ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วงการขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วงการขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“อีพิค” ดูดแม่ทีมดังร่วมทีม “นิติ” นำร่อง “อาเจล” แห่ซบ







1235959_408159125951298_1498159882_n (Mobile)

 


ช็อก !! วงการขายตรงเมืองไทย เมื่อ “อีพิค” ปล่อยพลังดูด เปิดตัวผู้นำหมายเลขหนึ่งแห่งค่ายอาเจล “นิติ สว่างทรัพย์” เข้าร่วมทัพ หลังซุ่มเงียบเจรจากันเป็นแรมเดือน วงในเผยแผนใหญ่เตรียมใช้สำนักงานใหญ่ของ อาเจล ในไทย เป็นฐานบัญชาการใหม่ อีพิค แบไต๋จ่อโชว์ตัวผู้นำต่างค่ายอีกเพียบ ด้าน “นิติ” ยอมรับตัดสินใจค่อนข้างนาน แต่จำใจต้องจาก เหตุความคิดเห็นไม่ตรงกัน มั่นใจศักยภาพบริษัทใหม่ทั้งเงินทุน ผู้บริหาร และสินค้าเด่น เชื่อช่วยทีมงานประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก บริษัท อีพิค (ประเทศไทย) จำกัด (EPIC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัท เบอร์จายา กรุ๊ป ที่มี Tan Sri Vicent Tan มหาเศรษฐีชาวมาเลเซียเป็นเจ้าของได้เปิดตัวทีมผู้บริหารอย่าง Glen Jensen อดีตผู้ก่อตั้ง บริษัท อาเจลฯ ปัจจุบันนั่งตำแหน่งประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท อีพิคฯ และ ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ อดีตผู้บริหารของ บีฮิบ (ไทยแลนด์) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชีย ดูแลตลาดเอเชีย และประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ปรากฏมีกระแสข่าวว่าได้ดึงผู้นำจากค่ายขายตรงหลายแห่งมาร่วมทีมเป็นจำนวนมาก


ล่าสุด นิติ สว่างทรัพย์ ผู้นำหมายเลขหนึ่งของ อาเจล ประเทศไทย ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากบริษัท อาเจลฯ อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้ามาร่วมธุรกิจ กับ บริษัท อีพิคฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งการเข้ามาร่วมธุรกิจกับอีพิคในครั้งนี้ ถือว่าได้สร้างความมึนงง!! ให้กับสมาชิกของอาเจลเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า นิติ สว่างทรัพย์ คนนี้เป็นผู้บุกเบิกตลาดอาเจลในประเทศไทย และในกลุ่มประเทศอาเซียน จนทำให้อาเจลก้าวขึ้นมามียอดขายติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และถือว่าเป็นผู้นำต้นแบบของหลายๆ คน ในวงการขายตรงไทย จากการที่เขาประกาศชัดเจนว่าจะยืนหยัดสู้ต่อไป แม้ บริษัท อาเจลฯ จะประสบวิกฤติอย่างหนักก็ตาม


นอกจากการลาออกจาก อาเจล ประเทศไทย อย่างเป็นทางการของ นิติ สว่างทรัพย์ แล้ว แหล่งข่าววงในยังระบุอีกว่า บริษัท อีพิคฯ เตรียมจะใช้สำนักงานใหญ่ของ อาเจล ประเทศไทย ในปัจจุบัน มาเป็นฐานบัญชาการของอีพิค อีกด้วย ซึ่งแหล่งข่าวจาก อาเจล ประเทศไทย ยอมรับว่าขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการหาสถานที่ เพื่อใช้เป็นสำนักงานเห่งใหม่ของ อาเจล ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ อีพิค (ประเทศไทย) ได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อปลายเดือนกันยายน 2556 โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้นำ นำโดย นิติสว่างทรัพย์ ได้จัดประชุมกัน เพื่อจัดให้มีการวางผังองค์กรเป็นครั้งแรก


ด้าน นิติ สว่างทรัพย์ นักธุรกิจอิสระเปิดใจว่า การตัดสินใจลาออกจากอาเจลเพื่อมาร่วมธุรกิจกับอีพิคในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดสินใจค่อนข่างยากมาก ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยเหตุผลที่ลาออกมาในครั้งนี้เป็นเพราะความคิดเห็นหลายอย่างไม่ตรงกันกับทางผู้บริหารของอาเจล จึงจำใจต้องตัดสินใจลาออกมา อย่างไรก็ตามจากการที่เคยได้ร่วมงานกับ Glen Jensen ประธานผู้ก่อตั้ง อีพิค เมื่อ 6-7 ปีก่อน ทำให้มีความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และด้วยความพร้อมรอบด้านของบริษัทจึงเชื่อว่าจะนำพาทีมงานให้สามารถ ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน


ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่จะทำให้ทีมงานประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทีมผู้บริหารอย่าง Tan Sri Vicent Tan ที่ถือว่ามีความเข้าใจและมีแหล่งเงินทุนมหาศาลที่คอยให้การสนับสนุน โดยมอบหมายให้ Glen Jensen มีอำนาจในการบริหารงานอย่างเต็มที่ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทที่คาดว่าจะสร้างความฮือฮาให้กับวงการขายตรงระดับโลกอย่างแน่นอน ที่สำคัญไปกว่านั้น ด้วยแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ทำง่ายและไม่ต้องลงทุนเยอะ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เชื่อว่าจะทำให้อีพิคเติบโตอย่างยั่งยืน


“การที่ผมลาออกจากอาเจล ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมีผลกับบริษัทมากนัก เพราะทางผู้บริหารของอาเจลเองก็ยืนยันแล้วว่าจะให้การสนับสนุนในการททำตลาดในเมืองไทยต่อไป ซึ่งผมก็ได้บอกกับน้องๆทุกคนแล้วว่าให้มองที่ตัวเองเป็นหลัก แม้ผมจะไม่อยู่ทุกคนก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ ส่วนที่จะมีใครตามมาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา สำหรับกระแสข่าวที่ออกมาว่าทางอีพิคจะใช้สำนักงานของอาเจล เป็นสำนักงานนั้นยังไม่มีข้อสรุป เพราะก่อนหน้านี้ผมได้เสนอกับทาง บริษัท อีพิคฯ ไปว่าให้ลองติดต่อกับทางเจ้าของอาคารแห่งนี้ดู ส่วนเขาจะตกลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายและการตัดสินใจของผู้บริหารของบริษัทเป็นหลัก” นิติ กล่าว


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 16-31 พฤศจิกายน 2556


 

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความท้าทายนายใหม่ สคบ. !!!







1382983_678407798850713_1684550780_n (Mobile)

 


ความเคลื่อนไหวของวงการขายตรงในเวลานี้ ไม่เพียง แต่ในส่วนของยอดขายที่หลายบริษัทกำลังลุ้นว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทของตัวเองจะโกยรายรับเท่าไหร่ และเมื่อจบปี ยอดขายรวมของบริษัทไหนจะเป็นอย่างไรบ้าง


อีกเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งในและนอกวงการ ขายตรง กำลังจดจ่อนั่นคือ การเข้ามาทำงานของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่อย่าง "อำพล วงศ์ศิริ" ที่ถูกแต่งตั้งข้ามฟากมาจากกระทรวงยุติธรรม


การถอด "จิรชัย มูลทองโร่ย" ออกของคณะรัฐมนตรี นับเป็นประวัติศาสตร์ของ สคบ.โดยสิ่งที่ตามมามีมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของผังตำแหน่งของคนทำงานใน สคบ.ที่ต้องปรับตามหัวที่มีการเปลี่ยนแปลง


โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของวงการขายตรง ตอนนี้ ก็มีการปรับ โดย "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" ถูกเรียกให้กลับมา นั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ตำแหน่งเดิมที่ "สุวิทย์" เคยปฏิบัติหน้าที่เมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" นั่งในตำแหน่งเลขาธิการ


การปรับเปลี่ยนแม่ทัพ สคบ. แบบสายฟ้าแลบ เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เหมือนเป็นตัวกระพือให้เกิดคลื่นใต้น้ำในวงการขายตรง


นับแต่การเปลี่ยนหัวเรือ สคบ.เกิดขึ้น ผู้คนที่อยู่ในวงการขายตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอดไม่ได้ที่จะลุ้นว่า นโยบายของเลขาธิการฯ คนใหม่ ที่มีต่อวงการขายตรงจะเป็น อย่างไรในอนาคต


เพราะในยุคของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" นโยบายใหญ่ที่ถือเป็นผลงานเด่น ก็คือเรื่องของ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ที่หน่วยงานรัฐจัดการออกนโยบายรณรงค์ให้ผู้ประกอบการขายตรง และอีก 25 วงการธุรกิจ เข้ามาขอรับตราดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค


เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ค้าที่ยื่นขอรับตรา สคบ.ไปแล้ว และ ผ่านการขึ้นรับไปเรียบร้อยนั้น "ตราสัญลักษณ์ สคบ." จะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีการเปลี่ยนยุคของ สคบ.


นอกจากเรื่องของผลงานดังกล่าว ที่ "จิรชัย" ได้สร้างไว้ อีกอย่างที่ถือเป็นเรื่องคาราคาซังมานานแสนนาน นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายที่ภาครัฐก็เห็นพ้องว่าธุรกิจขายตรงควรที่จะมีการปรับแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายขึ้นใหม่


แต่ที่จะต่างออกไปนั่นคือ จะแก้ไขตรงไหน อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้เถียงกันมาตลอดของคนในวงการขายตรง โดยเฉพาะกับ 4 สมาคม 4 ก๊ก ที่มีความต้องการด้านกฎหมายที่ไม่ค่อยจะคล้ายกันสักเท่าใดนัก


สิ่งนี้ ถือเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างที่ทำให้กฎหมายขายตรง ต้องร่างแล้วร่างอีก


ในช่วงปลายของยุค "จิรชัย" นั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. สิ่งหนึ่งที่ "จิรชัย" กำลังเดินหน้าที่จะทำให้เกิดขึ้น คือ การดึง 4 สมาคมแห่งวงการขายตรงไทย เข้ามาพูดคุย ทานอาหารเพื่อหาจุดร่วมในการทำงาน โดยเฉพาะเพื่อการแก้ไขกฎหมายขายตรง ดันให้เกิดการคล้อยตามกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป


สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่ "อำพล วงศ์ศิริ" ต้องสานต่อ คือ การเป็นคนกลางในการหาจุดร่วมของสมาคมขายตรงต่างๆ เพื่อให้เกิดการยกระดับของวงการขายตรงไทยอย่างแท้จริง ซึ่งดูแล้วจะท้าทายความสามารถของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่ เป็นที่สุด...


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"สคบ.ทำงานช้า เพราะกำลังคนน้อย"







5482_533064510078315_1631328902_n (Mobile)

 


ถือเป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นที่เราต้องการมากที่สุด นั่นคือความคิดเห็นจาก "จิรชัย มูลทองโร่ย" อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่มองไม่ต่างจากคนขาย ตรง ที่เห็นว่าธุรกิจขายตรงยังต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของกฎกติกา ที่จะเข้ามากำกับควบคุม ซึ่งถึง แม้ว่าจะเป็นเพียงอดีตหัวเรือของ สคบ.ก็ตาม แต่จากเวลาที่ทำงาน คลุกคลีกับขายตรง ความคิดเห็นของท่านผู้นี้ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อวงการ


นายจิรชัย มูลทองโร่ย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ว่าจากที่ผ่านมาได้มีกลุ่มบริษัทขายตรงรวมตัวกันตั้งเป็นสมาคมขายตรง อยู่ 4 สมาคม ซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นในบางเรื่องที่ต่างกัน แต่ในวัตถุประสงค์หลักไม่ต่างกัน คือ การต้องการยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทาง สคบ. ก็ได้พยายามที่จะเชิญผู้นำของทั้ง 4 สมาคม ร่วมพูดคุย หารือในเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งจะมีการเชิญรัฐมนตรีที่ดูแลธุรกิจร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหาทางออกในการยกระดับอุตสาหกรรมขายตรงไทย


โดยการหารือแนวทางการแก้ไขกฎหมายขายตรง และตั้งหน่วยงานที่จะมีหน้าที่กำกับดูแล วงการธุรกิจขายตรงถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ใกล้เข้ามา ทุกที ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งทางภาครัฐก็ได้พยายาม ประสานเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และที่ผ่านมา สคบ. ได้เร่งทำงาน เรื่องของการจัดระเบียบบริษัทขายตรง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อไปหาบริษัทขายตรงที่มีอยู่เกือบ 900 บริษัท


การจดทะเบียนบริษัทมาตั้งแต่ปี 2545 โดยปัจจุบันมีกลุ่มบริษัท ขายตรงที่ยังดำเนินการอยู่ถึงตอนนี้มีเกือบ 400 บริษัท แต่ก็ยังมีหลาย บริษัทที่ยังทยอยเข้ามารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งที่ผ่านมา มีการ ร้องเรียนถึงการทำงานของ สคบ. ถึงความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนเปิดบริษัท


โดยเหตุของความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนบริษัทขายตรง แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ 1.การขอจดบริษัทใหม่ 2.บริษัทขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการของบริษัท และ 3.การเข้าขอยื่นจดสินค้าใหม่ของแต่ละ บริษัท ซึ่งในทั้ง 3 เรื่องทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามหาวิธีแก้ไข และเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ก็เพราะกำลังคนที่น้อยมาก ทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน


อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการทำงานของ สคบ. ในเวลานี้ ทางหน่วยงานได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน คือ 1.การขึ้นทะเบียนบริษัท 2.หน่วยติดตามเฝ้าระวัง และ 3.ฝ่ายปราบปรามการกระทำผิดของบริษัทขายตรง โดยทั้งหมดนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการแชร์ลูกโซ่ และป้องกันบริษัทที่เอาเปรียบผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจขายตรงเป็นสีขาว และยกระดับเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมีศักยภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สคบ.รุกตรวจแถวขายตรง ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" เตรียมดึง 4 สมาคมฯร่วมถกยกมาตรฐานวงการ







สคบ. (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้าตรวจสอบบริษัทขายตรง หวังให้ผู้ประกอบการตื่นตัว ไม่ให้มีปัญหาการฟ้องร้องจากผู้บริโภค ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" พบได้มาตรฐานควร เป็นแบบอย่าง "พิศิษฐ์ แทนทิว" ผู้บริหารนีโอไลฟ์ ขานรับ สคบ. เข้มงวดจะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี ทุกบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


หลังจาก ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริษัทขายตรง พร้อมมอบนโยบายด้านต่างๆ ให้แก่คณะผู้บริหารให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริโภค


ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า โครงการตรวจเยี่ยมบริษัทขาย ตรงของภาครัฐก็เพื่อต้องการเห็นจากบริษัทขายตรงว่าได้ทำตามกฎหมายหรือไม่, มีการประกอบการอย่างไร และดูแลผู้บริโภคจริงหรือไม่ ทั้ง 3 เรื่องนี้ บริษัทภาคเอกชนควรจะตระหนักให้มาก เพราะ สิ่งที่ต้องการเห็นอยากให้ทุกภาคส่วนของ สังคมช่วยกัน จึงอยากจะปลูกฝังจริยธรรม ความดีเอาไว้ โดยเร็วๆ นี้อาจจะมีการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้ามาหารือพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกหรือการนำเสนอไอเดีย ดีๆ เพื่อมาช่วยเรื่องนี้ด้วย


"ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจบริษัท แอมเวย์แล้ว โดยสิ่งสำคัญที่ไปตรวจต้องการ จะดูว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปล่า เพราะบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการสมัครการซื้อสินค้า การจำหน่ายสินค้า การตั้งราคา สินค้าอยู่ในความเหมาะสมหรือไม่ และต้อง ไปขึ้นทะเบียนรายงานตัวตามที่ สคบ. กำหนด หรือไม่ ที่สำคัญทุกบริษัทควรจะต้องมีความ รับผิดชอบต่อสัมคม คือคืนกำไรให้กับผู้บริโภคด้วย" เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวว่า ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ...นั้น เนื่อง จากปัจจุบันผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนขายตรงไว้กับ สคบ. จำนวนมาก ดังนั้น สคบ. จึงจำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูว่า ผู้ผลิต ผู้ประกอบเหล่านี้ มีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มีสินค้าจะก่อให้เกิดปัญหาแชร์ลูกโซ่หรือแชร์ ต่างๆ ในระยะยาว โดย สคบ. จะต้องเตรียม ความพร้อมในหลายเรื่อง เพื่อให้การปฏิบัติ การตามกฎหมายนั้นสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี และมีลักษณะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


"ตอนนี้ทาง สคบ. ได้ดำเนินการเรื่อง เร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบกรณีการออกใบเสร็จรับเงินของ บ.ขายตรงต้องมีการแสดงรายการที่ชัดเจนให้แก่ลูกค้าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ สมัครสมาชิกแล้ว ซื้อ สินค้าแล้วไม่ดีคืนเงินหรือไม่ ซึ่งทาง สคบ. ได้พยายามเปิดช่องทางทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, สายด่วน สคบ. และช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้สะดวกมาก ขึ้น" นายจิรชัยกล่าวว่า การที่ สคบ. เดินทาง มาตรวจสอบในวันนี้ อย่างที่ทราบ บ.นีโอไลฟ์ ถือเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทย มีสมาชิกที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก และยังเป็นบริษัทขายตรงของคนไทยด้วย จึงแค่อยากมาดูวิธีการดำเนินกิจการว่าเป็น อย่างไร มีตราสัญลักษณ์ สคบ.หรือไม่ โดย ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจสอบบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นบริษัท ขายตรงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาเปิดในเมืองไทยหลายปี และจากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบริษัทได้มาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน จึงเหมาะที่จะเป็นแบบอย่างให้ บริษัทขายตรงอื่นๆ เอาเป็นแบบอย่าง


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA ได้กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองนั่งตำแหน่งกรรมการบริหารของ บ.นีโอไลฟ์ รู้สึกดีใจ ที่ทาง สคบ. ได้เดินทางมาตรวจสอบ เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า สคบ.มีความเข้มงวด ที่จะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี โดยทุกบริษัทควรจะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม คือต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


"ไม่อยากให้มีภาพผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง และดูเหมือนว่าตัวเลขผู้เสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายตัวออกส่วนภูมิภาค อย่างรวดเร็ว โดยวิกฤติเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ เกิดขึ้นอย่างหนาตายิ่งเฉพาะในธุรกิจเอ็มแอลเอ็ม หรือแม้กระทั่งแชร์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีในทุกภาค" เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA กล่าว








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

กฎหมายต้องแก้!







GETTY_N_110211_LawGavelCourt (Mobile)

 


ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านที่เป็นขาประจำของ "นสพ.สยามธุรกิจ" คงได้เห็นว่า "สยามธุรกิจ" ได้เปิดคอลัมน์ "แก้กฎหมาย ส่งเสริมขายตรงไทย" ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ให้คนขาย ตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ กลุ่มผู้บริหาร นักธุรกิจอิสระ รวมไปถึงบุคคลต่างๆ ที่มีความรู้ในระดับกูรู ของวงการขายตรง ได้เข้ามาแสดงทรรศนะเกี่ยวกับกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่า ควร ไม่ควร แก้ไขอย่างไร


โดยที่ผ่านมา จากการติดตามของผู้เขียน เห็นได้ชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่วงการขายตรงต้องมีกฎหมายตัวใหม่เข้ามากำกับดูแล รวมไปถึงเรื่องของการผลักดันให้มีการตั้ง "กรมขายตรง" ขึ้นมา


เหตุผลหลักๆ ที่ผู้เขียนพอจะจับใจความ สรุปให้เห็นพอเข้าใจถึงสถานะความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่คนขายตรงต้องการ ให้มีการสร้างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้น เพราะการที่กฎหมายขายตรงฉบับ พ.ศ.2545 ไม่ทันยุคทันสมัยอีกต่อไป


ส่วนความพยายามที่จะให้มีการตั้ง "กรมขายตรง" หรือสำนักงานหรือหน่วยงานอิสระ เพื่อดูแลกำกับวงการอย่างเฉพาะ ก็เพราะความต้องการเห็นการยกระดับของวงการ ขายตรงอย่างแท้จริง


และหากขายตรงมีหน่วยงานอะไรที่เข้ามาดูแลอย่างเฉพาะ เหมือน คปภ. หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ก็ยิ่งจะทำให้ขายตรงถูกมองในภาพที่บวกมากขึ้น ทั้งยังจะมีทุน มีคนที่มากพอในการจะจัดการกับขายตรงขี้ฉ้อทั้งหลาย รวมถึงการยกระดับ ขายตรงชั้นดีให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น


หากมองตามความเป็นจริง ธุรกิจขายตรงมีปัญหามาก ที่สุด ก็คงเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่มักถูกเปรียบเทียบ ยัดเยียดให้เป็นธุรกิจ "แชร์ลูกโซ่" เป็นธุรกิจสีเทา เต็มไปด้วยการหลอกลวง ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี เพียงหยิบมือที่เข้ามาหาผลประโยชน์ ด้วยการใช้แบบแผน การล่อลวง คล้ายกับวิธีการทำงานของขายตรงเท่านั้น


แต่แน่นอนว่า ปลาเน่าตัวเดียวย่อมเหม็นไปทั้งบ่อ


ขายตรงโดนมองในทางที่ไม่ดีมานาน ถึงแม้ปัจจุบันจะดีขึ้นมากในเรื่องของภาพลักษณ์แล้วก็ตาม


แต่ทั้งหมดทำให้เราต้องมองย้อนไปที่ต้นตอของปัญหา


หนึ่ง คือ บรรดา 18 มงกุฎ ที่ทำให้ขายตรงถูกมองไม่ดี


สอง คือ กฎหมาย ที่ไม่รัดกุมพอ ที่จะปกป้องธุรกิจได้


นี่คือปัจจัยหลักของปัญหา ซึ่งต้องยอมรับกัน


"สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ถือเป็นสมาคมหมายเลข 4 ของวงการ ที่กำเนิดขึ้น


โดยสมาคมนี้ก่อตั้งยังไม่ถึงปี แต่พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย ด้วยการเล็งเห็นสิ่งที่เป็นปัจจัยของปัญหา


ที่ผ่านมา TDNA ได้ว่าจ้าง "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในทุกมิติ เพื่อให้รัฐเห็นภาพที่แท้จริง


ทุกอย่างเดินหน้าไป ถึงแม้จะมีกระแสข่าวว่าบางบริษัท พยายามปิดกั้นข้อมูลของตัวเอง เพื่อเหตุผลใดไม่ทราบชัด ก็ตามที


แต่ธุรกิจขายตรงเดินทางมาไกลเกินจะถอย และคงเป็น เรื่องที่ไม่ควรแน่หากจะปล่อยให้อะไรมาฉุดมารั้งความเจริญ


หากกฎหมายขาดเขี้ยวเล็บในการเอาผิด คนผิด ก็ยาก ที่ขายตรงจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ


ไม่ต้องนึกถึงการจะยกระดับวงการหรอก เอาแค่ให้วงการไม่ถอยหลังลงคลองนี่ ก็ถือว่าเป็นบุญ...








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ค่ายเล็กฮึดสู้! ชิงคนดูเทงบปั้นแบรนด์ผ่านสื่อทีวี...







Business (Mobile)


กลุ่มบริษัทขายตรงแห่ทุ่มทุนทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านทีวี "สตาร์ ซันไชน์" ระดมสมองหารายการรูปแบบใหม่ ดึงเรตติ้ง ช่องดาวเทียมของตัวเอง ด้าน "ดี เน็ทเวิร์ค" ควักงบ 20 ล้าน บาท โฆษณาสินค้าบนหน้าจอฟรีทีวี พร้อมดึง "เขาทราย แกแล็คซี่" เป็นพรีเซ็นเตอร์ ส่วน "เอเชีย สุพรีม" ไม่น้อยหน้า ผุดอินเตอร์เน็ต ทีวี เผยแพร่ข่าวสารของบริษัท หวังให้เข้าถึงคนทุกพื้นที่


ยังไงก็ยังเป็นสื่อทีวี ที่ยังได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภค แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีด้านสื่อจะพัฒนาไปไกล การเข้าถึงข่าวสาร ของผู้บริโภคสามารถรับได้จากหลายรูปแบบมากขึ้น แต่ดูเหมือน ว่าทีวี ก็ยังเป็นสื่ออันดับหนึ่งในการเข้าถึงข่าวสารของผู้บริโภค ซึ่ง ในส่วนนี้ เหมือนว่ากลุ่มผู้ประกอบการขายตรงก็ทราบดี โดยกลุ่ม บริษัทขายตรงต่างพยายามสร้างการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อแขนงนี้ แม้แต่บริษัทขายตรงขนาดเล็กก็พร้อมที่จะทุ่มทุนก้อนโต เพื่อสร้าง แบรนด์ผ่านสื่อชนิดนี้ โดยหวังให้บริษัทเป็นที่จดจำของผู้บริโภค "สตาร์ ซันไชน์" ดันรายการใหม่ ชักเรตติ้งช่อง


นายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า ได้วางแผนและปรับแนวคิดใหม่ กับการบริหารงาน ที่ใช้สื่อทีวีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขยายและ บุกตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยให้ความสำคัญกับสื่อทีวี Ping Channel (PSI 61) และ Hero Channel (PSI 131) 2 ช่องรายการทีวีดาวเทียมของบริษัท ซึ่งได้มีการพัฒนาช่องให้สังคมและบุคคลทั่วไปได้รู้จักช่องมากขึ้น โดยมีการผลักดันรูปแบบช่อง ไปในแนวทางของฟรีทีวี


ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาด ทางบริษัทได้ร่วมกับดาราสาวสวย มากด้วย ความสามารถ อย่าง วรรณษา ทองวิเศษŽ ได้ร่วมกันคิดผลิตรายการทีวีรูปแบบใหม่สำหรับช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมขึ้นมา ซึ่งรายการนั้นจะต้องสร้างความบันเทิง ความแปลกใหม่ และก็ยังต้องช่วยส่งเสริมการตลาด และขยายองค์กรของบริษัท ควบคู่กันไปด้วย


"ถือเป็นมิติใหม่ในแขนงโทรทัศน์ขายตรง เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครจะทำ รายการในรูปแบบนี้ บริษัทกำลังพัฒนาโทรทัศน์ดาวเทียมให้เป็นในแบบฟรีทีวีเพื่อรองรับเออีซีในอีก 2 ข้างหน้าที่จะมาถึง เนื่องจากสินค้าของบริษัทจะได้ลิขสิทธิ์ในการทำตลาดอาเซียนด้วย จึงถือเป็นความแปลกใหม่ในวงการขายตรง"


อย่างไรก็ตาม บริษัทได้พิจารณาอย่าง ถี่ถ้วนแล้ว เห็นว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จึงได้อนุมัติและให้การสนับสนุนในการผลิตรายการนี้ขึ้นภายใต้การดูแลและประสานงานการผลิตโดยโรแมนซ์ และถ่ายทำ รายการ โดย Ping Channel ซึ่งรายการนี้มีชื่อว่า รายการ "ปะ ฉะ ดะ" ออกอากาศ ทางช่อง Ping Channel (PSI 61)


ประธาน "สตาร์ ซันไชน์" กล่าวต่อไปว่า บริษัทมุ่งทำตลาดผ่านวิทยุชุมชนและ ทางช่องทีวีดาวเทียม ที่ทำมาหลายปีอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่เห็นผล โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนสร้างออฟฟิศใหม่ ทำห้องสตูถ่ายทำรายการต่างๆ รวมทั้ง ซื้อสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม Ping Channel และ Hero Channel เป็นของตัวเอง นอกจากนี้ยังซื้อเวลาของสถานีอื่นอีก 10 ช่อง เพื่อ โปรโมตสินค้าให้ประชาชนได้เห็นอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งตลอด 2-3 ปีที่มีการใช้กลยุทธ์แบบนี้ก็เป็นผลดีต่อตัวแทนจำหน่ายขายสินค้าได้มากขึ้น


"ดี เน็ทเวิร์ค" ทุ่ม 20 ล.โฆษณาฟรีทีวี


นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าหลัก 4 ตัวของทางบริษัทติดตลาดเป็นที่รู้จักของคนหมู่มากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโกเรจินส์, ดี เบรม, ดี คอนเทค และ D10 หลังจากนี้ทางบริษัทต้องการสร้าง แบรนด์สินค้าใหม่ขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ 5 ให้ติดตลาด โดยทางบริษัทโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์ "บานเย็น รากขาว"


วิธีการโปรโมตผลิตภัณฑ์ "บานเย็น รากขาว" ทางบริษัทจะใช้การประชาสัมพันธ์ ผ่านทางฟรีทีวี จะเริ่มต้นโปรโมตที่ช่อง 5 เวลา 05.00-05.30 น. ทุกวันพุทธผ่านรายการเกษตรไทยน่ารู้ เราซื้อเวลาเพื่อโปรโมตในรายการจะมีการสัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การใช้สินค้าบานเย็นกับเกษตรกร และเรายังมีสปอตโฆษณาขั้นรายการความยาว 30 วินาที โดยมีการว่าจ้างคุณปิยะ ตระกูลราษฎร์ ที่ยังไม่ติดสัญญากับค่ายปุ๋ยค่ายใด การที่เราเลือกคุณปิยะ เนื่องจากเรามองการณ์ไกล โดยเราจะนำเอาผลิตภัณฑ์บายเย็นรากขาวไป ประชาสัมพันธ์ในรายการมวยอัศวินดำทาง ช่อง 9


นอกเหนือจากการโปรโมตผลิตภัณฑ์ บานเย็นแล้ว ดี เน็ทเวิร์ค ยังมีการทำสปอตโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์โกเรจิ้นส์ด้วย โดยจะออกอากาศผ่านทางฟรีทีวี โดยมีการ เซ็นสัญญากับ "เขาทราย แกเลคซี่" ตำนานยอดนักมวยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมต สินค้าโกเรจิ้นส์


"โดยสปอตโฆษณาชุดนี้ เราจะนำไป โปรโมตทางรายการเกษตรไทยน่ารู้ทางช่อง 5 และยังเอาสปอตโฆษณาโกเรจินส์นำไปโฆษณาผ่านรายการมวยศึกอัศวินดำทางช่อง 9 และเราอยากให้สินค้าของเราติดหูประชาชนมากขึ้น เราจึงจะมอบรางวัลพิเศษ ให้กับนักมวยที่มีพลังอึดชกเดินหน้าไม่หยุด ในรอบเดินเราจะคัดเอานักมวยพันธุ์ดุ โกเรจิ้นส์ พลังโสม และผมเชื่อว่าเวลาหลังจากนี้ 1 ปี ทั้งบานเย็นและโกเรจิ้นส์จะเป็นแบรนด์ที่ติดหูคนไทย"


สาคร กล่าวต่อไปว่า นั่นคือสเต็ปแรก สเต็ปต่อไป ทางบริษัทจะขยับไปช่อง 7 โดย ทาง ดี เน็ทเวิร์ค พร้อมเข้าไปสนับสนุนในปัจจุบันทางบริษัทได้ทำการจองไว้แล้วล่วงหน้า โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี จะถึงคิวของ ดี เน็ทเวิร์ค และมีการจองรายการมวย ช่อง 3 และรายการเกษตรช่อง 11 เป็นแผน ในก้าวต่อไป ในสเต็ปแรกนี้ทางบริษัททุ่มงบ ไปกว่า 20 ล้านบาทในการประชาสัมพันธ์ทางฟรีทีวี เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักใน วงกว้าง


"เอเชีย สุพรีม" ผุดอินเตอร์เน็ต ทีวี แจ้งเกิดแบรนด์


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด "ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้โปรโมชั่นท่องที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดย สิ้นปียังหวังว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่างก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว"


"ผมคิดว่า บริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือจะ มีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับรากหญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มีผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาด ออกไปให้ยั่งยืน"


นอกจากนี้ อีกอย่างที่บริษัทจะทำในช่วงท้ายปี คือ อินเตอร์เน็ต ทีวี หรือจะเรียกว่า "IPTV" เอาไว้สื่อสารตรงกับสมาชิกที่อยู่ทุกหนทุกแห่งได้ โดยเครื่องมือตัวนี้จะช่วยแจ้งข่าวสารให้ทราบรวดเร็ว ไม่ว่าจะคอยแจ้งกิจกรรมของบริษัท หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีความมั่นคงและแข็งแรง ต่อเนื่อง












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

"กรม" หรือ "หน่วยงาน" จะยกระดับ MLM !







advertising-mlm (Mobile)


นับตั้งแต่คอลัมน์ "แก้กฎหมาย ส่งเสริมขายตรงไทย" เกิดขึ้น เหล่าผู้ประกอบการ นักธุรกิจอิสระ รวมไปถึงผู้รู้ที่คลุกคลี กับวงการขายตรงที่ผลัดเปลี่ยนมาเป็นตัวละคร แสดงความคิด เห็นเรื่องราวของกฎหมายขายตรงฉบับปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด มีความคิดว่าธุรกิจขายตรงปัจจุบันเดินนำกฎหมายขายตรงฉบับเดิมไปแล้ว ทั้งยังให้ความคิดเห็นว่า ควร หรือยัง ที่จะมีการตั้ง "กรม" หรือ "หน่วยงาน" อะไรสักอย่าง เพื่อมากำกับ ดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะนี้เสียที


นายสราวุธ วัฒนศิริ รองประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอช แอนด์ แอล โกลบอล จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า อยากให้ภาครัฐรีบจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจขายตรงที่เคยทำลายภาพลักษณ์จนเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือการปั่นเงินในรูปแบบมันนี่เกมที่เวลานี้เกิดขึ้นเยอะมาก อยากให้หน่วยงานเข้ามาจัดการให้ทั่วถึง โดยเข้าใจว่าหน่วยงานราชการ มีจำนวนน้อย ทำให้ดูแลบริษัทขายตรงที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากไม่ทันก็ตาม


"หากมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง ซึ่งเป็นปัญหาต้นเหตุ ก็จะดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยกฎหมายขายตรงฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งผ่านมากว่า 11 ปีแล้ว และทุกวันนี้ก็มีการพัฒนาไปมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทำให้กฎหมายขายตรงฉบับนี้ ควรจะมีการปรับอัพเดตให้ทันเหล่ามิจฉาชีพที่ชอบเข้ามาหาผลประโยชน์ เวลาที่กฎหมายมีช่องโหว่"


"ถ้าเราแก้ไขกฎหมายขายตรงให้เข้ายุค เข้าสมัย คือ รัดกุม ควบคุมทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค จะทำให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล เวลาเกิดปัญหาขึ้น เพราะจะทำให้ทุกอย่างมีกฎกติกาแก้ไขได้อย่างชัดเจน เวลามีปัญหาก็สามารถไปเรียกร้องได้ หรือดำเนินตามกฎหมายได้ อยากให้รีบปรับแก้ไขกันไวๆ เพราะกฎหมายขายตรง ฉบับนี้ยังไม่คุ้มครองผู้ประกอบการสักเท่าไร แต่จะดูแลในส่วนของผู้บริโภคมากกว่า"


อย่างไรก็ตาม การตั้งหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับธุรกิจขาย ตรงก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน เพราะจะมีหน่วยงานเดียว ที่ดูแลธุรกิจนี้ โดยจะเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรงขึ้นไปอีกขั้น เหมือนธุรกิจอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ผู้ที่ทำอาชีพขายตรง มีความมั่นใจในการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ และยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคม โดยจะเป็นการทำให้ความหวาดกลัวของธุรกิจขาย ตรงของผู้บริโภคมีน้อยลง เพราะยังมีคนที่เคยถูกหลอก และล้มเหลวกับธุรกิจนี้


ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างยังพาเรียกหาหน่วยงาน หรือกรม ที่จะเข้ามาดูแลวงการขายตรงเพื่อความชัดเจน และกำลังคน ที่น่าจะมีมากพอในการติดตาธุรกิจ หรือล้างบางบรรดาขี้ฉ้อ เพื่อทำให้ธุรกิจขายตรงถูกยกให้เป็นธุรกิจของมวลชนอย่างเป็นรูปธรรมไม่วันใดก็วันหนึ่ง






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

แชร์ลูกโซ่โผลกลางห้างอิมฯ







Image (Mobile)


ตามคำบอกเล่าของคนในวงการขายตรง และน้องๆ นักข่าวที่อยู่ในวงการนี้มานาน ถึงเรื่องของบริษัทขายตรง บริษัทหนึ่ง มีทำการตลาด โดยขยายตลาดในลักษณะ "มันนี่เกม" หรือที่เขาเรียกว่า "แชร์ลูกโซ่"


เล่นเกมปั่นเงิน ระดมเงิน ระดมทุน โดยให้คำมั่นสัญญาผู้ร่วมลงทุน หรือลงเงินตามเลทที่บริษัทตั้งไว้ แล้วจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนกลับทุกๆ วัน ซึ่งผู้ลงทุนจะได้เงินกำไรกลับคืน สอง สาม เท่าตัว จากเม็ดเงินที่ลงทุนไว้


เมื่อได้รับเรื่องราวประมาณนี้ ผู้เขียนก็เลยเกริ่นการเขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ฉบับที่แล้ว รอไว้สืบข้อมูลเชิงลึกอีกระดับหนึ่ง แล้วค่อยมาว่าต่อกันฉบับนี้


เท่าที่ทราบ บริษัทที่ว่า ที่วงการนี้ร่ำลือกันว่า เป็นบริษัท "มั่นนี่เกม" 100% ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของห้างอิมพีเรียล เวิค์ล ลาดพร้าว


เป็นบริษัทที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐมากที่สุดขณะนี้บริษัทแห่งนี้ มีเพื่อนผู้เขียนรายหนึ่งเคยเข้าไปรับงาน ทำแบรนด์สินค้าให้ ช่วงนั้นเป็นช่วงเมื่อประมาณปีที่ผ่านมา และยังเป็นสมัยที่บริษัทแห่งนี้ ยังคงเป็นบริษัทขายตรง ที่มีแนวทางการตลาดเป็นแบบขายตรงที่ถูกต้อง


แต่เมื่อไม่กี่เดือนให้หลัง หลังจากที่เพื่อนผู้เขียน เสร็จสิ้นภารกิจสร้างแบรนด์สินค้าให้ และถอยตัวออกมา บริษัทดังกล่าวก็แปลงสถานะ จากการเป็นบริษัทขายตรง มาเป็นแนวบริษัท "ปั่นเงิน" หรือที่เขาเรียกว่า เป็นลักษณะระดมเงิน ระดมทุน (มันนี่เกม)


มีการปรับเปลี่ยนแนวการจ่ายผลตอบแทน แบบรายวัน เป็นลักษณะการการันตีรายได้ต่อวันเป็นผลบตอบแทน โดยตั้งหน่วยการลงทุนตั้งแต่ ระดับ สองพัน บาทไปจนถึง ตัวเลขระดับหลักสิบล้าน


ยิ่งลงเงินมากๆ ยิ่งได้ผลกำไรตอบแทนกลับมามาก สืบทราบมาว่า ในเบื้องต้น ผู้ลงทุนจะได้เงินคืนกลับทุกวัน เป็นเวลา 45 วัน ติดต่อกัน แต่หากลงทุนน้อยๆ แค่หลักพัน การจ่ายเงินปันผลระยะเวลาต่อวันของการการันตีรายได้ก็จะสั้นลง


บริษัทแห่งนี้ อนุมาน ไปว่า นี่คือ "โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรหัสสมาชิก"


ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง หน่วยการลงทุน "ขุดบ่อล่อปลา" ดึงดูดแมงเม่าเข้ามาติดกับ อาทิ หากใครลงทุนประมาณ 7.8 ล้านบาท จะคิดจำนวนต่อหน่วยได้ประมาณ 156,000 หน่วย ระดับนี้จะได้รับผลตอบแทนกลับทุกวัน(การันตีรายได้ต่อวัน) เป็นระยะเวลา 45 วัน


การการันตีรายได้จะตกวันละ 5 บาทต่อหน่วย ฉะนั้น ถ้าเป็น ตัวเลข 156,000 หน่วย จากการลงทุนประมาณ 7.8 ล้านบาท ก็จะได้รับเงินปันผล หรือเงินการันตีรายได้ประมาณ 780,000 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 45 วัน


โอ้! พระเจ้าจอร์ท ในระยะเวลา 45 วัน ถ้าตัวเลขไม่ผิดเพี้ยนตามทมี่ผู้เขียนได้ยินมาผู้ลงทุนในระดับนี้จะได้รับเงินการันตีรายได้คืนกลับตลอด 45 วันเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 35 ล้านบาท


ตัวเลขนี้ ผู้เขียนประมาณการว่าคือตัวเลขหลอกลวงชาวบ้าน เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งจะไม่สามารถนำมาจ่ายให้กับผู้ลงทุนได้


เอาแค่ลงทุน ประมาณ แสนเดียว จะได้รับเงินกลับคืนหลักหมื่นทุกวัน เป็นระยะเวลา 45 วันแล้ว


โดยภูมิภาคที่กระแสแรงที่สุด ได้ข่าวว่า เป็นพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด ที่วันๆ คนขนเงินมาลงทุนกันมากมาย บางรายก็ยอมกู้หนี้ ยืมสินเขามา เพียงเพราะเห็นว่ารายได้งาม


ผู้เขียนฟันธง!!! เลยว่า ระยะยาวไม่มีทางที่จะจ่ายได้ สุดท้ายก็เข้าอีหร็อบเดิม คือ ระดมได้ก้อนใหญ่แล้วเผ่น


เท่าที่รับฟังมา บริษัทแห่งนี้ไม่ธรรมดา นอกจากจะปรับเปลี่ยนแผนเป็นลักษณะ "มันนี่เกม" แล้ว ยังมีการจัดโปรโมชั่นแรงๆ แจกหนักๆ ให้กับผู้ลงทุนสูงๆ จากแจกทอง ไปจนถึงแจกรถคันละนับสิบล้าน


ที่สำคัญ ผู้ลงทุนส่วนมาก เป็นการลงทุนที่ไม่ได้เกิดจากการซื้อขายสินค้าโดยธรรมชาติ บางรายลงทุนแล้วไม่มีสินค้าให้เป็นส่วนใหญ่


ผู้เขียนรับข้อมูลจากสมาชิกรายหนึ่งของบริษัทนี้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มไม่มั่นใจในรูปแบบการทำธุรกิจของบริษัทที่ว่านี้แล้ว


เธอบอกว่า จริงๆ บริษัทนี้ สคบ.ก็ยังไม่ถูกต้อง หนำซ้ำ!!! ไม่เคยส่งภาษีให้สรรพากรเลยแม้แต่สลึงเดียว ส่วนพนักงานก็ไม่เคยส่งประกันสังคมเลยแม้แต่น้อย


และทราบมาว่า ก่อนหน้าบริษัทแห่งนี้เปลี่ยนชื่อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง


ที่สำคัญ ค้างจ่ายค่าโฆษณาหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่ค่าสินค้ากับโรงงานอีกบานตะกียง กะจะไม่จ่ายเอาดื้อๆ งั้น


น่าเสียดายแทนเพื่อนจริงๆ ที่เคยเข้าไปช่วยเหลือบริษัทนี้ไว้มาก ตอนที่ยังทำธุรกิจตามกรอบของกฎหมาย


สคบ. กองปราบ หรือ DSI เขากล้าถึงขนาดนี้ น่าจะจัดหนักหน่อยนะครับ





Credit By :http://www.ryt9.com/

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!







mlm-online-school-120711-1 (Mobile)


จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA

สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"


"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ขึ้นทะเบียนนักขาย"อาจมีจริง







C--Users-jschum-Desktop-Business Etiquette (Mobile)


ว่ากันด้วยเรื่องของ "การขึ้นทะเบียนนักขายตรง"


จากความคิดที่หยิบโยง ธุรกิจขายตรงกับธุรกิจประกัน เข้าไปให้เหมือนว่ามีความคล้ายคลึงกัน จนเกิดคำถามว่า ทำไม ในเมื่อ 2 ธุรกิจนี้มีความคล้ายคลึงกัน เหตุใดการยอมรับจึงไม่เท่ากัน


กลายเป็นที่มาของการตั้งข้อสังเกต จนมีคนร้อง อ๋อ... จุดประเด็นขึ้นว่า เหตุที่ขายตรงไม่ได้รับการเชิดชูอย่างธุรกิจประกัน ก็เนื่องจากระเบียบ กฎ กติกา ในการควบคุมนักธุรกิจ นำมาซึ่งความต้องการเห็นนักธุรกิจอิสระในวงการขายตรง ได้รับ การขึ้นทะเบียนเป็นรายบุคคล


เพราะธุรกิจประกันจะมีการขึ้นทะเบียนนักขาย ทั้งยังมี การทำข้อสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นนักขายประกัน ทำให้ธุรกิจ ประกันกลายเป็นธุรกิจที่น่าเชื่อถือผู้คนยอมรับ นำพาวงการธุรกิจประกันถูกยกย่องเชิดชู สุดท้ายร่ำรวยไปถ้วนหน้า


แล้วทำไมธุรกิจขายตรงไม่ขึ้นทะเบียนนักขายอย่างเขา


จากคำถามกลายเป็นเหตุที่หน่วยงานรัฐ ผู้ควบคุมดูแลธุรกิจขายตรงโดยตรง ต้องหน้าตาตื่น พร้อมกับการผุดนโยบาย ว่า ต่อจากนี้ถึงเวลาที่นัธุรกิจขายตรง ต้องขึ้นทะเบียนนักขาย


"จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. นับเป็นนายใหญ่ของ สคบ.ผู้หนึ่งที่ ชักเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้ก็มีการพูดถึงประเด็นนี้อยู่บ่อย


การขึ้นทะเบียนนักขายเป็นเรื่องที่มีการโต้เถียงอย่างหนาหู โดยคนที่อยู่ในวงการส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะให้กฎ กติกา นี้ ถูกดันให้บังคับใช้ โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจอิสระ


ด้วยเหตุผลที่ว่า การขึ้นทะเบียนนักธุรกิจอิสระ นับเป็น เรื่องจำกัดมนต์เสน่ห์ของธุรกิจ อีกทั้งยังสร้างความยุ่งยากให้เกิดขึ้น


ส่วนบรรดาผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท ส่วนใหญ่ก็มอง ต่าง โดยต้องการให้มีการขึ้นทะเบียนนักขาย เพื่อแสดงตัวตน ของนักธุรกิจ และยิ่งหากมีการกระทำผิดขึ้น การจะตามตัวคน ผิด ก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น


ขึ้นกับไม่ขึ้น ความเห็นโต้แย้งไม่เสร็จสิ้น


สิ่งที่หน่วยงานรัฐจะต้องทำคือ คิดหามาตรการในการออกกฎขึ้นทะเบียน เอาให้ชัดเจน จำแนกข้อดีของการขึ้นทะเบียนนักขายว่ามีดีอย่างไร รวมถึงจำแนกข้อเสียของการขึ้นทะเบียนนักขายว่าผลเสียจะมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นก็ประชุม กับผู้รู้ของวงการ แต่ผู้รู้ในที่นี้ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ของ ขายตรงอย่างแท้จริง เพื่อลงมติว่าจะเอาอย่างไร


ในมุมของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องหาบทสรุปด้วยการทำประชามติ หรือถามความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทั้งหมด หรือนักธุรกิจขายตรงทั้งหมด


เพราะท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นข้อถกเถียงที่ยากหาข้อสรุป


รัฐต้องมีความชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร ขึ้นไม่ขึ้น สำหรับ ทะเบียนนักขาย เพราะที่สุดวงการขายตรงก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่รัฐออกมาอยู่ดี


แต่ก่อนจะออกก็ขอให้ใคร่ครวญให้ดี ถึงจะมีบ่น หรือด่า ตามหลัง ก็ขอให้เป็นเสียงส่วนน้อยของวงการ เพราะหากเป็น กลุ่มเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วย ก็จะพาวุ่นวาย


และก็ขอให้ทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง อย่าขยันแค่ช่วงแรก ไม่อย่างนั้นไม่ว่ากฎอะไร ก็จะกลายเป็น "ไฟไหม้ฟาง" เสียตลอด...




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการขายชื่อเสียงของตัวเองดังนั้น ผู้ที่จะทำอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่จะได้ หรือมองว่าสินค้าขายได้ง่าย ควรมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อถึงรุ่นลูกหลานถามว่าทำไมถึงทำธุรกิจนี้ แล้วสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่าธุรกิจนี้ดีอย่างไร ดังนั้น ควรมองที่ชื่อเสียงมากกว่าเรื่องเงิน เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด







556718_567903129892455_1716829364_n (Mobile)


หากเอ่ยถึง แคทส์ ดอท คอม ในตอนนี้ หลายคนที่อยู่ในวงการขายตรงคงรู้จักกันดี เพราะเป็นอีกหนึ่งบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทยกว่า 4 ปี โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทเจอมรสุมกับปัญหาต่างๆ มากมาย มาถึงวันนี้บริษัทจะก้าวเดินไปในทิศทางใดนั้นต้องฟังทิศทางการบริหารงานของ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ


ปีนี้บริษัทมีทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างไรบ้าง


ปีนี้นับว่าเป็นปีที่บริษัทค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือแม้แต่สมาชิกเอง แต่ปัญหาเหล่านั้นขณะนี้ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูบริษัทให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การกลับมาเติบโตครั้งนี้บริษัทจะไม่ขอเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะที่ผ่านมาบริษัทได้เรียนรู้แล้วว่าการเติบโตที่เร็วจนเกินไป มักจะประสบปัญหาหลายๆ ด้าน


ส่วนด้านการตลาดในปีนี้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้มีนโยบายขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทมองว่าตลาดขายตรงของประเทศไทยปัจจุบันมีคู่แข่งไม่น้อย ดังนั้น จึงไม่ต้องต้องการที่จะแย่งตลาดเฉพาะประเทศไทย อีกทั้งผู้บริหารคนใหม่ที่เข้ามาบริหารงานนั้น มีประสบการณ์ในการขยายตลาดต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ อย่างน้อย 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย พม่า และเวียดนาม จากเดิมที่มีการเปิดดำเนินการที่ สปป.ลาว และกัมพูชา


อย่างไรก็ตาม การเข้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทจะเป็นผู้เข้าไปติดต่อเกี่ยวกับการประสานงานราชการ แต่การดำเนินธุรกิจจะให้สมาชิกที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ โดยสินค้าที่จะนำเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศจะเป็นสินค้าที่นำจากประเทศไทยไปจำหน่าย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยมากกว่าประเทศที่ก้าวมาข้างต้น



บริษัทมีการเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดอาเซียนอย่างไร


จากการที่ได้เข้าฟังสัมมนาที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC บริษัทได้แจ้งไปยังบริษัทแม่แล้วว่า หากมีการเปิดตลาด AEC ในปี 2558 ก็จะเป็นการเปิดโอกาสในการทำธุรกิจในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงได้เสนอไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นให้มีการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจ เพื่อที่จะให้แผนการทำตลาดเข้ากับประเทศต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยบริษัทแม่ได้นำเสนอให้มีการจัดทำแผนธุรกิจพื้นฐานขึ้นมาหนึ่งแผน ละมีการปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นให้เข้ากับแต่ละประเทศ ซึ่งคาดว่าแผนดังกล่าวจะนำออกมาใช้ได้เร็วๆนี้



ด้านสมาชิกของแคทส์คณะนี้เป็นอย่างไร


ที่ผ่านมาการที่มีสมาชิกที่มีประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น ปัญหาการขายสินค้าตัดราคาการทำธุรกิจมันนี่เกม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ บริษัทจึงได้ทำการตัดรหัสสมาชิกที่ก่อปัญหาดังกล่าวออกไป และได้ให้ความสำคัญกับสมาชิกกลุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจขายตรงมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้สินค้าจริง ซึ่งจะพบได้ว่าในปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคมากถึง 90%



บริษัทวางแผนเกี่ยวกับสินค้าอย่างไร


ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง และในส่วนของกลุ่มเสริมอาหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)


ในปีนี้มีแผนที่จะจัดงานใหญ่บ้างหรือไม่


บริษัทมีแผนที่จะจัดงานครบรอบ 4 ปี ในประเทศไทย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน ที่โรงเบียร์ถนนรามอินทรา โดยในงานจะมีการมอบรางวัลและมอบเข็มเกียรติยศให้แก่สมาชิก รวมไปถึงผู้บริหารและผู้นำจากญี่ปุ่นมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ภายในงานรวมกว่า 20 คน ซึ่งบริษัทคาดว่างานดังกล่าว จะมีสมาชิกชาวไทยเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500 คน



มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการรอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. แต่ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงสมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ไม่เห็นด้วยเพราะการเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมไม่ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้องเสมอไป แต่มองว่าการเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ควรเปลี่ยนมาเป็นการตรวจสอบว่า แต่ละบริษัทมีการส่งงบประมาณ ส่งภาษีตรงหรือไม่ หรือควรมีการส่งสินค้าทุกรายการไปตรวจในทุกๆปี สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งทีดีกว่าการเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคม อย่างไรก็ตาม ก็ยังมองว่าการที่มีตราสัญลักษณ์รับรองในการทำธุรกิจยังคงเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องทีควรทำ



มองภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปัจจุบันอย่างไร


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันมีคู่แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้น เพราะมองว่าตลาดในประเททศไทยเปิดได้ง่าย แต่การที่จะทำธุรกิจนี้ ผู้ที่จะทำต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการขายชื่อเสียงของตัวเอง ดังนั้นผู้ที่จะทำอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่จะได้ หรือมองว่าสินค้าขายได้ง่าย ควรมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อถึงรุ่นลูกหลานถามว่าทำไมถึงทำธุรกิจนี้ แล้วสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่าธุรกิจนี้ดีอย่างไร ดังนั้นควรมองที่ชื่อเสียงมากกว่าเรื่องเงิน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : เอชีย สุพรีมขอวัดดวง ดึงแม่ทีมเบอร์ 1 พรีมาไลฟ์ ไทม์ ร่วมทัพหวังโตก้าวกระโดด พุ่งเป้าทะลวงยอดขายสิ้นปีนี้ 300 ล.









ขึ้นชื่อว่า ธุรกิจขายตรงหรือธุรกิจเน็ทเวิร์ค ซึ่งต้องสานต่อทำงานกับมวลชนจำนวนมากในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต และแน่นอนว่าหากความคิด หรือ ผลประโยชน์ไม่ลงตัวย่อมเกิด รอยร้าว ขึ้นมาสุดท้ายก็ต้องแยกทางกันเดิน หรือดิ้นหนีตายซบชายคาหลังใหม่ จนกลายเป็นภาพชินตาเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งของการโกมือลาย้ายออกจากค่ายโน้นแล้วมาซูฮกค่ายนี้ วนไปเวียนมา โดยเฉพาะบริษัทเปิดใหม่ช่วงอายุงาน 1-3 ปีจะมีกลุ่มคนหน้าเดิมๆ มาให้เลือกสรร ชนิดหัวบันไดออฟฟิสไม่แห้งเลยทีเดียว


อย่างล่าสุด กับความเคลื่อนไหวใหญ่รับต้นปี เกิดขึ้นภายในงานแถลงข่าว บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาหลังจากแถลงข่าวถึงทิศทางธุรกิจในปี 2556 แล้วในครั้งนี้ยังได้ถือฤกษ์ดีเปิดตัวสายงานใหม่นำทัพโดย คุณเป็ด ธนินท์รัฐ และคุณนลันรัตน์ วรัตน์เตชานนท์ ผู้คล่ำหวอดในวงการขายตรงมานาน โดยก่อนหน้านี้ได้เคยร่วมทัพกับขายตรง พรีมาไลฟ์ ไทม์ มานับแรมปี แต่วันนี้ได้ประกาศตัวโบกมือลาไปอยู่อู่ข้าว อู่น้ำแห่งใหม่ เอเชีย สุพรีม อย่างเป็นทางการประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และเมื่อได้ถามไถ่ถึงสาเหตุการย้ายครั้งนี้เจ้าตัวบอก ด้วยเหตุผลสั้นๆว่า ความคิดไม่รอย ผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว อย่างไรก็ตาม การก้าวมาร่วมทัพครั้งนี้ เอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดดการ บริษัทเอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวชี้แจงว่า ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่บริษัทเดินหน้ารุกตลาดอย่างจริงจัง มีผู้นำระดับสูงชุดเก่าราว 10 คน ส่วนกรณีการเข้ามาเสริมทัพสายงานใหม่ของธนินท์รัฐ นั้นได้เริ่มงานตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา หรือหากคิดเฉพาะแม่ทีมระดับแกนนำราว 10 คน เช่นกัน แต่หากแตกแขนงสู่ทีมใหญ่มีมากถึงหลักร้อยคนทั่วประเทศ


การเข้ามาครั้งนี้เราได้มีการพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเริ่มจากพื้นฐานความเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี ต่อมาทราบมาว่าคุณเป็ด มีปัญหารอยร้าวลึกๆกับบริษัทเดิมที่ถือเป็นชนวนใหญ่ จึงเป็นเหตุที่มาของการตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ เรียกว่าการมาครั้งนี้เป็นช่วงจังหวะที่ดีของทั้งเขาและเรา ๆ พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้กับทุกคน ละในเร็วๆนี้ ก็จะมีนักธุรกิจระดับแกนนำจากค่ายอื่นทยอยเข้ามาร่วมธุรกิจอีกมากมาย ผมเชื่อว่าสิ่งที่เขาเลือกเรา เพราะเราเป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งมั่นคง และทุกคนที่เข้ามาใหม่ก็ต้องเริ่มต้นทำงานตามขั้นตอนของบริษัททุกอย่าง


นอกจากกำลังทัพใหม่แล้ว ทิศทางการดำเนินธุรกิจของเอเชีย สุพรีมนั้นก็ไม่ธรรมดา บิ๊กบอสใหญ่ สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานผู้ก่อตั้งเอเชียสุพรีมฯ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเปิดดำเนินธุรกิจได้ปีกว่า แต่เริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อราว 6 เดือนปีที่ผ่านมาด้วยเป้าหมายหลักของเอเชียสุพรีมในการทำขายตรงเชิงคุณภาพ ทำให้อัตราการเติบโตที่ผ่านมานั้นเติบโตแบบธรรมชาติ ผลักดันให้ผลประกอบการที่ผ่านมาบริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 60 ล้านบาท มีฐานสมาชิกอยู่ 6,000 คน และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพความพร้อมทางธุรกิจหลายด้านทั้งเรื่องระบบและการพัฒนาการทำงานของสมาชิกรวมถึงความพร้อมตัวบริษัทเองจะทำให้ภาพรวมธุรกิจจากนี้เติบโตอีกมากพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ที่มั่นคงในตลาดหลักทรัพย์


เอเชียสุพรีม ไม่ได้มุ่งเน้นขาเดียว แต่เป็นการนั่งเก้าอี้ 3 ขา จึงได้มุ่งสร้างพัฒนาคุณภาพสินค้า สมาชิกภายใต้สถาบันการพัฒนาบุคลากร ทั้งคนใหม่และคนเก่า เพื่อพัฒนาให้เกิดศักยภาพความมั่นคงทางอาชีพพร้อมที่จะแข่งขันทางการตลาดได้ และอีกหนึ่งสิ่งที่บริษัทไม่เคยละเลย คือเรื่องการคืนผลกำไรสู่สังคมด้วยการจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ภายใต้ มูลนิธิ เอเชียสุพรีม


ส่วนเป้าหมายที่คาดหวังในปี 2556 ของเอเชียสุพรีมนั้น สุธีร์ กล่าวว่า ด้วยศักยภาพขององค์รวมทางธุรกิจที่มีอยู่จะผลักดันให้ยอดขายเติบโตถึง 300 ล้านบาท มาพร้อมกับฐานสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นคน หรือคิดรวมสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 2 หมื่นคน ส่วนฐานสมาชิกตลาดต่างประเทศของเอเชียสุพรีมมีมากมายทั้งที่ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย


เป้าหมายการขับเคลื่อนธุรกิจที่บริษัทมุ่งเน้นเราได้ให้ความสำคัญคือ 1.การออกไลน์สินค้าใหม่ที่หลากหลายซึ่งปีนี้จะเพิ่มขึ้น 15 รายการ 2. อัดแน่นด้วยกิจกรรมทางการตลาด นอกเหนือจากการฝึกอบรมตามคอร์สพื้นฐานแล้ว บริษัทได้เตรียมอัดฉีดโปรโมชั่นต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ที่มากขึ้น โดยล่าสุดเอเชียสุพรีม ได้ปิดทริปท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม และขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการจัดทริปท่องเที่ยวใหม่ประเทศนิวซีแลนด์ต่อไป


นอกจากนี้ บริษัทเอเชียสุพรีม ยังเดินหน้ากระตุ้นชื่อเสียงให้กับแบรนด์ผ่านช่องทางระบบออนไลน์ และออฟไลน์(สื่อทั่วไป) ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานสมาชิกให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อนำไปสู่การค้าที่ยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศ อีกทั้งในปีนี้เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจบริษัทได้เตรียมขยายศูนย์สาขาเพิ่มขึ้น 2-3 แห่ง คือที่จังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก พร้อมๆ กับการขยายคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมมีอยู่ 8 แห่งเพิ่มเป็น 10 แห่ง ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยเล็งทำเลทองพื้นที่สมาชิกทำงานเป็นหลัก รวมถึงการขยายช่องทางโมบายเซ็นเตอร์ จากเดิมมี 50 แห่ง ปีนี้จะขยับเพิ่มให้ได้ 100 แห่งทั่วประเทศ และด้วยศักยภาพความพร้อมทางธุรกิจของเอเชียสุพรีมมีอยู่ เชื่อมั่นว่าในปี 2557 จะคว้าฝันเป้าหมาย 1,000 ล้านได้อย่างแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 217 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556