ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว สคบ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว สคบ. แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

‘สคบ.-ดีเอสไอ-อย.’สานพลัง เร่งโชว์ผลงานปราบขายตรงผิดกม.







Capture (Mobile)

 


หน่วยงานรัฐ “สคบ.-ดีเอสไอ-อย.” เตรียมโชว์ผลงาน...ล่าสุด “สคบ.” เตรียมภารกิจยกแรกลงพื้นที่สำรวจสถานีดาวเทียม หวังปราบการโฆษณาสินค้าเกินจริง พร้อมเร่งลดขั้นตอนการยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจให้สั้นลง...ส่วน “ดีเอสไอ” แนะวิธีป้องกันการโดนหลอกจากแชร์ลูกโซ่ อย่ารีบด่วนตัดสินใจ ควรศึกษาบริษัทที่จะทำให้รอบคอบ..ด้าน อย. ยอมรับปัจจุบันสินค้าขายตรง ให้ข้อมูลในช่วงแรกไม่ตรงกับข้อมูลหลังทำธุรกิจ ระบุหากพบการโฆษณาที่ไม่เป็นไปตามที่ให้ไว้ หรือเกินจริง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ


เรียกว่าเป็นการเดินเครื่องส่งท้ายปีเลยก็ว่าได้ สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่คอยสอดส่องดูแลผู้ที่กระทำความผิดในธุรกิจขายตรง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่อาจเรียกว่าสั่นคลอนมากที่สุดในช่วงนี้ คงจะเป็นทาง “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” หรือ สคบ. ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ ซึ่งผู้ที่เข้ามารับหน้าที่แทน “จิรชัย มูลทองโร่ย” นั่นก็คือ “อำพล วงศ์ศิริ” นั่นเอง...ล่าสุดเลขาธิการคนใหม่ เครื่องเริ่มร้อน ประกาศพร้อมที่จะบูรณาการธุรกิจขายตรงใหม่กันเลยทีเดียว


ในขณะเดียวกัน ทั้งทางด้าน “ดีเอสไอ” หรือ “อย.” ต่างก็มีการเตรียมความพร้อมที่จะช่วยยกระดับธุรกิจ


ขายตรงให้ทำถูกต้องตามกฎหมายด้วยเช่นกัน!!


 สคบ.บูรณาการขายตรงใหม่


เร่งปรับขั้นตอนทำงานสั้นลง


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เผยถึงสิ่งที่ สคบ. จะเร่งดำเนินการนับจากนี้ในธุรกิจขายตรงว่า ในเรื่องของกฎหมายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน การทำธุรกิจขายตรงแต่ละบริษัทต้องทำถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงนั้น จะต้องยื่นหนังสือก่อนที่จะทำธุรกิจทุกครั้ง รวมถึงการที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการอุตสาหกรรมขายตรงให้ดีด้วยเช่นกัน


ซึ่งล่าสุด นโยบายที่ทาง สคบ.ภายใต้เลขาธิการสคบ.คนใหม่ “อำพล วงศ์ศิริ” นั้น ก็ได้ออกมาเตรียมเร่งนโยบายในเรื่องของการปรับขั้นตอนการทำงานให้สั้นลง เนื่องจากที่ผ่านมา การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจกับทางสคบ. ค่อนข้างที่จะล่าช้า จึงจำเป็นต้องปรับให้มีขั้นตอนการทำงานที่กระชับลงนั่นเอง


นอกจากนี้ ทาง สคบ. จะมีการพิจารณาในเรื่องแผนการจ่ายผลตอบแทนของแต่ละบริษัทอย่างละเอียดด้วยว่า ต้องไม่มีลักษณะการระดมทุนรายได้ ซึ่งรายได้ทั้งหมดต้องมาจากยอดขายไม่ใช่ค่าหัวคิว เนื่องจากจะผิดมาตรา 19 ที่ว่าด้วย


... “ห้ามมิให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจขายตรงหรือในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น”...


นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า “สิ่งที่รัฐมนตรีได้ฝากมาถึงทาง สคบ.อย่างเข้มงวดในช่วงนี้คือ ต้องการเห็นการบูรณการธุรกิจขายตรงใหม่ ในเชิงของการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคที่มาร้องเรียนให้ได้ โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน พร้อมกับต้องให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ในทุกด้านและทุกมิติแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย”


ส่วนอีกหนึ่งภารกิจที่ทางสคบ. กำลังจะดำเนินการในเร็ว ๆ นี้ คือ การตรวจเข้มในเรื่องของสื่อโฆษณาต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งในช่วงนี้จะเน้นหนักสินค้าสุขภาพที่ขายผ่านทางเคเบิลทีวีก่อน โดยอยากที่จะให้เคเบิลทีวีทุกช่องอยู่ในกรอบของกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาผ่านสื่อทีวี โดยทาง สคบ. จะมีการเข้าไปตรวจสอบสถานีดาวเทียมในแต่ละสถานี ซึ่งหากพบว่ามีสถานีไหนที่กระทำผิดกฎหรือไม่ได้มีการจดทะเบียนประกอบธุรกิจ ทางสคบ. จะมีการเร่งดำเนินคดีทันที โดยจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือปรับรายวัน 1 หมื่นบาท


“ต้องยอมรับว่า การโฆษณาสินค้าผ่านทางเคเบิลทีวีในปัจจุบันนี้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ค่อนข้างแก้ไขยากพอสมควร เพราะมีบางสถานีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ในขณะเดียวกัน พิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการตามช่องเคเบิลที่ขายสินค้าอาหารเสริม มีการพูดและบรรยายสรรพคุณของสินค้าที่นอกเหนือจากสคริป รายการค่อนข้างเยอะพอสมควร ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้การทำงานของเลขาธิการ สคบ. คนใหม่ จะมีการลงพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้สถานีเคเบิลทีวีแต่ละแห่งได้กระทำการโดยถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง”


ต่อด้วยประเด็นที่ว่าในส่วนของกรมขายตรงนั้น มีหลายฝ่ายอยากจะให้มีการแบ่งแยกออกมาจากหน่วยงาน สคบ. อย่างชัดเจนนั้น ขณะนี้รอการอนุมัติของกฎกระทรวงคาดว่าในช่วงต้นปี 2557 น่าที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น


...เรียกได้ว่า นโยบายที่ทาง สคบ. ภายใต้เลขาธิการคนใหม่ที่ชื่อ “อำพล วงศ์ศิริ” นั้น ที่ได้ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนที่ว่า ต้องการลดขั้นตอนการขออนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงของผู้ประกอบการให้สั้นลง รวมถึงการดูในเรื่องของแผนการจ่ายผลตอบแทนที่สกัดกั้นบริษัทที่มีแนวโน้มเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ไม่ให้เข้าสู่ธุรกิจขายตรงได้ และการลงพื้นที่เพื่อปราบปรามผู้ที่กระทำผิดกฎหมายในเรื่องของการโฆษณาสินค้าผ่านสื่อเคเบิลทีวีให้มากขึ้น น่าที่จะเป็นการพิสูจน์ความสามารถของเลขาธิการ สคบ. คนใหม่นี้ได้มากทีเดียว เพราะหากภารกิจแรกไม่สามารถดำเนินการได้ เชื่อว่าอนาคตเก้าอี้เลขาธิการ สคบ. นี้ก็อาจที่จะสั่นไหวได้ด้วยเช่นกัน!!


หน่วยรัฐชี้แนวทางขายตรง


ควรร่วมมือกันเพื่อยกระดับ


...จะเห็นได้ว่า การที่จะช่วยยกระดับธุรกิจขายตรงให้เป็นที่ยอมรับและถูกต้องตามกฎหมายนั้น ต้องอาศัยหลาย ๆ ฝ่ายร่วมมือกันด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับทางด้าน พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงาน คดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ได้เผยว่า การที่จะไม่ให้โดนหลอกจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่ได้นั้น สิ่งแรกเลยคือ ต้องรวบรวมข้อมูลทั้งตัวอย่างของธุรกิจที่เราจะทำให้ครบถ้วน อย่าเพิ่งรีบที่จะตัดสินใจทำธุรกิจ ที่สำคัญอย่าเดินตามเกมของผู้ที่ชักชวนเราเข้าไปร่วมธุรกิจ


ในขณะเดียวกันต้องศึกษาดูด้วยว่า บริษัทมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า การจ่ายผลตอบแทนเป็นอย่างไร สินค้ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากมีการชักชวนให้นำเงินไปลงทุนในครั้งละมาก ๆ ขอฟันธงได้เลยว่าน่าที่จะเป็นการระดมทุนอย่างแน่นอน


…เช่นเดียวกับทางด้าน ภภ.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ก็ได้พูดถึงในส่วนของกฎระเบียบ อย.ต่อการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในธุรกิจขายตรงว่า ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่าสินค้าในธุรกิจขายตรง นั้น การให้ข้อมูลในช่วงแรกและหลังจากที่ไปโฆษณาแล้วข้อมูลส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตรงกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นปัญหามานาน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไข


ซึ่งพบว่า ปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างมีปัญหาจะเป็นในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ครีมบำรุงผิว และบำรุงผม และเครื่องมือแพทย์ ในขณะเดียวกัน สินค้าที่กำลังมีผู้ร้องเรียนค่อนข้างมาก ในขณะนี้คือ ที่นอนแม่เหล็ก เครื่องนวดผิวหน้า โดยปัจจุบันทาง อย. เองกำลังเร่งดำเนินการ


“สำหรับบริษัทไหนที่พบว่า มีการโฆษณาที่ดูแล้วพบว่า ไม่เป็นไปตามที่ให้ไว้ หรือเกินความจริง จะมีโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีที่เป็นการโฆษณาฝ่าฝืน ราชการสามารถให้ระงับการโฆษณาได้ ในขณะเดียวกัน อยากที่จะฝากถึงผู้บริโภคด้วยว่า ก่อนตัดสินใจซื้อขายอะไร อย่าหลงเชื่อง่าย ควรที่จะต้องสอบถามผู้รู้ อ่านฉลาก และต้องกล้าปกป้องสิทธิ์ของตนเองด้วย เพื่อป้องกันการถูกหลอกนั่นเอง”


‘วิมล’ที่ปรึกษารมต.ชี้ขายตรง


ต้องยกระดับมาตรฐานรับAEC


...เช่นเดียวกับทางด้าน นายวิมล จันทร์จิราวุฒิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในงานสัมมนาขายตรงไทยที่จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาว่า ธุรกิจขายตรงถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายตัวมากที่สุด โดยสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศมากกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท และคาดว่าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปลายปี 2558 ธุรกิจขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาทอีกด้วย จากปัจจุบันที่มูลค่าตลาดธุรกิจขายตรงอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท


“จากการเติบโตของธุรกิจขายตรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีผู้ประกอบทั้งรายใหญ่ และรายย่อยจำนวนมากที่เริ่มหันมาสนใจในธุรกิจนี้มากขึ้น เชื่อว่าภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจขายตรงนับจากนี้ จะต้องรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน หลาย ๆ บริษัทในธุรกิจขายตรงเมืองไทย จะเริ่มมีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นด้วย”


นายวิมล ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มีการให้นโยบายและได้ดำเนินการอย่างจริงจังกับธุรกิจขายตรงผ่านส่วนราชการในสังกัดต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางยกระดับมาตร ฐานธุรกิจขายตรงให้สูงขึ้น และปรับเปลี่ยนกฎหมายขายตรง เพื่อเอื้อแก่การทำธุรกิจ พร้อมทั้งหาทางปราบปรามบุคคลที่ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ จนทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงต้องเสื่อมเสีย


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปล่อยผีขายตรงค้างสต็อก200แห่ง ‘อำพล’เครื่องร้อนผ่าตัดใหญ่‘สคบ.’







Capture (Mobile)

 


“สคบ.” ยุค “อำพล วงศ์ศิริ” เดินหน้าผ่าตัดวิธีพิจารณาใบอนุญาต เน้นกระชับฉับไว้ แต่ได้มาตรฐาน ยัน ! ยังไม่ถึงเวลาคุมกำเนิดผู้ประกอบการ เผยบริษัทขายตรงรายใหม่ ค้างการพิจารณาในยุค “จิรชัย” กว่า 200 แห่ง คาดหลังปรับองค์กรใหม่ แยกกองงานเข้ามาดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะ จะเดินหน้าตรวจสอบกิจการอย่างเข้มข้น หากพบมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย อาจถึงขั้นถอนใบอนุญาต


 รื้อระบบพิจารณาใบอนุญาต


200 บ.ขายตรงยังมีสิทธิ์ลุ้น


31 ตุลาคม 2556 ถือได้ว่าเป็นวันแรกที่ นายอำพล วงศ์ศิริ หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างเต็มตัว


แม้ก่อนหน้านี้ จะมีการปรามาส ว่า จะเอา สคบ.อยู่หรือไม่ แต่แค่เพียงไม่ถึงสัปดาห์ ก็เริ่มมีการส่งสัญญาณไปยังบรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายว่า การทำงานของ สคบ.คงไม่ตั้งรับเหมือนที่ผ่านมาแน่นอน


ด้วยสไตล์การทำงานแบบ “ถึงลูกถึงคน” อีกทั้งยังเคยผ่านงานใหญ่ ในตำแหน่งเลขาธิการ ปปท. มาแล้วย่อม “การันตี” ได้ว่า อดีตมือปราบการทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐคนนี้ ย่อมไม่ธรรมดา


ล่าสุดมีการเตรียมการเดินสายออกเยี่ยมกิจการขายตรง เพื่อรับฟังปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจขายตรง


ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการผ่าตัดองค์กรภายใน สคบ. เพื่อรองรับกับงานทั้งในด้านการคุ้มครอง


ผู้บริโภค รวมไปถึงการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงในเวลาเดียวกัน โดยจะมีการเสริมบทบาท ทั้งในด้านการกำกับ และส่งเสริมให้มีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่


แหล่งข่าววงใน กระซิบว่า นับจากนี้ต่อไปการทำงานในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง จะเน้นการทำงานในเชิงรุกมากกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต


เริ่มตั้งแต่กระบวนการพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า มาตรฐานการพิจารณาของสคบ.ขาดความคงเส้นคงวา ถึงวันนี้ก็จะต้องมาดูกันว่า ปัญหาที่ซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขอย่างไร


โดยเฉพาะ การพิจารณาใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่มีการร้องเรียนว่า ถูกดองเอาไว้ในลิ้นชัก กว่า 200 บริษัท ก็จะต้อง “ฟันธง” กันให้ชัด ๆ เสียทีว่า ใครสมควรจะได้รับใบอนุญาตหรือไม่ได้


ถ้าได้ควรเข้าหลักเกณฑ์มาตรฐานอย่างไร ถ้าไม่ได้มีข้อบกพร่องอย่างไร เอากันให้ชัด ๆ ซัดกันให้เต็มเหนี่ยว ไม่ต้องมานั่งเกรงอกเกรงใจใครอีกต่อไป


เพราะในหลักการพิจารณา กฎหมายก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า ภายในระยะเวลา 45 วัน ควรจะมีคำตอบให้กับผู้ยื่นใบอนุญาตว่า ได้หรือไม่ได้ ถ้าไม่ได้ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร


หากไม่สามารถตอบคำถามได้ ผลก็จะกลายเป็นว่า สคบ. เล่นเกมบีบผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อหวัง “ตบทรัพย์” ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา


โดยเฉพาะจำนวนกิจการที่ยื่นขอรับใบอนุญาต ที่ยังค้างเติ่ง กว่า 200 บริษัท ที่มีการยื่นข้อเสนอมาเป็นเวลาแรมปี ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ผิดปกติ”


จากข้อมูลที่แหล่งข่าวระดับลึกใน สคบ. เปิดเผยกับ “ตลาดวิเคราะห์” ระบุว่า ที่ผ่านมา การพิจารณาเป็นไปในลักษณะที่ซ้ำซ้อน ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยื่นเรื่องเข้ามา ต้องเสียเวลารอคอยยาวนานเกินความจำเป็น


โดยเฉพาะ ในประเด็นเรื่องตัวสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่ยื่นเรื่องเข้ามา ต่างก็ทราบในหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดทางกฎหมายดีอยู่แล้วว่า สินค้าที่เข้าสู่ระบบขายตรง จะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น อย.หรือ สมอ.


แต่เมื่อสู่การพิจารณาของ สคบ. กลับมีการสอบย้อนหลังไปในเรื่องตัวสินค้าใหม่อีกครั้ง ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น


นอกจากนี้ในการพิจารณาแผนการตลาด หากคณะทำงานเข้าใจระบบขายตรงดี ก็สามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว


การที่มีการยกอ้างประเด็นเรื่องตัวสินค้า แผนการตลาด หรือ รวมไปถึงตัวผู้ลงทุน ที่ต้องมีการตรวจสอบว่า เป็นผู้ประกอบการตัวจริงหรือไม่ แม้จะเป็นสิ่งที่ สคบ.พึงปฏิบัติ แต่การพิจารณาก็ควรมีมาตรฐานที่ชัดเจน รวดเร็ว กระชับฉับไวกว่าที่เป็นอยู่


เพราะถ้าหากเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีเจตนามาทำธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง สคบ.ก็ควรเปิดโอกาสให้เข้ามาทำธุรกิจได้อย่างเสรี


อย่างน้อยก็ดีกว่า ไปบีบให้พวกเขา ต้องไปหาทางเข้า “ประตูหลัง” ด้วยการแอบซื้อใบอนุญาต จากกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม แอบจดทะเบียนเอาไว้ “เซ็งลี้” อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้


นี่คือ ความพิกลพิการในกระบวนการพิจารณาใบอนุญาตธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่คนในวงการขายตรงต่างทราบกันดี


ในอีกมุมหนึ่ง กิจการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว ประมาณการกันว่ากว่า 800 บริษัท ก็จะต้องระดมสรรพกำลัง เข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่า มีการทำธุรกิจจริงจังหรือไม่


หากพ้น “ไซเลน พีเรียด” ไปแล้ว ไม่มีการทำธุรกิจ ก็สมควรจะต้องมาทบทวนว่า สมควรที่จะให้ใบอนุญาตอีกต่อไปหรือไม่


กฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจน ทั้งกระบวนการให้ใบอนุญาตไปจนถึงการคืนใบอนุญาต นี่คือ สิ่งที่หลายคนอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง


ถ้าหากปล่อยให้คนที่ไม่ตั้งใจทำธุรกิจจริงจังรับใบอนุญาตไป แล้วไป “กีดกัน” คนที่สนใจจะทำธุรกิจอย่างจริงจัง ความเป็นธรรมในสังคมจะเกิดได้อย่างไร


 คุมเข้มแต่ไม่คุมกำเนิด


ตั้งกองขายตรงดูแลธุรกิจเฉพาะ


มีข่าวบางกระแส ระบุว่า ในอนาคต สคบ.อาจจำเป็นจะต้อง คุมกำเนิดธุรกิจขายตรง เหตุก็เพราะมีกิจการเกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด ทำให้ยากต่อการกำกับดูแล


แต่ล่าสุดได้รับการยืนยัน จากนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการกองขายตรงและการตลาดแบบตรงว่า สคบ.ยังไม่มีนโยบาย


เพียงแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือ การกำกับดูแลคงจะเป็นไปอย่างเข้มงวดมากขึ้น การเข้าไปตรวจสอบกิจการที่มีพฤติการณ์ น่าสงสัย จะเป็นไปอย่างเข้มข้น


เพราะจากสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การทำธุรกิจขายตรง บางค่ายบางกิจการ ก็ไม่ได้ทำผิดร้ายแรง หรือผิดไปจากธุรกิจขายตรง 100 % หากแต่ยังมีโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขได้


สิ่งสำคัญ ผอ.กองขายตรงและการตลาดแบบตรง ย้ำชัดว่า ทุกอย่างจะต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก หากมีการผิดพลาดพลั้งเผลอ ก็ควรมีมาตรการลงโทษจากเบาไปหาหนัก


หากรุนแรง จนอาจจะนำไปสู่ความเสียหายแก่ประชาชน ก็คงจะต้องมีมาตรการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ตามอำนาจที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทำได้


การพลิกบทบาท หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง แหล่งข่าวใกล้ชิด เปิดเผยว่า คงจะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรของสคบ.ให้แข็งแรงเสียก่อน


โดยเฉพาะในเวลานี้ หน่วยงานดังกล่าวยังเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ที่อยู่ในการควบคุมของ สคบ.เท่านั้น


ซึ่งหลังจากนี้ ก็จะแยกหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงโดยตรง


“เวลานี้ เราได้ตั้งเป็นกองขึ้นมาแล้ว โดยเพิ่งได้รับการอนุมัติจาก กพร. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานใหม่ ที่จะมีการดึงเอาบุคลากรที่มีความสามารถ เข้ามาเสริมมากขึ้น โดยล่าสุดตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ย้ำชัดว่า ให้สคบ.ทำงานเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยพร้อมให้การสนับสนุนทุกด้าน รวมทั้งในด้านงบประมาณด้วย” แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว


ถือเป็นการปรับโครง สร้างองค์กร สคบ.ในด้านการกำกับและส่งเสริมธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่สอดประสานกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอีกหลายหน่วยงานในเวลาเดียวกัน


ด้านดีเอสไอ มีการวางยุทธศาสตร์ในการป้องปรามแชร์ลูกโซ่ ล่าสุดมีการแต่งตั้ง พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อมารับผิดชอบงานนี้โดยเฉพาะ


ขณะที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) นอกเหนือจากดำเนินคดีในด้านการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคแล้ว ล่าสุด มีการประกาศนโยบายชัดเจน ในการเข้าไปดำเนินการกวาดล้าง การขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ ที่มิได้มีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง


รวมไปถึงกิจการขายตรง ที่มิได้มีใบอนุญาตประกอบการ แต่ยังดำเนินธุรกิจในลักษณะขายตรง


เช่นเดียวกับ สนง.คณะกรรมการอาหารและยา รวมไปถึง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ก็ประกาศชัดเจน จะดำเนินการกับผู้ประกอบการ ที่มีการโฆษณาเกินจริง ที่ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อการดำเนินคดีต่อเจ้าของสินค้าเท่านั้น หากแต่ยังมีผลกระทบไปถึงสื่อ โทรทัศน์ดาวเทียม ที่อาจจะต้องรับโทษ หรือ อาจต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตด้วย


ที่น่าจับตา เร็ว ๆ นี้ อย. กำลังเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษ แก่เจ้าของสินค้า ที่โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเดิมที่มีโทษปรับเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ก็จะมีการเพิ่มโทษปรับในอัตราที่สูงขึ้น


 5 หน่วยงานรุมสกรัมดีเดย์1 พ.ย.56


ลบภาพ “เสือหลับ”เป็น“เสือตื่น”


การดำเนินงานของ 5 หน่วยงานหลัก มีการประกาศ KICK OFF ไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา อันเป็นช่วงที่ นายกำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สคบ.คนใหม่เข้ารับตำแหน่ง พร้อม ๆ กับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ ทั้งดีเอสไอ บก.ปคบ. ในเวลาใกล้เคียงกัน


ถือเป็นการลบภาพ “เสือหลับ” ที่ใครต่อใครต่างกล่าวหามาเป็น “เสือตื่น” ที่จะต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความเข้มข้นในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง จะคงเส้นคงวาขนาดไหน


เพราะในจำนวน 4 - 5 หน่วยงานที่ว่า ก็มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้จะเดินไปถึง “สุดซอย” ได้หรือไม่


มีผู้ประกอบการขายสินค้าจำนวนมากเวลานี้ เปลี่ยน แผนการขายสินค้า จากเดิมที่อาศัยการเช่าพื้นที่ขายในห้างสรรพสินค้า หรือที่เรียกว่า “ออนกราวน์” หันมาเน้นการขายผ่านระบบ “ออนไลน์”


เพราะมีกระแสตอบรับที่ดี สะดวกสบาย แถมค่าใช้จ่ายถูก แค่เปิดเว็บไซต์ของตนเอง ก็สรรหาสินค้ามาลงได้มากมาย แบบไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องจ้างพนักงาน PC มาประจำหน้าร้าน


เรื่องนี้มีการดำเนินธุรกิจกันอย่างกว้างขวาง เพราะทุกคนเข้าใจว่า นี่คือธุรกิจเสรี ที่ใครก็สามารถทำได้ แต่โดยข้อเท็จจริง การดำเนินธุรกิจที่ว่านี้ เข้าหลักการทำตลาดแบบตรง ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้า หรือตัวแทน จะต้องมีการจดทะเบียนรับใบอนุญาตการตลาดแบบตรงกับสคบ.


โดยสินค้ารูปแบบการขาย จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ ไม่ต่างกับการทำธุรกิจขายตรง


มีการประเมินว่า การทำธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ในเวลานี้ มีผู้ที่เข้ามาทำธุรกิจมากมายนับแสนคน


ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื่อว่า การทำธุรกิจดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ หรือแม้จะรู้ว่ามีกฎหมายรองรับ แต่เมื่อผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่มีการดำเนินการอะไร ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้กิจการเหล่านี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด


เพราะฉะนั้น เมื่อปล่อยปละละเลย ให้มีการดำเนินการกันมากมาย การที่จะเข้าไปดำเนินการ จึงเป็นไปโดยความยากลำบาก


อย่างเก่งก็คง ต้องใช้วิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” สักรายสองราย เพราะถ้าจะไปไล่จับกันทั้งกระบิ คงต้องอาศัย


เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งกองบัญชาการ


สิ่งสำคัญที่ สคบ.ต้องเร่งดำเนินการ ก็คือ จะต้องสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการว่า การฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษอย่างไร


ขณะเดียวกันก็จะต้อง ให้ความรู้กับประชาชนว่า การซื้อขายสินค้า ผ่านสื่อออนไลน์ทีไม่ได้รับอนุญาต มีความเสี่ยง ต่อการถูกฉ้อโกง หรือหลอกลวง


โดยเฉพาะสินค้าที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง อาจจะทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายได้


เพราะฉะนั้นธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ สคบ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกัน


หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงซอยเท้าอยู่กับที่มาเนิ่นนาน ภาคเอกชน เดินหน้าไป “ปักหมุด” ในกลุ่มประชาคม อาเซียนล่วงหน้าเอาไว้หลายประเทศ


แต่ที่น่าสังเกต ก็คือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมธุรกิจขายตรง กลับแทบไม่เคย ย่างเท้าเข้าไปเจรจากับหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศคู่ค้าเหล่านี้เลย


ปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายขายตรงระหว่างประเทศ ถึงวันนี้ ยังตีโจทย์ไม่ออกเลยว่า จะรักษาความได้เปรียบทางการค้าของประเทศเอาไว้อย่างไร


เพราะแม้กลไกทางด้านภาษี จะเท่าเทียมเสมอภาคกัน แต่เงื่อนไขในการเข้าไปลงทุน รวมไปถึงข้อจำกัดในเรื่องสินค้าถิ่นกำเนิด ก็ยังไม่มีการเตรียมความพร้อมแต่อย่างใด


หากไม่สร้างภูมิคุ้มกันบริษัทขายตรงไทยให้เข้มแข็ง แล้วปล่อยให้ออกไป “รบนอกบ้าน” โดยไม่มีการหาทางวางกรอบหรือกติกาในทำธุรกิจร่วมกัน ก็เท่ากับส่งกิจการเหล่านี้ไปตาย


จุดเปลี่ยนของ สคบ.ในยุค นายอำพล วงศ์ศิริ จึงนับเป็นก้าวที่สำคัญ ต่ออนาคตและทิศทางของธุรกิจทั้งระบบ เพราะถ้าไม่เร่งดำเนินการสร้างมาตรฐานให้ชัดเจนเสียแต่ตอนนี้ การก้าวเดินไปข้างหน้าของธุรกิจก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า


สิ่งที่หลายคนกังวลกัน ก็คือ การปรับภาพลักษณ์ของสคบ.ให้กลายเป็นองค์กรที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเข้มข้นในการกำกับดูแล แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเวลาเดียวกัน ก็จะต้องหันมาเน้นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ควบคู่กันไป


ในเวลานี้ บอกตรง ๆ ใครได้เห็นปูมหลังของ เลขาธิการ สคบ.ท่านนี้แล้ว ก็อดที่จะเกร็งไม่ได้ ยังไง ๆ เสีย ก็คงต้องเดินสายกลาง แบบพอดี ๆ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป


เพราะในระบบธุรกิจขายตรง คงไม่มีใครเดินอยู่ในกรอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากยังมีกฎหมายบางมาตรา ที่ขัดกับหลักการทำธุรกิจขายตรง


หากยังไม่มีการแก้ไข แล้วยังดึงดันเอามาใช้ควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบการ การก้าวเดินใน 2 บทบาทของ สคบ.ก็จะกลายเป็นการ “ขัดแข้งขัดขา” กันเอง


ถึงเวลาที่จะต้องเอาคน “รู้ลึก รู้จริง” มาดูแลธุรกิจขายตรงเสียที !!!


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความท้าทายนายใหม่ สคบ. !!!







1382983_678407798850713_1684550780_n (Mobile)

 


ความเคลื่อนไหวของวงการขายตรงในเวลานี้ ไม่เพียง แต่ในส่วนของยอดขายที่หลายบริษัทกำลังลุ้นว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทของตัวเองจะโกยรายรับเท่าไหร่ และเมื่อจบปี ยอดขายรวมของบริษัทไหนจะเป็นอย่างไรบ้าง


อีกเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งในและนอกวงการ ขายตรง กำลังจดจ่อนั่นคือ การเข้ามาทำงานของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่อย่าง "อำพล วงศ์ศิริ" ที่ถูกแต่งตั้งข้ามฟากมาจากกระทรวงยุติธรรม


การถอด "จิรชัย มูลทองโร่ย" ออกของคณะรัฐมนตรี นับเป็นประวัติศาสตร์ของ สคบ.โดยสิ่งที่ตามมามีมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของผังตำแหน่งของคนทำงานใน สคบ.ที่ต้องปรับตามหัวที่มีการเปลี่ยนแปลง


โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของวงการขายตรง ตอนนี้ ก็มีการปรับ โดย "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" ถูกเรียกให้กลับมา นั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ตำแหน่งเดิมที่ "สุวิทย์" เคยปฏิบัติหน้าที่เมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" นั่งในตำแหน่งเลขาธิการ


การปรับเปลี่ยนแม่ทัพ สคบ. แบบสายฟ้าแลบ เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เหมือนเป็นตัวกระพือให้เกิดคลื่นใต้น้ำในวงการขายตรง


นับแต่การเปลี่ยนหัวเรือ สคบ.เกิดขึ้น ผู้คนที่อยู่ในวงการขายตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอดไม่ได้ที่จะลุ้นว่า นโยบายของเลขาธิการฯ คนใหม่ ที่มีต่อวงการขายตรงจะเป็น อย่างไรในอนาคต


เพราะในยุคของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" นโยบายใหญ่ที่ถือเป็นผลงานเด่น ก็คือเรื่องของ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ที่หน่วยงานรัฐจัดการออกนโยบายรณรงค์ให้ผู้ประกอบการขายตรง และอีก 25 วงการธุรกิจ เข้ามาขอรับตราดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค


เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ค้าที่ยื่นขอรับตรา สคบ.ไปแล้ว และ ผ่านการขึ้นรับไปเรียบร้อยนั้น "ตราสัญลักษณ์ สคบ." จะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีการเปลี่ยนยุคของ สคบ.


นอกจากเรื่องของผลงานดังกล่าว ที่ "จิรชัย" ได้สร้างไว้ อีกอย่างที่ถือเป็นเรื่องคาราคาซังมานานแสนนาน นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายที่ภาครัฐก็เห็นพ้องว่าธุรกิจขายตรงควรที่จะมีการปรับแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายขึ้นใหม่


แต่ที่จะต่างออกไปนั่นคือ จะแก้ไขตรงไหน อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้เถียงกันมาตลอดของคนในวงการขายตรง โดยเฉพาะกับ 4 สมาคม 4 ก๊ก ที่มีความต้องการด้านกฎหมายที่ไม่ค่อยจะคล้ายกันสักเท่าใดนัก


สิ่งนี้ ถือเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างที่ทำให้กฎหมายขายตรง ต้องร่างแล้วร่างอีก


ในช่วงปลายของยุค "จิรชัย" นั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. สิ่งหนึ่งที่ "จิรชัย" กำลังเดินหน้าที่จะทำให้เกิดขึ้น คือ การดึง 4 สมาคมแห่งวงการขายตรงไทย เข้ามาพูดคุย ทานอาหารเพื่อหาจุดร่วมในการทำงาน โดยเฉพาะเพื่อการแก้ไขกฎหมายขายตรง ดันให้เกิดการคล้อยตามกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป


สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่ "อำพล วงศ์ศิริ" ต้องสานต่อ คือ การเป็นคนกลางในการหาจุดร่วมของสมาคมขายตรงต่างๆ เพื่อให้เกิดการยกระดับของวงการขายตรงไทยอย่างแท้จริง ซึ่งดูแล้วจะท้าทายความสามารถของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่ เป็นที่สุด...


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปั้นขายตรงสู่ฮับอาเซียนรัฐจี้เอกชนเตรียมรับมือแข่งขันประเทศเพื่อนบ้าน







dfm21may12-01[cover]-20120521170939 (Mobile)

 


นายวิมล จันทร์จิราวุฒ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในงานสัมมนา "ทำธุรกิจขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย" จัดโดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ว่า การทำธุรกิจขายตรงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายตัวมากที่สุด สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจ สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศมากกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท และคาดว่าหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปี 2558 แล้ว โดยเฉพาะในตลาดธุรกิจขายตรงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากตลาดธุรกิจขายตรงปัจจุบันคาดการณ์ว่าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะทิศทางตลาดดังกล่าวนั้น ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยจำนวนมากที่เริ่มหันมาสนใจธุรกิจนี้ และมีแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย


ทั้งนี้ในส่วนของภาครัฐที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้นโยบายและได้ดำเนินการอย่างจริงจังผ่านส่วนราชการในสังกัดต่างๆ เพื่อหาแนวทางยกระดับมาตรฐานธุรกิจตรงให้สูงขึ้น และปรับเปลี่ยนกฎหมายขายตรงเพื่อเอื้อแก่การทำธุรกิจ พร้อมทั้งหาแนวทางในการปราบปรามบุคคลที่ฉวยโอกาสหาผลกระโยชน์จากธุรกิจ จนทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงต้องเสื่อมเสียในอนาคต


นายวิมล กล่าวว่า ในงานสัมมนาครั้งนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางในการประกอบธุรกิจขายตรงให้ประสบความสำเร็จ ถูกต้องตามกฎหมายและยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดและเพื่อความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการ สมาชิกขายตรงและผู้บริโภค เป็นต้น ดังนั้นภาครัฐต้องการจะให้มีการทำงานอย่างบูรณาการทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้จะมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม


ดีเอสไอเตือนระวังแชร์ลูกโซ่


พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงาน คดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวสัมมนาในหัวข้อ "แนวทางการป้องปรามแชร์ลูกโซ่" ว่า ทางดีเอสไอนั้นมีหน้าที่ช่วยเหลือคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ไม่เฉพาะคดีแชลูกโซ่เท่านั้น เราดูแลหลายเรื่อง เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น


สำหรับวิธีป้องกันการถูกหลอกจากแชร์ลูกโซ่ คือ อย่ารีบตัดสินใจ อย่าเดินตามเกมของผู้ชักชวน ที่ให้รีบตัดสินใจทันที โดยให้เราผลัดผ่อนไปก่อน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปปรึกษาคนใกล้ชิดและผู้รู้ และต้องตั้งคำถามหลายๆ ข้อ แล้วแสวงหาคำตอบให้กระจ่าง เช่น บริษัทน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จดทะเบียนถูกต้องหรือไม่อย่างไร และคนที่มาชักชวนมีความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน ถูกหลอกมาหรือไม่ รวมทั้งผลตอบแทนที่บริษัทจะให้เป็นจริงแค่ไหน จ่ายได้ยาวนานแค่ไหน และในแง่การทำธุรกิจ


ให้ผลตอบแทนมากขนาดนี้ ธุรกิจจะอยู่ได้หรือไม่อย่างไร ขณะที่ในด้านราคาสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพเหมาะสมหรือไม่ ต้นทุนสินค้าน่าจะอยู่ที่เท่าใด ขายแพงเกินจริงหรือไม่ ทั้งนี้ รวบรวมเอกสารทั้งหมด ไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น สคบ. และหน่วยงานอื่นๆ ในธุรกิจขายตรงต่อไป เพื่อพร้อมขับเคลื่อนภาคธุรกิจขายตรงให้สามารถแข่งขันที่ในเวทีการเปิด AEC อีก 2 ปีข้างหน้า


พ.ต.ท.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุญนสิทธิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กล่าวว่า บทบาทและอำนาจหน้าที่ของ ปคบ.นั้น ต้องการที่จะให้ผู้ประกอบการขายตรงเข้าสู่ระบบกระบวนการในกฎหมายให้ถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก จึงส่งผลทำให้เกิดปัญหาให้เห็นในปัจจุบัน ประกอบกับมี พ.ร.บ.ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขายตรงมีมากกว่า 52 พ.ร.บ. ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบังคับได้เท่าที่ควร


สคบ.จับตาขายสินค้าผ่านสื่อดาวเทียม


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบขายตรง สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวภายใต้หัวข้อ "การรักษาสถานภาพการเป็นผู้ประกอบการขายตรงอย่างยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบ สคบ.ยุคใหม่" ว่า ที่ผ่านมามี พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่ใช้บังคับอยู่ แต่เห็นว่าภายใต้กฎหมายดังกล่าวมีหลายเรื่องที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องคำนิยามของธุรกิจขายตรง เนื่องจากในอดีตธุรกิจขายตรง คือ การทำตลาดสินค้าโดยมีตัวแทนเดินไปขายสินค้าตามบ้านเรือนของประชาชน แต่ในปัจจุบันคำนิยามของธุรกิจดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปแล้ว


ไม่ต้องเดินขายสินค้าตามบ้านอีกต่อไปแล้ว


สำหรับการจะดำเนินธุรกิจขายตรงอย่างยั่งยืนนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยต้องยื่นจดทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตก่อนดำเนินธุรกิจ หากยังไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเปิดดำเนินธุรกิจเลยทันทีจะถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท และจะถูกคิดค่าปรับเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจโดยยังไม่ได้รับใบอนุญาต


ในส่วนของการยื่นขออนุญาตนั้น มองว่า ภายใต้การแข่งขันปัจจุบัน ไทยกำลังเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะต้องปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดย สคบ.ยุคใหม่จะต้องปรับลดขั้นตอนการทำงานให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันเออีซีและต่างประเทศได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุง


อย่างไรก็ตาม จากต่อไปนี้จะต้องมีการบูรณาการหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายทุกแห่งเข้าด้วยกัน เพราะเพียงลำพังหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาผู้บริโภคได้ ตนเห็นว่าเรื่ององค์ความรู้ การทำธุรกิจ เป็นเรื่องการแข่งขัน กำไร-ขาดทุน แต่จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคได้รู้เท่าทันว่า จะต้องดูอะไรบ้างในการซื้อสินค้า และเข้าร่วมธุรกิจ ต้องรู้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องให้องค์ความรู้ทุกด้าน ทุกมิติ


นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า สคบ.ยุคใหม่จะเน้นย้ำให้ความสำคัญกับการโฆษณาสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม เนื่องจากปัจจุบันถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยในเร็วๆ นี้ สคบ.จะลงพื้นที่เพื่อสำรวจและตรวจสอบสถานีทีวีดาวเทียมต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยการขายสินค้าผ่านทีวีดาวเทียมที่มีการส่งมอบสินค้าไปให้ผู้


บริโภคตามบ้านเรือนผ่านมาทางไปรษณีย์ และมีการโอนชำระค่าสินค้าผ่านทางระบบธนาคาร เข้าข่ายลักษณะเป็นธุรกิจตลาดแบบตรง ซึ่งจะต้องมีการจดทะเบียนกับทาง สคบ.ก่อน ถึงจะดำเนินการดังกล่าวได้


ทั้งนี้ สคบ.อยากฝากไปยังผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ดำเนินรายการ กรณีที่ขายอาหารเสริม การโฆษณาต้องได้รับอนุญาต จาก อย ผ่านการเซ็นเซอร์ แต่ปัญหาคือผู้ดำเนินรายการ หรือบางครั้งแขกรับเชิญ มักพูดนอกสคริปต์ที่ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งตรงนี้ตนเห็นว่าต้นน้ำในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ควรต้องกำชับดูแลในเรื่องการโฆษณาอาหาร จะต้องไม่เน้นสรรพคุณไปในทางยา เพราะถ้าโฆษณาเป็นเท็จ หรืออวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคครอบจักรวาล ถือว่าหลอกลวง โทษจำคุก 3 ปี และหากไม่ได้รับอนุญาต โทษปรับ 5,000 บาท อย.กำลังปรับเพิ่มโทษให้สูงขึ้นอยู่


"อยากให้ทางผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง สมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง ช่วยกันดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติตามระเบียบ จดทะเบียนไปแล้วก็ต้องทำธุรกิจให้เป็นไปตามแผน อย่าไปบิดเบือนต่อไป สคบ.จะลงพื้นที่สำรวจ และตรวจสอบอย่างเข้มงวด และบ่อยขึ้น เราจะเน้นในเรื่องส่งเสริมธุรกิจขายตรงเป็นหลัก แต่เด็กเกเรเราก็ต้องกำจัดออกไป พวกที่จดทะเบียนแต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และพวกที่อยู่นอกระบบ แล้วมาทำให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมมัวหมอง" นายสุวิทย์ กล่าว


สรรพากรแนะเสียภาษีให้ถูกต้อง


นายสมชาย ชูเกตุ ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูล กรมสรรพากร กล่าวในหัวข้อ "หลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บภาษีเงินได้แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร" ว่า ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ประกอบด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาวะเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ทั้งนี้ ผู้จ่ายเงินคือบริษัทขายตรง หรือผู้ที่รับค่าคอมฯ จากบริษัท โดยผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย คือผู้จ่ายเงินทุกราย ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้มีหน้าที่เสีย PIT ส่วนอัตราภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย คำนวณเช่นเดียวกับผู้รับเงินเดือน


"ให้นำเงินได้เป็นตัวตั้ง หักออกด้วย ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เหลือจำนวนเงินได้สุทธิ นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตรา PIT" นายสมชาย กล่าว


นายสมชาย กล่าวว่า ส่วนบุคคลธรรมดาที่ได้รับเงิน เกณฑ์เงินสด คือ เงินได้ที่ได้รับจริงในปีภาษี มาคำนวณภาษี ได้ 2 วิธี เหมือนแบบหัก ณ ที่จ่าย และอีกวิธีได้ค่านายหน้ามากกว่าหกหมื่น ก็คูณพันละห้าบาท วิธีไหนมากกว่าให้จ่ายตัวที่มากกว่า แต่หากค่านายหน้าไม่เกินหนึ่งล้านบาทก็ไม่ต้องคำนวณวิธีที่สอง ส่วนค่าลดหย่อนก็เหมือนทั่วๆ ไป เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา กองทุนแอลทีเอฟ อาร์เอ็มเอฟ เป็นต้น ส่วนวิธียื่น มกราคมถึง มีนาคม กรณีไม่ยื่นเสียค่าปรับ 1.5% ต่อเดือน


ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องเสียแวต ต้องจดทะเบียนแวต มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ขอจดทะเบียนแวตได้ ยื่นแบบเสียแวตเป็นรายเดือนภาษี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีรายรับหรือไม่ ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตภาษี หากไม่เสียเบี้ยปรับ 2 เท่า หรือ 200% โทษแรง เพราะหลักคิดเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้ใช้บริการ


อย.จ่อเพิ่มโทษคนทำผิด


กรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวสัมมนาในหัวข้อ ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะ"กฎระเบียบ อย. ต่อการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในธุรกิจขายตรง" ว่า ธุรกิจขายตรงปัจจุบันโฆษณาแล้วผลหลังใช้ไม่เหมือนกัน คุณภาพไม่ตรงกับตอนให้ข้อมูล เลยมีข้อแนะนำ ก่อนตัดสินใจซื้อขายอะไร อย่าหลงเชื่อง่าย สอบถามผู้รู้ อ่านฉลาก และต้องกล้าปกป้องสิทธิ์ของตนเอง


ทั้งนี้ ตัวผลิตภัณฑ์ที่มักมีปัญหา เช่น ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก วิตามิน อาหารเสริม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ครีมบำรุงผิว และบำรุงผม และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งสินค้าที่กำลังจับตามองและได้รับความสนใจมาก คือที่นอนแม่เหล็ก เครื่องนวดผิวหน้า เครื่องนวดเหล่านี้มักได้รับการร้องเรียนค่อนข้างเยอะ


สำหรับภารกิจของ อย. มีปัญหา 2 ประการ คือ ตัวผลิตภัณฑ์ ขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงดูการส่งเสริมการขาย การโฆษณา หลักการต้องขออนุญาตก่อน ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องมือแพทย์ ต้องขออนุญาตโฆษณาก่อน วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง ไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องโฆษณาไม่เป็นเท็จ ทั้งในเรื่องของแหล่งกำเนิด คุณภาพ เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องทดลองเปรียบเทียบการโฆษณากับคุณสมบัติที่อยู่ข้างกล่องหรือขวด หากไม่ตรงจะต้องสอบถามผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งนี้การโฆษณาอาหาร หากดูแล้วว่าเป็นเท็จ มีโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่เป็นการโฆษณาฝ่าฝืน ราชการสามารถให้ระงับการโฆษณาได้ ส่วนการส่งเสริมการขายที่มักมีปัญหา จะมีการให้สาธิต บริการการใช้ เราถือว่าเป็นการส่งเสริมการขายทั้งสิ้น รวมถึงวัตถุอันตรายต่างๆ เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด


TSDA แนะใช้ประโยชน์โซเชียล


นายสมชาย หัชลีฬหา นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) กล่าวในหัวข้อ "ในภาคอุตสาหกรรมขายตรงไทยทำอย่างไรถึงจะอยู่รอดในยุคปัจจุบัน" ว่า สมาคมฯมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรม ให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ และทำงานร่วมกับภาครัฐในด้านต่างๆ


ทั้งนี้ สมาคมฯ เป็นการร่วมมือกันของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจ โดยมุ่งเน้นทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการที่อาจยังขาดความเข้าใจ เราประชุมกันทุกเดือน แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ให้เข้าใจปัจจุบันว่าจะสามารถปรับตัวอย่างไร ปัจจัยเสี่ยงเป็นอย่างไร และมีการจัดอบรม ให้องค์ความรู้ สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจอิสระอย่างถูกกฎหมาย


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จับตาดาบ2‘สันติ พร้อมพัฒน์’ โละบอร์ดขายตรงหลังเด้ง‘จิรชัย’







Capture (Mobile)

 


บอร์ดขายตรงรอคิวเชือดหลังยื้อเก้าอี้มาเกือบ 2 สมัย แต่กลับใส่เกียร์ว่าง ปล่อยสคบ.เดินหน้าไปเพียงลำพัง จนสุดท้ายต้องถูกเชือด สังเวยคมกระบี่ “สันติ พร้อมพัฒน์” เผยกฎหมายขายตรงไม่พัฒนา เหตุขาดการบูรณาการร่วมกันของ 2 หน่วยงานหลัก ผู้ประกอบการส่งเสียงเชียร์ถึงเวลายกเครื่องทั้งระบบ แนะหาคนรู้ลึกรู้จริงร่วมสังฆกรรม


 เชือด “จิรชัย”ดาบแรก


ลุ้นดาบ 2 บอร์ดขายตรง


ปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการประจำปี ที่ย่อมมีทั้งคนที่ผิดหวังและสมหวัง เพราะนี่คือ สัจธรรมของชีวิตคนรับราชการ ที่ยังจะต้องอยู่ในวังวนแห่งอำนาจของฝ่ายการเมือง


กรณีการสั่งเชือด นายจิรชัย มูลทองโร่ย พ้นจากเก้าอี้สคบ. ผ่านมติครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นการโยกย้ายแบบสายฟ้าแลบ จนช็อคไปทั้งวงการ แต่มาถึงวันนี้เจ้าตัวก็ออกมายอมรับสภาพโดยดุษฎีว่าน้อมรับคำสั่ง ไม่มีข้อโต้แย้งขัดขืนใด ๆ ทั้งสิ้น


เข้าทำนอง จบสวยเรื่องสั้น จบไม่สวย อาจเพราะเรื่องราวหลังการปรับนายจิรชัยพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับสคบ. จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายจิรชัย แต่อย่างใดทั้งที่ก่อนการสั่งเด้งนายจิรชัย ก็มีการปลุกกระแสข่าวผ่านสื่อบางฉบับ ถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของนายจิรชัย ยาวเป็นหางว่าว เป็นการจบแบบ “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” อย่างน้อย เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่ต้องมานั่งเสียวสันหลังว่า จะมีการ “เช็คบิล”ย้อนหลังตามมาอีก


การปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการสคบ. โดยโยกนายอำพล วงศ์ศิริ ข้ามห้วยจากกระทรวงยุติธรรมมานั่งในตำแหน่งนี้ แม้จะดูเป็นการลดแรงเสียดทานไปได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจะจบสิ้นลง เพียงเพราะแค่ มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการเท่านั้น


ด้วยเหตุที่สคบ.เป็นองค์กรที่มีบทบาทความรับผิดชอบต่อประชาชนจำนวนมาก กอปรกับปัญหาที่แท้จริงในสคบ.ก็มิได้เป็นปัญหาในเรื่องตัวบุคคลอย่างเดียว หากแต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างหมักหมมมาช้านาน โดยเฉพาะการวางบทบาทสคบ. ให้เป็นองค์เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับ การจัดระเบียบขายตรง สคบ.ก็ยังไม่มีการวาง “โรดแมป” เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายอย่างแท้จริง


โดยเฉพาะในตัวบทกฎหมายขายตรงและการตลาด แบบตรง ที่มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2545 ผ่านมาถึงวันนี้ก็ 10 ปีเต็ม มีการปรับปรุงแก้ไขแค่เพียงครั้งเดียวและเพียงมาตราเดียวในปี 2550 อันเป็นสมัยของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธิ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี


โดยมาตราที่แก้ไข ก็คือ มาตรา 45 ว่าด้วยเรื่องการเพิ่มโทษเมื่อเกิดการขัดขวาง ฝ่าฝืนการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน ในการตรวจสอบที่กฎหมายเขียนเอาไว้ในมาตรา 5 ของพ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรงพ.ศ.2545


หลังจากนั้น ก็มิได้มีการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งที่ การแก้ไขกฎหมาย จะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญ ที่นำไปสู่การปรับองค์กรของสคบ.ให้มีความเข้มแข็ง มีความชัดเจนในบทบาทมากขึ้น


ข้อเสนอแนะ จากภาคเอกชน รวมไปถึงนักวิชาการ มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า...ถึงเวลาต้องสังคายนากฎหมายขายตรงครั้งใหญ่เสียที ขืนลากยาวกันต่อไป ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาต่าง ๆ ลุกลามบานปลายมากขึ้น


 ใส่เกียร์ว่างมา 4 ปี


ไม่มีผลงานเข้าตา


ปัญหาในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ถ้าจะ “โยนบาป” ไปที่ตัวนายจิรชัย แต่เพียงผู้เดียว ก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรมนัก เพราะถ้าหากไปดูในตัวบทกฎหมายขายตรง จะเห็นว่า ยังมีคณะกรรมการขายตรงและการตลาดแบบตรงที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสคบ.อีกทอดหนึ่ง


โครงสร้างอำนาจ ในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ถ้าไล่เลียงกันมาตั้งแต่ระดับสูงสุด บุคคลที่มีอำนาจในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือรวมไปถึงการออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือ ตัวนายกรัฐมนตรี


แต่ที่ผ่านมาในหลาย ๆ รัฐบาลจะมีการมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลแทน ไม่ต่างกับการกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่โดยตำแหน่งประธานกตร.คือนายกรัฐมนตรี แต่การกำกับดูแลจริง ๆ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี


ในมาตรา 8 ของพ.ร.บ. ขายตรงและการตลาดแบบตรง ระบุเอาไว้ชัดเจนถึงที่มาของคณะกรรมการขายตรงและการตลาดแบบตรง เริ่มตั้งแต่ ตัวประธาน จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการขายตรงและการตลาดแบบตรง โดยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี


คณะกรรมการโดยตำแหน่ง จะมาจากหน่วยงานภาครัฐ 4 คน คือ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการอาหารและยา


ส่วนคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม


กลุ่มแรก จะมีทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย ตัวแทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง 1 คน สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการตลาดแบบตรง 1 คน ผู้แทน สมาคมหรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค 2 คน


กลุ่มที่สอง จะมาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการขายตรงหรือการตลาดแบบตรง โดยในจำนวนนี้ จะมาจากภาครัฐหรือเอกชน ก็ได้ แต่อย่างน้อยจะต้องมาจากภาคเอกชนไม่ต่ำกว่า 2 คน


รวมเบ็ดเสร็จคณะกรรมการหรือบอร์ดที่มาโดยตำแหน่งและการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี จะมีจำนวนทั้งสิ้น 13 คน และเมื่อมารวมกับตัวเลขาธิการ สคบ.ในฐานะกรรมการและเลขานุการ อีก 1 คน ก็จะมีทั้งสิ้น 14 คน


บทบาทอำนาจของคณะกรรมการขายตรงและการตลาดแบบตรง มีการเขียนเอาไว้ในมาตรา 13 ทั้งหมด 9 ข้อด้วยกัน แต่การบังคับใช้กฎหมาย สคบ. จะเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำกับดูแล


ทุกวันนี้ ในวงการธุรกิจขายตรง แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำไปว่า บอร์ดหรือคณะกรรม การขายตรงและการตลาดแบบตรงมีบทบาทหน้าที่อะไรส่วนใหญ่รู้จักแต่ชื่อ หน้าตาบอร์ดเป็นยังไงก็แทบไม่มีใครเห็น


สคบ. กลายเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยาย ส่วนตัวบอร์ดที่ขั้นอยู่ตรงกลางกลับขาดหายไป


จะคิดจะอ่านทำอะไรที ก็กลายเป็นว่า จะมีการคุยกันแค่คน 2 คน คือตัวรัฐมนตรี กับตัวเลขาธิการสคบ. ส่วนตัวบอร์ดขายตรงจริง ๆ กลับใส่เกียร์ว่าง


นับตั้งแต่ที่คณะรัฐมนตรีมีการแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมา บอร์ดที่ได้รับการแต่งตั้งในเวลานั้น ผ่านมาถึงวันนี้ ก็ยังเป็นบอร์ดชุดเดิม แม้จะหมดวาระไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังทำหน้าที่ในฐานะบอร์ดรักษาการ หากนับเวลามาถึงวันนี้ ก็เหลือเวลาอีก 2-3 เดือน ก็จะหมดวาระเป็นรอบที่ 2 บทบาทในบอร์ดชุดดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ จากคนในวงการขายตรงเป็นอย่างมากว่า ขาดการทุ่มเทเอาใจใส่ในธุรกิจขายตรง


ด้วยเหตุที่ หนึ่ง.ขาดการประชุมปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานให้มีประสิทธิ ภาพ


สอง. กรณีที่มีเหตุการณ์เร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสคบ. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญ แต่ทางบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง กลับไม่มีใครออกมาแสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจแต่อย่างใด


สาม.บอร์ดที่มาโดยตำแหน่งจากภาครัฐ มีภาระความรับผิดชอบสูง เป็นเหตุที่ทำให้ มักจะมีข้ออ้างเสมอ ๆ ว่า ไม่มีเวลาเข้าร่วมประชุม


ปัจจุบันบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง มีคณะกรรมการชุดรักษาการทั้งสิ้น 13 คน ประกอบด้วย


1.นายวีรพงษ์ บุญโญภาส ประธานคณะกรรมการ แต่งตั้งโดยครม.


2. อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการโดยตำแหน่ง


3. อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรรมการโดยตำแหน่ง


4. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง


5.เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรรมการโดยตำแหน่ง


6. นาย ศานิต ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากเอกชน ครม.แต่งตั้ง


7. รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


8. นายพิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาคเอกชน กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


9.นายวิทัส รุ่งเรืองผล กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


10. นายคมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ผู้แทนสมาคมขายตรง กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


11. นายบรรจง บุญรัตน์ ผู้แทนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรรมการทีครม.แต่งตั้ง


12. นายวิโรจน์ ณ บางช้าง ผู้แทนสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


13. ไม่ปรากฏชื่อ และ


14. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง


ในจำนวนบอร์ดทั้ง 14 คน มีลาออกไป 1-2 คน ส่วนอีก 1 คน คือ นายคมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ซึ่งได้เสียชีวิตแล้ว


ในยุคนายจิรชัย มูลทองโร่ย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ มีการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามานั่งในบอร์ด 2-3ตำแหน่งที่ว่างลงต่อคณะรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่ทันที่จะได้มีการพิจารณาอนุมัติ นายจิรชัย ก็มาถูกปรับออกจากตำแหน่งเสียก่อน


ถึงวันนี้ ก็คงต้องรอเลขาธิการสคบ.คนใหม่ เป็นผู้เสนอชื่อเข้าไป เพราะถ้าหากดูอำนาจการแต่งตั้งตามกฎหมาย ทางคณะรัฐมนตรี ก็สามารถแต่งตั้งทดแทนได้ โดยไม่ต้องรอให้สคบ.เสนอ


โดยเฉพาะกรรมการบางคน ที่ขาดความพร้อม หรือไม่มีประสบการณ์ในด้านธุรกิจขายตรง ก็ควรแสดง “สปิริต”ลาออก เพื่อเปิดทางให้กับ คนที่มีความพร้อมที่จะเข้าไปนั่งทำงาน อย่างน้อย ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กร มีความน่าเชื่อถือ มากกว่าที่เป็นอยู่


บอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง ไม่เพียงแต่จะมีการโอนอำนาจให้สคบ.เข้าไปกำกับดูแลธุรกิจขายตรงเท่านั้น หากแต่ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการเข้ามาสนับสนุน การทำงานของสคบ. อีกอย่างน้อย 3 คณะ


เริ่มตั้งแต่ คณะอนุกรรม การกำกับกิจการขายตรงและการตลาดแบบตรง คณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ และคณะอนุกรรมการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและการตลาดแบบตรง


คณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะที่ตั้งขึ้น ถ้าเปรียบเป็นรถไฟก็อยู่ท้ายขบวน หากหัวขบวนไม่ขับเคลื่อน การก้าวไปข้างหน้าก็ไม่สามารถดำเนินการไปได้


เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงอยู่ที่บอร์ด หากบอร์ดไม่เคลื่อนไหว ก็ส่งผลกระทบไปยังบอร์ดเล็กที่จะต้องใส่เกียร์ว่างไปโดยปริยาย


การที่บอร์ดเล็กและบอร์ดใหญ่อ่อนแอ ก็เหมือนกับเป็นการเปิดช่องให้มีการทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะถนนทุกสายถ้าโอนอำนาจการตัดสินใจไปให้สคบ.ทั้งหมด ก็เท่ากับว่าเป็นการ เอาปลาย่างไปฝากแมว


ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ หนึ่งในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการขายตรงและการตลาดแบบตรง เปิดใจกับสื่อฉบับหนึ่งว่า หากการเรียกประชุมบอร์ดเป็นไปโดยความยากลำบาก ก็สมควรที่รัฐมนตรีควรจะไปสรรหาบุคคลที่มีความพร้อมมานั่งในบอร์ดแทน


อย่างน้อย จะทำให้คณะทำงานในระดับล่าง ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา มีช่องทางในการนำเสนอแนวทางตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายไป


ในยุคที่นายจิรชัย นั่งในตำแหน่งเลขาธิการสคบ. มีการตั้งคำถามอย่างมากว่า การเดินหน้าแก้กฎหมายขายตรง เหตุใดจึงเป็นไปอย่างล้าช้า


ทั้งที่ผ่านมา นายจิรชัย ก็ได้ไปเข้าร่วมวงสัมมนากับผู้ประกอบการขายตรงไม่ได้ขาด มีข้อเสนอแนะผ่านสมาคมทั้ง 4 สมาคม เข้ามามากมาย มีการตั้งคณะทำงานเข้ามาศึกษาร่วมกับภาคเอกชนอย่างจริงจัง ถึงการปรับโครงสร้างในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง และการตลาดแบบตรง มีการทำประชาพิจารณ์จากบรรดาตัวแทนหรือนักธุรกิจเครือข่าย เพื่อนำปัญหาไปสู่การแก้ไขผ่านกระบวนการทางกฎหมาย


ลงลึกไปถึงขนาด จะมีการเสนอร่างกฎหมายแยกธุรกิจขายตรง ออกมาจากสคบ.เพื่อเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะเฉกเช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)


แต่ผ่านมาถึงวันนี้ บอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ ออกมาร่วมขับเคลื่อน หรือสนับสนุนให้มีการยกระดับมาตรฐานขายตรงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ


วันนี้คงต้องถามกันดัง ๆ แล้วล่ะว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหานี้อย่างไร


จะปล่อยให้ บอร์ดชุดปัจจุบัน ที่ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ทนนั่งทู่ซี้ ขัดตาทัพไปวัน ๆ อย่างนี้กระนั้นหรือ


 วัดใจ “สันติ พร้อมพัฒน์”


หมดเวลาถามหาสปิริตบอร์ด


หากรัฐบาล ให้ความสำคัญกับธุรกิจขายตรง และจริงใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ จัดระบบองค์กรให้เข้าที่เข้าทางเสียที


ปัญหาก็คือ ผู้ที่จะมานั่งในบอร์ดขายตรง ต้องรู้ลึกและรู้จริง และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะทาง หากไปดึงเอาคนที่ รู้แบบงู ๆ ปลา ๆ เข้ามา แยกแยะไม่ออกว่าธุรกิจไหน “สีขาว” หรือธุรกิจไหน “สีดำ” การพัฒนาก็ไม่เกิด สุดท้ายระบบมันพัง


ในวงการขายตรงมีผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับในธุรกิจขายตรงมากมาย ถ้ารัฐบาลใจกว้างพอ ไม่มองว่าเป็นการเข้ามาครอบงำองค์กรแห่งนี้มากเกินไป ก็ไม่ควรไปตั้งข้อรังเกียจคนขายตรงกับคนขายตรงด้วยกัน แค่มองตาก็รู้ใจ


แล้วว่า อะไรผิดอะไรถูก เขามีสัญชาตญาณการรับรู้ ที่ดีกว่าคนที่อยู่นอกวงการ


หากปล่อยให้ระบบราชการ ทำงานกับแบบ เช้าชามเย็นชามแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ขีช้างไล่จับตั๊กกะแตน” 10 ปีก็แก้กฎหมายขายตรงไม่ได้


เหลือเวลาอีกเพียง 1-2 เดือน บอร์ดชุดรักษาการ ก็จะหมดวาระแล้ว ไหน ๆ “ลงดาบ1” ปลด เลขาธิการสคบ.ไปทั้งที ถ้าจะลง “ดาบ 2” ล้างบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรงอีกสักครั้ง คงไม่ทำให้รัฐมนตรีสันติ พร้อมพัฒน์ ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวเท่าไรกระมัง


อย่างน้อย คนที่มารับตำแหน่งเลขาสคบ.คนใหม่ อย่างนายกำพล วงศ์ศิริ จะได้มีโอกาสแสดงบทบาทอย่างเต็มที่


เหตุก็เพราะเวลานี้มีเรื่องเร่งด่วน ที่รอการแก้ไขมากมาย เริ่มตั้งแต่การแก้ไขกฎหมาย การป้องปราม“แชร์ลูกโซ่” หรือรวมไปถึงการดูแลไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบในกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกัน


ธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก นับสิบล้านชีวิต ถ้าไม่วางกฎกติกาให้ชัด ปล่อยให้เล่นกันแบบ “มวยวัด”อย่างนี้ ก็เท่ากับประจานความย่อหย่อนการทำงานของตัวเอง


หมดเวลาที่จะถามหา “สปิริต” ของบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรงแล้ว เพราะขนาดลากยาวมาถึง 2 สมัย ยังเกาะเก้าอี้กันเหนียวแน่นเป็นตุ๊กแก


งานนี้ ถ้าถึงขนาดต้องเอ่ยปากไล่ ก็คงวัดใจ รมต.สันติพร้อมพัฒน์ กันอีกครั้ง !!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"สคบ." ขอเวลา ดันแก้ ก.ม.







Thai-Business-Lawyer-Blog (Mobile)

จากที่ผ่านมา เราพยายามฉายความคิดเห็นของกลุ่ม คนที่อยู่ในวงการขายตรงในหลากหลายสถานะ ซึ่งล้วนอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งในครั้งนี้เราได้ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไปยังภาครัฐบ้าง ซึ่งคงไม่มีหน่วยงานใดจะเหมาะที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้เท่ากับ เจ้าหน้าที่ของ สคบ.


นายชนะเดช ทันประพันธ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมาย ขายตรงนั้น ทาง สคบ. ได้กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน โดยให้ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยจะมีการส่งงานให้ทาง สคบ. ตรวจอยู่เป็นระยะๆ


"ทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะกฎหมาย ขายตรงหากทุกฝ่ายเห็นสมควรที่จะแก้ไข ทาง สคบ.ก็ต้องเข้ามาศึกษาให้ละเอียดถึงผลกระทบที่จะตามมา ว่าส่งผลต่อ เรื่องใดบ้าง ไม่ใช่อยากแก้ไขก็ทำเลยคงจะไม่ได้ ต้องมีการทำ วิจัยศึกษาข้อมูลในเชิงลึกให้ถี่ถ้วน เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ ผู้ที่มีอำนาจปรับแก้ไข เพราะกฎหมายขายตรงเมื่อมีการแก้ไขแล้ว ต้องคำนึงถึงผลได้ผล เสียที่จะตามมาด้วย โดยการแก้ไขจะต้องให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครแน่นอน"


ปัจจุบันจะเห็นได้จากที่ทาง สคบ. กำลังลงพื้นที่ไป ทุกส่วน ในการเข้าไปตรวจสอบสินค้าตามบริษัทต่างๆ เพื่อความยุติธรรมที่ผู้ประกอบการจะไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และตรวจสอบดูว่า ได้ทำตามกติกาของ สคบ. หรือไม่มีการรับประกันสินค้าให้ผู้บริโภคหรือเปล่า โดยอยากให้บริษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคม อยากให้มีจิตใต้สำนึกที่ดีในการ เอาสินค้าออกมาจำหน่ายโดยราคาก็ต้องเหมาะสม สินค้า ได้คุณภาพ มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน


โดยทางเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามลงไปตรวจสอบในสถานที่มีการซื้อขายสินค้าตามแหล่งใหญ่ๆ เพื่อเข้าไปดูว่า แต่ละห้างร้านมีการทำถูกต้องหรือไม่ จะเห็นได้จากตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ได้มอบให้กับบริษัทเอกชน หรือห้างร้านต่างๆ ที่ทำถูกต้องตามกติกา สคบ. ก็จะสามารถดำเนิน กิจการได้อย่างปลอดภัย และเป็นการยกระดับสถานประกอบการของตัวเองให้มีศักยภาพด้วย ซึ่งยังส่งผลดีต่อ เศรษฐกิจประเทศชาติในลำดับต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สคบ.รุกตรวจแถวขายตรง ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" เตรียมดึง 4 สมาคมฯร่วมถกยกมาตรฐานวงการ







สคบ. (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้าตรวจสอบบริษัทขายตรง หวังให้ผู้ประกอบการตื่นตัว ไม่ให้มีปัญหาการฟ้องร้องจากผู้บริโภค ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" พบได้มาตรฐานควร เป็นแบบอย่าง "พิศิษฐ์ แทนทิว" ผู้บริหารนีโอไลฟ์ ขานรับ สคบ. เข้มงวดจะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี ทุกบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


หลังจาก ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริษัทขายตรง พร้อมมอบนโยบายด้านต่างๆ ให้แก่คณะผู้บริหารให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริโภค


ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า โครงการตรวจเยี่ยมบริษัทขาย ตรงของภาครัฐก็เพื่อต้องการเห็นจากบริษัทขายตรงว่าได้ทำตามกฎหมายหรือไม่, มีการประกอบการอย่างไร และดูแลผู้บริโภคจริงหรือไม่ ทั้ง 3 เรื่องนี้ บริษัทภาคเอกชนควรจะตระหนักให้มาก เพราะ สิ่งที่ต้องการเห็นอยากให้ทุกภาคส่วนของ สังคมช่วยกัน จึงอยากจะปลูกฝังจริยธรรม ความดีเอาไว้ โดยเร็วๆ นี้อาจจะมีการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้ามาหารือพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกหรือการนำเสนอไอเดีย ดีๆ เพื่อมาช่วยเรื่องนี้ด้วย


"ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจบริษัท แอมเวย์แล้ว โดยสิ่งสำคัญที่ไปตรวจต้องการ จะดูว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปล่า เพราะบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการสมัครการซื้อสินค้า การจำหน่ายสินค้า การตั้งราคา สินค้าอยู่ในความเหมาะสมหรือไม่ และต้อง ไปขึ้นทะเบียนรายงานตัวตามที่ สคบ. กำหนด หรือไม่ ที่สำคัญทุกบริษัทควรจะต้องมีความ รับผิดชอบต่อสัมคม คือคืนกำไรให้กับผู้บริโภคด้วย" เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวว่า ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ...นั้น เนื่อง จากปัจจุบันผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนขายตรงไว้กับ สคบ. จำนวนมาก ดังนั้น สคบ. จึงจำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูว่า ผู้ผลิต ผู้ประกอบเหล่านี้ มีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มีสินค้าจะก่อให้เกิดปัญหาแชร์ลูกโซ่หรือแชร์ ต่างๆ ในระยะยาว โดย สคบ. จะต้องเตรียม ความพร้อมในหลายเรื่อง เพื่อให้การปฏิบัติ การตามกฎหมายนั้นสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี และมีลักษณะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


"ตอนนี้ทาง สคบ. ได้ดำเนินการเรื่อง เร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบกรณีการออกใบเสร็จรับเงินของ บ.ขายตรงต้องมีการแสดงรายการที่ชัดเจนให้แก่ลูกค้าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ สมัครสมาชิกแล้ว ซื้อ สินค้าแล้วไม่ดีคืนเงินหรือไม่ ซึ่งทาง สคบ. ได้พยายามเปิดช่องทางทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, สายด่วน สคบ. และช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้สะดวกมาก ขึ้น" นายจิรชัยกล่าวว่า การที่ สคบ. เดินทาง มาตรวจสอบในวันนี้ อย่างที่ทราบ บ.นีโอไลฟ์ ถือเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทย มีสมาชิกที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก และยังเป็นบริษัทขายตรงของคนไทยด้วย จึงแค่อยากมาดูวิธีการดำเนินกิจการว่าเป็น อย่างไร มีตราสัญลักษณ์ สคบ.หรือไม่ โดย ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจสอบบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นบริษัท ขายตรงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาเปิดในเมืองไทยหลายปี และจากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบริษัทได้มาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน จึงเหมาะที่จะเป็นแบบอย่างให้ บริษัทขายตรงอื่นๆ เอาเป็นแบบอย่าง


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA ได้กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองนั่งตำแหน่งกรรมการบริหารของ บ.นีโอไลฟ์ รู้สึกดีใจ ที่ทาง สคบ. ได้เดินทางมาตรวจสอบ เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า สคบ.มีความเข้มงวด ที่จะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี โดยทุกบริษัทควรจะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม คือต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


"ไม่อยากให้มีภาพผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง และดูเหมือนว่าตัวเลขผู้เสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายตัวออกส่วนภูมิภาค อย่างรวดเร็ว โดยวิกฤติเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ เกิดขึ้นอย่างหนาตายิ่งเฉพาะในธุรกิจเอ็มแอลเอ็ม หรือแม้กระทั่งแชร์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีในทุกภาค" เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA กล่าว








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บอร์ด MLM ไร้ผลงาน 4 ปี นิ่งเป็นเป่าสาก

 ไขก๊อก !! บอร์ดขายตรง หลังใส่เกียร์ว่างมานาน ทำวงการ MLM ไทยยังวนอยู่ที่เดิม ตะลึง..บอร์ดชุดปัจจุบันรักษาการมานาน 4 ปี ตั้งแต่ปี 52 แต่ไร้แววผลงานเด่น วงในแนะประธานบอร์ดลาออก เปิดทางคนใหม่นั่งแทน หลังมักอ้างไม่ค่อยมีเวลา ขณะที่ “จิรชัย” รับลูกจ่อเสนอรายชื่อบอร์ดใหม่เพิ่ม 2-3 ราย ต่อ รมต. ประจำนักนายกฯ พิจารณาเร็วๆนี้ ด้านวงในบอร์ดขายตรงยอมรับหาคนมานั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดขายตรงยาก เหตุคุณสมบัติไม่ตรง ส่วน “อัศวิน” เชียร์ภาครัฐตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่ ดึง 4 สมาคมขายตรงร่วมเป็นคณะกรรมการ


ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง (บอร์ดตรง) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากยังไม่มีมติครม. ออกมา เพื่อสรรหาบุคคลใหม่ให้เข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรงแทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดชุดปัจจุบันต้องรักษาการบอร์ดขายตรงต่อไป ซึ่งหากนับรวมวันเวลาที่บอร์ดชุดดังกล่าวรักษาการมา เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2-3 เดือน ก็จะครบ 4 ปีเต็ม


นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะรักษาการมานานเกือบ 4 ปี แต่บอร์ดชุดนี้ที่ “วีระพงษ์ บุญโญภาส” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการ กลับมีการนัดประชุมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโต และก้าวไปทัดเทียมกับนานาประเทศแทบจะนับครั้งได้ที่สำคัญคณะกรรมการบางท่านได้ลาออกไป และบางท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทุกอย่างกลับดูเงียบเฉย !! โดยเฉพาะประธานคณะกรรมการที่มีอำนาจในการเรียกประชุม แต่ที่ผ่านมากลับไม่ค่อยเรียกประชุมเลยเท่ากับว่าบอร์ดชุดรักษาการใส่เกียร์ว่างกันมานานเกือบ 4 ปี


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าเร็วๆนี้ สคบ. เตรียมเสนอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลขายตรงและตลาดแบบตรงอีก 2-3 ราย เนื่องจากบอร์ดขายตรงชุดปัจจุบันยังขาดกรรมการที่จะเข้ามานั่งเป็นบอร์ดอยู่อีก 2-3 ราย ซึ่งหากรัฐมนตรีฯ มีความเห็นชอบ จึงจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) เพื่อพิจารณาต่อไป


ด้านแหล่งข่าววงในคณะกรรมการขายตรงกล่าวว่า บอร์ดขายตรงชุดดังกล่าวรักษาการมานานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้มีการประชุมบ่อยนัก เนื่องจากไม่มีเรื่องอะไรใหม่ ส่วนจะให้ประธานบอร์ดเรียกประชุมก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะด้วยงานของท่านค่อนข้างมาก ประกอบกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ ไม่ค่อยมีเวลาเช่นกัน จึงดูเหมือนกับว่าบอร์ดชุดรักษาการไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวอะไรเลย


ในส่วนของกระแสข่าวคนในวงการขายตรงต้องการให้บอร์ดขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการให้บอร์ดชุดนี้ลาออก เพื่อเปิดทางให้คนใหม่ที่มีความรู้ และมีประสบการณ์เข้ามานั่งแทน ส่วนตัวคิดว่าบอร์ดชุดนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะประธานบอร์ดซึ่งการที่ใครจะมานั่งเป็นประธานบอร์ดไม่ใช่หาได้ง่ายๆ เนื่องจากคนที่จะมาเป็นประธานได้ต้องเป็นคนที่มีความรู้ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับขายตรง


“ต้องยอมรับว่าบอร์ดชุดรักษาการถือว่าไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว เพราะแต่ละคนก็มีหน้าที่ค่อนข้างมาก ส่วนการที่จะไขน็อตบอร์ดชุดนี้ คงต้องไปกระตุ้นให้คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมา 3 ชุดไปทำงานให้มากขึ้น เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคณะอนุกรรมการอยู่ แต่ก็ทำงานไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”


ขณะที่ ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการขายตรงและตลาดแบบตรงกล่าวว่า ส่วนตัวมีความเห็นว่าต้องการเสนอให้ภาครัฐแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ เนื่องจากชุดปัจจุบันได้หมดวาระไปนานมากแต่ยังคงรักษาการอยู่ซึ่งไม่ได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรง เช่น สมาชิกของแต่ละสมาคมทั้ง 4 สมาคมขายตรงหรือหากไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้ก็อาจจะแต่งตั้งชุดเก่าให้กลับเข้ามาทำงานได้อีก


“ที่กิจการขายตรงไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะมีทิศทางการดำเนินงานไม่ค่อยชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากบอร์ดขายตรงที่ปัจจุบันรักษาการมานานไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับกับขายตรงมากนักสังเกตได้จากที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการประชุมอะไรเลย ดังนั้นถ้าปรารถนาอยากให้วงการขายตรงก้าวไปข้างหน้าบอร์ดขายตรงควรจะลาออก เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามา และหากไม่มีใครเหมาะสมรัฐมนตรีฯ ก็สามารถเสนอให้ ครม. พิจารณากลับเข้ามาใหม่ได้”


ปัจจุบันบอร์ดขายตรงชุดรักษาการมีจำนวนทั้งสิ้น 14 คน ประกอบด้วย 1. วีระพงษ์ บุญโญภาส รองประธานคณะกรรมการ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 2. อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการโดยตำแหน่ง 3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรรมการโดยตำแหน่ง 4.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง 5.เลขาธิการสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กรรมการโดยตำแหน่ง 6. ศานิต ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 7. รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 8.พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง


นอกจากนี้ยังมี วิทวัส รุ่งเรืองผล กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 10 .คมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ (เสียชีวิตแล้ว)ผู้แทนสมาคมขายตรง กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 12.บรรจง บุญรัตน์ ผู้แทนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 13. วิโรจน์ ณ บางช้าง ผู้แทนสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กรรมการ ที่ ครม. แต่งตั้ง และ 14. เลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการ กรรมการโดยตำแหน่ง


อย่างไรก็ตาม ยังมีคณะอนุกรรมการชุดทำงาน ที่ประกออบด้วยกัน 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกำกับกิจการขายตรงและตลาดแบบตรง 2.คณะอนุกรรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ และ 3.คณะอนุกรรมการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง








 

 








Phuket-Thailands-Current-Business-Economy-570x350 (Mobile)

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

เด้ง 'จิรชัย' พ้น สคบ. !







44407_538500466201386_1756435764_n (Mobile)

 


ได้รับรู้เรื่องช็อกวงการขายตรงก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนคอลัมน์ "โฟกัสขายตรง" ที่รับใช้ผู้อ่านอยู่นี้ เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาว่าโผ ครม. สั่งเด้ง "จิรชัย มูลทองโร่ย" พ้นจากสภาพการเป็น เลขาธิการ สคบ. ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ


ผู้เขียนสงสัยเหมือนที่หลายคนสงสัย ทำไม "จิรชัย" ถึงถูกเด้งก่อนวาระอันควร แบบ "มาเร็ว เคลมเร็ว"หรืออาจจะด้วยเพราะสาเหตุเหล่านี้หนึ่ง "จิรชัย" ไม่ค่อยโดนใจคนขายตรงซักเท่าไหร่...สอง "จิรชัย"ผลงานอาจไม่เข้าตากรรมการ...สาม มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง....สี่ เกิดการเอียงซ้าย-เอียงขวา กับธุรกิจบางธุรกิจ และห้า อาจขัดแข้งขัดขาภายใน เพราะช่วงที่ "จิรชัย" เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ กลับมีผลกระทบกับธุรกิจขายตรงเข้าอย่างจัง เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ใน สคบ. หลายรายที่รู้และเข้าใจเรื่องขายตรง ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่กองอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเพียบ


ก่อนจะส่งเด็กในคาถาเข้ามาแทน นี่อาจเป็นอีกสาเหตุเกาเหลาเล็กๆ ใน สคบ.ด้วยหรือไม่


หรือไม่ก็การเทกแอ็กชั่นปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายยังน้อยไปหน่อย ก็สุดแล้วแต่จะคาดเดา


ส่วนโผ เลขาฯ สคบ.รายใหม่อีกรอบที่โดดข้ามห้วยมา รอบนี้หวยออกที่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเก่าที่ "ประชา พรหมนอก" เคยกุมบังเหียน


มาแบบพลิกโผ มาแบบเหนือเมฆ มาแบบคนขายตรง ตั้งรับปรับกระบวนยุทธ์กันไม่ทัน


ส่งซิกให้รู้ว่า การมาครั้งนี้ ไม่ใช่คนของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่คนของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และทำไมต้องข้ามห้วย มีเหตุ ก็ย่อมมีผล


ทราบมาว่า การเข้ามาของ เลขาฯ สคบ.คนใหม่นี้ ถูกสั่งตรงจากนายระดับบิ๊กสุดรายหนึ่งในรัฐบาล นโยบายส่วนหนึ่งคือ มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ลงมาลุยถั่ว "แชร์ลูกโซ่"ถือเป็นเป็นวาระด่วนอันดับต้นๆ ดับขากร่างที่ชอบแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เปิดธุรกิจเย้ยหยันกฎหมายหรือชอบท้าทายสื่อ


ที่สำคัญ กับธุรกิจขายตรงแล้ว การยื่นขอจดทะเบียนที่ยังคงค้างอยู่ในกรุหลายร้อยราย ในสมัย "จิรชัย" ถึงเวลาต้องปลดล็อกออกไปเสียทีเฮ้อ!!! ลองติดตามผลงานท่านเลขาฯ คนใหม่ดู เดี๋ยวก็รู้ ว่า "หมู่ หรือ จ่า"


 


 


 


Credit By :  http://www.ryt9.com

สคบ.เดินหน้าผ่ากม.ขายตรง ยกเครื่องรื้อระบบ ‘ตัวแทน’







jjjj (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้า ประชาพิจารณ์ “ตัวแทนขายตรง” ทั้งแผ่นดิน เปิดทุกมุมมอง ทุกปัญหา เพื่อนำไปสู่การสังคายนาทางกฎหมายทั้งฉบับ เหตุมีการร้องเรียนมากมายจนหูชา ทั้งบริษัทเบี้ยวเงิน-ถอนโปรโมชั่น จนตัวแทนฝันค้าง เหมือนถูกหลอกให้เหนื่อยฟรี “จิรชัย มูลทองโร่ย” ย้ำชัดต้องจัดระเบียบตัวแทนขายตรงครั้งใหญ่ ทั้งมาตรฐานวิชาชีพและการคุ้มครองสิทธิ


สงครามตัวแทน-บ.ขายตรง


รอวันถอดชนวนระเบิด


เป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวร้องเรียนไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับกรณีปัญหาเปิดศึกระหว่างบริษัทขายตรงกับ “ตัวแทน” หรือที่เรียกกันว่า “นักขายอิสระ”


ด้วยเหตุที่ผ่านมา “ตัว แทน” ไม่ได้อยู่ในฐานะ การเป็นพนักงานบริษัทหรือเป็นผู้ใช้แรงงาน ที่ได้รับสิทธิการคุ้มครองเหมือนกับผู้ใช้แรงงาน ทั่วไป ทำให้การตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจกับบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ จะยึดหลักกฎกติกาที่เขียนกันมาเอง หรือบางครั้งก็อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นส่วนใหญ่


ถ้าหากตกลงกันเอาไว้ยังไงปฏิบัติตามนั้น ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากเกิดกรณีพิพาทขึ้นมา “ตัวแทน”หรือ “นักขายอิสระ” จะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบผู้ประกอบการขายตรงอยู่เป็นประจำ


รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ในธุรกิจขายตรง เป็นรูปแบบผลประโยชน์ที่จ่ายตามแผนการตลาด ที่แต่ละบริษัทเขียนเอาไว้ โดยอาศัย คะแนนสะสม เป็นตัวกำหนด


นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขสนับสนุนอื่น ๆ อีกหลายประเภท ทั้งในเรื่องการเป็น “สปอนเซอร์” หรือผู้แนะนำ รวมไปถึงการต่อยอดผลประโยชน์ตามลำดับขั้นของ “ตำแหน่ง” หรือยอดขาย ที่จะมีความแตกต่างกันลดหลั่นกันไป


มีการใส่โปรโมชั่น สำหรับ คนที่ทำยอดขายถึงเป้าหมาย เริ่มตั้งแต่การได้รับสิทธิไปทัวร์ต่างประเทศ การได้รับสิทธิรับรถยนต์ รับเงินโบนัส หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นต้น


ปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในวงการธุรกิจขายตรง ก็คือว่า มีผู้ประกอบการบางราย ไม่รักษาคำมั่นสัญญาในการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับ “ตัวแทน”


โดยเฉพาะกรณี ที่มี “ตัวแทน” เพียงไม่กี่คนที่ทำได้ตามเป้า แล้วบริษัทต้องประสบกับความล้มเหลวในการกระตุ้นยอดขาย ปัญหาที่ตามมา ก็คือว่า บริษัทจะหาเหตุหรือข้ออ้างในการที่จะยกเลิกโปรโมชั่น ไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น


จากกรณีศึกษา ข้อร้องเรียนที่ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) มีการเปิดเผยว่า มีหลายกิจการที่เสนอผลประ โยชน์ล่อใจแก่ตัวแทน ทั้งที่เป็นระดับ “แม่ทีม” และ “ลูกทีม” ด้วยการจ่ายปันผลพิเศษ และทัวร์ต่างประเทศ


แต่เมื่อสามารถพิชิตเป้าหมายได้สำเร็จ ปรากฏว่า บริษัทขายตรง กลับหาเหตุบ่ายเบี่ยง หรือยกเลิกโครงการกลางคัน ทำให้ “ตัวแทน” มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตน “ถูกหลอก”


หรือบางครั้งบริษัท ก็หาทางออกโดยจ่ายเงินทดแทน ตั๋วเครื่องบิน แต่ก็เป็นเงินที่มีมูลค่าต่ำกว่าสิทธิประโยชน์ที่ “ตัวแทน”ควรจะได้รับ จากการไปทัวร์ต่างประเทศ


นี่คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง “ตัวแทน” และบริษัทขายตรง ที่สคบ.รายงานว่าได้รับการร้องเรียนมากเป็นอันดับ 1


ในอีกกรณีหนึ่ง ที่มีการร้องเรียนมากในช่วงนี้ ก็คือ มีกิจการขายตรงหลายแห่ง ชักชวนให้คนทั่วไปมาสมัครเป็นสมาชิก จากนั้นก็หาเหตุจูงใจกึ่งบังคับ เพื่อให้สมาชิกหรือ “ตัวแทน” จะต้องซื้อสินค้า เพื่อแลกมากับสิทธิพิเศษบางอย่างจากผลตอบแทนในการขาย


แต่จริง ๆ แล้ว นี่กลับเป็นวิธีการหลอกล่อรูปแบบหนึ่ง ที่อาศัยสมาชิกหรือ “ตัวแทน” เป็นผู้ซื้อสินค้าเสียเอง ทั้งที่ในหลักความเป็นจริง สินค้า ควรจะต้องเกิดจากการตัดสินใจซื้อจากผู้บริโภคโดยตรง


กรณีเรื่อง การให้สิทธิ ด้านสวัสดิการ ประกันชีวิตประกันภัย หรือประกันอุบัติ เหตุ มีบางกิจการ ประโคมข่าวใหญ่โตผ่านสื่อ ผ่านเว็บไซต์ หรือประกาศผ่านไปยังแม่ทีม เพื่อไปสร้างแรงจูงใจให้กับ สมาชิกรายใหม่ ว่าบริษัทฯ ได้มีการทำสัญญาข้อตกลงเอาไว้กับบริษัทประกันชีวิตประกันภัยบางบริษัท


แต่ถึงเวลา เมื่อสมาชิก หรือ “ตัวแทน” ประสบอุบัติเหตุหรือ เสียชีวิต ปรากฏว่า ได้รับการปฏิเสธจากบริษัทประกันภัยอย่างสิ้นเชิง


อีกกรณีหนึ่ง ที่พบเห็นบ่อยมากในเวลานี้ ก็คือ บริษัทชักชวน ให้สมาชิกหรือ “ตัว แทน” เปิดจุดบริการขายสินค้า ซึ่งมีการให้สิทธิประโยชน์มากกว่าการเป็น “ตัวแทน” ปรกติ โดยจะได้กำไรส่วนต่างจากราคาขายปลีก รวมไปถึงจะได้คะแนนสมเพื่อนำไปคำนวณผลประโยชน์


แต่เมื่อถึงเวลา ทำไปได้ระยะหนึ่ง สินค้าขายไม่ออก บางบริษัท ฯ มีการตกลงว่า จะรับซื้อคืนสินค้า แต่เอาเข้าจริงกลับปฏิเสธที่จะซื้อคืน หรือถ้าซื้อคืน ก็มีการกดราคาต่ำลงมาเป็นจำนวนมาก


กรณีการให้โบนัสพิเศษ เป็นรถยนต์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เริ่มมีการร้องเรียนเข้ามามาก เนื่องจากแผนโปรโมชั่นที่ว่านี้ มักจะได้รับการตอบสนองจาก “ตัวแทน” เป็นอย่างสูง เนื่อง จากรถยนต์ เป็นความฝันอันดับต้น ๆ ของคนทำเครือข่าย


แต่เมื่อถึงเวลา ที่จะต้องส่งมอบจริง ๆ บริษัทกลับปฏิเสธ การส่งมอบรถยนต์ให้กับ “ตัวแทน” โดยมีการอ้างสถานการณ์ปัญหาภายในบริษัท ต่าง ๆ นานา


ทั้ง ๆ ที่ “ตัวแทน” สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้า หรือมีคะแนนสะสมที่สูงตามที่บริษัท ฯ ได้กำหนดเอาไว้


ปัญหากรณีเรื่องการแจกรถแจกทอง ยังมีอีกหลายกรณี เนื่องจากหลายกิจการประโคมข่าวแจกจริง-จ่ายจริง แต่เมื่อมาดูเงื่อนไข การจ่ายรถยนต์กลับจ่ายแค่เพียงเงินดาวน์เท่านั้น ที่เหลือให้ “สมาชิก”เอาไปผ่อนเอง


กฎกติกาขายตรงยังอ่อน


คนโง่ตกเป็นเหยื่อคนฉลาดร่ำไป


ปัญหานักธุรกิจอิสระ หรือ “ตัวแทน” ยังเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน อีกหลายมิติ เพราะด้านหนึ่งจะมี “ตัวแทน” ที่บริสุทธิ์ ทำงานตามแบบฉบับวิชาชีพขายตรงอย่างแท้จริง ยึดหลักความถูกต้องตรงไปตรงมา


แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็จะมี “ตัวแทน” อีกบางจำพวก ประเภท “หัวหมอ” ชอบใช้วิธีการซิกแซก หลอกล่อลูกทีมเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา เพื่อหาทางเอาเปรียบบริษัท


เคยปรากฏข่าวว่ามี “แม่ทีมเงินล้าน”บางบริษัท มีการ “ซูเอี๋ย” กับ “ลูกทีมเงินแสน” เพื่อบาลานซ์คะแนนซ้าย-ขวา หวัง “พิชิตเงินล้าน” ด้วยการระดมเงินมาซื้อผ่านรหัสของลูกทีมในสายงานทีมอ่อน


ครั้นเมื่อบริษัทจับได้ ปฏิเสธการจ่ายเงิน ก็เอาเรื่องร้องเรียนไปยังสคบ. กลายเป็นว่า บริษัทเป็นฝ่ายผิดไปเสียฉิบ


ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบระหว่าง “ตัวแทนขายตรง” ด้วยกัน ยังมีปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่ทำได้เพียงแค่ต่อว่าต่อขาน ด่าทอกัน ไม่รู้ว่าจะไปดำเนินการเอาผิดเอาโทษอย่างไร บริษัทก็ไม่สามารถมาไกล่เกลี่ยอะไรได้ สุดท้ายก็วงแตกแยกทางเดิน


หนักไปกว่านั้น ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันมากในขณะนี้ ก็คือ การขายสินค้าขายตรงเงินผ่อน


ธรรมชาติ “นักขาย” ก็อย่างที่รู้กันอยู่ก็คือว่า ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้สินค้าขายได้ โดยบางครั้งก็ไม่เกี่ยงรูปแบบหรือวิธีการ ซึ่งกรณีการขายสินค้าขายตรงเงินผ่อน ณ วันนี้ เริ่มที่จะมีการร้องเรียนไปยังสคบ.แล้ว


วิธีการก็คือ กรณีสินค้ามีมูลค่าสูง ยกตัวอย่าง เครื่องฟอกอากาศ ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นบาท หากจะปิดการขายโดยให้ลูกค้าจ่ายเพียงครั้งเดียว ก็เกรงว่าลูกค้าจะแบกรับไม่ไหว


สุดท้าย “ตัวแทน” ก็ทำหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์เสียเอง โดยยอมลงทุนควักเงินในกระเป๋าซื้อ จากนั้น ก็นำเอาไปขายเงินผ่อน โดยมีการชำระเป็นงวด


ครั้นเมื่อผู้ซื้อสินค้า ไม่สามารถผ่อนได้ตรงเวลา ก็ไปใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม จนเรื่องดังไปถึงหูสคบ.


ทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่ทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” ไปรวบรวมมา เพื่อชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างธุรกิจขายตรง นอกจากจะต้องสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สินค้าได้เป็นที่เชื่อถือแล้ว องค์ประกอบที่สำคัญ ของการขับเคลื่อนธุรกิจขายตรงก็คือ “ตัวแทน” หรือ “นักธุรกิจอิสระ” ที่เป็นประเด็นร้อนอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ในข่ายที่จะต้องนำเข้าไปสังคายนากฎหมายขายตรง ควบคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายด้านอื่น ๆ ในเวลาเดียวกัน


ในแผนหลักของการรื้อกฎหมายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 การกำหนดกรอบร่างกฎหมายแก้ไขว่าด้วยเรื่อง “ตัวแทน” หรือ “นักธุรกิจอิสระ” ถือเป็นวาระเร่งด่วน ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ. ประกาศชัดเจนว่า จะต้องมีการจัดระเบียบในเรื่องของ “ตัวแทน”ใหม่ โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน


โดยเร็ว ๆ นี้ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง หรือ TDNA และสคบ. จะมีการจัดงาน “วันตัวแทนขายตรงพบสคบ.”เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก “ตัวแทน” ทุกบริษัทขายตรงอย่างกว้างขวาง เพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาในทุกด้าน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวางกรอบทางกฎหมาย


เพราะฉะนั้น ในกระบวน การพัฒนาธุรกิจขายตรง โดยเฉพาะในเรื่องการปรับมาตรฐาน “ตัวแทน” หรือ “นักธุรกิจอิสระ” จึงจำเป็นจะต้องดำเนินการวางกรอบหรือกฎเกณฑ์หรือกำหนดนิยามของคำว่า “ตัวแทน” ให้ชัดเจนว่า หลักปฏิบัติพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจควรจะเป็นอย่างไร


การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ “ตัวแทน” แม้เป็นสิ่งจำเป็นที่สคบ.จะต้องเร่งหามาตรการทางกฎหมายออกมาเพื่อดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในธุรกิจขายตรง


แต่สิ่งหนึ่ง ที่ยังเป็นปัญหาของ “ตัวแทน” ก็คือว่า ยังมีการเอารัดเอาเปรียบหรือมีพฤติกรรมที่ฉวยโอกาส ขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจมากมายเช่นกัน


มาตรฐาน “ตัวแทนขายตรง” ยังเป็นคำถามที่ถูกถามมากในสังคม ด้วยเหตุที่ไม่มีหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ในการคัดกรอง เหมือนกับ “ตัว แทนประกันภัย” ที่ต้องผ่านการสอบใบรับอนุญาต


ทำให้เมื่อใครก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ระบบ จำนวนมาก ๆ ก็จะใช้สิทธิหรือแนวทางของตัวเองทำตามใจชอบ


ถูกผิดก็ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายชัดเจน


ไม่มีกระบวนการใดที่จะสามารถแยก “น้ำดี” ออกจาก “น้ำเสีย” สุดท้ายก็กลายเป็น “หนอนในแอปเปิ้ล” กัดกินจนระบบเสียหายยับเยิน


ดังนั้น ถ้าหากจะมุ่งเน้น การคุ้มครองสิทธิ “ตัวแทน” เป็นที่ตั้ง โดยที่ยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบหรือเส้นทางเดินของ “ตัวแทน”ให้ชัดเจน การให้ความคุ้มครองสิทธิ “ตัวแทน” ก็อาจจะกลายเป็นการ “ยื่นดาบให้โจร”


 ถึงเวลาเดินหน้าผ่ากฎหมาย


ล้อมคอกสยบ “พ่อมดขายตรง”


ปัจจุบัน ธุรกิจขายตรง มีกิจการมากมายหลายร้อยแห่งอยู่ในระบบ มาจากต่างถิ่นต่างแดนก็หลายกิจการ แต่ละกลุ่มแต่ละค่ายก็พยายามสรรหากลยุทธ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในตลาด


มีทั้งประเภท อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายบ้าง ท้าทายกฎหมายบ้าง หรือทำไปโดยไม่รู้กฎหมายบ้าง แยกแยะกันไม่ออก


ถ้าเปรียบธุรกิจขายตรงเป็นกีฬา ก็มีแต่ผู้เล่นไม่มี “กรรมการ” หรือมีกรรมการ ก็ไม่กล้าตัดสิน เพราะกฎกติกายังไม่ชัดเจน


หากกฎหมายขายตรง ยังขาดความชัดเจน ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาก็คือ การแข่งขันในระบบขายตรงจะเป็นธรรมได้อย่างไร นี่ประการหนึ่ง


ประการที่สอง ก็คือ บุคคลที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง ถ้าหากขาดคุณสมบัติที่ดีพอ ขาดความรู้ความเข้าใจ หรือขาดจริยธรรม ถ้ายังปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามา ก็รังแต่จะสร้างความเสื่อมเสีย มีการร้องเรียนกันไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน


ประการที่สาม ถ้าเกิดกรณีมีผู้เสียหาย อันเนื่องมาจากการชักจูงหรือหลอกล่อ จะมีกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการกับ “ตัวแทน” เหล่านี้อย่างไร


ประการที่สี่ การคัดกรอง คนที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง จะต้องผ่านกระบวน การตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนหรือไม่


หากสคบ. จะเดินหน้าผ่ากฎหมายขายตรง งานหนักอีกชิ้นนึง เชื่อว่าคงหนีไม่พ้นการสังคายนา “ตัวแทน” เพราะเกี่ยวข้องกับคนหมู่มากหลายล้านคน


หลายกิจการ ลงทุนลงแรงไปมากกับการ “รีครูท” คนเข้ากิจการ เพราะเชื่อว่า ยิ่งคนมากยอดขายก็จะโตมากตาม


แต่โดยข้อเท็จจริง ในกิจการขนาดใหญ่หลายค่าย ๆ มี “ตัวแทน” ที่สนใจจะทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ


ถ้าในแต่ละสมาคมขายตรง ยินยอมพร้อมใจ ที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจขายตรง วันนี้น่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด


เพราะในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการรวมตลาดอาเซียนเข้าด้วยกัน การขยายเครือข่ายการลงทุน คงจะต้องมีการเดินข้ามฟากไปมาหาสู่กันมากขึ้น


แต่ถ้าหากมองว่า การสร้างเงื่อนไขด้วยหลักเกณฑ์มาตรฐานของวิชาชีพ จะเป็นอุปสรรคในการ “รีครูท” คนเข้าสู่ธุรกิจขายตรง ก็ต้องถามใจผู้ประกอบการทุกคนว่า สิ่งที่ทุกคนต้องการ คือ “คุณภาพ หรือ “ปริมาณ”


ถ้าอยากได้ปริมาณมาก แต่ควบคุมยาก เกิดปัญหาวุ่นวายไม่หยุดหย่อน จะยอมรับกันได้หรือไม่


แต่ถ้าต้องการคุณ ภาพ ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก “ตัวแทน”เข้าสู่ระบบ เพราะอย่างน้อย ก็จะทำให้ ปัญหาร้องเรียนลดน้อยลง


ต่อจากนั้น ก็จะเป็นกระบวนการควบคุมพฤติกรรมที่จะต้องอาศัยตัวบทกฎหมาย เป็นตัวกำหนดว่า หากมีการร้องเรียนตามที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้น เข้าหลักกฎหมายข้อไหนมาตราใด


วันนี้ ถ้าจะให้ธุรกิจขายตรงเดินไปข้างหน้า กฎหมายมีความจำเป็นจะต้อง โปร่งใส ชัดเจน ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง


โดยเฉพาะผู้ประกอบการ และ “ตัวแทน” ต่างก็อยู่ในฐานะ “ผู้กระทำ”และ”ผู้ถูกกระทำ” ในเวลาเดียวกัน หากกฎหมายไม่เขียนให้ลงลึกไปถึงเนื้อหาของธุรกิจขายตรง คนผิดก็ยังคง “ลอยนวล” คนชั่วก็ยังเปลี่ยนค่ายย้ายรังไปสร้างความเสียหายในรูปแบบเดิมอย่างไม่จบสิ้น


เพราะฉะนั้น ไหน ๆ จะสังคายนากฎหมายขายตรงทั้งที ช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่ยังเป็นรอยรั่ว และสร้างโอกาสให้กับบรรดา “พ่อมดขายตรง” ทั้งหลาย คงจะต้องมีการล้างบางกันเสียที


มิเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจย่างเท้าเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง หากถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกหลอก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้ ไม่เพียงแต่คนเก่า ๆ ที่จะหันหลังกลับไปเท่านั้น แม้แต่คนใหม่ ๆ ก็คงยากที่จะเดินเข้ามา...








 

 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

จิรชัย โยนหินถามทาง ผลักดัน ก.ม. ขายตรงไทย แยกขายตรงไร้เงาประเภท 2









เลขา สคบ. เดินหน้าเชิงรุก สอบขายตรงแท้ หลังผู้ประกอบการยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มทุกปี แต่ทำจริงมีเพียง 300 บริษัท ยันมีอีกหลายรายไม่ยื่นหนังสือกลับมา ต้องสรุปเป็นแบบที่ 2 ที่ไม่มีการทำธุรกิจระบุอยากถอนใบอนุญาตแต่ติดด้วยกฎหมายด้าน 300 บริษัทที่แสดงตัวเตรียมมอบใบทะเบียนให้ใหม่ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมขายตรงต่อไป ขณะที่กฎหมายขายตรงฉบับแก้ไขยังไม่คืบ รอ 2 แนวทางแบบเร่งด่วนและระยะยาวที่ต้องศึกษากฎหมายยุโรปและอเมริกาก่อน ยื่นเรื่องเสนอแก้ไขกฎหมายควรแยก สคบ. ส่วนงานขายตรง


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าหลัง สคบ. ได้กำหนดนโยบายในการตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ขึ้นทะเบียนกับ สคบ. จำนวน 855 บริษัท ตั้งแต่ต้นปี 2556 ด้วยการแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ1.ส่งหนังสือหลับไปยังผู้ประกอบการทั้งหมด 2.ให้ผู้ประกอบการตอบรับภายในเวลาที่กำหนดคือ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา และ 3.หากผู้ประกอบการได้รับหนังสือที่ สคบ. แจ้งไป และไม่ตอบกลับมา สคบ. ก็จะมีมาตรการขั้นถัดไป


ทั้งนี้ จากแนวนโยบายดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงยื่นหนังสือตอบรับกลับมายัง สคบ. ว่า ยังดำเนินธุรกิจอยู่ประมาณ 300 บริษัทนอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ยกเลิกกิจการประมาณ 34-35 บริษัท และอยู่ระหว่างรอรายงานเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง โดยส่วนที่เหลือยังไม่มีการตอบรับหนังสือกลับมาแต่อย่างใด สคบ. จึงได้สรุปผู้ประกอบการที่ไม่ตอบรับกลับมา ให้เป็นผู้ประกอบการประเภทที่ 2คือไม่มีการดำเนินธุรกิจ ส่วนประเภทที่ 1 คือผู้ประกอบการที่ตอบรับกลับมาและยังดำเนินธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน


ในส่วนของผู้ประกอบการจำนวน 300 บริษัท ที่ส่งหนังสือตอบรับกลับมา สคบ. จะมีการเชิญผู้ประกอบการทั้งหมดมาร่วมเสวนาเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจขายตรงในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญ สคบ. จะมอบใบจดทะเบียนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงให้ใหม่ โดยใช้ข้อมูลเดิมของผู้ประกอบการ


ผู้ประกอบการที่ สคบ. ได้ส่งหนังสือแจ้งไป ส่วนใหญ่ยังคงเงียบ ตรงนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุผลอะไรและถ้าถามว่า สคบ. จะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการแยกประเภทบริษัทขายตรงเป็นประเภทที่ 2 ด้วยการเพิกถอนใบทะเบียน ตรงนี้ สคบ. ยังไม่สามารถทำได้ เพราะติดในเรื่องกฎหมายขายตรง


นอกจากนี้ สคบ. ยังเข้มงวดการจดทะเบียนขอใบอนุญาตจาก สคบ. เนื่องจากที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาว่าบริษัทขายตรงที่ยื่นขอใบอนุญาตมายัง สคบ. จะต้องจ่ายเงิน เรื่องนี้สร้างความเสียหายให้กับ สคบ. เป็นอย่างมากดังนั้น การทำงานจากนี้ไป สคบ. จะมีมาตรการที่เคร่งครัดมากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. แล้ว จะต้องพบกับเลขา สคบ. ก่อน เพื่อทำการสัมภาษณ์ 3 คำถาม คือ 1.การขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจขายตรงครั้งนี้เสียเงินให้กับเจ้าหน้าที่หรือไม่ 2.ขายสินค้าอะไร และ 3.มีการโฆษณาผ่านสื่อใดบ้าง


อย่างไรก็ดี การทำงานของ สคบ. ถือเป็นไปตามนโยบายเชิงรุกที่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การปรับทะเบียน 2.การติดตามประเมินผล และ 3.การปราบปรามบริษัทขายตรงที่กระทำการไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้มีการสานต่อหลังจากได้รับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา


จิรชัย กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าของกฎหมายขายตรงฉบับแก้ไขปี 2545 ขณะนี้ สคบ.ได้มอบหมายนักวิชาการด้านกฎหมายทำการศึกษากฎหมายขายตรงว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจอย่างไร โดยศึกษากฎหมายขายตรงที่ยุโรปและอเมริกาว่าธุรกิจขายตรงมีความก้าวหน้าอย่างไร จากนั้นได้มีหารเสนอให้แก้ไขกฎหมายเป็น 2 ส่วนคือ 1.ระยะเร่งด่วนภายใน 90 วัน 2.ระยะยาว คือ การปรับกฎหมายว่าควรปรับอย่างไร


สำหรับการแก้ไขกฎหมายขายตรง มีการเสนอประเด็นการจดทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระจะมีการจดทะเบียนเหมือนกับสำนักคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือไม่ และองค์การของ สคบ. ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรกับงบประมาณ ดังนั้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หาก สคบ. จะแยกการทำงานในส่วนขายตรงออกเป็นเอกเทศเหมือนกับ คปภ.




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว สคบ. ยกระดับธุรกิจขายตรง ผุดตราสัญลักษณ์อุ้มผู้บริโภค


สคบ. จับมือ ทิพยประกันภัย นำร่องมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภค 4 ธุรกิจ ประเดิมธุรกิจ MLM หวังยกระดับธุรกิจสร้างความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภค เตรียมพร้อมสู่เวทีการแข่งขันในระดับอาเซียน ล่าสุดร่างแก้ไข ข้อกฎหมายการต่อใบอนุญาต บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจต้องต่ออายุปีต่อปี

นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับทิพยประกันภัยในการมอบตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้กับธุรกิจนำร่อง 4 ธุรกิจ ประกอบด้วยธุรกิจบริการ อู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง โดยจะ เริ่มใช้กับธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจแรก เนื่องจากต้องการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าของ MLM โดยนำระบบประกันภัยมาสนับสนุนการเยียวยา ให้แก่ผู้บริโภค ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียจากสินค้า และบริการ โดยไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการพิจารณารวม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สคบ. และผู้บริโภคจะต้องเป็นคนร้องเรียนเอง แต่ต่อไป บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการมอบตราสัญลักษณ์ดังกล่าวบริษัทที่จะยื่นเรื่องขอรับตรา- สัญลักษณ์จะต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่ สคบ. กำหนดไว้ โดย สคบ. และ ทิพยประกันภัย ได้จัดคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอยื่น หากผ่านเป็นที่เรียบร้อยผู้ขอรับตราสัญลักษณ์จะได้รับมอบตราสัญลักษณ์ภายใน 15 วัน ซึ่ง สคบ. มีความมั่นใจว่าภายในปลายเดือนนี้จะมีบริษัท MLM ให้ความ สนใจและขอยื่นรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวแน่นอน โดยตราสัญลักษณ์นี้ยังอยู่ในแนวนโยบายว่าจะติดที่ตัวสินค้า หรือสถานที่ประกอบธุรกิจ หรือติดทั้ง 2 แห่ง ซึ่งต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง และจะต้องมีการต่ออายุตราสัญลักษณ์ทุก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตราสัญลักษณ์นี้ จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการ คุ้มครองผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีและแสดงถึงความรับผิดชอบของบริษัท MLM แต่ การขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะเป็นภาคสมัครใจ ไม่ได้เป็นภาคบังคับ โดยจะมี เงื่อนไขหลัก 23 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อกำหนดที่ระบุไว้ในการยื่นขอใบอนุญาต ดาํ เนินธุรกจิ อยแู่ ลว้ ยกเวน้ ประเดน็ ใหมใ่ นเรือ่ งของการประกนั ความเสียหายทีเ่ กิด จากการใช้สินค้า และมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภค ส่วน เหตุผลที่ สคบ. เลือกที่จะร่วมมือกับทิพยประกันภัยนั้น เนื่องจากว่าเป็นบริษัท ประกันที่รัฐถือหุ้นอยู่ และหากในอนาคตมีบริษัทประกันภัยอื่นๆ ต้องการที่จะเข้า มาร่วมในโครงการนี้ สคบ. ก็เปิดกว้างในการให้บริษัทประกันภัยอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

พร้อมกันนี้ สคบ. คาดหวังว่าการมอบตราสัญลักษณ์นี้ให้แก่ผู้ประกอบ การนั้น จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะผลักดันให้ธุรกิจ MLM ของไทยเข้าไปสู่การ แข่งขันระดับอาเซียน ซึ่ง สคบ. ได้วางแผนไว้ในอนาคตจะเข้าไปทำการเจรจาแลก เปลี่ยนข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองที่ทำในนามของรัฐต่อรัฐ จากปัจจุบันการเข้าไป ทำธุรกิจ MLM ในต่างประเทศนั้น เข้าไปในนามของบริษัทเอกชน อีกทั้งยังเป็นการ ป้องกันการถูกหลอกในการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้บริษัทที่จะเข้าไป ทำธุรกิจในต่างประเทศได้ต้องได้รับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคเสียก่อน

นพปฎล กล่าวต่อไปว่า นอกจากตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นเครื่องหมาย ที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยในการคัดกรองผู้ที่แอบ- แฝงเข้ามาในธุรกิจนี้และคาดว่าจะช่วยเปลี่ยนธุรกิจจากสีเทาให้เป็นสีขาว เมื่อ เข้าไปในตลาดรับอาเซียนด้วย

นอกจากนี้ สคบ. ยังได้เตรียมในเรื่องกฎหมายในการต่อใบอนุญาต การประกอบธุรกิจขายตรง ซึ่งต่อไปนี้จะกำหนดให้บริษัทที่เปิดใหม่ต้อง ต่อใบอนุญาตเป็นปีต่อปี หากครบกำหนดแล้ว บริษัทเหล่านั้นยังไม่ต่อก็จะ ทำการเพิกถอนสิทธิ์ และหากเมื่อ สคบ. ได้พิจารณาแล้วว่า บริษัทเริ่มที่จะมี ความมั่นคงอาจจะเพิ่มระยะเวลาในการต่ออายุ หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่และมี ความมั่นคงทางธุรกิจสูงอาจจะให้ทำครั้งเดียวตลอดชีพ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ของการปรับปรุงร่างกฎหมายเดิมที่เคยทำไว้แล้ว นพปฎล กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555