ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอเชีย สุพรีม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอเชีย สุพรีม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : 'เอเชีย สุพรีม' จับมือเมืองโสมขนเครื่องสำอางลุยขายอาเซียน

 








67617n_1l (Mobile)

"เอเชีย สุพรีม" ก้าวไปอีกขั้น จับมือบริษัทชั้นนำแดนกิมจิ "Amaranth Cosmetics" แตกไลน์เครื่องสำอาง นำร่อง 5-7 รายการลุยตลาดขายตรงอาเซียน


นายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดและมีความแข็งแกร่ง มาจากการมีพันธมิตรคู่ค้าต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และบริษัทมี นโยบายการเปิดสาขาในภูมิภาคเอเซีย ซึ่งปัจจุบันขยายเข้าไปแล้วในประเทศเพื่อบ้าน คือ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา


นอกจากนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น บริษัทได้นำสินค้าที่เป็นนวัตกรรมเข้ามาจำหน่าย โดยปัจจุบันมีสินค้าจากนิวซีแลนด์ อเมริกา และมาเลเซีย ล่าสุดบริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ในเกาหลี และอมรัน เป็น 1 ใน 5 มาตรฐานโลก ผู้นำตลาดเกาหลี และระดับสากล 20 ประเทศที่มีสินค้าขายอยู่


"เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากขึ้น บริษัทพยายามมองหาสินค้าที่มีนวัตกรรม นอกจากวันนี้เรามีคอสตูม จากนิวซีแลนด์และมีสินค้าหลายตัวจากอเมริกา หลายตัวมาจากมาเลเซีย นอกจากนี้ สกินแคร์ เครื่องสำอาง ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกาหลี โดดเด่นมากในระดับโลก"


ล่าสุด บริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Amaranth Cosmetics ซึ่งเป็นผู้นำตลาดด้านคอสเมติกส์จากประเทศเกาหลี ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 5 มาตรฐานโลกและมีการจำหน่ายสินค้าไปสู่ 20 ประเทศทั่วโลก โดยเอเชีย สุพรีมจะเป็นตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว


"สำหรับ Amaranth เป็นทั้งผู้ผลิตที่มีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีทิศทางการทำธุรกิจไปในแนวทางเดียวกันกับเอเชียสุพรีม ซึ่ง 4 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ไปเยี่ยมเยียนที่เมืองปูซาน เพื่อทำแนวทางธุรกิจร่วมกัน อย่างแรกคือการสนับสนุน โดยคัดเอาสินค้าที่เด่นที่สุด จำนวน 3 กลุ่ม 5-7 รายการ มาออกตลาดในไทย"


นายสุธีร์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้บริษัทได้สิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางของ Amanranch แต่เพียงผู้เดียวในไทยและในอาเซียนอีก 10 ประเทศ โดยคาดว่ายอดขายปีแรกน่าจะไม่ต่ำกว่า 100-120 ล้านบาท ทั้งนี้ช่องทางการทำตลาดไม่ได้จำกัดแค่ MLM แต่ยังมีช่องทางอื่นๆ ที่จะพัฒนาต่อไปคือ ซิงเกิ้ล แฟรนไชส์ นอกจากนี้บริษัทยังสามารถเป็นตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคนี้ในรูปแบบ OEM ได้อีกด้วย


"เอเชีย สุพรีมถือเป็นประตูเพื่อกระจายสินค้าไปสู่อาเซียน นอกจากนี้ยังถือเป็นการเพิ่มไลน์สินค้าจากเดิมที่เน้นขายกลุ่มเสริมอาหารเป็นหลัก การจับมือกับ Amanranch จะเป็นส่วนสำคัญในการทำตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ทั้ง มาเลเซีย เขมร ลาว และพม่า ที่จะเริ่มรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป โดยหลังจากนี้จะมีการจับมือกับพันธมิตรในการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าจะส่งผลให้ปี 2557 บริษัทจะทำรายได้ถึง 500 ล้านบาท จากรายได้ในสิ้นปีนี้น่าจะปิดที่ 160 ล้านบาท" นายสุธีร์ กล่าว


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“เอเชีย สุพรีม” เมินเศรษฐกิจ ดัน I-Cally ทะลุ 4 ล้านบาท







mlm21 (Mobile)

ในสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำลงพฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคมีการชะลอตัว แต่ในธุรกิจขายตรงยังยืนหยัดอยู่บนสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ได้อย่างมั่นคง รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตขึ้นอีกในอนาคต


หากกล่าวถึงแบรนด์ที่สามารถเติบโตได้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ในตอนนี้ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มั่นใจในสินค้าทุกชิ้นของบริษัท ที่มีการรับรองคุณสภาพสินค้าด้วยงานวิจัย กระกอบกับการวางกลยุทธ์ทางการตลาด ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจมีปัญหาน้อยมากเพียงใดก็ตาม เอเชียสุพรีม ยังมั่นใจอย่างแน่วแน่ที่จะสามารถเจริญเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่แย่ได้เป็นอย่างดี


นายสุธีร์ รัตนนาคินท์ ประธานบริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวว่าโดยปกติ บริษัทได้มีการออกสินค้าใหม่ทุกๆ ไตรมาส ทุกสินค้าที่ทำการเปิดตัวออกมาล้วนเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่รับรองคุณภาพด้วยงานวิจัย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในตัวสินค้า รวมถึงการออกสินค้าตามกระแสนิยมที่สามารถดึงความต้องการของตลาดและสนองความต้องการผู้บริโภคได้อีกด้วย โดยล่าสุดบริษัทได้ออกไลน์สินค้าใหม่ชื่อว่า I-Cally ที่ได้เปิดตัวออกมาท่ามกลางกระแส “คอลลาเจน ฟีเวอร์” ซึ่งนวัตกรรมหลักของ I-Cally เน้นเรื่องส่วนผสมสารตั้งต้นที่มากด้วยประสิทธิภาพ ในอีกด้านหนึ่ง I-Cally มีความแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในตลาด เพราะ I-Cally เป็นคอลลาเจน ที่มีสารสกัดจากผลไม้รวม โดยเฉพาะ “ผลแอปเปิ้ล” ที่ให้แคลเซียมและคอลลาเนแก่ร่างกาย ช่วยสร้างคุณประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพและผิวพรรณได้ในเวลาเดียวกัน


“เรามีการคาดหวังไว้ว่า I-Cally จะเป็นสินค้าเด่นที่สร้าชื่อเสียงให้เอเชีย สุพรีมในช่วงปลายปี การเปิดตัว I-Cally ครั้งนี้เราเชื่อว่า I-Cally สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 4 ล้านบาท นอกจากนี้ในเดือนธันวาคม เอเชีย สุพรีม มีแนวโน้มที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยครั้งนี้เป็นสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ นำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งหมายความว่าในทุกๆ 3 เดือน เอเชีย สุพรีมจะมี สินค้านวัตกรรมใหม่จากในประเทศไทยและต่างประเทศเข้ามาเพื่อทำการเปิดตัว” ประธาน บริษัท เอเชีย สุพรีม กล่าว


อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขัน ทางการตลาดที่ทวีความรุนแรงและได้ส่งผลกระทบด้านลบต่อตัวสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้แผนกลยุทธ์ต่างๆ กลายเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ผู้บริหารนำมาสรรสร้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจและ “เอเชีย สุพรีม” ก็ได้มีการสร้างสรรค์กลยุทธ์ในการรับมือกับความรุนแรงของการแข่งขันทางการตลาดในปัจจุบัน


จากโจทย์หินนี้ “นายสุธีร์” ได้กางแผนรุกตลาดพร้อมเผย แนวคิดที่สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ I-Cally ที่เกิดมาในช่วงนี้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสมาชิกในบริษัท ด้วยการรณรงค์สร้างแบรนด์ผ่าน “เอเชีย ทีวี” เป็นสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ซึ่งเป็นสื่อหลักในการกระจายข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในบริษัทให้กับเหล่าสมาชิกและผู้บริโภคได้รับทราบถึงศักยาภาพคุณสมบัติของตัวผลิตภัณฑ์ที่มากด้วยคุณภาพรวมถึงการสร้างฐานธุรกิจผ่านสื่อออนไลน์ ที่มีระบบสื่อสารมวลชนเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ นับว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ เอเชีย สุพรีม ได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อรองรับโลกที่มีความก้าวล้ำยุคเทคโนโลยีและสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยรองรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ด้านยอดขายที่คาดไว้ในปีนี้ ประธานบริษัท เอเชีย สุพรีม กล่าวว่า เดิมทีเอเชีย สุพรีม วางเป้าหมายไว้ที่ 300 ล้านบาท สืบเนื่องจากความล่าช้าในการออกผลิตภัณฑ์บางกลุ่มทำให้มีการลดเป้าหมายของยอดขายเหลือแค่ 200 ล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของรายได้หลักประมาณร้อยละ 80 มาจากตลาดของเอเชีย สุพรีมในต่างจังหวัดได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.หาดใหญ่ และร้อยละ 20 มาจากสาขาในกรุงเทพมหานครซึ่งเอเชีย สุพรีมใน จ.หาดใหญ่ เป็นสาขาที่มีการเจริญเติบโตทางการตลาดและทำรายได้ให้บริษัทมากที่สุด


ในปี 2557 เอเชีย สุพรีมมีการขยายตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะเดียวกันบริษัทจะทำการขยายตลาดไปในภูมิภาคเอเชีย(AEC) ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมาร์และกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่เหลืออยู่ให้กับบริษัท


ภาพรวมของเอเชีย สุพรีมตลอดทั้งปี 2556 อ.สุธีร์เผยว่า “ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา เอเชีย สุพรีม เติบโตได้เกิน 70% ของเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในเรื่องของยอดขายบริษัทที่ถือว่าสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างน่าพอใจและในส่วนของฐานสมาชิก ซึ่งฐานสมาชิกในปีนี้มีการขยายตัวมากถึง 12,000รหัส”


นอกจากนี้ยังมองว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบธุรกิจขายตรง ซึ่งเอเชีย สุพรีม เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้เกิดแรงผลักดันให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบคือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในลักษณะการจัดท่องเที่ยว เพื่อสมาชิกได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้กับองค์กร


ไม่ใช่แค่การทำยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหรือแค่สร้างฐานสมาชิกให้ขยายไปตามที่หวังถึงจะประสบความสำเร็จได้ หากแต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาด้วยกับความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกที่ดีต่อกัน บริษัทนั้นก็มิอาจเดินไปถึงฝั่งอย่างสมบูรณ์แบบ


 


 


Credit By: นสพ.ลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่ 235 ประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2556  

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเมืองป่วน! MLM หด ผู้ค้าหวั่นธุรกิจไม่โตตามเป้า







Capture (Mobile)

 


การเมืองพ่นพิษ! กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงโอดครวญ "กิฟฟารีน" คาดการณ์ตลาดรวม MLM ปี 56 โตน้อยกว่าปี 55 เน้นจัดประชุมลดความตึงเครียดนักธุรกิจ ด้าน "ยูนิไลฟ์" ชี้ ผลกระทบหนักตกไปอยู่กับสินค้ากลุ่มเสริมอาหาร และ ความงาม ฝั่ง "เอเชีย สุพรีม" เชื่อคนเดินเข้ามาในธุรกิจขายตรงน้อยลง ทางด้าน "แซนสยาม" กลัวสถานการณ์รุนแรง พา เศรษฐกิจหยุดชะงัก


กลายเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ สำหรับเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีการชุมนุมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบไปยังภาคธุรกิจไม่เว้นแม้แต่วงการขายตรง ที่ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการต่างออก มายอมรับถึงผลกระทบทางการเมืองที่มีต่อบริษัท ซึ่งต่างฝ่ายก็มองว่า หากสถานการณ์ลุกลามและรุนแรงกว่านี้ อาจส่งผลให้ ยอดขาย และการเติบโตโดยรวมของธุรกิจขายตรงน้อยกว่าที่ ตั้งเป้าไว้


"กิฟฟารีน" คาดขายตรงโตน้อยกว่าปี 55


นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยถึงผลกระทบทาง การเมืองที่มีต่อธุรกิจกับ "สยามธุรกิจ" ว่า จากสถานการณ์ทาง การเมืองในปัจจุบัน ที่มีการชุมนุมในหลายพื้นที่ ทำให้กลุ่มผู้บริโภค มีการระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ยอดขายของบริษัท และภาพรวมทางธุรกิจ


"กิฟฟารีนพยายามสร้างบรรยากาศ ในองค์กรให้มีความตึงเครียดน้อยที่สุด บริษัท พยายามสร้างกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเสนอขายของบรรดาสมาชิก ที่บริษัทพยายามเน้นให้ นักธุรกิจนำเสนอสินค้าที่เป็นของใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น"


อย่างไรก็ดี ทางบริษัทยังคงติดตาม สถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์ และปรับแผนการตลาดให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ ส่วนในภาพรวมของตลาดขายตรงนั้น ถึงปัจจุบันคาดว่าตลาดรวมยังโตได้ อยู่ ถึงแม้การเติบโตจะไม่มากเหมือนปีที่ผ่าน มาก็ตาม แต่โดยรวมก็คาดว่ายังมีการเติบโต


"ยูนิไลฟ์" ชี้ เสริมอาหาร-ความงามทรุด


ด้านนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยว่า หากความวุ่นวายทางการเมืองยังไม่จบสิ้น และ ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่า ภาพรวมของ ทุกธุรกิจจะแย่ลง ซึ่งในส่วนของธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตได้ต่ำลงด้วย เพราะผลกระทบ จากการเมืองทำให้เศรษฐกิจล้มเหลว จนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ ในส่วนของเสริมอาหาร และเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจ ขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้


"เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางบริษัทก็ได้เตรียม แผนรับมือไว้อยู่แล้ว เพราะถึงแม้จะมีศูนย์กระจายสินค้าต่างจังหวัด รวมถึงสมาชิกก็ตาม แต่หากการเมืองรุนแรงขึ้น ก็จะทำให้ เรื่องของการนำเข้าสินค้าและส่งออก มีผล กระทบมายังบริษัทแน่นอน รวมถึงหลายๆ บริษัทก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะหากกำลังซื้อตกลง ยอดขายของบริษัทก็จะลดลง และมีผลของการวางแผนในต้นปีหน้าด้วย แต่ที่น่าเศร้ากว่า คือประเทศชาติ จะต้องหยุดพัฒนาและเดินไปช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย"


ทั้งนี้ หากกลุ่มผู้ชุมนุมไปอยู่ในพื้นที่ที่มีสำนักงานเปิดอยู่ก็อาจจะให้ปิดชั่วคราว และอาจปรับระบบการจัดการบริหารไปอยู่ในจุดที่สมาชิกเดินทางไปได้สะดวกขึ้น โดยไม่ไปใกล้พื้นที่ที่ชุมนุม และหากการชุมนุม ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ถึงปีหน้า เรื่องของผลกระทบ ยอดขายก็อาจจะต้องตกลง โดยเชื่อว่าจะกระทบไปทุกบริษัทที่ทำเครือข่าย รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ ด้วย


"เอเชีย สุพรีม" หวั่นคนไม่เดินเข้า MLM


ในส่วนของ อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ปกติในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ละบริษัทจะต้อง พยายามงัดกลยุทธ์ออกมาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ออกมาเอาใจสมาชิกให้ซื้อกันเต็มที่ แต่พอมาเจอเหตุการณ์ทางการเมืองที่กำลังเร่าร้อนแบบ นี้ก็ทำให้หลายๆ บริษัทอาจต้องทำใจและปรับเปลี่ยนแผนการตลาดรับมือกันพอ-สมควร เพื่อให้ประคับประคองให้ธุรกิจเดิน หน้าต่อไปได้


"ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโต ได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตาม ไปด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้มีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อย ลงเรื่อยๆ และเชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายอาจจะไม่กล้าอัดงบ-ประมาณในการทำตลาด ยิ่งบางบริษัททุ่มงบประมาณไปแล้ว เกี่ยวกับการจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจกแถม เพื่อกระตุ้นการซื้อก็อาจ จะต้องเสียหายและขาดทุนย่อยยับไปเลย"


ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทน ให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจ ให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น และหากเหตุการณ์ทางการเมืองเลวร้ายไปกว่านี้ เอเชีย สุพรีม ก็ได้มองตลาดต่างประเทศและกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพราะทุกบริษัทจะมีการแข่งขันกันอย่างหนัก บริษัทไหนแข็งแรงและมีศักยภาพดีกว่าก็จะได้เปรียบ โดยบริษัทยังมั่นใจในสมาชิกและผู้นำเก่งๆ ที่จะนำพาให้ เอเชีย สุพรีมŽ รับมือกับการแข่งขันได้


"แซนสยาม" กลัวเหตุการณ์รุนแรง พาเศรษฐกิจหยุดชะงัก


ทางด้านนายสมชาย อินทิราวรนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า เหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ยังไม่ได้ส่งผล กระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัท เน้นทำตลาดในสาขาต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนสำนักงานในกรุงเทพฯ ก็มี แต่ไม่มากเท่าไรอีกทั้งยังไม่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับการชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่ สาขา "แซนสยาม" ในต่างจังหวัดจะมีสมาชิกที่เป็นนักจัดรายการ วิทยุ หรือดีเจ คอยประชาสัมพันธ์สินค้าและ มีเกมให้ผู้ฟังได้ร่วมสนุก เพื่อที่จะได้รับสินค้า เป็นรางวัล ทำให้สถานการณ์ในเวลานี้ไม่มีผลกระทบแน่นอน


อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองเลวร้ายถึงขั้นรุนแรง "สมชาย" ได้กล่าวต่อว่า หากถึงขั้นนั้นจริง เศรษฐกิจประเทศชาติก็จะหยุดชะงัก ทุกธุรกิจจะหยุด นิ่ง ทำให้ประเทศไทยกลับมาสู่ในยุคข้าวยาก หมากแพงอีกครั้ง โดยประเทศเพื่อนบ้านก็จะพัฒนาแซงหน้าประเทศเราไปอีกหลายขั้น


"ถึงเวลานั้นจริงๆ บริษัทก็ต้องรับมือ ให้ได้ และสาขาที่อยู่ในกรุงเทพฯ บางจุด อย่างสำนักงานใหญ่ก็อาจจะปิดชั่วคราวแน่นอน แต่ก็หวังว่า สถานการณ์ทางการเมืองคงไม่ ร้ายแรงถึงขั้นนั้น โดยหากถึงขึ้นนั้นแล้ว บริษัทขายตรงที่มีออฟฟิศใกล้ตรงสถานที่ชุมนุมก็คงจะเสียหายเป็นอย่างมาก ถึงตอนนี้ บริษัทได้เตรียมที่จะเล็งทำตลาดไปในประเทศ เพื่อนบ้านด้วย เพราะจะช่วยให้บริษัทขยาย เครือข่ายและเพิ่มยอดขายอีกต่างหาก" สมชาย กล่าวทิ้งท้าย


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

‘ดี เน็ทเวิร์ค’-‘เอเชีย สุพรีม’เขย่าตลาดปลายปี เข็นสินค้าใหม่สู้ศึก/ขยายสาขาเพิ่มเสริมจุดแข็ง







dnet (Mobile)

 


จับทิศกลยุทธ์พิชิตยอด “ดี เน็ทเวิร์ค-เอเชีย สุพรีม”….ด้าน “ดี เน็ทเวิร์ค” ปรับทัพบุกตลาดคนรักสุขภาพ เปิดตัว “ดี-กลูแคน” เสริมความแกร่งธุรกิจ...ลั่นเป้าขอสร้างยอดขาย 100,000 กล่องต่อเดือน ล่าสุดเปิดศูนย์ใหม่แห่งที่ 3 จังหวัดเพชรบูรณ์ แย้มเป้าสิ้นปี 1 พันล้านยังเหมือนเดิม...ส่วน “เอเชีย สุพรีม” ชูธงสินค้าใหม่นำทัพปลายปี “I-Cally” เชื่อจะเป็นตัวกระตุ้นยอดขายแน่นอน แย้มเดือน ธ.ค. เตรียมพบสินค้าใหม่สกินแคร์จากประเทศเกาหลี...ด้าน “อ.สุธีร์” ยอมรับสิ้นปีขอปรับเป้าลดเหลือ 200 ล้าน


ปล่อยยุทธศาสตร์ช่วงปลายปีอีกหนึ่งหมัดเด็ดสำหรับ “บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด” ที่ออกมาเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “ดี-กลูแคน” ออกมารับเทรนด์ ของตลาดสุขภาพที่กำลังมาแรงในขณะนี้...โดยทางด้าน “สาคร ใสกมล” ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ได้เผยว่า ปัจจุบันนี้


คนรักสุขภาพเริ่มมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด และยังถือเป็นตลาดที่ใหญ่อีกด้วยในปัจจุบัน


และจากอัตราการเติบโตของตลาดสุขภาพที่มีมากขึ้นนี่เอง ทำให้ดี เน็ทเวิร์ค ได้เล็งเห็นโอกาสที่จะทำตลาดดังกล่าว ซึ่งล่าสุดได้มีการส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเครือข่ายภายใต้ชื่อว่า “ดี-กลูแคน” โดยมีความโดดเด่นที่เป็นผลิตภัณฑ์ เบต้า-กลูแคน ผนวกกับเอ็นไซม์ชั้นเลิศ จากเห็ดชวียองซ์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน มาในรูปแบบผงชงดื่ม


“ดี-กลูแคน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถดูดซึมได้ง่าย มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เป็นลิขสิทธิ์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเบต้า-กลูแคนและเอ็นไซม์แล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ยังมีการเพิ่มสารอาหารชั้นยอดอีก 5 - 6 ชนิดด้วยกัน”


นายสาคร กล่าวเสริมอีกว่า ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้มีการวางแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ดี-กลูแคน” เมื่อ


2 ปีที่ผ่านมาแล้ว แต่ติดที่การขอการอนุมัติจากทางสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา จนในที่สุดก็ได้รับอนุญาต ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้ ทางบริษัทฯ คาดหวังว่า น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มาแรง และสามารถไต่อันดับติด 1 ใน 3 สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของบริษัทเช่นกัน


ขณะนี้ ดี เน็ทเวิร์ค ได้มีการทดลองเปิดตลาดผลิตภัณฑ์ “ดี-กลูแคน” ไปได้ระยะหนึ่ง ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับจากสมาชิกอย่างล้นหลาม โดยสามารถจำหน่ายสินค้ากว่า 5,000 กล่อง ภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งการที่ผลิตภัณฑ์ “ดี-กลูแคน” ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทำให้บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า สินค้าตัวนี้จะสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 80,000 - 100,000 กล่องต่อเดือนแน่นอน


...ส่วนอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของค่าย “ดี เน็ทเวิร์ค” ที่นอกเหนือจากการเปิดตัวสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสมาชิกแล้ว “ดี เน็ทเวิร์ค” ยังได้มีการเปิดศูนย์สาขาเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยสาขาดังกล่าวถือเป็นสาขาที่ 3 ต่อจากสาขามีนบุรี และสาขาสาทร พร้อมกันนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่และประเทศกัมพูชาเป็นสาขาต่อไปอีกด้วย


“การที่บริษัทฯ ตัดสินใจเปิดสาขาเพชรบูรณ์ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีฐานผู้บริโภคผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ เป็นจำนวนมาก และมีสถานีวิทยุอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ที่สำคัญ พรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ คือ คุณเขาทราย แกแล็คซี่ เป็นคนเพชรบูรณ์ ยิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งในวันเปิดสาขาที่ผ่านมา มีสมาชิกกว่า 1,000 คนที่เดินทางมาร่วมงาน เรียกว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจทีเดียว”


นายสาคร เสริมต่ออีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ ดี เน็ทเวิร์ค เปิดสาขาเพชรบูรณ์ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงมาก และเป็นจังหวัดที่มีสมาชิกของ “ดี เน็ทเวิร์ค” ที่มีรายได้หลักแสนอยู่เป็นจำนวนมาก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งภาคเหนือและ อีสาน โดยคาดว่าสาขาเพชรบูรณ์ จะสามารถสร้างรายได้สูงถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน


ส่วนในเดือนธันวาคมนี้ “ดี เน็ทเวิร์ค” จะทำการเปิดศูนย์สาขาอย่างเป็นทางการในประเทศกัมพูชา โดยในปัจจุบันมีการทดลองจำหน่ายสินค้าผ่านสาขากัมพูชาไปแล้ว และเริ่มมีการคิดคะแนนแล้ว เหลือเพียงแต่การจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้น


สำหรับปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมานั้น นายสาคร กล่าวว่า มีผลกระทบต่อบริษัทบ้างแต่ไม่มาก โดยมีผลกระทบในพื้นที่ภาคตะวันออก แต่ทางบริษัทฯ คาดว่าหลังน้ำลดยอดขายจะดีดกลับมาเหมือนเคย แต่ในทางกลับกันยอดขายในภาคอีสานของบริษัทฯ กลับเติบโตขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของ “ดี เน็ทเวิร์ค” ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด โดยคาดว่าสิ้นปียอดขายจะแตะหลัก 1,000 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายในปัจจุบันหลังจากผ่านมา 9 เดือนกว่า ๆ ทางบริษัทสามารถสร้างยอดขายไปแล้วกว่า 800 ล้านบาท


“เราเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการทำตลาดขายตรง เนื่องจากเรานำเอาหลักการตลาดมาเสริมความแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง เอาการตลาดมาผนวกกับ MLM อย่างลงตัว ถือเป็นนวัตกรรมทางการตลาดใหม่ ซึ่งขณะนี้ “ดี เน็ทเวิร์ค” สามารถยกระดับธุรกิจสู่มวลชนได้สมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คนทั่วประเทศน่าที่จะรู้จักธุรกิจ ดี เน็ทเวิร์ค มากขึ้นอย่างแน่นอน”


...เช่นเดียวกับทางด้าน “บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด” ภายใต้การนำทัพของ “อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์” ประธานกรรมการ ก็ได้ออกมาเสริมทัพหน้าช่วงโค้งสุดท้ายของปลายปีนี้ ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ชื่อว่า ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหาร “I-Cally” โดยทางด้านประธานบริษัทเอเชีย สุพรีม ได้มีความคาดหวังว่า สินค้าตัวใหม่นี้จะเป็นสินค้าตัวเด่นที่ขายดีในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน


ซึ่งในช่วงการทำตลาดของสินค้าใหม่นี้ อาจารย์สุธีร์ เผยว่า ทางบริษัทฯ จะมีการสร้างแบรนด์สินค้า “I-Cally” ผ่านตามสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า “I-Cally” คืออะไร และมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างไรบ้าง รวมถึงการส่งเสริมการตลาดด้วยการออกไปโรดโชว์ตามภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับสื่อทีวีที่บริษัทฯ มีอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น


“วันนี้การที่เอเชีย สุพรีม จะออกสินค้าใหม่แต่ละตัวนั้น ต้องเป็นสินค้าที่สนองความต้องการของผู้บริโภคจริง ๆ ที่สำคัญต้องอยู่ในกระแสด้วย โดยสินค้า “I-Cally” ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่อยู่ในกระแสด้วยเช่นกัน”


อาจารย์สุธีร์ เผยต่ออีกว่า ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 1 รายการ ในกลุ่มของสกินแคร์ที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งในทุก ๆ 3 เดือน เอเชีย สุพรีม จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อต้องการให้บริษัทมีสินค้าที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้


“การตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ เรียกได้ว่า เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างมากในเรื่องของสินค้าสำหรับธุรกิจขายตรง พร้อมกับเชื่อว่าในเรื่องของโปรโมชั่นที่บริษัทฯ ได้มีการทำควบคู่กับสินค้าใหม่นี้ น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้ “I-Cally” ได้รับการยอมรับและได้รับการตอบสนองที่ค่อนข้างดีอย่างแน่นอน”


ส่วนภาพรวมธุรกิจเอเชีย สุพรีม ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมานั้น อาจารย์สุธีร์ เผยว่า ภาพรวมธุรกิจของ เอเชีย สุพรีม ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าค่อนข้างเติบโตดีเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก แต่หากจะให้มองถึงการทำธุรกิจในอนาคตนับจากนี้ ต้องยอมรับว่าเหนื่อยแน่นอน เนื่องจากยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีปัจจัยลบอะไรมากระทบธุรกิจบ้าง


“ต้องบอกว่า ขณะนี้เอเชีย สุพรีม ถือว่าเดินทางมาได้ 70% ของเป้าหมายแล้ว ซึ่งสามารถประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องของยอดขาย เป็นที่น่าพอใจ รวมถึงในเรื่องของฐานสมาชิก ปัจจุบันบริษัทฯ มีฐานสมาชิกอยู่ที่ 17,000 รหัส โดยคาดว่าสิ้นปีตัวเลขสมาชิกน่าที่จะแตะอยู่ที่ 2 หมื่นรหัสด้วยเช่นกัน”


สำหรับเป้าหมายยอดขายสิ้นปีนี้นั้น อาจารย์สุธีร์ กล่าวยอมรับว่า เป้าหมายที่เคยประกาศไว้ที่จะมียอดขายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 300 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้มีการปรับเป้าลงมาที่ประมาณ 200 ล้านบาท ส่วนหนึ่งที่ปรับเป้าลง เป็นเพราะความล่าช้าในเรื่องของการออกสินค้าใหม่ในบางกลุ่มนั่นเอง


ซึ่งปัจจุบันนี้ตลาดหลักของเอเชีย สุพรีม ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ต่างจังหวัดประมาณ 80% ส่วนกรุงเทพฯ อยู่ที่ 20% ซึ่งภาคที่เอเชีย สุพรีม มีอัตราการเติบโตมากที่สุดอยู่ที่ภาคใต้ และกำลังมีแผนที่จะขยายตลาดไปในภาคเหนือ ส่วน


ปีหน้าคาดว่า จะขยายตลาดต่อไปในภาคอีสาน ซึ่งขณะนี้ เอเชีย สุพรีม มีสาขาอยู่ทั้งสิ้น 3 สาขาด้วยกัน คือ หาดใหญ่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พร้อมกับการขยายตลาดไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย ลาว พม่า กัมพูชา อีกด้วย


อาจารย์สุธีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขณะนี้หลายคนอาจจะมีความกังวลใจในเรื่องของกำลังซื้อที่ถดถอย แต่ในทางกลับกัน บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคในธุรกิจขายตรงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมองว่าในภาวะเศรษฐกิจที่แย่ แต่สำหรับธุรกิจขายตรงแล้วกลับเติบโตขึ้นสวนกระแส เห็นได้จากปัจจุบันมีการเปิดตัวของธุรกิจขายตรงน้องใหม่เกิดขึ้นเยอะมากมายนั่นเอง”


...นับได้ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ เรื่องของสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กที่สำคัญของการทำธุรกิจเช่นเดียวกัน เพราะหากใครที่นำสินค้าออกมาโดนใจและถูกใจผู้บริโภคด้วยแล้ว เชื่อว่ายอดขายของแต่ละค่ายที่ตั้งไว้ก็น่าที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับด้วยเช่นกัน


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM แห่ขยายสาขา ตจว. ปักธงหัวเมืองใหญ่รับ AEC







email-mlm-leads (Mobile)

 


MLM เคลื่อนทัพบุกยึดหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เตรียมความพร้อมศูนย์สาขารองรับการเปิดเสรีการค้า AEC "ไทยเฮลท์" บุกหนักเร่งปักธง 4 ภาค ตั้งเป้าสิ้นปีเปิดศูนย์ครบ 10 สาขา เผย กระแสตอบรับเกินคาด หลังดึง 7 ศิลปินดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า เดินสายโรดโชว์จัดอีเวนต์ใหญ่ทั่ว ประเทศ "ออร์กาโน่" โฟกัส อีสาน-ใต้ อัพสมาชิก 2 หมื่นรหัส ด้าน "เอเชีย สุพรีม" เล็งหัวเมืองอีสานผุด 5 สาขา เตรียมคลังสินค้า อีกกว่า 20 แห่งไว้รองรับ ส่วน "ดีไลฟ์" ยึดขอนแก่นประตูสู่อาเซียน


จากการเตรียมความพร้อมของกลุ่มบริษัทขายตรง เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีขึ้นในปี 2558 ส่งผลให้บรรดาบริษัทต่างๆ พยายาม รุกคืบออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ขยายสาขาตาม หัวเมืองใหญ่เพื่อรองรับสมาชิก ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ สร้างฐานการตลาดก่อนที่จะออกไปปักธงในประเทศต่างๆ ทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกประเทศ กลุ่มอาเซียน


นายไตรรัตน์ ธีรทิพย์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในระบบ ขายตรงและแฟรนไชส์ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัว "ไทยเฮลท์กรุ๊ป" ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาได้เกิดกระแสตอบรับจากสมาชิกใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก มาจากการ นำศิลปินดาราถึง 7 คนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์หลักคือน้ำเห็ดสกัดตรา "มัชรูม พลัส" ใบเตย อาร์สยาม เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงตรา "ซ้อเจ็ด เซ็ตคัพ" สามารถ พยัคฆ์อรุณ และสมรักษ์ คำสิงห์ เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าวผสมน้ำมันรำข้าวตรา "ยูนิ ไรซ์" และ สมเล็ก ศักดิกุล พร้อมด้วย หมวย แม็กซิม และอะตอม ภัคจิรา เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ตรา "วีเอ็ม พลัส"


"สิ่งที่บริษัทกำลังดำเนินการคือเร่งขยายเปิดศูนย์ให้ได้ 10 สาขา ภายในสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย โดยคุณสมบัติของสมาชิกที่จะเปิดสาขาจะต้องเป็นสมาชิกกับบริษัท อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งเวลานี้มีสมาชิกตามจังหวัด ต่างๆ หลายแห่ง และจะไล่เปิดตามหัวเมือง จังหวัดใหญ่ๆ ให้ครอบคลุม 4 ภาคทั่วประเทศ"


นายไตรรัตน์กล่าวว่า ตอนนี้ได้ตั้งเป้า หมายว่าภายใน 3 ปีจะมีผู้สนใจเข้าร่วมธุรกิจ เป็นสมาชิกประมาณ 2 หมื่นคนซึ่งจะมีส่วน ช่วยทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 50% ของรายได้ และหากผู้บริโภคเริ่มให้การยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น จากนั้นจะมีการผลักดันเข้าเป็นบริษัท (มหาชน) ต่อไป โดยมีเป้าหมาย 5 ปีว่า จะ สามารถทำยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดรวมด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท


ออร์กาโน่ โฟกัส อีสาน-ใต้


นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการ ทั่วไป บริษัท ออร์กาโน่ โกลด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงการจัดการภายในหลายอย่าง แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่เติบโตขึ้น และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทได้จัดงานใหญ่แบบนี้ ซึ่ง มีสมาชิกกว่า 1 พันคน เข้าร่วมงานทั้งสมาชิก จากไทยและต่างประเทศ ซึ่งถือว่าภาพรวม น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง


ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาด "ออร์กาโน่ โกลด์" ยังพยายามเจาะตลาดไปที่ภาคอีสาน และภาคใต้เหมือนเดิม ส่วน ของเป้าหมายด้านสมาชิก บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ที่ 2 หมื่นรหัสภายในสิ้นปีนี้ โดยมีสมาชิกที่แอ็กทีฟประมาณ 20% จากกลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่เป็นผู้จัดการเองในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมสัมมนา การเทรนนิ่ง โดยที่บริษัทจะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุน ในเรื่องของออฟฟิศ และสินค้าที่จะนำเข้าสู่ตลาด


"เอเชีย สุพรีม" เล็งหัวเมืองอีสานผุด 5 สาขา


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้โปรโมชั่นท่องเที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยสิ้นปียังหวังว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่างก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว


ในส่วนของแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง อ.สุธีร์ ประธานใหญ่ "เอเชีย สุพรีม" ได้กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมจะเปิดสาขาเพิ่ม เป็นแห่งที่ 5 ในภาคอีสาน โดยมองไว้เป็นจังหวัดใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์, อุดรธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และนครราชสีมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เปิดไปแล้ว 3 แห่ง คือที่หาดใหญ่, พิษณุโลก และเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคลังสินค้าอีกกว่า 20 แห่ง ที่อยู่ตามจุดสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศ


"ผมคิดว่า บริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือจะ มีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับรากหญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มีผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาด ออกไปให้ยั่งยืน"


"ดีไลฟ์" ยึดขอนแก่นประตูสู่อาเซียน


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ดีไลฟ์ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตราศึก ทั้งใน ส่วนของการขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาคต่างๆ โดยในปีนี้ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ที่ถือเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัดขอนแก่นนั้น ตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ให้ผู้บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


"ขอนแก่นค่อนข้างมีขายตรงเข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกันการเปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงรากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่า การที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัสนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเปิดได้ เนื่องจากต้องผ่านหลายขั้นตอน พอสมควร และการที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจ ขายตรงที่ห้างโลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน"


นายเทวัญกล่าวว่า สาเหตุที่ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน ในขณะเดียวกันยังเห็นว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาด อาเซียนในปี 2558 นี้ได้ด้วย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงแห่ปักธงอีสานรับมือเต็มสูบเปิดค้าเสรี







northeast_map (Mobile)

 


นายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัดเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่เน้นใช้โปรโมชั่นท่องเที่ยวล่อใจจัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทางเพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้นโดยสิ้นปียังหวังว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่างก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว


อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เตรียมเปิดสาขาเพิ่มเป็นแห่งที่ 5 ในภาคอีสาน โดยที่โฟกัสไว้เป็นจังหวัดใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น บุรีรัมย์, อุดรธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และนครราชสีมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เปิดไปแล้ว 3 แห่ง คือที่ หาดใหญ่, พิษณุโลก และเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีคลังสินค้าอีกกว่า 20 แห่งที่อยู่ตามจุดสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศ


ขณะที่นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ดีไลฟ์เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตราศึกทั้งในส่วนของการขยายสาขาและการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาคต่างๆ โดยในปีนี้ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ประกอบด้วยขอนแก่น, อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัดขอนแก่นนั้นตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ให้ผู้บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


"ขอนแก่นค่อนข้างมีขายตรงเข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกันการเปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงรากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่าการที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัสนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดได้ เนื่องจากต้องผ่านหลายขั้นตอนพอสมควร และการที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงที่ห้างโลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน"


 


 


 


Credit by : http://www.ryt9.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : "เอเชีย สุพรีม" รุกหนักตลาดอีสานผุด "อินเตอร์เน็ต ทีวี" ออนไลน์ฝัน 300 ล้าน







67617n_1l (Mobile)


"เอเชีย สุพรีม" ฟุ้งรายรับครึ่งปีแรกโต 500% ยอดขายใกล้เป้าหมายที่วางไว้สิ้นปีนี้ 300 ล้านบาท สมาชิกแตะ 2.5 หมื่นรหัส เดินเกมครึ่งปีหลัง โฟกัส ตลาดอีสาน เตรียมเปิดศูนย์ธุรกิจใหญ่ 5 หัวเมืองที่ราบสูง พร้อมเนรมิต "อินเตอร์เน็ต ทีวี" เจาะลูกค้าออนไลน์สื่อสารตรงสู่ ผู้บริโภคในทุกพื้นที่


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวในงาน "Miracle Day @ Asia Supreme" ซึ่งเป็นงานประชุมพร้อมเปิดตัวออฟฟิศใหม่ของบริษัทว่า การ จัดงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของบริษัท และ ให้สมาชิกเกิดความมั่นใจจะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยผลประกอบเมื่อช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโต 500% ถือว่า ทะลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งปัจจัยสำคัญคงจะเป็นเรื่องของแม่ทีมที่พยายามทำงานอย่างจริงจัง อีกทั้งสินค้าใหม่ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกระดับ ซึ่งตอนนี้ได้กำลังขยายเครือข่าย ออกไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าที่ดี ทำให้มีผู้คนสนใจกันเยอะขึ้น


"ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้ โปรโมชั่นท่องเที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยสิ้นปียังหวัง ว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่าง ก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว"


"โดยการที่เศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ดีทำให้คนตกงานเยอะ จึงหันมาทำธุรกิจขายตรงค่อนข้างมาก โดยทุกวันนี้มีคนไทย ในประเทศที่ทำธุรกิจขายตรงประมาณ กว่า 10 ล้านคน ทำให้มองได้ว่า อาชีพเครือข่ายก็ช่วยคนที่ตกงานได้เหมือนกัน พร้อมทั้งสร้างมูลค่าการตลาดให้ประเทศชาติกว่า 7 หมื่นล้านบาท ถือว่าไม่ใช่ธุรกิจขนาดย่อม แต่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่มาก"


ในส่วนของแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง อ.สุธีร์ ประธานใหญ่ "เอเชีย สุพรีม" ได้กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมจะเปิดสาขาเพิ่มเป็นแห่งที่ 5 ในภาคอีสาน โดยมองไว้เป็นจังหวัด ใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์, อุดรธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และนครราชสีมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เปิดไปแล้ว 3 แห่ง คือที่ หาดใหญ่, พิษณุโลก และเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคลังสินค้าอีกกว่า 20 แห่ง ที่อยู่ตามจุดสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศ


"ผมคิดว่าบริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือ จะมีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับราก-หญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มี ผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาดออกไปให้ยั่งยืน"


นอกจากนี้ โปรเจกต์อีกอย่างที่จะทำ ในครึ่งปีหลัง คือ อินเตอร์เน็ต TV หรือจะเรียกว่า "IPTV" เอาไว้สื่อสารตรงกับสมาชิกที่อยู่ทุกหนทุกแห่งได้ โดยเครื่องมือ ตัวนี้จะช่วยแจ้งข่าวสารให้ทราบรวดเร็ว ไม่ว่าจะคอยแจ้งกิจกรรมของบริษัท หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีความ มั่นคงและแข็งแรงต่อเนื่อง


สำหรับสินค้าของบริษัทนั้น จะมี 2 กลุ่มหลักๆ ที่เป็นตัวชูโรง คือ กลุ่มสุขภาพ กับความงาม โดยเป็นการกินกับทา และ สินค้าของบริษัทในเวลานี้มี 24 รายการ ที่ผ่าน อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะมีออกมาใหม่เรื่อยๆ อีกต่อไป ส่วนสมาชิกในองค์กรเวลานี้เฉลี่ยมีอยู่ประมาณ 1 หมื่นรหัส แต่คาดว่าจากนี้ไปจนสิ้นปีจะมีสมาชิก เพิ่มขึ้นมา 20,000-25,000 รหัส ในส่วนของโมบาย บริษัทตั้งใจจะขยายในปีนี้ให้ถึง 100-150 โมบาย


ในส่วนของการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเชียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 โดย อ.สุธีร์ เผยว่า เวลานี้บริษัทได้เตรียม การรองรับไว้เช่นกัน แต่หลักๆ แม่ทีมจะออกไปสร้างเครือข่ายกันเองก่อน ตามตะเข็บชายแดนในลาว และกัมพูชา อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเปิดคลังสินค้าอยู่แล้วที่ พม่า, ลาว และเวียดนาม โดย 3 แห่งนี้จะเป็นที่กระจายสินค้าให้กับ แม่ทีมที่เข้าไปทำตลาด และในอนาคตหาก มีเครือข่ายพอสมควรแล้ว ก็จะทำการเปิด เป็นสำนักงานต่อไป


ทั้งนี้ อ.สุธีร์ ได้เป็นประธานในงาน "Miracle Day @ Asia Supreme" หรือ การสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของบริษัท เอเชีย สุพรีมฯ พร้อมเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ ที่เพิ่งย้ายมาเปิดทำการอยู่ที่ชั้น 3 ณ อาคารแมงป่อง ถ.ลาดพร้าว และได้เริ่มกิจการมาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2556 ซึ่งออฟฟิศใหม่มีพื้นใหญ่กว่าเดิม สามารถจุสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมได้ 400-500 คน





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : เอเชีย สุพรีมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ชิมรางแตกไลน์สายธุรกิจเสริมศักยภาพ







Capture (Mobile)

 


เอเชีย สุพรีม ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ แย้มเป้า 3 ปี ดันองค์กรเครือข่ายสู่มืออาชีพ...หลังเตรียมแตกไลน์ธุรกิจใหม่เติมเต็มความสมบูรณ์ พร้อมเสิร์ฟเครื่องมือธุรกิจแบบครบเครื่องทั้งสื่อทีวี-วิทยุชุมชนแก่สมาชิก...แย้มภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี เติบโตดีเกินคาด ลั่นสิ้นปีขอแตะยอด 150 ล้าน พร้อมจำนวนสมาชิก 2 หมื่นรหัส


อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาว่าหลังจากที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาเกือบ 2 ปี ต้องยอมรับว่าธุรกิจขายตรงในบ้านเรานั้น ค่อนข้างที่จะไม่ปกติ แต่ด้วยความตั้งมั่นของเอเชีย สุพรีมแล้ว บริษัทฯ ถือว่าในช่วงที่ผ่านมา ค่อนข้างมีการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ และล่าสุด บริษัทฯ ได้มีการเพิ่มศักยภาพความมั่นคงของธุรกิจด้วยการย้ายออฟฟิศทั้ง 2 แห่ง ที่จากเดิมอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 5 และที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว มาอยู่ที่อาคารป่องทรัพย์ ชั้น 3 ซึ่งถือเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทเลยก็ว่าได้


สำหรับแผนงานของบริษัทฯ ที่วางไว้นับจากนี้ คือ การปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ โดยจะเริ่มต้นจากการแตกไลน์ธุรกิจใหม่อีกหนึ่งบริษัท โดยจะมีทางเอเชีย สุพรีมนั้นเป็นตัวนำ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป ทางบริษัทฯ จะเปิดบริษัทใหม่อีก 1 บริษัท คือ บริษัท Upline Holding ที่มีทุน 20 ล้านบาท โดยบริษัทดังกล่าวสามารถให้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปถือหุ้นใน Upline Holding ได้ ซึ่งแนวทางธุรกิจของเอเชีย สุพรีม นับจากนี้ จะเป็นการเติบโตด้วย 3 สายธุรกิจที่จะเกิดขึ้น คือ สายธุรกิจที่ 1 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2556 นี้เป็นต้นไป ทางบริษัทฯ จะมีธุรกิจทางด้านออนไลน์และธุรกิจซิงเกิ้ล ชื่อว่า Supreme Direct ทุน 10 ล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนธุรกิจ


สายธุรกิจที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 ทางบริษัทฯ จะมีอีกหนึ่งธุรกิจชื่อว่า Supreme Plus ทุน 30 ล้านบาท โดยจะทำธุรกิจอยู่ 2 อย่าง คือ สื่อที่เป็นของบริษัทเอง และสื่อที่บริษัทเข้าไปร่วมทุน ไม่ว่าจะเป็นทางเคเบิ้ลทีวีและวิทยุชุมชน ที่มีอยู่เกือบ 100 สถานี อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีสถานีที่สื่อสารกับสมาชิกของบริษัทที่ชื่อว่า Asia TV เป็นเน็ตทีวี หรือเรียกว่า IPTV นั้นเอง ซึ่งคาดว่า จะเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมกราคม ปี 2557 นี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัท และสร้างเครื่องมือให้กับสมาชิกในการทำงานง่ายขึ้นนั่นเอง


นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีธุรกิจที่เป็นคู่ขนานกับ Supreme Plus นั่นก็คือ ร้านกาแฟ ซึ่งถือเป็นเซ็นเตอร์ของเอเชีย สุพรีมเลยก็ว่าได้ โดยจะมีชื่อว่า Supreme Coffee คาดว่าในปี 2557 จะมีอยู่ประมาณ 100 ร้าน โดย Supreme Coffee นั้น จะอยู่ในปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยเชื่อว่ารูปแบบธุรกิจนี้น่าที่จะเติบโตไปได้เป็นอย่างดี


อาจารย์สุธีร์ กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนสายธุรกิจที่ 3 ที่คาดว่าจะเกิดในช่วงปลายปี 2557 คือ ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าไปทำโรงงานการผลิตสินค้าในบ้างกลุ่ม โดยเฉพาะโรงงานผลิตเครื่องสำอางและโรงงานการผลิตเครื่องดื่มสุขภาพ ด้วยทุน 60 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเอเชีย สุพรีมนั้น จะถือหุ้นโดยเอเชีย สุพรีมเกิน 50% ในขณะเดียวกันธุรกิจในเอเชีย สุพรีมนั้น จะถือหุ้น 30% โดย Upline Holding ที่มีสมาชิกบางรายเป็นผู้ถือหุ้นด้วย


นอกจากนี้ เอเชีย สุพรีม ยังมีมูลนิธิ เพื่อทำกิจกรรมกับสังคมอีกด้วย โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป บทบาทของมูลนิธิจะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ในการช่วยเหลือดูแลเกื้อกูลสังคม ไปพร้อม ๆ กับสถาบันการฝึกอบรม เพื่อที่จะไปสร้างคุณภาพและศักยภาพของสมาชิกทั้งหมดของบริษัทฯ นั่นเอง


วันนี้ต้องยอมรับว่า โลกของธุรกิจเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้นระบบของสื่อต่าง ๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญ โดยธุรกิจใหม่ที่เราจะเกิดขึ้นนั้น ทั้งเรื่องของออนไลน์และซิงเกิ้ล จะเป็นการขายสินค้าที่แตกต่างกัน และคนละแบรนด์ รวมถึงเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มด้วย


ด้านนายเอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เอเชีย สุพรีม ได้ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ปีแล้ว โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2555 มียอดขายอยู่ประมาณ 60 ล้านบาท ที่สำคัญ ผลประกอบการของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ พบว่า มียอดขายเท่ากับปีที่ผ่านมา คือ 60 ล้านบาท ส่งผลให้ในสิ้นปีนี้บริษัทฯ จึงตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 150 ล้านบาท พร้อมกับเป้าหมายจำนวนสมาชิกแตะอยู่ที่ 2 หมื่นรหัส จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 1.2 หมื่นรหัส


นายเอกดนัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ เติบโตจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีบริษัทแม่เป็นบริษัทมหาชน มีโรงงานการผลิตที่อยู่ในเครือของเรา โดยถือว่าน่าที่จะเป็นการสร้างความมั่นใจ และความมั่นคงให้กับสมาชิกของเราได้ ที่สำคัญ ที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของบริษัทฯ นั้น ถือว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในส่วนของสาขาด้วย อีกทั้งในเรื่องของการจัด OPP ทั่วประเทศ และการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ อาทิ โปรโมชั่นท่องเที่ยว โปรโมชั่นรถยนต์ เป็นต้น ที่ช่วยในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนั่นเอง





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย " เอเชีย สุพรีม " (Asia Supreme) กับ อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์







aj.sutee (Mobile)











ถึงใครหลายเจ้าจะชื่นชอบ ต้องมนต์ เสน่ห์ จุดยุทธศาสตร์ห้างฯ ยอดนิยม (ของคน ขายตรง) อิมพีเรียล เวิลด์ (บิ๊กซี) ลาดพร้าวหันมายึดเป็นแหล่งฐานทัพใหญ่ แต่สำหรับ อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานแห่ง เอเชีย สุพรีม นั้น ขอคิดต่าง ก็ไม่รู้ว่า เพราะคับที่ หรือเพราะ คับอกคับใจ เลยตัดสินใจโบกมือบ๊ายบาย ขอย้ายสำนักงานใหญ่ มาที่ใหม่ ไฉไลกว่าเดิม อ๊ะอ๊ะ...ก็มิได้ไปไหนไกลหรอกนะเจ้าคะ ก็แหม...เล่นย้าย มาอยู่ตรงกันข้ามที่เก่าเลยเจ้าค่า มาเปิดทำการอยู่ที่ชั้น 3 ณ อาคารแมงป่อง ถ.ลาดพร้าว ซึ่งจะเริ่มทำการตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป สมาชิก เอเชีย สุพรีม โปรดทราบ!! อย่ามัวหลงไปที่เก่า เพราะอาจจะไปเจอขายตรง เจ้าใหม่... ตึง!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : "เอเชีย สุพรีม" อวดสถาบันปั้นแม่ทีม เล็งเพิ่มหลักสูตรเจ้าของธุรกิจ ดันเป้า 200 ล้าน







aj.sutee (Mobile)


"เอเชีย สุพรีม" มั่นใจแผนการตลาดแข็งแกร่ง เล็งเปิดศูนย์เซ็นเตอร์แห่งที่ 4 บนพื้นที่ภาคอีสาน ผลักดัน 2 สถาบันสร้างแม่ทีมของบริษัท อย่าง "เอเชีย เน็ตเวิร์ค" กับ "ยูว์นิ่ง เอเชีย สุพรีม" ไพ่เด็ดปั้นยอดขาย เตรียมเปิดอีก 1 "อัพไลน์โฮลดิ้ง" ปลูกจิตสำนึกเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน ดันผลประกอบการ โตอีก 50% เป้าปี 56 หวัง 200 ล้านบาท


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ได้เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า ผลประกอบการธุรกิจในปี 2556 ที่ผ่านมาอยู่ในขั้น น่าพอใจ มีการเติบโตถึง 30% หรือมียอดขาย 60 กว่าล้านบาท โดยบริษัทได้ก่อตั้งมาเพียงแค่ปีเศษๆ และได้ทำธุรกิจจริงจังเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น คือเริ่มก่อตั้ง บริษัทเดือน ก.พ. 2555 แต่เริ่มวางรากฐานจริงจังตั้งแต่ เดือน ก.ค. 2556 โดยตอนนี้บริษัท ตั้งหลักได้สำเร็จและ สินค้าก็ผ่านการรับรอง อย. เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเวลานี้มีสมาชิกกว่า 6 พันรหัส แต่จบปีนี้ อย่างน้อยต้องได้ 15,000 รหัสเป็นอย่างต่ำ


"หลังจากที่เราได้เน้นสร้างรากฐานในช่วงแรกๆ ด้วยการสร้างทีมที่มีคุณภาพ ระบบการจัดการสมาชิกที่มีความตั้งใจทำธุรกิจกับบริษัทเราจริงๆ ทำให้ช่วงแรกๆ จะ ต้องอาศัยความอดทนสูง แต่มันก็คุ้มค่า และ เพียงแค่ 6 เดือน ธุรกิจเราก็ยืนหยัดต่อสู้ได้ จนได้ยอดขายที่น่าพอใจ และตอนนี้ได้เล็งภาคอีสานที่จะเป็นสาขาเพิ่มเป็นแห่งที่ 4 จากที่ก่อนหน้านี้เปิดไปแล้วทั้ง เชียงราย, หาดใหญ่ และพิษณุโลก ส่วนศูนย์กระจายสินค้าตอนนี้มี 12 แห่ง และมีเซ็นเตอร์ให้สมาชิกใช้บริการกว่าอีก 20 แห่ง ตั้งอยู่ทั่ว จุดสำคัญของประเทศ"


นอกจากนี้ "เอเชีย สุพรีม" ยังมี 2 องค์กรที่คอยให้การสนับสนุน คือ สถาบันฝึกอบรม "เอเชีย เน็ตเวิร์ค" โดยทำหน้าที่คอยพัฒนานักธุรกิจในการสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา รวมถึงกลุ่มคน ทุกสาขาอาชีพที่สนใจประกอบธุรกิจ และยังมีสถาบัน "ยูว์นิ่ง เอเชีย สุพรีม" มีหน้าที่ทำกิจกรรมต่างๆ คอยช่วยเหลือองค์กร สนับสนุนคุณภาพชีวิตสมาชิก โดยทั้ง 2 สถาบันที่จัดตั้งขึ้นแบ่งเป็นกลุ่มบุคคล และกลุ่มนักธุรกิจ ส่วนกลุ่มที่ 3 ที่จะตามมา คือ "อัพไลน์โฮลดิ้ง" เป็นสมาชิกที่ถือหุ้นจากบริษัทต่างๆ เข้ามาร่วมธุรกิจ เนื่องจาก "เอเชีย สุพรีม" ต้องการให้สมาชิกและผู้ประกอบธุรกิจมีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อจะทำให้องค์กรมั่นคง


ประธานกรรมการ "เอเชีย สุพรีม" ได้กล่าวต่อว่า แผนการตลาดในปี 2556 นี้ ยังไม่มีอะไรมาก เนื่องจากจุดแข็งของบริษัท มีรากฐานที่ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอย่าง "ครอสตรุม" เป็นวิตามินจากหัวน้ำนมวัว ที่ผลิตที่ประเทศนิวซีแลนด์ ค่อนข้างได้รับความนิยมมาก อีกทั้งมี ฟิชออยล์Ž น้ำมันปลา ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ต่อมาคือ ตัวองค์กร เนื่องจากไม่ได้มีเจ้าของคนเดียว แต่เราเปิด ให้สมาชิกมีหุ้นในบริษัท พร้อมทั้งมีโรงงาน ผลิตที่มีคุณภาพ และสถาบันสร้างคน ที่จะสร้างผู้นำเก่งๆ ออกมา ที่สำคัญคือเรื่องของ การเงินที่มั่นคง โดยเรามีกลุ่มทุนในและต่างประเทศเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้บริษัท มีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง


"ตอนนี้บริษัทเราพร้อมอยู่แล้ว และจะเติบโตไปเรื่อยๆ แต่ผมก็หวั่นใจเกี่ยวกับเรื่องที่มีผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาทำลายธุรกิจขายตรงให้เสื่อมเสีย คือผมอยากให้ทุกคนทำธุรกิจนี้อย่างมีจรรยาบรรณ ไม่เอาเปรียบ และหลอกลวงคนอื่น เพราะธุรกิจขายตรงมีมูลค่ามหาศาล มีประชากรกว่า 9 ล้านคน ที่เข้าทำธุรกิจนี้ จึงอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่า ว่าขายตรงก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคง ได้ ช่วยให้คนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"


ในส่วนของการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เกี่ยวกับเรื่องนี้ อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "บริษัทเรามีพันธมิตรอยู่หลายประเทศ อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกลุ่มอินโดจีน ก็มีพม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา โดย ทั้งหมดนี้เรามีเครือข่ายอยู่ แต่ยังไม่ได้จัดตั้ง ศูนย์เซ็นเตอร์ขึ้นมา เพราะติดในเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากสมาชิกมีมากจนน่าจะขยาย ตลาดได้ก็จะทุ่มงบประมาณตั้งสาขาขึ้นมา แน่นอน และเมื่อเออีซีเปิดขึ้นธุรกิจขายตรง ของเราจะเติบโตอีกหลายเท่าตัว"



Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : เอชีย สุพรีมขอวัดดวง ดึงแม่ทีมเบอร์ 1 พรีมาไลฟ์ ไทม์ ร่วมทัพหวังโตก้าวกระโดด พุ่งเป้าทะลวงยอดขายสิ้นปีนี้ 300 ล.









ขึ้นชื่อว่า ธุรกิจขายตรงหรือธุรกิจเน็ทเวิร์ค ซึ่งต้องสานต่อทำงานกับมวลชนจำนวนมากในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต และแน่นอนว่าหากความคิด หรือ ผลประโยชน์ไม่ลงตัวย่อมเกิด รอยร้าว ขึ้นมาสุดท้ายก็ต้องแยกทางกันเดิน หรือดิ้นหนีตายซบชายคาหลังใหม่ จนกลายเป็นภาพชินตาเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งของการโกมือลาย้ายออกจากค่ายโน้นแล้วมาซูฮกค่ายนี้ วนไปเวียนมา โดยเฉพาะบริษัทเปิดใหม่ช่วงอายุงาน 1-3 ปีจะมีกลุ่มคนหน้าเดิมๆ มาให้เลือกสรร ชนิดหัวบันไดออฟฟิสไม่แห้งเลยทีเดียว


อย่างล่าสุด กับความเคลื่อนไหวใหญ่รับต้นปี เกิดขึ้นภายในงานแถลงข่าว บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาหลังจากแถลงข่าวถึงทิศทางธุรกิจในปี 2556 แล้วในครั้งนี้ยังได้ถือฤกษ์ดีเปิดตัวสายงานใหม่นำทัพโดย คุณเป็ด ธนินท์รัฐ และคุณนลันรัตน์ วรัตน์เตชานนท์ ผู้คล่ำหวอดในวงการขายตรงมานาน โดยก่อนหน้านี้ได้เคยร่วมทัพกับขายตรง พรีมาไลฟ์ ไทม์ มานับแรมปี แต่วันนี้ได้ประกาศตัวโบกมือลาไปอยู่อู่ข้าว อู่น้ำแห่งใหม่ เอเชีย สุพรีม อย่างเป็นทางการประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และเมื่อได้ถามไถ่ถึงสาเหตุการย้ายครั้งนี้เจ้าตัวบอก ด้วยเหตุผลสั้นๆว่า ความคิดไม่รอย ผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว อย่างไรก็ตาม การก้าวมาร่วมทัพครั้งนี้ เอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดดการ บริษัทเอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวชี้แจงว่า ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่บริษัทเดินหน้ารุกตลาดอย่างจริงจัง มีผู้นำระดับสูงชุดเก่าราว 10 คน ส่วนกรณีการเข้ามาเสริมทัพสายงานใหม่ของธนินท์รัฐ นั้นได้เริ่มงานตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา หรือหากคิดเฉพาะแม่ทีมระดับแกนนำราว 10 คน เช่นกัน แต่หากแตกแขนงสู่ทีมใหญ่มีมากถึงหลักร้อยคนทั่วประเทศ


การเข้ามาครั้งนี้เราได้มีการพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเริ่มจากพื้นฐานความเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี ต่อมาทราบมาว่าคุณเป็ด มีปัญหารอยร้าวลึกๆกับบริษัทเดิมที่ถือเป็นชนวนใหญ่ จึงเป็นเหตุที่มาของการตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ เรียกว่าการมาครั้งนี้เป็นช่วงจังหวะที่ดีของทั้งเขาและเรา ๆ พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้กับทุกคน ละในเร็วๆนี้ ก็จะมีนักธุรกิจระดับแกนนำจากค่ายอื่นทยอยเข้ามาร่วมธุรกิจอีกมากมาย ผมเชื่อว่าสิ่งที่เขาเลือกเรา เพราะเราเป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งมั่นคง และทุกคนที่เข้ามาใหม่ก็ต้องเริ่มต้นทำงานตามขั้นตอนของบริษัททุกอย่าง


นอกจากกำลังทัพใหม่แล้ว ทิศทางการดำเนินธุรกิจของเอเชีย สุพรีมนั้นก็ไม่ธรรมดา บิ๊กบอสใหญ่ สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานผู้ก่อตั้งเอเชียสุพรีมฯ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเปิดดำเนินธุรกิจได้ปีกว่า แต่เริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อราว 6 เดือนปีที่ผ่านมาด้วยเป้าหมายหลักของเอเชียสุพรีมในการทำขายตรงเชิงคุณภาพ ทำให้อัตราการเติบโตที่ผ่านมานั้นเติบโตแบบธรรมชาติ ผลักดันให้ผลประกอบการที่ผ่านมาบริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 60 ล้านบาท มีฐานสมาชิกอยู่ 6,000 คน และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพความพร้อมทางธุรกิจหลายด้านทั้งเรื่องระบบและการพัฒนาการทำงานของสมาชิกรวมถึงความพร้อมตัวบริษัทเองจะทำให้ภาพรวมธุรกิจจากนี้เติบโตอีกมากพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ที่มั่นคงในตลาดหลักทรัพย์


เอเชียสุพรีม ไม่ได้มุ่งเน้นขาเดียว แต่เป็นการนั่งเก้าอี้ 3 ขา จึงได้มุ่งสร้างพัฒนาคุณภาพสินค้า สมาชิกภายใต้สถาบันการพัฒนาบุคลากร ทั้งคนใหม่และคนเก่า เพื่อพัฒนาให้เกิดศักยภาพความมั่นคงทางอาชีพพร้อมที่จะแข่งขันทางการตลาดได้ และอีกหนึ่งสิ่งที่บริษัทไม่เคยละเลย คือเรื่องการคืนผลกำไรสู่สังคมด้วยการจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ภายใต้ มูลนิธิ เอเชียสุพรีม


ส่วนเป้าหมายที่คาดหวังในปี 2556 ของเอเชียสุพรีมนั้น สุธีร์ กล่าวว่า ด้วยศักยภาพขององค์รวมทางธุรกิจที่มีอยู่จะผลักดันให้ยอดขายเติบโตถึง 300 ล้านบาท มาพร้อมกับฐานสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นคน หรือคิดรวมสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 2 หมื่นคน ส่วนฐานสมาชิกตลาดต่างประเทศของเอเชียสุพรีมมีมากมายทั้งที่ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย


เป้าหมายการขับเคลื่อนธุรกิจที่บริษัทมุ่งเน้นเราได้ให้ความสำคัญคือ 1.การออกไลน์สินค้าใหม่ที่หลากหลายซึ่งปีนี้จะเพิ่มขึ้น 15 รายการ 2. อัดแน่นด้วยกิจกรรมทางการตลาด นอกเหนือจากการฝึกอบรมตามคอร์สพื้นฐานแล้ว บริษัทได้เตรียมอัดฉีดโปรโมชั่นต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ที่มากขึ้น โดยล่าสุดเอเชียสุพรีม ได้ปิดทริปท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม และขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการจัดทริปท่องเที่ยวใหม่ประเทศนิวซีแลนด์ต่อไป


นอกจากนี้ บริษัทเอเชียสุพรีม ยังเดินหน้ากระตุ้นชื่อเสียงให้กับแบรนด์ผ่านช่องทางระบบออนไลน์ และออฟไลน์(สื่อทั่วไป) ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานสมาชิกให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อนำไปสู่การค้าที่ยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศ อีกทั้งในปีนี้เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจบริษัทได้เตรียมขยายศูนย์สาขาเพิ่มขึ้น 2-3 แห่ง คือที่จังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก พร้อมๆ กับการขยายคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมมีอยู่ 8 แห่งเพิ่มเป็น 10 แห่ง ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยเล็งทำเลทองพื้นที่สมาชิกทำงานเป็นหลัก รวมถึงการขยายช่องทางโมบายเซ็นเตอร์ จากเดิมมี 50 แห่ง ปีนี้จะขยับเพิ่มให้ได้ 100 แห่งทั่วประเทศ และด้วยศักยภาพความพร้อมทางธุรกิจของเอเชียสุพรีมมีอยู่ เชื่อมั่นว่าในปี 2557 จะคว้าฝันเป้าหมาย 1,000 ล้านได้อย่างแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 217 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : เอเชีย สุพรีม เปิดเกมรุกตลาดเครือข่าย อัดยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ดั้นเป้าสิ้นปี300 ล.








 


เอเชีย สุพรีม เข็นยุทธศาสตร์แ รงปี 56 หวังมุ่ง สานฝัน สมาชิกสู่ความสำเร็จ พร้อมแย้มปีที่ผ่านมาธุรกิจยังโตไม่ เต็มที่แบบก้าวกระโดด ประกาศอัดยุทธศาสตร์ 4 ด้าน พัฒนา สินค้าใหม่-ส่งเสริมกิจกรรมทางด้านการตลาด-เน้นสร้าง ระบบเสริมศักยภาพสมาชิก-สร้างแบรนด์บริษัทให้เกิด หวัง ดันยอดสิ้นปีทะลุ 300 ล้าน ชี้! ทิศทางธุรกิจขายตรงปี56 เติบโตดีไร้กังวล

นายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอเชีย สุ พรีม จำกัด เผยถึงภาพรวมธุรกิจของบริษัทฯ ในช่วงที่ผ่านมาว่า อัตราการเติบโตของบริษัทฯ ถือได้ว่ายังไม่ใช่เป็นการเติบโตแบบก้าว กระโดด โดยจะเป็นการเติบโตแบบธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้ดำเนิน ธุรกิจมาแล้วประมาณ 1 ปี 6 เดือน แต่เริ่มดำเนินธุรกิจแบบ จริงจังเมื่อช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เท่านั้นเอง โดยในช่วง 6 เดือนที่ ผ่านมานั้น เรียกได้ว่า บริษัทฯ ประสบความสำเร็จมาในระดับ หนึ่ง โดยมียอดขายในช่วงปีที่ ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 60 ล้าน บาท รวมถึงมีสมาชิกอยู่ที่ ประมาณ 6 พันกว่าคนด้วยกัน ที่ สำคัญ ในปีนี้ ต้องบอกว่าบริษัทฯ มีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ ว่าจะเป็นในส่วนของระบบ เรื่อง ของการพัฒนาสมาชิก ความ พร้อมของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
สำหรับยุทธศาสตร์ที่ บริษัทฯ จะเน้นหนักในปีนี้นั้น มี อยู่ 3 เรื่อง ด้วยกัน คือ 1. การมุ่ง เน้นสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และคุณภาพของสมาชิก 2. การ มีสถาบันในการที่จะพัฒนา บุคลากร ในการพัฒนาสมาชิก ให้มีศักยภาพ มีความมั่นคงอยู่ ในอาชีพ เพื่อพร้อมเข้าสู่อาเซียน และ 3. การให้ความสำคัญ ใน เรื่องของชุมชน สังคม ที่ถือว่ามี ส่วนสำคัญ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ก็ มีมูลนิธิที่เป็นของบริษัทฯ ด้วย
สิ่งที่บริษัทฯ คาดหวังใน ปีนี้นั้น คือ อยากจะเป็นอีกหนึ่ง องค์กรที่มีอัตราการเติบโตแบบ ก้าวกระโดดเหมือนเช่นดั่งบริษัท อื่น ๆ ซึ่งสิ่งที่ทำให้บริษัทฯ มี ความเชื่อมั่นว่าจะต้องมีอัตรา การเติบโตแบบก้าวกระโดดนั้น เป็นเพราะปัจจุบันนี้ บริษัทฯ เริ่ม มีผู้น้ำที่พร้อมสินค้าที่พร้อมรวม ถึงระบบการเทรนนิ่งที่พร้อม นั่นเอง ที่สำคัญ ในปีนี้ ยังมีเป้า หมายที่จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมกับคาดว่า จะมีสมาชิกสิ้นปีนี้อยู่ที่ประมาณ 20,000 คนด้วยกัน
นายสุธีร์ ยังเผยอีกว่า นอกเหนือจาก 3 ยุทธศาสตร์ที่ จะเน้นในปีนี้แล้ว การดำเนิน ธุรกิจเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 300 ล้านบาทนั้น ทางเอเชีย สุพรีม เอง ยังเตรียมที่จะผลักดัน อีก 4 กลยุทธ์สำคัญ ในการไปให้ ถึงเป้าหมายอีกด้วย คือ 1. การ พัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2556 น่าที่จะมี กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ที่ 14-15 กลุ่มเพื่อตอบสนองความ ต้องการของตลาดที่มีความ หลากหลาย 2. การส่งเสริม กิจกรรมทางด้านการตลาดอย่าง ต่อเนื่อง เช่น โปรโมชั่นต่าง ๆ ไม่ ว่าจะเป็นในส่วนของสินค้า หรือ โปรโมชั่นท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 3. เน้นในเรื่อง ของการสร้างระบบ เพื่อเชื่อมโยง การทำงานกับสมาชิกให้เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้าง ศักยภาพของสมาชิกด้วย และ4. เน้นการสร้างแบรนด์ของบริษัทฯ ให้เกิดในปีนี้
ปีนี้บริษัทฯ ค่อนข้างที่จะ เตรียมการอย่างรัดกุมอย่างมาก ทีเดียว ทั้งในเรื่องของระบบ ออนไลน์ด้วย เนื่องจากปัจจุบัน นี้ สังคมยุคใหม่ถือเป็นสังคม เทคโนโลยี ที่มีความจำเป็นต่อ การทำงานในยุคนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งบริษัทฯ เองจะให้ความสำคัญ ในเรื่องระบบไอทีอย่างมากที เดียวในปีนี้ เนื่องจากไม่คิดที่จะ หยุดยั้งการทำธุรกิจเพียงแค่ใน ประเทศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังคงมุ่งเน้นไปที่ตลาด อาเซียนด้วย ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ เองก็มีเครือข่ายในประเทศ เพื่อน บ้านบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เป็นต้น และล่าสุดได้เตรียมการจับมือ กับพันธมิตรใหม่ในประเทศ เพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อทำ ธุรกิจร่วมกันอีกด้วย
นายสุธีร์ กล่าวเสริมอีกว่า ปีนี้ บริษัทฯ จะมีในส่วนของศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงระบบการ จัดจำหน่ายเพื่อที่จะให้เข้าถึงตัว สมาชิกได้เร็วมากขึ้นด้วย โดยจะ เป็นศูนย์ที่ให้ทั้งข้อมูลข่าวสาร กับสมาชิกที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่ง ปัจจุบันบริษัทฯ มีสาขาอยูทั้งสิ้น 3 สาขา คือ อิมพีเรียล ลาดพร้าว , หาดใหญ่ และเชียงใหม่ และ กำลังจะเปิดใหม่เป็นสาขาที่ 4 เร็วๆ นี้ ที่พิษณุโลก โดยเป้า หมายในปีนี้คาดว่าจะเปิดสาขา เพิ่มอีก 2-3 แห่งด้วยกัน ในพื้นที่ ภาคอีสานและภาคตะวันออก นอกจากนี้ ในปัจจุบันบริษัทฯ ยัง มีในส่วนของคลังสินค้าอยู่ 8 คลังทั่วประเทศอีกด้วย อีกทั้ง แผนงานที่จะเปิดคลังสินค้าใหม่ เพิ่มอีก 10 คลังในปีนี้ และ ปัจจุบันบริษัทฯ ยังมีสมาชิกที่ เป็นโมบายอีก 50 แห่งด้วยกัน พร้อมกับจะเพิ่มโมบายในปีนี้ให้ มากขึ้นอีกเป็น 100 โมบายด้วย ด้านนายเอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดการ ยังได้ เผยถึง กิจกรรมทางด้านการ ตลาดในปีนี้ว่า ทางบริษัทฯ ได้มี การวางนโยบายไว้อย่างชัดเจนที เดียว โดยจะมีการจัดกิจกรรมเป็น ในส่วนของการมอบของรางวัลใน เรื่องของการกระตุ้นยอดขาย สมาชิกที่จะมีการแบ่งออกเป็น ใน แต่ละไตรมาส เช่น ในส่วนของ กิจกรรมท่องเที่ยวนั้น ในปีนี้จะมี ไปเที่ยวในประเทศ 2 ครั้งและต่าง ประเทศ 2 ครั้ง (เวียดนาม และ นิวซีแลนด์) รวมถึงในส่วนของโปร โมชั่นรถยนต์ เป็นต้น
ต้องยอมรับว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น อัตราการเติบโต ของธุรกิจขายตรง ค่อนข้างมีการ เติบโตอย่างมากทีเดียว และ ประเทศไทยก็ถือว่าเป็นประเทศ ที่มีศักยภาพอย่างมาก หากมอง ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ที่สำคัญ อุตสาหกรรมขายตรง ยังถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโต อย่างมั่นคงและต่อเนื่องทุกปีอีก ด้วย และเชื่อว่าอุตสาหกรรม ขายตรงในปี 2556 นี้ น่าที่จะ เติบโตกว่าในปีที่ผ่านมาอย่าง แน่นอน ที่สำคัญ จะเริ่มเห็น หลาย ๆ ค่าย ต่างออกอาวุธทาง ธุรกิจอย่างมากมายด้วยเช่นกัน นายสุธีร์ กล่าวทิ้งท้าย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 338 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

จับประเด็นค่าแรง300 ทุกเสียงขายตรงย้ำ!ไม่ใช่ปัจจัยลบธุรกิจ

เ


ปิดประเด็นค่าแรง 300 บาท ต่อธุรกิจขายตรง...เผยหลายค่ายต่างชี้ ไม่ใช่ประเด็นหลักทำธุรกิจเป๋ พร้อมย้ำ! ทุกวิกฤติที่ขายตรงเผชิญต่างหลุดพ้นมาได้โดยตลอด ด้าน เหล่าผู้ประกอบการขายตรง เชื่อ ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอนล่าสุดพบ ค่ายขายตรงเริ่มเคลื่อนทัพบุกประเทศเพื่อนบ้านรับอาเซียน ตามแบรนด์ขายตรงระดับโลกแล้ว
...หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มที่จะออกมาอาการกุมขมับ พร้อมกับเริ่มที่จะแก้เกมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวบ้างแล้ว เฉกเช่นเดียวกับ ธุรกิจขายตรง ที่ เหล่าผู้ประกอบการ บางรายเริ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวรับการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทกันบ้างแล้ว แต่ทั้งนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่าแรง 300 บาท ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด
ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ขอเจาะลึกถึงประเด็น ค่าแรง 300บาท กันว่า ในมุมมองของค่ายขายตรงแต่ละค่ายต่างมีความคิดเห็นกับเรื่องตรงนี้อย่างไร และหลังจากที่มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่จะตามมาคืออะไร โดยมีรายละเอียดให้ทราบดังนี้


ค่าแรง300 บาทไม่ใช่ปัจจัยลบ
เชื่อทุกวิกฤติคือโอกาสขายตรง
หลังจากที่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ที่ได้มีการนำร่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดแล้ว เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ผู้ประกอบการ ต่างออกมาให้ความเห็น ในเรื่องนี้หลากหลายมุมมองด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวว่า น่าที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานจำนวนมาก พร้อมกับยังจะเป็นการส่งผลทำให้ต้นทุน ในการผลิตสินค้าสูงขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า น่าที่จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการ หันมาปรับราคาสินค้าตามมาด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า แม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรง จะทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น แต่เมื่อมีการปรับราคาสินค้าในท้องตลาด หรืออัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ทางเหล่าผู้ประกอบการขายตรงเอง ก็ยังเชื่อว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับทางด้านของ กิฟฟารีน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ครบ 77 จังหวัด ที่ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบต่อทุกธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เนื่องจากมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจน้อย ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาคนตกงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งที่จะตามมา คือ ในเรื่องของต้นทุนสินค้า ที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้าของ กิฟฟารีนจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ทาง กิฟฟารีน ได้กล่าวย้ำว่า บริษัทฯ จะยังคงไม่ปรับขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการ ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค ส่วนอนาคต คงต้องหารือกับผู้บริหารของบริษัท อีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนี้ ทางกิฟฟารีนเอง ยังเชื่อว่า อำนาจกำลังซื้อของผู้บริโภค ก็คงยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปี 2556 นี้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ทางด้านของ โมรินดา ก็มองว่า ในการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร หรือเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจขายตรง พร้อมกับยังเปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่ได้มีแผนใด ๆ ที่จะมารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่าง ๆ
ส่วนทางด้าน ค่าย มิสทิน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศว่า ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ที่จะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม จนทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระการตรึงราคาสินค้าไว้ได้ และอาจจะส่งผลมาถึงในเรื่องของการปรับราคาสินค้า ก็น่าที่จะเริ่มส่งสัญญาณ การปรับขึ้นของราคาสินค้า ตามมาด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับ ทางด้าน มิสทิน เอง ที่มีแผนจะปรับราคาสินค้าทุกกลุ่มขึ้นอีกประมาณ 3-5% ในปีนี้ ในรอบ 5 ปี เนื่องจาก ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อีก ทั้งจากวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโฆษณา และสิ่งที่กังวล คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นตามนั่นเอง
พร้อมกันนี้ ยังพบอีกว่า ทาง มิสทิน เอง ยังมีแผนรับมือนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท อีกด้วย โดยการใช้กลยุทธ์บริหารจุดคุ้มทุน คือ ลดการออกสินค้าใหม่ให้เหลือประมาณ 40-50 รายการเท่านั้น จากปีก่อนที่มีการออกสินค้าใหม่ 60 รายการ โดยจะเลือกออกเฉพาะสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งพัฒนาสินค้าไซส์ประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของมิสทินที่จะอุดช่องโหว่ของปัจจัยลบ
...ด้าน ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีของการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ในครั้งนี้ว่า สิ่งที่จะส่งผลกระทบตามมา จะเป็นในเรื่องของต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยตนเองบอกว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด เนื่องจากธุรกิจขายตรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นธุรกิจอิสระ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ คงหนี้ไม่พ้นในเรื่องของต้นทุน แต่ทั้งนี้ เชื่อว่า ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
...เช่นเดียวกับ ทางด้านค่าย เอเชีย สุพรีม ที่มีนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ เป็นประธานกรรมการบริษัท ก็ได้ออกมามองว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน น่าที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างแน่นอน และคนที่ได้รับผลกระทบและต้องตกงาน ย่อมหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการหางาน โดยอาชีพที่ไม่เคยถูกมองข้าม นั่นก็คือ ธุรกิจขายตรง เพราะถือเป็นธุรกิจอิสระ สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจอย่างงดงาม
นอกจากนี้ ยังได้ มีการคาดการณ์ ถึงแนวโน้มขายตรงใน 1-2 ปีข้างหน้าอีกด้วยว่า จะมีคนเข้ามาอยู่ในธุรกิจมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7-9 ล้านคน ซึ่งตรงนี้เอง ที่เรียกได้ว่า สอดคล้องกับนายกสมาคมขายตรงไทยอย่าง นายกิจธวัช ฤทธาวี ที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า หากคนตกงาน อาชีพที่คนจะให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือ ธุรกิจขายตรง


ขายตรงปีมะเส็งยังคึกคัก
หลายค่ายเตรียมพร้อมสู่AEC
...จะเห็นได้ว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้ หลาย ๆ ผู้ประกอบการเอง ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ทิศทางของธุรกิจโดยภาพรวม ยังคงคึกคัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เร่งที่จะเตรียมความพร้อม ในการรุกตลาดอาเซียนนั่นเอง เพราะตรงนี้ ต้องบอกว่า เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีขึ้นเมื่อไหร่ หลาย ๆ คน ต่างมีการคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท จากที่ปัจจุบันมูลค่าตลาดขายตรงไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท โดยทิศทางตลาด ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อถดถอยก็ตาม
ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 9 ประเทศในอาเซียน จึงกลายเป็นพื้นที่ ที่ขายตรงไทยจะตรงดิ่งเข้ายึดพื้นที่ เพื่อชิงเค้กก้อนโตก่อน ที่เออีซีจะเปิดจริง ๆ จัง โดยค่ายขายตรง ที่ก้าวออกไปอาเซียนบ้างแล้ว อาทิ กิฟฟารีน, นู สกิน, วิลเลนดรอฟ, นีโอ ไลฟ์ และมิสทิน เป็นต้น ที่ขณะนี้ ได้เดินตามรอยแบรนด์ขายตรงระดับโลก ที่เข้าไปยึดหัวหาดในประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอวอน, แอมเวย์ และออริเฟลม ฯลฯ
สำหรับสินค้าที่หลาย ๆ ผู้ประกอบการต่างฟันธงและเชื่อกันว่าจะเป็นดาวเด่นในปี 2556 นี้นั้น พบว่า ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ความงาม เนื่อง จากต่างมองว่า ไม่ว่าเศรษฐ กิจจะโตหรือติดลบ สำหรับพฤติกรรมของคนไทยแล้ว ก็ยังรักสวยรักงาม ยิ่งสาว ๆ ต้องดูดีไว้ก่อน ซึ่งตรงนี้ ถือว่าสอดคล้องกับการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคผู้หญิงชาวไทย ที่พบว่า มีความสนใจด้านความงามอย่างมาก และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีการแต่งหน้าสูงสุดในโลกสัดส่วนประมาณ 98-99% รวมทั้งตลาดผลิตภัณฑ์ด้านความงามระดับพรีเมียมก็มีมูลค่าสูงมากถึง 1.1 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมทุกเซกเมนต์มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทอีกด้วย
...นับได้ว่า ในเรื่องของปัจจัยลบที่หลาย ๆ ธุรกิจ ต่างกังวลใจ กันอย่างมากนั่นก็คือ การประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด ที่ได้มีการเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นมานั้น หลายฝ่ายมองว่าค่อนข้างที่จะกระทบต่อธุรกิจอย่างมากทั้งในเรื่องของต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของราคาสินค้านั่นเอง
แต่สำหรับใน ธุรกิจขายตรง แล้ว เหล่าผู้ประกอบการ ต่างออกเสียงเดียวกันว่า การปรับขึ้นของค่าจ้างตรงนี้ ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลดีด้วยซ้ำ ที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คน หันมาสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้นนั่นเอง แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เรื่องของต้นทุน ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าด้วยเช่นกัน และก็ต้องดูกันต่อไปว่า จะมีค่ายไหน ที่เริ่มแบกรับภาระในเรื่องของต้นทุนไม่ไหว จนต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้ากันบ้าง ซึ่งเชื่อว่า อีกไม่นาน หลาย ๆ ท่าน คงน่าที่จะพอทราบคำตอบนี้อย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวเอเชียสุพรีม (Asia Supreme) : มาฟอร์มยักษ์ ดึงสินค้าตลาดแมส - สู้ศึกขายตรงไทย


ถึงจะฟอร์มทีมไม่ยักษ์ แต่การรุกตลาดของ เอเชีย สุพรีม วันนี้ 2 ผู้บริหารหน่อเนื้อขายตรงพันธุ์แท้ ก็สู้ยิบตา เพื่อสร้างบ้านนี้ให้สวยสดงดงาม ภายใต้ชื่อ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด และทั้ง 2 ท่าน ได้รับเชิญจาก รายการ : ตลาดวิเคราะห์ มาเปิดยุทธศาสตร์ตามแบบฉบับบริหารของตัวเอง เอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดการ และ สมชาย ม่วงชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ 2 แรงแข็งขัน ที่จะปั้น เอเชีย สุพรีม ก้าวสู่ธุรกิจขายตรงระดับแนวหน้า

ทีมข่าว...แกะรอยเส้นทางความสำเร็จ เอเชีย สุพรีม ผ่านรองกรรมการผู้จัดการ เอกดนัย ซึ่งย้อนอดีตก่อนเข้าสู่ยุทธศาสตร์ว่า อันที่จริงชีวิตผมวนเวียนอยู่ในธุรกิจขายตรงก็ผ่านการบริหารมาหลายสนาม เป็นสมาชิกบ้าง เป็นแม่ทีมบ้าง ก็อาจเป็นช่วงจังหวะภายในที่ผู้บริหาร บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ต้องการผู้บริหารใหม่ ซึ่งตอนนั้นผมตั้งใจจะเป็นแม่ทีม คือตรงนี้รายได้จะ Unlimited อยู่แล้ว เพราะเราสามารถบริหารรายได้ บริหารเวลาได้หลาย ๆ อย่าง พอเจรจากันถึง ณ จุดหนึ่ง แนวคิดหลาย ๆ อย่างก็เห็นว่า น่าจะสร้างอนาคตร่วมกันในหลาย ๆ ด้าน และอยากจะฝากชื่อเรา ได้จารึกไว้ในวงการขายตรงสักครั้ง

ด้าน สมชาย ม่วงชาติ ก็เข้ามานั่งในฐานะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และยังกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ภายใต้องค์กรใหม่ กว่า 20 ปีที่อยู่ในวงการขายตรงถ้าเปรียบนักมวยก็จะมีระยะเวลาฉะนั้นการจะสำเร็จในธุรกิจขายตรงก็ต้องใช้ระยะเวลาเช่นเดียวกันเพราะหลังจากค้นพบตัวเองว่าเรามีความถนัดในเรื่องของการ Training บวกกับการยึดอาชีพฝึกอบรมตลอดเกือบๆ 20 ปีก็น่าจะถ่ายทอดวิชาดีๆเหล่านี้ไปให้ผู้คนรุ่นต่อๆไปได้

เมื่อรู้จักกับ เอเชีย สุพรีม ผ่านทางคุณเอกดนัย ที่เป็นคนคุ้นเคยกันดี และอยู่ในช่วงจังหวะที่เราได้ถอยออกจากค่ายหนึ่ง ก็มีการพูดคุยกับผู้บริหารและสมาชิก ว่า โดยปกตินักธุรกิจจะมีส่วนขายบวกขยาย ในการรักษาองค์กร เราเองก็น่าจะเป็นส่วนเติมเต็มตรงนี้ เพื่อพัฒนาให้สมาชิกเติบโตได้เช่นเดียวกัน

ทีเด็ดรง.ผลิตยักษ์ร่วมทุน
2 ผู้บริหารสปีดเต็มกำลัง
...แต่ถ้าหากกล่าวถึงการแข่งขัน ธุรกิจขายตรงในเมืองไทย ณ ตอนนี้ ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดในช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ตลาดขายตรงได้รับผลกระทบในเรื่องของวิกฤติน้ำท่วมเช่นเดียวกับหลาย ๆ ธุรกิจ ส่งผลให้การเปิดพุทธศักราชใหม่ หลาย ๆ บริษัทเริ่มชิงไหว ชิงพริบ ในวงการขายตรงอย่างมากมาย และแน่นอน 1 ในนั้น ก็คือ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน กุมภาพันธ์ 2555

ซึ่งพอจับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็รวมระยะเวลา 6 เดือนที่บริษัทได้เปิดตัวมา โดยมีบริษัทแม่ของ เอเชีย สุพรีม คอยควบคุมดูแลอย่างบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ฟาร์มา คอสเม็ท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยา ก็เป็นแบ็คที่สำคัญให้กับบริษัท เอเชีย สุพรีม

การให้ 2 บริษัทแม่เข้ามาถือหุ้น อย่างบริษัท บริษัท ฟาร์มาคอสเม็ท จำกัด (มหาชน) โดดเข้ามาถือหุ้น 100% เต็ม โดยมีโรงงานขนาดใหญ่ที่ได้รับการยอมรับ ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน เพราะเป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางติดอันดับท็อปเท็นของเมืองไทย ส่วน บริษัท T.O.P COSMETICS AND MANUFACTURE จำกัด เข้ามาถือหุ้นในเอเชีย สุพรีม 60% ส่วนอีก 40% เป็น share holder จากต่างประเทศอย่าง นิวซีแลนด์และแคนาดา เป็นต้น

เอเชีย สุพรีม ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงกลายเป็นบริษัทเก่าที่มีมานานในการบุกตลาด Mass โดยมีฐานขายตรงจากสินค้าอุปโภค - บริโภคทั่วไป ซึ่งการเข้าสู่ตลาด Mass ด้วยความที่เป็นบริษัทมหาชน นี่คือโจทย์ที่สำคัญที่จะต้องแชร์ยอดขายตรงให้ได้ราว 60% และคงมีคำถามตามมาว่า ฉะนั้น ยอดขายจากตรงบริษัทนี้ดันได้ถึง 1,000 ล้านบาท หรือไม่ เอกดนัย ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

การต่อยอดของธุรกิจขายตรง เอเชีย สุพรีม ได้เข้ามาทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้น อย่างแรกเลยที่ต้องจัดการ นั่นคือ เรื่องของสินค้าตอนนี้เราเซ็ตสินค้าไว้ 5 รายการด้วยกันคือ 1. เครื่องสำอาง เราผลิตเองมาจากโรงงานของเราทั้งหมด 2. หมวดอาหารเสริม นำเข้ามาจากต่างประเทศ อย่างตัวเด่น ๆ คือ Good health ก็คือ คอลอสตรุม (Colostrum) แล้วก็ตัวอาหารเสริม Fish oil 1000 และ Garlic 3000 ซึ่งมาจากประเทศนิวซีแลนด์ และก็มีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงด้วย ส่วนสินค้าตัวอื่น ๆ อยู่ระหว่างการเจรจา โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้านำเข้ามาจากประเทศเกาหลี อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์น้ำเอมไซน์ ที่มาจากเกาหลี ซึ่งปกติเราอาจจะได้ยินแต่ เอมไซน์ชนิดแห้งที่เป็นเม็ด ผง และเซรั่ม ซึ่งประเทศเกาหลีเน้นให้ความสำคัญทางด้านสุขภาพ จึงมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ Good health ตัวลดน้ำหนักที่กำลังอยู่ช่วงขอใบอนุญาต จากองค์การอาหารและยา (อย.)

ปัจจุบันสินค้าของ เอเชีย สุพรีม มีทั้งหมด 14 ชนิด และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเข้ามาอีก 3 ตัว ก็คือ เอมไซน์ชนิดน้ำ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบแคปซูล เจล รวมถึงกาแฟแก้ปวดเมื่อย ซึ่งจะมีความแตกต่างจากที่อื่น ส่วนสินค้าตัวเอกที่ออกมาในช่วงก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าเป็น Fish oil หรือ น้ำมันปลา ซึ่งสามารถทดสอบคุณสมบัติสินค้าชนิดนี้ได้ ด้วยการเทียบเคียงโดยเอากล่องโฟมวางไว้ จากนั้นก็หยดน้ำมันปลาลงไป 3-4 หยด พอหยดไปไม่ถึง 3 นาที โฟมก็จะละลายหายไป บางคนอาจจะมีความกลัว หรือ กังวลว่าจะมีความเป็นกรดหรือด่าง และมีผลต่อ ตับ ไต และลำไส้ ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

แต่จากผลการทดสอบและวิจัยหลาย ๆ ครั้ง ยกตัวอย่าง การทดสอบกับท้องแขนซึ่งเป็นส่วนที่แพ้ง่ายที่สุด ก็จะมีอาการแพ้หรือการระคายเคือง ก็เห็นจุดนี้ชัดเจนได้ นั่นคือ ปฏิกิริยาของโฟมทำเคมีกัน ซึ่งคุณสมบัติที่ดีข้อนี้ เปรียบเทียบได้ว่า สามารถละลายไขมันโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมือนกัน เอเชีย สุพรีม ก็มีผลการทดสอบที่ยืนยันว่า ไม่มีความเป็นกรด เป็นด่างที่อันตรายและมีค่าที่ปกติ ซึ่งถ้าลองเปรียบเทียบกับยี่ห้อที่มีในท้องตลาดเป็น 10 ยี่ห้อ ก็จะไม่เหมือนกับสินค้าชนิดนี้ ในตัวผลิตภัณฑ์ Fish oil หรือ น้ำมันปลา ก็มีถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อเม็ด และข้างขวดเขียนด้วยว่า ให้โอเมกา 3 มากถึง 500 มิลลิกรัม รวมถึงยังให้สารอาหาร EPA ที่ช่วยสลายไขมันต่อร่างกาย และ DHA มีส่วนช่วยบำรุงสมองให้ฉลาดและสายตา วิธีรับประทานก็ง่ายสำหรับเด็ก ก็สามารถผสมลงไปในอาหารได้ หรือ ผู้ใหญ่ก็ทานเป็นเม็ดได้อย่างสะดวก ซึ่งใน 1 ขวดจะมีจำนวน 60 แคปซูล ราคา 1,000 บาท แต่สำหรับคนที่ต้องการขายปลีกและราคาสมาชิกข้างขวดก็อยู่ที่ 750 บาท เท่านั้น ต้องบอกว่าสินค้าตัวเอกของ เอเชีย สุพรีม ไม่ใช่มีแค่ตัวเดียว แต่อีกตัวหนึ่งที่เด่น เป็นน้องใหม่มาแรงก็คือ Colostrum เพิ่งเปิดตัวสินค้าไป วันที่ 8 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา Colostrum เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากประเทศนิวซีแลนด์ มีทั้งหมด 5 ตัว ซึ่งคล้าย ๆ นมอัดเม็ดสำหรับเด็ก และเป็น Colostrum 100% เป็นตัวที่ไม่ผสมนมผงหรือเป็นนมเหลือง เหมาะสำหรับบางคนที่ไม่กินนมวัว

สำหรับคุณประโยชน์สินค้าตัวนี้ เรียกได้ว่า เป็นสารตั้งต้นน้ำนมแรกคลอด 72 ชั่วโมงของวัว เป็นนมเหลืองที่มีสารอาหารมากและมีวิตามินสูง ซึ่งจะมีในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด และมีอยู่ในคนที่มีสารตั้งต้นน้ำนม 24 ชั่วโมงแรกของการคลอดบุตร ซึ่ง Colostrum ก็ได้ใบอนุญาตจากองค์การอาหารและยา เป็นที่เรียบร้อย

ส่วนการเพิ่ม line สินค้า จะมีการเพิ่มเกี่ยวกับสินค้าในครัวเรือนเข้ามา เช่น ยาสีฟัน และปลายปีนี้จะเพิ่มในส่วนของ น้ำยาล้างจาน ครีมบำรุงผิว โฟมล้างหน้า และแชมพู ส่วนผงซักฟอกเป็นปีหน้า โดยรวมแล้วสินค้าของบริษัท เอเชีย สุพรีม ก็ถือว่าเยอะ แต่ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะยังดึงสินค้าจาก บริษัท ฟาร์มาคอสเม็ท จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะสินค้าโฟมล้างหน้า Tea Tree และ Scacare เป็นสินค้าที่โด่งดังและขายดีมากในตลาดแมส ก็จะนำสินค้าตัวนี้เข้ามาทำการตลาดเครือข่ายของ เอเชีย สุพรีม โดยจะมีการเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนคำว่า Gold หรือ Plus เข้าไปในตัวสินค้าด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับชื่อสินค้าเดิม

ก้าวไกลไปกับ เอเชีย สุพรีม
ปูพรมด้วยระบบเทรนนิ่ง
ส่วนความเคลื่อนไหวทางด้านยอดขายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เอเชีย สุพรีม ตั้งเป้ากวาดยอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท ซึ่ง ณ ตอนนี้ยอดขายอยู่ที่ 30% ก็ต้องรอลุ้นก่อนว่าจะได้เท่าไหร่ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนสาขาที่เปิดขึ้นมารรองรับก็มีความพร้อมในเรื่องของสินค้า ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ หรือ โรงงานตั้งอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 5 ฝั่งธนบุรี ใกล้กับนครปฐม เหตุผลที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากกรุงเทพมหานคร ก็เพราะว่าเรามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นั่น คือเราต้องการการันตีภาพความเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยโดนน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เพราะเราต้องการให้ทุกคนเห็นกระบวนการผลิต และที่สำคัญตอนนี้สำนักงานใหญ่สร้างเสร็จแล้ว ก็แบ่งออกเป็น 2 สาขา คือที่ กรุงเทพฯ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 3 อยู่ที่เดียวกับสถานี IN TV และเพิ่งเปิดดำเนินการไปไม่นาน ส่วนอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ล่าสุดก็กำลังดูที่หาดใหญ่และสระบุรีเพิ่มเติมด้วย

เมื่อสินค้าพร้อมรบ โรงงานพร้อมรบ ในส่วนของฝ่ายพัฒนาธุรกิจหรือฝ่ายงานเทรนนิ่ง ก็มีความพร้อมไม่แพ้กัน โดยหัวเรือใหญ่ สมชาย ก็ได้พูดถึงการปฏิบัติงานในภาคสนามที่ทำควบคู่ไปกับเทรนนิ่งว่า เราเริ่มต้นเจาะพื้นที่ในแต่ละภาคเป็นสำคัญ อย่างเช่น เชียงใหม่ ที่ได้ลงพื้นที่ ในวันที่ 20-21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รวมถึงการวางระบบเพื่อให้สมาชิกพัฒนาด้านศักยภาพ ไม่ว่าจะทำเป็นอาชีพหลัก หรือเป็นงานรองก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะสินค้าตัว Colostrum บอกได้เลยขายง่ายมาก คือกินแล้วสูง กินแล้วฉลาด กินแล้วดีต่อสมอง คือสินค้าแบบนี้ หรืออาหารเสริมแบบนี้ก็มีวางขายในร้านขายยาอยู่แล้ว ง่าย ๆ เพียงแค่คุณแนะนำให้คนอื่นมาซื้อในราคาสมาชิก ก็เหมือนกับได้ทานสินค้าฟรี

ฉะนั้น การจัดการวางแผนจึงต้องเป็นระบบ เพราะสินค้าค่อนข้างมีครอบคลุมทุกประเภท โดยจะพยายามฉีกแผนการตลาดต่างจากอดีต แต่ก็คงคล้าย ๆ กับบริษัทอื่น แต่ระบบการจัดการสมาชิกของที่นี่ อาจจะมีความแตกต่างที่อื่นพอสมควร โดยแผนการตลาดเป็นแผนแบบไบนารี่พันธุ์ผสม กึ่งวีคกึ่งสตรอง ซึ่งมีความแตกต่างจากที่อื่น เพราะที่นี่สามารถที่จะสร้างระบบได้ทันที อย่างเช่น เริ่มต้นที่เดือนแรกเข้ามาเรียนรู้ จนกระทั่งถึงเดือนที่สาม เราการันตีมีรายได้หลักแสนว่าได้แน่นอน จึงทำให้สมาชิกมีรายได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา

ผมมีความรู้สึกว่าปัจจุบันบางคนวิ่งหาแผนแต่จริงๆแผนการตลาดแบบสแตร์สเต็ปและ Binary ก็อยู่ได้ทั้ง 2 แผนเหมือนกันเพราะฉะนั้นสินค้าก็คงไม่ได้แตกต่างอะไรกันเท่าไหร่แต่สมาชิกก็จะอยู่ได้เพราะระบบเป็นตัวรักษาองค์กรให้อยู่ได้ยกตัวอย่างเช่นกิจกรรมทางการตลาดต่างๆก็มีการกระตุ้นการจัดงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลาย ๆ บริษัทอาจเน้นเรื่องการขายสินค้า เพื่อต้องการเอายอดขายมาก่อน ฉะนั้น ระบบการฝึกสอนให้กับสมาชิก จึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่าไปเจาะจงอยู่ที่แผนการตลาด เพราะการดูแลสมาชิกให้เข้าใจการ Training ก็จะเกิดการตลาดตามมาในอนาคต

สำหรับกลยุทธ์เชิงรุก เอเชีย สุพรีม ก็เลือกปักธงเปิดสาขาที่หาดใหญ่ รวมถึงเจาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ในวันเปิดตัว Colostrum มีคนมาร่วมงานกว่า 70 คน รวมถึงผู้นำมุสลิมก็เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ส่งผลให้ในพื้นที่ที่หลายคนบอกว่า เจาะยากเหลือเกินทางภาคใต้ใน 3 จังหวัดนี้ แต่กลับกลายว่า มีผลตอบรับที่ดีเกินคาด

ในเรื่องของโปรโมชั่นที่ เอเชีย สุพรีม วางไว้ เพื่อเอาใจสมาชิก นั่นคือ การพาสมาชิกไปเยี่ยมชมโรงงานการผลิต เอมไซน์ ที่ประเทศเกาหลี รวมถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษแจก New Ipad แก่สมาชิกอีกด้วยในปีนี้ ส่วนช่วงปลายปีจะพาไปเที่ยวที่เกาหลีและฮ่องกง และต้นปีช่วงเดือนมีนาคม เมษายน 2556 จะไปดูโรงงานการผลิต Colostrum รวมถึงมีนโยบายเชิญสื่อมวลชนไปชมกระบวนการผลิตที่เกาหลีอีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : อย. ไฟเขียวโคลอสตรุม 5 รายการ เอเชีย สุพรีม จัดเต็มรุกตลาดภูธร


เอเชีย สุพรีม เปิดศึกลุยตลาดไตรมาส 3 หลังโคลอสตรุมผ่าน อย. แล้ว ทั้ง 5 รายการ เดินเครื่องลงสนามครอบคลุมทุกภาค หวังดัน ยอดโคลอสตรุมสิ้นปี 120 ล้านบาท รอท่า เปิดสาขานอกกรุงเพิ่ม 2 แห่ง ด้านแผนพัฒนา ระบบออนไลน์ เพิ่มความสะดวกให้กับสมาชิก สิ้นเดือนระบบสมบูรณ์ 100% พร้อมส่งสินค้า ปิดท้ายปีนี้กับสินค้าใหม่อีก 3 รายการ


สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เปิดเผยว่า หลัง บริษัทจัดงานฉลองครบรอบ 1 ปี ส่งผลให้ภาพ รวมบริษัทนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และเพื่อ เป็นการสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่ง ของทีมงาน บริษัทได้จัดอบรมให้กับสมาชิก ทั่วประเทศ เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจใน ผลิตภัณฑ์และการสร้างความมุ่งมั่นในการทำ ธุรกิจให้สำเร็จ


ในส่วนของสมาชิกปัจจุบันมีจำนวน ทั้งสิ้น 3,000 รหัส และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 10,000 รหัส และมีฐาน สมาชิกอยู่ทั่วประเทศ โดยในภาคเหนือมีฐาน สมาชิกที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดูแลทีมงานภาค- เหนือตอนบนทั้งหมด ส่วนภาคใต้มีฐานตลาด ใหญ่ ที่จังหวัดปัตตานี, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่ และในขณะนี้บริษัท กำลังขยายฐานไปสู่จังหวัดชุมพร


ขณะที่พื้นที่ในภาคกลางตอนบน โดย เริ่มจากจังหวัดสระบุรีขึ้นไป และในกรุงเทพฯ ขณะนี้มีทีมงานที่นับว่ามีความแข็งแกร่งอยู่ หลายทีม และเป็นทีมที่มีผลงานโดดเด่นมาจาก ที่อื่น แต่มีความตั้งใจที่จะมาร่วมงานกับเอเชีย สุพรีม เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ในกรุงเทพฯ บริษัทได้เปิดสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ส่วนในจังหวัดสระบุรี และหาดใหญ่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดหาสถานที่


ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำบริษัท เข้าสู่ธุรกิจในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยในปีหน้า บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปร่วมธุรกิจกับบริษัท ท้องถิ่นให้เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หลังจากที่บริษัทได้เซ็นสัญญาลงนามการจัด จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคลอสตรุม ผ่านช่องทาง MLM กับ บริษัท กู๊ดเฮลธ์ โปรดักส์ จำกัด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบและ ได้รับเครื่องหมาย อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 5 รายการ


สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคลอสตรุม ไม่ได้เป็นสินค้าใหม่ในประเทศไทย หากแต่ก่อน หน้านี้เคยมีผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์เข้ามา จำหน่าย แต่มีเหตุต้องทำให้หยุดไปและที่ผ่าน มาบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ยกเลิกสัญญากับทาง ผู้นำเข้าเดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้ เอเชีย สุพรีม เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวใน ประเทศไทยและประเทศแถบอินโดจีน โดย บริษัทตั้งเป้าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โคลอสตรุมไว้ที่ 25% หรือคิดเป็นยอดขาย 120 ล้านบาท ในปีนี้ โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ทดลองทำ ตลาดผลิตภัณฑ์โคลอสตรุม ให้กับนักเรียนใน โรงเรียนตา่ งๆ ที่เขา้ รว่ มโปรแกรมไดรั้บประทาน และหลังจากนั้นบริษัทจะมีการวัดผลก่อนและ หลังการรับประทานโคลอสตรุมทุกๆ 3 เดือน


เอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการ- ผู้จัดการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าว เพิ่มเติมว่า ในส่วนของแผนการตลาด บริษัทได้ วางระบบการทำงานแบบออนไลน์ที่ดำเนินการ แล้วเสร็จไปแล้วประมาณ 90% ซึ่งสมาชิก สามารถทำงานได้ทุกๆ ที่ที่มีอินเทอร์เน็ต และ สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้อย่าง สะดวก ขณะที่การขนส่งสินค้าให้กับสมาชิก ในพื้นที่ต่างจังหวัด สามารถรับสินค้าได้ภายใน 2 วัน และสามารถระบุได้ว่าสะดวกที่จะเข้าไป รับสินค้าได้ที่สาขาไหนจุดใด คาดว่าไม่เกิน สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ระบบออนไลน์จะแล้วเสร็จ และใช้งานได้ครบ 100% ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ รองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต


อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มความ สะดวกสบายให้กับสมาชิกในการขยายตลาด ไปยังต่างประเทศ บริษัทได้ออกบัตรเงินสด ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งบัตรดังกล่าว จะเป็นทั้งบัตรเอทีเอ็มและบัตรวีซ่าในบัตร เดียวกัน ขณะที่แผนการเปิดตัวสินค้าใหม่ อีก 3 เดือนจากนี้ไป บริษัทจะเปิดเพิ่มอีก 3 รายการ ในกลุ่มสินค้าควบคุมนํ้าหนักของ กู๊ดเฮลธ์ สินค้าที ทรี ออยล์ โฟมอาบนํ้า สินค้า นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย กาแฟเพื่อ สุขภาพ และนํ้าเอนไซม์จากประเทศเกาหลี และปลายปีจะนำเข้าสินค้าที่ใช้ในครัวเรือน จากโรงงานทีโอพีพีเข้ามาทำตลาด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "เอเชีย สุพรีม-Asia supreme" : กอดคอแบรนด์นอกนำเข้าสินค้าใหม่ดันเป็นหัวหอกขายให้ได้ 120 ล.


เอเชีย สุพรีม ขายตรงวัยขวบเศษ จับมือ กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์ สั่งอิมพอร์ตสินค้า โคลอสตรุม จากนิวซีแลนด์ ขายผ่านช่องทาง MLM หวังปั้นให้เป็นผลิตภัณฑ์หัวหอกของบริษัท ตั้งเป้าใหญ่ปีแรกโกยให้ได้ 120 ล้านบาท ส่วนเรื่องตลาดเน้นจับลูกค้าภูธร มองที่ อีสานเป็นเป้าใหญ่ ดันระบบออนไลน์ช่วย สมาชิกทำงาน หวังดูดคนเข้าระบบ เพิ่ม 1 หมื่นรหัส ให้ทันสิ้นปี

นายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ได้เปิดตัวครบรอบ 1 ปี โดยภาพรวมแล้วนั้น บริษัทมีการเจริญเติบโตไปใน ทิศทางที่ดี และถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่าพอใจ ซึ่งบริษัทได้เน้นย้ำวิสัยทัศน์ของ การก่อตั้งบริษัทเป็นหลัก นั่นก็คือการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ด้วยสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ พร้อมเป็น ศูนย์กลางในการให้ความรู้ในด้านการดูแล สุขภาพอย่างถูกต้อง สนับสนุนให้นักธุรกิจ ของ เอเชีย สุพรีม บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

นอกจากนี้ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการลงนามร่วมทุนกับ บริษัท กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์ ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นนำจากนิวซีแลนด์ เพื่อถือลิขสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวผ่านช่องทาง MLM ในอินโดจีน ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่บริษัท เลือกเข้ามาจัดจำหน่ายนั้นก็คือ โคลอสตรุม นายสุธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าอยู่แล้วทั้งหมด 5 รายการ โดยบริษัทต้องการที่จะใช้เวลา นับจากนี้เปิดตัวสินค้าเพิ่มในทุกไตรมาส เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในเรื่องของความต้องการของประชาชนผู้บริโภค อีกทั้งยังต้องการสร้างความหลากหลายของสินค้าต่อไป

มร.เดวิด แบรนชาร์ด ผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจ บริษัท กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์ จำกัด กล่าวว่า กู๊ดเฮลธ์เป็นบริษัทชั้นนำในประเทศนิวซีแลนด์ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสุขภาพภายใต้แบรนด์ Good Health ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพจากทั่วโลก การที่บริษัทตัดสินใจแต่งตั้ง เอเชีย สุพรีม เป็น ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียวในอินโดจีนครั้งนี้ เนื่องจากมีความเชื่อมั่น ในทีมผู้ถือหุ้น วิสัยทัศน์และประสบการณ์ ของทีมผู้บริหาร แผนธุรกิจ และศักยภาพ ของทีมผู้นำการขายของเอเชีย สุพรีม ที่จะช่วยให้สินค้าคุณภาพระดับมาตรฐานโลกของกู๊ดเฮลธ์ เป็นที่รับรู้และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว ปัจจุบันสินค้าของกู๊ดเฮลธ์ มีจำหน่ายในทวีปต่างๆ ทั้งเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย กว่า 20 ประเทศ

โคลอสตรุม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมจากแม่วัวนมหลังแรกคลอดภายใน 72 ชั่วโมง น้ำนมจากนิวซีแลนด์เป็นที่รู้จักว่ามีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะ เก็บสะสมจากแม่วัวที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าเท่านั้น และนิวซีแลนด์มีมาตรฐานที่เข้มงวด ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนในแม่วัว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ โคลอสตรุม จากนิวซีแลนด์มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยให้มีคุณภาพร่างกายที่ แข็งแรง

นายเอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ โคลอสตรุม เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณค่า และมีคุณภาพที่ดีที่สุดสำหรับทุกท่านเพื่อช่วยในเรื่องของการดูแลสุขภาพ ช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายจึงทำให้บริษัทนำผลิตภัณฑ์ โคลอสตรุม เข้ามาจำหน่ายเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของคนไทย บริษัทจะเน้นในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านทางตัวแทนจำหน่าย หรือสมาชิกเอเชีย สุพรีม รวมทั้งช่องทางออนไลน์ทางหน้าเว็บไซต์ของบริษัท สำหรับผลิตภัณฑ์ โคลอสตรุม นั้น บริษัทตั้งเป้าว่าจะสามารถทำยอดขายได้ถึง 120 ล้านบาทในปีนี้

อย่างไรก็ดี บริษัทยังได้พยายามพัฒนาในเรื่องของระบบออนไลน์ของบริษัท เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่สมาชิกในอนาคต โดยขณะนี้เรื่องของระบบออนไลน์บริษัทประสบความสำเร็จไปแล้วประมาณ 90-95% และในเดือนหน้า คาดว่าระบบออนไลน์ของบริษัทจะสมบูรณ์ 100%

ในส่วนของการเปิดสาขานั้น บริษัท เตรียมที่จะเปิดที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ไว้เพื่อเป็นศูนย์สาขาในประเทศ โดยในส่วนของต่างจังหวัดก็มีแล้วที่เชียงใหม่ หาดใหญ่ โดยบริษัทได้มองไปที่สระบุรี เป็นเป้าหมาย ต่อไปที่บริษัทจะเปิดขยายสาขาเพิ่ม โดยต้องการที่จะเดินหน้ารุกตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมงานกับทางบริษัท กว่า 3 พันรหัส และคาดว่าภายในสิ้นปี นี้จะมียอดสมาชิกทั้งสิ้น 1 หมื่นรหัส พร้อมกันนี้ยังได้รับการตอบรับจากสมาชิกเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ และผลตอบแทนของบริษัท ทำให้มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 30% และ คาดว่าในอีก 3 ปีบริษัทจะมียอดขาย เป็น 500 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1319 ประจำวันที่ 21-7-2012 ถึง24-7-2012

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

‘เอเชียสุพรีม’ ร่วมทุน ‘กู๊ดเฮลธ์ฯ’



“เอเชีย สุพรีม” ร่วมทุน “กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นนำจากนิวซีแลนด์ พร้อมลิขสิทธ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียง

ผู้เดียวผ่านช่องทาง MLM ในอินโดจีน ประเดิมเปิดตัว “คอลอสตรัม” ผลิตภัณฑ์ชื่อดังระดับโลกส่งตรงจากนิวซีแลนด์ พร้อมเปิดตัวผู้บริหารและทีมผู้นำ มั่นใจก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด MLM ในไทยภายใน 2 ปี

นายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวว่า “การร่วมทุนกับกู๊ดเฮลธ์ในวันนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการมุ่งมั่นสู่บริษัทเครือข่ายชั้นนำในเอเชีย กู๊ดเฮลธ์ นิวซีแลนด์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสินค้าของเอเชีย สุพรีม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสุขภาพ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และกู๊ดเฮลธ์ นิวซีแลนด์ เป็นบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสุขภาพ ซึ่งในประเทศไทย เอเชีย สุพรีม ได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพของกู๊ดเฮลธ์แต่เพียงผู้เดียวในอินโดจีน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ “คอลอสตรัม” ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูง เบื้องต้นเซ็นสัญญาทั้งหมด 3 ปีและพร้อมต่อสัญญาเมื่อครบกำหนด เราคาดว่าในปีนี้จะมียอดขายกว่า 120 ล้านบาท และเพิ่มเป็นกว่า 300 ล้านบาท ต่อปีในปีที่ 3”

นายมาร์ค แมธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์ จำกัด กล่าวว่า “กู๊ดเฮลธ์ เป็นบริษัทชั้นนำในประเทศนิวซีแลนด์ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสุขภาพภายใต้แบรนด์ “Good Health” ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพจากทั่วโลก การที่บริษัทฯตัดสินใจแต่งตั้งเอเชีย สุพรีม เป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียวในอินโดจีนครั้งนี้ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในทีมผู้ถือหุ้น วิสัยทัศน์และประสบการณ์ ของทีมผู้บริหาร แผนธุรกิจ และศักยภาพของทีมผู้นำการขายของเอเชีย สุพรีม ที่จะช่วยให้สินค้าคุณภาพระดับมาตรฐานโลกของกู๊ดเฮลท์ เป็นที่รับรู้และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาวไทย

ได้อย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว ปัจจุบันสินค้าของ กู๊ดเฮลธ์ มีจำนวนในทวีปต่างๆทั้งเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย กว่า 20 ประเทศ”

ส่วนผลิตภัณฑ์เด่นที่จะถูกนำเข้ามาทำตลาดในช่วงแรกคือ “คอลอสตรัม” ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมที่ผลิตใน 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอดของวัว น้ำนมจากนิวซีแลนด์เป็นที่รู้จักว่ามีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะเก็บสะสมจากแม่วัวที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าเท่านั้น และนิวซีเลนด์มีมาตรฐานที่เข้มงวด ห้ามใช้ยาปฎิชีวนะและฮอร์โมนในแม่วัว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ “คอลอสตรัม” จากนิวซีแลนด์มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก

ในโอกาสเดียวกันนี้ นายสุธีร์ ยังได้แนะนำทีมผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเครือข่ายพร้อมผลงานมากมายมาร่วมงานกับบริษัทเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งประกอบด้วย นายเอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดการ และ พ.ต.ท. นพ. ศักดา ชาญวณิชยชัย ที่ปรึกษาเอเชีย สุพรีม

“ธุรกิจ MLM จะประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคง ต้องมีปัจจัยที่สำคัญ 4 ประการคือ มีทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเครือข่าย ประการที่ 2 มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ ใช้แล้วได้ผล ประการที่ 3 มีโครงสร้าง แผนธุรกิจที่ดี มีธรรมาภิบาล ประการที่ 4 มีทีมผู้นำการขายที่มุ่งมั่นและมีประสบการณ์ ซึ่งเอเชีย สุพรีม มีปัจจัยทั้ง 4 ประการครบถ้วน เราตั้งเป้าว่า เอเชีย สุพรีม จะเติบโตก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจ MLM ในประเทศไทย ภายใน 2 ปี ภายใต้หลักการบริหารงานที่โปร่งใสและยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล” นายสุธีร์ กล่าวเสริ
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 223 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2555

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘เอเชีย สุพรีม’ หาคู่กระตุ้นแบรนด์ดึง ‘กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์’ ล่าป้ายชื่อมหาชน



“เอเชีย สุพรีม” จูบปาก “กู๊ดเฮลธ์ โพรดักส์” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชั้นนำจากนิวซีแลนด์ พร้อม ลิขสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่าย สินค้าแต่เพียงผู้เดียวผ่านช่องทาง MLM ในอินโดจีน ประเดิมเปิดตัว “คอลอสตรัม”(Colostrum) ผลิตภัณฑ์ชื่อดังระดับโลกส่งตรงจากนิวซีแลนด์ มั่นใจสามารถ ผลักดันธุรกิจเอเชีย สุพรีม ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด MLM ในไทยภายใน 2 ปี และขึ้นแท่นบริษัทขายตรงมหาชนค่ายแรก ในอีก 3-5 ปี

อาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันตลาดของธุรกิจขายตรงถือเป็นตลาดหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของประชาชนในขณะนี้มีลักษณะที่เปลี่ยนไป ประชาชนนิยมความสะดวกสบายในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทำให้นักลงทุนหลายคนเล็งเห็นถึงความได้เปรียบจากการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจนี้ เช่นเดียวกับนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด อดีตนักธุรกิจค้าปลีก ที่หันมาสนใจในตลาดเครือข่าย โดยได้จัดตั้ง บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจเครือข่าย MLM

“ตนมองว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเครือข่าย มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลง ไป เช่น ประชาชนจำนวนมากอาศัยภายใน คอนโดฯ ไม่ค่อยมีเวลาเลือกซื้อสินค้า การจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบันจึงนิยมผลิตภัณฑ์ที่ไปถึงมือโดยสะดวก รวดเร็ว มากกว่าการ เสียเวลาในการไปเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเอง ดังนั้นตนจึงสนใจธุรกิจเครือข่าย เพราะมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ พฤติกรรมการบริโภคแนวใหม่ของประชาชน ได้ และเมื่อมองยอดขายของตลาดขายตรง โดยภาพรวม ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น เรื่อยๆ ดังนั้นตนจึงได้เริ่มจัดตั้งบริษัท เอเชีย สุพรีม ขึ้นเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2554 แต่เริ่มขยายธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา”

ในขณะนี้บริษัทมีสมาชิกประมาณ 2 พันคน และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดสมาชิกถึง 2 หมื่นคน เนื่องจากบริษัทมีกลยุทธ์สำคัญในปี 2555 คือ การร่วมทุนกับ บริษัท กู๊ดเฮลธ์ นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “Good Health” เพื่อนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพของกู๊ดเฮลธ์แต่เพียงผู้เดียวในอินโดจีน โดยเร็วๆ นี้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “คอลอสตรัม” ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพทั่วโลก

“ในวันนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัท เอเชีย สุพรีม ที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับ บริษัท กู๊ดเฮลธ์ นิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็น แบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ทั้งนี้โอกาส ดีๆ ดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากความเชื่อมั่นใน ทีมผู้ถือหุ้น วิสัยทัศน์และประสบการณ์ ของทีมผู้บริหาร แผนธุรกิจ และศักยภาพ ของทีมผู้นำการขายของ “เอเชีย สุพรีม” ซึ่งตนถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด” นายสุธีร์ กล่าว

โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เกิดจากความ ร่วมมือกันระหว่างสองบริษัท และจะมีการ เปิดตัว และอบรมสมาชิกเพื่อนำออกจัดจำหน่ายในเร็วๆ นี้ คือ ผลิตภัณฑ์ “คอลอสตรัม” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมแรกหลังคลอดของวัว โดยเชื่อกันว่าน้ำนม จากนิวซีแลนด์เป็นน้ำนมที่มีคุณภาพดีที่สุด ในโลก เพราะเก็บสะสมจากแม่วัวที่เลี้ยงใน ทุ่งหญ้าเท่านั้น และนิวซีแลนด์มีมาตรฐาน ที่เข้มงวด ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมน ในแม่วัว จึงสามารถมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน 100%

“สุธีร์” ได้เปิดเผยต่อว่า “จากการที่ บริษัท เอเชีย สุพรีม ได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ คอลอสตรัม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของบริษัท กู๊ดเฮลธ์ ทำให้เรามั่นใจว่าในปีนี้บริษัทจะมียอดขายกว่า 120 ล้านบาท และเพิ่มเป็นกว่า 300 ล้านบาท ภายใน 3 ปี รวมไปถึงเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การเป็น บริษัทขายตรงมหาชน ค่ายแรกของเมือง ไทย ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า”

ส่วนแผนกลยุทธ์อื่นๆ ประธานกรรมการ เอเชีย สุพรีม กล่าวว่า บริษัทจะเน้น การขยายตลาดไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เอเชีย ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยจะเป็นลักษณะ ของการร่วมทุนกัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ นอกจากนี้แผนงานที่บริษัทวางไว้ ซึ่งจะเร่งให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ คือ การสร้างระบบออนไลน์ และการใช้สื่อโฆษณาทางทีวี เพราะตนมองว่าปัจจุบัน สื่อเทคโนโลยีดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการเข้าถึงของผู้บริโภคมาก

อย่างไรก็ดี เมื่อสรุปโดยภาพรวมแล้ว ตนมองว่าธุรกิจ MLM จะประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคงได้ จำเป็นต้องมีปัจจัยที่สำคัญ 4 ประการคือ มีทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเครือข่าย ประการ ที่ 2 มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพใช้แล้วได้ผล ประการที่ 3 มีโครงสร้าง แผนธุรกิจที่ดี มีธรรมาภิบาล ประการ ที่ 4 มีทีมผู้นำการขายที่มุ่งมั่นและมีประสบการณ์ ซึ่งเอเชีย สุพรีม มีปัจจัยทั้ง 4 ประการ ครบถ้วน ตนจึงมั่นใจว่าผู้ที่เข้ามา สู่ธุรกิจของเราสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน” นายสุธีร์ กล่าว เสริม

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1278 ประจำวันที่ 25-2-2012 ถึง 28-2-2012