ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิพยประกันภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิพยประกันภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM Thailand) : "วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล" โปรยยาหอมขายตรงเปิดทางประกันภัยแข่งบริการตราสัญลักษณ์


วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ โปรยยาหอมขายตรงไม่ใช่ธุรกิจเพ่งเล็งฐานเอาเปรียบผู้บริโภค โครงการติดตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่อแววสดใส บริษัทประกันหลายแบรนด์สนใจร่วมเสนอเงื่อนไข เข้าร่วมโครงการ เยียวยาผู้บริโภค เพื่อเป็นทางเลือก สำหรับผู้ประกอบการ หลัง บมจ. เมืองไทยประกันภัย ยกมือเอาด้วย เกทับ ทิพยประกันภัย ออกเบี้ยประกัน 0.04-0.15% จากยอดขาย รายปี พร้อมเดินสายเรียกลูกค้า

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าด้านการรณรงค์ ให้มีการติดตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคว่า ที่ผ่านมาปัญหาหลักของโครงการดังกล่าว คือ ระบบประกันภัยที่จะเข้ามาเยียวยาคุ้มครอง ผู้บริโภคร่วมกับทางภาครัฐ

ยังไม่มีความชัดเจนในด้านของ หลักเกณฑ์ การวางระบบประกัน และ เดิม สคบ.ประสานความร่วมมือไปกับทาง บมจ.ทิพยประกันภัย เพียงบริษัท เดียว เนื่องจากเป็นบริษัทที่รัฐเป็น ผู้ถือหุ้น ทำให้ง่ายต่อการดำเนินงาน แต่เมื่อผู้ประกอบการในหลายธุรกิจมีความเห็นว่าน่าจะมีทางเลือกเกี่ยวกับ ระบบประกันภัยให้พวกเขามากกว่านี้ เพื่อความยุติธรรมของทั้งตัวบริษัทเอง และต่อผู้บริโภค ขณะนี้ทาง สคบ.จึงได้ตอบรับความต้องการดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจที่จะขอรับตราสัญลักษณ์ โดยได้มีการติดต่อประสานไปยังบริษัท ประกันภัยต่างๆ ให้รับทราบถึงโครงการ นี้ วรวัจน์ กล่าว

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ขณะนี้มีบริษัทเมืองไทยประกันภัย ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับรัฐบาล โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ไป บ้างแล้ว และจะให้ผู้ประกอบธุรกิจของบริษัทต่างๆ ให้มีการประชุมหารือถึงแนวทาง ความร่วมมือกับบริษัทเมืองไทยฯ กันต่อไป และเหนืออื่นใด เท่าที่ทราบก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่จะเข้ามาร่วมกับ สคบ.เพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งตนเชื่อว่าการที่บริษัทประกันต่างๆ หันมาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการเอง สามารถที่จะเลือกระบบ ประกันภัยที่เข้ากับบริษัทของตนได้

ระบบการประกันจริงๆ มีอยู่หลายลักษณะ เช่น ระบบวางเงินค้ำประกัน หรือ ระบบที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งตรงนี้บริษัทประกันแต่ละบริษัทอาจมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน อาจมีการแข่งขันในเรื่องข้อเสนอต่างๆ และที่สำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้รับรู้กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริโภคที่ได้รับความเสีย บางรายก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เนื่องจากไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไร และ มีใครสามารถเยียวยา ช่วยเหลือได้บ้าง หรือ บางครั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในวงเงิน 1-2 หมื่นบาท ผู้บริโภคก็ไม่อยากเรียกร้องให้ เสียเวลา จึงทำให้ผู้ประกอบการบางรายเข้าใจว่า ตนเองไม่เคยละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทั้งที่จริงๆ มี ซึ่งต่อไปตนจะวางมาตรการว่า แม้จะเสียหายเพียงหลักร้อย หลักพันก็ต้อง เยียวยา อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคกลายเป็นเหยื่อ

ประการสำคัญที่ผ่านมาไม่ว่าบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่พอมีปัญหาอย่างนี้มักจะดึงเรื่องต่างๆ ขึ้นมาพูด เช่น บอกให้ผู้บริโภคไปฟ้องเอาเอง ส่วนใหญ่ต้องมีเรื่องก่อนถึงจะยอม ส่วนที่จะยอมเยียวยาก่อนเลยนั้นไม่มี ต้องให้ทาง สคบ. ออกมาตรการลงโทษ ทางกฎหมายจัดฟ้อง ซึ่งธุรกิจที่มีปัญหามากที่สุด คือ ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ ธุรกิจซ่อมบ้าน ส่วนธุรกิจอื่นๆ เช่น ประกัน ขาย ตรงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในกรณีเกิดปัญหาขึ้น นายวรวัจน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันว่าเรื่องกา ร ติดตราสัญลักษณ์นี้เป็นเรื่องใหม่ เราจึงจำเป็นต้องปรึกษากันในระดับของสมาคมก่อน ให้แต่ละสมาคมได้มีการปรึกษากันภายในระหว่างสมาชิก ซึ่งจะทำให้เกิดความ สะดวกในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น มีลักษณะการจัดการอย่างเป็นระบบ มากกว่า ก่อนที่จะเผยแพร่ส่งเสริมความร่วมมือไปสู่บริษัทต่างๆ ที่อาจอยู่นอกเหนือ สมาคม ซึ่งตนเชื่อว่า แต่ละบริษัทผู้ประกอบ การจะมีความเข้าใจตรงกันในที่สุด ไม่มีข้อกังขาว่ารัฐบาลไม่ให้ความสนใจท่าน หรือเลือกที่รักมักที่ชัง

ซึ่งในเรื่องนี้ ล่าสุดทาง สคบ.ได้ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นพันธมิตรในการเป็นหนึ่งในบริษัทประกัน ร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทขายตรงเลือกใช้บริการในการทำประกัน เพื่อตอบสนองกฎเกณฑ์ของโครงการ ในการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.

ทางด้าน นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำตลาดประกันภัยความรับผิดต่อสินค้ามา 4-5 ปี โดยรวมอยู่ในกลุ่มการประกันภัย พิเศษ (Special Product) ทั้งการประกันภัยความรับผิดของกรรมการและพนักงาน (D&O), การประกันภัยสินเชื่อทางการค้า หรือเทรดเครดิต และการประกันภัยก่อการร้าย ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับ ความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น ตลาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความได้เปรียบของเรา คือ เราทำ ตลาดมานาน มีทีมงานเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่ง เราส่งไปเรียนจากรีอินชัวเรอส์ ทั้งในและต่างประเทศ สามารถที่จะให้คำแนะนำลูกค้า ได้อย่างดี โดยเฉพาะประกันภัยความรับผิด ต่อสินค้า เรามีลูกค้าประมาณ 40 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจส่งออก อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ไม่สูงไม่ถึง 30% โดยมีเบี้ยประมาณ 100 ล้านบาท จากเบี้ยในส่วน ของการประกันภัยพิเศษที่ครึ่งปีแรกเราทำได้แล้ว 600 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ 70-80% เป็นเบี้ยจากประกันภัยก่อการร้าย

สำหรับความร่วมมือกับสคบ.ในครั้ง นี้ บริษัทคิดอัตราเบี้ย 0.04-0.15% ของยอดขายในแต่ละปีของสินค้านั้น โดยจะชดเชย ค่าสินไหมให้กับผู้บริโภคกรณีได้รับความบาดเจ็บ หรือเสียหายต่อร่างกายเนื่องจาก การใช้สินค้า หรือบริการรวมไปถึงค่าปลอบขัวญตามเงื่อนไขกรมธรรม์

เดิมมีเสียงร้องมาว่าเบี้ยแพงไป ทำให้เพิ่มต้นทุนเจ้าของสินค้า เราจึงหารือกับรีอินชัวเรอส์ได้อัตราเบี้ยนี้ออกมา ซึ่ง 0.04-0.15% ของยอดขายถือว่าไม่มากเมื่อ เทียบกับความคุ้มครองที่ได้ โดยเงื่อนไขความคุ้มครอง และอัตราเบี้ยประกันของ ผู้ประกอบการแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ขึ้น กับความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะได้พิจารณาดูว่าแต่ละธุรกิจมีความเสี่ยงแค่ไหน คงไม่ได้รับทั้งหมด โดยเมืองไทยฯ ก็จะเข้า ไปร่วมให้คำแนะนำลูกค้าในวันเปิดรับสมัคร ผู้สนใจร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. และ จากนั้นมีแผนจะเข้าไปอบรมให้ความรู้กับ ผู้ประกอบการที่สนใจด้วย

ก่อนหน้านี้ ทางด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยื่นความจำนงเข้ารับประกัน แต่ ติดขัดตรงที่อัตราเบี้ยประกันแข็งเกินไป โดยกำหนด 26 สินค้าเป็นอัตราเดียวกันหมด และเอารายได้มาเป็นเกณฑ์ ซึ่งบริษัทขายตรงเขาไม่รับ ทำให้บริษัทขายตรงบางแห่ง เลือกที่จะบริหารความเสี่ยงเอง ปัจจุบันจึงมีทางเลือกออกมา 3 แนวทางคือ 1.ทำให้ ธนาคารการันตีก็ได้ 2.ตั้งเป็นกองทุนก็ได้ 3.ทำประกันภัยก็ได้ ยกตัวอย่าง บริษัท A เคยถูกร้องเรียนอย่างไร มีการชดเชยให้กับ ผู้บริโภค 3 แสนบาท ก็ให้ตั้งตรงนี้เป็นเกณฑ์ เบี้ยประกันขึ้นมา เดิมทิพยประกันภัยไปกำหนดเอา 0.1% ของรายได้เงื่อนไขนี้แข็งไป ก็เลยต้องเปลี่ยนใหม่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1334 ประจำวันที่ 12-9-2012 ถึง14-9-2012

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว สคบ. ยกระดับธุรกิจขายตรง ผุดตราสัญลักษณ์อุ้มผู้บริโภค


สคบ. จับมือ ทิพยประกันภัย นำร่องมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภค 4 ธุรกิจ ประเดิมธุรกิจ MLM หวังยกระดับธุรกิจสร้างความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภค เตรียมพร้อมสู่เวทีการแข่งขันในระดับอาเซียน ล่าสุดร่างแก้ไข ข้อกฎหมายการต่อใบอนุญาต บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจต้องต่ออายุปีต่อปี

นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับทิพยประกันภัยในการมอบตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้กับธุรกิจนำร่อง 4 ธุรกิจ ประกอบด้วยธุรกิจบริการ อู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง โดยจะ เริ่มใช้กับธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจแรก เนื่องจากต้องการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าของ MLM โดยนำระบบประกันภัยมาสนับสนุนการเยียวยา ให้แก่ผู้บริโภค ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียจากสินค้า และบริการ โดยไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการพิจารณารวม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สคบ. และผู้บริโภคจะต้องเป็นคนร้องเรียนเอง แต่ต่อไป บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการมอบตราสัญลักษณ์ดังกล่าวบริษัทที่จะยื่นเรื่องขอรับตรา- สัญลักษณ์จะต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่ สคบ. กำหนดไว้ โดย สคบ. และ ทิพยประกันภัย ได้จัดคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอยื่น หากผ่านเป็นที่เรียบร้อยผู้ขอรับตราสัญลักษณ์จะได้รับมอบตราสัญลักษณ์ภายใน 15 วัน ซึ่ง สคบ. มีความมั่นใจว่าภายในปลายเดือนนี้จะมีบริษัท MLM ให้ความ สนใจและขอยื่นรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวแน่นอน โดยตราสัญลักษณ์นี้ยังอยู่ในแนวนโยบายว่าจะติดที่ตัวสินค้า หรือสถานที่ประกอบธุรกิจ หรือติดทั้ง 2 แห่ง ซึ่งต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง และจะต้องมีการต่ออายุตราสัญลักษณ์ทุก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตราสัญลักษณ์นี้ จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการ คุ้มครองผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีและแสดงถึงความรับผิดชอบของบริษัท MLM แต่ การขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะเป็นภาคสมัครใจ ไม่ได้เป็นภาคบังคับ โดยจะมี เงื่อนไขหลัก 23 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อกำหนดที่ระบุไว้ในการยื่นขอใบอนุญาต ดาํ เนินธุรกจิ อยแู่ ลว้ ยกเวน้ ประเดน็ ใหมใ่ นเรือ่ งของการประกนั ความเสียหายทีเ่ กิด จากการใช้สินค้า และมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภค ส่วน เหตุผลที่ สคบ. เลือกที่จะร่วมมือกับทิพยประกันภัยนั้น เนื่องจากว่าเป็นบริษัท ประกันที่รัฐถือหุ้นอยู่ และหากในอนาคตมีบริษัทประกันภัยอื่นๆ ต้องการที่จะเข้า มาร่วมในโครงการนี้ สคบ. ก็เปิดกว้างในการให้บริษัทประกันภัยอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

พร้อมกันนี้ สคบ. คาดหวังว่าการมอบตราสัญลักษณ์นี้ให้แก่ผู้ประกอบ การนั้น จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะผลักดันให้ธุรกิจ MLM ของไทยเข้าไปสู่การ แข่งขันระดับอาเซียน ซึ่ง สคบ. ได้วางแผนไว้ในอนาคตจะเข้าไปทำการเจรจาแลก เปลี่ยนข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองที่ทำในนามของรัฐต่อรัฐ จากปัจจุบันการเข้าไป ทำธุรกิจ MLM ในต่างประเทศนั้น เข้าไปในนามของบริษัทเอกชน อีกทั้งยังเป็นการ ป้องกันการถูกหลอกในการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้บริษัทที่จะเข้าไป ทำธุรกิจในต่างประเทศได้ต้องได้รับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคเสียก่อน

นพปฎล กล่าวต่อไปว่า นอกจากตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นเครื่องหมาย ที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยในการคัดกรองผู้ที่แอบ- แฝงเข้ามาในธุรกิจนี้และคาดว่าจะช่วยเปลี่ยนธุรกิจจากสีเทาให้เป็นสีขาว เมื่อ เข้าไปในตลาดรับอาเซียนด้วย

นอกจากนี้ สคบ. ยังได้เตรียมในเรื่องกฎหมายในการต่อใบอนุญาต การประกอบธุรกิจขายตรง ซึ่งต่อไปนี้จะกำหนดให้บริษัทที่เปิดใหม่ต้อง ต่อใบอนุญาตเป็นปีต่อปี หากครบกำหนดแล้ว บริษัทเหล่านั้นยังไม่ต่อก็จะ ทำการเพิกถอนสิทธิ์ และหากเมื่อ สคบ. ได้พิจารณาแล้วว่า บริษัทเริ่มที่จะมี ความมั่นคงอาจจะเพิ่มระยะเวลาในการต่ออายุ หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่และมี ความมั่นคงทางธุรกิจสูงอาจจะให้ทำครั้งเดียวตลอดชีพ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ของการปรับปรุงร่างกฎหมายเดิมที่เคยทำไว้แล้ว นพปฎล กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "สคบ." จับมือ "ทิพยประกันภัย" เอาใจ 3 ส. ลดเบี้ยประกันติดตรามาตรฐาน


สคบ. ดึง 3 สมาคม วงการขายตรง ให้ความรู้ติดตราสัญลักษณ์มาตรฐาน เฟ้นหาบริษัทน้ำดีนำร่องประทับตรา ด้าน ทิพยประกันภัย ถูกดันให้เป็นบริษัทรับประกันสินค้า และนักธุรกิจอิสระ ส่วนเรื่องเบี้ยประกันยัง ไม่ชัดขอเวลาปรึกษา แย้มบริษัทในสังกัด 3 สมาคมมีสิทธิ์ได้เฮ เบี้ยประกันลดให้ในราคาพิเศษ เหตุผลเป็นบริษัทดี

นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค เปิดเผยว่า แต่ละปี สคบ.รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนผู้บริโภคหลายพันราย ในความเสียหายต่อทรัพย์สิน เงินทอง และการเสียชีวิตจาก การใช้สินค้าและบริการต่างๆ จนทำให้ กระบวนการแก้ปัญหา หรือเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค ต้องใช้ระยะเวลานานเกือบปีหรือบางรายก็หลายปี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ สคบ. จัดทำตราสัญลักษณ์ สคบ. หรือ CONSUMER PROTECTION GUA-RANTEE ขึ้น เพื่อลดกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยากในการพิจารณา โครงการ นี้จึงถือเป็นมิติใหม่ของหน่วยงาน สคบ. ที่จะริเริ่มการทำงานเชิงรุกสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ทาง สคบ.เองเริ่มต้นรณรงค์การ ขอรับตราสัญลักษณ์โดยตัดสินใจเลือก ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจแรก เนื่องจาก ที่ผ่านมามักมีผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงเป็นจำนวน มาก เราจึงต้องมีระบบการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือทั้งระบบการตรวจสอบบริษัท การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบระบบค้ำประกัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ประกอบการจะมีระบบชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ในส่วนของหลักเกณฑ์การขอรับ ตราสัญลักษณ์ นายนพปฎล กล่าวว่า ในเบื้องต้น สคบ.จะตรวจสอบประวัติของผู้สมัคร โดยสถานประกอบการนั้นๆ จะต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนดทั้งหมด เช่น บริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีคดีฟ้องร้องติดค้างและต้องผ่านการตรวจรับรองฉลากโฆษณา ถูกต้อง รวมถึงตรวจสัญญาต่างๆ ก่อนจะแจกตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค โดยตรา สัญลักษณ์ดังกล่าว รัฐบาลต้องการให้ติดทั้ง ที่สถานประกอบการ และบนฉลากสินค้าทั้งหมดของบริษัท ดังนั้น จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องนำหลักฐานรับรองคุณภาพ มาตรฐานต่างๆ ของสินค้าแต่ละตัวเข้ามาแสดงด้วย ซึ่งการออกตราสัญลักษณ์ ดังกล่าว ทางสคบ.คาดว่าในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ น่าจะเห็นผลโดยชัดเจน โดยผู้ที่ได้รับตราสัญลักษณ์สินค้าต้องมาต่ออายุ ทุก 2 ปีและเจ้าหน้าที่จะลงตรวจสินค้าทุก 6 เดือน

อย่างไรก็ดี เงื่อนไขที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง สำหรับการขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภค ก็คือ แต่ละบริษัทจะต้องมีการขอ รับประกันจากบริษัทประกันภัยก่อน เพื่อให้ บริษัทประกันเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภค หรือนักธุรกิจอิสระ เวลาที่เขาซื้อสินค้าไปแล้วเกิด ความเสียหาย แทนที่สคบ.หรือผู้บริโภคจะเข้าไปฟ้องร้องเอง ซึ่งอาจทำให้ใช้ระยะเวลา นานกว่าที่ผู้บริโภคจะได้รับการเยียวยา บริษัท ประกันภัยก็จะเข้ามารับผิดชอบตรงจุดนี้ ส่วนวงเงินของการทำประกัน จะดูประวัติเป็นรายบริษัทไปว่า บริษัทนี้มีเรื่องร้องเรียน มากน้อยแค่ไหน โดยปัจจุบันบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการกับสคบ.ยังคงมีเพียงบริษัท ทิพยประกันภัย เพียงบริษัทเดียว เนื่องจากทิพยประกันภัยเป็นบริษัทที่ภาครัฐถือหุ้นอยู่ ทั้งนี้ทางสคบ.ก็ไม่ได้จำกัดว่า บริษัทประกันภัย ต้องเป็นทิพยฯ เท่านั้น จะ เป็นบริษัทอื่นๆ ก็ได้ เพียงแต่ ณ วันนี้ เมื่อเป็นการเริ่มต้นเราก็ต้องร่วมงานกับบริษัทประกันภัยที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ นายนพปฎล ยังได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า การขอรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นภาคบังคับ ยังคงเป็นเพียงภาคสมัครใจ เพราะหากบริษัทไหนมีตราก็ถือว่าบริษัทนั้น ได้มีการพัฒนา มีระบบการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคมากกว่า ส่วนประเด็นสอบถามที่ว่าบริษัทขาย ตรงที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ต้องอยู่ในสังกัด สมาคมขายตรงต่างๆ หรือไม่ นายนพปฎล กล่าวว่า จริงๆ แล้วเดิมที สคบ.ก็อยากจะ ให้อยู่ในสมาคม เพราะจะได้มีการกำกับดูแล อย่างทั่วถึง แต่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแสดงเหตุผลที่น่าสนใจว่า คนที่เขาไม่สังกัดสมาคมเขาก็ทำถูกต้อง แล้ว มีระบบประกันภัยที่ดี เขาก็ควรมีสิทธิขอ รับตราสัญลักษณ์ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่า บริษัทขายตรงทุกๆ บริษัทหากมีองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ที่เรากำหนด ก็สามารถขอรับตราสัญลักษณ์ได้

ด้าน นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทิพยประกันภัย (จำกัด) มหาชน กล่าวถึง หลักเกณฑ์สำหรับการพิจารณาออกเบี้ยประกันภัยให้กับบริษัท ที่จะขอรับตราสัญลักษณ์สคบ. ว่า ในเบื้องต้นบริษัทจะคิดเบี้ยประกันตามกลุ่มลักษณะความเสี่ยงเดียวกัน คือ ผู้ประกอบธุรกิจเดียวกัน เราก็จะออกเบี้ยประกันในพื้นฐานเดียวกันก่อน

ต่อมาคณะกรรมการของสคบ.และเจ้าหน้าที่ของบริษัททิพยฯ ก็จะเข้าไปดำเนิน การตรวจสอบประวัติของแต่ละบริษัท ซึ่งการคิดเบี้ยประกันภัยหลังจากนี้จะเริ่มคิดแยกตามประวัติความเสี่ยงหรือความผิดต่างๆ ที่เคยมีของแต่ละบริษัท โดยแยกเป็น ความผิดเกี่ยวกับสินค้า และความผิดขององค์กร ดังนั้นแม้ว่าแต่ละองค์กรจะมีการขายผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน ก็อาจมีเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของความเสี่ยงดังที่กล่าวมา

อย่างไรก็ดี นายสมพร ก็ได้กล่าวต่อ ว่า หากหน่วยงานหรือบริษัทขายตรงที่เข้ามาขอรับประกันภัยนั้นสังกัดสมาคมขายตรง ต่างๆ อัตราเบี้ยประกันก็อาจมีสัดส่วนที่ลดลง เนื่องจากทิพยฯเชื่อว่าหน่วยงานที่มีการสังกัดสมาคมการขายตรงต่างๆ นั้นถือเป็นผู้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่ถูกต้อง อยู่แล้ว ฉะนั้นความเสี่ยงจึงลดลง บริษัทเหล่านี้ก็จะมีส่วนลดในเรื่องของเบี้ยประกันภัย

ทั้งนี้รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราเบี้ยประกันภัยในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจาก บริษัททิพยฯ และ สคบ.ต้องการปรึกษากับ ทางสมาคม หรือชมรมขายตรงต่างๆ ก่อน เพื่อระดมความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้ เพราะ ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการโดยตรงและรู้ดี ว่าปัญหาหรือข้อจำกัดของบริษัทต่างๆ นั้นคืออะไร จะทำให้เราได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ และยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย บริษัททิพยฯ จึง อาจใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ในการพบ ปะกับผู้ประกอบการขายตรง เพื่อร่วมปรึกษา สำหรับวางข้อกำหนดในการจัดทำเบี้ยประกัน ภัยต่อไป นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัททิพยฯ กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1318 ประจำวันที่ 18-7-2012 ถึง20-7-2012

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"รมต.วรวัจน์" สั่งสคบ. บีบคอ "บริษัท ขายตรง" ทำประกัน0.5% เอกชนโวยเพิ่มภาระเกินไป


ผู้ประกอบการขายตรงเครียดขึ้นสมองหลังถูก วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯมีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ บริษัทขายตรง ซื้อประกันสินค้ากับ ทิพยประกันภัย คิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีเพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวล่อ พญ.นลินีไพบูลย์ เจ้าแม่ขายตรงค่ายกิฟฟารีนลั่นกลางที่ประชุมบริษัทขายตรงทุกค่ายมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้วหากต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 20 กว่าล้านบาทถือเป็นการแบกภาระซ้ำซ้อนที่หนักอึ้ง ทิพยประกันภัย ลูบปากหวานหมูหากโครงการนี้สำเร็จเชื่อเม็ดเงินสะพัดเป็นพันๆล้านบาทด้าน วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอกย้ำหนักแน่นถือเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง


กลายเป็นข่าวประเด็นร้อน...ขึ้นมาทันที เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นัดประชุมผู้ประกอบการขายตรงแบบ ฉุกเฉิน ตามใบสั่งของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หลัง นิ โรธ เจริญประกอบ เลขาฯ สคบ.พ้นตำแหน่งไปเพียงสัปดาห์เดียว เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปี 2555 เพื่อมอบให้กับบริษัทขายตรงที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่ สคบ.กำหนดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ระบุว่าผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าวจะได้ตราสัญลักษณ์ที่ว่านั้น จะต้องทำประกันภัยกับบริษัท ทิพยประกันภัย โดยคิดเบี้ยประกันในอัตราร้อยละ 0.1 0.5 จากราคาสินค้า เพื่อเป็นการเยียวยาแก่ผู้บริโภค กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียหายจากสินค้าและบริการ


ในการสัมมนาดังกล่าว นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ. ซึ่งเป็นวิทยากร กล่าวว่า ในการกำหนดหลักเกณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกข้อ และในส่วนของการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยนั้น เบื้องต้นเห็นว่า น่าจะคิดในอัตราร้อยละ 0.1 0.5 จากราคาสินค้า


ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ไม่มีการชี้แจงรายละเอียด และเหตุผลในการคำนวณค่าเบี้ยประกันให้ชัดเจน แต่อย่างใด ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่คิดไปว่า อาจคำนวณมาจากยอดขายแต่ละปีของบริษัทขายตรงนั้น ๆ เรื่องนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การรับผิดชอบในส่วนของสินค้า หรือบริการ บริษัทขายตรงต่างก็ได้มีการรับประกันสินค้าไว้อยู่แล้ว เชื่อว่าทุกบริษัทก็มีได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้น หากต้องจ่ายเบี้ยประกันภัย ในส่วนนี้เพิ่มอีกนั้นเห็นว่า จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ บริษัท กิฟฟารีน เองหากจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามราคาสินค้า ก็คงต้องจ่ายปีละประมาณ 20 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ตามเห็นว่า มาตรการของ สคบ.ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หากเก็บเบี้ยประกันจากราคาสินค้า อยากขอแค่ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคอย่างเดียวได้หรือไม่ ! พญ.นลินีกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินออกห้องสัมมนาไป


หลังจากจบงานสัมมนา บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ต่างก็ยืนวิพากษ์วิจารณ์กันหลากหลาย บางรายตั้งข้อสังเกตว่า สคบ.ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา เนื่องจากการเก็บเบี้ยประกัน เพื่อเยียวยาผู้บริโภค น่าจะดูจากจำนวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้สินค้า และบริการของแต่ละบริษัทมาเป็นเกณฑ์คำนวณในการเก็บเบี้ยประกันมากกว่า


ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ความคิดนี้ไม่น่าจะเกิดจาก สคบ.เพียงอย่างเดียว ต้นตอน่าจะมาจากข้อเสนอของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มากกว่า ถึงกับดึงผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท ทิพยประกันภัยฯ มาเป็นตัวชูโรงออกนอกหน้าอย่างนี้ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ทางตรงก็ทางอ้อมหรือไม่อย่างไร จึงมาใช้มาตรการยี้เพื่อบีบให้บริษัทขายตรงต้องเป็นผู้แบกภาระในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายขายตรงก็ระบุไว้ชัดเจนว่า สมาชิกไม่พอใจสินค้าสามารถนำมาคืนบริษัทได้ภายใน 7 วัน ซึ่งแต่ละบริษัทก็ดำเนินการตามอยู่แล้ว หากภาครัฐจะบังคับยี้ให้ผู้ประกอบการทำประกันแบบมัดมือชก โดยเอาตราสัญลักษณ์มาเป็นข้ออ้างอย่างนี้ เชื่อว่าจะมีบริษัทเดือดร้อนจำนวนมาก และน่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนปีละไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท จากบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับ สคบ.กว่า 600 ราย


นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทขายตรงข้ามชาติรายหนึ่ง ก็ได้ตั้งคำถามผ่าน ตลาดวิเคราะห์ เช่นเดียวกันว่า บริษัทได้ทำประกันภัยไว้อยู่แล้วจำเป็นต้องทำประกันตามที่ สคบ.กำหนดเพิ่มอีกหรือไม่ แล้วจะมีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ด้วยหรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายก่อน


นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาฯ สคบ. ปัจจุบันเป็น รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. กล่าวว่า มาตรการที่ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ทำประกันภัยนั้นเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจขายตรง อีกทั้งจะช่วยลดขั้นตอนการฟ้องร้องของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์และรับการคุ้มครองดูแลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากมีการยื่นคำร้องมาทาง สคบ.จะพิจารณา ถ้าเห็นว่าสมควรชดเชย ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะจ่ายค่าเสียหาย หรือค่าชดเชยให้กับผู้บริโภคในทันที


หลังจากนี้ สคบ. จะเดินสายไปตามสมาคม หรือบริษัทที่เป็นแกนหลักของธุรกิจขายตรง เพื่อรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าเบี้ยประกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน นับจากนี้ไป ทาง สคบ.เองก็ต้องฟังเสียงผู้ประกอบการเช่นกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งผู้ประกอบการ และสมาชิก คือ ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเป็นธรรม รักษาการ เลขาฯ สคบ.กล่าว


นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด มหาชน กล่าวว่า ในการพิจารณาเบี้ยประกันภัยจะดูจากประวัติ ความเสี่ยงของบริษัท รายได้จากการขายสินค้า หรือองค์กร ซึ่งพื้นฐานในการพิจารณาเบี้ยประกันจะเท่ากัน แต่องค์ประกอบความเสี่ยงต่างกัน ดังนั้นบริษัทใดที่มีความเสี่ยงน้อย ก็จะเสี่ยงเบี้ยประกันน้อยลง หากบริษัทใดมีความเสี่ยงมากอัตราเบี้ยประกันก็จะสูง


สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคนั้น ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะไม่เข้าไปมีส่วนการตัดสินในเรื่องดังกล่าว โดยจะเป็นหน้าที่ของ สคบ. หากตัดสินว่าให้มีการชดเชย ทางทิพยประกันภัยก็จะจ่ายชดเชยให้กับผู้เสียหายทันที โดยจะถือการพิจารณาของ สคบ.เป็นคำชี้ขาด


จากการที่บริษัท ทิพยประกันภัย เป็นบริษัทเดียว ที่เข้ามารับประกันภัยแบบไร้คู่แข่ง หากมองแบบไม่คิดมาก เพราะว่าเป็นบริษัทประกันของรัฐ จึงไม่น่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนในการรับประกันในครั้งนี้ แต่เรื่องนี้อาจมองไปในทางผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้คนก็อาจจะมองไปในทางนั้นก็เป็นได้ เพราะ ที่ผ่านมาบริษัท ทิพยประกันภัย ต้องควักเงินออกมาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าทั้งรายเล็ก รายใหญ่ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงที่ประเทศไทยเกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก


และล่าสุดโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เกิดไฟไหม้ ซึ่งมูลค่าความเสียหายเป็นหลักพันล้านบาท และบริษัททิพยประกันภัย ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เข้ารับทำประกันไว้เช่นกัน ดังนั้น จึงอยู่ในช่วงสถานภาพทางการเงินของบริษัทที่ไม่สู้จะดีนัก และอาจจะเป็นจังหวะและเวลาพอดี การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สคบ. มีส่วนสำคัญในการผลักดันโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะช่วยพยุงฐานะทางการเงินของบริษัท ทิพยประกันภัย ได้ระดับหนึ่งก็อาจเป็นได้


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายฯ เปิดเผยภายหลังว่า ถือเป็นมาตรการที่ช่วยสร้างความมั่นคง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง ส่วนการให้บริษัท ทิพยประกันภัย เข้ามารับประกันในครั้งนี้ เป็นเพียงการนำร่องเท่านั้น ในอนาคตอาจจะมีบริษัทประกันรายอื่นเข้ามาร่วมรับทำประกันเพิ่มก็เป็นได้ ตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ หากเสร็จสิ้นก็จะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป


จากมาตรการดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้บริหารบริษัทขายตรงรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตผ่าน ตลาดวิเคราะห์ ว่า รายการนี้ หากโครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยิ่งจะเสริมบารมีให้กับนายวรวัจน์อีกทางหนึ่ง จริงอยู่แม้รัฐมนตรีท่านนี้จะมองว่า อุตสาหกรรมขายตรงไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศมีมูลค่าเพียงนิดเดียว แต่การทำงานที่ผ่านมาของ นายวรวัจน์ ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏผลงานด้านไหนเป็นที่ประจักษ์มากนัก อาจทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปรับออกจากตำแหน่ง หากมีการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ก็อาจเป็นได้


อย่าลืมว่า กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีภายในพรรคเพื่อไทยยังเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะอดีตรัฐมนตรีชุดที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองบ้านเลขที่ 111 พร้อมจะกลับเข้ามาทวงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยังรักษาท่าที ไม่ยืนยันว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีรอบใหม่เวลาไหน กระทรวงไหนบ้าง


ดังนั้น รัฐมนตรีชุดปัจจุบันจำเป็นต้องรักษาตำแหน่งให้ถึงที่สุด โดยพยายาม หางาน และมอบหมาย ใบสั่ง ให้กับหน่วยงานในสังกัดที่กำกับดูแลเร่งดำเนินการออกมาสู่สาธารณชนให้มากที่สุด นายวรวัจน์ ก็รู้ตัวเองไม่น้อยว่า ตนเองก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย เพราะเคยถูกย้ายออกจากกระทรวงใหญ่อย่างศึกษาธิการมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้ในใจลึกของ นายวรวัจน์ จะถูกดูแคลนธุรกิจขายตรงว่าไม่ค่อยใสสะอาด ถึงกับพูดกลางงานสัมมนาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับผลงานจากบริษัทขายตรงแต่อย่างใด


ต้องจับตาดูดีๆ... การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ออกมาแอ็คชั่นในเรื่องนี้เต็มอัตราศึก โดยใช้มาตรการเข้มเรียกเก็บเบี้ยประกันจากกลุ่มธุรกิจขายตรงนั้น เป็นความพยายามที่จะผลักดันผลงานชิ้นโบว์แดงให้ออกมาเป็นรูปธรรม แต่ถ้าจะคิดตามสไตล์ของฝ่ายค้าน ย่อมคิดไปในทางตรงกันข้าม นั่นหมายความว่า งานนี้อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่อย่างไร โดยใช้เอกชนเป็นเครื่องสังเวย ดีไม่ดี สส.ประชาธิปัตย์อาจหยิบยกเรื่องนี้ไป ถล่ม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯท่านนี้ ด้วยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนสิงหาคมนี้ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน - Giffarine : "หมอต้อย" แย้ง! จ่ายประกัน "ทิพยฯ" ซ้ำซ้อนติดตราสคบ.กฎกติกาไร้ความจำเป็น


โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจ และรณรงค์ การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภคของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ไร้ข้อยุติ ผู้ประกอบการลุกขึ้นแย้งหลายประเด็น หมอต้อย แม่ทัพหญิง กิฟฟารีน โต้ทำไมต้องทำประกันเพิ่มกับ ทิพยประกันภัย ในเมื่อทุกวันนี้บริษัทขายตรงส่วนใหญ่ก็มีประกันอยู่แล้ว ทั้งยังปฏิบัติตามพ.ร.บ.ขายตรงและ ตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 อย่างเข้มงวด หวั่นต้อง เสียเงินในส่วนไม่จำเป็นนับสิบล้านบาทเพิ่ม แลกสติกเกอร์ติดข้างขวด!

แต่ผู้ประกอบการซึ่งเราทำงานกันมาหลายปี โดยเหตุการณ์ที่เราได้เจอส่วนใหญ่แล้ว เราจะดูแลผู้บริโภค นี่คือสิ่งที่เราทำกันมาตลอด คือเรามีการรับรอง และหาก มีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เราก็จะมีการคืน สินค้า ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง และที่ทำไปมากกว่านั้น คือ การรักษาดูแล โดยที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้กับเขา นี่คือสิ่งที่เราในฐานะผู้ประกอบการทำกันมา ตลอด และหากเกิดข้อบกพร่องจากกระบวน การผลิตจริงๆ ก็แก้ไขไปตามนั้น ซึ่งจากที่เรียนเรื่องนี้ก็คือว่า เราเข้าใจในความหวังดี ของภาครัฐ แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ถ้าคำนวณเงินประกันจริงๆ ผู้ประกอบการจะต้องเสียเงินในส่วนนี้ ประมาณ 5-25 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงิน 25 ล้านบาท สำหรับกิฟฟารีนเองก็สามารถนำไปแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอื่นๆ ได้ แล้วยิ่งผู้ประกอบการขนาดเล็กก็ จะยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก หมอต้อย แย้ง

ตนเข้าใจเจตนาของทางทิพยฯ เข้าใจ เจตนาของสคบ. แต่อยากจะบอกตรงนี้ว่า จริงๆ แล้วการกำกับดูแลของผู้ประกอบการ ที่ผ่านมามีเต็มที่อยู่แล้ว เช่น ถ้าผู้บริโภคมีปัญหาบางประการ และผู้บริโภคมีเจตนาบริสุทธิ์ เขาแพ้จากการใช้สินค้าจริงๆ สิ่งที่เราดูแลก็มีหน่วยงานสคบ. เข้ามาเกี่ยวข้อง อยู่แล้ว และกรณีปัญหาหนักจริงๆ ที่เกิดจาก ผู้ประกอบการบางราย ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์กับผู้บริโภค ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่แล้ว

อีกกรณีหนึ่ง ในส่วนเกี่ยวกับบริษัทประกันทิพยฯ ถ้าหากเกิดกรณีผู้บริโภคที่ไม่ใช่ผู้บริโภคตัวจริง ที่ร้องเรียนมาเพราะอยากได้เงินประกันเยอะๆ แต่เมื่อพิสูจน์แล้ว ไม่ใช่ความผิดของผู้ผลิต ไม่ใช่ความผิดของ ผู้ประกอบการขายตรง ยังไงบริษัททิพยฯจะต้องจ่ายอยู่ให้แล้วใช่หรือไม่ พ.ญ.นลินี กล่าว
สิ่งที่พ.ญ.นลินี กล่าวแย้งขึ้นมานี้ เป็นข้อสงสัยที่หลายบริษัทก็มีความคิดไม่ต่างกัน เพราะเมื่อบริษัทขายตรงส่วนใหญ่มี การรับผิดชอบ และมีการรับประกันที่ถูกต้อง ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 แล้ว การที่ต้องไปจ่ายเงินเพิ่มในสิ่งที่มี และดีอยู่แล้ว ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น
โดย นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ในส่วนของการประกันภัยจะแบ่งการคุ้มครอง ออกมาเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ความคุ้มครองในตัวผลิตภัณฑ์ เป็นความรับผิดต่อตัวผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่มีอยู่ จาก การที่ผู้บริโภคมีการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ แล้ว ปรากฏว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ร่างกายหรืออย่างอื่นอย่างใดต่อผู้บริโภค ก็ เป็นสิทธิของผู้บริโภคที่จะร้องเรียนให้ชดใช้ ค่าเสียหายหรือเงินชดเชยต่างๆ ได้ ซึ่งการ ยื่นคำร้องนั้น จะยื่นที่ สคบ. โดยสคบ. จะมี กระบวนการในการวินิจฉัยข้อพิพาท เมื่อสคบ. วินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไรแล้ว บริษัทประกันภัยก็จะเข้ามาช่วยเหลือตามข้อวินิจฉัย

ส่วนกลุ่มที่ 2 จะมุ่งคุ้มครองนักธุรกิจ อิสระ หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้โดย ตรงที่อาจโดนหลอกลวง หรือเข้ามาแล้วไม่เป็นไปตามที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างไว้ จึงถือว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้เสียหายอีกกลุ่มหนึ่ง โดยกระบวนการชดใช้ก็เช่นเดิม คือผู้ที่ได้รับความเสียหาย ก็จะต้องยื่นคำร้องเรียน ว่าตนเองได้รับความเสียหายอย่างไรที่สคบ. สคบก็จะมีการวินิจฉัยพิจารณาตามองค์ประกอบ ในส่วนนี้อาจจะมีผู้แทนจากสมาคม ต่างๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับระบบขายตรงเป็นอย่างดีมาช่วยในการให้ข้อมูลต่างๆ เมื่อสคบ. วินิจฉัย เป็นอย่างไร จึงเป็นหน้าที่ต่อไปของทิพยฯที่จะเข้ามาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย ถ้าเป็นเจตนาหรือข้อบกพร่องโดยตรงของผู้ประกอบการ เราก็จะใช้สิทธิเรียกร้องคืน จากผู้ประกอบการ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าไม่ให้ผู้ประกอบการฉกฉวยโอกาสจากบริษัทประกันภัย

สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยในขณะนี้ ยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ตนได้เรียนกับท่าน รัฐมนตรีว่า จะขอปรึกษากับทางสมาคม ชมรมขายตรงต่างๆ เพื่อระดมความคิดเห็น กัน เนื่องจากในฐานะที่ท่านเป็นผู้ประกอบการโดยตรงและท่านก็รู้ดีว่าปัญหาหรือข้อจำกัดของบริษัทต่างๆ นั้นคืออะไร ตนจึงอยากจะใช้เวลาในช่วง 2 สัปดาห์นี้ในการพบปะกับผู้ประกอบการขายตรงโดยตรง เพื่อร่วมปรึกษากันถึงข้อกำหนดสำหรับการ จัดทำเบี้ยประกันภัย

ตนขอเรียนเพิ่มเติมว่า ในเรื่องของความคุ้มครองนั้น ในกรมธรรม์ประกันภัย ถ้าบริษัทใดมีกรมธรรม์คุ้มครองอยู่แล้ว สามารถนำเข้ามาใช้ประกอบเงื่อนไขขอรับ ตราได้หรือไม่ ตนขอเรียนว่า การที่บริษัททิพยฯ เข้ามาประเมินไม่ได้หมายความต้องการให้ทุกท่านเข้ามาทำประกันภัยกับบริษัทของเรา แต่เนื่องจากเราก็เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐ และมีวัตถุประสงค์ ในการดำเนินงานเช่นเดียวกับ สคบ. นั้นก็คือเราต้องการสร้างความคุ้มครองให้กับ ผู้บริโภค แต่ถ้ามีกรมธรรม์ที่ต้องการคุ้มครอง ผู้บริโภค ตรงตามเจตนาของโครงการนี้อยู่แล้ว ท่านก็สามารถที่จะแสดงหลักฐานขอรับตราได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชี้แจงคือ ในกรมธรรม์ประกันภัยทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่นั้นการชดใช้ค่าเสียหายทดแทนนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า ผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อกรณีพิพาทนั้น แต่กรณีตามโครงการนี้ เราไม่ได้เอาคำวินิจฉัยถึงที่สุด แต่ เอาคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการที่จัดตั้ง โดยสคบ. เข้ามาพิจารณา ซึ่งหากบริษัทประกันภัยใดยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ เราก็ยินดีที่จะยอมรับท่านเข้ามาร่วมโครงการด้วยกัน

ทั้งนี้ จากข้อโต้แย้งที่ออกมานี้ กลับกลายเป็นว่าการขอรับตราสัญลักษณ์ที่ ทางภาครัฐได้ออกโครงการออกมานี้ ดูจะยัง ไม่ได้ข้อสรุปอะไรที่ชัดเจน อีกทั้งการสัมมนา ดังกล่าว ก็ดูจะรู้กันในวงแคบๆ ระหว่างรัฐ และบริษัทที่อยู่กับ 3 สมาคมขายตรงเท่านั้น ส่วนอีกกว่า 700 บริษัท ก็ไม่มีส่วนได้รับรู้อะไร เพราะไม่มีการเชิญเข้ารับฟัง นี่จึงเป็น จุดอ่อนของธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1317 ประจำวันที่ 14-7-2012 ถึง17-7-2012