ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิศิษฐ์ แทนทิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิศิษฐ์ แทนทิว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ผ่าแนวคิดตั้งสำนักงานเร่งสร้างขายตรงยุคใหม่ ผ่านสมอง พิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการ TDNA







555 (Mobile)


ในเชิงปริมาณสามารถสะท้อนคุณภาพได้ชัดเจน และแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความกับ ผลงาน ของสมาคมที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปีจากปริมาณคือ ธุรกิจขายตรงมีบริษัทประกอบกิจการมากถึง 450 บริษัท แต่มีบริษัทเพียง 50 แห่งเท่านั้น เข้าสังกัดเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงทั้ง 3 สมาคมเมื่อนำปริมาณเพียง 50 บริษัทไปเชื่อมต่อ คุณภาพ ย่อมเข้าใจได้ทะลุว่า สมาคมทั้ง 3 แห่งที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปี ไร้ผลงานในระดับ โดยรวม จึงขาดพลังดึงดูดให้บริษัทขายตรงจำนวนมากไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก


สิ่งนี้จึงทำให้เกิดสมาคมที่ 4 ขึ้น ชื่อ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งมี พิศิษฐ์ แทนทิว นั่งเป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก


พิศิษฐ์ บอกว่า เขาจะขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ด้วยเนื้องานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพของสังคมขายตรง นั่นเท่ากับจะทำให้มีสมาชิกมากขึ้น


งานที่เป็นจุดขายของสมาคมน้องใหม่ในระยะเริ่มต้นคือ การผลักดันให้เกิด สำนักงานขายตรง มาเป็นแกนกลางการทำงานแทนที่งานระดับธุรการที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) แบกรับมานานกว่า 10 ปี


พิศิษฐ์ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตมาจากนักธุรกิจขายตรง แต่เขาผ่านประสบการณ์จากงานข่าวขายตรง จนเป็นที่ยอมรับ แล้วได้เป็นบอร์ดขายตรงและมาเป็นมันสมองของสมาคม TDNA


เขาถ่ายทอดแนวคิดการผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง อย่างเป็นระบบ ลุ่มลึก ใน สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งมีรายละเอียดตามที่นำเสนอนี้


สร้างขายตรงยุคใหม่


ธุรกิจขายตรงนับตั้งแต่ปี 2545 ที่เริ่มมีกฎหมายนั้น ผู้ประกอบการขายตรงต้องไปยื่นขออนุญาตจาก สคบ.ก่อนจึงจะประกอบธุรกิจขายตรงได้ ถึงแม้จดทะเบียนตั้งบริษัท และมีสินค้าทุกอย่างแล้วก็ตาม ก็ยังประกอบธุรกิจขายตรงไม่ได้ แต่ต้องไปยื่นเอกสาร หลักฐาน แผนการตลาดที่ สคบ.ก่อน เพื่อให้ สคบ.ตรวจสอบว่า เป็นธุรกิจที่มีโครงสร้าง แผนงานถูกกฎหมายหรือไม่ แล้ว สคบ.จะออกใบอนุญาตมา จึงจะไปทำขายตรงได้ บริษัทที่ผ่านการพิจารณาแล้วจนถึงปัจจุบันเกือบ 900 บริษัท แต่ทำจริงๆ เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 450 บริษัท เพราะล้มหาย เลิกกิจการไปก็มีมาก


บริษัทธุรกิจทั้งหมดนี้ มีสมาคมอยู่เพียง 3 สมาคม สมาคมแรกคือ สมาคมการขายตรงไทย มีสมาชิกเพียง 30 กว่าบริษัท ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมจึงมีสมาชิกแค่ 30 กว่า แล้วอีก 800 กว่าไปอยู่ไหนจึงไม่เข้าสมาคมด้วย


สมาคมที่สอง เปิดมา 10 ปีมีบทบาทน้อยมาก คือ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และสมาคมที่สามคือ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย


พอเป็นแบบนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นนักข่าวและคอลัมนิสต์คนแรกที่ไปเจาะลึกข่าวขายตรงมาตั้งแต่ปี 2540 และปี 2541 มาเป็นบรรณาธิการข่าวสยามธุรกิจดูแลเซ็กชั่นขายตรง จึงนำเสนอข่าวสารที่ไม่มีใครทำมาก่อน เพราะผมเป็นคอลัมนิสต์ที่คนในวงการขายตรงรู้จักและเขียนในเชิงคนทำข่าวจริงๆ ไม่ใช่เขียนข่าวประชาสัมพันธ์


ผมได้เห็น ได้รู้จักธุรกิจขายตรงในทุกมิติ ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งสมาชิก และพวกทำ มันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ มันจึงทำให้มีเนื้อหาเข้มข้นมากในการเขียนข่าว จากนั้นจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบอร์ดขายตรง เพราะเป็นนักข่าวคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ลึกทั้งวงการ


ผมเห็นธุรกิจขายตรงทุกมิติ ทั้งด้านดี ด้านบวก ด้านลบ ด้านพลิกแพลง ด้านเจ้าเล่ห์ ด้านตั้งเป็นแก๊งอิทธิพล กลุ่มอิทธิพลทางธุรกิจ และการทำของสมาคมแต่ละสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมา ผมเห็นการเคลื่อนไหวของเขาทั้งหมดว่า เขาเดิน เขาเล่นเกมอย่างไร สมาคมแต่ละกลุ่มพยายามจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาครัฐอย่างไร จึงทำให้เกิดคำถามในใจมาตลอดว่า ข้อมูลที่นำเสนอผ่านกลุ่มขายตรงต่างๆ นั้น มันไม่ใช่ข้อมูลที่ตรงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ข้อมูลมูลค่าตลาดขายตรง ข้อมูลผู้ประกอบการ หรือข้อมูลต่างๆ นั้น เพราะมันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า กลุ่มใครกลุ่มมัน จึงกลายเป็นที่มาสำคัญทำให้ผมมา วางแนวทางสมาคม ในปัจจุบัน


สาเหตุใดจึงตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เป็นสมาคมที่ 4 ขึ้น ทั้งๆ ที่มี 3 สมาคมแล้ว ก่อนอื่นต้องตอบผมด้วยว่า 3 สมาคมที่ทำขึ้นมานั้น คุณเข้ามารับใช้ สังคมขายตรง แค่ไหน บริษัทขายตรงที่ประกอบการมีไม่ต่ำกว่า 450 ทำไมจึงเป็นสมาชิกทั้ง 3 สมาคมนั้นประมาณ 50 บริษัทแค่นั้น


คำถามมีว่า ทำไมสมาคมต่างๆ ทั้ง 3 แห่งที่เปิดมา 10-20 กว่าปี แต่มีสมาชิกรวมกันประมาณ 50 บริษัทเท่านั้น ส่วน TDNA เพิ่งตั้งมาเมื่อปลายปี 2555 และเริ่มต้นทำงานเป็นจริงเป็นจังช่วงต้นปี 2556 นั้น วันนี้มีสมาชิกแล้ว 25 แต่ถ้ารวมผู้สนใจกำลังเตรียมการสมัครสมาชิกอยู่รวมทั้งหมด 80 เงื่อนไขเป็นสมาชิก คือ หนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และประกอบธุรกิจอยู่ สองไม่เคยมีประวัติทำธุรกิจที่เสียหายตามกฎหมาย รวมทั้งต้องได้ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการทำธุรกิจขายตรง สรุปคือ หากเป็นบริษัทผ่านการตรวจสอบจาก สคบ. แล้วต้องเป็นบริษัทดำเนินกิจการที่ดีอยู่แล้ว


เป้าหมายตั้งสมาคมที่ 4 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการพัฒนาในวงการธุรกิจขายตรง ให้เป็นธุรกิจที่สำคัญและสามารถพัฒนาประเทศได้ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ รวมทั้งทำให้ทุกคนเข้าใจธุรกิจขายตรงทั้งวงการว่า เป็นอาชีพสุจริต


การพัฒนายกระดับธุรกิจขายตรงนั้น สมาคมมีโครงการใหญ่ 2 โครงการที่จะขับเคลื่อน คือ แก้กฎหมายครั้งใหญ่ และทำวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สองสิ่งนี้เป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้สมาคมเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการขายตรงนี่คือ เป้าหมายเบื้องต้นของสมาคม


ก่อเกิดบนฐาน ความแตกต่าง


สมาคมที่ 4 จะแตกต่างจาก 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วคือ ทั้ง 3 สมาคมที่มีแล้วก่อตั้งและบริหารโดยคนขายตรงล้วนๆ แต่ผลงานที่ทำ มันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ทั้งวงการ ส่วนใหญ่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ตัวเองมีสมาคม และใช้สมาคมในการประสานงานกับภาครัฐและสังคมเป็นหลัก แต่ไม่ใช้สมาคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญขึ้นมาในวงการขายตรง


สมาคมที่ 4 ที่ตั้งขึ้นมานี้ จะคำนึ่งถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงคุยกันอยู่แค่ไม่กี่สิบบริษัท แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแค่ไม่กี่สิบบริษัท แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น มันจะเป็นผลดีมหาศาลกับคนทุกคนในวงการขายตรงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


มีคนถามเหมือนกันว่า มีสมาคมอยู่ 3 สมาคมแล้วจะตั้งอีกทำไม ผมจึงขอถามกลับไปว่า มีอยู่ 3 สมาคมแล้วทำอะไรกันอยู่บ้าง (เน้นเสียงและมีสีหน้าจริงจัง) ทำไมอีกหลายๆ อย่างคุณและเขาจึงไม่ทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งสมาคมที่ 4 ขึ้นมา เพราะภารกิจที่จะมาช่วยกันพัฒนาวงการขายตรงยังมีอีกเยอะมากเลย


สิ่งที่สมาคม TDNA แตกต่างจาก 3 สมาคมนั้น มีอยู่มากมายเลย หนึ่งคนที่มาขับเคลื่อน มาก่อตั้ง มาวางแผนทำงานสมาคม โดยมีผมเป็นเลขาธิการสมาคม ทำหน้าที่เหมือน เสนาธิการ วางแผน วางยุทธศาสตร์ทั้งหมดว่า สมาคมจะเดินไปอย่างไร โดยมีพี่นิโรธ (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นนายกสมาคม ซึ่งมาจากข้าราชการที่เป็นนักกฎหมาย เคยกำกับดูแลกฎหมายขายตรงในฐานะเป็นเลขา สคบ. มาตั้งแต่แรกที่มีก.ม.ขายตรงใหม่ จนเกษียณ แล้วมาเป็นนายกสมาคม


ผมโดยอาชีพการทำงานมา ไม่ใช่คนขายตรง แต่เติบโตมาจากคนทำหนังสือพิมพ์ มาทำข่าว เป็นคอลัมนิสต์ และมาเป็นบรรณาธิการข่าวที่สยามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และเป็นคนแรกที่เจาะลึกข่าวในประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเขียนคอลัมน์ในเชิงตีแผ่ในสิ่งที่ดีและไม่ดีต่างๆ ในวงการขายตรง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างชัดเจน


ความแตกต่างของสมาคมที่ 4 มีความชัดเจนคือ บุคลากรที่มาผลักดันและขับเคลื่อนสมาคมนั้น มาจากคนที่เข้าใจธุรกิจขายตรงหลายมิติ ไม่ได้เป็นคนที่มาในฐานะทำธุรกิจอย่างเดียว หรือคำนึงเฉพาะผลประโยชน์ แม้ในปัจจุบันผมจะมีฐานะเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท นีโอ ไลฟ์ และเหมือนเป็นคนทำธุรกิจขายตรง แต่แบ็กกราวด์ของผมก็มาจากมิติอื่น และเป็นมิติอื่นที่ผ่านความลุ่มลึกในเรื่องขายตรงมาทุกแง่มุม นี่คือสิ่งสำคัญ (เน้นเสียง)ผมขอย้ำว่า นี่คือจุดสำคัญที่สมาคมอื่นไม่มีบุคลากรแบบนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของสมาคมที่ออกมามันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสมาคมอื่น และทำให้เราไม่เหมือนกับสมาคมอื่น เพราะเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนในการทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจขายตรงและเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศขึ้น


ผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง


ทุกวันนี้การขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ไม่ได้เคลื่อนด้วยความโดดเดี่ยว เพราะผมมีวิธีสร้างสมาคมโดยไม่เน้นความโดดเดี่ยว ผมมีความคิด มีแนวทางมาก่อนที่ยังไม่ได้ทำสมาคมด้วยซ้ำ เรามีพันธมิตรที่มาร่วมคือ สคบ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ศูนย์อาเซียนซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมการค้ากวางตุ้งภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีน


3 หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคม TDNA แล้วรวมกับ นสพ.สยามธุรกิจและสยามธุรกิจ แชนแนล (สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) ที่เป็นผู้สนับสนุน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านคือ แก้ ก.ม.และทำวิจัยธุรกิจขายตรง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนให้สมาคมเป็นสมาคมหลัก เป็นสมาคมใหญ่สุดของธุรกิจขายตรง และเป็นสมาคมที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการขายตรงไทยภายใต้แนวคิด รวมพลังสร้างขายตรงยุคใหม่ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมที่ต้องการเดินไปข้างหน้า


ยุทธศาสตร์การสร้างขายตรงยุคใหม่คือ การเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจขายตรงคือ การเสนอแก้ ก.ม.ในหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การเสนอให้ตั้งสำนักงานกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นมาเฉพาะ ในปัจจุบันนี้การกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นอยู่กับ สคบ.ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 6 คนที่มาดูแลขายตรง แต่ สคบ.ทั้งสำนักงานมีงบประมาณมาดูแลคนทั้งประเทศ 65 ล้านคน เพียง 200 ล้านบาทเศษๆ โดยในจำนวนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 6 คนมาดูแล กำกับธุรกิจขายตรง


ถามว่า ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดนับแสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศต้องใช้คนเพียงเท่านี้ดูแลพอหรือไม่ (เน้นเสียง) แน่นอนมันไม่พอ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม. แล้วตั้ง สำนักงาน ให้ได้ การไปเสนอรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะให้เกิดได้รวดเร็ว ทันทีได้


สำนักงานขายตรงจะเกิดประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจได้ เพราะจะมีกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อคอยดูแล กำกับ ให้ความรู้กับธุรกิจขายตรงอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ต่อสังคมและผู้ประกอบการได้อยู่ภายใต้กรอบก.ม.อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มียอดขายมากๆ แต่บริษัทเล็กกลับไม่ได้รับการดูแล สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ


สิ่งสำคัญเหล่านี้ เมื่อตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลเฉพาะจะทำให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับงาน มีเพียง 6 คนแค่รับเรื่องการจดทะเบียน สคบ.ก็ล้นมือ ดังนั้นการตรวจสอบผู้ประกอบการด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อไม่มีสำนักงานเฉพาะจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดผู้ประกอบการมาแอบแฝงดำเนินธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ จนทำให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมเสื่อมเสีย นอกจากนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่น้อยยังมีผลกระทบต่อการจัดมาตรฐานให้ผู้ประกอบการได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งสามารถสนองต่อประชาชนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของบริษัทต่างๆ ได้


แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทัน แค่ตรวจเอกสารอย่างเดียวก็ทำงานไม่ทันแล้ว ดังนั้นการจะไปกำกับ ดูแล ส่งเสริม เลิกพูดเลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี มันทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงว่า ปล่อยให้ทำธุรกิจกันไป ถ้ามีการร้องเรียนกันมา มีเวลาก็ไปดูอะไรประมาณนี้ มันเหมือนว่า ทำไปตามมีตามเกิดนะ


อย่าลืมนะครับ ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทนั้น เรากำลังให้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้ ก.ม.ในอนาคต ในทุกวันนี้มูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรงยังไม่มีข้อมูลที่เกิดจากการรวบรวมให้ชัดเจน


ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงต้องลงมาจับเรื่องการวิจัย และใช้งบประมาณจ้างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.6 ล้านบาท มาทำวิจัยเรื่องขายตรงโดยเฉพาะและใช้งบประมาณมากที่สุด ใหญ่ที่สุดของวงการขายตรง ให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกมิติ และวันที่ 3 มิ.ย.จะลงนามในสัญญาจ้างกัน โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน เสร็จภายในปลายปี 2556


คำถามคือ ทำไมต้องไปทำงานวิจัยเพราะว่า การผลักดันให้ตั้งสำนักงานนั้นต้องผ่านการแก้ ก.ม.ของคณะรัฐมนตรี ของสภา หากไม่เข้าใจจะทำให้ล้มเหลวได้ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสำนักงานที่จะตั้งที่จะมีประโยชน์ต่อการช่วยระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้เข้าใจระบบธุรกิจขายตรง มองเห็นความสำคัญชัดเจน นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของเราที่สมาคมกำลังทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจขายตรงและสังคมส่วนใหญ่ เนื่องขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทมันช่วยให้หนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ สมมติว่า หยุดตลาดขายตรงไปเลย มูลค่าหายไปเป็นแสนล้าน คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีเงินเลย มันเกิดอะไรขึ้น คนตกงานมหาศาล รัฐบาลต้องเข้ามารับรองคนเหล่านนี้ นี่จึงต้องแก้ ก.ม.เพื่อตั้งสำนักงานขึ้น


การไปแก้ ก.ม.และเสนอตั้งสำนักงาน ถ้าไม่มีข้อมูลประกอบที่รอบด้านชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมาแล้ว การไปผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม.ของสภา หรือผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะไม่เป็นผล สิ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการทำวิจัย แล้วนำเสนองานวิจัยต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. วุฒิสมาชิก เพื่อผลักดันให้เกิด


การเสนอแก้ ก.ม.ไม่ใช่ทำตามขั้นตอนด้วย การจัดร่าง ก.ม. เสนอ สคบ. เสนอครม.ให้พิจารณา แล้วเข้าสภา มันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นการพูดแบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่เรากำลังทำทั้งกระบวนการ


ถามว่าสิ่งเหล่านี้ คือ การทำทั้งกระบวนการเพื่อผลักดันให้ตั้งสำนักงานอย่างจริงจังนั้น เคยมีใครทำหรือไม่ ไม่เคย ถามว่าเคยมีคนพูดหรือไม่ว่าอยากได้สำนักงาน เคยมี แต่ไม่มีใครทำ และยุทธศาสตร์ในการทำก็ไม่เคยมี แต่สิ่งที่สมาคม TDNA ที่ผมกำลังวางแผนทำอยู่นี้ มันจะไปเป็นกระบวนการ ดังนั้น การเกิดของสมาคมนี้ จะไม่มีเหมือนสมาคมอื่นๆ ที่มีมาแล้วแน่นอน


ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ไม่สามารถแอบแฝงในธุรกิจขายตรงนี้ ขายตรงจะมีศักดิ์ศรีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น มีมาตรฐานจริงๆ นี่เป็นการสร้างขายตรงยุคใหม่ แบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่และสำคัญ












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ผ่าแนวคิด"วิจัย"ตั้ง "สำนักงาน"สู่เป้าหมายขายตรงยุคใหม่ ผ่านสมอง"พิศิษฐ์ แทนทิว" เลขาธิการสมาคม TDNA







Capture (Mobile)


ในเชิงปริมาณสามารถสะท้อนคุณภาพได้ชัดเจน และแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความกับ "ผลงาน" ของสมาคม ที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปี จากปริมาณคือ ธุรกิจขายตรงมีบริษัทได้รับอนุญาต ให้ประกอบกิจการเกือบ 900 บริษัทและที่ยังทำธุรกิจอยู่มีไม่ต่ำกว่า 450 บริษัท แต่มีบริษัทเพียง 50 แห่งเท่านั้น เข้าสังกัดเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงอื่นทั้ง 3 สมาคม


เมื่อนำปริมาณเพียง 50 บริษัทไปเชื่อมต่อ "คุณภาพ" ย่อมเข้าใจได้ทะลุว่า สมาคม ทั้ง 3 แห่ง ที่บางแห่งก่อตั้งมากว่า 20 ปี ไร้ผลงานแรงๆ ในระดับ "โดยรวม" จึงขาดพลังดึงดูดให้บริษัทขายตรงจำนวนมากเข้าร่วมเป็นสมาชิก


สิ่งนี้จึงทำให้เกิดสมาคมที่ 4 ขึ้น ชื่อ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" (TDNA) ซึ่งมี "พิศิษฐ์ แทนทิว" นั่งเป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก


"พิศิษฐ์" บอกว่า เขาจะขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ด้วยเนื้องานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ของสังคมขายตรง นั่นเท่ากับจะทำให้มีสมาชิกมากขึ้น


งานที่เป็นจุดขายของสมาคมน้องใหม่ในระยะเริ่มต้นคือ การผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายจัดตั้ง "สำนักงานกำกับธุรกิจขายตรง" มาเป็นแกกลางการทำงานแทนที่งานระดับธุรการที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แบกรับมานานกว่า 10 ปี


"พิศิษฐ์" ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตมาจากนักธุรกิจขายตรง แต่เขาผ่านประสบการณ์ จากงานข่าวขายตรงจนเป็นที่ยอมรับ แล้วได้เป็นบอร์ดขายตรงที่ สคบ. และมาเป็นมันสมองของสมาคม TDNA


เขาถ่ายทอดแนวคิดการผลักดันตั้ง "สำนักงานกำกับธุรกิจขายตรง" อย่างเป็นระบบลุ่มลึก ใน "สัมภาษณ์พิเศษ" ซึ่งมีรายละเอียดตามที่นำเสนอนี้


ก่อเกิดบนฐาน "ความแตกต่าง"


การตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เป็นสมาคมที่ 4 ขึ้น เพราะมีความ แตกต่างจาก 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วคือ ทั้ง 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วก่อตั้งและบริหารโดยคนขาย ตรงล้วนๆ แต่ผลงานที่ทำ "มันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ทั้งวงการ" ส่วนใหญ่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ตัวเองมีสมาคม และใช้สมาคมในการประสานงานกับภาครัฐและสังคมเป็นหลัก แต่ไม่ใช่สมาคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมสิ่งใหม่ๆที่สำคัญขึ้นมาในวงการขายตรง


สมาคมที่ 4 ที่ตั้งขึ้นมานี้ คำนึงถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงคุยกันอยู่แค่ไม่กี่สิบบริษัท แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแค่ไม่กี่สิบบริษัท แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น มันจะเป็นผลดีมหาศาลกับคนทุกคนในวงการขายตรงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


"มีคนถามเหมือนกันว่า มีสมาคมอยู่ 3 สมาคมแล้วจะตั้งอีกทำไม ผมจึงขอถามกลับ ไปว่า มีอยู่ 3 สมาคมแล้วทำอะไรกันอยู่บ้าง (เน้นเสียงและมีสีหน้าจริงจัง) ทำไมอีกหลายๆ อย่างคุณและเขาจึงไม่ทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งสมาคมที่ 4 ขึ้นมา เพราะภารกิจที่จะมาช่วยกันพัฒนาวงการขายตรงยังมีอีกเยอะมากเลย"


TDNA แตกต่างจาก 3 สมาคมนั้น มีอยู่มากมายเลย หนึ่งคนที่มาขับเคลื่อนมาก่อตั้ง มาวางแผนทำงานสมาคม โดยมีผมเป็นเลขาธิการสมาคม ทำหน้าที่เหมือน "เสนาธิการ" วางแผน วางยุทธศาสตร์ทั้งหมดว่า สมาคมจะเดินไปอย่างไร โดยมีพี่นิโรธ (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นนายกสมาคม ซึ่งมาจากข้าราชการที่เป็นนักกฎหมาย เคยกำกับดูแลกฎหมายขายตรงในฐานะเป็นเลขาธิการ สคบ. มาตั้งแต่แรกที่มี ก.ม.ขายตรงใหม่ๆ จนเกษียณ แล้วมาเป็นนายกสมาคม


"ผมโดยอาชีพการทำงานมา ไม่ใช่คนขายตรง แต่เติบโตมาจากคนทำหนังสือพิมพ์ มาทำข่าวเป็นคอลัมนิสต์ และมาเป็นบรรณาธิการข่าวที่ นสพ.สยามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และเป็นคนแรกที่เจาะลึกข่าวในประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเขียนคอลัมน์ในเชิงตีแผ่สิ่งที่ดีและไม่ดีต่างๆ ในวงการขายตรง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างชัดเจน"


"ความแตกต่างของสมาคมที่ 4 มีความชัดเจนคือ บุคลากรที่มาผลักดันและขับเคลื่อนสมาคมนั้นมาจากคนที่เข้าใจธุรกิจขายตรงหลายมิติ ไม่ได้เป็นคนที่มาในฐานะทำธุรกิจอย่างเดียว หรือคำนึงเฉพาะผลประโยชน์ แม้ในปัจจุบันผมจะมีฐานะเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ของบริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ และเหมือนเป็นคนทำธุรกิจขายตรง แต่แบ็กกราวด์ของผมมาจากมิติอื่น และเป็นมิติอื่นที่ผ่านความลุ่มลึกในเรื่องขายตรงมาทุกแง่มุม นี่คือสิ่งสำคัญ" (เน้นเสียง)


"ผมขอย้ำว่า นี่คือจุดสำคัญที่สมาคมอื่นไม่มีบุคลากรแบบนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของสมาคมที่ออกมามันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสมาคมอื่น และทำให้เราไม่เหมือนกับสมาคมอื่น เพราะเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนในการทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจขายตรงและเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศขึ้น"


ผลักดันตั้ง "สำนักงานขายตรง"


ผมมีวิธีสร้างสมาคม ผมมีความคิด มีแนวทางมาก่อนที่ยังไม่ได้ทำสมาคมด้วยซ้ำ เรามีพันธมิตรที่มาร่วมคือ สคบ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย ศูนย์อาเซียน ซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมการค้ากวางตุ้งภายใต้การกำกับของ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน


3 หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคม TDNA แล้ว รวมกับ นสพ.สยามธุรกิจ และสยามธุรกิจแชนแนล (สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) ที่เป็นผู้สนับสนุน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านคือ "แก้กฎหมายและทำวิจัยธุรกิจขายตรง" มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนให้สมาคมเป็นสมาคมหลัก เป็นสมาคมใหญ่สุดของธุรกิจขายตรง และเป็นสมาคมที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการขายตรงไทยภายใต้แนวคิด "รวมพลังสร้างขายตรงยุคใหม่" นี้คือยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมที่ต้องการเดินไปข้างหน้า


ยุทธศาสตร์การสร้างขายตรงยุคใหม่ คือ การเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจขายตรงคือ การเสนอแก้กฎหมายในหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การเสนอให้ตั้ง "สำนักงาน" กำกับดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นมาเฉพาะ ในปัจจุบันนี้การกำกับดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นอยู่กับ สคบ.ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 6 คนที่มาดูแลขายตรง แต่ สคบ.ทั้งสำนักงานมีงบประมาณมาดูแลคนทั้งประเทศ 65 ล้าน คน เพียง 200 ล้านบาทเศษๆ โดยในจำนวนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 6 คนมาดูแล กำกับธุรกิจขายตรง


ถามว่า ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดนับแสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศต้องใช้คนเพียงเท่านี้ดูแลพอหรือไม่ (เน้นเสียง) แน่นอนมันไม่พอ ดังนั้น เป้าหมายของเราคือ เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายแล้วตั้ง "สำนักงาน" ให้ได้ การไปเสนอรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และจะให้เกิดได้รวดเร็วทันทีได้


"สำนักงานกำกับธุรกิจขายตรง" จะเกิดประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจได้ เพราะจะมีกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อคอยดูแล กำกับให้ความรู้กับธุรกิจขายตรงอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ต่อสังคมและผู้ประกอบการได้อยู่ภายใต้กรอบ ก.ม.อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มียอดขายมากๆ แต่บริษัทเล็กกลับไม่ได้รับการดูแล สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ


สิ่งสำคัญเหล่านี้ เมื่อตั้งสำนักงานขึ้น มาดูแลเฉพาะจะทำให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับงาน มีเพียง 6 คน แค่รับเรื่องการจดทะเบียน สคบ.ก็ล้นมือ ดังนั้น การตรวจสอบผู้ประกอบการด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อไม่มีสำนักงานเฉพาะจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดผู้ประกอบการมาแอบแฝงดำเนินธุรกิจแชร์ลูกโซ่ จนทำ ให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมเสื่อมเสีย นอกจาก นี้ ถ้าเจ้าหน้าที่น้อยยังมีผลกระทบต่อการจัด มาตรฐานให้ผู้ประกอบการได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งสามารถสนองต่อประชาชนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของบริษัทต่างๆ ได้


"แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทัน แค่ตรวจเอกสารอย่างเดียวก็ทำงานไม่ทันแล้ว ดังนั้นการจะไปกำกับ ดูแล ส่งเสริม เลิกพูด เลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี มันทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงว่า ปล่อยให้ทำธุรกิจกันไป ถ้า มีการร้องเรียนกันมา มีเวลาก็ไปดูอะไรประมาณนี้ มันเหมือนว่า ทำไปตามมีตามเกิดนะ"


"อย่าลืมนะครับ ธุรกิจขายตรงมูลค่า ตลาดแสนล้านบาทนั้น เรากำลังให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้กฎหมายในอนาคต ในทุกวันนี้มูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรงยังไม่มีข้อมูลที่เกิดจากการรวบรวมให้ชัดเจน"


ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงต้องลงมาจับเรื่องการวิจัย และใช้งบประมาณจ้างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.6 ล้านบาท มาทำวิจัยเรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และใช้งบประมาณมากที่สุด ใหญ่ที่สุดของวงการขายตรงให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกมิติ


คำถามคือ ทำไมต้องไปทำงานวิจัย เพราะว่าการผลักดันให้ตั้งสำนักงานนั้นต้องผ่านการแก้กฎหมายของคณะรัฐมนตรี ของสภา หากไม่เข้าใจจะทำให้ล้มเหลวได้ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสำนักงานที่จะตั้งที่จะมีประโยชน์ต่อการช่วยระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้เข้าใจระบบธุรกิจขายตรง มองเห็นความสำคัญชัดเจน นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของเราที่สมาคมกำลังทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจขายตรงและสังคมส่วนใหญ่ เพราะขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาท มันช่วยให้หนุนระบบเศรษฐกิจ ของประเทศได้ สมมติว่า หยุดตลาดขายตรงไปเลย มูลค่าหายไปเป็นแสนล้าน คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีเงินเลย มันเกิด อะไรขึ้น คนตกงานมหาศาล รัฐบาลต้องเข้า มารับรองคนเหล่านี้ นี่จึงต้องแก้ ก.ม.เพื่อ ตั้งสำนักงานขึ้น


การไปแก้กฎหมายและเสนอตั้งสำนักงาน ถ้าไม่มีข้อมูลประกอบที่รอบด้าน ชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมาแล้ว การไปผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายของสภา หรือ ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะไม่เป็นผล สิ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการทำวิจัย แล้วนำเสนอ งานวิจัยต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. วุฒิสมาชิก เพื่อผลักดันให้เกิด


การเสนอแก้กฎหมายไม่ใช่ทำตามขั้นตอนด้วยการจัดร่างกฎหมายเสนอ สคบ. เสนอ ครม.ให้พิจารณาแล้วเข้าสภา มันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นการพูดแบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่เรากำลังทำทั้งกระบวนการ


"ถามว่าสิ่งเหล่านี้ คือ การทำทั้งกระบวนการเพื่อผลักดันให้ตั้งสำนักงานอย่างจริงจังนั้น เคยมีใครทำหรือไม่ ไม่เคย ถามว่าเคยมีคนพูดหรือไม่ว่าอยากได้สำนักงาน เคยมีแต่ไม่มีใครทำ และยุทธศาสตร์ในการทำก็ไม่เคยมี แต่สิ่งที่สมาคม TDNA ที่ผมกำลังวางแผนทำอยู่นี้ มันจะไป เป็นกระบวนการ ดังนั้น การเกิดของสมาคม นี้ จะไม่มีเหมือนสมาคมอื่นๆ ที่มีมาแล้วแน่นอน"


ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ไม่สามารถแอบแฝงในธุรกิจขายตรงนี้ ขายตรงจะมีศักดิ์ศรีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น มีมาตรฐานจริงๆ นี่เป็นการสร้างขายตรงยุคใหม่ แบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่และครั้งสำคัญ





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนีโอ ไลฟ์ (Neo Life) : จัดงานมอบเข็มเกียรติยศผู้ประสบความสำเร็จประจำเดือนกรกฏาคม 2555


แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่!! กับงานมอบเข็มเกียรติยศผู้ประสบความสำเร็จประจำเดือน กรกฎาคม 2555 สมาชิกแห่ร่วมงานทะลักกว่าหมื่นคน พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับ ผู้ประสบความสำเร็จขึ้นรับตำแหน่งอันทรงเกียรติอีกกว่า 1,800 ตำแหน่ง


บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงานมอบเข็มเกียรติยศประจำเดือนประกาศศักดาความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง สมาชิกทั่วประเทศต่างแห่เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ณ อาคาร เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี นำทัพแห่งความสำเร็จ โดย ท่านประธาน ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร, ท่านประธาน ดร.รัชนี มหานิยม ประธานกรรมการบริหารฝ่า ยสมาชิก/กรรมการผู้จัดการ , นิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษาบริษัท, พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และ บดินทร์ ดุ๊ก รองผู้อำนวยการ นีโอ ทีวี นสพ. สยามธุรกิจ ร่วมแสดงความยินดีกับนักธุรกิจ นีโอ ไลฟ์ อย่างยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นการพิสูจน์ถึงความมั่นคงของบริษัท ที่สามารถสร้างผู้ประสบความสำเร็จได้อย่างมากมายมาอย่างยาวนาน โดยในเดือนกรกฎาคมนี้มีผู้ประสบความสำเร็จ กว่า 1,800 ตำแหน่ง และยังมีผู้ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของบริษัท คือ ตำแหน่งประธานฝ่ายการตลาดถึง 3 ท่าน ผู้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาดอีก 4 ท่าน


ไม่เพียงแค่นั้นยังเปิดตัวรถสปอร์ตสุดหรู Super Car คันใหม่ล่าสุด Lamborghini รุ่น 560 LP Spyder มูลค่ามหาศาลกว่า 23 ล้านบาท โดยเจ้าของไม่ใช่ใครอื่นใด แต่มาจากผู้ประสบความสำเร็จคนแรกของ บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ คือ ท่านประธาน ดร.รชั นี มหานยิ ม ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสมาชิก/กรรมการผ้จู ัดการ ตอกย้ำถึงศักยภาพ ของบริษัทที่สามารถทำให้ทุกคนสร้างฝันให้เป็นจริงตามที่ต้องการอย่างแน่นอน และปลุกไฟแห่งความสำเร็จให้กับ สมาชิกผู้เข้าร่วมงาน แบบที่เรียกกันว่า ลุกท่วมเป็นทะเลเพลิงกันเลยทีเดียว


ยิ่งไปกว่านั้นทางบริษัทเปิดเวทีให้เยาวชนรุ่นใหม่มากความสามารถ ได้เข้ามาร่วมประกวดในโครงการ Neo Star Project 1 ซึ่งเปิดตัวโครงการไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ซึ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนที่จะเข้ามาแสดง ความสามารถอย่างล้นหลามกว่า 200 คน โดยได้มีโอกาสขึ้นมาแนะนำตัวผู้สมัครบนเวทีอันทรงเกียรติครั้งนี้ด้วย ถือว่า เป็นโครงการที่เริ่มต้นครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ตามด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ชื่อดัง เอ๊ะ-จิรากร เจ้าของบทเพลง ใจกลางความรู้สึกดีๆ ที่มาให้ความสนุกสนานและสร้างสีสันให้กับสมาชิก นีโอ ไลฟ์


ปิดท้ายด้วยการมอบรางวัลมากมายให้กับสมาชิกผู้เข้าร่วมงาน อาทิ กิฟต์วอยเชอร์ สร้อยคอทองคำ และ รางวัลใหญ่ในครั้งนี้ คือ รถยนต์ นิสสัน มาร์ช จำนวน 1 คัน ที่ นีโอ ไลฟ์ ได้มอบให้กับสมาชิกที่เข้ามาร่วมงาน และผู้โชคดีที่ได้รับรถยนต์ในครั้งนี้ คือ วีรวิทย์ วิวาห์สุข จังหวัดตรัง พร้อมด้วยการจับรางวัลของหนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ คือ รถยนต์ นิสสัน มาร์ช อีก 1 คัน ในโครงการ 18 ปี แจกรถ 18 คัน และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ผู้โชคดี คือ ประทิน เฉิดฉิน จังหวัดชลบุรี บอกได้คำเดียวเลยว่างานในครั้งนี้สุดอลังการเหนือคำบรรยายเลยจริงๆ


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 205 วันที่ 16 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จุดพลุ..สมาคมใหม่!ได้ "นิโรธ เจริญประกอบ" นั่งกุนซือทำเพื่อวงการขายตรง MLM


นีโอ ไลฟ์-Neo Life ประกาศจัดตั้งสมาคมขายตรงขึ้นใหม่ หลัง นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการสคบ. รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของบริษัท หวังยกระดับวงการขายตรงให้เจริญกว่าที่เป็นอยู่ ด้าน พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ลั่น ยังมีหลายสิ่งที่ต้องทำ หากอยากเห็นวงการไปไกล กว่านี้ ชี้ ไม่มีสูตรสำเร็จต้องหยุดอยู่แค่ 3 สมาคม ไม่เช่นนั้น พรรคการเมืองคงมีแค่ 2 พรรค!


ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า บริษัทขายตรงไทย มีอัตราการเติบโตที่ดี ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถทำธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยในขณะนั้นมีสมาคมของวงการขายตรงเพียงสมาคมเดียว ซึ่งเป็น สมาคมการขายตรงไทย โดยปัจจุบันมีจำนวนบริษัทสมาชิกอยู่ทั้งหมดเพียง 31 บริษัท ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ที่มีอยู่กว่า 800 บริษัท ในปัจจุบัน


โดยหลังจากที่มีการจัดตั้งสมาคมการขายตรงไทยขึ้นมา ก็มีการจัดตั้ง สมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย ขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร อีกทั้งสมาชิกของสมาคมก็มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งต่อมาเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ก็มีบริษัทขายตรงรวมตัว กันก่อตั้งอีก 1 สมาคมคือ สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย แต่กลับดูเหมือนว่า การที่มีการจัดตั้งสมาคมต่างๆ ขึ้น บริษัทขายตรง ที่อยู่ในวงการก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการ เข้าร่วมมากนัก ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาขึ้นอีกมาก


จากอดีตที่ผ่านมา ได้มีการก่อตั้ง สมาคมการขายตรงไทยขึ้น ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2526 โดยมี อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ อดีตผู้บริหาร บริษัท เอวอนฯ เป็นกรรมการในการก่อตั้ง ต่อมาหลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มบริษัทต่างชาติอย่างสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงในไทย ซึ่งกลุ่มบริษัทเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการทำงานส่วนรวม และผลักดันหน่วยงานราชการ


โดยเมื่อก่อนบริษัทขายตรงไทยมีน้อย และมีขนาดเล็ก อีกทั้งไม่มีใครที่คิดริเริ่มในการจัดตั้งสมาคม ต่างจากบริษัทต่างชาติที่ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ทั้งยังมีความ รู้และเงินทุนในการจัดตั้งสมาคม จนตอนหลัง อมรเทพ ซึ่งเป็นนายกสมาคมการขายตรงไทยคนแรก จึงได้เริ่มมีการดึงบริษัท ต่างชาติอย่าง แอมเวย์ เข้ามาในสมาคม ซึ่งหลังจากนั้นจึงมีบริษัทไทยตามเข้าไป


อย่างไรก็ดี จากสิ่งที่กล่าวมา ทำให้บริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียนกับสคบ. ของไทยที่มีอยู่กว่า 800 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการก่อตั้งสมาคม จากข้อจำกัด และการทำงานของแต่ละสมาคม ทำให้เกิดการปิดกั้นบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ส่งผลดีในการพัฒนา ธุรกิจขายตรงโดยรวม


จากสิ่งที่กล่าวมา ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงได้มีดำริว่าน่าจะมีการจัดตั้งสมาคมขายตรงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างของวงการขายตรงไทย โดยหลังจากที่ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการสคบ. เข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ นีโอ ไลฟ์ ก็นับว่าเป็นจังหวะที่ดี ที่จะมีการจัดตั้งสมาคมใหม่ขึ้น อีกทั้งยังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเข้ามา ทำงานอย่างเต็มความสามารถให้กับวงการ ขายตรงไทย ในการจัดตั้งสมาคมใหม่


ในขณะเดียวกัน คุณพิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ ซึ่งเคยทำงานด้านข่าวสารธุรกิจขายตรงมา อย่างยาวนาน และเป็นคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ตามพระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 อยู่ 2 สมัย ก็ถือว่าเป็นเรี่ยวแรงที่สำคัญในการ จัดตั้งสมาคมใหม่ที่กำลังจะเกิด


โดย คุณพิศษฐ์ แทนทิว ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องของการตั้งสมาคมเป็นเรื่องที่คิดกันมาได้พักหนึ่งแล้ว ซึ่งต้องมองว่า ในปัจจุบันมีบริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียน เปิดดำเนินธุรกิจกับสคบ.กว่า 800 บริษัท ซึ่งในช่วงที่ตนเป็นบรรณาธิการข่าวของ นสพ.สยามธุรกิจอยู่ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทาง TDRI หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้รับงานจากทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทำวิจัยเกี่ยวกับมูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรง


ซึ่งในช่วงนั้น น่าจะเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ.2548 โดยทาง TDRI ได้มีการขอชื่อ บริษัทขายตรงจากสคบ.และนำไปขอข้อมูล ภาษีรายได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งในตอนนั้นมีบริษัทขายตรงอยู่ประมาณ 400 กว่าบริษัท ซึ่งตัวเลขของมูลค่าตลาดทะลุแสนล้านบาท แต่ต้องยอมรับว่าทางสำนักวิจัยได้รวม ยูนิลีเวอร์ ศรีไทย และ สหฟาร์ม ซึ่งมีแบรนด์ขายตรงเป็นเพียงหนึ่งแผนกของบริษัท จึงต้องตัดส่วนนี้ออกไป ซึ่งตัวเลขก็ยังสูงถึง 7-8 หมื่นล้านบาท ในส่วนขอมูลค่าตลาดรวม ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 800 บริษัท ตัวเลขก็น่าจะถึงแสนล้านบาทไปแล้ว


นั่นเป็นเรื่องหนึ่งเท่านั้น หันกลับมาที่วงการขายตรงปัจจุบัน ที่มีสมาคมของธุรกิจอยู่ในขณะนี้ 3 สมาคม ซึ่งเท่าที่มอง บริษัทสมาชิกของ 3 สมาคมรวมกันก็ไม่น่า จะเกิน 60 บริษัท จาก 800 กว่าบริษัท ซึ่ง ถือว่าน้อยมากในสัดส่วนจำนวนบริษัทขายตรง และการเข้าเป็นสมาชิกของแต่ละสมาคม


อย่างไรก็ดี หากมองไปที่เรื่องของการทำงานของทั้ง 3 สมาคมที่เป็นอยู่ การ จัดตั้งสมาคมใหม่นี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากที่ต้องทำ ซึ่ง 3 สมาคมคงคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่เพียงพอแล้ว แต่ตนมองว่ามีอีกมากมายหลายสิ่งที่ทำได้หากมีการจัดตั้งสมาคมใหม่ ขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกันเงียบๆ แล้ว ซึ่งในขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นเรื่องของนิติกรรมที่ต้องทำต่อ ซึ่งตอนนี้คงกล่าวในเบื้องต้นได้เพียงเท่านี้ิ


โดยคุณพิศิษฐ์ ยังกล่าวว่า ไม่มีสูตร สำเร็จที่จะบอกว่า การจัดตั้งสมาคมของวงการธุรกิจ ควรมีกี่สมาคมอย่างไร ซึ่งหากมี 1 สมาคม หรือกี่สมาคมก็ตาม แต่ไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรจัดตั้งสมาคมด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้น การจัดตั้งพรรคการเมืองของไทย หรือต่างประเทศก็ไม่ควรมีเกิน 2 พรรค ซึ่ง การจัดตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่ ก็เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงกับวงการ ทั้งนี้ การจัดตั้งสมาคมใหม่นี้ ได้มีการ ตั้งชื่อสมาคมอย่างไม่เป็นทางการว่า สมาคมส่งเสริมขายตรงไทย ซึ่งคาดว่าเร็วๆ นี้ จะมีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทางสมาคมจะมีการเปิดเผยอีกครั้ง


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1314 ประจำวันที่ 4-7-2012 ถึง6-7-2012