ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วราเทพ รัตนากร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วราเทพ รัตนากร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"วราเทพ" ดันธุรกิจไทยสู้ศึก AEC 29 ขายตรงชั้นนำตบเท้ารับ "ตรา สคบ."







Capture (Mobile)


"สคบ. จัดงานใหญ่ "วันคุ้มครองผู้บริโภค" ภายใต้ธีมงาน "คุณภาพไทย อัตลักษณ์ไทยสู่อาเซียน" "วราเทพ รัตนากร" รมต.ประจำสำนักนายก โปรยยาหอม สคบ.งานดี 34 ปีที่ผ่านมา คุ้มครองผู้บริโภคยอดเยี่ยม เตรียมหนุนธุรกิจไทย สู้ศึกอาเซียน พร้อมมอบ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และธุรกิจขายตรง นำร่องด้านขายตรงรับแล้ว 29 บริษัทชั้นนำ


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการเปิดงาน "วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2556" ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ


30 เมษายนของทุกปี เป็นวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย ซึ่งในปี 2556 นี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางคุ้มครองผู้บริโภคของชาติในระดับสากล ครบรอบ 34 ปี ที่ผ่านมา สคบ. ดำเนิน งานตามนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด และสำหรับงานวันคุ้มครองผู้บริโภคในปีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการทำงานของ สคบ. ที่มุ่งสู่ยุทธศาสตร์ของประเทศ ภายใต้แนวคิด "คุณภาพไทย อัตลักษณ์ไทยสู่อาเซียน" โดย สคบ. จะเป็นหน่วยงานกลางในการ บูรณาการงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพในระดับสากล รองรับการเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน


กิจกรรมวันคุ้มผู้บริโภคจัดขึ้น 2 วัน คือ วันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคม 2556 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคสนใจและรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตระหนักในการปกป้องสิทธิของตนมากขึ้น


โดย นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า การทำงานของ สคบ. ตลอดระยะเวลา 34 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวไทย ในฐานะผู้บริโภคได้รับสิทธิในการบริโภคอุปโภคอย่างเต็มที่ และทำให้ประชาชนมีความอุ่นใจในการซื้อ และรับบริการสินค้าด้านต่าง


ในส่วนของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC รัฐบาลได้เตรียมความ พร้อม และพยายามให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยอนาคตรัฐบาลต้องการสนับสนุนเรื่องของการส่งออกสินค้าสู่กลุ่มประเทศอาเซียน โดยอยากให้ผู้ประกอบตระหนักว่า ตนก็เป็น หนึ่งในผู้บริโภคที่ต้องมีการซื้อกิน หรือใช้บริการ ซึ่งควรที่จะนึกถึงเรื่องนี้ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค


อย่างไรก็ดี ในส่วนของธุรกิจขายตรง ที่มีการรับมอบ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ในงานเดียวกันนี้ "นายจิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้มี 29 บริษัทขายตรงที่ผ่านกฎเกณฑ์การขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. จากกว่า 40 บริษัท ที่ยื่นขอรับตราดังกล่าว


"สคบ. พยายามที่จะสร้างความเข้ม-แข็ง เพื่อที่จะผลักดันธุรกิจออกไปสู้ในตลาด อาเซียน โดยหลังจากที่มีการมอบตรา สคบ. ให้กับ 3 ธุรกิจ อย่างธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และธุรกิจขายตรง เป็นกลุ่มแรกแล้ว ต่อไปในอีก 6 เดือน สคบ. ก็จะพยายามเร่งรัดกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ให้เข้ามา ขอรับตราดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค"


อย่างไรก็ตาม เรื่องของกฎเกณฑ์การ ขอรับตรา สคบ.ของกลุ่มบริษัทขายตรง สคบ.ยังคงกฎเกณฑ์สำคัญไว้ โดยกฎกติกาหลักๆ ก็คือ บริษัทขายตรงที่จะเข้ามาขอรับ ตรา สคบ.ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงไม่สมาคมใดก็สมาคมหนึ่ง มีการทำประกันกับธนาคาร หรือ บริษัทประกัน หรือ ตั้งกองทุนของตนเอง เพื่อรับผิดชอบหากกระทำผิด หรือมีผู้บริโภคร้องเรียน และที่สำคัญบริษัทที่จะขอรับตรา สคบ.ได้ ต้องเป็นบริษัทขายตรงที่ดี มั่นคง และเปิดดำเนิน ธุรกิจมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี เป็นต้น


การจัดงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือ จากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาค เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ที่จะบูรณาการร่วม กันในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบ ธุรกิจ กิจกรรมสำคัญคือ สคบ. จะส่งมอบตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Garantee) ให้แก่กลุ่ม ผู้ประกอบธุรกิจ 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และ ธุรกิจขายตรง ซึ่งจะเป็นการการันตีแก่ผู้บริโภคว่าจะได้รับการเยียวยาทันทีที่ได้รับความเสียหายหรือถูกเอาเปรียบจากการใช้สินค้าและบริการ โดยรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) เป็น ผู้มอบด้วยตนเอง


พร้อมกันนี้ ยังมอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคคล หน่วยงาน องค์กร และสื่อมวลชนที่ทำคุณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ ในการดำเนินงานต่อไปด้วย นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการจาก สคบ. ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ในสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ การเทศนาธรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กิจกรรมในภาคบันเทิงจากบรรดาศิลปินดาราชื่อดังมากมาย รวมทั้งกิจกรรมการแข่งขันเกม ตอบปัญหาชิงรางวัล อีกทั้งยังจัดให้มีการจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม OTOP การจำหน่าย สินค้าราคาเป็นธรรมโดยผู้ประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังมีการให้บริการทำใบขับขี่อิเล็ก-ทรอนิกส์ โดยกรมการขนส่งทางบก บริการ ทำบัตรประจำตัวประชาชน จากสำนักบริหาร การทะเบียนกรมการปกครอง และอื่นๆ อีก มาก มายภายในงาน


ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้านี้ "จิรชัย มูลทองโร่ย" ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค ในบันทึกข้อตกลงว่าด้วย ความร่วมมือในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จาก ผู้บริโภค ณ ห้างสรรพสินค้าจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โลตัส จำนวนกว่า 1,300 สาขา, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 150 สาขา, จิฟฟี่ ในปั๊มน้ำมัน ปตท. จำนวน 150 สาขา และ ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นการดำเนินงาน ตามนโยบายประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคให้สามารถดำเนินการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ได้หลายช่องทางขึ้นโดยขอรับแบบบันทึกคำร้องทุกข์ของ สคบ. จากห้างสรรพสินค้า ดังกล่าว


29 บริษัทขายตรงที่ได้รับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." กลุ่มแรก


1.บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


2.บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จํากัด


3.บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด


4.บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


5.บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด


6.บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด


7.บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด


8.บริษัท เอลเคน (ประเทศไทย) จำกัด


9.บริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด


10.บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด


11.บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด


12.บริษัท คามิโอเฮ้าส์ จํากัด


13.บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด


14.บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


15.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด


16.บริษัท ไทย เยอรมัน อินเตอร์เทค โปรดักส์ จำกัด


17.บริษัท สตาร์เวลล์ บิซิเนส (1998) จำกัด


18.บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด


19.บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด


20.บริษัท อารากอนเวิลด์ 54 จำกัด


21.บริษัท ซันไรด์เดอร์ ไทยแลนด์ อิ้งค์


22.บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จํากัด


23.บริษัท แด๊กซิน (ประเทศไทย) จํากัด


24.บริษัท โกลด์ไลฟ์


25.บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


26.บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด


27.บริษัท ปูแดง 168 ไทยแลนด์ จำกัด


28.บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด


29.บริษัท ยูโรพีทูพี ไดเรคท์ (ประเทศไทย) จำกัด




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รมต.วราเทพ เครื่องร้อน! จี้ สคบ. เปิดช่องทางเพิ่มรับเรื่องร้องเรียน









หลังขึ้นคุมสำนักนายกรัฐมนตรีแทน วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีสายล่อฟ้า วราเทพ รัตนากร ก็โชว์พลังเครื่องร้อนฉ่า ล่าสุดเร่งระดมสมอง สคบ. นำทีมรับลูกโดย เลขาธิการฯ จิรชัย ปรับใหม่กลยุทธ์ รุก รับ ชูประเด็น สั่งเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค ขณะที่ความคืบหน้าของ พ.ร.บ. ขายตรงฯ ฉบับใหม่ยังคงไม่ชัดเจนต่อไป


รมต.วราเทพ เครื่องฟิตจัดแผนรุก-รับ


ต่อประเด็นดังกล่าว หลังจากที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกคนใหม่ ได้เปิดตัวขึ้นรับตำแหน่งไปเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะของประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปยังที่ทำการ สคบ. ณ อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมี จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วย นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฝ่ายบริหาร สุทธิศักดิ์ ภัทระมานะวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มคองผู้บริโภคฝ่ายวิชาการ และคณะผู้บริหารของ สคบ. ให้การต้อนรับ


โดยในโอกาสนี้เอง รมต. วราเทพ ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวในที่ประชุมมอบ แนวทางการปฏิบัติงาน ให้กับ สคบ. ใดยดให้มีการทำงานใน หลากหลายมิติ ทั้งใน เชิงรุกและเชิงรับ ให้มากยิ่งขึ้น โดยประเด็นสำคัญหลักที่ รมต. วราเทพ ตอกย้ำคือประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ที่อยากให้ตระหนักรู้ว่า สิทธิผู้บริโภค นั้นเป็นเรื่องสำคัญทั้งกฎหมายยังบัญญัติบทลงโทษเอาไว้ชัดเจน อีกทั้งยังได้กล่าวถึง ผู้ประกอบการ ว่าต้องระมัดระวัง ไม่ให้ละเมิดสิทธิผู้บริโภคไม่ว่าจะโดยจงใจหรืออาศัยความได้เปรียบทางการค้าก็ตาม


สำหรับในส่วนของนโยบาย เชิงรุก คือการออกตรวจสินค้าและบริการ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค รวมไปถึงการปฎิบัติงาน ตามแนวทางการป้องปรามต่างๆทั้งโดยบุคลากรของ สคบ. เอง และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือภูมิภาคตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือไปยังมูลนิธิ สมาคมต่างๆ และที่เน้นย้ำก็คือ ภาคประชาสังคม ในฐานะที่ต้นก็เป็นผู้บริโภคเอง ซึ่งทั้งหมดจะต้องผนึกกำลังกันให้เป็นเครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ที่พร้อมในการเฝ้าระวัง และคอยตรวจสอบ ในขั้นตอนก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและกระจายไปยังวงกว้าง


ส่วนการทำงานใน เชิงรับ นั้น ให้พิจารณา เพิ่มช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน จากผู้บริโภคให้มีการตอบสนองและจัดการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และให้เสร็จสิ้นด้วยความพึงพอใจ โดยในการนี้ เลขาธิการ สคบ. ได้รับทราบนโยบายพร้อมเตรียมนำไปปฎิบัติตามแผนงานต่อไป


เลขาฯ สคบ. ผุดไอเดียอีก ชูกองทุนเยียวยา


อย่างไรก็ดี ทางดด้านของ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. ได้ออกมาเปิดเผยคตวามคืบหน้าประเด็นสำคัญ ในส่วนของ นโยบายตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ถูกกระแสออกมาต่อต้านอย่างหนักในขณะนี้ ล่าสุดเจ้าตัวยอมรับว่า ยังมีปัญหาในเรื่องของการที่จะใช้ เครื่องชี้วัดแบบไหน เป็นตัวกำหนดว่า บริษัทใดควรจะจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ เนื่องท่องจากที่ผ่านมา เริ่มต้นคาดว่าจะใช้การกำหนดเบี้ยจากยอดขายรายปี แต่พบว่าการตอบรับไม่เห็นด้วยรุนแรงมาก เนื่องจากไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการ แต่โดยส่วนตัวแล้วมั่นใจว่าทุกอย่าง ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหลักอย่างแท้จริง


ดังนั้น ขณะนี้จึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า อาจมีการนำ ความเสี่ยง ขึ้นมาเป็นตัวกำหนด อาทิเช่น ประวัติการดำเนินธุรกิจว่าบริษัทนั้นๆ เคยถูกฟ้องหรือถูกร้องเรียนมากน้อยแค่ไหน หากประวัติไม่ดี ก็ถือว่าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงสูง เบี้ยก็อาจต้องสูงตาม เรียกได้ว่า เป็นการประกันตามความเสี่ยงสูง เบี้ยก็อาจต้องสูงตามเรียกได้ว่าเป็นการประกันตามความเสี่ยง หรืออีกตัวเลือกหนึ่ง ก็อาจให้กลุ่มบริษัทต่างๆ ตั้งกองทุนเยียวยา ขึ้นมาเอง เมื่อมีความเสียหาย ก็เอาเงินจากกองทุนดังกล่าวมาชดใช้และเยียวยา ซึ่งคงต้องหาบทสรุปให้ได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง


มั่นใจโครงสร้างใหม่ ดูแลขายตรงปึ้กขึ้น


นอกจากนี้ในส่วนของการปฎิบัติงาน ควบคุมดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะนั้น เลขาฯ สคบ. เปิดเผยว่านับตั้งแต่ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ ก็ได้ทำการปรับปรุงเรื่องของกระบวนการทำงานไปหลายจุดแล้ว หลักๆ คงเป็นการตั้งกองทำงานให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น โดยแบ่งออกแป็น 3 ส่วนคือ 1.ทีมการจดทะเบียนบริษัท 2.กองติดตามประเมินผลการทำงาน และ 3. ฝ่ายตรวจสอบและดำเนินการจัมกุม นั่นเพราะ สคบ. พยายามจะสร้างการทำงานให้มีสัดส่วน ลดปัญหาและความยุ่งยากที่เกิดจากจำนวนคนที่น้อย ทำให้ต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนมากขึ้น


ปัจจุบันมีบริษัทที่จดทะเบียนขายตรงถึง 852 บริษัท แต่พบว่ามีเพียง 100 บริษัทเท่านั้น ที่ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ ดังนั้นการทำงานขั้นต่อไปคือ การจัดทำฐานข้อมูลของธุรกิจขายตรงใหม่ โดยต้องแยกว่าบริษัทใดยังอยู่และบริษัทใดเลิกกิจการไปแล้ว ไปจนถึงการทำข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า การจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแผนการจ่ายของแต่ละบริษัท ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีการเปลี่ยนแผนจากที่ได้จดยื่นขออนุญาตกับสคบ.ไว้หรือไม่


ส่วนเรื่องสำคัญสุดท้าย ที่ยังคงเป็นที่รอคอยของชาวขายตรงคือ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ฉบับใหม่ นั้น เลขา สคบ. กล่าวว่า สคบ. เองก็พยายามเร่งทำให้เกิดขึ้นอยู่ตลอด แต่ยังติดปัญหาในบางส่วน ทำให้ต้องรื้อทุกอย่างใหม่หมด เพราะต้องการที่จะให้ พ.ร.บ.ขายตรงฯ ฉบับใหม่นี้ออกมาสมบูรณ์แบบและครอบคลุมที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแก้ไขอีก ซึ่งหากมีความคืบหน้าเมื่อไหร่ จะรีบแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบต่อไปแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์เเรก ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 155


วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เลขาฯ ตอกยํ้าตราสัญลักษณ์สคบ. ชูเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดขายตรงอาเซียน









จิรชัย ดันตรา สัญลักษณ์ สคบ. ขึ้นเป็น นโยบายระลอก 2 หลังเปลี่ยน เก้าอี้ รมต.ใหม่ วราเทพ เสียบแทน หวังเป็นเกราะ กันภัยหากผู้ประกอบการ ต้องการเปิดตลาดอาเซียน หนุนธุรกิจขายตรงทั้งใน และ ตปท.จิรชัย ดันตราสัญลักษณ์ สคบ. ขึ้นเป็นนโยบายระลอก 2 หลังเปลี่ยน เก้าอี้ รมต.ใหม่ วราเทพเสียบแทน หวังเป็นเกราะกันภัยหากผู้ประกอบการ ต้องการเปิดตลาดอาเซียน หนุนธุรกิจขายตรงทั้งในและ ตปท.พร้อมรับมือ AEC...ร่วมหารือ DSI ต้องแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ป้องกันการลากเกมยืด เฉกเช่นกรณีแชร์ลูกโซ่ DCHL
นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคบ. ได้หารือ ร่วมกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เกี่ยวกับการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่ง มี 2 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ ประเด็นที่ 1. การสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบ การขายตรง ในบทบาทของ สคบ.และ บทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะ ต้องมีการทำงานร่วมกัน ประเด็นที่ 2. เรื่อง ข้อมูลที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่าง ชัดเจนและเชื่อมโยงกัน รวมถึงการดำเนิน งานจะต้องไม่ล้าช้าหรือยืดเยื้อเหมือนเช่น ที่ผ่านมา
โดยเนื้อหาที่ สคบ. ได้มีการประชุม หารือร่วมกับผู้ประกอบการขายตรงและ ทางสมาคมต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับ กลุ่ม ธุรกิจขายตรงในการที่จะส่ง เสริมธุรกิจ นี้ให้ก้าวไกล ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1. ธุรกิจจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย อะไร ที่เป็นข้อห้ามและเกิดผลเสียต่อสังคม ห้าม กระทำการอย่างเด็ดขาด และ 2. การ สนับสนุนธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ
โดยเฉพาะในส่วนของการสนับสนุน ธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนธุรกิจขายตรงในประเทศ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ สคบ.จะมีนโย บายที่ส่งเสริมธุรกิจนี้ด้วยการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับผู้ที่ซื้อสินค้า รวมถึงการ เยียวยาความเสียหายของแต่ละบริษัท ตรง นี้จะมีหรือไม่ซึ่งหากมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับ ความเสียหาย ก็ถือว่าทำถูกต้องตามนโย บายของ สคบ. และจะมีการมอบตรา สัญลักษณ์ให้กับผู้ประกอบการต่อไป
ส่วนการสนับสนุนธุรกิจขายตรงใน ต่างประเทศนั้น สคบ.รวมถึงประเทศ อาเซียนทั้ง 10 ชาติ ขณะนี้ได้มีการประสาน งานความร่วมมือกันบ้างแล้ว เพื่อคุ้ม ครอง ผู้บริโภค ซึ่งแต่ล่ะประเทศต่างมีจุดประสงค์ เดียวกันคือ ต้องการนำธุรกิจขายตรงมา เปิดตลาดในเวทีอาเซียนให้ได้
จึงได้มีการหารือกับทางเลขาธิการ อาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยท่าน เลขาธิการฯ ค่อนข้างที่จะเป็นห่วงในเรื่อง ของกฎหมาย เนื่องจากในแต่ละประเทศกฎหมายจะแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เองจึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้ ในแต่ละประเทศมีความสอดคล้องกัน โดยที่ไม่มีกำแพงทางการค้ากีดกั้น ซึ่งก็ได้ มีการหารือในเบื้องต้นบ้างแล้ว ด้วยการ จะให้มีการจับมือกับทางภาครัฐและผู้ ประกอบการเพื่อหาแนวทางร่วมกัน
เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค เผยต่ออีกว่าสำหรับมติ ในการดำเนินการคุ้ม ครองผู้บริโภคของชาติ อาเซียนที่จะมีการทำ งานในทิศทาง เดียวกัน มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1. การ เยียวยาผู้บริโภคข้ามพรมแดน ซึ่งจะ เป็นการบอกถึงว่า หากคนในชาติอาเซียน เกิดความเสียหาย จะมีการร้องเรียนได้ที่ ไหน รวมถึงกระบวนการขั้นตอนในการ จัดการจะดำเนินการอย่างไร เป็นต้น 2. กรณีสินค้าที่มีการเรียกคืนสินค้า มีการสั่ง ห้ามขายแบรนด์สินค้าไหนบ้าง ซึ่งใน 10 ประเทศ จะต้องแชร์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อที่จะ ได้รู้ว่ามีสินค้าไหนบ้างที่ห้ามขาย มีสินค้า อะไรที่สั่งเรียกคืน ในประเทศนั้น ๆ และ 3. การสร้างความรู้ในกลุ่มต่างๆ ล่าสุดทาง สคบ. เอง ได้รับอาสาจะมาดำเนินการใน กลุ่มของเยาวชน เพื่อต้องการที่จะสร้าง ความเชื่อมั่นให้เกิดกับกลุ่มนี้ก่อน
นโยบายการเยียวยาผู้บริโภคข้าม แดนในเบื้องต้นนั้น จะมีทางหน่วยงานของ แต่ละประเทศประสานงานร่วมกัน เช่น หาก คนในประเทศอินโดนีเซียมาที่ประเทศไทย และได้ซื้อสินค้ามาใช้บริการและเกิด ความเสียหาย ก็สามารถที่จะร้องเรียน ที่ประเทศไทยได้เลย ซึ่งทาง สคบ. ประเทศไทยก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ตรงนี้รับผิดชอบ เช่นเดียวกับในประเทศ อื่น ๆ เช่นเดียวกัน ก็จะมีหน่วยงานตรงนี้ รับผิดชอบ หากพบว่ามีผู้บริโภคเกิดความ เสียหาย
นอกจากนี้ นายจิรชัย ยังได้พูดถึง กรณีที่ได้เข้าไปหารือกับ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ว่าท่านรัฐมนตรี วรเทพ ได้ขอดูการทำงานในเบื้องต้นของ สคบ. ที่กำลังดำเนินการอยูในขณะนี้ว่ามี อะไรบ้าง พร้อมกับแนวทางที่จะดำเนินการ ในปี 2556 รวมถึงยังมีการมอบหมายนโยบายอยาก จะให้ทาง สคบ. บูรณาการกับ หน่วยงานอื่น ๆ ให้มีความเข้ม ข้นมากขึ้นด้วย พร้อมกับการให้ ความสำคัญถึงกลุ่มประเทศ อาเซียนด้วย ว่าตรงนี้ สคบ.จะ มีการดำเนินการอย่างไร เพื่อที่ จะทำให้ธุรกิจของไทยสามารถ เข้าไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ได้
ส่วนในเรื่องของตรา สัญลักษณ์ สคบ. เพื่อต้องการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ บริโภคนั้น ตนเองได้มีการหารือ กับทางรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย แล้ว ซึ่งขณะนี้ยังติดขัดอยู่กับ ในเรื่องของอัตราการชดเชย บางอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน โดย ทางท่านรัฐมนตรีก็ได้มีการ แนะแนวทางไว้ 3 เรื่อง คือ 1. ให้ ทางธนาคารการันตี 2. บริษัท อาจจะต้องมีการตั้งกองทุน และ 3. ต้องมีการทำประกัน ซึ่ง จะเป็นการดูแลถึงความเสี่ยง ของผู้ประกอบการเหล่านั้น ที่ เคยมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค โดยอาจจะใช้ผู้บริโภคเป็น เกณฑ์สำคัญ
ส่วนกรณีที่ว่า บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะมีการนำร่องติดตรา สัญลักษณ์ สคบ. นั้น ณ ขณะ นี้ทางผู้บริหาร บริษัท นีโอล์ฟฯ ได้มีการมาประสานในเรื่องดัง กล่าวแล้ว โดยให้ความสนใจ เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ผู้บริโภค แต่ต้องอยูภายใต้องค์ ประกอบของภาครัฐด้วย นั่นคือ 1. ต้องดำเนินธุรกิจถูกต้องตาม กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2. ต้องดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย อื่น ๆ ที่ถูกต้อง และ 3. บริษัท ต้องมีแบงก์มาการันตี มีการตั้ง กองทุน หรือมีการทำประกัน โดยในลักษณะของการตั้ง กองทุนจะต้องเป็นการตั้งโดย บริษัทของเขาเอง ซึ่งทาง สคบ. จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 333