ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรีเดอร์ม-นูทริเดอร์ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรีเดอร์ม-นูทริเดอร์ม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงเฮือกสุดท้าย!เคลื่อนขบวนเต็มสตรีม ศึกปีหน้าชี้ชะตายักษ์ไบนารี่ใครครอง..?







nnh (Mobile)

 


จับชีพจรขายตรงโค้งสุดท้าย...พบหลายค่ายใส่เกียร์ธุรกิจเต็มสตรีม เกมแรก วัดขุมกำลังจัดงานปลายปีโชว์ศักยภาพ...เกม 2 ปรับแผนเดินหมากดูดสมาชิกให้อยู่หมัด ป้องกันคนไหล...เกม 3 เดินหน้าปล่อยสินค้าใหม่ - อัดโปรโมชั่น - มุ่งอบรม - เพิ่มศูนย์ ครบเครื่องครบรส...ศึกปีหน้าชี้ชะตายักษ์ตัวใหม่ “ไบนารี่” ตำแหน่งนี้ใครครอง..?


...เป็นที่ทราบกันดีว่า “เกมการแข่งขัน” ใน “ธุรกิจขายตรง” นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี มีหลายต่อหลายค่าย ต่างออก “อาวุธลับ” มา “เชือดเฉือน” ธุรกิจกันอย่างสนุกมือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการปลุกยอดขายให้ตื่น หลังสลบกับภาวะวิกฤติรอบด้านมานาน


เรื่องปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกือบทุกบริษัท ต่างออกมางัดแผนทั้งเชิงรุกและรับ แบบฉบับฉับไวกันเลยทีเดียว


ซึ่งวินาทีนี้ เรียกได้ว่า อาจเป็น “เฮือกสุดท้าย” ก่อนสิ้นปี ในห้วงของเทศกาลของการปิดยอดขายได้มากที่สุด ดังนั้น หลาย ๆ ค่ายเริ่มมีการอัดกลยุทธ์กันแบบเต็มแม็กซ์เลยทีเดียว โดยเฉพาะ “เหล่าผู้ประกอบการ” ใน “ธุรกิจขายตรง”


ที่สำคัญโปรโมชั่นที่นำเสนอ ไม่ใช่แค่ ลด แลก แจก แถม เท่านั้น แต่ยังเสริมกลยุทธ์หลาย ๆ ด้าน เพื่อเติมความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่น เพื่อจะดึงดูดสมาชิกเข้ามาเสริมทัพให้ได้มากที่สุด


เริ่มตั้งแต่การจัดงานโหมโรงธุรกิจก่อนสิ้นปี เพื่อวัดขุมกำลังและกำหนดทิศทางเดินธุรกิจในปีหน้า ฉะนั้น


จะเห็นได้ว่า การจัดงานเกียรติยศทั้งแบบใหญ่สุดอลังการ หรือเกียรติยศระดับกลางถึงเล็ก ก็คัดเอาช่วงนี้เป็นช่วงชี้วัดเกมธุรกิจ...


ซึ่งภาพลักษณ์ที่ได้รับ ก็จะกลายเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่จะชี้ชัดได้ว่า ใครคือยักษ์...ใครคือตัวจริง และใครคือตัวปลอม โดยเฉพาะตัวปลอมหากดันช็อตสุดท้ายปลายปีไม่กระเตื้อง ก็เท่ากับว่า โอกาสจะเจ๊งย่อมมีสูง และหากไม่ปรับเกมแบบฉับไว โอกาสของพี่ใหญ่ก็จะเข้ามาฮุบเหยื่อปลาชิ้นงาม ก็มีสิทธิ์เต็มประตู


ลองมาดูกลเกม ทั้งยักษ์ใหญ่ น้องกลาง และน้องเล็ก ว่ามีทีเด็ดเรียกยอดอย่างไร..? ก่อนจะเปิดรับศึกใหญ่อีกครั้งที่จะปะทุขึ้นในช่วงต้นปี 2557


 “หมอเส็ง”เปิดศึกชิงที่ 1


ชักธงไบนารี่ขึ้นนำแถวหน้า


...เริ่มต้นความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่แห่งวงการขายตรงค่ายแรก “บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด” หรือ “หมอเส็ง” ก็ได้ออกมาสร้างความเชื่อมั่น ตอกย้ำความสำเร็จของธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายนี้เช่นกัน ด้วยการเตรียมจัดงาน “เวทีแห่งฝัน วันแห่งเกียรติยศครั้งที่ 15 “หมอเส็ง” ฉลองชัยก้าวไกลสู่ปีที่ 12” ซึ่งเป็นงานมอบรางวัลเสื้อเกียรติยศ ฉัตรทอง”, ฉัตรไพลิน, ฉัตรมุก, ฉัตรทับทิม, ฉัตรมรกต, ฉัตรเพชร ให้แก่นักธุรกิจหมอเส็งที่ประสบความสำเร็จ


โดยคาดการณ์ว่า งานดังกล่าวน่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 6,000 - 7,000 คนด้วยกัน ผลจากการทุ่มงบในการสร้างแบรนด์ติดต่อกันยาวนาน กับเกือบปี ทำให้วันนี้แบรนด์หมอเส็งไม่ว่าจะเหลียวไปทางไหน ก็มีแต่ผู้คนถามหา และเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้ “หมอเส็ง” จึงเลือกจัดงานใหญ่บนพื้นที่ที่กว้างขวาง จากเดิมที่เคยจัดงานที่สำนักงานใหญ่ เพื่อรองรับสมาชิกและผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง


ที่สำคัญการจัดงานสไตล์ “หมอเส็ง” พร้อมทุ่มและแจกงบไม่อั้น แถมยังอิ่มหนำสำราญกับอาหารครบมื้อ และยังเต็มไปด้วยความสนุกสนานจากความบันเทิงที่ถูกขนมาอย่างครบเครื่อง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นองค์กรยักษ์ใหญ่ “หมอเส็ง” เติบโตอย่างอหังการอีกครั้ง โดยงานดังกล่าวก็จะเป็นตัวชี้วัดการจัดอันดับขายตรงในแผนไบนารี่ว่า ตำแหน่งหมายเลข 1 “หมอเส็ง” จะกลับมาครองความยิ่งใหญ่นี้ได้หรือไม่ สิ้นปีนี้รู้ผล โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2556 เวลา 9.00 - 18.00 ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต...เรียกว่า เป็นการสร้างความฮึกเหิมช่วงโค้งสุดท้ายของปีเลยทีเดียว


 “นีโอฯ-สุพรีเดอร์ม-ยูนิลีเวอร์”


แห่ปรับแผนกระตุ้นต่อมสมาชิก


…เรื่องการจ่ายผลตอบแทน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวชูโรงที่สำคัญของ “ธุรกิจขายตรง” ซึ่งหากค่ายไหนที่มีแผนเร้าใจและดึงดูดใจสมาชิกมากเท่าไหร่ โอกาสที่สมาชิกจะยึดมั่นและถือมั่นในธุรกิจที่ทำ ก็ย่อมมีสูงเช่นกัน เห็นได้จากช่วงปลายปีนี้ มีหลาย ๆ บริษัทต่างแห่กันปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนกันถ้วนหน้า


เริ่มต้นกันที่ “นีโอ ไลฟ์” ค่ายยักษ์ใหญ่ไบนารี่ ชูโครงการรายได้ทวีคูณขึ้นมา โดยนอกเหนือจะเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกมีประกันชีวิตทุกคนแล้ว ยังคงรับรายได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยสมาชิกสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการรายได้ทวีคูณ โดยเสียค่าสมัครเพียง 200 บาทเท่านั้น ทาง “นีโอ ไลฟ์” ก็จะมีการมอบประกันชีวิตในวงเงิน 120,000 บาท เป็นเวลานาน 1 ปีด้วยกัน


ส่วน “ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค” ได้ปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ที่ชื่อว่า i12 (ไอทเวลฟ์) โดยมีจุดแข็งตรงที่ว่า สมาชิกสมัครครั้งเดียว สามารถไปทำธุรกิจเครือข่ายได้ทั่วโลก เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของค่าย “ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค” หลังจากที่ได้มีการปรับชื่อองค์กรใหม่ พร้อมกับการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนในครั้งนี้


...เช่นเดียวกับทางด้าน “สุพรีเดอร์ม” ก็มีการปรับแผน การจ่ายผลตอบแทนเช่นกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับในตลาดขายตรงในช่วงนี้ ซึ่งแผนดังกล่าวมีชื่อว่า “P17” ซึ่งแผนนี้เป็นแผนการจ่าย เพื่อสร้างให้เป็นมรดกของสมาชิก โดยจะเน้นการสร้างฐานผู้บริโภคเป็นหลัก พร้อมกันนี้ “สุพรีเดอร์ม” ยังได้มีการส่งผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำมันมะกอกที่ถือเป็นสินค้าในการกระตุ้นตลาดในช่วงนี้ รวมถึงการจัดแคมเปญพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นตลาดอีกด้วย


จะเห็นได้ว่า เรื่องการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน ถือเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ซึ่งหากค่ายไหนสามารถสร้างสิ่งจูงใจและดึงดูดคนเครือข่ายได้มากเท่าไหร่ เชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนของธุรกิจได้มากขึ้นเท่านั้น และอาจเป็นแผนสำคัญที่ก่อให้เกิดความสัมฤทธิ์ผล ก็เป็นได้!!..


 “จันทร์สว่าง - 4ไล้ฟ์”ลุยแพ็คเกจ


เสริมยุทธศาสตร์ตลาดเต็มเหนี่ยว


ทางด้าน “บริษัท จันทร์สว่าง เฮิร์บเบิล ไลน์ จำกัด” ภายใต้การนำของ “ดร.กัญชร จันทร์สว่าง” ก็ออกมาปล่อยอาวุธช่วงเฮือกสุดท้ายของปีเช่นกัน ภายใต้นโยบายธุรกิจ 5 พัฒนา ประกอบด้วย


1. พัฒนาสินค้าเก่า เพิ่มสินค้าใหม่ ซึ่งจะมีการพัฒนาแพ็คเกจสินค้าให้มีสีสันสวยงาม ทันสมัย และมีความสะดวกในการใช้สินค้ายิ่งขึ้น


2. พัฒนาศูนย์เก่าและเพิ่มศูนย์ใหม่ โดยเน้นการฝึกอบรมโดยวิทยากรชั้นนำมาให้ความรู้ มีการกำหนดรูปแบบการตกแต่งหน้าร้านให้มีความเป็นเอกภาพเหมือนกันทุกศูนย์ และกระตุ้นความสนใจให้มีการเปิดศูนย์เพิ่มใหม่อีก 8% ภายในปี 2557 โดยการให้โปรโมชั่นพิเศษและรางวัลพิเศษ เป็นต้น


3. พัฒนาช่องทางการทำโฆษณา - ประชาสัมพันธ์ โดยเพิ่มงบประมาณในการโฆษณาอีก 7 - 8% ผ่านช่องทางต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และการทำกิจกรรมการตลาด ณ จุดขาย และเพิ่มช่องทาง Social Network เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น


4. พัฒนาแนวทางการฝึกอบรม แก่ผู้บริหารศูนย์ความงามทั่วประเทศ ให้มีความรู้ทันยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังเน้นอบรมเสริมด้านสปา อีกทั้งเพิ่มในส่วนของการอบรมรายศูนย์และการอบรมสัญจรตามต่างจังหวัดให้มากขึ้น และ


5. พัฒนาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งล่าสุดได้มีการเปิดตัวผู้แทนการค้าประเทศเยอรมันและประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ไปบ้างแล้ว...นับเป็นนโยบาย 5 พัฒนาที่ทางค่าย “จันทร์สว่าง” ต่างงัดออกมาสู้ศึกขายตรงช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ชนิดที่ว่าครบทุกกระบวนท่าเลยก็ว่าได้


…ด้าน “บริษัท 4ไล้ฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด” ช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ก็ได้เร่งเครื่องด้วยการจัดโรดโชว์ไปตามภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมกับแผนการสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ 2 รายการ คือ ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ บีซีวี และ นูทราสตาร์ท เพื่อต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น


รวมถึงยังได้จัดโปรโมชั่นแจกรางวัลเงินสดให้แก่ผู้ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งไดมอนด์ และเพรสซิเด้นท์ไดมอนด์อีกด้วย ซึ่งตำแหน่งไดมอนด์ จะได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมผลิตภัณฑ์มูลค่า 10,000 รวมทั้งสิ้น 50,000 บาท และตำแหน่งเพรสซิเด้นท์ไดมอนด์ รับเงินสดมูลค่า 150,000 บาท ที่สำคัญทาง 4ไล้ฟ์ ยังได้มีการทำการตลาดผ่านทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค ด้วยการเจาะฐานสมาชิกในกลุ่ม Gen Y มากขึ้นด้วย


 “นิวไลฟ์ - โมสท์เวลล์”ลุยต่างแดน


จัดงานใหญ่ประลองขุมกำลัง


“นิว ไลฟ์” ณ ช่วงเวลานี้ ก็ได้ออกมากล่าวยอมรับแล้วว่า การแข่งขันของธุรกิจขายตรง ณ ตอนนี้ค่อนข้างที่จะดุเดือดอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงปลายปี เห็นได้จากหลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรงต่างออกกลยุทธ์ที่หลากหลาย เพื่อมากระตุ้นยอดขายกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง


ซึ่งแผนงานของ “นิว ไลฟ์” ในอนาคตอันใกล้นี้ พบว่า ได้เตรียมที่จะบุกตลาดต่างแดน 2 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศอินโดนีเซียและประเทศนอร์เวย์ โดยการเข้ารุกไปในตลาดต่างประเทศนั้น จะเป็นการเปิดในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยจะมอบหมายให้นักธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าว เป็นผู้ลงทุนบริหารงานเองทั้งหมด พร้อมกับการรุกตลาดเออีซีอย่างต่อเนื่องด้วย


อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญช่วงโค้งสุดท้ายนี้ “นิว ไลฟ์” ยังได้เพิ่มทางเลือกใหม่ ด้วยการนำกลุ่มสินค้าเกษตร ภายใต้ชื่อแบรนด์ “นัมเบอร์วันอินทรีย์ภัณฑ์” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจด้วยสาขาที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ใช้งบลงทุนกว่า 30 ล้านบาท และสาขาจังหวัดขอนแก่นที่กำลังเตรียมตัวเปิดในช่วงเดือนมกราคมปี 2557 ก้าวไปพร้อมกับการสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกิจรับเดือนมกราคมปีหน้านี้ ด้วยรหัสลับ “We are Number One : เราคือที่ 1” ที่จะเป็นงานประดับเข็มครั้งยิ่งใหญ่ ณ จุดนัดพบที่ศูนย์ไบเทค บางนา


...ด้านความเคลื่อนไหว “โมสท์เวลล์” ก็ได้ออกมาประกาศเตรียมโฟกัสจับธุรกิจกับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักธุรกิจเครือข่ายให้มากขึ้น พร้อมเน้นการฝึกอบรมให้กับสมาชิกได้เข้าใจในธุรกิจและผลิตภัณฑ์มากขึ้น รวมถึงโค้งสุดท้ายปลายปี “โมสท์เวลล์” ยังได้จัดโปรโมชั่น พิเศษในการกระตุ้นยอดขาย เพื่อต้องการผลักดันธุรกิจให้มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 20 - 30% อีกด้วย รวมทั้งยังมีแผนงานในการจับมือกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ ที่สนใจจะนำผลิตภัณฑ์ของ “โมสท์เวลล์” เข้าไปทำตลาดในประเทศนั้น ๆ อาทิ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และกลุ่มในแถบตะวันออกกลาง เป็นต้น


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทักษอร ภวนาคโสภณ ‘ความสุขของชีวิตที่แตกต่าง’







ทักษอร (Mobile)

สาวสวยบนหนทางอันแตกต่างกับชีวิตที่ไม่ต้องรอความสุขแค่ในวันเงินเดือนออก ด้วยบริษัทที่เลือกมาแล้วว่าจะนำไปสู่สิ่งที่เธอต้องการ “สุพรีเดอร์ม”


ทักษอร ภาวนาโสภณ ผู้บริหารการขายมงกุฎนพรัตน์ กับเส้นทางที่ออกแบบด้วยตนเอง ผ่านมุมมองที่เอื้อเฟื้อ “การทำงานมีเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่การสร้าคนให้สำเร็จในเครือข่ายได้ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง” จากปณิธานอันน่ายกย่องนี้ จึงทำให้ Hall of Fame จึงอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเธอให้ลึกซึ้ง และถ่องแท้กับความงาม ที่ไม่ได้ฉาบแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังส่องสว่างออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ


สู่ความสำเร็จที่แท้จริง


ในด้านการทำงานที่ผ่านมา ทักษอร ประกอบธุรกิจส่วนตัวทางด้านค้าขาย ซึ่งต้องลงทุนอยู่ตลอดเวลาเละสม่ำเสมอ จนเธอรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่ต้องควักเงินออกมาโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อได้เรียนรู้การทำงานในระบบเครือข่ายของ สุพรีเดอร์ม ที่เพียงมองในเรื่องของการลงทุนก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อทำความเข้าใจ จะคิดได้ว่านี่คือธุรกิจในชีวิตประจำวัน ที่ทำได้ตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ฯลฯ เพราะนี้คือสุดยอดธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสินค้าได้ตลอกเวลา ด้วยการเปลี่ยนเพียงแค่ของใช้ภายในบ้านก็จะทำให้มีรายได้ขึ้นมาอีกกระเป๋านึงทันที และยังสามารถทำกำไรก้อนโตเมื่อเปิดบิลเพื่อทำธุรกิจ ด้วยความที่เธอเป็นคนขยันไม่ยอมอยู่เฉยจึงตัดสินใจทำโดยไม่สนรายได้ในระยะแรกๆ แต่จะมองไปถึงความมั่นคงในระยะยาว


ส่วนความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายที่เธอมุ่งหวังไว้นั้น คือ ความตั้งใจในการให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้าง และพัฒนาคนให้มีความสามารถ ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายชัดเจนที่สุดของทักษอร โดยให้เหตุผลว่า “การทำงานมีเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ สำหรับดิฉันมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆไป แต่การสร้างคนให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจเครือข่ายมันท้าทายมากกว่า และเมื่อเราทำได้นั้นมันมายถึงความสำเร็จอย่างแท้จริงในอาชีพ”


 


เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า


สำหรับความแตกต่างของ สุพรีเดอร์ม กับที่อื่น ในมุมมองของเธอนั้น คือ การไม่เอารัดเอาเปรียบสมาชิก เพราะที่นี่เมื่อเติบโตก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ โดยจ่ายผลประโยชน์ให้สมาชิกเพิ่มขึ้น จากการรับคอมมิชชั่นธรรมดา ก็จะเริ่มมีการท่องเที่ยวทั้งในและต่างกระเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งหลักใหญ่ๆ ก็คือบริษัทจะมีการทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้สมาชิกก้าวไปข้างหน้าได้อย่าง ที่ตั้งใจ “ สุพรีเดอร์ม มีสินค้าที่ดูว่าจะเหมือนที่อื่น แต่จริงๆแล้วไม่เหมือน เพราะพิถีพิถันในการผลิตมาก ทั้งในการเลือกวัตถุดิบจากแหล่งชั้นนำต่างๆ มาเป็นส่วนประกอบที่หลากหลาย ด้วยเทคโนโลยีซึ่งล้ำหน้ากว่าที่อื่น ทำให้ “สินค้าของ สุพรีเดอร์ม ของเรามี ในสิ่งที่คนอื่นไม่มี”


ความลับไปสู่ความสำเร็จของ ทักษอร คือ “ความสุข” ซึ่งการที่เธอเลือกเดินไปกับ สุพรีเดอร์ม นั้น เพราะตลอดเส้นทางในการทำธุรกิจ ไค้สร้างความสุขให้กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงิน สุขภาพ คุณภาพชีวิตที่ดี และสุขตลอดเวลาที่ได้พบเจอทีมงานที่ไม่ใช่เฉพาะแค่เงินเดือนออก นั่นจึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเธอเต็มเปี่ยม ความสำเร็จที่เข้ามาจึงไม่ยากเลย


และในการทำเครือข่าย ผู้ประสบความสำเร็จเกือบทุกคนจะต้องมีต้นแบบในการทำงาน ซึ่งสำหรับเธอนั้นเลือกที่จะทำตามท่านประธานบริษัท คือ พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพาณิชย์ เพราะกว่า 10 ปี ในการทำธุรกิจสพรีเดอร์ม ทักษอร มองว่าท่านประธานมีแนวความคิดด้าน “นวัตกรรม” ซึ่งมักจะนำแนวทางใหม่ๆมาให้สมาชิกอย่างสม่ำเสมอในเรื่องของ “แผนใหม่ที่จ่ายเยอะขึ้น สินค้าใหม่ที่ล้ำหน้าและแนวทางการปฏิบัติเปิดตลาดให้ชวนคนได้ง่ายขึ้น” ทำให้ธุรกิจของ สุพรีเดอร์ม มีสีสัน ตอบโจทย์ให้แก่เธอที่เป็นคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของโลกที่ต้องมีวิวัฒนาการ และ “การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า” ได้ เพราะความไม่ล้าหลังอยู่หับที่ถึงกับประกาศออกมาว่า “ไม่ว่าสุพรีเดอร์มจะเปลี่ยนอีกกี่หน อะไร ยังไง ดิฉันก็รัก สุพรีเดอร์ม และศรัทธาในตัวคุณหมอในความที่ท่านเป็น “คุณหมอนักพัฒนา” ของเราค่ะ”


“สุพรีเดอร์ม” ธุรกิจแห่งโอกาส


ด้านทัศนคติของคนที่มีต่อระบบนี้ ในเรื่องความชอบ หรือไม่ชอบนั้น เป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งเมื่อเราถามเธอในข้อนี้ ก็ได้แง่คิดที่ดีอย่างมากว่า “ต้องให้ความรู้ของธุรกิจเครือข่ายที่ถูกต้อง เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่รู้จักธุรกิจเครือข่ายที่แท้จริง เราจึงต้องนำเสนอให้เค้ามองเห็นถึงเหตุและผลของธุรกิจว่ามันเนเรื่องจริง ในการทำงานคนเดียว (งานประจำ) กับการร่วมกันทำงาน 100 คน(เครือข่าย)มันแตกต่างกันยังไง ต้องให้เขาเข้าใจว่า ธุรกิจเครือข่าย คือ ธุรกิจกระจายความเสี่ยง และให้เค้ามองเห็นถึง ความสวยงามของธุรกิจ เพราะคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ไม่เข้าใจในระบบอย่างแท้จริง” และปัจจัยที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปสำหรับเธอ นั่นคือ “ความรู้” ซึ่งต้องรู้จริง ไม่ช่รู้แบบงูๆปลาๆ โดยหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ คือ ทำระบบให้เป็นต้องช่วยกันสร้างกำลังใจให้เกิดความต้องการ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” พัฒนาคนให้มีความเป็นผู้นำให้รู้ว่านี่คือธุรกิจของคุณ และสิ่งสำคัญสำหรับ ทักษอร เธอมีสิ่งที่ยึดถือเป็นหลักในการดำรงชีวิตอยู่เสมอนั่นคือ “เราอยู่แล้วต้องมีความสุข เพราะความสุขเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่น”


“สุพรีเดอร์ม เป็นธุรกิจแห่งโอกาสจริงๆ ซึ่งคำว่า “โอกาส” มันลึกซึ้งและสวยงามเสมอ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและสามารับโอกาสที่มีให้ ที่นี่เรามีที่ประชุมฝึกอบรม โดยบริษัทซัพพอร์ตอย่างต่อเนื่องทุกเรื่อง เราจะดูดีขึ้น สวยขึ้น สุขภาพดีขึ้น มีความสุขกับการทำงานที่ได้ท่องเที่ยว สัมมนา มีสังคมที่ดี ทำไปนานๆ ก็จะมีเพื่อนมากมาย ทำให้เมื่อแก่ตัวเราก็ไม่ต้องทำงานแบบเฉาๆ และนี่จึงเป็นการช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่นและงานอื่นอย่างสิ้นเชิง”


 


 


 


Credit by : เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 234 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บิ๊ก MLM พลิกกลยุทธ์ปรับแผนจ่ายเพิ่มรายได้สมาชิก







idea concept with light bulbs on a blue background

 


กลุ่มบริษัทขายตรงเร่งปั๊มยอดขายช่วงไตร-มาสสุดท้าย แห่ปรับแผนจ่ายกระตุ้นสมาชิก "นีโอไลฟ์" เนรมิตโครงการรายได้ทวีคูณ สร้างรายได้ 2 ทาง พร้อมประกันชีวิตวงเงินกว่าแสนบาท ด้าน "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ผุด แผน i12 สร้างจุดแข็งสมัครครั้งเดียว ทำงานได้ทั่วโลก พร้อมเพิ่มโบนัสให้สมาชิกอีก 4-5% ฝั่ง "สุพรีเดอร์ม" ปลุกเสก P17 แผนจ่ายที่ส่งต่อเป็นมรดกสู่ลูกหลานสร้างความ มั่นคง พร้อมอัดสินค้าในกลุ่มน้ำมันมะกอก ตั้งเป็นเรือธง


กลุ่มบริษัทขายตรงพาเหรดปรับแผนจ่าย เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัวในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยกลุ่มบริษัทที่มีการปรับแผนจ่ายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบริษัท ชั้นนำ ซึ่งการปรับแผนจ่ายครั้งนี้ถือเป็นการปรับเพื่อกระตุ้นยอด ขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี


"นีโอไลฟ์" เนรมิตแผนจ่ายทวีคูณ


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า เดิมทีทางบริษัทมีแผนการตลาดที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่หยุดคิด จึงมีการพัฒนา ต่อยอด มีการนำเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนให้สมาชิกทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วมากขึ้น


"เราจึงมีการเปิดแผนการคิดรายได้แบบทวีคูณขึ้นมา นอกเหนือจะเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกมีประกันชีวิตทุกคนแล้วยังมีรายได้ เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว สมาชิกของนีโอไลฟ์สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการรายได้ทวีคูณ โดยเสียค่าสมัครเพียง 200 บาท ทางบริษัท ยินดีมอบประกันชีวิตวงเงิน 120,000 บาท เป็นเวลานาน 1 ปีให้ถือเป็นสวัสดิการที่ทางบริษัทมอบให้กับสมาชิกที่ร่วมโครงการ"


ต่อไปสมาชิกของนีโอไลฟ์ จะมีรายได้ 2 ทาง นี่จะเป็นสิ่งที่จะทำให้สมาชิกของนีโอไลฟ์ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและมั่นคง เพียงแต่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทวีคูณ เชิญสมาชิกให้ทำการซื้อ สินค้าซ้ำระหว่างเดือน โดยทางบริษัทจะนำเอาคะแนนไปคิดในผังองค์กรแบบทวีคูณ ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว


"ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ผุด i12 เพิ่มโบนัส


นางสุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร แบรนด์ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด เผยว่า เพื่อให้ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค สามารถ เติบโต 2 เท่า ภายในปี 2555-2563 สอดคล้องกับนโยบายของยูนิลีเวอร์ได้วางไว้ จึงต้องขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจและกลุ่มลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทใช้งบฯ ลงทุนวิจัย 1,000 ล้าน ยูโรต่อปี และศักยภาพด้านการจ่ายผลตอบแทนภายใต้แผน i12 (ไอทเวลฟ์) ซึ่งมีจุดแข็งก็คือสมาชิกสมัครครั้งเดียว สามารถไปทำธุรกิจเครือข่ายได้ทั่วโลก และตั้งแต่กรกฎาคมได้ปรับแผนการจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสเพิ่มอีก 4-5% เพื่อกระตุ้นนักธุรกิจ


นอกจากนี้ ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นสำนักงานใหญ่ เพื่อดูแลการขยายตลาด และทำตลาดต่างประเทศ โดยแนวทางการ ตัดสินใจเข้าไปลงทุนก็คือเป็นประเทศที่มีธุรกิจยูนิลีเวอร์เข้าไปตั้งอยู่ก่อนแล้ว ขนาดของประชากรและตลาดคู่แข่ง และกฎหมาย แต่ละประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการศึกษาอยู่หลายประเทศ ส่วนที่อินเดียมีแผนจะเปลี่ยนเป็นยูนีลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค แต่จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากนำสินค้าแบรนด์อาวียองซ์เข้าไปจำหน่าย เพื่อปรับโพซิชันนิ่ง สินค้าจับตลาดพรีเมี่ยม และนำแผนการจ่ายผลตอบแทนเข้าไป เป็นต้น


"แผนในประเทศจะเน้นดิจิทัลมากขึ้น ล่าสุดได้ทำเพอร์ซันนอลเว็บไซต์ให้นักธุรกิจแต่ละคนสามารถมีเว็บเพจของตัวเองและลิงก์มาที่บริษัท เสมือนมีหน้าร้านออนไลน์รองรับการเติบโตในอนาคตและคนรุ่นใหม่"


"สุพรีเดอร์ม" ดัน P17 สร้างภาพ มรดกส่งต่อ


พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพาณิชย์ ประธานกรรมการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทางบริษัทได้มีการปรับแผนจ่ายของ บริษัทเพื่อให้เกิดการสอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยบริษัทได้มีการปรับแผน จ่ายภายใต้ชื่อ P17


"P17 เป็นแผนจ่ายเพื่อสร้างให้เป็น มรดกของสมาชิก โดยสุพรีเดอร์มเป็นบริษัทที่ล้างสมองผู้คนที่เข้ามาไม่เก่งนัก ทำให้บริษัทต้องเดินหน้าธุรกิจด้วยการดึงผู้คนให้มาเป็นผู้บริโภค โดยบริษัทจะเน้น การสร้างฐานผู้บริโภคเป็นหลัก" หมอมั่น เผย


อย่างไรก็ดี ในแผนจ่ายตัวใหม่ที่สุพรีเดอร์มได้สร้างมานี้ เพื่อทำให้สมาชิก มีรายได้ที่มั่นคง โดยในช่วงเริ่มต้นอาจต้อง สร้างความเข้าใจ เพราะคะแนน PV ของ สมาชิกจะลดลงเมื่อมีการปรับแผน แต่เมื่อ ทำไปสักระยะ คะแนน PV ที่ได้มา จะสร้าง ความมั่นคงให้กับสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทฯจะเน้นการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นมรดกให้กับเครือญาติของสมาชิกได้อีกด้วย


ในปีนี้บริษัทกำลังปรับสัดส่วนของผลิตภัณฑ์จากเดิมเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริม-อาหารและเครื่องสำอาง ความงาม 70/30 ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50/50 โดยมีตัวน้ำมันมะกอกเป็นสินค้านำร่องและกระตุ้น ตลาดในช่วงนี้ โดยมีการจัดแคมเปญพิเศษ เพื่อกระตุ้นตลาด โดยการซื้อผลิตภัณฑ์มูลค่า 3,000 บาท สามารถมีสิทธิ์แลกซื้อ เมอริเนี่ยน โอลีฟ ในราคา 280 บาท สำหรับนักขายจะมีคอมมิสชั่นในชั้นลูก 9 เปอร์เซ็นต์ และชั้นหลาน 4 เปอร์เซ็นต์


สำหรับแนวทางการเติบโตของบริษัทมุ่งเน้นที่ความมั่นคง โดยมองว่าหาก ต้องการให้ผู้นำมีความมั่นคงต้องให้ลูกค้า มีความเต็มใจที่จะซื้อสินค้า จะทำให้เขาไม่หายไปไหน ส่วนโปรโมชั่นต่างๆ ก็เป็น การกระตุ้นให้เกิดการรักษายอด ซึ่งถือว่า บริษัทมีสินค้าดี ราคายุติธรรม จ่ายผลตอบแทนเหมาะสม


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวสุพรีเดอร์ม (Suprederm) : ‘สุพรีเดอร์ม’ดันน้ำมันมะกอกปลุกธุรกิจ แย้มเป้าปี’57ขอยอดแตะ2หมื่นขวด/เดือน







su (Mobile)

 


“สุพรีเดอร์ม” ปล่อยทีเด็ดปลายปี ส่งสินค้าน้ำมันมะกอก ทั้งกลุ่มอาหารเสริมและเครื่องสำอางลุยตลาดโค้งสุดท้าย พร้อมประกาศเป้ายอดขายเฉพาะสินค้าน้ำมันมะกอกปี’57 ขอยอดแตะ 2 หมื่นขวด/เดือน ระบุเร่งเดินเครื่องสร้างการรับรู้ช่วงแรกด้วยการสาธิตสินค้าให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับแก่สมาชิกและผู้บริโภคก่อน พร้อมเชื่อหากผู้บริโภคเข้าใจยอดขายโตตามเป้าแน่นอน


หลังจากเงียบหายไปนานสำหรับธุรกิจขายตรงอย่าง “บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ณ เวลานี้ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวของธุรกิจออกมาสู่สายตาคนเครือข่ายบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุดทางด้าน “พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพาณิชย์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ออกมาเผยถึงการบุกตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ว่า ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้เตรียมที่จะเน้นทำตลาดสินค้าใหม่ที่เป็นน้ำมันมะกอกจากประเทศสเปน ภายใต้ชื่อ “เมอริเนี่ยน โอลีฟ” ให้มากขึ้น เพื่อต้องการสร้างการรับรู้ในเรื่องของประโยชน์ของน้ำมันมะกอก


ซึ่งในการทำตลาดในช่วงแรกนั้น ทางบริษัทฯ จะเป็นการเน้นในส่วนของการสาธิตให้ผู้บริโภค และสมาชิกได้เห็นผลก่อนที่จะไปทำตลาด โดยการจัดอบรมให้สมาชิกได้รู้ถึงคุณสมบัติของน้ำมันมะกอกเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้คือ กลุ่มคนรักสุขภาพ โดยปัจจุบันต้องบอกว่ายังไม่มีบริษัทขายตรงค่ายไหนที่นำเข้ามาในระบบขายตรงเลย ซึ่งสุพรีเดอร์มเรียกว่าเป็นเจ้าแรกเลยก็ว่าได้ และหลังจากที่มีการทำตลาดไปแล้วประมาณเกือบ 2 เดือน พบว่า ค่อนข้างที่จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ทางบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะมียอดขายในสินค้านี้ที่ 2 หมื่นขวดต่อเดือน


“วันนี้หากเทียบน้ำมันมะกอกกับน้ำมันรำข้าว เรียกว่าเหนือกว่าเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในเรื่องของกระบวนการผลิต ที่สำคัญน้ำมันรำข้าวในท้องตลาดทั่วไปก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนัก โดยบริษัทฯ จะเอาคุณสมบัติพิเศษของน้ำมันมะกอกมาเป็นจุดเด่นในการขาย ด้วยการให้ความรู้ถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอกให้ผู้บริโภคได้เห็นอย่างชัดเจน”


สำหรับสินค้าใหม่น้ำมันมะกอก “เมอริเนี่ยน โอลีฟ” จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากน้อยแค่ไหนนั้น “พ.ต.ท.นพ.มั่น” เผยว่า ในช่วงแรกของการทำตลาดคงต้องใช้เวลาในการสร้างการรับรู้แก่สมาชิกและผู้บริโภคระยะหนึ่งก่อน ซึ่งวันนี้พบว่า ตลาดน้ำมันปาล์มกับน้ำมันถั่วเหลืองถือว่าเป็นตลาดใหญ่มาก การที่จะแชร์ตลาดในกลุ่มนี้หันมาใช้น้ำมันมะกอกคงต้องใช้การอธิบายให้ความรู้ถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอกก่อน ซึ่งเมื่อผู้บริโภครู้ และเห็นคุณค่าของน้ำมันมะกอกแล้ว เชื่อว่ายอดขายก็น่าที่จะขับเคลื่อนเองโดยธรรมชาติอย่างแน่นอน


ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายสินค้าของสุพรีเดอร์มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจะมียอดขายที่มากกว่ากลุ่มของเครื่องสำอางอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ กลุ่มอาหารเสริมมีสัดส่วนอยู่ที่ 70% และกลุ่มเครื่องสำอางมีสัดส่วนอยู่ที่ 30% ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะให้ทั้ง 2 กลุ่มมีสัดส่วนยอดขายที่เท่ากัน คือ 50: 50 โดยจะเป็นการใช้น้ำมันมะกอกเป็นตัวดึงยอดในกลุ่มของเครื่องสำอางให้มีสัดส่วนที่เท่ากันกับกลุ่มอาหารเสริมในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งขณะนี้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกของสุพรีเดอร์มที่ออกมามี 9 รายการด้วยกัน อาทิ โลชั่นเช็ดหน้า ครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก เป็นต้น ส่วนยอดขายสิ้นปีนี้ทางบริษัทฯ ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท


ด้านนายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวเสริมต่อว่า สุพรีเดอร์มถือเป็นเจ้าแรกที่ได้มีการนำเอาน้ำมันมะกอกเข้ามาสู่ระบบขายตรง โดยการทำตลาดของสุพรีเดอร์ม นับจากนี้นั้น จะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกเป็นธงรบในการทำธุรกิจนับจากนี้ ซึ่งสุพรีเดอร์มจะมีการชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกเป็นหลัก


“สำหรับเป้าหมายยอดขายของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกนั้น ในปีหน้า บริษัทฯ ตั้งเป้าไว้ที่ 1 แสนขวด หรือหากคิดเป็นยอดขายในส่วนของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกเพียงอย่างเดียว น่าที่จะอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาทในปีหน้า ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนยอดขายของกลุ่มอาหารเสริมอยู่ที่ 50% กลุ่มความสวยงามอยู่ที่ 30% กลุ่มสินค้าเกษตร 10% ส่วนสัดส่วนที่เหลือจะเป็นในกลุ่มของเครื่องใช้ในครัวเรือน”


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสุพรีเดอร์ม (Suprederm) : ปลุกชีพนักขาย เปิดตัวสินค้าใหม่เจาะสุขภาพ







lhh (Mobile)

 


"สุพรีเดอร์ม" รับเป็นขายตรงเจ้าแรก นำเข้า เมอริเนี่ยน โอลีฟ ชูกระแสการรักสุขภาพ ตั้งเป้ายอดขายเดือนละ 3 หมื่นขวด ส่วนสิ้นปีตั้งเป้าพันล้าน ส่งไลน์สินค้าใหม่ทำตลาด 9 รายการรวด หวังเพิ่มสัดส่วนอาหารเสริม/เครื่องสำอาง จากเดิม 70/30 เป็น 50/50 ภายในปีนี้ เร่งออกโปรโมชั่นกระตุ้นนักขายส่งท้ายปี


พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพาณิชย์ ประธานกรรมการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่ในไลน์สุขภาพ โดยเป็นเมอริเนี่ยน โอลีฟ น้ำมันมะกอกธรรมชาติไม่ผ่านกรรมวิธี เหมาะสำหรับ ทอด, ผัด, อบ, ทำสลัด, หมักเนื้อหรือผักเพื่อปิ้งย่าง โดยบริษัทถือว่าเป็นขายตรงเจ้าแรกที่นำเข้ามา โดยตั้งเป้ายอดขายเดือนละ 30,000 ขวด


"เราเป็นเจ้าแรกในขายตรง ไม่มีคนนำเข้ามา เราขายถูกกว่าท้องตลาด ไดเรกต์เซลล์ มักจะแพงกว่า 2 ถึง 3 เท่า ตัวนี้คอมมิชชั่นน้อย เราก็บอกผู้นำเพราะต้องทำตลาด เราจะให้กระจายใช้ราคาถูกกว่าในห้างคุณภาพเหนือกว่าแน่นอน ไม่มียี่ห้อไหนที่จะทอดได้ ของเราเหมาะสำหรับทอด ผัด อบ ทำสลัด หมักเนื้อ ส่วนมากขายตรงทำตลาดน้ำมันรำข้าว ตรงนี้ความเข้าใจเรื่องน้ำมันมะกอก คนไม่เข้าใจว่ากระบวนการผลิตมีหลายแบบ พวกนี้การปลูกการดูแลประคบประหงมเต็มที่ เหนือกว่าน้ำมันรำข้าวที่ขายกันตามท้องตลาด"


ประธานบริษัทสุพรีเดอร์ม กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทกำลังปรับสัดส่วนของผลิตภัณฑ์จากเดิมเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง ความงาม 70/30 ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50/50 โดยมีตัวน้ำมันมะกอกเป็นสินค้านำร่องและกระตุ้นตลาดในช่วงนี้ โดยมีการจัดแคมเปญพิเศษเพื่อกระตุ้นตลาด โดยการซื้อผลิตภัณฑ์มูลค่า 3,000 บาท สามารถมีสิทธิ์แลกซื้อ เมอริเนี่ยน โอลีฟ ในราคา 280 บาท สำหรับนักขายจะมีคอมมิชชั่นในชั้นลูก 9 เปอร์เซ็นต์ และชั้นหลาน 4 เปอร์เซ็นต์


"การกระตุ้นยอดเราเพิ่งออกผลิตภัณฑ์ได้เดือนกว่าๆ ต้องลองตลาด แต่เราพบว่าคนชอบ การตอบรับดี บางคนทดลองเอามาขัดผิวด้วย น้ำมันมะกอก แค่ล้างออกมันจะทำให้ผิวนุ่ม สำหรับการตลาดอันนี้เราเป็นซูเปอร์พรีเมียม แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลา กลุ่มคนส่วนใหญ่กินน้ำมันรำข้าว แต่ก็ไม่มาก ส่วนมากคือปาล์มกับถั่วเหลือง ในส่วนที่เป็นอาหารเสริมเราก็ใช้ได้อยู่ เพราเราพยายามทำให้เขาเข้าใจว่ามันไม่เหมือนท้องตลาด กระบวนการมันต่างกัน สายพันธ์ กระบวนการผลิต เราเป็นออแกนิกส์"


สำหรับแนวทางการเติบโตของบริษัทมุ่งเน้นที่ความมั่นคง โดยมองว่าหากต้องการให้ผู้นำมีความมั่นคงต้องให้ผู้ลูกค้ามีความเต็มใจที่จะซื้อสินค้า จะทำให้เขาไม่หายไปไหน ส่วนโปรโมชั่นต่างๆ ก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดการรักษายอด ซึ่งถือว่าบริษัทมีสินค้าดี ราคายุติธรรม จ่ายผลตอบแทนเหมาะสม


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวสุพรีเดอร์ม (Suprederm) : สมาชิกมีความเชื่อมั่นภายในตัว บริษัท สุพรีเดอร์มฯ คุณหมอมั่นและผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะตัวคุณหมอที่จะ ทำอะไรมักจะทำด้วยใจ และด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด







Capture (Mobile)


สมาชิกมีความเชื่อมั่นภายในตัว บริษัท สุพรีเดอร์มฯ คณุหมอมั่นและผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะตัวคุณหมอที่จะ ทำอะไรมักจะทำด้วยใจ และด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ซึ่งที่ผ่านมาคุณหมอเองก็ได้เดิน สายพบปะกับสมาชิกทั่วประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับสมาชิก โดยเฉพาะทุกวันพุธที่มีรอบการประชุม คุณหมอจะไปพบกับสมาชิกทุกครั้ง


ในห้วงเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ที่บริษัทขายตรงพันธุ์ไทยแท้ อย่าง บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ของ พ.ต.ท.นพ. มั่น อุดมพาณิชย์ ประธานกรรมการ และแม่ทัพใหญ่คู่ใจอย่าง ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน รองกรรมการผู้จัดการ นับวันยิ่งโตวันโตคืน เพราะเพียงแค่ครึ่งปีแรก 2556 เข้าเป้าตามที่วางไว้ และเชื่อว่าภายใน สิ้นปีนี้น่าจะทำเป้าหมายทะลุ 1,000 ล้านบาท วันนี้หนังสือพิมพ์ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้รับเกียรติจาก ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับภาพรวมของสุพรีเดอร์มหลังจากกลับมา ใช้ชื่อเดิม


ทำไมเปลี่ยนจากนูทริเดอร์ม มาเป็นสุพรีเดอร์ม


หลังจากปี 2553 ที่เราเปลี่ยนชื่อจากสุพรีเดอร์ม มาเป็น นูทริเดอร์ม ซึ่งใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ แต่การที่เราไม่มี ประสบการณ์ในการทำแผนการตลาดแบบไบนารี่ และสมาชิกส่วนใหญ่ ของเราไม่มีความถนัดในแผนการตลาดแบบดังกล่าว จึงทำให้ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มีความถนัด แผนการตลาดในแบบสแตร์สเตปมากกว่า ทำให้เราเปรียบเหมือน ปลาผิดน้ำ ซึ่งแม้จะมีแม่ทีมที่ถนัดขยายธุรกิจแบบไบนารี่เข้ามา แต่ด้วยถูกจำกัดจากโครงสร้างของแผน จึงทำให้ไม่ค่อยเติบโต เท่าที่ควร ดังนั้น ในปี 2555 ที่ผ่านมา ทางคุณหมอมั่นจึงตัดสินใจ กลับมาใช้ชื่อสุพรีเดอร์ม และกลับมาใช้แผนสแตร์สเตปเหมือนเดิม


หลังกลับมาใช้ชื่อสุพรีเดอร์มแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


ค่อนข้างได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิก โดยในช่วง ที่บริษัทเปลี่ยนแผนเป็นไบนารี่ ได้มีสมาชิกบางส่วนหยุดทำธุรกิจไปแต่พอเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิม และใช้แผนแบบเดิมทำให้สมาชิกเหล่านั้น ค่อยๆ ทยอยกลับเข้ามาทำใหม่กว่า 80% จากทั้งหมดที่หยุดไป ซึ่ง ปัจจุบันมีฐานสมาชิกทั้งหมดประมาณ 80,000 รหัส โดยมีจำนวน สมาชิกที่มีความเคลื่อนไหว (Active) ประมาณ 20,000 รหัส


ปัจจัยที่ทำให้สมาชิกกลับเข้ามาทำธุรกิจต่อคืออะไร


สมาชิกมีความเชื่อมั่นภายในตัว บริษัท สุพรีเดอร์มฯ คุณหมอ มั่น และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะตัวคุณหมอที่จะทำอะไรมักจะทำด้วยใจ และด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ซึ่งที่ผ่านมา คุณหมอเองก็ได้เดินสายพบปะกับสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับสมาชิก โดยเฉพาะทุกวันพุธที่มีรอบการประชุม คุณหมอ จะไปพบกับสมาชิกทุกครั้ง


อัตราการเติบโตในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง


ตัวเลขการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย ปีนี้น่าจะแตะที่ ระดับ 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2555 ที่ปิดตัวเลข ยอดขายที่ 600 ล้านบาท โดยปัจจัยที่จะทำให้ตัวเลขยอดขายเติบโต ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีในตลาดขายตรงเมืองไทย, การจัดประชุม เพื่อฝึกอบรมให้กับสมาชิก และการจัดทริปโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่าง- ประเทศ ซึ่งล่าสุดมีสมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติทริปท่องเที่ยวประเทศ เกาหลีแล้วกว่า 600 รหัส นอกจากนั้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2556 นี้ บริษัทได้จัดงานเกียรติยศสุพรีเดอร์มให้กับสมาชิกที่ขึ้นตำแหน่งระดับ ยอดมงกุฎนพรัตน์ คือ ชัยยศ แท่นทอง


มองการแข่งขันธุรกิจขายตรงในเมืองไทยอย่างไร


การแข่งขันในธุรกิจขายตรงถือว่าค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันของสินค้าในกลุ่มการเกษตร ซึ่งแม้ สุพรีเดอร์ม จะมีสินค้าในกลุ่มดังกล่าวแต่มีสัดส่วนไม่มาก เนื่องจากจุดแข็งของสุพรีเดอร์ม จะเน้นไปที่ตลาดกลุ่ม เสริมอาหาร และสกินแคร์ ประกอบกับปัจจุบันตลาด ใหญ่ของบริษัทยังคงอยู่ในแถบกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ประมาณ 50% ภาคเหนือ 20% ภาคอีสาน 20% และภาคใต้ 10%


บริษัทขายตรงเมืองนอกเข้ามา ตีตลาดมีผลกระทบกับบริษัท ขายตรงในประเทศหรือไม่


ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก เพราะ บริษัทขายตรงจากต่างประเทศไม่ได้มีความเข้าใจ หรือรู้ใจคนไทยเท่ากับคนไทยด้วยกันเอง และการที่คุณหมอมั่น เป็นคนไทย ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกอยู่ตลอดว่า ต้องการอะไร แบบไหน ตรงกันข้ามกับบริษัทขายตรงต่างประเทศ นอกจากจะไม่ค่อยเข้าใจคนไทยแล้ว บางครั้งการจะปรับเปลี่ยน นโยบายอะไรใหม่ๆ ต้องส่งเรื่องไปที่บริษัทแม่ก่อน กว่าจะทราบเรื่อง ได้ต้องใช้เวลานาน แต่บริษัทขายตรงของคนไทยสามารถปรับ หรือ เปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่สิ่งหนึ่ง ที่บริษัทขายตรงต้องปรับตัว เพื่อให้แข่งขันกับต่าง- ชาติได้ คือ ผลิตภัณฑ์ ต้องดี มีคุณภาพ ไม่ใช่สุกเอาเผากิน แบบนั้นแข่งกับ ต่างชาติไม่ได้


สุพรีเดอร์มมี นโยบายรุกตลาด AEC อย่างไร


ขณะนี้สุพรีเดอร์มถือว่ามีความ พร้อมมากในการ ออกไปรุกตลาดต่างประเทศ เพราะด้วยศักยภาพของผู้บริหาร และแหล่งเงินทุน แต่ ตอนนี้บริษัทต้องการปูฐานตลาดภายในประเทศให้แน่นก่อน เนื่องจากตลาดในประเทศยังมีให้ขยายได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาด สินค้าที่เป็นอุปโภค-บริโภค เมื่อตลาดในประเทศแน่นแล้ว หลังจากนั้นค่อยไปขยายตลาดต่างประเทศ


มีมุมมองอย่างไรต่อธุรกิจแชร์ลูกโซ่


ปัจจุบันการปราบปรามธุรกิจแชร์ลูกโซ่ถือเป็นเรื่องยาก มากขึ้น เนื่องจากรูปแบบของธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป เช่น มาใน รูปแบบของกองทัพมด ทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปดำเนินการ ปราบปรามได้ ดังนั้น ประชาชนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง วิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าเป็นธุรกิจประเภทไหน เช่น ธุรกิจขายตรง หรือแชร์ลูกโซ่ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ได้คือ การให้ความรู้ กับประชาชนเกี่ยวกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง และภาครัฐ ต้องชัดเจนในการเร่งดำเนินการ หากสืบทราบว่าบริษัทนั้นเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับคนหมู่มาก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 225 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวสุพรีเดอร์ม (Suprederm) : "สุพรีเดอร์ม" อัดกลยุทธ์กู้ศรัทธา จัดโรดโชว์ 4 ภาคขยับรายรับเพิ่ม 30%







Capture


"สุพรีเดอร์ม" ยอมรับเจอมรสุมช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังมีการเปลี่ยนแปลง ของบริษัท ทำให้ต้องหาทางตั้งหลักใหม่ ส่งผลกระทบต่อยอดขายไม่ขยับ ชี้ปี 56 ทุกอย่างลงตัว เตรียมจัดโรดโชว์ 4 ภาค กู้ศรัทธาหวังดึงยอดขายเข้ากระเป๋า ตั้งเป้าโต 30% ขอรายรับ 1,000 ล้าน บาทสิ้นปี ส่วน AEC มองลาว, กัมพูชา และพม่า เป็นพื้นที่ขยายตลาดอนาคต


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า การดำเนินธุรกิจเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัททำได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือทรงตัวไม่ถึงกับขาดทุน แต่ก็มีกำไรไม่มากนักเนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนหลายอย่าง มีการวางระบบใหม่พอสมควร ทำให้ไม่ได้เน้นที่ยอดขายมากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2556 นี้ บริษัทมีความพร้อมมากกว่าเดิม ทุกอย่างลงตัวมากขึ้น และพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดธุรกิจขายตรงเต็มตัวแล้ว


"เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ บริษัทกำลังวางรากฐานใหม่ ทำให้สมาชิกที่จะเข้ามาใหม่ยังไม่เข้าใจแผนการตลาด แต่ตอนนี้ได้ปรับเปลี่ยนให้ทุกอย่างลงตัวแล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2554 ถึง ปี 2555 ถือเป็นช่วงกำลังตั้งหลักให้ได้ แต่มาถึงปี 2556 บริษัทตั้งหลักได้แล้ว และพร้อมจะลุยต่อด้วยการขอมีส่วนแบ่งการตลาด โดย คาดว่าจะมีการเติบโตประมาณ 30% คิดเป็นยอดขาย 1,000 ล้าน บาท" ธรรมนูญ เผย


"ตอนนี้มีสมาชิกที่พิชิตโปรโมชั่นไปท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้เป็นจำนวนมาก รวมแล้วเกือบพันคน ซึ่งทางสุพรีเดอร์ม ได้มีการจัดทริปท่องเที่ยว ดีๆ อยู่ตลอด พร้อมมอบโบนัสพิเศษต่างๆ มากมาย รวมถึงการให้การสนับสนุนทุกระดับชั้นในองค์กรอย่างไม่มีแบ่งแยก และ การประสบความสำเร็จของสมาชิกครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องชี้วัดว่าผลิตภัณฑ์ของเราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันแต่ละบริษัทมีสินค้าที่โดดเด่นถูกใจผู้บริโภค หลายอย่าง"


"ขณะที่สินค้าของบริษัทก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ยังเป็นสินค้ากลุ่มเดิมๆ อย่าง อาหารเสริม, คอสเมติกส์, การเกษตร และเครื่องครัวเรือน โดยคุณภาพ ดีอยู่แล้ว แต่ในส่วนผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร เสริมจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ มีการสั่งซื้อจัดส่งเป็นจำนวนมาก และในช่วงหลัง สงกรานต์นี้ ทางบริษัทจะมีการแถลงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านอาหารเสริมออกมาใหม่ มั่นใจว่าจะตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น และจะเดินทางไปโปรโมตสื่อทุกแขนง"


สำหรับแผนการตลาดในปี 2556 ผู้ช่วยกรรมการ "สุพรีเดอร์ม" ได้กล่าวว่า "ตอนนี้ได้มีการเดินทางออกไปโรดโชว์ทั้ง 4 ภาค ซึ่งแต่ละที่ก็มีตลาดน่าสนใจแตกต่าง กันไป และทุกครั้งที่ออกไปมีสมาชิกเข้ามา ร่วมธุรกิจกับบริษัทตลอดทุกครั้ง ทำให้ขยายตลาดได้เรื่อยๆ และได้มีการออกไป จัดสัมมนาให้ความรู้ พร้อมการฝึกอบรมให้ กับสมาชิกตามสาขาที่อยู่จังหวัดต่างๆ ซึ่ง สมาชิกส่วนใหญ่จะมีฐานะในระดับกลาง และฐานสมาชิกจะมีอยู่มากที่ภาคกลาง รองลงมาก็เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้"


"ในส่วนของ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก 2 ปีข้างหน้า ทางบริษัทก็ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว และไม่กลัวหากถึงวันนั้นจริงๆ ถึงแม้สุพรีเดอร์มจะยังไม่มีสาขาในต่างประเทศ แต่ก็มีสายงานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านหลายคน ซึ่งทางสมาชิกที่ประเทศไทยก็ส่งสินค้าไปให้ และได้เดินทางกันอยู่บ่อยๆ อย่างประเทศลาว, กัมพูชา และพม่า เพราะรอแค่ว่า หากเริ่มมีสายงานเกิดขึ้นเยอะจนได้รับความนิยมมาก เราก็จะไปเปิด ศูนย์ที่นั่นแน่นอน"


"ตอนนี้สุพรีเดอร์มมีสำนักงานใหญ่ อยู่กรุงเทพฯ คือ อาคารชำนาญเพ็ญชาติ โดยได้แยกย่อยออกไปอีก 95 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้สมาชิกไม่ต้องกังวล เรื่องการหาซื้อสินค้า อีกทั้งยังมีโรงงานที่เป็นฐานการผลิตที่เต็มไปด้วยศักยภาพและความพร้อม มาตรฐานการผลิตสากล โดยโรงงาน 4 แห่ง มีที่ตั้งจังหวัดปทุมธานี 2 แห่ง และที่จ.อุดรธานี 2 แห่ง บนเนื้อที่กว่า 1,200 ไร่ เป็นโรงงานได้รับการรับรองระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น ISO 9001 และมาตรฐานการผลิตอาหาร GMP, HACCP และใบอนุญาตผลิตจากคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข"




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย สุพรีเดอร์ม อินเตอร์ - Suprederm Inter กับ หมอมั่น อุดมพาณิชย์








 


 


 


 


 


 


 


 


ยังถือว่าโชคดีอยู่ไม่น้อยที่ตัดสินใจหันหัวเรือกลับทันมิเช่นนั้นคงพากันตกเหวอย่างเเน่นอนสำหรับค่าย "สุพรีมเดอร์ม อินเตอร์ฯ" ของ "หมอมั่น อุดมพาณิชย์" ที่ตัดสินใจ "ปิดนูทริเดอร์ม" ไปก่อนหน้านี้เพราะ "แผนไบนารี่" ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก ดังนั้นจึงขอโฟกัสในแผนสเเตร์สเต็ปที่ถนัดเป็นทุนเดิมอยู่เเล้วดีกว่า...เเละก็ดีกว่าจริงๆ เพราะผลงานในปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเป้าหมายที่ตั้งไว้ เเละมาในปีนี้ผู้บริหารคู่บารมีอย่าง "ป๋าธรรมนูญ สมบูรณ์สิน" มั่นอกมั่นใจว่าหลังจากสินค้าเ้ด็ด(ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ) ตัวใหม่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี ออกมาสู่ท้องตลาดเมื่อไหร่รับรองขายตรงในเมืองไทยคงสั่นสะเทือนเเน่ๆ เเละยิ่งตอนนี้สมาชิกสุพรีเดอร์มกำลังทำงานกันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตเพราะบริษัทจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวยุโรปถึง 3ประเทศ(สวิสเซอร์เเลนดฺ์ - ฝรั่งเศส - อิตาลี)เเละท่องเที่ยวเกาหลีใต้อีก 1 ทริปให้พิชิตกัน จัดโปรเเกรมท่องเที่ยวเด็ดๆ แบบนี้รับรองยอดกระฉูดเเน่ๆ


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสุพรีเดอร์ม (Suprederm) : เดินสายเอ็กซ์โป (Expo) หวังสร้างพลังระดับภูมิภาค


สุพรีเดอร์ม จัดเอ็กซ์โป ระดับภูมิภาค พร้อมมอบรางวัลเกียรติยศสมาชิก หวังสร้างกำลังใจ ในการรวมพลังของผู้นำในภูมิภาค ระบุเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางเข้าเมืองให้กับสมาชิก ต่างจังหวัด เดินหน้างานประชุม 1 เดือน ต้องครบทุกพื้นที่ทำการ


สมชาย เชื้อคชนนท์ หัวหน้าส่วนจัดประชุมและพัฒนาองค์กร บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์ เนชั่นแนะ จำกัด เปิดเผยถึงการจัดงานเอ็กซ์โปกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า สำหรับงานเอ็กโป ของบริษัทนั้นเป็นงานแสดงสินค้าที่บริษัทได้จัดขึ้น เกือบทุกปีแต่ปีนี้บริษัทได้จัด 2 ครั้ง ซึ่งครั้ง 1 ได้จัดไปเมื่อต้นปี โดยใช้ชื่องานว่า แสดงสินค้าสุพรีเดอร์ม และงานเกียรติยศระดับภูมิภาค ภายในงานจะมีการจัดแสดงบูธสินค้าที่รวมผลิตภัณฑ์ทุกรายการของบริษัท และพร้อมกับจัดงานมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่สมาชิกในภูมิภาคต่างๆ ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการจัดงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาคนั้นจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรวมพลังของผู้นำในแต่ละภูมภาค ซึ่งบริษัทหวังว่าในการจัดงานเอ็กซ์โปในภูมิภาคแต่ละครั้งจะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมงาน 500 คนขึ้นไป และการจัดงานดังกล่าวเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทที่จะจัดงานใหญ่ ประจำปีที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2556 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี รวมไปถึงเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินของสมาชิกที่จะต้องมาร่วมงาน เอ็กซ์โปในกรุงเทพฯ แต่ละครั้ง


นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการจัดประชุมที่จัดขึ้นเป็นปรจำทุกๆ เดือน ซึ่งใน 1 เดือน บริษัทจะจัดประมาณ 30-40 ครั้ง ทุกภาค ทุกจังหวัด โดยในภาคเหนือจะมีจังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลาง ภาคใต้ที่อำเภอหาดใหญ่ ภาคอีสานที่จังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี และภาคกลางจะจัดที่โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ


ในส่วนของสินค้า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มทำตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวใหม่ ซึ่งจะเป็นในลักษณะของชาธรรมชาติผสมกับเวย์โปรตีน ที่เข้มข้น โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้เปิดตัวในงานเอ็กซ์โปครั้งที่ผ่านมาไปแล้ว และได้รับการตอบรับที่ดีจากสมาชิก


สมชาย กล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด บริษัทยังคงเดินหน้าจัดงานอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้บริษัทได้โปรโมตไปล่วงหน้า 2 เดือน และได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเข้าไปเช็กผู้นำที่ไปโปรโมตในแต่ละพื้นที่ บริษัทได้ติดต่อกับผู้นำอย่างเป็นระยะๆ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 208 วันที่ 1- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจฟื้น การเมืองเปิดทาง ขายตรง (MLM) คังเซน-เคนโก,สุพรีเดอร์ม,เฮอร์บาไลฟ์ เสริมภูมินักขายอบรมถี่ยิบ..ดึงเรตติ้ง


เศรษฐกิจในประเทศดี การเมืองไร้ความรุนแรง แผ่อานิสงส์สู่ธุรกิจขายตรง คังเซน-เคนโก จัดอบรม นักขายอัดหลักสูตรพื้นฐาน เพิ่ม อาวุธสมาชิก สุพรีเดอร์ม ปลุกกระแสน้ำสมุนไพร ตีคู่คอร์สอบรมดึงเรตติ้งคืน ด้าน เฮอร์บาไลฟ์ เดินสายภูธร เน้น หนักที่ตลาดต่างจังหวัด

ดูจะกลายเป็นข่าวดีของบรรดา บริษัทขายตรง ที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่ได้มีความรุนแรงอย่างเช่นหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งเศรษฐกิจก็ไม่ได้เลวร้าย ทำให้หลายแบรนด์เดินหน้า ขนกลยุทธ์ออกมาห้ำหั่นกันฝุ่นตลบ โดย บริษัทส่วนใหญ่ทิ้งน้ำหนักไปที่การให้ความรู้กับนักขายเป็นสำคัญ ซึ่งต้องดูว่าหลักสูตรติดอาวุธสมาชิกของใคร จะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่หวัง

> คังเซน-เคนโก แก้จุดอ่อน อัดหลักสูตรพื้นฐานให้สมาชิก

นายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานในปี 2555 บริษัทจะมีการปรับโครงสร้างระบบภายในบริษัท โดยจะเป็นการพัฒนาให้ เข้าสู่ระบบเครือข่ายขายตรงอย่างเต็ม รูปแบบมากขึ้น อย่างไรก็ดี น่าจะไม่เปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างธุรกิจไปเลยทีเดียว แต่จะเน้นการสร้างความสมดุล ระหว่างจุดแข็งและจุดบกพร่องของบริษัท โดยจุดแข็งที่สำคัญของเราในขณะนี้ คือ ปัจจุบันบริษัทมีผู้จำหน่ายอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราจะพบโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์จำหน่ายสินค้าของคังเซนฯ ทั่วทั้งประเทศกว่า 1 หมื่นศูนย์ แต่กลับพบว่าผู้จำหน่ายเหล่านั้นไม่ได้รู้วิธีการทำธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุให้พวกเขามีรายได้ไม่ต่อเนื่อง เกิดการสูญเสียลูกค้า และเลิกทำธุรกิจ ไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้า ของธุรกิจคังเซนฯ ในต่างประเทศหัวเรือใหญ่ของคังเซนฯ ก็ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศด้วยกัน คือ อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, กัมพูชา และ เวียดนาม โดยประเทศที่มียอดขาย เติบโตมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย ซึ่ง ในปีแรก มียอดขายทะลุ 950 ล้าน บาท อยู่ในอันดับท็อปเทนของบริษัท ขายตรงที่นั่น ส่วนลาวมียอดขายประมาณ 160 ล้านบาท พม่า ประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนกัมพูชา และเวียดนาม ยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการ เข้าไปดำเนินธุรกิจ

"อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจคังเซนฯในประเทศพม่ามียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2-3 ล้านบาท จากเดิมที่ขายได้เพียง 1 ล้านบาท ดังนั้นภายในสิ้นปีนี้ตนจึงคิดว่ายอดขายในพม่าอาจจะทะลุ 25 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญน่าเกิดขึ้นจากการเริ่มหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น และในขณะนี้ตนก็เริ่มสนใจที่จะเข้าไปเปิดธุรกิจคังเซนฯ ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เพราะทั้ง 2 ประเทศมีฐานสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคของบริษัทคังเซนฯ เครือข่ายขายตรงของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ทศวรรษโดยตนคาดว่าไม่เกินงานวันเกิดฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจครอบคลุมทุกประเทศในแถบอินโดจีนได้อย่างแน่นอน

> "สุพรีเดอร์ม" จัดโปรฯ เต็มพรืดสร้างแรงจูงใจสมาชิก

ด้านนายธรรมนูญ สมบูรณ์สินผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่ากลยุทธ์ทางการตลาดในข่วงไตรมาสที่ 3 บริษัทเตรียมเพิ่มสินค่าใหม่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยจะเป็นสินค้าจำพวก Mass Product ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัวและเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ 3 รายการ เพื่อเข้ามาเจาะเทรนด์ตลาดคนรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสมุนไพรปัญจะ ภูตะ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 39 ชนิด ช่วยปรับสมดุลของธาตุทั้ง 5 และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย โดยหลังจากบริษัททำการทดลองตลาดภายในช่วงเดือนที่ผ่านมาสมาชิกและผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี

นอกจากนั้นบริษัทยังมีกลยุทธ์เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่าการอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่าการอบรมถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่าย บริษะทพยายามจัดการฝึกอบรมในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิกและพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่งๆ ของผู้บริโภคได้ให้สามารถออกไปนำเสนอผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบริษัทจะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศุนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจะดประชุมในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้าและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

ส่วนในด้านศูนย์อบรมหรือสาขาของบริษัทนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศโดยสัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขาให้ครบ 100 สาขา และในด้านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการทำงาน โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว บริษัทจะเปลี่ยกฎเกณฑ์ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์พที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง

> "เฮอร์บาไลฟ์" เน้นปั้นสมาชิกภูธร

นายจักพันธ์ สุทธโทธน กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การตลาดในปีนี้เฮอร์บาไลฟฟ์จะยังคงเน้นการขยายตลาดออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น โดยการลงพื้นที่แต่ละครั้ง บริษัทจะมีการจะดกิจกรรมโดนเน้นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ยังไม่มีในส่วนนี้ จึงอาจทำให้ผู้คนทั่วไปยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากนัก และยังมีกิจกรรมที่ชื่อว่า "วันนี้คุณดื่ม Shake แล้วหรือยัง" ซึ่งเป็นแผนการโปรโมตผลิตภัณฑ์หลักที่ดีขายดีที่สุดของบริษัท

"นอกจากกลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในปีนี้บริษัทจะเน้นการฝึกอบรมมากขึ้นจะมีการสนับสนุนการจัดกิจกรรมของสมาชิกมากขึ้น ซึ่งต้นปีที่ผ่านมาบริษัทมีการจัดอบรมหรือประชุมรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง และมีเรื่องน่ายินดี คือในการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า จึงถือได้ว่าการกำหนดนโยบายส่งเสริมสนับบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจของบริษัทอย่างเห็นได้ชัด "นายจักรพันธ์ เปิดเผยโดยภายในสิ้นปีนี้หรือปีหน้า
บริษัทก็มีแผนที่จะเปิดศูนย์สาขาโดยมีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากบริษัทได้มองเห็นถึงศักยภาพความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวไปอย่างรวดเร็วมากซึ่งตนคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณในการเปิดศูนย์แต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท และในอนาคตจะมีขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับถัดไป

"อย่างไรก็ดี ตนก็มีความเป็นห่วงอยู่บ้างเกี่ยวกับสถานการณ์ความวุ่นวายด้านการเมืองจองไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานออฟฟิศสาขาไทยก็อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบทางการเมืองจุดนี้อาจส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากของบริษัทเกิดปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญด้านการขยายเครือข่ายส่วนปัญหาทางด้านเศรษฐกิจตนคิดว่าไม่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจขายตรงเพราะจากการสำรวจของเอแบคโพลล์ พบว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมเติบโตมากกว่า 10% ทุกปี" นายจักรพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1319 ประจำวันที่ 21-7-2012 ถึง24-7-2012

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"สุพรีเดอร์ม-Suprederm" ปลุกกระแสน้ำสมุนไพรเข็น "ปัญจะ ภูตะ" สินค้าใหม่ดึงยอด หลังติดหล่ม "นูทริเดอร์ม-Nutriderm"


สุพรีเดอร์ม-Suprederm หันหางเสือ กลับ หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัท ลูก นูทริเดอร์ม ทำยอดขายร่วง เข็นสินค้าเสริมอาหารสมุนไพร ปัญจะ ภูตะ ลงสนาม เอาใจคนรักสุขภาพ พร้อมเปิดผังจัดอบรม ถี่ยิบ ปลุกพลังเครือข่ายกระทุ้งยอด ตามเป้า


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า ผลประกอบการโดยรวมในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่หากจะไปเทียบกับสัดส่วนยอดขายของบริษัทในช่วงปีก่อนคงไม่ได้ เนื่องจากในปี 2554 บริษัท สุพรีเดอร์ม ได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม นูทริเดอร์ม โดยเปลี่ยนมาใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ จากเดิมที่ใช้แผนแบบสแตร์สเต็ปมาโดยตลอด ซึ่งปรากฏว่า การปรับแผนการ ตลาดในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ ดังนั้นในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้ง


ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงไตรมาสที่ 3 นายธรรมนูญ กล่าวว่า บริษัท เตรียมเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยจะเป็นสินค้าจำพวก Mass Product (การผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องจักรที่ได้มาตรฐานเดียวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อคุณภาพและต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง) ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถ นำไปเสนอผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุด ได้เปิดตัวและเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ 3 รายการ เพื่อเข้ามาเจาะเทรนด์ตลาดคนรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสมุนไพร ปัญจะ ภูตะ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 39 ชนิด ช่วยปรับสมดุลของธาตุทั้ง 5 และสร้างภูมิ-คุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย โดยหลังจากบริษัท ทำการทดลองตลาดภายในช่วงเดือนที่ผ่านมา สมาชิกและผู้บริโภคให้การตอบรับ เป็นอย่างดี


ปัจจุบันสินค้าของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก ประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ใน สัดส่วนเท่าๆ กัน โดยตนคาดว่าในปีนี้จะมี แผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้า ของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย


นอกจากนั้น บริษัทยังมีกลยุทธ์เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่า การอบรมถือเป็นหัวใจสำคัญของ ธุรกิจเครือข่าย บริษัทพยายามจัดการฝึกอบรมในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของ สมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนอง ความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ ให้สามารถออกไปนำเสนอผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจะมีระบบการจัด ฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย


เหนืออื่นใดการจัดฝึกอบรมแต่ละครั้งนอกจากบริษัทจะเน้นพัฒนาความรู้ด้านการบริหารงาน ความเชี่ยวชาญในการขยายเครือข่ายโดยเฉพาะความรู้ด้าน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทแล้ว ตนยังเน้นย้ำเสมอถึงหลักของคุณธรรม จริยธรรมของผู้นำเครือข่าย ให้พวกเขานำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่โอ้อวด หลอกลวง แนะนำด้วยความจริงใจ แล้วทุกคนก็จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง


ส่วนในด้านศูนย์อบรมหรือสาขาของ บริษัทนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 96 สาขากระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดย สัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขาให้ครบ 100 สาขา และ ในด้านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการทำงาน โดยเฉพาะโปรโมชั่นท่องเที่ยว บริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1310 ประจำวันที่ 20-6-2012 ถึง22-6-2012

"สุพรีเดอร์ม-Suprederm" ปลุกกระแสน้ำสมุนไพรเข็น "ปัญจะ ภูตะ" สินค้าใหม่ดึงยอด หลังติดหล่ม "นูทริเดอร์ม-Nutriderm"


“สุพรีเดอร์ม-Suprederm” หันหางเสือ กลับ หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัท ลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เข็นสินค้าเสริมอาหารสมุนไพร “ปัญจะ ภูตะ” ลงสนาม เอาใจคนรักสุขภาพ พร้อมเปิดผังจัดอบรม ถี่ยิบ ปลุกพลังเครือข่ายกระทุ้งยอด ตามเป้า


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการโดยรวมในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่หากจะไปเทียบกับสัดส่วนยอดขายของบริษัทในช่วงปีก่อนคงไม่ได้ เนื่องจากในปี 2554 บริษัท สุพรีเดอร์ม ได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยเปลี่ยนมาใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ จากเดิมที่ใช้แผนแบบสแตร์สเต็ปมาโดยตลอด ซึ่งปรากฏว่า การปรับแผนการ ตลาดในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ ดังนั้นในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้ง


ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงไตรมาสที่ 3 นายธรรมนูญ กล่าวว่า บริษัท เตรียมเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยจะเป็นสินค้าจำพวก Mass Product (การผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องจักรที่ได้มาตรฐานเดียวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อคุณภาพและต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง) ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถ นำไปเสนอผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุด ได้เปิดตัวและเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ 3 รายการ เพื่อเข้ามาเจาะเทรนด์ตลาดคนรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสมุนไพร ปัญจะ ภูตะ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 39 ชนิด ช่วยปรับสมดุลของธาตุทั้ง 5 และสร้างภูมิ-คุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย โดยหลังจากบริษัท ทำการทดลองตลาดภายในช่วงเดือนที่ผ่านมา สมาชิกและผู้บริโภคให้การตอบรับ เป็นอย่างดี


“ปัจจุบันสินค้าของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก ประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ใน สัดส่วนเท่าๆ กัน โดยตนคาดว่าในปีนี้จะมี แผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้า ของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”


นอกจากนั้น บริษัทยังมีกลยุทธ์เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่า การอบรมถือเป็นหัวใจสำคัญของ ธุรกิจเครือข่าย บริษัทพยายามจัดการฝึกอบรมในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของ สมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนอง ความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ ให้สามารถออกไปนำเสนอผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจะมีระบบการจัด ฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย


“เหนืออื่นใดการจัดฝึกอบรมแต่ละครั้งนอกจากบริษัทจะเน้นพัฒนาความรู้ด้านการบริหารงาน ความเชี่ยวชาญในการขยายเครือข่ายโดยเฉพาะความรู้ด้าน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทแล้ว ตนยังเน้นย้ำเสมอถึงหลักของคุณธรรม จริยธรรมของผู้นำเครือข่าย ให้พวกเขานำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่โอ้อวด หลอกลวง แนะนำด้วยความจริงใจ แล้วทุกคนก็จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง”


ส่วนในด้านศูนย์อบรมหรือสาขาของ บริษัทนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 96 สาขากระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดย สัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขาให้ครบ 100 สาขา และ ในด้านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการทำงาน โดยเฉพาะโปรโมชั่นท่องเที่ยว บริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ  ฉบับที่ 1310 ประจำวันที่ 20-6-2012  ถึง 22-6-2012 

"สุพรีเดอร์ม-Suprederm" ปลุกกระแสน้ำสมุนไพรเข็น "ปัญจะ ภูตะ" สินค้าใหม่ดึงยอด หลังติดหล่ม "นูทริเดอร์ม-Nutriderm"


“สุพรีเดอร์ม-Suprederm” หันหางเสือ กลับ หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัท ลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เข็นสินค้าเสริมอาหารสมุนไพร “ปัญจะ ภูตะ” ลงสนาม เอาใจคนรักสุขภาพ พร้อมเปิดผังจัดอบรม ถี่ยิบ ปลุกพลังเครือข่ายกระทุ้งยอด ตามเป้า


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการโดยรวมในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่หากจะไปเทียบกับสัดส่วนยอดขายของบริษัทในช่วงปีก่อนคงไม่ได้ เนื่องจากในปี 2554 บริษัท สุพรีเดอร์ม ได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยเปลี่ยนมาใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ จากเดิมที่ใช้แผนแบบสแตร์สเต็ปมาโดยตลอด ซึ่งปรากฏว่า การปรับแผนการ ตลาดในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ ดังนั้นในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้ง


ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงไตรมาสที่ 3 นายธรรมนูญ กล่าวว่า บริษัท เตรียมเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยจะเป็นสินค้าจำพวก Mass Product (การผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องจักรที่ได้มาตรฐานเดียวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อคุณภาพและต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง) ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถ นำไปเสนอผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุด ได้เปิดตัวและเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ 3 รายการ เพื่อเข้ามาเจาะเทรนด์ตลาดคนรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสมุนไพร ปัญจะ ภูตะ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 39 ชนิด ช่วยปรับสมดุลของธาตุทั้ง 5 และสร้างภูมิ-คุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย โดยหลังจากบริษัท ทำการทดลองตลาดภายในช่วงเดือนที่ผ่านมา สมาชิกและผู้บริโภคให้การตอบรับ เป็นอย่างดี


“ปัจจุบันสินค้าของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก ประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ใน สัดส่วนเท่าๆ กัน โดยตนคาดว่าในปีนี้จะมี แผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้า ของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”


นอกจากนั้น บริษัทยังมีกลยุทธ์เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่า การอบรมถือเป็นหัวใจสำคัญของ ธุรกิจเครือข่าย บริษัทพยายามจัดการฝึกอบรมในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของ สมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนอง ความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ ให้สามารถออกไปนำเสนอผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจะมีระบบการจัด ฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย


“เหนืออื่นใดการจัดฝึกอบรมแต่ละครั้งนอกจากบริษัทจะเน้นพัฒนาความรู้ด้านการบริหารงาน ความเชี่ยวชาญในการขยายเครือข่ายโดยเฉพาะความรู้ด้าน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทแล้ว ตนยังเน้นย้ำเสมอถึงหลักของคุณธรรม จริยธรรมของผู้นำเครือข่าย ให้พวกเขานำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่โอ้อวด หลอกลวง แนะนำด้วยความจริงใจ แล้วทุกคนก็จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง”


ส่วนในด้านศูนย์อบรมหรือสาขาของ บริษัทนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 96 สาขากระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดย สัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขาให้ครบ 100 สาขา และ ในด้านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการทำงาน โดยเฉพาะโปรโมชั่นท่องเที่ยว บริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ  ฉบับที่ 1310 ประจำวันที่ 20-6-2012  ถึง 22-6-2012 

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

‘สุพรีเดอร์ม’ อัดผังอบรมถี่ดึงศรัทธา หลังนักขายส่ายหัวยกมือปิด ‘นูทริเดอร์ม’


“สุพรีเดอร์ม” หันหางเสือกลับ เน้นเป้าบริษัทเดียว หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัทลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เหตุนักขายไม่เอาด้วย ชักธงจัดอบรมถี่ พร้อมเพิ่มศูนย์ประชุมเป็น 100 แห่ง ดันสินค้าเสริมอาหารเป็นเรือธงไต่ฝันพันล้าน


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ยอดขายโดยรวมเมื่อปีที่แล้ว บริษัทปิดยอดได้ที่ 700 ล้าน บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดย สาเหตุหลัก เกิดจากบริษัท สุพรีเดอร์ม ซึ่ง เดิมใช้แผนการตลาดแบบสแตร์สเต็ป แต่ ในปี 2554 บริษัทได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ ซึ่งปรากฏว่า การปรับบริษัทในครั้งนั้น แผนการตลาดดังกล่าวของบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ สิ่งนี้จึงทำให้ระบบการจัดการ และเป้าหมายยอดขายไม่เป็นไปตามที่วางไว้


โดยในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้งเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ ที่จะพิชิตเป้าหมายยอดขายอีกครั้ง คือ การเน้นโปรโมชั่นต่างๆ เป็นแรงกระตุ้น โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง


นอกจากนี้ สุพรีเดอร์ม ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงมีสินค้าชนิดใหม่ ที่จะมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักอีกหลายชนิดให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอต่อผู้บริโภค


“ปัจจุบันสินค้า ของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ในสัดส่วนเท่าๆกัน ซึ่งในปีนี้ตนคาดว่าจะมีแผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”


ส่วนในเรื่องการอบรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่ายอีกอย่างหนึ่งนั้น บริษัทก็พยายามจัดการฝึกอบรม ในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ โดยบริษัท จะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ จะมีการ จัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย


โดยในเรื่องของศูนย์อบรมหรือสาขา ของบริษัทนั้น ในขณะนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้สัดส่วนของยอด ขายส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขา ให้ครบ 100 สาขา


ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงกระแสการเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า บริษัทมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างนั้น นายธรรมนูญ กล่าวว่า “ตนขอเรียนตามตรงว่า ในตลาดต่างประเทศ บริษัทก็อยาก จะขยายสาขาเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ แต่ในขณะนี้ก็คงยังไม่มีแผนที่จะขยายไปอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดภายในประเทศ ก็ยังมีอีกจำนวนมากอยู่ และผู้บริโภคภายใน ประเทศก็มีกำลังซื้อและยังมีความต้องการดูแลสุขภาพอีกเยอะมาก ตนจึงยังคงชะลอการขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศไปก่อน”


นอกจากนี้ นายธรรมนูญ ยังได้แสดง ความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายภายในประเทศในปีนี้ ว่า ขายตรงภายในประเทศยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก เพียงแต่บริษัทและสมาชิกของบริษัทนั้นๆ จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพมากขึ้นเช่นกัน 


ส่วนในประเด็นการขึ้นค่าแรงที่เป็น กระแสอยู่ในขณะนี้ ตนมองว่าผลกระทบก็คงมีบ้าง ซึ่งบริษัทก็เตรียมปรับขึ้นค่าแรง ให้กับพนักงานตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งแม้ การปรับค่าแรงดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการ หรือต้นทุนทางการผลิต เพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็ไม่มีแผนที่จะเพิ่มราคา สินค้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว คงพยายามเน้นให้ทุกคนพยายามทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น ในปีนี้ บริษัทได้มีการตั้งเป้าหมาย ยอดขายว่า บริษัทจะต้องพิชิตยอดขาย 1,000 ล้านบาทให้ได้ ซึ่งตนมั่นใจว่าบริษัท ไม่พลาดเป้าเช่นปีที่แล้วอย่างแน่นอน


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012   

‘สุพรีเดอร์ม’ อัดผังอบรมถี่ดึงศรัทธา หลังนักขายส่ายหัวยกมือปิด ‘นูทริเดอร์ม’


“สุพรีเดอร์ม” หันหางเสือกลับ เน้นเป้าบริษัทเดียว หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัทลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เหตุนักขายไม่เอาด้วย ชักธงจัดอบรมถี่ พร้อมเพิ่มศูนย์ประชุมเป็น 100 แห่ง ดันสินค้าเสริมอาหารเป็นเรือธงไต่ฝันพันล้าน


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ยอดขายโดยรวมเมื่อปีที่แล้ว บริษัทปิดยอดได้ที่ 700 ล้าน บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดย สาเหตุหลัก เกิดจากบริษัท สุพรีเดอร์ม ซึ่ง เดิมใช้แผนการตลาดแบบสแตร์สเต็ป แต่ ในปี 2554 บริษัทได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ ซึ่งปรากฏว่า การปรับบริษัทในครั้งนั้น แผนการตลาดดังกล่าวของบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ สิ่งนี้จึงทำให้ระบบการจัดการ และเป้าหมายยอดขายไม่เป็นไปตามที่วางไว้


โดยในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้งเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ ที่จะพิชิตเป้าหมายยอดขายอีกครั้ง คือ การเน้นโปรโมชั่นต่างๆ เป็นแรงกระตุ้น โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง


นอกจากนี้ สุพรีเดอร์ม ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงมีสินค้าชนิดใหม่ ที่จะมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักอีกหลายชนิดให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอต่อผู้บริโภค


“ปัจจุบันสินค้า ของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ในสัดส่วนเท่าๆกัน ซึ่งในปีนี้ตนคาดว่าจะมีแผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”


ส่วนในเรื่องการอบรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่ายอีกอย่างหนึ่งนั้น บริษัทก็พยายามจัดการฝึกอบรม ในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ โดยบริษัท จะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ จะมีการ จัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย


โดยในเรื่องของศูนย์อบรมหรือสาขา ของบริษัทนั้น ในขณะนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้สัดส่วนของยอด ขายส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขา ให้ครบ 100 สาขา


ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงกระแสการเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า บริษัทมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างนั้น นายธรรมนูญ กล่าวว่า “ตนขอเรียนตามตรงว่า ในตลาดต่างประเทศ บริษัทก็อยาก จะขยายสาขาเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ แต่ในขณะนี้ก็คงยังไม่มีแผนที่จะขยายไปอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดภายในประเทศ ก็ยังมีอีกจำนวนมากอยู่ และผู้บริโภคภายใน ประเทศก็มีกำลังซื้อและยังมีความต้องการดูแลสุขภาพอีกเยอะมาก ตนจึงยังคงชะลอการขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศไปก่อน”


นอกจากนี้ นายธรรมนูญ ยังได้แสดง ความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายภายในประเทศในปีนี้ ว่า ขายตรงภายในประเทศยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก เพียงแต่บริษัทและสมาชิกของบริษัทนั้นๆ จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพมากขึ้นเช่นกัน 


ส่วนในประเด็นการขึ้นค่าแรงที่เป็น กระแสอยู่ในขณะนี้ ตนมองว่าผลกระทบก็คงมีบ้าง ซึ่งบริษัทก็เตรียมปรับขึ้นค่าแรง ให้กับพนักงานตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งแม้ การปรับค่าแรงดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการ หรือต้นทุนทางการผลิต เพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็ไม่มีแผนที่จะเพิ่มราคา สินค้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว คงพยายามเน้นให้ทุกคนพยายามทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น ในปีนี้ บริษัทได้มีการตั้งเป้าหมาย ยอดขายว่า บริษัทจะต้องพิชิตยอดขาย 1,000 ล้านบาทให้ได้ ซึ่งตนมั่นใจว่าบริษัท ไม่พลาดเป้าเช่นปีที่แล้วอย่างแน่นอน


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012   

ยอดรายได้ ขายตรง Q1(ไตรมาสแรก) ผ่านขายตรงแววเดือด! ผู้ค้าขนอาวุธหนักจัดเต็ม



เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ไตรมาสแรกผ่าน หลายค่ายออกตัวแรง แบรนด์เก๋าเน้นเรื่องการโชว์ศักยภาพผุดสินค้าใหม่ พร้อมโปรโมชั่นเสริม เต็มพรืด หมายผูกขาดตลาดของตัวเอง แถมด้วยการมองการขยายสาขาอาเซียนรับมือ AEC ส่วนค่ายใหม่แห่เปิดตัวคึกคัก ดันขายตรงปีมะโรง เดือด!


เริ่มต้นดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง คงเป็นคำพูดที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย โดยบรรดาบริษัทขายตรงก็ไม่ได้คิดต่าง ไตรมาสแรก พยายามเปิดหัวปีเน้นความแรงปั่นกระแสดูดลูกค้า ซึ่งในปีมะโรงนี้ เชื่อว่า ธุรกิจขายตรงบ้านเราต้องมีการแข่งขันอย่างดุเดือดกว่าทุกปีอย่างแน่นอน


>> “นีโอ ไลฟ์” มุ่ง AEC


เริ่มกันที่ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่เริ่มเปิดหัวออกตัวแรงตั้งแต่ต้นปี โดยการจัดงานใหญ่ ยึดอาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ประดับเข็มนักธุรกิจของบริษัท ซึ่งจัดได้ว่า “นีโอ ไลฟ์” เป็นบริษัทแรกของปีนี้ ที่ระเบิดงานใหญ่ควักงบมหาศาลเพื่อเป็นเกียรติแก่นักธุรกิจนีโอ ไลฟ์ อีกทั้งยังเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของบริษัทในการดำเนินงานมากว่า 11 ปี


ซึ่งธีมงานครั้งใหญ่ของบริษัทที่ผ่านมาใช้ชื่อว่า Neo Life Connect The Dot to Asean โดยเนื้อหาของงาน ก็เป็นเรื่องของการพุ่งเป้าหมายใหญ่ของบริษัท เพื่อรองรับการเปิดตลาดการค้าเสรีของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีก 3 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชีย


โดย “นีโอ ไลฟ์” หลังจากนี้ นอกจากเรื่องของตลาดในประเทศที่เดินหน้าด้วยกลยุทธ์การอบรมเข้ม พร้อมแผนการขย่มตลาดที่ถี่ยิบแล้ว บริษัทยังมองไกล และเน้นไปที่การขยายตลาดสู่ต่างประเทศเป็นสำคัญ เพื่อรองรับการเปิดตลาดดังกล่าวในปี 2558 หรืออีกประมาณ 3 ปีข้างหน้านี้ อีกทั้งบริษัทยังต้องการทำตามอุดมการณ์ของหัวเรือใหญ่อย่าง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ที่ต้องการมอบโอกาส และชีวิตใหม่ให้ผู้คนในวงกว้าง


“การค้าเสรีอาเซียน นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่บริษัทมองไปถึง เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทไม่ใช่เพียงแต่แบรนด์ขายตรงที่อยู่ในไทยเสียแล้ว เพราะความต้องการส่งต่อความสำเร็จไปยังพี่น้องทั่วโลก ทำให้การขยายตัวของบริษัทต้องเกิดขึ้นในเร็ววัน โดยบริษัทมีความต้องการเห็นการเพิ่มจำนวนของสมาชิกที่เป็นพี่น้องชาวต่างชาติ และทำให้เห็นว่า แบรนด์ขายตรงของไทย คือ สิ่งที่จะเข้าไปสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น” ดร.นพรุจ แม่ทัพใหญ่ “นีโอ ไลฟ์” กล่าว


>> “แอมเวย์” เจาะลูกค้าวัยรุ่นต่อเนื่อง


ถัดมาที่พี่เบิ้มแห่งวงการเครือข่าย “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเปิดไตรมาสที่ 1 ประจำปีมังกร ด้วยการประกาศถึงความเป็นเบอร์หนึ่งในด้านยอดขาย ด้วยตัวเลข 1.55 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา อีกทั้ง ในช่วงต้นปี “แอมเวย์” ยังได้มีการประกาศในส่วนของตัวเลขยอดขายรวมของบริษัทแม่ “อัลติคอร์ อิงค์” ที่สามารถปิดยอดขายรวมจากสาขาทั่วโลก ในปี 54 ได้ที่ 10,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งบริษัทต้องการให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของตัวเอง


โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา นอกจากในเรื่องของยอดขายที่ประกาศลั่นออกมานี้แล้ว บริษัทยังเริ่มต้นด้วยการจำแนกแยกแถลงข่าวในส่วนของกลยุทธ์ในแต่ละหมวดสินค้าไว้อย่างชัดเจน โดยเริ่มที่กลุ่มสินค้าด้านความงามของบริษัท “อาร์ทิสทรี” ที่บริษัทเตรียมขับเคลื่อนแบรนด์สินค้านี้ด้วย ดาราระดับโลกและเอเชีย โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น “แอมเวย์” ได้นำเอา “ยุน อึน เฮ” ดาราสาวชาวเกาหลีใต้ ซึ่งคนไทยรู้จักเป็นอย่างดี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า


ซึ่งในส่วนของ “นิวทริไลท์” กลุ่มสินค้าเสริมอาหารของบริษัท “แอมเวย์” ก็เลือกที่จะใช้แคมเปญใหญ่เป็นตัวสร้างกระแส ภายใต้ชื่อ “นิวทริไลท์ ทุกวัน” รวมทั้งยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของไลน์สุขภาพ “นิวทริไลท์ ออล แพลนท์ โปรตีน” มาล้วงกระเป๋าผู้บริโภค ส่วนเรื่องของการทำตลาด บริษัทก็ยังคงเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ ในการคว้าเครือข่าย


>> “กิฟฟารีน” รอฟันตลาดอาเซียน


ด้าน “บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด” เบอร์ 2 แห่งวงการ MLM ภายใต้การบริหารของสุดยอดหญิงเก่ง อย่าง “พ.ญ.นลินี ไพบูลย์” ในช่วงต้นไตรมาสที่ 1 ค่ายนี้ก็ยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องของโรงงานผลิตสินค้าของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมนวนคร หลังจากที่ถูกน้ำท่วมจนต้องย้ายฐานการผลิต แต่เมื่อทุกอย่างผ่านไป บริษัทก็จัดงานครบรอบ 16 ปีของบริอษัทอย่างยิ่งใหญ่ ณ ไบเทค บางนา


ต้องยอมรับว่า “กิฟฟารีน” กลับมาได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ ยอดขายกระทบไม่มาก อีกทั้งในงานการฉลองครบรอบ 16 ปี ของบริษัท “กิฟฟารีน” ยังประกาศถึงแนวทางการทำงานหลังจากนี้ ว่าต้องการที่จะเดินหน้าสู่โลกการค้าเสรี หรือ AEC ในปี 2558 โดยการเรียกน้ำย่อยด้วยการขนทัพนักขายของสาขาต่างประเทศเข้ามารับเข็ม ถึงประเทศไทย 


“บริษัทพยายามวางรากฐานให้เกิดความแข็งแกร่ง เพื่อในอนาคตเมื่อการค้าเสรีอาเซียนเกิดขึ้น การที่จะขยายงานสู่ต่างประเทศก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในงานฉลอง 16 ปี ที่ผ่านมา บริษัทยังได้มีการนำเอานักขายสาขาอาเซียนมาร่วมด้วย เพื่อเป็นการประกาศความชัดเจนในเรื่องของความพร้อมในการรับมือ AEC ซึ่ง กิฟฟารีน มั่นใจว่า เมื่อตลาดเปิดทุกประเทศ ในอาเซียนและอีก 3 ประเทศผู้นำเศรษฐกิจของเอเชียจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน” หมอต้อย เผย


>> “เอม สตาร์” ผุดแคมเปญคว้าดาว ดึงยอดขายกลับ


“บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด” โดยปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีความคึกคักในประเทศมากนัก เนื่องจากแม่ทัพหญิง อย่าง “ท.ญ. ลพา วัชรศรีโรจน์” มุ่งไปที่เรื่องของการขยายแบรนด์สู่สากลเป็นหลัก ทำให้ตลาดในไทยของบริษัทดูจะซบเซาไปเสียหน่อย โดยในปีนี้ บริษัทเดินหน้าตลาดในไทยอย่างจริงจังอีกครั้ง ด้วยการขยับตัวออกแคมเปญ ปั่นกระแสตั้งแต่ต้นปี


 


ไล่ตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่ Multi Pro ที่บริษัทเนรมิตขึ้นมาในกลุ่มเสริมอาหาร เพื่อเป็นการดึงยอดขาย สร้างทางเลือกให้กับเครือข่าย ส่วนเรื่องของกลุ่มความงาม Asni ของ “เอมสตาร์” บริษัท ไล่ขุนโดยใช้โครงการ ASNI MODEL MAN & WOMEN 2012 ประกวดชายหญิงหานายแบบ นางแบบ เข้าสู่วงการแฟชั่น ซึ่งบริษัทต้องการใช้กระแสของเวทีประกวดสร้างแบรนด์อีกครั้งหลังปีที่ผ่านมาเงียบลงไป ส่วนเป้าหมายของบริษัทก็ยังคงอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาทเช่นเดิม


>> หลายค่ายใช้จุดแข็งลงสู้ศึก


ส่วนบริษัทอื่นในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา ก็ทยอยเดินเครื่องกันอย่างต่อเนื่อง เสมือนออกตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง “บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด” ดูจะเป็นชื่อใหม่ที่เริ่มคุ้นหูคนในวงการไปเสียแล้ว จากกลยุทธ์การประโคมสื่ออย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดแถลงข่าวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเดินหน้าสร้างสินค้าใหม่สู่ตลาดเสมอ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาของปี บริษัทนามนี้ ก็พยายามเร่งสร้างตลาดทางสื่อไม่หยุด พร้อมด้วยการจัดประชุมอบรมที่ถี่ขึ้น ทำให้ 3 เดือนที่ผ่านมา บริษัทกลายเป็นแบรนด์หนึ่ง ที่ประทับอยู่ตามสื่อต่างๆ แทบทุกเดือน


“บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา บริษัท นี้พยายามไล่ขุนยอดคืนเต็มที่ ด้วยการรุกกลุ่มสินค้าเสริมอาหารดูแลน้ำหนัก ซึ่งเป็น จุดแข็งของบริษัท โดยพยายามสรรค์สร้างสินค้าใหม่เข้ามาเสริมไลน์


จากปีที่ผ่านมา “สุพรีเดอร์ม” ให้ความสำคัญกับบริษัทลูก อย่าง “นูทริเดอร์ม” มากเกินไป ยอดขายที่ใฝ่ฝันก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะสมาชิกไม่ค่อยจะคล้อยตามแผน “ไบนารี่” ที่บริษัทลูกใช้มากนัก ทำให้ปีนี้ “สุพรีเดอร์ม” ต้องไล่ขุนยอดคืนหนักหน่อย อีกทั้งยังปิด “นูทริเดอร์ม” เพื่อหันมาให้ความสำคัญกับบริษัทเดิมอย่างเต็มตัว


>> ค่ายใหม่เปิดตัวแรงเต็มพรืด


นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นของบรรดาค่ายเก่า ค่ายเก๋า ที่ออกตัวปีมะโรงในชนิดต่อยก่อนได้เปรียบ ซึ่งนอกจากเรื่อง ของกลยุทธ์ของบริษัทเก่าแล้ว ก็ยังมีกลุ่มบริษัทหน้าใหม่มากมาย ทั้งของไทยเอง และต่างประเทศที่อาศัยช่วงต้นปีเป็นฤกษ์ดี จัดการเปิดตัวแถลงข่าวบริษัท ในการรุกธุรกิจขายตรงไทย


“บริษัท ไวต้าอีส เน็ทเวิร์ค จำกัด” จัดเป็นบริษัทใหม่แรกๆ ของปีมะโรง โดยการกุมบังเหียนของ “สุรยุทธ วิไลลักษณ์” ซึ่งบริษัทนี้เปิดตัวได้อย่างโก้เก๋ เนื่องจากแผนงานที่มีการใช้บัตร V-Money ซึ่งเป็นบัตรใช้จ่ายสินค้า อีกทั้งยังสามารถจับจ่ายสะสมแต้มผ่านสินค้าของบริษัทพันธมิตรกว่า 100 บริษัท ซึ่งบริษัทเชื่อว่าหลังการเปิดตัวนี้ จะมีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกว่า 3 หมื่นบริษัท


ถัดมาที่ “บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด” ที่ไม่น้อยหน้า ด้วยการเปิดตัวพร้อมประกาศลั่นว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี บริษัทจะทำการขยายเขตสาขาไปที่ประเทศอินเดีย และในอีก 5 ปี บริษัทจะทำยอดขายให้ถึง 3 พันล้านบาท ซึ่งในแต่ละเป้าหมายของบริษัทมีความยากและท้าทาย แต่ด้วยความที่แม่ทัพใหญ่อย่าง “สุมิตร วชโรดมทรัพย์” เป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการค้าและส่งออก ทำให้เป้าหมายต่างๆ ดูจะเป็นเรื่องที่น่าติดตาม


ทั้งนี้ นี่คือ ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในแวดวงธุรกิจเครือข่ายในช่วง 3 เดือนแรกของปี ซึ่งหลายบริษัทพยายามออกสตาร์ตให้สวย และพยายามขุนตลาดเต็มอัตราศึก ในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ อยู่ในสภาวะปกติ เพราะจากที่ทราบ ไม่แน่ว่าในอนาคตของปีนี้ จะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาฉุดยอดขาย ดั่งเช่นหลายปีที่ผ่านมา


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012  

ยอดรายได้ ขายตรง Q1(ไตรมาสแรก) ผ่านขายตรงแววเดือด! ผู้ค้าขนอาวุธหนักจัดเต็ม



เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ไตรมาสแรกผ่าน หลายค่ายออกตัวแรง แบรนด์เก๋าเน้นเรื่องการโชว์ศักยภาพผุดสินค้าใหม่ พร้อมโปรโมชั่นเสริม เต็มพรืด หมายผูกขาดตลาดของตัวเอง แถมด้วยการมองการขยายสาขาอาเซียนรับมือ AEC ส่วนค่ายใหม่แห่เปิดตัวคึกคัก ดันขายตรงปีมะโรง เดือด!


เริ่มต้นดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง คงเป็นคำพูดที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย โดยบรรดาบริษัทขายตรงก็ไม่ได้คิดต่าง ไตรมาสแรก พยายามเปิดหัวปีเน้นความแรงปั่นกระแสดูดลูกค้า ซึ่งในปีมะโรงนี้ เชื่อว่า ธุรกิจขายตรงบ้านเราต้องมีการแข่งขันอย่างดุเดือดกว่าทุกปีอย่างแน่นอน


>> “นีโอ ไลฟ์” มุ่ง AEC


เริ่มกันที่ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่เริ่มเปิดหัวออกตัวแรงตั้งแต่ต้นปี โดยการจัดงานใหญ่ ยึดอาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ประดับเข็มนักธุรกิจของบริษัท ซึ่งจัดได้ว่า “นีโอ ไลฟ์” เป็นบริษัทแรกของปีนี้ ที่ระเบิดงานใหญ่ควักงบมหาศาลเพื่อเป็นเกียรติแก่นักธุรกิจนีโอ ไลฟ์ อีกทั้งยังเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของบริษัทในการดำเนินงานมากว่า 11 ปี


ซึ่งธีมงานครั้งใหญ่ของบริษัทที่ผ่านมาใช้ชื่อว่า Neo Life Connect The Dot to Asean โดยเนื้อหาของงาน ก็เป็นเรื่องของการพุ่งเป้าหมายใหญ่ของบริษัท เพื่อรองรับการเปิดตลาดการค้าเสรีของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีก 3 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชีย


โดย “นีโอ ไลฟ์” หลังจากนี้ นอกจากเรื่องของตลาดในประเทศที่เดินหน้าด้วยกลยุทธ์การอบรมเข้ม พร้อมแผนการขย่มตลาดที่ถี่ยิบแล้ว บริษัทยังมองไกล และเน้นไปที่การขยายตลาดสู่ต่างประเทศเป็นสำคัญ เพื่อรองรับการเปิดตลาดดังกล่าวในปี 2558 หรืออีกประมาณ 3 ปีข้างหน้านี้ อีกทั้งบริษัทยังต้องการทำตามอุดมการณ์ของหัวเรือใหญ่อย่าง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ที่ต้องการมอบโอกาส และชีวิตใหม่ให้ผู้คนในวงกว้าง


“การค้าเสรีอาเซียน นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่บริษัทมองไปถึง เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทไม่ใช่เพียงแต่แบรนด์ขายตรงที่อยู่ในไทยเสียแล้ว เพราะความต้องการส่งต่อความสำเร็จไปยังพี่น้องทั่วโลก ทำให้การขยายตัวของบริษัทต้องเกิดขึ้นในเร็ววัน โดยบริษัทมีความต้องการเห็นการเพิ่มจำนวนของสมาชิกที่เป็นพี่น้องชาวต่างชาติ และทำให้เห็นว่า แบรนด์ขายตรงของไทย คือ สิ่งที่จะเข้าไปสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น” ดร.นพรุจ แม่ทัพใหญ่ “นีโอ ไลฟ์” กล่าว


>> “แอมเวย์” เจาะลูกค้าวัยรุ่นต่อเนื่อง


ถัดมาที่พี่เบิ้มแห่งวงการเครือข่าย “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเปิดไตรมาสที่ 1 ประจำปีมังกร ด้วยการประกาศถึงความเป็นเบอร์หนึ่งในด้านยอดขาย ด้วยตัวเลข 1.55 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา อีกทั้ง ในช่วงต้นปี “แอมเวย์” ยังได้มีการประกาศในส่วนของตัวเลขยอดขายรวมของบริษัทแม่ “อัลติคอร์ อิงค์” ที่สามารถปิดยอดขายรวมจากสาขาทั่วโลก ในปี 54 ได้ที่ 10,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งบริษัทต้องการให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของตัวเอง


โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา นอกจากในเรื่องของยอดขายที่ประกาศลั่นออกมานี้แล้ว บริษัทยังเริ่มต้นด้วยการจำแนกแยกแถลงข่าวในส่วนของกลยุทธ์ในแต่ละหมวดสินค้าไว้อย่างชัดเจน โดยเริ่มที่กลุ่มสินค้าด้านความงามของบริษัท “อาร์ทิสทรี” ที่บริษัทเตรียมขับเคลื่อนแบรนด์สินค้านี้ด้วย ดาราระดับโลกและเอเชีย โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น “แอมเวย์” ได้นำเอา “ยุน อึน เฮ” ดาราสาวชาวเกาหลีใต้ ซึ่งคนไทยรู้จักเป็นอย่างดี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า


ซึ่งในส่วนของ “นิวทริไลท์” กลุ่มสินค้าเสริมอาหารของบริษัท “แอมเวย์” ก็เลือกที่จะใช้แคมเปญใหญ่เป็นตัวสร้างกระแส ภายใต้ชื่อ “นิวทริไลท์ ทุกวัน” รวมทั้งยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของไลน์สุขภาพ “นิวทริไลท์ ออล แพลนท์ โปรตีน” มาล้วงกระเป๋าผู้บริโภค ส่วนเรื่องของการทำตลาด บริษัทก็ยังคงเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ ในการคว้าเครือข่าย


>> “กิฟฟารีน” รอฟันตลาดอาเซียน


ด้าน “บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด” เบอร์ 2 แห่งวงการ MLM ภายใต้การบริหารของสุดยอดหญิงเก่ง อย่าง “พ.ญ.นลินี ไพบูลย์” ในช่วงต้นไตรมาสที่ 1 ค่ายนี้ก็ยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องของโรงงานผลิตสินค้าของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมนวนคร หลังจากที่ถูกน้ำท่วมจนต้องย้ายฐานการผลิต แต่เมื่อทุกอย่างผ่านไป บริษัทก็จัดงานครบรอบ 16 ปีของบริอษัทอย่างยิ่งใหญ่ ณ ไบเทค บางนา


ต้องยอมรับว่า “กิฟฟารีน” กลับมาได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ ยอดขายกระทบไม่มาก อีกทั้งในงานการฉลองครบรอบ 16 ปี ของบริษัท “กิฟฟารีน” ยังประกาศถึงแนวทางการทำงานหลังจากนี้ ว่าต้องการที่จะเดินหน้าสู่โลกการค้าเสรี หรือ AEC ในปี 2558 โดยการเรียกน้ำย่อยด้วยการขนทัพนักขายของสาขาต่างประเทศเข้ามารับเข็ม ถึงประเทศไทย 


“บริษัทพยายามวางรากฐานให้เกิดความแข็งแกร่ง เพื่อในอนาคตเมื่อการค้าเสรีอาเซียนเกิดขึ้น การที่จะขยายงานสู่ต่างประเทศก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในงานฉลอง 16 ปี ที่ผ่านมา บริษัทยังได้มีการนำเอานักขายสาขาอาเซียนมาร่วมด้วย เพื่อเป็นการประกาศความชัดเจนในเรื่องของความพร้อมในการรับมือ AEC ซึ่ง กิฟฟารีน มั่นใจว่า เมื่อตลาดเปิดทุกประเทศ ในอาเซียนและอีก 3 ประเทศผู้นำเศรษฐกิจของเอเชียจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน” หมอต้อย เผย


>> “เอม สตาร์” ผุดแคมเปญคว้าดาว ดึงยอดขายกลับ


“บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด” โดยปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีความคึกคักในประเทศมากนัก เนื่องจากแม่ทัพหญิง อย่าง “ท.ญ. ลพา วัชรศรีโรจน์” มุ่งไปที่เรื่องของการขยายแบรนด์สู่สากลเป็นหลัก ทำให้ตลาดในไทยของบริษัทดูจะซบเซาไปเสียหน่อย โดยในปีนี้ บริษัทเดินหน้าตลาดในไทยอย่างจริงจังอีกครั้ง ด้วยการขยับตัวออกแคมเปญ ปั่นกระแสตั้งแต่ต้นปี


 


ไล่ตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่ Multi Pro ที่บริษัทเนรมิตขึ้นมาในกลุ่มเสริมอาหาร เพื่อเป็นการดึงยอดขาย สร้างทางเลือกให้กับเครือข่าย ส่วนเรื่องของกลุ่มความงาม Asni ของ “เอมสตาร์” บริษัท ไล่ขุนโดยใช้โครงการ ASNI MODEL MAN & WOMEN 2012 ประกวดชายหญิงหานายแบบ นางแบบ เข้าสู่วงการแฟชั่น ซึ่งบริษัทต้องการใช้กระแสของเวทีประกวดสร้างแบรนด์อีกครั้งหลังปีที่ผ่านมาเงียบลงไป ส่วนเป้าหมายของบริษัทก็ยังคงอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาทเช่นเดิม


>> หลายค่ายใช้จุดแข็งลงสู้ศึก


ส่วนบริษัทอื่นในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา ก็ทยอยเดินเครื่องกันอย่างต่อเนื่อง เสมือนออกตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง “บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด” ดูจะเป็นชื่อใหม่ที่เริ่มคุ้นหูคนในวงการไปเสียแล้ว จากกลยุทธ์การประโคมสื่ออย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดแถลงข่าวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเดินหน้าสร้างสินค้าใหม่สู่ตลาดเสมอ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาของปี บริษัทนามนี้ ก็พยายามเร่งสร้างตลาดทางสื่อไม่หยุด พร้อมด้วยการจัดประชุมอบรมที่ถี่ขึ้น ทำให้ 3 เดือนที่ผ่านมา บริษัทกลายเป็นแบรนด์หนึ่ง ที่ประทับอยู่ตามสื่อต่างๆ แทบทุกเดือน


“บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา บริษัท นี้พยายามไล่ขุนยอดคืนเต็มที่ ด้วยการรุกกลุ่มสินค้าเสริมอาหารดูแลน้ำหนัก ซึ่งเป็น จุดแข็งของบริษัท โดยพยายามสรรค์สร้างสินค้าใหม่เข้ามาเสริมไลน์


จากปีที่ผ่านมา “สุพรีเดอร์ม” ให้ความสำคัญกับบริษัทลูก อย่าง “นูทริเดอร์ม” มากเกินไป ยอดขายที่ใฝ่ฝันก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะสมาชิกไม่ค่อยจะคล้อยตามแผน “ไบนารี่” ที่บริษัทลูกใช้มากนัก ทำให้ปีนี้ “สุพรีเดอร์ม” ต้องไล่ขุนยอดคืนหนักหน่อย อีกทั้งยังปิด “นูทริเดอร์ม” เพื่อหันมาให้ความสำคัญกับบริษัทเดิมอย่างเต็มตัว


>> ค่ายใหม่เปิดตัวแรงเต็มพรืด


นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นของบรรดาค่ายเก่า ค่ายเก๋า ที่ออกตัวปีมะโรงในชนิดต่อยก่อนได้เปรียบ ซึ่งนอกจากเรื่อง ของกลยุทธ์ของบริษัทเก่าแล้ว ก็ยังมีกลุ่มบริษัทหน้าใหม่มากมาย ทั้งของไทยเอง และต่างประเทศที่อาศัยช่วงต้นปีเป็นฤกษ์ดี จัดการเปิดตัวแถลงข่าวบริษัท ในการรุกธุรกิจขายตรงไทย


“บริษัท ไวต้าอีส เน็ทเวิร์ค จำกัด” จัดเป็นบริษัทใหม่แรกๆ ของปีมะโรง โดยการกุมบังเหียนของ “สุรยุทธ วิไลลักษณ์” ซึ่งบริษัทนี้เปิดตัวได้อย่างโก้เก๋ เนื่องจากแผนงานที่มีการใช้บัตร V-Money ซึ่งเป็นบัตรใช้จ่ายสินค้า อีกทั้งยังสามารถจับจ่ายสะสมแต้มผ่านสินค้าของบริษัทพันธมิตรกว่า 100 บริษัท ซึ่งบริษัทเชื่อว่าหลังการเปิดตัวนี้ จะมีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกว่า 3 หมื่นบริษัท


ถัดมาที่ “บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด” ที่ไม่น้อยหน้า ด้วยการเปิดตัวพร้อมประกาศลั่นว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี บริษัทจะทำการขยายเขตสาขาไปที่ประเทศอินเดีย และในอีก 5 ปี บริษัทจะทำยอดขายให้ถึง 3 พันล้านบาท ซึ่งในแต่ละเป้าหมายของบริษัทมีความยากและท้าทาย แต่ด้วยความที่แม่ทัพใหญ่อย่าง “สุมิตร วชโรดมทรัพย์” เป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการค้าและส่งออก ทำให้เป้าหมายต่างๆ ดูจะเป็นเรื่องที่น่าติดตาม


ทั้งนี้ นี่คือ ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในแวดวงธุรกิจเครือข่ายในช่วง 3 เดือนแรกของปี ซึ่งหลายบริษัทพยายามออกสตาร์ตให้สวย และพยายามขุนตลาดเต็มอัตราศึก ในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ อยู่ในสภาวะปกติ เพราะจากที่ทราบ ไม่แน่ว่าในอนาคตของปีนี้ จะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาฉุดยอดขาย ดั่งเช่นหลายปีที่ผ่านมา


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012  

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

‘สุพรีเดอร์ม’ อัดผังอบรมถี่ดึงศรัทธา หลังนักขายส่ายหัวยกมือปิด ‘นูทริเดอร์ม’



“สุพรีเดอร์ม” หันหางเสือกลับ เน้นเป้าบริษัทเดียว หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัทลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เหตุนักขายไม่เอาด้วย ชักธงจัดอบรมถี่ พร้อมเพิ่มศูนย์ประชุมเป็น 100 แห่ง ดันสินค้าเสริมอาหารเป็นเรือธงไต่ฝันพันล้าน

นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ยอดขายโดยรวมเมื่อปีที่แล้ว บริษัทปิดยอดได้ที่ 700 ล้าน บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดย สาเหตุหลัก เกิดจากบริษัท สุพรีเดอร์ม ซึ่ง เดิมใช้แผนการตลาดแบบสแตร์สเต็ป แต่ ในปี 2554 บริษัทได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ ซึ่งปรากฏว่า การปรับบริษัทในครั้งนั้น แผนการตลาดดังกล่าวของบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ สิ่งนี้จึงทำให้ระบบการจัดการ และเป้าหมายยอดขายไม่เป็นไปตามที่วางไว้

โดยในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้งเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ ที่จะพิชิตเป้าหมายยอดขายอีกครั้ง คือ การเน้นโปรโมชั่นต่างๆ เป็นแรงกระตุ้น โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง

นอกจากนี้ สุพรีเดอร์ม ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงมีสินค้าชนิดใหม่ ที่จะมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักอีกหลายชนิดให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอต่อผู้บริโภค

“ปัจจุบันสินค้า ของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ในสัดส่วนเท่าๆกัน ซึ่งในปีนี้ตนคาดว่าจะมีแผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ส่วนในเรื่องการอบรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่ายอีกอย่างหนึ่งนั้น บริษัทก็พยายามจัดการฝึกอบรม ในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ โดยบริษัท จะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ จะมีการ จัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

โดยในเรื่องของศูนย์อบรมหรือสาขา ของบริษัทนั้น ในขณะนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้สัดส่วนของยอด ขายส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขา ให้ครบ 100 สาขา

ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงกระแสการเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า บริษัทมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างนั้น นายธรรมนูญ กล่าวว่า “ตนขอเรียนตามตรงว่า ในตลาดต่างประเทศ บริษัทก็อยาก จะขยายสาขาเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ แต่ในขณะนี้ก็คงยังไม่มีแผนที่จะขยายไปอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดภายในประเทศ ก็ยังมีอีกจำนวนมากอยู่ และผู้บริโภคภายใน ประเทศก็มีกำลังซื้อและยังมีความต้องการดูแลสุขภาพอีกเยอะมาก ตนจึงยังคงชะลอการขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศไปก่อน”

นอกจากนี้ นายธรรมนูญ ยังได้แสดง ความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายภายในประเทศในปีนี้ ว่า ขายตรงภายในประเทศยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก เพียงแต่บริษัทและสมาชิกของบริษัทนั้นๆ จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพมากขึ้นเช่นกัน 

ส่วนในประเด็นการขึ้นค่าแรงที่เป็น กระแสอยู่ในขณะนี้ ตนมองว่าผลกระทบก็คงมีบ้าง ซึ่งบริษัทก็เตรียมปรับขึ้นค่าแรง ให้กับพนักงานตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งแม้ การปรับค่าแรงดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการ หรือต้นทุนทางการผลิต เพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็ไม่มีแผนที่จะเพิ่มราคา สินค้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว คงพยายามเน้นให้ทุกคนพยายามทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น ในปีนี้ บริษัทได้มีการตั้งเป้าหมาย ยอดขายว่า บริษัทจะต้องพิชิตยอดขาย 1,000 ล้านบาทให้ได้ ซึ่งตนมั่นใจว่าบริษัท ไม่พลาดเป้าเช่นปีที่แล้วอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1292 ประจำวันที่ 18-4-2012 ถึง 20-4-2012   

‘สุพรีเดอร์ม’ อัดผังอบรมถี่ดึงศรัทธา หลังนักขายส่ายหัวยกมือปิด ‘นูทริเดอร์ม’



“สุพรีเดอร์ม” หันหางเสือกลับ เน้นเป้าบริษัทเดียว หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัทลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เหตุนักขายไม่เอาด้วย ชักธงจัดอบรมถี่ พร้อมเพิ่มศูนย์ประชุมเป็น 100 แห่ง ดันสินค้าเสริมอาหารเป็นเรือธงไต่ฝันพันล้าน

นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ยอดขายโดยรวมเมื่อปีที่แล้ว บริษัทปิดยอดได้ที่ 700 ล้าน บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดย สาเหตุหลัก เกิดจากบริษัท สุพรีเดอร์ม ซึ่ง เดิมใช้แผนการตลาดแบบสแตร์สเต็ป แต่ ในปี 2554 บริษัทได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ ซึ่งปรากฏว่า การปรับบริษัทในครั้งนั้น แผนการตลาดดังกล่าวของบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ สิ่งนี้จึงทำให้ระบบการจัดการ และเป้าหมายยอดขายไม่เป็นไปตามที่วางไว้

โดยในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้งเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ ที่จะพิชิตเป้าหมายยอดขายอีกครั้ง คือ การเน้นโปรโมชั่นต่างๆ เป็นแรงกระตุ้น โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง

นอกจากนี้ สุพรีเดอร์ม ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงมีสินค้าชนิดใหม่ ที่จะมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักอีกหลายชนิดให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอต่อผู้บริโภค

“ปัจจุบันสินค้า ของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ในสัดส่วนเท่าๆกัน ซึ่งในปีนี้ตนคาดว่าจะมีแผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ส่วนในเรื่องการอบรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่ายอีกอย่างหนึ่งนั้น บริษัทก็พยายามจัดการฝึกอบรม ในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ โดยบริษัท จะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ จะมีการ จัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

โดยในเรื่องของศูนย์อบรมหรือสาขา ของบริษัทนั้น ในขณะนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้สัดส่วนของยอด ขายส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขา ให้ครบ 100 สาขา

ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงกระแสการเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า บริษัทมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างนั้น นายธรรมนูญ กล่าวว่า “ตนขอเรียนตามตรงว่า ในตลาดต่างประเทศ บริษัทก็อยาก จะขยายสาขาเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ แต่ในขณะนี้ก็คงยังไม่มีแผนที่จะขยายไปอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดภายในประเทศ ก็ยังมีอีกจำนวนมากอยู่ และผู้บริโภคภายใน ประเทศก็มีกำลังซื้อและยังมีความต้องการดูแลสุขภาพอีกเยอะมาก ตนจึงยังคงชะลอการขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศไปก่อน”

นอกจากนี้ นายธรรมนูญ ยังได้แสดง ความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายภายในประเทศในปีนี้ ว่า ขายตรงภายในประเทศยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก เพียงแต่บริษัทและสมาชิกของบริษัทนั้นๆ จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพมากขึ้นเช่นกัน 

ส่วนในประเด็นการขึ้นค่าแรงที่เป็น กระแสอยู่ในขณะนี้ ตนมองว่าผลกระทบก็คงมีบ้าง ซึ่งบริษัทก็เตรียมปรับขึ้นค่าแรง ให้กับพนักงานตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งแม้ การปรับค่าแรงดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการ หรือต้นทุนทางการผลิต เพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็ไม่มีแผนที่จะเพิ่มราคา สินค้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว คงพยายามเน้นให้ทุกคนพยายามทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น ในปีนี้ บริษัทได้มีการตั้งเป้าหมาย ยอดขายว่า บริษัทจะต้องพิชิตยอดขาย 1,000 ล้านบาทให้ได้ ซึ่งตนมั่นใจว่าบริษัท ไม่พลาดเป้าเช่นปีที่แล้วอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1292 ประจำวันที่ 18-4-2012 ถึง 20-4-2012   

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปิดฉาก ‘นูทริเดิร์ม’ อย่างสวยหรู จำใจซบอก ‘สุพรีเดอร์ม’ อีกครั้ง




เอ็มดี สุพรีเดิร์ม แจงเหตุย้ายกลับบ้านเก่าสุพรีเดิร์ม หลังสมาชิกไม่พอใจแผนใหม่ไบนารี่ รับคนติดสแตร์สเตปเพียบดีเดยบ้านเก่า 16 มกราคม 2555 โว ที่ผ่านมร 1 ปี นูทรีเดิร์ม กับยอดขาย 700 ล้านบาท ไม่เสียดาบ แถมได้ลองของใหม่ ด้านทิศทางปีนี้เร่งพัฒนาศูนย์ หลีงเจอน้องน้ำปีก่อน

นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษื สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทดำเนินธุริจขายตรงภายใต้ชื่อ บริษัท นูทริเดิร์มฯ มาเป็นเวลา 1 ปี ที่ใช้แผนไบนารี่ และ มียอดขาย 700 ล้านบาท บริษัทจึงมีแนวคิดที่จะปรับไปใช้ชื่อบริษัทเดิม คือ สุพรีเดอร์ม ในวันที่ 16 มกราคม 2555 โดย บริษัท นูทริเดิร์มฯ นั้นจะค่อยๆ ลดบทบาทลงเรื่อยๆ

เดิมเราใช้แผนสแตร์สเตป เราเลยเปลี่ยนเป็นแผนไบนารี่ และได้เรียนรู้จุดแข็งของแผน แต่ในทางกลับกันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็เกิดปัญหาคนออกไป ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็น แต่เรามองว่าถ้ากลับไปอย่างเก่าน่าจะทำงานได้ง่ายกว่า สบายใจกว่า อีกอย่างที่ผ่านมาเราก็พบว่ามีจำนวนสมาชิที่ทำแผนสแตร์สเตป มากกว่าคนที่ต้องการทำแผนไบนารี่ ถ้าถามว่าเสียดายไหมกับ 1 ปีที่ผ่านมา เราไม่เสียดายถือเป็นการเรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก

สำหรับปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงกับยริษัท ทั้งปัญหาในการเดินทางของสมาชิก รวมถึงผลกระทบด้านการให้บริการของศูนย์สุพรีเดิร์มที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราว 13 แห่ง ขณะที่โรงงาน สุพรีเดอร์มที่ปทุมธานีนั้น ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นเดียวกัน แต่ทางบริษัทได้เตรียมสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่มปัญหาเรื่องสินค้าขาดสต๊อกแต่ปัญหาน้ำท่วมก็ส่งผลกระทบต่อยอดขายในเดือนตุลาคมของปีทีผ่านมา 10-15%

เรามีจำนวนสมาชิกใหม่ 4,000-5,000 คน ต่อเดือน ดังนั้น ก็ต้องมาคิดกันต่อแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าสมัครกับเราด้วยความเต็มใจ และซื้อสินค้าของเราอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น วิธีที่เรายังต้องเน้นและปลูกฝังให้กับสมาชิก คือ การฝึกอบรม เปลียนเป็นสมาชิกผู้บริโภค เป็นสมาชิกผู้ทำธุรกิจ แม้ว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วม แต่เราไม่ได้ลดเป้าหมายยอดขายของเราลงไป เราคาดว่าปีนี้ยอดขายของเราจะพุ่งกระฉูดหลังจากที่เราได้กำจัดจุดอ่อนไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทได้วางมาตราการเร่งด่วน ด้วยการบูรณะศูนย์สาขาที่ถูกน้ำท่วมให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ พร้อมทั้งการจัดอบรมให้กับสมาชิกเพื่อเป็นการขยายฐานสมาชิกให้พิ่มขึ้น ที่สำคัญหลังน้ำลด จะทำการเปิดสินค้าตัวใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างคามฮือฮาให้กับวงการขายตรงอย่างแน่นอน

นายธรรมนูญ กล่าวถึงผลิตภัณ?เสริมอาหารเพื่อสุขภาพที่ยังคงมาแรงในปัจจุบัน กับสินค้า แอสต้า คิว ที่ได้รับความนิยมจากสมาชิกเป็นอย่างมากในขณะนี้ โดยมียอดขายเกินเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ ส่วนกลุ่มดีฟ มารีน เวย์ ก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิก เนื่องจากในปัจจุบันคนได้หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และสินค้าของบริษัก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555