ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวโอทู อินเตอร์เนชั่นแนล (OTWO International) : ‘โอทู’ก้าวสู่ปีที่10ฉีดวัคซีนธุรกิจใหม่ เสริมทัพสินค้าสู้ศึก/เน้นกลยุทธ์สร้างคน







Capture (Mobile)

 


“โอทู” เดินหน้าธุรกิจเต็มอัตราศึก ฉลองครบรอบ 9 ปี ก้าวย่างสู่ปีที่ 10...เผย 9 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจมีสะดุดบ้างแต่ไม่เป๋!...แย้มโอทูที่ยืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันนี้ เพราะความเชื่อมั่นของสมาชิก...ล่าสุดเสริมศักยภาพทางธุรกิจเพิ่มความหลากหลายเรื่องสินค้าหวังเจาะกลุ่มตลาดใหม่ ด้วยการส่งสินค้าใหม่กลุ่มสุขภาพ “ชัวร์ลี่-เบอร์รี่ บลู” เขย่าธุรกิจตื่นอีกครั้ง พร้อมเน้นกลยุทธ์เดินหน้าสร้างสมาชิกใหม่สู่ความสำเร็จ


...หากพูดถึง “บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงสินค้าเกษตรที่ก่อนหน้านี้เคยสร้างชื่อชนิดที่ว่าโด่งดังแบบเกรียงไกรมาแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลาย ๆ ท่านในธุรกิจเครือข่ายคงน่าที่จะจำกันได้เป็นอย่างดี !..โดยชื่อสินค้าที่ติดหูติดตาพี่น้องเกษตรกรไทยนั่นก็คือ “โอทู ฟลาโวเจน”


จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ของธุรกิจโอทู มีทั้งจุดที่เรียกว่าพีคสุด ๆ กับช่วงที่เจอวิกฤติเช่นเดียวกัน แต่หากจะให้ตอบกันแบบชัด ๆ ว่า “ธุรกิจโอทู” เติบโตแบบสุดขีดเมื่อช่วงไหน เวลาไหน คงต้องบอกว่าอยู่ในช่วงของการนำเอาสินค้าเกษตรที่ชื่อว่า “โอทู ฟลาโวเจน” เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายนั่นเอง!!


‘โอทู’ตอกย้ำธุรกิจ9ปี


ยอมรับธุรกิจสะดุดแต่ไม่เป๋


...นับได้ว่ากระแสของธุรกิจโอทูในช่วง 9 ปีที่ผ่านมานั้น พบว่า ในช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมา อีกหนึ่งงานยิ่งใหญ่ที่ค่ายนี้เคยสร้างชื่อมาแล้ว จนเรียกว่ากระแสของธุรกิจเริ่มเปิดทางสว่างมากขึ้นนั่นก็คือ งาน “ฉลองชัยเกษตรกรไทยใช้โอทู ฟลาโวเจน” ซึ่งงานนี้ได้มีการจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสมาชิกตบเท้าร่วมงานทั่วทุกสารทิศอย่างคับคั่งทีเดียว...


จนกระทั่งกระแสความร้อนแรงของ “โอทู” ก็ได้เริ่มระเบิดขึ้นมาชนิดที่ว่า ฉุดไม่อยู่กันเลยในช่วงเวลานั้น จนส่งผลทำให้ยิ่งธุรกิจเติบโต ภาพทุกอย่างของธุรกิจโอทูก็ต้องยิ่งใหญ่เป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน!..เห็นได้จากในวันที่ 15 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา ค่าย “โอทู” เอง ก็ได้ออกมาประกาศรุกหนักธุรกิจเครือข่ายแบบเต็มอัตราศึก ด้วยการเตรียมบุก “สินค้าเกษตร” และ “สินค้าสุขภาพสตรี” พร้อมกับการจัดโต๊ะจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกรองรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ในงาน “คืนชีวิตให้กับแผ่นดิน” ณ อาคารชาแลนเจอร์ เมืองทองธานี พร้อมกับมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และทีวีดาวเทียม IN TV-TVD อีกด้วย...เรียกว่าเป็นการสร้างศักยภาพของธุรกิจได้อย่างดีทีเดียว


เชื่อว่าใครที่อยู่ในแวดวงของธุรกิจคงพอที่จะทราบเป็นอย่างดีแน่นอน ยิ่งธุรกิจแรงมากเท่าไหร่ ปัญหาก็ย่อมตามมาด้วยเช่นกัน...เช่นเดียวกับค่าย “โอทู” ก็เช่นกัน ก็ได้มีปัญหามารุมเร้าต่าง ๆ มากมาย ทั้งในเรื่องของโครงสร้างภายในองค์กร ทีมผู้บริหารที่ถือว่าเป็นปัญหาจนส่งผลทำให้ธุรกิจหยุดชะงักไปในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว...จนเป็นเหตุทำให้ทาง “โอทู” เอง จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการบุกตลาดชนิดที่ว่า เกือบยกเครื่องกันใหม่เช่นกัน ทั้งในเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกิจให้กลับคืนมาอีกครั้ง รวมถึงการสร้างจุดขายของสินค้าที่เคยมีอยู่ให้พี่น้องเกษตรกรไทยที่เคยใช้สินค้าของโอทูเกิดความมั่นใจ!!


...และล่าสุด กับการครบรอบ 9 ปี พร้อมกับการก้าวสู่ปีที่ 10 ของ “โอทู” ทางด้านบอสใหญ่อย่าง “ฉัตรชัย ประเสริฐสุวรรณ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ออกมาประกาศตอกย้ำถึงจุดยืนของธุรกิจ “โอทู” ให้กับพี่น้องสมาชิกโอทูทุกคนได้ทราบ ซึ่งในงานฉลองครบรอบ 9 ปี ในครั้งนี้นั้น สาระสำคัญ คือ ทางด้านประธานฯ ค่ายโอทูนั้น ได้สื่อถึงความมั่นคงของธุรกิจโอทูให้สมาชิกโอทูทุกคนว่า การดำเนินธุรกิจของโอทูในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นคำตอบที่ดีว่า การที่จะยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ได้ เพราะมีคนสำเร็จในธุรกิจจริง มีความมั่นคงจริงนั่นเอง


“วันนี้มีหลายคนที่บอกว่า มาทำธุรกิจที่โอทูนั้นจะฝากชีวิตและความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งตนเองอยากที่จะบอกว่า จากประสบการณ์ของตัวเอง ที่นั่งเป็นประธานบริษัทโอทูมา 9 ปี ตนเองได้รับประสบการณ์จากบริษัทโอทูฯค่อนข้างมาก มีคนเดินเข้าเดินออกจากบริษัทนับไม่ถ้วน ซึ่งถือเป็นสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจของเขาเอง ซึ่งอุปสรรคต่าง ๆ ที่โอทูเจอ วันนี้ก็สามารถฟันฝ่ามาได้ และเชื่อว่าอนาคตของโอทูนับจากนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องแน่นอน” นายฉัตรชัย กล่าวและว่า


โดยภายในงานฉลองครบรอบ 9 ปีนั้น ทางด้าน นายฉัตรชัย ยังกล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2552-2555 สินค้าภาคการเกษตรนั้น สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท โอทูฯ อย่างมาก จนกระทั่งในช่วงที่ผ่านมา โอทูเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 เป็นต้นมา ซึ่งทางบริษัทฯ เองก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจใหม่


ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ทางโอทูเองก็ได้มีการเพิ่มสินค้าใหม่ในกลุ่มสุขภาพเพื่อเข้ามาเสริมทัพธุรกิจให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนัก “ชัวร์ลี่” (Surely) และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผง (ดีท็อกซ์) ชื่อว่า “เบอร์รี่ บลู” (Berry Blue) โดยทางโอทูมีความเชื่อมั่นว่าสินค้าดังกล่าว น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของโอทูด้วยเช่นกัน ส่วนสินค้าทางการเกษตรในวันนี้นั้น ทางดร.สยามรัฐ ป้านภูมิ ยังคงมีการทำงานร่วมกันกับทางโอทูเหมือนเดิม


“อยากที่จะบอกสมาชิกโอทูทุกคนว่าไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความมั่นคงก็ดี โอทูได้ตอบโจทย์ตรงนี้ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า คนที่อยู่กับบริษัท โอทูฯมานาน ได้สร้างเนื้อสร้างตัว จนประสบความสำเร็จ และมีอะไรต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ซึ่งวันนี้เรียกว่ามีสมาชิกใหม่เข้ามาในธุรกิจโอทูพอสมควรเกือบ 80% ที่พร้อมจะสำเร็จไปกับโอทูร่วมกัน”


‘โอทู’ปีที่10จัดทัพสินค้าใหม่


เร่งปรับกลยุทธ์สร้างความต่าง


...ด้าน “ภณเอก สะอาด วงค์” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังได้เผยถึงภาพรวมของธุรกิจโอทู ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาว่า ค่อนข้างที่จะมีทั้งราบรื่น และมีทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในธุรกิจพอสมควร ซึ่งทางโอทูเองก็ยังสามารถที่จะฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ตลอดระยะเวลา 9 ปี โดยต้องยอมรับว่า ในการสร้างเครือข่ายนั้น ไม่ใช่เรื่องยากและเรื่องง่าย หากทุกคนนั้นเข้าใจถึงเนื้อแท้ของเครือข่ายจริง ๆ ซึ่งผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่านต้องตีโจทย์ตรงนี้ให้ได้ด้วย


“ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ช่วงที่โอทูร้อนแรงมากที่สุดจะเป็นในช่วงที่มีการนำเอานวัตกรรมทางด้านเกษตรเข้ามา ประมาณช่วงปี 2553-2554 เนื่องจากในช่วงเวลานั้นถือว่ายังไม่มีสินค้าเกษตรค่ายไหนที่มีความโดดเด่น และเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์พี่น้องเกษตรกรชาวไทยได้เลย นอกจากโอทู และจากนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นนี้เอง ทำให้มีคนมาก๊อบปี้สินค้าเกษตรมากขึ้น และมีผู้ประกอบการหันมาจับตลาดสินค้าเกษตรมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้น จนส่งผลให้ตลาดเริ่มมีการชะลอตัวลงนั่นเอง แต่ทั้งนี้ ก็ยังเชื่อว่าตลาดเกษตรในขายตรงน่าที่จะกลับมาใหม่อีกครั้งเหมือนเดิมแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่ไม่ใช่ของจริงก็จะออกสู่ตลาดเครือข่ายไปเอง”


ส่วนภาพรวมธุรกิจโอทูในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้นั้น “ภณเอก” กล่าวยอมรับว่า ปีนี้มีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ ธุรกิจรอบด้านทั้งในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของบริษัท รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้บริษัทฯ จึงต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้น


โดยสิ่งที่บริษัทฯ จะเร่งปรับกลยุทธ์นับจากนี้ คือ การสร้างความแตกต่างในเรื่องของตัวสินค้าให้มากขึ้น ให้มีความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการสร้างแรงกระตุ้นให้กับนักขายด้วย ในขณะเดียวกัน สินค้าที่มากระตุ้นนั้น ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ด้วย เหมือนเช่นโอทูที่ได้มีการเพิ่มสินค้าตัวใหม่เข้ามาในธุรกิจในกลุ่มของสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนัก “ชัวร์ลี่” (Surely) และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผง (ดีท็อกซ์) ชื่อว่า “เบอร์รี่ บลู” (Berry Blue) เป็นต้น


“ช่วงแรกในการสร้างการรับรู้สำหรับสินค้าใหม่นั้น จะเป็นการให้ผู้บริโภคได้มีการพิสูจน์สินค้าให้เห็นถึงคุณภาพ โดยใช้แล้วได้ผลก่อน ซึ่งบริษัทฯ ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในภายหลังอย่างเด็ดขาด พร้อมกับให้ผู้บริโภคได้เห็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้สินค้าของเราด้วย ไปพร้อมกับการเทรนนิ่งในเรื่องของสินค้าให้สมาชิกได้รู้จักมากขึ้น”


ส่วนเป้าหมายในอนาคตของโอทูนับจากนี้นั้น “ภณเอก” เผยว่า ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ของบริษัทฯ ค่อนข้างได้รับผลกระทบเท่าที่ควร โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ ที่ทำให้บริษัทฯ ต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ในหลาย ๆ อย่าง ซึ่งวันนี้ถือว่าโครงสร้างของทีมผู้บริหารเริ่มอยู่ตัวแล้ว โดยเป้าหมายของโอทูนับจากนี้คือ การสร้างคนใหม่เข้ามาสู่ธุรกิจ สร้างกำลังใจให้สมาชิก รวมถึงการสร้างคนที่ช่วยขายของให้บริษัทฯ ได้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น


“เป้าหมายของโอทู คือ ต้องการหาคนเข้ามาในกลุ่มสินค้าที่ถูกกลุ่ม เพราะที่ผ่านมา บางบริษัทให้สมาชิกไปขายสินค้าในหลาย ๆ ตัว ตรงนี้จึงไม่มีความชำนาญ แต่จากนี้ไป โอทูจะให้สมาชิกที่ถนัดสินค้าในกลุ่มไหนให้ลงไปขยายงานในกลุ่มนั้นเลย โดยใครที่ถนัดทางด้านเกษตรก็ไปขายสินค้าเกษตร กลุ่มไหนที่ถนัดในเรื่องของกลุ่มสุขภาพก็ไปทำสุขภาพ ซึ่งต่อจากนี้ไปใครที่นึกถึงโอทูจะไม่ใช่สินค้าเกษตรเต็มร้อย แต่จะเป็นภาพรวมของเครือข่ายที่มีสินค้าที่หลากหลายเข้ามา โดยการที่บริษัทฯ หันมาเพิ่มความหลากหลายในส่วนของสินค้ามากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในเรื่องของการแข่งขันที่สูงขึ้นในธุรกิจขายตรงด้วย”


นอกจากนี้ “ภณเอก” ยังได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องของการแข่งขันของธุรกิจขายตรงในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้อีกว่า โค้งสุดท้ายปลายปีนี้ มองว่าผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงนั้น จะแข่งขันกันในเรื่องสินค้าที่จะเข้ามาดึงยอดขาย ในเรื่องของการชูนวัตกรรมใหม่ที่จะมีมากขึ้น เช่นเดียวกับทางโอทูเอง ที่กำลังทำอยู่ด้วยการพัฒนาสินค้าเดิมที่มีอยู่ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงนี้ก็ถือว่ามีส่วนที่ช่วยทำให้ยอดขายของหลาย ๆ บริษัทชะลอตัวได้ด้วยเช่นกัน ส่วนกระแสของตลาดเออีซีกับธุรกิจขายตรงนั้น “ภณเอก” มองว่า ตลาดเออีซีเปรียบเสมือนถนนเส้นหนึ่ง แต่ถนนเออีซีตอนนี้ถือว่าเป็นถนนลูกรัง ซึ่งวันนี้ทุกคนเรียกว่าพูดกันเยอะเกี่ยวกับเออีซี โดยที่ผ่านมา หลาย ๆ ผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงที่ไปบุกตลาดเพื่อนบ้านและเจ็บตัวกลับมาก็มี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในเรื่องของกฎหมายที่ยังไม่เข้มแข็งพอ อีกทั้งวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน


โดยตนเองมองว่า น่าที่จะรอให้มีการเปิดตลาดเออีซีไประยะหนึ่งก่อน ค่อยเข้าไปจะดีกว่า ซึ่งคนที่จะเข้าไปในตอนนี้สิ่งที่จะต้องดู คือ ในเรื่องของกฎหมาย และสินค้าเป็นหลัก ส่วนโอทูตอนนี้บริษัทฯ คิดว่ายังคงไม่เข้าไป เนื่องจากที่ผ่านมา ได้เคยเข้าไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ถือว่าบริษัทฯ ยังไม่พร้อม โดยขอความพร้อมที่มากขึ้นกว่านี้ก่อน ถึงจะไปเปิดตลาดเออีซีอย่างแน่นอน


“ภณเอก” ยังกล่าวทิ้งท้ายต่ออีกว่า “ถ้าพูดถึงโอทูในวันนี้ ต้องบอกว่าบริษัทฯ มีความตั้งใจมาตลอดในการทำธุรกิจ ซึ่งเมื่อคนพูดถึงโอทูแล้วตรงนี้ต้องบอกว่า เราเองไม่ใช่แชร์ลูกโซ่แน่นอน เป็นบริษัทที่ดี โดยตลอดระยะเวลาในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา สามารถพิสูจน์ได้ว่า โอทูก้าวเดินมาได้ด้วยความมั่นคงจริง ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา อาจจะเจออุปสรรคและปัญหาก็ตามที ซึ่งบริษัทฯ ก็สามารถแก้ไขและฟันฝ่ามาได้ และวันนี้มีหลายคนเริ่มเชื่อมั่นและเริ่มเข้ามาทำธุรกิจโอทูอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ บริษัทฯ อยากให้ทุกคนนึกถึงสิ่งที่โอทูเคยสร้างมา รับรองว่าโอทูไม่ทำให้ทุกคนที่เข้ามาสู่ธุรกิจผิดหวังอย่างแน่นอน”


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวโอทู อินเตอร์เนชั่นแนล (OTWO International) : เป้าหมายเงินล้าน...ฝากไว้ที่โอทู สมชัย-ประจวบ สิงห์ชะฎา 2 นักสู้ภูธร







W95C0284 (Mobile)


ความสำเร็จเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคน ต้องการที่จะไขว่คว้ามาครอบครอง และ ปรารถนาที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นให้ได้...แต่ ระยะเวลาของการเดินทาง คนเรามักจะเสีย เวลาไปกับสิ่งต่างๆ จนน่าเสียดาย และกว่าจะ ค้นพบเส้นทางใหม่ในสิ่งที่เราค้นหามา ตลอดนั้น ก็ถูกยืดเส้นทางแห่งความสำเร็จห่างออกไปอีก


เฉกเช่นเดียวกับ สมชัย-ประจวบ สิงห์ชะฎา สองสามี ภรรยา ที่กว่าจะค้นพบความสำเร็จในชีวิตของตนเองกับ ธุรกิจ โอทู ทั้งคู่ต้องเสียเวลากับสิ่ต่างๆ อย่างมากมาย สมชัย-ประจวบ ผ่านร้อนผ่านหนาวในการแสวงหารายได้ เสริมอย่างมากมาย กว่าจะมาเจอสิ่งที่ ใช่ ในอาชีพนักขาย...โดย เฉพาะ ประจวบ ภรรยาผู้มีนิสัยไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีเวลาว่างจะ พยายามหารายได้เสริมให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา และที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรง ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เธอมุ่งมั่นและใฝ่ฝันที่จะเด็ดรายได้ จากส่วนนี้มาอยู่ในกำมือให้ได้


แต่ดูเหมือนฟ้าสั่งสวรรค์ส่งให้ทั้งคู่มาพบกับธุรกิจนี้ เมื่อ สมชัย สามีที่มีอาชีพเป็นข้าราชการ ที่มีรายได้ต่อเดือน 40,000 กว่าบาท แต่ก็ยังคงต้องมองหาอาชีพเสริม เพราะต้องการที่จะหา อะไรแปลกใหม่ทำ และก็ได้บังเอิญเจอกับ ธุรกิจโอทู เพราะมี ผู้มาแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์และด้วยความสงสัยในตัวผลิตภัณฑ์ จึงสร้างแรงบันดาลใจในความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา...


...เมื่อปริศนายั่วยวนให้ต้องหาคำตอบ สมชัย จึงไม่รอช้าควักเงินซื้อมาทดลองใช้ทันที และ โอทู ฟลาโวเจน ก็แสดง ศักยภาพให้เห็นไม่ต่างจากวีซีดีที่เขาดูมา จึงทำให้ สมชัย ควักมือ ประจวบ มาที่ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มาหา คำตอบของผูผ้ ลิต โอทู ฟลาโวเจน


...สถานการณ์ทุกอย่างเหมือนเป็นใจให้ทั้งคู่เลือกทำ ธุรกิจ โอทู เพราะในวันที่ก้าวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศของบริษัทแห่งนี้ ...ซึ่งบรรยากาศในวันนี้ทั้งคู่จดจำไมรู้ลืมเพราะเป็น วันแรกที่ทั้งคู่ เริ่มทำ ธุรกิจโอทู ที่สร้างฝันให้จนถึงทุกวันนี้


ประจวบ บอกอีกว่า เมื่อตัดสินใจมาดูบริษัท เราเห็น บรรยากาศ ในวันนั้นเกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะ เป็นทานประธาน ฉัตรชัย ประเสริฐสุวรรณ และผู้บริหารต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นกันเอง ทำให้ทุกคนอยูกันอย่างอบอุ่นยิ่งบรรยากาศที่ี่มี คนเยอะ และมีความเชื่อมั่นว่า โอทู จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเขาผู้นี้ยังได้มีการนำเอาสินค้ามาทดสอบใช้กับพืชทุกชนิด และลองทดสอบกับเกษตรกรผู้ใช้ซึ่งใช้เวลาอยู่ 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อ พิสูจน์ว่าจะตอบโจทย์ให้กับพี่น้องเกษตรกรมากน้อยแค่ไหน...


นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ครบ 4 ปีเต็มที่ สมชัย และ ประจวบ ได้ทำธุรกิจโอทูอย่างราบรื่น โดยที่ไม่มีอุปสรรคอะไร กีดกั้นการทำธุรกิจของทั้งคู่ได้ เพราะทั้งคู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่า โอทู ฟลาโวเจน คือเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการเกษตร และ เป็นสินค้าที่ขายตัวเอง เกษตรกรนำไปใช้แล้วได้ผล เมื่อใช้ได้ผลก็สั่ง ซื้ออย่างต่อเนื่อง...ทำให้ทั้งคู่มั่นใจและกล้าที่จะเดินเข้าไปหาเกษตรกร โดยไม่กลัวคำปฏิเสธ


สมชัย และ ประจวบ ถือว่าได้เข้ามาในยุคต้น ๆ เพราะแต่ ก่อน โอทู ฟลาโวเจน เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะได้มีการออกสื่อ โฆษณา และโปรโมทสินค้า จึงง่ายต่อการแนะนำ และมีความเชื่อ มั่นในตัวสินค้าอยู่แล้วจุดนี้เองที่ทำให้ทั้งคู่จึ่งไม่หยุดที่จะเดินสาย ออกไปพบเกษตรกร...ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร เพราะเมื่อ สังเกตเห็นแววตาจากตัวผู้บริหารคราใด มักจะสร้างแรง บัลดาลใจให้ทุกเมื่อและผู้บริหารค่อนข้างที่จะใจดีด้วยแล้วยิ่งทำให้ ทั้งคู่สู้ได้ไม่ถอยในการที่จะออกไปแนะนำสินค้า


สำหรับเทคนิคในการทำงานให้เป็นระบบของ สมชัย คือ ให้ ใช้สินค้าทั้ง 100% โดยทดสอบกับเกษตรกรผู้ใช้ จนรู้ว่าสินค้า สามารถตอบโจทย์ได้และเริ่มวางแผนที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจอย่างมั่นคง ด้วยความเชื่อในตัวสินค้า มีทฤษฎีที่ว่า 1. มีความเชื่อ 2. เรียนรู้ 3. สร้างองค์กรให้เชื่อในผลิตภัณฑ์ให้คนในองค์กรเรียนรู้เรื่องของ ผลิตภัณฑ์ทุกตัวให้เห็นชัด โดยใช้หลักการที่ว่า ตีให้แตก แยกให้ ออก และใช้ให้เป็น


สมชัย บอกต่อว่า การที่จะสำเร็จในธุรกิจได้ ก็ต้องสร้างคน ที่อยู่ในองค์กรให้เข้าใจถึงกระบวนการ เรียนรู้เทคนิคการทำงาน เพื่อ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเหมือนเราให้ได้ โดยใช้หลักการ ขยัน เรียนรู้สู่ความสำเร็จ เพราะหากนำเทคนิคนี้ไปใช้แล้วเชื่อ ว่าจะนำพาทุกคนสู่ความสำเร็จแน่นอน...


นอกจากนี้ ธุรกิจโอทู ยังสร้างรายได้ให้กับคนอย่างมากมายและปลดหนี้ให้กับเกษตรกรมาแล้วนับไม่ถ้วน เห็นตัวอย่างจากคำ พูดของเกษตรกร โดยที่เราไม่ต้องตั้งคำถาม แต่เกษตรกรสามารถ ที่จะบรรยายสรรพคุณให้เราฟังได้อย่างละเอียด โดยที่เกษตรกรส่วน ใหญ่ที่ใช้โอทู จะมีรายได้เพิ่มประมาณเท่าตัว เพราะปุ๋ยก็ลด ยาก็ ลด รายได้เพิ่มอย่างเห็นได้ชัด และหากทำธุรกิจด้วยแล้ว ยิ่งได้ 2 ต่อ ซึ่งในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสให้กับคนอีกมากมาย ที่จะเข้ามาสัมผัส กับความยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น...


ณ วันนี้ สมชัย และ ประจวบ สองสามีภรรยามีรายได้ จาก ธุรกิจโอทู รวมกันประมาณ 130,000 บาทต่อเดือน โดย ปัจจุบันทั้งคู่ตั้งหน้าตั้งตาลุยธุรกิจอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายที่ทั้ง 2 คนวาดไว้คือ คว้าเงินล้าน ให้ได้


ทั้งนี้ สมชัย ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เขาภูมิใจที่สามารถสร้าง เกษตรกรหลายคนให้มีรายได้ 3-4 หมื่นบาท ซึ่งเขาผู้นี้ยังบอกต่อ อีกว่า สิ่งที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คน ขายตรง ประสบความ สำเร็จได้คือ ต้องเชื่อในสิ่งที่ตนเองทำ และนำความเชื่อนั้นมาเรียน รู้ให้ชัดเจนโดยต้องศึกษากฎระเบียบของหน่วยราชการและบริษัท ให้ถูกต้อง เพื่อเป็นข้อมูลที่ชัดเจน อีกทั้งต้องดูด้วยว่าธุรกิจถูกต้อง หรือไม่ และเป็นไปตามมาตรการที่กำหนดหรือไม่ พร้อมกับมีการ จดทะเบียนที่ชัดเจนหรือเปล่า ซึ่งหากทุกอย่างถูกต้องและมีความ ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท สินค้า และแผนการตลาดที่สามารถจ่าย ได้จริง ท่านสามารถที่จะตัดสินใจทำธุรกิจได้เลย และเชื่อว่าทุกท่าน สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ได้อย่างแน่นอน!!....





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556


วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) โอทูเวริค์ โต้กระเเสข่าวลือ








 









หลังจากหนึ่งในอดีตผู้บริหารได้ แยกตัวออกไปเปิดบริษัทเอง พร้อมทั้ง กระแสข่าวลือโจมตีขายตรงยักษ์ใหญ่ ด้านเกษตรอย่าง โอทู มาอีกระลอก ใหญ่ เราเลยอดทนรอไม่ได้ ต้องไป สืบหาความจริงมาแฉ เฮ้ย...มาเม้าท์ สักหน่อย งานนี้ท่านรองประธานอย่าง คุณภนเอก สะอาดวงค์ ออกโรง มาเผยอย่างนิ่งๆ แต่บาดลึกว่า ธุรกิจ โอทู ยังปกติดีอยู่ ซึ่งผู้นำส่วนใหญ่ก็ยังคงมีความมั่นใจและเชื่อมั่น ในบริษัทดี เรื่องข่าวลือนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจที่บางคน มักจะจ้องโจมตีใส่ร้ายผู้อื่น แต่ โอทู ไม่ใส่ใจอยู่แล้ว เพราะว่า คนที่กินอิ่มอยู่สบาย ก็คงไม่ออกมาเต้นแร้งเต้นกา ใส่ร้ายคนอื่น อู๊ย...ถึงออกมาไม่บ่อย แต่คมกริบนะครับ ท่านรอง ...คริคริ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เกาะติดยุทธศาสตร์ "โอทู OTWO" ไตรมาส 4 ทุ่มทุนสร้าง - บูมสนั่นเปิดฐานรบสยบทั่วไทย ดัน "โอทู ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ออร์แกนิค" เขย่าฐานสมาชิก


มาดใหม่โอทู ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ออร์แกนิค รวมคุณภาพครบสูตร...เพียงขวดเดียว เอาอยู่...สมาชิกซื้อง่ายใช้คล่อง ไม่เปลืองเงินแถมยังออมแรง เปิดตัวไม่กี่วันยอดทะลัก 10,000 ขวด รองประธานฯ ภนเอก ลั่นคำ สิ้นปียังมีเฮ F2 เวอร์ชั่น 2 ลุ้นสอยยอดขายกันสนุกมืออีกรอบ สิ้นปีมั่นใจยอดขาย 1,000 ล้าน.ไม่ไกลเกินเอื้อม..!!

นายภนเอก สะอาดวงค์ รองประธานกรรมการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยต่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าสินค้ากลุ่มเกษตรของโอทู โดยภาพรวมแล้วอาจเรียกได้ว่า ไม่ค่อยหวือหวาเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจอปัญหาในเรื่องของภัยแล้งและวิกฤติน้ำท่วมที่ซึมยาวมาถึงต้นปีนี้ ขณะที่ภาพรวมในส่วนของสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ต้องบอกว่าชั่วโมงนี้ค่อนข้างที่จะประเมินยาก เนื่องจากตามห้างฯ ทั่วไป ก็เริ่มจะมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามออกมาใหม่เยอะพอสมควร จึงมองว่าค่ายไหนที่ทำตลาดเกี่ยวกับเครื่องสำอางต้องเซียนจริง ๆ ถึงจะอยู่ได้

ส่วนกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพสตรี ต้องยอมรับว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่อนข้างที่จะหวือหวาอย่างมากทีเดียว แต่พอมาถึงช่วงนี้ กระแสของสินค้ากลุ่มดังกล่าวไม่ค่อยแรงเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเริ่มจะมีหลาย ๆ ค่าย ลงมาร่วมแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดนั่นเอง โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มคนขายตรงที่กระโดดเข้ามาทำตลาดในกลุ่มนี้

วันนี้ต้องยอมรับว่า คนที่เข้ามาในระบบเครือข่าย สิ่งที่เขาต้องการนั่นคือ โอกาส เพราะคุณไม่มีความรู้ ไม่มีทุน ไม่มีสถานที่ นี่คือ สิ่งที่บริษัทพูดมาโดยตลอด ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเราทำผิด คิดเพียงแค่ว่าจะเอาคนที่มีทุนมาเล่นอย่างเดียว ตรงนี้ทำให้คนที่ขาดโอกาสก็ตาย ซึ่งในระบบเครือข่ายไม่ได้จำกัดว่า จะต้องมีทุนมากหรือน้อย แต่ทุกคนสามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระบบเครือข่ายนี้ได้

ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์ของ โอทู นับจากนี้ จะเน้นที่การหากลุ่มลูกค้าใหม่ พร้อมกับการจัดอบรม OPP เพื่อให้เขาสามารถเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจกับบริษัทได้ รวมถึงนโยบายของบริษัทจะมีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกเกิดความสับสนเหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ต้องบอกว่า สมาชิกทุกคนเริ่มที่จะเข้าใจมากขึ้น และพร้อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน และ โอทู เริ่มจะมีกลุ่มสมาชิกใหม่เข้ามาทำธุรกิจบ้างแล้ว

จุดสำคัญจะต้องโฟกัสให้ได้ว่า วันนี้เราทำธุรกิจอะไร ทำธุรกิจค้าปลีกหรือเครือข่าย ซึ่งเมื่อทุกคนทำเครือข่าย ผมต้องการที่จะสร้างโอกาสให้กับคนที่ขาดโอกาส ให้เขาสามารถเฉลี่ยทุนกันได้ หากทุกคนเข้าใจนิยามของคำว่า เครือข่ายให้แตกฉาน อย่าสับสน เพราะถ้าคุณสับสนทุกอย่างก็จะเดินไม่ตามระบบ ซึ่งถ้าทุกคนเดินตามนโยบายของบริษัทเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปได้อย่างไม่สะดุดและไม่มีปัญหาแน่นอน

นายภนเอก เสริมต่ออีกว่า หากสำรวจตลาดโดยรวมของธุรกิจเครือข่าย ณ เวลานี้ ส่วนใหญ่จะวัดกันที่คุณภาพสินค้าเป็นที่ตั้ง ไม่ได้วัดกันที่การโมติเวท โดยสินค้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของธุรกิจ แต่เรากลับพบว่ายังมีบางค่ายที่เน้นขายความรวย และไม่ได้เน้นในเรื่องของสินค้าเป็นตัวนำ แต่สำหรับ โอทู นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจไม่ได้ขายความรวย แต่จะเป็นการขายสินค้าที่มีคุณภาพเสียส่วนใหญ่

จะเห็นได้ว่า โอทู เติบโตขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีสินค้าเป็นใบเบิกทาง...ซึ่งเชื่อว่าอาจจะมีหลาย ๆ คน ตั้งคำถามว่า สินค้าเกษตรอย่าง โอทู ฟลาโวเจน เป็นอย่างไร.. ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า เทรนด์ในเรื่องของสินค้าเกษตร ก็คล้าย ๆ กับเทรนด์สินค้าเครื่องสำอาง ซึ่งหากยังอยู่กับสิ่งเดิม ๆ และสินค้าไม่มีความตื่นเต้น เชื่อว่าทุกอย่างก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ และอาจเป็นเหตุผลให้แม่ทีมที่ไปเจอบริษัทใหม่ ได้เลือกตัวเลือกที่ดีกว่าก็อาจเป็นได้

เนื่องจากปัจจุบันเทรนด์สินค้าใหม่ ๆ เริ่มจะเข้ามาในตลาดเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ โอทู จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเทรนด์ ของสินค้า เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน เห็นได้จากสุดยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ โอทู ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ออร์แกนิค ที่นำออกมาสร้างความตื่นเต้นทั้งในวงการเครือข่ายและแวดวงสมาชิกของ โอทู ด้วยนั่นเอง

โอทู เราไม่ได้แข่งขันกับใครในเรื่องสินค้าการ เกษตร แต่เราจะแข่งกับตัวเองเสียมากกว่า ซึ่งด้วยนโยบายอย่างที่กล่าวมาแล้วจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่กับเรานั้น มีความคึกคักตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองบริษัทฯ จึงต้องนำเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาสร้างความตื่นเต้นนั่นเอง เพราะโดยวัฒนธรรมของคนเครือข่ายแล้ว เรื่องของความตื่นเต้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งยุทธ ศาสตร์ ที่ทำให้ตลาดเกิดแรงเหวี่ยงได้ด้วยเช่นกัน

มาถึงวันนี้ แบรนด์ โอทู อยู่ในท้องตลาดมากว่า 5 ปี ซึ่งทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ฉะนั้น เมื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ในนาม โอทู ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ออร์แกนิค ก็ทำให้ผลตอบรับเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ในอดีตหลายคนยังคงติดแบรนด์เดิม นั่นคือ โอทู ฟลาโวเจน แต่เมื่อมาปรับปรุงคุณภาพขยับแบรนด์สู่ระดับสากล ก็ทำให้ยอดขาย โอทู ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ออร์แกนิค พุ่งกว่า 10,000 ขวด เรียกได้ว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ถึงแม้จะยังไม่มีการโปรโมทแบรนด์อย่างเป็นทางการสำหรับสินค้าตัวใหม่นี้

ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับสตรี F2 ในช่วงที่มีการเปิดตัวสินค้า F2 ครั้งแรกนั้น เรียกได้ว่าคู่แข่ง 3 - 4 บริษัทต่างใจหายใจคว่ำ เพราะคิดว่า F2 จะมายึดตลาดนี้หรือเปล่า ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถทำยอดได้จากการโหนกระแส และกำลังเตรียมจะบุกตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอีกครั้ง แต่ต้องรอจังหวะและโอกาสก่อน โดยคาดว่า F2 ภายใต้รูปแบบมิติใหม่ น่าที่จะออกมาเขย่าวงการในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน

ปีนี้ นับเป็นการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญของ โอทู ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่เดินอยู่บนถนนเครือข่าย เรียกได้ว่า โอทู สร้างปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาสำหรับวงการขายตรง และวงการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ออกไปเขย่าตลาดเคมีได้อย่างไม่น่าเชื่อสายตา จนสมาคมผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมี ต้องออกมาแถลงผ่านสื่อมวลชนว่า กลุ่มของตนไม่ใช่มาเฟีย แต่เป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีเกษตรเท่านั้น ฉะนั้น สินค้าเกษตรอินทรีย์ก็ยังสามารถทำตลาดร่วมกันได้ ลองจับตา โอทู อีกครั้ง ภายหลังแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่และสร้างมิติใหม่ ทิศทางของ โอทู - F2 จะไต่ยอดขายเกิน 1,000 ล้านบาท...ได้หรือไม่...ต้องติดตาม


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับ 332

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

โอทู OTWO สู่ปีที่ 9 เนรมิตสำนักงานใหญ่ ขยายโรงงานสู่เมืองกรุงมูลค่าร่วม 200 ล้าน.


ครบ 8 ปี เข้าสู่ปีที่ 9 บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บุคคลที่ร่วมพูดคุยกับเราในวันนี้ นั่นคือ บอสใหญ่ ฉัตรชัย ประเสริฐสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ที่จะถ่ายทอดยุทธศาสตร์ผ่านปลายปากกาเล่มนี้

ก่อนอื่นขอย้อนอดีตกลับไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ หากเทียบกับปีนี้ที่มีน้ำท่วมเหมือนกัน ผมจำได้ว่า ช่วงนี้ของปีที่แล้ว จ.อยุธยา อ.บางปะหัน น้ำได้ท่วมหนักไปแล้ว ปัจจุบันไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ ถึงแม้จะท่วมก็มีบางพื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำ หรือพื้นที่ที่อยู่ใกล้ริมแม่น้ำ แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับโอทูเพราะน้ำที่ท่วมไม่ได้กินบริเวณกว้างอย่างเช่นที่ผ่าน ๆ มา

ดังนั้น ก้าวสู่ปีที่ 9โอทูก็ถือเป็นการบ้านที่ไม่หนักเหมือนปีที่ผ่านมา และก็ได้มีการเปลี่ยนกล่องสินค้าใหม่ ยังคงเน้นย้ำความเป็นออแกนิค เพราะได้เปิดตัวสินค้าใหม่โอทูซุปเปอร์พรีเมี่ยมออแกนิคโดย ดร.สยามรัฐ ป้านภูมิ นักวิจัยเป็นผู้ค้นคิดสูตรใหม่ขึ้นมา พร้อมเปิดตัวให้กับสมาชิกระดับผู้นำที่มาร่วมงานงานฉลองครบรอบและจัดสัมมนาประมาณ 250 คน เพื่อเอาสินค้าตัวนี้ออกไปกระจายภายใต้เครือข่ายตัวเอง

ก้าวสู่ปีที่ 9 เรามีตัวแทนศูนย์จำหน่าย 250 ศูนย์ สิ้นปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เพราะเรามีกลยุทธ์ที่มีการปรับเปลี่ยน ทั้งในส่วนของการตลาดและสมาชิก คือจะมุ่งเน้นคนที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น เมื่อเขาประสบความสำเร็จมาก ยอดขายก็จะตามมามากเช่นกัน ฉะนั้น การดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมายใหม่ จึงมุ่งสร้างให้คนประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม และจะไม่มุ่งเน้นที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว

ซึ่งขั้นตอนแรกของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ นั่นคือ การแต่งตั้งผู้ร่วมบริหารขึ้นมา 11 คนด้วยกัน โดยให้พวกเขาก้าวขึ้นมามีบทบาท สืบเนื่องจากผู้นำเหล่านี้คลุกคลีอยู่กับเครือข่ายที่มีสายงานจำนวนมาก ก็ย่อมรับรู้ปัญหาเครือข่ายของตนเองเป็นอย่างดี ฉะนั้น จึงต้องใช้หน้าที่บุคลากรคุณภาพกลุ่มนี้ไปบริหารคน เพื่อต้องการความสำเร็จให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยกลุ่มผู้นำทั้ง 11 คน สามารถบริหารให้ครอบคลุมและดูแลไปทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี

อีกโจทย์หนึ่งที่มีการลงมติร่วมกันในที่ประชุม นั่นก็คือ ฝ่ายตลาดหรือฝ่ายบริหารร่วม ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่จะเข้ามาร่วมธุรกิจกับโอทูอยากให้เขามองว่า เรามีความพร้อม ณ ปัจจุบันอาคารสำนักงานใหญ่ยังมีขนาดเล็ก และที่สำคัญยังมีที่จอดรถไม่เพียงพอ จึงอยากจะเพิ่มความสะดวกสบาย ตรงนี้เราก็มีนโยบายการจัดการให้เร็วที่สุด

ซึ่งก็ต้องบอกว่ามีแปลนสร้างสำนักงานใหญ่เป็นที่เรียบร้อย ส่วนโรงงานผลิตก็ยังตั้งอยู่ที่เชียงราย ก็ได้หารือกับ ดร.สยามรัฐ ว่าเราจะย้ายฐานการผลิตมาที่กรุงเทพมหานครด้วยได้หรือไม่ เพราะเรามีพื้นที่ 3 ไร่ สามารถสร้างโรงงานการผลิต และสำนักงานในที่เดียวกันที่กรุงเทพมหานครแห่งนี้ โดยวางงบประมาณก่อสร้างในขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 150 - 200 ล้านบาท

เมื่อแผนการตลาดถูกพลิกมิติใหม่ สินค้าก็ถูกพลิกมิติใหม่ตามที่กล่าวมาข้างต้น เพราะผลิตภัณฑ์โอทูซุปเปอร์พรีเมี่ยมออแกนิคที่ถูกคิดค้นขึ้นมา วิวัฒนาการของตัวสินค้าก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ ก็จะคิดค้นและพัฒนาไปเรื่อย ๆ รวมถึงสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ ดร.สยามรัฐ ในฐานะนักวิจัยก็จะใช้เวลาว่างในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เพื่อจะดึงสมาชิกให้เข้ามาทำโอทูได้หลากหลายมากขึ้น

และที่สำคัญสินค้าบางตัวจะมีการปรับลงมาเป็นไซด์มินิ จากไซด์ที่มีขนาดใหญ่ เหตุผลก็เพราะว่า เกษตรกรบางรายมีที่ดินแปลงเล็ก - ใหญ่ ไม่เท่ากัน การปรับไซด์ตรงนี้จึงเหมาะสำหรับคนมีที่แปลงเล็กขวดเดียวใช้ได้ประมาณ 25 ไร่/ครั้ง ส่วนขวดใหญ่ก็ใช้ได้ประมาณ 50ไร่/ครั้ง หากมีที่ดินแปลงเล็ก ก็เท่ากับเป็นการสนองความต้องการของเกษตรกร บางคนจากที่เคยซื้อขวดใหญ่เหลือใช้ไม่หมด ฉะนั้น เราจึงมีขวดเล็กเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของโอทูแต่ตรงนี้ก็มีการปรับใช้มานานแล้ว ผลตอบรับก็ดีเกินคาด เพราะเกษตรกรสามารถเซฟต้นทุนได้ดี

ส่วนศูนย์บริการโอทูก็ยังเปิดรับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้ามีคนสนใจก็สามารถติดต่อแม่ทีมหรือทางศูนย์จะขึ้นเบอร์โทรผ่านทางสถานี IN TV และ TVD ถ้าใครสนใจก็ติดต่อมาได้เลยทันที ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทางโอทูให้ความสำคัญ นั่นคือ ระบบการฝึกอบรม ที่มีการปรับระบบใหม่ให้เข้มข้น เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ใหม่

ด้วยการวางระบบอบรม OPP และระบบ OPF ถ้าเป็นระบบ OPP ก็จะมุ่งเน้นการขาย ส่วนระบบการอบรมแบบ OPF จะมุ่งเน้นด้านการขยายงานเครือข่าย เพื่อเติมเต็มให้คนมีความรู้ เติมประสิทธิภาพลงไปมากขึ้น มุ่งเน้นคุณภาพ เน้นการขยายเครือข่ายที่สามารถสร้างงานสร้างคนให้เก่งได้ บริษัทก็มีระบบที่รองรับแบบพร้อม 100% ซึ่งจำเป็นต้องเน้นให้สมาชิกทำงานเป็นทีม ทำงานอย่างมีคุณภาพ เพราะสินค้าโอทูเป็นสินค้าที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะว่าพืชแต่ละชนิด ดินแต่ละแห่ง เราจะต้องไปสำรวจก่อนว่า พอใช้สินค้าเราแล้วได้ผลแค่ไหน พืชชนิดไหนต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะได้ผลดี ถ้าไปแนะนำแบบผิด ๆ ถูก ๆ หากพืชมีปัญหา ก็จะทำให้เกิดผลลบต่อบริษัทคืนกลับมา นั่นหมายความว่า การอบรมต้องเกิดประโยชน์ สมาชิกต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน และเป็นไปตามโฆษณาที่เราพูด คือใช้สินค้าแล้วต้องชัดเจน ช่วยปัญหาชาวไร่ - ชาวนาได้จริง

ซึ่งถ้าแผนงานที่วางไว้ประสบความสำเร็จ โดยใช้ยุทธศาสตร์การขาย + ขยาย เน้นการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพกับคน แต่จะไม่มุ่งเน้นขายของอย่างเดียว เพราะเราต้องรับผิดชอบสินค้าของเราพอสมควร ฉะนั้น การเซ็ท ระบบ OPF ก็เหมือนกับเราสามารถบริหารคน บริหารสายงานของคุณได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายุทธศาสตร์เก่งคน-เก่งงาน

สำหรับเป้าหมายที่เคยวางไว้ ก็จะไม่กว้างเหมือนในอดีต นั่นหมายความว่า เราได้ตั้งเป้าหมายของเราแคบลง เหตุผลก็เนื่องจากโอทูผู้ที่สำเร็จระดับสูงสุดในตำแหน่ง CDM 1 - 3 ณ ปัจจุบันมีอยู่กว่า 3,000 คน เราก็เอาคนเหล่านี้มาปรุงให้เก่งให้เกิดคุณภาพ ให้คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม และจะไม่เอายอดขายนำอีกต่อไป แต่เราจะเอาความสำเร็จของสมาชิก ของคนในองค์กรนำ สุดท้ายยอดขายก็จะโตตามเองในที่สุด

ส่วนแผนในการจัดงานเกียรติยศที่จะจัดขึ้นในต้นปีหน้านี้ ก็จะย่อส่วนลงเช่นเดียวกัน โดยจะให้ความสำคัญกับผู้นำที่ก้าวขึ้นตำแหน่ง CDM 1 - 3 เพื่อเป็นการจัดงานเชิดชูเกียรติให้กับนักขายเกียรติยศโดยตรง เป้าหมายของเราจึงแคบลง เพราะเราให้เกียรติผู้นำโอทูที่ประสบความสำเร็จ และปีหน้าจะเห็นโฉมโอทูภายใต้มิติใหม่อย่างแน่นอน บอสใหญ่ฉัตรชัยกล่าวทิ้งท้าย

บอร์ดบริหารที่สำคัญอีกคนหนึ่ง ที่เป็นเครื่องจักรกลคนสำคัญที่ขับเคลื่อนโอทูไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ นั่นคือ บอร์ดบริหารภนเอกสะอาดวงศ์รองประธานกรรมการบริหาร ที่จะมาปูพรมยุทธศาสตร์สู่ปีที่ 9โอทูน่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกมาก ลองมาศึกษายุทธศาสตร์คร่าว ๆ ดังนี้คือ
ยุทธศาสตร์สำคัญของโอทูในระบบขายตรง ถูกแบ่งออกเป็น 3 เซ็ทด้วยกัน คือ บริษัท สินค้า และแผนการตลาด บริษัทก็ได้เซ็ทระบบลงตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรม ส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่เพิ่มให้กับสมาชิก ตรงนี้ต้องบอกว่าลงตัวแล้ว ซึ่งจริง ๆ เราจะมีการประกาศยุทธศาสตร์อีกครั้งในเดือนมกราคม ปี 2556 เพราะเราวางระบบและยุทธศาสตร์ของเราได้เข้าที่และแน่นปึกเป็นที่สุด

ถึงแม้จะมีติดขัดบ้างในช่วงแรก แต่เมื่อเราปรับเปลี่ยนระบบใหม่ในปี 2556 ก็เท่ากับว่ายุทธศาสตร์ที่มีการปรับในวันนี้ก็จะรันเต็มตัวในปีหน้า ซึ่งทุกอย่างจะลงตัวหมด เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา เราก็มีการเรียนรู้ทุก ๆ อย่าง ตอนนี้เราพร้อมแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สร้างความพร้อมให้เกิด นั่นก็คือ ตัวสินค้า เพราะระบบจะเดินไปได้สินค้าก็ต้องดีเลิศและเป็นที่ต้องการในท้องตลาดและเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้สินค้าที่เราทำตลาดมา 4 - 5 ปี ทุกอย่างดีมาก ๆ เราจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามีนักวิจัยที่สามารถค้นคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่มีการถอยหลัง มีแต่พัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนั้น ส่วนตัวบริษัทกับสินค้าก็ต้องเดินคู่กันไป ส่วนเรื่องระบบก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ อย่างที่ท่านประธานฯ บอก ทำอย่างไรให้สมาชิก 100 คน สามารถขยายเครือข่ายได้ 1,000 คน นี่คือโจทย์ที่จะก้าวสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 - 8 ปีที่ผ่านมา เราปูพื้นไว้หมดแล้ว สินค้าเราก็เป็นที่รู้จักกับคนทั่วไป ซึ่งก็ไม่ยากที่จะดึงสมาชิกใหม่เข้ามา เมื่อแบรนด์ถูกสร้างให้ติดตลาดมานานแล้ว ฉะนั้น โจทย์ต่อไปจะสร้างให้ผู้นำจากที่ประสบความสำเร็จ 100 - 200 คน ทำอย่างไรในปี 2556 ขยายไป 1,000 คน สำหรับผู้นำเงินล้าน ซึ่งเราก็จะเริ่มจัดการที่ 100 คนแรกก่อน เพื่อที่จะขยายให้สำเร็จสู่หลัก 1,000 คน ตรงนี้ก็จะเพิ่มยุทธศาสตร์เข้าไปช่วยให้สำเร็จตามเป้าหมาย

สำคัญที่สุด วันนี้ในภาคปฏิบัติผมยังคงทำหน้าที่ลงภาคสนามลงไปคลุกกับรากหญ้า ไปคลุกกับผู้นำท้องถิ่น เพราะผมเป็นคนชอบเรื่องเกษตร ชอบลงพื้นที่ อยากเห็นด้วยตา สัมผัสด้วยมือ เพราะฟังจากเขาพูดก็เดาไม่ออกว่า มันดีจริงมั้ย เมื่อทดลองใช้กับพืชชนิดนี้ ได้ผลดีรึเปล่า ต้องมีการทดสอบด้วย ถือว่าเป็นการเยี่ยมเยียน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน ก็จะมีวิธีการใช้แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง อ้อย เมืองกาญจน์ กับอ้อย อุดรธานี มันต่างกัน เพราะพืชมันทนแล้งผิดกัน ข้าว พืช ผลไม้ต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน ยุทธศาสตร์จึงถูกปรับเปลี่ยนด้วยการลงพื้นที่เอง เพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้โอทูจึงไม่มีปัญหาเรื่องสินค้า เพราะเราไม่ใช้ระบบสั่งการ เราบริหารเป็นระบบจากข้างล่างขึ้นบน การทำอย่างนี้ทำให้เรารู้ปัญหา รู้ผู้นำทุกคนว่าจะแก้ไขอย่างไร แต่บางบริษัทอาจเน้นระบบสั่งการอย่างเดียว ก็ทำให้ไม่ค่อยรับทราบปัญหาที่แท้จริงเท่าที่ควร

เมื่อทุกยุทธศาสตร์ถูกกากบาทถูก ถามว่าแล้วยอดขายจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ตอบได้เลยว่า เมื่อเราวางระบบสำเร็จอย่างน้อย ๆ ยอดต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และคงเติบโตคงไม่หนีห่างจากปีที่ผ่านมาเท่าไหร่ หรืออาจจะตกลงสักเล็กน้อย และต่อจากนี้ไปคงทวีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนความเคลื่อนไหวทางด้านศูนย์จำหน่าย ปกติผู้นำจะมีศูนย์จำหน่ายเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้จะปรับใหม่ไม่ทำแบบเดิม เพราะเราต้องการขยายศูนย์ไปตามจังหวัดใหญ่ ๆ ใน 77 จังหวัด จากนี้ต่อไปแต่ละศูนย์ที่เปิดขึ้นจะเป็นเครือของโอทูและจะต้องเปิดเป็นศูนย์ของบริษัท แผนงานนี้จะรันหลังจากมีการสร้างสำนักงาน โรงงาน เสร็จ ก็จะขยับภาพลักษณ์ศูนย์เป็นแผนต่อมา และจะปรับให้เป็นศูนย์อินเตอร์ด้วย เพื่อจะได้ป้อนคนเข้าระบบ ถามว่าถ้าเรามีศูนย์ทั่วประเทศและทำได้เหมือนบริษัท ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้ยอดขายไม่โต ถามว่าแล้วทำไมถึงกล้าลงทุนขนาดนั้น ก็เพราะตัวสินค้าเราขายได้ เกิดการซื้อซ้ำ แต่ถ้าเล่นสินค้าตามกระแส พอกระแสหดสักแป๊บนึงก็ถึงจุดอิ่มตัว

ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็จะมีการเติมไลน์ลงไปตลอดเวลา ส่งผลให้ยอดผู้นำที่สำเร็จเพิ่มขึ้นตามมา เพราะเรามีสินค้าหลักที่ไม่ใช่สินค้ากระแสนำร่อง ฉะนั้น 8 ปีจึงมีความหมายกับเราทุกคน เพราะมันพัฒนาจาก 1 เหมือนกันหมดทุกคน นี่คือความมั่นคงของเรา ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สินค้า ศูนย์ฝึกอบรม นั่นคือ การเติมเต็มชีวิตของผู้นำและสมาชิกให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

หากถามว่า ณ นาทีนี้ การเติบโตของโอทูกระจายไปทั่วประเทศหรือยัง ต้องบอกว่า ยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะบางพื้นที่อย่างภาคใต้ยังไม่ได้เปิดฐาน ยังคงกระจุกอยู่ที่เดียว ทั้ง ๆ ที่ภาคใต้มีพืชเศรษฐกิจเยอะ ก็จะต้องเปิดพื้นที่บุกกันต่อไป เพราะ 8 ปี ที่ดำเนินการมา เรายังเดินไปไม่ทั่วประเทศ แม้ว่ายอดขายจะแตะเกิน 1,000 ล้านบาทแล้วก็ตาม ก็ยังคงมีพื้นที่ที่ยังไม่เข้าไปเจาะอีกมากมายหลายแห่ง ภายใต้สินค้าหลัก 2 ตัว นั่นคือ สินค้าเกษตร และสินค้าคนเมืองอย่าง F2 ก็ยังไม่มีแผนเพิ่มไลน์สินค้าตัวอื่นแต่อย่างใด

นักวิจัยและค้นคว้าคนสำคัญที่นำพาโอทูก้าวสู่บันไดแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ดร.สยามรัฐ ป้านภูมิ ที่ปรึกษาและนักวิจัย บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำถามมากมายเหลือเกินว่า ยังเป็นผู้ผลิต คิดค้น และวิจัย ให้กับโอทูอีกหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ผมเป็นนักวิจัยอยู่ที่โอทูมา 5 ปี ขอให้สมาชิกเชื่อมั่นได้เลยว่า ผมยังอยู่ที่นี่ สาเหตุที่ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อย ก็เพราะว่าติดภารกิจอยู่ที่โรงงาน จ.เชียงราย

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผมผลิตสินค้าเกษตรให้กับโอทูมีทั้งหมดอยู่ 6 ตัวจนถึงปัจจุบัน เป็นของพืช 5 ตัว สัตว์อีก 1 ตัว สำหรับพืช 5 ตัวเป็นที่รู้จักกันดี เพราะมีการโปรโมทบ่อยมาก ส่วนสินค้าสำหรับสัตว์ 1 ตัว ไม่ค่อยได้เผยแพร่ซักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าสินค้าพืชมี 5 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ฟลาโวเจน, ฟลาโวก้า, ฟลาโวนิน, พรีเมี่ยม และล่าสุด โอทู ซุปเปอร์ พรีเมี่ยม เป็นตัวออแกนิค 100% เพื่อให้เกษตรกรสะดวกในการใช้ คนใช้ไม่ต้องผสมทีละตัว คนขายแนะนำคนซื้อได้ง่าย ๆ จึงเป็นการรวมสูตรจาก 4 ขวดไว้ในขวดเดียว ซึ่งถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมสินค้าทางการเกษตรตัวใหม่ที่น่าจับตามองทีเดียว โดยในช่วงแรกจะออกเป็นตัว 500 cc และอีกซักปีเราก็จะมีขวดเล็กลอนซ์ตามมา

โอทูเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหมายความว่าไม่ใช่สารที่เป็นพิษคือเป็นสารธรรมชาติ100%คนที่ใช้มั่นใจคนที่กินมั่นใจโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีสารเคมีอยู่ในแปลงพืชที่เรากินใช้รวมถึงยังเป็นผลดีต่อธรรมชาติถามว่าการนำเอาสูตรทั้ง4ตัวมารวมกันในขาดเดียวจะมีปฏิกิริยาต่อกันหรือไม่คำตอบคือไม่เพราะว่าสารทั้งหมดเป็นสารธรรมชาติเมื่อเอามารวมกันจะไม่เกิดปฏิกิริยาใดต่อกัน

สังเกตได้จากการนำเอาสมุนไพรหลายชนิดมารวมกันนับ 100 ชนิด สมุนไพรแต่ละชนิดก็ยังออกฤทธิ์อยู่เหมือนเดิม ซึ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติรวมกัน ก็ยังเกิดประสิทธิภาพ แต่ถ้าเป็นเคมีเอามารวมกันเมื่อไหร่ ก็จะเกิดการตกตะกอนชนกัน ก็เท่ากับว่าหมดฤทธิ์ไปเลย แต่ถ้าเป็นสินค้าของเราตัวนี้ เมื่อมีการนำมารวมกัน ก็จะเกิดประสิทธิภาพเป็นดับเบิ้ลมีคุณภาพมากกว่าเดิม 4 เท่าตัว โดยสินค้าที่เป็นนวัตกรรม ถ้ายิ่งมีการพัฒนาต่อเนื่อง ถามว่าจะเกิดการเพี้ยนหรือไม่ ซึ่งถ้าเราควบคุมดีมีหลักในการวิจัย ก็จะได้มาตรฐานตลอด แต่ถ้าเราไม่มีขั้นตอนการควบคุมที่ดี สินค้าก็อาจจะด้อยประสิทธิภาพลงได้ หรืออาจเพี้ยนลงได้เช่นกัน

สำหรับสินค้าตัวใหม่นี้ตอบโจทย์เกษตรกรได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเร่งพืชให้โตเร็วกว่าปกติ 2 - 3 เท่า สามารถป้องกันแมลงได้ ปรับปรุงดิน ป้องกันดินได้ด้วย หรือพืชที่หล่นลงไปในดิน ดินก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย สรุปว่า ฟลาโวกาปรับปรุงดิน, ฟลาโวนิน ป้องกันแมลง, ฟลาโวเจน หรือ พรีเมี่ยมช่วยเร่งเซลล์ เป็นต้น เพราะงานวิจัยตัวแรกที่คิดค้นขึ้นมา ก็ถือว่ายากสุด แต่สำหรับการพัฒนาสูตรใหม่ในตัวต่อ ๆ ไปก็ถือเป็นเรื่องง่ายครับ

สำหรับผลงานการวิจัย ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ และต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดเสมอว่า จะต้องมีสินค้าที่ดีกว่านี้อีก อย่างเช่น สินค้าตัวเดียวใช้ได้แทบทุกอย่าง แม้กระทั่งปุ๋ย ใบ ดอก ผล ราก ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี หรือว่าเราอาจจะใช้ปุ๋ยมาสกัดอย่างละเอียด แล้วเอามาผสมกับผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์สินค้าให้สมบูรณ์แบบขึ้นมา คือเป็นเคมีที่ปลอดภัยไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม คิดว่านวัตกรรมชิ้นนี้คงออกมาในปี 2557 ก็ทำให้หลากหลายมากขึ้น ตรงนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้ บางคนอาจจะใช้เป็นผง เพื่อความสะดวกในการขนส่ง เราสามารถเปลี่ยนของเหลวให้เป็นผงได้ หรือเป็นสเปรย์ก็ได้เหมือนกัน ที่สำคัญยังส่งออกไปทั่วโลกได้อีกด้วย

ดร.สยามรัฐ กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือ AEC ในปี 2558 ต้องบอกว่า นักวิจัยเกษตรกรไทยเรียกว่า เป็นจ้าวตลาดเกษตรของไทยมาอันดับ 1 ซึ่งสามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้ และที่สำคัญโอทูก็เป็นจ้าวตลาดอันดับ 1 ในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ขณะนี้ความพร้อมของคนไทย เราก้าวหน้าไปจากประเทศเพื่อนบ้าน 10 ปี จึงไม่ต้องกลัวเรื่องการแข่งขัน ถือเป็นเรื่องดี ถือเป็นโอกาสที่เราจะเอาสินค้าของเราออกไปจำหน่าย ส่วนอุปสรรคในเรื่องภาษา ภาคเกษตรบางทีอาจไม่มีความจำเป็น ดังนั้น หากตลาดอาเซียนเปิดเมื่อไหร่ โรงงานผลิตก็สามารถรับกำลังผลิตได้เดือนละ 100,000 ขวด วัตถุดิบก็พร้อม ทุกอย่างพร้อมรบหมดครับ...ไม่มีปัญหา..!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1 - 15 พฤศจิกายน 2555ฉบับ331

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวโอทู อินเตอร์เนชั่นแนล (OTWO International) : จับทิศตลาดสุขภาพความงามรุ่ง ปั้นแบรนด์ F2 จับตลาดคนรุ่นใหม่


โอทู พักสินค้าเกษตรช่วงฤดูแล้ง หันเอาดีสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ต่อยอดธุรกิจ โหมโรงแบรนด์ F2 นำร่อง หวังสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดจับกลุ่ม คนรุ่นใหม่ ใส่ใจสุขภาพและความงาม เผยผลตอบรับดี ปลายปีเล็งจัดโอทู ก้าวสู่ปีที่ 9 อย่างยิ่งใหญ่

ขวัญชัย ปิยะทัศน์ ผู้อำนวย- การและกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนการตลาดของ บริษัทในช่วงที่ผ่านมา คือการรุก ทำการตลาดสินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพ และความงามสำหรับผู้หญิง เพื่อเป็น การสร้างแบรนด์ F2ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งบริษัทมองว่าตลาดเพื่อสุขภาพและ ความงามของผู้หญิงนั้นมีการแข่งขันกันสูงและมี ตัวแปรขับเคลื่อนกลไกการตลาดหลายปัจจัย หากจะ เข้ามารุกตลาดอย่างจริงจัง จำเป็นต้องมีการควบคุม ต้นทุนการผลิตและคุณภาพสินค้าที่ดีจึงจะสามารถ ครองตลาดได้

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นช่วงฤดูแล้งที่ เกษตรกรยังคงทำการเกษตรน้อย บริษัทจึงได้มองหา ผลิตภัณฑ์เพื่อเข้ามาช่วยส่งเสริมตลาด ด้วยการเน้น ทำตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ F2 ที่สามารถ ทำการตลาดได้เป็นอย่างดี แต่ยังคงมีสัดส่วนยอดขาย ไม่สูง เท่ากับสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบันสินค้าแบรนด์ F2 มีสัดส่วนยอดขาย 3-5%

ขณะที่ตลาดสินค้าเกษตรของบริษัทยังคงมี อัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น บริษัทยังคงเน้นไปที่ สินค้าเพื่อการเกษตรมากกว่า ซึ่งหลังจากเดือนตุลาคมนี้ เป็นต้นไป ก็จะผ่านฤดูเก็บเกี่ยวไปแล้ว บริษัทจะมี แคมเปญออกมากระตุ้นยอดขายให้ตลาดคึกคัก มากขึ้น โดยบริษัทมีแผนการสร้างผู้ประสบความ สำเร็จอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะได้ขึ้นเวทีเกียรติยศ ในงานใหญ่เดือนกุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ เมืองทองธานี โดยจะจัดงานฉลองสู่ปีที่ 9 ของโอทู

ปัจจุบันเรามีสมาชิกเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเป็นการแสดงให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตที่ดีเพราะหลุ่มยังเจนเนอเรชั่นได้เห็นกลุ่มคนรุ่นพ่อแม่ทำแล้วประสบ- ความสำเร็จ จึงมีความเชื่อมั่นในตัวสินค้า ส่งผล ให้กลุ่มดังกล่าวสนใจเข้าร่วมธุรกิจเป็นจำนวนมาก ขวัญชัย กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 206 วันที่ 1- 15 กันยายนพ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวโอทู (OTWO International) : ปรับแนวรบใหม่ ใส่ใจให้ผู้นำปรับสู่มืออาชีพ


โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเกมรบใหม่เพิ่มหลักสูตรการฝึกอบรมเสริมความแข็งแกร่งชูสินค้าเกษตรอินทรีย์วัดดีกรีความเป็นผู้นำตีคู่ขนานด้วยสินค้าสุขภาพ เอฟ-ทู เพื่อภายในผู้หญิงปรับรูปแบบรายการทีวี รวยทั่วไทย ใหม่ใช้ดารามาเป็นพิธีกรและพรีเซ็นเตอร์เสริมความเชื่อมั่นคาดยอดขายในปีนี้ไต่ขึ้นทะลุเดือนละ 70 - 80 ล้านบาท นายภนเอก สะอาดวงค์ รองประธานกรรมการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย ตลาดวิเคราะห์ ว่า ในช่วงที่ผ่านมายอมรับว่า ผลกระทบน้ำท่วมทำให้ยอดขายของบริษัท โอทูฯ ลดลงไปพอสมควร หลังจากได้ปรับกลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ ด้วยการนำหลักสูตรการฝึกอบรมเข้ามาเป็นจุดสำคัญ ปัจจุบันทำให้ยอดขายอยู่ในอัตราที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยออกผลิตภัณฑ์ โอทู พรีเมี่ยม เมื่อกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรผู้ใช้เกิดความพึงพอใจมากกว่าเดิม เพราะใช้น้อยแถมได้ผลเป็นเลิศ นอกจากนี้ ยังเอาใจเกษตรกรที่มีที่ดินรายละ 5 - 20 ไร่ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ขวดเล็กเสริมเพื่อให้เกษตรกรง่ายต่อการตัดสินใจซื้อเพียงขวดละ 700-800 บาท นี่คือจุดพลิกผัน ทำให้สมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเกิดความพอใจให้เกิดการขยายตลาดได้ง่ายมากขึ้น

ต้องบอกว่า ขณะนี้ระดับผู้นำก็คงมีความเหนียวแน่นเหมือนเดิม เพราะความผูกพันที่พวกเรามีต่อกัน มีความลึกซึ้งกินใจมากกว่าสิ่งใด แม้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อาจมีกระแสข่าวไปในทางลบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร เพราะทีมผู้บริหารและแกนนำมีความเข้าใจวิถีชีวิตของแต่ละคนเป็นอย่างดี

ภายหลังได้ปรับโครงสร้างการบริหารภายในใหม่ ในฐานะที่ผมได้เข้ามาดูแลตรงนี้เต็มที่ จึงได้วางแผนร่วมกับคณะผู้บริหารว่า จะช่วยกันผลักดันให้โอทูฯ ครองความเป็นหนึ่งด้านสินค้าเกษตรต่อไป โดยจะเพิ่มหลักสูตรการฝึกอบรมสร้างผู้นำให้เป็นมืออาชีพเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมายอมรับว่า เราห่างหายในเรื่องนี้ไปมากพอสมควร ขณะเดียวกันยังจะเพิ่มการจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวเข้ามาเสริมอีกปีละ 2 - 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความสุขทางด้านจิตใจให้กับสมาชิก เพราะที่ผ่านมาโอทูฯ ขาดสิ่งเหล่านี้ไป

นอกจากนี้ ยังได้บริหารจัดการสื่อทีวีใหม่ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมาโอทูฯ ใช้งบในการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ทั้งสื่อฟรีทีวี ทีวีดาวเทียมเดือนละกว่า 6 - 7 ล้านบาท ฉะนั้น ในส่วนของฟรีทีวีบริษัทฯ ได้ปรับลดรายการลงเหลือครึ่งเดียว ส่วนทีวีดาวเทียมก็ยังคงจับมือกับช่อง MV Star channel, INTV และ ช่องTVD เป็นสื่อหลัก เพียงแต่อาจมีการปรับรูปแบบรายการบ้าง เพื่อความเหมาะสม นั่นคือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป โดยเฉพาะรายการ รวยทั่วไทย ซึ่งออกอากาศทางช่องทีวีดาวเทียมวันละ 4 - 5 รอบ ก็จะเอาเวลาดังกล่าวซึ่งเดิมมี 1 ชั่วโมง ก็จะเพิ่มรายการใหม่ขึ้นมาอีก รวมเป็น 2 รายการ โดยแบ่งเวลาดังกล่าวให้เหลือรายการละ ชั่วโมง เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และสินค้าสุขภาพผู้หญิงอย่างเอฟ-ทู โดยจะใช้ดารานักแสดงมาเป็นเป็นพิธีกร และ พรีเซน็เตอร์ในโอกาสต่อไป เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับบริษัท

การแข่งขันสินค้าเกษตรและสินค้าภายในผู้หญิงค่อนข้างรุนแรง ถ้าบริษัทฯ ไม่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ไม่สร้างแบรนด์ให้ติดตลาด ก็จะเสียโอกาสอย่างมาก เพราะการแข่งขันในวงการขายตรงไทย ยอมรับว่าสื่อมีอิทธิพลอย่างมาก บริษัท โอทูฯ เองก็เติบโตมาจากสื่อทีวีดาวเทียม ตรงนี้เราก็คงไม่ทิ้งแน่ เพียงแต่มาปรับกลยุทธ์ในการนำเสนอใหม่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น คาดว่าหลังเราปรับเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็น่าจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจมากขึ้น และปลายปี 2555 น่าจะมียอดขายเดือนละ 70 - 80 ล้านบาท เพราะที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤติน้ำท่วม บริษัท โอทูฯ เคยทำยอดขายได้สูงสุดบางเดือนเกือบ 200 ล้านบาท เลยทีเดียว นายภนเอก กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โอทู OTWO : ...พลิกตำราใหม่แห่งวงการขาย ใช้ก่อน..ผ่อนทีหลัง!!


โอทู...พลิกตำราใหม่แห่งวงการขาย ใช้ก่อน..ผ่อนทีหลัง!!


แผนเข้าถึงตลาดเกษตรกรแนวใหม่ ดึงความเป็นตัวตนของเกษตรกรผสมผสานความเป็นนักธุรกิจ ให้สอดคล้อง และ เป็นเรื่องง่ายและสร้างรายได้เพิ่ม


เครือข่ายขายตรง โอทู กับ เกษตรกร เป็นอย่างไร


บริษัทเปิดมา 8 แล้ว เจตนารมณ์แรกของบริษัท ไม่ใช่แค่ให้ความสำเร็จ แต่สร้างความมั่นคงมีรายได้ให้เกิดตลอดไปตลอดเวลา 6 เดือนสามารถผ่านเป้าที่ตั้งไว้ช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมมีผลกับเกษตรกรอย่างมาก จนเป็นเรื่องกังวลกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ยังมีบางส่วนที่น้ำไม่ท่วมนึงได้มีการดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ


การขายตรง ช่วยคุณได้จริงๆ แต่ต้องเปิดใจมาคุยกันว่าขายตรงที่ดีควรทำอย่างไร ให้เจริญรุ่งเรืองได้ ไม่อยากให้มองมุมลบ ให้มองมุมบวก ลองเปิดใจ เพราะถ้าเราเป็นแค่เพียงคนซื้อ เราไม่มีทางรวย ต้องเป็นคนขาย แต่วันนี้เรายังไม่มีทุน เราต้องเดินเข้าสู่จุดนี้ การขายตรงคือธุรกิจที่ลงทุนน้อยที่สุด


ตลาดในแวดวงเกษตรมีหลายส่วนที่เป็นลูกค้าของเราอยู่ เราเป็นเพียงส่วนหนึ่ง โอกาสของคนที่จะเข้ามาทำด้านเกษตรยังมีอีกมากมาย ธุรกิจทุกที่ต้องเพิ่มผลผลิตทั้งหมด ตอนนี้ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นระบบเกษตรอุตสาหกรรมไม่ได้ทำเพื่อบริโภคภายในประเทศเท่านั้น เราเจาะหาความต้องการของต่างประเทศ ดูแนวโน้มของตลาดว่าต่างชาติต้องการอะไร ตลาดของประเทศเพื่อนบ้านมีการขยัลตัวมากขึ้น เราจะใช้การพัฒนาแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว เพราะอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพสืบทอดกันมา ต้องมีการดูปรับปรุงและให้ความรู้ในเรื่องดิน น้ำ สภาพแวดล้อม บริษัทโอทูมีระบบการดูแลและพัฒนาธุรกิจให้กับลูกค้าด้วยคิดในมุมที่ว่า


ปัญหาของเขา คือปัญหาของเราไม่ใช่ว่าเราจะขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ต้องเข้าใจถึงปัญหาของลูกค้าด้วย เพราะถ้าลูกค้าแก้ปัญหาไม่ได้เราก็ขายของไม่ได้ และยังมีแนวคิดจะหาตลาดให้อีกด้วย


สินค้าทุกอย่างของบริษัทโอทูเป็นออแกนิคทั้งหมด ไม่มีสารพิษ ในปีหน้าประเทศเพื่อนบ้านมีกฏหมาย ห้ามนำสารเคมีเข้า มีการรณรงค์ในหลายประเทศ แต่ประเทศเรายังถือว่าช้าอยู่ในเรื่องนี้


การวางเป้าหมายดำเนินธุรกิจของโอทู
ครึ่งปีที่ผ่านมาวางไว้เติบโตอย่งดีด้านเกษตรเพิ่มขึ้นที่ 20% อยู่แล้วมีสินค้าตัวใหม่ของโอทูวางจำหน่ายแต่ไม่เอายอดขาย แต่ใช้กลยุทธเพื่อให้เป็นที่รู้จักของตลาดก่อน ยังคงเน้นที่ด้านสินค้าเกษตรวางยอดไว้แตะที่ 1 พันล้านบาท เราเน้นการเข้าถึงให้มากขึ้น ปรับวิธีคิด วิธีทำงาน แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ขาย ได้แนวคิดมากจากการค้าปลีก ค้าส่ง เป็นการคิดการลาดแบบนอกกรอบใน 1 ปีมีผู้สำเร็จหลายพันคน เป็นคนที่มีรายได้กับธุรกิจของเรา คนที่ทำการขายตรงไม่ใช่เพราะเกษตรกรอย่างเดียว มีสังคมของคนในเมืองอีกด้วย ทำให้สินค้าตอบสนองโจทย์ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี


มี สินค้า และวิธีการสนับสนุนการนำเสนอขายอย่างไร
บริษัทโอทูมีสินค้า 3 ประเภท สินค้าเพื่อการเกษตร สุขภาพ ปศุสัตว์ สินค้าเกษตรเป็นอันดับหนึ่งตามมาด้วยสินค้า F-2 ที่เป็นสินค้าล่าสุดของเรา มีการโฆษณาช่องฟรีทีวีอยู่ตลอด
การโฆษณาของเราไม่ใช่เพื่อขายของ แต่เพื่อต้องการให้เป็นที่รู้จัก เพื่อนักขายของเราได้ขายของง่ายขึ้น


ลักษณะการขายของของเราไม่ใช่ให้คนไปเดินขายอีกแล้ว แต่เรามีการเชื่อมกับร้านขายที่เปิดทั่วประเทศ เราเอาสินค้าของเราไปให้ร้านขายแทน กลายเป็นว่านักขายของเราเป็นคนค้าส่ง ร้านค้าจะเป็นค้าปลีก แต่เรามีการแบ่งโซนแบ่งเขตเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ทับเส้นทางกัน สินค้ามีการรับรองอย่างถูกกฏหมายมีหนังสือรับรองด้วย


ปลายปี 2554 เกิดวิกฤตน้ำท่วม มีผลกระทบอะไรต่อ ธุรกิจโอทู


ด้านยอดขายไม่มีผลกระทบเลยปัญหาสินค้าขาดตลาดถ้าเป็นสินค้าเกษตรเรื่องโรงงานไม่มีปัญหาเลย เพราะที่ตั้งโรงงานอยู่ทางภาคเหนือ ที่สำคัญใกล้วัตถุดิบ


ผู้นำสูงสุดของ โอทู ทำรายได้เท่าไหร่ ในปัจจุบัน


หลักล้านบาทแวครับ ในวันนี้การทำระบบขายตรงการที่ได้เงิน 1 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพียงเป็นิสค้าที่ใช้แล้วหมดไป มีการขายจริงเกิดขึ้นจริง มีคนที่สนใจเป็นหมื่นๆคน เงินรายได้เป็นหลักล้านบาทจึงสามารถทำได้แน่นอน คนสนใจเป็นหมื่นคนนักขายหลายพันคนทำมีตติ้งทุกวัน หาลูกค้าทุกวัน ก็ตรงตามแผนการตลาดของเราที่ได้ทำไว้ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ


ขายตรงเกษตรกร ที่เกิดขึ้นกับ ตัวเกษตรกร มีศักยภาพเป็นอย่างไร


ทักษะของเกษตรกรเริ่มต้นเกิดจากการเป็นผู้ใช้มาก่อน แล้วข้างบ้านคือลูกค้าของเขา แต่สังคมในปัจจุบันคือ ลูกค้าของเรา แต่สังคมในปัจจุบันคือ ของดีแล้วไม่บอกต่อ นี่คือเรื่องจริงแล้วเราเปลี่ยนใหม่ให้กลับกันเป็น สินค้าดีแล้วบอกต่อ
หากจะกล่าวถึงทักษะการเรียนรู้ของเกษตรกรโดยธรรมาติพวกเขามีอยู่แล้ว ส่วนเทคนิคการชวนคน ทางเรามีหลักสูตรการสิน มีขึ้นตอนให้นำไปปฏิบัติการอยู่ครบถ้วน แต่ในกลุ่มธุรกิจเรายังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่มีจำนวนเยอะมากคือ คนที่ไม่เคยทำเกษตรกรมาก่อน แต่สนใจ และคนส่วนใหญ่ของบริษัทโอทูที่ประสบความสำเร็จด้านเกษตรไม่ใช่เกษตรกร เป็นคนที่อยากมีรายได้สูงเป็นสำคัญ


ดังนั้นเราจึงมีการกระบวนการ พาทำ ฝึกไปด้วยกัน ทำไปด้วย มีคนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง พาทำครั้งหรือสองครั้งก็เริ่มเดินเองได้แล้ว แก้ปัญหาการเกิดคำว่า คุยกับเกษตรกรไม่รู้เรื่อง เริ่มแรกอาจจะยังไม่ชิน แต่พอสักระยะก็ดีขึ้น มีการรู้จริงจากเกษตรกร เมื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกร แล้วหาทางแก้ เป็นการตอบโจทย์ของทุกฝ่ายได้จนบรรลุผลมาถึงปัจจุบัน


เครื่องมือสนับสนุนทางการตลาด
หลักใหญ่ของขายตรง ต้องเป็น สิ่นที่เราให้คือสิ่นที่เอาไปทำงานได้จริง ยกตัวอย่างโครงการ F-2 เป็นการ พลิกตำราใหม่ เราเอาผู้นำทั้งบริษัทมาคุยกันทุกคนเห็นดีด้วยกับโครงการนี้ เอาคนลงไปตามร้านค้า แล้วสำรวจว่าร้านไหนต้องการสินค้า ต้องการซื้อใช้ ต้องการขาย มีสื่อทีวีเป็นตัวประกอบ ทำให้เกิดการยอมรับ เพราะทุกอย่างถูกกฏหมายทั้งหมดมี อย.(ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ไม่ว่าจะเป็น แผ่นใบปลิว แผ่นพับ มีให้ทั้งหมด


โดยที่เราอำนวยความสะดวกด้านการเงินให้ด้วย เครื่องรูดการ์ด เป็นการเอาของไป ขายโดยไม่ต้องจ่ายเงิน มีการผ่อนกับทางธนาคาร ใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง ยังไม่ต้องจ่ายเงิน ทำให้ผู้ขายรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น นับเป็นเครื่องมอของโอทูรูปแบบใหม่ที่ทรงพลัง และทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ


ข้อคิดทิ้งท้าย
ถ้าคนเราดำเนินชีวิตปกติแล้วไม่สามารถหาเงินดำรงชีวิตได้เพียงพอ งานขายตรง ช่วยคุณได้จริงๆ แต่ต้องเปิดใจมาคุยกันว่าขายตรงที่ดีควรทำอย่างไร ให้เจริญรุ่งเรืองได้ วันนี้มีคนรวยเพราะธุรกิจขายตรงเยอะมาก ไม่อยากให้มองมุมลบอยากให้มองมุมบวก เป็นที่ยอมรับของคนค่อนข้างมากแล้ว มีกฏหมายรองรับ บริษัทก็ทำถูกวิธี มีสินค้าที่ดี เมื่อทุกคนเกิดวิกฤตขึ้นมา เราต้องหาทางออกอยากให้ลองเปิดใจมาสู่เส้นทางของนักขายดู เพราะถ้าเราเป็นแค่เพียงคนซื้อ เราไม่มีทางรวย ต้องเป็นคนขาย ทุกองค์กรขายทั้งหมด แม้แต่องค์กรยักษ์ใหญ่ก็ต้องขาย แต่วันนี้เรายังไม่มีทุน เราต้องเดินเข้าสู่จุดนี้


การขายตรงคือธุรกิจที่ลงทุน น้อยที่สุดแล้วครับ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 232 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 กรกฏาคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข่าว โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล (Otwo International) - โฆษณา อาหารเสริม เอฟทู F2 สุดฮา

httpv://www.youtube.com/watchv=Gl9DfdPWeTwt=7s&autoplay=1

ข่าว โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล (Otwo International) - โฆษณา อาหารเสริม เอฟทู F2 สุดฮา

httpv://www.youtube.com/watch?v=Gl9DfdPWeTw?t=7s&autoplay=1

ข่าว โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล (Otwo International) - โฆษณา อาหารเสริม เอฟทู F2 สุดฮา

httpv://www.youtube.com/watch?v=Gl9DfdPWeTw?t=7s&autoplay=1

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รัฐลงนาม 4 หน่วยปิดรูหากินขี้ฉ้อ ทีวี ดาวเทียม ขายตรง(MLM)ปรบมือสมหวังอยากเห็นการทำงานเชิงรุกมานาน

รัฐเดินหน้าควบคุมปราบปรามสื่อ ทีวี ดาวเทียม และ เคเบิล ทีวีเต็มอัตราศึก กสทช.จับ 3 หน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ., อย. และบก.ปคบ. ร่วมลงนามทำสัญญาควบคุมสื่อ หวังปิดรูโหว่ขี้ฉ้อ หาโอกาสโฆษณาโอเวอร์หลอกผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ ปคบ.ตั้งหน่วยจับตาทีวี ดาวเทียม 24 ชม. ด้านผู้ค้าปรบมือเห็นดีกับการทำงานของภาครัฐ


จากที่ปัจจุบันการระบาดของรายการ และโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณสินค้าที่ ผิดกฎหมายของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยา ตามสื่อทีวี ดาวเทียม และ เคเบิล ทีวี ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการปราบปราม และควบคุม โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ทำการตั้งศูนย์ตรวจสอบรายการทีวีในช่องทางดังกล่าว เพื่อจับตารายการ และ โฆษณาที่ส่อกระทำความผิด นอกจากนี้ ยังมีทางกสทช.ที่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ 4 หน่วย เพื่อเป็นการทำงานเชิงรุกเพิ่มอีกทาง


โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงการกำกับดูแลโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย หรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันในการปราบปรามโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ที่ ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายอย่างเป็นทางการและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จากโฆษณาและผลิตภัณฑ์อาหารและยาที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้


น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ 4 หน่วยงานครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังเพื่อเป้าหมายการคุ้มครอง สิทธิผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นหลัก ด้วยการนำฐานข้อมูลและอำนาจหน้าที่แต่ละด้านของแต่ละหน่วยงานมาประสานความร่วมมือกันดำเนินการปราบปรามโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นการชั่วคราวระหว่างรอกระบวน การเข้าสู่การออกใบอนุญาตฯ ของ กสทช. ต่อไป


โดยสาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงคือ ความร่วมมือที่จะบูรณาการงานคุ้มครอง ผู้บริโภคเกี่ยวกับการโฆษณาอาหาร ยา และ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคใน กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ทั้งในด้านแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ฐานข้อมูล และความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง มีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้งการโฆษณาที่ ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภค


ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ ได้มีการเตรียมตั้งคณะทำงาน จาก 4 หน่วยงาน และเชิญตัวแทนคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจาย เสียงและกิจการโทรทัศน์ นักวิชาการ และ เครือข่ายผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมวางแนวทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม


อย่างไรก็ดี ในเรื่องดังกล่าว อาจส่งผลต่อการนำเสนอเนื้อหาผ่านรายการของบริษัทขายตรง ที่นิยมใช้ช่องทางการสื่อสาร ผ่านทีวี ดาวเทียม และเคเบิล ทีวี แต่ทาง ผู้ประกอบการหลายบริษัท ยังคงเชื่อว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นนี้ ส่งผลดีต่อธุรกิจ และผู้บริโภค


> ผู้ค้า กดถูกใจ


อยากเห็นรัฐเอาจริงทีวี ดาวเทียมมานานโดย นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่หน่วยงาน รัฐได้เข้ามาคุมเข้มเกี่ยวกับการออกสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยา ในสื่อ ทีวี ดาวเทียมมากขึ้นว่า การออกมาตรการ ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะก่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรมต่อผู้บริโภค และบริษัทผู้ประกอบการที่ดำเนินงานตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาตนมองว่าหลายๆบริษัทมีการนำเสนอข้อมูลสินค้า หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บิดเบือน เกินจริง สร้าง ความเข้าใจผิด จนก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคจำนวนมาก ฉะนั้นการที่รัฐเริ่มเข้ามา ดำเนินการควบคุมในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้นจะสามารถลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน
ฉะนั้นตนมองว่า ความยุ่งยากต่างๆ หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการดังกล่าว จะไม่เกิดขึ้นกับบริษัทอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมากิฟฟารีนก็ดำเนินงานทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎระเบียบมาตลอด แต่อย่างไร ก็ดี หลังจากหน่วยงานภาครัฐออกมาตรการ ควบคุมมาอย่างชัดเจนแล้ว บริษัทผู้ประกอบการต่างๆ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ศึกษากฎหมายโดยละเอียด เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกันในทุกๆ ฝ่าย


ด้านท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีการควบคุมดังกล่าวว่า ส่งผลดีต่อทุกๆ ฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะการสื่อสารโฆษณาสินค้าผ่านเครือข่ายเคเบิล ทีวี หรือทีวี ดาวเทียม ที่ผ่านมายังไม่มีมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ส่งผล ให้ผู้ประกอบการหลายแห่งมีการโฆษณาสรรพคุณสินค้าเกินจริง ซึ่งหากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะไม่ เป็นอะไร แต่เมื่อเป็นสินค้าเกี่ยวกับยาหรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณเฉพาะด้าน หากไม่มีมาตรการควบคุมหรือแนะนำ ใดๆ เลยอย่างที่ผ่านมาจะส่งผลเสียต่อ ผู้บริโภคอย่างแน่นอน


ประโยชน์ของการเข้ามาดำเนินการ ควบคุมอย่างเป็นระบบของหน่วยงานรัฐดังกล่าว จะสร้างความเข้าใจและสร้างการ รับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนในทุกระดับ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น เนื่องจากผู้เสพสื่อทางช่องเคเบิล ทีวีมีทุกระดับ ทุกช่วงอายุ บางครั้งหลายๆ คนอาจมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงหลงเชื่อการโฆษณาที่เกินจริง กว่า จะมารู้ตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อสูญเสียทรัพย์สิน หรือเกิดโทษต่อร่างกายตนเองหรือบุคคลรอบๆ ข้างไปแล้ว


นายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวว่า ตนมองว่ามาตรการดังกล่าว มีแต่ส่งผลดี ต่อผู้บริโภค ซึ่งรัฐบาลน่าจะออกมาตรการนี้ มาตั้งนานแล้ว เพราะที่ผ่านมาตนมองว่า การสื่อสารผ่านช่องทางเคเบิล ทีวีประมาณ ร้อยละ 90 ไร้ประสิทธิภาพ เพราะสื่อเหล่านี้ ไม่มีสิ่งที่ควบคุม ไม่มีความน่าเชื่อถือ ทุกคน เข้ามาเพื่อต้องการแสวงหากำไร โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้บริโภคจะได้รับผลลัพธ์เช่นไร การออกมาตรการตรงนี้จะช่วยควบคุมความ ปลอดภัยในการบริโภคสินค้าให้กับผู้บริโภค ได้เป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการใช้สินค้าไร้มาตรฐานหรือคุณภาพต่ำ จนอาจ ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมาก ที่เคยหลงเชื่อคำโอ้อวดที่เกินจริงของหลายๆ บริษัทจนเกือบจะสายเกินไป


ส่วนในด้านความยุ่งยากในการทำงาน ของบริษัทที่จะลงโฆษณาสินค้าต่างๆ นั้น ตนมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบใดๆ เพราะหากสินค้าของบริษัทนั้นๆ มีคุณภาพและมาตรฐานจริง การควบคุมที่เข้มขึ้นของรัฐจะไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือความเสียหาย เลย แต่ในแง่กลับกันน่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั่วไปที่จะหันมาบริโภคสินค้าของบริษัทมากขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1309 ประจำวันที่ 16-6-2012 ถึง19-6-2012

รัฐลงนาม 4 หน่วยปิดรูหากินขี้ฉ้อ ‘ทีวี ดาวเทียม’ ขายตรง(MLM)ปรบมือสมหวังอยากเห็นการทำงานเชิงรุกมานาน

รัฐเดินหน้าควบคุมปราบปรามสื่อ “ทีวี ดาวเทียม” และ “เคเบิล ทีวี”เต็มอัตราศึก กสทช.จับ 3 หน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ., อย. และบก.ปคบ. ร่วมลงนามทำสัญญาควบคุมสื่อ หวังปิดรูโหว่ขี้ฉ้อ หาโอกาสโฆษณาโอเวอร์หลอกผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ ปคบ.ตั้งหน่วยจับตาทีวี ดาวเทียม 24 ชม. ด้านผู้ค้าปรบมือเห็นดีกับการทำงานของภาครัฐ


จากที่ปัจจุบันการระบาดของรายการ และโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณสินค้าที่ ผิดกฎหมายของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยา ตามสื่อทีวี ดาวเทียม และ เคเบิล ทีวี ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการปราบปราม และควบคุม โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ทำการตั้งศูนย์ตรวจสอบรายการทีวีในช่องทางดังกล่าว เพื่อจับตารายการ และ โฆษณาที่ส่อกระทำความผิด นอกจากนี้ ยังมีทางกสทช.ที่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ 4 หน่วย เพื่อเป็นการทำงานเชิงรุกเพิ่มอีกทาง 


โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงการกำกับดูแลโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย หรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันในการปราบปรามโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ที่ ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายอย่างเป็นทางการและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จากโฆษณาและผลิตภัณฑ์อาหารและยาที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ 


น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ 4 หน่วยงานครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังเพื่อเป้าหมายการคุ้มครอง สิทธิผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นหลัก ด้วยการนำฐานข้อมูลและอำนาจหน้าที่แต่ละด้านของแต่ละหน่วยงานมาประสานความร่วมมือกันดำเนินการปราบปรามโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นการชั่วคราวระหว่างรอกระบวน การเข้าสู่การออกใบอนุญาตฯ ของ กสทช. ต่อไป 


โดยสาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงคือ ความร่วมมือที่จะบูรณาการงานคุ้มครอง ผู้บริโภคเกี่ยวกับการโฆษณาอาหาร ยา และ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคใน กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ทั้งในด้านแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ฐานข้อมูล และความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง มีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้งการโฆษณาที่ ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภค


ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ ได้มีการเตรียมตั้งคณะทำงาน จาก 4 หน่วยงาน และเชิญตัวแทนคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจาย เสียงและกิจการโทรทัศน์ นักวิชาการ และ เครือข่ายผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมวางแนวทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม


อย่างไรก็ดี ในเรื่องดังกล่าว อาจส่งผลต่อการนำเสนอเนื้อหาผ่านรายการของบริษัทขายตรง ที่นิยมใช้ช่องทางการสื่อสาร ผ่านทีวี ดาวเทียม และเคเบิล ทีวี แต่ทาง ผู้ประกอบการหลายบริษัท ยังคงเชื่อว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นนี้ ส่งผลดีต่อธุรกิจ และผู้บริโภค


> ผู้ค้า กดถูกใจ 


อยากเห็นรัฐเอาจริงทีวี ดาวเทียมมานานโดย นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่หน่วยงาน รัฐได้เข้ามาคุมเข้มเกี่ยวกับการออกสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยา ในสื่อ ทีวี ดาวเทียมมากขึ้นว่า “การออกมาตรการ ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะก่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรมต่อผู้บริโภค และบริษัทผู้ประกอบการที่ดำเนินงานตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาตนมองว่าหลายๆบริษัทมีการนำเสนอข้อมูลสินค้า หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บิดเบือน เกินจริง สร้าง ความเข้าใจผิด จนก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคจำนวนมาก ฉะนั้นการที่รัฐเริ่มเข้ามา ดำเนินการควบคุมในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้นจะสามารถลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน”
“ฉะนั้นตนมองว่า ความยุ่งยากต่างๆ หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการดังกล่าว จะไม่เกิดขึ้นกับบริษัทอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมากิฟฟารีนก็ดำเนินงานทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎระเบียบมาตลอด แต่อย่างไร ก็ดี หลังจากหน่วยงานภาครัฐออกมาตรการ ควบคุมมาอย่างชัดเจนแล้ว บริษัทผู้ประกอบการต่างๆ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ศึกษากฎหมายโดยละเอียด เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกันในทุกๆ ฝ่าย”


ด้านท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีการควบคุมดังกล่าวว่า ส่งผลดีต่อทุกๆ ฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะการสื่อสารโฆษณาสินค้าผ่านเครือข่ายเคเบิล ทีวี หรือทีวี ดาวเทียม ที่ผ่านมายังไม่มีมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ส่งผล ให้ผู้ประกอบการหลายแห่งมีการโฆษณาสรรพคุณสินค้าเกินจริง ซึ่งหากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะไม่ เป็นอะไร แต่เมื่อเป็นสินค้าเกี่ยวกับยาหรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณเฉพาะด้าน หากไม่มีมาตรการควบคุมหรือแนะนำ ใดๆ เลยอย่างที่ผ่านมาจะส่งผลเสียต่อ ผู้บริโภคอย่างแน่นอน 


“ประโยชน์ของการเข้ามาดำเนินการ ควบคุมอย่างเป็นระบบของหน่วยงานรัฐดังกล่าว จะสร้างความเข้าใจและสร้างการ รับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนในทุกระดับ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น เนื่องจากผู้เสพสื่อทางช่องเคเบิล ทีวีมีทุกระดับ ทุกช่วงอายุ บางครั้งหลายๆ คนอาจมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงหลงเชื่อการโฆษณาที่เกินจริง กว่า จะมารู้ตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อสูญเสียทรัพย์สิน หรือเกิดโทษต่อร่างกายตนเองหรือบุคคลรอบๆ ข้างไปแล้ว”


นายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวว่า “ตนมองว่ามาตรการดังกล่าว มีแต่ส่งผลดี ต่อผู้บริโภค ซึ่งรัฐบาลน่าจะออกมาตรการนี้ มาตั้งนานแล้ว เพราะที่ผ่านมาตนมองว่า การสื่อสารผ่านช่องทางเคเบิล ทีวีประมาณ ร้อยละ 90 ไร้ประสิทธิภาพ เพราะสื่อเหล่านี้ ไม่มีสิ่งที่ควบคุม ไม่มีความน่าเชื่อถือ ทุกคน เข้ามาเพื่อต้องการแสวงหากำไร โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้บริโภคจะได้รับผลลัพธ์เช่นไร การออกมาตรการตรงนี้จะช่วยควบคุมความ ปลอดภัยในการบริโภคสินค้าให้กับผู้บริโภค ได้เป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการใช้สินค้าไร้มาตรฐานหรือคุณภาพต่ำ จนอาจ ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมาก ที่เคยหลงเชื่อคำโอ้อวดที่เกินจริงของหลายๆ บริษัทจนเกือบจะสายเกินไป”


ส่วนในด้านความยุ่งยากในการทำงาน ของบริษัทที่จะลงโฆษณาสินค้าต่างๆ นั้น ตนมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบใดๆ เพราะหากสินค้าของบริษัทนั้นๆ มีคุณภาพและมาตรฐานจริง การควบคุมที่เข้มขึ้นของรัฐจะไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือความเสียหาย เลย แต่ในแง่กลับกันน่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั่วไปที่จะหันมาบริโภคสินค้าของบริษัทมากขึ้น


  ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1309 ประจำวันที่ 16-6-2012  ถึง 19-6-2012  

รัฐลงนาม 4 หน่วยปิดรูหากินขี้ฉ้อ ‘ทีวี ดาวเทียม’ ขายตรง(MLM)ปรบมือสมหวังอยากเห็นการทำงานเชิงรุกมานาน

รัฐเดินหน้าควบคุมปราบปรามสื่อ “ทีวี ดาวเทียม” และ “เคเบิล ทีวี”เต็มอัตราศึก กสทช.จับ 3 หน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ., อย. และบก.ปคบ. ร่วมลงนามทำสัญญาควบคุมสื่อ หวังปิดรูโหว่ขี้ฉ้อ หาโอกาสโฆษณาโอเวอร์หลอกผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ ปคบ.ตั้งหน่วยจับตาทีวี ดาวเทียม 24 ชม. ด้านผู้ค้าปรบมือเห็นดีกับการทำงานของภาครัฐ


จากที่ปัจจุบันการระบาดของรายการ และโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณสินค้าที่ ผิดกฎหมายของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยา ตามสื่อทีวี ดาวเทียม และ เคเบิล ทีวี ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการปราบปราม และควบคุม โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ทำการตั้งศูนย์ตรวจสอบรายการทีวีในช่องทางดังกล่าว เพื่อจับตารายการ และ โฆษณาที่ส่อกระทำความผิด นอกจากนี้ ยังมีทางกสทช.ที่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ 4 หน่วย เพื่อเป็นการทำงานเชิงรุกเพิ่มอีกทาง 


โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงการกำกับดูแลโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย หรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันในการปราบปรามโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ที่ ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายอย่างเป็นทางการและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จากโฆษณาและผลิตภัณฑ์อาหารและยาที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ 


น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ 4 หน่วยงานครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังเพื่อเป้าหมายการคุ้มครอง สิทธิผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นหลัก ด้วยการนำฐานข้อมูลและอำนาจหน้าที่แต่ละด้านของแต่ละหน่วยงานมาประสานความร่วมมือกันดำเนินการปราบปรามโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นการชั่วคราวระหว่างรอกระบวน การเข้าสู่การออกใบอนุญาตฯ ของ กสทช. ต่อไป 


โดยสาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงคือ ความร่วมมือที่จะบูรณาการงานคุ้มครอง ผู้บริโภคเกี่ยวกับการโฆษณาอาหาร ยา และ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคใน กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ทั้งในด้านแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ฐานข้อมูล และความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง มีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้งการโฆษณาที่ ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภค


ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ ได้มีการเตรียมตั้งคณะทำงาน จาก 4 หน่วยงาน และเชิญตัวแทนคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจาย เสียงและกิจการโทรทัศน์ นักวิชาการ และ เครือข่ายผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมวางแนวทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม


อย่างไรก็ดี ในเรื่องดังกล่าว อาจส่งผลต่อการนำเสนอเนื้อหาผ่านรายการของบริษัทขายตรง ที่นิยมใช้ช่องทางการสื่อสาร ผ่านทีวี ดาวเทียม และเคเบิล ทีวี แต่ทาง ผู้ประกอบการหลายบริษัท ยังคงเชื่อว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นนี้ ส่งผลดีต่อธุรกิจ และผู้บริโภค


> ผู้ค้า กดถูกใจ 


อยากเห็นรัฐเอาจริงทีวี ดาวเทียมมานานโดย นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่หน่วยงาน รัฐได้เข้ามาคุมเข้มเกี่ยวกับการออกสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยา ในสื่อ ทีวี ดาวเทียมมากขึ้นว่า “การออกมาตรการ ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะก่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรมต่อผู้บริโภค และบริษัทผู้ประกอบการที่ดำเนินงานตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาตนมองว่าหลายๆบริษัทมีการนำเสนอข้อมูลสินค้า หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บิดเบือน เกินจริง สร้าง ความเข้าใจผิด จนก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคจำนวนมาก ฉะนั้นการที่รัฐเริ่มเข้ามา ดำเนินการควบคุมในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้นจะสามารถลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน”
“ฉะนั้นตนมองว่า ความยุ่งยากต่างๆ หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการดังกล่าว จะไม่เกิดขึ้นกับบริษัทอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมากิฟฟารีนก็ดำเนินงานทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎระเบียบมาตลอด แต่อย่างไร ก็ดี หลังจากหน่วยงานภาครัฐออกมาตรการ ควบคุมมาอย่างชัดเจนแล้ว บริษัทผู้ประกอบการต่างๆ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ศึกษากฎหมายโดยละเอียด เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกันในทุกๆ ฝ่าย”


ด้านท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีการควบคุมดังกล่าวว่า ส่งผลดีต่อทุกๆ ฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะการสื่อสารโฆษณาสินค้าผ่านเครือข่ายเคเบิล ทีวี หรือทีวี ดาวเทียม ที่ผ่านมายังไม่มีมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ส่งผล ให้ผู้ประกอบการหลายแห่งมีการโฆษณาสรรพคุณสินค้าเกินจริง ซึ่งหากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะไม่ เป็นอะไร แต่เมื่อเป็นสินค้าเกี่ยวกับยาหรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณเฉพาะด้าน หากไม่มีมาตรการควบคุมหรือแนะนำ ใดๆ เลยอย่างที่ผ่านมาจะส่งผลเสียต่อ ผู้บริโภคอย่างแน่นอน 


“ประโยชน์ของการเข้ามาดำเนินการ ควบคุมอย่างเป็นระบบของหน่วยงานรัฐดังกล่าว จะสร้างความเข้าใจและสร้างการ รับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนในทุกระดับ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น เนื่องจากผู้เสพสื่อทางช่องเคเบิล ทีวีมีทุกระดับ ทุกช่วงอายุ บางครั้งหลายๆ คนอาจมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงหลงเชื่อการโฆษณาที่เกินจริง กว่า จะมารู้ตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อสูญเสียทรัพย์สิน หรือเกิดโทษต่อร่างกายตนเองหรือบุคคลรอบๆ ข้างไปแล้ว”


นายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวว่า “ตนมองว่ามาตรการดังกล่าว มีแต่ส่งผลดี ต่อผู้บริโภค ซึ่งรัฐบาลน่าจะออกมาตรการนี้ มาตั้งนานแล้ว เพราะที่ผ่านมาตนมองว่า การสื่อสารผ่านช่องทางเคเบิล ทีวีประมาณ ร้อยละ 90 ไร้ประสิทธิภาพ เพราะสื่อเหล่านี้ ไม่มีสิ่งที่ควบคุม ไม่มีความน่าเชื่อถือ ทุกคน เข้ามาเพื่อต้องการแสวงหากำไร โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้บริโภคจะได้รับผลลัพธ์เช่นไร การออกมาตรการตรงนี้จะช่วยควบคุมความ ปลอดภัยในการบริโภคสินค้าให้กับผู้บริโภค ได้เป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการใช้สินค้าไร้มาตรฐานหรือคุณภาพต่ำ จนอาจ ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมาก ที่เคยหลงเชื่อคำโอ้อวดที่เกินจริงของหลายๆ บริษัทจนเกือบจะสายเกินไป”


ส่วนในด้านความยุ่งยากในการทำงาน ของบริษัทที่จะลงโฆษณาสินค้าต่างๆ นั้น ตนมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบใดๆ เพราะหากสินค้าของบริษัทนั้นๆ มีคุณภาพและมาตรฐานจริง การควบคุมที่เข้มขึ้นของรัฐจะไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือความเสียหาย เลย แต่ในแง่กลับกันน่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั่วไปที่จะหันมาบริโภคสินค้าของบริษัทมากขึ้น


  ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1309 ประจำวันที่ 16-6-2012  ถึง 19-6-2012  

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

'โอทู (OTWO International)' ใช้แผนรบ ‘เอฟ-ทู (F2)’ กินขาด ตลาดภายในผู้หญิง 3 เดือน ทุ่มฟรีทีวี 70 ล้าน แบงก์ร้านค้า 3 หมื่นรายร่วม


“โอทู” ระเบิดเกมรบใหม่สั่นสะท้านค้าปลีก ขายตรงสะเทือน... “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ปรับสูตรการตลาดแนวใหม่ โดยนำระบบ “ขายตรง” ผสมพันธุ์กับ “ดีลเลอร์” ยกระดับผู้นำเป็นผู้จัดการบริหารร้านจำหน่าย! จับมือกับธนาคารระดับบิ๊กอำนวยความสะดวกด้านเม็ดเงินให้ร้านค้าจับจ่ายง่ายขึ้น ประเดิมยกแรก 30,000 กว่าร้านค้าเอาด้วย เห็นทางแจ่มใสมีแต่ได้ไม่มีเสีย 3 เดือน โชว์หน้าตักสินค้า “เอฟ-ทู” อยู่ในมือผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 1,500,000 กล่องเป็นอย่างต่ำ จัดเต็มด้วยการทุ่มงบโฆษณา 70 ล้านบาท เสริมกำลังรบด้วยการยิงสปอตต่อเนื่อง 3 เดือนเต็ม พุ่งเป้าสร้างแบรนด์ให้ติดตาผู้บริโภคผ่านฟรีทีวีช่อง 3, 5, 7 และ 9 ดีเดย์ 1 มิถุนายนนี้ “6 เดือน” นับจากนี้ถึงสิ้นปี สินค้า “เอฟ-ทู” จะอยู่ในมือผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 8 ล้านกล่อง นี่คือ การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ถือเป็นแผนกินเรียบตลาดสินค้ามดลูกเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
ใครจะไปคิดล่ะว่า “เจ้าพ่อสินค้าเกษตรอินทรีย์” อย่าง บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะพลิกเกมการตลาดขายตรงเล่นแบบแรงๆ ชนิดที่ค่ายคู่แข่งยังต้องงงกับกลไกการตลาดดังกล่าว
ตกลง “โอทูฯ” จะเลิกขายสินค้าเกษตร แล้วหันมาเอาดีกับสินค้า “ภายในผู้หญิง” หรืออย่างไร นี่คือ คำถามจากคนเครือข่ายขายตรงที่คอยถามไถ่ถึงความเคลื่อนไหวของค่ายนี้
ก็ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ “บริษัท โอทูฯ” ได้ผลิตภัณฑ์ฟิตกระชับสำหรับผู้หญิงอย่าง “เอฟ-ทู” จากโรงงานเจ้าตำรับผลิต ภัณฑ์ทางด้านนี้มาทำตลาด ทำให้เกมการตลาดของค่ายโอทูฯ ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
ใครจะไปเชื่อว่า ยักษ์สินค้าเกษตรอย่าง “โอทูฯ” กว่า 4 ปีที่หากินอยู่กับฐานชาวไร่-ชาวนา จะปรับกลยุทธ์การตลาดมาเป็นเรื่องความสวยความงามตามด้วยฟิตกระชับเรื่องภายในผู้หญิง 
“กลศึกนี้” ได้ก่อตัวตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา บริษัท โอทูฯ จัดเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อฉลองความสำเร็จให้กับสมาชิก และเกษตรกรทั้งประเทศมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยจำนวน 5,000 โต๊ะ หรือ 50,000 ที่นั่ง ณ อาคารชาเลนเจอร์เมืองทองธานี 
ปรากฏว่าในงานดังกล่าวมีคนมาร่วมงานกว่า 46,000 คน ซึ่งได้ถือโอกาสนี้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เอฟ-ทู” พร้อมแนะนำพรีเซ็นเตอร์ในงานนี้อย่างเป็นทางการ
นับจากนั้นมา บริษัท โอทูฯ ก็รุกตลาดสินค้ามดลูกหรือฟิตกระชับอย่างเอาจริงเอาจัง ควบคู่ไปกับการนำสินค้าเกษตร “โอทู พรีเมี่ยม” ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ออกมาทำตลาดควบคู่กันไป
ทำให้กระแสตอบรับ “เอฟ-ทู” แรงเกินความคาดหมาย ที่ผ่านมามียอดขายเดือนละ 4-5 หมื่นกล่อง แต่ “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทูฯ ไม่ค่อยจะพึงพอใจกับยอดขายดังกล่าวมากนัก เพราะเคยตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องได้ 200,000-300,000 กล่องต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ
เมื่อแผนการตลาดที่ “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ได้วางยอดขายไว้สูงเฉียดฟ้าในเวลาอันสั้น พลาดเป้าหมายไปอย่างมากเช่นนี้ เล่นเอาเจ้าตัวนอนนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยทีเดียว  
“ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ชะตาชีวิต มีความพยายามที่จะดึงดันให้ยอด “เอฟ-ทู” ทะลุหลัก 200,000-300,000 กล่องต่อเดือนให้ได้ในเวลาอันสั้นจึงได้ระอุขึ้นอีกครั้ง 
เขาได้ระดมมันสมองของ “กุนซือ” เท่าที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การตลาดแนวใหม่ในหลายๆ มิติ เพื่อผลักดันให้ “เอฟ-ทู” เป็นเจ้าแม่ตลาดสินค้ามดลูกให้ได้ในเวลา 3-6 เดือน
แผนยึดตลาดสินค้า “มดลูก” แนวใหม่ ได้บทสรุปออกมาชนิดที่สามารถ “พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน” เลยก็ว่าได้ ซึ่งบริษัทเครือข่ายขายตรงในเมืองไทยยากที่จะนำ “แผนรบ” นี้ไปใช้ตามได้ในเวลาอันสั้น นี่คือการฉีกมิติการตลาดเครือข่าย-ขายปลีกแนวใหม่ที่ลงตัวที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


แผนรบ“โอทู”บ้(า)ดีเดือด!
โฟกัสยึดตลาดสินค้าผู้หญิง 
นายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่เช็คความแข็งแกร่งของตลาดในเรื่องของผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิงหรือสินค้ามดลูก พร้อมเก็บข้อมูลในเรื่องของดีลเลอร์เข้ามาเป็นสูตรผสมพิเศษในการทำตลาดขายตรงแนวใหม่ เมื่อเข้าไปสัมผัสทำให้ทราบว่า ระบบการขายผ่านดีลเลอร์ มีช่องว่างกับการทำธุรกิจขายตรงหลายๆ บริษัทที่ขายผ่านดีลเลอร์จึงไม่ค่อยสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากแนว ทางของธุรกิจขายตรง จะมุ่งสร้างคนและสร้างนักขาย ส่วนดีลเลอร์จะมุ่งไปที่ระบบและตัวแทนจำหน่าย 
“เมื่อเราลงไปสำรวจตลาด พบว่าช่องว่างของขายตรงและดีลเลอร์มีปัจจัยที่แตกต่างกันคือ การบริหารคนละแนวทาง เพราะแนวขายตรงมุ่งเน้นในการสร้างคนและสร้างนักขายมากขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่านักขายไม่สามารถนำสินค้ากระจายลงพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะส่วนใหญ่นักขายของบริษัทฯ จะติดอาชีพหลักของตัวเองที่ทำอยู่ ทำให้สินค้ากระจายไม่ถึงมือผู้บริโภคเท่าที่ควร แต่ในมุมกลับกันดีลเลอร์ ที่เป็นช่องทางกระจายสินค้าได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคนื้นที่มายาวนาน ตรงนี้ยังเป็นช่องว่างที่เราจะเข้าไปสอดแทรกในเชิงธุรกิจ ทำให้เราต้องลงพื้นที่ เพื่อไปสำรวจความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้ และแสวงหาวิธีดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการทำตลาด”


ทุ่มสื่อฟรีทีวี3เดือน70ล้าน
ปรับสมาชิกเป็นผู้จัดการลุย 
นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า เมื่อบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายฐานธุรกิจไปยังดีลเลอร์ เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าสู่มือลูกค้ามากยิ่งขึ้น จึงหันกลับมามองความพร้อมของบริษัทฯ ตั้งแต่ในเรื่องรายละเอียดของแผนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่บริษัทฯ มีแผนการตลาดที่สามารถปรับจูนเข้ากลับระบบดีลเลอร์ หรือร้านค้าทั่วไป ทำให้มีจุดแข็งในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด 
โจทย์ต่อไปที่สำคัญ หากต้องการขายผ่านดีลเลอร์แล้วประสบความสำเร็จคือ การโฆษณาสินค้า “เอฟ-ทู” ผ่านรายการฟรีทีวี ซึ่งจะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และตรงตามความต้องการของเหล่าดีลเลอร์ ทำให้บริษัทฯ ตัดสินใจทุ่มงบโฆษณาลงสื่อทีวี 70 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อสร้างแบรนด์ “เอฟ-ทู” ให้เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยมากขึ้น โดยมีช่องทีวีดาวเทียมเป็นตัวเสริมอีกทางหนัก  
“เรามองว่า สินค้าที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก ส่วนใหญ่จะเน้นโฆษณาผ่านฟรีทีวี ไม่ว่าจะเป็น ชา สบู่ ผงซักฟอก ล้วนแต่โฆษณาผ่านรายการฟรีทีวีแทบทั้งสิ้น และเมื่อเราต้องการที่จะบุกตลาดวางช่องทางการขายผ่านดีลเลอร์อย่างจริงจัง เราก็ต้องรุกทางด้านฟรีทีวีเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในเรื่องโปรโมชั่นต่างๆ เรื่องของสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และเป้าหมายสำคัญของบริษัทฯ ที่วางเอาไว้คือ การเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งตลาดอุปโภค-บริโภคที่มีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ด้วยสินค้าคุณภาพอย่างเอฟ-ทู ถ้าสินค้าไม่ดีจริงเราไม่กล้าทุ่มทุนสร้างมากอย่างนี้ และยังมีสินค้าอีกหลายรายการรอเสริมทัพอยู่”
ส่วนการเปลี่ยน แปลงในระบบเครือข่ายของบริษัทฯ สำหรับสมาชิกซึ่งเป็นนักขายจะถูกเปลี่ยนจากผู้นำมาเป็น “ผู้จัดการ” เพื่อดูแลพื้นที่ต่างๆ ที่ตนเองดูแล ซึ่งมีลูกค้าเป็นดีลเลอร์อยู่ 4 – 5 ราย คอยนำสินค้าไปส่งให้กับร้านค้าอย่างครบถ้วน และดูแลบริการเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นการฉีกมิติใหม่ในวงการขายตรงไทยก็ว่าได้


ร้านค้า30,000รายเอาด้วย
แบงก์ยักษ์ส่งแรงหนุนเต็มที่ 
“หมัดเด็ดจริงๆ เราไม่ได้อยู่ทีการกระจายสินค้า แต่เราสามารถดึงเม็ดเงินการลงทุนจากร้านค้ากว่า 30,000 ร้านค้าในเบื้องต้น มาร่วมเกมรบครั้งนี้ที่วงการขายตรงจะต้องตะลึง ภายใน 3 เดือนจะมียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 1,500,000 กล่อง และนับจากนี้ไปอีก 6 เดือน จนถึงสิ้นปี “เอฟ-ทู” จะอยู่ในมือผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 8 ล้านกล่อง เพื่อเดินแผนรบให้บรรลุเป้าหมาย บริษัทฯ ได้ร่วมกับธนาคารระดับบิ๊กแห่งหนึ่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุนให้กับลูกค้า ถ้าคุณภาพสินค้าตอบโจทย์ไม่ได้ชัดเจน ผมไม่กล้าเล่นเกมหนักอย่างนี้แน่ แผนถัดไปเราจะทยอยส่งสินค้าใหม่ๆ ไหลตามมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกมีเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิงอย่างเอฟ-ทูเท่านั้นมาทำตลาดขายตรงรูปแบบใหม่ สมาชิกทำงานง่ายกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า...
ที่แน่ๆ ขณะนี้บริษัทฯ ได้เตรียมเรื่องของสินค้าอื่นๆ เพื่อที่จะเข้ามาแชร์ในตลาด ไม่ว่าจะเป็น สบู่ก็ดี ผงซักฟอก หรือแม้แต่สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นฐานเดิมของเราอยู่แล้วก็จะเข้าสู่กลไกการตลาดแนวใหม่นี้ด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มไลน์สินค้าให้ครบวงจร พร้อมการจัดโปรโมชั่นขายผ่านทีวีเข้าไประหว่างรายการสนับสนุนผู้ขายและผู้ซื้อให้ตัดสินใจซื้อมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าให้มีทางเลือกมากขึ้น”นายขวัญชัยกล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 320 ประจำวันที่ 16 - 31 พฤษภาคม 2555        

'โอทู (OTWO International)' ใช้แผนรบ ‘เอฟ-ทู (F2)’ กินขาด ตลาดภายในผู้หญิง 3 เดือน ทุ่มฟรีทีวี 70 ล้าน แบงก์ร้านค้า 3 หมื่นรายร่วม


“โอทู” ระเบิดเกมรบใหม่สั่นสะท้านค้าปลีก ขายตรงสะเทือน... “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ปรับสูตรการตลาดแนวใหม่ โดยนำระบบ “ขายตรง” ผสมพันธุ์กับ “ดีลเลอร์” ยกระดับผู้นำเป็นผู้จัดการบริหารร้านจำหน่าย! จับมือกับธนาคารระดับบิ๊กอำนวยความสะดวกด้านเม็ดเงินให้ร้านค้าจับจ่ายง่ายขึ้น ประเดิมยกแรก 30,000 กว่าร้านค้าเอาด้วย เห็นทางแจ่มใสมีแต่ได้ไม่มีเสีย 3 เดือน โชว์หน้าตักสินค้า “เอฟ-ทู” อยู่ในมือผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 1,500,000 กล่องเป็นอย่างต่ำ จัดเต็มด้วยการทุ่มงบโฆษณา 70 ล้านบาท เสริมกำลังรบด้วยการยิงสปอตต่อเนื่อง 3 เดือนเต็ม พุ่งเป้าสร้างแบรนด์ให้ติดตาผู้บริโภคผ่านฟรีทีวีช่อง 3, 5, 7 และ 9 ดีเดย์ 1 มิถุนายนนี้ “6 เดือน” นับจากนี้ถึงสิ้นปี สินค้า “เอฟ-ทู” จะอยู่ในมือผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 8 ล้านกล่อง นี่คือ การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ถือเป็นแผนกินเรียบตลาดสินค้ามดลูกเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
ใครจะไปคิดล่ะว่า “เจ้าพ่อสินค้าเกษตรอินทรีย์” อย่าง บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะพลิกเกมการตลาดขายตรงเล่นแบบแรงๆ ชนิดที่ค่ายคู่แข่งยังต้องงงกับกลไกการตลาดดังกล่าว
ตกลง “โอทูฯ” จะเลิกขายสินค้าเกษตร แล้วหันมาเอาดีกับสินค้า “ภายในผู้หญิง” หรืออย่างไร นี่คือ คำถามจากคนเครือข่ายขายตรงที่คอยถามไถ่ถึงความเคลื่อนไหวของค่ายนี้
ก็ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ “บริษัท โอทูฯ” ได้ผลิตภัณฑ์ฟิตกระชับสำหรับผู้หญิงอย่าง “เอฟ-ทู” จากโรงงานเจ้าตำรับผลิต ภัณฑ์ทางด้านนี้มาทำตลาด ทำให้เกมการตลาดของค่ายโอทูฯ ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
ใครจะไปเชื่อว่า ยักษ์สินค้าเกษตรอย่าง “โอทูฯ” กว่า 4 ปีที่หากินอยู่กับฐานชาวไร่-ชาวนา จะปรับกลยุทธ์การตลาดมาเป็นเรื่องความสวยความงามตามด้วยฟิตกระชับเรื่องภายในผู้หญิง 
“กลศึกนี้” ได้ก่อตัวตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา บริษัท โอทูฯ จัดเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อฉลองความสำเร็จให้กับสมาชิก และเกษตรกรทั้งประเทศมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยจำนวน 5,000 โต๊ะ หรือ 50,000 ที่นั่ง ณ อาคารชาเลนเจอร์เมืองทองธานี 
ปรากฏว่าในงานดังกล่าวมีคนมาร่วมงานกว่า 46,000 คน ซึ่งได้ถือโอกาสนี้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เอฟ-ทู” พร้อมแนะนำพรีเซ็นเตอร์ในงานนี้อย่างเป็นทางการ
นับจากนั้นมา บริษัท โอทูฯ ก็รุกตลาดสินค้ามดลูกหรือฟิตกระชับอย่างเอาจริงเอาจัง ควบคู่ไปกับการนำสินค้าเกษตร “โอทู พรีเมี่ยม” ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ออกมาทำตลาดควบคู่กันไป
ทำให้กระแสตอบรับ “เอฟ-ทู” แรงเกินความคาดหมาย ที่ผ่านมามียอดขายเดือนละ 4-5 หมื่นกล่อง แต่ “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทูฯ ไม่ค่อยจะพึงพอใจกับยอดขายดังกล่าวมากนัก เพราะเคยตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องได้ 200,000-300,000 กล่องต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ
เมื่อแผนการตลาดที่ “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ได้วางยอดขายไว้สูงเฉียดฟ้าในเวลาอันสั้น พลาดเป้าหมายไปอย่างมากเช่นนี้ เล่นเอาเจ้าตัวนอนนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยทีเดียว  
“ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ชะตาชีวิต มีความพยายามที่จะดึงดันให้ยอด “เอฟ-ทู” ทะลุหลัก 200,000-300,000 กล่องต่อเดือนให้ได้ในเวลาอันสั้นจึงได้ระอุขึ้นอีกครั้ง 
เขาได้ระดมมันสมองของ “กุนซือ” เท่าที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การตลาดแนวใหม่ในหลายๆ มิติ เพื่อผลักดันให้ “เอฟ-ทู” เป็นเจ้าแม่ตลาดสินค้ามดลูกให้ได้ในเวลา 3-6 เดือน
แผนยึดตลาดสินค้า “มดลูก” แนวใหม่ ได้บทสรุปออกมาชนิดที่สามารถ “พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน” เลยก็ว่าได้ ซึ่งบริษัทเครือข่ายขายตรงในเมืองไทยยากที่จะนำ “แผนรบ” นี้ไปใช้ตามได้ในเวลาอันสั้น นี่คือการฉีกมิติการตลาดเครือข่าย-ขายปลีกแนวใหม่ที่ลงตัวที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


แผนรบ“โอทู”บ้(า)ดีเดือด!
โฟกัสยึดตลาดสินค้าผู้หญิง 
นายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่เช็คความแข็งแกร่งของตลาดในเรื่องของผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิงหรือสินค้ามดลูก พร้อมเก็บข้อมูลในเรื่องของดีลเลอร์เข้ามาเป็นสูตรผสมพิเศษในการทำตลาดขายตรงแนวใหม่ เมื่อเข้าไปสัมผัสทำให้ทราบว่า ระบบการขายผ่านดีลเลอร์ มีช่องว่างกับการทำธุรกิจขายตรงหลายๆ บริษัทที่ขายผ่านดีลเลอร์จึงไม่ค่อยสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากแนว ทางของธุรกิจขายตรง จะมุ่งสร้างคนและสร้างนักขาย ส่วนดีลเลอร์จะมุ่งไปที่ระบบและตัวแทนจำหน่าย 
“เมื่อเราลงไปสำรวจตลาด พบว่าช่องว่างของขายตรงและดีลเลอร์มีปัจจัยที่แตกต่างกันคือ การบริหารคนละแนวทาง เพราะแนวขายตรงมุ่งเน้นในการสร้างคนและสร้างนักขายมากขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่านักขายไม่สามารถนำสินค้ากระจายลงพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะส่วนใหญ่นักขายของบริษัทฯ จะติดอาชีพหลักของตัวเองที่ทำอยู่ ทำให้สินค้ากระจายไม่ถึงมือผู้บริโภคเท่าที่ควร แต่ในมุมกลับกันดีลเลอร์ ที่เป็นช่องทางกระจายสินค้าได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคนื้นที่มายาวนาน ตรงนี้ยังเป็นช่องว่างที่เราจะเข้าไปสอดแทรกในเชิงธุรกิจ ทำให้เราต้องลงพื้นที่ เพื่อไปสำรวจความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้ และแสวงหาวิธีดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการทำตลาด”


ทุ่มสื่อฟรีทีวี3เดือน70ล้าน
ปรับสมาชิกเป็นผู้จัดการลุย 
นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า เมื่อบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายฐานธุรกิจไปยังดีลเลอร์ เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าสู่มือลูกค้ามากยิ่งขึ้น จึงหันกลับมามองความพร้อมของบริษัทฯ ตั้งแต่ในเรื่องรายละเอียดของแผนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่บริษัทฯ มีแผนการตลาดที่สามารถปรับจูนเข้ากลับระบบดีลเลอร์ หรือร้านค้าทั่วไป ทำให้มีจุดแข็งในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด 
โจทย์ต่อไปที่สำคัญ หากต้องการขายผ่านดีลเลอร์แล้วประสบความสำเร็จคือ การโฆษณาสินค้า “เอฟ-ทู” ผ่านรายการฟรีทีวี ซึ่งจะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และตรงตามความต้องการของเหล่าดีลเลอร์ ทำให้บริษัทฯ ตัดสินใจทุ่มงบโฆษณาลงสื่อทีวี 70 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อสร้างแบรนด์ “เอฟ-ทู” ให้เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยมากขึ้น โดยมีช่องทีวีดาวเทียมเป็นตัวเสริมอีกทางหนัก  
“เรามองว่า สินค้าที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก ส่วนใหญ่จะเน้นโฆษณาผ่านฟรีทีวี ไม่ว่าจะเป็น ชา สบู่ ผงซักฟอก ล้วนแต่โฆษณาผ่านรายการฟรีทีวีแทบทั้งสิ้น และเมื่อเราต้องการที่จะบุกตลาดวางช่องทางการขายผ่านดีลเลอร์อย่างจริงจัง เราก็ต้องรุกทางด้านฟรีทีวีเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในเรื่องโปรโมชั่นต่างๆ เรื่องของสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และเป้าหมายสำคัญของบริษัทฯ ที่วางเอาไว้คือ การเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งตลาดอุปโภค-บริโภคที่มีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ด้วยสินค้าคุณภาพอย่างเอฟ-ทู ถ้าสินค้าไม่ดีจริงเราไม่กล้าทุ่มทุนสร้างมากอย่างนี้ และยังมีสินค้าอีกหลายรายการรอเสริมทัพอยู่”
ส่วนการเปลี่ยน แปลงในระบบเครือข่ายของบริษัทฯ สำหรับสมาชิกซึ่งเป็นนักขายจะถูกเปลี่ยนจากผู้นำมาเป็น “ผู้จัดการ” เพื่อดูแลพื้นที่ต่างๆ ที่ตนเองดูแล ซึ่งมีลูกค้าเป็นดีลเลอร์อยู่ 4 – 5 ราย คอยนำสินค้าไปส่งให้กับร้านค้าอย่างครบถ้วน และดูแลบริการเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นการฉีกมิติใหม่ในวงการขายตรงไทยก็ว่าได้


ร้านค้า30,000รายเอาด้วย
แบงก์ยักษ์ส่งแรงหนุนเต็มที่ 
“หมัดเด็ดจริงๆ เราไม่ได้อยู่ทีการกระจายสินค้า แต่เราสามารถดึงเม็ดเงินการลงทุนจากร้านค้ากว่า 30,000 ร้านค้าในเบื้องต้น มาร่วมเกมรบครั้งนี้ที่วงการขายตรงจะต้องตะลึง ภายใน 3 เดือนจะมียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 1,500,000 กล่อง และนับจากนี้ไปอีก 6 เดือน จนถึงสิ้นปี “เอฟ-ทู” จะอยู่ในมือผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 8 ล้านกล่อง เพื่อเดินแผนรบให้บรรลุเป้าหมาย บริษัทฯ ได้ร่วมกับธนาคารระดับบิ๊กแห่งหนึ่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุนให้กับลูกค้า ถ้าคุณภาพสินค้าตอบโจทย์ไม่ได้ชัดเจน ผมไม่กล้าเล่นเกมหนักอย่างนี้แน่ แผนถัดไปเราจะทยอยส่งสินค้าใหม่ๆ ไหลตามมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกมีเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิงอย่างเอฟ-ทูเท่านั้นมาทำตลาดขายตรงรูปแบบใหม่ สมาชิกทำงานง่ายกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า...
ที่แน่ๆ ขณะนี้บริษัทฯ ได้เตรียมเรื่องของสินค้าอื่นๆ เพื่อที่จะเข้ามาแชร์ในตลาด ไม่ว่าจะเป็น สบู่ก็ดี ผงซักฟอก หรือแม้แต่สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นฐานเดิมของเราอยู่แล้วก็จะเข้าสู่กลไกการตลาดแนวใหม่นี้ด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มไลน์สินค้าให้ครบวงจร พร้อมการจัดโปรโมชั่นขายผ่านทีวีเข้าไประหว่างรายการสนับสนุนผู้ขายและผู้ซื้อให้ตัดสินใจซื้อมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าให้มีทางเลือกมากขึ้น”นายขวัญชัยกล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 320 ประจำวันที่ 16 - 31 พฤษภาคม 2555        

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

‘โอทูฯ’แจ้งจับแก๊งค์ตุ๋น แอบอ้างผลิตสินค้าที่เดียวกัน ‘ซัน คลาร่า Vs คลาร่า พลัส’ ผลิตคนละรง.‘งง’สตาร์ ซันไชน์ ขายแข่งกันเอง


“ผู้บริหารโอทูฯ” เดือด หลังถูกบริษัทขายตรงจอมลวงโลก 2 ค่าย แอบอ้างโรงงานการผลิตมาจากแหล่งเดียวกันกับ “โอทู ฟลาโวเจน” นำภาพโฆษณาขึ้นเว็บหรา ขนาดเว็บช่อง intv.co.th ยังเข้ามาล้วงคองูเห่า โชว์โลโก้โอทูฯ แต่คลิกดูเนื้อหาข้างในกลับเป็นคนละบริษัท...“กัญจนา” ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน ออกโรงลั่นไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้ค่ายอื่น ยังให้ความไว้วางใจบริษัท โอทูฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น โล่แจ้งจับแก๊งค์ ตุ๋นที่ สน.แม่สาย พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ... “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” เคลียร์ใจจับมือโรงงานลุยตลาดเกษตรเหมือนเดิม เตรียมเปิดตัวโอทูขวดเล็กหวังบุกตลาดล่างกลุ่มเกษตร ซึ่งมีพื้นที่ทำกินหลักสิบไร่ แค่ขวดเล็กขวดเดียวก็เอาอยู่...ด้าน “ซัน คลาร่า” สินค้าฟิตกระชับวุ่นไม่เลิก ล่าสุด “สตาร์ ซันไชน์” นำโดย “โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์” ออกแบรนด์ใหม่ชื่อ “คลาร่า พลัส” จ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้ ไม่ใช้บริการ “บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด” เหมือนเดิม สมาชิกสับสนหวั่นสูตรเพี้ยนคุณภาพไม่เหมือนเดิม “ธนอรรถ ตรีธิติธัญ” ผู้ผลิต “ซันคลา ร่า” สูตรฟิตกระชับเจ้าตำรับ ออกโรงกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ “ซัน คลาร่า พลัส” เลขที่ อย. 11-1-03654-1-0005 เตือนระวังของเลียนแบบ ให้ตรวจสอบโรงงานผลิตและเลขที่ อย.ของจริงหรือไม่ เผยหาก “สตาร์ ซันไชน์” ไปใช้บริการจากโรงงานผลิตอื่น บริษัทฯ จำเป็นต้องมอบแบรนด์นี้ให้ค่ายขายตรงรายอื่นทำตลาดต่อไป
การทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง ไม่ว่าสินค้ายี่ห้อไหนแบรนด์ใดก็ตาม ถ้ามีชื่อเสียงโด่งดังยอดขายถล่มทลาย ก็มักจะถูกคู่แข่งเข้ามาผลิตสินค้าลอกเลียนแบบทำตลาดแข่ง ในรูปแบบลดแลกแจกแถมตัดราคา โดยไม่คำนึงเรื่องคุณภาพ อาศัยราคาถูกกว่าเข้าตีกระหน่ำ เพื่อสร้างความไขว้เขวให้กับผู้บริโภค แค่นี้ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดในแบรนด์ นั้นๆ ได้ไม่ยาก
ล่าสุดบริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ถูกมือดีหรือบริษัทขายตรงคู่แข่งปล่อย “หมัดเด็ด” ประโคมข่าวว่อนไปทั่ววงการ ว่า ผู้บริหารโอทูฯ แตกกันแล้ว โรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน ไม่ส่งสินค้าให้แล้ว
มีภาพโรงงานและข่าวว่อนเน็ต วงการประเมินว่า บริษัท “ท” น่าจะมีส่วนเผยแพร่ภาพของโรงงานโอทู และผู้จัดการโรงงานมาจับมือกับบริษัทตน เรื่องนี้ไม่ได้แพร่กระจายไปแค่วงการขายตรงเท่านั้น แม้แต่เว็บไซต์ของช่อง in tv.co.th ยังถูกมือดีเข้ามาล้วงคองูเห่า ซึ่งได้ขึ้นแบรนด์เนอร์โลโก้ “โอทูฯ” ไว้ พอคลิกเข้าไปด้านในกลับไม่มีรายละเอียดของบริษัทโอทูฯ แต่อย่างใด กลับเป็นภาพและข้อความโฆษณาของบริษัทที่ว่านี้ จนผู้บริหารช่อง INTV สั่งให้ทีมงานลบข้อความนั้นออกไป นี่คือ ความบัดซบที่สุดของการแข่งขันในธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพวกลวงโลกหน้าด้านมากๆ แฝงอยู่ในสังคมนี้


“ขวัญชัย”เดือดหนัก
คู่แข่งอ้างกระหน่ำรอบทิศทาง
นายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า บริษัทฯ ได้รับรายงานว่า บริษัท “ท” ที่ว่านี้ ได้ไปเปิดตัวเพื่อระดมคนสร้างกระแส และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิกที่จังหวัดเชียงราย มีการนำรูปโรงงานการผลิตสินค้าโอทู ฟลาโวเจนขึ้นเว็บไซต์ โพสต์ข้อความในทำนองว่าโรงงานดังกล่าวได้ผลิตสินค้าป้อนให้บริษัทนี้ โดยได้ร่วมมือกับโรงงานผู้ผลิต ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกันกับที่ผลิตให้กับบริษัท โอทูฯ ส่วนผสมสินค้ามีพืช 18 ชนิดเหมือนโอทูทุกอย่าง
“ผมให้ทีมงานติดตามหาข้อมูลอย่างใกล้ชิด ทีแรกก็มีความไม่พอใจเป็นอย่างมากว่า ทำไมผู้จัดการโรงงานโอทูถึงได้ไปจับมือและผลิตสินค้าให้กับบริษัทนี้ ทั้งๆ ที่เราได้ร่วมงานกันมากว่า 5 ปี เพราะบริษัท โอทูฯ ได้ทุ่มงบในการสร้างแบรนด์โอทู ฟลาโวเจนจนติดตลาดปีละกว่า 30-40 ล้านบาท ติดต่อกันนานกว่า 4 ปี จนสินค้าเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรไทย ทางผู้บริหารโอทูฯ จึงได้เชิญทีมวิจัย และผู้จัดการโรงงาน คือ คุณกัญจนา มาชี้แจงเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด จะได้แจ้งข้อมูลที่ถูกต้องให้กับสมาชิก และตัวแทนจำหน่ายได้รับทราบความจริง”
หลังจากเราได้พูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกว่า 3 ชั่วโมง จึงสรุปใจความได้ว่า บริษัทขายตรงที่แอบอ้างว่าได้จับมือกับโรงงานผลิตโอทูฯ นั้น เป็นแค่การจับมือกับเพื่อนคุณนกหรือคุณกัญจนาท่านหนึ่ง ซึ่งเคยเรียนระดับปริญญาโทมาด้วยกัน ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยสินค้าเกษตรโอทู ฟลาโวเจนแต่อย่างใด แต่บริษัทดังกล่าวก็ฉกฉวยโอกาสนำภาพโรงงานโอทูฯ ไปเป็นส่วนประกอบในการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อหลอกล่อสมาชิกโอทูให้เชื่อ เพราะตั้งราคาขายสินค้าต่างจากของเราเยอะ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ และแอบอ้างเพื่อนำไปสู่การหลอกลวงประชาชน ไม่ว่าผู้นำของบริษัทนั้น หรือผู้บริหารบริษัทดังกล่าวที่ได้นำภาพและข้อมูลของบริษัทโอทูฯ ไปเป็นส่วนประกอบในการแอบอ้างจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายต่อไป”
เพราะเรื่องนี้ได้สร้างความสับสนให้กับสมาชิกซึ่งเป็นลูกค้าของโอทูเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทนี้ได้ขายสินค้าประเภทเดียวกับเรา และขายราคาถูกกว่าเรา อิงแหล่งโรงงานผลิตที่เดียวกับเรา ซึ่งได้ทำมาเป็นปีแล้ว และเขาก็ได้มีการแอบอ้างว่าผู้จัดการโรงงานของเรามีส่วนร่วมกับเขา โดยเราจะดำเนินคดีกับเขาแน่นอน และอยากรู้ถึงที่มาที่ไปของข่าวอย่างแน่ชัดว่า เขาเอาภาพของเราไปเผยแพร่ในการประชุมต่างๆ ได้อย่างไร ตรงนี้จึงเป็นประเด็นขึ้นมา โดยเราไม่อยากให้ผู้จัดการโรงงานของต้องเสียหายไปมากกว่านี้ ส่งผลให้ชื่อของโรงงานเสียหายไปด้วย และอาจขาดศรัทธาจากตัวสมาชิกตามมา เราจึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความกระจ่างให้ผู้บริโภคได้รับทราบความเป็นจริง


โรงงานผลิตโอทูฯลั่น
ไม่เคยคิดปันใจให้ค่ายอื่น
นางกัญจนา ผดุงวงศ์ ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า การกระทำของบริษัทดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ภาพถ่ายโรงงานของเราผ่านทางเว็บไซต์ โดยทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทูฯ ไปมีส่วนได้เสียกับบริษัทนี้ โดยเฉพาะสินค้าเลียนแบบทุกอย่าง รวมถึงวิธีการใช้ก็เหมือนของเรา แต่ตัวแพ็ค เกจจะต่างออกไป และเขาก็มีการกล่าวอ้างว่าส่วนสมุนไพร และส่วนผสมของเขามี 18 ชนิดเหมือนของเรา ในวันนี้ในฐานะโรงงานผลิตโอทูฯ จึงออกมาแสดงความจริงใจ ว่าเราไม่ได้อยู่เบื้องหลังหรือมีส่วนรู้เห็นกับบริษัทดังกล่าว ในการออกผลิตภัณฑ์เลียนแบบที่ว่านี้
หลังจากเราได้ทำ ความเข้าใจกับทีมผู้บริหารโอทูฯ ก็มีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี ยอมรับว่า ทีมบริหารของบริษัทที่เอาเราไปแอบอ้าง มีอยู่คนหนึ่งเคยเรียนปริญญาโทด้วยกันรู้จักกัน ซึ่งไม่คิดว่าเขาจะมาทำอย่างนี้ ต้องเข้าใจการวิจัยสินค้าโอทู ฟลาโวเจน มีนักวิจัยหลายคนไม่ใช่มีคนเดียว เราทำงานกันเป็นทีม โดยโรงงานเป็นเซ็นเตอร์ นักวิจัยแต่ละท่านจะนำผลวิจัยของตนเองมาให้กับทางโรงงาน จนออกมาเป็นสูตร “โอทู ฟลาโวเจน” ไม่ได้เกิดจากนักวิจัยท่านใดท่านหนึ่ง ซึ่งบริษัทดังกล่าวอ้างว่ามีนักวิจัยร่วมด้วยจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพเทียบชั้นกับโอทู ฟลาโวเจนได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่เราไม่เคยเปิดเผยมาก่อน
“แต่ขอยืนยันว่าเราจะผลิตสินค้าโอทู ฟลาโวเจน และโอทู ฟลาโวมอน 2 ยี่ห้อนี้ ให้กับบริษัท โอทูฯ เพียงค่ายเดียวเท่านั้น เพราะเราได้ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน จนกว่าบริษัท โอทูฯ จะเลิกจำหน่าย ส่วนความเข้าใจผิดที่ผ่านมาเป็นแค่บทเรียนเล็กๆ เท่านั้น ไม่ควรให้ความสำคัญมากนัก เพราะมีงานใหญ่กว่านี้ที่เราจะต้องทำร่วมกัน ล่าสุดเราได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทที่นำภาพ และโรงงานของเราไปแอบอ้างที่ สน. แม่สาย เพราะเหตุเกิดที่นั่น” นางกัญจนากล่าว
นายขวัญชัย กล่าวเสริมว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้คณะผู้บริหารมีความกระชับสัมพันธ์ และมีความเข้าใจกันมากขึ้น สรุปชัดๆ ว่าเรายังจะร่วมมือกันพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่เพื่อการเกษตรอย่างนี้ตลอดไป เพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค ล่าสุดบริษัท โอทูฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์โอทูแบบมินิคือขวดเล็กลงราคาย่อมเยาว์ เพื่อสะดวกในการซื้อหา ที่ผ่านมาเราพบว่า ผู้บริโภคจำนวนมากมีพื้นที่เพาะปลูกคนละหลักสิบไร่ ครั้นจะซื้อขวดใหญ่ไปใช้ก็มากเกินความจำเป็น ฉะนั้น บริษัทจึงได้ผลิตขวดเล็กออกมาจำหน่าย แค่ขวดเดียวก็เอาอยู่ และเชื่อมั่นว่าตลาดสินค้าเกษตรจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังซบเซาไป 4-5 เดือนในช่วงน้ำท่วมใหญ่


“ซัน คลาร่า” วุ่นไม่เลิก
สตาร์ฯ ออกแบรนด์ใหม่
ขณะเดียวกันสินค้าฟิตกระชับสำหรับผู้หญิงอย่าง “ซัน คลาร่า” ของบริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด น่าจะเป็นอีกแบรนด์หนึ่งซึ่งส่อเค้าจะยุติการเป็นเจ้าพ่อสินค้าเกี่ยวกับมดลูกลงไป เนื่องจากสินค้าตัวนี้มีของปลอมระบาดหนักเต็มท้องตลาด บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด โดย “โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์” ได้หันไปสร้างแบรนด์ใหม่ในนาม “คลาร่า พลัส” เพื่อมาทำตลาดแทน แต่ก็น่าแปลกใจแทนที่สตาร์ ซันไชน์ จะให้บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานเดิมผลิต “คลาร่า พลัส” ให้กลับไปจ้างให้โรงงานอื่นผลิตแทน จึงเกิดคำถามจากตัวแทนจำหน่ายหนาหูว่า สูตรและคุณภาพ “คลาร่า พลัส” มันจะเหมือนเดิมหรือไม่ นี่คือ โจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารจะต้องหาคำตอบให้เป็นที่แน่ชัด
“ผู้สื่อข่าว” ได้รับรายงานมาว่า ขณะนี้ “บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด” เตรียมออกผลิต ภัณฑ์ตัวใหม่เพื่อมาทดแทน “ซัน คลาร่า” ในชื่อ “ซัน คลาร่า พลัส” จดทะเบียนได้เลขอย.เรียบร้อยแล้ว คือ เลขที่ อย. 11-1-03654-1-0005
เดิมมีแผนจะให้มาแทน “ซัน คลาร่า” เนื่องจากมีของปลอมระบาดหนัก แต่บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด กลับไปจ้างบริษัทอื่น ผลิต “คลาร่า พลัส” ให้ ส่งผลให้ “ธนอรรถ ตรีธิติธัญ” ซึ่งเป็นผู้ผลิต “ซัน คลาร่า” ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งเป็นคู่ค้าเดิมอาจนำ “ซัน คลาร่า พลัส” ซึ่งเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ได้เลข อย.แล้ว ไปให้บริษัทขายตรงค่ายอื่นทำตลาดแทนก็อาจเป็นได้ หาก “โกสิทธิ์ และ ธนอรรถ” ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ คอนเฟิร์มตลาดสินค้า “มดลูก” คงแข่งกันมันหยดในปี 2555 นี้...ศึกครั้งนี้เชื่อได้เลยว่า บริษัท “ตาอยู่” เข้าไปยึดครองตลาดภายในผู้หญิงแน่นอน...“ฟันธง”...!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 316 ประจำวันที่ 16 - 31 มีนาคม 2555