ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nu Skin Thailand แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nu Skin Thailand แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : “นูสกินUSA” เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมวิจัยศาสตร์ต้านเสื่อมชราระดับโลก







IMG_2240 (Mobile)

 


นูสกิน เอนเตอร์ไพร์ส อิงค์ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เปิดศูนย์นวัตกรรม(Innovation Center) อย่างเป็นทางการ ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 3,000 พันล้านบาทพร้อมขยายพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ รองรับการเป็นศูนย์กลางการวิขัยด้านศาสตร์ต่อต้านความเสื่อมชรา รวมทั้งเป็นแหล่งรวมการพัฒนาข้อมูล และการประชุมที่ทันสมัยบนแนวความคิดพื้นที่สีเขียว ตอกย้ำการเป็นบริษัทผู้นำด้านชะลอวัยของโลก


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นูสกิน เอนเตอร์ไพร์ส อิงค์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าเปิดตัวศูนย์นวัตกรรม นู สกิน อย่างเป็นทางการ ณ นู สกิน สำนักงานใหญ่ สหรัฐอเมริกา โดยได้ว่าจ้างบริษัทสถาปนิก BOHLIN CYWINSKI JACKSON จากซีแอตเทิล เป็นผู้ออกแบบศูนย์วัฒนธรรม และได้เซ็นสัญญากับบริษัท โอ๊คแลนด์ คอนสตรักชั่นจากเมืองซอลต์เล็ค ซิตี้ ในการควบคุมการก่อสร้าง โครงการเพื่อเนรมิตศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ให้กลายเป็นศูนย์รวมงานวิจับแบบครบวงจรที่ทันสมัยของโลก ด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา ซึ่งศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายระบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 300ล้านบาทในกาสร้างศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ เพื่อตอกย้ำการเป็นบริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชราอย่างแท้จริง


ศูนย์นวัตกรรม นู สกิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมันของเราที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่องในการนำเสนผลิตภัณฑ์และโอกาสทางธุรกิจของเรา ซึ่ง นู สกิน เราใส่ใจใน “วัฒนธรรมของนวัตกรรม” ที่สนับสนุนวิสัยทัศน์ของเราสู่การเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำด้านการต่อต้านความเสื่อมชราของโลก ตลอดจนเรามีความยินดีที่จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยแผนพัฒนาโครงการสู่การเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ในอนาคต และขยายการเติบโตของเขตเมือง ซึ่งโครางการนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อม ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อลองรับกระแสความล้ำสมัยของผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยอย่างต่อเนื่องและเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายของเรา” ทรูแมน ฮันท์ กล่าว


สำหรับศูนย์นวัตกรรม นู สกิน สร้างขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 164,000 ตารางฟุต จากพื้นที่ทั้งหมดของบริษัทรวมกันกว่า300,000 ตารางฟุต ประกอบด้วยศูนย์วิจัยด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง มีเนื้อที่ประมาณ 200,000 ตารางฟุต โดยแบ่งเป็นห้องปฏิบัติการจำนวน 5 ห้อง สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นู สกิน ซึ่งได้แก่ ศูนย์ข้อมูล ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความหลากหลาย เพื่อรองรับการที่ นู สกิน เป็นธุรกิจสากลระดับโลกอย่างแท้จริง ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่บริษัทฯ ใส่ใจเพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานและผู้เยี่ยมชม เพื่อส่งเสริมวิสัยทัศน์ขององค์กรด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนและร้านค้าปลีกที่ผู้คนสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของ นู สกิน ได้


นอกจากนี้ ศูนย์นวัตกรรม นู สกิน ยังได้รับการรับรองจาก LEED ด้านการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยแนวคิดการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สีเขียว โดยมีการนำเอาความร้อนจากศูนย์ข้อมูลมาใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นในโถงอาคารอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จากความสำเร็จดังกล่าว จะส่งผลให้ นู สกิน ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำด้านงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการต่อต้านความเสื่อชราของโลกได้อย่างแน่นอน


 


 


 


 


Credit By : หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : MLM เวียดนามโตกระฉูด! ผู้ค้าไทยชิงหัวหาดรับ AEC "นู สกิน" ปักธง "ฮานอย-โฮจิมินห์"







iq814e06071b21702836aea94cd4ab98ab (Mobile)

 


ธุรกิจขายตรงประเทศเวียดนาม โตทะยานสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนปี 2012 มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท สถิติชี้แบรนด์ต่างชาติ โกยยอดขายได้มากกว่าแบรนด์ในประเทศ เหตุรสนิยมของคนในเวียดนาม ไว้ใจแบรนด์นอก ผลักดัน MLM ฝั่งไทยเปิดศึกชิงพื้นที่หัวเมืองใหญ่ตั้งฐาน รองรับ AEC ด้าน "นู สกิน" เดินเครื่อง บุกตลาดเวียดนามเต็มสูบ ปักธง 2 เมือง เศรษฐกิจ "ฮานอย-โฮจิมินห์" ชูสินค้าต้านแก่ "เอจล็อก" เป็นเรือธง มั่นใจเป้ายอดขายปีแรกผ่านฉลุย 450 ล้านบาท หลังผ่านมาครึ่งปีโกยแล้ว 80%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 3.1 แสนล้านบาท โดยตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ ประเทศ มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ในขณะที่ประเทศ เวียดนามซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน อาเซียน ด้วยปัจจัยที่มีประชากรประมาณ 90 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 13 ของโลก และมูลค่าอุตสาหกรรมขายตรงของเวียดนามในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท มีการเติบโตร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับ ปี 2554 ซึ่งนับว่าเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มเออีซี และนับเป็น การเติบโตสูงสุดติด 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรมขายตรงโลก ในปีระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีบริษัทยื่นขอจดทะเบียนเปิดดำเนินการในเวียดนามจำนวน 78 บริษัท และเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวน 54 บริษัท แบ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น 83.3% และแบรนด์ต่างชาติ 16.7%


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 51% รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวและเครื่องสำอาง 27% และผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ 9% ช่องทางการจำหน่ายใช้วิธีการขายผ่านบุคคลต่อบุคคล 100% เพราะ ยังถือว่าเวียดนามยังคงเป็นตลาดเปิดใหม่สำหรับขายตรง และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนั้น ช่องทางการขายแบบปากต่อปากจึงเป็นช่องทางหลักที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน


"นู สกิน เริ่มเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น สาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และ นับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกิน ในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจากทั้งหมด 10 ประเทศ ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับสภาวะการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในประเทศเวียดนามยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับไทย หรือมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง ใหม่ ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้นจะต้องได้รับการ ยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ดังนั้น บริษัทขายตรงที่จะเข้า ไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องดำเนินธุรกิจ ภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับทัศนคติของผู้บริโภคและให้ความรู้กับคนในประเทศ เวียดนามเปิดรับธุรกิจขายตรงมากขึ้น" นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนาม ช่วงเปิดตลาดใหม่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์เอจล็อกเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดภายใต้กลยุทธ์ "ageLOC Opportunity" ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ของคนในประเทศและด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่คาดการณ์ว่าตัวเลขของประชากรวัย 40 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเดียวกันกับทั่วโลก ซึ่งในขณะนี้สัดส่วนของยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจล็อกอยู่ที่ 65% ของยอด ขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่าง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ที่ 70:30


"เนื่องจากการทำตลาดในระยะนี้ยังถือเป็นช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ จึงเป็นช่วงที่บริษัทต้องการสร้างฐานสมาชิกผู้ทำธุรกิจเป็นหลัก และจากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้อยละ 57 ของประชากรในประเทศเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการเป็นเจ้าของ ธุรกิจของตัวเอง มองหาโอกาสทางการทำงานใหม่ๆ เสมอ อีกทั้งทุ่มเทกับการทำงานหนัก เราจึงจะเน้นไปที่การพิสูจน์ให้ชาวเวียดนามเห็นว่าเราแตกต่างจากบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิสัยทัศน์ของบริษัท โอกาส ทางธุรกิจ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ทำธุรกิจ นู สกิน สามารถประสบความสำเร็จได้จริงจากกลยุทธ์การตลาดที่เราวางไว้นี้ จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2556 จะมีจำนวนสมาชิก 30,000 บัญชีรายชื่อ และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 450 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายจำนวน 2 สาขาที่เมืองโฮจิมินห์ และเมืองฮานอย และจะขยายเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น" ภคพรรณ กล่าว


"ภคพรรณ" กล่าวต่อว่า "ทุกครั้งที่ นู สกิน ไปเปิดดำเนินการที่ประเทศใดก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจ อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศ ปลูกฝังด้านจรรยาบรรณของ ผู้แทนจำหน่าย และสิ่งที่นู สกิน คำนึงถึงตลอดเวลาคือการตอบแทนคืนกลับสู่สังคม สำหรับในเวียดนาม เราได้เริ่มช่วยเหลือเด็ก ผู้ป่วยโรคหัวใจภายในการโครงการ SEA Childrenžs Heart Fund โดยร่วมมือกับองค์กรการกุศล East Meet West ซึ่งภายใน ระยะเวลา 1 ปี ที่นู สกิน เวียดนามเปิดดำเนิน การ เราช่วยเหลือด้านการผ่าตัดเด็กผู้ป่วย โรคหัวใจไปแล้ว จำนวน 5 ราย"


"อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทวางกลยุทธ์ สร้างการเติบโตผ่านการเปิดดำเนินธุรกิจ นู สกิน เพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศเออีซีนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมการทำงานให้กับผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ได้มีโอกาสขยายธุรกิจได้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งนู สกิน เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถสร้างเครือข่ายขยายการทำงานและมีรายได้จากทุกประเทศที่นู สกิน เปิดดำเนินการ กรณีการเปิดเวียดนามผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ที่เป็นคนไทยเองก็มองเห็นโอกาสที่ บริษัทเตรียมพร้อมไว้ให้ ซึ่งมีผู้ทำธุรกิจมากมายที่ประสบความสำเร็จแล้วในขณะนี้" แม่ทัพหญิง "นู สกิน" ไทย-เวียดนาม กล่าว


ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ "นู สกิน" เท่านั้นที่เข้าไปทำตลาดในประเทศ เวียดนาม แต่ที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงทั้งจากประเทศอื่น และขายตรงจากไทยเข้าไป เปิด ทั้ง "แอมเวย์" "โมรินดา" โดยล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ก็มี "นีโอ ไลฟ์" ขายตรงแบรนด์ไทยอีกรายที่เข้าไปเปิดธุรกิจเครือข่ายในเวียดนาม โดยตั้งสาขาอยู่ที่เมืองหลวง ของเวียดนามอย่าง "ฮานอย" และดูเหมือน ว่าธุรกิจที่ได้เข้าไปขยายสาขานี้จะได้รับการ ตอบรับจากคนในเวียดนามเป็นอย่างดี ทำให้ เวียดนามกลายประเทศที่มีการขยายตัวมาก ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ในปีที่ผ่านมา


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกินชูเอจ ล็อคบุกตลาดขายตรงเวียดนาม







news_img_31013_1 (Mobile)


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่านู สกินยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าไปบุกตลาดเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปลายไตรมาส 3 ปี 2555 ด้วยการเข้าไปเปิดสำนักงานนู สกิน ประเทศเวียดนาม มีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่าย 2 สาขา ที่โฮจิมินห์ และฮานอย และมีแผนจะขยายเพิ่มในอนาคต ซึ่งการเปิดสำนักงานในเวียดนามถือเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และนับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกินในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มอาเซียน ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน


สำหรับการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในเวียดนาม ถือว่ายังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ ไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามได้นั้น จะต้องได้รับการยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลเวียดนามอย่างเข้มงวด ดังนั้นบริษัทขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ


ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนามช่วงเปิดตลาดใหม่นี้ บริษัทจะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์ “เอจ ล็อค” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งขณะนี้สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจ ล็อคอยู่ที่ 65% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 70:30


นางภคพรรณ กล่าวว่า ในปี 2556 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 450 ล้านบาท จากปีที่ 2555 ที่ทำได้ 200 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 80% จึงเชื่อว่าบริษัทจะสามรถทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันนู สกินประเทศเวียดมีสมาชิกแล้ว 25,000 บัญชีรหัส คาดว่าในปี 2556 นี้จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บัญชีรหัส ส่วนในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตอย่างน้อยประมาณ 20% จากปี 2556


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ฉลองความสำเร็จกับยอดขาย จัดทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket







Capture (Mobile)


บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศจีน) นำโดย นาย แอนด์ดรู ฟาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศ จีน นำคณะผู้แทนจำหน่ายจากประเทศจีนและเขตการปกครองพิเศษ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า จำนวนกว่า 4,000 คน ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จยอดขายกับ โปรแกรมท่องเที่ยวอินเซนทีฟ ทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket เพื่อร่วมสัมผัสความสวยงามของทะเลตอนใต้ที่เต็มไปด้วย ความงดงามทางธรรมชาติ ที่สวยงาม และอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรม รวมถึงการ ร่วมกิจกรรมสัมมนา พร้อมกันนี้ชาวนู สกินยังรวมใจกันจัดกลุ่มเป็นรูปดาว เพื่อแสดงถึงพลังและศักยภาพความสำเร็จของนูสกิน โดยการมาของ นู สกิน ประเทศจีน ครั้งนี้คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ สร้างรายได้ให้กับชุมชนในจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมหาศาล






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ชูภาพขายตรงพรีเมี่ยม ดึงเอจล็อคอัพยอด 3 ปี 5,000 ล.







iq5c2c5180be416cfe13bff1e75592d34f (Mobile)

 


นู สกิน เดินหน้าสร้างแบรนด์ ตอกย้ำขายตรงระดับพรีเมี่ยม ลุยพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภตได้อย่างตรงจุด พร้อมชูแนวคิดการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือและแตกต่าง ดันสินค้าเอจล็อคนำทัพ วาดเป้า 3 ปี โกยยอด 5,000 ล้านบาท


ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภายหลังที่บริษัทได้เริ่มต้นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการต่อต้านความเสื่อมชราเข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ เอจล็อค โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชะลอวัยครั้งแรก เมื่อปี 2553 จนสามารถสร้างการเติบโตในตลาดความงาม และตลาดชะลอวัยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมั่นใจในแนวทางของธุรกิจมากขึ้น และมุ่งเน้นทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสู่มือผู้บริโภค โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายและมีแนวทางการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ มีรูปแบบธุรกิจที่โดดเด่นแตกต่างจาดคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพส่งผลให้แบรนด์ นู สกิน สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน


เป้าหมายในการทำธุรกิจ คือ เมื่อนึกถึงแบรนด์ นู สกิน สิ่งแรกที่อยากให้ผู้บริโภครู้สึกและสัมผัสได้ คือ นู สกิน เป็นแบรนด์ขายตรงระดับพรีเมี่ยม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมในกลุ่มไทเอจจิ้ง จะเป็นแบรนด์แรกที่อยู่ในใจผู้บริโภค


ทั้งนี้ การสร้างจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งจึงมีความสำคัญไมพ้กลยุทธ์ด้านอื่นๆ สำหรับความโดเด่นของนู สกิน คือ การเป็น บริษัทขายตรงรายแรกที่ลุกขึ้นมาประกาศแสดงจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา หรือ Anti-Aging Company อย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทมั่นใจในศักยภาพทั้งด้านบุคลากร ตลอดจนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านต่อต้านความเสื่อมชราที่มีคุณภาพ ประกอบกับเทรนด์ของตลาดต่อต้านความเสื่อมชราทั่วโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราและ ลดเลือน ริ้วรอย จึงเป็นผลให้สินค้าในธุรกิจขายตรงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อการชะลอวัย และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้บริษัทได้วางเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า จะเดินหน้าผลักดันองค์กรให้เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายจะสร้างยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อน นู สกิน ให้ไปถึงเป้าหมายมาจาก การวางกลยุทธ์ที่ดี การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวนำกลยุทธ์ในการทำตลาด ซึ่งเชื่อว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพเอจล็อคจะยังคงเป็นสินค้าหลักที่สามารถสร้างยอดขายให้กับบริษัท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกทั้งตลาดยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี


จากนี้ไปเราจะยังคงเดินหน้าเสริมทัพด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้แทนจำหน่ายในการขยายฐานสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดโรดโชว์ รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของผู้แทนจำหน่าย เช่น การจัดอบรมสัมมนา และการจัด โปรแกรมท่องเที่ยว Incentive Trip ซึ่งกลยุทธ์ที่กล่าวมาเปรียบเสมือนฟันเฟืองในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ตลอดจนสามารถเพิ่มยอดขาย ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้ นู สกิน ประเทศไทย ก้าวไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ ภคพรรณ กล่าว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ไต่ยอดปี55 ทะลุ 2,400 ล้าน อัดฉีด 20 ล้าน สร้างหนังโฆษณาครั้งแรกในไทย









นู สกิน ประเทศไทย ปลื้มยอดขายโตเกินเป้า 16% หรือประมาณ 2,400 ล้าน ในขณะที่สัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% พร้อมเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ เดอะ รียูเนี่ยน ด้วยเม็ดเงินลงทุน 20 ล้านบาทจากงบการตลาดก้อนโตทั้งปีกว่า 40 ล้านบาท ร่อนกลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา หวังเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคและสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผู้นำต้านชราเพิ่มขึ้น 50 % ภายใน 3 เดือน รวมทั้งยังเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลเอจล็อคออกมากระตุ้นตลาดแอนไทเอจจิ้ง โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2556 เติบโตขึ้นอีกกว่า 20%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ปัจจุบันนู สกินเปิดดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานเป็นเวลา 16 ปี ซึ่งด้วยภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งนี้ผลักดันให้ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในทุกปี ส่วนยอดขายปีที่ผ่านมา (2555) ถือเป็นปีที่นู สกิน ประเทศไทย ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 16 % หรือคิดเป็นยอดขายรวมประมาณ 2,400 ล้านบาท มีสัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จำแนกเป็นสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 14 บัญชีรายชื่อและสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านบาท จำนวน 503 บัญชีรายชื่อ


นอกจากนี้ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลผู้บริโภคอย่างแท้จริง เวลานี้บริษัทได้ทำการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดนู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบ ครั้งแรกด้วยเม็ดเงินลงทุนถึง 20 ล้านบาทจากงบการตลาดทั้งปีนี้กว่า 40 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิว เอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าวจะมุ้งเน้นการสร้างแบรนด์นู สกิน ให้เ)นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการของการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขายบริษัทฯ คาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้นถึง 50 % ภายในเวลา 3 เดือน


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้แบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above-the-line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass Media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรทัศน์ ศื่อสิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปเเบบมากขึ้น


นางภคพรรณ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยมี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรียมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยการเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อาร์สแควร์ (ageLOC R2) และ เอ็จล็อคทรูเฟช เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCEULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% และมี ทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างตน่อนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่ง จำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตรการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


นอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆนี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน


นางภคพรรณ กล่าวสรุป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : ประกาศตัวเลข8เดือนโต27% เดินหน้าดัน "เอจล็อค (ageLOC)" เรือธงรบสู้ศึกเครือข่าย


นู สกิน สร้างเซอร์ไพร์สฉลองความสำเร็จยอดขายผลิตภัณฑ์เอจล็อค เดือนเดียวตัวเลขดีดพุ่ง 450 ล้าน...ล่าสุดประกาศตัวเลข 8 เดือนแรก เติบโตสูงสุดทะลุเป้า 27% พร้อมมั่นใจเป้ายอดขายปีนี้โต 20% หรือ 2,500 ล้าน ตามที่วางไว้แน่นอน...เผยแผนเตรียมเดินหน้าบุกตลาดต้านชรา หวังขยายธุรกิจแบบเต็มสูบ...ด้าน ภคพรรณ แย้มตลาดเวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจอย่างมากทีเดียว หลังเพิ่งควบบริหารอีกหนึ่งประเทศ พร้อมมั่นใจนู สกิน ที่เวียดนามในอนาคตอันใกล้เติบโตแน่นอน

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยถึง ภาพรวมธุรกิจนู สกิน ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาว่า นู สกิน ประเทศไทย สามารถมียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย ที่สำคัญ ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 450 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย และจากอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทางบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน

ปัจจัยความสำเร็จของนู สกิน ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า เกิดจากการพรีเซลล์ผลิต ภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ เอจล็อค อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ซึ่งมีแผนที่จะเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 นี้ นอกจากนี้ ตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา ยังถือว่ามีความต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นู สกิน ยังคงมีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำด้านแอนตี้ เอจจิ้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคนั่นเอง

นางภคพรรณ เผยต่ออีกว่า นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิต ภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด

บริษัทฯ มั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท และนอกเหนือจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว ภายในเดือนเดียวกัน นู สกิน ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด ที่มีองค์กรธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวด จากโครงการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่ก่อตั้ง นู สกิน ในประเทศไทย โดยการขึ้นรับรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ช่วงเดือนตุลาคมนี้

นอกจากนี้ นางภคพรรณ ยังได้พูดถึงตลาดขายตรงในเวียดนามที่ล่าสุดได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรม การบริหาร นู สกิน ที่ประเทศเวียดนามด้วยว่า ตลาดขายตรงในเวียดนาม เรียกได้ว่า คนส่วนใหญ่ต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งตนเองในฐานะที่เพิ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในประเทศเวียดนาม ต้องบอกว่า คงจะต้องศึกษาถึงโอกาสทางธุรกิจอย่างหนักทีเดียว แต่ก็เชื่อว่าการที่นู สกิน เข้าไปในประเทศเวียดนามนั้น ก็น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจของคนเวียดนามด้วยเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจขายตรงยัง



เป็นตลาดใหม่สำหรับคนในประเทศนี้ และคนเวียดนามส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะมีรายได้เสริมด้วย


ด้านนางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฎิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับยอดขายในเดือนสิงหาคม ที่นู สกิน สามารถโกยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจล็อคและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่าง ๆ และเติบโตสูงถึง 450 ล้านบาทนั้น ซึ่งได้แบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายได้ดังนี้คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อค ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเอจล็อค ทรานฟอร์



เมชั่น เซ็ท ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค สปา ซิสเต็ม ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหาร เอจล็อค อาร์ สแควร์ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 80% และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม รวมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนลแคร์ อื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20%



ความสำเร็จของนู สกิน นอกจากด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว บริษัทฯ ยังสามารถสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจให้มีรายได้สูงขึ้นอีกด้วย โดยในเดือนสิงหาคม พบว่า มีผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจมีรายได้จากเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 236% เมื่อเทียบกับรายได้เดือนกรกฎาคม ซึ่งการที่เราสามารถสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกว่าขายตรงอื่น ๆ นั่นเอง



ส่วนแผนการบุกตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้นั้น นางวิภาดา เผยว่า บริษัทฯ ยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมถึงยังคงเดินหน้าเร่งกระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง



นางวิภาดา เผยอีกว่า สำหรับแผนการขยายศูนย์จำหน่ายสินค้านั้น ในปีหน้า บริษัทฯ วางแผนที่จะเพิ่มขึ้นศูนย์จำหน่ายสินค้าอีก 1-2 สาขา โดยแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งการขยายสาขาดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของตัวแทนจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 15-20% จากปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกและนักธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 2.4 แสนราย



...นับได้ว่า การก้าวเดินของธุรกิจขายตรงที่ชื่อ นู สกิน ในช่วงนี้ ถือได้ว่ากำลังที่จะเติบโตแบบไม่หยุดยั้งทีเดียว และด้วยอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดแบบสุด ๆ ของนู สกินเช่นนี้ เชื่อว่าน่าที่จะทำให้หลาย ๆ ค่าย คงต้องมีการปรับกลยุทธ์อะไรบ้างอย่างแน่นอน และยิ่งในช่วงปลายปีของทุกปีด้วยแล้ว ที่ตลาดขายตรงเริ่มที่จะร้อนระอุ หลาย ๆ ท่านคงจะเห็นการเปิดเกมแลกของบรรดาผู้ประกอบการขายตรงที่จะเริ่มปล่อยออกมาเป็นระลอกอย่างแน่นอน!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่16 - 31 ตุลาคม 2555 ฉบับ330

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : อวดยอด ส.ค. โกย 450 ล.สินค้าต้านเหี่ยวขายดีดันรายรับโต 27%


นู สกิน สุดปลื้ม เอจล็อก กลุ่มสินค้าต้านหน้าเหี่ยวขายดี ส.ค. เดือนเดียวโกย 450 ล้านบาท ทำสถิติยอดขายต่อเดือนสูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนตัวเลขรวม 3 ไตรมาส ขยายตัว 27% ได้ใจเดินหน้าดันสินค้าต่อต้านความชราเป็นเรือธงอัดกลยุทธ์แน่นไต่ฝัน 2.5 พันล้านบาท พร้อมแผนเพิ่มศูนย์ธุรกิจอีก 2 แห่ง วางงบ 10 ล้านต่อ 1 ศูนย์

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัทสร้างยอดขายได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือน สูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน

ปัจจัยความสำเร็จมาจากการพรีเซลผลิตภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ เอจล็อก อาร์สแควร์ (ageLOC R2) ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ประกอบกับตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทยังคงมีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มี ความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำด้านแอนตี้ เอจจิ้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท และนอกเหนือ จากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว ภายใน เดือนเดียวกัน นู สกิน ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด ที่มีองค์กร ธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วม ประกวด จากโครงการสนับสนุนการผ่าตัด หัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่ก่อตั้ง นู สกิน ในประเทศไทย โดยการขึ้นรับรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ ช่วงเดือนตุลาคมนี้ นางภคพรรณ กล่าว

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธาน ฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับยอดขายในเดือนสิงหาคม นู สกิน โกยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจ-ล็อกและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่างๆ เติบโตสูง ถึง 450 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนยอด ขายได้ดังนี้ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเอจล็อก ทรานฟอร์เมชั่น เซ็ต ผลิตภัณฑ์เอจล็อก กัลวานิค สปา ซิสเต็ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอจ-ล็อก อาร์ สแควร์ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 80% และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม รวม กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนลแคร์ อื่นๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% และปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ยอดขายเติบโตแบบเท่าตัว นั้น มีผลจากการพรีเซลล์ผลิตภัณฑ์อาหาร เสริมตัวใหม่ เอจล็อก อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแอนตี้เอจ-จิ้งที่ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และสามารถตอบสนองความต้องการรวมถึงแก้ไขปัญหาและจุดบกพร่องของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยวางแผนเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 นี้

นางวิภาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอก จากความสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว บริษัทยังสามารถสนับสนุนผู้แทนจำหน่าย ที่ทำธุรกิจให้มีรายได้สูงขึ้น โดยในเดือนสิงหาคม ผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจมีรายได้ จากเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 236% เมื่อเทียบกับรายได้เดือนกรกฎาคม ซึ่งการ ที่เราสามารถสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนู สกิน ที่ต้องการสร้างให้ผู้แทน จำหน่ายได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกว่าขายตรงอื่นๆ ตลอดเวลาเราจึงมุ่งมั่นสร้างกลยุทธ์การขายเพื่อสนับสนุนนโยบายใน เรื่องนี้

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อกกัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งเป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยี กระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่นที่ได้รับการ พัฒนาขึ้นจาก วิทยาการเอจล็อก ที่เป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน สามารถแยกแยะกลุ่มยีนที่ส่งผลต่อกระบวนการเสื่อมชราของร่างกายและ ตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของ ไขมันและเซลลูไลต์

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางวิภาดา กล่าวสรุป

อย่างไรก็ดี จากการเติบโตของยอด ขายในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ที่บริษัทสามารถ สร้างยอดขายได้ถึง 450 ล้านบาท นับเป็น ยอดขายประจำเดือนที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี ของ นู สกิน ประเทศไทยเลยทีเดียว สำหรับพื้นที่ที่สร้างยอดขายได้สูงสุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งกินสัดส่วนยอดขายได้ถึง 60% อีก 40% เป็นของตลาดต่างจังหวัด

ทั้งนี้ นู สกิน ยังมีแผนในการเพิ่มศูนย์ธุรกิจของบริษัท จากเดิมที่มีอยู่ 9 แห่ง ทั่วประเทศ โดยจะเพิ่มอีก 2 แห่ง แต่ละแห่งของศูนย์ใหม่จะใช้งบลงทุนที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อศูนย์ อีกทั้งบริษัทยังได้เดินหน้าขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยมีประเทศเวียดนามที่บริษัทได้ขยายออกไปแล้ว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวนู สกิน (NU SKIN THAILAND) : ตอกย้ำผู้นำตลาดสินค้าชะลอชราส่งอุปกรณ์ "เอจล็อค กัลวานิค (ageloc Galvanic)" โกยยอดครึ่งปีหลัง


นู สกิน รุกหนักตลาดต้านชรา ส่งนวัตกรรมใหม่ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III อุปกรณ์กระชับสัด ส่วนเพื่อหุ่นฟิตเฟิร์ม บอกได้รับเกียรติจาก บริษัท แม่ เปิดตัวที่ไทยเป็นประเทศแรก หลังนำมาวางจำหน่าย แบบ Pre-Sales เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาท

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมการขายและการตลาด บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาดของบริษัทในครึ่งปีหลัง 2555 จะมีการดำเนินงานใน 2 กิจกรรมหลักๆ คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III หรืออุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น และกิจกรรม โรดโชว์ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัท และสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมทั้งสองของบริษัท จะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาสมาชิก และประชาชนทั่วไป ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดสำคัญที่บริษัทตั้งใจในการจัดเตรียมเพื่อพิชิตยอดขายในครึ่งปีหลัง

โดยผลิตภัณฑ์ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวสุดท้ายที่บริษัทจะเปิดตัวในปีนี้ เนื่องจากนู สกิน ประเทศไทย ตั้งใจ และคาดหวังกับอุปกรณ์กระชับสัดส่วนเครื่องนี้เป็น อย่างมาก เพราะเราถือได้ว่าเป็นประเทศ แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเกียรติให้จัดวางจำหน่ายสินค้านวัตกรรมใหม่เครื่องนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้น จากการที่บริษัทได้นำอุปกรณ์เครื่องนี้มาจำหน่าย ในลักษณะ Pre-Sales เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อดูกระแสการตอบรับ ปรากฏว่า การตอบรับจากบรรดาสมาชิกเกิน ความคาดหมาย บริษัทสามารถจำหน่าย อุปกรณ์เครื่องนี้ในช่วง Pre-Sales ได้รับรายได้ถึง 200 ล้านบาท

บริษัทแม่จึงให้ความไว้วางใจ ให้เกียรติประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้เปิดตัวและวางจำหน่ายสินค้า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งตนเองมั่นใจว่า ด้วยวิถีชีวิตปัจจุบันที่ผู้คนสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะรูปร่างที่ต้องการความกระชับ ดูสมส่วน เพื่อความมั่นใจในการใช้ชีวิต สินค้าชนิดนี้จะได้รับความสนใจ และกระแสตอบรับที่ดี จากประชาชนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งบริษัท นู สกิน ตั้งเป้ายอดขายสำหรับสินค้าตัวนี้ไว้สูงมาก

นางวิภาดาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว กับสินค้าดังกล่าว ว่า ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก วิทยาการ เอจล็อค ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของบริษัท นู สกิน ที่สามารถแยกแยะกลุ่มยีน (พันธุกรรม) ที่ส่งผลต่อ กระบวนการเสื่อมชราของร่างกายได้ ซึ่งเราเรียกกลุ่มยีนกลุ่มนี้ว่า กลุ่มยีนแห่งความอ่อนเยาว์ (Youth Gene Clusters) หรือ YGC บริษัทได้มุ่งเน้นให้ส่วนประกอบ ในผลิตภัณฑ์เอจล็อคไปออกฤทธิ์ทำงานที่กลุ่มยีนกลุ่มนี้โดยตรง เพื่อผลลัพธ์ในการ ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง

เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III เป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น ที่จะส่งประสิทธิภาพสารเอจล็อคเข้าสู่ผิวกายได้มากกว่าวิธีการกระชับสัดส่วนแบบปกติถึง 10 เท่า คือ ตัวอุปกรณ์ที่มีกระแสในแบบ รูปคลื่น จะตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของไขมัน และเซลลูไลต์ พร้อมทำให้ผิวกายเรียบเนียน ดูผอมเพรียว และสีผิวเนียนเรียบสม่ำเสมอ โดยตัวเครื่องมีเทคโนโลยีที่สามารถปรับ กระแสไฟได้ภายในตัวเอง ผู้ใช้สามารถ ใช้งานได้โดยสะดวก และด้วยตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน อาจเรียกได้ว่า เป็นการทำสปาง่ายๆ ได้ที่บ้าน ภายใต้คอน เซปต์ สปา แอท โฮม

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดงานเปิดตัวสินค้า ดังกล่าวภายในงาน นู สกิน โรดโชว์ ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม ภายใต้คอนเซปต์ Live Young by Nu Skin โดยภายในงานมีกิจกรรมออกบูธ ต่างๆ ของบริษัท โดยเฉพาะการสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบรรดาสมาชิกและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มียอดการสั่งซื้อสินค้านี้แล้วจำนวนหลายเครื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1331 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง4-8-2012

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกินโลก (Nu Skin) : ลุ้น 3 ปี โต 5,000 ล้าน "มร.ทรูแมน" เปิดสาขาใหม่เวียดนาม


นู สกิน กลุ่ม 6 ประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ประชุมระดมกลยุทธ์ผลักดันยอดขาย นู สกินโลก ปีนี้โตแตะ 2,000 ล้าน US วางเป้าอีก 3 ปีโต 5,000 ล้าน US พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อค ชุดใหม่ อาร์สแควร์ (R2) - กัลวานิค บอดี้ สปา กลุ่มต่อต้านความชราเพิ่ม ความอ่อนเยาว์ เผยจองพุ่ง 4,500 ล้านบาท ทรูแมน ฮันท์ ประธานใหญ่บินแจมสิงคโปร์เผยล่าสุดเปิดสาขาใหม่ เวียดนาม ลำดับ 53 แล้ว


เมื่อวันที่ 19-20 ก.ค. 55 นู สกิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเจ้าภาพ จัดงานการประชุมระดับภูมิภาคประจำปี 2555 ภายใต้แนวคิด Nu Generation Regional Convention ณ รีสอร์ท เวิล์ด เซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มเอจล็อค และเผยถึงความสำเร็จใน ด้านต่างๆ ของ นู สกินภูมิภาคนี้ พร้อมเผยถึง ยอดจองผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ทะลุยอด 4,500 ล้านบาท มีตัวแทนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ร่วม 6,000 รายจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไนและอินโดนีเซีย


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธานบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส กล่าวว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา มูลค่าทางการตลาดของนู สกิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค เติบโตสูงถึง 27 เปอร์เซ็น เมื่อเทียบกับปี 2553 นู สกิน ภูมิภาคนี้เติบโตสูงขึ้น 72 เปอร์เซ็น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีเดียวกันของ ปีที่ผ่านมา รู้สึกพึงพอใจมากกับความสำเร็จนี้ ซึ่งสำหรับภูมิภาคนี้เคยเห็นตัวเลขความสำเร็จ เช่นนี้มาก่อนแล้ว ทำให้บริษัทตื่นเต้นมากกับ อนาคตที่สดใสของภูมิภาคนี้


นู สกินภูมิภาคนี้ที่ประสบความ สำเร็จได้ เนื่องจากการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ ของผลิตภัณฑ์เอจล็อคที่ตอกย้ำการเป็น ผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราในระดับซุปเปอร์ คลาส และหยิบยื่นโอกาศทางการตลาดที่ ทรงพลังอย่างยิ่งให้กับเหล่าตัวแทนจำหน่าย โดยในงานประชุมครั้งนี้ นู สกินได้เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม เอจล็อค ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร อาร์สแควร์ (R2) และผลิตภัณฑ์ ดูและผิวพรรณ กัลวานิค บอดี้ สปา ซึ่ง เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความชราโดย เฉพาะที่เคยสร้าความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ให้กับ นู สกิน ทั่วโลกมาแล้วด้วยยอดขาย มากกว่า 30,000 ล้านบาท


นอกจากนี้ภายในงานยังได้ปิดเผย การดำเนินงานของ นู สกิน สาขาใหม่ ที่ ประเทศเวียดนามซึ่งนับเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของ นู สกิน ทั่วโลกซึ่งการเปิดในครั้งนี้จะ เป็นการช่วยผลักดันโอกาศทางธุรกิจใหม่ๆ ให้ กับคนในภูมิภาคนี้


ทางด้าน เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธานภูมิภาคแปซิฟิคและเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ กล่าวว่านับตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อคตัวแรกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มทาง การตลาดได้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อ ต้านความชราที่คิดค้นขึ้นมา ได้รับการตอบรับ ของผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ ใหม่ล่าสุดนี้เป็นอย่างดี


ดร.โจเซฟ แชง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ วิทยาศาสตร์และรองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า เชื่อว่านู สกิน ยังค้นคว้าเกี่ยวกับศักยภาพของวิทยาการ เอจล็อคได้อีกไกล สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่ถือว่าเป็นระดับ ซุปเปอร์คลาสของผลิตภัณฑ์ต่อความเสื่อมชรา ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเละผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทีเดียว


สำหรับเป้าหมายในปีนี้ นู สกินโลก ระดมสมองทีมบริหารเพื่อหาแนวทางที่จะทำให้ บริษัทก้าวไปข้างหน้า พร้อมการวางแผน กลยุทธ์ในปีนี้ให้บรรลุเป้าโตที่วางไว้ 2,000 ล้านเหรียญ และในอีก 3 ปีข้างหน้าต้องมีผล กำไร 5,000 ล้านเหรีญ โดยจะโตขึ้นอีกปีละ 1,000 ล้านเหรีญ โดยผู้บริหารนู สกินมีความ มั่นใจขนาดนี้เพราะเชื่อว่าในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน มีการเติบโต แบบก้าวกระโดด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555