ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

อดีตผู้นำบีฮิปลงทุนควักกระเป๋า เปิดขายตรงใหม่ Successmore







603920_329475787164584_2138845757_n (Mobile)


ผู้นำบีฮิบถอดใจลาออก หลังพบปัญหาหลายอย่างที่เกิน รับได้ ตัดสินใจควักกระเป๋าตัวเองเปิดเครือข่ายน้องใหม่ Successmore รองรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาว ช่วงแรกขอเปิดตลาดด้วยสินค้า 2 กลุ่ม 6 รายการ Q3 เตรียม นำเข้าระบบอีก 9 รายการ คาดสิ้นปีสร้างยอดขายทะลุ 150 ล้านบาท



นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (Successmore) เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า หลังลาออกจากการเป็นผู้นำ ของ บริษัท บีฮิบฯ ขณะนี้ได้ลงทุนเปิดบริษัทขายตรงเป็นของ ตนเอง ภายใต้ชื่อว่า ซัคเซสมอร์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้รับการ ขึ้นทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทมีทุนจดทะเบียนที่ 10 ล้านบาท และใช้แผนการจ่ายผลตอบแทนแบบ Cycle Bonus Matching ที่บริษัทเครือข่ายนิยมใช้กันในปัจจุบัน

ในส่วนของสินค้ากลุ่มแรกที่นำเข้ามา จำหน่ายในระบบมีทั้งสิ้น 6 รายการ ในกลุ่มเพอร์- ซันนอลแคร์ และกลุ่มเสริมอาหาร ซึ่งสินค้าทุกรายการ ได้ผ่านการคัดสรรและทดลองใช้ด้วยตัวผู้บริหารเอง ดังนั้น จึงมั่นใจในคุณภาพได้ และสินค้าส่วนใหญ่ ใช้ส่วนผสมที่นำเข้าจากต่างประเทศมาผลิตใน ประเทศไทย อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ 3 บริษัท มีแผนที่จะมีออกสินค้าใหม่เพิ่มอีก 9 รายการ แบ่ง เป็นกลุ่มเสริมอาหาร 3 รายการ กลุ่มสกินแคร์ 3 รายการ และกลุ่มโฮมแคร์ 3 รายการ และมีแผน ที่จะออกสินค้าใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สินค้าครอบคลุม ทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ ในการทำธุรกิจ บริษัทจะเน้นสมาชิก และผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน และขณะนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกจำนวนหนึ่งแล้ว และยังมีผู้นำ มือดีจากหลายค่ายเข้ามาร่วมธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัท ไม่ได้ดึงผู้นำจากที่ไหนมาแต่อย่างใด แต่เกิดจากการ ที่อยู่ในธุรกิจเครือข่ายมานานจึงมีพรรคพวกที่เคย ร่วมงานกันให้ความสนใจและไว้ใจเข้าร่วมธรุกิจด้วย อาทิ นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ที่มานั่งแท่นเป็น กรรมการผู้จัดการให้กับบริษัท

พร้อมกันนี้บริษัทได้วางแผนที่จะเปิดตัว บริษัท พร้อมกันถึง 2 สาขา คือสำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ที่อาคารวี ชั้น 6 ถนนรัชดาภิเษก และ สาขาหาดใหญ่ โดยภายในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 6 สาขา ปี 2557 อีก 20 สาขา และวางเป้ายอดขายของปีนี้ ไว้ที่ 150 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นยอดขายที่เริ่มตั้งแต่ เดือนเมษายนไปจนถึงสิ้นปีนี้

สำหรับสาเหตุหลักที่มาจัดตั้งบริษัทขายตรง ขึ้นเอง คือ 1.การที่เคยเป็นผู้นำมาก่อนและมี ประสบการณ์ในธุรกิจเครือข่าย โดยเฉพาะการ บริหารจัดการบุคคล ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะ ที่ธุรกิจเครือข่ายต้องการ 2.เนื่องจากสินค้าที่มี คุณภาพ ดังนั้นจึงต้องการที่จะนำสินค้าที่ดีกระจาย สู่ผู้บริโภค และ 3.แรงบันดาลใจที่ต้องการทำธุรกิจ ให้เป็นธุรกิจที่มีคุณธรรมและจริยธรรมสูงสุด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้อยู่ในบทบาท ของผู้นำ ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างและ พัฒนาองค์กรขึ้นมา แต่เมื่อองค์กรขยายและ เติบโตมากขึ้นได้ประสบปัญหาและปัจจัยหลาย อย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น นโยบายของ บริษัท ข้อจำกัดต่างๆ ที่บริษัทไม่สามารถสนับสนุน คนในองค์กรได้ ทำให้คนในองค์กรท้อใจ และหัน ไปหาทางเลือกอื่น ดังนั้น จึงได้ตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา สำหรับคนที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว และ ความสำเร็จที่ยั่งยืน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงน้องใหม่ : สเตม เทค ปูพรมตลาดไทย วาดฝัน 1 ปี ติดท็อปทรี เอเชีย


น้องใหม่ สเตม เทค รุกทำตลาดไทย หลังมองตลาด สดใส พาเหรดยื่นจดสินค้า อย. 7 รายการรวด ผ่านแล้ว 1 มั่นใจตลาดไทยให้การตอบรับดีไม่แพ้มาเลเซีย เกาหลีใต้ เดินหน้าลุยตลาดเต็มสูบ บ่ยั่นไทยเป็นตลาดปราบเซียน หลัง 7 ปี ขยายแล้ว 23 ประเทศทั่วโลก และไม่เคย มีประวัติปิดตลาด ปลายปีเล็งขยายเพิ่ม 2 ประเทศ ส่วนปีหน้ารุกเข้าแดนปลาดิบ

เรย์ ซี คาร์เตอร์ จูเนียร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน กรรมการและผู้บริหารสูงสุด สเตม เทค อิงค์ (ผู้ดำเนิน ธุรกิจขายตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกา) กล่าวว่า หลัง บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงมาเป็นเวลา 7 ปี หรือตั้งแต่ ปี 2005 บริษัทได้ขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 23 ประเทศ โดย ประเทศไทยถือเป็นประเทศล่าสุด คือลำดับที่ 23 ที่บริษัทได้เข้ามาวางระบบภายใน ตั้งแต่ปี 2010

สำหรับตลาดเอเชีย ไทยถือเป็นประเทศที่ 5 ที่บริษัทได้ขยายตลาด หลังจากบริษัทได้ขยายตลาดไปยังมาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และ เกาหลีใต้ ขณะที่ภาพรวม สเตม เทค ทั่วโลก เติบโต ขึ้น 2 เท่า ส่วนประเทศที่เติบโตมากที่สุด คือ ประเทศเม็กซิโก เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และกานา ซึ่ง ภายในปีนี้บริษัทจะขยายเครือข่ายไปยังประเทศ อินเดีย และอินโดนีเซีย ส่วนปี 2013 มีแผน จะขยายตลาดไปยังประเทศญี่ปุ่น

ในส่วนของตลาดไทย บริษัทนำเข้าสินค้า ทั้งสิ้น 7 รายการ ในกลุ่มเสริมอาหาร และกลุ่ม สกินแคร์ ซึ่งปัจจุบันผ่านการอนุญาตจากสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 1 รายการ คือ เอเอฟเอ เอ็กซ์แทร็ก และอีก 6 รายการ อยู่ ระหว่างการขออนุญาตจาก อย. และหากเป็นไป ได้ บริษัทต้องการให้สินค้า สเต็ม โฟล เสริมอาหาร ต้อต้านอนุมูลอิสระ และเดอร์มาร์สเต็ม ซีรั่มดูแล ผิวพรรณ ผ่านการอนุญาตจาก อย. ก่อนสินค้า ตัวอื่น เนื่องจากสินค้าทั้ง 2 รายการ มีจุดเด่นและ เป็นสินค้าที่ขายดีในหลายๆ ประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทวางแผนให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการต่อต้านความเสื่อมชรา เนื่องจาก บริษัทมีสินค้าที่เป็นจุดเด่นด้านสเตมเซลล์ ที่ได้รับ การวิจัยและพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็น ลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท นอกจากนี้ยังวางเป้า- หมายให้ สเตม เทค มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยบริษัท วางแผนยุทธศาสตร์หลักในการทำตลาดด้วยสินค้า เอเอฟเอ เอ็กซ์แทร็ก ซึ่งเป็นสินค้านำ และ มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน ยอดขาย 70%

เป้าหมายการติดอันดับ 1 ใน 3 ของ เอเชียนั้น คิดว่าทำได้ เพราะปัจจุบันผู้นำคนไทย ที่ทำตลาดขายตรงเก่งๆ ในอเมริกาก็มีหลายคน และบวกกับอัตราการเติบโตของประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด จะสามารถผลักดันให้ เราติดอันดับ 1 ใน 3 ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี การที่บริษัทเข้ามาเปิดตลาดใน ประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี และหลายคนมองว่า แต่ละปีมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดตลาดไทยเป็น จำนวนมาก และไทยถือเป็นตลาดปราบเซียน เรื่องนี้ บริษัทมองว่า เป็นเรื่องจริงในปัจจุบัน แต่จากการ ขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก 23 ประเทศ ในระยะเวลา 7 ปี นั้น บริษัทยังไม่เคยมีประวัติ ปิดตลาดในประเทศใดเลย และคาดว่าการเข้ามา ทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ บริษัทจะบุกตลาด อย่างจริงจัง โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าเป็นสมาชิก ของสมาคมการขายตรงไทย หลังจากปัจจุบัน บริษัทได้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก แล้ว

อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมแผนการ สนับสนุนตลาดไทยอย่างเต็มพิกัด ด้วยการจัด เทรนนิ่ง การจัดระบบออนไลน์ด้านการทำธุรกิจ ให้กับสมาชิก รวมถึงการดึงผู้นำที่ประสบความ สำเร็จมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในประเทศไทย ขณะที่แผนการจ่ายผลตอบแทนนั้นบริษัทใช้ แผนไฮบริด ยูนิเลเวล ซึ่ง 1 คน สามารถลงได้ 1 รหัส และจ่ายสูงสุดถึง 6 ชั้น ในปัจจุบัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 209 วันที่ 16-31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แนะนำธุรกิจหน้าจับตา ขายตรงใหม่ล่าสุด จี พินนาเคิ้ล (G Pinnacle) ตั้งเป้า 3 ปี โกย "พันล้าน"








ความเป็นมา


ความเป็นมาก่อนจะมาเป็น G Pinnacle เริ่มจากการเป็นโรงงานผู้ผลิตปุ๋ยและได้คิดค้นสูตรต่างๆ เพื่อให้ได้พืชผลผลิตทางการเกษตรอย่างสมบูรณ์ที่สุด และมีการนำนวัตกรรมเอนไซม์คุณภาพสูงที่หมักนานกว่า 30 ปี มาผสมผสานกับผลิตภัณฑ์ โดยทางบริษัทได้จัดจำหน่ายด้วยรูปแบบการตลาด single แต่แล้วได้หันมาปรับกลยุทธ์เป็นธุรกิจเครือข่ายเพื่อสามารถกระจายสินค้าได้หลากหลายช่องทางและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดบริษัท G Pinnacle ขึ้นมา และไม่หยุดยั้งในการพัฒนาสินค้ายังมองไปถึงสินค้าด้านความงามและสุขภาพซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงซึ่งได้แก่สินค้า โปรไบโอเฮิร์บ และ เอนแชนเทรส เมจิก เซรั่ม










โปรไบโอเฮิร์บ เครื่องดื่มสมุนไพรสกัดเข้มข้นด้วยนวัตกรรมนาโนชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์จุลินทรีย์เพื่อสุขภาพผสานสมุนไพรธรรมชาตินานาชนิดสูตรเฉพาะเพื่อบำรุงสุภาพสตรีจากภายใน อุดมด้วยสรรพคุณของสมุนไพรไทยเช่นว่านชักมดลูกและพญาช้างเผือก ผลงานการวิจัยโดย ดร.เพิ่มพงษ์ ศรีประเสริฐศักดิ์ นักวิจัยเชี่ยวชาญระดับ 9 ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย โอกายามา ประเทศญี่ปุ่น รสชาติอร่อย ดื่มง่าย เพียงวันละ 25 ซีซี










เอนแชนท์เทรส เมจิก เซรั่ม (Enchantress Magic Serum) เซรั่มบำรุงผิวด้วยนวัตกรรม Growth Factor (โกร์ธ แฟคเตอร์) ตัวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและการเจริญเติบโตของเส้นเลือดสามารถสร้างเซลล์ผิวใหม่ ลบเลือนจุดด่างดำ ให้ความชุ่มชื้นกับผิว มั่นใจได้กับคุณภาพบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จากประเทศไต้หวัน ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ISO 9001 และ ISO 14001 ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและคุณภาพการส่งออกกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งบริษัท จี พินนาเคิ้ล จำกัด เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ เอนแชนท์เทรส เมจิก เซรั่ม เจ้าเดียวในประเทศไทย


เป้าหมาย


เราคาดหวังว่าเราจะเป็น 1 ในธุรกิจเกษตรและสุขภาพโดยเป้าหมายระยะสั้นของเราคือภายในปีนี้ บริษัทเราตั้งเป้าไว้ที่ 30 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายระยะยาวของเราคือภายใน 3 ปี นี้จะเป็นเจ้าตลาดโดยกำหนดเป้าไว้ที่ 1,000 ล้านบาท









จุดเด่น


G Pinnacle ทางเราได้ผลิตและคิดค้นสูตรโดยมีโรงงานผลิตเป็นของตนเองจึงช่วยให้ทางเราสามารถประหยัดต้นทุนไปได้อย่างมากซึ่งต่างกับคู่แข่ง ที่ต้องใช้ supplier เป็นผู้ผลิตซึ่งทำให้ในส่วน ของต้นทุนการผลิตของเราได้เปรียบกว่าคู่แข่งเป็นอย่างมากและเป็นเจ้าเดียวในปัจจุบันที่ใช้สูตรปุ๋ยอินทรีย์โดยใช้นวัตกรรมเอนไซม์โดยไม่มีเจ้าไหนที่ทำได้อย่างเรา และจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของ บริษัท คือทีมบริหารที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆ มาเป็นแรงผลักดันให้แก่องค์กรของเรา ได้แก่ คุณศุภกร รักษ์บุญยวง ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนมามากกว่า 10 ปี และเป็น 1 ในผู้บริหารบริษัทชื่อดังอย่างโค้กมาแล้ว ในส่วนคนที่ 2 คือ คุณจันทิมา เลิศเรืองคุณ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านบริหารในธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ชั้นนำมาแล้วอย่างมืออาชีพ และบุคคลที่ 3 คือ คุณธรณภัสสร์ ธนารุณ กรรมการผู้จัดการ ผู้มีประสบการณ์คว่ำหวอดในวงการธุรกิจเครือข่ายมาร่วม 20 ปี ซึ่งจะเป็นหัวหอกในการบุกตลาดของ G Pinnacle


เรามั่นใจในแผนการตลาด G Model ที่ไม่เป็นรองใครด้วยเปอร์เซ็นต์การจ่ายที่มากกว่าและทำได้จริง เห็นผลได้อย่างชัดเจน และเรายังมีระบบการอบรมที่เรียกว่า GPS หรือ G Pinnacle to Success เตรียมความพร้อมให้กับนักธุรกิจเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 5 องค์ประกอบนี้เราเรียกว่า Great 5 เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่ยั่งยืนของ G Pinnacle


Concept the Great 5


1) Great Capital - เพราะเราเชื่อมั่นในการลงทุนและการเป็นเจ้าของโรงงานผู้ผลิต


2) Great Management - เพราะเราเชื่อมั่นในส่วนผสมที่ลงตัวของทีมบริหาร


3) Great Business Model - เพราะเราเชื่อมั่นในแผนธุรกิจที่จ่ายมากกว่า


4) Great Product Line - เพราะเราเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมคุณภาพสูง


5) Great Professional - เพราะเราเชื่อมั่นในศักยภาพของนักธุรกิจ จี พินนาเคิ้ล


การเปิดตลาดสู่ต่างประเทศ


G Pinnacle ได้เปิดตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านเราแล้วได้แก่ลาวและเขมรซึ่งมีทีม dealer ของบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งในปี 2558 จะมีการเปิดตลาด AEC (Asean Economics Community)ทางบริษัทเล็งเห็นในส่วนนี้และมองว่าจะสามารถขยายฐานการตลาดเข้าสู่สมาคมอาเซียนได้ทั้งหมดในอนาคตอย่างแน่นอน โดยเริ่มจากพื้นฐานที่เรามีอยู่แล้วได้แก่ประเทศลาวและเขมรซึ่งมีสินค้าเราจัดจำหน่ายอยู่


เครื่องมือสนับสนุนการตลาด


ทุกอย่างทาง G pinnacle ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ส่งเสริมการขายต่างๆ เช่น ไวนิล โบร์ชัวร์ และในสื่อต่างๆ ทั้งด้าน online และ offline ไม่ว่าจะลงโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และการออกบู๊ธต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์และตอกย้ำ branding ของ G Pinnacle สู่ผู้บริโภคทุกคนและเป็นการช่วยต่อยอดในการสนับสนุนทีมงานให้สามารถนำเสนอสินค้าต่อผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วน Packaging ได้มีการออกแบบมาอย่างเรียบหรูสะดุดตาเป็นเอกลักษณ์ทำให้ง่ายแก่การจดจำ และด้วยคุณภาพคับแก้วของผลิตภัณฑ์สามารถช่วยให้ทำการตลาดแบบ Word of Mouth Marketing ไปในตัวด้วย


ฝากคำคมทิ้งท้าย


"ไม่มีชัยชนะใดได้มาโดยไม่ต้องสู้ไม่มีความสำเร็จใดได้มาโดยไม่ต้องลงแรง"