ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"สคบ." ขอเวลา ดันแก้ ก.ม.







Thai-Business-Lawyer-Blog (Mobile)

จากที่ผ่านมา เราพยายามฉายความคิดเห็นของกลุ่ม คนที่อยู่ในวงการขายตรงในหลากหลายสถานะ ซึ่งล้วนอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งในครั้งนี้เราได้ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไปยังภาครัฐบ้าง ซึ่งคงไม่มีหน่วยงานใดจะเหมาะที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้เท่ากับ เจ้าหน้าที่ของ สคบ.


นายชนะเดช ทันประพันธ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมาย ขายตรงนั้น ทาง สคบ. ได้กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน โดยให้ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยจะมีการส่งงานให้ทาง สคบ. ตรวจอยู่เป็นระยะๆ


"ทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะกฎหมาย ขายตรงหากทุกฝ่ายเห็นสมควรที่จะแก้ไข ทาง สคบ.ก็ต้องเข้ามาศึกษาให้ละเอียดถึงผลกระทบที่จะตามมา ว่าส่งผลต่อ เรื่องใดบ้าง ไม่ใช่อยากแก้ไขก็ทำเลยคงจะไม่ได้ ต้องมีการทำ วิจัยศึกษาข้อมูลในเชิงลึกให้ถี่ถ้วน เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ ผู้ที่มีอำนาจปรับแก้ไข เพราะกฎหมายขายตรงเมื่อมีการแก้ไขแล้ว ต้องคำนึงถึงผลได้ผล เสียที่จะตามมาด้วย โดยการแก้ไขจะต้องให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครแน่นอน"


ปัจจุบันจะเห็นได้จากที่ทาง สคบ. กำลังลงพื้นที่ไป ทุกส่วน ในการเข้าไปตรวจสอบสินค้าตามบริษัทต่างๆ เพื่อความยุติธรรมที่ผู้ประกอบการจะไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และตรวจสอบดูว่า ได้ทำตามกติกาของ สคบ. หรือไม่มีการรับประกันสินค้าให้ผู้บริโภคหรือเปล่า โดยอยากให้บริษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคม อยากให้มีจิตใต้สำนึกที่ดีในการ เอาสินค้าออกมาจำหน่ายโดยราคาก็ต้องเหมาะสม สินค้า ได้คุณภาพ มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน


โดยทางเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามลงไปตรวจสอบในสถานที่มีการซื้อขายสินค้าตามแหล่งใหญ่ๆ เพื่อเข้าไปดูว่า แต่ละห้างร้านมีการทำถูกต้องหรือไม่ จะเห็นได้จากตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ได้มอบให้กับบริษัทเอกชน หรือห้างร้านต่างๆ ที่ทำถูกต้องตามกติกา สคบ. ก็จะสามารถดำเนิน กิจการได้อย่างปลอดภัย และเป็นการยกระดับสถานประกอบการของตัวเองให้มีศักยภาพด้วย ซึ่งยังส่งผลดีต่อ เศรษฐกิจประเทศชาติในลำดับต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"วราเทพ" ดันธุรกิจไทยสู้ศึก AEC 29 ขายตรงชั้นนำตบเท้ารับ "ตรา สคบ."







Capture (Mobile)


"สคบ. จัดงานใหญ่ "วันคุ้มครองผู้บริโภค" ภายใต้ธีมงาน "คุณภาพไทย อัตลักษณ์ไทยสู่อาเซียน" "วราเทพ รัตนากร" รมต.ประจำสำนักนายก โปรยยาหอม สคบ.งานดี 34 ปีที่ผ่านมา คุ้มครองผู้บริโภคยอดเยี่ยม เตรียมหนุนธุรกิจไทย สู้ศึกอาเซียน พร้อมมอบ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และธุรกิจขายตรง นำร่องด้านขายตรงรับแล้ว 29 บริษัทชั้นนำ


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการเปิดงาน "วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2556" ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ


30 เมษายนของทุกปี เป็นวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย ซึ่งในปี 2556 นี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางคุ้มครองผู้บริโภคของชาติในระดับสากล ครบรอบ 34 ปี ที่ผ่านมา สคบ. ดำเนิน งานตามนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด และสำหรับงานวันคุ้มครองผู้บริโภคในปีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการทำงานของ สคบ. ที่มุ่งสู่ยุทธศาสตร์ของประเทศ ภายใต้แนวคิด "คุณภาพไทย อัตลักษณ์ไทยสู่อาเซียน" โดย สคบ. จะเป็นหน่วยงานกลางในการ บูรณาการงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพในระดับสากล รองรับการเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน


กิจกรรมวันคุ้มผู้บริโภคจัดขึ้น 2 วัน คือ วันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคม 2556 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคสนใจและรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตระหนักในการปกป้องสิทธิของตนมากขึ้น


โดย นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า การทำงานของ สคบ. ตลอดระยะเวลา 34 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวไทย ในฐานะผู้บริโภคได้รับสิทธิในการบริโภคอุปโภคอย่างเต็มที่ และทำให้ประชาชนมีความอุ่นใจในการซื้อ และรับบริการสินค้าด้านต่าง


ในส่วนของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC รัฐบาลได้เตรียมความ พร้อม และพยายามให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยอนาคตรัฐบาลต้องการสนับสนุนเรื่องของการส่งออกสินค้าสู่กลุ่มประเทศอาเซียน โดยอยากให้ผู้ประกอบตระหนักว่า ตนก็เป็น หนึ่งในผู้บริโภคที่ต้องมีการซื้อกิน หรือใช้บริการ ซึ่งควรที่จะนึกถึงเรื่องนี้ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค


อย่างไรก็ดี ในส่วนของธุรกิจขายตรง ที่มีการรับมอบ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ในงานเดียวกันนี้ "นายจิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้มี 29 บริษัทขายตรงที่ผ่านกฎเกณฑ์การขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. จากกว่า 40 บริษัท ที่ยื่นขอรับตราดังกล่าว


"สคบ. พยายามที่จะสร้างความเข้ม-แข็ง เพื่อที่จะผลักดันธุรกิจออกไปสู้ในตลาด อาเซียน โดยหลังจากที่มีการมอบตรา สคบ. ให้กับ 3 ธุรกิจ อย่างธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และธุรกิจขายตรง เป็นกลุ่มแรกแล้ว ต่อไปในอีก 6 เดือน สคบ. ก็จะพยายามเร่งรัดกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ให้เข้ามา ขอรับตราดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค"


อย่างไรก็ตาม เรื่องของกฎเกณฑ์การ ขอรับตรา สคบ.ของกลุ่มบริษัทขายตรง สคบ.ยังคงกฎเกณฑ์สำคัญไว้ โดยกฎกติกาหลักๆ ก็คือ บริษัทขายตรงที่จะเข้ามาขอรับ ตรา สคบ.ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงไม่สมาคมใดก็สมาคมหนึ่ง มีการทำประกันกับธนาคาร หรือ บริษัทประกัน หรือ ตั้งกองทุนของตนเอง เพื่อรับผิดชอบหากกระทำผิด หรือมีผู้บริโภคร้องเรียน และที่สำคัญบริษัทที่จะขอรับตรา สคบ.ได้ ต้องเป็นบริษัทขายตรงที่ดี มั่นคง และเปิดดำเนิน ธุรกิจมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี เป็นต้น


การจัดงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือ จากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาค เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ที่จะบูรณาการร่วม กันในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบ ธุรกิจ กิจกรรมสำคัญคือ สคบ. จะส่งมอบตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Garantee) ให้แก่กลุ่ม ผู้ประกอบธุรกิจ 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และ ธุรกิจขายตรง ซึ่งจะเป็นการการันตีแก่ผู้บริโภคว่าจะได้รับการเยียวยาทันทีที่ได้รับความเสียหายหรือถูกเอาเปรียบจากการใช้สินค้าและบริการ โดยรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) เป็น ผู้มอบด้วยตนเอง


พร้อมกันนี้ ยังมอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคคล หน่วยงาน องค์กร และสื่อมวลชนที่ทำคุณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ ในการดำเนินงานต่อไปด้วย นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการจาก สคบ. ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ในสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ การเทศนาธรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กิจกรรมในภาคบันเทิงจากบรรดาศิลปินดาราชื่อดังมากมาย รวมทั้งกิจกรรมการแข่งขันเกม ตอบปัญหาชิงรางวัล อีกทั้งยังจัดให้มีการจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม OTOP การจำหน่าย สินค้าราคาเป็นธรรมโดยผู้ประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังมีการให้บริการทำใบขับขี่อิเล็ก-ทรอนิกส์ โดยกรมการขนส่งทางบก บริการ ทำบัตรประจำตัวประชาชน จากสำนักบริหาร การทะเบียนกรมการปกครอง และอื่นๆ อีก มาก มายภายในงาน


ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้านี้ "จิรชัย มูลทองโร่ย" ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค ในบันทึกข้อตกลงว่าด้วย ความร่วมมือในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จาก ผู้บริโภค ณ ห้างสรรพสินค้าจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โลตัส จำนวนกว่า 1,300 สาขา, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 150 สาขา, จิฟฟี่ ในปั๊มน้ำมัน ปตท. จำนวน 150 สาขา และ ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นการดำเนินงาน ตามนโยบายประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคให้สามารถดำเนินการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ได้หลายช่องทางขึ้นโดยขอรับแบบบันทึกคำร้องทุกข์ของ สคบ. จากห้างสรรพสินค้า ดังกล่าว


29 บริษัทขายตรงที่ได้รับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." กลุ่มแรก


1.บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


2.บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จํากัด


3.บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด


4.บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


5.บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด


6.บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด


7.บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด


8.บริษัท เอลเคน (ประเทศไทย) จำกัด


9.บริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด


10.บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด


11.บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด


12.บริษัท คามิโอเฮ้าส์ จํากัด


13.บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด


14.บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


15.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด


16.บริษัท ไทย เยอรมัน อินเตอร์เทค โปรดักส์ จำกัด


17.บริษัท สตาร์เวลล์ บิซิเนส (1998) จำกัด


18.บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด


19.บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด


20.บริษัท อารากอนเวิลด์ 54 จำกัด


21.บริษัท ซันไรด์เดอร์ ไทยแลนด์ อิ้งค์


22.บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จํากัด


23.บริษัท แด๊กซิน (ประเทศไทย) จํากัด


24.บริษัท โกลด์ไลฟ์


25.บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


26.บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด


27.บริษัท ปูแดง 168 ไทยแลนด์ จำกัด


28.บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด


29.บริษัท ยูโรพีทูพี ไดเรคท์ (ประเทศไทย) จำกัด




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประเดิม! 29 บ. รับตราสคบ."จิรชัย"ย้ำไม่อ่อนข้อขายตรงไร้สมาคม







936405_538516872866412_364981161_n (Mobile)

 


29 บริษัท สนองนโยบาย รัฐ ยื่นขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่าน หลังคาราคาซังมานาน ชี้ส่วนใหญ่ให้ธนาคารการันตี เบี้ยประมาณ 5 แสนบาทต่อปี ด้าน "จิรชัย" ฉีกข่าวลือที่ว่า "สคบ." ยอมอ่อนข้อเปิดโอกาสให้บริษัทไร้สังกัดสมาคมขายตรงเข้าร่วมโครงการ ย้ำชัด! กฎต้อง เป็นกฎ ค่ายไหนอยากได้ต้องมีสมาคมสังกัด เพื่อง่ายต่อการ คัดกรอง


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบาย "ตราสัญลักษณ์ สคบ." กับ "สยามธุรกิจ" ว่า ขณะนี้เรื่องของการรณรงค์ให้กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงเข้ามาขอรับตรา สคบ.คืบหน้าไปมาก โดยล่าสุดมีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์การขอรับตรา สคบ. แล้วทั้งหมด 29 บริษัท จากจำนวน 353 บริษัทที่ยังดำเนินธุรกิจขายตรงอยู่


"เรื่องของตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ เป็นนโยบายของรัฐนี้ ตอนนี้มี 29 บริษัท ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด และสามารถได้รับตราสัญลักษณ์ สคบ. โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด มีคุณสมบัติที่ สคบ.ตั้งขึ้น อย่างครบครัน โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ก็จะมี อาทิ "บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด" "บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด" และ "บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด" เป็นต้น ซึ่งบริษัทที่ผ่านเกณฑ์มานี้ทั้ง 29 บริษัท ล้วน เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการขายตรงไทย" จิรชัย เผย


โดยตราสัญลักษณ์ สคบ.นี้ ทางสคบ.จะมีการมอบในวัน สคบ. คือ วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นกลุ่มบริษัทขายตรงกลุ่มแรกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ สคบ. ตั้งขึ้น เพื่อขานรับนโยบายตรามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้ สคบ.ก็จะทำพิธีมอบ ตรา สคบ.ในทุกไตรมาส โดยที่จะดูในส่วน ของจำนวนบริษัทที่ได้รับ หากเยอะก็จะรวมแล้วมอบเป็นไตรมาส หากน้อยก็อาจเป็นงานย่อยต่อไป ซึ่ง สคบ.ต้องการเชิญ ชวนทุกบริษัททำตามเงื่อนไขเพื่อขอรับตรา สคบ. โดย สคบ.ก็จะมอบตราให้อย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน


อย่างไรก็ดี ในช่วงต่อไปหลังจากที่มีการมอบตรา สคบ.ให้กับบริษัทขายตรงแล้ว สคบ.ก็จะทำในเรื่องของข้อมูลสินค้า ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีเพียง 3-4 บริษัทเท่านั้น ที่รัฐมีข้อมูลสินค้าที่ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้หน่วย งานรัฐต้องติดตามต่อไป


ในช่วงก่อนหน้านี้ ในส่วนของการทำประกันการันตีบริษัท นับว่าเป็นปัญหาที่ทำให้ตรา สคบ.ยังไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ค้ามองว่า การ ทำประกันเป็นเรื่องที่ดูไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากทุกบริษัทก็มีการประกันในส่วนของสินค้า และบริการอยู่แล้ว การจะต้อง ทำประกันเพิ่มกับบริษัทประกันดูจะเป็นเรื่องเกินความจำเป็นซึ่งในเรื่องนี้ ทาง สคบ.ได้ออกตัวเลือกเพื่อให้บรรดาบริษัทได้เลือกใช้ในการรับประกัน


โดย 1.เปิดโอกาสให้ทางธนาคาร เข้ามามีส่วนในการรับประกัน และการันตี บริษัท 2.การเปิดโอกาสให้บริษัท หรือสมาคมขายตรงได้จัดตั้งกองทุนเยียวยา ขึ้นมาเพื่อเป็นการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคหลังการใช้สินค้า ของบริษัท และ 3.การให้บริษัทขายตรงเข้ามาทำประกันกับบริษัทประกันที่ร่วมกับ สคบ.


ในประเด็นนี้ "จิรชัย" กล่าวว่า บริษัทส่วนใหญ่ใน 29 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ จนได้รับตรา สคบ.นี้ หันไปเลือกใช้บริการ ของธนาคาร เพื่อให้ทางธนาคารเป็นผู้ การันตีบริษัท โดยเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาทต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทขายตรง เข้าใจ และยอมรับได้ จึงต่างพากันหันเข้า มาให้ธนาคารการันตีเป็นส่วนใหญ่


อย่างไรก็ตาม นอกจากสิ่งที่เป็นปัญหา คือ เรื่องการทำประกันเพื่อให้เกิด ความน่าเชื่อถือแล้ว ปัญหาของการขอรับ ตรา สคบ.ยังมีในเรื่องของการที่ สคบ. ออกกฎว่า บริษัทขายตรงที่จะสามารถขอรับตรา สคบ.ได้จะต้องเป็นบริษัทที่มีสังกัดสมาคมขายตรงไม่สมาคมใดก็สมาคมหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจกับหลายบริษัทที่ไม่ได้สังกัดสมาคม


โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า "การที่ สคบ. เปิดโอกาสให้แต่บริษัท ที่มีสังกัดสมาคมอยู่ เพื่อเข้าขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. เป็นเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย เนื่องจากตนคิดว่า บริษัทที่มีสมาคมสังกัด ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นบริษัทที่ดีกว่า บริษัทที่ไม่มีสมาคม สังกัดเพราะไม่ว่าสมาคมใดที่มีอยู่ ณ วันนี้ ก็ใช่ว่ามีแต่บริษัทน้ำดี โดยที่ สคบ.เอาอะไรมาวัดว่า บริษัทใดดีไม่ดีอย่างไร"


"สคบ.ควรตั้งมาตรฐานการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ให้มีความชัดเจน ยกตัวอย่างตรามาตรฐาน "มอก." ที่มีมาตรฐานคุณภาพของสินค้าที่จะเข้ารับอย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าของบริษัทใด มีสังกัดอย่างไรยังไง ซึ่ง สคบ. ควรนำวิธีนี้ไปตั้งมาตรฐานบริษัทที่จะเข้ามาขอรับตราแทนที่จะแยกชนชั้น ว่าบริษัท ที่จะเข้ามาขอรับตรา สคบ.นั้น จะต้องมีสังกัดสมาคมใดสมาคมหนึ่ง"


"ในวันสัมมนามอบใบดำเนินธุรกิจที่ผ่านมามี 353 บริษัทที่ลงทะเบียนรายงานตัวว่ายังดำเนินธุรกิจอยู่ แต่เมื่อแยกเป็นบริษัทที่มีสังกัดสมาคมทั้ง 3-4 สมาคม ก็มีไม่ถึง 100 บริษัทด้วยซ้ำ แล้วอีกกว่า 250 บริษัท จะทำอย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นเสียงส่วน ใหญ่ด้วยซ้ำ ซึ่งการที่ สคบ.จะเปิดรับตรา สัญลักษณ์ สคบ.นี้ ควรตั้งมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าต้องเป็นบริษัทสังกัดสมาคม ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่เห็นด้วยกับภาครัฐ" อัศวิน แย้ง


โดยในประเด็นที่ "อัศวิน" แย้งขึ้นมาในช่วงก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ สคบ. เปิดโต๊ะสัมมนาและบอกถึงกฎเกณฑ์บริษัทที่จะเข้ามาขอรับตรา สคบ.ว่าต้องเป็นบริษัทที่มีสังกัดสมาคม


จากการโต้แย้งนี้ "จิรชัย" กล่าวว่า การที่ สคบ.ตั้งกฎว่าบริษัทที่จะเข้าขอรับตรา สคบ.ได้ต้องมีสังกัดสมาคม ก็เพื่อที่จะกรั่นกรองบริษัทขายตรงในระดับแรกก่อน โดยเปิดโอกาสให้แต่ละสมาคมได้เป็นผู้กรั่นกรอง โดยกฎระเบียบนี้จะดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวลือ ว่าล้มเลิกกฎนี้ก็ตาม


"สคบ.ต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพราะในช่วงที่ผ่านมา เราโอนอ่อนให้มาก แล้ว ซึ่งหากรัฐไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ในหลายข้อก็จะทำให้เกิดปัญหา และ สคบ. ขอย้ำว่า บริษัทที่จะเข้ามาขอรับตรา สคบ. ได้นั้น จะต้องเป็นบริษัทที่มีสมาคมขายตรง สังกัดเท่านั้น" จิรชัย ย้ำกติกาเสียงแข็ง

สิ่งที่กล่าวมา สคบ.ย้ำว่า สิ่งนี้ก็ทำเหมือนธุรกิจทองคำที่ต้องมีสมาคมการันตี ร้านทองก่อน ก่อนที่ สคบ.จะให้ตราสัญลักษณ์ เพราะต้องยอมรับว่า วันนี้ สคบ.มีกำลังคนน้อย จะให้เข้าไปการันตี หรือตรวจสอบด้วยตัวเองเห็นจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งวันนี้สมาคมขายตรงคือ ต้นน้ำ สคบ.ทำได้เพียง เป็นปลายน้ำ ซึ่งทั้งหมดต้องช่วยกัน


ทั้งนี้ ในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา สคบ.ได้จัดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งทางหน่วยงาน ได้มีการออกบูธต่างๆ ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจร่วมงาน อีกทั้งยังมีการ เปิดตัวศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โดยร่วมมือกับห้างโลตัส, บิ๊กซี และปั๊มปตท.ทั่วประเทศ รวมทั้งภายในงานยังมีพิธีมอบตราสัญลักษณ์ สคบ.ให้กับทั้ง 29 บริษัทขายตรงที่ผ่านเกณฑ์ดังที่กล่าวมาอีกด้วย


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ขายตรงเฮ! "ยิ่งลักษณ์" หนุนแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแล







413065-02 (Mobile)


"ยิ่งลักษณ์" ให้ความสำคัญธุรกิจขายตรง กำชับสำนักนายกรัฐมนตรีเร่งตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะแต่ผู้ประกอบการยังหวั่นปัญหาใช้ระยะเวลานาน ขณะที่ธุรกิจเติบโต ทุกปี ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย ยันตลาดขายตรงมีมูลค่ามหาศาล กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญต้องทำให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน ด้าน "ตราสัญลักษณ์ สคบ." หลายฝ่ายเห็นพ้องให้สมาคมกลั่นกรองการันตีบริษัทในสังกัด


ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จัดงาน "พิธีมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง" และเปิดเวทีสัมมนา เรื่อง "แนวทางการดำเนินการของผู้ประกอบธุรกิจขายตรง เพื่อรองรับประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน" ปรากฏว่ามีกระแสตอบรับและเห็นด้วยจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมสัมมนาฯ โดยเฉพาะคำกล่าวของดร.ไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในงานมอบใบสำคัญการจดทะเบียนฯ ว่าทางนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมให้การสนับสนุน และสั่งให้ดูแลธุรกิจขายตรงอย่างเต็มที่ เพราะเป็นอีกธุรกิจที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงควรแก้ไขกฎหมาย ตั้งหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแลโดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวกับ "สยามธุรกิจ" ว่า เป็นเรื่องที่ดีรัฐบาลให้ความสำคัญธุรกิจขายตรงมากขึ้น การมอบ หนังสือรับรองการจดทะเบียนที่ทาง สคบ. จัดขึ้น จะให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีความมั่นใจยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงยังมีอีกหลายรายที่ไม่ยอมรับและเห็นด้วย ส่งผลให้มีผู้ที่ฉวยโอกาสหลอกลวงขายสินค้า โดยการอ้างชื่อบริษัทต่างๆ ตามสื่อ ออนไลน์ ทำให้ภาพลักษณ์ขายตรงเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก รวมถึงการมีตราสัญลักษณ์ การันตีให้วงการขายตรงน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น


"ส่วนการจัดตั้งสำนักงานที่จะเข้ามา ดูแลเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ถ้าเกิดขึ้นได้คงเป็นเรื่องดี แต่คงต้องใช้เวลาไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆ แน่นอน ซึ่งผมยังเชื่อว่า พลังเสียงจากผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง หากสามัคคีรวมพลังกัน ยังไงทางภาครัฐก็ต้อง หันมาให้ความสำคัญในการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลธุรกิจนี้โดยตรง เพราะมูลค่า ตลาดของธุรกิจนี้ สร้างรายได้ให้ประเทศชาติมหาศาล และเรื่องกฎหมายหากมีการ ปรับให้เข้ากับในยุคปัจจุบันได้จะดีมาก เพราะกฎหมายตัวเก่าไม่เข้ากับสภาพการ แข่งขันของตลาดที่เปลี่ยนไป"


นายกัมปนาท บุญราศี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้เผยว่า การจัดงานของ สคบ.ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ทางภาครัฐได้เห็นถึงความ สำคัญของธุรกิจขายตรงมากขึ้น เพราะมีหน่วยงานภาครัฐอย่าง สคบ.ออกมาการันตี การประกอบธุรกิจนี้ และเป็นการแสดงความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น เพราะตราสัญลักษณ์ที่ทาง สคบ.มอบให้จะเป็นเครื่องยืนยันให้กับผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรง เกิดความมั่นใจในองค์กร และดำเนินธุรกิจอย่างตั้งใจ


สำหรับการจัดตั้งหน่วยงานขายตรง ตนเห็นด้วยและอยากให้เกิดขึ้นเร็วๆ เพราะจะเป็นการช่วยยกระดับวงการธุรกิจ ขายตรงให้ดีขึ้น เนื่องจากมีการร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่ที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย


เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และ ทำลายธุรกิจนี้ให้ต่ำลง หากมีการจัดสัมมนา ระดมความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการอีกเป็นจำนวนมาก ออก มาเสนอความคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทางให้กับรัฐบาลและเป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างดี


ด้าน นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ในส่วนของกฎหมายที่รัฐมีความต้องการที่จะ แก้ไขและสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมาดูแลนับเป็นเรื่องที่ดี เพราะธุรกิจขายตรงล้ำหน้าไปมาก กฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถดูแลควบคุมธุรกิจได้


ในส่วนของเรื่อง "ตราสัญลักษณ์ สคบ." นั้น ก็นับเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐให้ความสำคัญกับบริษัทขายตรงที่มีสังกัดสมาคมขายตรงอยู่ เพราะถือเป็นการกลั่นกรองบริษัทดี และไม่ดีในเบื้องต้น ส่วนในเรื่องของกำลังเจ้าหน้าที่ของ สคบ.มีน้อย การที่จะเข้ามาคัดสรรบริษัทขายตรงทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องที่ยากเลยทีเดียว


ในส่วนของ นายเชน ใจซื่อ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์เกษตร แบรนด์ "ดาว ปูแดง" ให้ความเห็นว่า การสัมมนาในครั้งที่ผ่านมาของ สคบ. นับเป็นเรื่องที่ดี ที่บริษัทขายตรงจะได้พบกับหน่วยงานรัฐ และได้ทราบนโยบายของรัฐที่กำลังจะ ยกระดับวงการขายตรงไทย


ขณะที่ในเรื่องของกฎหมาย ตนในฐานะเป็นผู้ประกอบการสินค้าเกษตร แบรนด์หนึ่ง ต้องการเห็นรัฐเข้ามาให้ความ สำคัญตรงนี้เพิ่มขึ้น เปิดช่องให้สินค้าเกษตรสามารถขายปุ๋ยอินทรีย์ได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา "ดาวปูแดง" ค่อนข้างประสบปัญหาในเรื่องของกฎหมาย


โดยในส่วนของ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." นั้น การที่จะให้บริษัทขายตรงขอรับตราได้ ต้องมีสังกัดสมาคมเป็นเรื่องที่ดี ถึงแม้ว่าบริษัทจะยังไม่มีสังกัดสมาคมก็ตาม แต่ "นิวตริริช" ก็พร้อมที่จะน้อมรับ นโยบาย และเข้าหาสมาคมใดสมาคมหนึ่ง ซึ่งก็มีอยู่ในใจบ้างแล้วว่าบริษัทเข้าสังกัดสมาคมใด


ทั้งนี้ ความต้องการรื้อกฎหมายของ ภาครัฐ นับเป็นเรื่องที่บริษัทขายตรงส่วนใหญ่ต้องการให้เกิดขึ้น โดยเหตุผลหลักๆก็เป็นเพราะกฎหมายเดิมเก่าเกินไปที่จะควบคุมธุรกิจขายตรงที่มีวิวัฒนาการไปไกล ส่วนเรื่องของ "ตรา สคบ." ที่รัฐจะเปิดโอกาสให้เพียงบริษัทขายตรงที่มีสังกัด สมาคมได้เข้าขอรับตรานี้ ก็ยังเป็นเรื่องต่างมุมมอง




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ผู้ประกอบการกระอัก ตราสัญลักษณ์ สคบ. พ่นพิษโวยรัฐจำกัดสิทธิ์เกินเหตุ







นายจิรชัย-มูลทองโร่ย550


ความคืบหน้าตราสัญลักษณ์ได้ข้อสรุป บริษัททำการันตีนำเงินฝากแบงก์ขั้นต่ำ 500,000 เพื่อเยียวยาผู้บริโภค เลขาสคบ. เผยนโยบายมอบตราสัญลักษณ์ไม่ได้ทำซ้ำซ้อน แต่เป็นการสร้างเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ชี้ใครได้รับตราสัญลักษณ์แล้วเสียเงินสายตรงถึง สคบ. มั่นใจปีนี้มีผู้ประกอบการ เข้ารับ 60 ราย ด้านผู้ประกอบการ ระส่ำ ไม่เห็นด้วย ระบุรัฐทำงานซ้ำซ้อน ทั้งๆที่อ.ย. เอเชีย มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและรัดกุม แถมตีกรอบการเข้ารับตรา สคบ. จนไม่เป็นธรรม ตัดสิทธิ์ผู้ประกอบการที่ดี เพียงเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงใดเลย วอน สคบ. ควรนำเรื่องกลับไปทบทวนใหม่

หลังการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา จิรชัย มูลทองโร่ย ได้มีการจัดระเบียบภายในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หลายเรื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาจัดระเบียบและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือประเด็นการจัดทำตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่ผู้บริโภค สำหรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันในวงกว้างเกี่ยวกับการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนหรือเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากสินค้าทุกรายการที่จะนำมาจำหน่ายนั้นต้องผ่านการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และจะต้องขออนุญาตการจำหน่ายจาก สคบ. อีกครั้ง และ ที่สำคัญสินค้าทุกรายการจากบริษัทขายตรงข้ามชาติ หรือแม้แต่บริษัทขายตรงภายในได้มีมาตรการในการ ควบคุมสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่แล้ว หากเกิด ปัญหาในการใช้สินค้ากับผู้บริโภค

ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้เสนอ 3 ทางเลือกให้กับ ผู้ประกอบการเพื่อเป็นการการันตีความเสี่ยง หาก เกิดความเสียหายกับผู้บริโภค นั่นคือ การตั้งธนาคาร ให้เป็นหนึ่งในองค์กรประกันความเสียหาย การให้ บริษัทเอกชนตั้งกองทุนขึ้นมาเอง เพื่อเป็นการ เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค และสุดท้ายคือ การใช้กลไกบริษัทประกันภัยเข้ามาร่วมดำเนินการ ความคืบหน้าล่าสุด ในการรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ก่อนหน้านี้มีการให้ผู้ประกอบการนำเงิน ฝากแบงก์ 300,000-500,000 บาท ขึ้นอยู่กับยอดขาย ซึ่งข้อสรุปจาก สคบ. ที่ได้คือผู้ประกอบการต้องนำ เงินฝากแบงก์ในเบื้องต้น 500,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีข่าวออกมาว่า นอกจากการนำเงินการันตีฝาก แบงก์แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าสมาชิกรายปี ให้กับ สคบ. อีกประมาณ 20,000-30,000 บาท

กับประเด็นดังกล่าว จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงเข้ารับตราสัญลักษณ์ สคบ. ประมาณ 50-60 ราย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทที่ติดต่อ สคบ. เพื่อรับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. แล้วประมาณ 10 ราย ในส่วนของหลักเกณฑ์การรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจถูกต้องตาม กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายขายตรง รวมถึงการรับหลักเกณฑ์มาตรการเยียวยาความ เสียหายด้วยการนำเงินกองทุนที่ได้ฝากแบงก์ไว้ ขั้นต่ำจำนวน 500,000 บาท นอกจากนี้ผู้ที่จะรับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. จะต้องเป็นสมาชิกของสมาคม ขายตรงใดสมาคมหนึ่ง

อย่างไรก็ดี กรณีที่มีข่าวว่าการนำเงินฝาก แบงก์เพื่อเยียวยาความเสียหายผู้บริโภคถือเป็นการ ทำงานที่ซ้ำซ้อน ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นการทำงาน ที่ซ้ำซ้อน แต่มองว่านโยบายดังกล่าวถือเป็น มาตรการในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค หรือจะกล่าวได้ว่าภาครัฐได้สนับสนุนผ้ปู ระกอบการ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง กับประเด็นข่าวที่ว่าผู้ประกอบการจะต้อง จ่ายเงินค่าสมาชิกรายปีให้กับ สคบ. หรือจะมีการ จ่ายให้ สคบ. 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เลย และหากมีข่าวว่าบริษัทใดรับตราสัญลักษณ์ สคบ. แล้วเสียเงิน ให้มาบอกเลขา สคบ. เลขา สคบ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม กับประเด็นการรับตรา - สัญลักษณ์ สคบ. ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยแหล่งข่าวในวงการธุรกิจราย หนึ่ง เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า การนำเงินการันตีฝากแบงก์ขั้นต่ำจำนวน 500,000 บาท มองว่าเป็นจำนวนเงินไม่สูงและไม่น้อย จนเกินไป แต่มองว่าเงินจำนวนดังกล่าวอาจจะส่ง ผลกระทบกับบริษัทขายตรงรายเล็ก ที่มีผลกระทบ ถึงสภาพคล่องทางด้านการเงิน

ในเมื่อสินค้าได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ทำไมต้อง ขอตรา สคบ. อีก ตรงนี้เหมือนเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ต้องบอกก่อนว่าในตลาดต่างๆ ทั่วโลก อย. เอเชีย ขึ้นชื่อ และได้รับการยอมรับในเรื่อง มาตรฐานการตรวจสอบมากที่สุด ตรงนี้ อย. มีความ รอบคอบมากๆ แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าว ด้าน กนกพร แซ่ตั้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทม์ลี่ จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า การรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ไม่ใช่ วิธีการแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากนโยบายดังกล่าว เสมือนเป็นการสกัดไม่ให้บริษัทรายเล็กเข้ามา ทำธุรกิจ โดยเฉพาะการฝากเงินผ่านแบงก์ขั้นต่ำ 500,000 บาท นั้น เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน และ มองว่าโดยส่วนใหญ่มีผู้ประกอบการหลายราย ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

ขณะที่ อัศวิน วัฒนปราโมทย์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด กล่าวกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า นโยบายตรา- สัญลักษณ์ สคบ. ในปัจจุบันยังไม่สามารถหา ข้อยุติได้ บางรายเห็นด้วยและบางรายไม่เห็นด้วย ส่วนกรณีการจำกัดผู้ประกอบการที่จะเข้ารับตรา สคบ. นั้นจะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงใด สมาคมหนึ่ง เรื่องนี้ไม่เห็นด้วย และมองว่า ไม่ยุติธรรมกับหลายบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ สมาคมขายตรง

เราไม่เห็นด้วยกับการที่ทุกบริษัทจะต้อง เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรง เหมือนกับ สคบ. ไปจำกัดสิทธิ์จนเกินไป เรื่องนี้ สคบ. ควรเปิดโอกาส ให้ทุกฝ่ายอยู่ในระบบการค้าเสรี ในทางกลับกัน ก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อยากถามว่ารัฐ ไม่มีมาตรการที่จะทำให้ผู้ประกอบการที่ดีได้รับ การพิจารณาแล้วหรือ เรื่องนี้ถ้า โดกุดามิ ไม่ได้ รับตรา สคบ. เพียงเพราะเราไม่ได้เป็นสมาชิกของ สมาคมขายตรงใดเลย แต่กลับถูกตีกรอบจาก สคบ. ก็ไม่เป็นไร

อย่างไรก็ตาม มีคำถามที่ต้องการฝากไปถึง สคบ. ว่า หากผู้ประกอบการไม่ชอบสมาคม ขายตรงใดเลย แล้วจะเข้าไปได้อย่างไร และหาก สมาคมขายตรงทุกสมาคมไม่ชอบผู้ประกอบการ แล้วผู้ประกอบการจะเข้าไปอยู่ในสมาคมนั้นได้ อย่างไร ซึ่งมองในภาพรวมเมื่อผู้ประกอบการไม่มี ความเชื่อมั่นในสมาคมขายตรงที่ปัจจุบันมีถึง 4 สมาคมขายตรง เรื่องนี้ สคบ. จะแก้ปัญหา อย่างไร ดังนั้น สคบ. ควรนำกลับไปทบทวนใหม่




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปรับเพิ่มวงเงินแบงก์การันตี สคบ. ขอห้าแสน ! บ.ขายตรง รับตราสัญลักษณ์









สคบ.รุกคืบขอปรับเพิ่มวงเงิน แบงก์การันตี สำหรับกลุ่มบริษัทสมาชิกสมาคมการขายตรง (TDSA) ใหม่ยกทั้งกระบิ! หลังจากเห็นตัวเลขวงเงินที่ ทีดีเอสเอ นำเสนอมาตั้งแต่ 100,000 บาท 300,000 บาท ตามขนาดของธุรกิจเพื่อขอรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. ยังไม่จูงใจเท่าที่ควร ประกาศขอปรับเพิ่มเป็น 500,000 บาท เท่ากันทุกบริษัทและมีกำหนดระยะเวลาค้ำประกันตั้งแต่ 30 เมษายน 2556 30 เมษายน 2558 ในขณะที่ กิจธวัช ฤทธีราวี นายกฯ ทีดีเอสเอขานรับนโยบายภาครัฐ ส่งหนังสือประสานขอความร่วมมือบริษัทสมาชิกสมาคมร่วมปฎิบัติตามอย่างเร่งด่วนและเชื่อมั่นว่าบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย นายใหญ่สคบ. ประกาศชัด สมาคมการขายตรงไทย ซึ่งมีสมาชิกบริษัทขายตรงอยู่ในสังกัด 34 บริษัทจะเป็นสมาคมแรกที่นำร่อง รับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะจัดขึ้นในงานวันคุ้มครองผู้บริโภค 29-30 เมษายนนี้


จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เล็งเห็นว่าในปัจจุบันปัญหาการร้องเรียนของผู้บริโภคที่รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจทั้งในด้านการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สคบ. จึงได้กำหนดโครงการ ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นการประกันการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคอันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการบริโภคสินค้าและการบริการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 26 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ใช้แล้ว ทองรูปพรรณ อัญมณี โทรศัพท์มือถือ ห้างสรรพสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร บัตรเครดิต ธุรกิจเสริมความงาม สถานบริการน้ำมัน โรงพยาบาล ศูนย์บริการดูแลเด็ก ผู้ป่วย ผู้สู.อายุ รถยนต์ใหม่ หอพัก บ้านจัดสรรและอาคารชุด ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ฟิตเนส อู่ซ่อมรถยนต์ ตั๋วเครื่องบิน บริษัทนำเที่ยว โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ โรงแรม โรงภาพยนตร์ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจออนไลน์และบริษัทออกแบบ


ทั้งนี้ตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Guarantee) นอกจากจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วยังมีข้อดีต่อผู้ประกอบธุรกิจในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแล้วยังมีข้อดีต่อผู้ประกอบธุรกิจในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ลดปัญหาหารฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาอีกทั้งเป็นการ ส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลดีต่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 อีกด้วย


สำหรับในภาคส่วนของ ธุรกิจขายตรง ที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้ยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงตั้งแต่ปี 2545-ปัจจุบัน มีจำนวนรวมทั้งหมด 856 บริษัทและธุรกิจขายตรงก็จัดอยู่ในกลุ่ม ธุรกิจการให้บริการ ที่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ ว่าด้วยการใช้เครื่องหมายรับรองตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้บริษัทขายตรงที่จะมีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ฯดังกล่าวนี้... จะต้องเป็นบริษัทขายตรงที่ได้รับการรับรองสถานะของการเป็นสมาชิกสมาคมขายตรง จากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายาตรงเป็นลำดับแรก ซึ่งข้อสรุปในจุดนี้ก็คือ บริษัทขายตรงที่มีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ฯจะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้นและบริษัทขายตรงที่ไม่มีสังกัดหรือไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงก็จะไม่มีโอกาสรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้


ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนธุรกิจขายตรงถึง 4 สมาคมด้วยกันคือ 1.สมาคมการขายตรง (TDSA) ปัจจุบันมี นายกิจธวัช ฤทธิราวี จาก บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่งนายกสมาคม ซึ่งสมาคมนี้ถือเป็นสมาคมขายตรงเพียงแห่งเดียวที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ที่ก่อตั้งมานานถึง 30 ปีแล้วและปัจจุบันมีบริษัทขายตรงรายใหญ่ของเมืองไทยและต่างประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก ประมาณ 34 บริษัท 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) ซึ่งสมาคมนี้ก่อตั้งมานานร่วม 16 ปีแล้ว มีสมาชิกประมาณ 24 บริษัทและปัจจุบันมี นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่งนายกฯ 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) ก่อตั้งเมื่อราว 3 ปีที่ผ่านมา มีสมาชิกบริษัทขายตรงเข้าร่วมเป็นสมาชิกประมาณ 13 บริษัทมี นายอนุวัฒน์ ธรมธัช กรรมการผู้จัดการบริษัท จอยน์ มาร์ท จำกัด ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ และสมาคมที่ 4.สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งเป็นสมาคมขายตรงล่าสุดที่เปิดตัวเมื่อราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยมี นายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาฯ สคบ. ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยมีบริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด,บริษัท โมนาวี ประเทศไทย จำกัด,บริษัท เวิลด์โปร์ จำกัด ร่วมกันจัดตั้งสมาคมขึ้นมาอย่างเป็นทางการ


อย่างไรก็ตามเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า... โอกาสที่ทั้ง 4 สมาคมขายตรงที่มีอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้จะมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกันได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากที่จะมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งถึงแม้ว่าทั้ง 4 สมาคมจะมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฯขึ้นมาเหมือนๆ กันคือ... ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาและยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ก็ตาม!


ขณะเดียวกันในเรื่องของหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกสมาคมขายตรงของแต่ละสมาคมจะหาข้อสรุปร่วมกันระหว่างบริษัทสมาชิกสมาคมเพื่อเป็นทางสำหรับการขอรับมอบตราสัญลักษณ์คุมครองผู้บริโภคตามนโยบายของสคบ. ภายใต้กรอบกติกาข้อบังคับ 3 ข้อที่สคบ.กำหนดไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติคือ 1.จัดให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ที่จะชดใช้ความเสียหายในวงเงินที่สำนักงานฯเห็นสมควร 2.จัดให้มีกองทุนชดใช้ความเสียหาย โดยให้สมาคมที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นสมาชิกออกหนังสือรับประกันที่จะชดใช้ความเสียหายกรณีที่สำนักงานฯ สั่งให้ชดเชยความเสียหาย 3.จัดให้มีกรมธรรม์รับผิดชดใช้ความเสียหายตามจำนวนวงเงินความเสียหายตามจำนวนวงเงินความเสียหายที่สำนักงานฯเห็นสมควร(ซึ่งแนวทางในข้อ 3 นี้เดิมกำหนดให้ทุกบริษัทขายตรงจะต้องซื้อประกันกับบริษัทประกันภายในอัตรา0.25%-0.50%จากยอดขายในแต่ละปี) ซึ่งแต่ละแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับสมาคมขายตรงแต่ละสมาคมจะไปหาข้อสรุปกันเองว่า จะเลือกใช้แนวทางไหน หรืออาจจะเลือกแนวทางที่เหมือนกันก็เป็นได้


ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 นายกิจธวัช ฤทธิราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ได้มีการจัดประชุมหารือระหว่างคณะผู้บริหารจากบริษัทสมาชิกของสมาคม ในวันงาน CEOs Meet CEOs เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การมอบตราสัญลักษณ์คุ้มตรองผู้บริโภคในประเภทธุรกิจขายตรง ที่ทางสคบ. กำหนดทางเลือกให้แกผู้ประกอบการเป็น 3 แนวทาง (ตามแนวทางที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น) ซึ่งมติเสียงส่วนใหญ่จากผู้เข้าร่วมประชุมเห็นชอบให้สมาชิกทุกบริษัทของสมาคมที่ประสงค์จะขอรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ใช้เป็นแนวทางเลือกที่ 1 คือ จัดให้ธนาคารทางเกี่ยวกับการรับทราบหลักเกณฑ์และวงเงินที่จะจัดทำแบงก์การันตีในการขอรับตราสัญลักษณ์ฯจากสคบ.สำหรับออกหนังสือรับประกัน (Bank Guarantee) ที่จะชดใช้ความเสียหายในวงเงินที่สำนักงานฯเห็นสมควร


ทั้งนี้การประชุมหารือระหว่างคณะผู้บริหารจากบริษัทสมาชิกสมาคมในวันนั้น ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับวงเงินสำหรับการจัดทำแบงก์การันตีไว้ดังนี้ 1.บริษัทขายตรงที่มียอดขายต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปีจะต้องทำแบงก์การันตีไว้ที่ 100,000 บาท 2.บริษัทขายตรงที่มียอดขายตั้งแต่ 1,000-5,000 ล้านบาทจะต้องการันตีไว้ที่ 200,000 บาท และ 3.บริษัทที่ยอดขายมากกกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปต่อปีจะต้องทำแบงก์การันตีไว้ที่ 300,000 บาท โดยธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมประมาณร้อยละ 2.5 ของวงเงินที่ได้ทำแบงก์การันตีไว้ ซึ่งจากข้อสรุปสมาคมการขายตรงไทยในวันนั้นได้ถูกนำเสนอให้นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ. พิจารณาถึงความเหมาะอีกครั้งหนึ่งแล้วจะแจ้งผลการพิจารณากลับให้กับสมาคมฯ ทราบภายใน 1 สัปดาห์ ถัดไป


ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 56 ที่ผ่านมา คุณสุกานดา ชุณหชัชราชัย ผู้จัดการสมาคมการขายตรง (TDSA) ได้ส่งเอกสารแจ้งไปยังบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ถึงผลการพิจารณาของสคบ. เกี่ยวกับวงเงินในการจัดทำแบงก์การันตีโดยได้ข้อสรุปว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับวงเงินเพื่อการรับประกันความเสียหายที่เกิดจากการใช้สินค้าหรือบริการจากวงเงินเดิมที่สมาคมฯเคยเสนอไปให้พิจารณา ซึ่งทางสคบ. ได้พิจารณาแล้วและขอแก้ไขจำนวนวงเงินใหม่ เป็น 500,000 บาท โดยทุกบริษัทต้องดำเนินการในวงเงินเท่ากันทั้งหมดและมีกำหนดระยะเวลาค้ำประกันตั้งแต่ 30 เมษายน 2556-30 เมษายน 2558 ซึ่งหากบริษัทสมาชิกสมาคมสามารถดำเนินตามที่สคบ.กำหนดไว้ได้ก็จะมีการมอบตราสัญลักษณ์พร้อมทั้งใบประกาศให้อย่างเป็นทางการในวันที่29-30เมษายนที่จะถึงนี้


อย่างไรก็ตาม จากเอกสารที่ส่งให้กับบริษัทสมาชิกสมาคมทราบนั้น นายกสมาคมการขายตรงไทย ยังได้กำชับขอความร่วมมือมายังบริษัทสมาชิกของสมาคมทุกบริษัทเพื่อขอให้การสนับสนุนในโครงการขอรับตราสัญลักษณ์จากสคบ.ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกันก่อนหน้านั้น และบริษัทที่ให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวจะมีการรับมอบตราสัญลักษณ์จากสคบ.อย่างเป็นทางการในงานวันคุ้มครองผู้บริโภคที่สคบ.จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 เมษายนนี้อีกด้วย


ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังผู้ประกอบการขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เกี่ยวกับวงเงิน แบงก์การันตี ที่สคบ. ขอปรับเพิ่มเป็น 5 แสนบาทเท่ากันทุกบริษัทนั้นว่าเห็นด้วยหรือไม่ ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังบริษัทสมาชิกสมาคมหลากหลายบริษัท อาทิ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัท โมรินดา เวิลด์ไวด์ จำกัด , บริษัท วิน วิน เวิลด์ ไวด์ จำกัด ,บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ จำกัด,บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด,บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด,บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัท คามิโอเฮ้าส์ จำกัด, บริษัท สปอร์ตทรอนฯ จำกัด,บริษัท นิวไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทุกบริษัทกล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ขัดข้องและพร้อมที่จะดำเนินตามนโยบายของภาครัฐด้วยกันทั้งสิ้นแม้ว่าหลายๆ บริษัทจะมีภาระเพิ่มมากขึ้นก็ตามแต่เพื่อประโยชน์และความสบายใจของผู้บริโภคก็ยินดีที่จะปฎิบัติตาม


ขณะเดียวกันในส่วนของสมาคมพัฒนาธุรกิจการขายตรงไทย (TSDA) โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา ในฐานะ เลขาธิการสมาคมฯ ได้แชร์มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จากที่ทาง สคบ.ได้นำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้ 3 แนวทางข้างต้นโดยส่วนตัวแล้วเชื่อมั่นว่า แนวทางที่ 1 คือ การจัดให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ที่จะชดใช้ความเสียหายในวงเงินที่สำนักงานฯเห็นสมควร และแนวทางที่ 2 คือ การจัดให้มีกองทุนชดใช้ความเสียหาย โดยให้สมาคมที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นสมาชิกออกหนังสือรับประกันที่จะชดเชยความเสียหายกรณีที่สำนักงานฯ สั่งให้ชดเชยความเสียหายนั้น ถือเป็นแนวทางที่มีความน่าสนใจมากกว่าเพราะเป็นเงินของแต่ละบริษัท และเงินไม่ได้หายไปไหน ไม่ต้องเสียค่าเบี้ย เหมือนอย่างการทำประกัน ที่ต้องเสียค่าเบี้ย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของ สคบ.ว่า เงินค้ำประกันกำหนดไว้เท่าไร โดยหากมีการวัดจากผลประกอบการของแต่ละบริษัท อาจจะเป็น 1 ล้านบาท 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท แต่จากที่ได้สอบถามไปนั้นยังไม่ได้มีความชัดเจนตอบกลับมา


ทางสมาคมฯ เองก็มีแนวโน้มเห็นด้วยทั้งสองแนวทางที่เราได้วางแผนกันไว้นั้นมีเงินลงขันกันให้ได้ 10 กว่าล้านบาทและทำประกันโดยรวมทุกบริษัท เพื่อเป็นการลดต้นทุนของแต่ละคนด้วย แลหาก สคบ. ขอปรับเพิ่มเป็น 5 แสนบาทเท่ากันทุกบริษัทนั้นว่าเห็นด้วยหรือไม่นั้นทางสมาคมฯก็ต้องมีการหารือร่วมกันก่อนอีกครั้งหนึ่ง


ขณะที่ นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ระบุถึงแนวทางนำพาบริษัทสมาชิกของสมาคมทีดีเอ็นเอเข้ารับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคในประเภทธุรกิจขายตรง ตามนโยบายของ สคบ. ที่ได้กำหนดกรอบกติกาข้อบังคับไว้ 3 ข้อว่า ขณะนี้ในส่วนของสมาคมทีดีเอ็นเอยังไม่ได้หารือร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าคงอยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละบริษัทสมาชิกในสมาคมฯเป็นผู้ตัดสินใจกันเองว่าจะเลือกแนวทางใด ดังนั้นสมาคมฯจึงไม่สามารถชี้ชัดได้รวมทั้งไม่บังคับสมาชิกด้วยว่าจะต้องดำเนินการหรือไม่ หรือในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง


ขณะเดียวกันในส่วนของบริษัทนีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งนายนิโรธ นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นั้นก็ยอมรับว่า เห็นด้วยกับแนวทางที่ให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกในสมาคมทีดีเอ็นแอจะเลือกแนวทางใดก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทนั้นๆเป็นสำคัญ


ด้านนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) กล่าวว่า การที่ สคบ.ได้กำหนดกรอบกตนิกาข้อบังคับในการยื่นขอรับมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคที่ได้กำหนดไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การจัดให้ธนาคารออกหนังสือรับประกัน (แบงก์การันตี) ที่จะขอใช้ความเสียหายในวงเงินที่สคบ.เห็นควร 2.จัดให้มีกองทุนชดใช้ความเสียหายโดยให้สมาคมที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นสมาชิกออกหนังสือรับประกันที่จะชดเชยความเสียหายกรณีที่สคบ.สั่งให้ชดเชยความเสียหาย และ 3.จัดให้มีกรมธรรม์รับผิดชดใช้ความเสียหายตามจำนวนเงินความเสียหายที่สคบ. เห็นควรทางสมาคม TDIA เห็นด้วยกับทั้ง 3 แนวทางดังกล่าว เนื่องจากไม่เกี่ยวกับการกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ ยอดขายเหมือนในอดีต ซึ่งทั้ง 3 แนวทางสมาคม TDIA คิดว่าแนวทางในข้อแรกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะทางผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับภาระมากนัก เพียงแค่นำเงินไปฝากไว้กับทางธนาคาร แล้วให้ธนาคารการันตี อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทางสมาคมได้มีการประชุมกับบริษัทสมาชิกของสมาคมโดยได้เชิญนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. เข้ามาชี้แจงรายละเอเยดซึ่งทั้งหมดก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน


จากที่ได้มีการประชุมกันของสมาคม TDIA เกี่ยวกับโครงการตราสัญลักษณ์สคบ.ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย โดยทั้ง 3 แนวทางคิดว่าแนวทางในการให้แบงก์การันตีน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเป็นการนำเงินไปฝากแบงก์ แล้วให้แบงก์การันตี ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ส่วนโครงการดังกล่าวจะเริ่มเมื่อไหร่นั้นคงต้องรอความชัดเจนจากทางสคบ.อีกครั้ง!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556