ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวแชร์ลูกโซ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวแชร์ลูกโซ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ถึงเวลากวาดล้าง 'แชร์ลูกโซ่' !!!







tnews_1289108706_4520 (Mobile)

 


การหลอกลวงตุ้มตุ๋นในรูปแบบต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ตและการโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และการใช้บุคคลใกล้ชิด เช่นญาติพี่น้อง บอกต่อ ชักชวนมาลงทุน เป็นสมาชิกเพื่อหลอกเอาเงินมีหลายรูปแบบมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันยากที่จะควบคุม ซึ่งเหยื่อมักจะหลงเชื่อ เพราะผู้ที่มาหลอกเป็นบุคคลที่ตัวเองไว้วางใจและเกรงใจจึงตกเป็นเหยื่อ


ฉบับที่แล้วได้นำเสนอข้อมูล "เท่าทัน แชร์ลูกโซ่" ขบวนการที่เกิดขึ้นในวงการ "ขายตรง" ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังหลบหลีกพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้   ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปสอบถามข้อมูลเชิงลึกกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงเรื่อง "แชร์ลูกโซ่" ที่เข้าข่ายในการกระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายควบคุมคดีแชร์ลูกโซ่ ป.อ. มาตรา 434 (ฉ้อโกงประชาชน) 2.พ.ร.ก. กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2534 3.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2541 4.ประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 37 5.พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 และ 6.พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47, 49, 50, 51


กรณีที่ทางดีเอสไอหยิบยกขึ้นมา ถือว่า บริษัทขายตรงที่กำลังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวนี้ เข้าข่าย "ผิดกฎหมาย" เต็มๆในเวลานี้ มีชาวบ้านที่เดือดร้อนกับการเข้าไปลงทุน (แชร์ลูกโซ่) ต่อ ดีเอสไอ ทยอยเข้ามาร้องเรียนต่อดีเอสไอเป็นจำนวนมาก


เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลมีมากว่า 10 รายแล้วจากการสอบถามท่านผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้บอกว่า ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการขายตรง ดำเนินธุรกิจผิดรูปแบบ โดยที่ภาครัฐยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้


แต่วันนี้ดีเอสไอ เริ่มมีข้อมูลเชิงลึกถึงผู้ประกอบการที่เข้าข่ายในแง่ของ "แชร์ลูกโซ่" จะรีบเข้าไปดำเนินการอย่างเฉียบพลันเพราะอย่างที่กล่าวข้างต้น วันนี้มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กับดีเอสไอมากขึ้น ถึงเวลาต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ประกอบการขายตรงที่เข้าข่าย "หลอกลวง ต้มตุ๋น" ชาวบ้าน หว่านล้อมในการให้ผลประโยชน์มหาศาลเท่าที่รู้ มีชาวบ้านจำนวนมาก เอาที่นาเอาสวนไปจำนอง เพื่อเอาเงินเข้ามาลงทุนกับผู้ประกอบการขายตรง


แต่วันนี้ ยุคใหม่ของดีเอสไอ จะเข้ามากวาดล้างกำจัดธุรกิจ "แชร์ลูกโซ่"ให้ออกจากระบบธุรกิจขายตรง หากทำได้ถือว่า ได้บุญเยอะ อย่างน้อยชาวบ้านที่คิดจะเข้ามาลงทุน จะไม่ต้องตกเป็น "เหยื่อ" วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกวาดล้างขบวนการ "แชร์ลูกโซ่" นะครับ


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com/

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กองปราบบุกจับ DCHL"ตะเกียงวิเศษ"ลวงโลก "แจ้งข้อหาแชร์ลูกโซ่!!!!!"








ในที่สุดบริษัท DCHL ซึ่งทำธุรกิจจัดจำหน่ายตะเกียงและน้ำมันหอมระเหยชื่อดัง ซึ่งอาศัยช่องทางการขายตรงมาบังหน้า ด้วยการชักชวนสมาชิกให้เข้ามาลงทุนด้วยเงินเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมอบผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืนให้อัตราที่สูงกว่ากฏหมายกำหนดหากหาสมาชิกรายใหม่มาร่วมลงทุนได้ เผยในรอบปีที่ผ่านมามีผู้เสียหายร้องเรียนกับ สคบ. มากเป็นประวัติศาสตร์ถึง 900 ราย เลยทีเดียว

เมื่อวัน 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองปราบปรามกว่า 50 นายนำกำลังเข้าตรวจค้น บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โอลดิ้ง จำกัด หรือ (DCHL) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ. พระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอมระเหย และตะเกียง แต่มีผู้ใช้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหาสมาชิกเพิ่มหากหาสมาชิกใหม่มาได้ 5-6 คน ก็จะได้รับเงินปันผลเพิ่ม ถึง 21,000-26,000 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าตรวจค้นภายในบริษัทพบประชาชนซึ่งมานั่งรอสมัครสมาชิกใหม่กับทางบริษัทบริเวณชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 100 คน และพบสมาชิกเก่าเข้ามารับสินค้าและมาอบรมกับบริษัท โดยไม่ตื่นตกใจกับการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ยังคงนั่งรอสมัครสมาชิกและรับสินค้ากันตามปกติ จนเสร็จสิ้นการตรวจค้น


พ.ต.อ. นิรันดร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คนซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ 3 คนที่วสใสนถจับกุมได้แล้วคือนายฮวงเชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ น.ส.หว่อง คิน ซึ อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกงและน.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกง ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้ชักชวนสมาชิกเข้าร่วมลงทุนด้วยการล่อลวงให้ลงทุนจำหน่ายน้ำมันหอมระเหยและตะเกียงรายละ 190,000 บาทเพื่อให้ได้เงินปันผล 40,000 บาท แต่หากลงทุนเพียง 12,300 บาทจะยังไม่ได้รับเงินปันผลจนกว่าจะสามารถชักจูงสมาชิกมาร่วมลงทุนเพิ่มจึงได้แจ้งข้อหาว่าร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การตรวจค้นบริษัทดังกล่าวดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายประมาณ 70 รายคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภายคะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมหรูต่างๆ ซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือเจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมากรวมถึงมีการโฆษณาชักชวนผ่านเว็บไซต์ และอ้างว่าเงินเป็นผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้


"ในวันนี้จะรวบรวมหลักญานโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดข้อมูลจำนวนลูกค้าและสินค้าเพื่อตรวจสอบยอดผู้เสียหาย รวมถึงดูบัญชีความเคลื่อนไหวทางการเงิน ซึ่งพบว่าเฉพาะวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อ 39 ล้านบาท และเพือนกันยายน 2555 มีกำไรกว่า 198 ล้านท ทั้งนี้จากการตรวจสอบยอดสมาชิกจาก สคบ. ปี 2554 มีสมาชิก 20,000 คน และเชื่อว่าขณะนี้มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40,000 คน ซึ่งสคบ.ได้สั่งปรับวันละ 10,000บาทรวมยอดค่าปรับถึงปัจจุบัน 600,000 บาท ส่วนการสั่งให้ยุติกิจการเป็นอำนาจของ สคบ." พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าว


อนึ่ง ก่อนหน้านี้(วีนที่ 4 ก.ค.) ที่กองปราบปราม กลุ่มสมาชิกนักธุรกิจเครือข่ายของบริษัทดิจิตอล คราวน์โฮลดิ้ง ย่านพระรามเก้า กว่า 30 คนเดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป.เพื่อร้องทุกข์ขอให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทนี้ว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ๋หรือไม่เนื่องจากขณะนี้มีผู้ใช้แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วนตกเป็นเหยี่ต้องกู้หนี้ยืมสิน นำที่ดินของครอบครัวไปจำนองเพื่อนำเงินมาลงทุนในวจรธุรกิจลักษณะนี้รวมค่าเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท


น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู หนึ่งในสมาชิกธุรกิจเครือข่ายของบริษัทแห่งนี้ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่โรงงานบริษัทรถยนต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ต่อมาได้มีเพื่อนซึ่งทำธุรกิจเครือข่ายกับบริษัทนี้มาชักชวนให้ร่วมทำธุรกิจโดยบอกว่าลงทุนเล็กน้อยแต่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไปตลอดชีวิตจึงเกิดความสนใจเพราะต้องการช่วยเหลือครอบครัวหาเงินมาไถ่ถอนที่ดินกว่า 20 ไร่ที่ติดจำนองอยู่ จากนั้นเพื่อนคนดังกล่าวได้พามาเข้าอบรมที่อาคารสำนักงานย่านพระรามเก้า เสียค่าเข้ารับอบรม 300 บาท เมื่อเข้าอบรมบรัษทก็จะจัดคนที่ประสบความสำเร็จได้รายได้มากๆ มาพูดจูงใจ ซึ่งในการอบรมแต่ละครั้งใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่เมื่อฟังบ่อยๆ เข้าจะเหมือนถูกล้างสมอง และเชื่อว่ามีความเป็นไปได้เพราะแต่ละคนที่มาเป็นสมาชิกนั้นก็เป็นคนใช้แรงงานหาเช้าินค่ำที่อยากจะมีฐานะดีขึ้น


น.ส.เอ กล่าวต่อว่าเมื่อหลงเชื่อเพื่อนที่เป็นอัพไลน์หรือพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดก็จะให้หาเงินมาลงทุน โดยวิธีการระดมทุนนั้นเขาจะแนะนำให้พูดคุยกับคนที่เรารักหรือคนในครอบครัว ซึ่งช่วงนั้นตนหลงเชื่อจึงนำที่ดินติดจำนองธนาคารไปจำนองกับนายทุนเงินกู้ได้เงินมา 4.4 แสน บาทแต่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 เงินที่ได้มาส่วนหนึ่งก็นำไปใช้หนี้ธนาคารที่ก่อนหน้านี้จำนองที่ไว้ส่วนที่เหลือก็นำมาลงทุนในธุรกิจใช้เงินไป 212,300 บาทได้สินค้าเป็นตะเกียงมาหลายชุดดแต่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้นำไปขายแต่ก็จะถูกแนะนำให้เก็บสินค้าไว้เพื่อนำไปขายให้คนที่เราชักชวนมาเป็นดาวน์ไลน์ในเครือข่ายเราตนทำงานนี้มาเกือบ 7 เดือน ต้องไปที่อาคารสำนักงานบริษัทที่พระรามเก้าและพระรามสองทุกวัน หยุดวันอาทิตย์วันเดียว และหาเครือข่ายได้เพียงรายเดียวเท่านั้นได้เงินกลับคืนมา 4 หมื่นกว่าบาท


"ตลอดเวลาที่ทำงานเครือข่ายนั้นก็จะถูกพูดกรอกหูให้หาทุนหาเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา และได้ทราบจากคนอื่นที่หลงเชื่อมาเป็นเครือข่ายว่าต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนคนละ 200,000 บาท เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในระบบธุรกิจนี้ ซึ่งส่วนใหญ่สมาชิกกว่าสองหมื่นคนเป็นผู้ใช้แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี และนครราชสีมา ที่ขณะนี้กำลังเดือดร้อนพราะหนี้สินที่ไปกู้ยืมมาลงทุนโดยเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทนจริงตามที่บริษัทมีการกล่าวอ้างจึงไม่อยากให้คนอื่นตกเป็นเหยื่ออีกจึงมาร้องทุกข์ดังกล่าว" นางสาวเอกล่าว


สำหรับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมการทำธุรกิจของบริษัท DCHL ที่เข้าข่ายการหลอกลวงประชาชนนั้นตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีการร้องเรียนเพื่อให้ตรรวจสอบบริษัทนี้ถึง 900 คน เลยทีเดียวแต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจากคำแถลงของ พ.ต.อ.นิรันดร์ ที่รุบุว่า สคบ. มีคำสั่งปรับบริษัท DCHL ถึงวันละ 10,000 บาท และในขณะนี้มียอดการปรับสูงถึง 600,000 บาทคิดเฉลี่ยแล้วบริษัท DCHL ถูก สคบ.ปรับมาเป็นระยะเวลา 2 เดือนแล้ว ซึ่งจากจุดนี้เองประชาชนหลายรายที่ได้เห็นข่าวตามหน้าจอทีวีและหนังสือพิมพ์รายวันที่นำเสนอข่าวการจับกุมในครั้งนี้ได้สอบถามกันมาที่กองบรรณาธิการข่าว "หนังสือพิมพ์ LEADER TIME รายปักษ์" ว่า สคบ. สั่งปรับเงินบริษํทนี้ในข้อหาอะไรซึ่งถ้าเป็นข้อหาทำธุรกิจไม่ตรงตามที่ได้ยื่นแจ้งไว้กับสคบ. ทำไม สคบ.ถึงไม่ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและจะได้ระมัดระวังตัวเพื่อไม่ให้เข้าไปทำธุรกิจกับบริษํทนี้อีกแถมยังปล่อยให้บริษัทนี้ดำเนินธุรกิจต่อไปถึง 2 เดือนจนกระทั่งมาถูกจับกุมในวันนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวหนังสือพิมพ์ Leader Time ปีที่ 9 ฉบับที่ 200 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2555