ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4 ทาง "4 สมาคม"







44 (Mobile)


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันวงการขายตรงไทยมีทั้งหมด 4 สมาคม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทขายตรงที่มีความคิดเห็นคล้อยตามกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


การเกิดขึ้นของสมาคมที่หลายฝ่ายมองว่า วงการขายตรงไทย มีมากมายหลายสมาคมเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายวงการ ธุรกิจก็มีการรวมตัวของหลายกลุ่มไม่ต่างจากวงการขายตรงไทย จากความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาซึ่งการสร้างกลุ่มของตัวเอง ทำให้เกิดตัวเลขของสมาคมที่มากกว่าหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด


และยิ่งปัจจุบัน จากนโยบายของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" เรื่องการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ด้วยแล้ว ที่ระบุชัดว่า บริษัทที่จะขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ต้องมีสังกัดสมาคม สิ่งนี้ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นโดยอ้อม ให้ตัวเลขของจำนวนสมาคมขายตรงไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 สมาคมในอนาคต


ความรู้สึก ที่ต้องการเห็นการรวมตัวของสมาคม เป็น 1 สมาคม หรือ 1 สมาพันธ์ นับวันก็ยิ่งยากขึ้น


เพราะปัจจุบันแนวความคิด การทำงานของแต่ละสมาคม ดูจะกลายเป็น 4 ทาง ที่มองไปก็ไร้ทางบรรจบ


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมจากสมาคมต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน เพื่อก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" โดยสมาคมของประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องเป็นสมาชิกในสังกัดใหญ่ อย่าง "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)"


ที่สำคัญ นายกสมาคม TDSA ยังบอกชัดอีกว่า การรวมตัวสมาคมขายตรงในไทยเป็นหนึ่งเดียวนั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก


นี่ยิ่งเป็นเหมือนการตอกฝาปิดกระแสรวมสมาคมขายตรงไทย


สิ่งที่ TDSA กำลังทำ เป็นสิ่งเดียวกับ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ที่ต้องการก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เช่นเดียวกัน


แต่เมื่อสมาคม TDSA ชิงทำก่อน พร้อมกฎกติกาที่ชัดเจน ที่สมาคมที่จะร่วมต้องสังกัด WFDSA ก็ไม่ต่างจากการปลุก "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ให้ตื่นจากฝัน และยอมรับความจริงว่า "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" คงเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชื่อ TSDA เป็นแนวร่วม


โดยสิ่งที่ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" จะทำได้ คือ ชิงตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ให้ได้ก่อน TDSA จะทำได้ หรือไม่ก็ทำให้ "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" มี 2 สมาพันธ์ ซึ่งนั่นยากมากที่จะเกิดขึ้น


ส่วนฝั่ง "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" ก็พยายาม เร่งทำงานเรื่องการรื้อกฎหมายขายตรง รวมถึงผลักดันให้ภาครัฐตั้งหน่วยงานที่จะมาดูแล กำกับวงการขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง แยกออกจาก "สคบ." ไม่ให้เข้าไปมั่วอย่างที่ผ่านมา


ถามว่าการแก้ไขกฎหมาย 6 มาตราในเบื้องต้น ที่ TDNA ยกขึ้นมาให้เป็นมาตราหลักที่ต้องแก้ไขนี้ จะตรงใจกับบริษัทขายตรง อื่นๆ หรือสมาคมขายตรงที่เหลือหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา


ถึงแม้ว่า "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" จะพยายาม เชื้อเชิญตัวแทนสมาคมทุกสมาคม ตัวแทนบริษัททุกบริษัทเข้า ร่วมหารือ แต่ก็ใช่ว่าทุกสมาคม หรือทุกบริษัทจะให้ความร่วมมือ


ส่วน "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" ซึ่งเป็นสมาคมที่ดูจะเป็นข่าวน้อยที่สุด ก็ดูจะยังนิ่งเงียบอยู่ หลังเคยออกมาเรียกร้องให้มีการรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ตั้งเป็น "สมาพันธ์ขายตรงไทย" ในยุคที่ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" นั่งเป็นนายกสมาคม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว


ทั้งหมดคือ 4 ทางเดิน ของ 4 สมาคม ที่ดูเหมือนจะไร้โอกาสจะบรรจบ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

TSDA ชงภาครัฐล้อมคอกแชร์ลูกโซ่ แนะติดบัตรนักขายป้องกันผีสวมสิทธิ์









สมาคม TSDA แนะภาครัฐล้อมคอกแชร์ลูกโซ่ มันนี่ ระบุโครงการตราสัญลักษณ์ สคบ. ต้องสแกนให้รอบด้าน หวั่นกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาแสวงผลประโยชน์ พร้อมเตรียมชงนายใหญ่สคบ. ออกบัตรนักขายที่ยื่นเสียภาษีให้รัฐ ป้องกันแม่ทีมไปหลอกลวงประชาชน ชี้เร่งให้ความรู้ภาคประชาชนระหว่างธุรกิจขายตรงกับปิรามิด


นายอนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาธุรกิจการขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่านโยบายของสมาคมปีนี้ยังคงเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับบริษัทสมาชิกของสมาคม รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและกฎจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด โดยทางสมาคมเตรียมจะผลักดันให้มีกฎจรรยาบรรณกลางขึ้นมา รวมไปถึงการเสนอให้มีการออกบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระที่ออกโดยเลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สมาชิก TDSA และประธานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งเป็นนโยบายที่สมาคมฯ จะต้องดำเนินการต่อไป


นอกจากนี้สมาคมยังพร้อมจะให้การส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือสังคมร่วมกับภาครัฐ เช่นช่วยเหลือเด็กยากจน เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการตราสัญลักษณ์ของสคบ.ซึ่งทางสมาคมจะไปแนะนำให้บริษัทสมาชิกเข้ามาร่วมกับโครงการดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเห็นในธุรกิจขายตรงเมืองไทย คือการร่วมมือกันของแต่ละสมาคมขายตรงในประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจขายตรงไทยเจริญรุ่งเรือง โดยทุกภาคส่วนจะต้องให้ความรู้กับประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงแตกต่างจากลูกโซ่และปิรามิดอย่างไร เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง


ด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TDSA) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ ได้มาอาศัยธุรกิจขายตรงเป็นช่องทางในการปล้นประชาชนตาดำๆ ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะคิดว่าหากใช้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือมอบตราสัญลักษณ์สคบ. แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจดังกล่าวแอบไปหากินต่อได้ ดังนั้นภาครัฐเองจำเป็น ที่จะต้องมีมาตรการที่ดี เพราะผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องก็มี คนที่หา ช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ก็มี จึงถือเป็นดาบสองคม


ดร.สมชาย กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้ตั้งข้อสังเกตไปยังภาครัฐว่า การที่จะดูว่าบริษัทไหนดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่นั้น สิ่งหนึ่งควรดูจากการยื่นเสียภาษีว่ามีการยื่นเสียจริงหรือไม่ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ง่ายมาก เพราะหากไม่ยื่นเสียภาษีให้สันนิฐานได้ว่าบริษัทนั้นประชาชนถูกหลอกได้ง่าย ในทางตรงกันข้ามหากภาครัฐรับจดทะเบียนหรือมอบตราสัญลักษณ์ให้กับบริษัทเหล่านี้อาจจะเป็นช่องทางให้กับกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยช่องว่างพร้อมที่จะหนีได้ทุกเวลา ยกตัวอย่าง มีบางบริษัทมียอดขายเยอะ แต่ผู้จำหน่ายอิสระกลับไม่ยื่นเสียภาษีเลย ซึ่งส่วนตัวได้นำเสนอให้ภาครัฐควรมอบบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระให้กับผู้จำหน่ายอิสระที่มีการยื่นเสียภาษีให้กับภาครัฐ


ผมคิดว่าอยากให้ผู้จำหน่ายอิสระมีบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระ ถ้าผู้จำหน่ายอิสระยื่นเสียภาษีภาครัฐเองก็ควรที่จะออกบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระเป็นบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่มีแสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีความมั่นคง แต่คำถามใครที่ควรวจะได้รับบัตรผู้จำหน่ายอิสระ คือ คนที่เสียภาษี เพราะอาชีพอื่น เช่น วิศวกร และหมอ ที่ยื่นเสียภาษียังได้ใบประกอบวิชาชีพ แต่ทำไมผู้จำหน่ายอิสระยื่นเสียภาษีถึงไม่มีใบประกอบวิชาชีพให้กับเขาบ้าง


หากมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงสิ่งที่ยังเป็นช่องว่าง และเป็นอุปสรรคในการเติบโตของธุรกิจนี้ คือ การที่ภาครับเองยังไม่มีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน เช่น ถ้าหากเปรียบเทียบธุรกิจขายตรงเป็นปิรามิดทุกคนก็จะเหมารวมว่าปิรามิดเป็นแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด แต่หากมองกันให้ลึกลงไป ถ้าถามว่าปิรามิดเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ สมมติว่าถ้าบริษัทนั้นทำโครงสร้างเป็นปิระมิด แต่แบ่งการจ่ายผลตอบแทนจากเงื่อนไขของคนที่เข้ามาสร้างปิรามิดนั้น โดยมีการจำกัดรายได้จากเงื่อนไข สรุปก็คือ หากบริษัทนั้นใช้โครงสร้างปิรามิด แต่กำหนดการจ่ายผลตอบแทนแบบขายตรง ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่หากนำโครงสร้างปิรามิดโดยการจัดลำดับ เช่น แบบจัดคิวเงิน อย่างนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ผิดกฎหมาย แต่คนส่วนใหญ่แยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือแชร์ลูกโซ่ หรือขายตรง


การแยกธุรกิจขายตรงที่ดีกับแชร์ลูกโซ่ออกจากกัน ภาครัฐจำเป็นจะต้องให้ความรู้กับภาคประชาชนว่าธุรกิจขายตรง กับแชร์ลูกโซ่เป็นอย่างไร เช่น จะต้องมีตราสัญลักษณ์ของภาครัฐ และต้องการตรวจสอบได้ มีการเสียภาษี และยื่นภาษีอย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันการที่มีใบอนุญาตจากสคบ.อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"หน่วยรัฐ-เอกชน" จัดหนักปลายปี เร่งเครื่องดันธุรกิจเครือข่ายสู่มาตรฐาน


ขายตรงปลายปีเร่งเครื่องสร้างมาตรฐาน... หน่วยงานรัฐ-เอกชน พร้อมใจยกระดับนักธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นมืออาชีพ ล่าสุด สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) จัดงาน การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 หวังเติบเชื้อไฟนักธุรกิจ...ด้าน จิรชัย เลขาฯสคบ. เผยพร้อมช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดเรียก 30 บริษัท เข้าชี้แจงกรณีการโฆษณาสินค้า ชี้!หากเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง พร้อมระงับโฆษณาทันที...ส่วน ภญ.ศรีนวล รองเลขาฯ อย. ประกาศพร้อมดำเนินการตรวจสอบโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ ย้ำ!หากผิดจริงลงโทษอย่างเดียว
หากใครที่อยู่ในธุรกิจขายตรงมานานคงพอที่จะทราบว่า ธุรกิจขายตรงในอดีตกับปัจจุบัน เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของภาพลักษณ์และหลาย ๆ บริษัทเองต่างก็มีความเป็นมืออาชีพในการทำธุรกิจแทบทั้งนั้น ถึงแม้จะมีธุรกิจสีเทาบางจำพวก มาทำให้ธุรกิจขายตรงสีขาวหม่นหมองก็ตามที

ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรง จะเจิดจรัสได้นั้น ก็ต้องอาศัยหลาย ๆ องค์ประกอบเข้ามาช่วยหล่อหลอมและขัดเกลาธุรกิจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ สมาคมขายตรงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาครัฐที่ดูแลธุรกิจขายตรงนี้ โดยตรงด้วย

อย่างล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ (สคบ.) จัด การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน จาก 5 บริษัท ที่เป็นสมาชิกของ TSDA โดยในงานครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน รวมทั้งบรรยายเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ รวมถึงยังมี ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาบรรยายเรื่อง การขายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และยาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกด้วย

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณที่ดี สำหรับธุรกิจขายตรงที่พร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความเป็นมาตรฐานสู่สากลนั่นเอง และที่สำคัญ ในการอบรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่เป็นนักธุรกิจอิสระเป็นอย่างมาก เพราะนอกจาก จะได้ความรู้แล้ว ยังได้บัตรประจำตัวนักธุรกิจอิสระอีกด้วย ในการที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำธุรกิจขายตรงภายใต้กฎจรรยาบรรณ


สคบ.เร่งสร้างมาตรฐานขายตรง
เรียก30บริษัทคุมเข้มเรื่องโฆษณา
ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า หน่วยงานรัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวจักร ในการส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับบทบาทของ สคบ. ในช่วงเวลานี้นั้น ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะทาง สคบ.เอง ได้มีการเตรียมการที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่ตลาดอาเซียนในทุกรูปแบบ
โดยในเบื้องต้นที่ทาง สคบ. ได้มีการหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อที่จะช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ 1. กรอบของกฎหมายในธุรกิจขายตรง ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้างเรื่อง 2. อยากที่จะให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการ ได้ทำงานร่วมมือกัน เพื่อที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่อาเซียน

ส่วนความคืบหน้าของ ตราสัญญาลักษณ์ สคบ. นั้น นายจิรชัย เผยว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีวรเทพ เอง ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ที่จะส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคแบบชัดเจน พร้อมกับเสนอแนะให้มีการไปปรับในเรื่องของการการันตี การทำประกันว่าจะมีการทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ ทางผู้ประกอบการก็เห็นด้วย ที่จะดำเนินการตามแนวทาง 3 ทาง คือ 1. ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. การตั้งกองทุนขึ้นมา โดยอาจจะเป็นการลงขันของผู้ประกอบการในการตั้งกองทุนตรงนี้ และ 3. การทำประกัน

ขณะนี้ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์ สคบ.นั้น ได้มีการให้ทางผู้ประกอบการเข้ามาสมัครแล้ว โดยจะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยใน 11 บริษัทสมาชิกของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) นั้น ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดที่เข้ามาขอตราสัญญาลักษณ์เลย ซึ่งต้องบอกว่าตราสัญญาลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นโลกทัศน์ใหม่ ที่จะนำธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานของภาครัฐอย่างสคบ. เข้ามาการันตีและดูแลผู้บริโภค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความมั่นใจในสินค้ามากขึ้น ซึ่งวันนี้ หากบริษัทไหนที่พร้อม สามารถที่จะดำเนินการขอได้ทันที

นายจิรชัย เผยต่ออีกว่า ปัจจุบันนี้ทางสคบ. ได้มีการหารือกับทางคณะกรรมการสคบ.ในชาติอาเซียนบ้างแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างมีความยินดี ที่จะประสานความร่วมมือด้วยกัน ในการที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ หากทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในเศรษฐกิจของประเทศและชาติอาเซียนที่ทำงานร่วมมือกันด้วย

ส่วนแผนงานเร่งด่วนของสคบ. ในขณะนี้นั้นคือ การเตรียมที่จะเรียก 30 บริษัท มารับทราบในส่วนของการโฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม โดยทางสคบ.จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ที่บริษัทเรียกมา จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพประมาณ 80% โดยจะเป็นการโฆษณาในลักษณะการลด แลก แจก แถม ซึ่งจะมีทั้งบริษัทขายตรงและไม่ใช่บริษัทขายตรง และหากพบว่าบริษัทไหมมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ทางสคบ.เอง ก็จะมีการออกจดหมายแจ้งเตือนก่อน แต่หากยังมีการกระทำความผิดดังกล่าวนี้อีก ก็จะมีการระงับโฆษณาต่อไป

สิ่งที่ทางสคบ. อยากเห็นในตอนนี้คือ การร่วมมือกันในหลายๆ ฝ่ายของสมาคมขายตรง ที่จะต้องมีการประสาน เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพราะวันนี้การที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลนั้น การทำงานต้องไม่ทำเพียงคนเดียว แต่จะต้องรวมใจกันทำ ยิ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ด้วยแล้ว ธุรกิจขายตรงต้องผนึกกำลังเป็นแผ่นเดียวกันให้ได้


อย.เร่งตรวจโฆษณาผิดกฎ
ประกาศลงโทษจริงหากฝ่าฝืน
...ด้าน ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางอย. ก็ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ. ที่ดูแลในเรื่องของการโฆษณาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด เห็นได้จากทาง สคบ.ก็จะมีในส่วนของกรรมการหลาย ๆ ส่วน ดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงในเรื่องการโฆษณารวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับทาง อย.ก็จะมีการรับเรื่องร้องเรียนในทุก ๆ เรื่องด้วย

ในปีนี้ อย.ได้มีการเซ็นสัญญา MOU กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในเรื่องของการทำโฆษณา ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา อย.เอง ยังได้มีการนำเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องของยา อาหาร ที่โอ้อวดเกินจริง ในทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โดยภายในปลายปีนี้ จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. อีกครั้ง เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนที่อย.จะทำงานร่วมกันกับรัฐบาลคือ การหาข้อมูลของการโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ก็จะมีการส่งข้อมูลไปให้ทาง กสทช.ใช้ในการพิจารณาออกใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ อย.ยังได้รับความร่วมมือกับทางดาวเทียม ที่จะแจ้งข้อมูลของผู้ประกอบการในแต่ละช่องว่าใครเป็นเจ้าของช่อง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ง่ายขึ้นด้วย

ขณะนี้ อย.ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้น โดยมีการทำงานในเชิงของการเฝ้าระวัง ในสื่อของทีวีดาวเทียมและสื่อวิทยุ โดยในส่วนของสื่อวิทยุนั้น จะเฝ้าระวังในส่วนที่รับได้ในกรุงเทพฯ ก่อน รวมถึงสื่อนิตยสาร สื่ออินเตอร์เน็ตที่อย. กำลังมีการเฝ้าระวังอยู่

นอกจากนี้ ภญ.ศรีนวล ยังได้เผยถึงปัญหาของทีวีดาวเทียม ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการเข้าถึงตัวเจ้าของยาก การระงับสัญญาณก็ยาก ซึ่งส่งผลทำให้การทำงานในการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับทาง กสทช.เข้ามาช่วยด้วย โดย
เชื่อว่า หากทาง กสทช. มีการกำหนดใบอนุญาตแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้อย.ทำงานได้ง่ายขึ้นแน่นอน

ส่วนกรณีที่ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขายตรง มีความกังวลมากที่สุดในเรื่องของกฎหมายบางตัวนั้น ภญ.ศรีนวล ให้ความเห็นว่า ในส่วนของกฎหมายบางตัวที่ทำให้ผู้ประกอบการขายตรงเกิดความกังวลใจนั้น ถือว่าใช่ ซึ่งหากวันนี้ผู้ประกอบการทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ตรงนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ กลับพบว่า มีผู้ประกอบการบางราย มีการทำผิดกฎ ทั้งในเรื่องของการโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริง พร้อมกับการใส่สารบางอย่างที่เป็นสารต้องห้ามในสินค้า
ซึ่งความผิดตรงนี้ทำให้ทาง อย. จึงจำเป็นที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการนั้น


TSDAประกาศพร้อมดันขายตรงเกิด
ชี้งานอบรมมาตรฐานวิชาชีพได้ผลจริง
ด้าน อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้กล่าวถึง การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ว่า เป็นการกระตุ้นธุรกิจขายตรงรวมถึงนักธุรกิจอิสระให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของสมาคมที่ต้องการพัฒนาธุรกิจขายตรงไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน

วันนี้มีหลาย ๆ สมาคมและหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวในเรื่องของตลาดอาเซียน และทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยก็ให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ซึ่งการจัดอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ในการที่จะบุกตลาดอาเซียนได้นั้น ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนด้วยถึงจะเกิดผล

อนุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่าจะต้องเติบโตกว่าในปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหน้าเศรษฐกิจของอเมริกาน่าที่จะดีขึ้น ธุรกิจยุโรปก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตตามไปด้วย

...เช่นเดียวกับทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการ และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้เปิดเผยว่า การอบรมมาตร ฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนานักธุรกิจขายตรงไทย โดยงานนี้จะเป็นตัวแปร ที่จะทำให้ทั้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระตระหนักในอาชีพขายตรงมากขึ้น ที่สำคัญ วันนี้อาชีพขายตรงนั้นไม่ใช่อาชีพที่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของกรอบจรรณยาบรรณ เรื่องของกฎหมายที่ควบคุมด้วย

การอบรมครั้งนี้ เป็นเนื้อหาสาระที่ทุกคนควรรู้ ทั้งในเรื่องของแนวทางในการวางแผนงานในการทำธุรกิจ การทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความสำเร็จโดยง่าย พร้อมกับ ยังมีการบอกถึงวิธีการทางการตลาด พูดถึงรูปแบบทางการตลาดในยุคสมัยใหม่ เรื่องของแนวทางที่จะใช้ในการแข่งขัน เพื่อให้สอดรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 นี้

ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกคนหรือนักธุรกิจอิสระทุกท่านเองก็จะต้องมีการปรับตัวให้ได้ ต้องรู้ว่าควรที่จะมีการพัฒนาเตรียมความพร้อมอย่างไร ที่จะสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญ ต้องรู้เท่าทันภาวะการณ์เปลี่ยน แปลงของนโยบายของภาครัฐ รวมถึงรู้ถึงแนวทางของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการรวมตัวกัน

นั่นหมายความว่า เรื่องของการค้าเสรี เรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เรื่องของเงินทุนเสรี จะนำมาซึ่งกำลังซื้อ และการแข่งขันที่มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลทำให้ทุกคนจะต้องมีความรู้ ด้วยพื้นฐานของการตลาด กลยุทธ์การตลาด กรอบกฎหมาย วิธีการและรูปแบบที่จะใช้ในการแข่งขัน ซึ่งงานและกิจกรรมในครั้งนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามารับการอบรม ที่นอกจากจะได้ในเรื่องของประกาศนียบัตรแล้ว ยังได้ในส่วนขององค์ความรู้ และความภาคภูมิใจในอาชีพอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บกม.-ตลาด-นักขายรับ AEC








 


ธุรกิจเครือข่ายขายตรง นับวันการแข่งขัน เชิงสัญลักษณ์ มีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นไม่ต่างจาก การเมืองไทย ที่วันนี้ถูกมองเป็น ความเสี่ยงต่อ ความ เชื่อมั่น ในสายตาของ นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ ไทยได้หาก นักลงทุนต่างชาติ มีความไม่เข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกัน ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ที่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ เริ่มออกมา ในเชิงบวกเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีตที่ ผ่านมา ประชาชนเริ่มเปิดใจกว้างยอมรับ หากนับจากยอดจำนวน นักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในระบบที่มีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน กว่า 800 บริษัทขายตรงในประเทศ คิดเป็น มูลค่าการตลาดไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และ โอกาส จะขยายเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาลหลังเปิดประตูประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน(AEC) รวมประชากร ประมาณ 600 ล้านคน
- เร่งรวมกลุ่มสร้างเอกภาพขายตรงไทย
ว่าไปแล้ว ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในวันนี้ยังไม่ชัดเจนในการรวมกลุ่มเป็นหนึ่ง เดียวในการผลักดันให้ ธุรกิจขายตรง เป็น อุตสาหกรรมขายตรงไทย เต็มรูปแบบ เข้าไปอยู่ในทำเนียบ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตัวแทนของ ภาคอุตสาหกรรมเอกชนไทย ที่มีพลัง ในบทบาทดำเนินงานเพื่อประสานนโยบาย ภาครัฐกับเอกชน ให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่าง คล่องตัวมากขึ้น ซึ่ง ธุรกิจขายตรงไทย ถือว่า มีทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน มา ยาวนานไม่สามารถคลี่คลายได้ การมี พันธมิตร เพิ่มขึ้นจึงเป็น โอกาส หนึ่งใน การขจัด ทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน ของ ธุรกิจขายตรงไทย
ปัจจัยภายนอกที่ ธุรกิจขายตรงไทย ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงคือเรื่องของ การประสานนโยบายภาครัฐเสริมภาคธุรกิจ ให้มีความคล่องตัวแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกลุ่มธุรกิจด้วยกันยังต้องเผชิญกับการ แข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ไม่นับรวมอนาคต อีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้านี้ที่ ประเทศไทยกำลัง จะมี คู่แข่งเพิ่ม ในทุกอุตสาหกรรม จาก การรวมกลุ่มของ ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC ปี 2558 ภายใต้การ แข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
ดังนั้นการรู้จัก หลีกเลี่ยง หรือ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการ รวม กลุ่ม ในรูปแบบ พันธมิตร ถือเป็นหัวใจ สำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ
-จับตาทิศทาง 3 สมาคม 1 กลุ่ม ก่อน AEC มา
ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ใน ประเทศวันนี้แม้ปรากฎภาพ รวมกลุ่ม แล้วใน เชิงสัญญลักษณ์ แต่หากเป็นเพียง เอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ต่างคนต่างรวมกัน เติมพลังแห่งความเชื่อมั่น-ภาพลักษณ์ ภายในกลุ่มของตัวเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นยัง ขาดเอกภาพ รวมเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนมาก สุดวันนี้มี 3 กลุ่มหลักคือ
กลุ่มใหญ่สุด สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ที่สมาชิกสมาคมฯ ส่วน ใหญ่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ธุรกิจขายตรงสีขาว ยาวนานมา 29 ปี มีสมาชิกเข้าร่วม สังกัดแล้วประมาณ 29 ราย จากธุรกิจ ขายตรงทั้งหมดประมาณ 800 ราย ล่าสุดมี กิจธวัช ฤทธีราวี บิ๊กแอมเวย์ นั่ง นายกสมาคมฯ เมื่อ ก.ค.2555
กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่มีพลัง ด้วย มีสัดส่วนสูงสุดในการสร้าง มูลค่าตลาด ขายตรง ในวันนี้ที่เติบโตราว 60,000- 70,000 ล้านบาท ภายใต้แผนการตลาดหลายชั้น (MLM) หรือแผน สแตร์สเต็ป
ซึ่ง กิจธวัช มีแนวคิดปฏิวัติ อุดมการณ์เดิม ด้วยการเปิดกว้างรับธุรกิจ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมสมาคมฯ โดยไม่จำกัด แผนการจ่ายผลตอบแทน และ แผนการตลาดทุกแผน นั่นหมายรวม ถึง แผนไบนารี่ ด้วย
กลุ่มที่สอง สมาคมอุตสาหกรรม การขายตรงไทย หรือ TDIA มี นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แห่ง โควิก เคท อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) นั่ง นายก สมาคมฯ เมื่อ ส.ค.55 เป็นกลุ่มที่มีปณิธาน แน่วแน่ในการเชิญชวนทุกกลุ่ม ธุรกิจ ขายตรง ร่วมกันเดินหน้าจัดตั้ง สมาพันธ์ การขายตรงไทย ให้เกิดความร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์ เชิงบวก แต่ 5 เดือน ผ่านไปวันนี้ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้า
กลุ่มที่สาม สมาคมการพัฒนา ขายตรงไทย หรือ TSDA มี อนุวัฒน์ ธรมธัช ประธานที่ปรึกษา จอย แอนด์ คอยน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ผู้ผลักดัน กฏหมายขายตรง หรือ พระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 กระทั่งมี ธุรกิจขายตรง มากมายไม่จำกัด แผนธุรกิจ หลั่งไหลเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. มากมาย ปัจจุบันยังนั่ง นายก สมาคมฯ โดยสมาคมฯ กลุ่มนี้มีแนวคิดเห็น พ้องกับ TDIAฉะนั้นนับถอยหลังเวลาที่เหลืออีก 2 ปีกว่าก่อนเปิด AEC การเตรียมพร้อมในเชิง รุกของ อุตสาหกรรมขายตรงไทย ยังมี เวลาในการ รวมกลุ่ม หรือ เพิ่มพันธมิตร ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง 3 สมาคม และกลุ่มนีโอ ไลฟ์ จะมองสถานการณ์วันนี้เป็น วิกฤต หรือ โอกาส ก็ต้องจับตาดู หากพลิกทั้งวิกฤต และโอกาส เพื่อสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง ให้ อุตสาหกรรมขายตรงไทย รองรับ ตลาดใหญ่ ในอนาคต ท่ามกลางการ แข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้
- วิ่งสู้ฟัดกู้ภาพลักษณ์ขายตรงไทย
การต่อสู้ในเกมธุรกิจเครือข่ายขาย ตรงที่รุนแรง นี้ไม่จบลงเพียงแค่ การสร้างภาพ ลักษณ์ ให้ธุรกิจเกิดใหม่ขายตรงที่ไม่ได้ใช้ แผน สแตร์สเต็ป เท่านั้น หากเกิด ปฏิบัติการ ของ ธุรกิจขายตรง กอบกู้ภาพ ลักษณ์ในกลุ่มของตัวเองแทน มีการแข่งขันชิง ข้าราชการระดับสูง จากหน่วยงานที่เป็น ผู้กุมบังเหียนธุรกิจขายตรง ของประเทศ ไทย เข้ามาเสริมทัพให้กับ ธุรกิจขายตรง เช่น จอย แอนด์ คอยน์ หรือ เจริญโอสถ โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา แม่ทัพใหญ่เซียน แผนไบนารี่ คว้า อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาสคบ.มานั่งเป็น ที่ปรึกษา ประธานบริษัท และกรรมการผู้จัดการ ขณะ นีโอ ไลฟ์ฯ โดย ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ และ เจ้าของธุรกิจสื่อ ทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาธิการสคบ. นั่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เมื่อ กลางปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง ส่วน รัศมี วิศทเวทย์ อดีตเลขาธิการสคบ.ก่อนหน้านี้ ได้ฝังตัวอยู่ใน T D S A ใน C o d e Administrator ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ผู้ บริหารกฎจรรยาบรรณ TDSA มาได้ 2-3 ปี ที่ผ่านมา
- ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ
นอกเหนือจากนี้แล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม อันทรงพลัง ต่างกำลังเร่งเดินหน้ายกระดับ ภาพลักษณ์-ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม ธุรกิจในสังกัดตัวเองให้แข็งแกร่ง เป็นที่ ยอมรับของสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการ มาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 กันอย่างคึกคัก ทั้งเรื่องของการเสริมสร้าง องค์ความรู้ทางด้านกฏหมาย เร่งพัฒนายก ระดับ นักขาย เรียนรู้การตลาดในแบบ สากลฉีกแนวการดำเนินธุรกิจแบบในอดีตที่ ผ่านมา
ล่าสุด TDSA จัดงาน วันเกียรติยศ นักขายตรงไทยปี 2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พ.ย.2555 ที่ผ่านมาเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจ มีจรรยาบรรณ ต่อ ลูกค้า-สังคม รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ นักธุรกิจอิสระ ทั่วประเทศเกือบ 6 ล้าน คนและยกระดับ ภาพลักษณ์ ของ TDSA ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง
ทางด้าน นีโอ ไลฟ์ ก้าวข้ามธุรกิจ ในแบบฉบับเดิมในอดีต ด้วยการปรับตัว รองรับกับกระแส AEC เดินหน้าจัดอบรม สัมนาพิเศษ พัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจทุก ระดับ มีการระดมพล นักขาย เรือนหมื่น ร่วมรับฟังความรู้ในหัวข้อ การส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจขายตรงอย่างมีจรรยาบรรณ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสคบ. กระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาให้ความรู้แบบรอบด้านให้กับ นักขาย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ขณะ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จัดให้มีการอบรม มาตรฐานวิชาชีพขายตรงไทย ครั้งที่ 3 เสริมความรู้ มุมมองการดำเนินธุรกิจให้กับ นักขาย ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่ถูกต้อง โดยได้เชิญ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดงานและให้ โอวาท มี จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.และเลขาธิการ คณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) บรรยายหัวข้อสำคัญถึงเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ ส่วน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธาน กรรมการผู้จัดการ เจริญโอสถ ร่วมเสริมความรู้ เรื่อง มาตรฐานของวิชาชีพ ขายตรงและนักธุรกิจอิสระ และสุดท้ายเชิญ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วมบรรยาย เกี่ยวกับ ธุรกิจปุ๋ย ที่ไม่ผิดกฏหมาย เรียก ว่าอัดแน่นความรู้ตลอดทั้งวัน
ดังนั้น ธุรกิจขายตรง ในฐานะ ผู้ประกอบการ เตรียมพร้อม สร้างภาพ ลักษณ์-ความเชื่อมั่น ในความรู้ด้านต่างๆ ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ เตรียมความพร้อม ให้ นักขาย หรือบุคคลากรเป็นทุนติดตัว ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการแข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหมือนกับธุรกิจใน หลายอุตสาหกรรมที่วันนี้ต่างก็ปรับตัวกัน อย่างคึกคักรับการเปิดตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เข้ามาแข่งขันได้ เพราะสุดท้ายจะไม่มี เครื่องมือใดๆ จากรัฐใดๆ ของประเทศใดๆ มากีดกันทางการค้าอีกแล้วนั่นเอง!!


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมขายตรง : สมาคมขายตรงใหม่


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน มีสมาคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทขายตรงอยู่ทั้งหมด 3 สมาคมหลัก ได้แก่


1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)


2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)


3.สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)


ซึ่งทั้ง 3 สมาคม มีสมาชิกรวมกันอยู่ที่ 67 บริษัท นับว่าน้อยมากสำหรับจำนวนบริษัทที่มีสังกัดสมาคม เมื่อเทียบกับจำนวนกว่า 800 บริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียน ยื่นขอประกอบธุรกิจรูปแบบขายตรงกับทาง สคบ. โดยสิ่งที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของธุรกิจ ขายตรง คือ การแยกกันอยู่ เนื่องจากเหตุผลมากมายหลาย ประการ ทำให้รัฐดูแลไม่ทั่วถึง อีกทั้งไม่สามารถยึดสมาคม ใดสมาคมหนึ่งเป็นที่ตั้งในการควบคุมได้


นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีสมาคมใหม่ เพราะเมื่อสมาคมเก่าทั้ง 3 สมาคม ไม่สามารถดึงบริษัทขายตรงต่างๆ เข้าร่วม ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการทำงานของ แต่ละสมาคมที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทส่วนใหญ่ได้


การที่จะมีการก่อตั้งสมาคมใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่หากปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่คงไม่ได้ เพราะการที่จะมีสมาคมเกิดขึ้นใหม่ สมาคมที่อยู่ก่อนย่อมรู้สึก ร้อนๆ หนาวๆ นำไปสู่การจดจ้อง ว่าในอนาคตสมาคมใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะมีวิธีการทำงานอย่างไร


ซึ่งจากที่ทราบกันว่า สมาคมใหม่ของวงการขายตรง มีความคิดแรกเริ่มมาจาก บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยทีมผู้บริหารของบริษัท ต้องการเห็น การทำงานของสมาคมที่ทำเพื่อวงการขายตรงอย่างจริงจัง


โดยไม่สนว่าบริษัทใด มีแผนธุรกิจแบบใด ขอเพียง แต่มีอุดมการณ์ที่สำคัญร่วมกันก็เพียงพอ


สมาคมใหม่ จะเน้นการทำงานที่สำคัญ คือ ทำเพื่อส่วนรวม ยกระดับวงการขายตรงให้เจริญก้าวหน้า และขยายตัวอย่างที่ควรจะเป็นกว่าในปัจจุบัน อีกทั้งยังสานต่อ งานต่างๆที่สมาคมเก่าทำแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม


โดยงานแรกที่ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่ผันตัวมานั่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ นีโอ ไลฟ์ และว่าที่หัวเรือคนสำคัญของสมาคมใหม่ ต้องการทำคือ การหาจุดร่วมกับ 3 สมาคมที่มีอยู่ ผลักดัน พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ ที่ยืดเยื้อมา นานกว่า 2 ปี ให้สามารถออกมาเป็นกฎระเบียบในการควบคุมธุรกิจให้ได้เร็วที่สุด อีกทั้งต้องเป็นพ.ร.บ. ของวงการ อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่เป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือ สมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ตรงนี้นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขายตรงเดินหน้าไปไกล กฎหมายที่ใช้อยู่ ดูจะเก่าเกินไปสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน


สมาคมที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้เกิดจากความต้องการ ตอบโจทย์ความอยากของใคร และไม่ใช่สมาคมเฉพาะกิจแต่อย่างใด


แต่สมาคมใหม่ เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ต้องการ ยกระดับวงการธุรกิจเป็นสำคัญ และที่สุดคือ การทำให้ ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจสีขาว เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนของคนที่ เดินเข้ามาในธุรกิจ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1325 ประจำวันที่ 11-8-2012 ถึง14-8-2012

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าว 5 สมาคมขายตรง MLM - SLM ไร้สัมพันธ์ ยืมมือสื่อเลือกแฉ - เชือดสนุกปาก


ปรากฏการณ์เชือดเฉือนกันเองในหมู่สมาคมเริ่มอุบัติอย่างเป็นทางการ...หลังอำนาจในมือเริ่มถึงจุดเสื่อม...4สมาคม(MLM)และ1สมาคม(SLM)ต้องระดมมันสมองแก้เกมด่วนตีกันก่อนสมาคมMLMไทยจะเจอศรัทธาเสื่อมทั้งวงการเปิดปมจุดเด่น-ด้อยที่ควรสะสางก่อนยืนบนผืนผ้าใบใหม่...รับมือแข่งเดือดในการเปิดตลาดอาเซียนปี2558...!!

กลายเป็นมหากาพย์เรื่องราว เมื่อ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เลือกใช้เวทีสื่อเชือดเฉือนกันอย่างสนุกปาก เมื่อตำแหน่งที่ถูกวางตัว เป็นเพียงแค่ หุ่นเชิด ที่ไร้บทบาทการบริหารแบบเต็มใบ จนสร้างความเสื่อมเสียต่อการบริหารงานในคราบนายกสมาคมอุตฯ กลายเป็นข่าวโด่งดังทอล์คออฟเดอะทาวน์ในวงการขายตรง จนสมาชิกในกลุ่มแทบจะมุดแผ่นดินหนี

วิธีนี้ ถึงแม้จะหยาบกร้านไปหน่อย แต่เมื่อ หุ่นเชิด ที่จนตรอก ก็ย่อมมีทางเลือกที่จะหาทางออกไม่มากนัก จึงเลือกวิธีการโต้กลับอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ถึงแม้จะเสื่อมเสียทางด้านภาพลักษณ์ แต่ยังคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีส่วนตัวเอาไว้พอประมาณตน

การเลือกใช้เวทีสื่อในการโพนทะนา ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เมื่อนำไปเทียบเลียบเคียงกับเวทีของนักการเมืองที่มักเลือกใช้วิธีนี้กันบ่อย ๆ ก็ต้องบอกว่า เรียกความดังแบบชั่วข้ามคืน แต่ถ้าหากเลือกยื่นซองขาวอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อยใช้วิธีเลือกปล่อยข่าวแค่บางฉบับ งานมันก็จะกร่อย ไร้รสชาติ แม้จะเป็นวิธีที่น่าจะเหมาะสมกว่าก็ตาม แต่สำหรับวงการขายตรงเลือกที่จะ เด่น มากกว่า ดับ โดยไม่รู้โชคชะตาในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
เพราะวงการขายตรง มันเป็นเวทีของมวลชน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่ผู้ประกอบการจะหันหน้ามาประสานมือ ก่อนที่วงการขายตรงจะกลายเป็นละครน้ำเน่า ที่สวมหัวโขนเล่นกัน...ที่นับวันสาดโคลนรุนแรง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเวทีการเมือง
งานนี้...3 สมาคม MLM และ 1 สมาคม SLM อีก 1 สมาคม MLM ที่กำลังจะแจ้งเกิดใหม่ในวงการ...อาทิ
1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : Thai Direct Selling Association
2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) : Thai Direct Sale Industrial Association
3. สมาคมนักการตลาดแบบตรงไทย (TDMA) : Thai Direct Marketer Association
4. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) : Thai Direct Selling Development Association
5. สมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย : สมาคมใหม่ที่ตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการ
ควรหันหน้าเข้ามาปรึกษา ด่วน...เพื่อ ลด ละ เลิก ข่มกันเด่น...ลดระดับหันหน้า และเข้ามาปรึกษาหารือร่วมกัน
เพราะวันนี้ เกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ถูกเปลี่ยนไปแข่งกับตลาดแมสอย่างค้าปลีก และไม่ใช่แย่งกันในสงครามน่านน้ำสีแดงที่ฟัดกันอย่างนัวเนียอีกต่อไป แต่มันเป็นการทำสงครามกับ น่านน้ำสีฟ้าและสีขาว กับฐานบริโภคใหญ่ที่ค้าปลีกชุบมือเปิบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...ไหน จะต้องแข่งกันในเวทีอาเซียน ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ แทบจะไม่มีความพร้อมเอาเสียเลย
ย้อนรอยอดีตกาลกันสักหน่อย ทำไม.. จุดเริ่มต้นของสมาคมขายตรงไทย ถึงเดินไปไม่ค่อยสวย อาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากสมาคมแรกที่เริ่มก่อตั้ง ถึงคำเขียนนี้อาจจะยัดเยียดและไม่ใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเสมอไป..แต่ก็มีส่วนถูกบ้างมิใช่หรือ เพราะการตั้งกฎระเบียบยิบย่อยที่ไม่ให้บริษัทเล็ก บริษัทน้อยเข้าไปอยู่ในสังกัดได้ง่าย ณ วันนั้น

กลายเป็นเกมที่นักธุรกิจขายตรงที่ไร้ต้นสังกัด ต้องปรับเกมสู้ศึกในวันนี้ เพราะต้องป้องกันตัวเองให้รอดจากปากเหยี่ยวปากกาที่ถูกใส่ร้าย...แม้สมาคมใหญ่จะมีถ้อยแถลงออกมา การไม่รับบริษัทเข้าเป็นสมาชิกได้ง่าย ๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจขายตรงเพลานั้น มักถูกปะปนไปกับแชร์ลูกโซ่ จนแยกไม่ออกว่า บริษัทไหนขายตรงพันธุ์แท้ บริษัทไหนพันธุ์เทียม

ฉะนั้น การเป็น สมาคมพี่ใหญ่ ที่เกิดขึ้นเป็นสมาคมแรก จึงเลือกวิธีเอากฎหมู่มากกว่า...ที่จะเฟ้นรับสมาชิกไม่เลือกหน้า สมาคมพี่ใหญ่ ยังวางตัวแบบทรงคุณค่าและมีมาตรฐานสูงเฉียดฟ้าตามที่เคลมกันอยู่บ่อย ๆ

ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่ไร้สังกัด เล็ก น้อย ใหญ่ ทั่ว ๆ ไปเปรียบเหมือน มดแดง ตัวเล็ก ๆ ที่คอยเฝ้าลูกมะม่วง แต่ไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มชิมรส และโอกาสที่จะเข้าไปสังกัดนั้น ทำท่าว่าจะริบหรี่เต็มที

สมาคมน้อย ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความไม่พร้อม ก่อเกิดสมาคมที่ 2 ตามมาติด ๆ เมื่อสมาคมที่ 2 ก็มิใช่ทางเลือกของผู้ประกอบการที่ยังไร้ต้นสังกัด สมาคมที่ 3 จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่ง...ฉะนั้น สมาคมที่ 4 ซึ่งเป็นสมาคมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็มิใช่เรื่องที่ผิด เพราะมิอาจตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ทั้งหมด...อีกเช่นเดียวกัน

ถามว่า...สมาคมที่ 5 6 7 และ 8 จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีกหรือไม่...ต้องบอกว่า เป็นไปได้ ฟันธง!!
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น.. สมาคมหลายสมาคมเกิดอาการลมปราณแตกซ่าน หรืออย่างไร...ต้องบอกว่าจะใช้เหตุผลใด ก็ย่อมกากบาท (ถูก) แทบทั้งสิ้น อาทิ
ข้อที่ 1. จุดยืนของแต่ละสมาคม วางตัวโอเว่อร์โหลด ตั้งตนเป็นสมาคมชั้นสูงเกินจนไม่เป็นที่ยอมรับ...ก็ถูกต้อง
2. นายกสมาคมฯ บางคนถูกวางตัวเป็น หุ่นเชิด ไร้บทบาท อัออั้นทนไม่ไหว ก็เลยออกมาโจมตีกันเองต่อหน้าเวทีสื่อ เพราะอำนาจการตัดสินใจมีไม่เต็มใบ...ก็ถูกอีก
3. การวางตัวไม่เป็นกลางของนายกสมาคมฯ ชอบดึงบริษัทตัวเองมาเกี่ยวข้อง และวางตัวเป็นพี่ใหญ่ สอนบริษัทในสมาคมด้วยกันเอง...ก็ถูกอีกนั่นแหละ
4. การถูกรังแกจากหน่วยงานรัฐ แต่ไร้การเหลียวแลจากเพื่อนร่วมอาชีพ...ก็นับว่าถูกต้อง
และ 5. เหตุผลที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ความสมาน - สามัคคี ของแต่ละสมาคม ไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเป็นของตัวเอง...สำหรับข้อนี้ให้คะแนนถูกต้องเป็นที่สุด

ในเมื่อกฎเกณฑ์การตั้งสมาคมใดสมาคมหนึ่ง วางตัวไม่เป็นกลาง เลือกที่รัก มักที่ชัง...จนเป็นช้อยส์ไม่น่าให้เลือกเข้าสังกัด...
คราวนี้ สมาคมขายตรง ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หากสามารถลบจุดด้อย - เพิ่มจุดเด่น...แล้วขีดเส้นหนา ๆ ยืนบนความเป็นกลางได้สำเร็จ ก็ย่อมมีโอกาสสร้างความสำเร็จมากกว่า เพราะมีบทเรียนหลายบท นำมาแก้ไขให้ถูกทางได้...

เพราะอย่าลืมว่า...ธุรกิจเครือข่ายขายตรงเป็นธุรกิจเฉพาะ และอยู่กับมหาชนคนเครือข่าย ที่สามารถสร้างพลังวัตรและความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก เนื่องจากมีฐานสมาชิกเป็นมหาชน นับหมื่น นับแสนคน ฉะนั้น การที่จะเลือกตั้ง สมาคมใหม่ ด้วยตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และสมาคมที่ผ่าน ๆ มา ก็จะถูกเมิน และบริษัทสมาชิกที่ยังไม่มีต้นสังกัด สามารถกด LIKE เลือกได้ตามใจชอบ เพราะสมาคมของคุณ จะไม่กด LIKE และเป็นผู้ถูกเลือกอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ สถานการณ์เกมการแข่งขันถูกเปลี่ยน เปลี่ยนไปแข่งในสนามที่ใหญ่กว่าเดิมในวันข้างหน้า นั่นคือ การเปิดเวทีประชาคมอาเซียน ปี 2558 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้น...1 ใน 5 สมาคม ควรสังคายนาตัวเองใหม่ หันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมขายตรงไทยบอบช้ำไปกว่านี้ หันมาจับมือแล้วสู้รบปรบมือกับตลาดอาเซียนดีกว่า เพราะวันนี้...เวทีที่ใช้วัดความยิ่งใหญ่ ด้วยการแบ่งแยกดินแดนกันบริหารในอดีต มันหมดเวลาลงแล้ว และร่อยหรอลงไปทุกที ทุกที...เพราะฉะนั้นร่วมกันสู้ ดีกว่ายืนรอวันตาย เพราะหลายค่ายที่บอกว่า พร้อมสู้ในเวทีอาเซียน คุณพร้อมจริงหรือ...ลองถามย้ำกับตัวเองอีกครั้ง


แจงจุดยืนนายกฯคนใหม่
.ใหญ่ยินดีต้อนรับส.น้องใหม่
นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย แถลงข่าวในวันที่ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ ทันทีที่ทีมข่าวยิงคำถามถึงสมาคมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น นายกฯ คนใหม่คิดอย่างไรกับสมาคมที่ 4 (MLM) ก็ได้รับคำตอบว่า ในฐานะที่เราเป็นองค์กรเดียวกัน อยู่ร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน คงต้องบอกว่าสิ่งที่เราทำได้ในสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย คือ เราคงมีจุดยืนของเรา แล้วก็คิดว่าจะเปิดกว้างเปิดความคิดที่จะมาร่วมงานกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในธุรกิจองค์กรเดียวกัน ตราบใดที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีอุดมคติเดียวกัน มีดุลวิธีการบริหารจัดการ ในการยกระดับการจัดการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม มันก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่มีปัญหาอะไร สามารถแลกเปลี่ยนพูดจากันได้เหมือนกัน

อย่างที่ทราบกันว่า เราก็เคารพสิทธิของทุก ๆ ท่าน ผู้ประกอบการหรือผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคน ก็อยากจะย้ำอีกครั้งว่า เราเปิดประตูกว้าง อีกอย่างเราก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า เป็นสมาคมพี่ใหญ่ เพียงแต่ว่าเราก็อยู่ด้วยกันแล้วก็มีจุดยืนที่เข้มแข็ง สร้างเอกภาพให้กับสมาคมฯ ของเรา แต่อาจจะมีปัจจัยใดก็ตามที่ไม่แน่ใจ ที่ไปเปิดสมาคมใหม่เป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร อย่างที่บอกเรามีกฎเกณฑ์ในการรับสมาชิกชัดเจน เบื้องต้นเราไม่ได้มีข้อจำกัดนะ ว่า ห้ามเป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง อย่างที่ผมเรียนแล้ว ก็ย้ำไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ตราบใดสมาชิกท่านนั้น มีความสอดคล้อง มีคุณสมบัติตามที่สมาคมฯ เรากำหนด เราก็ยินดี ถ้าเชื่อมาตรฐานสมาคมการขายตรงไทย ก็เชิญเข้ามาสมัครสมาชิกได้


สมาคมน้องใหม่แถลงจุดยืน
นโยบายภายใต้ว่าที่นายกฯ
ทางด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นีโอ ไลฟ์ และตัวเต็งนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งสมาคมใหม่ในงานเกียรติยศ นีโอ ไลฟ์ ประจำเดือนที่ผ่านมา ว่า จากตัวเลข 40 บริษัทของธุรกิจขายตรง ที่เข้าไปค้นข้อมูลจากกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และค้นข้อมูลการเสียภาษีรายได้ ซึ่งได้ตัวเลขที่เป็นทางการค้าแล้ว นำเอามารวมเป็นมูลค่าการตลาดเป็นตัวเลขจริง ที่ยื่นแสดงรายได้กับทางราชการ ตัวเลขออกมาเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ แต่เอาตัวเลขกลม ๆ มารวมไว้แล้วกัน เมื่อประมาณปี2548 - 2549ยอดอุตสาหกรรมขายตรงรวมเติบโตสูงถึง 100,000 กว่าล้านบาท

แต่มูลค่าการตลาดก็จะมียอดขายของค่าย ยูนิลีเวอร์ แยกออกไป เพราะยูนิลีเวอร์แยกออกมาเป็นแผนกของธุรกิจขายตรงแผนกหนึ่งเท่านั้น ส่วนค่าย ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ก็เช่นเดียวกัน ก็แยกเป็นขายตรงแผนกหนึ่ง รวมถึงค่าย สหฟาร์มฯ ที่แยกออกมาเป็นแผนกหนึ่งเช่นเดียวกัน ถ้าหักตัวเลขตรงนี้ออกไป ยอดขายตรงรวมก็จะเติบโตประมาณ 78,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันตัวเลขจะเป็นเท่าไร ผมว่ารวบรวมจริง ๆ แล้วน่าจะทะลุแสนล้าน ถือเป็นตัวเลขมากมายมหาศาล จากบริษัทขายตรงไทย 800 กว่าบริษัท น้อง ๆ นักข่าวลองไปค้นข้อมูลดูนะครับ ว่า สมาคม (MLM) ที่มีอยู่ 3 สมาคมของผู้ประกอบธุรกิจ นับรวมกันแล้วมีสมาชิกไม่เกิน 50 บริษัท ก็ไม่เท่าไหร่ ที่พูดถึงกรณีนี้มันไม่เกี่ยวกัน เพราะบริษัทที่จดทะเบียนหรือทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย เหมือนว่า ทำไมใน 3 สมาคมมีบริษัทที่จดเบียนถูกต้องสมัครน้อยจัง
ยิ่งเดี๋ยวนี้มันนี่เกมมันทำผิดยากขึ้น ถึงจะมีวิธีฉลาดขึ้น แต่เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมันมีมาก สื่อก็เฝ้ามองกันมาก แต่ทำไมบริษัทที่ทำถูกกฎหมาย มีบริษัทที่สมัครสมาชิกในสมาคมน้อยลง นี่คือมันเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องพูด และนั่งคิดว่าถ้าเราจะตั้งสมาคมสักอีก 1 สมาคม เพราะยังมีอีกหลายแง่มุม ในสมาคมนี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้ทำทั้งเนื้อหาที่จะขยายออกไปให้ประชาชนรู้จักขายตรงที่ชัดเจน ถูกต้องรอบด้าน ฉะนั้น การจัดตั้งสมาคมใหม่มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ และจะเป็นสิ่งที่ดีกับองค์กรต่าง ๆ และสายสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ธุรกิจเกี่ยวกับขายตรงก็ทำได้ เราจึงตั้งสมาคมขึ้นมาอีก 1 สมาคม แต่ต้องปิดไว้ก่อน เพราะต้องมีการจดทะเบียนให้ถูกต้องสมบูรณ์


TSDAเดินหน้าหาสมาชิกเพิ่ม
ก่อนรวมตัวตั้งสหพันธ์อาเซียน
ทางนายอนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาธิการ สคบ. และ นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย กล่าวถึงสมาชิกในสมาคมฯ ที่ขึ้นรับโล่เกียรติยศพิเศษ จาก ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ว่า วันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีกับบริษัทขายตรง และสมาคมหลาย ๆ สมาคม และหลายบริษัทได้รับเกียรติจากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน ให้มารับรางวัลจากรองนายกฯ นับเป็นเกียรติประวัติของนักธุรกิจขายตรงคนไทยที่กำลังพัฒนาและกำลังก้าวไปข้างหน้า และทางสมาคมฯ ของเราอีก 3 ปีจะต้องไปเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงการธุรกิจของประเทศไทยได้อย่างยาวนาน

ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีจึงมีนโยบายเชิงรุก ซึ่งเราได้แถลงไปแล้วว่า เราจะนำสมาคมฯ ไปสู่เวทีอาเซียน แล้วเราจะได้พัฒนาบริษัทที่อยู่ในสมาคมฯ ของเราให้ได้มาตรฐานขายตรง ผมเองได้ทำงานกับสหพันธ์ขายตรงโลกที่มาจัดในเมืองไทย ก็จะจัดให้ธุรกิจขายตรงให้เป็นหนึ่งในสหพันธ์ขายตรงอาเซียน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเข้าไปเป็นสมาชิก

แต่ต้องรวมตัวกันทั้ง 3 สมาคม เพราะการรวมตัวธุรกิจนี้ให้เป็นสมาพันธ์ของไทย จะจัดอยู่ในสหพันธ์อาเซียนแห่งโลกด้วย โดยนโยบายเด่น ๆ ของสมาคมฯ จะจัดให้นักธุรกิจได้ใบรับรองมาตรฐานในอาชีพขายตรง ก็ได้รับความนิยมอยู่ ปีนี้ก็จะจัดงานเป็นครั้งที่ 3 แต่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง เลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ชัดเจนก่อน หลังจากนั้นเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนเราก็จะจัดงานกันอีกครั้ง นอกจากนั้นเราจะให้ความรู้กับบริษัทที่สังกัดของสมาคมฯ เราไม่ได้ไปขอร้องให้ใครขึ้นมา แต่บริษัทใดเห็นว่าสมาคมฯ นั้นทำประโยชน์ให้สมาชิกของสมาคมฯ และทำให้ธุรกิจขายตรงได้พัฒนาให้เป็นมาตรฐานขึ้น ทางสมาคมฯ ก็ยินดีต้อนรับทุกบริษัท ไม่ว่าคุณจะทำแผนอะไรก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นนโยบายสำคัญของเรา และเราก็จะพัฒนากิจการของเราไปด้วย ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ 14 บริษัทแล้ว ถ้าได้สัก 20 บริษัทก็จะเป็นการดีสำหรับปีนี้


สมาคมอุตฯออกอาการยุ่งเหยิง
นายกฯถอนตัว-เหตุกุมอำนาจไม่เต็มใบ
นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ประกาศถอนตัวต่อหน้าสื่อมวลชุดใหญ่ที่มาทำข่าว ภายหลังจากไม่พอใจในตำแหน่งนายกฯ ที่ได้รับ นั่งบริหารได้ไม่เต็มใบ เพราะไม่ได้รับแต่งตั้งอย่างแท้จริง พร้อมแถลงข่าวผ่านสื่ออย่างเปิดเผยว่า
วันนี้เป็นโอกาสพิเศษ ผมอยากจะเรียนว่า สมาคมขายตรงไทยดำเนินกิจกรรมมา ณ วันนี้ เราเองก็ได้รับความเชื่อถือในสายตาของในหน่วยงานราชการพอสมควร ครั้งที่แล้วสื่อมวลชนเล่าให้ผมฟัง มีคำนิยามถึงสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยของเราว่า ไม่มีความประสงค์จะทำอะไรให้โดดเด่น ผมระลึกอยู่เสมอว่า การที่เราทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน เรื่องนี้นะเรื่องจริง ผมสำนึกอยู่เสมอ สุภาษิตเหล่านี้ใช้ได้ดีกับการทำงานของเรา

ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเป็นเรื่องของสังคมก็มุ่งมั่นที่จะช่วยในสังคมที่เราอยู่ ณ จุดนี้ให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคง ก็เป็นหน้าที่ที่เราโดดเข้ามารับใช้สังคมในส่วนนี้ จึงจำเป็นจะต้องทำอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็จะทำ บัดนี้ที่เคยพูดมาทั้งหมด ผมคงจะยกเลิกและลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ หากผมทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่บทลงเอยวันนี้ผมยังทำงานไม่เสร็จสิ้น เมื่อไม่เสร็จสิ้นแต่ก็ต้องลาออกก่อน ก็ถือโอกาสกราบเรียนกับพี่น้องทั้งหลาย ในสถานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ประกาศต่อหน้าพี่น้องสื่อทั้งหลายว่า ผม อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ขอลาออกจากนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และจะมีผลต่อเมื่อยื่นต่อคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ผมเป็นห่วงในการเริ่มประสานงานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ได้ไปชักชวนบริษัทหลายบริษัทเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย แต่กลับได้ไม่เป็นผลเท่าไร เพราะมีสมาคมกำลังจะเกิดใหม่ และมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้การร่วมเป็นสมาชิกในการเชิญชวนไม่เป็นไปเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลทั่วไปแล้วนี้ การที่ผมต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงนั้น ต้องมีกำลัง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งใจจริง มีความเห็นตรงกันในวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สมาคมฯ มีความเจริญยั่งยืนเป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขายตรงไทย เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คงไม่อยากเสียเวลาที่ต้องไปดึงให้มันช้าที่จะก้าวในการพัฒนาต่อไป ผมก็เห็นควรที่จะเปิดทางให้คนที่ทำหน้าที่ใหม่ระหว่างที่คณะกรรมการเลือกสรร ให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป วันนี้ก็มีพี่น้องที่ประกอบกิจการขายตรงที่มาอยู่ในสมาคมฯ ซึ่งดำเนินการและได้มาแสดงตัวในที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมฯ ไปแล้วเมื่อต้น ๆ เดือนที่ผ่านมา เราถือโอกาสนี้ได้เชิญ 2 บริษัท ที่ได้แสดงตัวที่จะร่วมในสมาคมเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ผมอยากจะฝากบรรดาพี่น้องเหล่าสื่อมวลชนว่า การใดที่ผมอาจจะทำให้กรรมการไม่พอใจ หรือทำเกินเลยสิ่งใดก็ตาม ผมขออนุญาต ต้องกล่าวคำว่า ขออภัย ผมก็ถือโอกาสนี้ที่มีคณะกรรมการอยู่พร้อมแล้ว ทั้ง คุณนาคา ฟูรังษีโรจน์ และ คุณศิริพร ธรรมภักดี และอีกหลายท่าน ๆ ที่ได้มาร่วมมือกัน ก็อยากจะให้ดำเนินงานต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555


 

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตามติดภารกิจ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย



จุดเริ่มต้น TSDA;
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันนี้มีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับวงการขายตรงไทยหลักๆ อยู่ 3 สมาคม นั่นคือ สมาคมการขายตรงไทย  - Thai Direct Selling Association (TDSA) สมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย - Thai Direct Sell Industry Association (TDIA) และสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย – Thai Direct Selling Development  Association (TSDA) ซึ่งสมาคมหลังสุด เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2553 ที่ผ่านมา
แม้หลายคนอาจมองว่า สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เป็นแหล่งรวมของพลพรรคจากค่ายไบนารี่ แต่ว่าแท้จริงแล้ว ทางสมาคมนี้ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าบริษัทขายตรงที่ใช้แผนการตลาดแบบอื่นๆ จะไม่สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้
เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งสมาคมใหม่ขึ้นนั้น เป็นไปโดยเจตนารมณ์เพื่อยกระดับวงการขายตรงไทยล้วนๆ
หากให้ร่ายกันเป็นข้อๆ ก็คือ สมาคมนี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาวงการขายตรงไทย ให้ทัดเทียมเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ภาครัฐ และสาธารณชน สนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกแก้ไขอุปสรรค ข้อขัดข้อง ทำวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิสาหกิจประเภทที่อยู่ในวัตถุประสงค์ แลกเปลี่ยนเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการ ส่งเสริมการขายสินค้าของสมาชิกให้เข้ามาตรฐาน ร่วมมือกับรัฐ นิติบุคคล ในการส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม การเงิน วางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ เพื่อให้การประกอบวิสาหกิจตรงตามวัตถุประสงค์ และดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ปกป้อง คุ้มครองสมาชิกของสมาคมผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย สวัสดิการ รักษา ไว้ซึ่งมาตรฐานอันดีงามในการปฏิบัติหน้าที่
หันมาดูหัวหอกในการนำสมาคมนี้ เริ่มต้นจาก นายกสมาคม อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาธิการ สคบ. อุปนายกสมาคม พล.. สุชาติ กาญจนวิเศษ อดีตผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนคดีทางเศรษฐกิจ ส่วนตำแหน่งเลขาสมาคมซึ่งเปรียบเสมือนแม่บ้าน ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริษัทจอย แอนด์ คอยน์ เรียกว่าไล่มาตั้งแต่นายกสมาคม อุปนายกสมาคม และเลขาสมาคม ล้วนยกทัพมาจากค่ายจอย แอนด์ คอยน์ ทั้งสิ้น
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อพิจารณาจากคุณวุฒิและวัยวุฒิของทั้ง 3 ท่าน ตัวนายกสมาคมเองนั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรง อีกทั้งเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เกิดกฏหมายขายตรงขึ้น ด้านอุปนายกสมาคม คือ พล.ต.ต.สุชาติ  ก็เรียกว่าทำงานเข้าขากับนายกฯ อนุวัฒน์ ตั้งแต่สมัยเป็นเลขาสคบ.มาก่อน และสำหรับตำแหน่งเลขาสมาคม ซึ่งมี ดร.สมชาย นั่งแท่นนั้น ก็เป็นผู้ประกอบการที่ผ่านสมรภูมิขายตรงมานานหลายปี เมื่อทั้ง 3 ผสานมาทำงานร่วมกันภายใต้ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ประสบการณ์ที่ทุกคนสั่งสม คงนำมาใช้พัฒนาวงการขายตรงไทยให้เกิดประโยชน์ได้แน่

เดินหน้าพบภาครัฐ;
สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เริ่มงานแรกด้วยการเข้าพบ นิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) โดยไปเพื่อชี้แจงถึงวัตถุประสงค์การก่อตั้งสมาคม และแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้แก่ธุรกิจขายตรงไทย ทั้งนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขานรับนโยบายสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นับเป็นก้าวแรกของสมาคม ที่ได้แสดงเจตนาอย่างแน่วแน่ ว่าต้องการมีส่วนช่วยยกระดับวงการขายตรงไทย
แม้จะเป็นสมาคมใหม่ ที่อาจจะยังไม่สามารถช่วงชิงความสนใจ และยึดพื้นที่สื่อได้มากมายเท่าใดนัก ทว่าสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ยังออกเดินสายพบปะภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
คล้อยหลังการเข้าพบเลขา สคบ.ได้ไม่ทันไร สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นำโดย นายกฯ อนุวัฒน์ คนเดิม ก็ได้นำคณะกรรมการกว่า 10 ชีวิต เข้าพบ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งการไปก็ไม่ต่างจากครั้งที่แล้ว นั่นคือไปเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของสมาคม รวมถึงยืนยันในการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แสดงความโปร่งใสในการดำเนินงานภายใต้การดูแลของสมาคม และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
นอกจากการเข้าพบอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว ทางสมาคมฯ ยังรุกคืบต่อด้วยการไปพบ สรรเสริญ ปาลวัฒน์วิไชย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พันเอกปิยะวัฒน์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีพิเศษ เพื่อตอกย้ำความตั้งใจจริง ในการประสานความร่วมมือกับภาครัฐอีกครั้ง
ความร่วมมือกับ บกปคบ;
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ก็มีโอกาสได้เข้าพบ พล...พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจากการพบปะหารือกันในครั้งนี้ ทำให้เกิดที่มาของการจัดประชุมสัมมนา ว่าด้วย การแนะนำแนวทางการปฏิบัติงานแก่
ข้าราชการตำรวจ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค และธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีหน้าเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และธุรกิจขายตรงโดยตรง
ในวันนั้นยังมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ภูวเนศวร์ เนียมมีศรี นิติกรชำนาญการ ได้มาบรรยายและให้ความรู้แก่ข้าราชการตำรวจ พร้อมกับกล่าวแสดงความคิดเห็นถึงการจัดงานในครั้งนั้นว่า “เห็นบทบาทของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยในความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการแล้วก็ต้องขอบคุณและขอชื่นชมจากใจจริง”
โดยทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่ในการดูแล ตรวจสอบและให้การสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งหวังว่าภาคเอกชน จะได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ และภาครัฐเองก็น่าจะมีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว การทำงานย่อมเกิดประสิทธิภาพ ธุรกิจขายตรงที่ดี ก็ย่อมได้รับการสนับสนุนให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ข้ามฝั่งมาที่นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย อนุวัฒน์ ธรมธัช ที่แม้จะเดินสายค่อนข้างถี่ แต่คงแฮ็ปปี้มากกว่าเหนื่อย เมื่อกิจกรรมของสมาคม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องแทบทุกหน่วยงาน
“มันเป็นนิมิตหมายใหม่ที่ภาคเอกชนโดยสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยร่วมมือกับภาครัฐคือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แนวทางแก่ตำรวจเกี่ยวกับการขายตรงการตลาดแบบตรงและการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งสมาคมรู้สึกยินดีมากที่ได้มาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะนำความรู้เหล่านี้ไปดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง” อนุวัฒน์กล่าว
นายกฯอนุวัฒน์ บอกอีกว่า ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ยังมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงไม่มากที่ควร ซึ่งการดำเนินการจับกุมในบางครั้ง ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ธุรกิจ ไม่เฉพาะแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น หากแต่เสียหายไปถึงผู้บริโภค รวมถึงนักธุรกิจอิสระจำนวนมากสืบเนื่องจากธุรกิจขายตรง ที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องจากสคบ.ถือว่ามี พรบ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง คุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ดำเนินการจ่ายผลตอบแทนผิดรูปแบบตามที่จดทะเบียนไว้ หรือเปลี่ยนแผนแต่ได้แจ้ง สคบ.แล้ว แนวทางดำเนินการของอัยการสูงสุด ให้พิจารณาโดยใช้กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง ไม่ใช่ไปใช้กฎหมายอาญาเข้าจับกุม ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยราชการอาจไม่รู้ดีเท่าที่ควร
อนุวัฒน์ ยืนยันว่า ยินดีให้ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ซึ่งสมาคมฯ คาดหวังให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสืบสวน จับกุม ดำเนินการไปตามกฎหมายที่ถูกต้อง แต่หากบริษัทไหนที่ทำผิดทั้งกฎหมายขายตรง และกฎหมายอาญา หรือผิด พรก.การกู้ยืมเงินและกู้ฉ้อโกงประชาชน ก็สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย สมาคมจะไม่ปกป้องผู้ที่ทำผิดกฎหมาย แต่จะปกป้องสมาชิกที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง
ด้านเลขาธิการสมาคมอย่าง ดร.สมชาย หัชลีฬหา การร่วมจัดสัมมนากับภาครัฐในวันนี้ สิ่งที่คาดหวังไว้สูงสุดก็คือ ความเข้าใจที่มากขึ้น เจ้าหน้าที่เห็นถึงแนวทางของขายตรง ว่าเขาทำกันอย่างไรจึงถือว่าเป็นขายตรงที่ดี พร้อมสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ ถึงวิธีการทำงานอย่างไรไม่ให้ละเมิด หรืออะไรที่ควรเข้าไปดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำความผิด
ต้องยอมรับว่า พัฒนาการธุรกิจขายตรงในส่วนของการตลาดมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปเสนอแก่ผู้บริโภค หากแต่วิธีการนำเสนอ แผนการตลาด กลยุทธ์ใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น การสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจ ย่อมมีส่วนช่วยให้ธุรกิจขายตรง มีวิวัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น
อีกหนึ่งทหารเสือจากจอย แอนด์ คอยน์ พล... สุชาติ กาญจนวิเศษ ซึ่งสวมหมวกอีกใบในฐานะ อุปนายกสมาคม นับเป็นหนึ่งคีย์แมนคนสำคัญ ผู้มีส่วนในการประสานงานสิบทิศกับภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานตำรวจ ที่เขาอาศัยคอนเน็คชั่นเก่า สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน
“หลายครั้งที่เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลธุรกิจขายตรงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ชัดเจนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการสมาคมจึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาทำความเข้าใจในธุรกิจขายตรงและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันเพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยเจตนารมณ์อันดีย่อมท้อถอยและได้รับความเสียหายจนส่งผลให้เกิดความชะงักงันของเศรษฐกิจในประเทศ”
“สิ่งที่ทางสมาคมดำเนินการเรื่อยมานั้นอย่างน้อยๆก็เป็นการชี้แนวทางให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมโดยเฉพาะในแง่มุมที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการทำงานอย่างมีหลักเกณฑ์ให้เป็นการป้องกันปราบปรามดูแลและสนับสนุนธุรกิจขายตรงในเวลาเดียวกัน” พล.ต.ต.สุชาติกล่าว
เห็นภารกิจที่ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้พยายามทำเพื่อยกระดับวงการขายตรงไทยแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยไว เพราะการทำสิ่งดีๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกค่าย เลือกแผน เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นแผนการตลาดแบบใด หากตั้งใจทำธุรกิจที่สวยงาม บนพื้นฐานของความถูกต้อง และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ก็ย่อมสมควรได้รับการสนับสนุน อย่าลืมว่าหากวงการนี้มีภาพลักษณ์ที่ดีตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทุกคน ทุกค่าย ทุกแผนการตลาด ที่เวียนว่ายอยู่ในวงจรธุรกิจเครือข่าย ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ไปตามๆ กันไม่ใช่หรือ?

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 298 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2554