ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิรชัย มูลทองโร่ย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิรชัย มูลทองโร่ย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความท้าทายนายใหม่ สคบ. !!!







1382983_678407798850713_1684550780_n (Mobile)

 


ความเคลื่อนไหวของวงการขายตรงในเวลานี้ ไม่เพียง แต่ในส่วนของยอดขายที่หลายบริษัทกำลังลุ้นว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทของตัวเองจะโกยรายรับเท่าไหร่ และเมื่อจบปี ยอดขายรวมของบริษัทไหนจะเป็นอย่างไรบ้าง


อีกเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งในและนอกวงการ ขายตรง กำลังจดจ่อนั่นคือ การเข้ามาทำงานของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่อย่าง "อำพล วงศ์ศิริ" ที่ถูกแต่งตั้งข้ามฟากมาจากกระทรวงยุติธรรม


การถอด "จิรชัย มูลทองโร่ย" ออกของคณะรัฐมนตรี นับเป็นประวัติศาสตร์ของ สคบ.โดยสิ่งที่ตามมามีมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของผังตำแหน่งของคนทำงานใน สคบ.ที่ต้องปรับตามหัวที่มีการเปลี่ยนแปลง


โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของวงการขายตรง ตอนนี้ ก็มีการปรับ โดย "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" ถูกเรียกให้กลับมา นั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ตำแหน่งเดิมที่ "สุวิทย์" เคยปฏิบัติหน้าที่เมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" นั่งในตำแหน่งเลขาธิการ


การปรับเปลี่ยนแม่ทัพ สคบ. แบบสายฟ้าแลบ เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เหมือนเป็นตัวกระพือให้เกิดคลื่นใต้น้ำในวงการขายตรง


นับแต่การเปลี่ยนหัวเรือ สคบ.เกิดขึ้น ผู้คนที่อยู่ในวงการขายตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอดไม่ได้ที่จะลุ้นว่า นโยบายของเลขาธิการฯ คนใหม่ ที่มีต่อวงการขายตรงจะเป็น อย่างไรในอนาคต


เพราะในยุคของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" นโยบายใหญ่ที่ถือเป็นผลงานเด่น ก็คือเรื่องของ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ที่หน่วยงานรัฐจัดการออกนโยบายรณรงค์ให้ผู้ประกอบการขายตรง และอีก 25 วงการธุรกิจ เข้ามาขอรับตราดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค


เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ค้าที่ยื่นขอรับตรา สคบ.ไปแล้ว และ ผ่านการขึ้นรับไปเรียบร้อยนั้น "ตราสัญลักษณ์ สคบ." จะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีการเปลี่ยนยุคของ สคบ.


นอกจากเรื่องของผลงานดังกล่าว ที่ "จิรชัย" ได้สร้างไว้ อีกอย่างที่ถือเป็นเรื่องคาราคาซังมานานแสนนาน นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายที่ภาครัฐก็เห็นพ้องว่าธุรกิจขายตรงควรที่จะมีการปรับแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายขึ้นใหม่


แต่ที่จะต่างออกไปนั่นคือ จะแก้ไขตรงไหน อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้เถียงกันมาตลอดของคนในวงการขายตรง โดยเฉพาะกับ 4 สมาคม 4 ก๊ก ที่มีความต้องการด้านกฎหมายที่ไม่ค่อยจะคล้ายกันสักเท่าใดนัก


สิ่งนี้ ถือเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างที่ทำให้กฎหมายขายตรง ต้องร่างแล้วร่างอีก


ในช่วงปลายของยุค "จิรชัย" นั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. สิ่งหนึ่งที่ "จิรชัย" กำลังเดินหน้าที่จะทำให้เกิดขึ้น คือ การดึง 4 สมาคมแห่งวงการขายตรงไทย เข้ามาพูดคุย ทานอาหารเพื่อหาจุดร่วมในการทำงาน โดยเฉพาะเพื่อการแก้ไขกฎหมายขายตรง ดันให้เกิดการคล้อยตามกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป


สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่ "อำพล วงศ์ศิริ" ต้องสานต่อ คือ การเป็นคนกลางในการหาจุดร่วมของสมาคมขายตรงต่างๆ เพื่อให้เกิดการยกระดับของวงการขายตรงไทยอย่างแท้จริง ซึ่งดูแล้วจะท้าทายความสามารถของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่ เป็นที่สุด...


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ศึกใน สคบ. วุ่นไม่เลิก สั่งย้ายคนในรับนายใหม่







ijbif7b89iaa7kb9f5eef (Mobile)

 


“จิรชัย” ทิ้งทวน นายใหญ่ สคบ. สั่งโยก “สุวิทย์ วิจิตรโสภา” หวนคืนเก้าอี้ ผอ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พร้อมดันลูกหม้อ“ฐิตินันท์ สิงหา” กลับไปนั่งตำแหน่งเดิม วงในเผยหวังสกัดหากโดนตรวจสอบย้อนหลัง ส่วน “อำพล วงศ์ศิริ” ได้ฤกษ์ เข้ารับงานใหม่ 14 ต.ค. 56 เตรียมชูนโยบาย สคบ. เพื่อประชาชน ด้าน “นพปฎล เมฆเมฆา” แบไต๋พร้อมกลับมาที่เดิม หากผู้ใหญ่หนุน ขณะที่ บก.ปคบ. ไม่น้อยหน้าเปลี่ยนหัวเรือใหม่ ตั้ง พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ กุมบังเหียน หลังดัน พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ขึ้นรอง ผบช.น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปดำรง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. แทน จิรชัย โดยก่อนที่ จิรชัย เตรียมจะย้ายไป ดำรงตำแหน่ง ใหม่นั้น ได้มี คำสั่งลงวันที่ 3 ตุลาคม 2 5 5 6 ที่ ผ่านมาให้มี การโยกย้าย ตำแหน่งภายในสคบ. หลายตำแหน่ง เช่น ให้ สุวิทย์ วิจิตรโสภา มาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิม และ ให้ย้าย ฐิตินันท์ สิงหา จากตำแหน่งหัวหน้าส่วนขายตรงและตลาด แบบตรง กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม คือ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการ สำนักกฎหมายและคดี รวมถึงยังมีคำสั่งอนุมัติให้รับพนักงานประจำ ระดับปริญญาตรี เพิ่มอีก 5 ตำแหน่งด้วย


สำหรับเหตุผลที่มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ภายใน สคบ. ครั้งนี้ ก่อนที่ เลขาฯ สคบ. คนใหม่ จะเข้ามารับตำแหน่งนั้น แหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่า มาจากอดีต เลขาฯ สคบ. กลัวว่าหลังจากที่ไปรับตำแหน่ง ใหม่ อาจจะมีการตรวจสอบย้อนหลังจากกลุ่มคนภายในที่ไม่ชอบ ตนเอง เพราะหลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. เมื่อ ปี 2555 ได้มีคำสั่งให้ย้าย สุวิทย์ วิจิตรโสภา ออกจากผู้อำนวยการ ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งถือว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน แล้ว แต่งตั้งคนสนิทขึ้นมานั่งในตำแหน่งดังกล่าวแทน แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลงานของ อดีตเลขาฯ สคบ. คนเก่ากลับไม่ค่อยเข้าตามากนัก จึงเป็น เหตุให้มีคำสั่งย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี


ขณะที่งานขายตรงที่ไม่มีความคืบหน้า เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบและปราบ ปรามบริษัทแชร์ลูกโซ่ รวมถึงการอนุมัติบริษัท ขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนที่ต้องใช้เวลา ค่อนข้างนาน ที่สำคัญในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ภายในของ สคบ. ถือว่ามีความแตกแยกเป็น อย่างมาก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


“การที่ได้ ท่านอำพล วงศ์ศิริ เข้ามานั่ง เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะ เชื่อว่าจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น โดยท่าน จะเข้ามาทำงานในวันที่ 14 ต.ค.นี้ หลังจากเพิ่ง ได้รับโปรดเกล้าฯ ไป ซึ่งทุกคนภายใน สคบ. เอง ก็ให้การยอมรับค่อนข้างดี ส่วนจะมีนโยบาย อะไรใหม่ออกมานั้น ท่านบอกให้แต่ละหน่วยงาน ไปดูโครงสร้างมาก่อน อย่างนโยบายของท่าน อำพล ท่านต้องการจะให้ สคบ. เป็นที่พึ่งของ ผู้บริโภคอย่างแท้จริง” แหล่งข่าววงใน กล่าว


ด้าน นพปฎล เมฆเมฆา ผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่าหลังจากที่ถูกโยกให้มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ ราชการฯ ก็มีความสุขกับงานดี ส่วนที่มีกระแส- ข่าวที่ว่า มีคนใน สคบ. ต้องการให้ตนกลับไปนั้น ซึ่งส่วนตัวก็อยากกลับไป เพราะถือเป็นงานที่มี ความถนัดอยู่แล้ว ส่วนในอนาคตจะกลับไป ทำงานที่ สคบ. หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับโอกาส และ การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา


ขณะที่กองบังคับการปราบปรามการ- กระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้มีการเปลี่ยนแปลงนายใหญ่เช่นกัน โดยได้ แต่งตั้ง พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโยก พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาดำรง ตำแหน่งแทน


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จับตาดาบ2‘สันติ พร้อมพัฒน์’ โละบอร์ดขายตรงหลังเด้ง‘จิรชัย’







Capture (Mobile)

 


บอร์ดขายตรงรอคิวเชือดหลังยื้อเก้าอี้มาเกือบ 2 สมัย แต่กลับใส่เกียร์ว่าง ปล่อยสคบ.เดินหน้าไปเพียงลำพัง จนสุดท้ายต้องถูกเชือด สังเวยคมกระบี่ “สันติ พร้อมพัฒน์” เผยกฎหมายขายตรงไม่พัฒนา เหตุขาดการบูรณาการร่วมกันของ 2 หน่วยงานหลัก ผู้ประกอบการส่งเสียงเชียร์ถึงเวลายกเครื่องทั้งระบบ แนะหาคนรู้ลึกรู้จริงร่วมสังฆกรรม


 เชือด “จิรชัย”ดาบแรก


ลุ้นดาบ 2 บอร์ดขายตรง


ปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการประจำปี ที่ย่อมมีทั้งคนที่ผิดหวังและสมหวัง เพราะนี่คือ สัจธรรมของชีวิตคนรับราชการ ที่ยังจะต้องอยู่ในวังวนแห่งอำนาจของฝ่ายการเมือง


กรณีการสั่งเชือด นายจิรชัย มูลทองโร่ย พ้นจากเก้าอี้สคบ. ผ่านมติครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นการโยกย้ายแบบสายฟ้าแลบ จนช็อคไปทั้งวงการ แต่มาถึงวันนี้เจ้าตัวก็ออกมายอมรับสภาพโดยดุษฎีว่าน้อมรับคำสั่ง ไม่มีข้อโต้แย้งขัดขืนใด ๆ ทั้งสิ้น


เข้าทำนอง จบสวยเรื่องสั้น จบไม่สวย อาจเพราะเรื่องราวหลังการปรับนายจิรชัยพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับสคบ. จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายจิรชัย แต่อย่างใดทั้งที่ก่อนการสั่งเด้งนายจิรชัย ก็มีการปลุกกระแสข่าวผ่านสื่อบางฉบับ ถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของนายจิรชัย ยาวเป็นหางว่าว เป็นการจบแบบ “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” อย่างน้อย เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่ต้องมานั่งเสียวสันหลังว่า จะมีการ “เช็คบิล”ย้อนหลังตามมาอีก


การปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการสคบ. โดยโยกนายอำพล วงศ์ศิริ ข้ามห้วยจากกระทรวงยุติธรรมมานั่งในตำแหน่งนี้ แม้จะดูเป็นการลดแรงเสียดทานไปได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจะจบสิ้นลง เพียงเพราะแค่ มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการเท่านั้น


ด้วยเหตุที่สคบ.เป็นองค์กรที่มีบทบาทความรับผิดชอบต่อประชาชนจำนวนมาก กอปรกับปัญหาที่แท้จริงในสคบ.ก็มิได้เป็นปัญหาในเรื่องตัวบุคคลอย่างเดียว หากแต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างหมักหมมมาช้านาน โดยเฉพาะการวางบทบาทสคบ. ให้เป็นองค์เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับ การจัดระเบียบขายตรง สคบ.ก็ยังไม่มีการวาง “โรดแมป” เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายอย่างแท้จริง


โดยเฉพาะในตัวบทกฎหมายขายตรงและการตลาด แบบตรง ที่มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2545 ผ่านมาถึงวันนี้ก็ 10 ปีเต็ม มีการปรับปรุงแก้ไขแค่เพียงครั้งเดียวและเพียงมาตราเดียวในปี 2550 อันเป็นสมัยของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธิ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี


โดยมาตราที่แก้ไข ก็คือ มาตรา 45 ว่าด้วยเรื่องการเพิ่มโทษเมื่อเกิดการขัดขวาง ฝ่าฝืนการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน ในการตรวจสอบที่กฎหมายเขียนเอาไว้ในมาตรา 5 ของพ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรงพ.ศ.2545


หลังจากนั้น ก็มิได้มีการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งที่ การแก้ไขกฎหมาย จะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญ ที่นำไปสู่การปรับองค์กรของสคบ.ให้มีความเข้มแข็ง มีความชัดเจนในบทบาทมากขึ้น


ข้อเสนอแนะ จากภาคเอกชน รวมไปถึงนักวิชาการ มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า...ถึงเวลาต้องสังคายนากฎหมายขายตรงครั้งใหญ่เสียที ขืนลากยาวกันต่อไป ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาต่าง ๆ ลุกลามบานปลายมากขึ้น


 ใส่เกียร์ว่างมา 4 ปี


ไม่มีผลงานเข้าตา


ปัญหาในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ถ้าจะ “โยนบาป” ไปที่ตัวนายจิรชัย แต่เพียงผู้เดียว ก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรมนัก เพราะถ้าหากไปดูในตัวบทกฎหมายขายตรง จะเห็นว่า ยังมีคณะกรรมการขายตรงและการตลาดแบบตรงที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสคบ.อีกทอดหนึ่ง


โครงสร้างอำนาจ ในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ถ้าไล่เลียงกันมาตั้งแต่ระดับสูงสุด บุคคลที่มีอำนาจในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือรวมไปถึงการออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือ ตัวนายกรัฐมนตรี


แต่ที่ผ่านมาในหลาย ๆ รัฐบาลจะมีการมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลแทน ไม่ต่างกับการกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่โดยตำแหน่งประธานกตร.คือนายกรัฐมนตรี แต่การกำกับดูแลจริง ๆ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี


ในมาตรา 8 ของพ.ร.บ. ขายตรงและการตลาดแบบตรง ระบุเอาไว้ชัดเจนถึงที่มาของคณะกรรมการขายตรงและการตลาดแบบตรง เริ่มตั้งแต่ ตัวประธาน จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการขายตรงและการตลาดแบบตรง โดยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี


คณะกรรมการโดยตำแหน่ง จะมาจากหน่วยงานภาครัฐ 4 คน คือ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการอาหารและยา


ส่วนคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม


กลุ่มแรก จะมีทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย ตัวแทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง 1 คน สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการตลาดแบบตรง 1 คน ผู้แทน สมาคมหรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค 2 คน


กลุ่มที่สอง จะมาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการขายตรงหรือการตลาดแบบตรง โดยในจำนวนนี้ จะมาจากภาครัฐหรือเอกชน ก็ได้ แต่อย่างน้อยจะต้องมาจากภาคเอกชนไม่ต่ำกว่า 2 คน


รวมเบ็ดเสร็จคณะกรรมการหรือบอร์ดที่มาโดยตำแหน่งและการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี จะมีจำนวนทั้งสิ้น 13 คน และเมื่อมารวมกับตัวเลขาธิการ สคบ.ในฐานะกรรมการและเลขานุการ อีก 1 คน ก็จะมีทั้งสิ้น 14 คน


บทบาทอำนาจของคณะกรรมการขายตรงและการตลาดแบบตรง มีการเขียนเอาไว้ในมาตรา 13 ทั้งหมด 9 ข้อด้วยกัน แต่การบังคับใช้กฎหมาย สคบ. จะเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำกับดูแล


ทุกวันนี้ ในวงการธุรกิจขายตรง แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำไปว่า บอร์ดหรือคณะกรรม การขายตรงและการตลาดแบบตรงมีบทบาทหน้าที่อะไรส่วนใหญ่รู้จักแต่ชื่อ หน้าตาบอร์ดเป็นยังไงก็แทบไม่มีใครเห็น


สคบ. กลายเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยาย ส่วนตัวบอร์ดที่ขั้นอยู่ตรงกลางกลับขาดหายไป


จะคิดจะอ่านทำอะไรที ก็กลายเป็นว่า จะมีการคุยกันแค่คน 2 คน คือตัวรัฐมนตรี กับตัวเลขาธิการสคบ. ส่วนตัวบอร์ดขายตรงจริง ๆ กลับใส่เกียร์ว่าง


นับตั้งแต่ที่คณะรัฐมนตรีมีการแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมา บอร์ดที่ได้รับการแต่งตั้งในเวลานั้น ผ่านมาถึงวันนี้ ก็ยังเป็นบอร์ดชุดเดิม แม้จะหมดวาระไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังทำหน้าที่ในฐานะบอร์ดรักษาการ หากนับเวลามาถึงวันนี้ ก็เหลือเวลาอีก 2-3 เดือน ก็จะหมดวาระเป็นรอบที่ 2 บทบาทในบอร์ดชุดดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ จากคนในวงการขายตรงเป็นอย่างมากว่า ขาดการทุ่มเทเอาใจใส่ในธุรกิจขายตรง


ด้วยเหตุที่ หนึ่ง.ขาดการประชุมปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานให้มีประสิทธิ ภาพ


สอง. กรณีที่มีเหตุการณ์เร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสคบ. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญ แต่ทางบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง กลับไม่มีใครออกมาแสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจแต่อย่างใด


สาม.บอร์ดที่มาโดยตำแหน่งจากภาครัฐ มีภาระความรับผิดชอบสูง เป็นเหตุที่ทำให้ มักจะมีข้ออ้างเสมอ ๆ ว่า ไม่มีเวลาเข้าร่วมประชุม


ปัจจุบันบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง มีคณะกรรมการชุดรักษาการทั้งสิ้น 13 คน ประกอบด้วย


1.นายวีรพงษ์ บุญโญภาส ประธานคณะกรรมการ แต่งตั้งโดยครม.


2. อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการโดยตำแหน่ง


3. อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรรมการโดยตำแหน่ง


4. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง


5.เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรรมการโดยตำแหน่ง


6. นาย ศานิต ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากเอกชน ครม.แต่งตั้ง


7. รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


8. นายพิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาคเอกชน กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


9.นายวิทัส รุ่งเรืองผล กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


10. นายคมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ผู้แทนสมาคมขายตรง กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


11. นายบรรจง บุญรัตน์ ผู้แทนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรรมการทีครม.แต่งตั้ง


12. นายวิโรจน์ ณ บางช้าง ผู้แทนสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กรรมการที่ครม.แต่งตั้ง


13. ไม่ปรากฏชื่อ และ


14. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง


ในจำนวนบอร์ดทั้ง 14 คน มีลาออกไป 1-2 คน ส่วนอีก 1 คน คือ นายคมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ซึ่งได้เสียชีวิตแล้ว


ในยุคนายจิรชัย มูลทองโร่ย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ มีการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามานั่งในบอร์ด 2-3ตำแหน่งที่ว่างลงต่อคณะรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่ทันที่จะได้มีการพิจารณาอนุมัติ นายจิรชัย ก็มาถูกปรับออกจากตำแหน่งเสียก่อน


ถึงวันนี้ ก็คงต้องรอเลขาธิการสคบ.คนใหม่ เป็นผู้เสนอชื่อเข้าไป เพราะถ้าหากดูอำนาจการแต่งตั้งตามกฎหมาย ทางคณะรัฐมนตรี ก็สามารถแต่งตั้งทดแทนได้ โดยไม่ต้องรอให้สคบ.เสนอ


โดยเฉพาะกรรมการบางคน ที่ขาดความพร้อม หรือไม่มีประสบการณ์ในด้านธุรกิจขายตรง ก็ควรแสดง “สปิริต”ลาออก เพื่อเปิดทางให้กับ คนที่มีความพร้อมที่จะเข้าไปนั่งทำงาน อย่างน้อย ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กร มีความน่าเชื่อถือ มากกว่าที่เป็นอยู่


บอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง ไม่เพียงแต่จะมีการโอนอำนาจให้สคบ.เข้าไปกำกับดูแลธุรกิจขายตรงเท่านั้น หากแต่ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการเข้ามาสนับสนุน การทำงานของสคบ. อีกอย่างน้อย 3 คณะ


เริ่มตั้งแต่ คณะอนุกรรม การกำกับกิจการขายตรงและการตลาดแบบตรง คณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ และคณะอนุกรรมการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและการตลาดแบบตรง


คณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะที่ตั้งขึ้น ถ้าเปรียบเป็นรถไฟก็อยู่ท้ายขบวน หากหัวขบวนไม่ขับเคลื่อน การก้าวไปข้างหน้าก็ไม่สามารถดำเนินการไปได้


เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงอยู่ที่บอร์ด หากบอร์ดไม่เคลื่อนไหว ก็ส่งผลกระทบไปยังบอร์ดเล็กที่จะต้องใส่เกียร์ว่างไปโดยปริยาย


การที่บอร์ดเล็กและบอร์ดใหญ่อ่อนแอ ก็เหมือนกับเป็นการเปิดช่องให้มีการทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะถนนทุกสายถ้าโอนอำนาจการตัดสินใจไปให้สคบ.ทั้งหมด ก็เท่ากับว่าเป็นการ เอาปลาย่างไปฝากแมว


ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ หนึ่งในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการขายตรงและการตลาดแบบตรง เปิดใจกับสื่อฉบับหนึ่งว่า หากการเรียกประชุมบอร์ดเป็นไปโดยความยากลำบาก ก็สมควรที่รัฐมนตรีควรจะไปสรรหาบุคคลที่มีความพร้อมมานั่งในบอร์ดแทน


อย่างน้อย จะทำให้คณะทำงานในระดับล่าง ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา มีช่องทางในการนำเสนอแนวทางตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายไป


ในยุคที่นายจิรชัย นั่งในตำแหน่งเลขาธิการสคบ. มีการตั้งคำถามอย่างมากว่า การเดินหน้าแก้กฎหมายขายตรง เหตุใดจึงเป็นไปอย่างล้าช้า


ทั้งที่ผ่านมา นายจิรชัย ก็ได้ไปเข้าร่วมวงสัมมนากับผู้ประกอบการขายตรงไม่ได้ขาด มีข้อเสนอแนะผ่านสมาคมทั้ง 4 สมาคม เข้ามามากมาย มีการตั้งคณะทำงานเข้ามาศึกษาร่วมกับภาคเอกชนอย่างจริงจัง ถึงการปรับโครงสร้างในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง และการตลาดแบบตรง มีการทำประชาพิจารณ์จากบรรดาตัวแทนหรือนักธุรกิจเครือข่าย เพื่อนำปัญหาไปสู่การแก้ไขผ่านกระบวนการทางกฎหมาย


ลงลึกไปถึงขนาด จะมีการเสนอร่างกฎหมายแยกธุรกิจขายตรง ออกมาจากสคบ.เพื่อเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะเฉกเช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)


แต่ผ่านมาถึงวันนี้ บอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรง มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ ออกมาร่วมขับเคลื่อน หรือสนับสนุนให้มีการยกระดับมาตรฐานขายตรงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ


วันนี้คงต้องถามกันดัง ๆ แล้วล่ะว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหานี้อย่างไร


จะปล่อยให้ บอร์ดชุดปัจจุบัน ที่ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ทนนั่งทู่ซี้ ขัดตาทัพไปวัน ๆ อย่างนี้กระนั้นหรือ


 วัดใจ “สันติ พร้อมพัฒน์”


หมดเวลาถามหาสปิริตบอร์ด


หากรัฐบาล ให้ความสำคัญกับธุรกิจขายตรง และจริงใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ จัดระบบองค์กรให้เข้าที่เข้าทางเสียที


ปัญหาก็คือ ผู้ที่จะมานั่งในบอร์ดขายตรง ต้องรู้ลึกและรู้จริง และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะทาง หากไปดึงเอาคนที่ รู้แบบงู ๆ ปลา ๆ เข้ามา แยกแยะไม่ออกว่าธุรกิจไหน “สีขาว” หรือธุรกิจไหน “สีดำ” การพัฒนาก็ไม่เกิด สุดท้ายระบบมันพัง


ในวงการขายตรงมีผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับในธุรกิจขายตรงมากมาย ถ้ารัฐบาลใจกว้างพอ ไม่มองว่าเป็นการเข้ามาครอบงำองค์กรแห่งนี้มากเกินไป ก็ไม่ควรไปตั้งข้อรังเกียจคนขายตรงกับคนขายตรงด้วยกัน แค่มองตาก็รู้ใจ


แล้วว่า อะไรผิดอะไรถูก เขามีสัญชาตญาณการรับรู้ ที่ดีกว่าคนที่อยู่นอกวงการ


หากปล่อยให้ระบบราชการ ทำงานกับแบบ เช้าชามเย็นชามแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ขีช้างไล่จับตั๊กกะแตน” 10 ปีก็แก้กฎหมายขายตรงไม่ได้


เหลือเวลาอีกเพียง 1-2 เดือน บอร์ดชุดรักษาการ ก็จะหมดวาระแล้ว ไหน ๆ “ลงดาบ1” ปลด เลขาธิการสคบ.ไปทั้งที ถ้าจะลง “ดาบ 2” ล้างบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรงอีกสักครั้ง คงไม่ทำให้รัฐมนตรีสันติ พร้อมพัฒน์ ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวเท่าไรกระมัง


อย่างน้อย คนที่มารับตำแหน่งเลขาสคบ.คนใหม่ อย่างนายกำพล วงศ์ศิริ จะได้มีโอกาสแสดงบทบาทอย่างเต็มที่


เหตุก็เพราะเวลานี้มีเรื่องเร่งด่วน ที่รอการแก้ไขมากมาย เริ่มตั้งแต่การแก้ไขกฎหมาย การป้องปราม“แชร์ลูกโซ่” หรือรวมไปถึงการดูแลไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบในกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกัน


ธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก นับสิบล้านชีวิต ถ้าไม่วางกฎกติกาให้ชัด ปล่อยให้เล่นกันแบบ “มวยวัด”อย่างนี้ ก็เท่ากับประจานความย่อหย่อนการทำงานของตัวเอง


หมดเวลาที่จะถามหา “สปิริต” ของบอร์ดขายตรงและการตลาดแบบตรงแล้ว เพราะขนาดลากยาวมาถึง 2 สมัย ยังเกาะเก้าอี้กันเหนียวแน่นเป็นตุ๊กแก


งานนี้ ถ้าถึงขนาดต้องเอ่ยปากไล่ ก็คงวัดใจ รมต.สันติพร้อมพัฒน์ กันอีกครั้ง !!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

‘สันติ’เดินหน้าล้างบาง เชือด‘จิรชัย’พ้นสคบ.







Capture (Mobile)

 


แฉเบื้องหลังเด้ง จิรชัย มูลทองโร่ย พ้นเลขาธิการสคบ. เหตุรัฐมนตรี เดินหมากดึงเด็กในคาถา สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สวมตำแหน่ง หลังถูกแขวนในกระทรวงยุติธรรมมาหลายปี อ้างทำงานไร้ประสิทธิภาพ ส่อพฤติกรรมมีผลประโยชน์ทับซ้อนบริษัทเอกชน ขัดแย้งกับคณะทำงาน ลามไปถึงหน้าห้องรัฐมนตรี แถมการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน


 หาเหตุปลดเพื่อเปลี่ยน


อ้างข้อร้องเรียนเพียบ


เด้ง จิรชัย มูลทองโร่ย พ้นตำแหน่งเลขาธิการสคบ. !!!


นับเป็นกระแสข่าวที่ช็อค คนในวงการขายตรงแบบชนิดที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง หลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามการเสนอเข้าสู่วาระจรของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ให้ นายจิรชัย มูลทองโร่ย พ้นจากตำแหน่งโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป


นายจิรชัย ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสคบ. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2555 หากนับอายุงานในตำแหน่งจนพ้นวาระก็ตกประมาณ 1 ปี กับ 1 เดือน ผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาถึง 3 คน


ในยุคของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ถือเป็นยุค “น้ำผึ้งหวาน” การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีการริเริ่มตราสัญลักษณ์มาตรฐานสินค้า รูปทรง 3 เหลี่ยม ที่ใครต่อใครต่างโจมตีว่า เป็นการงาบประโยชน์ 3 ฝ่าย แม้จะเผชิญกับแรงต้านจากผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่สุดท้ายนายจิรชัย ก็สามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ


หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคนายวราเทพ รัตนากร การนั่งเก้าอี้ในตำแหน่งเลขาธิการสคบ.ก็ไม่มีเค้าลางว่าจะปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด


แต่ครั้นมาถึงยุครัฐบาลปู 5 มีการปรับเปลี่ยนนายสันติ พร้อมพัฒน์ มาเป็นรมต.ประจำสำนักฯ กำกับดูแลสคบ. กลับกลายเป็น “น้ำผึ้งขม” นายจิรชัย กลับอยู่ในสภาพที่วางตัวไม่ถูก


ทั้งที่สไตล์การทำงานของนายจิรชัย ก็ใช่ว่าจะเป็นประเภท “ยอมหัก ไม่ยอมงอ” ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง หรือบีบรัดจนเกินไป ก็จะโอนอ่อนผ่อนตาม ในทุกเรื่อง


ปมเงื่อนที่นำไปสู่การเด้งนายจิรชัย แหล่งข่าวระดับลึกในทำเนียบเปิดเผยกับ “ตลาดวิเคราะห์ว่า” มีที่มาจาก 3 -4 กรณีด้วยกัน


กรณีแรก มีการร้องเรียนไปยังนายสันติ พร้อมพัฒน์ เกี่ยวกับกรณีการที่นายจิรชัย มีสายสัมพันธ์ กับบริษัทเอกชนขายตรง หลายแห่งอย่างออกหน้าออกตา ส่งผลทำให้ภาพลักษณ์องค์เสีย และส่อว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน


กรณีที่สอง ทำงานไม่เข้าขากับคณะทำงานของรัฐมนตรี โดยเฉพาะตัวเลขานุการรัฐมนตรี


กรณีที่สาม ทำงานแบบไร้ยุทธศาสตร์ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน


ถือเป็นช่วงจังหวะที่ พอเหมาะพอดี สำหรับการสร้างความชอบธรรมในการ หาเหตุปลดนายจิรชัย เพื่อเอาคนใหม่มานั่งในตำแหน่งนี้แทน


โดยเฉพาะตัวนายอำพล วงศ์ศิริเอง ก็เป็นสายตรงจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สามีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” ที่ใครต่อใครต่างก็รู้ดีว่า ถูกแขวนตำแหน่งเอาไว้ ตั้งแต่สมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล


ประกอบกับ ตัวนายจิรชัยเอง ก็ถูกเลื่อยขาเก้าอี้มาหลายครั้งหลายครา เริ่มต้นตั้งแต่กระบวน การสรรหา สู่การพิจารณาคัดเลือก ก็ถูกโจมตีอย่างหนัก จากคนในสคบ.ทั้งที่เป็นอดีตเลขาคนเก่า รวมไปถึงแคนดิเดต ที่อกหักผิดหวัง


กับการที่ถูกผลักเป็นเบอร์ 2 เนื่องจาก ความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ว่าเหนือว่าทุกด้าน เพียงแต่อ่อนในด้านอาวุโส รวมไปถึงการต่อเชื่อมกับฝ่ายการเมือง ยังไม่เชี่ยวชาญช่ำชองเหมือนกับนายจิรชัยเข้าทำนอง “มือถึง” แต่ “บุญไม่ถึง”


ความขัดแย้งระหว่างนายจิรชัย กับรองเลขาสคบ.ท่านหนึ่ง ก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำมาช้านาน มีการออกข่าวทำลาย ผ่านสื่อกระแสหลักหลายฉบับ ทั้งกรณีเรื่องการงุบงิบเงิน ถ่ายทอดสดช่อง 11 จนนายจิรชัย ต้องหอบหลักฐานมาแก้ต่างไม่ได้หยุดหย่อน


มีการกล่าวหาว่ามีการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ด้วยวงเงิน 30 ล้าน ผ่านอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่เคยมานั่งกำกับดูแลสคบ.ถึงขนาดที่มีการยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มาแล้ว


แต่นายจิรชัย ก็ผ่านด่านทดสอบมาได้อย่างหวุดหวิด ประกอบกับ แบ็คทางการเมือง ยังแข็งปั๋ง โดยเฉพาะในยุคนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ดูจะเป็นห้วงเวลา ที่นายจิรชัย มีความสุขที่สุด


แต่เมื่อผ่านมาถึงยุคนายสันติ พร้อมพัฒน์ เงื่อนไขหลาย ๆ อย่างกลับเปลี่ยนไป


เป็นธรรมดาที่ใครขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ก็อยากได้คนที่ตนเองไว้ใจมาร่วมงาน โดยเฉพาะการดึงเอานายอำพล วงศ์ศิริ ข้ามห้วยจากตำแหน่งผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม มานั่งตำแหน่งเลขาธิการสคบ.แทนนายจิรชัย ย่อมไม่ใช่ “อุบัติเหตุ” หากแต่เป็นการตระเตรียมการเอาไว้อย่างเป็นระบบ


เริ่มตั้งแต่กระบวนการป้อนข้อมูลการทำงาน จากคนที่ยืนอยู่คนละมุมของนายจิรชัย รวมถึงการหาเหตุผลสนับสนุนจากคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง


สุดท้ายก็มาจบด้วยเรื่องประสิทธิภาพการบริหาร ที่ดูจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุด สำหรับการโยกย้ายข้าราชการ


บทบาทของสคบ. ในยุคของนายจิรชัย มีการกล่าวหาว่ามิได้ทำงานในเชิงรุก เพื่อป้องปรามการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างจริงจัง เทียบกับองค์กรภาคประชา ชน อย่างมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กลับดูโดดเด่นกว่า


รวมไปถึง การบังคับใช้กฎหมาย ก็เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าหย่อนยาน มีการปล่อยให้กิจการขายตรงนอกรีตเข้ามาทำความเสียหายให้กับประชาชนซ้ำซาก


ทั้งที่ กฎหมายที่มีอยู่ในมือ สามารถคัดกรอง หรือบังคับใช้ เพื่อเป็นการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ได้ แต่ก็ยังมีเหตุการณ์หลอกลวงประชาชน เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง ฉบับ พ.ศ.2545 หากนับจากวันประกาศบังคับใช้มาถึงวันนี้ ก็เข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว ถือเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจสคบ.มาก พอที่จะควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบการทั้งระบบได้


แต่ในทางปฏิบัติจริง กฎหมายกลับเอื้อมไปแตะไม่ถึง ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการบางกลุ่ม มีการทำธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ


 


ชักกระบี่ช้าไม่กล้าฟัน


ขายตรงป่วนคุมเกมไม่อยู่


อำนาจของสคบ. มีกฎ หมายหลายมาตรา ที่กำหนดขอบเขตอำนาจเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาใบอนุญาตประกอบการ การตรวจสอบพฤติกรรมผู้ประกอบการ หรือรวมไปถึงการเพิกถอนใบอนุญาต


ไล่เลียงมาตั้งแต่มาตรา 18 มีการเอาไว้ในกฎหมายชัดเจนว่า ให้อำนาจสคบ. รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการ และมีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ติดตามสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง


โดยผู้ประกอบการรายใด ที่ประสงค์จะยื่นขอรับใบอนุญาต ก็จะต้องยื่นข้อเสนอตามหลักการ มาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 40 และ มาตรา 41


สรุปกันง่าย ๆ ก็คือ จะต้อง มีการยื่นแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจน รวมไปถึงชื่อกิจการ ถิ่นฐานที่อยู่ ประเภทสินค้า และวิธีการขายและให้บริการ พร้อม ๆ กัน


แผนการตลาดก็ต้องเป็นแผนที่มีระบบการจ่ายอย่างสมเหตุสมผล ไม่สูงเกินความเป็นจริง ขณะเดียวกันสินค้าก็จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานถูกต้องตามกฎหมาย


ในการยื่นขอรับใบอนุญาต ตามมาตรา 41 กำหนดเอาไว้ว่า หากการยื่นข้อเสนอเข้าหลักเกณฑ์ ทางสคบ.จะต้องแจ้งผลให้ผู้ประกอบการทราบภายใน 45 วัน


นี่คือ หลักการเบื้องต้น ในการพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง


แต่เมื่อมาดูข้อเท็จจริง ปรากฏว่า การพิจารณาใบอนุญาตขายตรงและการตลาดแบบตรง ยังมีกิจการบางรายที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วยังดำเนินธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย


มีการเล่นนอกกติกา สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันในทางแข่งขัน ทำตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ จนสังคมตั้งคำถามว่า กฎหมายขายตรงมีเอาไว้เพื่ออะไร


มาตรา 19 มีการเขียนเอาไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวน ให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ในการประกอบธุรกิจขายตรงหรือในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน จากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น


แต่จากสภาพที่เป็นจริง กลับมีบริษัทขายตรงจำนวนมากมาย ที่ยังจ่ายผลประโยชน์ในรูปแบบค่าแนะนำหรือค่าสปอนเซอร์กันอย่างโจ๋งครึ่ม


ในมุมมองของผู้ประกอบการหลายค่ายมองว่า การจ่ายผลตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย เป็นหัวใจสำคัญของการขยายเครือข่าย เพราะหากสมาชิกรายใหม่เข้ามา ไม่สามารถได้รับผลประโยชน์เร็ว ก็จะทำให้หมดไฟในการทำงาน


เมื่อมีบริษัทขายตรง บริษัทหนึ่งทำได้ บริษัทอื่น ๆ ก็ต้องแห่ทำตาม ยิ่งแห่ตามกันมาก ๆ ก็ยิ่งทำให้มีการใส่ตัวเลขกันมาก ๆ บางรายให้ค่าแนะนำสูงถึง 100 % ของ PV ของผู้ที่ได้รับการแนะนำด้วยซ้ำไป


เรื่องนี้ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่นายจิรชัย ถูกโจมตีว่า ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มีการสมยอม หรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการขายตรง


ทั้งที่ความผิดในมาตรา 19 ถือเป็นมาตราที่มีบทลงโทษรุนแรง โดยบทกำหนดโทษ ในมาตรา 46 เขียนเอาไว้ว่า ...”ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 5 แสนบาท


 


ปล่อยธุรกิจเถื่อนเกลื่อนเมือง


ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจเต็มมือ


ไม่เพียงแต่ มาตรา 19 ที่มีการเรียกร้อง ให้สคบ.เร่งแก้ไขกฎหมาย หากแต่ยังมีกฎหมายอีกหลายมาตรา ที่สร้างความสับสนให้กับคนทำธุรกิจขายตรง


โดยเฉพาะมาตรา 38 มีการเขียนเอาไว้ว่า บุคคลใดประสงค์จะประกอบธุรกิจขายตรงหรือประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด


รวมไปถึงมาตรา 39 คำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนดเอาไว้ ทั้งชื่อของผู้ประกอบการ ภูมิลำเนา ประเภทหรือชนิดของสินค้าหรือบริการ หรือวิธีการขายสินค้าหรือบริการ


ใน 2 มาตรานี้ ถือเป็นประตูด่านแรก ที่ใครจะมาทำธุรกิจขายตรง จะต้องผ่านการพิจารณาตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่คณะกรรมการกำหนด


แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ ยังมีกิจการหลายแห่ง ที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ของการยื่นคำขอใบอนุญาตขายตรง แต่ก็ยังมีการทำธุรกิจขายตรงได้


กรณีปัญหาธุรกิจขายตรง บริการเติมเงินออนไลน์ เป็นกรณีศึกษาที่สนใจกรณีหนึ่ง ที่มีหลายฝ่ายมองว่า กฎหมายควบคุมการดำเนินธุรกิจขายตรงยังหย่อนยาน ขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ เข้าทำนอง ห้ามด้านหนึ่งก็ไปปูดอีกด้านหนึ่ง


กิจการเหล่านี้ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง แต่ทำธุรกิจขายตรงได้ ก็เลยเกิดคำถามกับบรรดาผู้ประกอบการขายตรงที่ถือใบอนุญาตทั้งหลายว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปขอใบอนุญาตขายตรงให้เสียเวลา


ทำไมต้องเข้าไปสู่ระบบการกำกับดูแล จากสคบ. ที่มีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย การมีใบอนุญาตกับการไม่มีใบอนุญาตต่างกันตรงไหน


ทั้ง ๆ ที่ ถ้าหากจะมาพิจารณา ดูกฎหมายขายตรง ในมาตรา 20 มีการเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า... “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรง เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงตามพระราชบัญญัตินี้


หรือในมาตรา 27 ก็มีการเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง เว้นแต่จะได้รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง ตามพระราชบัญญัตินี้


นอกจากนี้ ในบทกำหนดโทษ ก็มีการเขียนเอาไว้ในมาตรา 47 ว่า...”ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 หรือมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าหากยังมีการฝ่าฝืน ก็จะมีการปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท


กฎหมายมีการเขียนเอาไว้ชัด แทบไม่ต้อง “ตีความ” เพราะถ้า กิจการใดที่ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง หากทำธุรกิจในลักษณะขายตรงหรือตลาดแบบตรง ก็ถือว่า “ผิดกฎหมาย”


 


ดูกรณีเงื่อนงำจาก“ท็อปอัพทูริช”


อีกปมเงื่อนแห่งการปลด


สิ่งที่สร้างความคลางแคลงใจใครต่อใครเป็นอย่างมาก ก็คือ มีการนำเอาประเด็นการพิจารณาเบื้องต้นของสคบ. ไปประกาศให้สาธารณะชนทั่วไปเข้าใจว่า นี่คือ ธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย


ในคำชี้แจงของบริษัท ท็อป อัพทูริช จำกัด หนึ่งในกิจการที่ทำธุรกิจขายตรงบริการเติมเงินมือถือออนไลน์ มีการกล่าวอ้างคำวินิจฉัยของสคบ. ในมาตรา 38 และมาตรา 39 ว่า กิจการแห่งนี้ไม่จำเป็นจะต้องขอใบอนุญาตขายตรง เนื่องจากการทำธุรกิจไม่เข้าข่ายขายตรง


แต่ก็มีหมายเหตุแนบท้ายเอาไว้ว่า ถ้าหากเข้าองค์ประกอบขายตรง สคบ.จะมีการเรียกดูแผนการจ่ายผลตอบแทนว่า overpay หรือไม่


ถ้าไม่ overpay ก็ดูเสมือนว่า เป็นการยอมรับโดยพฤตินัยว่ากิจการแห่งนี้ ดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรงได้โดยไม่ต้องอยู่ในความควบคุมของกฎหมายขายตรง


แต่ถ้า overpay นั่นก็หมายความว่า กิจการแห่งนี้ จะต้องถูกผลักเข้าสู่การควบคุมโดยกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนชน


ถ้าหากวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ ระหว่างบริษัทที่ขอใบอนุญาตถูกต้อง กับกรณีท็อปอัพทูริช จะเห็นว่า การที่กิจการขายตรงที่ขอใบอนุญาตถูกต้อง มีความเสียเปรียบ กิจการที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต หลายด้านด้วยกัน


ประเด็นแรก จะต้องดำเนินธุรกิจให้อยู่ในกรอบของกฎหมายขายตรงอย่างเคร่งครัด


ประเด็นที่สอง หากกิจการที่ไม่มีใบอนุญาต กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายขายตรง ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสถานะของกิจการ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตให้เพิกถอน


ในกฎหมายขายตรงมาตรา 42 เขียนเอาไว้ว่า... “กรณีปรากฏแก่นายทะเบียนในภายหลังว่า ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายใด ประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง ไม่เป็นไปตาพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งเพิกถอน”


เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในกรอบกับคนที่อยู่นอกกรอบ มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันหลายขุม จะเท่ากันก็เพียงกรณีเดียวคือ กรณีมีการกระทำการที่เข้าข่ายธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่” หากเกิดความเสียหายส่งผลกระทบต่อประชาชน โอกาสที่กิจการทั้ง 2 ประเภท จะได้รับโทษ ก็มีโอกาสเท่า ๆ กัน


ในด้านการทำธุรกิจ ฝ่ายบริหารของกิจการแห่งนี้ ออกมายอมรับว่าเลือกที่จะใช้การขายแบบ MLM โดยเชิญชวนผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มาร่วมทำการตลาด และจ่ายผลประโยชน์ตามแผนการตลาด


เพราะนี่คือ โอกาส และช่องทางที่จะทำให้เครือข่ายของ ท็อป อัพทูริช เติบโตได้รวดเร็วที่สุด


เมื่อกิจการหนึ่งทำได้ กิจการที่สอง กิจการที่สาม ก็เริ่มตามมา มีการกำหนดราคาค่าสมาชิก หรือค่าแฟรนไชส์ กันตามใจชอบ จาก 1,000 บาท ก็ขยับเพิ่มขึ้นไป 2,500 บาท


จ่ายผลประโยชน์กันแบบรายวัน หรือเลือกที่จะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องค่าแนะนำ หรือผลตอบแทนตามแผนการตลาดได้


นี่คือ คำตอบที่ว่า ทำไมกิจการขายตรงและการตลาดแบบตรง ทั้งที่ดำเนินธุรกิจแบบ “ออฟไลน์” และ “ออนไลน์”จึงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด


ประการต่อมา ในกรณีที่กิจการที่ไม่ได้รับใบอนุญาตขายตรง แต่มาทำธุรกิจขายตรงเท่านั้น ในบทเฉพาะกาล พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ระบุเอาไว้ชัดเจนในมาตรา 56 ว่า...”ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและผู้ประกอบการธุรกิจตลาดแบบตรงที่ประกอบธุรกิจดังกล่าว ที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ดำเนินการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง ภายในระยะเวลา 120 วัน”


อธิบายความง่าย ๆ ก็คือ กิจการที่ทำธุรกิจในรูปแบบขายตรงหรือการตลาดแบบตรง หากยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ก็จะต้องเร่งดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตภายในระยะเวลา 120 วัน


เพราะฉะนั้น หากไม่มีการดำเนินการ ภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็จะไปเข้าความผิดมูลฐานในมาตรา 47 ว่าด้วยเรื่องการฝ่าฝืนมาตรา 20 และมาตรา 27


นี่คือ อีก 1 คำถาม ที่ถามว่า ทำไมสคบ.ไม่ยอมทำอะไร ...


ปัญหาในการ จัดระเบียบธุรกิจขายตรง ยังเป็นปัญหาใหญ่ ที่ไม่อาจดึงเอาผู้ประกอบการเข้ามาสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง


ยังมีกิจการอีกจำนวนนับร้อยแห่ง ที่ยังเล็ดลอดการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใสในการทำธุรกิจ แม้ล่าสุดสคบ.สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง หรือ TDNA จะดังเอาสถาบันพยากรณ์เศรษฐกิจ เข้ามาดำเนินการจัดระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร


ทั้งที่ในทางกฎหมาย เป็นอำนาจอันชอบธรรม ที่สคบ.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้


ในกฎหมายขายตรง มาตรา 5 มีการให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปดำเนินการ ตรวจสอบกิจการที่ต้องสงสัย ได้ 3 ทางด้วยกัน


ทางแรก ออกหนังสือให้บุคคลที่ต้องสงสัย มาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อเท็จจริง หรือชี้แจงเป็นหนังสือ รวมไปถึงการส่งบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานใดเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา


ทางที่สอง สามารถเข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบการตลาดแบบตรง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือตรวจดูเอกสารได้


ทางที่สาม เก็บหรือนำสินค้าในปริมาณพอสมควร ไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบวิเคราะห์ว่าสินค้าถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่


แต่จุดอ่อนของ กฎหมายมาตรา 5 ก็คือ กฎหมายให้อำนาจในการเข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่ได้มีการเขียนบทลงโทษ หรือเอาผิดกับผู้ที่ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวก ทำให้ระบบการตรวจสอบยังเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สคบ.ไม่สามารถเข้าไปล่วงรู้ได้ว่า กิจการที่ได้รับใบอนุญาตไป มีการดำเนินธุรกิจหรือไม่ หรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายขายตรงกำหนดเอาไว้หรือไม่


ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงเป็นเพียงแค่การทำหนังสือตอบรับ สอบถามแบบสมัครใจ ทั้งที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ามีกิจการที่รับใบอนุญาตไป 700- 800 แห่ง แต่ที่กล้าแสดงตัวตนออกมาจริง มีเพียง 353 แห่งเท่านั้น


หากจะสังคายนาขายตรง คงต้องดูข้อกฎหมาย ที่ยังบกพร่อง พร้อม ๆ กับดูข้อกฎหมาย ที่ยังขัดกับหลักธุรกิจขายตรง ในเวลาเดียวกัน


เพราะวันนี้ ธุรกิจขายตรง เดินหน้าไปไกลแล้ว หากกฎหมายยังล้าหลัง แยกแยะไม่ออกว่า ใครดีใครเลว บอกได้เลยว่า อนาคตธุรกิจพังไม่เหลือซากแน่นอน


กรณีการปลด นายจิรชัย มูลทองโร่ย พ้นเก้าอี้สคบ. ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ปัญหาที่รออยู่เบื้องหน้า ทั้งเรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค รวมไปถึง การเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ยังมีโจทก์ที่ท้าทายรอการแก้ไขอีกมากมาย


ไหน ๆ ก็รู้ปัญหาในสคบ. ลึกขนาดนี้ เมื่อกล้าเปลี่ยนตัวบุคคล ก็น่าจะเปลี่ยนระบบ ยกเครื่องกฎหมายสคบ.กับขายตรงแยกกันให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที อย่างน้อย ก็จะได้พิสูจน์ให้คนเห็นว่า มาเพื่อแก้ไข ไม่ได้มาเพื่อตอบสนองทางการเมือง








 

 


 


 


 


Credit By : http://taladvikrao.com

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครม. เด้งฟ้าผ่า “จิรชัย” “อำพล” ข้ามห้วยนั่ง เลขาฯ สคบ. แทน







news_img_368040_1 (Mobile)

 


เด้งฟ้าผ่า ครม. มีมติสั่งย้าย จิรชัย มูลทองโร่ย เลขา ฯสคบ. เข้ากรุไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ดัน “อำพล วงศ์ศิริ” บินข้ามห้วยจาก ก.ยุติธรรม นั่งเก้าอี้เลขาฯ สคบ. แทน ด้าน จิรชัย น้อมรับคำสั่ง พร้อมทำงานทุกที่ ชี้จับตาภาพใหม่ สคบ. หลังได้นายใหม่ ขณะที่วงในเผยอาจมาจากอดีตนายใหญ่ถูกเด้ง เหตุเกิดแบ่งฝ่ายใน สคบ. หลังกลุ่มอำนาจเก่าต้องการให้เปลี่ยนหัวเรือใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เห็นชอบให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปเป็นผู้ตรวจ ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงยุติธรรม เป็น เลขาฯ สคบ. แทน โดยคำสั่งแต่งตั้ง ดังกล่าวให้เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที สำหรับ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ที่บินข้ามห้วยมานั่งเก้าอี้นายใหญ่ สคบ. แทน จิรชัย ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสนิทกับอดีตนักการเมือง ท่านหนึ่งภายในรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากทางกลุ่มนักการเมือง ที่มีบทบาทอย่างมากในการแต่งตั้งและโยกย้ายทั้งข้าราชการการเมือง และ ข้าราชการประจำ อีกทั้งก่อนหน้านี้ชื่อของ อำพล ก็เคยถูกเสนอชื่อให้ เข้ามานั่งในตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. มาแล้ว แต่เนื่องจากมีคนในฝั่งรัฐบาล ได้เสนอชื่อ จิรชัย ก่อน จึงทำให้ต้องรอไปก่อน ก่อนที่ ครม. จะมีมติให้ เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว


ด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย ที่ปัจจุบันกลายเป็นอดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปแล้ว เปิดใจกับ ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนพอทราบข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนแล้วประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนตัวยินดีน้อมรับกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตนเป็นข้าราชการ ถ้าหากนายมีคำสั่งให้ไปก็ต้องไป และถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ เปลี่ยนงานใหม่ ส่วนโครงการต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ ต้องรอดู เลขาฯ สคบ. คนใหม่ว่า จะมีนโยบายออกมาอย่างไร


“ขณะนี้ผมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในตำแหน่งใหม่แล้ว คาดว่าจะเข้าไปเริ่มงานใหม่ภายในวันที่ 6-7 ตุลาคมนี้ ซึ่ง การเปลี่ยนงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้เปลี่ยนลุค ของ สคบ. ใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหนนั้น ก็คงต้องคอยติดตาม กันต่อไป ส่วนตัวอยากเห็น สคบ. มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่พึ่งของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง”


ส่วนในอนาคตอยากเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ หรือประธาน ที่ปรึกษาให้กับบริษัทขายตรงหรือไม่นั้น จิรชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบ ไม่ได้ เพราะยังเร็วเกินไป และยังไม่มีใครติดต่อเข้ามาแต่หากติดต่อเข้ามาก็คงต้องมาพิจารณาดูว่า ตนสามารถช่วยงานเขาได้มากน้อยแค่ไหน และ ต้องดูอีกว่าหน้าที่ใหม่ที่รับผิดชอบสามารถ ทำได้หรือไม่


แหล่งข่าววงในสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ปมการ สั่งย้าย เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ มาจากหลาย ปัจจัย อาทิ ปัญหาภายใน สคบ. เอง ซึ่ง ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่เป็นคนของ อดีตรอง เลขาฯ สคบ. ที่เคยเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนายคน ใหม่


รวมไปถึงในช่วงที่ จิรชัย เข้ามารับ ตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ผลงานก็ยังดูไม่ค่อย เข้าตาคนในรัฐบาลเท่าที่ควร ประกอบกับ ภาพลักษณ์ของ จิรชัย ที่ผ่านมา ยังถูกมองว่า มีความสนิทสนมกับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง มากเป็นพิเศษ ทำให้ถูกมองว่าไม่มีความเป็น กลาง รวมถึงพักหลังได้มีผู้ประกอบการขายตรง ไปร้องเรียนยังศาลปกครองเกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ไม่เป็นธรรมของ จิรชัย จึงทำให้มีคำสั่ง โยกไปเป็นผู้ตรวจราชการฯ แทน


สำหรับ จิรชัย มูลทองโร่ย เข้ามารับ ตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา หลังจาก นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาฯ สคบ. ได้ลาออก ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยโครงการที่สร้างชื่อในยุคของ เลขาฯ สคบ. จิรชัย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขับเคลื่อนโครงการไปข้างหน้า อาทิ โครงการ ตราสัญลักษณ์ สคบ. และโครงการจัดทำ ฐานข้อมูลสินค้าด้วยรหัสสากล หรือ GS1 เป็นต้น


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บอร์ด MLM ไร้ผลงาน 4 ปี นิ่งเป็นเป่าสาก

 ไขก๊อก !! บอร์ดขายตรง หลังใส่เกียร์ว่างมานาน ทำวงการ MLM ไทยยังวนอยู่ที่เดิม ตะลึง..บอร์ดชุดปัจจุบันรักษาการมานาน 4 ปี ตั้งแต่ปี 52 แต่ไร้แววผลงานเด่น วงในแนะประธานบอร์ดลาออก เปิดทางคนใหม่นั่งแทน หลังมักอ้างไม่ค่อยมีเวลา ขณะที่ “จิรชัย” รับลูกจ่อเสนอรายชื่อบอร์ดใหม่เพิ่ม 2-3 ราย ต่อ รมต. ประจำนักนายกฯ พิจารณาเร็วๆนี้ ด้านวงในบอร์ดขายตรงยอมรับหาคนมานั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดขายตรงยาก เหตุคุณสมบัติไม่ตรง ส่วน “อัศวิน” เชียร์ภาครัฐตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่ ดึง 4 สมาคมขายตรงร่วมเป็นคณะกรรมการ


ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง (บอร์ดตรง) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากยังไม่มีมติครม. ออกมา เพื่อสรรหาบุคคลใหม่ให้เข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรงแทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดชุดปัจจุบันต้องรักษาการบอร์ดขายตรงต่อไป ซึ่งหากนับรวมวันเวลาที่บอร์ดชุดดังกล่าวรักษาการมา เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2-3 เดือน ก็จะครบ 4 ปีเต็ม


นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะรักษาการมานานเกือบ 4 ปี แต่บอร์ดชุดนี้ที่ “วีระพงษ์ บุญโญภาส” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการ กลับมีการนัดประชุมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโต และก้าวไปทัดเทียมกับนานาประเทศแทบจะนับครั้งได้ที่สำคัญคณะกรรมการบางท่านได้ลาออกไป และบางท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทุกอย่างกลับดูเงียบเฉย !! โดยเฉพาะประธานคณะกรรมการที่มีอำนาจในการเรียกประชุม แต่ที่ผ่านมากลับไม่ค่อยเรียกประชุมเลยเท่ากับว่าบอร์ดชุดรักษาการใส่เกียร์ว่างกันมานานเกือบ 4 ปี


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าเร็วๆนี้ สคบ. เตรียมเสนอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลขายตรงและตลาดแบบตรงอีก 2-3 ราย เนื่องจากบอร์ดขายตรงชุดปัจจุบันยังขาดกรรมการที่จะเข้ามานั่งเป็นบอร์ดอยู่อีก 2-3 ราย ซึ่งหากรัฐมนตรีฯ มีความเห็นชอบ จึงจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) เพื่อพิจารณาต่อไป


ด้านแหล่งข่าววงในคณะกรรมการขายตรงกล่าวว่า บอร์ดขายตรงชุดดังกล่าวรักษาการมานานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้มีการประชุมบ่อยนัก เนื่องจากไม่มีเรื่องอะไรใหม่ ส่วนจะให้ประธานบอร์ดเรียกประชุมก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะด้วยงานของท่านค่อนข้างมาก ประกอบกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ ไม่ค่อยมีเวลาเช่นกัน จึงดูเหมือนกับว่าบอร์ดชุดรักษาการไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวอะไรเลย


ในส่วนของกระแสข่าวคนในวงการขายตรงต้องการให้บอร์ดขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการให้บอร์ดชุดนี้ลาออก เพื่อเปิดทางให้คนใหม่ที่มีความรู้ และมีประสบการณ์เข้ามานั่งแทน ส่วนตัวคิดว่าบอร์ดชุดนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะประธานบอร์ดซึ่งการที่ใครจะมานั่งเป็นประธานบอร์ดไม่ใช่หาได้ง่ายๆ เนื่องจากคนที่จะมาเป็นประธานได้ต้องเป็นคนที่มีความรู้ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับขายตรง


“ต้องยอมรับว่าบอร์ดชุดรักษาการถือว่าไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว เพราะแต่ละคนก็มีหน้าที่ค่อนข้างมาก ส่วนการที่จะไขน็อตบอร์ดชุดนี้ คงต้องไปกระตุ้นให้คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมา 3 ชุดไปทำงานให้มากขึ้น เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคณะอนุกรรมการอยู่ แต่ก็ทำงานไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”


ขณะที่ ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการขายตรงและตลาดแบบตรงกล่าวว่า ส่วนตัวมีความเห็นว่าต้องการเสนอให้ภาครัฐแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ เนื่องจากชุดปัจจุบันได้หมดวาระไปนานมากแต่ยังคงรักษาการอยู่ซึ่งไม่ได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรง เช่น สมาชิกของแต่ละสมาคมทั้ง 4 สมาคมขายตรงหรือหากไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้ก็อาจจะแต่งตั้งชุดเก่าให้กลับเข้ามาทำงานได้อีก


“ที่กิจการขายตรงไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะมีทิศทางการดำเนินงานไม่ค่อยชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากบอร์ดขายตรงที่ปัจจุบันรักษาการมานานไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับกับขายตรงมากนักสังเกตได้จากที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการประชุมอะไรเลย ดังนั้นถ้าปรารถนาอยากให้วงการขายตรงก้าวไปข้างหน้าบอร์ดขายตรงควรจะลาออก เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามา และหากไม่มีใครเหมาะสมรัฐมนตรีฯ ก็สามารถเสนอให้ ครม. พิจารณากลับเข้ามาใหม่ได้”


ปัจจุบันบอร์ดขายตรงชุดรักษาการมีจำนวนทั้งสิ้น 14 คน ประกอบด้วย 1. วีระพงษ์ บุญโญภาส รองประธานคณะกรรมการ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 2. อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการโดยตำแหน่ง 3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรรมการโดยตำแหน่ง 4.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง 5.เลขาธิการสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กรรมการโดยตำแหน่ง 6. ศานิต ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 7. รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 8.พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง


นอกจากนี้ยังมี วิทวัส รุ่งเรืองผล กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 10 .คมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ (เสียชีวิตแล้ว)ผู้แทนสมาคมขายตรง กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 12.บรรจง บุญรัตน์ ผู้แทนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 13. วิโรจน์ ณ บางช้าง ผู้แทนสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กรรมการ ที่ ครม. แต่งตั้ง และ 14. เลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการ กรรมการโดยตำแหน่ง


อย่างไรก็ตาม ยังมีคณะอนุกรรมการชุดทำงาน ที่ประกออบด้วยกัน 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกำกับกิจการขายตรงและตลาดแบบตรง 2.คณะอนุกรรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ และ 3.คณะอนุกรรมการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง








 

 








Phuket-Thailands-Current-Business-Economy-570x350 (Mobile)

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

เด้ง 'จิรชัย' พ้น สคบ. !







44407_538500466201386_1756435764_n (Mobile)

 


ได้รับรู้เรื่องช็อกวงการขายตรงก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนคอลัมน์ "โฟกัสขายตรง" ที่รับใช้ผู้อ่านอยู่นี้ เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาว่าโผ ครม. สั่งเด้ง "จิรชัย มูลทองโร่ย" พ้นจากสภาพการเป็น เลขาธิการ สคบ. ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ


ผู้เขียนสงสัยเหมือนที่หลายคนสงสัย ทำไม "จิรชัย" ถึงถูกเด้งก่อนวาระอันควร แบบ "มาเร็ว เคลมเร็ว"หรืออาจจะด้วยเพราะสาเหตุเหล่านี้หนึ่ง "จิรชัย" ไม่ค่อยโดนใจคนขายตรงซักเท่าไหร่...สอง "จิรชัย"ผลงานอาจไม่เข้าตากรรมการ...สาม มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง....สี่ เกิดการเอียงซ้าย-เอียงขวา กับธุรกิจบางธุรกิจ และห้า อาจขัดแข้งขัดขาภายใน เพราะช่วงที่ "จิรชัย" เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ กลับมีผลกระทบกับธุรกิจขายตรงเข้าอย่างจัง เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ใน สคบ. หลายรายที่รู้และเข้าใจเรื่องขายตรง ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่กองอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเพียบ


ก่อนจะส่งเด็กในคาถาเข้ามาแทน นี่อาจเป็นอีกสาเหตุเกาเหลาเล็กๆ ใน สคบ.ด้วยหรือไม่


หรือไม่ก็การเทกแอ็กชั่นปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายยังน้อยไปหน่อย ก็สุดแล้วแต่จะคาดเดา


ส่วนโผ เลขาฯ สคบ.รายใหม่อีกรอบที่โดดข้ามห้วยมา รอบนี้หวยออกที่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเก่าที่ "ประชา พรหมนอก" เคยกุมบังเหียน


มาแบบพลิกโผ มาแบบเหนือเมฆ มาแบบคนขายตรง ตั้งรับปรับกระบวนยุทธ์กันไม่ทัน


ส่งซิกให้รู้ว่า การมาครั้งนี้ ไม่ใช่คนของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่คนของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และทำไมต้องข้ามห้วย มีเหตุ ก็ย่อมมีผล


ทราบมาว่า การเข้ามาของ เลขาฯ สคบ.คนใหม่นี้ ถูกสั่งตรงจากนายระดับบิ๊กสุดรายหนึ่งในรัฐบาล นโยบายส่วนหนึ่งคือ มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ลงมาลุยถั่ว "แชร์ลูกโซ่"ถือเป็นเป็นวาระด่วนอันดับต้นๆ ดับขากร่างที่ชอบแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เปิดธุรกิจเย้ยหยันกฎหมายหรือชอบท้าทายสื่อ


ที่สำคัญ กับธุรกิจขายตรงแล้ว การยื่นขอจดทะเบียนที่ยังคงค้างอยู่ในกรุหลายร้อยราย ในสมัย "จิรชัย" ถึงเวลาต้องปลดล็อกออกไปเสียทีเฮ้อ!!! ลองติดตามผลงานท่านเลขาฯ คนใหม่ดู เดี๋ยวก็รู้ ว่า "หมู่ หรือ จ่า"


 


 


 


Credit By :  http://www.ryt9.com

สคบ.เดินหน้าผ่ากม.ขายตรง ยกเครื่องรื้อระบบ ‘ตัวแทน’







jjjj (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้า ประชาพิจารณ์ “ตัวแทนขายตรง” ทั้งแผ่นดิน เปิดทุกมุมมอง ทุกปัญหา เพื่อนำไปสู่การสังคายนาทางกฎหมายทั้งฉบับ เหตุมีการร้องเรียนมากมายจนหูชา ทั้งบริษัทเบี้ยวเงิน-ถอนโปรโมชั่น จนตัวแทนฝันค้าง เหมือนถูกหลอกให้เหนื่อยฟรี “จิรชัย มูลทองโร่ย” ย้ำชัดต้องจัดระเบียบตัวแทนขายตรงครั้งใหญ่ ทั้งมาตรฐานวิชาชีพและการคุ้มครองสิทธิ


สงครามตัวแทน-บ.ขายตรง


รอวันถอดชนวนระเบิด


เป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวร้องเรียนไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับกรณีปัญหาเปิดศึกระหว่างบริษัทขายตรงกับ “ตัวแทน” หรือที่เรียกกันว่า “นักขายอิสระ”


ด้วยเหตุที่ผ่านมา “ตัว แทน” ไม่ได้อยู่ในฐานะ การเป็นพนักงานบริษัทหรือเป็นผู้ใช้แรงงาน ที่ได้รับสิทธิการคุ้มครองเหมือนกับผู้ใช้แรงงาน ทั่วไป ทำให้การตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจกับบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ จะยึดหลักกฎกติกาที่เขียนกันมาเอง หรือบางครั้งก็อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นส่วนใหญ่


ถ้าหากตกลงกันเอาไว้ยังไงปฏิบัติตามนั้น ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากเกิดกรณีพิพาทขึ้นมา “ตัวแทน”หรือ “นักขายอิสระ” จะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบผู้ประกอบการขายตรงอยู่เป็นประจำ


รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ในธุรกิจขายตรง เป็นรูปแบบผลประโยชน์ที่จ่ายตามแผนการตลาด ที่แต่ละบริษัทเขียนเอาไว้ โดยอาศัย คะแนนสะสม เป็นตัวกำหนด


นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขสนับสนุนอื่น ๆ อีกหลายประเภท ทั้งในเรื่องการเป็น “สปอนเซอร์” หรือผู้แนะนำ รวมไปถึงการต่อยอดผลประโยชน์ตามลำดับขั้นของ “ตำแหน่ง” หรือยอดขาย ที่จะมีความแตกต่างกันลดหลั่นกันไป


มีการใส่โปรโมชั่น สำหรับ คนที่ทำยอดขายถึงเป้าหมาย เริ่มตั้งแต่การได้รับสิทธิไปทัวร์ต่างประเทศ การได้รับสิทธิรับรถยนต์ รับเงินโบนัส หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นต้น


ปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในวงการธุรกิจขายตรง ก็คือว่า มีผู้ประกอบการบางราย ไม่รักษาคำมั่นสัญญาในการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับ “ตัวแทน”


โดยเฉพาะกรณี ที่มี “ตัวแทน” เพียงไม่กี่คนที่ทำได้ตามเป้า แล้วบริษัทต้องประสบกับความล้มเหลวในการกระตุ้นยอดขาย ปัญหาที่ตามมา ก็คือว่า บริษัทจะหาเหตุหรือข้ออ้างในการที่จะยกเลิกโปรโมชั่น ไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น


จากกรณีศึกษา ข้อร้องเรียนที่ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) มีการเปิดเผยว่า มีหลายกิจการที่เสนอผลประ โยชน์ล่อใจแก่ตัวแทน ทั้งที่เป็นระดับ “แม่ทีม” และ “ลูกทีม” ด้วยการจ่ายปันผลพิเศษ และทัวร์ต่างประเทศ


แต่เมื่อสามารถพิชิตเป้าหมายได้สำเร็จ ปรากฏว่า บริษัทขายตรง กลับหาเหตุบ่ายเบี่ยง หรือยกเลิกโครงการกลางคัน ทำให้ “ตัวแทน” มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตน “ถูกหลอก”


หรือบางครั้งบริษัท ก็หาทางออกโดยจ่ายเงินทดแทน ตั๋วเครื่องบิน แต่ก็เป็นเงินที่มีมูลค่าต่ำกว่าสิทธิประโยชน์ที่ “ตัวแทน”ควรจะได้รับ จากการไปทัวร์ต่างประเทศ


นี่คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง “ตัวแทน” และบริษัทขายตรง ที่สคบ.รายงานว่าได้รับการร้องเรียนมากเป็นอันดับ 1


ในอีกกรณีหนึ่ง ที่มีการร้องเรียนมากในช่วงนี้ ก็คือ มีกิจการขายตรงหลายแห่ง ชักชวนให้คนทั่วไปมาสมัครเป็นสมาชิก จากนั้นก็หาเหตุจูงใจกึ่งบังคับ เพื่อให้สมาชิกหรือ “ตัวแทน” จะต้องซื้อสินค้า เพื่อแลกมากับสิทธิพิเศษบางอย่างจากผลตอบแทนในการขาย


แต่จริง ๆ แล้ว นี่กลับเป็นวิธีการหลอกล่อรูปแบบหนึ่ง ที่อาศัยสมาชิกหรือ “ตัวแทน” เป็นผู้ซื้อสินค้าเสียเอง ทั้งที่ในหลักความเป็นจริง สินค้า ควรจะต้องเกิดจากการตัดสินใจซื้อจากผู้บริโภคโดยตรง


กรณีเรื่อง การให้สิทธิ ด้านสวัสดิการ ประกันชีวิตประกันภัย หรือประกันอุบัติ เหตุ มีบางกิจการ ประโคมข่าวใหญ่โตผ่านสื่อ ผ่านเว็บไซต์ หรือประกาศผ่านไปยังแม่ทีม เพื่อไปสร้างแรงจูงใจให้กับ สมาชิกรายใหม่ ว่าบริษัทฯ ได้มีการทำสัญญาข้อตกลงเอาไว้กับบริษัทประกันชีวิตประกันภัยบางบริษัท


แต่ถึงเวลา เมื่อสมาชิก หรือ “ตัวแทน” ประสบอุบัติเหตุหรือ เสียชีวิต ปรากฏว่า ได้รับการปฏิเสธจากบริษัทประกันภัยอย่างสิ้นเชิง


อีกกรณีหนึ่ง ที่พบเห็นบ่อยมากในเวลานี้ ก็คือ บริษัทชักชวน ให้สมาชิกหรือ “ตัว แทน” เปิดจุดบริการขายสินค้า ซึ่งมีการให้สิทธิประโยชน์มากกว่าการเป็น “ตัวแทน” ปรกติ โดยจะได้กำไรส่วนต่างจากราคาขายปลีก รวมไปถึงจะได้คะแนนสมเพื่อนำไปคำนวณผลประโยชน์


แต่เมื่อถึงเวลา ทำไปได้ระยะหนึ่ง สินค้าขายไม่ออก บางบริษัท ฯ มีการตกลงว่า จะรับซื้อคืนสินค้า แต่เอาเข้าจริงกลับปฏิเสธที่จะซื้อคืน หรือถ้าซื้อคืน ก็มีการกดราคาต่ำลงมาเป็นจำนวนมาก


กรณีการให้โบนัสพิเศษ เป็นรถยนต์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เริ่มมีการร้องเรียนเข้ามามาก เนื่องจากแผนโปรโมชั่นที่ว่านี้ มักจะได้รับการตอบสนองจาก “ตัวแทน” เป็นอย่างสูง เนื่อง จากรถยนต์ เป็นความฝันอันดับต้น ๆ ของคนทำเครือข่าย


แต่เมื่อถึงเวลา ที่จะต้องส่งมอบจริง ๆ บริษัทกลับปฏิเสธ การส่งมอบรถยนต์ให้กับ “ตัวแทน” โดยมีการอ้างสถานการณ์ปัญหาภายในบริษัท ต่าง ๆ นานา


ทั้ง ๆ ที่ “ตัวแทน” สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้า หรือมีคะแนนสะสมที่สูงตามที่บริษัท ฯ ได้กำหนดเอาไว้


ปัญหากรณีเรื่องการแจกรถแจกทอง ยังมีอีกหลายกรณี เนื่องจากหลายกิจการประโคมข่าวแจกจริง-จ่ายจริง แต่เมื่อมาดูเงื่อนไข การจ่ายรถยนต์กลับจ่ายแค่เพียงเงินดาวน์เท่านั้น ที่เหลือให้ “สมาชิก”เอาไปผ่อนเอง


กฎกติกาขายตรงยังอ่อน


คนโง่ตกเป็นเหยื่อคนฉลาดร่ำไป


ปัญหานักธุรกิจอิสระ หรือ “ตัวแทน” ยังเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน อีกหลายมิติ เพราะด้านหนึ่งจะมี “ตัวแทน” ที่บริสุทธิ์ ทำงานตามแบบฉบับวิชาชีพขายตรงอย่างแท้จริง ยึดหลักความถูกต้องตรงไปตรงมา


แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็จะมี “ตัวแทน” อีกบางจำพวก ประเภท “หัวหมอ” ชอบใช้วิธีการซิกแซก หลอกล่อลูกทีมเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา เพื่อหาทางเอาเปรียบบริษัท


เคยปรากฏข่าวว่ามี “แม่ทีมเงินล้าน”บางบริษัท มีการ “ซูเอี๋ย” กับ “ลูกทีมเงินแสน” เพื่อบาลานซ์คะแนนซ้าย-ขวา หวัง “พิชิตเงินล้าน” ด้วยการระดมเงินมาซื้อผ่านรหัสของลูกทีมในสายงานทีมอ่อน


ครั้นเมื่อบริษัทจับได้ ปฏิเสธการจ่ายเงิน ก็เอาเรื่องร้องเรียนไปยังสคบ. กลายเป็นว่า บริษัทเป็นฝ่ายผิดไปเสียฉิบ


ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบระหว่าง “ตัวแทนขายตรง” ด้วยกัน ยังมีปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่ทำได้เพียงแค่ต่อว่าต่อขาน ด่าทอกัน ไม่รู้ว่าจะไปดำเนินการเอาผิดเอาโทษอย่างไร บริษัทก็ไม่สามารถมาไกล่เกลี่ยอะไรได้ สุดท้ายก็วงแตกแยกทางเดิน


หนักไปกว่านั้น ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันมากในขณะนี้ ก็คือ การขายสินค้าขายตรงเงินผ่อน


ธรรมชาติ “นักขาย” ก็อย่างที่รู้กันอยู่ก็คือว่า ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้สินค้าขายได้ โดยบางครั้งก็ไม่เกี่ยงรูปแบบหรือวิธีการ ซึ่งกรณีการขายสินค้าขายตรงเงินผ่อน ณ วันนี้ เริ่มที่จะมีการร้องเรียนไปยังสคบ.แล้ว


วิธีการก็คือ กรณีสินค้ามีมูลค่าสูง ยกตัวอย่าง เครื่องฟอกอากาศ ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นบาท หากจะปิดการขายโดยให้ลูกค้าจ่ายเพียงครั้งเดียว ก็เกรงว่าลูกค้าจะแบกรับไม่ไหว


สุดท้าย “ตัวแทน” ก็ทำหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์เสียเอง โดยยอมลงทุนควักเงินในกระเป๋าซื้อ จากนั้น ก็นำเอาไปขายเงินผ่อน โดยมีการชำระเป็นงวด


ครั้นเมื่อผู้ซื้อสินค้า ไม่สามารถผ่อนได้ตรงเวลา ก็ไปใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม จนเรื่องดังไปถึงหูสคบ.


ทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่ทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” ไปรวบรวมมา เพื่อชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างธุรกิจขายตรง นอกจากจะต้องสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สินค้าได้เป็นที่เชื่อถือแล้ว องค์ประกอบที่สำคัญ ของการขับเคลื่อนธุรกิจขายตรงก็คือ “ตัวแทน” หรือ “นักธุรกิจอิสระ” ที่เป็นประเด็นร้อนอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ในข่ายที่จะต้องนำเข้าไปสังคายนากฎหมายขายตรง ควบคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายด้านอื่น ๆ ในเวลาเดียวกัน


ในแผนหลักของการรื้อกฎหมายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 การกำหนดกรอบร่างกฎหมายแก้ไขว่าด้วยเรื่อง “ตัวแทน” หรือ “นักธุรกิจอิสระ” ถือเป็นวาระเร่งด่วน ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ. ประกาศชัดเจนว่า จะต้องมีการจัดระเบียบในเรื่องของ “ตัวแทน”ใหม่ โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน


โดยเร็ว ๆ นี้ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง หรือ TDNA และสคบ. จะมีการจัดงาน “วันตัวแทนขายตรงพบสคบ.”เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก “ตัวแทน” ทุกบริษัทขายตรงอย่างกว้างขวาง เพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาในทุกด้าน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวางกรอบทางกฎหมาย


เพราะฉะนั้น ในกระบวน การพัฒนาธุรกิจขายตรง โดยเฉพาะในเรื่องการปรับมาตรฐาน “ตัวแทน” หรือ “นักธุรกิจอิสระ” จึงจำเป็นจะต้องดำเนินการวางกรอบหรือกฎเกณฑ์หรือกำหนดนิยามของคำว่า “ตัวแทน” ให้ชัดเจนว่า หลักปฏิบัติพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจควรจะเป็นอย่างไร


การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ “ตัวแทน” แม้เป็นสิ่งจำเป็นที่สคบ.จะต้องเร่งหามาตรการทางกฎหมายออกมาเพื่อดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในธุรกิจขายตรง


แต่สิ่งหนึ่ง ที่ยังเป็นปัญหาของ “ตัวแทน” ก็คือว่า ยังมีการเอารัดเอาเปรียบหรือมีพฤติกรรมที่ฉวยโอกาส ขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจมากมายเช่นกัน


มาตรฐาน “ตัวแทนขายตรง” ยังเป็นคำถามที่ถูกถามมากในสังคม ด้วยเหตุที่ไม่มีหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ในการคัดกรอง เหมือนกับ “ตัว แทนประกันภัย” ที่ต้องผ่านการสอบใบรับอนุญาต


ทำให้เมื่อใครก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ระบบ จำนวนมาก ๆ ก็จะใช้สิทธิหรือแนวทางของตัวเองทำตามใจชอบ


ถูกผิดก็ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายชัดเจน


ไม่มีกระบวนการใดที่จะสามารถแยก “น้ำดี” ออกจาก “น้ำเสีย” สุดท้ายก็กลายเป็น “หนอนในแอปเปิ้ล” กัดกินจนระบบเสียหายยับเยิน


ดังนั้น ถ้าหากจะมุ่งเน้น การคุ้มครองสิทธิ “ตัวแทน” เป็นที่ตั้ง โดยที่ยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบหรือเส้นทางเดินของ “ตัวแทน”ให้ชัดเจน การให้ความคุ้มครองสิทธิ “ตัวแทน” ก็อาจจะกลายเป็นการ “ยื่นดาบให้โจร”


 ถึงเวลาเดินหน้าผ่ากฎหมาย


ล้อมคอกสยบ “พ่อมดขายตรง”


ปัจจุบัน ธุรกิจขายตรง มีกิจการมากมายหลายร้อยแห่งอยู่ในระบบ มาจากต่างถิ่นต่างแดนก็หลายกิจการ แต่ละกลุ่มแต่ละค่ายก็พยายามสรรหากลยุทธ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในตลาด


มีทั้งประเภท อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายบ้าง ท้าทายกฎหมายบ้าง หรือทำไปโดยไม่รู้กฎหมายบ้าง แยกแยะกันไม่ออก


ถ้าเปรียบธุรกิจขายตรงเป็นกีฬา ก็มีแต่ผู้เล่นไม่มี “กรรมการ” หรือมีกรรมการ ก็ไม่กล้าตัดสิน เพราะกฎกติกายังไม่ชัดเจน


หากกฎหมายขายตรง ยังขาดความชัดเจน ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาก็คือ การแข่งขันในระบบขายตรงจะเป็นธรรมได้อย่างไร นี่ประการหนึ่ง


ประการที่สอง ก็คือ บุคคลที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง ถ้าหากขาดคุณสมบัติที่ดีพอ ขาดความรู้ความเข้าใจ หรือขาดจริยธรรม ถ้ายังปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามา ก็รังแต่จะสร้างความเสื่อมเสีย มีการร้องเรียนกันไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน


ประการที่สาม ถ้าเกิดกรณีมีผู้เสียหาย อันเนื่องมาจากการชักจูงหรือหลอกล่อ จะมีกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการกับ “ตัวแทน” เหล่านี้อย่างไร


ประการที่สี่ การคัดกรอง คนที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง จะต้องผ่านกระบวน การตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนหรือไม่


หากสคบ. จะเดินหน้าผ่ากฎหมายขายตรง งานหนักอีกชิ้นนึง เชื่อว่าคงหนีไม่พ้นการสังคายนา “ตัวแทน” เพราะเกี่ยวข้องกับคนหมู่มากหลายล้านคน


หลายกิจการ ลงทุนลงแรงไปมากกับการ “รีครูท” คนเข้ากิจการ เพราะเชื่อว่า ยิ่งคนมากยอดขายก็จะโตมากตาม


แต่โดยข้อเท็จจริง ในกิจการขนาดใหญ่หลายค่าย ๆ มี “ตัวแทน” ที่สนใจจะทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ


ถ้าในแต่ละสมาคมขายตรง ยินยอมพร้อมใจ ที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจขายตรง วันนี้น่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด


เพราะในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการรวมตลาดอาเซียนเข้าด้วยกัน การขยายเครือข่ายการลงทุน คงจะต้องมีการเดินข้ามฟากไปมาหาสู่กันมากขึ้น


แต่ถ้าหากมองว่า การสร้างเงื่อนไขด้วยหลักเกณฑ์มาตรฐานของวิชาชีพ จะเป็นอุปสรรคในการ “รีครูท” คนเข้าสู่ธุรกิจขายตรง ก็ต้องถามใจผู้ประกอบการทุกคนว่า สิ่งที่ทุกคนต้องการ คือ “คุณภาพ หรือ “ปริมาณ”


ถ้าอยากได้ปริมาณมาก แต่ควบคุมยาก เกิดปัญหาวุ่นวายไม่หยุดหย่อน จะยอมรับกันได้หรือไม่


แต่ถ้าต้องการคุณ ภาพ ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก “ตัวแทน”เข้าสู่ระบบ เพราะอย่างน้อย ก็จะทำให้ ปัญหาร้องเรียนลดน้อยลง


ต่อจากนั้น ก็จะเป็นกระบวนการควบคุมพฤติกรรมที่จะต้องอาศัยตัวบทกฎหมาย เป็นตัวกำหนดว่า หากมีการร้องเรียนตามที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้น เข้าหลักกฎหมายข้อไหนมาตราใด


วันนี้ ถ้าจะให้ธุรกิจขายตรงเดินไปข้างหน้า กฎหมายมีความจำเป็นจะต้อง โปร่งใส ชัดเจน ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง


โดยเฉพาะผู้ประกอบการ และ “ตัวแทน” ต่างก็อยู่ในฐานะ “ผู้กระทำ”และ”ผู้ถูกกระทำ” ในเวลาเดียวกัน หากกฎหมายไม่เขียนให้ลงลึกไปถึงเนื้อหาของธุรกิจขายตรง คนผิดก็ยังคง “ลอยนวล” คนชั่วก็ยังเปลี่ยนค่ายย้ายรังไปสร้างความเสียหายในรูปแบบเดิมอย่างไม่จบสิ้น


เพราะฉะนั้น ไหน ๆ จะสังคายนากฎหมายขายตรงทั้งที ช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่ยังเป็นรอยรั่ว และสร้างโอกาสให้กับบรรดา “พ่อมดขายตรง” ทั้งหลาย คงจะต้องมีการล้างบางกันเสียที


มิเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจย่างเท้าเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง หากถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกหลอก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้ ไม่เพียงแต่คนเก่า ๆ ที่จะหันหลังกลับไปเท่านั้น แม้แต่คนใหม่ ๆ ก็คงยากที่จะเดินเข้ามา...








 

 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จบไม่ลง!แนวคิด4สมาคมขายตรง จิรชัยขอเป็นกาวใจเชื่อมต่อสายสัมพันธ์







943251_556722501045849_2088255802_n (Mobile)

 


เปิดศึกทางความคิด 4 สมาคมขายตรงไทย...ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) เดินหน้าเข้าพบ เลขาธิการฯ สคบ. จิรชัย มูลทองโร่ย ปรึกษาหารือเรื่องการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง...พร้อมสวนกลับ สมาคมการขายตรงไทย ทันควัน การก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ทำได้ ขอให้เข้าใจใหม่...ส่วน ดร.สมชาย นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ย้ำจุดยืนขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย...ด้าน จิรชัย ระบุพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4 สมาคมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลา


...เปิดศึกเกมทางความคิดกันแบบจ้าละหวั่น สำหรับ 4 สมาคมขายตรงที่ประกอบด้วย 1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 สมาคมนั้น เมื่อมองดูแล้ว คงต้องบอกว่าเป็นการตกผลึกโครงสร้างทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้


นโยบายของทั้ง 4 สมาคมจะมีนโยบายที่คล้ายกันก็คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโตสู่


สากลนั่นเอง!!


ประเด็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน


บ่มจุดแตกหักรอยร้าวที่ควรแก้ไข


...หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ 4 สมาคมขายตรงแบบชนิดติดขอบสนามแล้วล่ะก็ จะพบว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปล่อย ขีปนาวุธทางความคิด ของแต่ละสมาคมนั้น ในเชิงของการโชว์ศักยภาพความพร้อมในหลาย ๆ เรื่องถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้แต่ละสมาคมต่างเกิดความไม่พออกพอใจกันเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก การเริ่มปะทุแนวทางความคิดในเรื่องของการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ได้ออกมาประกาศโชว์ออฟขอเป็นแนวหน้าในการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน พร้อมกับระบุว่า สมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) นั้น คือ สมาคมเดียวที่มีศักยภาพมากพอในการก่อตั้งสมาพันธ์ดังกล่าวได้


และด้วยประเด็นคำว่า สมาคมการขายตรงไทย นั้น ถือเป็นสมาคมเดียวของไทยที่มีศักยภาพมากพอในการที่จะก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นี่เอง ที่ทำให้เริ่มมีความเคลื่อนของเหล่าสมาคมต่าง ๆ ออกมาให้เห็นกันแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันเลยทีเดียว


...อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ที่มี นิโรธ เจริญประกอบ เป็นนายกสมาคมฯ ก็ได้เดินทางพร้อมสมาชิกในสมาคมเข้าพบกับ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในการปรึกษาหารือในเรื่องของการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง ซึ่งถือเป็นอีกนโยบายหลักของทางสมาคมนี้นั่นเอง


โดยเนื้อหาสาระของการหารือในครั้งนั้น ทาง นิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ก็ได้มีการชี้แจ้งให้กับทางเลขาฯ สคบ. พร้อมกับสื่อมวลชนที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วยว่า วันนี้ทางสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงให้ทุกภาคส่วนมีการยอมรับในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการก่อตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ทางสมาคมฯ มีนโยบายที่จะรณรงค์ให้มีการแก้กฎหมายหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานกำกับกิจการขายตรง โดยให้แยกธุรกิจตลาดแบบตรงออกไปเป็นกฎหมายอีกฉบับ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลาย ๆ เรื่องที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จ เป็นต้น พร้อมกับ อยากเห็นธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะคล้าย ๆ กับธุรกิจประกันที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมด



นิโรธชี้ถอยคำแถลงTDSA


ระบุ!ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ดีพอ


ซึ่งนอกเหนือจากในเรื่องของการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายขายตรงแล้วนั้น อีกหนึ่งเรื่องที่ทางด้านนายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้มีการยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนี้นั่นก็คือ การที่ทางสมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) ที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ขอทิ้งน้ำหนักในเรื่องของการรวบรวมสมาคมต่าง ๆ ให้เกิดเป็น สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า การแก้ไขกฎหมายขายตรง


เรียกว่า การที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้ฝั่งทาง นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ถึงกับเลือดขึ้นหูกันเลยทีเดียว พร้อมกับออกมาโต้กลับทันควันด้วยว่า


... วันนี้ทางสมาคมการขายตรงไทยอาจจะมองว่า สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะโชว์ออฟในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมฯ ขอเรียนว่าเราเองไม่เคยพูดว่าสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย จะเป็นผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยลำพังแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเรา โดยสมาคมอื่น ๆ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งหากสมาคมไหนมีความคิดที่ดี และทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ก็จะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ สคบ.ภายหลังต่อไป เนื่องจากมีทาง สคบ. หน่วยงานเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกับรัฐบาล และขอบอกว่า จะไม่มีสมาคมไหนที่มีอำนาจตรงนี้แต่อย่างใด...


นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยกล่าวเสริมอีกว่า การที่สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยได้เข้าพบกับทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาชี้แจ้งทำความเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร ที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในการดำเนินเรื่องดังกล่าวนั้น ก็สุดแต่ทาง สคบ. จะดำเนินการต่อไปในภายหลังต่อไป



จิรชัยพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4สมาคม


ชี้!เรื่องดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลา


...จากประเด็นในหลาย ๆ เรื่องที่ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้เข้าพบกับทาง จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในครั้งนั้น พบว่า ทางเลขาธิการสคบ. เอง ต่างเล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับยังได้ขอเป็นกาวใจเชื่อมสายสัมพันธ์ทั้ง 4 สมาคมให้หันหน้าร่วมพูดคุยกันอีกด้วย


สิ่งที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยมีความเข้มแข็งนั่นก็คือ การร่วมมือกันในหลาย ๆ ฝ่าย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ซึ่งวันนี้หากหลาย ๆ ฝ่ายยังมีแนวคิดที่ไม่ตรงกัน หรือหากมีสมาคมเกิดขึ้นมาใหม่อีก แล้วเราทุกคนจะตอบสังคมได้อย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแนวคิดของแต่ละสมาคมค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ตนเองมองว่าทุกอย่างก็ต้องใช้ระยะเวลาเช่นกัน นายจิรชัย กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ ทางด้าน จิรชัย ยังได้เผยอีกว่า วันนี้แนวทางการทำงานของสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้มีการแบ่งบัญชีการทำงานไว้ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 คือ บัญชีของผู้ที่ทำธุรกิจอยู่จริงในปัจจุบันที่มีอยู่ 353 บริษัท ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มาก ส่วนที่ 2 คือ บัญชีผู้ที่เข้ามาจดทะเบียน แต่ยังไม่มีการรายงานว่า ทำธุรกิจอยู่


นอกจากนี้ เลขาฯ สคบ. ยังกล่าวยอมรับด้วยว่า สิ่งที่หน่วยราชการถูกจำกัดจากทางภาครัฐมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องแรกกำลังคนที่ถูกจำกัด เรื่องที่สองงบประมาณที่ถูกจำกัด รวมถึงการถูกจำกัดในเรื่องของการจัดตั้งกรมด้วย โดยทางด้าน สคบ. เอง ก็อยากที่จะเห็นการจัดตั้งกรมในลักษณะดังกล่าวที่คล้าย ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมดเช่นกัน


วันนี้สิ่งที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาในธุรกิจขายตรงนั่นก็คือ การโฆษณาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภค ซึ่งทาง สคบ.เอง ก็อยากที่จะให้มีการจัดระเบียบในเรื่องของการโฆษณาด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมีโฆษณาที่ไม่ค่อยเหมาะสม นอกจากนี้ ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์นั้น ทางสคบ. ยังจะมีการทำต่ออย่างแน่นอน รวมถึงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย และคณะกรรมการขายตรงให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย


เปิดใจนายกส.พัฒนาการขายตรงไทย


ย้ำจุดยืน!ขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย


...เช่นเดียวกับทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ที่มี ดร.สมชาย หัชลีฬหา เป็นนายกสมาคมฯ อยู่ขณะนี้นั้น ก็ได้ออกมาเผยผ่านสื่อในกรณีของการตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ขณะนี้ตนเองมองว่า การจับมือกับทางสมาคมในเมืองไทยที่มีอยู่เยอะแยะมากมายนั้น น่าที่จะเห็นผลมากกว่าการตั้งสมาพันธ์เสียอีก ที่สำคัญ ยังถือได้ว่าน่าที่จะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ เอง ก็พร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้เติบโต พร้อมกับต้องการเป็นมิตรกับทุกที่และวันนี้ทางสมาคมฯ เอง ก็ขอที่จะไม่เกี่ยวข้องกับใคร และพร้อมที่จะทำตลาดในไทยรวมถึงส่งเสริมคนไทยด้วย


ดร.สมชาย เผยต่ออีกว่า ในขณะเดียว ภารกิจหลักของ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นั้น ยังต้องการที่จะพัฒนาองค์กรขายตรงไทยสู่ความเป็นเลิศ พร้อมกับการช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นที่ยอมรับในสากลอีกด้วย รวมถึงทางสมาคมฯ เอง ยังจะมีการทำวิจัยเพื่อศึกษาการทำธุรกิจขายตรง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตอบสนองความพึงพอใจของผู้ประกอบการให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคด้วย และรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้าเกิดขึ้น เรื่องของกฎหมายก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของความเป็นอินเตอร์มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นรูปแบบการพัฒนาต้องให้ทันกับสังคมโลกด้วย


นอกจากนี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ของสมาคมฯ ก็คือ การเป็นตัวแทนรับหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนการให้ความรู้แก่สมาชิกในสมาคม เช่น การจัดสัมมนาในเรื่องของหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพการจัดสัมมนากับทางหน่วยงานรัฐบาล เช่น สคบ. บก.ปคบ หรือทาง อย. เป็นต้น พร้อมกับการบูรณาการธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


นับได้ว่า การเปิดเกมทางความคิดของทั้ง 4 สมาคมในธุรกิจขายตรงนั้น อาจจะเรียกได้ว่าแต่ละสมาคมต่างออกมาโชว์ออฟสร้างศักยภาพของตัวเองชนิดที่ว่า ไม่มีใคร ยอมใคร กันเลยทีเดียว...ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันดูว่า กับทางเส้นขนานที่มองว่าอาจจะมาบรรจบยากนั้น จะสามารถเดินทางมาพบกันได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้ แต่หากทั้ง 4 สมาคมสามารถรวมตัวไปในทิศทางเดียวกันได้เมื่อไหร่ เชื่อว่าอุตสาหกรรมขายตรงไทยก็หย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอน!!


 


 


 


Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สคบ. ปูพรมแก้ ก.ม. ขายตรงไทย ผุดรหัส GS1 หวังจัดระเบียบสินค้า







934667_544129798971786_1677995795_n (Mobile)


สมาคม TDNA ฟิตจัด ตบเท้าพบเลขา สคบ. ยื่นหนังสือเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรง ไทย ที่ยืดเยื้อมานาน เลขา สคบ. รับเห็นด้วย กับการเสนอแยกหน่วยงานขายตรงเป็น เอกเทศ พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ไทยอย่างเป็นระบบ เล็งเชิญ 4 สมาคม ขายตรงไทยหาทางออกร่วมกัน ระบุ วาระ สำคัญของการพบ เพื่อถามสารทุกข์ แนวทาง การรับมือตลาดอาเซียน และการจัดตั้งรหัส สินค้า GS1 ที่ปัจจุบันมีการใช้กันทั่วโลก ส่วนการแก้ไขกฎหมายเตรียมเดินสาย เพื่อถกปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง


ภายหลังการจัดตั้งสมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA ที่ นำโดย นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งเป็น นายกสมาคมฯ ไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมดังกล่าวก็ได้ ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ปี 2545 ที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่ง ความคืบหน้าล่าสุด นายกสมาคม TDNA ได้เข้าพบ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการ เดินหน้าเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สำหรับประเด็นหลักที่สมาคม TDNA เสนอให้มีการ แก้ไขกฎหมาย คือ 1.การเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานโดยมีฐานะ เทียบเท่ากรม มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. 2.เสนอให้เพิ่มนิยามคำว่าขายตรงให้ครอบคลุมธุรกิจ เครือข่าย 3.การเสนอให้จัดตั้งกองทุนขายตรง โดยมี คณะกรรมการบริหารกองทุน หากเกิดปัญหากับผู้บริโภค จะได้นำเงินดังกล่าวมาเยียวยาความเสียหายได้ รวมถึง ประเด็นการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระ เป็นต้น


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวในที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับประเด็น การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยว่า สคบ. จะมีการพบปะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อหาทางออกสำหรับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สิ่งที่ สคบ. ต้องทำคือ การตรวจสอบอีกครั้งว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่จะแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีข้อใดบ้าง หลังจากนั้นจะมีต้องพิจารณาอีกว่าการแก้ไขกฎหมายนั้น ควรจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด เพราะการแก้ไขกฎหมายนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี อีกทั้งยังต้องทำประชาพิจารณ์ไปยัง วงกว้างกับประเด็นการจัดตั้งหน่วยงานขายตรงให้เป็น เหมือนหน่วยงาน คปภ. นั้น จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ สคบ. จะเข้าพบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกด้วย เพื่อเป็นการรับฟังความ ความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายในวงกว้าง


จิรชัย กล่าวต่อว่า เร็วๆ นี้ สคบ. จะเป็นเจ้าภาพ ในการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้าพบปะพูดคุยเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยสาระสำคัญของการพบปะ จะเป็นการซักถามปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการทำธุรกิจ รวมถึงการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการเตรียม แผนรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียนในปี 2558 และการ พูดคุยกับผู้ประกอบการเรื่องการทำรหัสสินค้า GS1 ซึ่งเป็น รหัสสากล ที่มีการใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน


นอกจากประเด็นการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยแล้ว สคบ. ยังเดินหน้าผลักดันการจัดระเบียบธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย หลังเข้ารับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อ ปีที่ผ่านมา ที่ต้องการจัดระเบียบข้อมูลสินค้า หรือที่เรียกว่า มาตรฐานรหัสสากล GS1 ซึ่งเป็นรหัสสินค้าสากล 13 หลัก และการจัดระเบียบผู้ประกอบการ ที่ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้มี การแยกประเภทบัญชีของผู้ประกอบการขายตรงจำนวน 353 บริษัท ให้เป็นบัญชี ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ยังดำเนิน ธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน และบัญชี ข. คือ ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนกับ สคบ. แต่ไม่มีการรายงายความเคลื่อนไหวใน การทำธุรกิจให้ สคบ. รับทราบแต่อย่างใด รวมถึงการจัด ระเบียบด้านการโฆษณาสินค้า หากเกิดความเสียหายจาก การโฆษณา จากนี้ไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน


เดิม สคบ. ตั้งเป้าจะจัดทำฐานข้อมูลสินค้าของ แต่ละบริษัท ต่อมาได้มีการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโด- นีเซีย เกี่ยวกับการเปิดตลาดอาเซียน และจากการประชุม ร่วมกัน ผู้นำบาหลีได้จุดประกายเรื่องการจัดทำรหัสสากล เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็ใช้กันอยู่แล้ว และจากนี้ไปก็มีจะมีการ ซักซ้อมความเข้าใจกับบริษัททั้งหมด ส่วนโลโก้ สคบ. ที่จะ มอบให้ผู้ประกอบการ ก็จะมีการทำต่อไปเพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 อันนี้ก็เพื่อเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เบื้องต้นการจัดทำรหัสสากล GS1 จะเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการ โดย สคบ. จะไม่บังคับ แต่จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อีกครั้ง และต่อจากนี้ไป สคบ. ก็จะมีการเตรียมแผนการจัด ทำฐานข้อมูลการจ่ายผลตอบแทนต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบปะพูดคุยระหว่าง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย กับ สคบ. เป็นไปด้วยดี ซึ่งการร่างเพื่อแก้กฎหมายขายตรงไทยฉบับปี 2545 นั้น จะมีความชัดเจนอีกครั้งประมาณปลายปี 2556 เนื่องจาก สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องรอผลงานวิจัยภาพ รวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย จาก อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เพื่อนำ มาประกอบเป็นข้อมูลในวงกว้างเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ไทย ก่อนที่จะมีการพูดคุยและเสนอให้รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ผงะ !! ขายตรงแห่แซ้งกิจการ 4 เดือน สคบ.เซ็น ปิด มากกว่า เปิด







bankruptcy (Mobile)


ตะลึง!! สคบ. เซ็นใบอนุญาตผู้ประกอบการขายตรงปิดกิจการ มากว่าจดทะเบียนใหม่ แค่ 4 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.55) เซ็นคำสั่งยกเลิกไปแล้วมากกว่า 25 บริษัท ขณะที่เซ็นใบอนุญาตใหม่มีไม่ถึง 10 บริษัท ส่วนยอด 6 เดือนแรก ปี 56 มีบริษัทยื่นขอปิดตัวไปแล้วกว่า 10 บริษัท อ้างเหตุผล 3 ข้อ เบื่อพวกแม่ทีมแสบชอบย้ายค่ายบ่อย-หาสมาชิกไม่ได้-สินค้าติดตลาดแล้ว ด้าน ฐิตินันท์ ยอมรับเหตุ สคบ. เซ็นใบอนุญาตผู้ประกอบการรายใหม่น้อยกว่าเซ็นยกเลิกกิจการ เพราะต้องการคุมเข้มบริษัทขายตรง หวังปกป้องสิทธิผู้บริโภคให้มากที่สุด ล่าสุดจับมือพันธมิตรลงพื้นที่ตรวจสอบเอกชนรายใดดำเนินธุรกิจเข้าข่ายมันนี่เกมระดมทุนและแชร์ลูกโซ่ เตรียมเชือดทันที


รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2555 สคบ. ได้เซ็นคำสั่งยกเลิกผู้ประกอบการขายตรงที่ยื่นขอยกเลิกกิจการไปแล้ว 25 ราย ส่วนตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการยื่นเรื่องเข้ามายัง สคบ . เพื่อขอยกเลิกกิจการไปแล้วกว่า 10 ราย ขณะที่ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2555 สคบ. เซ็นอนุมัติบริษัทขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนใหม่มีไม่ถึง 10 บริษัท สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก สคบ. ภายใต้การบริหารงานใหม่ของ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ต้องการให้มีการเข้มงวด เพื่อตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนใหม่มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก สคบ. ไปแล้ว แต่ดำเนินธุรกิจผิดไปจากที่ยื่นไว้กับ สคบ. ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบให้มากขึ้นจนทำให้มีข่าวลือหนาหูว่า สคบ. ยุคได้มีการเรียกรับรับเงินจากผู้ประกอบการ


ฐิตินันท์ สิงหา ผู้อำนวยการส่วนงานขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการขายตรงยื่นเรื่องขอจดทะเบียนที่ สคบ. มีประมาณ 10-20 บริษัท ซึ่ง สคบ. ได้อนุมัติไปแล้วไม่ถึง 5 บริษัท สาเหตุที่ สคบ. อนุมัติล่าช้า เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เช่น กฎหมายเรื่องของอาหารสัตว์ ที่เกี่ยวข้องกับกรมปศุสัตว์ หรือกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้น หาก สคบ. อนุมัติไปโดยไม่มีการตรวจสอบเกรงว่าจะมีผลกระทบกับหน่วยงานอื่นๆได้


ทั้งนี้ นโยบายของท่าน จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาฯ สคบ. ต้องการให้มีการดำเนินการไปตามกฎหมายทั้งที่เกี่ยวกับ สคบ. และกฎหมายอื่นอย่างเคร่งครัด เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการร้องเรียนจากหน่วยงานอื่นว่า มีสินค้าของบริษัทขายตรงที่โฆษณาในเคเบิลทีวีเกินความเป็นจริงซึ่งโฆษณาบางส่วน สคบ. จะเข้าไปดูว่าสินค้าบางรายการที่ผู้ประกอบการยื่นมาต้นทุนค่อนข้างสู.เกินความเป็นจริง ทำให้การอนุมัติค่อนข้างล่าช้าเพราะเรามีหน้าที่ที่ต้องดูแลถึง 3 ส่วนกันได้แก่ ผู้ประกอบการ,ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


สาเหตุที่ทางผู้ประกอบการได้ใบอนุญาตล่าช้า เพราะทางท่านเลขาฯ ต้องการให้มีการเข้มงวดในการออกดใบอนุญาต โดยได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในการตรวจสอบแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกว่า จ่ายในอัตราที่มากเกินความเป็นจริงหรือไม่ จากนั้นทางท่านเลขาฯ จะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งบางรายที่ยื่นสินค้าเข้ามา อาจจะไปเกี่ยวพันกับกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายของกรมการขนส่ง,กฎหมายที่เกี่ยวกับกรมวิชาการเกษตร หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับทาง กสทช. เป็นต้น ซึ่งทางสคบ.จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดค่อนข้างมากจึงทำให้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการรายใหม่


ฐิตินันท์ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการขายตรงยื่นเรื่องขอยกเลิกกิจการว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้มีปัจจัยหลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1. ไม่ประสงค์จะทำธุรกิจต่อ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากกาย้ายค่ายบ่อยของแม่ทีม ทำให้เจ้าของรู้สึกเบื่อหน่าย 2.เจ้าของธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จในการหาสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่มได้ และ 3.สินค้าติดตลาดแล้วเปลี่ยนแผนมาทำตลาดแบบตรงแทน ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการยกเลิกกิจการไปแล้ว 25 รายและตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2556 มีผู้ประกอบการยื่นเรื่องเพื่อขอยกเลิกกิจการมานานแล้วกว่า 10 ราย ซึ่งการที่ สคบ. ในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแลบริษัทขายตรงโดยตรงจะเข้าไปดูว่าในรายละเอียดว่าการยกเลิกกิจการดังกล่าวมีผลต่อผู้จำหน่ายอิสระหรือไม่ หรือหากยกเลิกกิจการไปแล้ว แต่ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบสมาชิก หากมีการร้องรียนเข้ามาเป็นต้น


ตั้งแต่ตุลาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน มีเรื่อง ร้องเรียนจากผู้จำหน่ายอิสระเข้ามายัง สคบ. ประมาณไม่ถึง 10 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไม่จ่ายค่าผลตอบแทน และโดนตัดรหัส ซึ่งทาง สคบ. ได้เรียกทั้ง 2 ฝ่าย เข้ามาไกล่เกลี่ย มีบางกรณีก็สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ก็ต้องปล่อยให้ทั้ง 2 ฝ่าย ไปตกลงกันเอง


ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบการบางรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก สคบ. ไป แล้วไปดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายเป็นธุรกิจมันนี่เกม ระดมทุน หรือ แชร์ลูกโซ่นั้น สคบ.ได้มีการตรวจสอบโดยการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเข้าไปแฝงตัวหาข้อมูลในเชิงลึก ซึ่งมีหลายคดีที่ สคบ. ได้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เป็นพันธมิตรให้เข้าไปดำเนินการต่อเช่น กรมสอบสวนคดีพอเศษ (ดีเอสไอ) และกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวงการคลังเป็นต้น ซึ่งหากพบว่าบริษัทใดเข้าข่ายเป็นธุรกิจมันนี่เกม ระดมทุน และแชร์ลูกโซ่ก็จะเข้าดำเนินการทันที






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!







mlm-online-school-120711-1 (Mobile)


จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA

สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"


"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด






Credit By : http://www.siamturakij.com/