ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คังเซน-เคนโก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คังเซน-เคนโก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko): แผนการตลาดยุติธรรม คังเซน ปันผลกำไร 1% นักขายเฮรับทรัพย์อู้ฟู้







64728_571709119520582_1155906149_n (Mobile)

 


นอกจากจะมีรายได้ต่อเดือนคนละหลายแสนบาทหรือบางคนจะมีรายได้มากกว่าหนึ่งล้านบาทต่อเดือนในทุกๆเดือนมายาวนานแล้ว แต่ด้วยแผนการตลาดที่ยุติธรรมของบริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ยึดถือและปฏิบัติใช้กันมายาวนานร่วม 20 ปี ยังได้กำหนดให้มีการ มอบเงินปันผลกำไรปลายปี 1 เปอร์เซ็นต์ ให้กับสมาชิกระดับสูงในฐานะหุ้นส่วนธุรกิจคังเซนฯ ตั้งแต่ระดับเอ็มเมอร์รัลสตาร์ ไดเรกเตอร์ (ESD) ขึ้นไป, ระดับไดมอนสตาร์ ไดเรกเตอร์ (DSD) ขึ้นไปและระดับสูงสุดคราวน์สตาร์ ไดเรกเตอร์ (CSD) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในรอบสิ้นปีบัญชีของ บริษัท ทั้งนี้บริษัทฯจะจ่ายเงินปันผลกำไรปลายปี 1% ให้เมื่อครบรอบสิ้นปีบัญชีดังกล่าว


และเมื่อเร็วๆ นี้นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดได้ทำพิธีมอบเงินปันผลกำไรปลายปี 1 % ให้กับสมาชิกนักธุรกิจในตำแหน่งคราวน์สตาร์ไดเรกเตอร์ (CSD) ที่ผ่านคุณสมบัติครบถ้วนตามแผนการตลาดและเดินทางกันมาเพื่อรับรางวัลเงินปันผลกำไรปลายปีประจำปี 2555 กันอย่างคึก อาทิ (1.) CSD ธีระยุทธ-บุตรี รับเงินปันผล 1,053,832 บาท (2.) CSD สมหมาย เกียรติ จึงตระกูล รับเงินปันผล 957,882 บาท (3.) CSD บุญศรี จิตรังสี รับเงินปันผล 903,062 บาท (4.) CSD ชลธิชา ปุราเท-เอกสิทธิ์วัฒนานุสรณ์ รับเงินปันผล 819,041 บาท (5.) CSD ศุภาวีร์ ณัฐวัสส์ ดวงคำ รับเงินปันผล 808,690 บาท (6.) CSD พีรศักดิ์ เรืองจิต รับเงินปันผล 711,359 บาท (7.) CSD กัญญณัช อัครโชติเวท รับเงินปันผล 660,918 บาท และ (8.) CSD กษิดิ์นาถ โพธิ์ทอง รับเงินปันผล 632,572 บาท


สำหรับการมอบเงินปันผลกำไรปลายปี 1% ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมธุรกิจและผ่านคุณสมบัติครบถ้วนตามแผนการตลาด ซึ่งเป็นการมอบตามเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ที่สมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติพึงจะได้รับและได้มีการกำหนดไว้ในแผนการตลาดอย่างชัดเจน ซึ่งสิทธิประโยชน์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยอีกข้อหนึ่งเลยทีเดียวและบริษัท คังเซนฯ ได้มอบความพิเศษสุดนี้ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมธุรกิจมายาวนานถึง 20 ปี แล้ว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko กับ เสี่ยเอ๋ (อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ )
















ดูเหมือนว่าในปี'56 นี้ค่ายขายตรง"คังเซน-เคนโก"ของบิ๊กบอส "อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์" คงจะพอยิ้มได้หายใจคล่องขึ้นเพราะผู้นำระดับบิ๊กหลายสายทั่วเมืองไทยจับมือกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า...เราจะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวให้ได้เเละจะเอาจริงเอาจังกับพวกนอกรีตที่ทำธุรกิจนอกแผนการตลาดไม่ว่าจะเป็นพวกที่ชอบ"ขายสินค้าตัดราคา"หรือพวกที่ชอบ"เเย่งสายงานกันเอง"ให้หมดไปจากอาณาจักรขายตรงคังเซนฯในเร็ววันเพราะหลังจากได้เห็นสถิติยอดขายที่ LEADER TIME จัดอันดับมาเเทบจะทำใจรับกันไม่ได้...ที่ปล่อยให้ยอดขายสาละวันเตี้ยลงๆ มาถึง 2 ปีติต่อกันทั้งๆที่ความเป็นจริงน่าจะทะลุทะลวงไปถึง 3,000-4,000 ล้านบาทมานานหลายปีเเล้วเเละยิ่งปีที่ผ่านมาก็ทำได้เพียง 1,750 กว่าล้านบาทเกือบจะหลุดโผ1ใน 10 บริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ซะเเล้ว!!! ดังนั้นในปีนี้แม่ทีมคังเซนฯทุกหมู่เหล่าตั้งใจร่วมกันว่า...ขอสู้กันอีกสักตั้งด้วยยอดขายเบาๆ ในระดับ 2,500 ล้านบาท... เป็นของขวัญให้กับผู้บริหาร ซึ่งยอดขายระดับนี้น่าจะทำให้ "บิ๊กบอสอิทธิศักดิ์" ยิ้มอย่างสดชื่นขึ้นมาบ้างไม่มากเเต่ก็"ม่น้อยนะครับ



 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก: โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต








มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนางพิมพร อินทฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดลานนา จ.ปทุมธานี วันที่ 14 ธันวาคม 2555


[gallery]

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คังเซนฯ สบช่องธุรกิจความงามเทงบ 30 ล. ผุด เบอร์รี่ เฮาส์









คังเซน-เคนโก หว่านงบ 30 ล้านบาท ลุย ธุรกิจใหม่คลินิกความงาม หลังเห็นทิศทาง สวยงาม เปิดโมเดลแรก ซีคอน สแควร์ หวังต่อยอด ธุรกิจคังเซนฯ รับที่ผ่านมาธุรกิจการแข่งขัน สูง เล็งขยายทั่วทุกภาค ล่าสุดเปิดโรงงาน ร่วมทุนใหม่ไต้หวันมูลค่า 150 ล้านบาท ผลิตสินค้า เพิร์ล ซีรี่ส์ พร้อมเปิดตัว คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรี่ส์ มาพร้อมกับ ภาพลักษณ์ใหม่ทันสมัยกว่าเดิม จับกลุ่ม คนรุ่นใหม่ หวังกระตุ้นยอดท้ายปี


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการ- บริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท เบอร์รี่ เฮาส์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจด้านคลินิกเวชกรรม ที่ผสาน คุณค่าจากเบอร์รี่กับศาสตร์แห่งความงามระดับสากล ด้วยบริการ ทรีตเมนต์โปรแกรม และผลิตภัณฑ์ด้าน ความงาม ภายใต้สโลแกน Beauty Secret of Berries ซึ่งคลินิกดังกล่าวบริษัทได้ใช้งบลงทุน 30 ล้านบาท เปิด สาขาต้นแบบแห่งแรกที่ห้างสรรพสินค้า ซีคอน สแควร์


ทั้งนี้ การเปิดตัวบริษัทใหม่ บริษัทได้มองเห็น โอกาสในการขยายตัวของธุรกิจเวชกรรมความงาม ที่มีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง อีกทั้งการเปิดสาขาเบอร์รี่ เฮาส์ ยังเป็นการ ต่อยอดธุรกิจให้กับคังเซนฯ ในการกระตุ้นสมาชิกและ ผู้นำให้เกิดความต้องการที่จะใช้บริการ โดยการใช้บริการ แต่ละครั้งจะมีคะแนนสะสมให้กับสมาชิกอีกด้วย


สำหรับแผนในอนาคตบริษัทเตรียมขยายสาขา คลินิก เบอร์รี่ เฮาส์ ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดย เน้นขยายเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา อุดรธานี เชียงใหม่ และภาคใต้ อยู่ระหว่าง การพิจารณาจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอหาดใหญ่ อย่างไรก็ดี คลินิก เบอร์รี่ เฮาส์ จะจับกลุ่มลูกค้าใน ระดับพรีเมี่ยมทั่วไป และกลุ่มสมาชิกคังเซนฯ เป็นหลัก


ตลาดคลีนิก เสริม ความงามแข่ง ขันกันสูง ดังนั้น การเปิดธุรกิจใหม่เรามองเป็นเครื่องมือในการต่อยอด ธุรกิจให้กับสมาชิก เพื่อรับมือกับการแข่งขันในปัจจุบัน ส่วนสินค้าภายในคลินิก เบอร์รี่ เฮาส์ จะใช้แบรนด์ เบอร์รี่ เฮาส์ ที่ต่างจากแบรนด์คังเซน-เคนโก


ล่าสุด บริษัทได้เปิดโรงงานใหม่แห่งที่ 3 ที่ไต้หวัน ชื่อ Biorg Max Biotechnology ที่บริษัทได้ร่วมทุนกับ บริษัท สี่หลิงเหมิน พันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมงานกันมา นานถึง 18 ปี ด้วยงบลงทุน 150 ล้านบาท ผลิตสินค้า ในกลุ่ม เพิร์ล ซีรี่ส์ (สกินแคร์) และรับจ้างผลิตสินค้า ส่งออกยังตลาดต่างประเทศ ที่บริษัทเตรียมแผนส่งออก สินค้าไปยังตลาดต่างประเทศครอบคลุมทั่วโลก


อิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังเปิดโรงงานร่วมทุน แห่งใหม่ ในช่วงโค้งสุดท้ายบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรี่ส์ ที่มีด้วยกัน 7 ชิ้น ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้ใช้งบการตลาดทั้งสิ้น 40 ล้านบาท ในการโฆษณา ผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมผ่านช่องทาง โซเชียล เน็ตเวิร์ก


นอกจากนี้บริษัทได้ทำการปรับภาพลักษณ์ใหม่ กับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเพิร์ล ซีรี่ส์ ด้วยการปรับโลโก้ใหม่ เนื่องจากโลโก้ คริสติน โคคูล เดิม ได้ใช้มาเป็นเวลานาน และเพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล บริษัทได้มีการออกแบบ โลโก้ใหม่ให้ทันสมัย เหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยโลโก้อักษรภาษาอังกฤษ ตัวเค 2 ตัวมาจากชื่อ คริสติน โคคูล เชื่อมโยงมาจาก บริษัท คังเซน-เคนโกฯ ที่มีลักษณะโดยรวมคล้ายกับนาฬิกาทราย สื่อความ- หมายถึงกาลเวลาผ่านเลยไป แต่ความงามยังอยู่คู่กับ ผลิตภัณฑ์คริสติน โคคูล เสมอ และกรอบสี่เหลี่ยม สีน้ำตาลทองให้ความรู้สึกสง่างาม เลอค่า และมั่นคง


ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทได้ ขยายตลาดไปยังประเทศมาเลเซีย กัมพูชา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย และมีแผนจะขยายไปยังประเทศใหม่ๆ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการ พูดคุยเกี่ยวกับการร่วมธุรกิจ หลังจากก่อนหน้านี้มีสมาชิก ได้นำสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว อิทธิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย เรื่องตราสัญลักษณ์ ว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพูดคุย เพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขายตรงได้มีการ ประกันรับรองผู้บริโภคอยู่แล้ว หากเกิดกรณีการใช้ สินค้าแล้วได้รับความเสียหาย เนื่องจากประเด็น ดังกล่าวผู้ประกอบการไม่ต้องการที่จะสูญเสียลูกค้าไป จึงต้องมีมาตรการรองรับที่ดี ซึ่งเรื่องนี้คงต้องพูดคุย เกี่ยวกับเงื่อนไข รายละเอียด เพื่อสร้างความชัดเจน อีกครั้ง


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่ 9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : Rally of The Winner 2012


คังเซน เคนโก จัดงาน Rally of The Winner 2012 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อมอบเข็มเกียรติยศให้กับสมาชิกนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในตำแหน่ง Emerald Star Director(ESD), Diamond Star Director(DSD) และ Crow Star Director (CSD) บรรยากาศของงานในวันนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้ที่รับรางวัล และผู้ร่วมแสดงความยินดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
เปิดงานพิธีการ ด้วยขบวนคณะผู้บริหาร คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร, คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ และคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ มอบตำแหน่งเข็มเกียริติยศให้กับ นักธุรกิจ ตำแหน่ง ESD, DSD จากนั้นมีการแสดง จาก The Winner เวที Thailand Got talent เล้ง ราชนิกร เปิดตัวผู้ขึ้นรับมอบเข็มเกียรติยศตำแหน่ง CSD ต่อด้วยการ Motivate จากผุ้ประสบความสำเร็จในคลับผู้บริหารเงินล้าน และปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ด้วย Mini Concert จาก แก้ม The Star


[gallery link="file" columns="4"]

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน เคนโก(Kangzen Kenko) โปรโมชั่นสมัครสมาชิกฟรี เริ่ม 10 ต.ค - 31 ต.ค 2555

โปรโมชั่นสมัครสมาชิกฟรี เริ่ม 10 ต.ค - 31 ต.ค 2555

เงื่อนไขการสมัครสมาชิก
1.ผู้สมัครต้องมาสมัครด้วยตนเองที่สาขาของบริษัทฯ
2.โปรโมชั่นสมัครสมาชิกฟรี สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะสมาชิกที่สมัครทำธุรกิจหลักในประเทศไทยเท่านั้น


3.ระบุเบอร์โทรศัพท์ที่ทางบริษัทฯสามารถติดต่อได้
4.ขอสงวนสิทธิ์ยกเลิก กรณีหลังการสมัครหากบริษัทฯ ตรวจสอบพบว่าข้อมูลและเอกสารการสมัครไม่ถูกต้องหรือขัดต่อระเบียบจรรยาบรรณของบริษัทฯ
5.ขอสงวนสิทธิ์คืนเงิน กรณีมีการยื่นเอกสารลาออกกับทางบริษัทฯ
6.รหัสสมาชิกมีอายุ 1ปี เมื่อครบกำหนด สมาชิกต้องเสียค่าธรรมเนียมต่ออายุประจำปี เป็นเงิน 250 บาท
7.โปรโมชั่นนี้ขอสงวนสิทธิ์การให้ชุดคู่มือการสมัคร

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต @ ณ โรงเรียนวัดสุวรรณจินดาราม จ.ปทุมธานี

มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนายสุธี เชื้อไทย ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดสุวรรณจินดาราม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555


[gallery link="file"]

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : โครงการ "สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต" @ ณ โรงเรียนวัดจันทาราม จ.ปทุมธานี

อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดขึ้น เพื่อตอบแทนสู่สังคม ภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต โดยตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนายสมบัติ สนธิ รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนานที่มอบให้กับน้องๆ ณ โรงเรียนวัดจันทาราม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555


[gallery link="file"]

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เส้นทางเงินล้านสัมผัสใกล้แค่เอื้อม "มุฑิตา ดิฐไกรกุล" & "พีรศักดิ์ เรืองจิต"


2 ผู้นำเงินล้านที่ต้องบันทึกลงใน คอลัมน์ : คลับเงินล้าน ภายใต้รอบรั้ว บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และต้องบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์วงการขายตรงไทยอีกครั้ง กับสาวสวยอารมณ์ดี...ไก่ - มุฑิตา ดิฐไกรกุล และหนุ่มนักสู้ ผู้ไม่ท้อต่อโชคชะตา แป๊ก- พีรศักดิ์ เรืองจิต
...เส้นทางขายตรงที่เดินเข้ามาสัมผัส เป็นเส้นทางใหม่ที่ลิขิตชีวิตครอบครัวใหญ่...ไก่ - มุฑิตา ดิฐไกรกุล มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ซึ่งก่อนที่จะมาบรรจบที่เส้นทางขายตรง ไก่ - มุทิตา เป็นวิสัญญีพยาบาล ในโรงพยาบาลจังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีและเหมาะที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร ก็ถือว่าดีไปหมด แต่มันยังไม่ใช่อุดมการณ์ของเรา ซึ่งนอกจากอุดมการณ์แล้วเรามีอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน...
นั่นคือ เรื่องเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะต้องดูแลปากท้องของพี่น้อง นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวตัวเอง ทั้งสามีที่รับราชการครูและลูก ๆ ที่ต้องดูแลด้วย ที่สำคัญเธอเป็นข้าราชการคนเดียวของตระกูล เธอจึงเป็นความหวังเดียวที่พี่น้องทุกคนอยากจะฝากผีฝากไข้ และเธอเป็นลูกคนกลางไม่ใช่คนโต มุฑิตา ย้อนถึงประวัติของครอบครัว กับการใช้ชีวิตที่โลดโผน

ลูก ๆ ทั้ง 2 คน ชาย - หญิง ก็อยากจะมีชีวิตที่ดีให้มากกว่านี้ แต่เม็ดเงินในกระเป๋าไม่เป็นใจ ถ้ามีลูกเยอะก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะนอกจากต้องเลี้ยงดูลูกแล้ว ยังต้องดูแลพี่น้อง 5 - 6 คน ในตระกูลด้วย

เพราะวัฒนธรรมของคนไทย สอนให้อาชีพราชการเป็นที่พึ่งของครอบครัว หากใครขัดสน เราก็ต้องช่วยเหลือ...
เมื่อชีวิตถูกกำหนดให้เดินบนภาระกองใหญ่ ที่วางกองไว้ตรงหน้า...ชีวิต มุฑิตา ต้องดิ้นถึงขีดสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ เพื่อหล่อเลี้ยงทุก ๆ ชีวิต
เพราะฉะนั้นคำว่า เครดิต และใบวิสัญญีพยาบาล คือ ทางออกที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินธนาคาร มาหมุนเป็นสภาพคล่อง เธอก็กล้าทำทุกรูปแบบ เพราะคิดว่า มุฑิตา มีปัญญาหามาใช้ได้...ด้วยการใช้ความขยันเข้าแลก

อาชีพเสริมทุกชนิด...จึงประดาเข้ามาในสมอง เพื่อทำเป็นอาชีพเสริม ทั้งขายเพชร พลอย จิวเวลรี่ต่าง ๆ โดยใช้คุณวุฒิพยาบาลเป็นใบเบิกทางเชื่อหรือไม่ เธอสามารถใช้ใบข้าราชการซี 7 วิสัญญีพยาบาลนำร่อง เป็นใบสินเชื่อ ใบเบิกทาง เพื่อจะนำเพชร พลอยมาขาย จากจังหวัดจันทบุรี ขนมาเป็นเงินนับเป็นล้าน ๆ บาทต่อรอบ เพราะการไปเอาเพชร - พลอยจากจันบุรีมาขาย สมัยก่อนเขาจะถามก่อนเลยว่า...มีโฉนดที่ดินมาจำนองไหม.. ถ้าประกันที่ดินไว้ จึงจะปล่อยของมาให้ขาย ณ ตอนนั้น มุฑิตา บอกเลยว่า...ไม่มีอะไรซักอย่าง เพราะว่าทรัพย์สินโดนยึดหมดแล้ว มีแค่บัตรข้าราชการใบเดียว เป็นใบนำร่อง แต่เธอภูมิใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต สำหรับบัตรข้าราชการซี 7

ทันทีที่เห็นใบข้าราชการการันตีความเชื่อมั่น...มุฑิตา ก็สามารถหยิบโน่นเลือกนี่ ทิ้งอันนี้ แต่เอาอันนั้น หยิบอย่างเมามันมือ เข้าออกร้านโน้นแวะร้านนี้ เสมือนเศรษฐีนีเลือกซื้อเพชร - พลอย กว่าจะรู้ตัวอีกที...ก็เกิดอาการหนาวสั่น เพราะของหยิบมาทั้งหมดมันเป็นเงินกี่ล้านบาท...ก็ไม่รู้ และถ้าทำหายระหว่างทาง ตายลูกเดียว ในใจแอบคิดอยู่อย่างนั้น แต่ไม่กล้าปริปากพูด
เพราะเราจับเสือมือเปล่า...ส่วนทรัพย์ที่ติดตัวกลับมานั้น คุณค่าเกินคณานับยิ่งนัก
ขณะที่ตัวเธอเองยังมึนงงอยู่ และยังไม่ค่อยกล้ามั่นใจ ว่าทำไมเขาถึงกล้าให้เครดิตเราขนาดนี้..
แต่เธอมีความดีอยู่ในตัว ที่คนอื่นมองเห็น และเธอมักเปรยอยู่บ่อย ๆ ว่า การใช้ชีวิตไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก จำต้องพกพาคาถาประจำใจ นั่นคือ...เพราะความรู้ไม่สูงมากแต่ว่าความสามารถสูงเราจึงมีความพยายามสูงก็เลยต้องใช้ความสามารถในการหารายได้เพราะการจะมองเห็นโอกาสของรายได้จากอาชีพที่สองเราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจ เมื่อ วิ่ง สู้ ฟัด กับอาชีพเสริม พ่วงงานประจำหลัก ก็ทำให้ต้นตระกูลมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก ๆ ทุก ๆ สิ้นเดือนก็จะเห็นรอยยิ้มเปื้อนจากใบหน้าทุกคนในครอบครัว เพราะแม้เงินข้าราชการจะถูกหักรอนไปไม่เหลือเศษเงินให้ติดก้นกระเป๋า แต่เธอยังมีเม็ดเงินจากอาชีพเสริมเข้ามาจุนเจือ

...และอาชีพเสริมที่ว่านี้แหละ ทำรายได้ให้กับชีวิตเธอเป็นกอบเป็นกำกว่า 200,000 - 300,000 บาท/เดือน นาทีนั้น เธอคิดเพียงอย่างเดียว เราต้องรวยกับการขายเพชร - พลอยแน่ ๆ

เสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เมื่อปี 2540 ชีวิตที่กำลังล่องลอยอยู่กับความร่ำรวย ก็หล่นตุ๊บตกลงมาจากสวรรค์ทันที...เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ลามมาเป็นต้มยำจิวเวลรี่ 10 ปี ที่ใฝ่ฝันกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ กลับต้องพังลงในพริบตา
เหมือนฟ้าสั่ง หรือ สวรรค์แกล้ง...ก็ไม่มีคำเปรียบเปรยใดมาเทียบกับอาการบาดเจ็บทางธุรกิจได้
ากเงินทองที่เคยซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ซื้อรถ และเงินสดที่พกติดตัวอีกหลายล้าน เพราะไม่ชอบเอาไปฝากธนาคาร เธอจะเก็บเงินสดไว้ในกระเป๋าและเวลาไปทำงาน ก็จะซ่อนไว้ในล็อกเกอร์...ที่ ๆ เธอคิดว่าปลอดภัยเป็นที่สุด เพราะเธอสามารถหยิบใช้ได้ง่าย ๆ ทรัพย์ทุกอย่างจึงถูกเนรมิตด้วยเงินสด และไม่ใช้เงินเชื่ออีกต่อไป

แต่เมื่อฟ้าไม่เป็นใจ...กับการเดินบนเส้นทางเศรษฐี...ทรัพย์ทุกอย่างที่ มุฑิตา เคยสะสม จึงถูกแปลงเป็นเงินสดอีกครั้ง เพื่อนำมาจ่ายหนี้...บ้าน รถ ที่ดิน เรียกว่า ทุก ๆ อย่างที่เป็นทรัพย์ ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นเงิน เพื่อนำมาจ่ายหนี้

จนในที่สุด...ก็พยุงไม่อยู่ ปล่อยให้เลยตามเลย ท่องคาถาเพียงอย่างเดียว ไม่มี ไม่หนี และก็ไม่จ่าย เหมือนกับว่า เราเอาปัญหานั้นฝังดิน แล้วก็เอาซีเมนต์กลบทับ...

หนักสุดก็มีหมายศาลมาถึงบ้าน ก็ได้แต่อ่านแค่นั้น เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงจะสนใจก็ทำอะไรไม่ได้ จากดอกเบี้ยร้อยละ 8 ที่ต้องชำระตามกฎหมาย ดอกขยับสูงถึงร้อยละ 18...ก็ยังไม่มีจ่ายอยู่ดี เธอเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี เมื่อย้อนอดีตไปสู่วันวาน
ตอนนั้น มุฑิตา ได้แต่นั่งทำใจ และบอกกับตัวเองว่า มันเป็นลิขิตตัวเอง ถ้าเราไม่โง่ซะอย่าง อะไรมันก็ผ่านไปได้
...เธอจึงไม่เคยโทษตัวเอง ไม่เคยโทษเวรกรรม แต่ก็แอบโทษสามี (นิดนึง) เพราะเอาที่ดินไปให้คนอื่นยืมจำนองเป็นล้าน เธอก็บ่นทุกครั้งที่เจอหน้าสามี จนต้องออกคำสั่ง จากนี้ไปถ้าจะคบใคร เอามาให้ฉันดูหน้าก่อน

ทั้ง ๆ ที่ใจก็แอบสงสาร ฝั่งสามีแกก็ฟังแล้วก็ไม่กล้าคบใครจริง ๆ เพราะเขาเป็นคนใจอ่อน ใครมายืมตังค์ก็แอบให้หมด
ดังนั้น เมื่อเธอมีหนี้ได้ ก็ต้องหามาใช้ได้เหมือนกัน...ถึงแม้ใจจะแกร่งดั่งหินผา เมื่อเจอปัญหามาก และสารพัดสารพันมารุมเร้า จิตที่เคยเข้มแข็งดี ก็เริ่มจิตตก จนต้องเข้าวัดหันหน้าพึ่งธรรมะ จนพระอาจารย์ร้องทักว่า... โชคดีนะหนูที่เกิดมาเป็นคนจนเพราะคนรวยส่วนใหญ่เขามองไม่เห็นธรรมคนจนเขามองเห็นธรรมเพราะฉะนั้นโชคดีแล้วที่เกิดมาเป็นคนจน ได้ยินคำนั้น มุฑิตา กลับไม่รู้สึก จน อีกในชีวิต และเริ่มมองหาหนทางใหม่ ก็เพราะ จิต เราร่ำรวยแล้ว และหัวใจมันคอนเฟิร์ม ด้วยคำว่า สู้ หนทางเส้นใหม่จึงเริ่มเปิดประตูรับ...เข้าสู่บ้านขายตรงหลังใหม่ หลังที่ไม่เคยเหยียบย่ำและพานพบ...เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับ อ.สเวก ภูมรินทร์ ที่เป็นอัพไลน์เชิญเราไปทานอาหารเย็น เพื่อเลี้ยงส่งอำลาขอออกมาทำ คังเซน และพูดถึงไวน์สมุนไพร พูดถึงสรรพคุณของสินค้าแต่ละตัว จนจบเรียบร้อย เธอก็พูดขึ้นมาทันที ว่า ...พี่ขวดหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีเงินร่อยหรอ แต่ก็ขอสมัครเป็นสมาชิกด้วยคน

เมื่อได้สินค้ามาขวดหนึ่ง ทานสินค้าไปจนถึง 10 วัน รอบเดือนก็มาไม่รู้ตัว จากที่เคยปวดท้องตลอดเวลา และยังเป็นทั้ง ไมเกรน, ตับอักเสบ, ปวดรอบเดือน, หัวใจขาดเลือด และก็ริดสีดวงทวาร สารพัดโรคที่มารุมเร้ายามร่างกายเราอ่อนแอ หลังจากทานได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มขับล้างสารพิษ มีอาการปวดสมองเหมือนจะแตก เสมือนว่ามีคนเอาเหล็กมาเกี่ยวตรงเส้นประสาท และเป็นไข้ด้วย พอหลังจากนั้น 3 วันแล้ว ก็ไม่มีอาการอะไรอีกจนถึงปัจจุบันนี้ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันเป็นไวน์สมุนไพรจีน ที่ช่วยบำบัด ฟื้นฟูบำรุงร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

ความอยู่ดีมี รวย ก็เริ่มมาเยือนอีกครั้ง ในปี 2542 และเธอทำควบคู่กับอาชีพพยาบาล จนถึงปี 2547 ก็ลาออกจากอาชีพพยาบาล...ย้อนกลับไป ณ ตอนนั้น เธอก็ก้าวขึ้นตำแหน่งมาเรื่อย ๆ หลังจาก 1 ปีผ่านไป ก็ขึ้นตำแหน่ง สโมสรเงินล้าน จากวันนั้นถึงวันนี้ มุฑิตา...มีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ บัดนี้ มุติตา เก็บความร่ำรวย เป็นเงินสดสะสมผ่านบัญชีกว่า 43 ล้านบาท

หมดหนี้ หมดสิน หมดสิ้นถึงความลำบาก...เมื่อประตูสวรรค์เปิดรับชีวิตใหม่อีกครั้ง...บ้าน รถ ที่ดิน ที่ถูกยึด มันกลับมาเป็นของเธออีกครั้ง มาพร้อม ๆ กับความยิ่งใหญ่ ด้วยอาคารพาณิชย์ที่เป็นทาวน์โอม 3 ชั้น สนนราคากว่า 7 ล้านบาท รถ BMW รถฟอร์ด และที่ดินอีก 5 แปลง เธอซื้อ ซื้อ และซื้อด้วยเงินสด...ทั้งนั้น ต้องขอบคุณหนี้สิน ขอบคุณ คังเซน ที่ทำให้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า...เพราะถ้าไม่เคยเป็นหนี้ ก็คงไม่ได้เป็นเศรษฐีในวันนี้...

มุฑิตา ยังให้รางวัลกับชีวิต ด้วยการส่งลูกสาว - ลูกชายสุดที่รัก ร่ำเรียนต่อที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องกู้ทุนรัฐบาล และกำลังจะส่งลูกคนเล็กไปเรียนที่นั่นอีกคน เพราะ มุฑิตา มองว่า...ความรวยตรงนี้ ยังสามารถจะส่งความรวยต่อให้ลูกหลานได้อีกมากมาย เพราะการที่เธอส่งลูกสาว - ลูกชายไปเรียนต่างประเทศ ก็เพื่อไปเอาวิสัยทัศน์ และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นหนึ่งในครอบครัว คังเซน ที่สามารถกระจายรายได้ให้กับทุกคนในครอบครัว ได้ รวย กันถ้วนหน้า
หนุ่มนักสู้ผู้ล่าฝัน ที่มีแรงบันดาลใจ อยากไต่ขึ้นบันไดแห่งความรวยไม่แพ้กัน แป๊ก - พีรศักดิ์ เรืองจิต...เศรษฐีเงินล้านท่านที่ 2 ของค่าย คังเซน - เคนโก
ต้นกำเนิด พีรศักดิ์ เป็นลูกคนกลาง เป็นคนที่ต้องแบกรับภาระครอบครัวอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่จะมาทำธุรกิจกับ คังเซน ก็ทำงานธนาคารมาก่อน เพราะเรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จบมาตรงสาขา จึงเข้าทำงานธนาคารอยู่ฝ่ายสินเชื่อ

ลำพังเงินเดือนอย่างเดียว ทำท่าจะเอาทางบ้านไม่รอด เพราะพ่อ - แม่มีลูกอยู่ 5 คน ไหนจะต้องแบกรับภาระทางบ้าน เพราะเราเรียนจบมาแล้ว
มิหนำซ้ำครอบครัวทางบ้าน ก็มีหนีสิ้นที่ติดธนาคารอยู่ไม่น้อย จึงต้องเร่งหาอาชีพเสริม เพื่อมาเป็นรายได้ในการจุนเจือครอบครัวและพี่น้อง อาชีพเสริมชิ้นแรกจึงประเดิมด้วยการเปิดร้านอาหาร เปิดบูธขายมือถือตามห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็ขายของตามชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้กระทั่งรับติดตั้งจานดาวเทียมก็ทำมาหมดแล้ว

พีระศักดิ์ ทำและทำทุกอย่างที่ขวางหน้า อะไรที่คิดว่า ทำได้ ก็ทำหมด...แต่ติดปัญหาอยู่ที่ว่า ทำยังไงก็ไม่รวยซักที มีแค่พอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ก็เลี้ยงคนอื่นไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อรู้ว่า ไปไม่รอด พ่อเลยบอกว่า มีงานหนึ่งที่ทำแล้วรวย เพราะคนที่ทำเขามีรายได้เป็นล้านเลย ก็ต้องขอบคุณพ่อที่แนะนำเรา ณ ตอนนั้นยังไม่มีความเชื่อว่า ทำแล้วได้จริง แต่พ่อบอกว่า ผู้ที่ทำตรงนี้แล้วสำเร็จ เขาอยู่อุดรธานี แต่เราอยู่ขอนแก่น ระยะทางห่างกัน 120 กิโลเมตร

สุดท้าย...พ่อก็ลากไป แต่ในใจยังแอบคิดว่า ถ้าได้เดือนละแสน ก็ถือว่าเก่งมาก เพราะส่วนใหญ่เจอแต่พวกแสนสาหัส ไปไม่รอด เพราะการหาเงินหลักแสนนั้นยาก...แต่พ่อบอกเราว่า มีรายได้หลักล้านเลย ก็เลยจำใจขับรถไปถึงอุดรธานี ซึ่งระยะทางไม่ใช่ปัญหา เพราะเราต้องไปดูให้เห็นกับตาว่า มันคือความจริงหรือเปล่า ก็เลยต้องไปพิสูจน์กันหน่อย...

วันนี้ ต้องขอบคุณ คุณลุงไพฑูรย์ - ป้าวิจิตร บุญศรี และขอบคุณ คุณพีระ ทรงทำ ผู้เปิดโอกาสให้...พอไปถึงก็ยังไม่ปลื้ม เพราะหลักการที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา ต้องคำนวณก่อนว่า บ้าน รถเบนซ์ และ BM5 ที่จัดแสดงโชว์ มันใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มคำนวณก็เจอมูลค่าทรัพย์สิน 10 กว่าล้านขึ้น ถึงยอมรับ ว่า พ่อชวนไปดูคนรวยจริง ความคิดที่ไม่ไกลเกินฝัน ก็เริ่มโลดแล่นเข้ามาในสมอง สมมติ ถ้าผมมีสัก 10 กว่าล้าน คงซื้อทุกอย่างได้ไม่หมด เพราะถ้าจะซื้อแบบนั้นจริง ๆ ต้องมีเงินสักประมาณ 20-30 กว่าล้านบาท ถึงจะมีอารมณ์ซื้อได้ เพราะปกติถ้าเราซื้อรถเบนซ์ ก็ถือว่าโอเว่อร์มากแล้ว ไหนจะต้องซื้อทรัพย์อย่างอื่นอีก

เมื่อคิดและคำนวณแบบเบ็ดเสร็จ จึงรุดหน้าเข้าไปฟังบรรยายทันที ฟังครั้งแรกไม่เข้าใจ จึงนำเอกสารกลับมาศึกษาเอง เพราะจะให้ขับไประหว่างขอนแก่น - อุดรธานี ไป - กลับ 240 กิโล...คงไม่ไหว ค่าน้ำมันกินหมดแน่

เมื่อลองศึกษา ลองดูข้อมูลที่บริษัททำสื่อออกมา ก็มั่นใจว่า ไปได้แน่ เพราะถ้าจะขายแบบหลอก ๆ ไม่เอากำไร ก็ไม่ต้องมานั่งเสียเงินค่าทำสื่อไปให้ยากทำไม และมันคงไม่ได้กำไร จึงมั่นใจสื่อ คังเซน ค่อนข้างมาก เพราะเขาพัฒนาสื่อมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดคิด จึงตัดสินใจลงมือทำ...

เมื่อเริ่มเข้ามาสู่รอบรั้ว คังเซน มีวิธีการทำงานที่ง่าย เพราะ คังเซน คัดสรรสินค้ามาค่อนข้างดี ตัวระบบทำให้นักธุรกิจรู้ว่า ต้องทำอะไร ถ้าอยากขายออแกนิก แค่พาลูกค้ามาเจอเจ้าของผลิตภัณฑ์ และจำเป็นต้องไปเข้าคอร์ส 1 - 2 - 3 - 4 และ 5 เพราะบริษัทน้ำดี ๆ เขาทำกิจกรรมกันอย่างนี้...ด้วยสรรพคุณของสินค้า คังเซน ที่ทำสื่อออกมาแต่ละเล่ม คังเซน มุ่งเน้นวัตถุธรรมชาติบำบัดที่ใช้ภูมิปัญญาจากวิชาการการผลิตของชาวตะวันตก อาทิ ยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งก็ไม่มีที่ไหน ที่จับสินค้าตัวเด่น ๆ มารวมกัน และยังมีรางวัลสินค้าดีเด่น ประทับตราคุณภาพ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญ

ดังนั้น เส้นทางเงินล้านของ คังเซน จึงเดินได้ไม่ยาก แค่ทำตามระบบที่มีแบบแผนอยู่แล้ว เขามีระบบช่วย ถ้าระบบไม่ช่วย ก็คงจะสำเร็จไม่ได้...และยังมีสาขาอีกกว่า 80 สาขา ออนไลน์ถึงกันเพื่อเอื้อความสะดวกให้กับสมาชิก ปล่อยให้ระบบทำงานแทนคน...จนร่ำรวยแบบกระจายออกไป

คังเซน ยังมีคลับ..สำหรับคนที่มีรายได้ 10 ล้าน จะขึ้นตำแหน่งซิลเวอร์ รายได้ 20 ล้าน ขึ้นตำแหน่งโกลด์...พีรศักดิ์ จึงพำนักอยู่ในตำแหน่งโกลด์ เพราะว่ามียอดรวม 40 กว่าล้านเหมือนกับ พี่ไก่ - มุฑิตา ที่แข่งกันรวย...ส่วนใครมีรายได้เกิน 50 ล้าน จะขึ้นตำแหน่งที่เรียกว่า แพลทินัม...

และในเร็ว ๆ นี้ เราทั้ง 2 คน ก็จะขึ้นในตำแหน่งดังกล่าว ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า เราหาเงินได้เยอะมากในระบบเครือข่าย...

...เรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัว ดีมาก ๆ เพราะเราซื้อรถตู้ส่วนตัวให้แม่ และยังมีคนขับรถอีก 1 คน บ้านที่เคยติดหนี้แบงก์ ก็เป็นอิสระ แถมออกเบนซ์ป้ายแดง 1 คัน เป็นของขวัญ ส่วนพ่อก็ซื้อรถวีออสคันย่อมให้เป็นรางวัล

วันนั้น...ถ้าผมไม่เลือกเครือข่าย ไม่เลือก คังเซน คงจะให้ความสุขบุพการีไม่ได้...เพราะลำพังเราสู้ชีวิต หนี้สินที่มีอยู่เต็มบ้าน ก็ได้แต่ถ้าเอาตัวเองรอด เพราะถ้าจะไปช่วยกันทั้งบ้านกับเงินเดือนเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท กับหนี้ทางบ้านอีกบานเบอะ มันไม่ใช่คำตอบเลย และนี่คือสิ่งที่เราสัมผัสมา...

พีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายผ่านถ้อยคำอย่างลึกซึ้งว่า...ผมมีความภูมิใจกับตรงนี้มากและก็ภูมิใจในตัวท่านประธานเพราะท่านเป็นคนมีอายุน้อยมีวิสัยทัศน์ดีมีฝีมือการทำงานที่ดีมือถึงกล้าที่จะทำกล้าที่จะเสี่ยงล่าสุดยังได้เปิดสาขาเพิ่มที่เวียดนาม - กัมพูชาถือว่าครอบครัวของผมมีบุญมากนักที่ได้มาร่วมธุรกิจกับท่าน และนี่คือ ความเป็น คังเซน ที่นำพาครอบครัวเราไปสู่เส้นทางอาเซียนแล้วในวันนี้

ผมจึงอยากเห็นทุกคนรักอาชีพเสริม รักที่จะก้าวหน้า แล้วก้าวเดินไปคว้าในเส้นทางอาเซียนด้วยกัน และจงใช้เวลาว่างหลังเลิกงานก็สามารถทำได้ จึงอยากให้ทุกคนคิดและลงมือทำ ก็จะสำเร็จเหมือนดั่งเช่นชีวิตผมอย่างแน่นอน...!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เล็งขายไลเซนซ์มะกัน ดึงแผนเฟส 2 สร้างตึกแฝด


คังเซน-เคนโก ตบเท้าเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แย้มเล็ง ขายไลเซนซ์ หลังนักลงทุนอเมริกันเจรจาเรื่อง สินค้า เดินหน้าประกบนักลงทุนไต้หวัน สร้าง โรงงานแห่งใหม่ มูลค่า 30 ล้านบาท พร้อม ประกาศแผน 2 สร้างตึก 2 คังเซนฯ ชี้รอ ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน ด้านตลาด ต่างประเทศ พาเหรดเปิดต่อเนื่อง หวังขยาย- ฐานสู่ตลาดอินโดจีนทุกประเทศ ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรกของปียังทรงตัว คาดปิดยอดขายสิ้นปีได้ 2,000 ล้านบาท


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมามีกลุ่มนักลงทุนจากรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา สนใจ และมองเห็นโอกาสเกี่ยวกับสินค้าของคังเซนฯ หลังจากผู้นำคังเซนฯ จาก สปป.ลาว นำสินค้าไปจำหน่าย ที่อเมริกาและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงมีแผนที่จะขาย ไลเซนซ์คังเซนฯ ให้กับนักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้า ซึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง


นอกจากนี้บริษัทได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรไต้หวัน ในการสร้างโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ มูลค่า 30 ล้านบาท ที่ไต้หวัน คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องจักรและผลิต- สินค้าได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทกำลัง เตรียมแผนเฟส 2 ในการก่อสร้างตึกคังเซนฯ 2 ด้วยมูลค่า การลงทุน 250-300 ล้านบาท เพื่อเป็นการต้อนรับ คังเซนฯ 2 ทศวรรษ อีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการก่อสร้างตึกคังเซนฯ นั้น ต้องรอใบอนุญาตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน จึงจะ สามารถเริ่มต้นเฟส 2 ได้


ในส่วนของแผนงานต่างประเทศในปีนี้บริษัทเตรียม เปิดสาขาใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และเนปิดอร์ เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พม่ามีอัตราการเติบโต 5-7% โดยมียอดขายแต่ละปีประมาณ 15 ล้านบาท และในปีนี้จะ เห็นได้ว่ายอดขายของประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2-3 ล้านบาท ต่อเดือน ดังนั้น ภายในสิ้นปีบริษัทคาดว่าประเทศพม่าจะปิด ยอดขายได้ประมาณ 25 ล้านบาท ภายหลังจากที่ประเทศ ดังกล่าวมีการเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุน มากขึ้นเช่นเดียวกัน


สำหรับประเทศที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ได้แก่ อินโดนีเซีย ปิดยอดขายในปี 2554 ได้กว่า 900 ล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ สปป.ลาว ปิดยอดขายได้ 160 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ พม่า และอันดับ 4 ที่บริษัทเพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจ ได้แก่ กัมพูชา ปิดยอดขายได้ 8-9 แสนบาท อย่างไรก็ดี บริษัท เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่เวียดนาม ได้แก่ เมืองโฮจิมินห์ และ ฮานอย ในปีนี้ เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดอินโดจีนทุกๆ ประเทศด้วย แผนการลงทุนเอง 100% ขณะที่แผนการบุกตลาดต่าง- ประเทศต่อไป คือ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์


อิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมบริษัทในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัว และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการ- บริหารงานภายใน จากรูปแบบครอบครัวเปลี่ยนเป็นการ สร้างองค์กรเครือข่ายเน็ตเวิร์คอย่างแท้จริง ด้วยการดึงระบบ Evolution Success System เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งจุดเด่นคือการมีนักธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าเก่งมากถึง 70% บริษัทจึงเน้นวางแผนไปยังกลุ่มนักธุรกิจดังกล่าว ซึ่งมี เป้าหมายการสร้างเน็ตเวิร์คบิวเดอร์ให้ได้ 50% ในปีนี้


ช่วงนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยน หลังจากเจอปัญหา เรา เจอจุดอ่อนภายใน แล้วเราก็มาปรับหาจุดแข็งเพื่อให้องค์กร เติบโตต่อไป อย่างการปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ว่าเมื่อไหร่จะต้องทำให้เสร็จ และเมื่อทำเสร็จก็ต้องหาจุดอ่อน และต้องพัฒนา ต่อไปให้องค์กรภายในดีขึ้นเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นปี บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 1,900-2,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักที่บริษัทไม่ได้วาง เป้าสูงถึง 2,500-3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรู้ว่า ภายในบริษัทเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ซึ่งว่ากันไปตามความเป็นจริงมากกว่าที่จะตั้งเป้าหมาย ไว้สูงเกินจริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจฟื้น การเมืองเปิดทาง ขายตรง (MLM) คังเซน-เคนโก,สุพรีเดอร์ม,เฮอร์บาไลฟ์ เสริมภูมินักขายอบรมถี่ยิบ..ดึงเรตติ้ง


เศรษฐกิจในประเทศดี การเมืองไร้ความรุนแรง แผ่อานิสงส์สู่ธุรกิจขายตรง คังเซน-เคนโก จัดอบรม นักขายอัดหลักสูตรพื้นฐาน เพิ่ม อาวุธสมาชิก สุพรีเดอร์ม ปลุกกระแสน้ำสมุนไพร ตีคู่คอร์สอบรมดึงเรตติ้งคืน ด้าน เฮอร์บาไลฟ์ เดินสายภูธร เน้น หนักที่ตลาดต่างจังหวัด

ดูจะกลายเป็นข่าวดีของบรรดา บริษัทขายตรง ที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่ได้มีความรุนแรงอย่างเช่นหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งเศรษฐกิจก็ไม่ได้เลวร้าย ทำให้หลายแบรนด์เดินหน้า ขนกลยุทธ์ออกมาห้ำหั่นกันฝุ่นตลบ โดย บริษัทส่วนใหญ่ทิ้งน้ำหนักไปที่การให้ความรู้กับนักขายเป็นสำคัญ ซึ่งต้องดูว่าหลักสูตรติดอาวุธสมาชิกของใคร จะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่หวัง

> คังเซน-เคนโก แก้จุดอ่อน อัดหลักสูตรพื้นฐานให้สมาชิก

นายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานในปี 2555 บริษัทจะมีการปรับโครงสร้างระบบภายในบริษัท โดยจะเป็นการพัฒนาให้ เข้าสู่ระบบเครือข่ายขายตรงอย่างเต็ม รูปแบบมากขึ้น อย่างไรก็ดี น่าจะไม่เปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างธุรกิจไปเลยทีเดียว แต่จะเน้นการสร้างความสมดุล ระหว่างจุดแข็งและจุดบกพร่องของบริษัท โดยจุดแข็งที่สำคัญของเราในขณะนี้ คือ ปัจจุบันบริษัทมีผู้จำหน่ายอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราจะพบโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์จำหน่ายสินค้าของคังเซนฯ ทั่วทั้งประเทศกว่า 1 หมื่นศูนย์ แต่กลับพบว่าผู้จำหน่ายเหล่านั้นไม่ได้รู้วิธีการทำธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุให้พวกเขามีรายได้ไม่ต่อเนื่อง เกิดการสูญเสียลูกค้า และเลิกทำธุรกิจ ไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้า ของธุรกิจคังเซนฯ ในต่างประเทศหัวเรือใหญ่ของคังเซนฯ ก็ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศด้วยกัน คือ อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, กัมพูชา และ เวียดนาม โดยประเทศที่มียอดขาย เติบโตมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย ซึ่ง ในปีแรก มียอดขายทะลุ 950 ล้าน บาท อยู่ในอันดับท็อปเทนของบริษัท ขายตรงที่นั่น ส่วนลาวมียอดขายประมาณ 160 ล้านบาท พม่า ประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนกัมพูชา และเวียดนาม ยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการ เข้าไปดำเนินธุรกิจ

"อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจคังเซนฯในประเทศพม่ามียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2-3 ล้านบาท จากเดิมที่ขายได้เพียง 1 ล้านบาท ดังนั้นภายในสิ้นปีนี้ตนจึงคิดว่ายอดขายในพม่าอาจจะทะลุ 25 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญน่าเกิดขึ้นจากการเริ่มหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น และในขณะนี้ตนก็เริ่มสนใจที่จะเข้าไปเปิดธุรกิจคังเซนฯ ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เพราะทั้ง 2 ประเทศมีฐานสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคของบริษัทคังเซนฯ เครือข่ายขายตรงของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ทศวรรษโดยตนคาดว่าไม่เกินงานวันเกิดฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจครอบคลุมทุกประเทศในแถบอินโดจีนได้อย่างแน่นอน

> "สุพรีเดอร์ม" จัดโปรฯ เต็มพรืดสร้างแรงจูงใจสมาชิก

ด้านนายธรรมนูญ สมบูรณ์สินผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่ากลยุทธ์ทางการตลาดในข่วงไตรมาสที่ 3 บริษัทเตรียมเพิ่มสินค่าใหม่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยจะเป็นสินค้าจำพวก Mass Product ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัวและเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ 3 รายการ เพื่อเข้ามาเจาะเทรนด์ตลาดคนรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสมุนไพรปัญจะ ภูตะ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 39 ชนิด ช่วยปรับสมดุลของธาตุทั้ง 5 และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย โดยหลังจากบริษัททำการทดลองตลาดภายในช่วงเดือนที่ผ่านมาสมาชิกและผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี

นอกจากนั้นบริษัทยังมีกลยุทธ์เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่าการอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่าการอบรมถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่าย บริษะทพยายามจัดการฝึกอบรมในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิกและพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่งๆ ของผู้บริโภคได้ให้สามารถออกไปนำเสนอผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบริษัทจะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศุนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจะดประชุมในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้าและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

ส่วนในด้านศูนย์อบรมหรือสาขาของบริษัทนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศโดยสัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขาให้ครบ 100 สาขา และในด้านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการทำงาน โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว บริษัทจะเปลี่ยกฎเกณฑ์ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์พที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง

> "เฮอร์บาไลฟ์" เน้นปั้นสมาชิกภูธร

นายจักพันธ์ สุทธโทธน กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การตลาดในปีนี้เฮอร์บาไลฟฟ์จะยังคงเน้นการขยายตลาดออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น โดยการลงพื้นที่แต่ละครั้ง บริษัทจะมีการจะดกิจกรรมโดนเน้นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ยังไม่มีในส่วนนี้ จึงอาจทำให้ผู้คนทั่วไปยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากนัก และยังมีกิจกรรมที่ชื่อว่า "วันนี้คุณดื่ม Shake แล้วหรือยัง" ซึ่งเป็นแผนการโปรโมตผลิตภัณฑ์หลักที่ดีขายดีที่สุดของบริษัท

"นอกจากกลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในปีนี้บริษัทจะเน้นการฝึกอบรมมากขึ้นจะมีการสนับสนุนการจัดกิจกรรมของสมาชิกมากขึ้น ซึ่งต้นปีที่ผ่านมาบริษัทมีการจัดอบรมหรือประชุมรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง และมีเรื่องน่ายินดี คือในการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า จึงถือได้ว่าการกำหนดนโยบายส่งเสริมสนับบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจของบริษัทอย่างเห็นได้ชัด "นายจักรพันธ์ เปิดเผยโดยภายในสิ้นปีนี้หรือปีหน้า
บริษัทก็มีแผนที่จะเปิดศูนย์สาขาโดยมีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากบริษัทได้มองเห็นถึงศักยภาพความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวไปอย่างรวดเร็วมากซึ่งตนคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณในการเปิดศูนย์แต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท และในอนาคตจะมีขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับถัดไป

"อย่างไรก็ดี ตนก็มีความเป็นห่วงอยู่บ้างเกี่ยวกับสถานการณ์ความวุ่นวายด้านการเมืองจองไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานออฟฟิศสาขาไทยก็อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบทางการเมืองจุดนี้อาจส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากของบริษัทเกิดปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญด้านการขยายเครือข่ายส่วนปัญหาทางด้านเศรษฐกิจตนคิดว่าไม่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจขายตรงเพราะจากการสำรวจของเอแบคโพลล์ พบว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมเติบโตมากกว่า 10% ทุกปี" นายจักรพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1319 ประจำวันที่ 21-7-2012 ถึง24-7-2012

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-Kangzen" : ปรับรุกมืออาชีพ! ปั้นนักเครือข่ายคว้า 2 พันล้านบาท


อิทธิศักดิ์ บิ๊กบอส คังเซน เคนโก รับ 6 เดือนแรกปี 55 ปรับแผนใหม่ หันเน้นสร้าง นักธุรกิจมืออาชีพ


หวังสร้างรากฐานองค์กรแข็งแรงดันเติบโตต่อเนื่อง 40 ปี เผยกลยุทธ์ครึ่งปีหลังเล็งขยายตลาดเสริมอาหารเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพเพิ่ม ล่าสุดเปิดตัว ออร์แกนิค นูทริชั่น แอนด์ รีจูวีแลค ที่คงคุณภาพอยู่คู่บริษัทมายาวนาน 15 ปี คาดสิ้นปียอดขายขยับกลับมา 2,000 ล้านบาท นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกปี 2555 ที่ผ่านมาว่า เนื่องจากเป็นช่วงปรับตัวขององค์กรจึงทำให้ยอดขายยังอยู่ภาวะทรงตัวและยัง ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก พร้อมกันนี้บริษัทได้หันมาเน้นการสร้างเครือข่ายแทนผู้บริโภคเดิม โดยครึ่งปีหลังจะมุ่งให้ความสำคัญในการรุกตลาดกลุ่มสินค้าอาหารเสริมมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคที่รักและใส่ใจสุขภาพ

นายอิทธิศักดิ์กล่าวว่า คังเซนมีบุคลากรที่มีความเป็นนักขายทั่วไปมากถึง 70% ส่วนอีก 30% เป็นกลุ่มที่มีความรู้ด้านการขายมากขึ้น หรือเรียกว่านิวเจนเนอร์เรชั่น ทำให้วันนี้บริษัทต้องสร้างโจทย์ใหม่สร้างนักธุรกิจคังเซนตัวจริงที่จะเป็น ส่วนหนึ่งในการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต 20- 40 ปี ข้างหน้า


ผมจะสอนนักธุรกิจคังเซนฯเสมอว่าไม่ว่าธุรกิจจะมีการแข่งขันสูงแค่ไหน เราจะไม่พูดถึงเรื่องการหลอกลวงผู้บริโภคเพียงเพราะหวังแค่เงินรายได้ การยืนอยู่บนฐานธุรกิจต้องยืนด้วยความจริงใจให้กับผู้บริโภค วันนี้การปรับตัวทำให้เราใช้เวลาในการสร้างยอดพอสมควร ผ่านมา 2 ไตรมาส เรามีผู้เดินตามความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง และต่อไปไตรมาส 3-4 จะเห็นภาพความชัดเจนที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

สำหรับเป้ายอดขายสิ้นปีนี้ นายอิทธิศักดิ์ กล่าวว่า คาดหวังจะมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา และจะกลับมายืนอยู่ที่ 1,900 2,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเจิรญเติบโตมากขึ้น เหตุผลที่ไม่หวังมากเพราะคังเซนต้องประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้แต่ละปียังคาดรายได้จะยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 10-15% โดยปัจจุบันบริษัทมีจุดกระจายสินค้ากว่า 120 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนั้นนายอิทธิศักดิ์ยังได้กล่าวถึงยอดขายในต่างประเทศ ช่งปี 2554 ที่ผ่านมาว่า คังเซนฯ ทำยอดขายได้สูงสุดในประเทศอินโดนีเซีย 900 ล้านบาท ลาว 160 ล้านบาท พม่ากำลังดีขึ้นยอดขายอยู่ที่15 ล้าน กัมพูชายอดขายยังไม่มาก ส่วนเวียดนามเพิ่งเริ่มดำเนินการเปิดตลาด ซึ่งบริษัทยังมีแผนขยายตลาดไปอีกหลายๆ ประเทศในอินโดจีน

ทั้งนี้ล่าสุดคังเซน เคนโกได้จัดงาน BEST OF THE BEST งานแสดงศักยภาพความเป็นที่สุดของ 4D คือ ธุรกิจขายตรงของไทยที่ก้าวไกลไปสู่สากล แผนงานที่ให้ผลตอบแทนที่มั่งคั่งและมั่นคง ผลิตภัณฑ์ชั้นยอดที่เพิ่มคุณภาพให้กับทุกชีวิต และแผนพัฒนาบุคลากรให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในชีวิตขึ้น พร้อมมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิค นูทริชั่น แอนด์ รีจูวีแลค ที่คงคุณภาพอยู่คู่บริษัทคังเซนฯมายาวนานถึง 15 ปีคาดดันยอดขายสิ้นปีโตเพิ่มอีก 10%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 232 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 กรกฏาคม 2555