ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจเครือข่ายไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจเครือข่ายไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

วันมอร์ไลฟ์ รื้อผังโครงสร้างใหม่ ดึง 5 แม่ทัพใหญ่ลุยตลาด MLM







4 (Mobile)


วันมอร์ไลฟ์ แมวเก้าชีวิตเปิดมา 4 ปี ไม่โต แต่ก็ไม่ปิดตัว ล่าสุด ประกาศเดินหน้าลุยขายตรงต่ออีกยกสั่งรื้อผังโครงสร้างใหม่ทั้งกระบิดึง 5 ขุนพลกูรูด้านขายตรงนั่งแท่นทีมผู้บริหาร ชูจุดขายแผนการตลาดเด่น สินค้าเด็ด ระบบฝึกอบรมเยี่ยม ย้ำจุดยืนต้องการปฏิวัติอุตสาหกรรมขายตรงเมืองไทยทุ่มงบจัดโปรโมชั่นสุดแรงประกาศแจกรถยนต์ฮอนด้า 300 คันรวด!!


สมชาย สิริเลิศสุวรรณ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร บริษัท วันมอร์ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แม้ วันมอร์ไลฟ์ ได้ดำเนินงานครบรอบ 4 ปี และมีกระแสข่าวที่ไม่สู้ดีเกี่ยวกับบริษัทออกมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีหลายคนคิดว่าบริษัทได้ปิดตัวลงโดยเฉพาะในช่วง 8 เดือน ที่ผ่านมา บริษัทได้หยุดกิจกรรมการตลาดทั้งหมดแต่บริษัทยังคงไม่ได้ปิดตัวไปสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก ภก.ธัญเทพ พู่ประเสริฐศักดิ์ ประธานกรรมการ กรรมการ ซึ่งนั่งเป็นผู้บริหารเพียงคนเดียว ประกอบกับท่านมีกิจการในมือเยอะแยะมากมายทำให้ดูแล วันมอร์ไลฟ์ ไม่ทั่วถึง ซึ่งนโยบายของ ภก.ธัญเทพ ต้องการให้ วันมอร์ไลฟ์ เปิดดำเนินการต่อไป ดังนั้นจึงได้เชิญทีมผู้บริหารชุดใหม่ที่มีประสบการณ์ในวงการขาใยตรงระดับแถวหน้าของเมืองไทยเข้ามานั่งเป็นทีมบริหารทั้งหมดจำนวน 5 ท่าน


โดยนโยบายใหม่ของท่านประธานจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในการบริหารงาน แต่จะทำให้หน้าที่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้อนให้กับ วันมอร์ไลฟ์ ส่วนการบริงานทั้งหมด จะมี สมชาย สิริเลิศสุวรรณ นั่งเป็นประธานกรรมการฝ่ายบริหาร,ยุทธพงษ์ไชย ใจแก้ว นั่งเป็นประธานกรรมการบริหารฝ่ายการตลาด,ชัชวัสส์ รัตนศิลปากร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายฝึกอบรม,พ.ต.ท. สดายุ ณ นคร นั่งเป็นรองประธานกรรมการฝ่ายบริหารดูแลด้านกฎหมาย และ นิธิพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ นั่งเป็นรองประธานกรรมการฝ่ายบริหารดูแลด้านระบบไอที


ทั้งนี้ สิ่งแรกที่บริษัทได้ทำการปรับเปลี่ยนหลังจากที่ทีมผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาบริหารงานภายใต้คำว่า นิว วันมอร์ไลฟ์ คือเรื่องของระบบการจ่ายผลตอบแทน เพื่อให้มีความทันสมัย แต่ยังคงใช้แผนการตลาดตามโครงสร้างเดิมที่เป็นไบนารี่แบบทีมอ่อนทีมแข็ง แต่จะอุดจุดอ่อนต่างๆ เช่น จากเดิม การจะสมัครเข้าร่วมธุรกิจจะต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูงและได้ปรับให้สมัครฟรี และใช้เงินลงทุนที่ต่ำ รวมถึงในอดีตการอธิบายเรื่องของแผนการตลาดจะค่อนข้างเข้าใจยาก ก็เปลี่ยนมาเป็นอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น ที่สำคัญแผนการตลาดยังรองรับกลุ่มคนใหม่ๆที่ยังไม่ได้เข้ามาในธุรกิจขายตรงอีก 60 กว่าล้านคนด้วย


ชัชวัสส์ รัตนศิลปากร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายฝึกอบรม บริษัท วันมอร์ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าด้วยจุดเด่นของ วันมอร์ไลฟ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนการตลาดที่ทำง่ายจ่ายลึกถึง 7 ชั้น ใช้ทุนน้อย และอัตราคะแนน (พีวี) ต่อบาทที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3.9-4.4 บาท ต่อ 1 พีวี ซึ่งต่ำกว่าบริษัทบริษัทขายตรงทั่วไปหลายๆค่าย สาเหตุที่บริษัทเราทำได้ เนื่องจากท่านประธานมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง ประกอบกับท่านประธานจบทางด้านเภสัชกรมาโดยตรงทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคว่าต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทใด และใส่ส่วนผสมอะไรลงไปจึงจะเห็นผลเร็ว


เราต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับวันมอร์ไลฟ์ และต้องการจะปฏิวัติอุตสาหกรรมขายตรงเมืองไทย โดยเราจะไม่มองกลุ่มคนขายตรงเดิมๆ ที่มีอยู่ประมาณ 5 ล้านคน แต่จะมองไปที่กลุ่มใหม่ที่มีอยู่อีก 60 กว่าล้านคน ที่สำคัญที่ผ่านมาคนในขายตรงส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของเท่านั้นที่รวยเอารวยเอา แต่คนที่ทำเครือข่ายกลับไม่รวย ดังนั้นจุดแข็งของเราที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะทำให้ วันมอร์ไลฟ์ แตกต่างจากบริษัทขายตรงทั่วๆไป


ด้าน ยุทธพงษ์ไชย ใจแก้ว ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท วันมอร์ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ในช่วงของการเปิดตัววันมอร์ไลฟ์ บริษัทจึงได้จัดโปรโมชั่นพิเศษแจกรถยนต์ฮอนด้า จำนวน 300 คัน จำนวน 3 รุ่น ให้กับสมาชิกที่ครบคุณสมบัติตามเงื่อนไขของบริษัท ซึ่งโปรโมชั่นดังกล่าวถือว่าแรงมากสำหรับบริษัทขายตรงที่เพิ่งเปิดมาได้เพียง 2 เดือนกว่าเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกที่ผ่านเงื่อนแล้วและรับรถยนต์ไปแล้วจำนวน 14 คัน โดยโปรโมชั่นดังกล่าวจะผ่านระบบฝึกอบรมที่เป็นระบบเดียวกันภายใต้ชื่อ 1-4-10 เพื่อจะช่วยให้สมาชิกใหม่ที่เข้ามาสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว และมั่นคงอย่างแท้จริง


ขณะที่ นิธิพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ รองประธานกรรมการฝ่ายบริหาร บริษัท วันมอร์ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากโปรโมชั่นแจกรถยนต์ฮอนด้าจำนวน 300 คันแล้ว ในแง่ของผลิตภัณฑ์ที่ถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจนั้นบริษัทยังมีแผนจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมระดับแนวหน้าของโลกเข้ามาทำตลาดเพิ่มอีกหลายรายการเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภค โดยปัจจุบันบริษัทที่มีทั้งหมดจำนวน 20 กว่ารายการ ซึ่งสินค้าที่มียอดขายดีเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ ยูกิคอลลาเจน น้ำสมุนไพรสกัดจากน้ำพลูคาว คลอโรฟิลล์ และ น้ำมันจมูกข้าว เป็นต้น





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 230 ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2556

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

ล้างบาง ขายตรงนอกรีต ปิดฉาก สหกรณ์กำมะลอ









เปิดโปง ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค สังเวยกระบี่ ดีเอสไอ เป็นรายล่าสุด หลังพบพฤติกรรมซ่อนเร้น เปิดกิจการสหกรณ์บังหน้า ก่อนผันแปรสู่ธุรกิจขายตรงเต็มรูปแบบ ชี้ปมหายนะ ที่ดึงดูด แมงเม่า บินเข้ากองไฟ เหตุเพราะหลงคำโฆษณาชวนเชื่อภายใต้ แคมเปญ ตื่น-ตาย กู้ได้เงินแสนแต่สุดท้ายจบลงด้วยการ เบี้ยว ตามฟอร์ม สมาชิกนับพันดาหน้าร้องทุกข์กล่าวโทษ คาดเสียหาย กว่า 12,000 ราย



บทเรียนที่ยากจะจดจำ ปัญหา โลกแตกคนขายตรง


ปฏิบัติการกวาดล้าง ขายตรง เถื่อน ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ หยุดยั้ง ตราบใดที่สังคมไทยยังเต็ม ไปด้วยความ โลภ การบังคับ กฎหมายไร้ประสิทธิภาพ การที่ใคร สักคนจะหลุดเข้าไปติด กับดักแห่ง ผลประ โยชน์ ก็ยังคงจะต้องเกิดขึ้น อยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วิวัฒนาการของการนำเอา ธุรกิจขายตรงมาเป็นฉากบังหน้า กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เนื่องจากมาตรฐานด้านกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ยังขาด ประสิทธิภาพ รวมทั้งยังขาดองค์กรที่รับผิด ชอบอย่างเต็มรูปแบบเข้ามาดำเนิน การ ในการกำกับและตรวจสอบอย่าง จริงจัง ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา นับเป็นห้วงเวลาแห่ง หายนะในวงการธุรกิจขายตรง เนื่องจากมีการกล่าวโทษร้องทุกข์ต่อ เจ้าพนักงาน เป็นจำนวนมาก รวมทั้ง ยังมีการร้องเรียนไปยังสำนักงาน คณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภคหรือ สคบ.อีกจำนวนไม่น้อย แต่การที่ดำเนินการเอาผิดเอา โทษต่อขบวนการเหล่านี้ กลับอยู่ใน สภาพที่ไม่ต่างอะไรกับ ผีถึงป่าช้า เนื่องจากกว่าจะมีการดำเนินการ ก็ เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว 25 มกราคม 2556 มีผู้เสีย หายจากภาคเหนือ จำนวน 880 คน ได้ทยอยเข้าร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ หลังจากนั้นในเวลาต่อมา ดี เอสไอ รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ 11 กุมภาพันธ์ 2556 ปฏิบัติ การกวาดล้าง บริษัทขายตรงเถื่อน ได้เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ประสานงาน กับศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เหนือ จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบสวน ตัวแทนผู้เสียหายกว่า50 คน ผลการสอบสวนเบื้องต้น นายสุประดิษฐ์ ปัญญาสุริยะโชติ หนึ่งในผู้เสียหายให้การว่า...ในเดือน พฤษภาคม 2555 ตนและผู้เสียหาย รายอื่น ๆ ในภาคเหนือ ได้ถูกชักชวน ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับสหกรณ์ แห่งหนึ่งมีชื่อว่า... สหกรณ์ออม ทรัพย์ธนธรรมไทย มีสำนักงานใหญ่ อยูที่ 23/10 หมูที่ 4 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี สหกรณ์แห่งนี้ มีวิธีการปรน เปรอผลประโยชน์หลายรูปแบบ ภาย ใต้สโลแกนสวยหรู สามระบบ สยบ ความจน รวมทั้งโครงการ ตื่น-ตาย- กู้ได้เงินแสน ที่ฟังแล้วกระชากใจ ชาวรากหญ้ายิ่งนัก ในจดหมายชี้ชวนที่ปลิวว่อน ไปทั่วอินเตอร์เน็ต มีการกล่าวอ้างว่า สหกรณ์ ฯ แห่งนี้ ได้มีการจดทะเบียน กับชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย และได้รับอนุญาตจากกรมส่งเสริม สหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ อย่างถูก ต้องตามกฎหมายทุกอย่าง รูปแบบการดำเนินกิจการ มี การวางบทบาทของตนเองเอาไว้ 2 สถานะด้วยกัน สถานะที่ 1 ก็คือ การเป็น แหล่งระดมเงินออมจากมวลหมู่ สมาชิก โดยมีการกำหนดอัตรา ดอกเบี้ยผลตอบแทนสำหรับผู้ออม เงินสูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ ทั่วไป อยูที่2.5-5% ขณะเดียวกันทางด้านเงินกู้ สมาชิกของสหกรณ์ สามารถใช้สิทธิ ในการกูยืมเงินได้ โดยเสียดอกเบี้ย ในอัตรา 12% ต่อปี หรือร้อยละ 1 บาท/ เดือน กำหนดวงเงินกู้เอาไว้ไม่ เกิน 80,000 บาท/ราย โดยไม่ต้องนำ เอาหุ้นมาคํ้าประกันหรือถ้าจะฝาก หุ้นก็สามารถกู้ได้ จำนวน 3 เท่าของ หุ้น สถานะที่ 2 ก็คือ แม้ว่า สหกรณ์ฯ แห่งนี้ จะออกตัวว่าไม่ได้ เป็นบริษัทประกันชีวิต แต่ก็มีการ ดำเนินการที่ไม่ได้แตกต่างไปจาก บริษัทประกันชีวิตแต่อย่างใด กล่าวคือ ในเงื่อนไขการเข้า เป็นสมาชิกสหกรณ์ มีการระบุว่า หากเป็นสมาชิกครบ 3 เดือน แล้วเสีย ชีวิต สมาชิกก็จะได้รับสิทธิการ คุ้มครองในวงเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท/ราย โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิดัง กล่าว ไม่จำกัดอายุ ไม่ต้องตรวจโรคใด ๆ หรือแม้แต่มีโรคประจำตัว หรือ กำลังป่วย ก็สามารถได้รับสิทธิการ คุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน หากเป็นสมาชิกครบ 6 เดือน ไม่เสียชีวิต ก็สามารถใช้สิทธิในการกู้ เงินก่อนตายหรือที่เรียกว่า เงินใน อนาคต มาใช้ก่อนได้ ทั้งนี้ ในเงื่อนไขการรับสมัคร สมาชิก มีการกำหนดเอาไว้ว่าผู้ที่จะ สามารถใช้สิทธิดังกล่าว จะต้องมา สมัครสมาชิกภายในเดือนสิงหาคม 2555 เท่านั้น โดยหากพ้นช่วงเวลาดังกล่าว ไปแล้ว ทางสหกรณ์ฯ ก็จะใช้หลัก เกณฑ์ปกติทั่วไป นั่นคือ หากสมาชิก สมัครครบ 90 วัน หากเสียชีวิต ก็จะ ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 30,000 บาท หากสมัครครบ 180 วัน หากเสีย ชีวิตก็จะได้รับ 50,000 บาท หรือถ้า สมัครครบ 1 ปี หากเสียชีวิต ก็จะได้ รับเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งผู้ที่ ได้รับสิทธิดังกล่าว จะมีการตีกรอบ เอาไว้ว่าจะต้องอายุไม่เกิน 80 ปี ช่วงระยะเวลาเริ่มต้นของการ ก่อตั้งสหกรณ์ มีรายงานตัวเลขจาก ฝ่ายบริหารว่า ระยะเวลา 3 เดือน มี สมาชิกทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ แล้วไม่ตํ่ากว่า 4,000 พันคน โดยใคร ที่มีความต้องการเงินตั้งต้นชีวิต สามารถยื่นกู้ได้ง่ายๆไม่ต้องมีงานทำ ไม่ต้องมีเครดิต หรือแม้แต่ติด แบล็ค ลิสต์ ก็สามารถกู้ได้ เพียงแต่เป็น สมาชิกให้ครบกำหนดระยะเวลา เท่านั้น นี่คือ คำบอกเล่าเบื้องต้น ถึง วิธีการในการสร้างเงื่อนไขผล ประโยชน์ที่ดูจะตรงใจคนรากหญ้า เป็นอันมาก เนื่องจากสังคมชนบท ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน การที่มีใคร สักคนเสียชีวิต มักจะประสบปัญหา เรื่องเงินค่าทำศพ สุดท้ายก็ต้องไปกู้ หนี้ยืมสินจากนายทุน


จับจุดอ่อนสังคมไทยมาเป็นจุดขาย


สรรหาสารพัดปรนเปรอ เงื่อนไขการเป็นสมาชิก สหกรณ์ออมทรัพย์ ธนธรรมไทย มี หลัก ๆ อยู่ 3 ข้อด้วยกัน คือ 1.เงื่อนไขการสมัครเพื่อ รับสิทธิในด้านเงินค่าทำศพ โดย สมาชิกจะเสียเงินสมาชิกแรกเข้า จำนวน 350 บาท 50 บาท คือ ค่าทำ บัตรสมาชิก ส่วนอีก 300 บาท คือค่า ช่วยเหลือศพล่วงหน้า 3 เดือน จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับการ เก็บเบี้ยประกันชีวิตนั่นเอง เพียงแต่ วิธีคิดของสหกรณ์แห่งนี้ เป็นการเก็บ ครั้งเดียวเพื่อจ่ายครั้งเดียวในกรณี ตายเท่านั้น ที่น่าสนใจและดูจะเกินเลยไป จากระบบประกันชีวิตทั่วไป ก็คือ การ เสียเงินค่าสมัครสมาชิกดังกล่าว นอกเหนือจากการให้เงินค่าทำศพแก่ ตัวเองแล้ว หากแต่ยังมีการให้สิทธิ ประโยชน์ในการจ่ายค่าทำศพแก่ สมาชิกในครอบครัวทั้งหมดด้วย ไม่ ว่าจะเป็น พ่อ แม่ บุตร สามี ภรรยา พี่ น้อง โดยจะได้รับเงินค่าทำศพ ราย ละ 30,000 บาท และถ้าหากเป็นสมาชิกครบ 6 เดือน ก็จะได้ศพละ 50,000 บาท หรือ ถ้าเป็นสมาชิกครบ 1 ปี ก็จะได้รับศพ ละ 100,000 บาท อย่างไรก็ดี แม้เงินค่า ทำ ศพ จะอาศัยการเก็บเงินค่า สมาชิกมาเป็นแรงสนับสนุน แต่ทาง สหกรณ์แห่งนี้ ก็มีการเรียกเก็บเงิน สมทบเพิ่มเติมจากเพื่อนสมาชิกทั้ง มวลศพละ 10 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาทในแต่ละเดือน 2. เงื่อนไขการ สมัครสมาชิกสหกรณ์ ออมทรัพย์ โดย ผู้สมัคร จะเสียค่าใช้จ่ายดังนี้


หนึ่ง .สมาชิกแรกเข้ 300 บาท สอง.ค่าเปิดบัญชี 100 บาท


3. ค่าฝากเงินเริ่มแรก 100 บาท ซึ่งสมาชิกสามารถฝากเพิ่มได้ โดยจะได้รับดอกเบี้ย3.5-5.5ตาม เงื่อนไขที่สหกรณ์กำหนด 4. ค่าซื้อหุ้นเริ่มต้น100 บาท หรือ จำนวน 10 หุ้นๆ ละ 10 บาท โดยสมาชิกสามารถซื้อเพิ่มได้ตาม กำลังทรัพย์ของแต่ละคน 3. เงื่อนไข การเป็นสมาชิกในโครงการ ตื่นได้ เงินแสน มีรายละเอียดดังนี้ ประการแรก ผู้สมัครสมาชิก จะเสียค่าสมัครแรกเข้าจำนวน 1,500 บาท โดยเสียเพียงครั้งเดียวตลอด ชีวิต ประการที่สอง สมาชิก สามารถได้สิทธิในการร่วมสร้างรายได้กับสหกรณ์ เริ่มต้นวันละประมาณ 200 บาท ขึ้นไป แบบง่าย ๆ ผ่าน ระบบเครือข่าย โดยทางสหกรณ์จะ วางระบบขยายงานผ่านเว็บไซต์ให้ ถือเป็นโบนัสพิเศษสำหรับสมาชิก ที่ แทบไม่ต้องออกไปตระเวนหาลูกค้า ให้เหนื่อย เพราะฉะนั้น ดูจากเงื่อน ไขใน การรับสิทธิประโยชน์ จะเห็นว่า โครงการ ตื่น-ตาย-กู้ได้เงินแสน หากถอดรหัสออกมา จะเห็นว่า มีช่องทางรองรับผลประโยชน์มากกว่า สโลแกนที่บริษัทที่ประกาศออก ไปด้วยซํ้า เริ่มจากจุดแรก ก็คือ ช่องทาง ผ่านการรับสิทธิเงินค่าทำศพ จะเห็น ว่า การชำระเงินเพียง 350 บาท เพียง ครั้งเดียว ไม่เพียงแต่จะได้รับสิทธิ เฉพาะตัวเองเท่านั้น หากแต่ยัง มีการ เอื้อประโยชน์ไปยังญาติพี่น้องทั้ง ตระกูล ยกตัวอย่าง หากมีลุงแก่ ๆ คน นึง มีลูก 5 คน มีภรรยาแก่ ๆ อีก 1 คน หากสถานภาพการเป็นสมาชิกใคร คนใดคนหนึ่งยังคงอยู่ไม่มีวันสิ้นสุด โอกาสที่ลูก ๆ หรือภรรยา ของลุงท่าน นี้ จะได้ใช้สิทธิในการรับเงินค่าทำศพ ทุกคน ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะในโลกนี้ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า สรุปง่าย ๆ ก็คือ หากครอบ ครัวของลุงท่านนี้ มี 7 คน หากวัน ใดวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตายพร้อม ๆ กัน หรือตายต่างวาระกัน ยังไง ๆ เสีย สหกรณ์ ฯ ก็จะต้องเสียเงินค่าทำศพ ไม่ตํ่ากว่า 7 แสนบาท อย่างแน่นอน นี่คือ สิ่งที่ใครต่อใครหลายคน ต่างสงสัยกัน ว่าสหกรณ์ ธนธรรมไทย ทำได้อย่างไร มันจะเป็นวิธีการระดม ทุนอีกรูปแบบหนึ่งหรือเปล่า นี่คือ คำถามที่แพร่ผ่านกระทู้ในหลาย เว็บไซต์ ในประเด็นต่อมา หากมาดู เงื่อนไขในการระดมเงิน ผ่านการออก หุ้นของสหกรณ์ฯแห่งนี้ แม้การเป็น สมาชิกแรกเข้าจะใช้เงินไม่มากนัก แต่ถ้าหากมีการให้สิทธิประโยชน์ จูงใจในเรื่องเงินปันผลที่สูง มันก็น่า จะเป็นช่องทางในการระดมทุนที่ สำคัญอีกช่องทางหนึ่ง ประเด็นสุดท้าย กรณีการ สมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิในการทำ ธุรกิจร่วมกับสหกรณ์ แม้จะมีการกา รันตีรายได้ขั้นตํ่าที่ 200 บาท/วัน แต่ ก็ต้องใช้เงินในการสมัครสมาชิกสูง ประมาณ 1,500 บาท ตรงนี้เท่าที่ตรวจสอบดู พบว่า ได้รับความสนใจน้อยกว่าในทุก ๆ ช่องทาง เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ ให้ความสนใจในเรื่องเงินค่าทำศพ และสิทธิในการกูเงินเสียมากกว่า ใน 3 ช่องทาง ทางสหกรณ์ ไม่ ได้มีการบังคับ ให้มีการสมัครทั้งหมด คนทั่วไปที่สนใจ สามารถเลือกที่จะ สมัครสมาชิกประเภทใดประเภทหนึ่ง ก็ได้ ดังนั้นหากแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วม เป็นสมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ จะเห็นว่า ช่องทางที่ 1 จะมีคน จำนวนมากเลือกที่จะสมัครเป็น สมาชิก ขณะที่ช่องทางสุดท้าย จะ เป็นกลุ่มที่สนใจมาทำ ธุรกิจกับ สหกรณ์อย่างจริงจัง ซึ่งเหตุแห่ง หายนะของสหกรณ์แห่งนี้เป็นอย่างไร เดี๋ยวจะกล่าวในภายหลัง


เมื่อแผนถูกเปิดโกง จุดเปลี่ยนสู่ธุรกิจขายตรง


ในแผนการการตลาดที่ทาง สหกรณ์ได้วางเอาไว้ ได้กำหนดให้ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน เป็นโครงการ ต้นแบบ โดยส่วนใหญ่จะประกอบ ด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และ ลำพูน โดยผู้นำในเครือค่าย ได้มี การโหมโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ รวม ทั้งมีการรีครูทคนในแถบจังหวัดภาค เหนือ เข้ามาร่วมโครงการอย่างต่อ เนื่อง มีการประมาณกันว่า ในช่วง เดือนสิงหาคม-กันยายน 2555 มี สมาชิก เข้าร่วมโครงการนี้ไม่ตํ่ากว่า 7,000-8,000 คน ด้วยเหตุที่ส่วนหนึ่ง มาจากแรงจูงใจในด้านผลประโยชน์ รวมทั้งความเชื่อมั่นว่า สหกรณ์ฯ แห่งนี้ เป็นสหกรณ์ที่จดทะเบียนถูก ต้องตามกฎหมาย
แต่ครั้นเมื่อย่างเข้าสู่เดือน พฤศจิกายน 2555 ลางร้ายของ สหกรณ์แห่งนี้ ก็เริ่มสั่นคลอนความ เชื่อมั่นสมาชิก เนื่องจากมีข้อความ จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ปรากฏในเว็บไซต์บางเว็บไซต์ โดยมีการแจ้ง ไปยังชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่ง ประเทศไทย(ชสอ.) ผ่านสำนักงาน สหกรณ์จังหวัดนนทบุรีว่า มีกลุ่มบุคคลได้ดำเนินการ ประชาสัมพันธ์ เปิดรับสมัครสมาชิก ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยใช้ชื่อว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ธนธรรมไทย จำกัด มีที่ตั้งสำนักงานเลขที่23/10 หมูที่ 4 ตำบลคลองสอง อำเภอคลอง หลวง จ.ปทุมธานี ชสอ.ขอแจ้งให้ให้ ทราบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ธนธรรม ไทย จำกัด ตามที่กลุ่มบุคคลแอบอ้าง ใช้นั้น ยังมิได้รับการจดทะเบียนจัด ตั้งเป็นนิติ บุคคลสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.2552 ปัจจุบันมีกลุ่ม บุคคลดำเนินการขอจดทะเบียนจัด ตั้งสหกรณ์อยู่ในขั้นตอนการประชุม ผู้ซึ่งประสงค์จะเป็น สมาชิกในจังหวัด ปทุมธานีเท่านั้น ตามรายละเอียด หนังสือที่แนบมาแล้วนี้ ทาง ชสอ.ขอ เรียนให้สหกรณ์สมาชิกทราบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ธนธรรมไทย จำกัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคม ฌาปนกิจสงเคราะห์ สหกรณ์ออม ทรัพย์ ที่ชสอ.จัดตั้งขึ้นแต่อย่างใด นี่คือ หลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ เริ่มทำให้สมาชิกจำนวนมากเริ่มหูตา สว่างมากขึ้น แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว จากการสอบถามกับสมาชิกรายหนึ่ง ของสหกรณ์แห่งนี้ บอกกับ ตลาด วิเคราะห์ ว่า เรื่องนี้ทางผู้บริหาร ของสหกรณ์ รู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่า ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะมีออกใบ อนุญาตให้ ในช่วงนั้น เข้าใจว่าจะเป็น ช่วงเดือนกันยายน ซึ่งผู้บริหารทุกคน ทราบดีว่า การที่จะจัดตั้งสหกรณ์ ออมทรัพย์ เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากรูป แบบและวิธีการ ล้วนแต่ขัดกับ กฎหมายทั้งสิ้น แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าว จนกระทั่งต่อมาในระยะหลัง ในช่วงปลายปี 2555 นางณกนกภ์ ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกการก่อตั้ง สหกรณ์แห่งนี้ จึงได้เบนเข็มหันมา เปิดบริษัทขายตรงขึ้น โดยใช้ชื่อว่า บริษัท ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค ซึ่ง จากการตรวจสอบไม่ปรากฏหลัก ฐานว่ากิจการแห่งนี้จะไปจดทะเบียน ประกอบธุรกิจขายตรงกับทางสคบ. แต่อย่างใด
การพลิกสถานการณ์เข้าสู่ การเป็นบริษัทขายตรงเต็มรูปแบบ ดู จะเป็นทางเลือกทางเดียว ที่นาง ณกนกภ์ จะยังคงรักษาฐานสมาชิก รวมทั้งรักษาสถานภาพของกิจการให้ เดินต่อไปได้ เนื่องจากเงื่อนไขหรือ พันธะที่ทำเอาไว้กับสมาชิกในยุคที่ ยังเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ จำเป็นจะ ต้องสานต่อ เพื่อแสวงหารายได้มา จ่ายให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต รวมไปถึง สิทธิประโยชน์ด้านอื่น ๆ ทั้งด้าน การลงทุนในรูปแบบหุ้น หรือรวม ไปถึงการร่วมธุรกิจกับบริษัท ที่จะ ต้องปรับวิธีทางการตลาด รวมทั้ง เงื่อนไขผลประโยชน์ให้สอดคล้อง ไม่ ให้เกิดอาการสะดุด การเรียกความเชื่อมั่น จาก กรณีปัญหาการดำเนินกิจการของ สหกรณ์สะดุด นางณกนกภ์ ได้ให้ เหตุผลต่อคณะกรรมการสหกรณ์ที่ ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากสมาชิกว่า มีความจำเป็นจะต้องยุบสหกรณ์ เป็นบริษัทจำกัด เนื่องจากการบริหาร งานในรูปแบบสหกรณ์เป็นอุปสรรค ทำให้การดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ล่าช้า นอกจากนี้ข้อดีของการเป็น บริษัทจำกัด ทำให้ตนสามารถใช้ สิทธิของการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ลงนามในการอนุมัติการปล่อยกู้ให้ กับสมาชิกได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะเป็นผล ดีต่อการทำธุรกิจระยะยาว
ขณะเดียวกัน ปัญหากรณี ที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่อนุมัติการจด ทะเบียน กลับไม่ได้มีการชี้แจง เหตุผล หรือพูดความจริง ให้กับคณะ กรรมการหรือมวลหมู่สมาชิกให้รับ ทราบแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ นางณกนกภ์ ก็ทราบ ดีมาตั้งแต่ต้นว่า การดำเนินกิจการใน รูปสหกรณ์ ที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ ว่า ได้รับการรับรองจากกรมส่งเสริม สหกรณ์ ล้วนแต่เป็นเท็จทั้งสิ้น นี่คือ ประเด็นหนึ่ง ที่หลายคน มองว่า นางณกนกภ์ มีการปกปิด อำพราง สมอ้างสถานะของกิจการ เพื่อหวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการ ระดมเงินเข้ามาสนับสนุนกิจการต่อไปครั้นเมื่อเริ่มมีกระแสข่าวจาก ทางราชการแพร่สะพัดออกไป ตาม เว็บไซต์ต่าง ๆ จึงเริ่มหาทางเปลี่ยน บทบาทจากสหกรณ์มาเป็นกิจการ ขายตรง โดยครั้งนี้ มีการเปิดเผยหลักฐานการเข้ารับการจดทะเบียนธุรกิจ ขายตรง ที่ได้รับการอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้ บริโภค (สคบ.) ที่ระบุเอาไว้วันที่ 6 ธันวาคม 2556 โดยในเบื้องต้น แม้จะส่งผล กระทบกับสมาชิกรายใหม่ที่กำลัง ตัดสินใจจะเข้าร่วมธุรกิจด้วย แต่ สำหรับสมาชิกเก่า คงไม่มีทางเลือก อะไรที่มากไปกว่าการที่จะต้องร่วม หัวจมท้ายกับบริษัทฯ ต่อไป เนื่องจาก เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป ยัง หวังที่จะได้ผลตอบแทนตามที่ได้มี การตกลงกันเอาไว้ บริษัท ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค อาศัย หจก.ตื่นได้เงินแสน ซึ่งมีนาย พรศิลป์ อินตานันท์ เป็นหัวหอกใน การบริหารเครือข่าย เข้ามาปลุก กระแส เพื่อหวังที่จะสร้างเครือข่ายให้ เติบใหญ่ต่อไป
โดยรูปแบบการทำธุรกิจ เป็น รูปแบบของการทำตลาดแบบขาย ตรง ที่มองดูจากภายนอก ก็ไม่ต่าง กับบริษัทขายตรงทั่วไป คือ มีการ กำหนดแผนการตลาดแบบไบนารี่ เป็นลักษณะ ทีมอ่อน-ทีมแข็ง ด้านสินค้า ก็มีตัวตนสัมผัสได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์นํ้ามันรำข้าว รวมไป ถึงผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีก หลายประเภท การพลิกบทบาทจากสหกรณ์ มาเป็น ธุรกิจขายตรงเต็มรูปแบบ อาศัยการต่อยอดทางธุรกิจ จากฐาน สมาชิกเก่า จำนวนหนึ่งที่ยังมีความ เชื่อมั่นในองค์กร ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ยัง คงเป็นกลุ่มลูกค้าในกลุ่มจังหวัดภาค เหนือตอนบน 3-4 จังหวัด บริษัท ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค จำกัด เริ่มเดินหน้าทำธุรกิจขายตรง อย่างจริงจัง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 โดยยังคงมีการโฆษณาชวนเชื่อ ให้สมาชิกเดินหน้าสร้างเครือข่าย ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ รวมทั้งการ จัดอบรมสัมมนาในโรงแรมต่าง ๆ ทั่ว ภาคเหนือ มีการเชิญเจ้าหน้าที่จาก สหกรณ์จังหวัด เข้าไปร่วมบรรยาย จนทำให้ชาวบ้าน มีความเชื่อ เข้ามา สมัครเป็นสมาชิกมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ โดยมีการกำหนดอัตราการ เป็นสมาชิกในวงเงินสูงประมาณ 2,650 บาท/รหัส ซึ่งในวงเงินดังกล่าว ทางบริษัท ฯ ยังคงรักษาจุดขายที่ มั่นคงของตนเองเอาไว้ นั่นก็คือ การ ดูแลสมาชิกที่เสียชีวิต รวมทั้งวงเงิน กู้ในอัตราสูงสุด 1 แสนบาท/คน โดย สมาชิกสามารถเลือกที่จะซื้อสิทธิดัง กล่าวหรือไม่ซื้อก็ได้ โดยเงื่อนไข ยัง คงเหมือนเดิม ไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่ สถานะของกิจการยังเป็นสหกรณ์ ซึ่ง อัตราค่าซื้อสิทธิการคุ้มครอง ยังคง อยู่ที่ 350 บาท
สิ่งที่ บริษัท ธนธรรมไทย เน็ท เวิร์ค ได้วางรูปแบบการขยายเครือ ข่าย จะว่าไปแล้วก็เป็นรูปแบบที่ไม่ ต่างกับบริษัทขายตรงอื่น ๆ โดยมีทั้ง การสร้างเครือข่ายในรูปแบบสมาชิก ทั่วไป และสมาชิกที่เป็นจุดจำหน่าย จุดบริการ หรือ Mobile ต่างกันก็ตรงชื่อ ที่บริษัท ฯ แห่งนี้ จะเรียกว่า Stock Kits Stock Kits นอกจากจะเป็น ลักษณะคล้าย Mobile แล้ว ยังมี ตำแหน่งรองรับคือ หัวหน้าสายงาน ที่ผู้สมัครจะต้องเปิดวงเงินเอาไว้กับ บริษัท ฯ เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานใน การส่งสินค้า รวมไปถึงการแจงยอด ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งกับสาขาของ บริษัทฯ ซึ่งหากสมาชิกทั่วไปจะยก ระดับตัวเองขึ้นมาก็สามารถ ลงทุนใน ลักษณะการซื้อหุ้นในอัตราหุ้นละ 10 บาท โดยแต่ละรายสามารถเลือกเปิด ในระดับที่ 30,000 บาท หรือ 50,000 บาท ตามแต่กำลังของตนเอง แต่สิ่งที่น่าสังเกต สำหรับ การ เปิด Stock Kits หรือ Mobile ของ กิจการนี้ จะไม่มีการนำสินค้าของ บริษัท ฯ เข้าไปสต็อกเพื่อรองรับกับ การสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า หากแต่ เป็นเพียงการวางเงินหรือลงทุนเพื่อ ซื้อสิทธิ์ในการกินเปอร์เซนต์จากยอด ขายที่ผ่านจุดบริการของตนเอง เท่านั้น จุดดี ก็คือ หาก Stock Kits ไม่ประสงค์จะทำธุรกิจกับบริษัทฯ ก็ สามารถไปถอนเงินลงทุนออกมาในจำนวนที่ได้ลงทุนไปได้ โดยไม่ต้องไป เคลียร์เรื่องการคืนสินค้า แต่จุดเสีย ก็คือ หากสมาชิก ทำธุรกิจระยะยาว นั่นก็เท่ากับว่า นำ เงินลงทุนไปให้บริษัทฯ หมุน ว่าไป แล้วก็ถือเป็นระดมเงินวิธีหนึ่ง ที่ หลายกิจการขายตรงในปัจจุบันนี้ นิยมทำกัน ปัญหาในด้านการทำธุรกิจ ขายตรง เท่าที่ ตลาดวิเคราะห์ ได้ สอบถามไปยังแม่ทีมบางคน หลาย คนมองว่าการดำเนินธุรกิจขายตรง ยังสามารถเดินหน้าได้ต่อไปเนื่อง
จากรายได้จากช่องทางต่าง ๆ ยัง ทำงานได้ดี การจ่ายผลประโยชน์ ตอบแทน ยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ บริษัท ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค ต้องประสบ ปัญหาอย่างรุนแรง ก็คือ ปัญหา ในด้านการจ่ายเงินแก่สมาชิกที่เสีย ชีวิต เพราะก่อนหน้าที่ธนธรรม ไทยฯ จะเปลี่ยนบทบาท จากสหกรณ์ มาเป็น บริษัทขายตรง ยังมีสมาชิก จำนวนนับหมื่นรายที่หลั่งไหลเข้าสู่ กิจการ อันเป็นผลมาจากการเปิดโปร โมชั่น ในช่วงแรก ที่ไม่มีการกำหนด อายุ ผู้สมัครสมาชิก ไม่มีการตรวจ สอบโรค หรือสุขภาพเฉกเช่นบริษัท ประกันชีวิตทั่วไป ทำให้ต้องแบกรับ ภาระความเสี่ยงจากการตายเป็น จำนวนมาก ประการที่สอง การให้สิทธิ คุ้มครอง ไม่เพียงแต่ตัวผู้สมัคร สมาชิก แต่มีความหมายครอบคลุม ไปถึงญาติพี่น้องในครอบครัว ก็มี ส่วนสำคัญที่บริษัทฯ ต้องแบกรับ ภาระเช่นกัน ประการที่สาม แม้จะพ้นโปร โมชั่นมาแล้ว แต่การเปิดรับบริษัทฯ ยังคงที่จะเดินหน้ารับอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ได้หันเหมาซื้อ สิทธิการคุ้มครองการตายมากเป็น ทวีคูณ ประการที่สี่ในการให้สิทธิ ประโยชน์คุ้มครองกรณีการตายของ สมาชิก มิได้มีการคำนวณตามหลัก คณิตศาสตร์ประกันชีวิตอย่างถูกวิธี ทำให้ไม่สามารถบริหารความเสี่ยง ให้สอดคล้องตามหลักสถิติอัตราการ ตายของประชากร ด้วยเหตุนี้ ปัญหาจึงเริ่ม ลุกลามบานปลาย เพิ่มพูนมากขึ้น ๆ จนบรรดาสมาชิกที่ได้รับความเสีย หายต่างเดินหน้าร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ จนกลายเป็นชนวนแห่งหายนะ ที่ กิจการแห่งนี้จำต้องปิดตัวลงในที่สุด ดูมูลฐานความผิด ก่อนคิดทำ ขายตรงเถื่อน รายงานจากดีเอสไอ เปิดเผย ว่ามีกลุ่มผู้เสียภายใน 3 จังหวัดภาค เหนือ ประมาณ 880 คน ที่เข้าร้องทุกข์ กล่าวโทษผู้บริหาร จากจำนวนกว่า 12,000 คน โดยความเสียหายเบื้อง ต้นมีมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท มูลฐานความผิดเข้าองค์ ประกอบของกฎหมาย มีหลาย ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก ในด้านการ ดำเนินธุรกิจขายตรง แม้กิจการแห่ง นี้ จะมีการจดทะเบียนทำธุรกิจขาย ตรง อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ ก็เป็นการดำเนินธุรกิจขายตรงที่ผิด กฎหมายอยูดี ประเด็นที่สอง แม้จะมีการ แปรสภาพจากการเป็นสหกรณ์ มา เป็น บริษัทขายตรง แต่ก็เป็นการจด ทะเบียนที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มี การกระทำความผิดแล้ว ด้วยเหตุที่ ไม่ได้มีการจัดตั้ง ในรูปแบบสหกรณ์ตามกฎหมาย รวม ทั้งไม่มีการจ่ายเงินตามที่โฆษณา ชวนเชื่อ อันเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ได้ตกลงไว้ ประเด็นที่สาม ในการดำเนิน การตามขั้นตอนทางกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติการสอบสวนคดี พิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 (1) ประกอบกับท้ายพระราชบัญญัติ การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 (1) ใน ฐานความผิด ที่ประกอบด้วย 1. การกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกงประชาชน ตามพระราช กำหนด การกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 และ 5 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ ฝ่าฝืน2. การฉ้อโกงประชาชน ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ หากจะพิจารณา ในการดำเนินธุรกิจ ของกิจการแห่งนี้ จะเห็นว่า มีการระดมเงินเพื่อปล่อย กู้ ทำเสมือนหนึ่งกับสถาบันการเงิน ก็เข้าข่ายความผิดว่าด้วยพ.ร.บ. สถาบันการเงิน ประการหนึ่ง ประการที่สอง การที่บริษัท รับเงินจากสมาชิกในวงเงิน 350 บาท เพื่อให้ความคุ้มครองชีวิต ในวงเงิน สูงสุดถึง 100,000 บาท ก็น่าจะเข้า ข่ายความผิด ว่าด้วยพ.ร.บ.ธุรกิจ ประกันชีวิต การปิดฉาก ของ ธนธรรมไทย เน็ทเวิร์ค นับเป็นกรณีศึกษาที่ดีกรณี หนึ่ง สำหรับธุรกิจขายตรง ที่แม้ กิจการแห่งนี้จะพลิกสถานะจาก สหกรณ์กำมะลอ แปรสภาพมา เป็นบริษัทและสามารถจดทะเบียน ประกอบการธุรกิจขายตรงอย่างถูก ต้องตามกฎหมาย แต่นั่นก็ไม่ได้ หมายความว่า การดำเนินธุรกิจที่ ผิดแผกแหวกแนวไปจากมาตรฐาน การทำธุรกิจขายตรงทั่วไปจะต่อลม หายใจให้ยืดยาวออกไปได้
หากการทำธุรกิจ มุ่งแสวงหา ผลประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่ คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ร่วม ดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าแผนการตลาดจะ เหนือเมฆขนาดไหน สุดท้าย ก็ต้อง จบลงด้วยการพังทลายของกิจการ ที่จะต้องมีผู้คนมากมายนับหมื่นนับ แสนที่ได้รับความเสียหาย ตำนานขายตรงนอกรีต ยัง คงถูกเขียนขึ้นซํ้าแล้วซํ้าเล่า ที่แม้วัน นี้ ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่า อีกเมื่อไรจะ หมดสิ้นไปจากวงการ ตราบใดที่จุด อ่อนของสังคมไทย ยังมีพื้นฐานมา จากความยากจน และการขาดความ รู้ธุรกิจขายตรง ก็ยังจะต้องเป็น สี เทา ในสายตาคนทั่วไปอีกนานแสน นาน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 339 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย TDSA : จับตาทิศทางธุรกิจเครือข่ายในปี 2013









อุตสาหกรรมธุรกิจเครือข่าย เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง อันเนื่องมาจากมูลค่าทางการตลาดที่เติบโตขึ้นทุกปี ล่าสุดในปี 2011 ประเทศไทยมียอดธุรกิจรวมกว่า 65,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวชี้วัดถึงกระแสธุรกิจเครือข่ายที่กำลังมาแรงนั่นเอง และในปี 2012 นี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 หากลองคำนวณดูคร่าวๆนับเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว


หากมองถึงทิศทางธุรกิจเครือข่ายไทย ในปี 2013 จากการคาดการณ์น่าจะมีทิศทางที่เติบโตยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้คนต่างเสาะหาอาชีพที่สามารถตอบโจทย์ในทุกมิติของชีวิต ซึ่งธุรกิจเครือข่ายเป็นอาชีพที่สามารถเติมความต้องการของผู้คนในปัจจุบันได้ด้วยอิสรภาพในการดำเนินชีวิต สามารถเป็นเจ้านายของตนเองมีรายได้ที่มั่นคง ได้ท่องเที่ยวสัมผัสโลกกว้างและได้รับการยอมรับหรือเชิดชูเกียรติ ประกอบกับจิตวิญญาณของคนไทยในเรื่องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ในส่วนลึกแล้วมีใครอยากเป็นลูกจ้าง ทุกคนต่างมองหาช่องทางในการเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งธุรกิจเครือข่ายถือเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์และมีโอกาสเป็นไปได้สูงสุด เนื่องจากผู้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนมาก เพียงแต่มีความมุ่งมั่นก็สามารถประสบความสำเร็จได้


อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเครือข่ายเป็นเรื่องแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีความใส่ใจในสุขภาพและความงามมากขึ้น มีการศึกษาหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ ต้องการสินค้าที่ดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเฉพาะทางที่เหมาะสมกับตนเอง ปัจจัยดังกล่าวล้วนเอื้อต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในธุรกิจเครือข่าย เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและต้องอาศัยการาอธิบายหรือการสาธิต ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่มากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ


นอกจากนี้ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือถดถอยลงก็มักจะไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อธุรกิจเครือข่ายมากเท่าใดนัก สังเกตได้จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านยอดขายและจำนวนนักธุรกิจอิสระที่ผ่านมา คงจะเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าธุรกิจเครือข่ายมีโอกาสเติบโตได้ทุกสภาวการณ์ ในภาวะที่สถานการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจโตขึ้น ก็ถือเป็นโอกาสอันดีของกำลังการซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยก็ยังคงเป็นโอกาสอันดีในการขยายตัวของจำนงวนนักธุรกิจอิสระเนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจะมีผู้คนจำนวนมากมองหารายได้หรืออาชีพเสริมเพิ่มขึ้นนั่นเอง


วงการธุรกิจเครือข่ายไทยในปี 2013 ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงนี้ จะมีความคึกคักอย่างแน่นอน เพราะทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจและตื่นเต้นกับกระแส AEC (Asean Economic Community) ที่กำลังนับถอยหลังใกล้เข้ามาเต็มที นับรวมไปถึงการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ทั้งรายใหม่และรายเก่าเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมาและเตรียมรุกต่อในปีหน้า นับเป็นอีกปีของวงการธุรกิจเครือข่ายไทยที่น่าจับตามอง


สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพเสริมหรือการเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองสมาคมการขายตรงไทยซึ่งเป็นสมาคมเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลกมีการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลและมีส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทสมาชิกในประเทศไทยมากกว่า 70% นั้น สมาคมพร้อมที่จะให้ข้อมูลธุรกิจเครือข่ายเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจแก่ทุกท่าน และยินดีกับทุกท่านในความสำเร็จตามที่ท่านตั้งเป้าหมายไว้




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31ธันวาคม 2555 ปักษ์หลัง ฉบับที่ 242

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กิฟฟารีน16ปีฉลอง5หมื่นล้าน คืน2.4หมื่นล้านหลายแสนบาท








 


หมอต้อย เตรียม ฉลองความสำเร็จ กิฟฟารีน ครั้งใหญ่ หลังดำเนินการ ครบ 16 ปีพบยอดรวมสูง ทะลุ 50,000 ล้านบาท มอบ รายได้คืน นักขาย หลาย แสนครอบครัวเป็นมูลค่า กว่า 24,000 ล้านบาท ด้วย สินค้าคุณภาพกว่า 2,000รายการ ยันสิ้นปียอดขายแตะ 6,000 ล้าน บาทตามเป้าหมายแน่นอน
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธาน กรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้เปิดแถลงข่าวความสำเร็จของบริษัท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า หลัง จากกิฟฟารีนเปิดดาเนินธุรกิจเครือข่าย ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามมาเป็น ระยะเวลามากกว่า 16 ปี (พ.ศ.2539-2555) ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพกว่า 2,000 รายการ ออกสู่ครัวเรือนไทยตลอดมา นั้น ล่าสุดมีนักธุรกิจที่ประสบความสาเร็จจาก ธุรกิจกิฟฟารีนเป็นจานวนมาก ทำให้วันนี้ กิฟฟารีนมีผลประกอบการรวม 50,000 ล้าน บาท และมอบรายได้คืนสู่นักธุรกิจหลายแสน ครอบครัวเป็นมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท
ประธานกรรมการกิฟฟารีนฯ กล่าว ว่า ถือเป็นก้าวย่างของความสำเร็จแห่งความ ภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ในโอกาสนี้ จะมี การฉลองผลประกอบการ 50,000 ล้านบาท ด้วย ทั้งนี้คาดว่าสิ้นปี 2555 นี้ยอดขายรวม ประมาณ 6,000 ล้านบาท ด้วยแบ รนด์กิฟฟารีนได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนัก ธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กิฟฟารีนได้เปิดเผยข้อมูลบริษัทว่า กิฟฟารีนมี ศูนย์ธุรกิจทั่วโลกกว่า 150 สาขา ตั้งอยู่ใน ประเทศไทย รวม 112 สาขา และมียอด จำหน่ายตลอดระยะเวลา 16 ปี (ณ เดือน สิงหาคม 2555) ของการดำเนินธุรกิจรวม 45,234 ล้านบาท และมีสมาชิกกิฟฟารีน ทั้งสิ้น 6,000,000 รหัส โดยมอบเงินปันผล และรายได้อื่นๆ ให้แก่นักธุรกิจกิฟฟารีนไป แล้วกว่า 20,700 ล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทราบว่า อีก 3 เดือนต่อมาก่อนสิ้นปี 2555 นี้ กิฟฟารีน สามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง และสรุปตัวเลขรวมสูงขึ้นอีกเกือบ 5,000 ล้านบาท จากเดิม 45,234 ล้านบาท และมอบ รายได้คืนนักธุรกิจกิฟฟารีนโดยรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของ กิฟฟารีนครั้งนี้ มาจากการขยายงานทั้งทาง ด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายพื้นที่การ ตลาดออกต่างประเทศอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ กิฟฟารีนได้ไปลงทุนการดำเนินธุรกิจใน ส.ป.ป.ลาวกว่า 6,250 ล้านกีบ (25 ล้านบาท) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าไปจำหน่ายได้ผ่านการ จดทะเบียนการค้าและได้รับการรับรอง อย. กระทรวงสาธารณะสุขของ ส.ป.ป.ลาว เรียบร้อยแล้วจำนวน 150 รายการ และยังนำ ผลิตภัณฑ์หลักของกิฟฟารีนที่ได้รับความ นิยมสูงสุดในเวลานี้อย่างเครื่องสำอางกลุ่ม ทันสมัยเทนชิ เครื่องดื่มอะบาโลน คอลลาเจน ไปร่วมจำหน่ายด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ออริเฟลม ฉีกแนวธุรกิจ ผุด อีโค บิวตี้ ผิวสวยพร้อมรักษ์โลก








ออริเฟลม บริษัทขายตรงผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพระดับโลก เตรียมเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์ใหม่ อีโคบิวตี้ (ecobeauty) ในเดือน พฤศจิกายน 2555 บุกเบิกแนวคิดสวยรักษ์ธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ยืนยันด้วยการได้รับเครื่องหมายรับรองจากองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมถึง 4 แห่ง ได้แก่ Fairtrade, Ecocert, Vegan Society และ FSC เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมความงาม


อีโคบิวตี้ มีผลิตภัณฑ์ปรนนิบัติผิวให้เลือกสรรถึง 3 รายการ ได้แก่ ออริเฟลม อีโคบิวตี้ สมูธติ้ง เดย์ ครีม และ ออริเฟลม อีโคบิวตี้ สมูธติ้ง ไนท์ ครีม ครีมบำรุงผิวหน้าสูตรเข้มข้นด้วยเนื้อครีมบางเบา ซึมซาบเข้าบำรุงผิวคุณได้อย่างล้ำลึก เติมความชุ่มชื้นให้ผิว มาพร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นให้ความรู้สึกแนบชิดกับธรรมชาติจากดอกมะลิและพันธ์ไม้ แฝงความหอมหวานจากดอกแมกโนเลีย กระดังงาและซิตรัสฟรุต ที่สกัดจากธรรมชาติทั้งหมดโดยมีเครื่องหมาย Ecocert เป็นการรับรอง ปิดท้ายการดูแลผิวรอบดวงตาด้วย ออริเฟลม อีโคบิวตี้ สมูธติ้ง อาย ครีม สูตรปราศจากน้ำหอมช่วยลดเลือนริ้วรอย พร้อมมอบความสดชื่นแก่ผิวรอบดวงตาโดยน้ำมันมะพร้าว และเชียร์ บัตเตอร์ ที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รายการยังได้รับเครื่องหมาย Fairtrade รองรับการซื้อวัตถุดิบอย่าง เป็นธรรม ช่วยให้ผู้คนในอินเดียและแอฟริกามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่สดใสขึ้นด้วย


ด้วยนวัตกรรมสูตรลิขสิทธ์เฉพาะ Nature Pro-BlendTM รวมสารสกัดที่ดีที่สุดจากพืชและผลไม้ออร์แกนิกนานาชนิดอันอุดมด้วยวิตามินแร่ธาตุ ผสานพลังงาน ประสิทธิภาพต่อต้านอนุมูลอิสระที่มากขึ้นให้ผลลัพธ์ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ถึง 87% รู้สึดพึงพอใจกับความชุ่มชื้นยาวนาน ผิวเรียบเนียนขึ้น และลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่ม 82 % รู้สึกพอใจกับผิวที่กระจ่างใสขึ้น และ 77 % พอใจกับรูขุมขนที่แลดูกระชับขึ้น


รักษ์โลกมากขึ้น ด้วยส่วนผสมที่คัดสรรจากวัตถุดิบธรรมชาติและออร์แกนิก ซึ่งมีการปลูกทดแทน สนับสนุนแนวความคิดยั่งยืนด้วยวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้ 100 % รักผิวคุณกว่าใครด้วยสูตรธรรมชาติ 99.8% ปราศจากสารสกัดจากสัตว์ สารกันเสีย ซิลิโคน มิเนอรัล ออยล์ ไร้การแต่งกลิ่นสังเคราะห์และไม่มีการทดลองกับสัตว์ ทำให้อีโคบิวตี้เป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่ทำให้คุณสวย โลกสวยได้อย่างแท้จริง


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดการประชุม MDP สัญจรครั้งที่ 5








เมื่อวันที่ 21-22 ตุลาคม 2555 บริษัทจอยแอนด์คอยน์ได้จัดการประชุมสัญจรขึ้นที่ โรงแรมฮอลิเดย์ อิน์ ชอำ โดยในครั้งนี้ได้นำนักธุรกิจอิสระจอยแอนด์คอยน์ในระดับ MDP ไปทั้งสิ้นกว่า 500 คน การประชุมดังกล่าวได้จัดเตรียมขึ้นเพื่อให้ความรู้ในเรื่องของการพัฒนาตนเอง การสร้างทีมหรือองค์กรให้มั่นคง รวมถึงการใช้เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผู้ที่ให้เกียรติมาให้ความรู้กับทัพ MDP นั้นเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ดร. สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทบริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด รวมทั้ง พล.ต. สุชาติ กาญจน วิเศษ ที่มานำเสนอเรื่องของกฎจรรยาบรรณ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวทายาทรุ่นที่ 25 ของ บริษัท จอยแอนด์คอยน์ ถึง 2 คนอีกด้วย คือ คุณอาสา และคุณศรัณย์ณัฐฐา หัชลีฬหา ซึ่งตอนนี้เข้ามารับผิดชอบดูแลบริษัทเจ ซี บรอดคาสท์ จำกัด (JC TV) ในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีอย่างเต็มตัว และคุณ ฐัช หัชลีฬหา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น ทั้งสามท่านได้นำเสนอผลงานที่ได้ทำลงไปและงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแม่ทีมของ จอยแอนด์คอยน์ ให้เห็นถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เรียกได้ว่า ความสามารถไม่แพ้ประธานบริษัทของเราเลยทีเดียว
เรียกได้ว่าการเดินทางมาชะอำครั้งนี้ นอกจาก MDP ทุกคนจะได้รับความสนุกสนานจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่บริษัทจัดขึ้นแล้ว ยังพกเอาความรู้ดีๆ กลับไปพัฒนาองค์กรของตนเองอีกด้วย แล้วความสุขและความสำเร็จแบบนี้จะมีที่ไหนได้อีก ถ้าไม่ใช่ที่จอยแอนด์คอยน์




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154


ดี เน็ทเวิร์ค ฉีกกฎขายตรงเกษตร เนรมิต บานเย็น นวัตกรรมสารเสริมพืชแห่งยุค








ดี เน็ทเวิร์ค ฉีกแนวทางธุรกิจขายตรงเกษตร เนรมิต สารบำรุงสมองพืช ภายใต้ชื่อ บานเย็น ที่สุดแห่งเทคโนโลยีทำให้หาอาหารเก่งขึ้น ทำการปรับสภาพดิน เป็นนวัตกรรมจากสวิตเซอร์แลนด์ สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ทดลองแจกไป 200 ชุด ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับแจกไปนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ คาดสินค้ากลุ่ม บานเย็น จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีในลำดับต้นๆ ของทางบริษัทในอนาคตอันใกล้ เตรียมจัดงานใหญ่ฉลองจำหน่ายผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ ครบ 50 ล้านเม็ด ต้นปีหน้าพร้อมตั้งเป้าบุกตลาดเวียดนามเป็นที่แรก


คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยทำการฉีกแนวในการทำธุรกิจเกษตรอย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกสินค้า สารบำรุงสมองพืช ภายใต้ชื่อ บานเย็น


ผลิตภัณฑ์บานเย็นหรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า บานเย็นรากขาวจะมีแพ็ตเกจเป็นสีบานเย็นทำให้คนเห็นแล้วจำได้เลย นี่ถือเป็นการฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ ว่าทำไมสินค้าเกี่ยวกับเกษตรต้องสีเขียวเท่านั้น โดยสารบำรุงสมองพืชของเราถือเป็นที่สุดของนวัตกรรมทำให้หาอาหารเก่งขึ้น ทำการปรับสภาพดิน เป็นเทคโนโลยี่จากสวิตเซอร์แลนด์สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์


สินค้าในกลุ่มนี้มี3ตัว ตัวแรกคือ บานเย็นรากขาว ตัวต่อมาคือ วัคซีนพืช เป็นการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพืช ซึ่งทำจากซิลิก้าและกรดอะมิโน ตัวที่ 3 คือ สารเพิ่มผลผลิตบานเย็น เร่งการผลิตดอกออกผล ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถือเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมสารเสริมพืชแห่งยุค
การที่เราโดเข้ามาร่วมทำธุรกิจขายตงเกษตรสืบเนื่องจากสินค้าของเราเข้ากับคอนเซ็ปต์ของ ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวคือ เป็นสินค้าที่ดีมีนวัตกรรม เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน เนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ขนส่งง่าย ราคาเอื้อต่อผู้บริโภค และสามารถแข่งขันในตลาด AEC ได้ ที่สำคัญสินค้ากลุ่มเกษตรของ ดี เน็ทเวิร์ค ทุกตัวล้วนแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโลก
คุณสาคร กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ตนเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำ 3 เดือนสร้างยอดขาย ได้สูงถึง 20 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายเป็นสูตรเดียวกันกับ สารบำรุงสมองพืชบานเย็น ตนจึงมีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของ ดี เน็ทเวิร์คจะสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรได้เป็นอย่างดี
ทางบริษัทคาดหวังว่าสินค้ากลุ่ม บานเย็น จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีในลำดับต้นๆ ของทางบริษัท และจากการได้ทำการทดลองแจกไป 200 ชุด ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการแจกไปนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2556 ทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะมีการจัดงานใหญ่เฉลิมฉลองยอดขายโกโรจินส์ 50 ล้านเม็ด และมีการประดับเข็มให้กับสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในทุกตำแหน่ง
งานใหญ่ของเราจะจัดขึ้นที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คนจากทั่วประเทศ นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองและการประดับเข็มแล้ว เรายังมีโปรแกรมการแข่งขันท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการศึกษาตลาด AEC ไปในตัว เนื่องจากทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะบุกตลาดเวียดนามเป็นประเทศแรก
ความพร้อมในการบุกตลาดเวียดนามนั้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียม ความพร้อม ในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าก็อยู่ในระหว่างการขอจด อย. อยู่ซี่งโปรโมชั่นการท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนามนี้ สร้างความคึกคักในหมู่สมาชิก ดี เน็ทเวิร์ค เป็นอย่างมาก ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะมีผู้ผ่านคุณสมบัติการท่องเที่ยวในครั้งนี้ถึง 400 คน โดยโปรโมชั่นดังกล่าวเริ่มเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ถึง 5 มกราคม 2556 เดินทางในเดือน พฤษภาคม 2556


การที่เราเลือกบุกตลาดเวียดนามก่อน สืบเนื่องจากคนเวียดนามเป็นคนที่ขยันขันแข็งเป็นออย่างมาก อีกทั้งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา พวกเขากำลังแสวงหาโอกาสในชีวิตซึ่งผมมองว่าเหมาะอย่างมากกับการทำอาชีพขายตรง เราจึงตัดสินใจบุกตลาดเวียดนามเป็นประเทศแรก คุณสาคร ระบุปิดท้าย



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เปิดใจ 2 บอสใหญ่ Cats.Com โนริคาซู ทานิกูจิ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กับปฏิบัติการณ์ล้างบ้านใหม่








แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทขายตรงจากแดนซามูไร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Cat.Com จะโดนมรสุมเล่นงานอย่างหนักทั้งปัญหาแม่ทีมที่มีรายได้สูงไหลออก,กรณีมีสินค้าขายตัดราคาอันเป็นผลมาจากแม่ทีม (ตัวแสบ)ปั่นราคากันเองและปัญหาการแย่งสายงานกันภายในบริษัท ทำให้ข่าวคราวของแคทส์ดอทคอมในช่วงที่ผ่านมาจึงดูเงียบหายไปจากวงการขายตรงเมืองไทย แต่หลังจากที่ทีมผู้บริหารทั้งจากเมืองไทย และบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ทำความสะอาดบ้านกันใหม่แบบยกกระบิทำให้ภาพลักษณ์ของ Cats.Com เริ่มดูดีขึ้นตามลำดับ


ล่าสุดหลังจากการปฏิวัติล้างบ้านใหม่แล้วเสร็จ ทีมผู้บริหารของ Cats.Com ก็พร้อมใจกันออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น พร้อมกันเผยแผนกลยุทธ์ที่จะใช้เป็นแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า ในปี 2556 ที่จะถึงนี้ โดยหนึ่งในคีย์แมนสำคัญที่จะช่วยให้ Cats.Com กลับมาผงาดในเวทีขายตรงเมืองไทยได้อีกครั้ง นั่นคือ โนริคาซู ทานิกูจิ รองประธานกรรมการ และ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ซี่งทั้งสองท่านนี้ถือเป็นบุคคลที่มีส่วนอย่างมากในการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของแคทส์ดอทคอมให้กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในถนนขายตรงอีกครั้ง


เกียรติพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับ Cats.Com ออกมามากมายไม่ว่า ข่าวเกี่ยวกับมีผู้นำในอันดับต้นๆได้ออกไปทำบริษัทอื่น หรือมีข่าวว่าบริษัทได้ปิดตัวไปแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบริษัทเลยเพราะเรากำลังทำความสะอาดบ้านใหม่ทั้งหมด ดังนั้นหลังจากที่เราปรับปรุง และแก้ไขปัญหาภายในเสร็จแล้ว ทำให้เราพร้อมที่จะออกมาเปิดตัวกับสื่อมวลชนอีกครั้งเพื่อให้รู้ว่าต่อไปนี้เราจะทำอะไรบ้าง


โดยกลยุทธ์ที่ Cats.Com จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการกลับมาผงาดบนถนนขายตรงอีกครั้ง เกียรติพงศ์ บอกว่า ได้แก่


1.ปรับรูปแบองค์กรด้วยการรีแบรนดิ้งใหม่โดยเน้นการเป็นธุรกิจขายตรงสีขาวแบบ 100% 2. พัฒนาเครื่องมือทางการตลาด3.เพิ่มช่องทางการสื่อสารทางการตลาด4.พัฒนาระบบการส่งเสริมกับสมาชิก ซึ่งการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของ Cats.Com ในครั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558


เราไม่ได้สนใจว่าที่ผ่านมาจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่พวกเรายังคงเดินหน้าต่อไป เพราะเรามีจุกมุ่งหมายเดียวกันคือ การเป็นธุรกิจสีขาว โดยการยึดมั่นในการทำธุรกิจแบบโปร่งใส และมีคุณธรรม เพื่อสร้างเป็นธุรกิจต้นแบบ ก่อนที่ Cats.Com จะขยายสาขาออกไปยังประเทศอื่นๆ ใน๓มิภาคอาเซียน ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยวางระบบการทำงานอย่างเป็นระบบ


เกียรติพงศ์ ยังบอกอีกว่า การทำงานของ Cats.Com รูปแบใหม่จะเน้นการสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง โดยจะไม่เน้นการสร้างยอดขายเป็นหลัก แต่จะเน้นการสร้างทีม และสร้างเครือข่ายกับผู้บริโภคเป็นหลัก ดังนั้นบริษัทจึงได้พัฒนาระบบการจัดฝึกอบรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการต่อยอด เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง โดยการใช้สินค้าในการเดินตลาด ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาที่บรรดาแม่ทีมมักจะปลูกผังให้ทีมงานหาคนมาปิดยอดเพียงอย่างเดียว ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 นี้เป็นต้นไปบริษัทจะเริ่มประกาศใช้โครงการ ธุรกิจสีขาว อย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศ


ขณะที่ มร.โนริคาซู ทานิกูจิรองประธานกรรมการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่าในส่วนของสินค้านั้นบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2556 จะมีสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดประมาณ 5-10 รายการเพื่อกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้บริษัทยังได้นำระบบการทำงานที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อาทิ การทำงานแบบออนไลน์ การทำงานแบบตั้งรับ หรือ ออฟไลน์ และการทำงานแบบแอร์ไลน์เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถสร้างเครือข่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา อาทิ การพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นผ่านทางมือถือ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกใช้งานได้ง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็วและประหยัดเวลาในการเดินทางอีกด้วย


ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราได้เพิ่มทีมผู้บริหารที่มีความสามารถเข้ามาช่วยในการวางแผนงาน อาทิ คุณกฤษณะ ศิลปษา ผู้จัดการฝ่ายไอที ซึ่งจะดูแลทางด้านไอทีและการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และคุณอภิสันต์ มารศรี ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซึ่งจะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องของระบบการฝึกอบรมให้กับสมาชิก นอกจากนี้หลังจากที่คุณโนริคาซู ทานิกูจิ ประธาน แคทส์ดอทคอม ประเทศไทยคนปัจจุบันได้ครบวาระในการบริหารงานในประเทศไทย ทางบริษัทแม่จึงได้มอบหมายให้คุณซิซิโด๊ะ โตชิมาซะ มารับหน้าที่ตำแหน่งประธานบริหารแทนคุณมิจือชิเกะ นากามิจิ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าจะทำให้แคทส์ดอทคอมประเทศไทยมีความแข็งแกเร่งมากยิ่งขึ้น มร.โนริคาซู ทานิกูจิ กล่าว


สำหรับแผนการรุกตลาดต่างประเทศนั้น เมื่อต้นปี 2555 ที่ผ่านมา Cats.Com ได้เปิดดำเนินการแห่งแรกในประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกในประเทศดังกล่าวมากกว่า 2,000 รหัสและในช่วงของไตรมาส2/2556 มีแผนจะเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีนักธุรกิจระดับผู้นำได้เข้าไปขยายตลาดในประเทศดังกล่าวบางส่วนแล้ว


ส่วนผลประกอบการในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาถือว่าเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้โดยมียอดขายอยู่ที่ 150 ล้าสนบาท แบ่งเป็น ยอดขายในประเทศไทย 130 ล้านบาท และอีก 20 ล้านบาทมาจากประเทศกัมพูชา คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายน่าจะแตะที่ละดับ 200 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามในปี 2556 บริษัทคาดว่ายอดขายรวมทั้งหมดอยู่ที่ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นไทย 300 ล้านบาท กัมพูชา 60 ล้านบาท และเวียดนาม 40 ล้านบาท


มร.โนริคาซู ทานิกูจิ บอกอีกว่า ภาพลักษณ์ของแคทส์ดอทคอทต่อจากนี้ไป เราจะเน้นการเป็นธุรกิจเครือข่ายสีขาว โดยจะไม่เน้นแข่งขันทางด้านการสร้างยอดขายกับบริษัทอื่นๆ เพราะสินค้าของบริษัทถือว่าแตกต่าง และไม่มีคู่แข่ง ซึ่งบริษัทกล้าพูดได้ว่าแคทส์ดอทคอมเป็นผู้นำทางด้านเบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำมะโฮ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปแข่งกับใคร ซึ่งในปีนี้บริษัทได้ตั้งงบประมาณทางการตลาดกว่า 50 ล้านเยน หรือประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อใช้ในการรีแบรนดิ้ง และงบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ รวมถึงใช้เป็นงบในการโยกย้าย สำนักงานใหญ่แห่งใหม่จากห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าวไปยังสถานที่แห่งใหม่ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหาสถานที่ที่เหมาะสม โดยบริษัทจะเน้นในเรื่องของการเดินทางที่สะดวกกับสมาชิก คาดว่าสำนักงานแห่งใหม่จะเริ่มเปิด ให้ดำเนินการได้ประมาณต้นปี 2556 นี้อย่างแน่นอน


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ธุรกิจเครือข่ายไทย (MLM Thailand) สู่ธุรกิจเครือข่ายโลก (MLM International)


ในแวดวงการขายตรงตลอดในช่วงไม่กี่ปีนี้ มีมูลค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นกว่าหลายพันล้านต่อปี โดยมีมูลค่ารวมต่อปีมากกว่า 70,000 ล้านบาท ทำให้เกิดเครือข่ายธุรกิจหน้าใหม่ขึ้นในบ้านเรามากมาย แม้ จะมีรายละเอียดปลีกย่อยในการดำเนินการแตกต่าง กันบ้าง แต่สุดท้ายก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือมีการพัฒนาให้องค์กรและสายงานของนักธุรกิจเจริญเติบโตก้าวไปด้วยกัน

สำหรับธุรกิจเครือข่ายของเอสเนเจอร์นั้น เกิดจาก วิสัยทัศน์ของคุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริหารของ บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้ที่ได้นำพาแบรนด์ของซุปเปอร์แวร์ ผลิตภัณฑ์เมลามีนคุณภาพให้รู้จักไปทั่วโลกแล้วนั้น มองการณ์ไกลเห็นแนวโน้มการ ทำธุรกิจต่างๆ ของโลกว่า จะมีการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่ง่ายขึ้น สอดคล้องกับผลของความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีและเกิดเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้บุคคล ต่างรู้จักกันง่ายขึ้น และมีความสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง หลากหลายวงการ โดยจะมีการพัฒนาจากกลุ่มเดิมเช่น เครือญาติหรือเพื่อนฝูงที่มีความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นพันธมิตร (Partnership) ที่ก่อให้เกิดกำไรร่วมกันสูงสุด โดยมีการ ทำงานเป็นทีมและแชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน

จากผลการมองการณ์ไกลเหล่านั้น จึงก่อให้เกิดการผลักดันธุรกิจเครือข่ายไทยสู่ธุรกิจเครือข่ายโลก (A Globalized Thai Network Marketing) ภายใต้แบรนด์เอสเนเจอร์ ภายใต้แนวคิด One code one world คือหนึ่งรหัสของนักธุรกิจ สามารถทำธุรกิจได้ทั่วโลก เป็นการปลดล็อกเงื่อนไขของธุรกิจให้เดินหน้า อย่างไร้ขีดจำกัด และกลยุทธ์ Greenovative ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อโลกสีเขียว

ปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ ณ ต่างประเทศ ได้เปิดทำการแล้ว 2 สาขาในช่วงเวลา 1 ปีเศษ ได้แก่ สาขาย่างกุ้ง ประเทศพม่า และสาขาเวียงจันทน์ ประเทศลาว และส่วนที่กำลังดำเนินการเพื่อเปิดสาขาได้แก่ ประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนามและอินเดีย อันเป็นแผนรุกที่เตรียมพร้อมรับมือกับการเปิดตัวกลุ่มประชาคมอาเซียน AEC ในปี 2558 นี้ด้วย

โดยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่โดดเด่นระดับสากลของธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ เช่น ไดแนมมิคพลัส นวัตกรรมสารสกัดจากไข่แดงผสมผสานสารสกัดจากผลมะตูม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารสกัดจากไข่แดง ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญ เช่น โคลีน เลซิทิน และโอเมก้า 3 (ดีเอชเอ) ทั้งนี้ จากข้อมูลทาง การแพทย์ ได้กล่าวว่าโคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์เยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท รวมทั้ง ไล่โปโปรตีน (Lipoprotein) และเป็นสารตั้งต้นในการ สร้างอะเซททิลโคลีน(Acetylcholine) ซึ่งเป็นสาร สื่อ ประสาทที่ใช้ในการส่งกระแสประสาท (Cholinergic neurotransmission) ของสมอง

ทั้งนี้ ไดแนมมิคพลัสผลิตโดยแพทย์แผนไทยบุณยพร ยี่มี ผู้ที่ได้รับ 6 รางวัลจากการประกวด 5 สถาบันระดับโลก เช่น การประกวดนวัตกรรม 35 ประเทศ 465 ผลิตภัณฑ์ WIPO Award The Best Inventor จาก องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก ทบวงการชำนาญพิเศษ องค์การสหประชาชาติ Russian House Award The Best Inventor จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เหรียญทอง และเหรียญทองแดง Korea Invention Promotion Association (KIPA) เหรียญทอง The Best Inventor จากงาน 39th International of Inventions of Geneva 2011 จากสวิตเซอร์แลนด์ และเหรียญทอง International Invention Fair For Middle East 2011 จากประเทศคูเวต เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์มีความตั้งใจที่จะพัฒนาธุรกิจเครือข่ายไทยสู่ธุรกิจเครือข่ายโลก (A Globalized Thai Network Marketing) เพื่อหุ้นส่วนธุรกิจสามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างอุ่นใจและมั่นคง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1316 ประจำวันที่ 11-7-2012 ถึง13-7-2012