ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA เตรียมงานประเพณีตบท้ายปี จัดเกียรติยศนักขาย 90 รหัส 30 บ. ส่งประชัน







�Ҿ��� 4 (Mobile)

 


สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เตรียม งานใหญ่ วันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 ภายใต้ธีมงาน "Dynamics of life พลัง แห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ" ในวันที่ 10 พ.ย. 2556 ณ เมืองทองธานี เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจอิสระ สังกัดบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ พร้อมแสดงศักยภาพและความมั่นคงของธุรกิจขายตรงไทย โดยในปีนี้มีนักธุรกิจอิสระที่เข้ารับรางวัล "นักขายตรงดีเด่น" มีจำนวน 90 รหัส รวม 128 คน จาก 30 บริษัท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิก ในฐานะ "นักธุรกิจอิสระดีเด่น" ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค สมาคมจึงได้จัดงาน "วันเกียรติยศนักขายตรงไทย" ขึ้น เพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจอิสระ ผู้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระทั่วประเทศ 11 ล้านคน ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็น ที่รู้จักแก่สาธารณชน ส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทได้ดำเนินธุรกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค


"งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปีนี้ นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ และน่าจดจำ เพราะเป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปีของสมาคม ซึ่งเราได้ฉลองด้วยการเปิดตัวโลโก้ใหม่ของสมาคมและคู่มือขายตรง เล่ม 2 พร้อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา สมาคมอยู่เคียงข้างนักธุรกิจอิสระ ผู้บริโภคและบริษัทสมาชิกด้วยการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมภายใต้ปณิธานหลักที่ว่า "ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมไทย" นายกิจธวัช กล่าวเพิ่มเติม


ด้าน มร.เต้ เพีย เซง กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า ในปีนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ภายใต้ชื่องาน "Dynamics of Life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ ซึ่งกิจกรรมบนเวทีประกอบด้วย การมอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่น มอบโล่ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน นอกจากนั้นท่านจะได้เพลิดเพลินกับศิลปิน โจ-ก้อง ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมกับร่วมลุ้นรางวัลต่างๆ จากทางสมาคมการขายตรงไทย และจากผู้บริหารของบริษัทสมาชิก


มร.คริสโตเฟอร์ เฮยนสึ คิม กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทยูนิซิตี้ จะดูแลและรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างและกิจกรรมส่วนหน้าของงานประกอบด้วย บอร์ดนิทรรศการของสมาคม จุดแสดงผลิตภัณฑ์ หอเกียรติยศนักธุรกิจอิสระ หอเกียรติยศสื่อมวลชน จุดถ่ายภาพ ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและมีช่วงเวลาที่ดีๆ ในปีนี้ร่วมกัน พร้อมดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ และก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 ของสมาคมการขายตรงไทยไปพร้อมกันครับ


งานเกียรติยศนักขายตรงประจำปี 2556 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จึงขอเชิญชวนท่านคณะผู้บริหารบริษัทสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย นักธุรกิจอิสระที่ได้รับรางวัล ตลอดจนนักธุรกิจอิสระที่มาร่วมแสดงความยินดี สามารถเข้าร่วมงานตามวันและเวลาดังกล่าว เพื่อแสดงศักยภาพทางธุรกิจและพลังแห่งความสามัคคีของภาคธุรกิจขายตรงไทย ที่เป็นภาคส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนตลอดไป


ทั้งนี้ ปี 56 ถือเป็นปีที่ TDSA ได้จัดฉลอง 30 ปีของสมาคมฯ โดยใช้ชื่องาน ว่า "30 ปี สมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต" ซึ่งเป็นการจัดสัมมนา 1 วัน เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 การสัมมนาย่อย ได้แก่ "Entrepreneur...เจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่" ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้คร่ำหวอด ในวงการมาให้ความรู้แก่อาจารย์และนิสิตนักศึกษา พร้อมตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายจากบริษัทชั้นนำ "ธุรกิจเครือข่าย...โอกาสไร้พรม แดนสู่ AEC" เป็นการแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการใน 3 ประเทศจากสมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขาย ตรงเวียดนาม ร่วมด้วยเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย ทั้งยังมีการเสวนาเรื่อง "เปิดโอกาสธุรกิจเครือข่ายรับ AEC" โดยคุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ อุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์, คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ เลขาธิการ และ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ พร้อมพิธีเปิดตัวโลโก้ใหม่สมาคมการขายตรงไทยอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวหนังสือ "Entrepreneur...เจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่" ซึ่งเป็นคู่มือเพื่อการศึกษาธุรกิจเครือข่ายเล่ม 2 ที่สมาคมรวบรวมคลัง ความรู้จากผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ สมาคม และนำมาเผยแพร่เพื่อช่วยยกระดับ มาตรฐานของธุรกิจเครือข่ายให้มากยิ่งขึ้น


"คู่มือเพื่อการศึกษา "Entrepreneur... เจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่" มุ่งให้ความรู้แก่นักธุรกิจอิสระ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลุ่ม นิสิตนักศึกษาที่มีแนวโน้มต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง เพื่อให้มีความเข้าใจในวิชาชีพอย่างถูกต้องและเพื่อใช้เป็นคู่มือเพื่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อันจะเป็นหนึ่งในวิชาการตลาดที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่และการเติบโตของตลาดโลกในอนาคต จัดทำในรูปแบบพ็อกเกตบุ๊ก ความหนาประมาณ 200 หน้า ประกอบด้วยเนื้อหาของ ธุรกิจเครือข่าย การเริ่มต้นและการสร้างธุรกิจ ตลอดจนการรักษาธุรกิจให้ยั่งยืน"


[gallery ids="21001,21002,21003,21004,21005,21006,21007,21008,21009,21010,21011"]

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA โหมโรงจัดงานวันนักขาย







Image (Mobile)

 


สมาคมการขายตรงไทย เตรียมจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 ภายใต้ธีมงาน "Dynamics of life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ นักขาย 128 ชีวิต จาก 30 บริษัทในสังกัดสมาคมตบเท้ารับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า สมาคมเตรียมการจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 โดยในปีนี้ใช้ธีมงานว่า "Dynamics of life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีกำหนดจัดงานในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย.56 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจอิสระ ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ พร้อมแสดงศักยภาพและความมั่นคงของธุรกิจขายตรงไทยอย่างเต็มภาคภูมิ โดยในปีนี้มีธุรกิจอิสระที่เข้ารับรางวัล "นักขายตรงดีเด่น" จำนวน 90 รหัส รวม 128 ท่าน จากบริษัทขายตรงชั้นนำในสังกัดของสมาคมกว่า 30 บริษัท


ทั้งนี้ วัตถุประสงค์การจัดงานดังกล่าว เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกในฐานะ "นักธุรกิจอิสระดีเด่น" ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคสมาคมจึงได้จัดงาน "วันเกียรติยศนักขายตรงไทย" ขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจอิสระผู้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระทั่วประเทศ 11 ล้านคน ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน ส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพอันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค


"งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปีนี้นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ เพราะเป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปีของสมาคม ซึ่งเราได้ฉลองด้วยการเปิดตัวโลโก้ใหม่ของสมาคมและคู่มือขายตรง เล่ม 2 พร้อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา สมาคมอยู่เคียงข้างนักธุรกิจอิสระ ผู้บริโภคและบริษัทสมาชิกด้วยการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมภายใต้ปณิธานหลักที่ว่า "ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมไทย" นายกิจธวัช กล่าวเพิ่มเติม


ด้าน มร.เต้ เพีย เซง กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า ในปีนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ยูนิซิตี้มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ภายใต้ชื่องาน "Dynamics of Life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จซึ่งกิจกรรมบนเวทีประกอบด้วย การมอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่น มอบโล่ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน นอกจากนั้นท่านจะได้เพลิดเพลินกับศิลปินอย่าง โจก้อง ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมกับร่วมลุ้นรางวัลต่างๆ จากทางสมาคมการขายตรงไทยและจากผู้บริหารของบริษัทสมาชิก


 


 


 


 


Credit by : http://www.ryt9.com/

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

Image


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน


ข้อมูลจาก manager.co.th

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) คุณกิจธวัช ฤทธีราวี







Capture (Mobile)




















ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของสมาคมการขายตรงไทยหรือ TDSA ที่ปีนี้ผุดไอเดียกิ๊บเก๋ขอฉลองครบรอบ 30 ปี สมาคมฯ โดยการจัดสัมมนา 30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต ที่ให้ความรู้ความเข้าใจเปิดโลกกว้างให้คนเข้าใจขายตรงกันมากขึ้น พร้อมทั้งเผยโฉมโลโก้ใหม่ที่ไฉไล และดูทันยุคทันสมัยมากขึ้น แถมยังแจกคู่มือขายตรงมาให้อ่านเพิ่มพูนความรู้อีด้วย เรียกได้ว่า งานนี้ จัดเต็ม ทั้งแสง สี เสียง ความรู้ และผู้ร่วมงานที่มาทั้ง ระดับบิ๊กเบิ้ม ทั้งอินเตอร์เนชั่นแนล สมฐานะและศักดิ์ศรีของสมาคมพี่ใหญ่ของไทย ซึ่งงานนี้ คุณกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมๆ ก็ขอยกเครดิตให้กับทีมงานทุกท่านที่ทุ่มเมให้กับงานนี้เยอะกว่าทำงานบริษัทอีกนะเนี่ย เอาน่า...ทำแล้วซัคเซส ก็คุ้มค่าเหนื่อย จริงมั้ยเจ้าค่ะ คริ คริ


พูดถึงบอสแห่ง แอมเวย์ อย่าง คุณกิจธวัช ฤทธีราวี ใครจะรู้ว่า ภายใต้ภาพลักษณ์นักธุรกิจไฟแรง ยังแอบซ่อนบุคลิกของผู้ชายแบบอบอุ่นอยู่ด้วย ก็แหม... งานอดิเรกของคุณกิจธวัช นอกจากจะสะสมนาฬิกาตามแบบสไตล์แมนๆ แล้ว ยังชอบเล่นกีตาร์โปร่งแบบชิวๆ อีกด้วย แถมหลัง มานี่ พอ Ukulele ฮิตติดกระแส คุณเอ็มดีแห่งแอมเวย์ก็ไม่ยอมตกยุค หา Ukulele มาไว้ในครอบครอง พร้อมทั้งร้องเล่นจนสาวน้อยสาวใหญ่ๆ เคลิ้มกันเป็นแถบๆ เลยเชียวล่ะ แหม...เก่งทั้งบู๊และบุ๋นเลยนะเจ้าคะ เคอาร์เจ้าขรา





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 230 ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2556


วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA ย้ำจุดยืนกูรูขายตรงตัวจริง ชี้ไม่เกิน 3 ปี MLM ไทยแตะ 3 ล้าน







L_kr (Mobile)


TDSA จัดงานฉลองใหญ่ครบรอบ 30 ปี ชูนโยบายเป็นเสาหลักของธุรกิจขายตรง ยึด 4 ข้อ เสริมภาพลักษณ์-สมาชิกคุณภาพ-มีธรรมาภิบาล-ศูนย์กลางความรู้ด้าน MLM ด้าน กิจธวัช ฟันธงไม่เกิน 3 ปี มูลค่าตลาดรวมทะลุแสนล้านบาทหาก AEC เปิด เหตุมีกลุ่มทุนนอกไหลเข้าไทย ขณะที่ข้อมูลจากสมาพันธ์ขายตรงโลกระบุตลาดอาเซียนเนื้อหอมแค่ 6 ประเทศ มีมูลค่ารวมกันสูงถึงหมื่นล้านเหรียญ


กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เปิดเผยว่า จากการที่สมาคมได้ดำเนินงานมาครบรอบ 30 ปี ทางสมาคมฯ ได้จัดงานสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับนักธุรกิจและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจเกี่ยวหับธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างเป็นทางการประมาณ 380 บริษัท แต่ยีงมีบริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงในลักษณะมันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ออกจำนวนมาก ดังนั้น สมาคมฯ จึงต้องการให้บุคคลทั่วไปสามมารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทไหนดำเนินธุรกิจในลักษณะใด


ที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้ยึดกลยุทธ์หลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมขายตรงไทย ซึ่งประกอบด้วย 4 ข้อหลัก ได้แก่ 1.เสริมสร้างภาพลักษณ์ 2.สมาชิกคุณภาพ 3.ธรรมาภิบาล และ 4.ศูนย์กลางความรู้ ดังนั้น ด้วย ประสบการณ์ของบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ จำนวน 35 บริษัท ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน ซึ่งมียอดขายรวมกันคิดเป็น 70 % ของตลาดรวม ดังนั้น หากภาครัฐและภาคประชาชนทั่วไปที่ต้องการอยากได้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง ทางสมาคมกล้าพอที่จะบอกว่าเราเป็นกูรูทางด้านขายตรงอย่างแท้จริง


กิจธวัช กล่าวอีกว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2016 มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงไทยจะสูงถึง 1 แสนล้านบาทซึ่งหากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาสนับสนุน เช่นการเปิด AEC ซึ่งจะมีกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาที่ตลาดไทยเพิ่มขึ้นดังนั้น เชื่อว่าแสนล้านบาทน่าจะไม่ถึง 3 ปี ตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ในปี 2012 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 6.87 หื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9.48% ซึ่งเติบโตสูงกว่า GDP ของประเทศที่เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5.76% ปัจจัยที่จะทำให้มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงไทยเติบโตเพิ่มขึ้น มาจากบริษัทขายตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้มีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับภาพรวมของอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันผู้บริโภคหันมาดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น


กิจธวัช กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...โอกาสไร้พรมแดนสู่ AEC ที่จัดโดยสมาคม TDSA ว่า ข้อมูลจากสมาพันธ์ขายตรงโลก (WFDSA) ได้ระบุว่า หลังจากที่กลุ่มประเทศในแถบอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงใน 6 ประเทศ ในแถบภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มสูงขึ้น และกลายเป็นกลุ่มประเทศที่น่าสนใจในอนาคต โดยในปี 2012 ที่ผ่านมา มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมขายตรงทั้งหมด 6 ประเทศรวมกันมีมูลค่าสูงถึง 10372 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตรา การเติบโตเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2009-2012 เฉลี่ยอยู่ที่ 13.7%


โดยประเทศมาเลเซียมีมูลค่ารวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 16.4% อันดับ 2 ไทย มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 9.1% อันดับ 3 อินโดนีเซีย มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 10.3% อันดับ 4 ฟิลิปปินส์ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 22.9% อันดับ 5 สิงคโปร์ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 6.4 % อันดับ 6 เวียดนาม มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโต 21.7%





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 230 ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2556

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : ขายตรงไทย-เวียดนาม-มาเลเซียผนึกกำลังร่วม แชร์แนวคิดธุรกิจหวังยกระดับเครือข่ายอาเซียน







mlm01 (Mobile)


3 นายกสมาคมขายตรง 3 ชาติ เปิดมุมมองภาพรวมธุรกิจขายตรง...ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขายตรงเมืองไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี พร้อมเชื่อการเปิดเออีซี ระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น...ส่วน สมาคมการขายตรงมาเลเซีย แจงข้อมูลผู้สำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอยู่ที่ 61% พร้อมเตรียมดึงคนรุ่นใหม่สู่ธุรกิจมากขึ้น หลังพบมากกว่า 70% คนอายุ 30-60 ปี เป็นนักธุรกิจเครือข่าย...ด้าน สมาคมการขายตรงเวียดนาม ระบุผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรงได้ ต้องใช้ระยะเวลา 2 ปี พร้อมต้องเจอกฎเหล็กขายตรงอีกเพียบ!


นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับ ธุรกิจขายตรง ในภูมิภาคอาเซียนเลยก็ได้ กับการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทาง สมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขายตรงเวียดนาม เอง โดยทั้ง 3 สมาคม 3 ชาติ ต่างก็ได้ออกมาเผยถึงภาพรวมและโอกาสในการเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องยอมว่าการเข้าไปในแต่ละประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะเป็น งานหิน ที่ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง ควรที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน!!...


กิจธวัชฉายภาพขายตรงไทย


อัตราการเติบโตดีทุกปีเกือบ10%


...สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยนั้น ทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจชายตรงในประเทศไทยมีอยู่ 4 สมาคม คือ 1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2002-2012 พบว่า ยอดขายโดยรวมของธุรกิจขายตรงมีมูลค่าอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี


ทางสมาคมมีความเชื่อมั่นว่า หากอุตสาหกรรมขายตรงอัตราการเติบด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ เชื่อว่าภายในปี 2016 อุตสาหกรรมขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าตลาดรวมทะลุ 100,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน โดยอัตราเร่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมขายตรงเติบโตได้อย่างแน่นอนนั่นก็คือ การเปิดเออีซีนั่นเอง ซึ่งระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเป้า 1 แสนล้านบาท ก็น่าที่จะขยับเข้ามาเร็วภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน


นายกิจธวัช กล่าวอีกว่า จากข้อมูลในชาติอาเซียนเพียงแค่ 6 ประเทศ พบว่า เมื่อเอา 6 ประเทศมารวมกันมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 10,372 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งแยกได้ดังนี้ 1.ประเทศมาเลเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 16.4% 2.ประเทศไทย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 9.1% 3.ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 10.3% 4.ประเทศฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 22.9% 5.ประเทศสิงคโปร์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 6.4% และ 6.ประเทศเวียดนาม มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 21.7%


สำหรับสถิติที่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายนั้น ประกอบด้วย


1. จำนวนประชากรก็ถือว่ามีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยเช่นกัน


2. กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ


3. การยอมรับในสังคมหรือตลาดนั้น ๆ ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะยอมรับ


ส่วนรูปแบบการตลาดของประเทศ ไทยในปัจจุบันพบว่า ตลาด MLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 82.7% ตลาด SLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.9% และอื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.5% โดยในแต่ละแผนถือว่ามีข้อดีที่แตกต่างกันไป


ด้านพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจขายตรง พบว่า คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า รองลงมาจะเป็นในเรื่องของราคา ส่วนกลุ่มสินค้าที่ใช้มากนั้นพบว่า กลุ่ม wellness มีสัดส่วนอยู่ที่ 39% กลุ่ม Cosmetics & Personal Care มีสัดส่วนอยู่ที่ 27% กลุ่ม Household Goods & Durables มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เป็นต้น


สินค้าสุขภาพมาเลเซียโตดี


เชื่อAECเปิดตลาดไปได้สวย


ด้าน Mr.Frederick Ng President of Direct Selling Association of Malaysia ก็ได้เผยว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านนั้น พบว่า เริ่มเห็นธุรกิจขายตรงในตะวันตกและทางยุโรปเข้ามาเปิดตลาดในภูมิอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในมาเลเซียคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 44%


นอกจากนี้ จากข้อมูลผู้ที่สำเร็จในธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียนั้นพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ โดยอยู่ที่ 61% ขณะเดียวกัน ในมาเลเซียคนที่มีเชื้อสายชาวจีนนั้น จะมีความโดดเด่นอย่างมากในการทำธุรกิจเครือข่ายอยู่ที่ 57% ส่วนคนที่มีเชื้อชาติมาเลเซียอยู่ที่ 37%


ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีนั้น พบว่ามากกว่า 70% เป็นนักธุรกิจเครือข่าย ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวนี้ เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจเครือข่ายในมาเลเซีย ส่วนกลุ่มวัยรุ่นนั้น ถือว่ายังให้ความสนใจในธุรกิจเครือขายน้อยมาก โดยทางมาเลเซียเองมีแผนที่จะเข้าไปให้ถึงกลุ่มดังกล่าวด้วย


ปัจจุบันสมาคมการขายตรงมาเลเซีย มีบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมอยู่ที่ 65 บริษัท โดยมีทั้งบริษัทที่เป็นของมาเลเซียและบริษัทข้ามชาติรวมกัน


Mr.Frederick กล่าวอีกว่า ในการร่วมมือกันของตลาดขายตรงแต่ละชาตินั้น เชื่อว่า น่าที่จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมขายตรงมวลรวมอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังคาดว่าการเปิดตลาดเออีซี ยังจะเป็นการช่วยให้การลงทุนในแต่ละประเทศ เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน


กฎเหล็กขายตรงเวียดนามเพียบ!


เผยหน้าใหม่เข้าไปต้องใช้เวลา2ปี


เช่นเดียวกับทางด้าน Tram Ha Chairwoman of AmCham Vietnam Direct Selling Committee เผยว่า ในประเทศเวียดนามถือว่าธุรกิจขายตรงค่อนข้างมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงในเวียดนามก็มีความเข้มงวดมากด้วยเช่นกัน


ซึ่งล่าสุดทางเวียดนามเอง ได้มีแนวคิดที่จะแก้ไขในเรื่องของกฎหมายหลังจากที่ได้มีการบังคับใช้มาแล้วเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม ที่จะต้องมีการขออนุญาตในการจัดแต่ละครั้ง โดยผู้จำหน่ายอิสระ ไม่สามารถที่จะจัดฝึกอบรมด้วยตนเองได้ หรือแม้กระทั่งการจัดฝึกอบรมของบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้จำหน่ายอิสระได้ โดยจะต้องเป็นการอบรมฟรีทั้งหมด


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น จะต้องมีการรายงานการทำธุรกิจในทุก 6 เดือน ที่สำคัญ สำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงในเวียดนามได้นั้น จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 2 ปีเลยทีเดียว กว่าที่จะได้รับใบอนุญาตการลงทุน


นายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม กล่าวอีกว่า หากย้อนดูถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงในเวียดนามตั้งแต่ปี 2006 -2011 พบว่า มีอัตราการเติบโตเป็นที่พึ่งพอใจ แต่หลังจากปี 2011 เป็นต้นไป เริ่มพบว่าธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทางสมาคมฯ จึงต้องทำงานหนักมาก ที่จะสร้างภาพพจน์ของธุรกิจขายตรงเวียดนามให้กลับมาดีอีกครั้ง ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรงแก่คนหนุ่มสาวที่มีระดับการศึกษาสูงเพิ่มมากขึ้น


สำหรับทิศทางของกฎหมายใหม่ในประเทศเวียดนามนั้น ทางนายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม มองว่า อยากที่จะให้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2013 และสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในปี 2014 โดยขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับแรกได้เสร็จไปแล้ว ส่วนการร่างกฎหมายฉบับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการต่ออายุใบอนุญาต ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าอีกไม่นาน น่าที่จะมี่ข้อสรุปอย่างแน่นอน


...จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายที่บางบริษัทเข้มงวดในเรื่องนี้ บางประเทศไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าเกือบทุกประเทศ ต่างก็ต้องการที่จะเห็นภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA จุดพลุ 30 ปี พี่ไทย ย้ำเป็นสมาคมของคน MLM







Capture (Mobile)


TDSA ย้ำจุดยืนเป็นสมาคมของคนขายตรง เตรียมผลักดันธุรกิจเครือข่ายอาชีพในฝัน ระบุ ไม่เน้นปริมาณสมาชิก เผยจัดงานใหญ่ฉลอง 30 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพ แห่งอนาคต และปรับโลโก้ใหม่เพื่อก้าวสู่ความ ทันสมัย พร้อมเปิดตัวหนังสือคู่มือเล่มที่ 2 Entrepreneur หวังใช้เป็นคัมภีร์การทำธุรกิจ อย่างถูกวิธี


กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการ ขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่า ตลอดระยะ เวลา 30 ปี ที่สมาคมฯ ได้เปิดดำเนินงานมา ซึ่งจุดยืนของสมาคมฯ ในการดำเนินธุรกิจ ค่อนข้างชัดเจน คือ การสนับสนุน และ ผลักดันอุตสาหกรรมขายตรงของไทยให้ เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป รวมถึง ต้องการให้สมาคมฯ เป็นสมาคมฯ เพื่อคน ขายตรงโดยตรง โดยต้องการสนับสนุน ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจอิสระให้ เติบโตอย่างมีศักยภาพตามกฎจรรยา- บรรณ และประสบความสำเร็จอย่าง ยั่งยืน


ปัจจุบันภาพลักษณ์ของ ธุรกิจขายตรงเริ่มได้รับการยอมรับ จากบุคคลทั่วไปมากยิ่งขึ้น ทำให้มี คนเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมขายตรง เพิ่มสูงขึ้นตาม โดยจากตัวเลขของ สมาคมฯ ที่ได้มีการสำรวจพบว่า มี ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมขายตรง ทั้งระบบอยู่ที่ 15 ล้านคน แบ่งเป็นประมาณ 9-10 ล้านบาท เป็นเพียงแค่ผู้ที่ซื้อสินค้ากิน และใช้เท่านั้น ส่วนอีก 5 ล้านคน ทำเป็นธุรกิจแบบจริงๆ จังๆ ดังนั้น หากเราทำให้ธุรกิจนี้เป็น ธุรกิจที่ให้ทำทุกอย่าง เชื่อว่าจะทำให้มีผู้คนเข้า สู่ธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น


กิจธวัช กล่าวอีกว่า แม้จำนวนสมาชิก ของ TDSA จะมีเพียงแค่ 30-40 กว่าบริษัท เท่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่แจ้งไว้กับ ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทั้งหมด 353 บริษัท ทั้งที่สมาคมฯ เปิดมา 30 ปีแล้ว แต่สมาคมฯ มี หลักในการทำงาน ชัดเจน ไม่ได้แข่งขัน กับใคร ซึ่งการบอก รับสมาชิกใหม่เพิ่ม ทางสมาคมฯ ก็มี จุดยืนชัดเจนโดย เปิดรับสมาชิก ใหม่ไม่ว่าจะใช้ แผนการตลาด แบบใด เพียงแต่ ต้องปฏิบัติตาม กฎจรรยาบรรณ เท่านั้น


ขณะเดียวกัน จุดยืนของสมาคมฯ ยัง ต้องการจะเป็นแหล่งความรู้ ของอุตสาหกรรมขายตรงให้ กับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ, สถาบันการศึกษา และ บุคคลทั่วไป ในการศึกษาและ เรียนรู้ธุรกิจขายตรงอย่างถูกวิธี


ด้านสุชาดา ธีรวชิรกุล อุปนายกฝ่ายการศึกษา สมาคม การขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่สมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิก และผู้สื่อข่าว ดังนั้น สมาคมฯ จึงต้องการจะตอบแทนเพื่อเป็นการคืนกำไร สู่สังคม ด้วยการจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปี เพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีของบุคคลทั่วไปต่ออุตสาหกรรมขายตรง แม้ว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของขายตรงจะดีอยู่แล้ว แต่ ต้องการจะทำให้บุคคลทั่วไปมีความเข้าใจในธุรกิจนี้ เพิ่มมากขึ้น


ทั้งนี้ การจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปี จะจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ภายใต้หัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่ง อนาคต ซึ่งภายในงานดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคเช้า เป็นการสัมมนาในหัวข้อ Entrepreneurเจ้าของ ธุรกิจอิสระยุคใหม่ โดยได้รับเกียรติจากผู้มีประสบการณ์ ที่คร่ำหวอดในวงการมาให้ความรู้ และการสัมมนาในหัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...โอกาสไร้พรมแดนสู่ AEC เป็นการ แบ่งปันประสบการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ขณะที่ใน ภาคบ่ายเป็นการสัมมนา 30 ปี สมาคมขายตรงไทยภายใต้ หัวข้อ ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาส ให้นักธุรกิจอิสระ และบุคคลทั่วไปมีความเข้าใจในการทำธุรกิจ ขายตรงอย่างถูกวิธี


นอกจากนั้นภายในงานยังได้เปิดตัวโลโก้ใหม่ของ สมาคม TDSA อย่างเป็นทางการ รวมถึงการเปิดตัวหนังสือ Entrepreneurเจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่ ซึ่งเป็นคู่มือ เพื่อการศึกษาของธุรกิจเครือข่ายเล่มที่ 2 หลังจากคู่มือเล่ม ที่ 1 ได้รับการตอบรับดีมาก โดยคู่มือเล่มที่ 2 นี้ จะเป็นคู่มือ ที่ให้ความรู้ และความเข้าใจในธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะกลุ่ม คนรุ่นใหม่ นิสิตนักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการอย่าง จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จบไม่ลง!แนวคิด4สมาคมขายตรง จิรชัยขอเป็นกาวใจเชื่อมต่อสายสัมพันธ์







943251_556722501045849_2088255802_n (Mobile)

 


เปิดศึกทางความคิด 4 สมาคมขายตรงไทย...ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) เดินหน้าเข้าพบ เลขาธิการฯ สคบ. จิรชัย มูลทองโร่ย ปรึกษาหารือเรื่องการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง...พร้อมสวนกลับ สมาคมการขายตรงไทย ทันควัน การก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ทำได้ ขอให้เข้าใจใหม่...ส่วน ดร.สมชาย นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ย้ำจุดยืนขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย...ด้าน จิรชัย ระบุพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4 สมาคมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลา


...เปิดศึกเกมทางความคิดกันแบบจ้าละหวั่น สำหรับ 4 สมาคมขายตรงที่ประกอบด้วย 1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 สมาคมนั้น เมื่อมองดูแล้ว คงต้องบอกว่าเป็นการตกผลึกโครงสร้างทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้


นโยบายของทั้ง 4 สมาคมจะมีนโยบายที่คล้ายกันก็คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโตสู่


สากลนั่นเอง!!


ประเด็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน


บ่มจุดแตกหักรอยร้าวที่ควรแก้ไข


...หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ 4 สมาคมขายตรงแบบชนิดติดขอบสนามแล้วล่ะก็ จะพบว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปล่อย ขีปนาวุธทางความคิด ของแต่ละสมาคมนั้น ในเชิงของการโชว์ศักยภาพความพร้อมในหลาย ๆ เรื่องถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้แต่ละสมาคมต่างเกิดความไม่พออกพอใจกันเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก การเริ่มปะทุแนวทางความคิดในเรื่องของการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ได้ออกมาประกาศโชว์ออฟขอเป็นแนวหน้าในการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน พร้อมกับระบุว่า สมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) นั้น คือ สมาคมเดียวที่มีศักยภาพมากพอในการก่อตั้งสมาพันธ์ดังกล่าวได้


และด้วยประเด็นคำว่า สมาคมการขายตรงไทย นั้น ถือเป็นสมาคมเดียวของไทยที่มีศักยภาพมากพอในการที่จะก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นี่เอง ที่ทำให้เริ่มมีความเคลื่อนของเหล่าสมาคมต่าง ๆ ออกมาให้เห็นกันแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันเลยทีเดียว


...อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ที่มี นิโรธ เจริญประกอบ เป็นนายกสมาคมฯ ก็ได้เดินทางพร้อมสมาชิกในสมาคมเข้าพบกับ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในการปรึกษาหารือในเรื่องของการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง ซึ่งถือเป็นอีกนโยบายหลักของทางสมาคมนี้นั่นเอง


โดยเนื้อหาสาระของการหารือในครั้งนั้น ทาง นิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ก็ได้มีการชี้แจ้งให้กับทางเลขาฯ สคบ. พร้อมกับสื่อมวลชนที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วยว่า วันนี้ทางสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงให้ทุกภาคส่วนมีการยอมรับในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการก่อตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ทางสมาคมฯ มีนโยบายที่จะรณรงค์ให้มีการแก้กฎหมายหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานกำกับกิจการขายตรง โดยให้แยกธุรกิจตลาดแบบตรงออกไปเป็นกฎหมายอีกฉบับ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลาย ๆ เรื่องที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จ เป็นต้น พร้อมกับ อยากเห็นธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะคล้าย ๆ กับธุรกิจประกันที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมด



นิโรธชี้ถอยคำแถลงTDSA


ระบุ!ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ดีพอ


ซึ่งนอกเหนือจากในเรื่องของการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายขายตรงแล้วนั้น อีกหนึ่งเรื่องที่ทางด้านนายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้มีการยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนี้นั่นก็คือ การที่ทางสมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) ที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ขอทิ้งน้ำหนักในเรื่องของการรวบรวมสมาคมต่าง ๆ ให้เกิดเป็น สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า การแก้ไขกฎหมายขายตรง


เรียกว่า การที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้ฝั่งทาง นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ถึงกับเลือดขึ้นหูกันเลยทีเดียว พร้อมกับออกมาโต้กลับทันควันด้วยว่า


... วันนี้ทางสมาคมการขายตรงไทยอาจจะมองว่า สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะโชว์ออฟในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมฯ ขอเรียนว่าเราเองไม่เคยพูดว่าสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย จะเป็นผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยลำพังแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเรา โดยสมาคมอื่น ๆ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งหากสมาคมไหนมีความคิดที่ดี และทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ก็จะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ สคบ.ภายหลังต่อไป เนื่องจากมีทาง สคบ. หน่วยงานเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกับรัฐบาล และขอบอกว่า จะไม่มีสมาคมไหนที่มีอำนาจตรงนี้แต่อย่างใด...


นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยกล่าวเสริมอีกว่า การที่สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยได้เข้าพบกับทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาชี้แจ้งทำความเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร ที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในการดำเนินเรื่องดังกล่าวนั้น ก็สุดแต่ทาง สคบ. จะดำเนินการต่อไปในภายหลังต่อไป



จิรชัยพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4สมาคม


ชี้!เรื่องดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลา


...จากประเด็นในหลาย ๆ เรื่องที่ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้เข้าพบกับทาง จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในครั้งนั้น พบว่า ทางเลขาธิการสคบ. เอง ต่างเล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับยังได้ขอเป็นกาวใจเชื่อมสายสัมพันธ์ทั้ง 4 สมาคมให้หันหน้าร่วมพูดคุยกันอีกด้วย


สิ่งที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยมีความเข้มแข็งนั่นก็คือ การร่วมมือกันในหลาย ๆ ฝ่าย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ซึ่งวันนี้หากหลาย ๆ ฝ่ายยังมีแนวคิดที่ไม่ตรงกัน หรือหากมีสมาคมเกิดขึ้นมาใหม่อีก แล้วเราทุกคนจะตอบสังคมได้อย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแนวคิดของแต่ละสมาคมค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ตนเองมองว่าทุกอย่างก็ต้องใช้ระยะเวลาเช่นกัน นายจิรชัย กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ ทางด้าน จิรชัย ยังได้เผยอีกว่า วันนี้แนวทางการทำงานของสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้มีการแบ่งบัญชีการทำงานไว้ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 คือ บัญชีของผู้ที่ทำธุรกิจอยู่จริงในปัจจุบันที่มีอยู่ 353 บริษัท ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มาก ส่วนที่ 2 คือ บัญชีผู้ที่เข้ามาจดทะเบียน แต่ยังไม่มีการรายงานว่า ทำธุรกิจอยู่


นอกจากนี้ เลขาฯ สคบ. ยังกล่าวยอมรับด้วยว่า สิ่งที่หน่วยราชการถูกจำกัดจากทางภาครัฐมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องแรกกำลังคนที่ถูกจำกัด เรื่องที่สองงบประมาณที่ถูกจำกัด รวมถึงการถูกจำกัดในเรื่องของการจัดตั้งกรมด้วย โดยทางด้าน สคบ. เอง ก็อยากที่จะเห็นการจัดตั้งกรมในลักษณะดังกล่าวที่คล้าย ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมดเช่นกัน


วันนี้สิ่งที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาในธุรกิจขายตรงนั่นก็คือ การโฆษณาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภค ซึ่งทาง สคบ.เอง ก็อยากที่จะให้มีการจัดระเบียบในเรื่องของการโฆษณาด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมีโฆษณาที่ไม่ค่อยเหมาะสม นอกจากนี้ ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์นั้น ทางสคบ. ยังจะมีการทำต่ออย่างแน่นอน รวมถึงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย และคณะกรรมการขายตรงให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย


เปิดใจนายกส.พัฒนาการขายตรงไทย


ย้ำจุดยืน!ขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย


...เช่นเดียวกับทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ที่มี ดร.สมชาย หัชลีฬหา เป็นนายกสมาคมฯ อยู่ขณะนี้นั้น ก็ได้ออกมาเผยผ่านสื่อในกรณีของการตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ขณะนี้ตนเองมองว่า การจับมือกับทางสมาคมในเมืองไทยที่มีอยู่เยอะแยะมากมายนั้น น่าที่จะเห็นผลมากกว่าการตั้งสมาพันธ์เสียอีก ที่สำคัญ ยังถือได้ว่าน่าที่จะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ เอง ก็พร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้เติบโต พร้อมกับต้องการเป็นมิตรกับทุกที่และวันนี้ทางสมาคมฯ เอง ก็ขอที่จะไม่เกี่ยวข้องกับใคร และพร้อมที่จะทำตลาดในไทยรวมถึงส่งเสริมคนไทยด้วย


ดร.สมชาย เผยต่ออีกว่า ในขณะเดียว ภารกิจหลักของ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นั้น ยังต้องการที่จะพัฒนาองค์กรขายตรงไทยสู่ความเป็นเลิศ พร้อมกับการช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นที่ยอมรับในสากลอีกด้วย รวมถึงทางสมาคมฯ เอง ยังจะมีการทำวิจัยเพื่อศึกษาการทำธุรกิจขายตรง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตอบสนองความพึงพอใจของผู้ประกอบการให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคด้วย และรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้าเกิดขึ้น เรื่องของกฎหมายก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของความเป็นอินเตอร์มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นรูปแบบการพัฒนาต้องให้ทันกับสังคมโลกด้วย


นอกจากนี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ของสมาคมฯ ก็คือ การเป็นตัวแทนรับหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนการให้ความรู้แก่สมาชิกในสมาคม เช่น การจัดสัมมนาในเรื่องของหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพการจัดสัมมนากับทางหน่วยงานรัฐบาล เช่น สคบ. บก.ปคบ หรือทาง อย. เป็นต้น พร้อมกับการบูรณาการธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


นับได้ว่า การเปิดเกมทางความคิดของทั้ง 4 สมาคมในธุรกิจขายตรงนั้น อาจจะเรียกได้ว่าแต่ละสมาคมต่างออกมาโชว์ออฟสร้างศักยภาพของตัวเองชนิดที่ว่า ไม่มีใคร ยอมใคร กันเลยทีเดียว...ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันดูว่า กับทางเส้นขนานที่มองว่าอาจจะมาบรรจบยากนั้น จะสามารถเดินทางมาพบกันได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้ แต่หากทั้ง 4 สมาคมสามารถรวมตัวไปในทิศทางเดียวกันได้เมื่อไหร่ เชื่อว่าอุตสาหกรรมขายตรงไทยก็หย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอน!!


 


 


 


Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ ธุรกิจขายตรง ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี







556000009350601 (Mobile)


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง สหพันธ์การขายตรงอาเซียน เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท


สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้


ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%


จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ 30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558


นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง สหพันธ์ขายตรงอาเซียน อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย


เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท


ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน





Credit By :http://www.manager.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4 ทาง "4 สมาคม"







44 (Mobile)


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันวงการขายตรงไทยมีทั้งหมด 4 สมาคม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทขายตรงที่มีความคิดเห็นคล้อยตามกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


การเกิดขึ้นของสมาคมที่หลายฝ่ายมองว่า วงการขายตรงไทย มีมากมายหลายสมาคมเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายวงการ ธุรกิจก็มีการรวมตัวของหลายกลุ่มไม่ต่างจากวงการขายตรงไทย จากความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาซึ่งการสร้างกลุ่มของตัวเอง ทำให้เกิดตัวเลขของสมาคมที่มากกว่าหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด


และยิ่งปัจจุบัน จากนโยบายของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" เรื่องการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ด้วยแล้ว ที่ระบุชัดว่า บริษัทที่จะขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ต้องมีสังกัดสมาคม สิ่งนี้ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นโดยอ้อม ให้ตัวเลขของจำนวนสมาคมขายตรงไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 สมาคมในอนาคต


ความรู้สึก ที่ต้องการเห็นการรวมตัวของสมาคม เป็น 1 สมาคม หรือ 1 สมาพันธ์ นับวันก็ยิ่งยากขึ้น


เพราะปัจจุบันแนวความคิด การทำงานของแต่ละสมาคม ดูจะกลายเป็น 4 ทาง ที่มองไปก็ไร้ทางบรรจบ


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมจากสมาคมต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน เพื่อก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" โดยสมาคมของประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องเป็นสมาชิกในสังกัดใหญ่ อย่าง "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)"


ที่สำคัญ นายกสมาคม TDSA ยังบอกชัดอีกว่า การรวมตัวสมาคมขายตรงในไทยเป็นหนึ่งเดียวนั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก


นี่ยิ่งเป็นเหมือนการตอกฝาปิดกระแสรวมสมาคมขายตรงไทย


สิ่งที่ TDSA กำลังทำ เป็นสิ่งเดียวกับ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ที่ต้องการก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เช่นเดียวกัน


แต่เมื่อสมาคม TDSA ชิงทำก่อน พร้อมกฎกติกาที่ชัดเจน ที่สมาคมที่จะร่วมต้องสังกัด WFDSA ก็ไม่ต่างจากการปลุก "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ให้ตื่นจากฝัน และยอมรับความจริงว่า "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" คงเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชื่อ TSDA เป็นแนวร่วม


โดยสิ่งที่ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" จะทำได้ คือ ชิงตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ให้ได้ก่อน TDSA จะทำได้ หรือไม่ก็ทำให้ "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" มี 2 สมาพันธ์ ซึ่งนั่นยากมากที่จะเกิดขึ้น


ส่วนฝั่ง "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" ก็พยายาม เร่งทำงานเรื่องการรื้อกฎหมายขายตรง รวมถึงผลักดันให้ภาครัฐตั้งหน่วยงานที่จะมาดูแล กำกับวงการขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง แยกออกจาก "สคบ." ไม่ให้เข้าไปมั่วอย่างที่ผ่านมา


ถามว่าการแก้ไขกฎหมาย 6 มาตราในเบื้องต้น ที่ TDNA ยกขึ้นมาให้เป็นมาตราหลักที่ต้องแก้ไขนี้ จะตรงใจกับบริษัทขายตรง อื่นๆ หรือสมาคมขายตรงที่เหลือหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา


ถึงแม้ว่า "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" จะพยายาม เชื้อเชิญตัวแทนสมาคมทุกสมาคม ตัวแทนบริษัททุกบริษัทเข้า ร่วมหารือ แต่ก็ใช่ว่าทุกสมาคม หรือทุกบริษัทจะให้ความร่วมมือ


ส่วน "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" ซึ่งเป็นสมาคมที่ดูจะเป็นข่าวน้อยที่สุด ก็ดูจะยังนิ่งเงียบอยู่ หลังเคยออกมาเรียกร้องให้มีการรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ตั้งเป็น "สมาพันธ์ขายตรงไทย" ในยุคที่ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" นั่งเป็นนายกสมาคม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว


ทั้งหมดคือ 4 ทางเดิน ของ 4 สมาคม ที่ดูเหมือนจะไร้โอกาสจะบรรจบ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นายกฯกิจธวัชชี้จุดยืนสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ลั่น!ภายใน2ปีทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์รับตลาดAEC







02 (Mobile)


กิจธวัช นายกสมาคมการขายตรงไทย เชื่อภายใน 2 ปีนับจากนี้ สมาพันธ์ขายตรง อาเซียน เกิดแน่! พร้อมเชื่อมั่นสมาคมการ ขายตรงไทยสมาคมเดียว ที่น่าจะมีศักยภาพ มากพอในการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ รวมถึง ความร่วมมือจากสมาคมขายตรง 5 ประเทศ ในชาติอาเซียน และการสนับสนุนจากสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประกาศ! ไม่ ปิดกั้นขายตรงแผนใดแผนหนึ่งเป็นพิเศษร่วม เป็นสมาชิกในสมาคม


...หากพูดถึง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอัน ใกล้นี้ คงต้องบอกว่า ถือเป็นอีกหนึ่งพลังใน การขับเคลื่อนธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญ หลังจากที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ได้มีการ ร่วมมือกับทางสมาคมขายตรงในหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, สิงคโปร์,เวียดนาม และอินโดนีเซีย เรียกว่าการส่ง สัญญาณภาพความชัดเจนของสมาพันธ์ดัง กล่าว ได้เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว


จะเห็นได้ว่า ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ถือ เป็นการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กระแสของการตื่นตัวในการทำธุรกิจ ในภูมิภาคอาเซียนต่างเริ่มมีความคึกคักมาก ขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ อุตสาหกรรมขาย ตรง ในอาเซียน จึงจำเป็นต้องมีการเตรียม ความพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี่ นั่นเอง!!..


...ล่าสุดทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ก็ได้ ออกมาเผยถึงความคืบหน้าของการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ปัจจุบันนี้ ทางสมาคมการขายตรงไทย ได้พยายาม ผลักดันให้เกิดการก่อตั้งสมาพันธ์ขายตรง อาเซียนขึ้นให้ได้ ซึ่งคาดว่าน่าที่จะเริ่มเห็นได้ภายในไม่เกิน 2 ปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจาก มองว่าหากสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเกิดขึ้น เร็ว ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่ายใน อุตสาหกรรมขายตรง ที่ไม่ใช่เฉพาะแต่ใน ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผล ประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกันในกลุ่มชาติ อาเซียนด้วย


ผมมองว่าขณะนี้ คงจะมีสมาคมการ ขายตรงไทยสมาคมเดียว ที่น่าจะมีศักยภาพ มากพอในการดำเนินการในเรื่องนี้ ในขณะ เดียวกัน ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงการสนับสนุนจากสมาพันธ์ การขายตรงโลก (WFDSA) ด้วยเช่นกัน นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยอีก ว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯ เองได้มีการเริ่มร่าง แผนงานร่วมกันบ้างแล้ว ในเรื่องวัตถุประสงค์ ส่วนทางด้านทิศทางการดำเนินการนั้นได้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้องานที่ได้มีการเริ่ม ทำไปบางส่วนแล้วนั่นก็คือ ในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ว่าควรจะทำอะไรกันบ้าง มีกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น ในเรื่องของ กิจกรรมที่ทางสมาคมการขายตรงไทยได้รับ รางวัลจรรยาบรรณดีเด่นที่ไปรับที่ตุรกีนั้น ก็ มีสมาคมขายตรงประเทศมาเลเซียให้สนใจ ว่าเราทำอย่างไรถึงได้ ซึ่งทางสมาคมฯ ก็ได้ มีการนำเอาข้อมูลตรงนี้มาแชร์ให้เขาฟัง ส่วนทางด้านประเทศมาเลเซียเขาก็มีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจ เขาก็มาแชร์ข้อมูล ร่วมกันกับเรา เป็นต้น


กิจกรรมของสมาคมขายตรงใน ประเทศมาเลเซียที่เราสนใจนั่นก็คือ การสร้างความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นของ สมาชิก ด้วยการออกเยี่ยมเยียนสมาชิกใน สมาคมหรือเรียกว่าระบบโรดโชว์นั่นเอง ซึ่งขณะนี้ ทางสมาคมการขายตรงไทยก็ได้ นำเอากิจกรรมตรงนี้ มาใช้กับ สมาคมการขายตรงไทยบ้างแล้ว เช่นกัน ในการที่จะไปเยี่ยมเยียน สมาชิกในสมาคมพร้อมกับการ จัดประชุมไปในตัว หมุนเวียน ตามบริษัทสมาชิกต่าง ๆ ซึ่ง กิจกรรมดังกล่าวนี้ หลังจากที่ สมาคมได้ดำเนินการในระยะ หนึ่งแล้ว พบว่า สมาคมสามารถ ที่จะเข้าใจในปัญหาของสมาชิก อย่างมากทีเดียว


...นอกจากนี้ ทางด้าน นายกิจธวัช ยังเผยอีกว่า สำหรับ สมาคมไหนที่ร่วมกันต้องเป็น สมาชิกของสมาพันธ์การขาย ตรงโลก ที่สำคัญ ต้องมีนโยบาย เหมือนกัน สมาชิกต้องยอมรับ โดยสมาพันธ์ การพิจารณา บริษัทขายตรงเมืองไทยนั้น จะ เป็นการดูตั้งแต่ขบวนการการ เข้า คุณสมบัติ 11 ข้อต้องมีครบ ขณะเดียวกัน ในเรื่องของจรรยา บรรณของบริษัทต้องมี รวมถึง การประกันรับคืนสินค้าตาม กระบวนการกฎหมายขายตรง ด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของสมาคมการขายตรงไทย โดยการที่จะรับสมาชิกใหม่เข้า มาในสมาคมนั้นก็ต้องผ่านใน ขั้นตอนต่าง ๆ ที่สมาคมตั้งไว้เช่น กัน ที่สำคัญ สมาคมการขายตรง ไทยพร้อมที่จะเปิดรับทุก แผนการตลาดไม่จำกัดเฉพาะ แผนใดแผนหนึ่ง ขอเพียงแค่เป็น บริษัทสีขาว เป็นบริษัทที่ยืนหยัด การทำธุรกิจอย่างจริงจัง พร้อมที่ จะช่วยกันส่งเสริมเพื่อให้อุตสาหกรรมขายโต ไม่ใช่เป็นบริษัทที่ ฉกฉวยโอกาส เข้ามาในธุรกิจ ขายตรงในลักษณะ สีเทา


ที่ผ่านมา ทางสมาคม การขายตรงไทยมีสมาชิกใหม่ ยืนเรื่องขอเป็นสมาชิกอยู่เรื่อย ๆ โดยล่าสุดที่ทางสมาคมเองเพิ่ง อนุมัติไปอย่างเป็นทางการมี 2 บริษัทด้วยกัน คือ บริษัท เทียนส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท วอลลารา จำกัด ส่งผลให้ปัจจุบัน สมาคมการขายตรงไทย มี สมาชิกรวมทั้งสิ้น 34 บริษัทด้วย กัน


นายกิจธวัช ยังได้เผยถึง ปัญหาของการทำธุรกิจขายตรง ในช่วงที่ผ่านมาว่า จะเป็นใน เรื่องของปัญหาการร้องเรียนจาก ผู้บริโภค ว่าไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายขายตรง หรือเกิดการ หลอกลวงเกิดขึ้น ซึ่งปัญหาดัง กล่าว ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ ของทางกฎหมายและพิสูจน์กัน ว่า บริษัทนั้นมีความตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจ ผิดจริงหรือไม่ผิดจริง โดย บริษัทอาจจะยืนหยัดถูกต้อง แต่ การละเมิดอาจจะขัดกับผู้ จำหน่าย ซึ่งตรงนี้ทางสมาคม การขายตรงไทย ก็จะมีการ เข้าไปดูด้วยว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากอะไร แต่ถ้าเหตุเกิดจาก การละเลยของบริษัท ทางสมา คมฯ ก็จะส่งจดหมายไปตักเตือน ให้กับสมาชิก แต่หากยังไม่ได้รับ การแก้ไข ก็อาจจะมีเพิกถอน บริษัทดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน นับได้ว่า ในการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ถือ เป็นการรองรับการเปิดประชา คม เศรษฐกิจอาเซียนได้อย่าง แท้จริง อีกทั้งยังเป็นการเปิด โอกาสให้กับผู้ประกอบการใน ธุรกิจขายตรงหลาย ๆ บริษัท ได้ มีการพัฒนาบริษัทของตัวเองให้ มีความแข็งแกร่งในเชิงของธุรกิจ มากขึ้น รวมถึงยังสามารถขยาย ตลาดไปสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น ด้วย


ที่สำคัญ ต้องบอกว่าการผนึกกำลังของ 5 สมาคมขายตรง ในอาเซียน ที่ประกอบด้วย ไทย, มาเลเซีย สิงค์โปร์, ฟิลิปปินส์ และเวียดนามนั้น น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งแรงส่งให้ชาติที่เหลืออีก 5 ชาติ คือ บรูไน, ฟิลิปปินส์, ลาว, กัมพูชา และพม่า มาร่วมขับ เคลื่อนธุรกิจขายตรงในกลุ่ม อาเซียนให้เติบโตในอนาคตด้วย เช่นกัน...ก็ต้องมาดูกันว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ หาก สมาพันธ์ ขายตรงอาเซียน เกิดขึ้น เชื่อว่า อะไรหลาย ๆ อย่าง ก็น่าที่จะเกิด ขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 347 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556


วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : 5 ประเทศขานรับ... ตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน







People--Gossip-ImageCrop_1_18547-13-19787m (Mobile)


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" หวังรับเสรีการค้า AEC ยันมาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เริ่มตอบรับ ชี้คุณสมบัติต้องเป็นสมาคมที่ผ่านการรับรองจาก "สมาพันธ์ขายตรงโลก (WFDSA)" แย้มขั้นตอนเดินหน้าสู่ช่วงวางนโยบาย ขีดเส้นไม่เกิน 2 ปี เกิดขึ้นจริง


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมกำลังเดินหน้าเรื่องของการสร้างความร่วมมือกับสมาคมขายตรงที่อยู่ในต่างประเทศ ในกลุ่มของประเทศอาเซียน เพื่อหาแนวร่วม เปิดสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนรองรับการ เกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC


"ขณะนี้ทาง TDSA และกลุ่มสมาคมที่อยู่ในประเทศภูมิภาคอาเซียน ได้ก้าวผ่านเรื่องแนวทางความคิดไปแล้ว โดยเริ่มมีการร่างนโยบายความร่วมมือกับสมาคมขายตรงที่อยู่ในประเทศกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งความร่วมมือที่สมาคม การขายตรงไทยต้องการที่จะผลักดัน คือ การรวมตัวของสมาคมที่อยู่ในอาเซียน จัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน รองรับการร่วมมือทำงานเมื่อ AEC เกิดขึ้น" นายก TDSA กล่าว


ปัจจุบันสมาคมของประเทศที่มีการ ตอบรับในเรื่องของการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนมาแล้ว ก็จะมีทางฝั่ง มาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยสมาคมที่อยู่ในแต่ละประเทศที่จะเข้ามาร่วมก่อตั้งสมาพันธ์ ขายตรงอาเซียนนี้ จะต้องเป็นสมาคมขายตรงที่อยู่ภายใต้การดูแลของ "สมาพันธ์ขายตรงโลก (WFDSA)"


"การเกิดขึ้นของสมาพันธ์ขายตรง อาเซียนนี้ นับเป็นความร่วมมือของวงการ ขายตรงกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งสมาคมที่จะเข้าร่วมสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนจะต้องอยู่ภายใต้สมาพันธ์ขายตรงโลก โดยที่ต้องผ่านการรับรองของสมาพันธ์ขายตรงโลกทั้งสิ้น" กิจธวัชกล่าวย้ำ


อย่างไรก็ดี จากที่เริ่มมีการประชุมพูดคุยถึงความร่วมมือดังกล่าว ขณะนี้ทาง สมาคมขายตรงของมาเลเซีย ก็เริ่มเดินทาง มาประเทศไทย เพื่อพูดคุยดูงานของวงการ ขายตรงไทยบ้างแล้ว โดยคาดว่าไม่เกิน 2 ปีนี้ สมาพันธ์ขายตรงอาเซียนจะเกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการเกิดขึ้น ของ AEC ในปี 2558


นอกจากเรื่องของการตั้งสมาพันธ์ขายตรงโลกแล้ว ในส่วนของสมาคมการขายตรงไทยปัจจุบัน ขณะนี้มีสมาชิกทั้งสามัญ และวิสามัญทั้งหมดอยู่ที่ 34 บริษัท โดยที่ล่าสุด "บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด" และ "บริษัท เทียนส์ (ประเทศไทย) จำกัด" ก็ได้ยกระดับความเป็นสมาชิกขึ้นมาอยู่ที่ระดับสามัญ จากกฎกติกาการเป็นสมาชิกวิสามัญครบ 1 ปี อีกทั้งในส่วนของสมาชิกใหม่ ขณะนี้ TDSA ก็ได้รับ "บริษัท แอ็ดเวล บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด" มาเป็นสมาชิกวิสามัญเพิ่มอีกหนึ่งบริษัท


"สมาคมการขายตรงไทยพร้อมที่จะ เปิดรับทุกบริษัทขายตรงที่อยู่ในประเทศ โดยที่บริษัทขายตรงแต่ละบริษัทจะต้องเป็นบริษัทขายตรงน้ำดี มีคุณสมบัติ 11 ข้อ ที่ทางสมาคมตั้งไว้เป็นกฎ รวมถึงความรับผิดชอบ จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหากบริษัทใดผ่านกฎกติกาทั้งหมดของสมาคม ทางสมาคมก็พร้อมที่จะรับเป็นสมาชิก"


นายก TDSA เผยว่าปัจจุบัน สมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยทั้งหมด 34 บริษัทตอนนี้ผ่านเกณฑ์การขอรับตรา สคบ. ไปแล้ว 24 บริษัท ส่วนบริษัทสมาชิกที่ยังไม่ได้รับนั้น "กิจธวัช" ให้ความเห็นว่า คงเป็นเรื่องของการเปิดบริษัทที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์บ้าง หรือบางบริษัทก็ติดในเรื่องของขั้นตอนการขอที่ทำให้ขอในช่วงแรกไม่ทันเวลา


นอกจากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในส่วนของเรื่องที่หลายฝ่ายมีความคิดที่จะมีการรวมสมาคมขายตรงที่อยู่ในประเทศ ปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 4 สมาคมนั้น เรื่องนี้ "กิจธวัช" ให้ความเห็นว่า "การรวมตัวของสมาคมขายตรงในประเทศ คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ท้ายที่สุดถึงแม้การรวมตัวของสมาคมจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็เชื่อว่าวงการขาย ตรงก็ต้องทำงานร่วมกันอยู่ดี"


อย่างไรก็ตาม อีกเรื่องที่ถือเป็นประเด็นร้อนอีกหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ โดย "กิจธวัช" นายก TDSA ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เรื่องของการรณรงค์ แก้ไขกฎหมายนั้น ตนก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ที่สุดแล้วการจะแก้ไขกฎหมายขายตรง ก็ต้องผ่านความคิดเห็นจากสมาคมการขายตรงไทยด้วยอยู่ดี


ทั้งนี้ ในส่วนของการทำงานของสมาคมการขายตรงไทยนับจากนี้ คือ 1.การผลักดันการทำงานระดับสากลกับกลุ่มสมาคมขายตรงต่างประเทศ โดยเฉพาะการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนดังที่กล่าวมาในข้างต้น และ 2.คือการออกไปเยี่ยมเยียนบริษัทสมาชิกของสมาคม เพื่อที่จะรับทราบความเป็นไปของบริษัทสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องนี้เกิดขึ้นน้อยเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ทางสมาคมฯ ก็กำลังพยายามผลักดัน และสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'TDSA' วางเป้าอีก2ปี เกิดสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน







L_kr (Mobile)


นายก TDSA เผยแผนอีก 2 ปีคลอด สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน เชื่อมั่นศักยภาพสมาคมขับเคลื่อนความร่วมมือชาติอาเซียน 5 ประเทศนำร่องดันไทยเป็นศูนย์กลาง ยืนยันไม่ปิดกั้นขายตรงเข้าร่วมเป็นสมาชิก หากแต่ต้องผ่านกฎเหล็กคัดกรอง


นายกิจธวิช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมกำลังผลักดันเรื่อง การก่อตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนให้สำเร็จให้ได้ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจขายตรง ทั้งนี้หากต้องได้รับการร่วมมือจากทุกๆประเทศ และต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาพันธ์ขายตรงโลก โดยสมาคมขายตรงไทยถือว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพที่สุดในประเทศไทยที่จะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ หากแล้วเสร็จจะเป็นประโยชน์สูงสุด ทำให้อุตสาหกรรรมขายตรง ที่ไม่เพียงเติบโตเฉพาะประเทศไทย แต่ทั้งธุรกิจจะเติบโตไปพร้อมๆกัน ดังนั้นจะเป็นแรงเหวี่ยงให้เกิดภาคีความร่วมมือทุกอย่างจะสอดคล้องและทุกอย่างจะขับเคลื่อนไป


"ขณะนี้ที่สมาคมเริ่มมีการร่างนโยบายร่วมกัน เรื่องวัตถุประสงค์ ส่วนทิศทางดำเนินการเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนสร้างนโยบาย ตอนนี้เริ่มทำแล้วคือ เรื่องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว อย่างมีกิจกรรมอะไรที่เอื้อประโยชน์ให้สมาชิก อย่างที่สมาคม TDSA เราได้รางวัลจรรยาบรรณดีเด่นไปรับที่ตุรกี เขาก็สนใจว่าทำอย่างไรถึงได้ เราก็เอาข้อมูลตรงนี้แชร์ให้เขา ส่วนที่มาเลเซียเขาก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจ เขาสามารถสร้างความร่วมไม้ร่วมมืออย่างเหนียวแน่น ด้านที่น่าสนใจคือ เขาใช้ระบบการโรดโชว์ เราเรียนรู้จากเขา ตอนนี้สมาคมเราจะมีการประชุมหมุนเวียนตามบริษัทสมาชิกต่างๆ แทนที่จะประชุมที่สมาคม"


ล่าสุด มีความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศ โดย Mr. Frederick Ng นายกสมาคม การขายตรงมาเลเซีย (DSAM) มาเยือนประเทศไทยเพื่อรองรับความร่วม มือในระดับอาเซียน


"เดือนที่แล้วนายกสมาคมขายตรงมาเลเซียมาเยือนประเทศไทย เป็นอีกเสต็ปที่เริ่มประสานงานกัน เขาได้ศึกษาข้อมูลว่าการเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยทำอย่างไร เรื่องขั้นตอนต่างๆของการค้าที่จะเข้ามาไทยต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วก็การจดทะเบียนทำอย่างไรบ้าง เป็นการให้คำแนะนำ แต่เราไม่ดำเนินการให้ เป็นผู้ให้ข้อมูลและคำแนะนำ ส่วนเขาก็เอาข้อมูลเขามาแชร์เรา จากการที่เขามาเยี่ยมเราจึงได้รู้ว่ามาเลเซียมีหลายสมาคมเช่นกัน แต่เป็นสมาคมโดยแผนของธุรกิจ"


นายกิจธวิช กล่าวว่า การก่อตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน มีจุดประสงค์หลักเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยขนาดกลางและเล็ก ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ได้เข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน


สำหรับความร่วมมือการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้จะมีสมาคมขายตรงจาก 5 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ขายตรงโลก WFDSA ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงค์โปร์ ฟิลิปินส์ และเวียดนาม เป็นแกนนำกลุ่มมารวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ฯ ขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นความลงตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพราะสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศได้เปิดขึ้นมานานแล้วและมีบริษัทขายตรงที่มีความเป็นมาตราฐานผ่านการคัดกรองคณะกรรมการสมาคมให้เข่าร่วมเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมากและที่ผ่านมาสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศได้ทำงานเพื่อสังคมมายาวนานในการให้ความรู้กับประชาชน อีกทั้งได้ประสานความร่วมมือให้ความรู้กับหน่วยงานของภาครัฐของแต่ละประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรวมตัวจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด


"สมาคมที่ร่วมกันต้องเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ขายตรงโลก ต้องมีนโยบายเหมือนกัน สมาชิกต้องยอมรับโดยสมาพันธ์ การพิจารณาบริษัทขายตรงเมืองไทย เรายืนหยัดมากตั้งแต่ขบวนการการเข้า คุณสมบัติ 11 ข้อต้องมีครบ หนึ่งในนั้นที่สำคัญมาก คือจรรยาบรรณของบริษัท ต้องมีประกันรับคืนสินค้าตามกระบวนการกฎหมายขายตรง เป็นต้น" นายกิจธวัช กล่าว




Credit By :http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : จัดงานต้อนรับ Mr. Frederick Ng นายกสมาคมการขายตรงมาเลเซีย(DSAM)







212 (Mobile)


นายกิจธวิช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย พร้อมด้วย ตัวแทนคณะกรรมการ ร่วมให้การต้อนรับ Mr. Frederick Ng นายกสมาคม การขายตรงมาเลเซีย(DSAM) เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทย พร้อมหารือแลก เปลี่ยนข้อมูลการประกอบธุรกิจขายตรงระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความร่วม มือในระดับอาเซียน ณ ห้องอาร์ทิสทรี 1 อาคารสำนักงานของบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเร็วๆ นี้





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556


วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปรับเพิ่มวงเงินแบงก์การันตี สคบ. ขอห้าแสน ! บ.ขายตรง รับตราสัญลักษณ์









สคบ.รุกคืบขอปรับเพิ่มวงเงิน แบงก์การันตี สำหรับกลุ่มบริษัทสมาชิกสมาคมการขายตรง (TDSA) ใหม่ยกทั้งกระบิ! หลังจากเห็นตัวเลขวงเงินที่ ทีดีเอสเอ นำเสนอมาตั้งแต่ 100,000 บาท 300,000 บาท ตามขนาดของธุรกิจเพื่อขอรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. ยังไม่จูงใจเท่าที่ควร ประกาศขอปรับเพิ่มเป็น 500,000 บาท เท่ากันทุกบริษัทและมีกำหนดระยะเวลาค้ำประกันตั้งแต่ 30 เมษายน 2556 30 เมษายน 2558 ในขณะที่ กิจธวัช ฤทธีราวี นายกฯ ทีดีเอสเอขานรับนโยบายภาครัฐ ส่งหนังสือประสานขอความร่วมมือบริษัทสมาชิกสมาคมร่วมปฎิบัติตามอย่างเร่งด่วนและเชื่อมั่นว่าบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย นายใหญ่สคบ. ประกาศชัด สมาคมการขายตรงไทย ซึ่งมีสมาชิกบริษัทขายตรงอยู่ในสังกัด 34 บริษัทจะเป็นสมาคมแรกที่นำร่อง รับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะจัดขึ้นในงานวันคุ้มครองผู้บริโภค 29-30 เมษายนนี้


จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เล็งเห็นว่าในปัจจุบันปัญหาการร้องเรียนของผู้บริโภคที่รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจทั้งในด้านการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สคบ. จึงได้กำหนดโครงการ ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นการประกันการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคอันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการบริโภคสินค้าและการบริการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 26 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ใช้แล้ว ทองรูปพรรณ อัญมณี โทรศัพท์มือถือ ห้างสรรพสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร บัตรเครดิต ธุรกิจเสริมความงาม สถานบริการน้ำมัน โรงพยาบาล ศูนย์บริการดูแลเด็ก ผู้ป่วย ผู้สู.อายุ รถยนต์ใหม่ หอพัก บ้านจัดสรรและอาคารชุด ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ฟิตเนส อู่ซ่อมรถยนต์ ตั๋วเครื่องบิน บริษัทนำเที่ยว โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ โรงแรม โรงภาพยนตร์ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจออนไลน์และบริษัทออกแบบ


ทั้งนี้ตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Guarantee) นอกจากจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วยังมีข้อดีต่อผู้ประกอบธุรกิจในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแล้วยังมีข้อดีต่อผู้ประกอบธุรกิจในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ลดปัญหาหารฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาอีกทั้งเป็นการ ส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลดีต่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 อีกด้วย


สำหรับในภาคส่วนของ ธุรกิจขายตรง ที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้ยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงตั้งแต่ปี 2545-ปัจจุบัน มีจำนวนรวมทั้งหมด 856 บริษัทและธุรกิจขายตรงก็จัดอยู่ในกลุ่ม ธุรกิจการให้บริการ ที่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ ว่าด้วยการใช้เครื่องหมายรับรองตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้บริษัทขายตรงที่จะมีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ฯดังกล่าวนี้... จะต้องเป็นบริษัทขายตรงที่ได้รับการรับรองสถานะของการเป็นสมาชิกสมาคมขายตรง จากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายาตรงเป็นลำดับแรก ซึ่งข้อสรุปในจุดนี้ก็คือ บริษัทขายตรงที่มีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ฯจะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้นและบริษัทขายตรงที่ไม่มีสังกัดหรือไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงก็จะไม่มีโอกาสรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้


ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนธุรกิจขายตรงถึง 4 สมาคมด้วยกันคือ 1.สมาคมการขายตรง (TDSA) ปัจจุบันมี นายกิจธวัช ฤทธิราวี จาก บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่งนายกสมาคม ซึ่งสมาคมนี้ถือเป็นสมาคมขายตรงเพียงแห่งเดียวที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ที่ก่อตั้งมานานถึง 30 ปีแล้วและปัจจุบันมีบริษัทขายตรงรายใหญ่ของเมืองไทยและต่างประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก ประมาณ 34 บริษัท 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) ซึ่งสมาคมนี้ก่อตั้งมานานร่วม 16 ปีแล้ว มีสมาชิกประมาณ 24 บริษัทและปัจจุบันมี นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่งนายกฯ 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) ก่อตั้งเมื่อราว 3 ปีที่ผ่านมา มีสมาชิกบริษัทขายตรงเข้าร่วมเป็นสมาชิกประมาณ 13 บริษัทมี นายอนุวัฒน์ ธรมธัช กรรมการผู้จัดการบริษัท จอยน์ มาร์ท จำกัด ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ และสมาคมที่ 4.สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งเป็นสมาคมขายตรงล่าสุดที่เปิดตัวเมื่อราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยมี นายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาฯ สคบ. ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยมีบริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด,บริษัท โมนาวี ประเทศไทย จำกัด,บริษัท เวิลด์โปร์ จำกัด ร่วมกันจัดตั้งสมาคมขึ้นมาอย่างเป็นทางการ


อย่างไรก็ตามเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า... โอกาสที่ทั้ง 4 สมาคมขายตรงที่มีอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้จะมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกันได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากที่จะมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งถึงแม้ว่าทั้ง 4 สมาคมจะมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฯขึ้นมาเหมือนๆ กันคือ... ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาและยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ก็ตาม!


ขณะเดียวกันในเรื่องของหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกสมาคมขายตรงของแต่ละสมาคมจะหาข้อสรุปร่วมกันระหว่างบริษัทสมาชิกสมาคมเพื่อเป็นทางสำหรับการขอรับมอบตราสัญลักษณ์คุมครองผู้บริโภคตามนโยบายของสคบ. ภายใต้กรอบกติกาข้อบังคับ 3 ข้อที่สคบ.กำหนดไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติคือ 1.จัดให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ที่จะชดใช้ความเสียหายในวงเงินที่สำนักงานฯเห็นสมควร 2.จัดให้มีกองทุนชดใช้ความเสียหาย โดยให้สมาคมที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นสมาชิกออกหนังสือรับประกันที่จะชดใช้ความเสียหายกรณีที่สำนักงานฯ สั่งให้ชดเชยความเสียหาย 3.จัดให้มีกรมธรรม์รับผิดชดใช้ความเสียหายตามจำนวนวงเงินความเสียหายตามจำนวนวงเงินความเสียหายที่สำนักงานฯเห็นสมควร(ซึ่งแนวทางในข้อ 3 นี้เดิมกำหนดให้ทุกบริษัทขายตรงจะต้องซื้อประกันกับบริษัทประกันภายในอัตรา0.25%-0.50%จากยอดขายในแต่ละปี) ซึ่งแต่ละแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับสมาคมขายตรงแต่ละสมาคมจะไปหาข้อสรุปกันเองว่า จะเลือกใช้แนวทางไหน หรืออาจจะเลือกแนวทางที่เหมือนกันก็เป็นได้


ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 นายกิจธวัช ฤทธิราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ได้มีการจัดประชุมหารือระหว่างคณะผู้บริหารจากบริษัทสมาชิกของสมาคม ในวันงาน CEOs Meet CEOs เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การมอบตราสัญลักษณ์คุ้มตรองผู้บริโภคในประเภทธุรกิจขายตรง ที่ทางสคบ. กำหนดทางเลือกให้แกผู้ประกอบการเป็น 3 แนวทาง (ตามแนวทางที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น) ซึ่งมติเสียงส่วนใหญ่จากผู้เข้าร่วมประชุมเห็นชอบให้สมาชิกทุกบริษัทของสมาคมที่ประสงค์จะขอรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ใช้เป็นแนวทางเลือกที่ 1 คือ จัดให้ธนาคารทางเกี่ยวกับการรับทราบหลักเกณฑ์และวงเงินที่จะจัดทำแบงก์การันตีในการขอรับตราสัญลักษณ์ฯจากสคบ.สำหรับออกหนังสือรับประกัน (Bank Guarantee) ที่จะชดใช้ความเสียหายในวงเงินที่สำนักงานฯเห็นสมควร


ทั้งนี้การประชุมหารือระหว่างคณะผู้บริหารจากบริษัทสมาชิกสมาคมในวันนั้น ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับวงเงินสำหรับการจัดทำแบงก์การันตีไว้ดังนี้ 1.บริษัทขายตรงที่มียอดขายต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปีจะต้องทำแบงก์การันตีไว้ที่ 100,000 บาท 2.บริษัทขายตรงที่มียอดขายตั้งแต่ 1,000-5,000 ล้านบาทจะต้องการันตีไว้ที่ 200,000 บาท และ 3.บริษัทที่ยอดขายมากกกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปต่อปีจะต้องทำแบงก์การันตีไว้ที่ 300,000 บาท โดยธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมประมาณร้อยละ 2.5 ของวงเงินที่ได้ทำแบงก์การันตีไว้ ซึ่งจากข้อสรุปสมาคมการขายตรงไทยในวันนั้นได้ถูกนำเสนอให้นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ. พิจารณาถึงความเหมาะอีกครั้งหนึ่งแล้วจะแจ้งผลการพิจารณากลับให้กับสมาคมฯ ทราบภายใน 1 สัปดาห์ ถัดไป


ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 56 ที่ผ่านมา คุณสุกานดา ชุณหชัชราชัย ผู้จัดการสมาคมการขายตรง (TDSA) ได้ส่งเอกสารแจ้งไปยังบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ถึงผลการพิจารณาของสคบ. เกี่ยวกับวงเงินในการจัดทำแบงก์การันตีโดยได้ข้อสรุปว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับวงเงินเพื่อการรับประกันความเสียหายที่เกิดจากการใช้สินค้าหรือบริการจากวงเงินเดิมที่สมาคมฯเคยเสนอไปให้พิจารณา ซึ่งทางสคบ. ได้พิจารณาแล้วและขอแก้ไขจำนวนวงเงินใหม่ เป็น 500,000 บาท โดยทุกบริษัทต้องดำเนินการในวงเงินเท่ากันทั้งหมดและมีกำหนดระยะเวลาค้ำประกันตั้งแต่ 30 เมษายน 2556-30 เมษายน 2558 ซึ่งหากบริษัทสมาชิกสมาคมสามารถดำเนินตามที่สคบ.กำหนดไว้ได้ก็จะมีการมอบตราสัญลักษณ์พร้อมทั้งใบประกาศให้อย่างเป็นทางการในวันที่29-30เมษายนที่จะถึงนี้


อย่างไรก็ตาม จากเอกสารที่ส่งให้กับบริษัทสมาชิกสมาคมทราบนั้น นายกสมาคมการขายตรงไทย ยังได้กำชับขอความร่วมมือมายังบริษัทสมาชิกของสมาคมทุกบริษัทเพื่อขอให้การสนับสนุนในโครงการขอรับตราสัญลักษณ์จากสคบ.ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกันก่อนหน้านั้น และบริษัทที่ให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวจะมีการรับมอบตราสัญลักษณ์จากสคบ.อย่างเป็นทางการในงานวันคุ้มครองผู้บริโภคที่สคบ.จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 เมษายนนี้อีกด้วย


ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังผู้ประกอบการขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เกี่ยวกับวงเงิน แบงก์การันตี ที่สคบ. ขอปรับเพิ่มเป็น 5 แสนบาทเท่ากันทุกบริษัทนั้นว่าเห็นด้วยหรือไม่ ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังบริษัทสมาชิกสมาคมหลากหลายบริษัท อาทิ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัท โมรินดา เวิลด์ไวด์ จำกัด , บริษัท วิน วิน เวิลด์ ไวด์ จำกัด ,บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ จำกัด,บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด,บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด,บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัท คามิโอเฮ้าส์ จำกัด, บริษัท สปอร์ตทรอนฯ จำกัด,บริษัท นิวไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทุกบริษัทกล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ขัดข้องและพร้อมที่จะดำเนินตามนโยบายของภาครัฐด้วยกันทั้งสิ้นแม้ว่าหลายๆ บริษัทจะมีภาระเพิ่มมากขึ้นก็ตามแต่เพื่อประโยชน์และความสบายใจของผู้บริโภคก็ยินดีที่จะปฎิบัติตาม


ขณะเดียวกันในส่วนของสมาคมพัฒนาธุรกิจการขายตรงไทย (TSDA) โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา ในฐานะ เลขาธิการสมาคมฯ ได้แชร์มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จากที่ทาง สคบ.ได้นำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้ 3 แนวทางข้างต้นโดยส่วนตัวแล้วเชื่อมั่นว่า แนวทางที่ 1 คือ การจัดให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ที่จะชดใช้ความเสียหายในวงเงินที่สำนักงานฯเห็นสมควร และแนวทางที่ 2 คือ การจัดให้มีกองทุนชดใช้ความเสียหาย โดยให้สมาคมที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นสมาชิกออกหนังสือรับประกันที่จะชดเชยความเสียหายกรณีที่สำนักงานฯ สั่งให้ชดเชยความเสียหายนั้น ถือเป็นแนวทางที่มีความน่าสนใจมากกว่าเพราะเป็นเงินของแต่ละบริษัท และเงินไม่ได้หายไปไหน ไม่ต้องเสียค่าเบี้ย เหมือนอย่างการทำประกัน ที่ต้องเสียค่าเบี้ย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของ สคบ.ว่า เงินค้ำประกันกำหนดไว้เท่าไร โดยหากมีการวัดจากผลประกอบการของแต่ละบริษัท อาจจะเป็น 1 ล้านบาท 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท แต่จากที่ได้สอบถามไปนั้นยังไม่ได้มีความชัดเจนตอบกลับมา


ทางสมาคมฯ เองก็มีแนวโน้มเห็นด้วยทั้งสองแนวทางที่เราได้วางแผนกันไว้นั้นมีเงินลงขันกันให้ได้ 10 กว่าล้านบาทและทำประกันโดยรวมทุกบริษัท เพื่อเป็นการลดต้นทุนของแต่ละคนด้วย แลหาก สคบ. ขอปรับเพิ่มเป็น 5 แสนบาทเท่ากันทุกบริษัทนั้นว่าเห็นด้วยหรือไม่นั้นทางสมาคมฯก็ต้องมีการหารือร่วมกันก่อนอีกครั้งหนึ่ง


ขณะที่ นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ระบุถึงแนวทางนำพาบริษัทสมาชิกของสมาคมทีดีเอ็นเอเข้ารับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคในประเภทธุรกิจขายตรง ตามนโยบายของ สคบ. ที่ได้กำหนดกรอบกติกาข้อบังคับไว้ 3 ข้อว่า ขณะนี้ในส่วนของสมาคมทีดีเอ็นเอยังไม่ได้หารือร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าคงอยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละบริษัทสมาชิกในสมาคมฯเป็นผู้ตัดสินใจกันเองว่าจะเลือกแนวทางใด ดังนั้นสมาคมฯจึงไม่สามารถชี้ชัดได้รวมทั้งไม่บังคับสมาชิกด้วยว่าจะต้องดำเนินการหรือไม่ หรือในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง


ขณะเดียวกันในส่วนของบริษัทนีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งนายนิโรธ นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นั้นก็ยอมรับว่า เห็นด้วยกับแนวทางที่ให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกในสมาคมทีดีเอ็นแอจะเลือกแนวทางใดก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทนั้นๆเป็นสำคัญ


ด้านนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) กล่าวว่า การที่ สคบ.ได้กำหนดกรอบกตนิกาข้อบังคับในการยื่นขอรับมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคที่ได้กำหนดไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การจัดให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ที่จะขอใช้ความเสียหายในวงเงินที่สคบ.เห็นควร 2.จัดให้มีกองทุนชดใช้ความเสียหายโดยให้สมาคมที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นสมาชิกออกหนังสือรับประกันที่จะชดเชยความเสียหายกรณีที่สคบ.สั่งให้ชดเชยความเสียหาย และ 3.จัดให้มีกรมธรรม์รับผิดชดใช้ความเสียหายตามจำนวนเงินความเสียหายที่สคบ. เห็นควรทางสมาคม TDIA เห็นด้วยกับทั้ง 3 แนวทางดังกล่าว เนื่องจากไม่เกี่ยวกับการกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ ยอดขายเหมือนในอดีต ซึ่งทั้ง 3 แนวทางสมาคม TDIA คิดว่าแนวทางในข้อแรกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะทางผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับภาระมากนัก เพียงแค่นำเงินไปฝากไว้กับทางธนาคาร แล้วให้ธนาคารการันตี อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทางสมาคมได้มีการประชุมกับบริษัทสมาชิกของสมาคมโดยได้เชิญนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. เข้ามาชี้แจงรายละเอเยดซึ่งทั้งหมดก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน


จากที่ได้มีการประชุมกันของสมาคม TDIA เกี่ยวกับโครงการตราสัญลักษณ์สคบ.ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย โดยทั้ง 3 แนวทางคิดว่าแนวทางในการให้แบงก์การันตีน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเป็นการนำเงินไปฝากแบงก์ แล้วให้แบงก์การันตี ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ส่วนโครงการดังกล่าวจะเริ่มเมื่อไหร่นั้นคงต้องรอความชัดเจนจากทางสคบ.อีกครั้ง!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

DSA เตรียมเปิดประชุมรอบ 2 ตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน









ถึงวันนี้ภาพของการจับมือร่วมกันระหว่างสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) กับสมาคมการขายตรงจากหลากหลายประเทศในย่านเอเชียอันประกอบไปด้วยสมาคมการขายตรงมาเลเซีย,สิงคโปร์,เวียดนาม และอินโดนีเซียเพื่อจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้ว...อีกทั้งข่าวการจับมือร่วมกันระหว่างสมาคมการขายตรงของแต่ละประเทศในเอเชีย (ซึ่งเป็นสมาพันธ์การขายตรงโลก) ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับเป็นเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อขายตรงจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ใน ระดับอาเซียน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง


สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน โดยรวมความร่วมมือของสมาคมการขายตรง (Direct Selling Association : DSA) จาก 5 ประเทศนั้นนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะ นายกสมาคมการขายตรงไทย(TDSA) เผยว่าเมื่อปลายปี 55 ที่ผ่านมา คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะอุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์ของสมาคมการขายตรงไทย ได้เป็นตัวแทนของสมาคมฯ เข้าร่วมประชุมกับพันธมิตรสมาคมการขายตรงในกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรกที่โรงแรมซันเวย์ รีสอร์ท แอนด์สปา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของาสมาคมการขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เพียงเท่านั้น


การประชุมในวันนั้นมีการพูดคุยกันถึงเรื่องความร่วมมือกันระหว่างสมาคมขายตรงซึ่งเป็นสมาคมที่มีสังกัดสมาพันธ์การขายตรงโลกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ในอีก 2 ปีข้างหน้าและการจับมือร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมขายตรงในภูมภาคนี้มากยิ่งขึ้น นายกสมาคมการขายตรงไทยกล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า


ในเร็วๆนี้ จะมีการประชุมร่วมกันอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในอนาคตการร่วมมือดังกล่าวจะไม่หยุดเพียงแค่ 5 สมาคม จาก 5 ประเทศ (ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์-เวียดนาม-อินโดนีเซีย) เท่านั้นแต่จะขยายความร่วมมือดังกล่าวนี้ออกไปให้ครบทั้ง 10 ประเทศในย่านอาเซียน โดยประเทศที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่ บรูไน ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และพม่า อีกทั้งการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึงความจำเป็นของความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเพื่อเป็นการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งธุรกิจขายตรงก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนแล้วเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของแต่ละประเทศได้อย่างสะดวกสบายเช่นอยากรู้ข้อมูลการทำธุรกิจในประเทศเวียดนามว่ามีขั้นตอนอย่างไร ขออนุญาตจากหน่วยงานไหน วัฒนธรรมของประชาชนของประเทศเป็นเช่นไรและต้องลงทุนในลักษณะใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถแลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่มีการปิดบังข้อมูล ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทขายตรงของคนไทยที่ต้องเข้าไปเปิดทำธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน และโครงการดังกล่าวนี้คาดว่าอีกไม่นานคงจะสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้เมื่อความร่วมมือดังกล่าวบรรลุผลแล้วประเทศมาเลเซียจะทำหน้าที่เป็นแม่งานใหญ่ในช่วงแรกและจะหมุนเวียนกันไปในอนาคต


นายกิจธวัช กล่าวต่ออีกว่า เมื่อมีการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนแล้วเสร็จบรรดาบริษัทขายตรงที่จะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ก็คือกลุ่มบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เท่านั้น (สามารถดูรายชื่อบริษัทสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยได้ที่ www.tdsa.org) ทั้งนี้เนื่องจากว่าการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เพียงเท่านั้นแต่สมาชิกก็ไม่ได้ปิดกั้นบริษัทอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาเพราะจริงๆแล้วอยากให้ทุกบริษัทขายตรงในเมืองไทยได้รับประโยชน์จากการจับมือกันในครั้งนี้ร่วมกันทั้งหมด


ทั้งนี้หากบริษัทขายตรงรายใดที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนสามารถส่งเอกสารเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยได้เลย ซึ่งสมาคมฯก็ยินดีเปิดรับทุกแผนการตลาดโดยไม่มีการปิดกั้นใดๆอยู่แล้ว เพราะในสมาคมฯ ก็มีทั้งบริษัทที่ใช้แผนสแตร์สเต็ปและแผนไบนารี่เข้ามาเป็นสมาชิกเหมือนกัน แต่ทว่าเมื่อคุณสมัครเข้ามาแล้วอยู่ที่ว่าคุณสมามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานสากลตามหลักเกณฑ์ที่สมาพันธ์ขายตรงโลกยึดถือและปฏิบัติตามกันมายาวนานได้หรือไม่เท่านั้นเอง!


สมาคมฯไม่เคยปิดกั้นใครตรงกันข้ามอยากให้บริษัทขายตรงเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมให้เยอะๆ เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนี้ร่วมกันต่อไปในอนาคตข้างหน้า นายกสมาคมเน้นย้ำ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขุดข้อมูลพาณิชย์ใครจริง ใครโม้ เผยสถิติยอดขาย 5 อันดับสูงสุดของธุรกิจขายตรงในรอบ 3 ปี ระหว่างปี 2552-2554 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์









ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ครองแชมป์ เบอร์ 1 ตลอดกาล ขณะที่ กิฟฟารีน รั้งอันดับ 2 เชิดหน้าชูตาขายตรงพันธุ์ไทย ลบคำครหาโดนแซง ด้าน นู สกิน ไต่ขึ้นมาติดท็อปไฟว์ครั้งแรกในปี 2554 แหล่งข้าวชี้หลายบริษัทเคลมตัวเลขเกินจริง หวังเลี่ยงภาษี


ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่-ย 6-10% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันแม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บข้อมูลหรือตัวเลขเพื่อทำสถิติตลาดรวมขายตรง แต่สมาคมอุตสาหรรมขายตรงไทย (TDSA) ได้ร่วมมือกับบริษัทวิจัยชื่อดังในการเก็บข้อมูลตัวเลข 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อหาตัวเลขตลาดรวม โดยในปี 2552 ที่ผ่านมาตลาดรวมธุรกิจขายตรงมีมูลค่า 52,900 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 อยู่ที่ 14.6% จนมาถึงปัจจุบันที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลตัวเลขดังกล่าว แต่มีการคาดการณ์กันว่าตลาดรวมขายตรงน่าจะมีมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านบาท


เผยตัวเลขท็อปไฟว์


จากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นดัชนีวัดได้ว่าอุตสาหกรรมขายตรงปัจจุบันยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดให้เติบโต มาจากการที่ธุรกิจขายตรงมีภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นในสายตาของผู้บริโภค การแข่งขันเพื่อสร้างแบรนด์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ การให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ตลอดจนการออกสินค้าใหม่ที่อิงเทรนด์สุขภาพ ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวถูกนำเสนอในรูปแบบของการเก็บสถิติ การจัดอันดับ 1 ใน 5 ของธุรกิจขายตรงที่มียอดขายสูงสุด ล่าสุดนสพ. เดอะพาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้เก็บสถิติรวบรวมตัวเลขบริษัทขายตรงที่สร้างยอดขายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ได้ว่า บริษัทที่ยังครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ตลอดกาลยังคงเป็นเจ้าตลาดอย่างบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนอันดับสองเป็นของบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิซิตี้ จำกัด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าอันดับที่ 2 เป็นของผู้ประกอบการรายใด ระหว่างกิฟฟารีน แบรนด์สินค้าคนไทย กับบริษัท ซูเลียน(ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชัดเจนว่า ซูเลียน มียอดขายอยู่ในอันดับสาม แค่ในปี 2552 และปี 2554 เท่านั้น เพราะในปี 2553 อันดับยอดขายสูงสุดอันดับ 3 ตกเป็นของ บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด


สำหรับสถิติยอดขายในรอบ 3 ปี (2552-2554) พบว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทที่ทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขายรวม 14,644 ล้านบาท ตามด้วยกิฟฟารีน ที่มียอดขาย 5,146 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 4,980 ล้านบาท อันดับ 4 เอมสตาร์ มียอดขาย 3,933 ล้านบาท และอันดับ 5 เป็นของบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ที่มียอดขาย 1,954 ล้านบาท


ทั้งนี้ จากสถิติยอดขายในปี 2553 นั้น อันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขาย 13,590 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,609 ล้านบาท อันดับ 3 เอมสตาร์ มียอดขาย 4,585 ล้านบาท อันดับ 4 ซูเลียน มียอดขาย 4,184 ล้านบาท และอันดับ 5 บริษัท คังเซน-เคนโกฯ มียอดขาย 2,204 ล้านบาท ขณะที่ปี 2552 อันดับ 1 แอมเวย์ มียอดขาย 12,609 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,355 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 3,309 ล้านบาท อันดับ 4 คังเซน-เคนโก มียอดขาย 2,377 ล้านบาท และอันดับ 5 เอมสตาร์ มียอดขาย 1,805 ล้านบาท


ยักษ์ใหญ่เร่งสร้างแบรนด์


การขึ้นท็อปไฟว์ของ นู สกิน ในปี 2554 นั้น ถือเป็นครั้งแรกของนูสกินที่ขึ้นอันดับท็อปไฟว์ หลังจาก นู สกิน ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปี โดยปัจจัยที่ทำให้ นู สกิน มียอดขายที่เติบโตนั้นมาจากการรุกตลาดเพื่อสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง และการสร้างโพซิชั่นของแบรนด์ที่เป็นสินค้าต่อต้านความเสื่อมชราอย่างชัดเจน และมีการตอกย้ำตำแหน่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายดังกล่าว นูสกินได้ผลักดันทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา เพราะเทรนด์หรือแนวโน้มตลาดของสินค้าในกลุ่มเอนไทน์เอจจิ้งมีการเติบโตเป็นอย่างมาก


ส่วนพี่ใหญ่ในวงการขายตรงอย่างแอมเวย์ ที่สามารถรักษายอดขายได้ติดอันดับ 1 มาโดยตลอด นอกเหนือจากการสร้างธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นผลมาจากแอมเวย์ได้สร้างแบรนด์ และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ครบวงจรทุกด้าน ทั้งสมาชิกกลุ่มผู้บริโภคและการสื่อสารแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งมีการสร้างตำแหน่งสินค้าที่ชัดเจนเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภค อาทิ แบรนด์นิวทริไลท์ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาร์ทิสทรี ในกลุ่มสินค้าความงาม ทั้งกลุ่มสกินแคร์ และสีสัน อีกทั้งแอมเวย์ยังมี รอยัลตี้ แบรนด์กับผู้บริโภคที่สูงไม่น้อย


ส่วนกิฟฟารีนแม้จะเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ยังสามารถสร้างยอดขายได้เป็นอันดับสองตลอดระยะเวลา 3 ปี(2552-2554) ซึ่งเป็นผลมาจากกิฟฟารีนได้สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และหากถามกลับไปว่า ปัจจุบันผู้บริโภครู้จักแบรนด์กิฟฟารีนมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ ของ กิฟฟารีน เผยว่าจากการสำรวจล่าสุดพบว่าผู้บริโภคมากถึง 99% รู้จักแบรนด์กิฟฟารีน ไม่เพียงแค่รู้จักแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรู้จัก น.ต.พญ.นลินี ด้วยว่าเป็นเจ้าของธุรกิจกิฟฟารีน


ขณะที่กิฟฟารีนเองได้สร้างความมั่นใจในธุรกิจให้กับสมาชิกและผู้บริโภคด้วยการตั้งโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มเสริมอาหาร ที่มีการลงทุนมากกว่า 700 ล้านบาท รวมทั้งสินค้าของกิฟฟารีน ก็มีความหลากหลาย ที่สำคัญราคาสินค้าเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ มีการซื้อซ้ำ อีกทั้งคุณภาพสินค้าดี ส่งผลให้กิฟฟารีนมีสมาชิกผู้บริโภคสูงถึง 6,000,000 คน และมีนักธุรกิจอิสระมากกว่า 500,000 คน ประกอบกับที่ผ่านมากิฟฟารีนมีการสร้างแบรนด์ผ่านสื่ออย่างชัดเจน


ซัดบางรายมั่วตัวเลข


อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงชื่อดังหลายบริษัทได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่ามียอดขายหลายพันบาท แต่จากการแจ้งรายได้ไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าหลายบริษัทมียอดขายไม่ถึง 1,000 ล้านบาท บางบริษัทแถลงต่อหน้าสื่อว่ามียอดขายสูงถึง 5,000 ล้านบาท แต่กลับแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่ามียอดขายเพียง 800 ล้านบาทเท่านั้น


สำหรับประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวสามารถตีความได้หลายอย่างที่บริษัทขายตรงเหล่านั้นไม่แจ้งยอดขายตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านั้นอาจหลีกเลี่ยงภาษี หรือต้องการสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้สมาชิก และแม่ทีมมีความตื่นเต้น เป็นการปลุกพลังในการแสวงหาสมาชิกอย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทางหน่วยงานภาครัฐควรจะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นถึงตัวเลขยอดขายทีแท้จริงของแต่ละบริษัท เพื่อสร้างความถูกต้องในธุรกิจอีกทางหนึ่งด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556