ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โนนิ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โนนิ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เปิดชื่อใหม่ "โมรินดาเวิลด์ไวด์-Morinda Worldwide" ลบภาพ "โนนิ-Noni" ดันสู่ TOP5 ไทย


ประธานใหญ่ จอห์น วาร์ดเวิร์ธ ลัดฟ้าแถลงข่าว เปลี่ยนชื่อ ตาฮิเตียน โนนิ สู่ โมรินดา เวิลด์ไวด์ สร้างการรับรู้ความหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีแค่ น้ำโนนิ


แย้มเตรียมคลอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอีก 2 รายการ หวังดันติด TOP 5 ขายตรง ไทย คาด 5 ปีข้างหน้าไทยเป็นฮับเอเชีย

มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดาอิงค์ เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทสามารถขยาย สาขาไปทั่วทุกมุมโลกราว 76 ประเทศ สร้างความสำเร็จได้เกินเป้าหมาย ผลมาจากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ TNI ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้ปัจจุบัน TNI มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและคงเอกลักษณ์ด้วยส่วนผสมหลักคือ น้ำโนนิ

ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้มร.จอนห์น เดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกามาแถลงข่าวในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจ หลายคนคงจำได้ว่า ตาฮิเตียน โนนิ ได้ใช้ชื่อบริษัทว่า โมรินดา ในการดำเนินธุรกิจ


ทั้งนี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารและบริษัทได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า บริษัทจะหวนกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา อีกครั้ง ตามเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ


1. โมรินดา คือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ
2. โมรินดา คือ ชื่อทาง
พฤกษศาสตร์ของผลโนนิ
3. บริษัทต้องการทิ้งข้อจำกัด ในเรื่องการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภค ที่อาจคิดว่ามีแค่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียน โนนิ ทั้งที่อันที่จริงแล้ว บริษัทมีผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ ดีไฟน์ สำหรับบำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์ FIT ช่วยในการดูแลรูปร่าง ฯลฯ


ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย บริษัทมีเป้าหมายต้องการให้ โมรินดาประเทศไทยสามารถพิชิตยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทฯเคยทำสำเร็จในอดีต โดยจะมีการเสริมทัพ ด้วยการเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่อีก 2 รายการภายในเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าตลอดทั้งปีโมรินดาสาขาไทยจะมีสินค้าใหม่เพิ่มอีก 14 - 15 รายการ เพื่อรองรับเป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่บริษัทคาดหวังจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับหรือศูนย์กลางกระจายสินค้าของตลาดในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ตลาดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมาก ที่สุดในขณะนี้ คือ ญี่ปุ่น และ ยุโรป ส่วนทางด้านผู้นำธุรกิจเครือข่ายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย


ทางด้านนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว แผนการจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่ทางผู้บริหารของ TNI ได้เล็งเห็น และได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักธุรกิจอิสระ ทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากขึ้น


สมาชิกเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สำคัญ การปรับแผนครั้งนี้บริษัทหวังว่าจะช่วยให้สมาชิกทำงาน ได้ง่ายมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในสิ้นปีนี้ประมาณ 20-30 % คาดว่าจากความพร้อมและแนวรุกทุกด้าน จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ตาม ยังมีการสนับสนุนทางด้านกิจกรรมที่หลากหลาย ของโมรินดาประเทศไทยในปีนี้ อาทิ การจัดประชุมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว และในเดือนสิงหาคมจะมีการจัดงาน ฉลองครบรอบ 13 ปีของบริษัทในประเทศไทย และครบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัทแม่ พร้อมกับเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์สุดเด็ด 2 รายการอีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 230 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2555

เปิดชื่อใหม่ "โมรินดาเวิลด์ไวด์-Morinda Worldwide" ลบภาพ "โนนิ-Noni" ดันสู่ TOP5 ไทย


ประธานใหญ่ “จอห์น วาร์ดเวิร์ธ” ลัดฟ้าแถลงข่าว เปลี่ยนชื่อ “ตาฮิเตียน โนนิ” สู่ “โมรินดา เวิลด์ไวด์” สร้างการรับรู้ความหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีแค่ “น้ำโนนิ”


แย้มเตรียมคลอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอีก 2 รายการ หวังดันติด TOP 5 ขายตรง ไทย คาด 5 ปีข้างหน้าไทยเป็นฮับเอเชีย 
  
มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดาอิงค์  เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทสามารถขยาย สาขาไปทั่วทุกมุมโลกราว 76 ประเทศ สร้างความสำเร็จได้เกินเป้าหมาย ผลมาจากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ TNI ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้ปัจจุบัน TNI มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและคงเอกลักษณ์ด้วยส่วนผสมหลักคือ น้ำโนนิ 
  
ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้มร.จอนห์น เดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกามาแถลงข่าวในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจ หลายคนคงจำได้ว่า ตาฮิเตียน โนนิ ได้ใช้ชื่อบริษัทว่า โมรินดา ในการดำเนินธุรกิจ  


ทั้งนี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา  ทีมผู้บริหารและบริษัทได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า บริษัทจะหวนกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา อีกครั้ง ตามเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ 


1.    โมรินดา คือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ  
2. โมรินดา คือ ชื่อทาง 
พฤกษศาสตร์ของผลโนนิ 
3. บริษัทต้องการทิ้งข้อจำกัด ในเรื่องการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภค  ที่อาจคิดว่ามีแค่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียน โนนิ ทั้งที่อันที่จริงแล้ว บริษัทมีผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน อาทิเช่น  ผลิตภัณฑ์ ดีไฟน์ สำหรับบำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์ FIT ช่วยในการดูแลรูปร่าง ฯลฯ 


ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย บริษัทมีเป้าหมายต้องการให้ โมรินดาประเทศไทยสามารถพิชิตยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทฯเคยทำสำเร็จในอดีต โดยจะมีการเสริมทัพ ด้วยการเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่อีก  2 รายการภายในเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าตลอดทั้งปีโมรินดาสาขาไทยจะมีสินค้าใหม่เพิ่มอีก 14 - 15 รายการ เพื่อรองรับเป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่บริษัทคาดหวังจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับหรือศูนย์กลางกระจายสินค้าของตลาดในภูมิภาคเอเชีย  ขณะที่ตลาดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมาก ที่สุดในขณะนี้ คือ ญี่ปุ่น และ ยุโรป  ส่วนทางด้านผู้นำธุรกิจเครือข่ายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย  


ทางด้านนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว  แผนการจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่ทางผู้บริหารของ TNI ได้เล็งเห็น และได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักธุรกิจอิสระ  ทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากขึ้น 


“สมาชิกเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สำคัญ การปรับแผนครั้งนี้บริษัทหวังว่าจะช่วยให้สมาชิกทำงาน ได้ง่ายมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในสิ้นปีนี้ประมาณ  20-30 % คาดว่าจากความพร้อมและแนวรุกทุกด้าน จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน”  


อย่างไรก็ตาม ยังมีการสนับสนุนทางด้านกิจกรรมที่หลากหลาย ของโมรินดาประเทศไทยในปีนี้ อาทิ  การจัดประชุมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว  และในเดือนสิงหาคมจะมีการจัดงาน ฉลองครบรอบ 13 ปีของบริษัทในประเทศไทย และครบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัทแม่ พร้อมกับเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์สุดเด็ด  2 รายการอีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 230 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2555   

เปิดชื่อใหม่ "โมรินดาเวิลด์ไวด์-Morinda Worldwide" ลบภาพ "โนนิ-Noni" ดันสู่ TOP5 ไทย


ประธานใหญ่ “จอห์น วาร์ดเวิร์ธ” ลัดฟ้าแถลงข่าว เปลี่ยนชื่อ “ตาฮิเตียน โนนิ” สู่ “โมรินดา เวิลด์ไวด์” สร้างการรับรู้ความหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีแค่ “น้ำโนนิ”


แย้มเตรียมคลอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอีก 2 รายการ หวังดันติด TOP 5 ขายตรง ไทย คาด 5 ปีข้างหน้าไทยเป็นฮับเอเชีย 
  
มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดาอิงค์  เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทสามารถขยาย สาขาไปทั่วทุกมุมโลกราว 76 ประเทศ สร้างความสำเร็จได้เกินเป้าหมาย ผลมาจากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ TNI ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้ปัจจุบัน TNI มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและคงเอกลักษณ์ด้วยส่วนผสมหลักคือ น้ำโนนิ 
  
ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้มร.จอนห์น เดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกามาแถลงข่าวในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจ หลายคนคงจำได้ว่า ตาฮิเตียน โนนิ ได้ใช้ชื่อบริษัทว่า โมรินดา ในการดำเนินธุรกิจ  


ทั้งนี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา  ทีมผู้บริหารและบริษัทได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า บริษัทจะหวนกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา อีกครั้ง ตามเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ 


1.    โมรินดา คือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ  
2. โมรินดา คือ ชื่อทาง 
พฤกษศาสตร์ของผลโนนิ 
3. บริษัทต้องการทิ้งข้อจำกัด ในเรื่องการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภค  ที่อาจคิดว่ามีแค่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียน โนนิ ทั้งที่อันที่จริงแล้ว บริษัทมีผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน อาทิเช่น  ผลิตภัณฑ์ ดีไฟน์ สำหรับบำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์ FIT ช่วยในการดูแลรูปร่าง ฯลฯ 


ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย บริษัทมีเป้าหมายต้องการให้ โมรินดาประเทศไทยสามารถพิชิตยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทฯเคยทำสำเร็จในอดีต โดยจะมีการเสริมทัพ ด้วยการเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่อีก  2 รายการภายในเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าตลอดทั้งปีโมรินดาสาขาไทยจะมีสินค้าใหม่เพิ่มอีก 14 - 15 รายการ เพื่อรองรับเป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่บริษัทคาดหวังจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับหรือศูนย์กลางกระจายสินค้าของตลาดในภูมิภาคเอเชีย  ขณะที่ตลาดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมาก ที่สุดในขณะนี้ คือ ญี่ปุ่น และ ยุโรป  ส่วนทางด้านผู้นำธุรกิจเครือข่ายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย  


ทางด้านนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว  แผนการจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่ทางผู้บริหารของ TNI ได้เล็งเห็น และได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักธุรกิจอิสระ  ทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากขึ้น 


“สมาชิกเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สำคัญ การปรับแผนครั้งนี้บริษัทหวังว่าจะช่วยให้สมาชิกทำงาน ได้ง่ายมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในสิ้นปีนี้ประมาณ  20-30 % คาดว่าจากความพร้อมและแนวรุกทุกด้าน จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน”  


อย่างไรก็ตาม ยังมีการสนับสนุนทางด้านกิจกรรมที่หลากหลาย ของโมรินดาประเทศไทยในปีนี้ อาทิ  การจัดประชุมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว  และในเดือนสิงหาคมจะมีการจัดงาน ฉลองครบรอบ 13 ปีของบริษัทในประเทศไทย และครบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัทแม่ พร้อมกับเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์สุดเด็ด  2 รายการอีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 230 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2555   

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข่าว "ตาฮิเตียน โนนิ-Noni Thailand" รีเทิร์นใช้ชื่อเดิม สวมแบรนด์ "โมรินดา-Morinda" ท้าชิงตลาดสุขภาพ


ตาฮิเตียนโนนิ ค่ายธุรกิจเครือข่ายขายตรงสายพันธุ์อเมริกันพลิกตำรารบใหม่หันกลับไปใช้ชื่อเดิม โมรินดา ลงชิงลูกค้าในตลาดสุขภาพฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ไม่ได้จำหน่ายสินค้าเพียงตาฮิเตียนโนนิไบโอแอคทีฟเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆที่หลากหลาย...ฮือฮาค้นพบ อิริดอยด์ส สารเสริมสุขภาพตัวใหม่หวังแตกไลน์สินค้าเพิ่มเตรียมส่ง MAX มาขายเป็นผู้นำตลาดอิริดอยด์สในไทย...!!!


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตาฮิเตียน โนนิ เป็นแบรนด์สินค้าที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าทศวรรษ แต่ต้องกลับไปใช้ชื่อเดิมคือ โมรินดา เพื่อต้องการฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ว่า บริษัทฯ ไม่ได้จำหน่ายสินค้าเพียง ตาฮิเตียน โนนิ ไบโอแอคทีฟ เท่านั้น แต่ยังคงมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ BIO ACTIVE กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BIO TROPICAL กลุ่มสกินแคร์ดูแลผิว และ BIO FIT กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรูปร่าง การค้นพบสารตัวใหม่ อิริดอยด์ส (Iridoids) ในโนนิ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย การค้นพบนี้ทำให้บริษัทตั้งธงใหม่ กลับมาใช้ชื่อเดิม และเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา เราได้จัดงาน IOC โดยมีสมาชิกมาร่วมงานกว่า 5,000 คน พร้อมแถลงชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการลอนซ์สินค้าใหม่ ที่มีส่วนผสมของอิริดอยด์ส ภายใต้แบรนด์ MAX ในอีก 45 ประเทศทั่วโลกด้วย สำหรับประเทศการวางตลาดในไทย อาจจะช้ากว่าประเทศอื่น โดยวางตลาดในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมกับงานฉลองครบรอบ 13 ปี โมรินดาประเทศไทย


มร.จอห์น ระบุด้วยว่า อิริดอยด์ส จะเป็นตัวทำให้ตลาดสุขภาพเติบโตขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอีก 30 ปี สารตัวนี้จะถูกนำไปใช้ในทุกครัวเรือน และโมรินดาจะเป็นผู้นำตลาด รวมทั้งวางแผนอีก 5 ปีข้างหน้า หวังให้ไทยเป็น Hub ของโมรินดาในเอเชีย จากนี้ไปบริษัทฯ จะมีการวางแผนวิจัย และค้นคว้าสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมสร้างโรงงานที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรี AEC ส่วนไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้


ด้านวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการตลาดสาขาประเทศไทยในครึ่งปีหลังว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตเป็นที่น่าพอใจ คาดหวังปีนี้ผลประกอบการจะเติบโตขึ้นมากว่าปีที่แล้ว 30-40% จากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำเข้ามาในปีนี้ 15 รายการ ซึ่งจะเปิดตัวในทุกๆ ไตรมาส บวกกับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ที่ผู้บริโภคจะได้ส่วนลดหรือคอมมิชชั่นกลับมาด้วย ทั้งหมด จะเป็นปัจจัยหนุนให้ธุรกิจโตตามเป้าที่วางไว้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่322 ประจำวันที่16 - 30 มิถุนายน 2555

ข่าว "ตาฮิเตียน โนนิ-Noni Thailand" รีเทิร์นใช้ชื่อเดิม สวมแบรนด์ "โมรินดา-Morinda" ท้าชิงตลาดสุขภาพ


“ตาฮิเตียนโนนิ” ค่ายธุรกิจเครือข่ายขายตรงสายพันธุ์อเมริกันพลิกตำรารบใหม่หันกลับไปใช้ชื่อเดิม “โมรินดา” ลงชิงลูกค้าในตลาดสุขภาพฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ไม่ได้จำหน่ายสินค้าเพียงตาฮิเตียนโนนิไบโอแอคทีฟเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆที่หลากหลาย...ฮือฮาค้นพบ “อิริดอยด์ส” สารเสริมสุขภาพตัวใหม่หวังแตกไลน์สินค้าเพิ่มเตรียมส่ง ‘MAX’ มาขายเป็นผู้นำตลาดอิริดอยด์สในไทย...!!!


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตาฮิเตียน โนนิ เป็นแบรนด์สินค้าที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าทศวรรษ แต่ต้องกลับไปใช้ชื่อเดิมคือ โมรินดา เพื่อต้องการฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ว่า บริษัทฯ ไม่ได้จำหน่ายสินค้าเพียง ตาฮิเตียน โนนิ ไบโอแอคทีฟ เท่านั้น แต่ยังคงมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ BIO ACTIVE กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BIO TROPICAL กลุ่มสกินแคร์ดูแลผิว และ BIO FIT กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรูปร่าง “การค้นพบสารตัวใหม่ อิริดอยด์ส (Iridoids) ในโนนิ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย การค้นพบนี้ทำให้บริษัทตั้งธงใหม่ กลับมาใช้ชื่อเดิม และเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา เราได้จัดงาน IOC โดยมีสมาชิกมาร่วมงานกว่า 5,000 คน พร้อมแถลงชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการลอนซ์สินค้าใหม่ ที่มีส่วนผสมของอิริดอยด์ส ภายใต้แบรนด์ MAX ในอีก 45 ประเทศทั่วโลกด้วย สำหรับประเทศการวางตลาดในไทย อาจจะช้ากว่าประเทศอื่น โดยวางตลาดในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมกับงานฉลองครบรอบ 13 ปี โมรินดาประเทศไทย”


มร.จอห์น ระบุด้วยว่า อิริดอยด์ส จะเป็นตัวทำให้ตลาดสุขภาพเติบโตขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอีก 30 ปี สารตัวนี้จะถูกนำไปใช้ในทุกครัวเรือน และโมรินดาจะเป็นผู้นำตลาด รวมทั้งวางแผนอีก 5 ปีข้างหน้า หวังให้ไทยเป็น Hub ของโมรินดาในเอเชีย จากนี้ไปบริษัทฯ จะมีการวางแผนวิจัย และค้นคว้าสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมสร้างโรงงานที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรี AEC ส่วนไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้


ด้านวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการตลาดสาขาประเทศไทยในครึ่งปีหลังว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตเป็นที่น่าพอใจ คาดหวังปีนี้ผลประกอบการจะเติบโตขึ้นมากว่าปีที่แล้ว 30-40% จากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำเข้ามาในปีนี้ 15 รายการ ซึ่งจะเปิดตัวในทุกๆ ไตรมาส บวกกับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ที่ผู้บริโภคจะได้ส่วนลดหรือคอมมิชชั่นกลับมาด้วย ทั้งหมด จะเป็นปัจจัยหนุนให้ธุรกิจโตตามเป้าที่วางไว้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 322 ประจำวันที่ 16 - 30 มิถุนายน 2555

ข่าว "ตาฮิเตียน โนนิ-Noni Thailand" รีเทิร์นใช้ชื่อเดิม สวมแบรนด์ "โมรินดา-Morinda" ท้าชิงตลาดสุขภาพ


“ตาฮิเตียนโนนิ” ค่ายธุรกิจเครือข่ายขายตรงสายพันธุ์อเมริกันพลิกตำรารบใหม่หันกลับไปใช้ชื่อเดิม “โมรินดา” ลงชิงลูกค้าในตลาดสุขภาพฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ไม่ได้จำหน่ายสินค้าเพียงตาฮิเตียนโนนิไบโอแอคทีฟเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆที่หลากหลาย...ฮือฮาค้นพบ “อิริดอยด์ส” สารเสริมสุขภาพตัวใหม่หวังแตกไลน์สินค้าเพิ่มเตรียมส่ง ‘MAX’ มาขายเป็นผู้นำตลาดอิริดอยด์สในไทย...!!!


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตาฮิเตียน โนนิ เป็นแบรนด์สินค้าที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าทศวรรษ แต่ต้องกลับไปใช้ชื่อเดิมคือ โมรินดา เพื่อต้องการฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ที่ว่า บริษัทฯ ไม่ได้จำหน่ายสินค้าเพียง ตาฮิเตียน โนนิ ไบโอแอคทีฟ เท่านั้น แต่ยังคงมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ BIO ACTIVE กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BIO TROPICAL กลุ่มสกินแคร์ดูแลผิว และ BIO FIT กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรูปร่าง “การค้นพบสารตัวใหม่ อิริดอยด์ส (Iridoids) ในโนนิ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย การค้นพบนี้ทำให้บริษัทตั้งธงใหม่ กลับมาใช้ชื่อเดิม และเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา เราได้จัดงาน IOC โดยมีสมาชิกมาร่วมงานกว่า 5,000 คน พร้อมแถลงชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการลอนซ์สินค้าใหม่ ที่มีส่วนผสมของอิริดอยด์ส ภายใต้แบรนด์ MAX ในอีก 45 ประเทศทั่วโลกด้วย สำหรับประเทศการวางตลาดในไทย อาจจะช้ากว่าประเทศอื่น โดยวางตลาดในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมกับงานฉลองครบรอบ 13 ปี โมรินดาประเทศไทย”


มร.จอห์น ระบุด้วยว่า อิริดอยด์ส จะเป็นตัวทำให้ตลาดสุขภาพเติบโตขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอีก 30 ปี สารตัวนี้จะถูกนำไปใช้ในทุกครัวเรือน และโมรินดาจะเป็นผู้นำตลาด รวมทั้งวางแผนอีก 5 ปีข้างหน้า หวังให้ไทยเป็น Hub ของโมรินดาในเอเชีย จากนี้ไปบริษัทฯ จะมีการวางแผนวิจัย และค้นคว้าสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมสร้างโรงงานที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรี AEC ส่วนไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้


ด้านวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการตลาดสาขาประเทศไทยในครึ่งปีหลังว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตเป็นที่น่าพอใจ คาดหวังปีนี้ผลประกอบการจะเติบโตขึ้นมากว่าปีที่แล้ว 30-40% จากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำเข้ามาในปีนี้ 15 รายการ ซึ่งจะเปิดตัวในทุกๆ ไตรมาส บวกกับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ที่ผู้บริโภคจะได้ส่วนลดหรือคอมมิชชั่นกลับมาด้วย ทั้งหมด จะเป็นปัจจัยหนุนให้ธุรกิจโตตามเป้าที่วางไว้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 322 ประจำวันที่ 16 - 30 มิถุนายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตาฮิเตียน โนนิ (TNI) ไม่เวิร์กกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา ยกเครื่องใหม่กู้ศรัทธาก้าวขึ้นแถวหน้าขายตรง


ตาฮิเตียน โนนิ หรือ TNI ชื่อนี้ไม่เวิร์ก หวนใช้ โมรินดา เวิลด์ไวด์ หวังสร้างการรับรู้บริษัทไม่ได้มี แค่เพียงผลิตภัณฑ์น้ำโนนิ แต่ยังมีสินค้าในกลุ่มอื่นๆอย่างหลากหลาย ล่าสุดเตรียมคลอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอีก 2 รายการ มั่นใจด้วยแผนรุกตลาดใหม่จะทำให้บริษัทสามารถติด TOP 5 ขายตรง ไทยได้อีกครั้ง ส่วนบอสใหญ่บินตรง โปรยคำหวานเล็งสาขาไทย เป็นแกนกลางในภูมิภาคเอเชียภายใน 5 ปีข้างหน้า


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดาอิงค์ กล่าวถึงภาพรวมของบริษัท ในช่วงที่ผ่านมาว่า ประสบความ สำเร็จเกินความคาดหมาย สามารถขยาย สาขาไปทั่วทุกมุมโลกราว 76 ประเทศ โดย ในแต่ละพื้นที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้วบริษัทเข้าไปขยายตลาดในประเทศ เคนย่า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยตลาดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมาก ที่สุดในขณะนี้ คือ ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ผู้นำธุรกิจเครือข่ายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย การเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เป็นผลมาจากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ TNI ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้ ปัจจุบัน TNI มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและคงเอกลักษณ์ด้วยส่วนผสมหลักคือ น้ำโนนิ


อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจ ตาฮิเตียน โนนิ ได้ใช้ชื่อบริษัท โมรินดา ในการดำเนินธุรกิจ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อมาใช้ตาฮิเตียน โนนิ และหลายเดือนที่ผ่านมาทางทีมผู้บริหารได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ และบริษัทได้มีความเห็นพ้องกันว่า บริษัทจะกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา อีกครั้ง เพราะแท้จริงแล้ว ตาฮิเตียน โนนิ คือ ผลิตภัณฑ์ ที่นำเสนอโดยบริษัท โมรินดา ดังนั้นการกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา จึงมีเหตุผลหลัก อยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ


ข้อแรกมองว่าโมรินดา คือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ สอง โมรินดา คือ ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของผลโนนิ และข้อสุดท้าย บริษัทต้องการ ฉีกข้อจำกัดในเรื่องของการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภคว่าเราไม่ได้มีแค่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียน โนนิ แต่บริษัทมีผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ดีไฟร์, ผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง FIT, ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวกายอย่างเทโพเอมา และโมเอย่า และนี่คือเหตุผลสำคัญของการกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา มร.จอห์น กล่าว


มร.จอห์น กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย บริษัท มีพันธกิจหลักที่จะยัง เดินหน้าสร้างความเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โมรินดาประเทศไทยสามารถพิชิตยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดอีกครั้ง นอกจากนี้บริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่ อีกประมาณ 2 รายการภายในเดือนสิงหาคม นี้ และคาดว่าสิ้นปี โมรินดาสาขาไทย อาจ มีสินค้าเพิ่มอีก 14-15 รายการ ส่วนในอีก 5 ปีข้างหน้า ตนมุ่งหวังที่จะทำให้ประเทศ ไทยกลายเป็นอัพหรือศูนย์กลางกระจายสินค้าของตลาดในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตอันใกล้อาจจะมีโรงงานการผลิตที่เอเชีย เพราะจะช่วยลดต้นทุนของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าราคาถูกลง โดยประเทศที่กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือ ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากมีท่าเรือน้ำลึก ทำให้สะดวกต่อการขนส่งกระจายสินค้า


ด้านนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานของโมรินดาประเทศไทยในปีนี้มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมที่มีอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ บริษัทจะนำสมาชิกนักธุรกิจผู้ประสบความ สำเร็จทัวร์กรุงโรม ประเทศอิตาลี นอกจาก นั้นภายในเดือนสิงหาคมที่จะมีการจัดงาน ฉลองครบรอบ 13 ปีของบริษัทในประเทศ ไทย และครบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัท เราจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ชนิดใหม่ อีก 2 รายการ คือ ไบโอแอ็กทีฟ และไบโอคอมโพซิชั่น


นอกจากแผนกิจกรรมต่างๆ และการปรับเปลี่ยนชื่อแล้ว ในส่วนของแผน การจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทางผู้บริหารของ TNI ได้เล็งเห็น และได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักธุรกิจอิสระ (IPCs) ทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากขึ้น
บริษัทให้ความสำคัญกับความสำเร็จ ของสมาชิก ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่สำคัญ เราจะโตไปพร้อมๆ กัน การปรับ เปลี่ยนแผนการตลาดในบางส่วนในครั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะช่วยให้สมาชิกทำงาน ได้ง่ายมากขึ้น ทั้งนี้ผลประกอบการในปีที่แล้วถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอีก 20-30% ตนคิดว่าด้วยการ เพิ่มสินค้าชนิดใหม่เพิ่มการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน และการเปลี่ยนชื่อบริษัท จะสร้างความเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างแน่นอน นางวิภารัตน์ กล่าวเสริม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1307 ประจำวันที่ 9-6-2012 ถึง12-6-2012

‘ตาฮิเตียน โนนิ (TNI)’ ไม่เวิร์กกลับมาใช้ชื่อ ‘โมรินดา’ ยกเครื่องใหม่กู้ศรัทธาก้าวขึ้นแถวหน้าขายตรง


“ตาฮิเตียน โนนิ” หรือ TNI ชื่อนี้ไม่เวิร์ก หวนใช้ “โมรินดา เวิลด์ไวด์” หวังสร้างการรับรู้บริษัทไม่ได้มี แค่เพียงผลิตภัณฑ์น้ำโนนิ แต่ยังมีสินค้าในกลุ่มอื่นๆอย่างหลากหลาย ล่าสุดเตรียมคลอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอีก 2 รายการ มั่นใจด้วยแผนรุกตลาดใหม่จะทำให้บริษัทสามารถติด TOP 5 ขายตรง ไทยได้อีกครั้ง ส่วนบอสใหญ่บินตรง โปรยคำหวานเล็งสาขาไทย เป็นแกนกลางในภูมิภาคเอเชียภายใน 5 ปีข้างหน้า


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดาอิงค์ กล่าวถึงภาพรวมของบริษัท ในช่วงที่ผ่านมาว่า ประสบความ สำเร็จเกินความคาดหมาย สามารถขยาย สาขาไปทั่วทุกมุมโลกราว 76 ประเทศ โดย ในแต่ละพื้นที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้วบริษัทเข้าไปขยายตลาดในประเทศ เคนย่า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยตลาดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมาก ที่สุดในขณะนี้ คือ ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ผู้นำธุรกิจเครือข่ายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย การเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เป็นผลมาจากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ TNI ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้ ปัจจุบัน TNI มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและคงเอกลักษณ์ด้วยส่วนผสมหลักคือ น้ำโนนิ 


อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจ ตาฮิเตียน โนนิ ได้ใช้ชื่อบริษัท โมรินดา ในการดำเนินธุรกิจ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อมาใช้ตาฮิเตียน โนนิ และหลายเดือนที่ผ่านมาทางทีมผู้บริหารได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ และบริษัทได้มีความเห็นพ้องกันว่า บริษัทจะกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา อีกครั้ง เพราะแท้จริงแล้ว ตาฮิเตียน โนนิ คือ ผลิตภัณฑ์ ที่นำเสนอโดยบริษัท โมรินดา ดังนั้นการกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา จึงมีเหตุผลหลัก อยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ 


“ข้อแรกมองว่าโมรินดา คือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ สอง โมรินดา คือ ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของผลโนนิ และข้อสุดท้าย บริษัทต้องการ ฉีกข้อจำกัดในเรื่องของการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภคว่าเราไม่ได้มีแค่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียน โนนิ แต่บริษัทมีผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ดีไฟร์, ผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง FIT, ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวกายอย่างเทโพเอมา และโมเอย่า และนี่คือเหตุผลสำคัญของการกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา” มร.จอห์น กล่าว


มร.จอห์น กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย บริษัท มีพันธกิจหลักที่จะยัง “เดินหน้าสร้างความเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้โมรินดาประเทศไทยสามารถพิชิตยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดอีกครั้ง นอกจากนี้บริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่ อีกประมาณ 2 รายการภายในเดือนสิงหาคม นี้ และคาดว่าสิ้นปี โมรินดาสาขาไทย อาจ มีสินค้าเพิ่มอีก 14-15 รายการ ส่วนในอีก 5 ปีข้างหน้า ตนมุ่งหวังที่จะทำให้ประเทศ ไทยกลายเป็นอัพหรือศูนย์กลางกระจายสินค้าของตลาดในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตอันใกล้อาจจะมีโรงงานการผลิตที่เอเชีย เพราะจะช่วยลดต้นทุนของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าราคาถูกลง โดยประเทศที่กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือ ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากมีท่าเรือน้ำลึก ทำให้สะดวกต่อการขนส่งกระจายสินค้า


ด้านนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานของโมรินดาประเทศไทยในปีนี้มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมที่มีอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ บริษัทจะนำสมาชิกนักธุรกิจผู้ประสบความ สำเร็จทัวร์กรุงโรม ประเทศอิตาลี นอกจาก นั้นภายในเดือนสิงหาคมที่จะมีการจัดงาน ฉลองครบรอบ 13 ปีของบริษัทในประเทศ ไทย และครบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัท เราจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ชนิดใหม่ อีก 2 รายการ คือ ไบโอแอ็กทีฟ และไบโอคอมโพซิชั่น 


นอกจากแผนกิจกรรมต่างๆ และการปรับเปลี่ยนชื่อแล้ว ในส่วนของแผน การจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทางผู้บริหารของ TNI ได้เล็งเห็น และได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักธุรกิจอิสระ (IPCs) ทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากขึ้น 
“บริษัทให้ความสำคัญกับความสำเร็จ ของสมาชิก ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่สำคัญ เราจะโตไปพร้อมๆ กัน การปรับ เปลี่ยนแผนการตลาดในบางส่วนในครั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะช่วยให้สมาชิกทำงาน ได้ง่ายมากขึ้น ทั้งนี้ผลประกอบการในปีที่แล้วถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอีก 20-30% ตนคิดว่าด้วยการ เพิ่มสินค้าชนิดใหม่เพิ่มการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน และการเปลี่ยนชื่อบริษัท จะสร้างความเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างแน่นอน” นางวิภารัตน์ กล่าวเสริม


   ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1307 ประจำวันที่ 9-6-2012  ถึง 12-6-2012 

‘ตาฮิเตียน โนนิ (TNI)’ ไม่เวิร์กกลับมาใช้ชื่อ ‘โมรินดา’ ยกเครื่องใหม่กู้ศรัทธาก้าวขึ้นแถวหน้าขายตรง


“ตาฮิเตียน โนนิ” หรือ TNI ชื่อนี้ไม่เวิร์ก หวนใช้ “โมรินดา เวิลด์ไวด์” หวังสร้างการรับรู้บริษัทไม่ได้มี แค่เพียงผลิตภัณฑ์น้ำโนนิ แต่ยังมีสินค้าในกลุ่มอื่นๆอย่างหลากหลาย ล่าสุดเตรียมคลอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าอีก 2 รายการ มั่นใจด้วยแผนรุกตลาดใหม่จะทำให้บริษัทสามารถติด TOP 5 ขายตรง ไทยได้อีกครั้ง ส่วนบอสใหญ่บินตรง โปรยคำหวานเล็งสาขาไทย เป็นแกนกลางในภูมิภาคเอเชียภายใน 5 ปีข้างหน้า


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัท โมรินดาอิงค์ กล่าวถึงภาพรวมของบริษัท ในช่วงที่ผ่านมาว่า ประสบความ สำเร็จเกินความคาดหมาย สามารถขยาย สาขาไปทั่วทุกมุมโลกราว 76 ประเทศ โดย ในแต่ละพื้นที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้วบริษัทเข้าไปขยายตลาดในประเทศ เคนย่า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยตลาดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมาก ที่สุดในขณะนี้ คือ ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ผู้นำธุรกิจเครือข่ายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย การเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เป็นผลมาจากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ TNI ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้ ปัจจุบัน TNI มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและคงเอกลักษณ์ด้วยส่วนผสมหลักคือ น้ำโนนิ 


อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจ ตาฮิเตียน โนนิ ได้ใช้ชื่อบริษัท โมรินดา ในการดำเนินธุรกิจ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อมาใช้ตาฮิเตียน โนนิ และหลายเดือนที่ผ่านมาทางทีมผู้บริหารได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ และบริษัทได้มีความเห็นพ้องกันว่า บริษัทจะกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา อีกครั้ง เพราะแท้จริงแล้ว ตาฮิเตียน โนนิ คือ ผลิตภัณฑ์ ที่นำเสนอโดยบริษัท โมรินดา ดังนั้นการกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา จึงมีเหตุผลหลัก อยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ 


“ข้อแรกมองว่าโมรินดา คือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ สอง โมรินดา คือ ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของผลโนนิ และข้อสุดท้าย บริษัทต้องการ ฉีกข้อจำกัดในเรื่องของการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภคว่าเราไม่ได้มีแค่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียน โนนิ แต่บริษัทมีผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ดีไฟร์, ผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง FIT, ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวกายอย่างเทโพเอมา และโมเอย่า และนี่คือเหตุผลสำคัญของการกลับมาใช้ชื่อ โมรินดา” มร.จอห์น กล่าว


มร.จอห์น กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย บริษัท มีพันธกิจหลักที่จะยัง “เดินหน้าสร้างความเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้โมรินดาประเทศไทยสามารถพิชิตยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดอีกครั้ง นอกจากนี้บริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่ อีกประมาณ 2 รายการภายในเดือนสิงหาคม นี้ และคาดว่าสิ้นปี โมรินดาสาขาไทย อาจ มีสินค้าเพิ่มอีก 14-15 รายการ ส่วนในอีก 5 ปีข้างหน้า ตนมุ่งหวังที่จะทำให้ประเทศ ไทยกลายเป็นอัพหรือศูนย์กลางกระจายสินค้าของตลาดในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตอันใกล้อาจจะมีโรงงานการผลิตที่เอเชีย เพราะจะช่วยลดต้นทุนของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าราคาถูกลง โดยประเทศที่กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือ ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากมีท่าเรือน้ำลึก ทำให้สะดวกต่อการขนส่งกระจายสินค้า


ด้านนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานของโมรินดาประเทศไทยในปีนี้มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมที่มีอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ บริษัทจะนำสมาชิกนักธุรกิจผู้ประสบความ สำเร็จทัวร์กรุงโรม ประเทศอิตาลี นอกจาก นั้นภายในเดือนสิงหาคมที่จะมีการจัดงาน ฉลองครบรอบ 13 ปีของบริษัทในประเทศ ไทย และครบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัท เราจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ชนิดใหม่ อีก 2 รายการ คือ ไบโอแอ็กทีฟ และไบโอคอมโพซิชั่น 


นอกจากแผนกิจกรรมต่างๆ และการปรับเปลี่ยนชื่อแล้ว ในส่วนของแผน การจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทางผู้บริหารของ TNI ได้เล็งเห็น และได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักธุรกิจอิสระ (IPCs) ทำงานได้ง่ายและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากขึ้น 
“บริษัทให้ความสำคัญกับความสำเร็จ ของสมาชิก ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่สำคัญ เราจะโตไปพร้อมๆ กัน การปรับ เปลี่ยนแผนการตลาดในบางส่วนในครั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะช่วยให้สมาชิกทำงาน ได้ง่ายมากขึ้น ทั้งนี้ผลประกอบการในปีที่แล้วถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอีก 20-30% ตนคิดว่าด้วยการ เพิ่มสินค้าชนิดใหม่เพิ่มการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน และการเปลี่ยนชื่อบริษัท จะสร้างความเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างแน่นอน” นางวิภารัตน์ กล่าวเสริม


   ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1307 ประจำวันที่ 9-6-2012  ถึง 12-6-2012 

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ต้นทุนสินค้าพุ่ง! MLM ทยอยปรับราคาตาม



ปัจจุบัน ราคาสินค้าในท้องตลาดนับว่ามีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มาเหล่านี้ เป็นผลเนื่องจากราคาต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้เจ้าของสินค้า หรือ เจ้าของธุรกิจ ต้องปรับราคาสินค้าตาม เพื่อรองรับปัจจัยดังกล่าวกลายเป็นห่วงโซ่

เมื่อราคาต้นทุนของสินค้ามีการปรับ ตัวกลายเป็นประเด็นที่แน่ชัดว่า สิ่งนี้จะส่ง ผลกระทบต่อไปยังผู้ประกอบการหลายบริษัท โดยธุรกิจขายตรงก็ไม่ต่างกัน ที่ดูแล้ว คงต้องเริ่มมีการปรับราคาสินค้าตามต้นทุน ทางทีมข่าว “สยามธุรกิจ” จึงได้สอบถามในประเด็นดังกล่าวว่า เมื่อราคาต้นทุนสินค้า บวกกับราคาสินค้าในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นเช่นนี้ ธุรกิจขายตรงจะเป็นอย่างไร

โดยที่ผ่านมา “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นแบรนด์ขาย ตรงเบอร์หนึ่งของประเทศก็ได้ออกมายอมรับผ่านสื่อว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น เพราะกว่า 4 ปีแล้วที่บริษัทคงราคาสินค้าของบริษัทไว้ ทั้งๆ ที่ผ่านมา ต้นทุน ในการบริหารจัดการหลายอย่างของบริษัท ก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัท ต้องปรับราคาสินค้าบางรายการขึ้นอีก 6% ซึ่งถึงแม้ราคาของสินค้าจะปรับตัวขึ้นก็ ตาม ทางบริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่า สินค้าของบริษัทจะยังคงขายดีได้เช่นเดิม เนื่อง จากคุณภาพของสินค้านั่นเอง

นอกจากในส่วนของ แอมเวย์ แล้ว ยังมีทางด้านของ “มิสทิน” โดย นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น อีกหนึ่งบริษัทที่มีการประกาศในส่วนของการปรับขึ้นราคาสินค้าแล้ว โดยต้นทุนวัตถุดิบ ของมิสทินคิดเป็นสัดส่วน 80% ต้นทุนค่า แรง 20% หลักๆ เป็นค่าแรงในกลุ่มสกิน แคร์และแป้งมีสัดส่วน 10% และต้นทุนค่าแรงกลุ่มเมกอัพมีสัดส่วนเฉลี่ย 7-9% กรณีการปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ต้นทุนค่า แรงในกลุ่มสินค้าเมกอัพเพิ่มขึ้น 4-5% ส่วนต้นทุนค่าแรงในกลุ่มแป้งและสกินแคร์เพิ่ม ขึ้น 6-7% ทำให้สินค้าใหม่ที่จะออกมาทำตลาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้ามีราคาที่สูงขึ้น สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง สำหรับสินค้าที่มีจำหน่ายในตลาด อยู่แล้ว บริษัทไม่มีแผนปรับขึ้นราคาภายในปีนี้ แต่จะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 2-5% โดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปครั้งละ 2% ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2556

ด้าน พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า “เรื่องของการปรับราคา สินค้าในท้องตลาด ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ และกิฟฟารีนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่ม ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่เรื่องของการปรับราคาสินค้าขึ้นตามนั้น บริษัทจะยังคง ไม่ปรับขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการผลัก ภาระไปสู่ผู้บริโภค ส่วนอนาคตคงต้องหารือกับผู้บริหารของบริษัท อีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร” พ.ญ.นลินี เผย

ทางด้านนายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า คังเซนฯ จะมีการปรับราคาสินค้าเพื่อช่วย ลดต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นหรือไม่นั้น นายอิทธิศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทจะพิจารณาจาก หลายๆ ปัจจัย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทางบริษัทต้องแบกรับกับต้นทุนในการจัดการหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางลอจิสติกส์ จากอัตราราคาน้ำมัน โลกที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้ตนและผู้บริหารจึงกำลังพิจารณาดูภาพรวมของสินค้าว่าจะมีการปรับในกลุ่มไหนก่อน และในอัตราเท่าใด

นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ในแง่การปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกับ สถานการณ์ดังกล่าว ในขณะนี้บริษัทยังไม่มี แผนใดๆ มารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการ ปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่างๆ คือ ในแง่ ราคาสินค้าของบริษัทจะมีการปรับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่อเมริกา

โดยคูณเป็นจำนวนเงินไทยและบวกกับค่าคอมมิสชั่นที่บริษัทจ่าย ฉะนั้นในปีนี้บริษัท จึงไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างแน่นอน “การปรับขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นไป ได้สำหรับบริษัทที่มีโรงงานการผลิตภาย ในประเทศ แต่บริษัท ตาฮิเตียนฯ มีสายงานการผลิตอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้นถ้าตราบใดที่อัตราแลกเปลี่ยนยังคงอยู่ในระดับคงที่ และเศรษฐกิจของโลกโดยรวม ยังไม่ดิ่งมาก บริษัทคงไม่มีการปรับขึ้นราคา สินค้าอย่างแน่นอน” 

ทั้งนี้ นอกจากบริษัทต่างๆที่กล่าวมานี้ ซึ่งเริ่มมีแผนขยับตัวรองรับราคาต้น ทุนที่เริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทใหม่ๆ ก็ยังเป็นกลุ่มหนึ่งที่ตั้งราคาสินค้าไว้สูง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า จากราคาสินค้า ของบริษัทใหม่เหล่านี้ ที่มีราคาสูง เป็นผล มาจากการตั้งราคาเพื่อรองรับราคาต้นทุน ไว้แล้วหรือไม่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ขายตรง   ฉบับที่ 1299 ประจำวันที่ 12-5-2012 ถึง 15-5-2012      
 

ต้นทุนสินค้าพุ่ง! MLM ทยอยปรับราคาตาม



ปัจจุบัน ราคาสินค้าในท้องตลาดนับว่ามีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มาเหล่านี้ เป็นผลเนื่องจากราคาต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้เจ้าของสินค้า หรือ เจ้าของธุรกิจ ต้องปรับราคาสินค้าตาม เพื่อรองรับปัจจัยดังกล่าวกลายเป็นห่วงโซ่

เมื่อราคาต้นทุนของสินค้ามีการปรับ ตัวกลายเป็นประเด็นที่แน่ชัดว่า สิ่งนี้จะส่ง ผลกระทบต่อไปยังผู้ประกอบการหลายบริษัท โดยธุรกิจขายตรงก็ไม่ต่างกัน ที่ดูแล้ว คงต้องเริ่มมีการปรับราคาสินค้าตามต้นทุน ทางทีมข่าว “สยามธุรกิจ” จึงได้สอบถามในประเด็นดังกล่าวว่า เมื่อราคาต้นทุนสินค้า บวกกับราคาสินค้าในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นเช่นนี้ ธุรกิจขายตรงจะเป็นอย่างไร

โดยที่ผ่านมา “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นแบรนด์ขาย ตรงเบอร์หนึ่งของประเทศก็ได้ออกมายอมรับผ่านสื่อว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น เพราะกว่า 4 ปีแล้วที่บริษัทคงราคาสินค้าของบริษัทไว้ ทั้งๆ ที่ผ่านมา ต้นทุน ในการบริหารจัดการหลายอย่างของบริษัท ก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัท ต้องปรับราคาสินค้าบางรายการขึ้นอีก 6% ซึ่งถึงแม้ราคาของสินค้าจะปรับตัวขึ้นก็ ตาม ทางบริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่า สินค้าของบริษัทจะยังคงขายดีได้เช่นเดิม เนื่อง จากคุณภาพของสินค้านั่นเอง

นอกจากในส่วนของ แอมเวย์ แล้ว ยังมีทางด้านของ “มิสทิน” โดย นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น อีกหนึ่งบริษัทที่มีการประกาศในส่วนของการปรับขึ้นราคาสินค้าแล้ว โดยต้นทุนวัตถุดิบ ของมิสทินคิดเป็นสัดส่วน 80% ต้นทุนค่า แรง 20% หลักๆ เป็นค่าแรงในกลุ่มสกิน แคร์และแป้งมีสัดส่วน 10% และต้นทุนค่าแรงกลุ่มเมกอัพมีสัดส่วนเฉลี่ย 7-9% กรณีการปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ต้นทุนค่า แรงในกลุ่มสินค้าเมกอัพเพิ่มขึ้น 4-5% ส่วนต้นทุนค่าแรงในกลุ่มแป้งและสกินแคร์เพิ่ม ขึ้น 6-7% ทำให้สินค้าใหม่ที่จะออกมาทำตลาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้ามีราคาที่สูงขึ้น สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง สำหรับสินค้าที่มีจำหน่ายในตลาด อยู่แล้ว บริษัทไม่มีแผนปรับขึ้นราคาภายในปีนี้ แต่จะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 2-5% โดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปครั้งละ 2% ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2556

ด้าน พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า “เรื่องของการปรับราคา สินค้าในท้องตลาด ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ และกิฟฟารีนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่ม ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่เรื่องของการปรับราคาสินค้าขึ้นตามนั้น บริษัทจะยังคง ไม่ปรับขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการผลัก ภาระไปสู่ผู้บริโภค ส่วนอนาคตคงต้องหารือกับผู้บริหารของบริษัท อีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร” พ.ญ.นลินี เผย

ทางด้านนายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า คังเซนฯ จะมีการปรับราคาสินค้าเพื่อช่วย ลดต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นหรือไม่นั้น นายอิทธิศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทจะพิจารณาจาก หลายๆ ปัจจัย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทางบริษัทต้องแบกรับกับต้นทุนในการจัดการหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางลอจิสติกส์ จากอัตราราคาน้ำมัน โลกที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้ตนและผู้บริหารจึงกำลังพิจารณาดูภาพรวมของสินค้าว่าจะมีการปรับในกลุ่มไหนก่อน และในอัตราเท่าใด

นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ในแง่การปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกับ สถานการณ์ดังกล่าว ในขณะนี้บริษัทยังไม่มี แผนใดๆ มารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการ ปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่างๆ คือ ในแง่ ราคาสินค้าของบริษัทจะมีการปรับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่อเมริกา

โดยคูณเป็นจำนวนเงินไทยและบวกกับค่าคอมมิสชั่นที่บริษัทจ่าย ฉะนั้นในปีนี้บริษัท จึงไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างแน่นอน “การปรับขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นไป ได้สำหรับบริษัทที่มีโรงงานการผลิตภาย ในประเทศ แต่บริษัท ตาฮิเตียนฯ มีสายงานการผลิตอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้นถ้าตราบใดที่อัตราแลกเปลี่ยนยังคงอยู่ในระดับคงที่ และเศรษฐกิจของโลกโดยรวม ยังไม่ดิ่งมาก บริษัทคงไม่มีการปรับขึ้นราคา สินค้าอย่างแน่นอน” 

ทั้งนี้ นอกจากบริษัทต่างๆที่กล่าวมานี้ ซึ่งเริ่มมีแผนขยับตัวรองรับราคาต้น ทุนที่เริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทใหม่ๆ ก็ยังเป็นกลุ่มหนึ่งที่ตั้งราคาสินค้าไว้สูง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า จากราคาสินค้า ของบริษัทใหม่เหล่านี้ ที่มีราคาสูง เป็นผล มาจากการตั้งราคาเพื่อรองรับราคาต้นทุน ไว้แล้วหรือไม่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ขายตรง   ฉบับที่ 1299 ประจำวันที่ 12-5-2012 ถึง 15-5-2012      
 

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตาฮิเตียน โนนิ (TNI) ปรับแผนจ่ายทั่วโลกหวังเป็นไพ่เด็ดเรียกเรตติ้งคืน


“ตาฮิเตียน โนนิ” หรือ TNI จัดการปรับแผนจ่ายครั้งใหญ่ พร้อมกันทุกสาขา ทั่วโลกวันที่ 1 พ.ค. แถมอัดสินค้าใหม่เข้าตลาดเพียบ ขณะที่งานประชุมผู้นำระดับนานาชาติ หรือ International Leadership Conference (ILC 2012) ประสบความสำเร็จ ล้นหลามมีผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน ภายใต้คอนเซปต์ “Come Home” ณ Salt Lake City สหรัฐอเมริกา ปี 2013 วางพิกัดที่ “ฮาวาย” จัดต่อ 

นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การประชุมผู้นำระดับนานาชาติ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-21 เมษายนที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมาก กว่า 5,000 ชีวิต ซึ่งไฮไลต์ของการจัดงาน ILC ในปีนี้คือ การแจ้งประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการทั่วโลก ในส่วนของ ประเทศไทย มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัทจะบินมาพบปะกับที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระและพนักงาน รวมทั้งเปิดห้องแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยตนเอง

“ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ตาฮิเตียน โนนิ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจและสามารถสานต่อพันธกิจในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างไม่หยุดยั้ง มียอดคอมมิสชั่นที่จ่ายไปยังผู้คนทั่วโลกรวม 2 ล้าน 5 แสนเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังได้เดินหน้าด้วยการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่และแตกไลน์กลุ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นตาฮิเตียน โนนิ ยังคง ให้ความสำคัญในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งที่ทันสมัยและรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย” มร.จอร์น วาดส์เวิร์ธ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ตาฮิเตียน โนนิ ยังได้จัดการปรับระบบแผน การทำงานใหม่ เพื่อเป็นการสร้างความแปลกใหม่ และดึงดูดผู้คนให้เข้ามาในบริษัทเพิ่มมากขึ้นโดยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการจ่ายผลตอบแทนนั้น เป็นการปรับเพื่อสนับสนุนให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ง่ายและมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 

แผนการจ่ายผลตอบแทนของ Growth and Duplication Bonus หรือ GDB

โดยหลักการแล้วโบนัสนี้เป็นรางวัล ตอบแทนให้กับการทำงานขยายทีมงานส่วนตัวและรักษาทีมงานเหล่านั้นให้ก้าวเดินต่อไป ในการทำธุรกิจอย่างมั่นคง และสร้างธุรกิจส่วนตัวเช่นเดียวกับตัวผู้นำกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรธุรกิจมีความแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาวที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระทุกท่านสามารถเข้าร่วมทำคุณสมบัติได้ ซึ่งคุณสมบัติและโบนัสจะถูกแบ่งเป็นขั้น รายละเอียดมีดังนี้

คุณสมบัติและรางวัลในการทำ GDB สมาชิกที่ทำ GDB ต้องมียอดซื้อส่วนตัว 120 QPV สมาชิกสามารถเข้าร่วมทำ คุณสมบัติได้ ลำดับขั้นที่ 1 (Silver Bonus) สปอนเซอร์สมาชิกใหม่ 5 รหัส และมีแต้ม รวมเท่ากับ 500 แต้มในระดับชั้นที่ 1 

ลำดับขั้นที่ 2 (Gold Bonus) ฟร้อนต์ ไลน์ของท่าน 3 รหัสทำคุณสมบัติในข้อ 1 นั่นคือ ทั้งสามท่านจะต้องสปอนเซอร์สมาชิกใหม่จำนวน 5 ท่านและมีแต้มรวมในระดับชั้นที่ 1 เท่ากับ 500 แต้ม 
ลำดับขั้นที่ 3 (Platinum Bonus) ฟร้อนต์ไลน์ทั้ง 3 คนของท่าน ขยายทีมงาน แต่ละท่านมีฟร้อนต์ไลน์ทำคุณสมบัติ 5 คน และ 500 แต้ม จำนวน 3 ท่าน แมตชิ่งโบนัสให้กับอัพไลน์ (Matching Bonus) กรณีดาวน์ไลน์ที่ท่านสปอนเซอร์ได้รับ Gold Bonus สมาชิกซึ่งเป็นผู้สปอนเซอร์จะได้รับแมตชิ่งโบนัสเป็นจำนวนเงิน 50% กรณีดาวน์ไลน์ที่ท่าน สปอนเซอร์ได้รับ Platinum Bonus สมาชิกซึ่งเป็นผู้สปอนเซอร์จะได้รับแมต ชิ่งโบนัสเป็นจำนวนเงิน 100% 

นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนชื่อบริษัทและการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน ให้กับเหล่าสมาชิกแล้ว ในส่วนของประเทศไทยได้จัดเตรียมการเพื่อจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการในกลุ่มสกินแคร์ ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกันกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดีไฟร์ ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายอยู่แล้ว โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเข้ามาเสริม ประกอบด้วย “ดีไฟร์ คลีนเซอร์” ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่คงคอนเซปต์ส่วนผสมทางธรรมชาติทำให้เหมาะกับทุกสภาพผิว และ “ดีไฟร์ ทริปเปิ้ล แอ็กชั่น โทนเนอร์” ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นด้วยส่วนผสมของไบโอแอ็กทีฟช่วยให้ผิวของคุณสว่างกระจ่างใส รูขุมขน กระชับขึ้นทำให้แลดูอ่อนกว่าวัย ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการ จะเปิดตัวที่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2012 นี้ 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แผนการทำงาน บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งไว้ รางวัลการท่องเที่ยวยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการ ช่วยกระตุ้นให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระ (IPCs) มีแรงขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ มากขึ้น โดยในปีนี้ได้เพิ่มในส่วนของโปรโมชั่นที่จะช่วยให้ IPCs ได้เข้าร่วมงานต่างๆ มากขึ้น อาทิ งานประชุมระดับภูมิภาค อย่าง เจด รีทรีต ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในช่วงเดือนกันยายน และ เพิร์ล แคมป์ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 

“ช่วงเวลาของการทำคุณสมบัติเพื่อ เข้าร่วมทริปรางวัลการประชุมและท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราได้ทำการปรับเปลี่ยน ให้ IPCs มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นการแบ่งเวลาในการ ทำคุณสมบัติออกเป็นช่วงๆ เช่น ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย.หรือ พ.ค.-ส.ค. มาเป็น การทำคุณสมบัติทั้งปี ตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. โดย ในแต่ละรางวัลจะมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับของ IPC” วิภารัตน์ กล่าวสรุป

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ขายตรง  ฉบับที่ 1298 ประจำวันที่ 9-5-2012 ถึง 11-5-2012       

ตาฮิเตียน โนนิ (TNI) ปรับแผนจ่ายทั่วโลกหวังเป็นไพ่เด็ดเรียกเรตติ้งคืน


“ตาฮิเตียน โนนิ” หรือ TNI จัดการปรับแผนจ่ายครั้งใหญ่ พร้อมกันทุกสาขา ทั่วโลกวันที่ 1 พ.ค. แถมอัดสินค้าใหม่เข้าตลาดเพียบ ขณะที่งานประชุมผู้นำระดับนานาชาติ หรือ International Leadership Conference (ILC 2012) ประสบความสำเร็จ ล้นหลามมีผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน ภายใต้คอนเซปต์ “Come Home” ณ Salt Lake City สหรัฐอเมริกา ปี 2013 วางพิกัดที่ “ฮาวาย” จัดต่อ 

นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การประชุมผู้นำระดับนานาชาติ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-21 เมษายนที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมาก กว่า 5,000 ชีวิต ซึ่งไฮไลต์ของการจัดงาน ILC ในปีนี้คือ การแจ้งประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการทั่วโลก ในส่วนของ ประเทศไทย มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัทจะบินมาพบปะกับที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระและพนักงาน รวมทั้งเปิดห้องแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยตนเอง

“ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ตาฮิเตียน โนนิ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจและสามารถสานต่อพันธกิจในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างไม่หยุดยั้ง มียอดคอมมิสชั่นที่จ่ายไปยังผู้คนทั่วโลกรวม 2 ล้าน 5 แสนเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังได้เดินหน้าด้วยการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่และแตกไลน์กลุ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นตาฮิเตียน โนนิ ยังคง ให้ความสำคัญในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งที่ทันสมัยและรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย” มร.จอร์น วาดส์เวิร์ธ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ตาฮิเตียน โนนิ ยังได้จัดการปรับระบบแผน การทำงานใหม่ เพื่อเป็นการสร้างความแปลกใหม่ และดึงดูดผู้คนให้เข้ามาในบริษัทเพิ่มมากขึ้นโดยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการจ่ายผลตอบแทนนั้น เป็นการปรับเพื่อสนับสนุนให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ง่ายและมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 

แผนการจ่ายผลตอบแทนของ Growth and Duplication Bonus หรือ GDB

โดยหลักการแล้วโบนัสนี้เป็นรางวัล ตอบแทนให้กับการทำงานขยายทีมงานส่วนตัวและรักษาทีมงานเหล่านั้นให้ก้าวเดินต่อไป ในการทำธุรกิจอย่างมั่นคง และสร้างธุรกิจส่วนตัวเช่นเดียวกับตัวผู้นำกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรธุรกิจมีความแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาวที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระทุกท่านสามารถเข้าร่วมทำคุณสมบัติได้ ซึ่งคุณสมบัติและโบนัสจะถูกแบ่งเป็นขั้น รายละเอียดมีดังนี้

คุณสมบัติและรางวัลในการทำ GDB สมาชิกที่ทำ GDB ต้องมียอดซื้อส่วนตัว 120 QPV สมาชิกสามารถเข้าร่วมทำ คุณสมบัติได้ ลำดับขั้นที่ 1 (Silver Bonus) สปอนเซอร์สมาชิกใหม่ 5 รหัส และมีแต้ม รวมเท่ากับ 500 แต้มในระดับชั้นที่ 1 

ลำดับขั้นที่ 2 (Gold Bonus) ฟร้อนต์ ไลน์ของท่าน 3 รหัสทำคุณสมบัติในข้อ 1 นั่นคือ ทั้งสามท่านจะต้องสปอนเซอร์สมาชิกใหม่จำนวน 5 ท่านและมีแต้มรวมในระดับชั้นที่ 1 เท่ากับ 500 แต้ม 
ลำดับขั้นที่ 3 (Platinum Bonus) ฟร้อนต์ไลน์ทั้ง 3 คนของท่าน ขยายทีมงาน แต่ละท่านมีฟร้อนต์ไลน์ทำคุณสมบัติ 5 คน และ 500 แต้ม จำนวน 3 ท่าน แมตชิ่งโบนัสให้กับอัพไลน์ (Matching Bonus) กรณีดาวน์ไลน์ที่ท่านสปอนเซอร์ได้รับ Gold Bonus สมาชิกซึ่งเป็นผู้สปอนเซอร์จะได้รับแมตชิ่งโบนัสเป็นจำนวนเงิน 50% กรณีดาวน์ไลน์ที่ท่าน สปอนเซอร์ได้รับ Platinum Bonus สมาชิกซึ่งเป็นผู้สปอนเซอร์จะได้รับแมต ชิ่งโบนัสเป็นจำนวนเงิน 100% 

นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนชื่อบริษัทและการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน ให้กับเหล่าสมาชิกแล้ว ในส่วนของประเทศไทยได้จัดเตรียมการเพื่อจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการในกลุ่มสกินแคร์ ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกันกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดีไฟร์ ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายอยู่แล้ว โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเข้ามาเสริม ประกอบด้วย “ดีไฟร์ คลีนเซอร์” ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่คงคอนเซปต์ส่วนผสมทางธรรมชาติทำให้เหมาะกับทุกสภาพผิว และ “ดีไฟร์ ทริปเปิ้ล แอ็กชั่น โทนเนอร์” ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นด้วยส่วนผสมของไบโอแอ็กทีฟช่วยให้ผิวของคุณสว่างกระจ่างใส รูขุมขน กระชับขึ้นทำให้แลดูอ่อนกว่าวัย ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการ จะเปิดตัวที่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2012 นี้ 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แผนการทำงาน บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งไว้ รางวัลการท่องเที่ยวยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการ ช่วยกระตุ้นให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระ (IPCs) มีแรงขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ มากขึ้น โดยในปีนี้ได้เพิ่มในส่วนของโปรโมชั่นที่จะช่วยให้ IPCs ได้เข้าร่วมงานต่างๆ มากขึ้น อาทิ งานประชุมระดับภูมิภาค อย่าง เจด รีทรีต ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในช่วงเดือนกันยายน และ เพิร์ล แคมป์ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 

“ช่วงเวลาของการทำคุณสมบัติเพื่อ เข้าร่วมทริปรางวัลการประชุมและท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราได้ทำการปรับเปลี่ยน ให้ IPCs มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นการแบ่งเวลาในการ ทำคุณสมบัติออกเป็นช่วงๆ เช่น ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย.หรือ พ.ค.-ส.ค. มาเป็น การทำคุณสมบัติทั้งปี ตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. โดย ในแต่ละรางวัลจะมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับของ IPC” วิภารัตน์ กล่าวสรุป

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ขายตรง  ฉบับที่ 1298 ประจำวันที่ 9-5-2012 ถึง 11-5-2012       

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“ตาฮิเตียนโนนิ” เปลี่ยนชื่อ ปรับแผนรุกทั่วโลก 1 พฤษภาคม 2555

 


“ตาฮิเตียน โนนิ” เตรียมประกาศ “เปลี่ยนชื่อ” บริษัทอย่างเป็นทางการ คู่กับแผนการจ่ายผลตอบแทนที่จะเริ่มใช้พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 นี้ ขณะที่งานประชุมผู้นำระดับนานาชาติ หรือ International Leadership Conference (ILC 2012) ไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย ภายใต้คอสเซ็ปต์ “Come Home” ณ Salt Lake City ประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่วนในปี 2013 ได้วางแผนที่จะจัดงานดังกล่าวที่ Hawaii

นางวิตารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ธุรกิจเครือข่าย” ว่า การประชุมผู้นำระดับนานาชาติ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-21 เมษายน 2012 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมากกว่า 5,000 ชีวิต ซึ่งไฮไลท์ของการจัดงาน ILC ในปีนื้อ การแจ้งประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทย คุณจอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัทจะบินมาพบปะกับที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระและพนักงาน รวมทั้งเปิดห้องแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยตนเองในวันที่ 30 พ.ค. 2555 ที่จะถึงนี้

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ตาฮิเตียน โนนิ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจและสามารถสานต่อพันธกิจในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้กับผู้คนทั่วดลกได้อย่างไม่หยุดยั้ง มียอดคอมมิชชั่นที่จ่ายไปยังผู้คนทั่วดลกรวม 2 ล้าน 5 แสนเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังได้เดินหน้าด้วยการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่และแตกไลน์กลุ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นตาฮิเตียน โนนิ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของแพ็คเกจจิ้งที่ทันสมัยและรักษาสิ่งแวดล้อม

“สำหรับชื่อใหม่ของบริษัที่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วดลก คือชื่อเก่าที่คุ้นเคยของผู้คนในวงการ แต่จะยังขออุบไว้ก่อนรอให้ ประธานบริษัท มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ บินมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันที่ 30 พ.ค. 2555 รวมไปถึงเรื่องการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน นักธุรกิจจะได้รับรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าสนใจแค่ไหนดีกว่า “ ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าว และว่า

“ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อ ทีมผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างหนัก และสุดท้ายเราก็จัดสินใจที่จะใช้ชื่อดังกล่าว ซึ่งที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระของเราทั่วโลกต่างยินดีกับสิ่งนี้ พวกเขาทีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเราว่านี่คือ ต้นกำเนิดของ ตาฮิเตียน นนิ ที่ปัจจุบันกระจายไปยังทั่วโลก กว่า 76 ประเทศ

การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ คือการสื่อไปถึง ต้นกำเนิดของตาฮิเตียน โนนิ ซึ่ง หมายถึงแบรนด์สินค้าที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าทศวรรษและที่สำคัญเป็นการฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ด้วย เพราะแท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตาฮิเตียน โนนิ ไบโอแอคทีฟ เท่านั้นแต่ยังคงมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆด้วย

โดยสำหรับสินค้าที่จะเปิดตัวใหม่ จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1. BIO ACTIVE สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
2. BIO TROPICAL สินค้ากลุ่มสกินแคร์ดูแลผิว เช่น ดีไฟร์
3. BIO MEDICAL กลุ่มใหม่ที่แตกไลน์มาจาก FIT เน้นเกี่ยวกับดูแลรักษาเฉพาะจุด
4. FIT กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรูปร่าง

ในส่วนของประเทศไทยได้จัดเตรียมการเพื่อจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการในกลุ่มสกินแคร์ ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิดดีไฟร์ ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายอยู่แล้ว โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเข้ามาเสริมประกอบด้วย “ดีไฟร์ ครีนเซอร์” ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดผิวหน้าที่คงคอนเซ็ป์ส่วนผสมทางธรรมชาติทำให้เหมาะกับทุกสภาพผิว และ “ดีไฟร์ ทริปเปิ้ล แอ็คชั่น โทนเนอร์” ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นด้วยส่วนผสมของไบโอแอคที ช่วยให้ผิวของคุณสว่างกระจ่างใน รูขุมขน กระชับขึ้นทำให้แลลดูอ่อนกว่าวัย ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง 2 รายการ จะเปิดตัวที่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายน นี้

ด้านรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการจ่ายผลตอบแทนนั้น เป็นการปรับเพื่อสนับสนุนให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ง่ายและมากขึ้น แผนการจ่ายผลตอบแทนของ Growth and Duplication Bonus หรือ GDB โดยหลักการแล้วโบนัสนี้เป็นรางวัลผลตอบแทนให้กับการทำงานขยายทีมงานส่วนตัวและรักษาทีมงานเหล่านั้นให้ก้าวเดินต่อไปในการทำธุรกิจอย่างมั่นคง และสร้างธุรกิจส่วนตัวเช่นเดียวกับตัวผู้นำ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรธุรกิจมีความแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระทุกท่านสามารถเข้าร่วมทำคุณสมบัติได้ ซึ่งคุณสมบัติและโบนัสจะถูกแบ่งลำดับขั้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้แผนการทำงานบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ รางวัลการท่องเที่ยวยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระ (IPCs) มีแรงขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จมากขึ้น โดยในปีนี้ได้เพิ่มในส่วนของโปรโมชั่นที่จะช่วยให้ IPCs ได้เข่าร่วมงานต่างๆมากขึ้น อาทิ งานประชุมระดับภูมิภาค อย่าง เจด รีทรีท ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในช่วงเดือนกันยายน และ เพิร์ล แคมป์ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน มิถุนายน

“ช่วยเวลาของการทำคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมทริปรางวัลการประชุมและท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราได้ทำการปรับเปลียนให้ IPCs มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยในช่วยที่ผ่านมาจะเป็นการแบ่งเวลาในการทำคุณสมบัติออกเป็นช่วงๆ เช่น ระหว่างเดือน ม.ค. – เม.ย หรือ พ.ค. – ส.ค. มาเป็นการทำคุณสมบัติทั้งปี ตัง้แต่ ม.ค. – ธ.ค. โดยในแต่ละรางวัลจะมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับของ IPCs” นางวิภารัตน์กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 227 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2555     

“ตาฮิเตียนโนนิ” เปลี่ยนชื่อ ปรับแผนรุกทั่วโลก 1 พฤษภาคม 2555

 


“ตาฮิเตียน โนนิ” เตรียมประกาศ “เปลี่ยนชื่อ” บริษัทอย่างเป็นทางการ คู่กับแผนการจ่ายผลตอบแทนที่จะเริ่มใช้พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 นี้ ขณะที่งานประชุมผู้นำระดับนานาชาติ หรือ International Leadership Conference (ILC 2012) ไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย ภายใต้คอสเซ็ปต์ “Come Home” ณ Salt Lake City ประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่วนในปี 2013 ได้วางแผนที่จะจัดงานดังกล่าวที่ Hawaii

นางวิตารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ธุรกิจเครือข่าย” ว่า การประชุมผู้นำระดับนานาชาติ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-21 เมษายน 2012 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมากกว่า 5,000 ชีวิต ซึ่งไฮไลท์ของการจัดงาน ILC ในปีนื้อ การแจ้งประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทย คุณจอห์น วาดส์เวิร์ธ ประธานบริษัทจะบินมาพบปะกับที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระและพนักงาน รวมทั้งเปิดห้องแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยตนเองในวันที่ 30 พ.ค. 2555 ที่จะถึงนี้

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ตาฮิเตียน โนนิ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจและสามารถสานต่อพันธกิจในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้กับผู้คนทั่วดลกได้อย่างไม่หยุดยั้ง มียอดคอมมิชชั่นที่จ่ายไปยังผู้คนทั่วดลกรวม 2 ล้าน 5 แสนเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังได้เดินหน้าด้วยการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่และแตกไลน์กลุ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นตาฮิเตียน โนนิ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของแพ็คเกจจิ้งที่ทันสมัยและรักษาสิ่งแวดล้อม

“สำหรับชื่อใหม่ของบริษัที่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วดลก คือชื่อเก่าที่คุ้นเคยของผู้คนในวงการ แต่จะยังขออุบไว้ก่อนรอให้ ประธานบริษัท มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ บินมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันที่ 30 พ.ค. 2555 รวมไปถึงเรื่องการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน นักธุรกิจจะได้รับรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าสนใจแค่ไหนดีกว่า “ ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าว และว่า

“ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อ ทีมผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างหนัก และสุดท้ายเราก็จัดสินใจที่จะใช้ชื่อดังกล่าว ซึ่งที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระของเราทั่วโลกต่างยินดีกับสิ่งนี้ พวกเขาทีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเราว่านี่คือ ต้นกำเนิดของ ตาฮิเตียน นนิ ที่ปัจจุบันกระจายไปยังทั่วโลก กว่า 76 ประเทศ

การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ คือการสื่อไปถึง ต้นกำเนิดของตาฮิเตียน โนนิ ซึ่ง หมายถึงแบรนด์สินค้าที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าทศวรรษและที่สำคัญเป็นการฉีกกรอบข้อจำกัดด้านการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ด้วย เพราะแท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตาฮิเตียน โนนิ ไบโอแอคทีฟ เท่านั้นแต่ยังคงมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆด้วย

โดยสำหรับสินค้าที่จะเปิดตัวใหม่ จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1. BIO ACTIVE สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
2. BIO TROPICAL สินค้ากลุ่มสกินแคร์ดูแลผิว เช่น ดีไฟร์
3. BIO MEDICAL กลุ่มใหม่ที่แตกไลน์มาจาก FIT เน้นเกี่ยวกับดูแลรักษาเฉพาะจุด
4. FIT กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรูปร่าง

ในส่วนของประเทศไทยได้จัดเตรียมการเพื่อจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการในกลุ่มสกินแคร์ ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิดดีไฟร์ ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายอยู่แล้ว โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเข้ามาเสริมประกอบด้วย “ดีไฟร์ ครีนเซอร์” ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดผิวหน้าที่คงคอนเซ็ป์ส่วนผสมทางธรรมชาติทำให้เหมาะกับทุกสภาพผิว และ “ดีไฟร์ ทริปเปิ้ล แอ็คชั่น โทนเนอร์” ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นด้วยส่วนผสมของไบโอแอคที ช่วยให้ผิวของคุณสว่างกระจ่างใน รูขุมขน กระชับขึ้นทำให้แลลดูอ่อนกว่าวัย ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง 2 รายการ จะเปิดตัวที่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายน นี้

ด้านรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการจ่ายผลตอบแทนนั้น เป็นการปรับเพื่อสนับสนุนให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ง่ายและมากขึ้น แผนการจ่ายผลตอบแทนของ Growth and Duplication Bonus หรือ GDB โดยหลักการแล้วโบนัสนี้เป็นรางวัลผลตอบแทนให้กับการทำงานขยายทีมงานส่วนตัวและรักษาทีมงานเหล่านั้นให้ก้าวเดินต่อไปในการทำธุรกิจอย่างมั่นคง และสร้างธุรกิจส่วนตัวเช่นเดียวกับตัวผู้นำ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรธุรกิจมีความแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระทุกท่านสามารถเข้าร่วมทำคุณสมบัติได้ ซึ่งคุณสมบัติและโบนัสจะถูกแบ่งลำดับขั้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้แผนการทำงานบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ รางวัลการท่องเที่ยวยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์อิสระ (IPCs) มีแรงขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จมากขึ้น โดยในปีนี้ได้เพิ่มในส่วนของโปรโมชั่นที่จะช่วยให้ IPCs ได้เข่าร่วมงานต่างๆมากขึ้น อาทิ งานประชุมระดับภูมิภาค อย่าง เจด รีทรีท ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในช่วงเดือนกันยายน และ เพิร์ล แคมป์ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน มิถุนายน

“ช่วยเวลาของการทำคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมทริปรางวัลการประชุมและท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราได้ทำการปรับเปลียนให้ IPCs มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยในช่วยที่ผ่านมาจะเป็นการแบ่งเวลาในการทำคุณสมบัติออกเป็นช่วงๆ เช่น ระหว่างเดือน ม.ค. – เม.ย หรือ พ.ค. – ส.ค. มาเป็นการทำคุณสมบัติทั้งปี ตัง้แต่ ม.ค. – ธ.ค. โดยในแต่ละรางวัลจะมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับของ IPCs” นางวิภารัตน์กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 227 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2555     

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

ผู้ประกอบการขายตรงย้ำไม่ขึ้นราคาสินค้าปีนี้ หลังนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ300บาทมีผลบังคับใช้


“เหล่าผู้ประกอบการขายตรง” ประกาศพร้อมใจไม่ปรับราคาสินค้าจนกว่าจะแบกรับไม่ไหว เผยหากจะปรับราคาสินค้าต้องเป็นไปตามกลไกธุรกิจ ชี้!นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบในระยะยาวแน่นอน หลังพบมีขายตรงบางค่ายเริ่มมีการเตรียมแผนรองรับบ้างแล้ว

จากนโยบายการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ในหลายๆ ธุรกิจ มีการเคลื่อนไหวและเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เช่นเดียวกับทางด้าน “ผู้ประกอบการขายตรง” ก็ได้ออกมาให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวในหลากหลายแง่มุม?... เห็นได้จาก ทางด้าน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “มิสทิน” เอง ได้ออกมายอมรับว่า นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เชื่อว่าจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในตลาด พร้อมยังจะช่วยให้พฤติกรรมการจับจ่ายดีขึ้นอีกด้วย รวมถึงยังมองอีกว่า ในแง่ของค่าครองชีพ คาดว่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตและสินค้าสำเร็จรูปที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 3-10% เมื่อเทียบค่าแรงที่ปรับขึ้น 40% นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน ทาง “มิสทิน” ยังมองอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ นั่นคือ เรื่องของต้นทุนค่าแรง ที่คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะที่ส่งออกต้องปรับตัวเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนหรือย้ายฐานการผลิต

พร้อมกันนี้ ทาง “มิสทิน” ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันนี้ ต้นทุนวัตถุดิบของมิสทินคิดเป็นสัดส่วน 80% ต้นทุนค่าแรง 20% หลักๆ เป็นค่าแรงในกลุ่มสกินแคร์และแป้งมีสัดส่วน 10% และต้นทุนค่าแรงกลุ่มเมคอัพมีสัดส่วนเฉลี่ย 7-9% โดยการขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนค่าแรงในกลุ่มสินค้าเมกอัพเพิ่มขึ้น 4-5% ส่วนต้นทุนค่าแรงในกลุ่มแป้งและสกินแคร์เพิ่มขึ้น 6-7% ทำให้สินค้าใหม่ที่จะออกมาทำตลาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าอาจมีราคาที่สูงขึ้น แต่ทั้งนี้ มิสทิน ได้ยืนยันว่า จะไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาภายในปีนี้อย่างแน่นอน แต่จะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 2-5% โดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปครั้งละ 2% ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นไป

...เช่นเดียวกับทางด้าน “กิฟฟารีน” ก็ได้ออกมาบอกว่า ไม่มีนโยบายที่จะปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด โดยจะยังคงตรึงสินค้าเดิมไว้อีก 5 ปี เนื่องจากปัจจุบันนี้พบว่า ซัพพลายเออร์วัตถุดิบยังไม่มีรายใดที่ปรับขึ้นราคา อีกทั้งบริษัทฯ เอง ยังเตรียมวางแผนซื้อวัตถุดิบเป็นวอลุ่มใหญ่ไว้อีกด้วย พร้อมกับกล่าวย้ำอีกว่า หากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบขึ้นราคาและบริษัทฯ รับไม่ไหว ตรงนี้จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าด้วยเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มี โดยต้องรอดูครึ่งปีหลังก่อน

ด้าน “อาวียองซ์” ก็ออกมายอมรับว่า นโยบายขึ้นค่าแรงถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวไว้เหมือนกัน แต่ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคา และเบื้องต้นอาจจะยังตรึงราคาไว้ก่อน

…ส่วนทางด้าน “แอมเวย์” ก็ได้พูดถึงในเรื่องของค่าแรง 300 บาท ที่จะมีผลต่อการปรับราคาสินค้าของบริษัทฯ หรือไม่นั้น ทางด้าน “กิจธวัช ฤทธีราวี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศ ไทย) จำกัด ก็ได้เปิดเผยว่า เรื่องของการขึ้นค่าแรง 300 บาท จะมีผลต่อการปรับราคาสินค้าของแอมเวย์หรือไม่นั้น คงต้องบอกว่า ก่อนหน้าที่จะมีนโยบายการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทนั้น แอมเวย์เองได้มีการปรับขึ้นสินค้าบางรายการบ้างแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ด้าน “ตาฮิเตียน โนนิ” ก็ได้บอกว่า ในการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจขายตรงเลย โดยเป็นการส่งผลดีด้วยซ้ำ ในขณะนี้เดียวกัน “ตาฮิเตียน โนนิ” ก็ไม่ได้มีแผนใดๆ มารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่างๆ โดยในส่วนของราคาสินค้านั้น ทาง “ตาฮิเตียน โนนิ” จะมีการปรับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่อเมริกาเป็นหลัก และในปีนี้ จึงไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด

...เช่นเดียวกับ “คังเซน เคนโก” ที่ได้พูดถึงการปรับขึ้นค่าแรงว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด ซึ่งน่าที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานจำนวนมาก โดยกรณีดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องมาปรับราคาสินค้ากับผู้บริโภค เหมือนกับเป็นลูกโซ่ สะท้อนมาสู่ผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมีการปรับราคาสินค้าในท้องตลาด หรืออัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ก็จะส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก ต้องการมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าทุกอย่างจะมีการสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันหมด

...จะเห็นได้ว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท นี้ ค่อนข้างที่จะเกี่ยวเนื่องกับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม แต่แม้ว่าธุรกิจขายตรงเอง ที่หลายๆ ผู้ประกอบการ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่กระทบ แต่ท้ายสุดแล้วเชื่อว่า ย่อมกระทบหมดทุกอย่างแน่นอนไม่เชื่อค่อยดู!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

ผู้ประกอบการขายตรงย้ำไม่ขึ้นราคาสินค้าปีนี้ หลังนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ300บาทมีผลบังคับใช้


“เหล่าผู้ประกอบการขายตรง” ประกาศพร้อมใจไม่ปรับราคาสินค้าจนกว่าจะแบกรับไม่ไหว เผยหากจะปรับราคาสินค้าต้องเป็นไปตามกลไกธุรกิจ ชี้!นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบในระยะยาวแน่นอน หลังพบมีขายตรงบางค่ายเริ่มมีการเตรียมแผนรองรับบ้างแล้ว

จากนโยบายการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ในหลายๆ ธุรกิจ มีการเคลื่อนไหวและเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เช่นเดียวกับทางด้าน “ผู้ประกอบการขายตรง” ก็ได้ออกมาให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวในหลากหลายแง่มุม?... เห็นได้จาก ทางด้าน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “มิสทิน” เอง ได้ออกมายอมรับว่า นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เชื่อว่าจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในตลาด พร้อมยังจะช่วยให้พฤติกรรมการจับจ่ายดีขึ้นอีกด้วย รวมถึงยังมองอีกว่า ในแง่ของค่าครองชีพ คาดว่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตและสินค้าสำเร็จรูปที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 3-10% เมื่อเทียบค่าแรงที่ปรับขึ้น 40% นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน ทาง “มิสทิน” ยังมองอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ นั่นคือ เรื่องของต้นทุนค่าแรง ที่คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะที่ส่งออกต้องปรับตัวเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนหรือย้ายฐานการผลิต

พร้อมกันนี้ ทาง “มิสทิน” ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันนี้ ต้นทุนวัตถุดิบของมิสทินคิดเป็นสัดส่วน 80% ต้นทุนค่าแรง 20% หลักๆ เป็นค่าแรงในกลุ่มสกินแคร์และแป้งมีสัดส่วน 10% และต้นทุนค่าแรงกลุ่มเมคอัพมีสัดส่วนเฉลี่ย 7-9% โดยการขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนค่าแรงในกลุ่มสินค้าเมกอัพเพิ่มขึ้น 4-5% ส่วนต้นทุนค่าแรงในกลุ่มแป้งและสกินแคร์เพิ่มขึ้น 6-7% ทำให้สินค้าใหม่ที่จะออกมาทำตลาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าอาจมีราคาที่สูงขึ้น แต่ทั้งนี้ มิสทิน ได้ยืนยันว่า จะไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาภายในปีนี้อย่างแน่นอน แต่จะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 2-5% โดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปครั้งละ 2% ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นไป

...เช่นเดียวกับทางด้าน “กิฟฟารีน” ก็ได้ออกมาบอกว่า ไม่มีนโยบายที่จะปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด โดยจะยังคงตรึงสินค้าเดิมไว้อีก 5 ปี เนื่องจากปัจจุบันนี้พบว่า ซัพพลายเออร์วัตถุดิบยังไม่มีรายใดที่ปรับขึ้นราคา อีกทั้งบริษัทฯ เอง ยังเตรียมวางแผนซื้อวัตถุดิบเป็นวอลุ่มใหญ่ไว้อีกด้วย พร้อมกับกล่าวย้ำอีกว่า หากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบขึ้นราคาและบริษัทฯ รับไม่ไหว ตรงนี้จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าด้วยเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มี โดยต้องรอดูครึ่งปีหลังก่อน

ด้าน “อาวียองซ์” ก็ออกมายอมรับว่า นโยบายขึ้นค่าแรงถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวไว้เหมือนกัน แต่ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคา และเบื้องต้นอาจจะยังตรึงราคาไว้ก่อน

…ส่วนทางด้าน “แอมเวย์” ก็ได้พูดถึงในเรื่องของค่าแรง 300 บาท ที่จะมีผลต่อการปรับราคาสินค้าของบริษัทฯ หรือไม่นั้น ทางด้าน “กิจธวัช ฤทธีราวี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศ ไทย) จำกัด ก็ได้เปิดเผยว่า เรื่องของการขึ้นค่าแรง 300 บาท จะมีผลต่อการปรับราคาสินค้าของแอมเวย์หรือไม่นั้น คงต้องบอกว่า ก่อนหน้าที่จะมีนโยบายการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทนั้น แอมเวย์เองได้มีการปรับขึ้นสินค้าบางรายการบ้างแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ด้าน “ตาฮิเตียน โนนิ” ก็ได้บอกว่า ในการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจขายตรงเลย โดยเป็นการส่งผลดีด้วยซ้ำ ในขณะนี้เดียวกัน “ตาฮิเตียน โนนิ” ก็ไม่ได้มีแผนใดๆ มารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่างๆ โดยในส่วนของราคาสินค้านั้น ทาง “ตาฮิเตียน โนนิ” จะมีการปรับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่อเมริกาเป็นหลัก และในปีนี้ จึงไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด

...เช่นเดียวกับ “คังเซน เคนโก” ที่ได้พูดถึงการปรับขึ้นค่าแรงว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด ซึ่งน่าที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานจำนวนมาก โดยกรณีดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องมาปรับราคาสินค้ากับผู้บริโภค เหมือนกับเป็นลูกโซ่ สะท้อนมาสู่ผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมีการปรับราคาสินค้าในท้องตลาด หรืออัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ก็จะส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก ต้องการมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าทุกอย่างจะมีการสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันหมด

...จะเห็นได้ว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท นี้ ค่อนข้างที่จะเกี่ยวเนื่องกับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม แต่แม้ว่าธุรกิจขายตรงเอง ที่หลายๆ ผู้ประกอบการ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่กระทบ แต่ท้ายสุดแล้วเชื่อว่า ย่อมกระทบหมดทุกอย่างแน่นอนไม่เชื่อค่อยดู!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

ระอุ! ‘แม่ทีมอันดับ 1 โนนิ’ เปิดตัวซบ ‘เจอเนสส์’


เริ่มต้นที่เรื่องร้อนๆของ“ขายตรงเก่าแก่”อย่าง“ค่ายโนนิ”หรือ“บริษัทตาฮิเตียนโนนิอินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย)จำกัด”ภายใต้การบริหารงานของ“วิภารัตน์รัตนพรหมมา”ผู้จัดการประจำประเทศไทยที่ผู้คนในวงการเครือข่ายต่างทราบกันดีว่าในช่วงระยะเวลาประมาณสองปีที่ผ่านมาหลังการเข้ามาบริหารของ“วิภารัตน์”ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่สินค้าใหม่ไปจนถึงการสร้างผู้นำใหม่ขึ้นมาเองสร้างกระแสความคึกคักไม่น้อยในวงการเพราะก่อนหน้าที่ผู้จัดการประจำประเทศไทยคนนี้จะเข้ามาทุกคนต่างก็ฟันธงว่า“ดาวดับ”แน่นอน


ความคึกคักยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อต่อมา“ตาฮิเตียนโนนิ”เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ชูความเป็น“ไบโอแอคทีฟ”มีผลวิจัยต่างชาติสนับสนุนสลัดภาพสินค้าโบราณทิ้งและได้ตัดสินใจเปิดตัวโปรโมท“นักธุรกิจอันดับหนึ่ง”ของบริษัทสู่สาธารณชนนั่นคือ“จิรัฏฐ์ ทรัพย์มงคลกุล”นักธุรกิจระดับดับเบิ้ลไดมอนด์ว่าหลังจากเข้ามาร่วมงานเพียงไม่นานก็รับรายได้จากบริษัทได้ถึง“6หลักต่อเดือน”เรียกความสนใจให้ผู้คนเข้าไปร่วมงานได้มากขึ้น


ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการเข้ามาของบริษัทน้องใหม่อย่าง“บริษัทเจอเนสส์โกลบอล(ประเทศไทย)จำกัด”ภายใต้การนำทัพของแม่ทีมใหญ่ลือชื่ออย่าง“ธเนตรวงษา”กระแสแรงสะเทือนโลกขายตรงเพียงไม่นาน“ความลับไม่มีในโลก”ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า“จิรัฏฐ์์”ได้แอบไปร่วมศึกษาธุรกิจของเจอเนสส์แบบเงียบๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ทั้งยังมีข่าวออกมาอีกว่าประเด็นเริ่มจากสายงานหลักของ“จิรัฏฐ์”ที่นำทีมโดย“ศิวกรณ์สมุทรทอง”เกิดปัญหาร้าวลึกยากประสาน“ศิวกรณ์”จึงตัดสินใจออกจากสายงานนี้แล้วไปอยู่กับค่ายน้องใหม่อีกแห่งที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันนั่นคือ“บริษัทบีฮิป(ไทยแลนด์)จำกัด”ความระส่ำของทีมงานสายนี้จึงเกิดขึ้นทำให้ลูกทีมเริ่มแพแตกกระเซ็นออกไปอยู่ค่ายอื่นจำนวนไม่น้อย


ร่วม1ปีผ่านไปกับการเข้าไปร่วมงานของ“จิรัฏฐ์์”กับ“เจอเนสส์โกลบอล”ข่าววงในต่างบอกกันว่าทาง“ตาฮิเตียน”เห็นถึงพฤติกรรมดังกล่าวและได้พยายามพูดคุยแบบประนีประนอมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วแต่ล่าสุดภาพของ“จิรัฏฐ์”กลับไปโผล่หราลงสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งแบบโจ่งครึ่มถึงการร่วมงานของ“เจอเนสส์โกลบอล”สร้างความไม่พอใจให้กับ“ตาฮิเตียนโนนิ”เป็นอย่างมาก


ประเด็นดังกล่าวเป็นที่จับตาถึงบทบาทต่อไปของทาง“ตาฮิเตียนโนนิ”ที่ขณะนี้ผู้บริหารยังคงอุบเงียบกับสื่อมวลชนว่าจะทำอย่างไรต่อไปในเมื่อ“แม่ทีมอันดับ1”ของบริษัทที่เรียกได้ว่า“โปรโมท”มากับมือเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วกับ“ค่ายอื่น”สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงกับ“ตาฮิเตียนโนนิ”จะถึงขั้น“ตัดโค้ดธุรกิจ”หรือไม่?คงต้องติดตาม


อย่างไรก็ตาม“ข่าววงใน”ยังบอกกันอีกว่าทางด้านของ“วิภารัตน์”พอจะหยั่งรู้อนาคตที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเป็นอย่างดีจึงเตรียมแก้ลำด้วยการซุ่มฟอร์มทีมนักธุรกิจใหม่ที่นำโดย“แม่ทีมมีชื่อ”เตรียมเปิดตัวในอีก2–3เดือนข้างหน้านี้เพื่อผลักดันให้เป็น“แม่ทัพนักขายตาฮิเตียนโนนิ”คนใหม่ต่อไปในอนาคต


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 226 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2555   


 

ระอุ! ‘แม่ทีมอันดับ 1 โนนิ’ เปิดตัวซบ ‘เจอเนสส์’


เริ่มต้นที่เรื่องร้อนๆของ“ขายตรงเก่าแก่”อย่าง“ค่ายโนนิ”หรือ“บริษัทตาฮิเตียนโนนิอินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย)จำกัด”ภายใต้การบริหารงานของ“วิภารัตน์รัตนพรหมมา”ผู้จัดการประจำประเทศไทยที่ผู้คนในวงการเครือข่ายต่างทราบกันดีว่าในช่วงระยะเวลาประมาณสองปีที่ผ่านมาหลังการเข้ามาบริหารของ“วิภารัตน์”ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่สินค้าใหม่ไปจนถึงการสร้างผู้นำใหม่ขึ้นมาเองสร้างกระแสความคึกคักไม่น้อยในวงการเพราะก่อนหน้าที่ผู้จัดการประจำประเทศไทยคนนี้จะเข้ามาทุกคนต่างก็ฟันธงว่า“ดาวดับ”แน่นอน


ความคึกคักยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อต่อมา“ตาฮิเตียนโนนิ”เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ชูความเป็น“ไบโอแอคทีฟ”มีผลวิจัยต่างชาติสนับสนุนสลัดภาพสินค้าโบราณทิ้งและได้ตัดสินใจเปิดตัวโปรโมท“นักธุรกิจอันดับหนึ่ง”ของบริษัทสู่สาธารณชนนั่นคือ“จิรัฏฐ์ ทรัพย์มงคลกุล”นักธุรกิจระดับดับเบิ้ลไดมอนด์ว่าหลังจากเข้ามาร่วมงานเพียงไม่นานก็รับรายได้จากบริษัทได้ถึง“6หลักต่อเดือน”เรียกความสนใจให้ผู้คนเข้าไปร่วมงานได้มากขึ้น


ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการเข้ามาของบริษัทน้องใหม่อย่าง“บริษัทเจอเนสส์โกลบอล(ประเทศไทย)จำกัด”ภายใต้การนำทัพของแม่ทีมใหญ่ลือชื่ออย่าง“ธเนตรวงษา”กระแสแรงสะเทือนโลกขายตรงเพียงไม่นาน“ความลับไม่มีในโลก”ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า“จิรัฏฐ์์”ได้แอบไปร่วมศึกษาธุรกิจของเจอเนสส์แบบเงียบๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ทั้งยังมีข่าวออกมาอีกว่าประเด็นเริ่มจากสายงานหลักของ“จิรัฏฐ์”ที่นำทีมโดย“ศิวกรณ์สมุทรทอง”เกิดปัญหาร้าวลึกยากประสาน“ศิวกรณ์”จึงตัดสินใจออกจากสายงานนี้แล้วไปอยู่กับค่ายน้องใหม่อีกแห่งที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันนั่นคือ“บริษัทบีฮิป(ไทยแลนด์)จำกัด”ความระส่ำของทีมงานสายนี้จึงเกิดขึ้นทำให้ลูกทีมเริ่มแพแตกกระเซ็นออกไปอยู่ค่ายอื่นจำนวนไม่น้อย


ร่วม1ปีผ่านไปกับการเข้าไปร่วมงานของ“จิรัฏฐ์์”กับ“เจอเนสส์โกลบอล”ข่าววงในต่างบอกกันว่าทาง“ตาฮิเตียน”เห็นถึงพฤติกรรมดังกล่าวและได้พยายามพูดคุยแบบประนีประนอมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วแต่ล่าสุดภาพของ“จิรัฏฐ์”กลับไปโผล่หราลงสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งแบบโจ่งครึ่มถึงการร่วมงานของ“เจอเนสส์โกลบอล”สร้างความไม่พอใจให้กับ“ตาฮิเตียนโนนิ”เป็นอย่างมาก


ประเด็นดังกล่าวเป็นที่จับตาถึงบทบาทต่อไปของทาง“ตาฮิเตียนโนนิ”ที่ขณะนี้ผู้บริหารยังคงอุบเงียบกับสื่อมวลชนว่าจะทำอย่างไรต่อไปในเมื่อ“แม่ทีมอันดับ1”ของบริษัทที่เรียกได้ว่า“โปรโมท”มากับมือเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วกับ“ค่ายอื่น”สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงกับ“ตาฮิเตียนโนนิ”จะถึงขั้น“ตัดโค้ดธุรกิจ”หรือไม่?คงต้องติดตาม


อย่างไรก็ตาม“ข่าววงใน”ยังบอกกันอีกว่าทางด้านของ“วิภารัตน์”พอจะหยั่งรู้อนาคตที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเป็นอย่างดีจึงเตรียมแก้ลำด้วยการซุ่มฟอร์มทีมนักธุรกิจใหม่ที่นำโดย“แม่ทีมมีชื่อ”เตรียมเปิดตัวในอีก2–3เดือนข้างหน้านี้เพื่อผลักดันให้เป็น“แม่ทัพนักขายตาฮิเตียนโนนิ”คนใหม่ต่อไปในอนาคต


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 226 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2555   


 

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตาฮิเตียน โนนิ ชูผู้นำตลาดไบโอแอคทีฟ จับ Defy แทน Tepoema พร้อมกันทั่วโลก



ตาฮิเตียน โนนิ ตอกย้ำเครื่องดื่มชีวภาพเพื่อสุขภาพ ดันแผนครบรอบ 12 ปีสู่ปีทอง พร้อมปรับภาพนวัตกรรมใหม่ กลุ่มสกินแคร์ แบรนด์ Defy แทนที่ Tepoema ทั่วโลก ลั่น โนนิ ไทยดีเดีย์พร้อมกันมิถุนายนนี้ ด้านแผนเปิดตัวสินค้าใหม่เตรียมพาเหรดอีก 15 รายการ หากผ่านการอนุมัติจาก อย. เดินหน้าประกาศแผนผู้นำเครื่องดื่มไบโอแอคทีฟกับแผนบริหาร 5 ข้อหลัก

วิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการฝ่ายขายประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "เดอะพาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค" ว่า หลังบริษัทเริ่มวางรากฐาน เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้การเปลียนแปลงภายใน บริษัท เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือจะกล่าวได้ว่าปีนี้ นับเป็นปีแห่งการเปลีย่นแปลง และเป็นปีทองของบริษัทอีกปีหนึ่ง เนื่องจากปีนี้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น โดยบริษัทจะประเาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป

"ปีนี้เป็นปีที่ โนนิไทย ครบรอบ 12 ปีและก้าวย่างสู่ปีที่ 13 เรายังคงคอนเซ็ปต์การทำงานด้วยการแบ่งปันคุณค่าจากธรรมชาติและบอกเล่าเรื่องรายของโนนิไบโอแอคทีฟ โดยคงคอนเซ็ปต์ 3 ข้อหลัก คือ

  1. Use it ใช้ผลิตภัณฑ์

  2. Share it แบ่งปันสิ่งดีๆ และประสบการณ์ที่ดีใช้กับผู้คนรอบข้าง

  3. Build it สร้างธุรกิจจากการแบ่งปันเพียงแค่สร้างยอด 500 คะแนน


สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ คือ การประกาศตัวเป็นผู้นำในตลาด "ไบโอแอคทีฟ" ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำเพื่อสุขภาพ อีกทั้งขยายใลน์สินค้าเสริมอาหารชนิดน้ำเพื่อสุขภาพ อีกทั้งขยายใลน์สินค้าใหม่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จากปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 2 กลุ่มหลัก 1. กลุ่มเสริมอาหารชนิดน้ำ โนนิ ออริจินัล 2. สกินแคร์ และ กลุ่มที่ 3 ที่กำลังจะเพิ่มเข้ามาในปีนี้คือ สินค้าดูแลรูปร่าง แบบรับประทาน ขณะนี้สินค้าดังกล่าวอยู่ระหว่างการขออนุฐาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. จำนวน 15 รายการ

ทั้งนี้ ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ บริษัทแม่ที่อเมริกาเตรียมแผนเปิดตัวเสริมอาหารชนิดน้ำ และชนิดแคปซูล ที่มีส่วนผสมของสารอิลลิดอยด์ รวมถึงสินค้าตัวอื่นๆ ก็จะมีส่วนผสมของอิลลิดอยล์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้บริษัทแม่ที่อเมริกาเตรียมปรับสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ใหม่ โดยใช้ชื่อแบรนด์ Defy จากเดิมที่บริษัทใช้ชื่อแบรนด์ Tepoema โดยแบรนด์สินค้าใหม่ Defy จะเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ที่มีงานวิจัยรองรับ

อย่างไรก็ดี การเปลียนแปลงแบรนด์ Tepoema เป็นแบรนด์ Defy ในประเทศไทย คาดว่าจะเปลีย่นอย่างเป็นทางการและเต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้โดยประเทศอื่นๆ จะทยอยปรับเปลี่ยนอย่างเป็นแบรนด์ Defy อย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกัน

วิภารัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทยังคงเดินหน้าประกาศความเป็นผู้นำในตลาดไบโอแอคทีฟ ภายใต้การบริหารงาน 5 ข้อหลัก ได้แก่

  1. ดูแลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการผลิตจากแหล่งวัตถุดิบ

  2. การสร้างมาตราฐานที่ยั่งยืน

  3. การเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก วัน เวิลด์ วัน โค้ด

  4. คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ

  5. มีการวิจัยรองรับในตัวสินค้า ซึ่งแผนงาน


ซึ่งแผนงาน 5 ข้อหลัก ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขยายตลาดไบโอแอคทีฟในปีนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค