ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ the power network แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ the power network แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) : ปลื้มยอด 9 เดือนทะลุเป้าปัจจัยสินค้า-แผนหนุนตลาดโตพุ่ง


คนขายตรงสรุปยอด 9 เดือน เป็นไปตามคาด


นู สกิน ผู้นำตลาดต่ดต้านความเสื่อมชรา ยิ้มรับยอด 8 เดือนโต 27% เผย เพิ่มเปินเสริมอาหารตัวใหม่ไปดันยอดสิงหาคมโตถึง 450 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตาร์การเปิดทำธุรกิจ ด้านตลาดชั้นเดียวอย่างมิสทีน ตอกย้ำผู้นำตลาดโดยยอด 9 เดือนที่เกินมาถึง 3% จากยอดรวมที่วางทั้งปี 13,000 ล้านบาท


ส่วนค่าย อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ ระบุ 9 เดือน ยอดโตเป็นที่น่าพอใจ หลังปรับแผนใหม่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลยอดโตเฉลี่ย 20 ล้านบาทต่อดือน เร่งแผนอัดตลาดก่อนสิ้นปีให้ได้ตามเป้าหมาย


ภายรวมตลาดขายตรงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี แม้จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่โดยรวมยังคงเติบโตประมาณ 6-10% ขณะที่ภาพรวมผู้ประกอบการก็มีการผลักดันแผนด้วยการเร่งปั้มยอดขายในแต่ละไตรมาส เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากปีก่อนที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากสถานการ์น้ำท่วมกันทั้งระบบซึ่งก็เป็นผลสือเนื่องมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2555 ที่ธุรกิจอยู่ในช่วงปรับตัว ดังนั้น เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ในวงการขายตรงคงต้องนึกถึงผลประกอบการของแต่ละค่ายว่าในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายเป็นไปตมเป้าที่วางไว้หรือไม่ และอะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ยอดขายของแต่ละบริษัทนั้นเป็นไปตามเป้า หรือมีอัตราการเติบโตทั้งปีที่ 20%


นู สกิน (Nu Skin) ชูตัวเลข 8 เดือนเข้าเป้า


ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัท ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา นู สกิน ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทคาดว่าจนถึงสิ้นปียอดขายจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ได้


ล่าสุด นู สกิน ได้ทำการพรีเซลส์ ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารตัวใหม่ ภายใต้ชื่อ อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ นู สกิน สามารถสร้างยอดขายในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวทะลุ 450 ล้านบาท ถือเป็นรายได้ต่อเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย


สำหรับปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวมาจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราที่เป็นสินค้าหลักในการกระตุ้นยอดขาย ประกอบกับตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ นู สกิน ยังคงมีการพัฒนา นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำเรื่อง Anti Aging ที่แข็งแกร่งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายของ ผู้แทนจำหน่าย ผ่านกิจกรรมการอบรมสัมมนา กิจกรรม นู สกิน โรดโชว์ โดยยังคงบุกตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อต้านความชราเป็นหลัก


มินทินโชว์ยอด 9 เดือนโต 11%


ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมบริษัทั้งปียังคงตั้งเป้าเดิม คือปิดยอดขายที่ 13,000 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้เกิดเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเกินเป้าถึง 3% ขณะที่ภาพรวมอัตราการเติบโตนั้นยังสูงไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉลี่ยลดลคงถึง 4% โดยในพื้นที่ภาคใต้กำลังซื้อลดลงถึง 7% ซึ่งเป็นผลมากจากราคายางพาราที่ลดลง


สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดขายให้เกินเป้า คือ สินค้าในกลุ่มเมกอัพ ที่ยังคงมีอัตราการเติบดตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา สินค้าในกลุ่มดังกล่าวมีอัตราการเติบโตถึง 11% ซึ่งเติบโตสูงสุดเมือ่เทียบกับสินค้าในกลุ่มอื่น หรือจะกล่าวได้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวสินค้าดาวเด่นในกลุ่มเมกอัพต่อเนื่องหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น แป้งผสมครีมรองพื้น , มาสคาร่า , ลิปสติก และอายไลเนอร์ ที่ส่งผลให้ยอดขายในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โตเกินเป้า


อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ ปลื้มยอด 9 เดือน


ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่นมา บริษัทมีอัตราการเติบโตอยุ่ในระดับที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนได้ 20 ล้านบาทต่อเดือน หรือ คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ตามเป้าหมายนั้น เนื่องจากบริษัทได้ปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ซึ่งแผนใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือน มิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การจัดประชุมสัมมนาแบบต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำยอดขายได้ถึง 40% ของยอดขายทั้งหมด และจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเป็นอย่างมาก ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกเพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่นมาประมาณ 50%


ภาพรวมตลาดขายตรงในไตรมาสสุดท้าย บริษัทมองว่าจะมีการแข่งขั้นกันสูง เนื่องจากหลายบริษัทต้องเร่งทำยอดขายเพื่อให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ สำหรับบริษัทก็ได้เตรียมโปรโมชั่นต่างๆ รองรับไว้สำหรับการแข่งขันในไตรมาสสุดท้าย เช่น โปรโมชั่นสินค้า โปรโมชั่นการทองเที่ยว รวมไปถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ซึ่งในเร็วๆ นี้บริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 2 รายการ


นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมแผนการจัดกิจกรรม 2 โครงการ คือ โครงการ จัดประกวดการแข่งขันควบคุมน้ำหนักของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ดีท็อกซ์ และ โครงการเจาะตลาดในกลุ่มคนทำงานและกลุ่มวัยรุ่นให้มากขึ้น โดยทั้ง 2 โครงการ ได้เริ่มแล้วเดือนตุลาคมนี้ และในเดือนเดียวกันบริษัทได้เตรียมจัดงานเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2555


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 208 วันที่ 1- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเรียลเน็ตเวิร์ค (Real Network) : แจงทรูเลิกสัญญา โว! ไม่กระทบธุรกิจเล็งค่คู้ารายใหม่


เรียลเน็ตเวิร์ค เจอศึกหนัก หลังทรูเลิกสัญญาขายซิม ด้วยเหตุผลคนละอย่าง เรียลฯ แจงทรูไม่เข้าใจธุรกิจ เดินหน้าหาพาร์ตเนอร์รายใหม่ ไลน์ธุรกิจเดียวกัน ย้ำชัดธุรกิจ เดินหน้าต่อไป พร้อมรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น 100% แจ้งสมาชิกรับรู้ การยกเลิกขายซิมทรู ห้ามขายสินค้า ใช้ตรา พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายทันที


สุรพันธ์ เมฆวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลเน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ถึงกรณีการ ยกเลิกสัญญาการจำหน่ายซิมทรูว่า บริษัท ทรู ดิสทริบิวชั่นส์ แอนด์ เซลส์ จำกัด ได้ยกเลิก สัญญาต่อกันกับ บริษัท ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ธุรกิจเครือข่าย แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัท และบริษัท ทรูฯ นั้นได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันเป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิกสัญญา บริษัทได้ ประกาศให้สมาชิกรับทราบเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว และประกาศยืนยันการดำเนินธุรกิจต่อไป ซึ่งขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาสินค้าใหม่เข้ามาแทน ซิมทรูมูฟ ซัคเซส ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังอยู่ในกลุ่มสินค้า เดิม คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ สำหรับการยกเลิกสัญญาดังกล่าว บริษัทได้ประกาศ ให้สมาชิกได้รับทราบทั้งทางประชุมระดับผู้นำ การประชุม สมาชิกกลุ่มย่อย และการประกาศทาง www.realnetwork. co.th ซึ่งเนื้อหาสำคัญมีด้วยกัน 3 ข้อหลัก คือ 1.การยกเลิก สัญญาครั้งนี้ บริษัทและสมาชิกต้องยุติการจำหน่ายซิมทรูมูฟ ซัคเซสซิม ทันที 2.บริษัทได้ชี้แจงกับสมาชิกให้ยุติการ กล่าวอ้างการเป็นตัวแทนจำหน่ายจาก บริษัท ทรูฯ และ 3.ให้สมาชิกยุติ การใช้ตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า และรายการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ ในกล่มุ ทรูและบริษัท ในเครือ ทันที


นอกจากนี้บริษัทยังตระหนักถึงความรับผิดชอบ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวด้วยการรับผิดชอบต่อสมาชิก ซึ่งสินค้าใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้สามารถนำมาคืนได้ที่บริษัท และ สมาชิกจะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน อีกทั้งสมาชิกที่ซื้อสินค้า ในเดือนกรกฎาคม บริษัทจะยังคงจ่ายผลตอบแทนให้ตาม ปกติ และใช้โปรโมชั่นการโทรจนสิ้นสุดรอบของแต่ละ หมายเลข เนื่องจากการยกเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้น สิ้นเดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา


ก่อนการเลิกสัญญาเรามีสินค้าแพ็กเกจการโทรศัพท์ ที่ขายในระบบ คือ ซิมทรูมูฟ ซัคเซสซิม ราคาเริ่มตั้งแต่ 500 บาท 700 บาท 1,000 บาท และ 3,000 บาท ซึ่งการเริ่มต้น ทำธุรกิจมีสมาชิกสนใจไม่น้อย แต่เรามาเจอสถานการณ์ น้ำท่วมเลยสะดุดไปบ้าง แต่ตั้งแต่ต้นปีเราได้จัดสัมมนาทาง ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีผู้ที่ประสบความสำเร็จมีด้านรายได้ จำนวนมาก มีผู้ประสบความสำเร็จในเกียรติตำแหน่งต่างๆ ถึง 200 กว่ารหัส นอกจากนั้นเรายังจัดทริปท่องเที่ยว ต่างประเทศแล้วถึง 2 ทริป คือ เกาะมัลดีฟส์ มีผู้ที่ได้ไปร่วม ทริปนี้ 15 คน ส่วนทริปที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จเป็น อย่างมาก เราได้พาสมาชิกบินลัดฟ้าไปสัมมนาที่เกาะฮ่องกง ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวน 100 คน จนกลายเป็น กระแสการยอมรับของนักธุรกิจเครือข่าย และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมธุรกิจเรียลเน็ตเวิร์คเพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกเดือน


ในส่วนของแผนการจ่ายผลตอบแทนปัจจุบันบริษัท ใช้แผนแบบไบนารี่ โดยสมาชิกสามารถรับรายได้หลัก 2 ส่วน คือ 1.การสปอนเซอร์นักธุรกิจใหม่ 5 ชั้นลึก ตั้งแต่ชั้น ลูก หลาน เหลน โหลน และลื้อ และ 2.ค่าบริหารองค์กรสำหรับ คะแนน RV (Real Value) ข้างอ่อน รวมถึงโปรโมชั่น ที่จ่าย ให้กับสมาชิกถึง 25% ซึ่งแผนมาตรฐานจ่าย 10% โดยจ่าย สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท นอกจากนี้นักธุรกิจเรียลเน็ตเวิร์ค ยังมีรายได้จากส่วนลดการจำหน่ายสินค้า การสะสมคะแนน Point Plus และรายได้จากเกียรติตำแหน่ง ปัจจุบันที่บริษัท มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 60,000 คน


อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีนี้บริษัทยังมีอีก 1 ทริป การสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ทำคะแนน คุณสมบัติผ่านแล้วและรอการพิจารณาเข้าร่วมทริปถึง 150 คน ซึ่งการจัดทริปดังกล่าวถือเป็นการการันตีความสำเร็จของ สมาชิก และความเชื่อมั่นของบริษัทว่ายังคงเดินหน้ากับ แผนธุรกิจต่อไป แม้ว่าจะเกิดปัญหาในช่วงเวลานี้ และคาดว่า ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็วที่สุด


อนึ่ง กรณีดังกล่าว ที่เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงมี รายงานผ่านสื่อบางฉบับว่า บริษัทในกลุ่มทรู เป็นเจ้าของ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจขายตรง โดยมี บริษัท เรียลเน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนิน ธุรกิจดังกล่าวนั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ส่งจดหมายชี้แจง ผ่านสื่อมวลชน โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจาก บริษัท เรียลเน็ตเวิร์คฯ เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ เป็นตัวแทนจำหน่ายซิมมือถือของทรูมูฟ โดยได้รับการแต่ง ตั้งจากบริษัท ทรู ดิสทริบิวชั่นส์ แอนด์ เซลส์ จำกัด ซึ่ง เป็นการทำธุรกิจร่วมกันเช่นที่ทรูมูฟได้ดำเนินการกับ ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรคู่ค้าอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งการ ทำตลาดของตัวแทนจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับตัวแทนจำหน่าย แต่ละราย ทรูมูฟ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของ ตัวแทนจำหน่ายแต่อย่างใด โดย บริษัท เรียลเน็ตเวิร์คฯ ขอยืนยันว่า มิได้เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และมิได้เป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งมิได้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับผู้บริหารในเครือแต่อย่างใด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 205 วันที่ 16 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์ (Exclusive Interview) : ดร.ดอร่า ฮอน กับ Best World International Ltd. และ Best World Lifestyle


จุดประสงค์ของบริษัทคืออยากเป็นเวทีที่เปิดโอกาสสำหรับ ทุกคนได้มาโชว์ผลงาน โชว์ความสามารถของตัวเอง และอยาก ให้ bwL เป็นครอบครัวที่จะดูแลคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยมี เป้าหมายเป็นบริษัทที่ดีที่สุดในโลก


แม้ bwLจะเป็นบริษัทที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทยนานกว่า 5 ปีแล้ว และมี สาขามากกว่า 11 สาขา และมีผู้แทนจำหน่าย 23 ประเทศทั่วโลก แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงการขายตรง เมืองไทยเท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ดร.ดอร่า ฮอน ผู้อำนวยการ บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Best World International Ltd. และ Best World Lifestyle ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการบริหารงานและการรุกตลาดเมืองไทย


นโยบายการรุกตลาดในไทย
เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ บริษัทได้เปิดตัวงานคอนเวนชั่นครั้งใหญ่ ณ อิมแพ็ค เมืองทอง- ธานี ที่จะมีการจัดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ตามปกติงานนี้จะจัดที่สิงคโปร์ ปีนี้ได้จัดที่ไต้หวัน และปีหน้า จะจัดที่ไทย ส่วนสาเหตุที่เลือกประเทศไทย เพราะบริษัทมีสาขาในประเทศต่างๆ และการไปจัดงานตาม ประเทศต่างๆ ที่มีสาขาอยู่นั้น เพื่อเป็นการพาสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจร่วมแบ่งปัน ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รวมไปถึงเป็นการพาสมาชิกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ


อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาที่ได้จัดงานในไต้หวันนั้น ทำให้ ยอดขายในประเทศไต้หวันมีอัตราที่สูงขึ้น และบริษัทหวังว่าในประเทศไทยก็จะเป็นเช่นนั้นเช่นกัน และ คาดว่างานคอนเวนชั่นในประเทศไทยจะมีสมาชิกจากต่างประเทศเข้าร่วมประมาณ 800 คน เป็นสมาชิก ประเทศไทยประมาณ 500 คน


สำหรับการมาประเทศไทยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ด้าน เพื่อดูสถานที่ ที่จะใช้ในการจัดงาน คอนเวนชั่นใหญ่ของบริษัทในประเทศไทยที่จะจัดขึ้นในปี 2555 และเพื่อที่จะมาให้ความรู้ในการอบรม หลักสูตรต่างๆ ให้แก่ผู้นำ ซึ่งในประเด็นหลังสุด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการเข้าไปให้ความรู้แก่ ผู้นำนั้น เพื่อเป็นการช่วยในการกำหนดเป้าหมายให้แก่ผู้นำ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับ 5 ปีข้างหน้า ที่ตั้งเป้าว่าจะมีอัตราการเติบโต 35% ในทุกๆ ปี และมียอดขาย 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน มีอัตราการเติบโตที่ 25% หรือคิดเป็นยอดขาย 240 ล้านบาท อีกทั้งในประเทศไทยบริษัทมีเป้าหมาย ในปี 2020 จะก้าวเป็นบริษัทที่มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 10 ของบริษัทขายตรงประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในอันดับที่ 30


เหตุผลที่สนใจตลาดในไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสำเร็จในเรื่องของตลาดขายตรงสูง และมูลค่าตลาดรวมสูงมาก ซึ่งดูได้จากตารางการจัดอันดับของตลาดขายตรง ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 15 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ดีกว่า ประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งประเทศไทยมีจำนวนของผู้แทนจำหน่ายที่มากถึง 15.6 ล้านคน เทียบเท่ากับ จำนวนผู้แทนจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศที่มียอดขายของตลาดขายตรงเป็นอันดับ 1 ของโลก


วางกลยุทธ์ในไทยอย่างไร
ในการเข้าไปทำการตลาดของบริษัทในแต่ละประเทศ บริษัทจะให้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน คือ การนำสินค้าที่ดีมีคุณภาพเข้าไปเปิดตลาด บวกกับแผนการแบ่งจ่ายรายได้ที่ดี ซึ่งจะแตกต่างจากที่อื่น ที่นำแผนของการแบ่งจ่ายรายในได้ไปทำการตลาดเพื่อดึงดูดสมาชิก เพราะบริษัทมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อ เรามีสินค้าดีมีคุณภาพจะทำให้ผู้ที่ใช้สินค้าติดใจแล้วกลับมาซื้อใหม่และในที่สุดก็จะกลายเป็นสมาชิก


ทั้งนี้ ในประเทศไทย บริษัทเปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์ในการบุกตลาด ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง จึงสามารถดึงตัวแทนจำหน่ายที่เป็นผู้หญิงที่มีรายได้ในระดับกลางจนถึงสูงเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายได้เป็น จำนวนมาก และเป็นความพิเศษของไทยที่แตกต่างจากที่อื่น คือ จะมีสมาชิกที่เป็นผู้ชายมากกว่า หรือ คิดเป็นสัดส่วนสมาชิกผู้ชายมากถึง 35% ซึ่งนับเป็นจุดแข็งของบริษัท สำหรับในไทยตอนนี้ได้ทำตลาด แค่ในกรุงเทพฯ ซึ่งในตลาดต่างจังหวัดยังไม่ได้ปิดตลาด จึงยังมีช่องว่างที่จะเติบโตขึ้นได้อีกมาก


แผนการเปิดตัวสินค้าใหม่
บริษัทมีแผนที่จะขยายกลุ่มผู้บริโภคให้หลากหลายขึ้น จากปกติผู้บริโภคจะเป็นกลุ่มคนระดับ กลาง-สูง แต่หลังจากนี้บริษัทจะปรับระดับผู้บริโภคในส่วนของผู้บริโภคระดับกลาง ให้สามารถซื้อสินค้าได้ ด้วยการเพิ่มรายการสินค้าให้มีหลากหลายกลุ่ม หลายรายการเพิ่มขึ้น


การเพิ่มรายการสินค้าเข้ามานี้ จะเป็นการช่วยให้มีกลุ่มตัวแทนจำหน่ายที่เป็นกลุ่มของผู้ชาย เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างจุดแข็งให้กับบริษัท ซึ่งแต่ก่อนบริษัทจะมีสินค้าเฉพาะกลุ่มสกินแคร์ แต่ หลังจากนี้บริษัทจะทำตลาดของกลุ่มเสริมอาหารมากขึ้น และขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อีกประมาณ 10 รายการ และในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการ เปิดตัวสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด 1 รายการ ล่าสุดได้ออกเสริมอาหารไปแล้ว 1 รายการ และได้รับผลตอบรับ ดีมาก ซึ่งในประเทศเกาหลีได้เริ่มทำตลาดของสินค้าตัวนี้ไปแล้ว สามารถสร้างยอดขายได้ 30,000 กล่อง ต่อเดือน คิดเป็นรายได้ 200 ล้านเหรียญสิงคโปร์ต่อเดือน ซึ่งในการทำตลาดในเดือนแรกมียอดขายแค่ 100 กล่อง และมีความเชื่อมั่นว่าในประเทศไทยสินค้าตัวนี้จะสามารถทำรายได้เป็นอย่างดีเช่นกัน


นอกจากนี้บริษัทยังได้นำระบบการ วันโค้ด วันเวิลด์ มาใช้ในการทำงาน คือ เมื่อเปิดรหัสแล้ว สมาชิกจะสามารถใช้รหัสนี้ทำงานได้ทุกที่ทั่วโลก รวมถึงสามารถนับยอดรวมและนับคะแนนรวมได้ใน โค้ดเดียว ซึ่งส่วนมากบริษัทขายตรงในประเทศไทยยังไม่มีระบบนี้ เท่ากับว่าสมาชิกสามารถทำตลาดได้ ทุกที่ทั่วโลก และการที่บริษัทเป็นบริษัทขายตรงบริษัทเดียวในสิงคโปร์ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้นั้น แสดงให้ เห็นว่าบริษัทมีความมั่นคงที่สูง และคนที่มาทำธุรกิจ คือ กลุ่มคนที่ต้องการสินค้าที่ดีและสามารถทำรายได้ ต่างจากที่อื่น


ความสำเร็จในประเทศต่างๆ
bwL เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้าง- ยากในการทำตลาดขายตรง แต่บริษัทสามารถที่จะทำตลาดได้และอยู่มานานถึง 22 ปี ในประเทศดังกล่าว อีกทั้ง bwLเป็นเพียงบริษัทขายตรงเพียงบริษัทเดียวที่สามารถอยู่ในตลาดหลักทรัพย์และเป็นหนึ่งในบริษัท ขายตรงสัญชาติเอเชียที่สามารถเข้าไปอยู่ในระดับนานาชาติได้ทั่วโลก ปัจจุบันบริษัทที่มีสาขาอยู่ทั่วเอเชีย ถึง 11 สาขา และมีผู้แทนจำหน่ายอยู่ทั่วโลกมากถึง 23 ประเทศ โดยมีตลาดหลักที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจำนวนสาขาที่เปิดให้บริการเกือบทุกประเทศ ยกเว้นที่ สปป.ลาว และกัมพูชา แต่จะมีผู้แทนจำหน่ายอยู่ แทน และในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มขยายตลาดในเอเชียมากขึ้น โดยเริ่มไปที่จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และ เกาหลี ประมาณเฉลี่ย 1 ปีต่อ 1 ประเทศ ส่วนสาเหตุที่ทำให้บริษัทก้า วขึ้นสนู่ านาชาติได้นั้น เนื่องจากบริษัท มีสินค้าที่เป็นแบรนด์อินเตอร์ และเป็นบริษัทที่มีสัญชาติเอเชีย มีวิสัยทัศน์และวัฒนธรรมต่างๆ ที่กลมกลืน กับคนเอเชียจึงทำให้เมื่อเข้าไปทำตลาดในประเทศต่างๆ ทำให้ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี


ในส่วนของรายได้ของบริษัทในแต่ละปีโดยรวมจะมีรายได้ไม่เหมือนกัน โดยครึ่งแรกของปี ประเทศ เกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวัน มีอัตราการเติบโตรวมกันถึง 54% ขณะที่ประเทศจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย มียอดขายใกล้เคียงกันคือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8-10%


แผนขยายสาขาไปประเทศต่างๆ
สาขาต่างประเทศที่จะเปิดต่อไป คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเปิดได้ในปี 2014 ซึ่งเป็นไปตาม นโยบายที่จะเปิดสาขาปีละ 1 แห่ง โดยที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดสาขาไปแล้ว 2 สาขา ที่ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ในการเข้าไปในแต่ละประเทศจะเข้าไปในลักษณะที่คล้ายๆ กัน คือ นำสินค้ากลุ่มที่มีคุณภาพดีใน การบุกตลาด พร้อมกับการพัฒนาตัวแทนจำหน่ายให้มีความรู้ความสามารถ ร่วมไปกับการมีรายได้ที่ดี ผ่านการอบรมสัมมนาในหลักสูตรต่างๆ ที่บริษัทได้เตรียมไว้สำหรับสมาชิก ภายใต้จุดประสงค์ของบริษัท คือ อยากเป็นเวทีที่เปิดโอกาสสำหรับทุกคนได้มาโชว์ผลงาน โชว์ความสามารถของตัวเอง และอยากให้ BWL เป็นครอบครัวที่จะดูแลคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัทที่ดีที่สุดในโลก


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "ลาชูเล่ (เอเชีย) - Lachule (Asia)" กับ คุณ ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี


ส่วนท่านนี้คงไม่ต้องการดีกรีเพิ่ม สักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่มีอยู่ก็ยาวจน 4 สาว เริ่มจะเขียนไม่ถูกแล้วเจ้าค่ะ คริคริ สำหรับ ท่าน ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี บิ๊กบอส ใหญ่แห่ง ลาชูเล่ ที่ล่าสุดเพิ่งจะมีงาน แกรนด์โอเพ่นนิ่ง ลาชูเล่ (เอเชีย) พร้อมกับ เปิดตัวสามพรีเซ็นเตอร์ชื่อดัง อย่าง ลีซอ, น้องปอย-ตรีชฎา, และ ชาม-ไอยวริญท์ ไปอย่างยิ่งใหญ่ เรื่องผลตอบรับคงไม่ต้องโม้อะไรมาก เอาเป็นว่า กาแฟ สูตรใหม่ไฉไลกว่าเดิมเนี่ย ตอนนี้ผลิตไม่ทันขายค่า ใครอยากลองชิม คงต้องแวะไป Visit ท่านสุรเชษฐ์ เองที่ออฟฟิศ เพราะไม่รู้ว่าแอบมุบมิบ เก็บไว้ดื่มเองด้วย ฤ ป่าว ตอนนี้ ท่านเลยดูหุ่นสมาร์ท ฟิตแอนด์เฟิร์ม กว่าเดิมเยอะเลยค่า...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : จุดพลุขายตรง ลูกผสมสื่อ นำทัพเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ


ไทยเฮลท์ รุกตลาดเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยระบบการตลาดรูปแบบใหม่ ขายตรงลูกผสมสื่อ ชูจุดแข็งระบบเครือข่ายสื่อวิทยุชุมชนและคลื่นวิทยุในเครือเรดิโอ โอเค กว่า 300 สถานี พร้อมเคเบิลทีวี เผยแพร่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ส่งสินค้านำร่อง 4 รายการ หวังผลักดันยอดขายสิ้นปี 100 ล้านบาท

พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด เปิดเผยว่า ไทยเฮลท์ เป็นบริษัท ที่เปิดดำเนินธุรกิจด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการที่จะผลิต จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่อง ดื่มบำรุงสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ไทยเฮลท์ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทชั้นนำในด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

อีกทั้งในการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้ทำการตลาดในรูปแบบใหม่ คือเป็นธุรกิจแบบ ลูกผสมสื่อ ที่นำ ระบบขายตรงมาผสมกับการใช้สื่อในการจำหน่ายสินค้า โดยการใช้จุดแข็งในด้านช่องทางการสื่อสารให้เข้าถึง และกระจายสู่กลุ่มผู้บริโภคผ่านสื่อวิทยุชุมชน ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 200 สถานี มากกว่า 60 จังหวัด ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าในเครือตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงการควบรวมธุรกิจ กับคลื่นวิทยุ เรดิโอ โอเค อีกกว่า 90 สถานี ซึ่งประกอบด้วย คลื่นโอเค ลูกทุ่ง, โอเค ฮุค, โอเค เลิฟ และรายการข่าว ยอดฮิต โอเค นิวส์ ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ เฉลี่ยมีจำนวนผู้ฟังไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

พร้อมกันนี้บริษัทยังใช้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ในระบบดาวเทียม (เคเบิลทีวี) ทางช่อง รายการ สวัสดี ทีวี เผยแพร่ผ่านระบบ C-BAN ช่อง 69 และระบบ KU-BAND ช่อง 22 โดยมียอดผู้ชมรายการ ทั้งสิ้นกว่า 600,000 คน ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไทยพลัส มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือไทยเฮลท์ ภายใต้ สโลแกน สื่อของคนไทยให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด!!! พร้อมกับเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ กว่า 1,000 ราย

พันธ์ยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลยุทธ์การตลาดบริษัทจะมุ่งขยายเครือข่ายสถานีวิทยุ และจานดาวเทียม ให้ครอบคลุมพื้นที่การรับชมและรับฟังมากขึ้น พร้อมกับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพิ่มขึ้นประมาณ 20- 30% รวมถึงการผลิตคอนเท้นต์รายการที่โดนใจผู้บริโภคตามกลุ่มเป้าหมายของสินค้าแต่ละรายการ โดยจะมีทีมงาน จากคลื่นวิทยุ เรดิโอ โอเค มาเป็นกำลังหลักในการผลิต ซึ่งสามารถรับฟังได้ผ่านจานดาวเทียมระบบ C-Band, FM ทั่วประเทศ และเว็บไซต์ www.radiook.co.th รวมถึงแอพพลิเคชั่น บนโทรศัพท์มือถือ

นอกจากนี้บริษัทจะเข้าไปทำการตลาดในส่วนของการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมฮุคเฟรชชี่, เลิฟแรลลี่, ลูกทุ่งประลองไมค์ และของรางวัลพิเศษภายใต้แคมเปญ เรดิโอ โอเค ใจป้ำ ที่จะกระตุ้นกลุ่มผู้ฟังในรายการให้ ติดตามรายการและซื้อสินค้าของบริษัทตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศ อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, อลาสก้า ฯลฯ รวมไปถึงการแจกของรางวัลอีกมากมาย เช่น นิวไอแพด ไอโฟน เป็นต้น ที่จะใช้งบการตลาด ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ในปีนี้

ปัจจุบัน บริษัท มีสินค้าจำหน่าย 4 รายการ ได้แก่ 1. น้ำเห็ดสกัดสูตรดั้งเดิม มัชรูม พลัส 2. น้ำเห็ดสกัด ผสมน้ำผึ้ง 3. วีเอ็ม พลัส ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายสำหรับผู้ชาย และ 4. ยูเลดี้ ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายสำหรับ ผู้หญิง โดยในปีนี้ซึ่งเป็นการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ บริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ น้ำเห็ดสกัดผสม น้ำผึ้ง ด้วยคุณประโยชน์ของเห็ดสายพันธุ์ดีผสานกับส่วนผสมอันล้ำค่าจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้ง ช่วยส่งเสริม สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 100 ล้านบาท คาดการณ์สัดส่วนยอดขายมาจากน้ำเห็ด สกัด มัชรูม พลัส 50% วีเอ็ม พลัส 25% และยูเลดี้ 25%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเจอเนสส์ (Jeunesse Thailand) : เร่งทัพตลาดเอเชียแปซิฟิก ตั้งแอมบาสเดอร์ปั้นแบรนด์ต่อเนื่อง


เจอเนสส์ เตรียมบุกหนักขยายตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ลุยตั้งสำนักงานในประเทศอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น หวังสร้างยอดขาย เติบโตแบบก้าวกระโดด ล่าสุดตั้งแอมบาสเดอร์ลุยปั้นแบรนด์ ขณะที่แผนรุกตลาดประเทศไทย เตรียมาส่งสินค้าใหม่ปูพรม ขยายฐานสมาชิก

สก็อต เอ ลูอิส ประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและรอง กรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เจอเนสส์ โกลบอล เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้เข้าสู่ธุรกิจขายตรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ได้รับผลตอบรับจากการขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ เป็นอย่างดี เห็นได้จากอัตราการเติบโตของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศ ในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ ในประเทศไทย ที่มีอัตราการเติบโตขึ้นสูงมาก เห็นได้จากในเดือน มิถุนายน 2555 เป็นเดือนที่ประเทศไทยสามารถทำรายได้ได้สูงที่สุด หรือเติบโต 35% และเชื่อว่าเดือนกรกฎาคมนี้จะเป็นอีกหนึ่งเดือน ที่ยอดเติบโตเช่นกันดังนั้น เพื่อเป็นการขยายตลาดในแถบภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะ ประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเติบโตแบบ ก้าวกระโดด บริษัทมีแผนการเข้าไปตั้งสำนักงานในประเทศ อินโดนีเซียที่อาคาร APL คาดจะเปิดดำเนินการได้ในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเองจะมีการเข้าไปตั้งสำนักงานที่กรุง- โตเกียวเช่นกัน โดยล่าสุดได้ประกาศแต่งตั้งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเข้าไปเปิดสำนักงาน หรือเข้าไปแต่งตังผู้จัดการระดับ ฝ่ายปฏิบัติการในประเทศต่างๆ นั้น แสดงให้เห็นว่า ประเทศเหล่านั้น มีศักยภาพเพียงพอในการที่บริษัทจะเข้าไปขยายฐานตลาดทั้งใน ส่วนของผู้บริโภคและสมาชิก ซึ่งจากการเข้าไปรุกตลาดดังกล่าว บริษัทมีเป้าหมายที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์เจอเนสส์ให้เป็นที่รู้จัก ในวงกว้าง ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวแอมบาสเดอร์ เจอเนสส์ โกลบอล ไทยแลนด์ โดยได้แต่งตั้ง Isabel Pez อดีตนางงามประเทศโคลัมเบีย เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าวในวันที่ 22 ก.ค. 2555 ที่ผ่านมา ภายใน งาน เดอะ สตาร์ ซึ่งเหตุผลที่เลือก Isable นั้น บริษัทได้มองเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่องการดูแลผิวพรรณและความงาม มามากกว่า 10 ปี และคาดว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์นี้ จะเป็นทูตในสื่อสารผลิตภัณฑ์ออกไปส่ผู ้บู ริโภคทั่วโลก รวมไปถึงการเป็นทูตแห่ง โครงการการกุศลของเจอเนสส์ด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิก และ เป็นการสร้างแบรนด์เจอเนสส์ บริษัทได้เตรียมตัวที่จะจัดงาน The Evolution The Jeunesse Experience ที่ประเทศฮ่องกง ซึ่งจะ จัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2555 ที่จะถึงนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 3 ปี ของบริษัท โดยในงานครั้งนี้บริษัทเตรียมที่จะประกาศถึงการปรับ ภาพลักษณ์ใหม่ของบริษัท พร้อมกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้ รับการรับรองคุณภาพจาก ไมเคิล โนเบล ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ไพร์ซ เป็นผู้รับรองคุณภาพ

อีกทั้งในงานนี้ บริษัทได้จัดให้มีการร่วมบริจาคหารายได้ให้ กับโครงการ เจอเนสส์ คิดส์ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการกุศลที่บริษัท ได้ร่วมกับองค์กรการกุศลที่มีชื่อเสียงมากว่า 20 ปี ในการมอบเงิน สำหรับผู้ด้อยโอกาส โดยเจอเนสส์นับว่าเป็นบริษัทแรกที่ได้รับ การคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการนี้ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะมีมีรายได้ ที่สามารถดูแลผู้ด้อยโอกาสได้ถึง 1 ล้านคน ภายใน 1 วัน คาดว่าจะมีผู้ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้มากถึง 5,000 คน

สำหรับ เจอเนสส์ ประเทศไทย ที่เพิ่งจัดงานครบรอบ 1 ปี ไปนั้น หลังจากนี้บริษัทได้มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เพิ่ม มากขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทที่ดูแลในด้านความ อ่อนเยาว์ มีสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค และรวมไปถึงการมีรายได้ ที่ดี อย่างไรก็ตามบริษัทยังได้วางแผนที่จะเปิดตัวเจอเนสส์ ในประเทศไทยขึ้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวลาชูเล่ (Lachule Asia) : ตั้งบริษัทลูกต่อยอดธุรกิจ ชูแผนมิกซ์มาร์เก็ตติ้ง สู้ศึกขายตรง (MLM)


ลาชูเล่ ส่งบริษัทน้องใหม่ ลาชูเล่ (เอชีย) ลุยตลาดขายตรง ภายใต้สโลแกน ความมั่นคง คู่ ความมั่งคั่งหวังครอบคลุมตลาดเครือข่าย พร้อมนำแผนแบ่งจ่าย แบบใหม่ที่เร็วและแรง ดึงดูดสมาชิก เผยสิ้นปีนี้สมาชิกทะลุเป้า 3,000 คน แน่นอน


ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการ บริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจ ภายใต้นโยบาย ความมั่งคั่ง คู่ ความมั่นคง ที่มีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจเครือข่าย ที่ครอบคลุมในทุกๆ ด้านของธุรกิจขายตรง และเป็นการต่อยอดทางธุรกิจของลาชูเล่เดิม


ทั้งนี้ ในส่วนของแผนธุรกิจของ ลาชูเล่ (เอเชีย) จะใช้แผนธุรกิจ Triple Core Marketing (TCM) ยกกำลัง 3 ซึ่งเป็นแผนธุรกิจที่นำเอาแผน Stair Step, Binary, Unilevel และ Maching มาผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยจุดเด่นของแผนนี้ คือ จ่าย ได้เร็ว จ่ายได้จริง ตรงเวลา ทำงานง่าย คุ้มค่าแก่การลงทุน


อีกทั้งในด้านของสินค้า ลาชูเล่ (เอเชีย) จะมีสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าของลาชูเล่ ประเทศไทย ที่จะเน้นในการทำตลาดในสินค้ากลุ่มรักษาสิว ฝ้า และเสริมอาหาร โดย ลาชูเล่ (เอเชีย) จะมีสินค้านำร่องอยู่ทั้งหมด 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเครื่องสำอางสำหรับ นักกีฬากลางแจ้งโดยเฉพาะ 2.กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กาแฟควบคุมน้ำหนัก 3.กลุ่ม เสริมอาหาร Bio Life Plus & Bio Life Herb 4.กลุ่มยาแผนโบราณ คุณหมอทองประเสริฐ โอสถ และ 5.กลุ่มเพื่อการเกษตร


นอกจากนี้สินค้าที่บริษัทได้นำมาทำการตลาดนั้น ส่วนมากจะเป็นสินค้าที่นำเข้า จากต่างประเทศชั้นนำในแถบทวีปยุโรป เช่น เยอรมนี อิตาลี และเป็นสินค้าที่ผ่านการ ค้นคว้าและวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วทุกมุมโลก และมีกระบวนการผลิตด้วยนาโน เทคโนโลยี ดังนั้น บริษัทจึงการันตีได้ว่าสินค้าของบริษัทเป็น ผลิตภัณฑ์ขั้นเทพ


ในส่วนของการทำงาน ลาชูเล่ (เอเชีย) จะแบ่งสายงานออกเป็น 9 สาย โดยมี 8 สายแรกเป็นแม่ทีมที่มาจากลาชูเล่เดิม และอีก 1 สาย จะเป็นแม่ทีมที่มาจากที่อื่นที่มี ความชำนาญในแผนงานต่างๆ ซึ่งในการทำงานแม่ทีมของทั้ง 8 สายนี้ จะสามารถรีครูต คนจากสายมาที่ไหนก็ได้ของลาชูเล่มาอยู่ภายใต้สายงานของตน แต่ไม่สามารถที่จะรีครูต สมาชิกในสายงานที่ 9 และสายที่ 9 ก็ไม่สามารถที่จะรีครูตคนจากสายงานอื่นมาร่วมงาน ได้ ทั้งนี้ สมาชิกสามารถที่จะทำงานควบได้ทั้ง 2 บริษัททั้งใน ลาชูเล่ ประเทศไทย และ ลาชูเล่ (เอเชีย)


พร้อมกันนี้ ลาชูเล่ (เอเชีย) ได้เริ่มทดลองทำการตลาดมาตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งจนถึงปัจจุบันสมาชิกสามารถทำรายได้เฉลี่ยได้วันละ 20,000 บาทต่อวัน และมีสมาชิกกว่า 780 คน โดยการทำงานสมาชิกสามารถที่จะทำงานผ่านระบบออนไลน์ ที่ทำงานได้ในทุกที่ทั่วโลก และยังสามารถที่จะประมวลผลการจ่ายผลตอบแทนได้ทุกวัน ซึ่งในการแบ่งจ่ายผลตอบแทนนั้นบริษัทจะจ่ายให้กับสมาชิกในทุกวันที่ 1 และ 16 ของ ทุกเดือน


อย่างไรก็ตามบริษัทหวังไว้ว่าในการนำระบบออนไลน์เข้ามาช่วยในการทำงาน จะเปน็ แรงที่จะผลกั ดนั ใหบ้ รษิ ัทไปถงึ เปา้ หมายที่ตัง้ ไวไ้ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี โดยมเี ปา้ หมายกอ่ น สิ้นปีนี้จะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมธุรกิจกับ ลาชูเล่ (เอเชีย) ไม่น้อยกว่า 3,000 คน และ มีรายได้ 50-100 ล้านบาท และในอนาคตสมาชิกจะต้องมีรายได้สูงสุด 750,000 บาท ต่อเดือน อีกทั้งคาดว่าการทำงานผ่านระบบออนไลน์นี้จะสามารถรองรับตลาดได้ดีเมื่อมี การเปิดตลาด AEC


ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาขาของ ลาชูเล่ (เอเชีย) ขณะนี้ได้ ทำการเปิดสาขาไว้แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ สาขาจังหวัดขอนแก่น ที่ ถ.ข้าวเหนียว จังหวัดชลบุรี บน ถ.สุขุมวิท และที่หาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้สาขาดังกล่าวได้เช่าที่สำหรับทำสำนักงานไว้แล้ว และพร้อมจะเปิดในเร็วๆ นี้ โดยสาขานี้สินค้าที่จะนำไปปักธง คือ สินค้ากลุ่มเพื่อ การเกษตร เพื่อรองรับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง


นอกจากนี้บริษัทยังได้วางแผนที่จะเข้าไปเปิดสาขาในส่วนของภาคเหนือ โดย จังหวัดที่เล็งไว้นั้นได้แก่ พิษณุโลก เชียงใหม่ และเชียงราย ตามลำดับ แต่ทั้งนี้ จะต้อง ดูสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะเอื้ออำนวยต่อการขยายสาขาเพิ่มหรือไม่ ร.ต.ต.ดร. สุรเชษฐ์ กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมขายตรง : ส.อุตสาหกรรมขายตรงวุ่ย "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" ลาออกสายฟ้าแลบ!!!


ศึกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยป่วนหนัก เมื่อ อัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกคนล่าสุดประกาศลาออก เหตุโยงใยหลายเรื่อง ทั้งการสานต่อนโยบายรวมเป็น สมาพันธ์ไม่เป็นผล และแผนภายใน TDIA ไม่ลงตัว ชี้รับตำแหน่งกุมภาพันธ์ 2555 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ส่งมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เสมือน เป็นนายกเถื่อน อัศวิน ลั่น! จากนี้ไปขอโฟกัส บริษัทส่วนตัวเท่านั้น พร้อมหันหลังให้กับ TDIA ทันที


ภายหลัง ศิริพร ธรรมภักดี นายกสมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย หรือ TDIA หมดวาระลง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา จนสมาคมฯ ได้มีการเลือกนายกสมาคมฯคนใหม่ ซึ่งได้เลือก อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท นอร์ทเทอร์น โพรไบโอติค จำกัด, บริษัท โพรแลค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด เข้ารับตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา จนนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรง คนใหม่ได้ประกาศนโยบายการบริหารงานในสมาคมฯ ว่าจะ ดำเนินการไปในทิศทางใด ซึ่งนโยบายหลักที่ถือเป็นหัวใจ สำคัญของ อัศวิน คือ การร่วมกันผลักดันให้ 3 สมาคม ขายตรง หล่อหลอมเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน จนกลายเป็น สมาพันธ์การขายตรงไทย


อัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย หรือ TDIA กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งนายก- สมาคมฯ ตนได้สานต่อเจตนารมณ์ในการร่วมพูดคุยกับ 2 สมาคมขายตรงในการรวมตัวเพื่อจัดตั้ง สมาพันธ์การขาย- ตรงไทย ซึ่งท้ายที่สุดการสานต่อนโยบายดังกล่าวต้อง ล้มเลิกลง เนื่องจากวิสัยทัศน์ของแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขานุการและฝ่าย- วิชาการ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้เห็นด้วยกับการ รวมตัวเพื่อก่อตั้งเป็นสมาพันธ์การขายตรงด้วยเช่นเดียวกัน


เราไม่สามารถประสานงานให้เกิดความกลมเกลียว เป็นสมาพันธ์ได้ มันไม่สำเร็จ เรื่องนี้ก็อยากฝากไปถึงนายก สมาคมการขายตรงไทยด้วยว่า ทำอะไรให้คิดถึงสังคมไทย ด้วย ต้องบอกว่าความตั้งใจของผมที่จะรวมตัวเป็นสมาพันธ์ นั้นมีมาก แต่เมื่อมันไม่เกิดผล ก็ขอโอกาสหน้าคว้าใหม่


ทั้งนี้ เมื่อการสานต่อเจตนารมณ์ไม่เป็นผล จึง ขอประกาศลาออกจากการเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรม ขายตรงไทย ด้วยเหตุผลหลักหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการ เชื้อเชิญหลายๆ บริษัท ให้เข้าเป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาห- กรรมขายตรงไทย นอกจากนี้การทำงานเพื่อให้สำเร็จลุล่วง ได้นั้น จะต้องมีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง และมีวัตถุประสงค์ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้ บรรลุตามเป้าหมาย จึงไม่อยากเสียเวลาในการพัฒนา อุตสาหกรรมขายตรงต่อไป และอยากเปิดทางให้คนอื่น ได้เข้ามาทำหน้าที่ต่อไป


เหตุผลของการลาออกครั้งนี้ ถามว่าถอดใจมั้ย เรื่องนี้ไม่ถอดใจ แต่หนักใจกับคน อย่างที่ผ่านมาผมได้เรียก ประชุมวิสามัญ ปรากฏว่ามากันไม่ครบองค์ประชุม ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงกฎใดๆ ในสมาคมฯ จึงไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะมาไม่ครบองค์ประชุม เรื่องนี้บอกได้คำเดียวว่าผมยัง ไม่มีเวลาหล่อหลอมความคิดให้เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น จากนี้ ไปผมก็จะมุ่งหน้าทำงานของบริษัทต่อไป ทั้งงานในประเทศ และต่างประเทศ ตอนนี้คิดว่าส่วนตัวจะไม่เกี่ยวข้องกับ สมาคมฯ แต่ตัวบริษัทยังคงอยู่ในสมาคมต่อไป และจากนี้ไป ก็จะยื่นใบลาออกเร็วๆ นี้


อย่างไรก็ดี หลังเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาห- กรรมขายตรงไทย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ยังไม่มีการยื่นเรื่องเปลี่ยนแปลงชื่อนายกสมาคมฯ อย่างถูกต้องตามกฎของสมาคมฯ แต่อย่างใด ซึ่งชื่อที่ยัง ลงนาม ยังคงเป็นชื่อนายกสมาคมฯ คนเก่าอย่าง ศิริพร ธรรม- ภักดี หรือชื่อที่ใช้ในการลงนามบนเอกสาร คือ ทิพย์ปาลิดา ปวินนฎอัคริมา ซึ่งความเป็นจริงขั้นตอนในการรับตำแหน่ง นั้นตนยังไม่ได้เป็นนายกสมาคมฯ อย่างถูกต้องตามกฎ


สำหรับประเด็นการลาออกของนายกสมาคมอุตสาห- กรรมขายตรงไทยมีหลายประเด็น และเป็นที่น่าสังเกตว่า การ ประกาศลาออกครั้งนี้ คณะกรรมการและสมาชิกในสมาคม ต่างตกใจ และยังไม่มีใครรู้มาก่อนว่าจะมีการลาออกใน ครั้งนี้ ซึ่งหากจะกล่าวภาพรวมที่มีผลทำให้ อัศวิน ลาออก ในครั้งนี้ คือ กฎบางข้อในสมาคมฯ ที่ต้องมีการแก้ไข อีกทั้ง การรวมตัวกันในสมาคมฯ เพื่อสร้างความเข้มแข็งก็ยัง ไม่เกิดผล ที่สำคัญคือประเด็นการส่งมอบตำแหน่งนายก- สมาคมฯ ให้กับนายกคนใหม่นั้นยังไม่ได้ทำอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นเวลา 5 เดือนแล้วที่ อัศวิน รับตำแหน่ง แต่ในการ เซ็นชื่อลงนามต่างๆ ยังคงเป็นชื่อของนายกสมาคมอุตสาห- กรรมขายตรงคนเก่าอย่าง ศิริพร ธรรมภักดี


เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อ ว่าหลังจากนี้ไป สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย จะดำเนินการไป ในทิศทางใด เมื่อไร้นายกสมาคม และใครที่จะเข้ามานั่ง ตำแหน่งนายกสมาคมฯ แทนที่ อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ที่ลาออกไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสคบ. : ศึกชิงเก้าอี้เลขา สคบ. ร้อนฉ่า ข่าวสาดโคลนตัวเต็งกระฉ่อน


ศึกชิงเก้าอี้เลขา สคบ. ร้อนระอุ สารพัดโผออกมาโยนหินถามทาง ข่าววงในเผยตัวเต็ง วิ่งกันฝุ่นตลบ ชี้คนในมาแรงทำท่าจะแซงโค้งมาวิน แต่โค้งสุดท้ายมีเปิดประเด็นใหม่ หวัง ดิสเครดิต จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. อีกหนึ่งตัวเต็งสำคัญ โดยอดีตเลขา สคบ. อนุวัฒน์ ธรมธัช เปิดประเด็นร้อนฉ่า กรณีงบสนับสนุนวันคุ้มครองผู้บริโภค- ไทย 100,000 บาท หายเข้ากลีบเมฆ ชี้อยากได้คนดี โปร่งใส ไร้รอยด่าง มาเป็น เลขา สคบ. คนใหม่

เป็นปกติทุกครั้งที่เมื่อเก้าอี้เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่างลง ก็ต้องมีการสรรหาเลขา สคบ. คนใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งการสรรหา ก่อน ที่จะมีการเลือกตั้งนั้นก็ต้องเลือกคนที่ดี มี ความเหมาะสม มีความสามารถเข้ามารับ ตำแหน่ง ซึ่งล่าสุดมีรายชื่อที่จะมีการชิงเก้าอี้ เลขา สคบ. ด้วยกัน 5 คน ด้วยกัน ได้แก่ นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขา สคบ., จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. และผู้ตรวจราชการอีก 2-3 คน ซึ่งหนึ่งในจำนวน ดังกล่าวมีแคนดิเดตคนในของ สคบ. ด้วยกัน 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่าง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ต้องการให้แคนดิเดตทั้ง 2 คน ทำ ผลงานออกมาให้เห็นก่อนที่จะมีการแต่งตั้งเลขา สคบ. ในเร็วๆ นี้

ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงโค้งสุดท้ายที่จะมีการแต่งตั้งเลขา สคบ. ตามปกติที่จะมีการ- สาดโคลน ตอกไข่ใส่สีเติมแต่งกันไปต่างๆ นานา เพื่อให้คู่แข่ง อีกฝ่ายเสียประวัติ และถูกมองในมุมลบ เนื่องจากตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งของผลประโยชน์ และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุดแคนดิเดตคนสำคัญอย่าง จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. ก็โดนข่าวดิสเครดิตประเด็นการรับเงินที่ไม่โปร่งใส

ประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวระดับสูงจาก สคบ. เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า ขณะนี้ได้มี หนังสือร้องเรียนจาก อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคม พัฒนาการขายตรงไทย หรือ TSDA และอดีตเลขาฯ สคบ. ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกรณีที่ จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการของบประมาณสนับสนุน วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2555 โดยในใบร้องเรียนดังกล่าว ได้มีการระบุข้อความเกี่ยวกับการที่ จิรชัย ได้มีการของบ- ประมาณไปยังสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยหรือ TSDA จำนวน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ยังมีการระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินสนับสนุน การจัดบูธแสดงนิทรรศการให้กับสมาคมฯ และเป็นค่าใช้จ่าย ในการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 รวมทั้ง มีการอ้างว่าที่ต้องของบสนับสนุน เนื่องจากราชการไม่มี งบสนับสนุนในส่วนนี้ และได้ให้โอนเข้าบัญชี วันคุ้มครอง ผู้บริโภคไทย ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ซึ่งปกติแล้วการโอนเงินดังกล่าวจะต้องผ่านบัญชี ของธนาคารกรุงไทย แต่ปรากฏว่าหลังจากที่โอนเงินไปแล้ว ไม่มีการส่งมอบหลักฐานการรับเงินแต่อย่างใด ได้รับเพียง หนังสือขอบคุณ รวมทั้งภายในงานก็ไม่มีการถ่ายทอดผ่าน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 รวมถึงไม่มีรายชื่อสมาคมฯ ในการรับโล่วันคุ้มครองผู้บริโภคไทยแต่อย่างใด

กรณีดังกล่าว ได้มีการยื่นหนังสือไปยังสำนักนายก- รัฐมนตรีและสำนักปลัดเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า เรื่องนี้ เงียบหายไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แต่อย่างใด รวมทั้งมีผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จำนวน 11 ราย โดนเรียกขอเงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการกระทำ ดังกล่าวถือว่าไม่โปร่งใส เนื่องจากในการจัดงานวันคุ้มครอง ผู้บริโภคไทย 2555 ได้มีงบทางราชการสนับสนุนการจัดงาน อยู่แล้ว จำนวน 3,500,000 บาท เพียงพอกับการจัดงาน แต่ไม่เข้าใจว่า การขอเงินสนับสนุนดังกล่าว เกิดจากเหตุผล ใด และทำไมยังไม่มีการสอบสวนจากสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องนี้

สำหรับกรณีที่มีการขอรับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุน ของทางราชการดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง ตามระเบียบว่าด้วยเงินบริจาค ซึ่งตามระเบียบจะต้องยื่น รายละเอียดไปยังกองบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อขอ อนุญาตในการเปิดบัญชีรับบริจาค รวมทั้งต้องมีการระบุถึง จำนวนเงินที่บริจาคว่ามีจำนวนเท่าใด และระบุถึงวัตถุ- ประสงค์ที่ชัดเจนในการขอรับเงินบริจาคว่าจะใช้เพื่อสิ่งใด บ้าง แต่กลับไม่มีขั้นตอนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

กรณีที่มีผู้ร้องเรียนงบสนับสนุนงานวันคุ้มครอง ผู้บริโภคควรเร่งตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใส ใน สคบ. เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคล มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. แทน นิโรธ เจริญ- ประกอบ ที่ลาออกไปอย่างกะทันหัน จิรชัย ถือว่าเป็นหนึ่ง ในแคนดิเดตที่มีโอกาสได้ขึ้นนั่งเก้าอี้เลขา สคบ. คนใหม่ ด้วย ข่าวดังกล่าวถือว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ของ สคบ. และกระทบต่อตัว จิรชัย เอง รวมถึงโอกาสที่จะก้าวขึ้นไป เป็นเลขา สคบ.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวพีไฟว์ เน็ตเวิร์ค (P5 Network) : เร่งขยายสาขาทั่วประเทศ รุกระบบออนไลน์ขยายฐานวัยรุ่น


พีไฟว์ รุกตลาดครึ่งปีหลัง เร่งขยาย สาขาทั่วประเทศ พร้อมทุ่มงบ 100 ล้าน- บาท สร้างโรงงานผลิตสินค้ากลุ่ม สมุนไพร พร้อมดึงระบบออนไลน์ ทำการตลาด หวังสร้างฐานสมาชิก คนรุ่นใหม่ ประกาศปีหน้าเตรียมย้าย รัง เล็งพื้นที่เส้นทางรถไฟฟ้าเปิดใหม่


พรเทพ สุวรรณโชคสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไฟว์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า แผนรุกตลาด ครึ่งปีหลัง บริษัทจะเน้นการขยายสาขามากขึ้นกระจายตาม ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้ จัดกิจกรรมการตลาดต่างๆ ควบคู่ไปกับการขยายสาขา โดย จะเน้นการขยายสาขาในภาคใต้ ซึ่งสาขาแรกของบริษัท ที่ภาคใต้ คือ สาขาหาดใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับฐาน ลูกค้าที่มีจำนวนมากในภูมิภาคนี้ ล่าสุดได้เปิดสาขาที่กระบี่ สุราษฎร์ธานี และปัตตานี ตามลำดับ


นอกจากนี้ บริษัทยังได้รุกตลาดขึ้นไปทางภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งภูมิภาคนี้จะยังเน้นการทำตลาดใน จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายก่อน พร้อมกันนี้บริษัทยังได้ รุกเข้าไปทำการตลาดของภาคอีสานโดยบริษัทได้วางแผน ที่จะเปิดสาขาที่จังหวัดนครราชสีมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับผู้นำในการทำการตลาด และหากสามารถเปิด ได้จริง สาขานี้จะเป็นศูนย์กลางของบริษัทประจำภาคอีสาน เน้นการทำการตลาดผ่านทางวิทยุเครือข่าย


ทั้งนี้ สาเหตุของการที่บริษัทได้เน้นการขยาย สาขานั้น เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการตลาดเกี่ยวกับ ตัวสินค้าไปแล้ว ส่งผลให้มีฐานผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยัง ไม่มีสาขารองรับผู้บริโภคและเพื่อเป็นการอำนวยความ สะดวกให้แก่สมาชิก โดยสาขาต่างๆ จะมีพนักงาน สต๊อก สินค้า ห้องทำงาน ห้องประชุม ทุกอย่างครบถ้วนไว้รองรับ สำหรับสาขาของพีไฟว์ ขณะนี้มีสาขาในประเทศทั้งหมด 5 สาขา และต่างประเทศ 1 สาขา ที่ สปป.ลาว


พร้อมกันนี้บริษัทได้วางแผนที่จะออกสินค้ากลุ่ม สมุนไพรไทยและสมุนไพรจากทั่วโลก โดยจะเป็นสมุนไพร เพื่อผู้ชายและผู้หญิงโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังสร้าง โรงงานเพื่อผลิตสินค้ากลุ่มสมุนไพรเพิ่มอีก 1 โรง ที่จังหวัด สมุทรสาคร ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังได้ จัดซื้อพื้นที่ที่จังหวัดเพชรบุรีสำหรับปลูกสมุนไพร เพื่อนำมา ใช้ผลิตกลุ่มสมุนไพรกว่า 4 ไร่


ทั้งนี้ การที่บริษัทได้ให้ความสนใจในเรื่องของการ ผลิตสินค้ากลุ่มของสมุนไพร เนื่องจากบริษัทได้มองเห็นว่า ตลาดของสินค้าในกลุ่มนี้กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าทั้งหมด 30 รายการ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเสริมอาหาร กลุ่มความงาม กลุ่ม เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และกลุ่มปุ๋ย


สำหรับจุดเด่นสินค้าของพีไฟว์อยู่ที่สินค้าทุกตัว ได้การรับรองและค้นคว้าวิจัยจากสถาบันต่างๆ ทั้งในและ ต่างประเทศ และสินค้าของบริษัทจะเป็นสินค้าที่ครอบคลุม ผู้บริโภคในทกุ เพศทกุ วยั ตงั้ แต่เดก็ จนถงึ ผ้สู งู อายุ แม้กระทงั่ กลุ่มเกษตรกร


ด้านการทำตลาดในครึ่งปีหลังบริษัท นอกเหนือจาก การขยายสาขา บริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ ตลาด โดยในครึ่งปีหลังนี้จะออกสินค้นกลุ่มสมุนไพรสำหรับ ผู้หญิงและสินค้าอุปโภค-บริโภค อีก 2 รายการ ซึ่งตอนนี้ อยู่ในขั้นตอนของการทำรีเสิร์ชสินค้าหาข้อมูลก่อนทำตลาด จริง


พรเทพ กล่าวต่อไปว่า นอกจากท่านประธานบริษัท ภาวัฒณ์ โตกุคุณะ ได้เล็งเห็นการสร้างเครือข่ายผ่านระบบ ออนไลน์ โดยการนำ IPTV ซึ่งเป็นการนำเสนอรายการต่างๆ ของบริษัทผ่านทางอินเทอร์เน็ตที่สามารถดูได้ผ่านทางมือถือ จากเครือข่าย 3G ทั้งนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องการ จะหนีจากการทำการตลาดผ่านทางทีวีที่ตอนนี้บริษัท ขายตรงหลายบริษัทกำลังแข่งขันกันอย่างมาก


พร้อมกันนี้เพื่อเป็นการเชื่อมโยงการแจงยอดการขาย การเข้าดูยอด การสั่งซื้อสินค้า ที่สามารถทำผ่านมือถือ และ ได้มีการอัพเดตกิจกรรมต่างๆ ผ่านทาง Facebook ซึ่งบริษัท คาดว่าการที่เข้ามาทำการตลาดผ่านทางระบบออนไลน์ ครั้งนี้จะสามารถรุกเข้าไปในตลาดของวัยรุ่นได้มากยิ่งขึ้น และคาดว่าภายใน 2 เดือนนี้ ระบบออนไลน์จะพร้อมใช้งาน ครบ 100%


ในส่วนของสมาชิกปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกราวแสน กว่ารหัส แบ่งเป็นสมาชิกที่ทำธุรกิจและมีการซื้อสินค้าประจำ ประมาณ 10,000 รหัส สำหรับรายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี สามารถสร้างรายได้ประมาณ 70-80 ล้านบาท ซึ่งบริษัทวาง เป้าปีนี้ไว้ที่ 200 ล้านบาท


ขณะที่ในปี 2556 บริษัทได้วางแผนที่จะย้าย สำนักงานไปอยู่ที่ใหม่ เนื่องจากที่เดิมนั้นบริษัทได้มองเห็น ว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานและทำกิจกรรม ต่างๆ ซึ่งตอนนี้บริษัทได้ดูพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ที่กำลังดำเนินการสร้าง โดยสำนักงานใหม่นี้จะมีพื้นที่ ประมาณ 1-2 ไร่ และวางงบประมาณในการก่อสร้างไว้ที่ 200 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปม! เลขา สคบ. ลาออก ลือหึ่งกระแสไม่โปร่งใส


กรณีหลังม่าน สคบ. ปั่นป่วน หลัง นิโรธ เจริญประกอบ ลาออกก่อนเกษียณ ทั้งๆ ที่เหลือเวลา อีกไม่กี่เดือน ลือ! การลาออกมีหลายสาเหตุ ทั้งความเครียดจากการทำงาน การเซ็น ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ จนถึงประเด็นโจมตีอย่างหนักที่ไปรับตำแหน่งให้ขายตรง ค่ายหนึ่ง สุดท้ายลาออกอย่างเป็นทางการ 30 มิ.ย. 2555 หันหลังให้กับวงการ ราชการ ไปเอาดีเป็นที่ปรึกษา นีโอ ไลฟ์ ล่าสุดควบ 2 ตำแหน่ง เร็วๆ นี้ คาดรับ อีกหนึ่งตำแหน่งกับนายกสมาคมขายตรงแห่งใหม่ แห่งที่ 4


กรณีการลาออกแบบปัจจุบันทัน ด่วนของ นิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้- บริโภค หรือ สคบ. ยังเป็นประเด็นสำคัญ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันในวงกว้างว่าเหตุ ใดเลขา สคบ. จึงลาออกก่อนวัยเกษียณ (30 มิถุนายน 2555) ทั้งๆ ที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่ กี่เดือนก็จะเกษียณอายุราชการตามกำหนด ซึ่งบ้าง ก็ว่าเลขาเจอแรงกดดันจากการทำงาน กับภาระ ที่หนักหน่วง และที่สำคัญ คือ การก้าวข้ามไป รับตำแหน่งให้กับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม เรื่องนี้ถูกวิจารณ์กันไป ต่างๆ นานา ว่า เลขา สคบ. ซึ่งเป็นคนของภาครัฐ ไม่ควรที่จะรับตำแหน่งใดๆ เลย ในภาคธุรกิจ เรื่องนี้แม้จะมีการวิจารณ์และกล่าวขานกัน ในวงกว้าง แต่ก็ยังไม่มีประเด็นที่แน่ชัดว่าสุดท้ายแล้ว เลขา สคบ. ลาออกด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งกับประเด็นดังกล่าว ทาง เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้รับ กระแสข่าวมาจากแหล่งข่าวระดับสูงจากภายในสำนักงาน- คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่า ที่ผ่านมาเลขา สคบ. เกิดความเครียดเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการทำงาน หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตำแหน่งเลขาธิการ ซึ่งมีอำนาจ หน้าที่ในการเซ็นใบอนุญาตการประกอบธุรกิจไม่โปร่งใส


นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเบิกงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ที่มีพนักงานภาครัฐอีกฝ่ายกำกับดูแล ได้ใช้วิธีพิเศษ ในการเบิกงบประมาณ และอีกหลายๆ โครงการที่จัดทำไม่ถูก ตามกฎระเบียบที่ สคบ. กำหนด รวมถึงประเด็นการที่อดีตเลขา สคบ. ได้รับบัตรสนเท่ห์ ที่มีความยาว 4 หน้ากระดาษ A4 ในแง่ ของการทำงานที่ไม่มีหลักธรรมาภิบาล ไม่มีความเป็นธรรมในการ เป็นผู้บริหาร ส่งผลให้องค์กรเกิดความแตกแยก แบ่งเป็นหลาย ฝ่าย อีกกระแสก็ว่ามาจากความเครียดและต้องการหลีกทางให้คน ภายในเติบโต


อย่างไรก็ตาม ทาง เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค พยายาม โทรศัพท์ติดต่อไปยัง นิโรธ เจริญประกอบ เพื่อสืบหาความจริง จากปากเจ้าตัวเอง แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งทาง เดอะ พาว- เวอร์ เน็ตเวิร์ค จะเกาะติดสถานการณ์มารายงานให้ทราบ อีกครั้งถึงสาเหตุที่แท้จริง


ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ- คุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ที่ว่างอยู่ในขณะนี้ มี นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขา สคบ. เป็นผู้รักษาการแทน และถือเป็น 1 ใน โผของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขา สคบ. คนต่อไป รวมถึง ยังมีรายชื่อผู้ตรวจราชการอีก 2 รายชื่อ ที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็น เลขา สคบ. ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ประมาณต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการเวียนหลักเกณฑ์เพื่อเปิดรับสมัครผู้สนใจที่จะเข้ารับ ตำแหน่งเลขา สคบ. ซึ่งผู้ที่จะสมัครต้องเป็นข้าราชการระดับ 9 และ 10 เป็นบุคคลในกรมประชาสัมพันธ์ สคบ. และสำนักนายก- รัฐมนตรี


การแต่งตั้งเลขา สคบ. ปลัดสำนักนายกจะส่งรายชื่อให้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี เห็นชอบ คาดว่าจะเสนอรายชื่อได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม นี้ และหากการเสนอชื่อเริ่มขึ้น และไม่มีผู้ใดที่เหมาะสม รัฐมนตรี มีอำนาจในการดึงคนนอกเข้ามาบริหารงานต่อไป แหล่งข่าว ระดับสูง กล่าว


ด้าน นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า ใครที่จะเข้ารับตำแหน่งเลขา สคบ. คนใหม่ และ จะมีการเริ่มแต่งตั้งเมื่อใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากกระบวนการสรรหาต้องเริ่มจากสำนักนายกรัฐมนตรีก่อน ดังนั้น งานที่ต้องเร่งด่วนภายหลังจากเลขา สคบ. ลาออกไป ตนต้องสานต่อนโยบายของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ ในการทำตราสัญลักษณ์ร่วมกับผู้ประกอบ- การ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค


ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา สคบ. ได้ ลงนามในสัญญาร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด เกี่ยวกับ กระบวนการคุ้มครอง ด้วยการวางรูปแบบการประกันให้กับ ผู้บริโภค เบื้องต้น สคบ. จะเริ่มนำร่องกับ 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจ ซ่อมรถ, ธุรกิจยานยนต์, ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง โดยการนำสัญลักษณ์ สคบ. ติดที่ตัวสินค้า ดังนั้น แผนการดำเนิน- งานจากนี้ไป สคบ. จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า ที่มีตราสัญลักษณ์ของ สคบ. ต่อไป


อย่างไรก็ตาม จากประเด็นดังกล่าว ที่เลขา สคบ. ลาออก ล่าสุด ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ ทาบทามให้ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขา สคบ. เข้ามานั่งทำงาน ให้กับบริษัท ซึ่งเป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่า อดีตเลขา สคบ. จะรับ หน้าที่ 2 ตำแหน่ง คือ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับบริษัท และ บริษัทในเครือ ดูแลงานด้านกฎหมาย ด้านนโยบายคุ้มครอง ผู้บริโภคให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และดูแลควบคุมการ- โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ถูกต้อง โดยให้เหตุผลการเข้าร่วมงาน ครั้งนี้ว่า ชื่นชมในตัว ดร.นพรุจ ที่เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ในการทำงาน และยังช่วยสร้างความมั่นคงของธุรกิจขายตรงให้ได้ รับการยอมรับในระดับรากหญ้า


สำหรับตำแหน่งที่ 2 รับหน้าที่เป็นประธานกิตติมศักดิ์ ให้กับมูลนิธิเกษตรและอาหารกลางวัน ของสมเด็จพระเทพรัตน- ราชสุดาฯ ในการจัดหาทุนจากกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ โรงเรียนที่ยังขาดแคลน รวมไปถึงกำลังจะก่อตั้งอีก 1 มูลนิธิ คือ มูลนิธิกองทุนเพื่อเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ในด้านทุนการศึกษา สื่อการเรียนการสอน เป็นต้น


ขณะที่ พิสิฐ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผ้อูำนวยการบรรณาธิการ นสพ.สยามธุรกิจ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้เตรียมก่อตั้งสมาคม- ขายตรงแห่งใหม่เป็นสมาคมที่ 4 โดยมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่าสมาคมส่งเสริมขายตรงไทย โดยให้เหตุผลในการก่อตั้งครั้งนี้ ว่า ทั้ง 3 สมาคมขายตรงนั้น ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกเพียง 50 บริษัท จากจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงที่ได้ใบอนุญาตจาก สคบ. กว่า 800 บริษัท จึงมองว่าในจำนวนดังกล่าวน่าจะมีสมาชิก ในสมาคมเพิ่มขึ้นได้อีก จึงรวมตัวกันก่อตั้งสมาคม เบื้องต้นได้ ทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ มาเป็นนายกสมาคมฯ ซึ่งความ ชัดเจนคงต้องรอมติจากสมาชิกที่เข้าร่วมอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยัง ไม่สามารถเปิดเผยถึงจำนวนสมาชิก รวมไปถึงเงื่อนไขของการ เข้าร่วมสมาคม คาดว่าจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้งในโอกาส ถัดไป


อย่างไรก็ตาม แม้การลาออกของเลขา สคบ. จะยังเป็น ข้อกังขาให้กับสังคม แต่ในทางกลับกันก็เห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรม ขายตรงไทยได้เกิดการแตกแยก มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างเห็น ได้ชัด และการที่สมาคมขายตรงแห่งหนึ่งจะไปทาบทามอีก 2 สมาคมฯ ในการจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงไทยนั้น จะเกิดขึ้น ได้หรือไม่ก็คงต้องติดตามกันต่อไป เพราะจากนี้ไปคงต้องจับตาดู กันต่อว่าการจัดตั้งสมาคมขายตรงแห่งใหม่ที่ ดร.นพรุจ เวชกุล เป็นโต้โผใหญ่ และทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ ให้รับตำแหน่ง นายกสมาคมนั้นจะเป็นอย่างไร


ซึ่งไม่ต่างไปจาก อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีต เลขา สคบ. คนแรกของประเทศไทย ที่ก้าวไปรับตำแหน่งนายกสมาคม พัฒนาการขายตรงไทย และตามด้วย รัศมี วิศทเวทย์ อดีต เลขา สคบ. ที่ก้าวไปนั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมการขายตรงไทย จนล่าสุด นิโรธ เจริญประกอบ ก็ได้ถูกทาบทามจากว่าที่สมาคม ขายตรงแห่งใหม่เช่นเดียวกัน เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต้องติดตาม กันต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค