ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สคบ.รุกตรวจแถวขายตรง ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" เตรียมดึง 4 สมาคมฯร่วมถกยกมาตรฐานวงการ







สคบ. (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้าตรวจสอบบริษัทขายตรง หวังให้ผู้ประกอบการตื่นตัว ไม่ให้มีปัญหาการฟ้องร้องจากผู้บริโภค ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" พบได้มาตรฐานควร เป็นแบบอย่าง "พิศิษฐ์ แทนทิว" ผู้บริหารนีโอไลฟ์ ขานรับ สคบ. เข้มงวดจะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี ทุกบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


หลังจาก ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริษัทขายตรง พร้อมมอบนโยบายด้านต่างๆ ให้แก่คณะผู้บริหารให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริโภค


ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า โครงการตรวจเยี่ยมบริษัทขาย ตรงของภาครัฐก็เพื่อต้องการเห็นจากบริษัทขายตรงว่าได้ทำตามกฎหมายหรือไม่, มีการประกอบการอย่างไร และดูแลผู้บริโภคจริงหรือไม่ ทั้ง 3 เรื่องนี้ บริษัทภาคเอกชนควรจะตระหนักให้มาก เพราะ สิ่งที่ต้องการเห็นอยากให้ทุกภาคส่วนของ สังคมช่วยกัน จึงอยากจะปลูกฝังจริยธรรม ความดีเอาไว้ โดยเร็วๆ นี้อาจจะมีการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้ามาหารือพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกหรือการนำเสนอไอเดีย ดีๆ เพื่อมาช่วยเรื่องนี้ด้วย


"ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจบริษัท แอมเวย์แล้ว โดยสิ่งสำคัญที่ไปตรวจต้องการ จะดูว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปล่า เพราะบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการสมัครการซื้อสินค้า การจำหน่ายสินค้า การตั้งราคา สินค้าอยู่ในความเหมาะสมหรือไม่ และต้อง ไปขึ้นทะเบียนรายงานตัวตามที่ สคบ. กำหนด หรือไม่ ที่สำคัญทุกบริษัทควรจะต้องมีความ รับผิดชอบต่อสัมคม คือคืนกำไรให้กับผู้บริโภคด้วย" เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวว่า ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ...นั้น เนื่อง จากปัจจุบันผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนขายตรงไว้กับ สคบ. จำนวนมาก ดังนั้น สคบ. จึงจำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูว่า ผู้ผลิต ผู้ประกอบเหล่านี้ มีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มีสินค้าจะก่อให้เกิดปัญหาแชร์ลูกโซ่หรือแชร์ ต่างๆ ในระยะยาว โดย สคบ. จะต้องเตรียม ความพร้อมในหลายเรื่อง เพื่อให้การปฏิบัติ การตามกฎหมายนั้นสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี และมีลักษณะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


"ตอนนี้ทาง สคบ. ได้ดำเนินการเรื่อง เร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบกรณีการออกใบเสร็จรับเงินของ บ.ขายตรงต้องมีการแสดงรายการที่ชัดเจนให้แก่ลูกค้าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ สมัครสมาชิกแล้ว ซื้อ สินค้าแล้วไม่ดีคืนเงินหรือไม่ ซึ่งทาง สคบ. ได้พยายามเปิดช่องทางทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, สายด่วน สคบ. และช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้สะดวกมาก ขึ้น" นายจิรชัยกล่าวว่า การที่ สคบ. เดินทาง มาตรวจสอบในวันนี้ อย่างที่ทราบ บ.นีโอไลฟ์ ถือเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทย มีสมาชิกที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก และยังเป็นบริษัทขายตรงของคนไทยด้วย จึงแค่อยากมาดูวิธีการดำเนินกิจการว่าเป็น อย่างไร มีตราสัญลักษณ์ สคบ.หรือไม่ โดย ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจสอบบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นบริษัท ขายตรงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาเปิดในเมืองไทยหลายปี และจากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบริษัทได้มาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน จึงเหมาะที่จะเป็นแบบอย่างให้ บริษัทขายตรงอื่นๆ เอาเป็นแบบอย่าง


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA ได้กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองนั่งตำแหน่งกรรมการบริหารของ บ.นีโอไลฟ์ รู้สึกดีใจ ที่ทาง สคบ. ได้เดินทางมาตรวจสอบ เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า สคบ.มีความเข้มงวด ที่จะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี โดยทุกบริษัทควรจะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม คือต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


"ไม่อยากให้มีภาพผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง และดูเหมือนว่าตัวเลขผู้เสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายตัวออกส่วนภูมิภาค อย่างรวดเร็ว โดยวิกฤติเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ เกิดขึ้นอย่างหนาตายิ่งเฉพาะในธุรกิจเอ็มแอลเอ็ม หรือแม้กระทั่งแชร์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีในทุกภาค" เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA กล่าว








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : 'โฟกัส' ขายตรง: ยุคใหม่ สคบ.







940825_541306759254090_1100658357_n (Mobile)


เมื่อเร็วๆ นี้ "หนุ่มเซลล์แมน" มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกลมกับเลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) "จิรชัย มูลทองโร่ย" ต้องบอกว่า ได้รับข้อมูลและแนวทางการทำงานของ สคบ.ชัดเจนยิ่งขึ้น


โดยเฉพาะบทบาทที่ตั้งเป็นนโยบายหลักๆ ก็คือ ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ถือว่า เป็นพันธะกิจหลักที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด


จากการพูดคุย เลขาธิการ สคบ.ได้ย้ำนโยบายชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตราสัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ.และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้องได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


โดย สคบ.มีเป้าหมายที่จะจัดหมวดหมู่สินค้าและบริการที่ขายในประเทศ ตามหลักการของ สคบ.เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ในการบริโภคหรือใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพ และผู้ประกอบการเองก็จะได้ประโยชน์ เนื่องจากเป็นการรับรองคุณภาพอีกขั้นหนึ่ง ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หากมีการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ก็สามารถลดทอนการกีดกันทางการค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย


เลขาธิการ สคบ. ยังย้ำที่จะตั้งเป้าหมายติดเครื่องหมายลงบนสินค้า 8 หมวดหมู่ รวม 26 รายการ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์มือสอง ธุรกิจการท่องเที่ยว และธุรกิจขายตรง


จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ยังต้องพิจารณาเรื่องการรับประกันความเสียหายสินค้าจากผู้ประกอบการจะเข้ามาร่วมอย่างไร ที่ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการของศาล สามารถดำเนินการได้ทันที เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ


ส่วนประเด็นที่ 2 ที่ต้องดำเนินการคือ จะต้องประสานความร่วมมือกับ 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน ซึ่ง สคบ.ในฐานะหน่วยงานกลาง จะดำเนินการประสานกลไกภาครัฐทั้ง 8 กระทรวง 20 กรม เพื่อการจัดระเบียบสินค้า ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะในขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐยังมองในมุมแคบ


โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้บริโภค ทำให้เกี่ยงงานกัน รับผิดชอบไม่ทั่วถึง เช่น การจัดพนักงานไปดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ไม่สามารถหาคนรับผิดชอบโดยตรงได้ กรมการจัดหางานก็ไม่ใช่ สาธารณสุขก็ไม่ใช่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ไม่ใช่ ทั้งที่แต่ละส่วนงานที่กล่าวมาล้วนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น


ดังนั้น ทุกส่วนราชการจะต้องบูรณาการร่วมกันไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น จะมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงานฝาก เพราะทุกคนจะต้องช่วยกันดูแลประชาชนด้วย ซึ่ง สคบ.จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานข้อมูล ในอนาคตเรื่องนี้จะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด


ปัจจุบันยอมรับว่าภาคประชาชนมีความรู้เรื่องสิทธิของตนเองน้อยมาก โดยพบว่า 80% นั้นยังไม่รู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเลย หรือหากรู้ก็จะไม่ใช้ประโยชน์ เนื่องจากเห็นว่าดำเนินการล่าช้า ซึ่ง สคบ.ก็ยอมรับในเรื่องนี้ เพราะมีคนน้อยแค่ 200 กว่าคนเท่านั้น ดังนั้น ในอนาคตจึงมีความคิดที่จะจ้างหน่วยงานภายนอกในกันเข้ามาสำรวจตรวจสอบสินค้าในท้องตลาดด้วย


ส่วนภาคผู้ประกอบการธุรกิจ ก็จะแยกแยะผู้ประกอบธุรกิจที่ดีและไม่ดีออกจากกัน โดยในส่วนที่ไม่ดีก็ต้องปราบปราม ส่วนผู้ประกอบการที่ดีอยู่แล้วก็ต้องยกย่องและประกาศเกียรติคุณ ที่ผ่านมาขาดการประสานงานในองค์กรผู้ประกอบธุรกิจ


สิ่งเหล่านี้ที่ เลขาธิการ สคบ.หยิบยกเป็นนโยบายเร่งด่วน ต้องบอกว่า มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก หากสามารถปฏิบัติได้จริง และตั้งใจจริง


"หนุ่มเซลล์แมน" ยังเป็นห่วง โดยเฉพาะ "ธุรกิจเครือข่ายขายตรง" ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเปิดตัวออกมาเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการเข้าไปโฆษณาผ่านทีวีดาวเทียมกันอย่างครึกโครม ต้องยอมรับธุรกิจทีวีดาวเทียมกำลังได้รับความนิยม ซึ่งผู้ประกอบการขายตรง อาศัยช่องทางดังกล่าวโกยเงินเข้ากระเป๋า แต่ไม่นึกถึงคุณภาพสินค้าว่าจะมีคุณภาพหรือไม่ ตรงนี้ถือว่า สคบ.ต้องเข้ามาควบคุมดูแลใกล้ชิด ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อรายแล้ว รายเล่า


หากกำราบได้และมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะจากการเข้ามาร้องเรียนผ่าน สคบ. ในแต่ละวัน แต่ละเดือน มีจำนวนมากมายก่ายกองมหาศาล อย่าให้ผู้บริโภคมอง สคบ.เป็นเพียงแค่ "เสือกระดาษ" ที่ช่วยเหลือหรือเป็นที่พึ่งพวกเขาไม่ได้ สุดท้ายนโยบายที่ขีดเอาไว้ คงไม่เกิดประโยชน์


แต่เท่าที่ติดตามการทำงานของ สคบ.ในวันนี้ ถือว่า มีความคืบหน้า หลายเรื่องสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เรียกว่า "ยุคใหม่ สคบ." จริงๆ



Credit By :หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : งาบประโยชน์3ฝ่าย ตราสัญลักษณ์สคบ.


จิรชัย เลขาฯสคบ.ใหม่ฟิตจัดออกหมัดแรกจี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้าเพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วยการรับคืนสินค้ามาตรตรา๓๖แฉคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทเพื่อรับตราสคบ.คนใกล้ชิดนักการเมืองพรึ่บเพราะหน้าที่นี้มีค่าเหนื่อยจับตาเงินประกันสินค้าปีละนับพันล้านบาทค่าคอมมิชชั่น ใครงาบด้านกลุ่มธุรกิจขายตรง 3-4 สมาคมได้แต่บ่นพรึมพรำเหมือนหมีกินผึ้งไม่มีใครกล้าหือออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สคบ. แทน นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการ สคบ. ที่ได้ลาออกไปก่อนเกษียณอายุราชการ แอ็คชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน


นี่แผนการลึกซึ้งในการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงนโยบายไม่ผิดกฎหมาย แต่ใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ บีบ เอกชนให้ปฏิบัติตาม แม้จะไม่มีการบังคับอย่างเป็นรูปแบบ แต่คงไม่มีบริษัทใดกล้าปฏิเสธกับนโยบายของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปได้


เพราะมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี 2554 ซึ่งเกิดวิกฤติน้ำท่วมได้รับผลกระทบหนักสุด


การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้เลือก นายจิรชัย มูลทองโร่ย ให้มานั่งตำแหน่งเลขาฯสคบ. ท่าม กลางมีข่าวอื้อฉาวครั้งนี้ ถือเป็นความคิดที่แหลมคม ซึ่งอาจมีเงื่อนไขพิเศษ นั่นคือ การผลักดันนโยบายที่วางไว้ให้บรรลุเป้าหมายในเวลาอันสั้น


โดยเฉพาะเรื่องให้บริษัทขายตรงซึ่งปัจจุบันมีกว่า 600 บริษัทจะต้องทำประกันสินค้ากับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีของบริษัท เพื่อเป็น การเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวชูโรง


หากโครงการนี้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้อย่างแยบยล ก็จะมีเม็ดเงินทะลักเข้าสู่บริษัท ทิพยประกันภัยไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท เพราะบริษัทประกันรายอื่นคงยังไม่ทันออกสินค้าประเภทนี้แน่ ส่วนผลตอบแทนซึ่งมาในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นน่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จับตาดูดีๆ ระหว่าง วรวัจน์ กับ สมพร ใครจะได้รับประโยชน์ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป


ที่แน่ๆ คณะกรรมการในการคัดเลือกคุณสมบัติบริษัทต่างๆ เพื่อมอบตราสัญลักษณ์สคบ. นั้น ส่วนใหญ่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้ตั้งทีมงานของตัวเองเข้ามาดูแลแบบม้วนเดียวจบ ซึ่งจะแต่ละคนก็จะได้รับผลตอบ แทนครั้งละหลายพันบาท


การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ออกมาแอ็คชั่นเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ หลังรับตำแหน่งเลขาฯสคบ. ทั้งๆที่มีเรื่องอื่นสำคัญกว่าตั้งเยอะ กลับมองข้ามไป ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้อาจมีนัยอื่นแอบแฝงไม่มากก็น้อย ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ว่า เลขาฯสคบ.คนใหม่ใครทำงานได้ ก็เลือกคนนั้นแหละ


จึงไม่น่าแปลกใจที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นคำตอบสุดท้ายกับตำแหน่ง เลขาฯสคบ. แม้จะมีคนร้องเรียนไปยังปลัดสำนักนายกฯ และปปช. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลก็ตาม แต่ครม.ก็เร่งรีบแต่งตั้ง ทำเหมือนกับว่าการปรับครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อาจจะไม่ติดโผ และนั่งอยู่ในตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯอีกต่อไปเสียงั้นแหละ


แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักปลัดนายกฯ ได้แจ้งมายังผู้สื่อข่าวว่า ทางสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องเรียนผ่านไปทางสคบ.แล้ว โดยให้เหตุผลในทำนองว่า การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ถูกร้องเรียนเรื่องการเรี่ยไรเงินซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นเพียงการเข้าใจผิดกันเท่านั้น


ที่แน่ๆ นับจากนี้ไป บริษัทขายตรงจะต้องตั้งรับกับเกมรุกของ เลขาฯสคบ. คนใหม่ให้ดีๆ เพราะโครงการมอบตราสัญลักษณ์สคบ.นั้น ตอนนี้เป็นใบสั่งแบบกรายๆ ต่อไปน่าจะมีการร่างกฎระเบียบของสำนักนายกฯขึ้นมาแล้วเสนอไปยังครม.ให้อนุมัติ เพื่อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องปฏิบัติตามทุกบริษัท


ถ้าพูดถึงหลักการคืนสินค้าให้กับผู้บริโภคของบริษัทขายตรงจริงๆ ก็มีกฎหมายรองรับไว้ชัดเจนตามมาตรตรา ๓๖ ดังนี้ เมื่อผู้บริโภคใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา ๓๓ ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงคืนเงินเต็มจำนวนที่ผู้บริโภคจ่ายไปเพื่อการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นภายในกำหนดเวลา สิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแสดงเจตนาเลิกสัญญา


ในกรณีที่ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใดไม่คืนเงินตามจำนวนและภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้นชำระเบี้ยปรับตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดให้แก่ผู้บริโภค


สคบ.มีความพยายามที่จะโฟกัสเรื่องสิทธิ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน กล่าวคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตราสัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ.และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้องได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


นี่คือ พายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น และพร้อมจะกระหน่ำเข้าใส่ผู้ประกอบการขายตรงเต็มอัตราศึก งานนี้ 3-4 สมาคมขายตรงจะออกมาตั้งรับสถานการณ์อย่างไร น่าจะเป็น ไฮไลท์ ที่คนเครือข่ายขายตรงไทยกว่า 16 ล้านคน จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดติดขอบเวทีห้ามกระพริบตาเด็ดขาด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555