ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายจิรชัย มูลทองโร่ย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายจิรชัย มูลทองโร่ย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"สคบ.ทำงานช้า เพราะกำลังคนน้อย"







5482_533064510078315_1631328902_n (Mobile)

 


ถือเป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นที่เราต้องการมากที่สุด นั่นคือความคิดเห็นจาก "จิรชัย มูลทองโร่ย" อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่มองไม่ต่างจากคนขาย ตรง ที่เห็นว่าธุรกิจขายตรงยังต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของกฎกติกา ที่จะเข้ามากำกับควบคุม ซึ่งถึง แม้ว่าจะเป็นเพียงอดีตหัวเรือของ สคบ.ก็ตาม แต่จากเวลาที่ทำงาน คลุกคลีกับขายตรง ความคิดเห็นของท่านผู้นี้ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อวงการ


นายจิรชัย มูลทองโร่ย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ว่าจากที่ผ่านมาได้มีกลุ่มบริษัทขายตรงรวมตัวกันตั้งเป็นสมาคมขายตรง อยู่ 4 สมาคม ซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นในบางเรื่องที่ต่างกัน แต่ในวัตถุประสงค์หลักไม่ต่างกัน คือ การต้องการยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทาง สคบ. ก็ได้พยายามที่จะเชิญผู้นำของทั้ง 4 สมาคม ร่วมพูดคุย หารือในเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งจะมีการเชิญรัฐมนตรีที่ดูแลธุรกิจร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหาทางออกในการยกระดับอุตสาหกรรมขายตรงไทย


โดยการหารือแนวทางการแก้ไขกฎหมายขายตรง และตั้งหน่วยงานที่จะมีหน้าที่กำกับดูแล วงการธุรกิจขายตรงถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ใกล้เข้ามา ทุกที ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งทางภาครัฐก็ได้พยายาม ประสานเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และที่ผ่านมา สคบ. ได้เร่งทำงาน เรื่องของการจัดระเบียบบริษัทขายตรง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อไปหาบริษัทขายตรงที่มีอยู่เกือบ 900 บริษัท


การจดทะเบียนบริษัทมาตั้งแต่ปี 2545 โดยปัจจุบันมีกลุ่มบริษัท ขายตรงที่ยังดำเนินการอยู่ถึงตอนนี้มีเกือบ 400 บริษัท แต่ก็ยังมีหลาย บริษัทที่ยังทยอยเข้ามารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งที่ผ่านมา มีการ ร้องเรียนถึงการทำงานของ สคบ. ถึงความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนเปิดบริษัท


โดยเหตุของความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนบริษัทขายตรง แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ 1.การขอจดบริษัทใหม่ 2.บริษัทขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการของบริษัท และ 3.การเข้าขอยื่นจดสินค้าใหม่ของแต่ละ บริษัท ซึ่งในทั้ง 3 เรื่องทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามหาวิธีแก้ไข และเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ก็เพราะกำลังคนที่น้อยมาก ทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน


อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการทำงานของ สคบ. ในเวลานี้ ทางหน่วยงานได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน คือ 1.การขึ้นทะเบียนบริษัท 2.หน่วยติดตามเฝ้าระวัง และ 3.ฝ่ายปราบปรามการกระทำผิดของบริษัทขายตรง โดยทั้งหมดนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการแชร์ลูกโซ่ และป้องกันบริษัทที่เอาเปรียบผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจขายตรงเป็นสีขาว และยกระดับเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมีศักยภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สคบ.รุกตรวจแถวขายตรง ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" เตรียมดึง 4 สมาคมฯร่วมถกยกมาตรฐานวงการ







สคบ. (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้าตรวจสอบบริษัทขายตรง หวังให้ผู้ประกอบการตื่นตัว ไม่ให้มีปัญหาการฟ้องร้องจากผู้บริโภค ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" พบได้มาตรฐานควร เป็นแบบอย่าง "พิศิษฐ์ แทนทิว" ผู้บริหารนีโอไลฟ์ ขานรับ สคบ. เข้มงวดจะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี ทุกบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


หลังจาก ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริษัทขายตรง พร้อมมอบนโยบายด้านต่างๆ ให้แก่คณะผู้บริหารให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริโภค


ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า โครงการตรวจเยี่ยมบริษัทขาย ตรงของภาครัฐก็เพื่อต้องการเห็นจากบริษัทขายตรงว่าได้ทำตามกฎหมายหรือไม่, มีการประกอบการอย่างไร และดูแลผู้บริโภคจริงหรือไม่ ทั้ง 3 เรื่องนี้ บริษัทภาคเอกชนควรจะตระหนักให้มาก เพราะ สิ่งที่ต้องการเห็นอยากให้ทุกภาคส่วนของ สังคมช่วยกัน จึงอยากจะปลูกฝังจริยธรรม ความดีเอาไว้ โดยเร็วๆ นี้อาจจะมีการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้ามาหารือพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกหรือการนำเสนอไอเดีย ดีๆ เพื่อมาช่วยเรื่องนี้ด้วย


"ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจบริษัท แอมเวย์แล้ว โดยสิ่งสำคัญที่ไปตรวจต้องการ จะดูว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปล่า เพราะบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการสมัครการซื้อสินค้า การจำหน่ายสินค้า การตั้งราคา สินค้าอยู่ในความเหมาะสมหรือไม่ และต้อง ไปขึ้นทะเบียนรายงานตัวตามที่ สคบ. กำหนด หรือไม่ ที่สำคัญทุกบริษัทควรจะต้องมีความ รับผิดชอบต่อสัมคม คือคืนกำไรให้กับผู้บริโภคด้วย" เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวว่า ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ...นั้น เนื่อง จากปัจจุบันผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนขายตรงไว้กับ สคบ. จำนวนมาก ดังนั้น สคบ. จึงจำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูว่า ผู้ผลิต ผู้ประกอบเหล่านี้ มีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มีสินค้าจะก่อให้เกิดปัญหาแชร์ลูกโซ่หรือแชร์ ต่างๆ ในระยะยาว โดย สคบ. จะต้องเตรียม ความพร้อมในหลายเรื่อง เพื่อให้การปฏิบัติ การตามกฎหมายนั้นสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี และมีลักษณะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


"ตอนนี้ทาง สคบ. ได้ดำเนินการเรื่อง เร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบกรณีการออกใบเสร็จรับเงินของ บ.ขายตรงต้องมีการแสดงรายการที่ชัดเจนให้แก่ลูกค้าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ สมัครสมาชิกแล้ว ซื้อ สินค้าแล้วไม่ดีคืนเงินหรือไม่ ซึ่งทาง สคบ. ได้พยายามเปิดช่องทางทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, สายด่วน สคบ. และช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้สะดวกมาก ขึ้น" นายจิรชัยกล่าวว่า การที่ สคบ. เดินทาง มาตรวจสอบในวันนี้ อย่างที่ทราบ บ.นีโอไลฟ์ ถือเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทย มีสมาชิกที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก และยังเป็นบริษัทขายตรงของคนไทยด้วย จึงแค่อยากมาดูวิธีการดำเนินกิจการว่าเป็น อย่างไร มีตราสัญลักษณ์ สคบ.หรือไม่ โดย ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจสอบบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นบริษัท ขายตรงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาเปิดในเมืองไทยหลายปี และจากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบริษัทได้มาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน จึงเหมาะที่จะเป็นแบบอย่างให้ บริษัทขายตรงอื่นๆ เอาเป็นแบบอย่าง


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA ได้กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองนั่งตำแหน่งกรรมการบริหารของ บ.นีโอไลฟ์ รู้สึกดีใจ ที่ทาง สคบ. ได้เดินทางมาตรวจสอบ เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า สคบ.มีความเข้มงวด ที่จะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี โดยทุกบริษัทควรจะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม คือต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


"ไม่อยากให้มีภาพผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง และดูเหมือนว่าตัวเลขผู้เสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายตัวออกส่วนภูมิภาค อย่างรวดเร็ว โดยวิกฤติเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ เกิดขึ้นอย่างหนาตายิ่งเฉพาะในธุรกิจเอ็มแอลเอ็ม หรือแม้กระทั่งแชร์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีในทุกภาค" เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA กล่าว








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เซ็งลี้ใบอนุญาตขายตรงกระหึ่ม สะพัดหน้าใหม่จ่ายใบละ3แสน







01 (Mobile)


แฉพฤติกรรมผู้ประกอบการหัวหมอ ยื่นขอใบอนุญาตขายตรงตุนเอาไว้เต็มกระเป๋า อาศัยช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจกำลังร้อนแรง เร่ขายใบอนุญาตเกลื่อนตลาด ด้วยสนนราคาย่อมเยาใบละ 300,000 บาท ยังไม่รวมค่าที่ปรึกษารายเดือนอีกเดือนละ 50,000 บ. แลกกับความ สะดวกสบาย ในการยื่นใบอนุญาตใหม่ ข่าววงในลือกันหึ่ง เกือบ 900 บริษัทฯ มีแสดงตัวตนทำธุรกิจจริงเพียง 353 บริษัทเท่านั้น คาดส่วนที่ เหลืออาจถูกนำมาเซ็งลี้หารายได้เข้ากระเป๋าเป็นลํ่าเป็นสัน สคบ.เดิมเกม ดักคอ สั่งขึ้น บัญชี 2 กรณีพฤติกรรมไม่โปร่งใส

ย้อนอดีตสคบ. ปมเงื่อนปลอ่ยผีใบอนุญาต 900 ใบ

นับตั้งแต่มีการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 จวบจนมาถึงวันนี้ก็ 34 ปีเต็ม ที่กฎหมายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.2519ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยมีดำริในการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น แต่ก็มีอันต้องสลายตัวไปพร้อมกับอายุขัยของรัฐบาลจวบจนกระทั่งมาถึงยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กฎหมายสคบ.ก็สามารถ ผ่านร่างในรัฐสภาเป็นผลสำเร็จโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2522 เป็นต้นมา เหตุผลประกอบการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็คือ ในยุคนั้นมีการเสนอขายสินค้าและ บริการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการ รวมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาได้นำวิชาการทางการตลาดและการโฆษณามาใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ จนทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เนื่องจากไม่อยู่ในฐานะที่รู้เท่าทันทางการตลาดประกอบกับคุณภาพและราคาสินค้า เมื่อมีการละเมิดสิทธิ ผู้บริโภคต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นจำนวน มาก อีกทั้งในบางกรณี เมื่อเกิดความไม่ชอบมาพากล ก็ไม่สามารถระงับยับยั้งการกระทำที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคได้ทันท่วงที

เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ คือ ที่มา ที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้ามากำกับ ดูแลผู้ประกอบการรวมทั้งให้ความคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม อย่างไรก็ดี ถ้าจะมาดูในเรื่องบทบาทในการเข้ามากำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. ถือเป็นหน่วยงาน หลักที่มารับผิดชอบโดยตรง ที่เดินคู่ขนานไปกับการคุ้มครอง สิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการทั่วประเทศโดยภายหลังจากที่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เริ่มบังคับใช้ในปีพ.ศ.2545 สคบ.ก็มีกฎหมายรองรับอีก 1 ฉบับ ในการเข้ามา กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง เกิดขึ้นหลังจากที่ มีผู้ประกอบการขายตรงเกือบ 20 ปี โดยในยุคนนั้นผู้ประกอบการยังมีไม่มาก การทำธุรกิจเครือข่าย ยังอยู่ในวงจำกัด

แต่เมื่อผ่านมาถึงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงกลับเจริญงอกงาม ผุดขึ้นเป็น ดอกเห็ด มีผู้มายื่นขอรับใบอนุญาตประกอบการมากเป็น ประวัติการณ์รายงานตัวเลขล่าสุดจากสคบ.แจ้งว่า ณ วันนี้ ใบอนุญาตที่ปล่อยออกไปทั้งในอดีตและ ปัจจุบัน รวม ๆ กันแล้วเกือบ 900 บริษัท ผ่านการพิจารณาจากผู้มี อำนาจ ซึ่งหมายถึง เลขาธิการ สคบ.มาหลายยุคหลายสมัย โดย ในขณะนี้ จากการเปิดเผยของ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.คนปัจจุบัน เปิดเผยกับ ว่ามีผู้มายื่นขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง ในปี 2556 นี้ประมาณ 25-30 บริษัท

จิรชัย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อนุมัติง่ายก็ว่าอนุมัติช้าก็บ่น

ในจำนวนกิจการที่มายื่น ขอใบอนุญาตเหล่านี้ เท่าที่ได้มี การตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ เสนอมาเพื่อเจตนาทำธุรกิจขาย ตรงแบบมืออาชีพ มีแผนการ ตลาดชัดเจน สินค้าได้มาตรฐาน แต่ก็มีบางกลุ่มที่เสนอ แผนการตลาดที่หวือหวา ให้ผล ตอบแทนสูงที่ผิดปรกติวิสัยของ ธุรกิจขายตรง ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้การ พิจารณาต้องล่าช้า จนเสมือน กับสคบ. เจตนา เตะถ่วง เพื่อ หวังเรียกร้องผลประโยชน์ แต่เมื่อมามองในมุมกลับ กัน หากมีการปล่อยให้กิจการที่ ดำเนินธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงเข้าไป ดำเนินธุรกิจ หากเกิดความเสีย หายเกิดขึ้น ผลเสียก็จะตกกับ ประชาชน แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ ยื่นขอใบอนุญาตธุรกิจขายตรง และการตลาดแบบตรง มีหลาย รูปแบบ เริ่มตั้งแต่การไปว่าจ้าง มืออาชีพขายตรง มาเป็นที่ ปรึกษาหรือว่าจ้างให้เป็นผู้ดำเนิน การยื่นเรื่องแทน เป็นกลุ่มที่เรียก ว่า มือปืนรับจ้าง

เท่าที่ติดตามข่าวมา ก็ได้ ยินมาบ้างเหมือนกันว่า ผู้ ประกอบการรายใหม่ที่ขาด ประสบการณ์ บางทีก็จำเป็นจะ ต้องหาคนที่มีความรู้ในเรื่องธุรกิจ ขายตรงมาเป็นที่ปรึกษาดำเนิน เรื่องให้ เนื่องจากเงื่อนไขในการ พิจารณามีหลายเรื่อง ไม่ใช่ว่าใคร อยากจะมาทำก็ทำได้ ต้องมี ประสบการณ์จริง ๆ ทางสคบ.ถึง จะพิจารณาอนุมัติให้ แหล่งข่าว ในวงการขายตรงเปิดเผยกับ ตลาดวิเคราะห์ ถึงการยื่นขอรับ ใบอนุญาตธุรกิจขายตรงในยุค ปัจจุบัน

เรื่องนี้นายจิรชัย มูลทองโรย่ เลขาธิการสคบ. เปิดเผยว่า เป็น สิทธิที่ผู้ประกอบการสามารถ ดำเนินการได้ เนื่องจากตัวผู้ประกอบการ ขอรับใบอนุญาต เพื่อไปดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง แต่ถ้าหาก เป็นไปใน ลักษณะที่มาขอยื่นใบอนุญาตไป เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก หรือไป เซ็งลี้ ต่อกันเป็นทอด ๆ เรื่องนี้ถ้า หากถึงทางสคบ.คงจะต้องมี มาตรการในกำกับดูแล โดยใน ขณะนี้ บรรดาผู้ประกอบการที่ เสนอเรื่องเข้ามาส่วนใหญ่จะ ประกอบด้วย 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก การขอใบอนุญาต ใหม่เพื่อไปประกอบการ เรื่องที่สอง การยื่นขอ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด เรื่องที่สาม การขอเพิ่มเติม สินค้าเพื่อนำไปสู่ธุรกิจขายตรง ทั้ง ๆ 3 กรณี ถือเป็นเรื่อง ปรกติของธุรกิจขายตรง จะต้องมี การเสนอเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ เหมาะสมกับแนวทางการดำเนิน ธุรกิจของตัวเอง และสถานการณ์ การแข่งขัน แต่สิ่งที่เกินอำนาจที่ สคบ.จะเข้าไปควบคุมก็คือ การ เปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ของผู้ถือหุ้น ด้วยเหตุที่การดำเนินการ ดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเดินมา หาสคบ. เนื่องจากผู้ประกอบการ สามารถไปจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงบริคณห์สนธิได้ที่กระทรวง พาณิชย์

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนกำลัง ตั้งคำถามกันก็คือว่า ในจำนวน 900 บริษัทขายตรง ที่ได้รับใบ อนุญาตไป จะมีการดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบธุรกิจขายตรงสักกี่ เปอร์เซนต์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สคบ. เคยทำ หนังสือไปยังผู้รับใบ อนุญาตทั้งหมด เพื่อขอคำยืนยัน ในการดำเนินธุรกิจ ปรากฏว่ามี เพียง 150 กิจการเท่านั้น ที่ตอบ รับ หลังจากนั้นเข้าสู่ปี 2556 มีการทำแบบสอบถามไปอีกครั้ง กลับมีตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเป็น 353 บริษัท นี่คือ สิ่งทีสมาคมธุรกิจ ขายตรงทั้ง 4 สมาคมฯ มีความ กังขา และไม่เข้าใจว่า ใบอนุญาต ที่ลอยอยู่ในอากาศ ถูกขอไปเพื่อ อะไร และถึงวันนี้ คำตอบมันก็ เริ่มปรากฏออกมาแล้วว่า ใบ อนุญาตเหล่านี้ ถูก HOLD เอา ไว้ ที่แท้ก็เพียงเพื่อรอผู้ประกอบ การรายใหม่มา เซ็งลี้เอาไป นั่นเอง...

ได้ฤกษ์สังคายนา ถึงเวลาต้องลงดาบฟัน

มีการตั้งข้อสังเกตจากนัก วิชาการ หลายค่าย ที่มองว่า ธุรกิจ ขายตรงและการตลาดแบบตรง แม้จะมีกฎระเบียบข้อบังคับ ชัดเจนพอสมควร แต่กระบวนการ ในการพิจารณาให้ใบอนุญาต ยัง ขาดความชัดเจน ขาดความชัดเจนทั้งใน ด้านการให้ใบอนุญาต และการ เพิกถอนใบอนุญาต แตกต่างกับ ภาคธุรกิจประกันภัย ที่ไม่ได้ให้ใบ อนุญาตกันพรํ่าเพรื่อ มีการขีดเอาไว้ในวงจำกัด ประการหนึ่ง เพื่อสะดวกในการ กำกับดูแล ประการที่สอง เป็นการ คัดกรองผู้ประกอบการที่จะเข้ามา สู่ธุรกิจว่าจะต้องเป็นมืออาชีพ จริง ๆ

ในยุคก่อนหน้าที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะเข้ารับตำแหน่ง สคบ. ถือเป็นยุคที่มีการปล่อยใบ อนุญาตขายตรงออกไปมากมาย เกลื่อนตลาด มีทั้งผู้ประกอบการ ที่ขอไปประกอบธุรกิจจริง และ เพื่อหวังจะนำเอาใบอนุญาตมา ปล่อยขายให้กับผู้ประกอบการ หน้าใหม่ หรือรวมไปถึงผู้ประกอบ การ ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน จาก ในระยะแรก ทำธุรกิจขายตรงตาม ระเบียบแบบแผน ไม่เน้นการ ระดมเงิน แต่ในระยะหลังก็เริ่มมี การทำธุรกิจทีเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ จนทางสคบ.รวมทั้งหน่วยงานที่ บังคับกฎหมาย ต้องออกมาปราบ ปรามกันขนานใหญ่

แหล่งข่าวระดับลึกเปิดเผย กับ ตลาดวิเคราะห์ว่า ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2556 มีการนำ ใบอนุญาตประกอบการธุรกิจขาย ตรงและการตลาดแบบตรง มา ขายกันด้วยสนนราคาใบละ 300,000 บาท พร้อมกับมีการ กำหนดเงื่อนไขในการเป็นที่ ปรึกษากิจการอีกเดือนละ 50,000 บาท เหตุผลที่มีการออกมา เสนอขายจนกลายเป็นข่าวหนาหู ในวงการธุรกิจขายตรงมากเป็น พิเศษในช่วงนี้ แหล่งข่าวเปิดเผย ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบาย ในการพิจารณาให้ใบอนุญาตของ สคบ.ในยุคนี้ เริ่มมีการเข้มงวด กวดขันมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะมีผู้ ประกอบการบางแห่ง เมื่อได้รับ ใบอนุญาตไปแล้ว ไม่ปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ในการทำ ธุรกิจ ขายตรง รวมไปถึงมีการฝ่าฝืน กฎหมาย จนทำให้เกิดความเสื่อม เสียกับระบบ

อีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะใน ปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับ ใบอนุญาตเป็นจำนวนมาแล้ว เกือบ 900 บริษัท แต่ก็มีจำนวน เกินกว่าครึ่ง ที่ไม่ได้มีการดำเนิน ธุรกิจอย่างจริงจัง ได้ใบอนุญาต ไปแล้วแต่ก็ไม่มีการดำเนินธุรกิจ ประการต่อมา ข้อจำกัดใน บทบาทของสคบ.ในการเข้ามา กำกับดูแล นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ.เปิดเผยว่า ใน องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับเวลานี้ มี บุคคลที่จะทำหน้าที่ดูแลธุรกิจ ขายตรงเพียง 11 คนเท่านั้น ซึ่ง เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ประกอบ การ ยังถือว่า มีความแตกต่างกันมาก ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึง

ดังนั้น เมื่อการขอใบ อนุญาตใหม่ เป็นไปโดยความ ยากลำบาก หรือถ้าหากจะรอรับ ใบอนุญาตเพื่อไปดำเนินธุรกิจก็ อาจจะต้องใช้เวลาที่ยาวนาน นับปีจึงเป็นเหตุที่ทำให้กลุ่มหรือ ขบวนการที่ถือใบอนุญาตเอาไว้ หลายใบ ก็เริ่มมองว่านี่คือโอกาส ที่น่าจะนำมาแสวงหาประโยชน์ ขณะที่ฝ่ายผู้ประกอบการ รายใหม่ ทั้งที่เป็นกลุ่มทุนจาก ต่างประเทศ หรือในประเทศ เมื่อ มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจ อย่างเร่งด่วน ก็สามารถเข้ามา ดำเนินการได้ทันที

แม้กระบวนการตรวจสอบ จากสคบ. จะมีการยืนยันว่า จะมี การพิจารณาอย่างเข้มงวด แต่ เนื่องจากผู้ประกอบการมีจำนวน มาก ซึ่งแม้ว่าทางสคบ. จะไม่ ยินยอมให้มีการดำเนินธุรกิจใน ลักษณะที่เรียกว่า แบล็คดอร์ แต่ด้วยเทคนิค และประสบการณ์ ของคนเหล่านี้ ก็สามารถผลักดัน ให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถ เปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทุน การ บริหาร รวมไปถึงแผนการตลาด และสินค้าได้สำเร็จ เรื่องนี้ ผมยืนยันว่า เรา ไม่มีการสนับสนุนในวิธีการดัง กล่าว เพราะทุกบริษัท หากจะ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด เพิ่ม เติมสินค้า ยังไงก็จะต้องมาให้ทาง สคบ.พิจารณาก่อน แต่การที่มี บางกิจการเสนอเปลี่ยนแปลง แผนหรือตัวสินค้า อาจเป็นไปได้ ที่เขามีการเสนอเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือ หุ้นหรือผู้บริหารใหม่ ซึ่งอันนี้เป็น สิ่งที่ควบคุมได้ยาก นายจิรชัย กล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ ถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีการ ตรวจสอบย้อนหลัง แล้วพบว่ามี การกระทำดังกล่าวจริง ทางสคบ. ก็จะมีมาตรการในการควบคุมที่ เข้มข้นขึ้น โดยในปัจจุบันนี้ กลุ่มผู้ ประกอบการธุรกิจขายตรง มีการ จัดแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 บัญชี

บัญชีแรก (First Tier) จะ เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ประพฤติ ปฏิบัติดี ไม่มีการดำเนินการที่ ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือสร้างความ เสียหายให้กับประชาชน มีการ ร้องเรียนค่อนข้างน้อย ส่วนบัญชี 2 (Second Tier) จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ที่อยู่ในข่ายเฝ้าจับตา ซึ่งหากผู้ ประกอบการที่ส่อว่าจะมีการ ดำเนินการในลักษณะ แบล็ค ดอร์ ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งคงไม่ถึง กับถอนใบอนุญาต แต่หากจะมี การเสนอเปลี่ยนแปลงอะไรก็ คงจะต้องมีความเข้มงวดกวดขัน มากเป็นพิเศษ แหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวการนำใบอนุญาต ขายตรงมาเสนอขายให้กับผู้ ประการรายใหม่ นายจิรชัย มูล ทองโร่ย เลขาธิการสคบ. เปิดเผย ว่า เรื่องนี้ตนได้รับทราบข่าวมา ประมาณช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โดยได้มีการสั่งให้ เจ้าหน้าที่จับตา หากมีลักษณะดังกล่าวจริง ก็จะไม่มีการอนุญาตให้มีการ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด หรือ จดทะเบียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัว สินค้า

ด้านนายธนวัฒน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจ หอการค้าไทย เปิดเผย ว่า ทางศูนย์ได้รับมอบหมายจาก สมาคมเครือข่ายขายตรง และได้ รับฉันทานุมัติจากสคบ.ให้เข้ามา ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลพื้น ฐานในการดำเนินธุรกิจขายตรง ทั้งระบบ ซึ่งเชื่อว่าภายในระยะ เวลา 6 เดือนนี้ จะทำให้ฐาน ข้อมูลของธุรกิจขายตรงมีความ ชัดเจนขึ้น โดยความชัดเจนดังกล่าวไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องของ มูลค่าการขายสินค้าขายตรงทั้ง ระบบเท่านั้น หากแต่หมายถึง กลุ่มผู้ประกอบการทุกกิจการที่อยู่ ในระบบ จะต้องมีการแสดง ข้อมูลออกมาชัดเจนขึ้นว่า ใคร ดำเนินธุรกิจหรือไม่ดำเนินธุรกิจ หรือถ้าดำเนินธุรกิจดำเนินใน ลักษณะใด มีความเหมาะสมหรือ ไม่

นี่คือภารกิจที่ทางศูนย์จะ เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องฐานข้อมูล ซึ่งหากทุกอย่างมีความชัดเจน การวางแผนเพื่อการพัฒนาก็จะ เป็นขั้นตอนต่อไป ที่จะเป็น ประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งในตัวผู้ ประกอบการด้วยกันเอง ผู้บริโภค รวมไปถึงหน่วยงานที่กำกับดูแล นายธนวัฒน์ กล่าว ปัญหาที่กลุ่มผู้ประกอบ การธุรกิจขายตรง มีการเรียกร้อง นอกเหนือไปจากให้ภาครัฐมีการ แก้ไขกฎหมายเพื่อจัดตั้งหน่วย งานหรือองค์กรเฉพาะเข้ามาดูแล พร้อม ๆ กับแก้ไขกฎหมายให้ ชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญ ที่ทุกคนอยาก เห็นก็คือ ทำ อย่างไรถึงจะมี มาตรการในการกำกับดูแล ผู้ ประกอบการให้เข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะใบอนุญาต 900 ใบ เป็นที่ยอมรับกันอย่างชัดเจน ว่า เกินกว่าครึ่งไม่มีการดำเนิน ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง แต่มุ่ง หวังเพื่อแสวงหาประโยชน์ในรูป แบบอื่น ตรงนี้ สคบ.จะจัดการกับ บรรดาผู้ประกอบการเหล่านี้ อย่างไร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แนวทางที่ทางสคบ.ได้ออกมาขับ เคลื่อนร่วมกับ 4 สมาคมขายตรง ก็คือ การใช้มาตรฐานตรา สัญลักษณ์สคบ. เป็นเครื่องมือ ใน การดึงเอาผู้ประกอบการที่ กระจัดกระจาย ไม่มีค่ายมีสังกัด เข้ามาสู่ระบบมากขึ้น โดยผลักดันให้มีการเข้ามา สังกัดในสมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสได้รับสิทธิ เครื่องหมายมาตรฐานจากสคบ. แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้น กลับได้ รับความร่วมมือจากผู้ประกอบ การขายตรงน้อยมาก โดยสมาชิก ใน 4 สมาคม ที่รวบรวมมา มีไม่ ถึง 100 กิจการด้วยซํ้า ปัญหาหรือข้ออ้างส่วน หนึ่ง อาจเป็นไปได้ที่กิจการขาย ตรงขนาดย่อม หรือขนาดกลาง อาจยังไม่เห็นความจำเป็นของ การยกระดับมาตรฐานในธุรกิจ เนื่องจากต้องใช้แบงก์การันตี ไม่ ตํ่ากว่า 500,000 บาท แต่ถ้าหาก มาวิเคราะห์ถึง สาเหตุ และที่มาของ การไม่เข้ามา สังกัดในสมาคมขายตรง ก็อาจตีความได้หลายประการด้วยกัน

ประการแรก อาจเป็น บรรดาผู้ที่ได้รับใบอนุญาตส่วน ใหญ่ ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินธุรกิจ อย่างเปิดเผย และส่อเจตนาที่ จะดำ เนินธุรกิจในลักษณะที่ ไม่อยากเป็นเป้าสายตาเกินไป ประการที่สอง ใบอนุญาต ที่มีการขอรับไป อาจจะยังไม่มี การดำเนินธุรกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น และประการที่สาม มี ความไม่พอใจกับการกำหนด กรอบหรือกฎเกณฑ์ภายใต้ สมาคมฯ ที่ดูจะเอนเอียงไปยังผู้ ประกอบการที่มีศักยภาพสูง มากกว่าที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ ประการขนาดกลางขนาดเล็ก นี่คือ มาตรการขอความ ร่วมมือ ที่แม้จะมีการสร้างแรง จูงใจต่าง ๆ นานา แต่มาถึงวันนี้ มันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แผนการแยกธุรกิจนํ้าดีกับธุรกิจ น้ำเสีย มันมีคำตอบอยู่ในตัวของ มันเองอยูแล้ว

ดังนั้น หากจะรื้อจะแก้หรือ สังคายนาพระราชบัญญัติขาย ตรงและการตลาดแบบตรงกันอีกครั้ง ก็คงถึงเวลาแล้ว จะต้อง ยื่นดาบอาญาสิทธิ์ให้สคบ.ได้ พิพากษา ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน กฎหมายได้เสียที เพราะขืนปล่อยให้ธุรกิจ ขายตรง มีการเติบโตแต่เพียง ปริมาณ แต่หาคุณภาพไม่ได้ ก็ สมควรที่จะต้องเพิกถอนใบ อนุญาตกลับคืนมา ให้กับผู้ ประกอบการที่เขามีเจตนาจะทำ ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะ ตีกรอบใบอนุญาตธุรกิจขายตรง เอาไว้แต่เพียงแค่นี้

เพราะอย่าลืมว่าใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง ฯ เป็น สมบัติของชาติ ไม่ใช่สมบัติ ผลัดกันชมที่จะให้ใครเอาเก็บไป ดองเอาไว้ เพื่อเซ็งลี้ค้ากำไรกัน ง่าย ๆ .....




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 347 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556


วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

เคาะสนิมพ.ร.บ.ขายตรง สคบ.หวังตั้งหน่วยงานอิสระคุมธุรกิจแสนล.









เลขาฯ สคบ. จับมือม.เกษตรฯ เร่งศึกษากฎหมายขายตรงและข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจแสนล้าน หวังต่อยอดตั้งหน่วยงานอิสระควบคุมดูแลทั้งระบบ พร้อมเตรียมมอบตราสัญลักษณ์สคบ. ยกย่องธุรกิจสีขาว ขณะที่เอาจริงเชือด 2 บริษัท เข้าข่ายฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่แฝงในธุรกิจขายตรง


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวทางการกำกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงว่า ธุรกิจดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะมีการสร้างรายได้มูลค่านับแสนล้านบาท และเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินงาน ภายหลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการสคบ. โดยในขณะนี้ได้มีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงในประเด็นต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้งในด้านกฎหมาย ข้อมูลของธุรกิจ เพื่อที่ทางสคบ.จะได้นำข้อมูลมาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้


"พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มีผลบังคับใช้เมื่อ 29 สิงหาคม 2545 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ทำรายได้สูงมาก ปี 2545 มีรายได้


ราว 6.5 หมื่นล้านบาท ปี 2555 มีรายได้ราว 8 หมื่นล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่กฎหมายที่ใช้อยู่คงต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่สคบ.เองเป็นหน่วยงานที่มีกำลังคนดูแลอยู่เพียง 8 คน ซึ่งไม่เพียงพอและการของบประมาณหรือเพิ่มกำลังคน


ก็ล่าช้าและยุ่งยากเพราะอยู่ในระบบราชการ" นายจิรชัย กล่าวและว่า


จากปัญหาดังกล่าวเห็นควรว่าควรมีหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจและหน้าที่ที่สามารถกำกับและดูแลธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นการเฉพาะ เพื่อการกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถดำเนินการในประเด็นต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจได้ด้วย เช่น การขึ้นทะเบียนนักธุรกิจอิสระ เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดเมื่อ 30 กันยายน 2555 พบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรง 855 บริษัท แต่มีการดำเนินธุรกิจจริงเพียง 180 บริษัท จากการที่ทางสคบ.ได้สอบถามไปยังบริษัท มีบริษัทจำนวน 35 แห่งที่ขอเลิกกิจการ ส่วนบริษัทที่เหลือประมาณ 600 บริษัท ทางสคบ.ได้ทำการสอบถามข้อมูลกลับไปอีกครั้ง พบว่าบริษัทจำนวน 539 บริษัทไม่ตอบข้อมูลกลับมา


นายจิรชัย กล่าวอีกว่า ข้อมูลปัจจุบันจึงมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเพียง 300 บริษัท ทางสคบ.จึงได้เชิญผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเข้ามาประชุมทำความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในเดือนมีนาคมนี้ด้วย พร้อมกับเตรียมมอบใบจดทะเบียนในการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่มีการออกแบบให้มีความสวยงามด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจด้วยการยกย่องผู้ประกอบการที่ดีที่คำนึงถึงสมาชิกและผู้บริโภคจึงเตรียมมอบตราสัญลักษณ์สคบ. เพื่อเป็นเครื่องหมายการรับรองการดำเนินธุรกิจและการเยียวยาผู้บริโภค


"ตราสัญลักษณ์สคบ. มีทั้งรูปแบบภาษาไทย และภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Consumer Protection Guarantee ซึ่งตราสัญลักษณ์สคบ. ไม่ได้รับรองในเรื่องคุณภาพสินค้า ซึ่งบริษัทที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ การดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา และบริษัทมีการเยียวยาความเสียหายกับผู้บริโภคอย่างไร ซึ่งการมอบตราสัญลักษณ์สคบ. คาดว่าจะดำเนินการได้อย่างช้าไม่เกิน 30 เมษายนนี้" นายจิรชัย กล่าวและว่า


ทางสคบ.ยังเพิ่มมาตรการกำกับและดูแลธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเพิ่มมากขึ้น โดยเลขาฯสคบ. จะขอพบกับบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ ทั้งประเภทสินค้า การใช้ช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อความโปร่งใสในการออกใบอนุญาต เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อครหาว่าบริษัทต่างๆ ก่อนจะได้รับใบอนุญาตจะต้องเสียเงินในอัตรา 2.8-3 แสนบาท แม้ว่าความจริงเจ้าหน้าที่ของสคบ. จะได้รับสินบนก็ตาม


นอกจากนี้ ทางสคบ. ก็จะเร่งรัดให้บริษัทต่างๆ ส่งรายงานการดำเนินธุรกิจให้กับสคบ. ทุก 6 เดือน ในช่วงเดือนมกราคมและกรกฎาคม ส่วนงานปราบปรามบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยช่องว่างของธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง จึงได้ประสานงานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เร่งรัดให้ดำเนินการเร็วขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง กรณีดีเอสไอได้ข้อมูลพบการกระทำความผิด ทางสคบ.จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตทันที โดยช่วงเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่ที่ได้เข้ารับตำแหน่งเลขาฯ สคบ. ที่มีลักษณะฉ้อโกง ทางสคบ.ได้เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (DCHL) บริษัทสัญชาติจีน ที่ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าตะเกียง น้ำมันหอมระเหย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 และเมื่อบริษัท ธนธรรมไทยเน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งจดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรง เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา




Credit By :http://www.thannews.th.com

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

สคบ.ฟิตจัดเรียก 2 มหาลัยดัง ทำวิจัยแก้กฎหมายขายตรงใหม่








 


สคบ.เอาจริงยกเครื่องธุรกิจขายตรงใหม่ กวักมือเรียก 2 มหาลัย จุฬา-ธรรมศาสตร์ ทำวิจัยแก้กฎหมายขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม หลังประกาศใช้มานานทำให้ล้าหลังประเทศอื่น ระบุสิ้นเดือนม.ค.นี้ เตรียมได้ข่าวดี!! รวมทั้งไล่เชือดบริษัทขายตรงผี มีชื่อแต่ไร้ตัวตน ย้ำหากเรียกแล้วไม่มารายงานตัว สั่งถอนใบอนุญาตทันทีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัยเพื่อแก้กฎหมายขายตรงใหม่ โดยได้เชิญทางมหาวิทยาลัยสองแห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งยังไม่ทราบว่าทางมหาวิทยาลัยใดจะได้เข้ามาทำวิจัยคาดว่าภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้น่าจะทราบรายละเอียดทั้งหมด


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัยเพื่อแก้กฎหมายขายตรง โดยได้เชิญทางมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งยังไม่ทราบทางมหาวิทยาลัยใดจะได้เป็นผู้เข้ามาทำวิจัยคาดว่าภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้น่าจะทราบรายละเอียดทั้งหมด


อย่างไรก็ตามการทำวิจัยในครั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าจำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมาตรฐานใดบ้าง เนื่องจากกฎหมายฉบับปัจจุบันเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งถือว่าค่อนข้างเก่ามาก ทำให้หล้าหลังประเทศอื่น เนื่องจากปัจจุบันโลกทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ของโลก อีกอย่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยดังกล่าว ยังเป็นการรรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจในปี 2558 อีกด้วย


นอกจากนี้ทางสคบ. ยังมีนโยบายเร่งด่วนในการจัดระเบียบบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนไว้กับ สคบ. ที่มีจำนวนทั้งหมด 852 บริษัท เพื่อต้องการทราบว่ายังเหลือบริษัทขายตรงที่ปิดดำเนินธุรกิจจริงอยู่กี่บริษัท โดยก่อนหน้านี้ทาง สคบ. ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังบริษัทเหล่านี้ ปรากฏว่ามีหนังสือตอบกลับเพียง 180 บริษัท โดยมีบริษัทขายตรง 35 แห่งใน 180 บริษัท แจ้งความจำนงขอเลิกกิจการ ส่วนบริษัทที่เหลือทาง สคบ. เตรียมจะลงโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นได้รับทราบและมาแจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่ หากไม่มาถือว่าท่านต้องการจะเลิกกิจการ


ส่วนโครงการตราสัญลักษณ์สคบ.นั้น นายจิรชัย กล่าว่า ทางสคบ. ได้หารือกับสมาคมต่างๆ แล้วว่าบริษัทใดที่ต้องการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจำเป็นจะต้องสังกัดสมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพื่อให้ทางสมาคมนั้นๆ กรองอีกชั้นหนึ่งก่อนเข้ามาร่วมขอตราสัญลักษณ์สคบ. ส่วนบริษัทขายตรงใดที่มีความพร้อมและสังกัดอยู่ในสมาคมใดสมาคมหนึ่งแล้วจะเข้าร่วมขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ สคบ. ก็จะดำเนินการให้ทันที ส่วนรายละเอียดอื่นๆค่อยมาว่ากัน


โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการที่ดี เพราะจะเป็นการการันตีคุณภาพของบริษัทขายตรงไทย รวมถึงการขยายตลาดออกไปยังตลาดในอาเซียน ดังนั้นอยากให้บริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ไปสังกัดสมาคมใดสมาคมหนึ่งก่อน เพราะจะช่วยคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ LEADER TIME รายปักษ์ ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 215

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

สคบ.เล็งจัดระเบียบธุรกิจขายตรงใหม่ เหตุตัวแทนไร้หลักฐานใบประกอบอาชีพ









นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.เตรียมจัดระเบียบธุรกิจขายตรงใหม่ทั้งระบบ หลังพบว่าธุรกิจดังกล่าวได้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวแทนจำหน่ายอิสระที่ปัจจุบันมีมากถึง 15 ล้านคนทั่วประเทศแต่เกือบทั้งหมดไม่มีหลักฐานการประกอบอาชีพ


ดังนั้น สคบ.จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งศึกษาแนวทางการควบคุม โดยให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระต้องผ่านการทดสอบความรู้จากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการขายตรง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับตัวแทนธุรกิจประกันที่ต้องผ่านการทดสอบก่อน จากนั้นจึงออกบัตรประจำตัว เพื่อรับรองว่าตัวแทนดังกล่าวมีความรู้ความเชี่ยวชาญและพร้อมจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคได้


เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า จะดูรูปแบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่สอบคัดเลือกตัวแทนขายประกันมาเป็นแนวทาง ส่วนการเขียนกฎหมาย, หลักเกณฑ์ และรายละเอียดนั้น อาจดำเนินการในรูปแบบของการออกกฎกระทรวง คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะมีผลบังคับใช้ได้


"หากมีข้อกฎหมายฉบับนี้ออกมา ก็น่าเป็นผลดีต่อไทยที่จะยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงขึ้นมาให้มีคุณภาพ และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น" นายจิรชัย กล่าว


ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของสคบ. พบว่าตั้งแต่ปี 45-55 มีผู้ประกอบการขายตรงจดทะเบียนดำเนินธุรกิจกับสคบ.ไว้ 852 ราย ซึ่งจากการที่ สคบ.ได้ส่งหนังสือเพื่อขอคำยืนยันสถานภาพการดำเนินธุรกิจจากผู้ประกอบการ พบว่ามีบริษัทแจ้งกลับมาว่ายังเปิดดำเนินธุรกิจอยู่ 180 ราย ส่วนมากเป็นรายใหญ่และมีชื่อเสียง ส่วนอีก 35 รายเลิกกิจการไปแล้ว นอกนั้นที่เหลือยังไม่มีการรายงานแจ้งกลับมา



Credit By : ryt9.com


วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

เจาะลึก!! งานคุ้มครองผู้บริโภค รับ พ.ศ.ใหม่ 2556








 


สู่ พ.ศ.ใหม่ ปี 2556 เจาะลึกงานคุ้มครองผู้บริโภค กับนายจิรชัย มูลทองโร่ย ผู้นั่งเก้าอี้ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะองค์กรกลางขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อดูว่าทาง สคบ.จะมีแผนงานและทิศทางการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร โดยเฉพาะในยุคที่กลไกของปัญหาสลับซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น และที่สำคัญอีก 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน กับการคุ้มครองผู้บริโภคที่มาจากหลากหลายชาติหลายภาษา และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นหลายสิบล้านคน สคบ.ได้เตรียมความพร้อมหรือมีมาตรการอย่างไร


ก่อนอื่น นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้อธิบายถึงบทบาทภาระหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในแบบที่เข้าใจง่ายๆ ว่าในส่วนของงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ทาง สคบ.จะมีหน้าที่เป็นฝ่ายเลขาฯ ทำงานโดยยึดนโยบายของประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันคือ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ เป็นอีกหนึ่งท่านที่เห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของ สคบ.ที่ว่า สคบ.เป็นหน่วยงานกลางในการคุ้มครองผู้บริโภคของชาติและระดับสากล ดังนั้นนโยบายจึงเป็นการส่งเสริมการทำงานเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเต็มที่ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ


ส่วนแผนงานและทิศทางการขับเคลื่อนงานของ สคบ.ในปี 56 ที่กำหนดไว้มี 4 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การพัฒนากลไกงานคุ้มครองผู้บริโภคสู่สากล ซึ่งคำว่าพัฒนากลไกคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบด้วย เรื่องของภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน เช่น กลไกอนุกรรมการจังหวัด กลไกอนุกรรมการท้องถิ่น ข้าราชการฝ่ายปกครอง ซึ่งหลายฝ่ายอาจเห็นว่าการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นงานฝาก แต่ สคบ.ในฐานะข้าราชการซึ่งเป็นกลไกของภาครัฐ เรื่องทุกข์ สุข ของพี่น้องประชาชน ต้องถือเป็นหน้าที่หลักที่ต้องทำ โดยมีเครื่องมือในเรื่องข้อกฎหมาย เพื่อเอาไปช่วยเป็นแนวทางปฏิบัติ การพัฒนากลไกงานคุ้มครองผู้บริโภคสู่สากล จึงเป็นเรื่องแรกที่ต้องเร่งผลักดัน และสร้างความรู้ความเข้าใจและกำหนดงานให้ชัดเจน


ยุทธศาสตร์ที่ 2 คืองานบูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งประเด็นนี้ เลขาธิการ สคบ.อธิบายว่า สคบ.เป็นองค์กรกลางในการคุ้มครองผู้บริโภค โดยยึดภาครัฐ ภาคผู้ประกอบการ และภาคประชาชน ทุกเรื่อง สคบ.ต้องรับรู้ รับทราบ และดำเนินการแก้ไขปัญหาบนแนวทางการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีแนวทางดำเนินการ คือ 1.จัดการรับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จและครบถ้วน 2.ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งท่านประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้จำแนกกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจไว้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีพฤติกรรมหลอกลวงผู้บริโภค มีเจตนาเอาเปรียบตั้งใจขายสินค้าไม่มีคุณภาพ กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย เช่น ขายสินค้าที่มีปริมาณ ปริมาตรไม่ครบถ้วน เขียนบรรจุไว้ 100 มิลลิกรัม แต่บรรจุลงไปจริงเพียง 80 มิลลิกรัม เป็นต้น กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มธุรกิจที่เอาความได้เปรียบมาเป็นหลัก คือกำหนดหลักเกณฑ์และราคาขึ้นมาเองโดยไม่มีใครเข้าไปกำกับดูแล เช่น อัตราที่จอดรถ อัตราค่าบริการ อัตราค่ารักษาพยาบาล อาคารชุด บ้านและที่ดิน เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนำเสนอขายแต่ฝ่ายเดียว ซึ่ง สคบ.ต้องไปดูราคา ที่ผู้ประกอบการตั้งไว้ด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เป็น 3 แนวทางที่ท่านรัฐมนตรีกำหนดไว้


ส่วน ยุทธศาสตร์ที่ 3 จะเป็นการทำงานของ สคบ.ในเชิงรับ ซึ่งมี 3 เรื่องหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ สคบ. เพิ่มช่องทางการร้องเรียนให้มากขึ้น มีการประสานความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการ รัฐ และประชาชน ให้เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียนได้ เช่น การร่วมมือกับ 7-ELEVEN โดย สคบ.ได้นำใบคำร้องใส่ซองจดหมาย ติดแสตมป์ และจ่าหน้าซองถึง สคบ. ฝากไว้ที่ 7-ELEVEN เพื่อให้ผู้บริโภคมารับใบคำร้องแล้วนำกลับไปเขียนที่บ้านและส่งเรื่องร้องทุกข์ถึง สคบ.ได้โดยสะดวก 2.เรื่องที่ผู้บริโภคร้องเรียนมาต้องได้รับการบริหารจัดการด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง ซึ่ง สคบ.ได้เพิ่มช่องทางห้องเจรจาไกล่เกลี่ย ที่มีชื่อว่า ห้องเจรจาสมานฉันท์ ขึ้น ช่วยในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายให้สามารถตกลงกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องร้องกันซึ่งต้องใช้เวลานาน และผลอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เสียทั้งเวลาและความรู้สึก ส่วน 3.ให้ สคบ.ดูแลเรื่องจนเสร็จสิ้นให้เป็นที่พอใจของผู้บริโภค โดย สคบ.จะไม่คุ้มครองผู้บริโภคแบบตามอำเภอใจ คำว่าตามอำเภอใจถ้ามีการเจรจาไกล่เกลี่ย มีการชดเชยความเสียหายที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วผู้บริโภคยังไม่พอใจ จะให้ผู้บริโภคไปใช้สิทธิ์ทางศาลด้วยตัวเอง


ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การทำงานของ สคบ.ในเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ สคบ.จะดำเนินการใน 3 เรื่องคือ 1.การประชาสัมพันธ์การรับรู้สิทธิ์ผู้บริโภคให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง โดยขอความร่วมมือกับภาครัฐอื่นๆ รวมทั้งผู้ประกอบการและประชาชน เน้นการสร้างความตระหนักในสิทธิ์ของผู้บริโภคให้มากขึ้น 2.ให้ สคบ.สร้างและขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว มีเครือข่ายจิตอาสาคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในส่วนของสถานศึกษา และภาคประชาชน โดยมีการมอบใบประกาศ มอบบัตรประจำตัวในฐานะที่มีจิตอาสาเป็นสมาชิกอาสาคุ้มครองผู้บริโภค 3.สร้างความพร้อมขององค์กรในการเฝ้าระวังสินค้า เนื่องจากประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ความเห็นว่าควรมีการดำเนินการก่อนที่จะมีการร้องเรียน ทาง สคบ.จึงจัดจ้างบริษัทให้สำรวจการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ประกอบการในแต่ละประเภท เป็นการสำรวจเพื่อเฝ้าระวังก่อนมีปัญหา หลังจากการสำรวจหากพบผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทาง สคบ.จะมีมาตรการทางกฎหมายกำกับทันที


มาถึงการเตรียมความพร้อมของ สคบ.ในการเข้าสู่อาเซียนในปี พ.ศ.2558 เรื่องนี้เลขาธิการ สคบ.บอกว่า ได้เตรียมพร้อมในเรื่องการดำเนินการแบบบูรณาการ การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้วยการมอบตราสัญลักษณ์ สคบ.ให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินการครบองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ คือ 1.เป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2.เป็นผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมายอื่นๆ 3.เป็นผู้ประกอบการที่แสดงเจตนาในการเยียวยาความเสียหายให้ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วถูกต้องและเหมาะสม


นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพร้อมในการเฝ้าระวังสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งมีสินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีกำหนดมาตรฐานบังคับ 2.กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนที่มีส่วนผสมสารอันตราย ซึ่งที่ผ่านมามีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารก่อมะเร็งมาจำหน่าย เช่น เสื้อผ้าผสมสารฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่โรงพยาบาลใช้ดองศพ หากนำมาเป็นส่วนผสมในเสื้อผ้าอาจทำให้ผู้สวมใส่เป็นมะเร็งได้ 3.กลุ่มสินค้าที่อันตรายสำหรับเด็ก เช่น ขวดนม ของเล่นเด็ก ฯลฯ ซึ่งทาง สคบ.ได้ร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ซึ่งท่านเคยเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รู้ภารกิจของ สคบ.ดี จึงให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ MOU กับ สคบ. โดย สคบ.มีหน้าที่สำรวจสินค้าที่ไม่ปลอดภัยส่งให้กรมวิทยาศาสตร์บริการทำการพิสูจน์ตรวจสอบ หากพบว่ามีสารอันตรายเจือปน สคบ.จะมีอำนาจสั่งห้ามจำหน่ายตามNของตนเองในฐานะผู้บริโภค ส่วนหน้าที่ในการคุ้มครองเรียกร้องสิทธิ์ เป็นการทำงานของ สคบ. ที่ไหนมีคนที่นั่นมี สคบ. อาจจะเห็นว่า สคบ.ยุ่งไปทุกเรื่อง แต่ถ้าทุกเรื่องเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค สนองนโยบายรัฐบาล ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ สคบ.พร้อมในการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ในฐานะหน่วยงานกลางในการคุ้มครองผู้บริโภค




Credit By :banmuang.co.th

สคบ.สุดตะลึง! ผี เปิดขายตรง 600 บริษัททำธุรกิจล่องหน สั่งล้างป่าช้าถอนใบอนุญาต









สคบ.สั่งล้างบางบริษัทขายตรงร้าง มีชื่อ แต่หยุดดำเนินธุรกิจไปแล้ว ระบุตั้งแต่ปี 2545 ถึง 30 ก.ย. 2555 มีบริษัทขายตรงยื่นจดทะเบียน 852 บริษัทไปแล้ว แต่ทำธุรกิจจริงเพียงแค่ 180 บริษัทและอีก 15 บริษัทยื่นขอปิดกิจการ ส่วนที่เหลือกว่า 600 บริษัทยังลูกผีลูกคน เพราะไม่แจ้งงบการเงินมานาน เตรียมประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ขีดเส้นตายให้มารายงานตัว หากไม่มายื่นถอนใบอนุญาตทันที พร้อมคุมเข้มผู้ประกอบการรายใหม่ ทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนหากไม่ตรงกับที่แจ้งสั่งถอนใบอนุญาตทันที หวั่นกลายพันธ์ ด้านจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาฯ สคบ. เร่งอุดช่องโหว่ พร้อมรื้อกฎหมายใหม่หวังหนุนธุรกิจขายตรงไทยบุกตลาด AEC แนะเอกชนไทยหันหน้าเข้าหากัน รวมเป็นหนึ่งปักธงต่างประเทศ


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้สัมภาษณ์ภายในงานอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรงครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) ว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2555 ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการขายตรงที่จดทะเบียนไว้กับสคบ. จำนวน 852 บริษัท แต่จากการสำรวจ และตรวจสอบของ สคบ.พบว่า มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเพียง 180 บริษัทเท่านั้นและในจำนวน 180 บริษัทมี 15 บริษัทได้แจ้งความจำนงขอยกเลิกดำเนินธุรกิจ ส่วนผู้ประกอบการที่เหลืออีกกว่า 600 บริษัท ไม่มีความเคลื่อนไหวและไม่ส่งงบการเงิน


ทั้งนี้บริษัทผู้ประกอบการที่เหลือจดทะเบียนไว้กับ สคบ. ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งไปดำเนินการว่าบริษัทเหล่านี้มีความประสงค์ที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปอีกหรือไม่หากไม่ดำเนินธุรกิจต่อไปอีกหรือไม่หากไม่ดำเนินธุรกิจต่อ ทาง สคบ. ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตโดยตรงสามารถถอดถอนใบอนุญาตได้ทันที โดยทางสคบ. จะมีการลงประกาสโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพื่อแจ้งให้ผู้ประกอบการดังกล่าวทราบ และให้ติดต่อกับทางสคบ. ภายในกี่วันๆ ซึ่งหากไม่มาแจ้งตามที่กำหนด ตะถือว่าผู้ประกอบการเหล่านี้มีความจำนงจะขอถอนการจดทะเบียนที่จดไว้กับสคบ.


หน้าที่ของสคบ. คือการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการไปทำธุรกิจตามคำขอ แต่เมื่อออกใบอนุญาตไปแล้ว แล้วไม่ได้ไปดำเนินธุรกิจตามที่ยื่นขอไว้ ซึ่งเข้าใจว่าท่านไม่มีเจตนาที่จะทำธุรกิจ ดังนั้น สคบ. ก็มีสิทธิ์ที่จะขอถอนใบอนุญาตคืน อย่างไรก็ตามตั้งแต่ที่ผมเข้ามารับตำแหน่งเลขาฯ สคบ. ได้จัดระเบียบขั้นตอนการออกใบอนุญาตใหม่ โดยผู้ประกอบการที่จะมายื่นขอใบอนุญาตจะต้องเข้ามาพบกับผมก่อน และตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.มาจดทะเบียนขายตรงเสียเงินมาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีข่าวการยื่นขอจดทะเบียนขายตรงต้องเสียเงินหลักแสนบาท 2. ธุรกิจที่ทำจำหน่ายสินค้าอะไร และ 3.การโฆษณาเพื่อทำความเข้าใจกับผู้บริโภคอะไรบ้าง นายจิรชัย กล่าว และอธิบายต่ออีกว่า


การจัดระเบียบขั้นตอนการออกใบอนุญาตใหม่ 1. เพื่อเป็นการกลั่นกรองผู้ประกอบการที่มายื่นขอจดทะเบียน 2. หลังจากออกใบอนุญาตไปแล้วจะมีการติดตาม,ตรวจสอบและประมวลผลว่าธุรกิจที่ยื่นขออนุญาตไปแล้วนั้น มีการไปดำเนินธุรกิจจริงๆ หรือไม่ และได้มีการเพิ่มเติมสินค้าที่ยื่นแจ้งไว้กลับ สคบ. ตั้งแต่เริ่มต้นไว้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพอเราออกใบอนุญาตไปแล้ว กลับไม่ทำตามกับที่แจ้งไว้ และ 3. การปราบปรามสำหรับบริษัทที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมายขายตรง


โดยล่าสุดได้เรียกผู้ประกอบการที่ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ผ่านช่องเคเบิ้ลทีวี ทำมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินความเป็นจริงจำนวน 30 บริษัท หลังจากการตรวจสอบพบว่าบริษัทเหล่านี้มีการโฆษณาไม่เหมาะสม จึงได้เรียกบริษัทผู้ประกอบการเหล่านี้เข้ามาชี้แจงก่อน อย่างไรก็ตามโฆษณาที่ สคบ. ดูตรวจสอบและพบว่าไม่เหมาะสมซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพมากกกว่า 80 % ทั้งนี้หลังจากเรียกผู้ประกอบการดังกล่าวเข้ามาชี้แจง หากพบว่าโฆษณาดังกล่าวไม่เหมาะสมจริง ก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอน ได้แก่สั่งให้ระงับการโฆษณาก่อน หากยังฝ่าฝืนก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที


นายจิรชัย กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วนในการส่งเสริมธุรกิจ ขายตรงเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า สิ่งที่สคบ. จะต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ประการแรก การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ประกาศใช้มานานถึง 10 ปีแล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจขายตรงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังนั้นจึงเห็นควรที่จะทำการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหลังจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นของภาคนักธุรกิจ และนักวิชาการแล้ว จากนั้นจะมาพิจารณาปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงแนวทางของกฎหมายเดิมอย่างไร ประการที่สองอยากให้ผู้ประกอบการและภาครัฐทำงานร่วมมือกันในการที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจนี้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ


เนื่องจากเหลืออีกเพียง 700 กว่าวันจะปิด AEC โดยในภาครัฐซึ่งสคบ. เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ และผู้ประกอบการอยากเห็นความร่วมมือกันของภาคผู้ประกอบการโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขายตรงจะต้องมาผนึกกำลังกันเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจขายตรงของไทย และประการที่สาม ในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงโดยกรอบกฏหมายของสคบ.หรือเจ้าหน้าที่ของสคบ. ที่มีขีดจำกัดตามกรอบของราชการทั้งจำนวนบุคลากร และงบประมาณก็ดี ดังนั้นอยากเห็นธุรกิจขายตรงเป็นเหมือนกับคปภ.(สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)ที่ภาคผู้ประกอบธุรกิจจะดูแลกันเองโดยมีภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง


สำหรับโครงการเครื่องหมายสัญลักษณ์สคบ.หรือตราสคบ. นั้น นายจิรชัย กล่าวว่า หลังจากได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐทนตรีที่กำกับดูแลสคบ.โดยตรง ซึ่งท่านก็เห็นด้วยกับแนวคิดของโครงการดังกล่าว เพราะเป็นโครงการที่จะช่วยส่งเสริม และคุ้มครองผู้บริโภคแบบชัดเจนและท่านเองก็ได้แนะนำให้ไปปรับปรุงในเรื่องของการการันตี เรื่องของการทำประกันว่าจะดำเนินการอย่างไรซึ่งส่วนตัวได้นำเรียนท่านรัฐมนตรีไปว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงเห็นด้วยแล้วว่าควรที่จะมีทางออก 3 ทาง ได้แก่ 1. การให้ธนาคารค้ำประกันตามวงเงินตามความเสี่ยงที่มีอยู่ 2. การตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา เช่น การให้บริษัทสมาชิกของสมาคมฯ นำเงินมาลงขันในนามของกองทุน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม และ 3.การทำประกัน ซึ่งแนวทางในการดำเนินการดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริษัท โดยสคบ. จะไม่เข้าไปกำหนดว่าจะต้องเป็นยอดตัวเลขเท่าไหร่ แต่จะดูตามความเหมาะสมของผู้ประกอบการเป็นหลัก


โครงการตราสัญลักษณ์สคบ. ดังกล่าวขณะนี้สคบ.ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการขายตรงยื่นความจำนงเข้ามา เพื่อขอใช้สิทธ์ในการขอตราสัญลักษณ์สคบ.ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อดังกล่าวข้างต้นขอเพียงเลือกเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งก็ได้อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าโครงการตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะในฐานะที่สคบ.ดูแลผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น


นอกจากผู้ประกอบการที่สามารถเลือกได้ว่าจะทำเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว สคบ.ยังเปิดโอกาสให้กับบริษัทขายตรงที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ เพียงแค่เข้าเงื่อนไขบางอย่างอีก 3 ข้อ ได้แก่ จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายสคบ. ถูกต้องตามกฎหมายอื่น และมีการเยียวยาความเสียหายผู้บริโภคชัดเจน ทางสคบ.จะรับพิจารณาทันที จากนั้นจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองในแต่ละเรื่องอีกครั้งเท่านี้ก็สามารถรับมอบตราสัญลักษณ์ ได้เลย


ส่วนนโยบายการผลักดันธุรกิจขายตรงไทยในการขยายตลาดออกไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียนนั้น


นายจิรชัยกล่าวว่า หลังจากได้พูดคุยกับสำนักงานเลขาธิการอาเซียนในการผลักดัน และสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทย ก้าวไปสู่ในระดับอาเซียนถือว่ามีทิศทางที่ดี โดยจะประสานความร่วมมือกันกับทางสำนักเลขาธิการอาเซียนอีกครั้งซึ่งในแต่ละปีกลุ่มประเทศในแถบอาเซียนจะมีการประชุมกันปีละ 2 ครั้ง โดยการประชุมในครั้งหน้าจะประชุมกันที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำเรื่องของปัญหา และการผลักธุรกิจขายตรงนำเสนอต่อที่ประชุมอาเซียนด้วย


นอกจากนี้ ในนามสคบ. ประเทศไทยยังมีแนวคิดที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงออกไปยังภูมิภาคอาเซียนเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีภาครัฐของประเทศใดในภูมิภาคนี้แสดงความจำนงเข้ามาเป็นตัวกลางในการขยายธุรกิจขายตรงอย่างจริงๆ จังๆ ดังนั้นสคบ. ไทยจึงถือเป็นประเทศแรกที่มีนโยบายสนับสนุนธุรกิจขายตรงในภูมิภาคนี้อย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้สคบ.ไทยได้หารือกับทางสำนักเลขาธิการอาเซียน ในหารผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันยังมีบางประเทศที่ตั้งกำแพงเงื่อนไขปลีกย่อย และมีกฎหมายกีดกันในหลายๆ เรื่อง เช่น ในลาว , พม่า และมาเลเซีย ดังนั้นจึงอยากเห็นผู้ประกอบการไทยผนึกกำลังกันเพราะสคบ. พร้อมจะให้การสนับสนุนเต็มที่.


การรวมกลุ่มผู้ประกอบการขายตรงไทย เพื่อออกไปยังตลาดอาเซียนโดยหลักการแล้วอยากให้ผู้ประกอบการไทยรวมกลุ่มกันเป็นปึกแผ่นเดียวกันในนาม ขายตรงไทย จะมาใช่ไปในนามของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพราะจะเป็นการเลือกที่รักทักที่ชัง ซึ่งที่ผ่านมาทางสคบ.ได้โยนหินถามทางไปบ้างแล้ว มีบางสมาคมก็เห็นด้วย แต่มีข้อแม้บางส่วน ซึ่งข้อแม้ดังกล่าวต้องมาพูดคุยกันว่าจะเข้มกันอย่างไร ไม่ใช่ตั้งกำแพงไว้สูงเกินไป เพราะเราคงไม่เอาเรื่องส่วนตัวเองมากัน แต่จะมองเรื่องของสังคมเป็นหลัก ทั้งนี้ทางสคบ. จะเป็นคนคอยประสานระหว่างผู้ประกอบการ และสมาคมต่างๆ ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยอาจจะเรียนเชิญท่านรัฐมนตรีฯ มาเป็นประธานในการกำหนดกรอบนโยบายร่วมกัน ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีฯ ก็เห็นด้วย แต่อยากให้มีการพูดคุยกันระหว่างสมาคมกันอีกทีก่อน อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าการออกไปตลาดต่างประเทศไม่จำเป็นต้องจัดตั้งเป็นสมาพันธ์ หรือเป็นองค์กรขายตรงไทย แต่ขอเพียงให้ทุกบริษัทรวมกลุ่มกันให้ได้มากกว่า




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ปีที่ 10 ประจำวันที่16-31ธันวาคม 2555 ปักษ์หลัง ฉบับที่ 213

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เข้ม15 บริษัทเลิกทำMLM! เรียก 13 ขายตรงดาวเทียม พบ สคบ








รมต.วราเทพ สั่ง สคบ. สานต่อนโยบายเดิม รมต.วรวัจน์ เร่งขยายช่องทางรับร้องทุกข์ผ่าน บิ๊กซี- โลตัส ปรับแผนปฏิบัติการเชิงรับเพิ่ม จิรชัย เผยความ คืบหน้ามาตรการกวดเข้ม ขายตรง หลังส่งหนังสือเวียน เช็คสถานภาพกว่า 600 บริษัท ใครไม่ตอบเตรียม เพิกถอน ใบอนุญาตทันที พบมีเพียง 180 แห่งแสดง ตัวตน ขณะ 15 บริษัทแจ้ง ขอเลิก ทำธุรกิจแล้ว พร้อม เดินแผนสแกน ขายตรงดาวเทียม จับผิดได้ 13 ราย โฆษณาเกินจริงเรียกชี้แจงด่วน ก่อนเล็งจ้าง มหาวิทยาลัย ทำวิจัยอุตสาหกรรมเร่งตั้ง บอร์ดขายตรง เดินสายพบ 3 สมาคม
นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ว่าจาก การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุดนาย วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ได้หมดวาระลงไป ตามมติครม.เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก รัฐมนตรี ได้แต่งตั้งและมอบหมายให้นาย วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็น ที่เรียบร้อยแล้ว
โดยได้มอบหมายนโยบายให้สคบ. ดำเนินการสานต่อนโยบายรัฐมนตรีคนเดิมต่อ และให้สคบ.ดำเนินการในเชิงรับมากขึ้น ซึ่งได้ กำชับให้ดำเนินการเพิ่มช่องทางร้องเรียนมาก ขึ้นกว่าปัจจุบัน ที่สคบ.ได้ดำเนินการรับเรื่อง ร้องเรียนจากเซเว่น-อีเลฟเว่นไปแล้ว ทั้งนี้ให้ เร่งทำโครงการขอความร่วมมือจากห้าง สรรพสินค้า อาทิ บิ๊กซี โลตัส แมคโคร แนวทางเดียวกันกับเซเว่น-อีเลฟเว่นต่อไป
ท่านวราเทพได้ให้นโยบายวิสัย ทัศน์แล้ว โดยเห็นว่าแผนงานเดิมจากท่าน รัฐมนตรีคนก่อนดีอยู่แล้ว ก็ให้ดำเนินการ ต่อไปอย่างต่อนื่อง และท่านได้เพิ่มในเรื่อง ของผู้ประกอบการโดยแบ่งเป็น 3 ประเภท 1. ผู้ประกอบการที่ตั้งใจที่จะเอาเปรียบและ ตั้งใจที่จะหลอกลวง อันนี้ให้สคบ.ดำเนินการ ตามกฏหมายและจัดการขั้นเด็จขาด 2.ประเภทผู้ประกอบการที่อาศัยช่องโหว่ทาง กฏหมายไปกระทำการเอาเปรียบผู้บริโภค อัน นี้ให้เร่งกวดขันและเร่งทำการตรวจสอบ 3.ประเภทผู้ประกอบการที่เห็นความได้เปรียบ ผู้บริโภค แล้วกระทำการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยทางผมเองนั้นจะเร่งดำเนินการให้เร็ว ที่สุด
นายจิรชัยกล่าวว่า สำหรับภาค ธุรกิจขายตรงขณะนี้มีผู้ประกอบการจด ทะเบียนกับสคบ.ไปแล้วกว่า 600 บริษัท ธุรกิจตลาดแบบตรงอีกกว่า 300 บริษัท แต่ที่ ผ่านมาสคบ.ยังไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลที่ ชัดเจนในเรื่องของ สินค้าที่จดทะเบียนและขอ อนุญาตขายในระบบ จนทำให้ไม่สามารถ ตรวจสอบได้ว่ามีกี่บริษัทที่ยังเปิดดำเนินการ อยู่บ้าง
ตอนนี้กำลังดำเนินการติดตาม บริษัทขายตรงว่ากี่กลุ่มและดำเนินการจริงอยู่ กี่บริษัท สคบ.ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทเอกชน ทั้งหมดและมีการตอบกลับมาเพียง 180 และ จาก 180 บริษัท มีการแจ้งกลับมาขอเลิก ดำเนินธุรกิจขายตรงไปแล้ว 15 บริษัท ทั้งนี้ ทางสคบ.จะทำจดหมายไปถึงทุกบริษัทอีก ครั้งถ้าใครหรือบริษัทไหนไม่ตอบกลับมาก็จะ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป เพื่อที่จะทำให้ เกิดความชัดเจนว่ามีกี่บริษัทที่ยังมีความ ประสงค์ที่ดำเนินการอยู่ และจะทำการเพิก ถอนบริษัทที่ไม่ตอบรับกลับมา
สำหรับการทำงานของสคบ.จะเน้น การทำงานอย่างบูรณาการ และเมื่อกลาง เดือนตุลาคมที่ผ่านมา สคบ.ได้เข้าร่วมประชุม กับอนุกรรมการตรวจสอบการโฆษณา เกี่ยว กับบริษัทขายตรงที่โฆษณานำเสนอขาย สินค้าผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมที่ไม่ เหมาะสมอ้างสรรพคุณเกินจริงประมาณ 13 บริษัท โดยจะไปดำเนินการสอบสวนและให้ บริษัทเหล่านั้นเข้ามาชี้แจงกับสคบ. และจะ ดำเนินการเอาผิดกับทุกบริษัทที่ไม่รับผิดชอบ และการกระทำอ้างสรรพคุณสินค้าที่เกินจริง และไม่เหมาะสมต่อไป โดยเฉพาะสื่อ โฆษณาทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม
เลขาธิการสคบ. กล่าวต่อถึงเรื่อง การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติขายตรงและ ตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ว่า ทางสคบ.ได้ฟัง ความเห็นหลายฝ่ายแล้ว ควรที่จะปรับปรุงพรบ.ขายตรงและตลาดแบบตรงทั้งฉบับ และมี แนวคิดในเรื่องนี้โดยจะจ้างมหาวิทยาลัยใน ประเทศมาทำการวิจัยในเรื่องนี้ต่อ เพื่อศึกษา เปรียบเทียบโอกาสตลาดขายตรงจากต่าง ประเทศด้วย ส่วนของการตั้งคณะกรรมการ ขายตรงล่าสุดได้แจ้งนายวราเทพให้ทราบไป แล้ว เพราะคณะกรรมการขายตรงชุดเดิมหมด วาระไปตั้งแต่ปี 2553 โดยขณะนี้กำลังเร่ง สรรหาคณะกรรมการขายตรงชุดใหม่และ เตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมและนำเสนอ รัฐมนตรีต่อไป
ในการกำกับดูของภาครัฐในธุรกิจ ขายตรงก็เหมือน คปภ.ที่ดูแลธุรกิจประกันภัย แต่ภาครัฐ เราควรจะให้เขาทำธุระกำกับดูแล กันเองมากกว่า และภาครัฐจะเข้าไปดูแลใน บางส่วนเพราะ สคบ.มีข้อจำกัดทั้งงบ ประมาณและกำลังคน นายจิรชัยกล่าว
นอกจากนั้นขณะนี้สคบ.กำลัง ดำเนินการเยี่ยมเยียนบริษัทขายตรงโดยจะไป ในนามสมาคมต่างๆ เริ่มจากการไปเยี่ยม สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) และในวันที่ 1 ธันวาคมนี้จะไปร่วมงานสมาคมพัฒนาการ ขายตรงไทย (TSDA) และก็ตามด้วยสมาคม อุตสาหกรรมการขายตรงไทย (TDIA) ต่อไป




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวสคบ. : เขย่าตระกร้าขายตรง!! "จิรชัย มูลทองโร่ย" จัดหนักรื้อฐานข้อมูล-เช็คบิลสินค้า


จิรชัย เลขาสคบ.พลิกเกณฑ์ ขายตรง รับ ตราสัญลักษณ์ กรณีต้องทำประกันภัยความเสี่ยงสินค้า-บริการ โดดจับมือ บริษัทประกันภัย


พิ่ม เปิดทาง ทำแบงก์การันตี หรือรวมตัวเป็นกลุ่มจัดตั้ง กองทุน ขึ้นรับความเสี่ยงเอง เผยขยายทางเลือกให้ ผู้ประกอบการ มากขึ้น ย้ำเจตนา ปูพรม ความพร้อมสู่ประตู AEC แย้มนโยบายล้างภาพ เขย่าใบอนุญาตขายตรงสั่ง จัดระเบียบฐานข้อมูล ใหม่ เข้ม! ห้ามขาย ปุ๋ย-ยา-เหล้า ในระบบอีกครั้ง!! จับตา สุทธิศักดิ์-พิฆเนศ ลุ้นนั่ง รองเลขาฯใหม่ !!

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงความคืบหน้าโครงการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้กลุ่มธุรกิจว่า หลังจากที่ได้เริ่มเปิดการรับ


ตราสัญลักษณ์ไปเมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้มีหลายบริษัทแสดงความจำนงเข้าแล้วรวมถึงกลุ่มประเภทธุรกิจขายตรงด้วย โดยทางสคบ.ได้ปรับเกณฑ์การทำประกันภัยความเสี่ยงสินค้าและบริการใหม่ออกเป็น 3 แนวทาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สะดวกได้มากขึ้น

จากก่อนหน้านี้เรามีแค่ทิพยประกันภัย แต่ตอนนี้เรามีเมืองไทยประกันภัยเพิ่มเข้ามาแล้ว รวมถึงสคบ.ได้มีอีก 2 แนวทางทางให้ผู้ประกอบการเลือก คือ ให้แบงก์การันตี หรือรวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้วจัดตั้งเป็นกองทุนขึ้นมารับความเสี่ยงกันเอง ซึ่งทางสมาคมการขายตรงไทยก็มีความสนใจในประเด็นหลังนี้อยู่ นายจริชัยกล่าว และว่า

สำหรับโครงการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายไว้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2555 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นเทียบชั้นกับต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนนี้ และที่สำคัญมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการสร้างมาตรฐานสินค้าและบริการในเวทีประชาเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นี้ด้วย

นายจิรชัย กล่าวว่าส่วนในภาคธุรกิจขายตรงขณะนี้มีผู้ประกอบการจดทะเบียนกับสคบ.ไปแล้วกว่า 600 บริษัท ธุรกิจตลาดแบบตรงอีกกว่า 300 บริษัท แต่ที่ผ่านมาสคบ.ยังไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องของ สินค้าที่จดทะเบียนและขออนุญาตขายในระบบ จนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทขายตรงใดได้ขายสินค้านอกเหนือจากที่ขออนุญาตและจดทะเบียนแจ้งสคบ.ไว้แต่เริ่มแรกบ้าง ดังนั้นในการมอบหมายงานสคบ.ครั้งแรกจะกำหนดให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นการทำงานเชิงรุก โดยเจ้าหน้าที่สคบ.ทั้งหมดที่รับผิดชอบจะต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน

ต่อไปสคบ.เราจะทำงานเชิงรุกอย่างแน่นอน และจะไม่มีคำอ้างว่าเจ้าหน้าที่เรามีน้อยอีกต่อไป จากทั้งหมดเรามีเจ้าหน้าที่อยู่ 200 กว่าคน เมื่อมอบหมายงานให้แล้วก็ต้องไปดำเนินการให้ได้ ส่วนงานใดจะจ้างเอกชนหรือใครมาช่วยต่อก็เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะกลับไปคิดดำเนินการเอง เพราะเราจะจัดงบสนับสนุนให้ตามความเหมาะสม แล้วทุกคนก็ไปปรับตัวตามนั้น นายจิรชัยกล่าว และย้ำว่า

ทั้งหมดเป็นการปรับแนวทางการทำงานเป็นเชิงรุก โดยเฉพาะธุรกิจขายตรงจะมีการจัดระบบฐานข้อมูลใหม่โดยมอบหมายให้เป็นเรื่องภายในของคนสคบ.จะต้องรีบเร่งดำเนินการ ส่วนภายนอกบริษัทเอกชนผู้ประกอบการก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้อง อย่างกรณีสินค้าที่ไม่สามารถนำมาขายในระบบขายตรงได้ตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ประกอบด้วย ปุ๋ย ยา และเหล้านั้น ก็จะมีการเข้มงวดและดำเนินการตามพ.ร.บ.เป็นสำคัญ

ทั้งนี้หลังจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย ได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่งไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ทางสคบ.ก็จะมีการพิจารณาคัดเลือกรองเลขาธกิการสคบ.คนใหม่เข้ามาแทนตำแหน่งเดิมของนายจิรชัยที่ว่างลง ต่อประเด็นดังกล่าวแหล่งข่าวระดับสูงจากสคบ.ได้กล่าวกับ ธุรกิจเครือข่าย ถึงบุคคลเหมาะสมที่จะมารับตำแหน่งว่าน่าจะเป็นคนภายในสคบ.

แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวว่า ผู้บริหารสคบ.ที่มีความเหมาะสมและน่าจะได้รับการคัดเลือกเข้ามานั่งเก้าอี้รองเลขาธิการสคบ.คนใหม่นั้นมีอยู่ 2 คน คือ นายสุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี และนายพิฆเนศ ต๊ะปวง ผู้อำนวยการสำนักแผนและการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : งาบประโยชน์3ฝ่าย ตราสัญลักษณ์สคบ.


จิรชัย เลขาฯสคบ.ใหม่ฟิตจัดออกหมัดแรกจี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้าเพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วยการรับคืนสินค้ามาตรตรา๓๖แฉคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทเพื่อรับตราสคบ.คนใกล้ชิดนักการเมืองพรึ่บเพราะหน้าที่นี้มีค่าเหนื่อยจับตาเงินประกันสินค้าปีละนับพันล้านบาทค่าคอมมิชชั่น ใครงาบด้านกลุ่มธุรกิจขายตรง 3-4 สมาคมได้แต่บ่นพรึมพรำเหมือนหมีกินผึ้งไม่มีใครกล้าหือออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สคบ. แทน นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการ สคบ. ที่ได้ลาออกไปก่อนเกษียณอายุราชการ แอ็คชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน


นี่แผนการลึกซึ้งในการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงนโยบายไม่ผิดกฎหมาย แต่ใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ บีบ เอกชนให้ปฏิบัติตาม แม้จะไม่มีการบังคับอย่างเป็นรูปแบบ แต่คงไม่มีบริษัทใดกล้าปฏิเสธกับนโยบายของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปได้


เพราะมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี 2554 ซึ่งเกิดวิกฤติน้ำท่วมได้รับผลกระทบหนักสุด


การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้เลือก นายจิรชัย มูลทองโร่ย ให้มานั่งตำแหน่งเลขาฯสคบ. ท่าม กลางมีข่าวอื้อฉาวครั้งนี้ ถือเป็นความคิดที่แหลมคม ซึ่งอาจมีเงื่อนไขพิเศษ นั่นคือ การผลักดันนโยบายที่วางไว้ให้บรรลุเป้าหมายในเวลาอันสั้น


โดยเฉพาะเรื่องให้บริษัทขายตรงซึ่งปัจจุบันมีกว่า 600 บริษัทจะต้องทำประกันสินค้ากับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีของบริษัท เพื่อเป็น การเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวชูโรง


หากโครงการนี้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้อย่างแยบยล ก็จะมีเม็ดเงินทะลักเข้าสู่บริษัท ทิพยประกันภัยไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท เพราะบริษัทประกันรายอื่นคงยังไม่ทันออกสินค้าประเภทนี้แน่ ส่วนผลตอบแทนซึ่งมาในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นน่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จับตาดูดีๆ ระหว่าง วรวัจน์ กับ สมพร ใครจะได้รับประโยชน์ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป


ที่แน่ๆ คณะกรรมการในการคัดเลือกคุณสมบัติบริษัทต่างๆ เพื่อมอบตราสัญลักษณ์สคบ. นั้น ส่วนใหญ่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้ตั้งทีมงานของตัวเองเข้ามาดูแลแบบม้วนเดียวจบ ซึ่งจะแต่ละคนก็จะได้รับผลตอบ แทนครั้งละหลายพันบาท


การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ออกมาแอ็คชั่นเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ หลังรับตำแหน่งเลขาฯสคบ. ทั้งๆที่มีเรื่องอื่นสำคัญกว่าตั้งเยอะ กลับมองข้ามไป ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้อาจมีนัยอื่นแอบแฝงไม่มากก็น้อย ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ว่า เลขาฯสคบ.คนใหม่ใครทำงานได้ ก็เลือกคนนั้นแหละ


จึงไม่น่าแปลกใจที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นคำตอบสุดท้ายกับตำแหน่ง เลขาฯสคบ. แม้จะมีคนร้องเรียนไปยังปลัดสำนักนายกฯ และปปช. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลก็ตาม แต่ครม.ก็เร่งรีบแต่งตั้ง ทำเหมือนกับว่าการปรับครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อาจจะไม่ติดโผ และนั่งอยู่ในตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯอีกต่อไปเสียงั้นแหละ


แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักปลัดนายกฯ ได้แจ้งมายังผู้สื่อข่าวว่า ทางสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องเรียนผ่านไปทางสคบ.แล้ว โดยให้เหตุผลในทำนองว่า การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ถูกร้องเรียนเรื่องการเรี่ยไรเงินซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นเพียงการเข้าใจผิดกันเท่านั้น


ที่แน่ๆ นับจากนี้ไป บริษัทขายตรงจะต้องตั้งรับกับเกมรุกของ เลขาฯสคบ. คนใหม่ให้ดีๆ เพราะโครงการมอบตราสัญลักษณ์สคบ.นั้น ตอนนี้เป็นใบสั่งแบบกรายๆ ต่อไปน่าจะมีการร่างกฎระเบียบของสำนักนายกฯขึ้นมาแล้วเสนอไปยังครม.ให้อนุมัติ เพื่อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องปฏิบัติตามทุกบริษัท


ถ้าพูดถึงหลักการคืนสินค้าให้กับผู้บริโภคของบริษัทขายตรงจริงๆ ก็มีกฎหมายรองรับไว้ชัดเจนตามมาตรตรา ๓๖ ดังนี้ เมื่อผู้บริโภคใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา ๓๓ ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงคืนเงินเต็มจำนวนที่ผู้บริโภคจ่ายไปเพื่อการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นภายในกำหนดเวลา สิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแสดงเจตนาเลิกสัญญา


ในกรณีที่ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใดไม่คืนเงินตามจำนวนและภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้นชำระเบี้ยปรับตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดให้แก่ผู้บริโภค


สคบ.มีความพยายามที่จะโฟกัสเรื่องสิทธิ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน กล่าวคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตราสัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ.และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้องได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


นี่คือ พายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น และพร้อมจะกระหน่ำเข้าใส่ผู้ประกอบการขายตรงเต็มอัตราศึก งานนี้ 3-4 สมาคมขายตรงจะออกมาตั้งรับสถานการณ์อย่างไร น่าจะเป็น ไฮไลท์ ที่คนเครือข่ายขายตรงไทยกว่า 16 ล้านคน จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดติดขอบเวทีห้ามกระพริบตาเด็ดขาด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสคบ. ครอบคลุมทุกมิติ 360 องศา ภายใต้ปีก "นายจิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนใหม่


คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ.มีพันธกิจ เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค 360 องศา สานต่อการดำเนินงานตามนโยบายของ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ และอดีต เลขาธิการคนเดิม นายนิโรธ เจริญประกอบ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีอนุมัติแต่งตั้ง นายจิรชัย มูลทองโร่ย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ทางด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการ สำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ.พร้อมที่จะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อมีหลายเรื่อง แต่หลักๆ มีดังนี้ เรื่องแรก คุณสมบัติ ของผู้ประกอบการที่จะได้ตราสัญญลักษณ์ มีอยู่ 3 ข้อ 1.ผู้ประกอบ การต้องปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย 2.จะต้องปฏิบัติถูกต้องตาม กฎหมายอื่นที่ธุรกิจนั้นๆ จะต้องปฏิบัติตาม 3.การแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค หากผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือใช้บริการแล้วเกิดความ เสียหาย หรือไม่พึงพอใจ ต้องมีมาตรการเยียวยาชดเชยการเสียหาย ซึ่งสินค้าบริการ 26 รายการ กำลังอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจต่อผู้ประกอบการว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร ทางสคบ.ก็พยายามเร่งรัด อยู่ เช่น มีหลายบริษัทเข้าใจผิดว่าจะต้องทำประกันกับบริษัทนั้นบริษัทนี้ กรณีนี้มีมติเปิดกว้างแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องทำประกันกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก็แล้วแต่บริษัทนั้นๆ ว่าจะเห็นชอบหรือเห็นสมควรอย่างไร หรือไม่ทำก็ได้ ทางสคบ.เปิดกว้างในการแสดงความรับผิดชอบเยียวยาความเสียหาย และต้องแสดงความรับผิดชอบของตนเองให้ชัดเจน

ส่วน 26 รายการสินค้าหรือบริการนั้นแบ่งเป็น 8 บท ก็กำลังจะเร่งรัดให้เร็ว ที่สุดสาเหตุที่ต้องแสดงตราสัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายบริษัท ที่ตัวสินค้า หรือบริการ เพราะระยะเวลาอันใกล้เพื่อรองรับประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนด้วย ทางด้านผู้ประกอบ การจะต้องปรับปรุงคุณภาพของสินค้า หรือบริการของตัวเองด้วย เพื่อรองรับการ แข่งขันของต่างประเทศเข้ามา หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการออกไปขายยังต่างประเทศด้วย เราควรจะปรับปรุงพัฒนาคุณภาพของเรา บริการที่เป็นธรรมก็จะทำ ให้ธุรกิจของเราเติบโต
ส่วนเรื่องที่ 2 สคบ.รับนโยบายจาก รัฐมนตรี และประธานกรรมการผู้บริโภคให้คุ้มครองผู้บริโภคในทุกมิติ ที่ผลกระทบ เหล่านั้นจะมีต่อผู้บริโภค เช่น ทางสคบ. ร่วมกับทางกรมวิชาการเกษตร ไปตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ย เพราะมีข้อมูลว่าเกษตรกรถูกเอาเปรียบในการซื้อปุ๋ยปลอม ทางด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นว่าจะร่วมมือกับ สคบ.เพื่อบูรณาการกันช่วยเหลือเกษตรกร ภายใต้โครงการ เจอปลอม จับจริง ดำเนินการตรวจจับหลายที่แล้ว เช่น ที่ อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยึดปุ๋ยไม่มีคุณภาพมา 6,500 ตัน และที่ อ.พระพุทธบาตร จ.สระบุรี เจอปุ๋ยไม่มีคุณภาพอีกเกือบ 10,000 ตัน

เราได้ข้อมูลจากเกษตรกรแจ้งเบาะแสมาทางสายด่วนสคบ.1166 ที่เป็นจุดหนึ่งที่ทางรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ให้เปิดรับแจ้งปุ๋ยไม่มีคุณภาพ มันเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกษตรกรไปซื้อปุ๋ยปลอมมาแล้วทำให้เสียหายต่อการลงทุนที่ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา นายจิรชัย กล่าว

เรื่องที่ 3 เร่งรัดเรื่องการทำสัญญา รับปลูกสร้างบ้าน ยังมีปัญหาจนถึงปัจจุบัน มีการไปจ้างช่างเพื่อปลูกบ้าน ช่างเบิกเงิน ไปแล้ว ทำไปไม่เท่าไหร่ก็ทิ้งงานหนีไป เรื่อง นี้ ทางสคบ.ก็แก้ปัญหาปลายเหตุมาระยะ หนึ่งแล้ว จากนี้ไปจะแก้ปัญหาต้นเหตุโดย การให้เป็นธุรกิจควบคุม โดยทำสัญญาการ ว่าจ้างที่รัดกุมขึ้นมา ซึ่งทางสมาคมรับสร้าง บ้านเขาขานรับแล้ว และพร้อมที่จะให้ความ ร่วมมือเพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับ ชุมชนเมือง กล่าวคือ เดี๋ยวนี้เป็นครอบครัว เดี่ยว มีสามีภรรยา มีลูกก็ไม่มีเวลาเลี้ยง ก็ไปว่าจ้างพนักงานมาเลี้ยงที่บ้าน หรือว่า จ้างมาดูแลคนป่วยที่บ้าน ก็มีปัญหาเข้ามา ค่อนข้างเยอะ 2-3 เดือนมานี้มีมาร้องเรียน ที่สคบ.เดือนละ 20-30 ราย มีปัญหาเหมือน เดิมคือมาปฏิบัติงาน 1-2 วันแล้วก็กลับไป แล้วก็ไม่มาอีก ให้คนมาแทนก็ไม่มา เรียก เงินคืนก็ไม่คืนเงิน สคบ.จึงจะมาจัดระเบียบ โดยเปิดรับลงทะเบียนว่าใครทำธุรกิจนี้ ให้ มาลงทะเบียนที่สคบ.โดยสคบ.จะประสาน หน่วยงานที่จัดฝึกอบรม ถึงวิธีการดูแลคนป่วย ดูแลเด็กทำอย่างไร ผู้บริโภคท่านใดที่จะมาว่าจ้างพนักงานไปดูแลลูกหรือคนชราก็ให้มาติดต่อที่ สคบ.ก่อน เป็นต้น

แม้จะมีประกาศจากทางกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ ธุรกิจจัดจ้างไปดูแล คนป่วยคนชราหรือเด็กเป็นธุรกิจที่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต มีการประกาศออก มาแล้ว แต่ท้องถิ่นยังไม่ได้นำไปดำเนินการ เลย ท้องถิ่นต้องออกข้อบัญญัติ ข้อบังคับ เรื่องเหล่านี้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบเยอะ โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว เราได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีนักท่องเที่ยวถูกเอาเปรียบจากการไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์ เรือยนต์ เจ็ตสกี นักท่องเที่ยวถูกเรียกกรรโชก ทรัพย์ ที่จะต้องชดใช้กรณีรถ เรือ ได้รับความเสียหายจากการเช่า หลายต่อหลาย เรื่องมาก ซึ่งทางสคบ.ไปคุยกับทางตำรวจ เมืองพัทยาแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่แต่ไม่ทราบว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ เรื่อง นี้ สคบ.และตำรวจเมืองพัทยาจะไปเจรจา กับผู้ประกอบการเมืองพัทยาทั้ง 16 แห่ง วันที่ 21 สิงหาคมนี้ อย่างน้อยเป็นการบันทึกความตกลงร่วมกันว่าจะดูแลผู้บริโภค ที่เป็นนักท่องเที่ยวอย่างไรที่จะสร้างความเป็นธรรม ควรจะมีป้ายประชาสัมพันธ์สถาน ที่ให้เช่าเรือยนต์ ควรจะต้องบอกข้อมูลให้กับผู้เช่า ว่าอัตราค่าเช่าชั่วโมงละเท่าไหร่ มีค่าบริการชั่วโมงละเท่าไหร่ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงข้อควรระวังในการใช้บริการแต่ละประเภท รวมถึงการแจ้งเบาะแสของการถูกเอาเปรียบของ ผู้บริโภคว่าจะแจ้งได้ที่ไหนต้องมีข้อมูล แสดงให้นักท่องเที่ยวทราบ ซึ่งเท่าที่มีข้อมูลนักท่องเที่ยวถูกเอาเปรียบแทบทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ เกาะสมุย เกาะภูเก็ต ก็มี เมื่อเกิดปัญหาแล้วนักท่องเที่ยวเขาก็ไม่พอใจ ไปโพสต์ในอินเตอร์เน็ต ในเฟซบุ๊ก ทำให้เมืองไทยเสื่อมเสีย

นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเรื่องอัตราค่าเช่าค่าบริการที่พัก รีสอร์ต ที่ควร จัดระเบียบ สคบ.เราก็ดำเนินการดูแล ผู้บริโภคทุกมิติ ซึ่งพนักงานสคบ.มีเพียง 226 คน จะไปทำทุกเรื่องคงไม่สามารถดำเนินการได้หมด ฉะนั้น ต้องประสานความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน ซึ่งภาคประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองตนเองก่อน จะไปซื้อสินค้าก็ต้องดูแลตนเองในเบื้องต้น ก่อน อย่างไปหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องเป็น นักสังเกต หากถูกเอาเปรียบก็อย่านิ่งเฉย ให้มาแจ้งกับสคบ.ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ไม่ว่าจะร้านสะดวกซื้อใกล้เทศบาล และเรามีเครือข่ายที่ไปฝากไว้กับทางชมรมคุ้มครอง ผู้บริโภคในโรงเรียน ในโรงเรียสปถ. ศูนย์ การศึกษานอกโรงเรียนประจำตำบล 7,409 ตำบลทั่วประเทศ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1327ประจำวันที่ 18-8-2012 ถึง21-8-2012

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เลือก "เลขาสคบ.ใหม่" ร้อนฉ่า!! "มือที่3" โผล่ซัดเละแจ้งวัฒนะ


เลือกเลขาธิการสคบ. คนใหม่ระอุ!! 2 รอง นพปฎล - จีรชัย เจอปมร้อน มือที่ 3 โผล่แจม โม่ง ปล่อยข่าว - เรื่องร้องเรียนจ้าละหวั่น แจ้งวัฒนะ ต่างถูกลากโยง นัวเนียประเด็น ข้อสงสัย พฤติกรรม คาดเป็นชนวนเหตุ กรรมการ เลื่อนสัมภาษณ์รอบตัดเชือก 24 ก.ค.ยาวถึง 1 ส.ค.นี้ ก่อนส่ง รัฐมนตรี ชงครม.พิจารณาอังคาร 7 ส.ค.ต่อ ขณะ อัศวิน ประกาศลาออกเก้าอี้นายกสมาคม อุตฯขายตรงกลางอากาศ อ้างเหตุผลักดัน สมาพันธ์ขายตรงไทย เหลว! พร้อมเปรย! รอฟ้าเปลี่ยนว่ากันใหม่!!


แหล่งข่าวระดับสูงในวงการธุรกิจ ขายตรงรายหนึ่ง เปิดเผย ธุรกิจเครือข่ายฯ ถึงการเลื่อนพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ออกไปจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 เป็นวันที่ 1 สิงหาคม 2555 นี้ของ คณะกรรมการว่า อาจมีสาเหตุมาจากปัญหา ภายในที่กำลังมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นกับ 2 รอง เลขาธิการสคบ.ซึ่งเป็นตัวเต็งที่จะได้รับการ พิจารณาทั้งคู่


ด้วยก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน ได้เกิดกระแสข่าวปล่อยจากคนในวงการ ขายตรงว่า นายนพปฎล เมฆเมฆา ซึ่งดำรง ตำแหน่งรองเลขาธิการสคบ.และรักษาการ เลขาธิการสคบ.ไปมีส่วนได้ส่วนเสียและ พัวพันกับการอนุมัติให้บริษัทขายตรงราย ใหม่รายหนึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ กระทั่งนายนพปฎลต้องไปชี้แจงต่อรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล จนมีการตรวจสอบไต่สวน กันขึ้น


แล้วต่อมาทราบมูลเหตุข้อเท็จว่า นายนพปฎล ถูกกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งนำชื่อไป อ้างในการเสนอแลกผลประโยชน์กับผู้ประกอบ ธุรกิจขายตรงรายใหม่รายหนึ่ง ซึ่งกลุ่มบุคคล ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการธุรกิจขาย ตรงปัจจุบัน โดยแหล่งข่าวระดับสูงรายเดิมระบุ ว่า บุคคลที่ 3 เหล่านี้มีชื่อหัวหน้าทีมนำหน้าว่า น. และทราบว่าขณะนี้กำลังถูกเจ้าหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องติดตามตัวอย่างใกล้ชิดอยู่


ส่วนทางด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการสคบ.อีกคนหนึ่งก็กำลังได้รับการ ร้องเรียนจากบุคคลภายนอกส่งเรื่องร้องเรียนตั้ง ข้อสงสัยพฤติกรรมไปยังเลขาธิการสคบ.ซึ่ง ปัจจุบันก็คือนายนพปฎลในฐานะรักษาการ เลขาธิการสคบ.ให้ตรวจสอบว่ามีส่วนได้เสีย กับการรับเงินบริจาคจากองค์กรเอกชนเพื่อ สนับสนุนการดำเนินงานวันคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา


โดยหนังสือร้องเรียนจากบุคคลภาย นอกดังกล่าวถูกส่งถึงสคบ.ราวต้นเดือน กรกฎาคม และในวันที่ 12 กรกฎาคม เลขาธิการสคบ.โดยอำนาจก็ส่งเรื่องดังกล่าวให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ตรวจสอบ แต่ทางป.ป.ช.โยนกลับมาที่ สำนักงาน สคบ. ต้นสังกัดให้ดำเนินการตรวจสอบเอง เพราะ เป็นเรื่องภายในสคบ.


แหล่งข่าวระดับสูงในการขายตรงอีก รายหนึ่ง กล่างถึงกรณีนายจิรชัยว่า เป็นเรื่อง ที่คนภายนอกซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริจาค สนับสนุนการดำเดินงานวันคุ้มครองผู้บริโภค แล้วได้ตั้งข้อสังเกตถึงการอ้างขอรับบริจาค เงินสนับสนุนของสคบ.โดยนายจิรชัยได้รับ อนุญาตจากเลขาธิการสคบ.คนก่อน (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นผู้ดำเนินการ ที่จะถ่ายทอด สดงานดังกล่าวออกสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ ไทย ช่อง 11 แต่วันงานจริงสคบ.ไม่ได้ถ่ายทอด สดผ่านช่อง 11 แต่อย่างใด


ต่อประเด็นนี้แหล่งข่าวรายเดิมกล่าว เพิ่มเติมว่า นายจิรชัยได้เข้าชี้แจงต่อรัฐมนตรี นายวรวัจน์พร้อมแจกแจงรายรับทั้งหมดของ ยอดการรับบริจาคงานวันคุ้มครองผู้บริโภค ดังกล่าวประมาณ 8.5 แสนบาท แล้วมี ค่าใช้จ่ายสำหรับการถ่ายทอดผ่านช่อง 11ประมาณแสนกว่าบาทไปแล้ว หลังจากได้นำ เทปไปออกอากาศในเวลาต่อมา ด้วยวันจัดงาน ของสคบ.ทางช่อง 11 มีรายการด่วนจึงไม่ สามารถดำเนินการถ่ายทอดสดให้ได้


ขณะที่อีกซีกหนึ่งของวงการธุรกิจ ขายตรงวันที่ 24 กรกฎาคมวันเดียวกันนั้น นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ ได้ประกาศลาออก จากการเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรง ไทย หรือ TDIA = Thai Direct Sale Industrial Association ต่อหน้ากรรมการบริหารสมาคม และสื่อมวลชน โดยอ้างเหตุผลสำคัญว่าไม่ สามารถเป็นผู้ประสานสมาคมขายตรงอื่นๆ อีก 2 สมาคมให้บรรลุสู่เป้าประสงค์ตามที่ ตั้งไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง 6-7 เดือนก่อนหน้านี้ ในการจะรวมพลังจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรง ไทย ขึ้น


มีเหตุหลายอย่างให้ผมไม่สามารถ เป็นขับเคลื่อนให้มีการตั้งสมาพันธ์ขายตรงไทย ขึ้นได้ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งที่มารับ ตำแหน่งครั้งแรก ด้วยทางสมาคมใหญ่เองหลัง เปลี่ยนนายกสมาคมคนใหม่ก็ยังไม่มีท่าที รวม ถึงกระแสข่าวที่ใหญ่บางคนไม่ต้องการให้มีการ รวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ขายตรงด้วย หากฟ้า เปลี่ยนค่อยมาว่ากันใหม่อีกทีนะครับ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555