ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิน วิน เวิลด์ไวด์ เปิดแผนปี 57 ชูโมเดลธุรกิจใหม่ “คุณธรรม” คู่ “คุณภาพ” พร้อมกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง







prasret (Mobile)

 


เภสัชกร ประเสริฐ หวานยิ่ง ประธานกรรมการ บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด หนึ่งในบริษัทขายตรง ที่อยู่ภายใต้สมาชิกของ สมาคมขายตรงไทย (TDSA) และดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 8 ปี เปิดเผยถึงทิศทางและนโนบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ว่า นับตั้งแต่ปี 2557 เป้นต้นไป บริษัทจะกลับมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชลอธุรกิจเพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรมาระยะหนึ่ง ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา


“กลยุทธ์หลัก ที่เรากลับนำมาใช้ในการบุกตลาดนับแต่นี้เป็นต้นไป เราเรียกว่ากลยุทธ์ “คุณธรรม” คู่ “คุณภาพ” เพื่อร่วมสร้างภาพธุรกิจขายตรง ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาของสาธารณะชน ทั้งในด้านของรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และคุณภาพของสินค้าที่นำมาจัดจำหน่าย ซึ่งเชื่อแน่ว่า กลยุทธ์นี้ จะเป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืน และแตกต่างอย่างโดดเด่นจากคู่แข่งอื่นๆ ในตลาด และสร้างความสำเร็จให้กับบริษัทได้อย่างแน่นอน”


ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีที่ผ่านมา ที่ยังคงเป็นเงาสะท้อนในสายตาประชาชน ก็คือ ธุรกิจขายตรงยังแยกไม่ออกกับธุรกิจหลอกลวงต้มตุ๋นที่เรียกว่า”มันนี่ เกม” เพราะฉะนั้น บริษัทฯ ในฐานะที่อยู่ในสมาคมขายตรงไทย(TDSA) และมีเป้าหมายที่จะทำธุรกิจขายตรงแบบไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง จึงชูกลยุทธ์ “คุณธรรม” มาเป็นอันดับแรกในการทำธุรกิจ เพื่อสร้างความรู้และชัดเจนให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่สนใจจำเข้ามาทำธุรกิจขายตรง ว่าธุรกิจขายตรงที่แท้จริงเป็นแบบไหน และแตกต่างจากมันนี่ เกม อย่างไร


“ลูกทีมที่สนใจจะมาทำธุรกิจกับบริษัท เราจะบอกเลยว่าที่นี่ไม่สามารถสร้างคุณให้เป็นเศรษฐีร่ำรวยได้ ใน 3 เดือน 6 เดือน และไม่ต้องมาทุ่มเงินสต็อกสินค้า หรือชักชวนคนเข้ามาเป็นสมาชิกเยอะๆ เพื่อหวังจะได้ค่าแนะนำ หรือก้าวขึ้นตำแหน่งสูงๆ เพราะเราไม่ใช่มันนี่ เกม สิ่งที่สมาชิกจะได้จากที่นี่ คือ เราจะสอนให้คุณทำธุรกิจ สอนให้ขายสินค้า ให้ขยายเครือข่ายและบริหารลูกทีมอย่างมีประสิทธิภาพ และเรากล้าการันตีว่า ถ้าทำได้ตามแผนที่บริษัทฯ วางไว้ คุณจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากหมื่นเป็นแสน จากแสนเป็นล้าน ไม่น้อยไปกว่าขายตรงค่ยอื่น ภายใน 2-3 ปี อย่างแน่นอน” เภสัชกร ประเสริฐ กล่าว


อีกกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทฯ ที่ถูกนำมาเป็นหัวหอกในการบุกตลาดในครั้งนี้ก็คือ “คุณภาพ” ซึ่งหมายถึงคุณภาพของสินค้าที่นำมาจำหน่ายนั่นเอง


“บริษัทเราก่อตั้งมาด้วยทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์ทางด้านสาธารณสุข ทั้งแพทย์ปัจจุบัน แพทย์แผนโบราณ เภสัชกร สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านโภชนาการอาหารปลอดภัย ดังนั้น เราจึงคิดค้นและสรรหาสินค้าที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพจริงตามคำโฆษณามาให้สมาชิกจำหน่าย และที่สำคัญ สินค้าทุกตัวผ่านการตรวจสอบและอนุญาติจาก อ.ย. แล้วทั้งสิ้น จึงมั่นใจได้ว่า สินค้าของบริษัทมีคุณภาพจริงตามฉลากทุกประการ และจุดนี้จะช่วยเสริมให้สมาชิกทุกคน สามารถขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้เพิ่มขึ้นตามศักยภาพและเครือข่ายของตนเองที่สร้างขึ้นอย่างแน่นอน”


นอกจากเรื่องคุณภาพของสินค้าแล้ว ภายใต้นโยบาย “คุณภาพ” ของบริษัทฯ เรายังให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” สินค้าควบคู่ไปด้วย ในตลาดขายตรง สินค้าที่ได้รับการยอมรับว่าคุณภาพดี เชื่อถือได้ ราคามักจะสูงกว่าสินค้าปกติในท้องตลาดมาก ทำให้ผู้บริโภคขาดความต่อเนื่องในการซื้อสินค้าไปใช้ในชีวิตประจำวัน และโดยหลักการตลาดแล้ว สินค้าขายตรง คือสินค้าที่ตัดค่าการตลาด และค่าตัวแทนจำหน่ายออก ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าสินค้าที่ขายในช่องทางปกติ ด้วยหลักการธุรกิจแบบนี้ บริษัทฯ จึงสามารถตั้งราคาได้อย่างสมเหตุสมผล โดยไม่หวังผลกำไรมาก ขอเพียงมีรายได้ให้ตัวแทนสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้เท่านั้น


ในส่วนของกลยุทธ์การทำตลาดอื่นๆ บริษัทฯ จะทำตลาดแบบป่าล้อมเมือง คือ เริ่มจากต่างจังหวัด แล้วค่อยๆ ขยายเข้ามาในกรุงเทพน โดยขณะนี้ ตลาดที่แข็งที่สุดของเราคือในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ เชียง ใหม่ ลำพูน ลำปาง และจะขยายไปให้คลุมพื้นที่มากขึ้น โดยในพื้นที่ภาคเหนือ บริษัทมีศูนย์บริการอยู่แล้ว ที่เชียงใหม่และพิษณุโลก นอกจากนั้นแล้ว เราจะขยายพื้นที่ไปทางภาคอีสาน โดยมีการตั้งศูนย์บริการแล้วที่ขอนแก่น และจะขยายไปภูมิภาคอื่นๆ จนทั่วประเทศ


ลักษณะการขยายธุรกิจ บริษัท จะให้สิทธิสมาชิกระดับผู้บริหาร เปิดสาขาในรูปแบบของโมบาย โดยเรียกว่า “บอส” ซึ่งแต่ละบอส ก็จะรับผิดชอบบริหารงานขาย และบริหารสต็อกสินค้าในพื้นที่ของตน โดยจะได้รับค่าบริหารเป้นค่าตอบแทน นอกเหนือจากเปอร์เซ็นต์จากยอดขายปกติอีกด้วย


สำหรับในส่วนของสินค้าของบริษัท ในปีนี้เราจะเน้นไปที่สินค้าใน 3 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในบ้าน ทั้งนี้โดยมีแผนที่จะออกสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นที่สินค้าที่มีนวตกรรม เช่น อาหารเสริม คอสเมติก ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องของลุกค้า และสร้างรายได้ให้กับสมาชิก ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไป


บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจขายตรงมากว่า 8 ปี และเป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมขายตรงไทย (TDSA) โดยมีสินค้าหลักคือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ซึ่งคิดค้นภายใต้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสาธรณสุขโดยเฉพาะ 

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหด‘คิวท์เพรส’วางลุคใหม่ ปรับโลโก้สร้างแบรนด์เจาะกลุ่มวัยรุ่น







pr_news_img_30622_1 (Mobile)

 


“คิวท์เพรส” ปรับลุคโลโก้ใหม่ มุ่งสร้างแบรนด์เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ “คิวท์เพรส คัลเลอร์ แฟนตาซี เนเจอร์ ชายน์ ลิป บัตเตอร์” หวังกระตุ้นกำลังซื้อ พ่วงด้วยหนังโฆษณาชุดใหม่ “รูมเมท” ตอกย้ำการรับรู้...พร้อมเดินหน้านโยบายด้าน “ซีเอสอาร์” ด้วยการมอบรายได้จากการจำหน่ายลิปสติกรุ่นใหม่ แท่งละ 5 บาท มอบให้กับ “มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม” เพื่อใช้ในการผ่าตัดรักษาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่


นับได้ว่า “ตลาดขายตรง” ในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ เริ่มที่จะเห็นการออกอาวุธทางธุรกิจของหลาย ๆ ค่าย มาสร้างความน่าตื่นเต้นกันอย่างมากทีเดียว ทั้งในเรื่องของสินค้า โปรโมชั่น รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายอีกต่าง ๆ มากมาย...เช่นเดียวกับทาง “บริษัท เอสเอสยูพี กรุงเทพ 1991 จำกัด” หรือ ที่หลาย ๆ คนรู้จักในนามของ “คิวท์เพรส” เอง ก็ได้ออกมาสร้างความเคลื่อนไหวของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ด้วยการปรับลุคธุรกิจให้ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับการสร้างจุดแข็งของธุรกิจด้วยสินค้าที่มีความหลากหลายในส่วนของความสวยความงาม


โดยทางด้าน นางธัญธิตา เจริญชัยกรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอสเอสยูพี กรุงเทพ 1991 จำกัด ได้เผยถึงการปรับลุคธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ว่า การที่ทาง “คิวท์เพรส” ได้มีการปรับลุคโลโก้ใหม่ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมกับต้องการให้เข้ากับบุคลิกผู้หญิงในแบบฉบับคิวท์เพรส ที่มีเสน่ห์และความสดใสร่าเริง


ซึ่งนอกเหนือจากการปรับสุคโลโก้ใหม่ในครั้งนี้แล้ว ทางด้าน “คิวท์เพลส” เอง ยังได้มีการส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มายั่วน้ำลายกลุ่มสุภาพสตรีอีกด้วย นั่นก็คือ “คิวท์เพรส คัลเลอร์ แฟนตาซี เนเจอร์ ชายน์ ลิป บัตเตอร์” พร้อมกันนี้ ยังได้มีการส่งเสริมนโยบายด้านซีเอสอาร์ ด้วยการมอบรายได้จากการจำหน่ายลิปสติกรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ แท่งละ 5 บาท มอบให้กับ “มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม” เพื่อนำเงินบริจาค ใช้ในการผ่าตัดรักษาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย คิวท์เพรส ตั้งเป้ายอดขายเฉพาะลิปสติก “คิวท์เพรส คัลเลอร์ แฟนตาซี เนเจอร์ ชายน์ ลิป บัตเตอร์” ในปีนี้ ไว้จำนวนกว่า 100,000 แท่งต่อเดือน


ที่สำคัญ “คิวท์เพรส” ยังได้มีการรุกตลาดสร้างการรับรู้ ตอกย้ำแบรนด์ด้วยการเปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่ “รูมเมท” โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ สร้างสรรค์โดยทีมงานจาก บริษัท นู้ดเจ๊ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ซึ่งมี เจสัน ลิม Creative Director. มัทนา แซ่เตียว Art Director, ธนพล จิรธาดาพร Copy Writer และ Tongta Film ทำหน้าที่เป็น Production House พร้อมกันนี้ ทาง “คิวท์เพรส” ยังเชื่อว่าหนังโฆษณาของ คิวท์เพรส ในชุด รูมเมท นี้ จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จกับยอดขายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


นางธัญธิตา เผยต่ออีกว่า ในปีนี้ “คิวท์เพรส” ตั้งเป้าที่จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เลือกใช้สินค้าคุณภาพดี ราคาสบายกระเป๋า พร้อมกับตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบ นอกจากนี้ คิวท์เพรส ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ในรูปแบบ Cute Press Shop กว่า 220 สาขา และมีฐานสมาชิกคิวท์เพรส จำนวนกว่า 1 ล้านคน รวมถึงยังมีแผนที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการปรับดีไซน์ แพ็คเกจจิ้งใหม่ให้ครบทั้งกลุ่มเมคอัพ กลุ่มสกินแคร์ กลุ่มเพอเซอนัลแคร์ และผลิตภัณฑ์ “คิวท์เพรส คัลเลอร์ แฟนตาซี เนเจอร์ ชายน์ ลิป บัตเตอร์” ป้อนออกสู่ตลาดอย่าง
ต่อเนื่องอีกด้วย


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

กลศึกไดเร็คท์ มอลล์เหนือเมฆ รับปั้นแบรนด์ป้อนค่ายขายตรง







Capture (Mobile)


จับตาค่ายไดเร็คท์ มอลล์ ทำตลาดแปลกแหวกเมฆเห็นตะวัน หลังส่ง บีวัน ถล่มจอทีวีเป็นการชิมลางตลอด 3 เดือนติดต่อกัน กระแสตอบรับแรงเกินห้ามใจ เตรียมส่งมอบให้ค่ายขายตรงรายหนึ่งเอาไปทำตลาดต่อไป โดยที่ ไดเร็คท์ มอลล์ มีหน้าที่สร้างแบรนด์ และสร้างกระแสด้านสื่อ และที่น่าจับตาสุด ๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในเวลานี้ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ซิลวี่ แค่ยิงสปอตโฆษณาได้เพียง 2 สัปดาห์เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องเรียกน้ำย่อย ผู้บริโภคโทรสั่งซื้อถล่มทลายทั้ง ๆ ยังไม่มีการวางจำหน่าย เพราะ ซิลวี่ ก็จะมอบให้ค่ายขายตรงนำไปจำหน่ายอีกเช่นกันนอกจากนี้ยังจ่อคิวด้วยสินค้าหลากหลาย อาทิ เอ็ม มอลล์ พลัส ซึ่งมีส่วนผสมของ เบต้า-กลูแคน และพลูคาว และ กาแฟ-ถั่งเฉ้า กำลังจะถูกสร้างแบรนด์เพื่อป้อนให้ค่ายขายตรงอื่น ๆ ไดเร็คท์ มอลล์ ยังเตรียมจับมือกับค่ายขายตรง 4-5 ค่าย ในปี 2557 นี้ เพื่อรุกต ลาดเครือข่ายแบบเต็มอัตราศึก มุ่งปลุกพลังคนเครือข่ายให้ฟื้นคืนชีพ


ตลาดขายตรงยุคปี 2013 แม้จะต้องเผชิญกับสถาน การณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด แต่เวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด สำหรับการพิสูจน์กึ๋น พิสูจน์ความแกร่งในแต่ละค่ายว่าจะรักษาสถานภาพของตนเองเอาไว้ได้หรือไม่


โดยเฉพาะสินค้า ที่อยู่ในเทรนด์หรือกระแส แม้จะมีบางค่ายยอดขายตก แต่ก็มีหลายค่ายที่ยอดขายพุ่งสูงขึ้นสวนกระแสเช่นกัน


ที่น่าจับตาในเวลานี้ ก็คือ ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กำลังเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใส เนื่องจากการตอบรับจากผู้บริโภค พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยสัดส่วนมูลค่าการตลาด ล่าสุด มีการเปิดเผยว่า ได้วิ่งแซงหน้าตลาดคอสเมติคส์ไปแล้ว โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 35 % ขณะที่ตลาดคอสเมติกส์ มีสัดส่วนอยู่ที่ 27%


สาเหตุที่ตลาดผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาด รวมไปถึงผู้บริโภค เริ่มเห็นความสำคัญของสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการทั้งรายใหม่รายเก่า ลงมาเล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก


ในกลุ่มผู้ประกอบการประเภทเอสเอ็มอี มีหลายค่ายลงมาเล่นในตลาดออนไลน์ อาศัยการสื่อสารถึงผู้บริโภคผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค


กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ อาศัยการทำตลาดแบบคลุกวงใน ไม่เน้นการสร้างกระแส หรือทำ แบรนด์ดิ้ง อย่างจริงจัง พูดง่าย ๆ ไม่ยอมเสียเงินค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว อาศัยหลักที่ว่าสินค้าไม่จำเป็นต้องเด่นต้องดัง ขอเพียงลูกค้าพอใจเป็นใช้ได้


แต่ถ้ามาดูกลุ่ม ผู้ประกอบการที่เป็นรายใหญ่ เวลานี้ นอกจากจะทุ่มงบประมาณลงไปในสื่อทุกประเภท แล้วยังมีการเพิ่มศักยภาพในตัวสินค้า เพิ่มความเข้มข้นกันอย่างชนิดชนเพดาน


ในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อแบ่งกลุ่มประเภทสินค้าออกมา ถ้าหากจัดกลุ่มสินค้าดาวรุ่งพุ่งแรงในเวลานี้ คงไม่มีใครเกิน ตลาดผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิง และตลาดคอลลาเจนนั่นเอง ผลิตภัณฑ์ ภายในผู้หญิง และตลาดคอลลาเจน ได้แทรกซึมอยู่ในใจผู้บริโภคเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ


จากการสำรวจของ ตลาดวิเคราะห์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิง และตลาดคอลลาเจนกำลังเป็นจุดขายที่ดึงดูดใจผู้บริโภค มาก กว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยเฉพาะ เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ หลายค่าย มีการเพิ่มคอลลาเจนเข้าไปในส่วนผสม มีการปรุงแต่งเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานมากขึ้น


แม้แต่บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จ้าวแห่งตลาดสุขภาพของเมืองไทย ล่าสุด มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ มีชื่อว่า แบรนด์ อินเนอร์ไชน์ มารีน คอลลาเจน เอสเซนส์สตริป ลงมาเล่นในตลาดเช่นกัน


ดังนั้น ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงเป็นตลาดที่ เป็นสนามแข่งอีก 1 สนาม ที่ใช้ประลองกำลังกันอย่างเข้มข้น ทั้งในสนามธุรกิจขายตรง และสนามในตลาดเทรดดิ้ง


ขายตรงรุมทึ้งB1ดึงสินค้าเข้า MLM


หลังTest ตลาด 3 เดือนผ่านฉลุย


ค่ายไดเร็คมอลล์ ซึ่งเป็นบริษัทรับสร้างแบรนด์สินค้าให้กับบริษัทขายตรง ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสื่อไอเอ็น ทีวี หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัวสร้างแบรนด์ B1 (บีวัน) ได้เพียง 3 เดือน ล่าสุด มีค่ายบริษัทขายตรงหลายค่ายเสนอตัว ขอนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายระบบขายตรง MLM หลังจากที่มีการสั่งออร์เดอร์ซ้ำเข้ามามากเกินกว่าที่คาด ประกอบกับ มีผู้เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายมากเป็นประวัติการณ์


นอกจากนี้ค่ายไดเร็ค มอลล์ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนยี่ห้อ ซิลวี่ (Silvy) ออกสู้ตลาดด้วยการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อพันธมิตร เป้าหมายเพื่อมอบให้บริษัทขายตรงที่สนใจจะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าไปจำหน่ายในระบบเครือข่าย ซึ่งได้ยิงสปอตโฆษณาไปบ้างแล้ววันละกว่า 100 สปอต ทางช่อง IN TV และช่อง TVD กระแสตอบรับเกินคาด แต่สินค้าดังกล่าวไม่มีวางจำหน่าย อยู่ระหว่างการสร้างแบรนด์สร้างกระแสเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับค่ายขายตรงน้องใหม่รายหนึ่งเพื่อนำไปทำตลาดต่อไป


การทำธุรกิจเครือข่ายในยุคปัจจุบัน หลาย ๆ ค่าย มักจะไม่ค่อยกล้าลงทุน สร้างความยอมรับในตัวสินค้าหรือการสร้างแบรนด์ ไม่กล้าลงทุนซื้อโฆษณาเพื่อปลุกกระแส เพราะเป็นการลงทุนที่สูง บริษัท


ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด จึงได้มองเห็นช่องว่างตรงนี้ คือ มีหน้าที่รับสร้างแบรนด์เพื่อป้อนให้กับบริษัทเครือข่ายที่สนใจอยากจะพัฒนารูปแบบการทำตลาดของตนเอง


เมื่อมาวิเคราะห์ถึงการยุทธ์ทางการตลาดของ บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัดจะพบว่า เป็นอีกมิติหนึ่งที่จะสามารถปลุกกระแสตลาดเครือข่ายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ถือว่าเป็นกลยุทธ์อีกรูปแบบหนึ่ง ที่น่าจับตามองอย่างมากน่าจะเป็นบริษัทแรก ๆ ที่มีแนวความคิดแบบนี้


สิ่งที่เป็นจุดเด่นของการสร้างกลไกการตลาดแนวใหม่สไตล์ ไดเร็คท์ มอลล์ ก็คือ ในปี 2557 นี้ ได้วางแผนจับมือกับบริษัทขายตรง 4-5 ค่าย เพื่อนำสินค้าคุณภาพที่ไดเร็คท์ มอลล์ได้คัดเลือกเป็นอย่างดี แล้วมาสร้างแบรนด์ผ่านสื่อ บริษัทขายตรงพันธมิตรมีหน้าที่จำหน่าย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อ ส่วนรายละเอียดของผลประโยชน์นั้นก็จะมีข้อตกลงเป็นกรณี ๆ ไป


กลยุทธ์แบบนี้จะทำให้บริษัทขายตรงซึ่งเป็นพันธมิตรทำตลาดได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องใช้งบมาลงโฆษณากับสื่อ แต่บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ รับผิดชอบทางด้านนี้ บริษัทขายตรงเพียงรับผิดชอบด้านการขายเพียงอย่างเดียว ไดเร็คท์ มอลล์เปิดกว้างให้ทุกบริษัทขายตรงสามารถเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้าได้ สอดคล้องกับการทำตลาดในยุคปัจจุบัน คือ ต้องจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันมันถึงจะสำเร็จได้


แนวทางค่าย ไดเร็คท์ มอลล์


เป็นไปได้ในระบบเครือข่าย


ต้องยอมรับว่า รูปแบบการทำตลาดของธุรกิจเครือข่าย, สื่อ และโรงงานผู้ผลิตสินค้า ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ประกอบการจะมายึดมั่นถือวั่นในการทำตลาดแบบเดิม ๆ คงไปไม่รอด หรือไม่ก็โตยาก


ขณะเดียวกัน การผนึกกำลังของ 3 ฝ่าย ซึ่งหมายถึง ตัวบริษัทผู้ผลิต สื่อและพลังเครือข่ายจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในยุคนี้ เพราะถ้า 3 ส่วนนี้สามารถผนึกกำลังกันได้ และลงตัวเมื่อไหร่ จะเป็นการตลาดที่มีอานุภาพแรงมาก


ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด ได้กำหนดแนวทางคร่าว ๆ คือ ประการหนึ่ง ในการผลิตสินค้าทุกแบรนด์ ภายใต้การจำหน่ายของ ไดเร็คท์ มอลล์ จะเป็นผลิตภัณฑ์เพียงยี่ห้อเดียวที่อยู่ในท้องตลาด ทั้งที่เป็นชื่อ ภาพลักษณ์ หรือ สูตร เป็นต้น


ประการที่สอง กระบวน การในการดำเนินการทางการตลาด จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ โดยสินค้าจะต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา และมีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล


ประการที่สาม ในแผน การตลาด ทางบริษัทฯ ได้ทุ่มงบสื่อโฆษณาแบบไม่อั้นลิมิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกรวมทั้งผู้ซื้อสินค้า อย่างต่อเนื่อง


ประการที่สี่ จะมีการคัดสรรผลิตภัณฑ์สินค้า ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด โดยผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้บริโภค เพื่อเสริมทางด้านการตลาดให้เข้มแข็งมากขึ้น


ในสถานการณ์การแข่ง ขันในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นที่ทราบดีว่า มีสินค้าที่สร้างปัญหาให้กับวงการมากมายหลายประเภท


ประเภทหนึ่ง ก็คือ เจตนามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการทำตลาดอย่างจริงจัง เห็นสินค้าใครขายดี ก็ไปทำสินค้าลอกเลียนแบบ โดยทำเหมือนแค่แพ็คเกตจิ้ง ชื่อสินค้า แต่ตัวสินค้ากลับเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ


อีกประเภทหนึ่งก็คือ มีการลอกเลียนแบบเหมือนจริง 100% ทั้งภาพลักษณ์ ชื่อ หรือตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัญหานี้ส่วนใหญ่ จะพบในกลุ่มผู้ผลิตหรือโรงงาน กับตัวแทนจำหน่าย


เปิดตัวสินค้าอีกหลายรายการ


ป้อนให้ค่ายขายตรงที่สนใจ


จากบทเรียนที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาแนวคิด ของการทำข้อตกลง 3 ฝ่าย ที่ค่ายไดเร็คท์ มอลล์ได้มีการวางหลักเกณฑ์ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน


ด้านสินค้า จากกระแสตอบรับ ทั้งตัวแทนและผู้บริโภค B1 ยังคงเป็นสินค้าหลักที่จะเป็นสินค้าตัวนำในตลาด


นอกจากแบรนด์ที่กล่าวมานี้ บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด ยังเตรียมเปิดตัวสินค้าตัวใหม่อีกหลาย ประเภท ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ เริ่มตั้งแต่ เอ็ม มอลล์ พลัส ซึ่งมีส่วนผสมของ เบต้า-กลูแคนพลัสพลูคาวถือเป็นอีกหนึ่งนวัต กรรมใหม่ ที่ตอกย้ำเรื่องสุขภาพเนื้อ ๆ อีกอีกหลายรายการ เพื่อป้อนให้กับบริษัทเครือข่ายขายตรงที่ให้ความสนในการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ


ลักษณะเด่นของ เบต้า-กลูแคนพลัสผสมพลูคาวคือ เรื่องการฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน มะเร็ง ความดัน อ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง สมุนไพรดังกล่าวจะเข้าไปดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากกว่าเฉพาะเรื่อง


เนื่องจากกระแสสมุน ไพรเพื่อสุขภาพเวลานี้ ถั่งเฉ้า กำลังเป็นที่กล่าวขานกันอย่างสูง โดยมีการนำมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางประเภท ซึ่งตามแผนการรุกทางการตลาดของ ค่ายไดเร็คท์ มอลล์ เปิดเผยกับ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ทางบริษัทเตรียมแผนที่จะนำเอานวัต กรรมใหม่ อีกประเภทหนึ่ง ในรูปของกาแฟผง ที่มีส่วนผสมของ ถั่งเฉ้า เข้ามาจำหน่ายเป็นรายแรกของประเทศไทย


โดยล่าสุด ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างการออก แบบแพ็คเกจจิ้งเพื่อให้กับบริษัทขายตรงรายหนึ่งจำหน่ายต่อไป


ไดเร็คท์ฯจ้องตลาดคอลลาเจน


กระหึ่มแบรนด์ Aki Collagen ลุย


การเปิดเกมรบในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นับเป็นการรุกครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่งของค่ายไดเร็คท์ มอลล์ ที่น่าจับตา เนื่องจากตลาดคอลลาเจน ก็เป็นตลาดที่ไม่หยุดนิ่ง ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา


หลายคนมองว่า ตลาดเริ่มอิ่มตัว แต่ถ้าหากผลิตภัณฑ์สินค้าเดิม ขาดการพัฒนา ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับนวัตกรรมใหม่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะสูญเสียตลาดไปยังผู้ประกอบการรายใหม่ ก็มีสูงเช่นกัน


คอลลาเจนในตลาดทุกวันนี้ มีมากมายหลายยี่ห้อ ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อ เลือกรับประทานได้ หลายเกรด มีทั้งคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก จากหอย จากหมู เป็นต้น นอกจากนี้ แต่ละประเภท ก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งดูดซึมช้าดูดซึมเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการมิกซ์กับผลไม้สกัด เพื่อใส่มูลค่าเพิ่มเข้าไป แหล่งข่าวในวงการอาหารเสริมสุขภาพกล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์


เพราะฉะนั้น คนที่จะก้าวมาสู่ตลาดสินค้านี้ ต้องรู้ลึก รู้จริง รวมทั้งต้องช่วงชิงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และมีความพร้อมในการวางแผนการตลาดอย่างสมบูรณ์


ที่สำคัญ การเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้เร็วกว่า ย่อมสร้างความได้เปรียบมากเป็นทวีคูณ


พฤติกรรมผู้บริโภค ในสังคมยุคนี้ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพทั้งภายในและภายนอก ได้แผ่ขยายไปยังกลุ่มคนในทุกระดับชั้น


ในวงการตลาด เชื่อว่า การเติบโตทางธุรกิจ ยังคงมีโอกาสที่จะขยายได้อีกมาก ปัญหา ก็คือ ผู้ผลิตจะสามารถตอบโจทก์ ความต้องการผู้บริโภค ได้มากน้อยขนาดไหน ทั้งในด้านคุณภาพและราคา


คอลลาเจน นับเป็น สารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อร่างกาย เป็นโปรตีน สำคัญของผิวหนัง ที่ช่วยสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้


โดยปรกติ จะมีปริมาณมาก 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย ซึ่งคอลลาเจนจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น


โดยเฉพาะในหมู่สุภาพสตรี ตั้งแต่วัยเด็ก และวัยสาวก่อนอายุจะย่าง 30 ปี ภายในชั้นผิวจะมีความสมบูรณ์จากคอลลาเจนสูง


ปัญหา ก็คือ หากผ่านพ้นวัยดังกล่าวไป ผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง จะยังรักษาสภาพนี้เอาไว้ได้นานขนาดไหน เพราะหากพ้นวัย 25 ปีไปแล้ว คอลลาเจนในร่างกายจะลดลง 1.5% ต่อปี


นี่คือ โจทย์ใหญ่ ที่นำไปสู่กระแสการตื่นตัวในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สุภาพสตรีทุกคน เริ่มใส่ใจ และพร้อมที่จะลงทุนเพื่อเรียกความสาวกลับคืนมา


ในกลุ่มสังคมผู้หญิงยุคใหม่ ได้รับการตอบสนองมายาวนานพอสมควร แต่ในหมู่สุภาพสตรีที่เพิ่งรับรู้ข่าวสารและความจำเป็นของคอลลาเจน ก็เพิ่ง 5 ปีที่ผ่านมานี้เอง


ด้วยเหตุนี้ แนวทางการตลาด จึงมีความจำเป็นจะต้องแบ่ง กลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกไปในหลากหลายระดับ


เริ่มตั้งแต่ระดับวัยรุ่น-วัยสาว อายุ 17-25 ปี แม้จะเป็นช่วงที่ร่างการสมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็อยู่ในกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเสริมสร้างคอลลาเจน เพื่อรักษาสภาพผิวให้เต่งตึงอยู่ตลอดเวลา


ตลาดกลุ่มนี้ นักวิเคราะห์การตลาดมองว่า เป็นตลาด ที่พร้อมจะรับคอลลาเจนในลักษณะที่ไม่เข้มข้นเกินไป โดยผลิตภัณฑ์จะเป็นไปในลักษณะ เจือปนกับน้ำผลไม้สกัด ที่มีคุณสมบัติในการดูแลสุขภาพภายในควบคู่กัน


เป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหญ่ ที่พร้อมจะซื้อสินค้าในราคาไม่แพงเกินไป


ขณะที่กลุ่มตลาดอีกกลุ่มหนึ่ง ที่พ้นวัย 30 ปีไปแล้ว จะเห็นว่า ตลาดกลุ่มนี้ กลับเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนที่สุด เนื่องจาก เป็นช่วงที่คอลลาเจน เริ่มลดลง ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากอยู่ในวัยทำงาน


และอาจกล่าวได้ว่า เป็นวัยที่เริ่มมีความวิตกกังวลกับปัญหาเรื่องผิวพรรณ รวมไปถึงปัญหาสุขภาพภายในมากที่สุด


ฉะนั้น ปัญหา ก็คือ จะต้องสร้างกระบวนการส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้บริโภค ถึงคุณประโยชน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ


โดยไม่มุ่งเน้นการโฆษณาชวนเชื่อ จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำตลาดแบบไม่สร้างสรรค์แล้ว หากแต่ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของธุรกิจขายตรงอีกด้วย


ที่สำคัญ การบริโภคคอล ลาเจน จะต้องสื่อสารให้กับผู้ใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับวัย และกับสภาพความต้องการของร่างกายอย่างแท้จริง


นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ค่ายไดเร็คท์ มอลล์ มองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะใช้โอกาสนี้ วางรูปแบบการขาย พร้อม ๆ กับการติดอาวุธทางปัญหาแก่ตัวแทน เพื่อเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจกับผู้บริโภค ค่ายไดเร็คท์ มอลล์จึงได้เตรียมแผนที่จะโปร์โมท แบรนด์ คอลลาเจน ยี่ห้อ Aki Collagen เพื่อให้บริษัทขายตรงค่ายหนึ่งจำหน่ายเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Beauty Network สวย เริ่ด เชิด รวย







matthew-shave-photography-1-600x400 (Mobile)


ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดขายตรงมากที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่ง คงหนีไม่พ้น ผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือ เครื่องสำอาง ในอดีตที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ความงาม อาจเป็นเพียง นางรอง ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ นางเอก ที่สร้างยอดขายได้ถล่มทลาย แต่ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ความงาม มียอดขายเติบโตอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา จนมียอดขายเทียบเคียง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ และในอนาคตไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ อาจมียอดขายแซงหน้าผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ก็เป็นได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ บริษัทขายตรง ต่างเสาะหางานวิจัยดีๆ เพื่อนำมาสร้างเป็น ผลิตภัณฑ์ความงาม ที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สงครามแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น โดยมี ตลาดขายตรง เป็นสมรภูมิ ที่ต่างฝ่ายต่างนำเสนอสินค้าดีๆ ให้ผู้บริโภคได้พิจารณากันท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง สินค้าของใครโดดเด่นกว่า นวัตกรรมทันสมัยมากกว่า ย่อมได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ ใครมีสินค้าดีกว่า แปลกกว่า ทันสมัยกว่า จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทนั้นๆ เติบโตเป็นเงาตามตัวเมื่อบริษัทขายตรง ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมความงาม จึงทำให้ตลาดดังกล่าวเกิดกระแสนิยม ทุกบริษัทต่างหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ความงาม ทุ่มงบไม่อั้นในการซื้องานวิจัยเพื่อหวังจะนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ


เชื่อเหลือเกินว่า ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคในตลาดขายตรงจะมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ความงามดีๆ ที่มีให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวซึ่งแต่ละ แบรนด์ ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


ล่าสุด แอมเวย์ส่งผลิตภัณฑ์ อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ สินค้าเพื่อผิวกระจ่างใสโดย คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทวางงบในการทำตลาดไว้ที่ 120 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้ากลุ่มดังกล่าว ให้สามารถเติบโตจากที่ปีก่อนที่สินค้ากลุ่มนี้ปิดยอดขายที่ 400 ล้านบาท


ในปีนี้ บริษัทต้องการให้เพิ่มขึ้นมาอีก 50 ล้าน เป็น 450 ล้านบาท รวมไปถึงการสร้างยอดขายทั้งกลุ่มของ อาร์ทิสทรี ให้ได้รวม 3,100 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการนำนวัตกรรมของการสื่อสารที่เรียกว่า Layer เข้ามาสร้างการรับรู้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการตอบโจทย์กลยุทธ์หาลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้อย่างทันท่วงที


คังเซน เคนโก เดินเกมรุก เนรมิตสถาบันความงามครบวงจร


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล นอริช ครีม (Kristine Ko-Kool Pearl Norish Cream) หรือครีมไข่มุก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มียอดขายติดอันดับ 1 ของคังเซนฯ มาตลอดระยะเวลา 19 ปี


คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ จึงเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่ผสานคุณค่าแห่งข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างครบวงจร (ตั้งแต่ขั้นตอน Remove/ Cleanser/Toner/Serum/Cream/Sun/Protection/Mask) โดยการคิดค้นของ มิสเตอร์ เลี่ยว เหลียง จู้ (Mr.Liao Liang Chu) ประธานบริษัท สี่หลิงเหมิน เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามมายาวนานกว่า 38 ปี เป็นสูตรลับพิเศษของไข่มุก ราชินีแห่งความงาม ที่คิดค้นและพัฒนาเพื่อผิวของคนเอเชียโดยเฉพาะ


คุณอิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดตลาดใหม่อีกบริษัท ภายใต้ชื่อ เบอร์รี่ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นธุรกิจสถาบันความงามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทางบริษัทได้สำรวจตลาดมาแล้วว่าตลาดดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมเป็น 10,000 ล้านบาท และยังเป็นธุรกิจที่เอื้อกันกับธุรกิจคังเซนได้ ทางบริษัทจึงตัดสินใจเปิดสาขา เบอร์รี่ เฮาส์ สาขาแรกที่ซีคอนสแควร์


เบอร์รี่ เฮาส์ เน้นวัตถุดิบจาก เบอร์รี่ ซึ่งทางบริษัทได้ส่งไปตรวจสอบที่สถาบันชั้นนำ แน่นอนว่าต้นทุนของการทำธุรกิจนี้สูงมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาให้บริการในสถาบันความงามเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพสูง และยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสูง แต่ทางบริษัทพร้อมที่จะลงทุน


ดี เน็ทเวิร์ค เปิดฉากบุกตลาด โฟกัสผลิตภัณฑ์นวัตกรรมความงาม


คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ ไวด์ กล่าวด้วยว่า ทางบริษัทยังทำการเปิดตัวที่สุดแห่งนวัตกรรมดูแลผิวหน้าใหม่ล่าสุดของโลกคือ SIMILE COSMETOLOGY ซึ่งมีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด


ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor ซึ่งเป็นการนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับนาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติพัฒนาจนได้สูตรของ Growth Factor ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์ อีกครั้ง Growth Factor ที่ผสม จะนำมาจาก Growth Factor และสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลายชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงประสิทธิภาพของการฟื้นฟูผิวหนังในระดับเซลล์


คุณสาคร กล่าวว่า การเปิดตัว SIMILE COSMETOLOGY เนื่องจากทางบริษัทอยากทำให้สินค้าในการบำรุงผิวหน้าครบวงจรต้องการการทำความสะอาด การป้องกัน การบำรุง ซึ่งดี เน็ทเวิร์คมีสินค้าอยู่แล้ว ส่วน SIMILE COSMETOLOGY จะเข้ามาเป็นการรักษา ซึ่งจะทำให้สินค้าในกลุ่มความงามของบริษัทครบวงจร


เราเชื่อว่า SIMILE COSMETOLOGY จะสามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องผิว ลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายลดเวลา เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง ในราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ และแน่นอนสินค้าตัวนี้ต่อสู้ในตลาดเอเชียได้และเราเป็นเจ้าของลิขสิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย


SIMILE COSMETOLOGY เป็นสินค้าที่ถือเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรม มาตรฐานยุโรป บรรจุภัณฑ์ทำมาจากหนังปลา ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก ส่วนราคานั้นสามารถจับต้องได้ ไม่แพง ราคาข้างกล่อง 3,900 บาท ราคานักธุรกิจ 3,000 บาท เกรดสินค้าอย่างนี้ ราคาอย่างนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากที่ ดี เน็ทเวิร์ค


ส่วนช่องทางในการทำตลาดสำหรับ SIMILE COSMETOLOGY เราจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดีแล้วบอกต่อ เราเชื่อว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ หลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนสินค้าตัวนี้ได้รับการตอบรับที่ดีในเบื้องต้นเราวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000กล่อง


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวด้วยว่าทางบริษัทจะใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 6 Powder ผลิตภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ความงามจากภายใน ประกอบด้วย D10 Plus, Snowy Powder, Refeat Power,Sweet Power ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากพร้อมกับดูแลระบบภายในร่างกายของคุณสุภาพสตรีถึง 7 อย่าง, D berry Powder ที่ทางบริษัทมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และ Oleef Coffee ก็มีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัยถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น


เราเริ่มต้นการบุกตลาดวัยรุ่นด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม 6 Powder ซึ่งเราเชื่อว่ายจะถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมาก หลังจากนั้นเราจะโหนกระแสต่อด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 5 Candy ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เพื่อตีกระแสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ประกอบด้วย Snowy Camdy, Seven Sweet CANDY, SevenSeed, C-Mix Gummy ซึ่งทางดี เน็ทเวิร์ค จะใช้ผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มนี้ ตีตลาดกลุ่มคนวัยรุ่น และเราเชื่อมั่นว่า ด้วยความโดเด่นของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมที่ล้ำสมัย ลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของเรา แพ็คเก็จสวยงาม จะทำให้เราเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี


เมลาเคลียร์ ทุ่มงบกว่า 40 ล้าน ตอกย้ำผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์กระจ่างใส


คุณดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ผลิตภัณฑ์


แบรนด์ เมลาเคลียร์ ภายใต้การบริหารและการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรงว่า เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์เกี่ยวกับผิวหน้าของผู้หญิงที่ประสบปัญหาต่างๆ ส่งผลให้ผิวหน้าไม่กระจ่างใส กลับใสดั่งปรารถนา


โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณภาพของสินค้า เมลาเคลียร์ ได้รับการพิสูจน์จนเห็นถึงผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่น่าพึงพอใจ ส่งผลให้แบรนด์เมลาเคลียร์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำความเชี่ยวชาญด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้อย่างตรงจุดอย่างปลอดภัย


สำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ เมลาเคลียร์ คนล่าสุดเราได้รับเกียรติจากคุณมาช่า วัฒนพานิช ซึ่งมีบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ผมเชื่อมั่นว่าด้วยภาพลักษณ์นี้ จะส่งผลให้แบรนด์ เมลาเคลียร์ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยคุณมาช่าเอง ก็ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ ที่เรากล้าท้าพิสูจน์ผลลัพธ์นั่นเอง


สำหำรับภาพยนตร์โฆษณา เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ภายใต้ชื่อ Keep the Face นำแสดงโดย คุณมาช่า วัฒนพาณิช เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของบริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ความยาว 30 วินาที ซึ่งได้กำหนดแพร่ภาพทางโทรทัศน์ทุกช่องแล้ววันนี้ โดยแคมเปญชุดนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านบาท


คุณดนัย กล่าวด้วยว่า เมลาเคลียร์ ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อความกระจ่างใส ตอบโจทย์ผู้หญิงที่มีปัญหาในเรื่อง ฝ้า กระ จุดด่างดำ หมองคล้ำ ด้วยประสิทธิภาพจากสารสกัดและนวัตกรรมเพื่อนำสมสู่ผลลัพธ์ จึงส่งผลให้ เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ในใจสำหรับผู้หญิงไทยทั่วประเทศตลอดมา


ล่าสุด เราได้เปิดตัว เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ท้าพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงลงใน 11 วัน นี่ถือเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ของอาร์บูตินในระดับนาโน ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เข้มข้นถึง 2 เท่า พร้อมด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ดูแลกระบวนการสร้างเม็ดสีอย่างเป็นธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สินค้า คุณดนัย กล่าวปิดท้าย


นู สกิน สร้างปรากฎการณ์ เปิดภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรก


คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภํณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นูสกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาวว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอ็จล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯคาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์ชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อแดละชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้น 50 %


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้เดแบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above the line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณษชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรมทัศน์ สิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปแบบมากขึ้น


ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรายมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ


โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยี


เอจล็อค เพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯมีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อารร์สแควร์ (AgeLocr2) และเอ็จล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCE ULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Fell Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่งจำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน คุณภคพรรณ ระบุปิดท้าย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.อินมาร์เก็ตติ้ง ฉบับที่ 166 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการขายชื่อเสียงของตัวเองดังนั้น ผู้ที่จะทำอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่จะได้ หรือมองว่าสินค้าขายได้ง่าย ควรมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อถึงรุ่นลูกหลานถามว่าทำไมถึงทำธุรกิจนี้ แล้วสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่าธุรกิจนี้ดีอย่างไร ดังนั้น ควรมองที่ชื่อเสียงมากกว่าเรื่องเงิน เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด







556718_567903129892455_1716829364_n (Mobile)


หากเอ่ยถึง แคทส์ ดอท คอม ในตอนนี้ หลายคนที่อยู่ในวงการขายตรงคงรู้จักกันดี เพราะเป็นอีกหนึ่งบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทยกว่า 4 ปี โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทเจอมรสุมกับปัญหาต่างๆ มากมาย มาถึงวันนี้บริษัทจะก้าวเดินไปในทิศทางใดนั้นต้องฟังทิศทางการบริหารงานของ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ


ปีนี้บริษัทมีทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างไรบ้าง


ปีนี้นับว่าเป็นปีที่บริษัทค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือแม้แต่สมาชิกเอง แต่ปัญหาเหล่านั้นขณะนี้ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูบริษัทให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การกลับมาเติบโตครั้งนี้บริษัทจะไม่ขอเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะที่ผ่านมาบริษัทได้เรียนรู้แล้วว่าการเติบโตที่เร็วจนเกินไป มักจะประสบปัญหาหลายๆ ด้าน


ส่วนด้านการตลาดในปีนี้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้มีนโยบายขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทมองว่าตลาดขายตรงของประเทศไทยปัจจุบันมีคู่แข่งไม่น้อย ดังนั้น จึงไม่ต้องต้องการที่จะแย่งตลาดเฉพาะประเทศไทย อีกทั้งผู้บริหารคนใหม่ที่เข้ามาบริหารงานนั้น มีประสบการณ์ในการขยายตลาดต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ อย่างน้อย 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย พม่า และเวียดนาม จากเดิมที่มีการเปิดดำเนินการที่ สปป.ลาว และกัมพูชา


อย่างไรก็ตาม การเข้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทจะเป็นผู้เข้าไปติดต่อเกี่ยวกับการประสานงานราชการ แต่การดำเนินธุรกิจจะให้สมาชิกที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ โดยสินค้าที่จะนำเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศจะเป็นสินค้าที่นำจากประเทศไทยไปจำหน่าย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยมากกว่าประเทศที่ก้าวมาข้างต้น



บริษัทมีการเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดอาเซียนอย่างไร


จากการที่ได้เข้าฟังสัมมนาที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC บริษัทได้แจ้งไปยังบริษัทแม่แล้วว่า หากมีการเปิดตลาด AEC ในปี 2558 ก็จะเป็นการเปิดโอกาสในการทำธุรกิจในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงได้เสนอไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นให้มีการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจ เพื่อที่จะให้แผนการทำตลาดเข้ากับประเทศต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยบริษัทแม่ได้นำเสนอให้มีการจัดทำแผนธุรกิจพื้นฐานขึ้นมาหนึ่งแผน ละมีการปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นให้เข้ากับแต่ละประเทศ ซึ่งคาดว่าแผนดังกล่าวจะนำออกมาใช้ได้เร็วๆนี้



ด้านสมาชิกของแคทส์คณะนี้เป็นอย่างไร


ที่ผ่านมาการที่มีสมาชิกที่มีประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น ปัญหาการขายสินค้าตัดราคาการทำธุรกิจมันนี่เกม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ บริษัทจึงได้ทำการตัดรหัสสมาชิกที่ก่อปัญหาดังกล่าวออกไป และได้ให้ความสำคัญกับสมาชิกกลุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจขายตรงมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้สินค้าจริง ซึ่งจะพบได้ว่าในปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคมากถึง 90%



บริษัทวางแผนเกี่ยวกับสินค้าอย่างไร


ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง และในส่วนของกลุ่มเสริมอาหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)


ในปีนี้มีแผนที่จะจัดงานใหญ่บ้างหรือไม่


บริษัทมีแผนที่จะจัดงานครบรอบ 4 ปี ในประเทศไทย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน ที่โรงเบียร์ถนนรามอินทรา โดยในงานจะมีการมอบรางวัลและมอบเข็มเกียรติยศให้แก่สมาชิก รวมไปถึงผู้บริหารและผู้นำจากญี่ปุ่นมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ภายในงานรวมกว่า 20 คน ซึ่งบริษัทคาดว่างานดังกล่าว จะมีสมาชิกชาวไทยเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500 คน



มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการรอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. แต่ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงสมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ไม่เห็นด้วยเพราะการเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมไม่ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้องเสมอไป แต่มองว่าการเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ควรเปลี่ยนมาเป็นการตรวจสอบว่า แต่ละบริษัทมีการส่งงบประมาณ ส่งภาษีตรงหรือไม่ หรือควรมีการส่งสินค้าทุกรายการไปตรวจในทุกๆปี สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งทีดีกว่าการเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคม อย่างไรก็ตาม ก็ยังมองว่าการที่มีตราสัญลักษณ์รับรองในการทำธุรกิจยังคงเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องทีควรทำ



มองภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปัจจุบันอย่างไร


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันมีคู่แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้น เพราะมองว่าตลาดในประเททศไทยเปิดได้ง่าย แต่การที่จะทำธุรกิจนี้ ผู้ที่จะทำต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการขายชื่อเสียงของตัวเอง ดังนั้นผู้ที่จะทำอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่จะได้ หรือมองว่าสินค้าขายได้ง่าย ควรมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อถึงรุ่นลูกหลานถามว่าทำไมถึงทำธุรกิจนี้ แล้วสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่าธุรกิจนี้ดีอย่างไร ดังนั้นควรมองที่ชื่อเสียงมากกว่าเรื่องเงิน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ทีเคฯ สบช่องขายตรงไทยบูม ส่งสินค้าแดนโสมดันเป้า 200 ล.







ทีเค


ตลาดขายตรงพี่ไทยเนื้อหอม ที เค มอลล์ บิส ได้ฤกษ์ เปิดตลาดไทยเต็มสูบ ด้วยการชูกลยุทธ์ 3+1 ส่งสินค้านวัตกรรม จากเกาหลีสู้ศึก หลังพบคนไทยชอบสินค้าเกาหลี ยันนำสินค้า บุกตลาด 150 รายการ ส่วนปีนี้พาเหรดเพิ่มอีก 10 รายการ เดินหน้าทำแผนอีก 6 เดือน เล็งเปิดเคเบิลทีวี ที่อยู่ระหว่าง เจรจากับช่อง SBS เกาหลี เพื่อทำรายการที่ถนัด หวังผลักดัน ยอดทั้งปี 200 ล้านบาท

คิม โด ฮยอง ประธานกรรมการ บริษัท ที เค มอลล์ บิส จำกัด กล่าวว่า ภายหลังบริษัท ได้ศึกษาตลาดขายตรงในประเทศไทย และพบว่ามีศักยภาพที่ดี และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี บริษัทจึงได้เตรียมแผนเปิด ดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทย ที่มองว่าเมื่อมีการขับเคลื่อน ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยแล้ว หากประสบความสำเร็จ นับเป็น เรื่องง่ายที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในตลาดเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ โดยบริษัทเตรียมแผนใช้ประเทศไทยเป็นฮับในการ ขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ

สำหรับแผนในการขับเคลื่อนตลาด ท่ามกลางการแข่งขัน ของตลาดขายตรงที่รุนแรงในปัจจุบันบริษัทจะใช้กลยุทธ์ 3+1 คือ 1.ถูกดี 2.เยอะดี 3.สินค้าเกาหลีดี และ 4.จ่ายดี ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าว จะชูจุดเด่นที่สินค้านวัตกรรมจากประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจาก การศึกษาตลาดที่ผ่านมาพบว่าคนไทยให้การตอบรับสินค้าเกาหลี เป็นอย่างดี อีกทั้งมีการนำสินค้าด้านความงามจากเกาหลีเข้ามา จำหน่ายในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และไม่เพียงแค่สินค้า อย่างเดียว คนไทยยังมีความนิยมชมชอบดาราเกาลี และละคร เกาหลีใต้อีกด้วย

จุดขายทั้ง 4 ข้อ ตั้งแต่ถูกดีอันนี้ตรงตัว เพราะสินค้า ที่นำเข้าจากเกาหลี นำมาขายในไทยราคาจะใกล้เคียงกัน ต่อมา คือ เยอะดี คือ คุณภาพสมราคา และสินค้าเกาหลีดี คือ การ ยอมรับสินค้าที่มีคุณภาพจากเกาหลี และจ่ายดี คือ ผลตอบแทน ที่คุ้มค่าเหมาะกับสมาชิก ที่ปัจจุบันเราใช้แผนไบนารี่ผสมแผน สแตร์สเตป ที่ได้มีการดึงแผนมาจากเกาหลี และนำมาปรับใช้ให้ เหมาะสมกับสมาชิกในเมืองไทย

ทั้งนี้ บริษัทยังวางแผนจัดประชุมให้กับสมาชิกที่ปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 1,200 รหัส ด้วยการจัดประชุม TK Family Day ที่จัดทุกวันเสาร์ นอกจากนี้ยังเตรียมแผนทำสื่อเคเบิลทีวี ที่บริษัท มีความถนัด โดยรายการทีวีที่จะทำจะเป็นรายการโชว์ร่วมกับ คนเกาหลี เป็นรายการวาไรตี้ โชว์ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็น 8 ชั่วโมง แรกแนะนำซีรี่ส์เกาหลี หลังจากนั้นอีก 8 ชั่วโมง จะมีการแนะนำ สินค้าเกาหลี และเป็นรายการอื่นๆ อีก 8 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการพูดคุยกับสถานี SBS ที่ประเทศเกาหลี คาดว่าจะใช้ เวลาอีก 6 เดือนจากนี้ไป ในการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับช่อง เคเบิลทีวี

นอกจากนี้ หลังการเปิดตลาดในประเทศไทยแล้ว บริษัท มีแผนเปิดตลาดพม่า เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าคนในประเทศ ดังกล่าวสนใจสินค้า และวัฒนธรรมเกี่ยวกับเกาหลีไม่น้อยกว่า คนไทย ซึ่งการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ คาดว่าจะใช้เวลา อีกระยะหนึ่งเพื่อศึกษาตลาด และวางระบบในประเทศไทยให้ เข้าที่เข้าทางก่อนบุกตลาดอีกครั้ง

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 150 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ บิวตี้, โฮมแคร์, เฮลธ์แคร์, ไฮเทค และแอ็คเซอร์ไซ ไดเอท ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 10 รายการ โดย สินค้ายังคงผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ 100% อย่างไรก็ดี การ บุกตลาดปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 200 ล้านบาท และในอีก 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าเป็นบริษัทขายตรงที่ติด 1 ใน 5 ที่มี ยอดขายประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

3 ผู้นำเปิดมุมมองการขายช่วงซัมเมอร์ พร้อมเชื่อกำลังซื้อไม่ลดอย่างที่ใครคิด







0001


3ผู้นำ ชี้ชัด! ตลาดขายตรงเดือนเม.ย. ยังแข่งดุไม่เลิก พร้อมเสริม กลยุทธ์การขาย กระตุ้นกำลังซื้อ เชื่อแต่ละค่ายมีโปรโมชั่นพิเศษ ออกมาสู้ศึกในช่วงซัมเมอร์นี้แน่นอน พร้อมแนะการทำตลาดในวันนี้ ขออย่าประมาท เพราะทุกวินาทีถือเป็น โอกาสได้ด้วยเช่นกัน ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับ 3 เดือนแรก ของปีนี้ เชื่อว่าการทำ ตลาดของนัก ธุรกิจหลายท่าน คงมีการแข่งขัน กันอย่างดุเดือด เช่นเคย ซึ่งอาจจะ มีทั้งผู้ที่ทำ การตลาดแบบตรงตามเป้าหมาย และไม่ตรงตามเป้าหมาย แต่ ทั้งนี้การตลาดยังคงต้อง ดำเนินต่อไป เพราะการทำ ธุรกิจตามธรรมชาติย่อมมีทั้ง ผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง เป็น เรื่องธรรมดา

ถ้าหากพูดถึงการดำเนิน ธุรกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี นี้ สำหรับ ธุรกิจขายตรง แล้ว ล่ะก็ จากวัฎจักรของธุรกิจถือ ได้ว่าในช่วงเริ่มต้นไตรมาสที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วง ที่ปราบเซียนใครหลายคนใน ธุรกิจนี้ เพราะถือเป็นช่วงที่ กำลังซื้อค่อนข้างที่จะชะลอตัว สืบเนื่องมาจากเป็นช่วงมีวัน หยุดยาวหลายวัน และต่อเนื่อง ไปจนถึงช่วงการเปิดเทอมที่ ค่อนข้างมีการจับจ่ายใช้สอย ในช่วงนี้สูง และน่าที่จะส่งผล ทางลบให้กำ ลังซื้อของผู้ บริโภคลดลงตามไปด้วยสำหรับ ในธุรกิจขายตรงรวมถึงธุรกิจ อื่น ๆ จะเห็นได้ว่า จาก วัฎจักร ของ ธุรกิจขายตรง ที่ ใครต่อใครต่างทราบกันดีว่า ช่วงนี้ควรที่จะต้องเตรียมตัว รับมือให้ดี ๆ นั่นก็หมายความ ว่า ผู้ที่ทำธุรกิจย่อมต้องหา กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้ตนเอง สามารถอยู่รอดปลอดภัยใน ช่วงนี้ให้ได้ ซึ่งทีเด็ดของการเตรียม ความพร้อมในการรับมือกับ ภาวะตลาดที่คนกล่าวขานกัน ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังซื้อ ชะลอ เรื่องนี้ทำให้ทางทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ จึงได้มี โอกาสสัมภาษณ์ถึงแนวทาง ในการทำการตลาดของ เหล่า ผู้นำ ของแต่ละค่ายว่าเขามี การเตรียมความพร้อมรับมือ กับตรงนี้อย่างไร กับช่วงที่ หลายคนบอกว่าเป็นช่วงที่ กำลังซื้อน่าจะเกิดการชะลอตัว รวมถึงอุปสรรคในการทำการ ตลาดมีอะไรบ้าง โดยวิธีคิด กลเม็ดเคล็ดลับในการทำตลาดดังกล่าว ทางทีมข่าวได้ รับการเปิดใจจากเหล่าผู้นำ ค่ายต่าง ๆ ดังนี้

ชี้!เดือนเม.ย.ยอดไม่มีปัญหา วางหมากเป็นทุกอย่างสบาย

ส่วนทางด้าน เอ็นดู พูลวิทยกิจ นักธุรกิจอิสระแถว หน้า บริษัท อัลไลแอนซ์ ทีม เวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นั้น ได้เผยผ่าน ตลาด วิเคราะห์ ว่า หลายคนอาจจะ มองว่าเดือนเมษายนนั้น ถือ เป็นเดือนแห่งการปราบเซียน แต่ในการทำงานของตนเองนั้น กลับมองว่าไม่มีปัญหาแต่ อย่างใด เพราะส่วนหนึ่งเคย ผ่านวิกฤติตรงนี้มาแล้ว และ สามารถรู้หลบรู้หลีกได้โดยทุก ครั้งที่จะเกิดปัญหาตนเองและ ทีมงานจะมีการเตรียมแผน รองรับไว้ล่วงหน้าเสมอ เมื่อ เกิดปัญหาขึ้นแล้ว จึงสามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้
ในการเตรียมความ พร้อมเพื่อรองรับกับสถาน การณ์ยอดตกในเดือนเมษายน นั้น ตนเองจะใช้วิธีการด้วยการ นัดหมายทีมงานเพื่อมาพบปะ พูดคุยกันทั้งสมาชิกใหม่และ สมาชิกเก่า เพื่อให้เขานั้นได้ ทราบถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต และจะต้องมีการเตรียม ความพร้อมในการรับมืออย่างไร ที่สำคัญ ในสภาวะเช่นนี้ สิ่งที่ น่าจะแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น ได้เป็นอย่างดี คือ ต้องทำงาน ให้หนักขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ เป็นการทำตลาดในช่วงเวลา ไหนนั้น เอ็นดู ได้กล่าวต่ออีก ว่า ทางบริษัทฯ จะมีการปรับ แผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ สมาชิกทำงานง่ายขึ้น พร้อม กันนี้จะมีการอบรมให้กับ สมาชิกอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อ เนื่อง รวมถึงมีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ออกมาสู่สมาชิกและผู้บริโภค ด้วย
ในช่วง 3 เดือนแรกที่ ผ่านมานี้ หากจะให้พูดถึงภาพ รวมธุรกิจแล้ว ต้องบอกว่าด้วย เศรษฐกิจอย่างนี้ การเมืองที่ วุ่นวายด้วยแล้ว และหลายคน กังวลใจในเรื่องของยอดขาย แต่สำหรับทีมงานของเราแล้ว ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะทำ ธุรกิจด้วยความตั้งมั่นและ ตั้งใจ และยิ่งแผนการตลาด ใหม่นี่ด้วยแล้ว เชื่อว่าสมาชิก ทุกคนยิ่งมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ที่สำคัญ ตั้งแต่เดือน เมษายนนี้เป็นต้นไป บริษัท เอทีเอ็มจะไปได้อีกไกลอย่าง แน่นอน ท้ายสุดนี้ เอ็นดู ยังได้ ฝากทิ้งท้ายอีกว่า การทำธุรกิจ จะให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องรู้จักแบ่งเวลาการทำงาน ให้เป็น ขยันที่จะทำเพราะไม่ว่า วันนี้หรือวันไหน ๆ ที่คนอาจจะ บอกว่าเป็นช่วงที่กำลังซื้อจะ ลด แต่ขอให้ทุกคนอย่าท้อแท้ หรือห่อเหี่ยวเป็นอันขาด ขอให้ สู้เพราะไม่มีอะไรที่เกินกว่าคำ ว่าพยายามที่จะทำ ฝันให้ สำเร็จอย่างแน่นอน วันนี้ก็ อยากที่จะขอเชิญชวนทุกท่าน มาสัมผัสที่เอทีเอ็ม หลายคน อาจจะมองว่าเป็นน้องใหม่ก็ ว่าได้ แต่ตลอดระยะเวลาที่ ผ่านมา เราได้สั่งสมประสบ การณ์ต่าง ๆ มาพอสมควร เชื่อ ว่าธุรกิจเอทีเอ็มนับจากนี้ไปคง ไม่ธรรมดาเช่นกัน

พิกุล ภูถมดีแห่งแด๊กซิน เชื่อทุกวิกฤติมีทางออกเสมอ

...อีกหนึ่งผู้นำค่าย แด๊ก ซิน นามว่า พิกุล ภูถมดี ได้ กล่าวถึงการทำตลาดในช่วง เดือนเมษายนนี้ว่า การทำ ตลาดในช่วงนี้ น่าที่จะรุนแรงที เดียว แต่อย่างไรเสีย ยังเชื่อ ว่ายอดขายไม่มีตกอย่างที่ หลายคนคิดอย่างแน่นอน ยิ่ง แด๊กซินทำ ตลาดเกี่ยวกับ สินค้าเกษตรด้วยแล้ว ถือว่า เป็นความโชคดี เพราะช่วง เดือนเมษายนนี้ ถือเป็นช่วง แห่งการเก็บเกี่ยวนาปรัง เป็น ช่วงที่เกษตรกรกำลังเตรียม ที่จะซื้อปุ๋ย เรียกว่าเป็นช่วง ของการทำตลาดเลยด้วยซํ้าไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับ สุภาพสตรี บีมอรร์ และกำลัง จะมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำหรับสุภาพบุรุษอีกด้วยนั่นก็ คือ บี มอรร์ พลัส ที่ถือว่าจะ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าจะ ตอบสนองความต้องการของผู้ บริโภคได้เป็นอย่างดีทีเดียว
พิกุล ยังบอกอีกว่า ตนเองมีแผนที่จะรับมือกับ วิกฤติช่วงนี้เช่นกัน ด้วยวิธีการ หมั่นจัดประชุมสัมมนาสร้าง บรรยากาศให้กับผู้นำได้มีการ ตื่นตัวในการทำธุรกิจให้มาก ขึ้น เช่นเดียวกับที่ตนเองทำ ตลาดอยู่ในปัจจุบันนี้ที่จังหวัด กาฬสินธุ์ ด้วยการจัด OPP ในการทำตลาดในวันนี้ นั้น ความพร้อมไม่ต้องมีการ เตรียมอะไรมาก เพียงแค่ทุกคน นั้นทำงานให้เยอะขึ้นเท่านั้นเอง รวมถึงมีการเปิดใจคนใหม่ดูแล คนเก่ามีการพัฒนาคนเก่าและ พัฒนาคนใหม่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น แนวความคิดและงานพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังจะต้องสื่อให้ทีม งานได้รู้ถึงข้อมูลสินค้าอย่าง ถ่องแท้ในการที่จะไปนำเสนอ ต่อลูกค้าด้วย
ท้ายสุดนี้ พิกุล ยังได้ ฝากถึงทุกคนว่าขอให้ทุกคนที่ กำลังทำเครือข่ายอยู่ ให้หมั่น ขยันออกไปแนะนำเสนอความ จริงให้กับผู้บริโภคได้รู้ไม่ว่ าจะ เป็นเรื่องสินค้าเกษตรหรือว่า เห็ดหลินจือก็ตาม ที่สำคัญ ต้องหมั่นติดตามผู้ที่มุ่งหวัง เรื่อย ๆ ค่อย ๆ สะสมทีละน้อย เพราะว่าวันนี้ สินค้าของเราได้ ประจักษ์อยู่แล้วว่า ใช้ดีแล้ว เห็นผล เมื่อใช้ดีแล้วเห็นผล ผล ที่ตามมาก็เกิดการซื้อซํ้าด้วย รวมถึงตลาดก็จะมีการขยาย ตัวด้วยเช่นกัน

ร.ท.อำนาจชี้ขายตรงเม.ย. อัดโปรโมชั่นสวนกระแสขาลง

ด้าน ร.ท.อำนาจ ไวเดชา รน. ผู้บริหารการขาย ระดับยอดมงกุฎนพรัตน์ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด เผยถึงการ ทำตลาดในช่วงเดือนเมษายน นี้ว่า หากจะให้มองถึงการทำ ตลาดในช่วงเดือนเมษายนนี้ แล้ว ต้องบอกว่า ด้วยวัฎจักร ของธุรกิจเครือข่ายช่วงนี้ถือได้ ว่าเป็นช่วงที่กำลังซื้อค่อนข้าง ชะลอตัว สาเหตุหนึ่งมาจากมี วันหยุดต่อเนื่องค่อนข้างเยอะ ส่งผลให้การทำการตลาดจึง จำเป็นที่จะต้องวางแผนพอ สมควร โดยตนเองได้มีการ วางแผนเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน มกราคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่ง เป็นการเตรียมงานในส่วนของ การกระตุ้นยอดขาย
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ที่หลายคนบอกว่าเป็นช่วงแห่ง การปราบเซียน ผมเองจึงได้ เตรียมความพร้อมไว้ระดับ หนึ่งพอสมควร เพื่อประครอง ยอดขายไม่ให้ตก และมองว่า ช่วงนี้ถ้าใครประคองตัวเองไว้ ได้ถือได้ว่าเก่ง โดยหลาย ๆ ค่ายส่วนใหญ่ ต่างต้องการไม่ ให้ยอดขายของตนเองตกใน ช่วง 3 เดือนนี้ อีกทั้งในช่วงนี้ยังพบอีกว่า การแข่งขันทาง ด้านการตลาดไม่ค่อยคึกคัก เท่าไหร่ ซึ่งถ้าผ่านพ้น 3 เดือน นี้ได้ กำลังซื้อทุกอย่างน่าจะ เข้าสู่ภาวะปกติ และมีการ แข่งขันที่ดุเดือดขึ้น แต่ก็ไม่ควร ที่จะประมาทเช่นกัน
ร.ท.อำนาจ เผยต่ออีกว่า วันนี้ถือเป็นความโชคดีที่ สุพรีเดอร์ม มีผลิตภัณฑ์ที่ดีมี คุณภาพนั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมควบคุมนํ้าหนัก ซึ่ง ถือเป็นผลิตภัณฑ์หัวหอกที่ สำคัญในการทำตลาดของสุ พรีเดอร์มก็ว่าได้ ในขณะเดียวกัน การทำการตลาดของผมจะเน้น การให้ผู้นำได้อบรมเพื่อให้เขา นั้น ได้รู้จักวิธีการกระตุ้นยอด ขาย โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญ ใน วันนี้ยังพบอีกว่า เกือบจะทุก บริษัทเริ่มที่จะทำแคมเปญลด แลก แจก แถม ในช่วงนี้บ้างแล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขาย หลายคนอาจจะมองว่า เดือนเมษายนนั้น ถือเป็นเดือน แห่งการปราบเซียน แต่ในการ ทำงานของตนเองนั้นกลับมอง ว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะส่วนหนึ่งเคยผ่านวิกฤติ ตรงนี้มาแล้ว และสามารถรู้ หลบรู้หลีกได้ โดยทุกครั้งที่จะ เกิดปัญหาตนเองและทีมงาน จะมีการเตรียมแผนรองรับไว้ ล่วงหน้าเสมอ เมื่อเกิดปัญหา ขึ้นแล้ว จึงสามารถที่จะแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ได้ สุดท้ายนี้ ร.ท.อำนาจ ยังได้ฝากถึงทุกคนว่า อยากที่ จะบอกกับทุก ๆ ท่าน ว่าการ ทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ นั้น ควรที่จะต้องมีการเพิ่มพูน ความอยู่เรื่อย ๆ หมั่นพบปะ ลูกค้าบ่อย และเชื่อว่าปีนี้น่าที่ จะเป็นอีกหนึ่งปีทองของนัก ขายด้วย และเชื่อว่าทุกคนก็ น่าที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยเช่นกัน
นับได้ว่า ยุทธศาสตร์ ในการทำตลาดใน ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่หลายคนเรียกว่าเป็น ช่วง เวลาของการปราบเซียนทาง ธุรกิจ ซึ่งมันจะจริงหรือไม่จริง แต่อย่างใด คนในธุรกิจขาย ตรงน่าที่จะรู้กันดี ซึ่งเมื่อจริง สิ่งที่ควรเร่งทำนั่นคือ หาสิ่ง มากระตุ้นกำลังซื้อ เชื่อว่าใคร คิดเร็ว-ทำเร็ว-ตรงจุดเร็ว การ ทำธุรกิจย่อมง่ายเหมือนพลิก ผ่ามืออย่างแน่นอน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 342 ประจำวันที่ 16-31 เมษายน 2556

ตลาดขายตรงไตรมาสแรกร้อนระอุ! หน่วยงานรัฐเดินสายหยุด เครือข่ายอื่น







Capture (Mobile)


ซูมความเคลื่อนไหวตลาด ขายตรง Q1 หลังพบหน่วยงาน ภาครัฐเดินสายหยุด เครือข่าย เถื่อน เหตุเพราะพบบริษัทขาย ตรงบางค่าย เล่นเกมนอกกรอบ กฎหมาย หลอกคนหลงติดกับ เข้าเครือข่าย... ...ล่าสุด กองปราบฯ-ดีเอสไอ สวมบทโหดเชือดไก่ให้ลิงดู บุกจับกุมพร้อมตัก เตือนผู้ประกอบการที่ชอบทำนาบนหลังคน...ด้านสคบ.เร่งดันธุรกิจ ขายตรงเข้าสู่ AEC ด้วยการจัดพิธีมอบหนังสือรับรองการประกอบ ธุรกิจให้แก่บริษัทขายตรง 353 ราย



ผ่านพ้นไปแล้ว 3 เดือนกว่าของปีนี้ ความน่าตื่นเต้น ใน ธุรกิจขายตรง เริ่ม ส่งสัญญาณส่งกลิ่นไม่ดีตั้งแต่ต้นปีกันเลย ทีเดียว เห็นได้จากการอุ่นเครื่องแบบเบา ๆ ของ หน่วยงานรัฐ ที่ออกมาเดินสายปฏิบัติการณ์ล่า เครือข่ายเถื่อน ที่ออก มาทำให้ภาพรวมของธุรกิจขายตรงเสื่อม เสียลง ซึ่งวันนี้ต้องบอกว่า หากใครที่ ติดตามความเคลื่อนไหวของ ธุรกิจขายตรง ก็พอที่จะทราบว่า ยิ่งธุรกิจขายตรง มีความเงียบมากเท่าไหร่...ก็จะมีเครือ ข่ายที่ไม่ดีเข้ามาแทรกซึม ทำให้ภาพ ลักษณ์ของธุรกิจที่กำลังดีขึ้นนี้ กลับมา เสื่อมเสียอีกครั้ง!...ที่สำคัญ จะเห็นได้ว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่ผ่านมานั้น พบว่า เริ่มที่จะเห็น ธุรกิจขายตรง ที่อาจ จะเรียกได้ว่า ขายตรงเถื่อน เริ่มเจอของ จริง!...จากหน่วยงานภาครัฐอย่าง กอง ปราบฯ-ดีเอสไอ ออกโรงสวมบทโหด ตรวจค้น ตรวจจับ การกระทำผิดของ บริษัทเครือข่ายที่ทำนอกกรอบ ออกมาให้ คนเครือข่ายได้พบเห็นกันแบบถี่ยิบเลย ทีเดียวในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้... โดยทีมข่าว ตลาด วิเคราะห์ ขอย้อน เหตุการณ์ในช่วง ไตรมาสแรกของปีนี้ ของบริษัทขายตรง และแชร์ลูกโซ่ที่ กระทำผิดกฎมาให้ ทุกท่านได้ทราบพอ สังเขปดังนี้

Q1ก อ ง ป ร า บ ฯ - ดีเอสไอเชือดไก่ให้ลิงดู ลงดาบแชร์ลูกโซ่-ขาย ตรงเถื่อนนอกรีด

...ต้องบอกว่า หลังจากที่เริ่มต้นปีนี้ มาได้ประมาณ 1 เดือนกว่า สัญญาณ การส่งกลิ่นคาวของธุรกิจที่เรียกได้ว่าเป็น ภัยมืดทางสังคม ก็เริ่มอาละวาดออกมา ให้เห็นกันบ้างแล้ว เห็นได้จากเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ทาง ดีเอส ไอ เอง ก็ได้ออกมาบุกจับกุม รวบตัว 2 นักต้มตุ๋นตัวแสบ แชร์ลูกโซ่ ที่ออกมา หลอกเหยื่อด้วยการตั้งสหกรณ์บังหน้า พร้อมกันนี้ ยังอ้างว่า ดำเนินธุรกิจขายตรง นํ้ามันรำข้าวและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงยังบอกอีกว่า สมาชิกยังมีสิทธิ์ กู้เงิน 1 แสนบาท รวมถึงยังมีกองทุนช่วย เหลือ กรณีสมาชิกเสียชีวิตจะได้รับเงิน รายละ 100,000 บาท โดยจะคล้าย ๆ กับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งแก๊ง พวกนี้ จะมีการใช้ข้อความชวนเชื่อว่า แผนธุรกิจสามระบบ สยบความจน คือ ตื่นได้เงินแสน ตายได้เงินแสน กู้ได้เงิน แสน

ทั้งนี้ หากย้อนไปดูถึงแผนอัน แยบยลของ แก๊งต้มตุ๋น พวกนี้ ส่วนใหญ่ จะเป็นการใช้การโฆษณาชักชวนให้ สมัครสมาชิกเข้ามาทำธุรกิจด้วยรูปแบบ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ การจัด อบรมตามจุดต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้าง ความน่าเชื่อถือด้วยการเชิญเจ้าหน้าที่ จากสหกรณ์จังหวัดเข้าไปบรรยายจน ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อ พร้อมกับหลอกให้ เสียเงินสมัครค่าสมาชิก และซื้อหุ้นเพื่อ การลงทุน นับได้ว่า เป็นอีกหนึ่งกลอุบาย อันแยบยลที่เชื่อว่าแก๊งพวกนี้ ได้มีการนำ มาใช้ในหลาย ๆ พื้นที่จนสำเร็จมาแล้ว นั่นเอง!!

...เช่นเดียวกับ อีกหนึ่งเหตุการณ์ สำคัญในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ที่ทาง หน่วยงานรัฐอย่าง กองปราบฯ เอง ได้ ออกมาสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงกันตั้งแต่ ต้นปีนี้ ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ จับกุมบริษัท ขายตรงด้วยข้อหาที่ไม่มีใบอนุญาตการ ประกอบธุรกิจจาก สคบ. นั่นก็คือ บริษัท พีพี กรุ๊ป 99 จำกัด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง แผนการสกรีนธุรกิจขายตรงตั้งแต่ต้นปีกัน เลยทีเดียว โดยในช่วงที่ทางกองปราบฯ เอง ได้ มีการตรวจค้นและจับกุมนั้น ต้องบอกว่า ทางผู้บริหารบริษัทดังกล่าว ไม่สามารถที่ จะนำเอกสารมาอ้างอิงได้ให้กับทางกอง ปราบฯ ได้ พร้อมกับได้ให้เหตุผลต่อเจ้า พนักงานว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนของการขอ อนุญาตเพียงเท่านั้น ที่สำคัญ ยังให้ข้อมูล ที่ไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่ พร้อมกับยังยืนยันว่า บริษัทของตนเองได้เปิดดำเนิน การอย่างถูกต้องอีกด้วย อีกทั้งยังอ้างอีกว่า บริษัทเคยยื่นขอใบอนุญาต แล้ว แต่ไม่ได้รับการอนุมัติจาก สคบ. เนื่องจากธุรกิจของ บริษัทเกี่ยวกับการให้บริการ ด้านซิมโทรศัพท์และบัตรเติม นํ้ามัน ไม่ใช่การขายสินค้า อื่น ๆ ทั่วไป ที่สำคัญ ยังไม่อยู่ ในขอบข่ายการรับผิดชอบของ สคบ. ด้วย ส่งผลให้ ทาง สคบ. เอง จึงไม่สามารถที่จะรับจด ทะเบียนให้ได้

...นับได้ว่า กรณีของการ ใช้ช่องว่างของกฎหมาย ถือ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จำเป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องเร่งหาทางแก้ไขกัน ในเรื่องนี้ และยิ่งกรณีของการ ใช้การบริการของซิมโทรศัพท์ และบัตรเติมนํ้ามันเข้ามาเกี่ยว เนื่องในระบบเครือข่ายแล้ว ด้วยยิ่งไม่สามารถที่จะกระทำ ได้ ซึ่งไม่ได้อยู่ในหน้าที่การรับ ผิดชอบของ สคบ. โดยเชื่อ ว่าการกระทำในลักษณะนี้ คง ไม่ได้มีเฉพาะแต่บริษัทนี้เพียง บริษัทเดียวเท่านั้น แต่น่าที่จะ มีอีกหลาย ๆ บริษัท กระทำใน ลักษณะนี้เช่นเดียวกัน แต่ยัง ไม่สามารถที่จะสืบสาวราว เรื่องได้ถึงตัวการนั่นเอง!! ...ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหว ของการตรวจสอบและเอาจริง ของหน่วยงานภาครัฐในช่วง ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ยังไม่หมด เพียงแค่นี้!!

...แต่ยังมีการเดิน สายเตรียมล้างบางธุรกิจนอก ระบบมาลงโทษอีกเป็นระลอก อย่างที่ผ่านมา อย่าง บริษัท เวิล์ด ฟรีดอม ซัคเซซ จำกัด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ หลาย ๆ คน ต่างให้ความสน อกสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าว ก็ยังไม่ถึงขั้น ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค ต้องออกโรง มาเช็คบิลสั่งปิดกิจการอย่าง ถาวร แต่ถึงอย่างไรเสีย ก็เป็น อีกหนึ่งการส่งสัญญาณให้ หลาย ๆ คนรู้ว่า ค่ายนี้อาจจะ มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็เป็น ได้ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดจาก เหล่าลูกทีมที่ทำสายงานใน บริษัทแห่งนี้ ได้มาร้องเรียนเข้า แจ้งความกับกองปราบฯ ในกรณีที่แม่ทีม หลอกเอารถมา จัดไฟแนนซ์ และเบี้ยวเงิน ที่ สำคัญ ยังมีการปรับแผนการ ตลาดโดยที่ไม่แจ้งให้ลูกทีม ทราบล่วงหน้าอีกด้วย ตรงจุด นี้เองที่ทำให้ลูกทีมหลาย ๆ คน ต่างเกิดความไม่พอใจใน ประเด็นดังกล่าว จนต้องมีการ เข้าพบกองปราบฯ เพื่อเรียก ร้องความเป็นธรรมในช่วงเวลา นั้น ซึ่ง บริษัท เวิล์ด ฟรีดอม ซัคเซซ จำกัด ถือเป็นธุรกิจ ขายตรง ระบบ Unilevel ที่ได้ ออกมาเน้นการชูขายสินค้า อุปโภค-บริโภค เป็นหลัก นอกจากนี้ ก็ยังมีการทำธุรกิจ แฟรนไชส์ บริการเติมเงิน โทรศัพท์มือถือให้กับค่าย AIS อีกด้วย

สคบ.เร่งดันธุรกิจขายตรงเข้าสู่AEC มอบหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ

...เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่ง งานที่ทางหน่วยงานภาครัฐ อย่าง สำนักงานคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้มีการจัดงานพิธี มอบหนังสือรับรองการจด ทะเบียนประกอบธุรกิจขาย ตรงให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจขาย ตรง จำนวน 353 ราย พร้อมกัน นี้ ยังได้มีการประชุมสัมมนา และมอบนโยบายแนวทางการ ดำ เนินการของผู้ประกอบ ธุรกิจขายตรง เพื่อรองรับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อีกด้วย ทั้งนี้ ในงานสัมมนาดัง กล่าวนั้น ทางด้าน

จิรชัย มูล ทองโร่ย เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้ บริโภค (สคบ.) ยังได้กล่าว ภายในงานด้วยว่า ในช่วงรอบ หลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมของ ธุรกิจขายตรงเรียกได้ว่าเติบโต อย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีชี้วัด เห็นได้จากสถิติการจดทะเบียน ธุรกิจขายตรง ซึ่งผู้ประกอบ ธุรกิจขอยื่นจดทะเบียนกับ สคบ. ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 จนถึง ปัจจุบัน มีจำนวนผู้ประกอบ ธุรกิจขายตรงที่ได้รับการจด ทะเบียนขายตรง จำนวน 613 ราย ที่สำคัญ ภาคธุรกิจดัง กล่าว ถือได้ว่าสร้างรายได้ให้ กับประเทศอย่างมหาศาลที เดียว ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ ทาง สคบ. เอง จึงได้มีโครงการที่จะมอบตราสัญลักษณ์การ คุ้มครองผู้บริโภคให้กับผู้ ประกอบธุรกิจ เพื่อเตรียม ความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ด้วย โดยตรงนี้จะเป็นการส่ง เสริมสนับสนุนธุรกิจขายตรง ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ บริโภคที่ซื้อสินค้าว่า จะได้รับ ของดีมีคุณภาพคุ้มค่า คุ้ม ราคา และจะได้รับการเยียวยา หากเกิดความเสียหายสินค้า หรือบริการนั้น ๆ จิรชัย ยังกล่าวอีกว่า และเพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับผู้ประกอบ ธุรกิจขายตรง ให้ดำเนินธุรกิจ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และ รองรับการเข้าสู่ AEC อย่าง แท้จริง ทาง สคบ. เอง ยังได้มี การจัด การประชุมสัมมนา แนวทางการดำเนินการของผู้ ประกอบธุรกิจขายตรง เพื่อ รองรับประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน ขึ้น พร้อมกับมอบ หนังสือรับรองการจดทะเบียน ประกอบธุรกิจขายตรงให้แก่ผู้ ประกอบธุรกิจขายตรง จำนวน 353 ราย ที่ได้มีการแจ้งมายัง สคบ. ว่า ยังคงประกอบธุรกิจ ขายตรงอยู่ในปัจจุบัน โดยตราสัญญาลักษณ์นี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ กับผู้บริโภค รวมถึงผู้ที่สนใจ เป็นตัวแทนผู้จำหน่ายอิสระ ใน การตรวจสอบว่า เป็นบริษัท ขายตรงจริง ไม่ใช่ธุรกิจแชร์ ลูกโซ่ นอกจากนี้ ยังเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจแนวทาง การส่งเสริมและกำกับดูแล ธุรกิจขายตรงในปี พ.ศ. 2556- 2560 ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจอีก ด้วย

นับเป็นอีกหนึ่งความ เคลื่อนไหวในช่วงไตรมาสแรก ของปีนี้ที่เริ่มอุ่นเครื่องกันแบบ ชนิดที่ว่า หลาย ๆ บริษัท ที่ กำลังกระทำความผิดต่างนั่ง ไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว ที่ สำคัญ ยังมีอีกหนึ่งความ เคลื่อนไหวของทาง สคบ. ที่ ออกมาสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับธุรกิจขายตรงที่ทำถูก ต้องตามกฎหมายอีกด้วย ด้วย การจัดพิธีมอบหนังสือรับรอง การจดทะเบียนประกอบธุรกิจ ขายตรงให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ ขายตรง จำนวน 353 รายอีกด้วย พร้อมกับการเตรียมผลัก ดันธุรกิจขายตรงก้าวสู่ตลาด อาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันว่า ใน ไตรมาสที่ 2 ที่กำลังเริ่มต้นนี้ จะมีอะไรออกมาให้ตื่นเต้นกัน บ้าง ก็ต้องติดตามกันต่อไป!...




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 342 ประจำวันที่ 16-31 เมษายน 2556

ขายตรงเดือน เม.ย.ลุกเป็นไฟ ! ครีมกันแดดเดือด-โปรโมชั่นระอุ









ตลาดขายตรง เปิดฉากรับ ซัมเมอร์!...หลังพบหลายค่ายโหมโรง ส่ง ครีมกันแดดขายตรง ออกมา ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพียบ!...พร้อมชูจุดเด่นทางด้าน เทคโนโลยีที่ลํ้าสมัย หวังดึงยอดขาย ชว่งซัมเมอร์พุ่ง ...ด้าน เหล่า ผู้ประกอบ การ เร่งเข็น โปรโมชั่นแรงกระแทกใจ ดึงดูดใจสมาชิกและผู้บริโภค ระบุ! โปรโมชั่นโดนใจ มีเฉพาะภายในเดือนเมษายนนี้เท่านั้น


ในช่วงหน้าร้อนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สินค้าที่มาแรงและผู้บริโภคต่างให้การ ยอมรับคงจะเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับ ครีม กันแดด อย่างแน่นอน...ยิ่งวันนี้ ตัวเลือก ในเรื่องของสินค้าค่อนข้างที่จะมีเยอะ อย่างมากทีเดียว ทั้งค่ายที่อยู่ในธุรกิจขาย ตรงและค่ายที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจค่ายตรง ต่างก็ออกมาชูจุดเด่นในเรื่องของสินค้าตัว เองแบบชนิดที่ว่า มีดีต้องโชว์ กันเลยที


เดียว ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ ครีมกันแดด จึงยังคงเป็นสินค้าที่ได้ความนิยมอย่างต่อ เนื่อง และมีแนวโน้มความต้องการเพิ่ม มากขึ้นในทุกปี เนื่องจากปัจจุบันครีม กันแดดไม่ใช่สินค้าที่ต้องพึ่งพาฤดูกาลอีก ต่อไป สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เป็นปัจจัย หนุนความต้องการครีมกันแดดของผู้ บริโภคขยายตัวไปยังกลุ่มผู้บริโภคกลุ่ม อื่น ๆ ครอบคลุมทุกเพศทุกวัยเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หันมาขยายไลน์ ของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้ครอบคลุม มายังผลิตภัณฑ์กันแดดเพิ่มขึ้น เพื่อ กระตุ้นความความถี่ในการใช้ของผู้ บริโภค


ขายตรงเข็นสินค้าครีมกันแดดสู้ศึก หวังดึงยอดขายเพิ่มขึ้นรับซัมเมอร์


... ธุรกิจขายตรง ถือเป็นอีกหนึ่ง ธุรกิจ ที่ค่อนข้างมีสินค้าที่หลากหลาย และเชื่อว่าหนึ่งในหลายๆ ค่ายก็ต้องมี เครื่องสำอางครีมกันแดดอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องมาดูกันว่า อุณหภูมิ ความร้อนบวกกับ กลยุทธ์หักเหลี่ยมโหด เฉือนคม แบบ ตาต่อตาฟันต่อฟัน ใน วันนี้จะมีค่ายไหนบ้าง ที่จะช่วงชิงความ เป็นเลิศทางธุรกิจได้สำเร็จต้อนรับซัมเมอร์ ปีนี้ ยิ่งในช่วงหน้าร้อนปีนี้ ต้องบอกว่า แต่ละค่ายต่าง งัดฝีไม้ลายมือ ออกมา ประชันกันอย่างเต็มที่ แม้ว่าส่วนแบ่ง ทางการตลาดจะกว้าง เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางจากเคาน์เตอร์ แบรนด์ หรือขายตรง ต่างก็มีผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ ออกมาตีตลาดกันแทบทุกยี่ห้อ ด้วยการชูจุดเด่นทั้งเรื่องของคุณสมบัติ ส่วนผสมและราคา เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภค ให้อยู่หมัด โดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่ม แมสที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดก็เช่นกัน เห็นได้ จากขายตรงหลาย ๆ ค่าย ต่างเร่งออก ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมา เพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคอย่างมากมาย


...เช่นดั่งขายตรงค่าย คิวท์เพรส ที่ได้นำผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดออกมาตอบ สนองความต้องการของผู้ที่ต้องการดูแล ผิวในช่วงหน้าร้อนนี้นั่นก็คือ ครีมกันแดด สำหรับผิวหน้า คิวท์เพรสโบทานิค ซัน สกรีน (Botanic Sunscreen Extra Protection for Face SPF 3 โดยครีมกันแดด สำหรับผิวหน้านี้ เป็นสูตรกันนํ้า ปกป้อง ผิวจากแสงแดด ด้วยค่า SPF 30 ปกป้อง ผิวจากรังสี UVA และ UVB อ่อนโยนด้วย ส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ พร้อมกัน นี้ ยังมี Rice Bran Oil ที่ช่วยกรองรังสียูวี ในแสงแดด Jojoba Oil ช่วยปกป้องผิว จากรังสี UVA และ UVB และ Vitamin E Acetate และ Fugogel ที่ ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น พร้อมช่วยลดการ ระคายเคืองของผิวจากแสงแดด นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งค่ายที่เรียก ว่า มีผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด พร้อมนำ เสนอแก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกันนั่นก็คือ ค่าย ดร.สาโรช ที่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์กันแดด อย่าง ดร.สาโรช เฮอร์เบิล ซันสกรีนโลชั่น โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ พิเศษปราศจากนํ้ามัน (Oil free) ด้วย ส่วนประกอบสำคัญ เช่น ไททาเนียม ไดออกไซด์ ออกติลเมซ็อกซี่ซินเดเมต ซึ่ง ช่วยปกป้องผิวให้พ้นอันตรายจากรังสี UVA และ UVB ในแสงแดด มีค่า SPF เท่ากับ 20 ทำให้มั่นใจว่า สามารถป้องกัน อันตรายจากแสงแดดได้อย่างมี ประสิทธิภาพตลอดวัน ส่วนทางด้านค่าย จันทร์สว่าง ก็มี ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดอย่าง SPF 15 ที่ ค่ายนี้บอกว่า เป็นครีมกันแดดเนื้อบางเบา ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพการสะท้อนกลับ ด้วยรังสี UV ด้วย Ultrafine Titamium สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ถึง 15 เท่า (เหมาะสมที่สุดสำหรับชาวเอเชีย) ไม่ ทิ้งคราบความมันหรือเหนียวเหนอะหนะ และไม่ขาววอกจนเกินไป


กิฟฟารีน ก็เป็นอีกหนึ่งค่าย ที่มี ครีมกันแดดเช่นกันนั่นคือ กิฟฟารีน กลา มอรัส บูเต้ ยูวี ดีเฟนซ์ รีไวทาไลซิ่ง ครีม เอสพีเอฟ 50 พีเอ+++ โดยเป็นครีมบำรุง ผิวหน้าผสมสารป้องกันแสงแดด ประสิทธิภาพสูงด้วยค่า SPF 50 ปกป้อง ผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริ้ว รอยหมองคลํ้า ปกป้องและบำรุงผิว ด้วย คุณค่าของสาระสำคัญมากมาย ได้แก่ RADIANCE CR นวัตกรรมใหม่จากบริษัท DSM Nutritional Products ประเทศสวิต เซอร์แลนด์ ด้วยการทำงานร่วมกัน ระหว่าง Vitamin C และ Coenzyme R และ Mannitol ช่วยลดริ้วรอย และจุดด่าง ดำ พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นและความแข็ง แรงให้กับผิว นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ยังมี GP4G ปกป้องเซลล์จากมลภาวะ พร้อม เพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้ แก่เซลล์ Vitamin E Acetate (Tocophe ryl Acetate) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอย พร้อม คุณสมบัติเป็นMoisturizer ที่ดี สามารถ ซึมซาบลงสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวมี ความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น และฟื้นฟูสภาพผิว ให้มีสุขภาพดี Vitamin B5 (D-Panthenol) ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง


ด้านเครื่องสำอางแบรนด์ อาร์ทิส ทรี ของค่าย แอมเวย์ ก็มีสินค้าอย่าง เพียวไวท์ ยูวีเอสพีเอฟ 50 ซึ่งเป็นครีม กันแดดช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และมลภาวะต่าง ๆ มาสู้ศึกตลาดช่วงรับ ซัมเมอร์นี้เช่นกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดของ เครื่องสำอางแบรนด์ อาร์ทิส ทรี นั้น มีส่วนผสมของ เพียว ไวท์ บาลานซิ่ง คอมเพล็กซ์ เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผิวแลดู กระจ่างใส ปลอบประโลมผิว ช่วยทำ ให้สีผิวสมํ่าเสมอ พร้อมปกป้องผิวของคุณจาก มลภาวะต่าง ๆ ลดเลือนหมอง คลํ้า และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ผลิตภัณฑ์เป็นสูตรกันนํ้า เนื้อ บางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่าง รวดเร็ว และเป็นการเตรียมผิว ให้เรียบเนียนเพื่อการเกลี่ยรอง พื้นได้ง่ายขึ้น ให้ค่าการป้องกัน แสงแดดที่สูงขึ้นด้วยค่าเอสพี เอฟ 50 พีเอ +++ กันเลยที เดียว


...ทั้งหมดนี้ ก็เป็นอีก หนึ่งสีสันของการแข่งขันใน ตลาดเครือข่ายสำหรับ ครีม กันแดด ช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งก็ ต้องบอกว่า แต่ละค่ายต่างชู จุดเด่นของตัวเองออกมาให้ เห็นแทบทั้งนั้น และนอกเหนือ จากการแข่งขันในเรื่องของ ตลาดครีมกันแดดที่เริ่มระอุ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ สำคัญ ในการสร้างยอดขายใน ช่วงนี้นั่นก็คือ การจัดโปรโมชั่น นั่นเอง โดยพบว่า เริ่มที่จะมี การออกโปรโมชั่นต่าง ๆ มา ยั่วยวนเหล่าสมาชิกกันบ้าง แล้วเช่นกัน!! โปรโมชั่นขายตรงระอุรับซัมเมอร์ ผู้ประกอบการปล่อยทีเด็ดสู้ศึกเพียบ


...เป็นที่ทราบกันดีว่า ใน ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ถือ เป็นอีกหนึ่งวิกฤติของคนทำ เครือข่ายเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การหวั่นวิตกในเรื่องของยอด ขายที่คาดว่าน่าจะชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีวันหยุด ที่ติดต่อเนื่องกันหลายวัน รวม ถึงยังมีในส่วนของการต้อนรับ เปิดเทอมในช่วงเดือนพฤษภาคม นี้ด้วย ที่คนส่วนใหญ่อาจจะ หันไปจับจ่ายใช้สอยในส่วน ของค่าอุปกรณ์การเรียนของ บุตรตนเองก่อน ขณะเดียวกัน ในสภาว การณ์แข่งขันที่ทะลุจุดเดือด เช่นนี้ ธุรกิจที่จะอยู่รอดและ ปลอดภัยได้นั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้อง มีคือ หมัดเด็ดทางธุรกิจที่เพียบ พร้อมด้วยหลาย ๆ องค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร-ทีมงาน- สินค้า-โปรโมชั่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นับเป็นคัมภีร์ยุทธที่สุดยอดแล้ว ของการทำธุรกิจ เพราะหากใคร ที่ลับมีดให้คมกริบอยู่ตลอด เวลา ย่อมต้องได้เปรียบกว่า อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ เลย ณ ชั่งโมงนี้ ต้องยอมรับ ว่า ธุรกิจขายตรง เมืองไทย อยู่ในช่วงของการ ชิงพื้นที่ รบ-ชิงความได้เปรียบ-ชิงแม่ ทีม โดยการช่วงชิงเหล่านี้ หากมองให้ดูดีถือว่าเป็นการ ลับคมมีดให้คม ก็ว่าได้ เพราะหากไม่มีการแข่งขัน เชื่อว่าการทำตลาดก็จะไม่สนุกไม่คึกคักเท่าที่ควรอย่าง แน่นอน

...การทำธุรกิจอะไรก็ แล้วแต่ ต้องบอกว่าธุรกิจนั้น จะขับเคลื่อนและสามารถก้าว เดินต่อไปได้ ไม่ใช่อยู่ที่บุคคล ใดบุคคลหนึ่ง แต่อยู่ที่บุคคล หลายคน มาผนวกรวมกัน แล้ว เดินก้าวไปข้างหน้าอย่าง พร้อมเพียงกัน... ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การ ทำธุรกิจในช่วงเดือนเมษายน นี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่ธรรมดา อย่างแน่นอน เพราะหลายคน มองว่าช่วงนี้เป็นช่วงเดือนแห่ง การปราบเซียน ยอดขายมีแนว โน้มว่าจะชะลอตัวลงอย่าง แน่นอน เป็นเหตุให้ผู้ประกอบ การใน ธุรกิจขายตรง จำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนรองรับ ในช่วงนี้...ลองมาดูกันว่า แต่ละค่ายมีทีเด็ดอะไรบ้าง ออกมานำเสนอเพื่อกระตุ้น ยอดขาย และค่ายไหนที่มีโปร โมชั่นแรงๆ ล่อตาล่อใจผู้ บริโภคบ้าง...


เริ่มต้น โปรโมชั่นจัด หนัก ค่ายแรก บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้ การนำทัพโดย มนตรี ฉิมมณี ภัทร ประธานกรรมการบริหาร ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้มีการ จัดโปรโมชั่นรับซัมเมอร์ด้วย เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 1. ซื้อ สินค้าชนิดใดก็ได้ทุกๆ 500 PV ในใบสั่งซื้อเดียวกัน รับสิทธิ์ แลกซื้อกาแฟคอฟฟี่ทูยู เอ็กซ์ ตร้าโกลด์ได้ 1 แพ็ค ในราคา พิเศษเพียง 150 บาทสุทธิ พิเศษใช้สิทธิ์ซื้อตามข้อ 1 ทุกๆ 2 ชุด ในใบสั่งซื้อเดียวกัน รับ เพิ่มโลชั่นพลอย 1 ขวด มูลค่า 350 บาทฟรีทันที 2.ซื้อสินค้าชนิดใดก็ได้ มีมูลค่ารวมกันทุกๆ 2,000 PV ในใบสั่งซื้อเดียวกัน รับสิทธิ์ซื้อ เอคเซคคิวทีฟ เซ่รั่มได้ 1 ขวด ในราคาพิเศษ 1,000 บาทสุด พิเศษ ซื้อตามรายการที่ 2 ทุกๆ 2 ชุด ในใบสั่งซื้อเดียวกัน รับ เพิ่ม โกลด์นัมเบอร์9 1 กล่อง มูลค่า 3,000 บาทฟรีทันที และ สุดพิเศษ ซื้อตามรายการที่ 2 ทุก ๆ 3 ชุด ในใบสั่งซื้อเดียวกัน รับเพิ่ม โกลด์นัมเบอร์9 2 กล่อง มูลค่า 6,000 บาทฟรีทันที 3. มียอดสั่งซื้อสะสมคา วาริชนิดนํ้า ทุก ๆ 24 ขวดต่อ เดือน (นับยอดส่วนตัว ลูก หลาน เหลน) รับสิทธิ์แลกซื้อ คาวาริชนิดนํ้าได้ 12 ขวด ราคา 6,000 บาทสุทธิ เป็นต้น โดยโปรโมชั่นดังกล่าวนั้น จะมี ถึงวันที่ 30 เมษายนศกนี้ เท่านั้น เช่นเดียวกับทางด้าน บริษัท บี.พี.โปรเกรส อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การ คุมเกมรบทางธุรกิจของบอส หนุ่มที่ชื่อว่า สุเทพ บุญภักดี ประธานกรรมการบริษัท ที่ก็มี โปรโมชั่นในช่วงเดือนเมษายน นี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น ซื้อสมุนไพร 4 ขวด แถมฟรี 2 ขวด ราคา 8,800 บาท ซื้อ สมุนไพร 1 ลัง ราคา 15,000 บาท ซื้อสมุนไพร 1 ลัง แถมฟรี 1 ลัง ราคา 30,000 บาท ซื้อ กาแฟโสม+เห็ดหลินจือ 1 ลัง ราคา 2,160 บาท ซื้อกาแฟโสม +เห็ดหลินจือ 5 ลัง ราคาพิเศษ เพียง 10,000 บาท ซื้อกาแฟ โสม+เห็ดหลินจือ 10 ลัง ราคา พิเศษเพียง 20,000 บาท นอกจากนี้ เมื่อซื้อ ยาสีฟัน BP Ora Freez 10 หลอด ราคา 1,900 บาท แถม ฟรี 2 หลอด ซื้อยาสตรี BP. Ladii Plus 10 กล่อง ราคา 9,900 บาท แถมฟรี 2 กล่อง และซื้อสบู่สมุนไพร B.p. 20 ก้อนแถมฟรี 10 ก้อน ราคา 3,200 บาท โดยโปรโมชั่นดัง กล่าวมีถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ เท่านั้น


...ด้านค่าย บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ภายใต้การนำทัพของ พญ. นลินี ไพบูลย์ ประธาน กรรมการ ช่วงเดือนเมษายนนี้ ก็มีโปรโมชั่นเด็ด ๆ ออกมาเย้า ยวนสมาชิกและผู้บริโภคเช่น เดียวกัน เห็นได้จากซื้อสินค้า ครบทุก ๆ 500 พีวี /ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ์แลกซื้อสินค้า อาทิ โค ลินคิดส์ กลิ่นสตรอเบอร์รี่ แลก ซื้อในราคา 55 บาท จากราคา ปกติ 130 บาท,โกโก้แคลซีน แลกซื้อในราคา 68 บาท จาก ปกติ 148 บาท , สตรอเบอร์รี่ แคลซีน แลกซื้อในราคา 69 จากราคาปกติ 148 บาท นอกจากนี้ หากซื้อสินค้า ครบทุก ๆ 1,000 พีวี /ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ์แลกซื้อ เจลอาบนํ้า สูตรเย็น โอชิเนียในราคา 105 บาท จากราคาปกติ 220 บาท ,แชมพูสูตรเย็น คาฟิร่า แลกซื้อ ในราคา 72 บาท จากราคา ปกติ 140 บาท ,แป้งหอมโรย ตัว สูตรเย็น ฟูลเฟรช แลกซื้อ ในราคา 45 บาท จากราคา ปกติ 85 บาท อีกทั้งยังมีหาก ซื้อสินค้าครบทุก ๆ 1,500 พีวี /ใบเสร็จรับ 1 สิทธิ์แลกซื้อ


...เช่นเดียวกับทางด้าน ขายตรงน้องใหม่อย่าง บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด นำ โดย กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ/กรรมการผู้ จัดการ ค่ายนี้ก็ได้เข็นโปรโมชั่น แรงๆ มากระแทกใจสมาชิก เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่น สุดคุม้ 1 สำหรับนักขายหรือใช้ สำหรับเปิดตลาดใหม่ๆ เมื่อซื้อ IMMURA PACK 6 ซื้อในราคา 5,500 บาท จากราคาปกติ 9,000 บาท , Mazy Mac 3 free 1 ซื้อในราคา 2,550 จาก ราคาปกติ 4,400 บาท , Aura Sunscreen 3 free 1 ซื้อใน ราคา 2,400 จากราคาปกติ 4,400 บาท นอกจากนี้ ยังมีใน ส่วนของสินค้าเกษตร อะมิโน +เวคเตอร์พลัส ซื้อในราคา 700 บาท จากราคาปกติ 1,400 บาท อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นสุด คุ้ม 2 สำหรับนักธุรกิจอัพเกรด แพ็คเกจ โดยเมื่อสั่งซื้อสินค้า ครบ 1,000 PVขึ้นไป ในบิล เดียว รับกาแฟ Trim Max 1 กล่องมูลค่า 280 บาท และสั่ง ซื้อสินค้าครบ 2,000 PVขึ้นไป ในบิลเดียว รับคอลลามิน 1 กล่องมูลค่า 1,450 บาท นอกจากนี้ ยังมีโปรโม ชั่นสำหรับ AiStockist สำหรับ New- Ai-Stockist (เปิดใหม่) โดยยอดสั่งซื้อในบิลเดียว 7,000 PV โดยสิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ที่สั่ง ซื้อ คือ 1. รับสิทธิ อัพเกรดเป็น Exclusive 2. แจง คะแนน 7,000 PV ได้รับโบนัส 5% PV ที่แจง 3. รับคูปอง เงินสด 2,400 บาท และสิทธิ ประโยชน์สำหรับผู้แนะนำ 1. รับสิทธิอัพเกรดเป็น Exclusive (ไม่มี PV) และยอดสั่งซื้อในบิล เดียว 10,000 PV โดยสิทธิ ประโยชน์สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ คือ 1. รับสิทธิอัพเกรดเป็น Exclusive 2.แจงคะแนน 10,000 PV ได้รับโบนัส 5% PV ที่แจง 3. รับคูปองเงินสด 5,000 บาท และสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ แนะนำ 1. รับสิทธิอัพเกรดเป็น Exclusive (ไม่มี PV) รวมถึงยังมีโปรโมชั่น สำหรับ Ai-Stockist ซื้อเติมใน i-Pocket โดยหากมียอดสั่งซื้อ ในบิลเดียว 5,000 PV สิทธิ ประโยชน์สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ คือ 1. รับคูปองเงินสด 2,400 บาท 2. แจงคะแนน 5,000 PV ได้ และรับโบนัส 5% PV ที่แจง และยอดสั่งซื้อในบิลเดียว 10,000 PV โดยสิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ คือ 1. รับ คูปองเงินสด 6,600 บาท 2. แจงคะแนน 10,000 PV ได้และ รับโบนัส 5% PV ที่แจง


ทั้งหมดนี่คือ ยุทธ ศาสตร์ อาจเรียกได้ว่า เป็น การปลุกยอดให้ตื่นในช่วงรับ ซัมเมอร์ก็เป็นได้ เพราะที่ผ่าน มานั้น เท่าที่ทราบมา คือ หลาย คนต่างมองว่า ช่วงเดือนนี้ถือ เป็นช่วงแห่งการปราบเซียน วันหยุดเยอะ ทั้งสงกรานต์และ ต่อยอดมาถึงช่วงรับเปิดเทอม ส่งผลให้คนน่าที่จะหันไปจับ จ่ายใช้สอยเกี่ยวกับในเรื่อง ของอุปกรณ์ทางด้านการเรียน มากกว่า ส่งผลให้สิ่งที่ธุรกิจ ขายตรงนั้นจะต้องทำคือ การ สร้างสิ่งดึงดูดใจ นั่นคือ การ ออกโปรโมชั่นพิเศษเพื่อมากระตุ้นยอดขายนั่นเอง!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 342 ประจำวันที่ 16-31 เมษายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เจอเนสส์ ยกเครื่องระบบไอที โอ่ขึ้นแท่น 40 ขายตรงเยี่ยม








เจอเนสส์ ร่วม Cinsay ขยายตลาดผ่าน ระบบไอที ดึงแอพพลิเคชั่นต่อยอดธุรกิจ หวังขยับ ขึ้นแท่นเครือข่ายการตลาดขายตรงยอดเยี่ยมเป็น อันดับที่ 40 จากเดิมติดอันดับที่ 82 ภายใต้ โครงสร้างที่เรียกว่า J World หวังเข้าถึงกลุ่ม ผู้มุ่งหวังได้มากขึ้น พร้อมปิดฉากงานใหญ่ ที่ฮ่องกงด้วยการบริจาคเงินเพื่อการกุศลแก่ ผู้ยากไร้กว่า 1.25 ล้านคน ภายในวันเดียว


Scott A. Lewis Director of Global Operation บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ร่วมมือกับ Cinsay ในการคิดค้น โครงสร้างพื้นฐานของระบบวิดีโอคอมเมิร์ซเป็น ครั้งแรกสำหรับใช้งาน ในระบบเครือข่ายการตลาด เพื่อให้ผู้แทนจำหน่ายสามารถอบรม สร้างรายชื่อผู้มุ่งหวัง ขายผ่านอีคอมเมิร์ซ, ติดตามยอดขายและ การสั่งซื้อของลูกทีมผ่านเทคโนโลยี Smart Store ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Cinsay


สำหรับเหตุผลหลักที่บริษัทเลือก Cinsay เป็นพันธมิตร เนื่องจาก เจอเนสส์ โกลบอล, LLC เป็นบริษัทที่ติดอันดับ 82 ในทำเนียบ 100 บริษัท เครือข่ายการตลาดยอดเยี่ยมของสมาคมขายตรง และบริษัทตั้งเป้าในปีหน้าจะปรับอันดับดังกล่าวลง มาอยู่ในอันดับที่ 40 ให้ได้ และเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมาย บริษัทจึงขยายตลาดธุรกิจเพิ่มขึ้น จาก การตกลงเจรจากับ Cinsay พบว่า Cinsay มี เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ทางการตลาด ดังนั้น บริษัทจึงได้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซของ Cinsay ในการขยายตลาด


สำหรับแผนการขยายตลาดครั้งนี้บริษัทจะเน้นอบรม การติดตาม สร้างยอดขายและสร้าง รายชื่อผู้มุ่งหวังผ่าน Social Network ได้แก่ twitter, Linkedln, Pinterest และ Facebook ที่ได้มีการปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของ โครงสร้างเครือข่ายการตลาด เจอเนสส์ โกลบอล ที่เรียกว่า J-World และใช้ชื่อแผนว่า J Social ซึ่งบริษัทได้เริ่มใช้โครงสร้างดังกล่าวตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2555 โดยได้เริ่มใช้ใน 2 ประเทศแรก แล้ว ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยจะเริ่มใช้ในไตรมาสแรกของ ปีหน้า 2556


นอกจากนี้ยังได้ทำการตลาดผ่านทางแอพ- พลิเคชั่นของโทรศัพท์โดยใช้ชื่อว่า J Mobile ซึ่งสมาชิกหรือผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพ- พลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องแท็บเล็ต มาใช้งานได้ทันที อีกทั้งบริษัทยังมีโปรแกรมทาง การตลาดที่เรียกว่า J Builder ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ ผู้จำหน่ายสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มุ่งหวังได้ และ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับผลิตภัณฑ์มาทดลอง ใช้ได้ผ่านโปรแกรมดังกล่าว คาดว่าโปรแกรมนี้จะสามารถ เริ่มใช้ในประเทศไทยได้ในเดือนมกราคม 2556


ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BBB ที่ช่วยดูแลเรื่องน้ำหนัก พร้อมกับ การจัดโปรแกรมการแข่งขันควบคุมน้ำหนัก เพื่อเป็น การกระตุ้นการรับรู้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BBB โดย ผู้ที่ชนะการแข่งขันในโปรแกรมดังกล่าว จะได้รับ รางวัลเป็นบัตรล่องเรือจำนวน 5 วัน และในเร็วๆ นี้ บริษัทยังได้มีแผนออกสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดีทอกซ์ ในประเทศไทยอีกด้วย


Scott กล่าวต่อไปว่า สำหรับงาน Evolution ที่ฮ่องกงในครั้งที่ผ่านมา บริษัทประสบความ- สำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีสมาชิกในระดับต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างมากมาย และในงานเดียวกันนี้ บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ที่คาดว่าจะนำเข้ามา จำหน่ายในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ พร้อมกับบริษัท ได้จัดให้มีการบริจาคเพื่อการกุศลให้แก่ มูลนิธิ โกลบอลวิลเลซ ซึ่งในวันนั้นมูลค่าของเงินที่ บริจาคสามารถช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสได้ถึง 1.25 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยบริษัทก็ได้มีการจัด มอบทุนให้แก่มูลนิธิต่างๆ อีก 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิ อาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก, มูลนิธิเด็กโสสะ แห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ มูลนิธิร่วมจิตรน้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระ- บรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งเงินบริจาค ทั้ง 3 มูลนิธินี้ ได้ มาจากการจัดงานเดอะะสตาร์ในประเทศไทย


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555