ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มือปราบแชร์ลูกโซ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มือปราบแชร์ลูกโซ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปิดฉาก มือปราบแชร์ลูกโซ่ ฝากรัฐแก้ กฏหมาย ขายตรงให้ชัดเจน


อำลา ปิยะวัฒก์ มือปราบ ตงฉิน เพชฌฆาตปราบปรามแชร์ ลูกโซ่ในอดีต หลังราชการมี โครงการเออร์ลี่ รีไทร์ เกษียณ ก่อนอายุราชการ เมื่อ 30 กันยายนที่ผ่านมา เตรียมพร้อม เป็นอาจารย์สอนพิเศษ มรภ.สวนสุนันทา ให้ความรู้ด้าน คุณธรรมและจริยธรรม นักศึกษา ระบุผลงานสุดท้าย ทิ้งทวนก่อนเกษียณ งานชิ้น โบแดง คือ คดีอุกฉกรรจ์ ฆ่าแขวนคอที่กาฬสินธุ์ วอนรัฐแก้ กฎหมายขายตรงชัดเจนโดยเฉพาะมาตรา 19 ย้ำ! ข้าราชการต้องเน้น ความถูกต้อง ความซื่อสัตย์สุจริต เอาประโยชน์ ของชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง


พันเอกปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการ สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดี พิเศษ (DSI) หรือผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ในอดีต มือปราบแชร์ลูกโซ่ กล่าวว่า หลังเกษียณ อายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่ รีไทร์) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ก็ได้วางแผนที่จะไป สอนหนังสือ ซึ่งในช่วงการทำงานก็ได้รับเชิญให้ไป บรรยายเรื่องแชร์ลูกโซ่บ่อยๆ รวมถึงการบรรยาย เรื่องสิทธิมนุษยชน กฎหมายที่เกี่ยวกับการ สอบสวนคดีพิเศษ หรือในเรื่องของการปราบปราม การทุจริต ซึ่งก็เคยสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย ราชภัฎสวนสุนันทามาก่อน และคิดว่าจากนี้ไป ต้องการที่จะถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้ กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างน้อยสิ่งที่ หวังไว้ คือ การปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม ให้กับ นักศึกษา เพื่อนักศึกษาจะได้พึงระลึกเกี่ยวกับ ความถูกต้อง ความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ กับประเทศชาติมากที่สุด


ถ้าถามว่ามีบริษัทเอกชนมาทาบทาม บ้างไหม ก็มีบริษัทที่ปรึกษากฎหมายมาบ้าง แต่ ผมยังไม่ตัดสินใจ บริษัทเป็นทนาย ดูแลทรัพย์สิน ทางปัญญา และก็มีอีกหลายบริษัท และถ้ามีบริษัท ขายตรงมาทาบทามอยากจะให้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา ฝ่ายกฎหมายจะสนใจหรือไม่นั้น ต้องบอกว่า รับราชการมา 4 ปี กับธุรกิจขายตรง ก็ถือว่า มีความรู้ มีประสบการณ์บางส่วน ก็เป็นข้อ- พิจารณาที่น่าสนใจ แต่ไม่รู้ว่าเราจะไปทำอะไร ให้เขาได้หรือไม่ และเขาจะมีหน้าที่อะไร ที่เราทำได้ หรือเปล่า ก็ยังมองไม่เห็น


สำหรับผลงานที่ประทับใจและเป็นผลงาน ทิ้งท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ คือ คดีฆ่า แขวนคอที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ศาลพิพากษาลงโทษ ประหารชีวิตตำรวจ 3 คน และลงโทษจำคุกตลอด ชีวิต 1 คน กับจำคุก 7 ปี อีก 1 คน มียกฟ้อง คนเดียว ซึ่งเป็นคดีฆ่าแขวนคอที่เกิดขึ้นระหว่าง ปี 2546 -2548 หลังประกาศสงครามยาเสพติด โดยคดีดังกล่าวเป็นคดีสะเทือนขวัญ อุกฉกรรจ์ เพราะฉะนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่ได้รวบรวมพยาน หลักฐานโดยใช้พยานแวดล้อมทั้งหมดมาเขียน เชื่อมโยงกัน จนหาผู้ที่ฆ่าตัดตอนได้ในที่สุด


อย่างไรก็ดี ในฐานะที่เคยทำงานและ รับผิดชอบเกี่ยวกับงานขายตรง จึงมีความกังวล เรื่องแผนการจ่ายผลตอบแทน ซึ่งเป็นปัญหาแรก ที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) ที่มีไม่เพียงพอ ขณะที่บริษัท ขายตรงก็เข้ามาจดทะเบียนกันเป็นจำนวนมาก การที่จะไปตรวจสอบแผนการทำธุรกิจจึงเป็นเรื่อง ยากพอสมควร เนื่องจาก สคบ. ยังขาดบุคลากร หากมีเจ้าหน้าที่สนับสนุนเพิ่มขึ้น เรื่องของการ ตรวจสอบ ก็น่าจะดีขึ้น


นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องกฎหมาย ที่ควรกำหนดให้ชัดเจน และอะไรที่กฎหมายเคยกำหนด ให้ทำในเรื่องของค่าสมัคร ควรจะกำหนดเท่าไหร่ อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน ส่วนเรื่อง บทบังคับหรือบทลงโทษของบริษัทที่มีการชักชวน คนเข้ามาทำแผนธุรกิจ และการโฆษณาหรือ เสนอแผนไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตควรจะมี บทกฎหมายและบทลงโทษด้วย ซึ่งขณะนี้ ที่ยัง ไม่ชัดเจน คือมาตรา 19 บางคนก็บอกว่าโทษแค่ เพิกถอน ควรจะมีบทลงโทษที่เด็ดขาด อย่างน้อย จะได้ช่วยยับยั้งการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง หาก เป็นการเสนอผลตอบแทน โดยเน้นคนชักชวน เข้ามาร่วมธุรกิจเป็นหลัก ตรงนี้ผิดแน่นอนควรจะ ต้องมีการกำหนดการจ่ายผลตอบแทนให้ชัดเจน ในหลักเกณฑ์


พันเอกปิยะวัฒก์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ยึดถือ และปฏิบัติมาโดยตลอดอายุการทำงาน คือ ความ ยุติธรรม เพราะการเป็นทหารนั้น ได้ถูกปลูกฝังมา ตั้งแต่ต้นว่าให้ซื่อสัตย์สุจริต ที่ผ่านมารับราชการ ตุลาการก็ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ตามกฎหมาย ต่อหน้าพระพักตร์ เพราะฉะนั้น เมื่อถวายสัตย์ ปฏิญาณไปแล้ว ก็คิดว่าต้องปฏิบัติให้ได้


เราจะไม่ทรยศต่อคำสัตย์ปฏิญาณของ เราเด็ดขาด สิ่งที่ผมมุ่งมั่นมาตลอด คือ ความ ถูกต้องกับความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งมันก็อยู่ใน ประมวลจริยธรรมของราชการอยู่แล้ว ถ้าจะให้ ผมฝาก ขอฝาก 2 เรื่อง คือ ความถูกต้อง กับ ความซื่อสัตย์สุจริต เวลาผมทำอะไรแล้ว เราเอาประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของ ประชาชนมาเป็นตัวตั้ง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 209 วันที่ 16-31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คำฝากจาก "มือปราบแชร์ลูกโซ่" : "พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ"


เชื่อว่าใครก็ตามที่ติดตามข่าวสาร หรือหลงใหลในธุรกิจขายตรง คงคุ้นหูกับชื่อ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ


นายทหารผู้สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยนายทหารผู้นี้ นั่งในตำแหน่งสูงสุดของชีวิตการรับราชการ คือ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ


ในตำแหน่งผู้บัญชาการนี้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ถือตราอำนาจอยู่ 4 ปี ทำคดีต่างๆ มากมาย กลายเป็นที่รู้จักของคน ขายตรง จากการรับงานสะสางคดีฉ้อโกง หรือที่รู้จักกันในนาม แชร์ลูกโซ่


มากมายหลายคดีที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้รับมอบหมายให้สะสางจนคดีถึงที่สุด และปราบบรรดาขี้ฉ้อได้อย่างเป็นรูปธรรม จนสื่อต่างๆ ขนานนามนายทหารผู้นี้ จนยกให้เป็น มือปราบแชร์ลูกโซ่


โดย พ.อ.ปิยะวัฒก์ เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ทุกคดีที่ตนได้รับมอบหมาย ตนและทีมจะสืบค้นข้อมูล หาพยาน หลักฐานส่งต่อไปที่ศาล เพื่อขอหมายจับ และดำเนินคดีในทุกคดี อีกทั้งทุกคดีตนก็มีความมั่นใจในความผิดที่แจ้งไป


หลายครั้งที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ต้องต่อสู้กับอำนาจบางอย่าง เพื่อเอาผิดตามพยานหลักฐานที่ได้มา


ซึ่งหลายครั้งรูปคดีที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ตั้งความหวัง


นั่นเป็นเรื่องคดีที่ต้องว่ากันไปตามชั้นศาล


จากวันนั้น ถึงวันนี้ ตลอดการนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการ สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ทำคดีที่เกี่ยวกับความผิดตามพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินมากกว่า 30 คดี


โดยเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นเดือนสุดท้ายของ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ในการรับราชการ ด้วยการเออร์ลี่ รีไทร์ตนเองก่อนวันเกษียณจริง 2 ปี


ด้วยเหตุผลที่ว่า ตนโดนโยกย้าย จนถึงขนาดลดตำแหน่ง ซึ่งสร้างความน้อยใจให้กับนายทหารผู้นี้ จนตัดสินใจทำตาม กฎกติการาชการ คือ การเออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


หลายคนนับถือในตัวนายทหารผู้นี้ เพราะเห็นว่าเป็นนายทหารผู้ถือกฎหมาย ทำงานอย่างตงฉิน ไร้ความเกรงกลัว อำนาจมืด ถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง


ในทางกลับกันหลายคนก็ไม่ชอบ เนื่องจากเหตุผลที่ต่างกัน


ทั้ง 2 สิ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เพราะนี่คือสัจธรรม มีคนรัก ย่อมมีคนชัง ไม่ว่าใครก็เลี่ยงไม่ได้


แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จาก พ.อ.ปิยะวัฒก์ ตามสายตาของผู้เขียนที่มองเข้าไปคือ ขายตรง มีจุดอ่อนที่กฎหมาย


พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่บังคับ ใช้อยู่ มีกฎกติกาหลายข้อที่ยังแสดงถึงช่องโหว่ในการหาประโยชน์โดยมิชอบจากบรรดา 18 มงกุฎ


รัฐต้องออกกฎหมายใหม่ ด้วยการระดมความคิดจาก ผู้รู้ในวงการขายตรง อีกทั้งต้องมีกฎหมายลูกเพื่อป้องกันการ พลิกแพลงของบรรดาบริษัทขายตรง รวมทั้งต้องมีกฎกติกา ควบคุมนักธุรกิจอิสระ


อีกทั้งน่าจะถึงเวลาแล้วที่ กรมขายตรง ต้องเกิดขึ้นเพื่อควบคุมเฉพาะธุรกิจ


เพราะหากปล่อยให้ขายตรงยังถูกมองว่าเป็นธุรกิจล่อแหลมไปเรื่อยๆ ธุรกิจที่ดีๆ อย่างนี้ จะถูกทำลายลงด้วยความ คิดที่รู้เท่าไม่ถึงแก่น


พ.อ.ปิยะวัฒก์ ฝากในเรื่องของการปรับกฎหมายในวันเกษียณ เพื่อเอาผิดจากคนผิดให้ได้อย่างชัดแจ้ง ไร้ข้ออ้างว่าตำรวจรู้ไม่จริง


พ.อ.ปิยะวัฒก์ จะถูกมองว่าเป็นราชการที่ดี หรือ ไม่ดี นั่นเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่สิ่งที่ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ได้ฝากไว้นั้น ตรงใจใครหลายคน ที่อยากเห็นธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจสร้างเงินสร้างชาติอย่างภาคภูมิ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

"มือปราบแชร์ลูกโซ่" ถอดใจ "พ.อ.ปิยะวัฒก์" ลาออกเหตุถูกลดขั้น


ปิดฉาก มือปราบแชร์ลูกโซ่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ตำรวจตงฉิน แห่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ประกาศเกษียณตนเองด้วยการเออร์ลี่ รีไทร์ ตามกฎกติการาชการก่อนอายุเกษียณจริง 2 ปี เหตุ ทนไม่ได้ โดนโยกย้ายบ่อย แถมถูกลดขั้นกลับไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ชี้นั่งตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กว่า 4 ปี ทำทุกคดีด้วยความ ชอบธรรม ไม่หวั่นอิทธิพลมืด ส่วนอนาคตหวังผันตัวเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย สร้างอนาคตชาติให้มีจริยธรรม ยึดความถูกต้องเป็นหลัก

พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีตผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ได้เปิดใจหลังการเกษียณตัวเอง ว่า เหตุที่ตนเองได้ทำการเออร์ลี่ รีไทร์ ตนเองก่อนถึงอายุเกษียณราชการจริง ก็เป็นผลมาจากความรู้สึกไม่เป็นธรรมส่วนตัว ซึ่งทางกรม สอบสวนคดีพิเศษ ปรับเคลื่อนย้ายตำแหน่งตนเองหลายครั้ง จนล่าสุดก่อนที่จะมีการตัดสินใจเกษียณตัวเองในครั้งนี้ ก็ถูกลดตำแหน่ง ลงไปเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมที่ตนเคยรับอยู่เมื่อปี 47 ก่อนได้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการ จากเหตุนี้เป็นเรื่องที่ตนยอมรับ ไม่ได้ ทั้งที่ความน่าจะเป็นควรที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง เพราะผลงานที่ตนทำ

การที่ต้องถูกลดตำแหน่ง โดยที่ไม่มี ความผิดเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับ ทำให้ต้อง ขอรีไทร์ตัวเองออกจากงานราชการที่ตนเอง รัก ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการปรับผังครั้งก่อนเมื่อปี 54 ตนก็ถูกโยกให้ไปทำคดีเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ต่อมาก็ถูกลดขั้น ก่อนที่จะได้กลับมาที่ตำแหน่งเดิม อีก ครั้ง ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่สร้างความน้อยใจ ให้ตนเอง ถึงแม้สุดท้ายแล้วจะได้รับตำแหน่ง เดิมกลับมาก็ตาม ตนก็จึงขอรีไทร์ตัวเองก่อน ครบอายุราชการ 2 ปี ตามกฎ ปิยะวัฒก์ กล่าว

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ที่ได้เข้ามานั่งเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ปิยะวัฒก์ ทำคดีที่ผิดเกี่ยวกับพ.ร.ก. การกู้ยืมเงินกว่า 30 คดี โดยทำการส่งเรื่องสอบสวนขึ้นศาล ประมาณ 27 คดี และทำคดีเอง อีกประมาณ 2-3 คดี โดยเป็นคดีที่เกี่ยวกับ ธุรกิจแชร์ลูกโซ่มากมาย ซึ่งมีคดีใหญ่ที่ พ.อ. ปิยะวัฒก์ ทำมากมายหลายคดีเช่น คดีแชร์ก๋วยเตี๋ยว คดีแชร์น้ำมัน คดีแชร์ยางพารา ซึ่งในทุกคดีที่กล่าวมา มีมูลค่าความเสียหายรวมกันก็มากกว่าพันล้านบาท โดยคดีสุดท้ายที่ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ได้ทำคือ เรื่องของ บริษัท ปูแดงฯ ซึ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ในการคดีแต่ละครั้ง พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้เผยถึงขั้นตอนการทำงานว่า ทางหน่วยงานของตนจะเริ่มตั้งแต่สืบหาต้นสายปลายเหตุ หาพยานหลักฐานต่างที่จะเอาผิด โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐหลักอย่าง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. แล้วนำเรื่องแผนงานของบริษัทนั้นๆมาวิเคราะห์หาความผิด ใช้พยานหลักฐานในการดำเนินคดี

การทำงานแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นคดีอะไร พ.อ.ปิยะวัฒก์ มักจะต้องต่อสู้กับอำนาจอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอำนาจในพื้นที่นั้นๆ หรือ แม้กระทั่งอำนาจทางการเมือง ซึ่งทำให้ตนและทีม ต้องประสบอุปสรรค หลายอย่างที่เรียกว่า ตอ ซึ่งหากคดีใดไม่มีอำนาจเหล่านี้คดีนั้นก็จะไหลลื่น สามารถ ยื่นฟ้องได้ตามข้อกฎหมาย แต่หากเจออำนาจมืดต่างๆ ความล่าช้า และอุปสรรคในการทำงานก็จะถาโถมเข้ามา

ทุกคดีที่ตนเองทำ ตนมีความมั่นใจในทุกคดีว่า คดีนั้นๆ เป็นคดีที่ผู้กระทำมีความผิดจริง เนื่องจากก่อนที่จะเข้าจับกุม หรือแจ้งข้อกล่าวหา ตนและทีมงานจะใช้เวลาในการหาพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งบางคดีใช้เวลากว่า 1 ปี ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ อีกทั้งในทุกครั้งการเข้าดำเนินคดี ทีมของตนจะมีการ ใช้อำนาจศาลขอหมายค้น หมายจับจากศาล ก่อนเสมอ นี่จึงเป็นสิ่งที่ตนยิ่งมั่นใจว่า ทุกคดี ที่ตนและทีมงานฟ้องร้องดำเนินคดีไปนั้น เอาผิดได้จริง อดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่ กล่าวถึงการทำงาน

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานในตำแหน่งผู้บัญชาการคดีพิเศษมานานหลาย ปี คดีที่สร้างความหนักใจให้กับ พ.อ.ปิยะวัฒก์ มากที่สุด ก็เป็นคดี แชร์น้ำมัน และ ปูแดง ซึ่งเกิดความวุ่นวายมากมายในช่วงปีนั้น นอกจากนี้ ทาง พ.อ.ปิยะวัฒก์ ยังได้เอ่ยถึงกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ว่า ในเรื่องของพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงที่ใช้อยู่ยังมีปัญหาในเรื่องของโทษ ในการดำเนินคดี เนื่องจากโทษที่กำหนดอยู่นั้นดูจะเบาเกินไป ทำให้ผู้ที่กระทำผิด ไม่กลัว หลังจากพ้นโทษก็จะทำใหม่ อีกทั้งควรมีกฎหมายแม่ที่ชัดเจน และควรมีกฎหมาย ลูกเพื่อให้เกิดความรัดกุม ปิดช่องโหว่ของกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของแผน การจ่าย อีกทั้ง ในส่วนของรัฐโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีเจ้าพนักงานน้อย ดูแลธุรกิจไม่ทั่วถึง ซึ่ง ตรงนี้ก็ทำให้เกิดจุดอ่อน บรรดาขี้ฉ้อหาช่อง ทางโกงได้ง่าย

ทั้งนี้ หลังจากการเออร์ลี่ รีไทร์ ของ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีตนายทหารผู้นี้ได้วางอนาคตต่อไปที่จะเป็นอาจารย์สอน เรื่องกฎหมายให้กับทางมหาวิทยาลัยต่อไป โดยหวังที่จะปลูกฝังในเรื่องของจริยธรรม และ ความถูกต้อง เพื่อสร้างอนาคตของชาติต่อไป

อนึ่ง ก่อนที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ จะเข้ามาเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ประจำ DSI นายทหารผู้นี้ เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการอยู่ศาลทหารตำแหน่ง อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพ สำนักงานอัยการทหาร หลังจากนั้นก็ขยับตำแหน่งเป็น ตุลาการพระธรรมนูญ ในศาลทหารต่างๆ เช่น ตุลาการพระธรรมนูญศาลมณฑล ทหารบกที่ 12 (จังหวัดปราจีนบุรี), ตุลาการ พระธรรมนูญศาลมณฑลทหารบกที่ 14 (จังหวัดชลบุรี), ตุลาการพระธรรมนูญฝ่ายศาลทหารกรุงเทพ, ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าคณะฝ่ายศาลทหารกรุงเทพ และล่าสุดก่อนโอนย้ายมากระทรวงยุติธรรมคือ ตำแหน่งตุลาการพระธรรมนูญรองหัวหน้า ศาลทหารกรุงเทพ

หลังการโอนย้ายเข้ารับการเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดกระทรวงยุติธรรม ก็ได้บรรจุในตำแหน่ง พนักงานสอบสวนคดี พิเศษ 8 ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มงานคดีความเห็นแย้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 และอีกไม่กี่เดือน ต่อมา พ.อ.ปิยะวัฒก์ ก็ได้รับการแต่งตั้งขยับหน้าที่ขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 9 ชช.) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 กระทั่งเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2550 ก็ได้รับความไว้วาง ใจขยับให้ขึ้นรับตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ก่อนที่จะถูกโยกย้ายและลดตำแหน่งกลับไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งกลายเป็นชนวนหลักที่ทำให้นายทหารผู้นี้ต้องเกษียณตัวเอง ถึงแม้ล่าสุด จะมีการคืนตำแหน่งสูงสุดให้ก็ตาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1342 ประจำวันที่ 10-10-2012 ถึง12-10-2012