหรับตลาด AEC ที่บริษัทกำลังขยายตลาดอยู่นั้น ขณะนี้มีที่ ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม โดยในช่วงสิ้นปีก็จะเริ่มนำสินค้า ของบริษัทเข้าไปจำหน่ายในสิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยปีหน้าบริษัทเตรียม เปิดที่ พม่า, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และบรูไนต่อไป


- กิฟฟารีน เร่งยอดขายสิ้นปี 6 พันล.


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรม-การ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า จากผลกระทบจากสถาน-การณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานของ เราที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครไม่สามารถ ผลิตสินค้าได้นานกว่า 3 เดือน แต่หลังจาก ที่เราได้กู้โรงงานสำเร็จและกลับมาเดินสาย การผลิตใหม่อีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถึงแม้บรรยากาศในช่วงต้นปีการจับจ่ายจะยังคงซบเซาสืบเนื่องมาจากผลกระทบน้ำท่วม จึงต้องใช้แผนการตลาดและ แคมเปญที่เข้มข้นเข้ามาสนับสนุน ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างสวยงาม โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 7 เปอร์-เซ็นต์ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อะบาโลน คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร และสกินแคร์


สำหรับกลยุทธ์การตลาดในไตรมาส ที่ 4 บริษัทจะพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรกที่ระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเราจึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้าน บาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจเรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพก็เป็นเทรนด์ ที่มาควบคู่กันด้วย พ.ญ.นลินี กล่าว


- นู สกิน ทำสถิติยอดพุ่ง 2.5 พันล.แค่เอื้อม


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยใน เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาบริษัทสร้างยอดขาย ได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนิน การในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้า หมายไว้แน่นอน


นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่ม ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้าน บาท นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดย ยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความ เสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรด-โชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1345 ประจำวันที่ 20-10-2012 ถึง23-10-2012