ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอสเนเจอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอสเนเจอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : สร้างแรงบันดาลใจ แล้วทำมันให้เป็นจริง "น.ท.พลัฎฐ์ แสนธรรมวุฒิ" นักธุรกิจเครือข่ายตำแหน่ง "Team Leader" จาก "เอสเนเจอร์"







fgfgfgfgf (Mobile)

 


"กุญแจสู่ความสำเร็จ" สัปดาห์นี้ เรายังมีเคล็ดลับดีๆ จากนักขายตรงระดับ ชั้นนำของเมืองไทยมานำเสนอเหมือนเช่น เคย และครั้งนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับ "น.ท.พลัฎฐ์ แสนธรรมวุฒิ" หรือที่รู้จักกันในวงของนักธุรกิจ "เอสเนเจอร์" ว่า "ผู้พันเอก" นักธุรกิจเครือข่ายตำแหน่ง "Team Leader" จาก "เอสเนเจอร์" แบรนด์ขายตรงในเครือของ บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)


 หลังจากรับราชการทหารเรือมาเป็น เวลา 13 ปี โดยอาชีพประจำจัดว่าดีอยู่แล้ว แต่ "ผู้พันเอก" ยังมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตได้มากกว่านี้ จึงได้เข้ามาทำธุรกิจ MLM จนประสบความสำเร็จในระดับสูง ล่าสุดลาออกจากชีวิตราชการ มาทำธุรกิจ เต็มตัว โดยเลือก "เอสเนเจอร์" เป็นเรือลำใหญ่ในการนำพาชีวิตของตัวเองให้พบกับสิ่งที่ต้องการ และเพียง 4 เดือนเท่านั้น ทำให้เขาผู้นี้สามารถสร้างรายได้แตะที่ 300,000 บาทต่อเดือน


 จุดเปลี่ยนอะไร...ดึงเข้ามาทำ MLM


"ตอนที่ตนรับราชการทหารเรือ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับใช้ชาติ แต่พอดีตนมีเรื่องของค่าใช้จ่ายมากมาย ทำให้แต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง และสิ่งที่ตนอยากได้คงจะยาก เพราะหากไปกู้ มาก็ต้องเป็นหนี้อีก จึงได้เกิดแรงผลักดันให้อยากเข้ามาศึกษาธุรกิจเครือข่าย ที่ต้องการเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น"


ใครคือผู้ชักชวนมาทำธุรกิจ MLM


"ก่อนหน้านี้ ตนได้ทำธุรกิจเครือข่าย มาเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ได้เกิดเหตุบาง-อย่างทำให้ต้องย้ายมาอยู่บริษัทใหม่ และ ที่มาอยู่เอสเนเจอร์ ก็เพราะการชวนของนักธุรกิจอิสระ ที่ทำเครือข่ายที่นี่อยู่ก่อนแล้ว พอดีตนมีคนที่รู้จัก ก็เลยลองศึกษาข้อมูลและได้เข้ามาร่วมธุรกิจในที่สุด"


ปกติชอบธุรกิจ MLM ไหม

"สมัยก่อนไม่เคยชอบเลย เพราะไม่ เชื่อว่าจะทำได้จริง และไม่คิดว่าธุรกิจนี้จะ เข้ามาอยู่ในหัวของตนด้วย แต่หลังจากที่ตนได้มาสัมผัสจริงๆ ก็ได้รู้ว่า ที่จริงแล้ว ธุรกิจเครือข่ายสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ และทำให้ตนได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้ช่วยเหลือผู้คนให้มีความมั่นคั่งด้วย"


 เหตุใดจึงตัดสินใจเลือกทำ MLM กับ "เอสเนเจอร์"


"หลังจากศึกษารายละเอียดข้อมูลขององค์กรนี้อยู่นาน ก็ได้พบว่าธุรกิจที่นี่สามารถตอบโจทย์เราได้ ไม่ว่าจะมีแผน การตลาดที่ดี การจ่ายเงินที่ชัดเจน ผู้บริหาร ก็มีวิสัยทัศน์ รวมถึงความมั่นคงขององค์กร ที่เป็นมหาชน ทำให้ไม่ลังเลที่จะเข้ามาร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการประสบความสำเร็จใน ระยะยาว"


เคยท้อแท้และคิดจะเลิกทำ MLM ไหม

"เคยแน่นอน ถึงกับไม่อยากเข้ามา ทำเลย แต่ก่อนที่ตนทำบริษัทขายตรงที่อื่น มาก็ได้เจออุปสรรคมากมายในเรื่องของ การชักชวนคนมาร่วมธุรกิจ แต่พอมาถึงวันนี้ตนได้เข้าใจแล้วว่า หากทำให้เขาเข้าใจ ในธุรกิจก็จะทำให้ตนประสบความสำเร็จได้ หากใครท้อแท้ก็อย่าเพิ่งล้มเลิก ควรยืนหยัด และอดทนให้มากที่สุด"


ทำ MLM มากี่ปี...เป้าหมายต่อไปคืออะไร


"ที่จริงตนมีประสบการณ์ขายตรงมาจากที่อื่นๆ รวมแล้วก็มีความเชี่ยวชาญ กว่า 10 ปี แต่เมื่อย้ายมาอยู่กับ เอสเนเจอร์ ใช้เวลาเพียง 4 เดือน ก็ขึ้นตำแหน่ง Team Leader มีรายได้ต่อเดือน 3 แสนบาท โดย เป้าหมายสิ้นปีต้องมีรายได้แตะที่ 5 แสนบาทให้ได้ จากนั้นภายใน 3 ปี ขอขึ้นตำแหน่ง ที่สูงกว่านี้ต่อไป"


 สิ่งที่ภูมิใจในการทำธุรกิจ MLM


"คงจะเป็นเรื่องของการที่ตนมีทีมงานที่เก่งๆ มีความสามัคคีกัน อย่างตอนนี้มีทีม "ALL FOR ONE" แปลว่า "รวมกันเป็นหนึ่ง" ซึ่งทีมงานนี้มีประสบการณ์ขายตรง และได้ช่วยกันขยายตลาดออกไป หลายจังหวัด ล่าสุด พวกเราได้ไปเจาะตลาดที่กัมพูชากับลาว และได้มองต่อไปที่ พม่า และมาเลเซีย ซึ่งอีกไม่นานที่กล่าวมา ทั้งหมดกำลังจะมีเซ็นเตอร์ใหญ่ที่นั่นเร็วๆ นี้"


ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน...หลังเข้ามาทำ MLM


"เปลี่ยนกันคนละเรื่องกับสมัยรับราชการทหารเรือ แต่ก็ต้องขอขอบคุณจาก ที่เราเป็นทหารมาก่อน ทำให้เรามีระเบียบ วินัยในการรับผิดชอบต่องาน ซึ่งก็นำมาถ่ายทอดให้กับสมาชิกใต้องค์กรหลายคน ส่วนชีวิตถึงวันนี้ก็มีความสุขมาก เพราะได้ ช่วยให้หลายคนได้เปลี่ยนชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่ไร้ขีดจำกัด มีเวลา ทำอย่างอื่นมากมาย และสุขภาพก็ดีตามมา รวมถึงมิตรภาพใหม่ที่ยอดเยี่ยม"


มีเทคนิคอะไร...จะฝากถึงทุกคนที่กำลังทำ MLM อยู่บ้าง


"เราควรหาแรงบันดาลใจให้เจอกัน ว่าต้องการอะไร เพราะความสำเร็จของตัว ผมที่ได้มา ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ หรือว่า ฟลุ้ก แต่เกิดจากความพยายามหลายต่อหลายครั้ง เพราะการที่ผมจะลงทุนทำอะไร จะมองที่ผลลัพธ์ว่าได้จริงไหม เมื่อเรามั่นใจแล้วก็ลงมือทำอย่างจริงจัง อดทน ขยัน หมั่นเข้าไปเรียนรู้อย่างละเอียด และ เชื่อฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนเรา จะทำให้เราไม่เดินผิดพลาด ที่สำคัญความ จริงใจและการให้ รวมถึงความซื่อสัตย์ต่อ องค์กรควรจะมีอยู่ในจิตสำนึกของเราด้วย"


นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ของนักธุรกิจอิสระระดับสูง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีใคร ที่เข้ามาแล้วประสบความสำเร็จโดยไม่มีความพยายาม ซึ่งทุกคนล้วนแต่ต้องทุ่มเท เพื่อคว้าฝันที่เราต้องการ แต่สำคัญก่อนที่ เราจะไปถึงจุดนั้น นั่นคือแรงบันดาลใจที่ เราต้องตั้งไว้ แล้วทำมันให้เป็นจริง


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : "เอสเนเจอร์" ฟุ้งรายรับทะลุ 300 ล้าน ผุดแผนโกอินเตอร์เริ่มต้นปูพรมอาเซียน







Bg_biz (Mobile)


"เอสเนเจอร์" แบรนด์ขายตรงในเครือ "ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์" คุยฟุ้ง ยอดขายครึ่งปีแรกเลย 300 ล้านบาท โต 12% เดินหน้าวางสินค้าใหม่ 2 รายการ ในกลุ่มเสริมอาหาร และความงาม พร้อม เตรียมขยายตลาดเปิดสาขารองรับประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน เผยปักธงพม่า และลาวเรียบร้อย ชี้ตลาดกำลังขยายตัว อนาคตไล่เปิดอีก 5 ประเทศเพื่อนบ้าน ต่อ ด้วยประเทศอินเดียเป็นเป้าหมายหลัก


นายเอกรัตน์ โสภาพ ผู้จัดการทั่วไป "เอสเนเจอร์" แบรนด์ขายตรง ในเครือ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการเมื่อช่วงต้นปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตที่ดีมาก ซึ่งสามารถปิดยอดขายที่ 360 ล้านบาท ถือว่าดีเกินเป้าที่ตั้งเอาไว้ ในส่วนของสมาชิกเวลานี้มีอยู่ 8 หมื่นรหัส แบ่งเป็นจำนวนนักธุรกิจราวๆ 1 หมื่นคน หรือเฉลี่ย 20% ของจำนวนทั้งหมด โดยสมาชิกส่วนใหญ่จะหมุนเวียนเข้าออกไปๆ มาๆ อยู่แล้ว แต่มั่นใจว่าจะสามารถเพิ่ม จำนวนแอ็กทีฟให้ได้มากกว่านี้อีก


"จะสังเกตได้ว่า บริษัทไม่ค่อยได้จัดงานแถลงข่าวเท่าที่ควร แต่บริษัทก็ยังมียอดขายที่มากมายขนาดนี้ เป็นเพราะมีกลุ่มเครือ ข่ายที่แข็งแรง และทำธุรกิจร่วมกันมานาน เนื่องจากมีความเชื่อมั่น ในความมั่นคงของบริษัท อีกทั้งยังเป็นบริษัทมหาชนทำให้ได้เปรียบ เรื่องของความน่าเชื่อถือ โดยเวลานี้ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ 17 สาขา และอนาคตจะ พยายามขยายสาขาเพิ่มออกไปเรื่อยๆ"


เอกรัตน์ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ต้นปี 2556 ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตรวดเร็วนั้น มาจากผู้คนเริ่มรู้จักบริษัทมากขึ้น มีการบริหารงานที่ดี อีกทั้งยังมีผู้นำที่เก่งๆ สามารถออกไปขยายตลาดได้ และผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม พร้อมการสนับสนุนจากหุ้นส่วนธุรกิจที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทยืนหยัดได้มั่นคง และจะมีสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาตลอดในแต่ละ เดือน


"บริษัทมีความตั้งใจจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกจุดของประเทศ และจะสนับสนุนให้มีสินค้าที่ตอบโจทย์สมาชิกได้ทุกอย่าง โดยหลักๆ ของผลิตภัณฑ์จะมี กลุ่มดูแลผิวพรรณ ของใช้ในครัวเรือน อาหารเสริม และเครื่องใช้ประจำวัน หาก สินค้าดีผู้คนก็จะเข้ามาทำธุรกิจเอง ยิ่งในกลุ่มสกินแคร์ค่อนข้างมาแรงมาก มีสมาชิก สั่งซื้อเป็นจำนวนมาก"


อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปี 2556 ที่ผ่าน มา 6 เดือน "เอสเนเจอร์" เติบโตไปแล้วที่ 12% ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกๆ ยังไม่ค่อยเติบโตเท่าไร แต่พอหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา ยอดขายก็พุ่งขึ้นรวดเร็วมาก แต่ยังไม่อยากบอกเป็นตัวเลขในตอนนี้ จะประกาศอีกครั้งคงสิ้นปี 2556 ไปแล้ว


อย่างไรก็ดี บริษัทได้ตั้งเป้าหมายใน ครึ่งปีหลังว่า หลังจากนี้จนถึงสิ้นปี 2556 บริษัทตั้งเป้าจะเติบโตอีก 20-30% และยอดขายจะต้องเพิ่มจากปีที่แล้วเป็น 400 ล้านบาท ในส่วนของสมาชิกจะต้องได้ 1 แสนรหัสขึ้นไป และเพิ่มยอดแอ็กทีฟเป็น 2 หมื่นรหัสให้ได้


นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการ ที่เกี่ยวกับความงาม และเสริมอาหารซึ่งจะเริ่มในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป มั่นใจว่า สินค้า 2 รายการนี้ จะเข้ามากระตุ้นยอดขายให้สมาชิกสั่งซื้อเป็นจำนวนมากแน่นอน โดยก่อนจะใกล้สิ้นปี 2556 จะมีการประชุม ประจำไตรมาสของบริษัทด้วย ถือเป็นการ รวมตัวของเหล่าสมาชิกทั้งหมด


ขณะที่การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนในปี 2558 นั้น "เอกรัตน์" ได้กล่าวถึงความพร้อมว่า บริษัทมีความพร้อม แน่นอน และได้มีการเตรียมแผนรองรับมา นานแล้ว โดยได้ขยายตลาดไปต่างประเทศ ใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็นพม่า ที่ก่อนหน้านี้เข้าไป เปิดสาขาในเมืองย่างกุ้งมาเป็นเวลา 2 ปี กว่าๆ ส่วนลาวก็เข้าไปเปิดสาขาที่เวียงจันทน์มา 1 ปีเศษๆ เช่นกัน และมีแผนที่จะเข้าไปเปิดสาขาใกล้ๆ แห่งที่ 3 ก็คือ กัมพูชา โดยกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการอยู่ หากผลิตภัณฑ์ผ่านการตรวจเรียบร้อย ก็จะเปิดที่กรุงพนมเปญในช่วงต้นปี 2557 ทันที


"เวลานี้ได้เข้าไปทำตลาดรองรับ เออีซีมานานแล้ว และก็กำลังไปได้ดี อย่าง ที่พม่ากับลาว ก็กำลังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนกัมพูชาก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร หากผ่านการตรวจเรียบร้อย ก็จะเปิดได้ในต้นปีหน้า และที่ต่อๆ ไปก็คงจะเป็นเวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และอินเดีย ในระยะเวลา ต่อไป เพื่อให้ Snatur เป็นธุรกิจขายตรงสากลอย่างแท้จริง"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : เนื้อหอมผู้นำแห่ซบทุ่มงบ 15 ล้านบาท ผุดสาขาตรัง







snature (Mobile)


SNatur จัดสรรงบกว่า 15 ล้านบาท ซื้ออาคารพร้อม ตกแต่งเพื่อเปิดสาขาที่ 17 ของใต้ในตรัง เล็งเห็นศักยภาพ การเป็นศูนย์กลางการบริการ ขณะเดียวกันอีสานได้มีการ ขยายงานและโตต่อเนื่อง คุยผู้นำหลายค่ายให้ความสนใจ แห่เข้าร่วมธุรกิจ เผยไตรมาสแรกโต 20% กรกฎาคมนี้ เตรียม เปิดตัวสินค้าเพิ่ม 2 รายการ เอาใจคนรักความงามและ Gen Y

เศรษฐพงษ์ เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจ เครือข่ายเอสเนเจอร์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 15 ล้านบาท ในการซื้อและตกแต่งอาคารในโครงการเอส-วัน บริเวณโรงแรม ธรรมรินทร์ธนา เพื่อจัดตั้งเป็นสาขาที่จังหวัดตรัง ซึ่งนับว่าเป็น สาขาที่ 3 ในภาคใต้ต่อจากหาดใหญ่ และเป็นสาขาที่ 17 ของ SNatur

ทั้งนี้ การที่บริษัทได้เลือกเข้าไปเปิดสาขาในจังหวัดตรัง เพราะได้เล็งเห็นว่าจังหวัดดังกล่าวเหมาะเป็นศูนย์กลางในการ ให้บริการและมีฐานสมาชิกที่แข็งแกร่งในจังหวัดใกล้เคียง เช่น กระบี่, พัทลุง, สตูล, นครศรีธรรมราช เป็นต้น และมองว่าจะเป็น อีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้มี การเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป ซึ่งภาคใต้นับว่าเป็นภูมิภาคที่มี ยอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หากไม่นับรวมใน กทม. และปริมณฑล

นอกจากนี้ในภาคอื่นๆ มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเช่นกัน โดย เฉพาะภาคอีสาน ซึ่งสาเหตุมาจากปัจจุบันได้มีผู้นำจากหลาย ค่ายให้ความสนใจเข้ามาร่วมธุรกิจกับ SNatur ทำให้การเติบโต ในหลายพื้นที่กำลังได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เช่น ลพบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ ยุทธศาสตร์ของแต่ละภูมิภาค ทำให้ภาคอีสานในไตรมาสแรก เติบโตขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา และ อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ภาคอีสานเติบโต คือ ผลิตภัณฑ์เอส- แมททริกซ์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารสำหรับพืช ที่มีถึง 4 สูตรที่ ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ให้กับเกษตรกรได้จริง

พร้อมกันนี้ยังมีโครงการสนับสนุนสำหรับผู้ที่สนใจเปิด เป็นศูนย์นวัตกรรมการเกษตร เอส-แมททริกซ์ เซ็นเตอร์ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ กระจายสินค้าและขยายธุรกิจให้กับสมาชิก SNatur ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก และได้รับการสนับสนุนทั้ง ด้านอุปกรณ์ ข้อมูล และการตกแต่ง ซึ่งในภาคอีสานขณะนี้ได้ เปิดดำเนินการไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 13 เซ็นเตอร์ จากทั้งหมด 23 เซ็นเตอร์ทั่วประเทศ โดยในปีนี้เอสเนเจอร์ตั้งเป้าจะให้มีเอส- แมททริกซ์เซ็นเตอร์ อย่างน้อย 60-80 เซ็นเตอร์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นอีก 1 ทางเลือก สำหรับสมาชิกผู้ที่ต้องการทำตลาดด้าน การเกษตร

สำหรับไตรมาสที่ 2 นี้ เอสเนเจอร์มีผลิตภัณฑ์ที่เป็น นวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับกลุ่มคนที่รักความสวยงามด้วยผลิต ภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมคุณภาพระดับสากล และผลิตภัณฑ์ที่กลุ่ม สมาชิก Gen Y ให้ความสนใจ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าในกลุ่มนี้ ให้ความสนใจและเข้ามาสมัครดำเนินธุรกิจกับ SNatur เป็น จำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ มีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13 ก.ค. 2556 ในงาน เอสเนเจอร์ เอ๊กซ์โป แอนด์ คอนเวนชั่น 2013 ณ ศูนย์การค้า เจ เจ มอลล์




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : อย่าดูถูกความสามารถของตัวเอง และอย่าดูถูกความสามารถของคนรอบข้าง เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จก็ได้ ปิยวัฒน์ วิจิตรบรรจง







34969_1336604978089_6458053_n (Mobile)

 


หลายคนสงสัยว่าทำไมคนที่เคยมีหน้าที่ทางการงานที่ดี มีเงือนเดือนที่มากพอที่จะใช้ได้ทั้งเดือนถึงต้องลาออกแล้วมาทำธุรกิจเครือข่ายอย่างเต็มตัว และการที่เข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายเขามีวิธีการทำงานอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ต้องศึกษาจากผู้ชายคนนี้ ปิยวัฒน์ วิจิตรบรรจง


จากการที่ได้เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายกว่า 14 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเป็นวิศวกร ผมได้มองว่าธุรกิจนี้มีความสวยงามอยู่ในตัว เป็นธุรกิจที่ท้าทาย สามารถใส่ศักยภาพความสามารถของเราได้เต็มที่ เราเป็นเจ้าของธุรกิจและเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทแม่ บวกกับรายได้แบบไม่มีจำกัด ซึ่งมันแตกต่างจากการทำงานประจำที่ต้องมีคนมาคอยกำหนดให้ทำ และในบางครั้งแม้จะทำดีแค่ไหนแต่ถ้าเจ้านายไม่ชอบสิ่งที่ทำก็ไร้ค่า แต่ธุรกิจเครือข่ายยิ่งเราทำมากแค่ไหนเรายิ่งได้มากเท่านั้นไม่มีใครมาคอยกำหนดและเมื่อทำสำเร็จยิ่งทำให้ภาคภูมิใจเพราะเราทำมันด้วยความสามารถของเราเอง


ทั้งนี้ การที่เลือกมาทำธุรกิจกับ SNatur สิ่งแรก คือ ประวัติความเป็นมาของ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เพราะชื่อนี้คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก และมีความมั่นคงเพราะเป็นบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ บวกกับตัวผู้บริหาร คือ คุณสนั่น อังอุบลกุล ที่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจอย่างมาก และในส่วนผู้บริหารที่ทาง SNatur โดยตรง ก็คือ คุณเศรษฐพงษ์ เหมินทคุณ ที่มีประสบการณ์บริหารธุรกิจเครือข่ายมาหลายสิบปี บวกกับทีมงานที่มีความเป็นมืออาชีพ ทำงานโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่มีการเมืองภายนอกภายใน และในส่วนของสินค้าเป็นสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันสามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


เรื่องแผนการตลาดเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เป็นที่น่าสนใจของ SNatur เป็นแผนการตลาดที่ทำได้และทำได้ง่าย จ่ายจริง ไม่มีโอเวอร์เปย์ และจุดขายก็คือโบนัสกองทุนจากยอดขายทั่วโลก คือโบนัสทั่วโลกจ่ายให้ระดับกลางๆ ไม่ต้องสูงมากซึ่งหลายๆ ที่ โบนัสตรงนี้ต้องสูงมากๆ และด้วยวัฒนธรรมแผนการตลาด สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการทำงานของคนในองค์กรการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่า หากทำธุรกิจที่นี่อย่างต่อเนื่อง 4 ปี จะสามารถแตะหลัก 5 ล้านต่อเดือนได้ ซึ่งจะเป็นได้จากการที่บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจเพียง 3 ปี แต่มีผู้ที่สำเร็จมีรายได้หลักล้านได้หลายรหัส


ส่วนวิธีการทำงานที่จะนำมาใช้ในการทำธุรกิจกับ SNatur คือ จะพยายามผลักดันสนับสนุนให้สมาชิกประสบความสำเร็จในขณะที่ตัวเองอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าก็ได้แต่ผู้ที่เราพามานั้นต้องประสบความสำเร็จให้ได้เสียก่อน และต้องประสบความสำเร็จให้มากที่สุด โดยจะเน้นการลงพื้นที่ ทำงานพื้นฐานอย่างจริงจังและไม่กลัวการเดินทาง ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนผมและทีมงานจะลงไปช่วยและสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายอยู่ 2 แบบ


1.เป้าหมายกลุ่ม คือ ต้องการให้กลุ่มมียอดขายในช่วง 3 เดือนนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท


2.เป้าหมายส่วนตัวต้องการที่จะเกษียณกับธุรกิจ SNatur


อย่าดูถูกความสามารถของตัวเอง และอย่าดูถูกความสามารถของคนรอบข้าง เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จก็ได้


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : "เป้าหมายใน SNatur คือ จะต้องเป็นบริษัทที่สามารถปลดเกษียณการทำงาน ภายใน 12 เดือน จะสร้างมนุษย์เงินล้าน ให้ได้ 10 รหัส" พลัฏฐ์ แสนธรรมวุฒิ







Capture (Mobile)


หากพูดถึงธุรกิจเครือข่ายหลายคนชอบคิดว่าเป็นสิ่งที่ยากทำไม่ได้ และหลายคนที่ได้ลองทำแต่ไม่ประสบความสำเร็จแล้วก็ล้มเลิกไป แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ พลัฏฐ์ แสนธรรมวุฒิ เขากลับยืนหยัดและอดทนจนประสบความสำเร็จ เขามีวิธีการทำงานหรือกลยุทธ์อย่างไรนั้นต้องลองฟังดู


ผมเริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจเครือข่ายเมื่อ 10 ที่แล้วกับบริษัทเครือข่ายแห่งหนึ่งในย่านถนนรัชดาฯ และที่ SNatur เป็นบริษัทเครือข่ายแห่งที่ 2 ที่ได้ร่วมงาน และการที่ตัดสินใจเลิกจากการทำงานประจำและมาทำธุรกิจเครือข่าย เพราะได้มองเห็นว่าธุรกิจนี้มีเสน่ห์ในตัวเอง คือมีอิสรภาพในการทำงาน มีไลฟ์สไตล์ชีวิตในแบบของตัวเอง เลือกทำได้โดยไม่ต้องมีใครมากำหนด แต่การอยู่ในธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไปหากมีความตั้งใจและอดทนรอ ผมใช้เวลาเพียง 2 ปี ประสบความสำเร็จมีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน


สำหรับหลักการที่ผมใช้ในการทำงานแล้วประสบความสำเร็จคือ ค้นหาและรักษา ค้นหาคือ การชวนคนเข้ามาและแสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นว่าเราจะช่วยเขายังไงให้ประสบความสำเร็จ และรักษาคือ เราทำหน้าที่ของเราโดยการช่วยทำให้เขาเกิดรายได้และสร้างให้เป็นผู้นำต่อไป และหัวใจหลักที่ใช้ในการทำงาน คือ ระบบและทีม โดยทีมของเราจะใช้ชื่อทีมว่า All For One Team การที่ยึด 2 สิ่งนี้ เพราะมองเห็นว่าทุกคนมีศักยภาพในการทำงานไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น จึงต้องพึ่งระบบและทีม ซึ่งทีมของเราจะใช้ระบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยจะเน้นปลูกฝังให้เป็นมืออาชีพ และสังคมแห่งการช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน


โดยระบบที่ทีมนำมาใช้ชื่อว่า All For One System จะแบ่งคอร์สการอบรมออกเป็น 3 พาร์ต คือ 1.เป็นคอร์สเปิดใจ กระบวนการทิ้งความกลัว และตัดสินใจสำเร็จ เปลี่ยนแนวคิด อบรม 2 วัน 1 คืน 2.สอนทักษะแนวทางว่าต้องทำธุรกิจอย่างไร การชักชวนคนเข้าร่วมธุรกิจ และจะทำให้สำเร็จง่ายอย่างไร ใช้เวลาอบรม 1 วัน และ 3.เป็นการเทรนเนอร์สร้างผู้นำจะคัดเฉพาะผู้นำที่เล็งเห็นว่ามีศักยภาพ เพื่อมาพัฒนาเป็นโค้ชต่อไป ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาร่วมธุรกิจหรือผู้ที่สนใจร่วมธุรกิจมั่นใจได้ว่า ทีมจะสามารถสร้างคุณให้ประสบความสำเร็จ และคำว่าสำเร็จในทีม คือ สามารถมีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน


การที่เลือกเข้ามาร่วมธุรกิจกับ SNatur เนื่องจากตัวผมเองและทีมได้มองเห็นถึงศักยภาพของบริษัทในการจะช่วยให้ผมและทีมงานประสบความสำเร็จและไปถึงเป้าหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนเรื่องของความมั่นคงที่เป็นบริษัทอยู่ในเครือศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ที่คนไทยรู้จักกันดี ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารงานที่กว้างไกล ทีมงานที่มาความชำนาญงานด้านเครือข่าย สินค้าที่มีความหลากหลายสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และแผนธุรกิจที่ดูแล้วว่าจะสามารถทำได้จริงไม่ยากเกินไปและเป็นแผนที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจใหม่


เป้าหมายใน SNatur คือ จะต้องเป็นบริษัทที่สามารถปลดเกษียณการทำงาน ภายใน 12 เดือน จะสร้างมนุษย์เงินล้าน ให้ได้ 10 รหัสและช่วยคนที่ชวนมาประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดด้วยระบบกับทีมที่เคยใช้มาแลจะนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเอสเนเจอร์


ทักษะ 10% ทัศนคติ 100% สายสัมพันธ์ 100% เราสำเร็จ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย เอสเนเจอร์ Snatur กับ เศรษฐพงษ์ เหมินทคุณ























ช่วงนี้ ใครเห็น คุณเศรษฐพงษ์ เหมินทคุณ หน้าบานไปนิด ก็ไม่ต้องอิจฉาปนสงสัย ไม่ใช่ว่าอ้วนขึ้น หรืออะไร เเต่ก็แหม... ตอนนี้ยอดขายในไทย กำลังโตวันโตคืน ตั้งเเต่ เอสเนเจอร์ หันมารุกไลน์เกษตร ยอดก็ไหลมาเทมา เเถมตลาดอินเตอร์ก็ไม่มีน้อยหน้า ได้ข่าวมาว่าที่พม่า แบรนด์ไทย อย่าง เอสเนเจอร์ กำลังได้รับความนิยม เเบบดังไม่หยุดฉุดไม่อยู่เลยล่ะเจ้าค่ะงานนี้ถ้าเฮียเศรษฐพงษ์ จะเผลอยิ้มหน้าบานไปบ้าง ก็ต้องเข้าใจล่ะค่ะว่ากำลังเเฮปปี้เวิร์กกิ้ง คริคริล


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : ศรีไทย ตั้งเงื่อน เอสเนเจอร์ปีไหนพันล.ปีนั้นปลดโซ่ตั้งเอกภาพ









เอสเนเจอร์ แบรนด์ขายตรงในเครือ บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จัดการประกาศรายรับปี 55 แตะ 400 ล้านบาท ฟันธงไม่เกิน 2 ปี ยอดขายทะลุพันล้าน ชี้หากยอดขายแตะพันล้าน ตัดโซ่ตั้งแบรนด์ขายตรงเป็นเอกเทศ ด้านแผนรับมือ AEC เตรียมปักธงเพิ่ม อีก 3 ประเทศอย่าง กัมพูชา, อินโดนีเซีย และเวียดนาม หลังเปิดพม่า กับ ลาว เรียบร้อย


สนั่น อังอุบลกุล ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้งธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ เอสเนเจอร์ เปิดเผย ว่า ตลอดเกือบ 49 ปีที่ผ่าน มา ธุรกิจของบริษัท ศรีไทยฯ ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจนก้าว สู่ความเป็นบริษัทมหาชน และ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ เมื่อปี พ.ศ.2534 โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 2,709 ล้านบาท และมียอดประมาณการรายได้ในปี 2555 กว่า 8,000 ล้านบาท ภายใต้การบริหารโดย คุณ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ


นอกจากธุรกิจพลาสติกและเมลามีน ดังกล่าว คุณสนั่น ให้ความสำคัญกับธุรกิจ เครือข่ายเอสเนเจอร์ไม่แพ้กัน ด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นเต็ม 100% ว่า เป็นธุรกิจ ที่มีทิศทางและอนาคตที่สดใส โดยเริ่มขยายจากธุรกิจขายตรงชั้นเดียวสู่ระบบการตลาดแบบเครือข่าย MLM (Multi Level Marketing) เปิดขึ้นเมื่อปี 2553 เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของกลุ่มสมาชิก เดิมและสรรหาสมาชิกใหม่ พร้อมมุ่งเน้นให้มีการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง และสามารถพัฒนาสมาชิกให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน สอดรับนโยบายการเปิด ตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ด้วย


ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ได้มีการสร้างพื้นฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งหลายๆ ด้าน เพื่อเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้


1.ด้านของบุคลากร โดยมีทีมบริหาร มืออาชีพที่มีหลักธรรมาภิบาล


2.ด้านความพร้อมของระบบการจ่ายผลประโยชน์ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ ของสมาชิกให้ถูกต้องและเป็นธรรมตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้


3.ด้านผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นนวัตกรรม มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม มีราคายุติธรรม


4.ด้านพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการขยายตลาด โดยมีการจัดสาขาพร้อมบริการ อยู่ทั่วประเทศกว่า 16 แห่ง พร้อมได้เปิดตลาดต่างประเทศอย่างพม่าและลาวเรียบร้อยแล้ว และจะทำการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งกัมพูชา, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนต่อไป


จนถึงขณะนี้ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ได้เริ่มเข้าสู่การรับรู้ในหมู่ผู้บริโภค ที่ไม่ใช่เฉพาะเพียงคนไทยเท่านั้น แต่รวมถึงตลาดอาเซียนที่เป็นตลาดใหญ่อย่างทีละเล็กทีละน้อย แต่เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ดังนั้น จึงต้องทำตลาดเชิงรุก เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้มากที่สุด มุ่งเน้น Core Business ที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อ สุขภาพ สินค้าในกลุ่มนวัตกรรมการเกษตร ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลิตภัณฑ์ อื่นๆ อันหลากหลายที่ผู้บริโภคหรือสมาชิก ได้เลือกใช้ ประธานใหญ่บริษัท กล่าว


โดยปัจจุบันเอสเนเจอร์ได้มียอดประมาณการรายได้ในปี 2555 ที่ 400 ล้าน บาท และจะทำให้เพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งคุณสนั่นได้วางเป้าหมายไว้ว่า หากยอดรายได้ของธุรกิจเครือ ข่ายเอสเนเจอร์ 1,000 ล้านบาทเมื่อใด ก็ จะทำการแยกตัวตั้งเป็นบริษัทเอกเทศ เพื่อสร้างสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ทีมบริหารเข้าถือหุ้นในธุรกิจ อันเป็นการสร้างความมั่นใจและมั่นคงให้กับทุกฝ่าย


ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เอสเนเจอร์เป็น ธุรกิจเครือข่ายไทยสู่ธุรกิจเครือข่ายสากล ที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จและความมั่นคงอย่างยั่งยืนของสมาชิก สมกับการก้าวย่างของ บมจ.ศรีไทยฯ ที่เน้น เรื่องความมั่นคงและก้าวสู่ความมั่งคั่งอย่าง แท้จริง อันจะครบวาระ 50 ปี ในปี 2556 นี้


อนึ่ง บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดย คุณสุมิตร เลิศสุมิตรกุล เริ่มแรกเป็น เพียงอุตสาหกรรมภายในครอบครัว ใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุตสาหกรรมศรีไทยพลาสติก ผลิตสินค้าประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น กะละมัง ถังน้ำ และของเล่นสำหรับเด็ก เป็นต้น ต่อมาได้ ขยายการผลิตสินค้าพลาสติก เพื่องานอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เมลามีนภายใต้เครื่องหมายการค้า ซุปเปอร์แวร์ (Superware) ตราสัญลักษณ์รูปนกเพนกวิน พร้อมมีการจัดจำหน่ายใน รูปแบบขายตรงชั้นเดียวหรือ Direct Sale จนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และยอมรับใน คุณภาพ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ กว่า 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์, ฮ่องกง, อินเดีย และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1366 ประจำวันที่ 5-8 มกราคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : เอสเนเจอร์ เร่งจัดทัพปีมะเส็ง วางหมากโต 40% ต่อไตรมาส








 


เอสเนเจอร์ ประกาศกร้าวปี 2556 วาดเป้าเติบโตไตรมาสละ 30-40% เผยปัจจัยหนุนจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ เน้นนวัตกรรม และ สินค้าที่ยังไม่มีมาก่อนในท้องตลาด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรที่จะ ปั้นให้เป็นสินค้าดาวเด่น รวมถึงการเร่งเพิ่มฐานตลาดในกลุ่มเจนวายมากขึ้น


เศรษฐพงษ์ เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการด้านธุรกิจเครือข่าย เอสเนเจอร์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการรุกตลาดปี 2556 เอสเนเจอร์วางเป้าการเติบโต 30-40% ทุกไตรมาส รวมทั้งวางแผนการเติบโตในตลาด ต่างประเทศ ทั้งประเทศพม่า และ สปป.ลาว ให้เติบโตอยู่ใน ระดับเดียวกันกับประเทศไทย ซึ่งปัจจัยที่จะสร้างการเติบโต ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น มาจากการเปิดตัวสินค้า ใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ เน้นสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีนวัตกรรม และเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างซึ่งมีจำหน่าย ที่เอสเนเจอร์เท่านั้น หรืออาจจะมีที่เอสเนเจอร์ที่เดียวในโลก และจะเร่งการขยายฐานตลาดด้วยการเพิ่มสินค้าในกลุ่ม Gen Y เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน เอสเนเจอร์มีแผนการเปิด สาขาเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของหุ้นส่วนธุรกิจ พร้อมผุดโครงการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการศูนย์เอสแมท- ทริกซ์ 1 ศูนย์ 1 อำเภอ ทั่วประเทศ เพื่อรุกตลาดผลิตภัณฑ์ ทางการเกษตร โครงการร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ ในการ ออกบัตรสมาชิกเอสเนเจอร์ซึ่งเป็นบัตรเอทีเอ็ม และบัตร เดบิต วีซ่า ในบัตรเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแผนการ จัดโปรโมชั่นท่องเที่ยว การจัดประชุมฝึกอบรมให้กับสมาชิก อย่างมีมาตรฐานและเป็นระบบ


สินค้าดาวเด่นในปี 2556 จะเน้นสินค้าในกลุ่ม นวัตกรรมการเกษตร รวมถึงสินค้าชุดถนอมผิวที่ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยค้นคว้ายักษ์ใหญ่ในเกาหลี และยังมีสินค้าที่คิดค้น โดยแพทย์แผนไทย บุณยพร ยี่มี เจาะกลุ่มผู้ชายในกลุ่ม นาโนเจล เกี่ยวกับความสวยงามเพื่อเจาะตลาด Gen Y อีกด้วย
นอกจากนี้ เอสเนเจอร์มีแผนการลงทุนขยายตลาด ในเฟสแรก 6 ประเทศ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย ขณะนี้เปิดไปแล้วที่ย่างกุ้ง ประเทศ พม่า และเวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งประเทศที่เหลือมีแผน จะเปิดแล้วเสร็จภายในอีก 3 ปี โดยเป้าหมายต้องการให้ แต่ละประเทศมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ประเทศไทย ทั้งนี้ เอสเนเจอร์ได้วางแนวทางในการสร้าง ความน่าเชื่อถือ ด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ นักธุรกิจที่ประกอบไปด้วย 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การตอกย้ำ การก่อตั้งธุรกิจเอสเนเจอร์ให้เป็นหน่วยงานหนึ่งของ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ให้ทุกคนเห็นว่า เอสเนเจอร์ใช้ชื่อเสียงของศรีไทยฯ ที่สั่งสมมาเกือบ 50 ปี เป็นประกัน 2.การใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกันกับศรีไทยฯ ในการขยายธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งเช่นการปรับปรุง สาขาของ ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ไดเร็กเซลส์ ให้มีส่วนบริการ ของธุรกิจเอสเนเจอร์


ขณะที่แผนตอกย้ำความแข็งแกร่งข้อที่ 3 คือ การ ใส่ข้อมูลของศรีไทยฯ และ สนั่น อังอุบลกุล ไว้ในการพูด อธิบายธุรกิจให้คนใหม่ฟัง โดยทุกๆ ครั้งที่มีการอธิบาย ธุรกิจเอสเนเจอร์ จะมีการกล่าวถึงภาพความแข็งแกร่งและ ชื่อเสียงของศรีไทยฯ 4.การจัดงานกิจกรรมหลายๆ ด้าน ของธุรกิจเอสเนเจอร์โดยใช้สถานที่ของศรีไทยฯ เช่น ห้อง ประชุมที่โรงงานศรีไทยฯ ถนนสุขสวัสดิ์ ห้องประชุมที่ โรงงานศรีไทยฯ ที่โคราช และ 5.การจัดกิจกรรมโดยใช้ สถานที่ซึ่งอยู่ในเครือข่ายครอบครัวคุณสนั่น เช่น การจัด งานเอสเนเจอร์ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ หรือที่ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ หัวหิน เป็นต้น


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่ 9 ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 215

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

"ศรีไทยฯ" เร่งเครื่องต่อยอดปักธงต่างแดน ลั่น!รายได้สิ้นปีแตะ8,000ล้านเกินเป้าหมาย


ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ออกตัวแรง!...ประกาศขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ทั้งผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก-เมลามีน พร้อมแย้มรายได้สิ้นปีนี้มีลุ้นแตะ 8,000 ล้านแน่...เผยเตรียมเร่งต่อยอดธุรกิจขยายอาณาเขตปักธงรบตลาดต่างประเทศ หวังหนุนรายได้ปี56 พุ่ง 9,000 ล้าน ระบุแบรนด์ขายตรง S Natur ยังคงเดินหน้าไม่ถอยทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ประมาณการรายได้รวมอยู่ในระดับ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าระดับเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 7,800 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมากจากดีมานด์ความต้องการ ใช้ในกลุ่มภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหาร และเครื่องดื่ม ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่ขยายตัวเพิ่มในอนาคต
ในปีนี้ยอดขายของบริษัทฯ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ระดับ 8,000 ล้านบาท จากเป้าเดิม 7,800 ล้านบาท เนื่องจากดีมานด์ความต้องการใช้ในกลุ่มภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจะเห็นได้จากในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯ มีความสามารถในการทำรายได้ไปแล้วกว่า 4,094 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้น บริษัทฯ จะมุ่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มในเวียดนาม และกลุ่ม AEC พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นสินค้าเพื่อรองรับธุรกิจ logistic อาทิ ลัง และพาเลทพลาสติก รวมถึงการเพิ่มสายการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่โรงงานโคราชเพิ่มเติม เพื่อขยายตลาดในภาคอีสาน, ลาว และกัมพูชา

การพิจารณารับคำสั่งซื้อสินค้านั้น บริษัทฯ จะคำนึงถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่เหมาะสม ต่อบริษัทฯ อย่างสูงสุด ขณะ เดียวกันบริษัทฯ มีแผนที่จะลดการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อเป็นการบริหารต้นทุนของบริษัท นายสนั่น กล่าว

ส่วนธุรกิจเมลามีนนั้น บริษัทฯ เพิ่มยอดการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งปีนี้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มจากปีก่อน 7% ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5% โดยมีแผนการเพิ่มโรงงานผลิตอีกหนึ่งแห่งในเวียดนาม

ในขณะที่ ธุรกิจซื้อมาขายไป ภายใต้แบรนด์ S Natur นั้น นายสนั่น กล่าวว่า บริษัทฯ ได้มีการทำการตลาด S Natur อย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ผ่านสาขา 16 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการขยายตลาดไปยัง เมียน มาร์ , ลาว และกัมพูชา และมีแผนการเปิดอีก 1 สาขาภายในปี 2556
บริษัทฯ มีแผนที่ขยายการลงทุน โดยตั้งแต่ปี 2555 บริษัทฯ ตั้งเป้าการลงทุนไว้ 900 ล้านบาท ขณะที่รายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และในปี 2556 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท ขณะที่การลงทุน 1,000 ล้านบาท โดยลงทุนในเครื่องจักรและแม่พิมพ์เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 บริษัทฯ จะก่อตั้งครบ 50 ปี ซึ่งจะทำการรีแบรนด์ดิ้ง และมีแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ของปี 2556-2558 โดยจะมุ่งเน้นในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต โดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับการลงทุนในอนาคต บริษัทฯ มีแผนจะขยายฐานการผลิตโดยสร้างโรงงานในอินเดีย อินโดนีเซียและเมียนมาร์ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่16 - 31 ตุลาคม 2555 ฉบับ330

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : ปั้นสินค้าเกษตรลงสนามครึ่งหลัง เอสเนเจอร์ ลุยยกระดับสมาชิก


เอสเนเจอร์ อัดแผนครึ่งปีหลัง ส่งสินค้าเกษตร เอส-แมททริกซ์ ต่อยอด ล่าสุดส่งสูตร 4 ครอบคลุม อาหารพืช พร้อมเดินหน้าจัด กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ชูแผน ยกระดับสมาชิกให้เกิดการซื้อซ้ำ หวังดันเป้าการเพิ่มสมาชิกใหม่ 3,000 คนต่อเดือน

บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผ้จู ดั การด้านธรุ กิจ เครือข่ายเอสเนเจอร์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในช่วงครึ่งแรกของ ปี เติบโตแบบไม่หวือหวา ขณะที่เอสเนเจอร์กลับมียอดขาย เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนก่อน หรือมีอัตราการเติบโต 25% จากปกติที่เติบโต 10-15% ต่อเดือน

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอสเนเจอร์เติบโต มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่าง ต่อเนื่อง และอีกหนึ่งปัจจัย คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สินค้าดาวเด่น The Star ออกสู่ตลาด กลุ่มนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร เอส-แมททริกซ์ อาหารพืช ออร์แกนิก ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และถือเป็นตัวหลักที่ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตเป็นอย่างสูง

สินค้าตัวนี้ เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความ ต้องการของประเทศไทย เพราะไทยเป็นแหล่งเกษตรกรรม อย่างที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่จะเลือกใช้ปุ๋ยเคมี และ เข้าใจว่าอาหารพืชที่สร้างการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ มากนั้น มาจากสาร N P K แท้จริงแล้วการเติบโตของพืชและ การให้ผลผลิตจากงานวิจัยพบว่า มาจากตัวคาร์บอน และ ผลิตภัณฑ์ เอส-แมททริกซ์ เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ได้อย่าง ครบถ้วน

ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เอสเนเจอร์ ได้ เปิดตัวสูตร 4 ซึ่งเป็นสูตรใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของ เกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งปัจจุบัน เอส-แมททริกซ์ มีด้วยกัน 3 สูตร ได้แก่ สูตร 1 ช่วยปรับสภาพดิน และ สิ่งแวดล้อม สูตร 2 ทดแทนปุ๋ย สูตร 3 ป้องกันโรคพืช และ เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และสูตร 4 ใช้ในการป้องกันแมลง คุมไม่ให้ไข่ของแมลงเจริญเติบโต ควบคุมแมลงไม่ให้ กินอาหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์เกษตรทั้งหมดเป็นสินค้าออร์แกนิก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ได้รับการตอบรับ ที่ดีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างยอดขาย ให้เติบโต คือกาแฟควบคุมน้ำหนัก เซเว่นเดย์ สลิม ที่ครอง ยอดขายเป็นอันดับ 1 มาหลายเดือนติดต่อกัน ซึ่งการทำ ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี จะเน้นรุกผลิตภัณฑ์เกษตรกลุ่ม The Star เพื่อเป็นการขยายธุรกิจ นอกจากนี้ จะมีการ เปิดตัวสินค้าใหม่ 2-3 รายการ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดูแลสุขภาพมาเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของธุรกิจ อีกด้วย

บัญชา กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ นักธุรกิจเอสเนเจอร์เตรียมแผนการทำธุรกิจด้วยการสร้าง รายได้ให้กับสมาชิกอย่างยั่งยืน และรักษาฐานสมาชิกให้ อยู่กับเอสเนเจอร์ให้นานที่สุด โดยจะเน้นยกระดับสมาชิก จากระดับ C Class สมาชิกที่เข้ามาทดลองใช้สินค้า ก้าวสู่ ระดับ S Class กลุ่มสมาชิกที่พร้อมในการเริ่มทำธุรกิจอย่าง จริงจัง

ขณะเดียวกัน เอสเนเจอร์ จะกระต้นุ ให้สมาชิกในกล่มุ S Class มียอดการสั่งซื้อทุกเดือนโดยจะมีการออก Program เพื่อให้สมาชิกมีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีโปรแกรม เฉพาะให้สมาชิกสามารถสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าทุกเดือน และ เมื่อถึงเวลาจะทำการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าถึงบ้าน ถือเป็น มิติใหม่ในการจำหน่ายสินค้า โดยที่สมาชิกไม่ต้องกังวลว่า จะไม่ได้รับสินค้า

อย่างไรก็ดี จากแผนดังกล่าว หลังจากที่ได้ทดลองทำ มาแล้วปรากฏว่าได้รับผลการตอบที่ดีจากสมาชิก จากปกติ ที่มีสมาชิกใหม่เข้ามาในระบบประมาณ 2,000 คนต่อเดือน เพิ่มเป็น 2,500 คนในเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา และ เอสเนเจอร์มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสมาชิกใหม่เข้า 3,000 คน ต่อเดือน นับจากนี้ไป

ที่ผ่านมาเอสเนเจอร์ ได้ปรับกลุ่มสินค้าใหม่ เพื่อ สานต่อแนวคิดการผลิตสินค้านวัตกรรม Greenovative โดยสินค้าที่ปรับแบ่งเป็น 7 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่ม เสริมอาหาร, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, กลุ่ม เครื่องมือเครื่องใช้เพื่อสุขภาพ, กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาและ เวชภัณฑ์, กลุ่มเพื่อความงาม, กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน, และกลุ่มสินค้าที่เพิ่งเปิดใหม่ ที่ถือเป็นตัวสร้างสีสัน และยอดขายสูงสุด คือ กลุ่มนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อ การเกษตร เพื่อสร้างความชัดเจนของสินค้ามากขึ้น บัญชา กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 205 วันที่ 16 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอสเนเจอร์ (SNatur) : ประมวลภาพงาน เอสเนเจอร์ บิสสิเนส คอนเฟอร์เร้นซ์(S Natur Business Conferrence,SBC)


ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ โดยบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) ได้จัดงาน SBC ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยา เมื่อวันที่ 21-22 ก.ค.55 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานบริษัท และคุณบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีการจับรางวัลแจกรถมิตซูบิชิ มิราจ ,ตั๋วเครื่องบินทริปท่องเที่ยว เอสเนเจอร์ อินโนเวทริป นิวซีแลนด์ สร้างความตื่นเต้นและประทับใจต่อผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คนเป็นอย่างมาก

ข่าวเอสเนเจอร์ (SNatur) : การเปิดตลาดขายตรง ณ ประเทศพม่า


ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศพม่า มีการเปลี่ยนแปลง มากมายในหลายแง่มุมของประเทศ ส่งผลให้ประเทศพม่า ได้เดินก้าวเข้าสู่อาณาประชาคมโลก และส่งผลให้ทางด้าน เศรษฐกิจของพม่าได้กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วงการธุรกิจทุกๆ แขนงได้มีการฟื้นตัวและปรับตัวขนานใหญ่ รับมือกับเม็ดเงินลงทุนจากผู้ลงทุนรายใหญ่ข้ามประเทศมากมาย

สำหรับวงการขายตรงหรือธุรกิจเครือข่ายในประเทศ พม่านั้น ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีธุรกิจที่ดำเนินอยู่แล้วเพียงไม่กี่ราย แต่การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างจำกัด ด้วยเงื่อนไขต่างๆ มากมายของรัฐบาลทหาร ณ เวลานั้น ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประเทศ พม่าก็กลาย เป็นประเทศเนื้อหอม มีกลุ่มธุรกิจเครือข่ายขายตรงรายใหญ่ หลายรายที่เข้าร่วมไปสร้างโอกาสและพัฒนาพม่าให้กลาย เป็นเสือตัวที่ 8 แห่งเอเชียตะวันตกเฉียงใต้

ในส่วนของธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์นั้น ได้มีการบุกเข้าไปทำตลาดพม่า ณ เมืองย่างกุ้งเมื่อต้นปี 2554 โดย ช่วงที่เริ่มบุกเบิกนั้น เกิดจากวิสัยทัศน์ของคุณสนั่น อัง-อุบลกุล ประธานกรรมการ บมจ. ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ที่ เล็งเห็นกระแสการเกิดกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จึงจำเป็นต้องเร่งมือเข้าไปกรุยทางก่อน ที่พม่าจะเปิดประเทศอย่างเต็มที่ และด้วยความที่มีสาย connection อยู่ทั่วโลกจึงได้มีพันธมิตรทางการค้า (Partnership) ที่เป็นมืออาชีพในการดำเนินการธุรกิจเครือข่าย ในประเทศพม่าได้อย่างสะดวกขึ้น และได้รับการตอบรับที่ดี จากนักธุรกิจชาวพม่าด้วย

ทั้งนี้ ในปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ในพม่าได้ เป็นธุรกิจเครือข่ายที่ติดในอันดับท็อปเทน โดยในปีแรกที่เปิดดำเนินธุรกิจ มียอดขายมากกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งถือว่า สูงมากในสถานการณ์ขณะนั้น ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเอสเนเจอร์ที่โดดเด่นและเป็นตัวผลักดันธุรกิจให้รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ เอสแมททริกซ์ (S-Matrix) นวัตกรรมสารอินทรีย์สำหรับพืช อันมีหลายสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรอันเป็นอาชีพหลักของชาวพม่าได้แก่ เอสแมททริกซ์ สูตร 1 เป็นนวัตกรรมสารอินทรีย์เสริมสำหรับพืช โดยเน้นปรับพืชและดินให้มีความสมดุล มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เอสแมททริกซ์ สูตร 2 เป็นนวัตกรรมสารอินทรีย์เข้มข้น ที่สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อย่างเห็นได้ชัด และเอสแมททริกซ์ สูตร 3 เป็นนวัตกรรม สารอินทรีย์พิเศษที่ช่วยยับยั้งโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เอสแมททริกซ์ทุกตัวมีความเป็นอินทรีย์ (Organic) 100% สร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม และนอกจาก นี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น เช่น กลุ่มครัวเรือน อย่างเหยือกปรับสภาพน้ำอัลคาไลน์ ไบเอเซร่า โดยเอสเนเจอร์ กลุ่มอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ และกลุ่มของใช้ส่วนตัวด้วย โดยมีอัตราการเจริญเติบโตของยอดขายตามกันอย่าง ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ยังคงมีกลยุทธ์ one code one world ดังนั้นไม่ว่าผู้สนใจจะเริ่มสมัครเป็น หุ้นส่วนธุรกิจที่ประเทศไหนมาก่อนก็ตาม แต่ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้ทั่วโลกภายใต้หนึ่งรหัสนั้น ทำให้โอกาสการ เจริญเติบโตของสายงานเป็นไปอย่างก้าวหน้าและต่อเนื่อง อย่างมั่นคง อันเป็นการตอบโจทย์ผู้ทำธุรกิจเครือข่ายและ เป็นแนวทางการรับมือกับการเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้อย่างสวยงาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง10-8-2012

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อั้นไม่ไหว! ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งอั้นไม่ไหว! ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง ขายตรง (MLM) พาเหรดขึ้นราคาสินค้า


 


แบรนด์ขายตรงครวญวัตถุดิบสินค้าขยับขึ้นราคาไม่หยุด บีบหลายบริษัทแบกภาระต้นทุนไม่ไหว ปรับราคาสินค้าขึ้นพรวด กิฟฟารีน ปรับขึ้น 10% ใน 10 รายการสินค้า แอมเวย์ ขอขึ้น 6% มิสทิน บอกขอทยอยปรับ ด้าน เอสเนเจอร์ ขอตรึงราคา หลังบริษัทแม่ ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ขึ้นราคาไปแล้ว เอมสตาร์ เพิ่มการผลิตกินกำไรน้อยลงเพื่อเรตติ้ง คังเซน-เคนโก นับถอยหลังจ่อปรับปลายปี


จากเดิมที่หลายบริษัทออกมาประกาศยอมแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าในท้องตลาด รวมถึงราคาวัตถุดิบสินค้าปรับราคาขึ้น จากเศรษฐกิจที่ผันผวน และอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ข้าวของปรับราคา มาวันนี้หลายบริษัทดูจะต้องยอมออกมายกธงขาว หลังต้องเลิกแบกภาระที่หนักอึ้ง จนต้องประกาศขึ้นราคาสินค้าบางรายการของบริษัท


> กิฟฟารีน-แอมเวย์-มิสทิน กอดคอขึ้นราคาสินค้า


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย ว่า บริษัทได้จัดโปรโมชั่นจำหน่ายจานดาวเทียมในราคาพิเศษแก่นักธุรกิจและสมาชิก สำหรับเป้า หมายในช่วง 1 ปีต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และในระยะยาวคาดว่าจะมีนักธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 10-20% ซึ่งหลังจากเปิดตัวไปได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับผลประกอบการปีนี้ตั้งเป้า โต 10-12% จากรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท แต่ต้องในกรณีที่ไม่มีน้ำท่วม ส่วนผลประกอบการ 5 เดือนเติบโต 10% พร้อมกันนี้ยังได้รองรับภาวะ น้ำท่วมด้วยการทุ่มงบทำกำแพงป้องกันน้ำท่วม สามารถรองรับปัญหาน้ำท่วม 90% ส่วนนิคมอุตสาหกรรมนวนครก็ได้สร้างกำแพงกันน้ำท่วมคืบหน้าไปแล้ว 40% คาดว่าเดือนสิงหาคมแล้วเสร็จ


พ.ญ.นลินีกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นไม่ถึง 10% จำนวน 10 รายการจากจำนวนสินค้าทั้งหมด 2,000 รายการ เพราะวัตถุดิบและแพ็กเกจจิ้งสูงขึ้น ส่วนปลายปีนี้จะเปิด ตัวสินค้าใหม่ช่วงเดือนกันยายน 7-10 รายการ ส่วนกรณี กสทช.จะออกมาควบคุมเกี่ยวกับเนื้อ หาการนำเสนอของโทรทัศน์ดาวเทียม เชื่อว่าจะ ส่งผลดีต่อผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง สำหรับกิฟฟารีนมีนโยบายการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องไม่เกินความเป็นจริงแก่ผู้บริโภคอยู่แล้ว ขณะที่การรวมตัวของกลุ่มขาย ตรงเพื่อเป็นสมาพันธ์ขายตรง ต้องมีการพิจารณาหรือหารือร่วมกัน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มธุรกิจขายตรงมีด้วยกัน 3 สมาคม


บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นแบรนด์ขาย ตรงเบอร์หนึ่งของประเทศ นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการของ บริษัทก็ได้ออกมายอมรับผ่านสื่อว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น


เพราะกว่า 4 ปีแล้วที่บริษัทคงราคาสินค้า ของบริษัทไว้ ทั้งๆ ที่ผ่านมา ต้นทุนในการ บริหารจัดการหลายอย่างของบริษัทก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัท ต้องปรับราคา สินค้าบางรายการขึ้นอีก 6% ซึ่งถึงแม้ราคาของสินค้าจะปรับตัวขึ้นก็ตาม ทางบริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่า สินค้าของบริษัทจะยังคงขายดีได้เช่นเดิม เนื่อง จากคุณภาพของสินค้านั่นเอง


นอกจากในส่วนของแอมเวย์ แล้ว ยังมีทางด้านของ มิสทิน โดย นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น อีกหนึ่งบริษัทที่มีการประกาศในส่วนของการปรับขึ้นราคาสินค้าแล้ว โดยต้นทุนวัตถุดิบของมิสทินคิดเป็นสัดส่วน 80% ต้นทุนค่าแรง 20% หลักๆ เป็นค่าแรงใน กลุ่มสกินแคร์และแป้งมีสัดส่วน 10% และต้นทุนค่าแรงกลุ่มเมกอัพมีสัดส่วนเฉลี่ย 7-9% กรณีการปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ต้นทุน ค่าแรงในกลุ่มสินค้าเมกอัพเพิ่มขึ้น 4-5% ส่วนต้นทุนค่าแรงในกลุ่มแป้งและสกินแคร์ เพิ่มขึ้น 6-7% ทำให้สินค้าใหม่ที่จะออกมาทำตลาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้ามีราคา ที่สูงขึ้น สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง สำหรับสินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดอยู่แล้ว บริษัทไม่มีแผนปรับขึ้นราคาภายในปีนี้ แต่จะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 2-5% โดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปครั้งละ 2% ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2556


> คังเซน-เคนโก จ่อปรับขึ้นตาม


ด้านนายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า คังเซนฯ จะมีการปรับราคาสินค้าเพื่อช่วยลดต้นทุน การผลิตที่สูงขึ้นหรือไม่นั้น บริษัทจะพิจารณา จากหลายๆ ปัจจัย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทางบริษัทต้องแบกรับกับต้นทุนในการจัดการ หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางลอจิสติกส์ จากอัตราราคาน้ำมันโลก ที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้ตนและผู้บริหารจึงกำลังพิจารณาดูภาพรวมของสินค้าว่าจะมีการปรับในกลุ่มไหนก่อน และในอัตราเท่าใด


> เอมสตาร์ ยอมกินกำไรน้อยผลิตให้มากแทน


ท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่ผ่านมาร่วม 6 เดือนของการทำธุรกิจประจำปีมังกรทองนี้ ทางบริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดี และเป็นไปตาม เป้ายอดขายที่บริษัทได้กำหนด ซึ่งนับเป็น เรื่องที่ดี เนื่องจากในปีนี้สถานการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งส่งผลดีต่อการทำธุรกิจ


โดยหากมองย้อนไปเมื่อช่วงปลายปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุมหาอุทกภัยเกิดขึ้นมานั้น โรงงานของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบอะไร ทำให้ยอดขายในปีนี้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องของการขึ้นราคาสินค้าที่หลายบริษัทเริ่มปรับขึ้นนั้น เอม สตาร์ยังไม่ได้มีแผนที่จะปรับราคาสินค้าขึ้นตาม ซึ่งถึง แม้สินค้าบางตัวจะมีวัตถุดิบที่ราคาขยับขึ้นก็ตาม แต่ทว่าบริษัทยังมีสินค้าชนิดอื่นที่ผลิตอยู่ และราคาต้นทุนยังเหมือนเดิม ทำ ให้บริษัทนำสินค้าเหล่านี้มาหักลบกับสินค้าที่มีวัตถุดิบที่ขยับตัวแพงขึ้น ซึ่งนำมาเฉลี่ยทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะขยับตัวสูงขึ้น


> เอสเนเจอร์ ยังตรึง หลังบริษัทแม่ปรับไปก่อน


นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และเจ้าของธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ เอสเนเจอร์ เผยว่า สำหรับการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ที่จะถึง ในปี 2558 นี้ นอกจากการพัฒนาคุณภาพ สินค้าแต่ละตัวให้ชัดเจนแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือด้านบุคลากร ซึ่งบริษัทจะต้องมีการพัฒนาทักษะ (skill) ของพนักงานให้เป็นผู้มีความรู้ ความ ชำนาญ อย่างแท้จริง โดยเฉพาะบุคลากร ในระดับ ผู้จัดการระดับกลางจนถึงระดับสูงให้รู้จักบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ


ส่วนประเด็นการขึ้นค่าแรงงานนั้น ประธานใหญ่ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ยอมรับว่า ในส่วนของบริษัท ต้องแบกค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านบาท/เดือน หรือ 200 ล้านบาท/ปี หลังจากที่มีการปรับค่าแรงงาน 300 บาท/วัน/คนทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุน ค่าแรงงานพุ่ง 40-45% บริษัทต้องปรับตัวโดยเน้นการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูง (High technology & Capital Intensive) อีกทั้งการพัฒนา automation process เพื่อลดและเลี่ยงการใช้แรงงานคน และเพิ่มผลผลิต (optimize productivity) นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีแผน ปรับเพิ่มราคาสินค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติก ประมาณ 5% สินค้าเมลามีนอีก 10% ภาย ในเดือนพฤษภาคม


สำหรับธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ (S Natur) นั้น ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด โดยปัจจุบัน S Natur มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 15 แห่ง และมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ คือ ลาว และพม่า และในปีนี้บริษัทจะเปิดสาขา เพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อสามารถรองรับกับความต้องการและใกล้ชิดกับผู้บริโภคในตลาด AEC ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1316 ประจำวันที่ 11-7-2012 ถึง13-7-2012

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ศรีไทย โดนนโยบายขึ้นค่าแรงจุก! จ่อปรับราคาสินค้า 5-10% ตรึงไว้แค่ เอสเนเจอร์ (SNATURE)


ศรีไทย ลั่นเป้าใหญ่ปี 55 ขอยอดแตะ 7,800 ล้านบาท กำไร 20% เดินเครื่องจักรเต็มสูบ จัดงบลงทุนทั้งปี 900 ล้านบาท เตรียมขยายฐานการผลิตอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ลาว และพม่า เพื่อสร้าง ความได้เปรียบหลังเปิดเสรีอาเซียน ยอมรับการปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลกระทบ กับบริษัท มิถุนายนนี้ เตรียมจ่อปรับขึ้นราคาสินค้าอีก 5-10% ส่วนแบรนด์ เอสเนเจอร์ ขายตรงในเครือ ยังขอคงราคาเดิม


นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจปี 2555 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายจะเติบโตขึ้นอีก 17% จากปี 2554 คือ ปีที่แล้วปิดยอดขาย 6,694 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,800 ล้านบาท และในปีนี้อาจมีอัตรากำไรสุทธิขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 19% พร้อมกันนี้บริษัทยังได้ตั้งงบการลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท เพื่อใช้เพิ่มกำลัง การผลิตและขยายโรงงานรวมทั้งการ เพิ่มสำนักงานสาขาทั้งในและต่างประเทศ


เป้าหมาย 7,800 ล้านในปีนี้ แบ่งเป็น ยอดขายจากผลิตภัณฑ์พลาสติก 4,800 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์เมลามีน 2,445 ล้านบาท และธุรกิจขายตรงเอสเนเจอร์อีก 555 ล้าน บาท ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความ พร้อมของบริษัท เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เกินฝัน และในปีนี้บริษัทได้มีการจัดงบ การลงทุนในด้านต่างๆ ไว้ประมาณ 900 ล้าน บาท โดยแบ่งออกเป็นการลงทุนในเครื่องจักร 350 ล้านบาท ลงทุนเกี่ยวกับแม่พิมพ์ 200 ล้านบาท และในด้านอื่นๆ อีก 350 ล้านบาท


ปัจจุบันศรีไทยซุปเปอร์แวร์มีโรงงานผลิตเมลามีนในประเทศอินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม โดยขณะนี้บริษัทได้ลงทุน 350 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรผลิต Closure และ Preform ที่จะทำการผลิตใน โรงงานของบริษัทในประเทศเวียดนาม และบริษัทกำลังศึกษาและเตรียมความพร้อม ในการลงทุนตั้งโรงงานผลิต Closure และ Preform ในลาวไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ ยังคาดว่าต่อไปอาจมีการขยายโรงงานผลิต เมลามีนไปที่ประเทศอินเดีย และพม่า เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในเมืองไทย ศรีไทยฯได้ตั้งบริษัทขึ้นมาอีกบริษัทคือ บริษัท โคราช ไทยเทค จำกัด (Korat ThaiTech Co.,Ltd.) ที่จะทำการผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนเพื่อรองรับการส่งออกเพียงอย่างเดียว โดยใช้งบ การลงทุนไปทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านบาท


ในด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food Packaging) บริษัทได้นำเทคโนโลยีใหม่ใน การทำฉลากติดบรรจุภัณฑ์ (IML) ที่มีลักษณะ เงาคล้ายโลหะ (Metallic) มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารประเภทพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) ถ้วย (Cup) รวมถึงภาชนะ ใส่ข้าวโพดคั่ว (Pop Corn Bucket) อันเป็น การเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่ และสวยงาม สำหรับบรรจุภัณฑ์ เครื่องดื่ม (Beverage Packaging) บริษัท มีนวัตกรรม และเทคโนโลยีในการผลิตฝาปิด ขวดน้ำขนาด 29/25 (Water Closure 29/25) โดยสามารถผลิตฝาปิดขวดน้ำได้เบา และเร็วที่สุดในโลก ซึ่งสามารถช่วยประหยัด พลังงาน ประหยัดวัตถุดิบ และลดมลพิษได้ เป็นอย่างมาก


โดยขณะนี้ บริษัทได้ผลิตฝาน้ำที่มีคุณสมบัติดังกล่าวให้แก่ขวดน้ำดื่มแบรนด์ น้ำทิพย์ ของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เป็นเพราะทั้ง 2 บริษัท มีนโยบายที่สอดคล้องกันในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คือ 3 save ของศรีไทยฯ ได้แก่ Save Material, Save Energy และ Save The World และแนวคิด น้ำทิพย์ คิดมาเพื่อโลก ด้วยขั้นตอน เลือก ดื่ม บิด ของไทยน้ำทิพย์ จึงเกิดเป็นน้ำทิพย์รูปแบบใหม่ในปัจจุบัน


นอกจากรูปแบบฝาที่ช่วยลดการใช้วัตถุดิบแล้ว บริษัทยังใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานและรักษา สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เครื่องจักรระบบ Electric ในการผลิตฝาและ Hylectric ใน การผลิต Preform ทำให้สามารถลดพลังงาน ในการผลิตได้มากกว่า 70% เมื่อเปรียบเทียบ กับการผลิตสินค้าอื่นๆ และการลดการใช้วัตถุดิบในครั้งนี้ เป็นเพียงบางส่วนของการ พัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่าง ยั่งยืน บริษัท ศรีไทยฯ ยังได้ดำเนินการอย่าง ต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณ Carbon Footprint การพัฒนาลำดับต่อไป คือ การใช้วัตถุดิบ Biobased Plastic มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตฝาปิดขวด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเริ่มพัฒนาแล้ว


นายสนั่นได้เปิดเผยต่อว่า สำหรับการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ที่จะถึงในปี 2558 นี้ นอกจากการพัฒนาคุณภาพสินค้าแต่ละตัวให้ชัดเจนแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือด้านบุคลากร ซึ่งบริษัทจะต้องมีการพัฒนาทักษะ (skill) ของพนักงานให้เป็นผู้มีความรู้ ความ ชำนาญอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบุคลากร ในระดับผู้จัดการระดับกลางจนถึงระดับสูงให้รู้จักบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ


ส่วนประเด็นการขึ้นค่าแรงงานนั้น ประธานใหญ่ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ยอมรับว่า ในส่วนของบริษัท ต้องแบกค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านบาท/เดือน หรือ 200 ล้านบาท/ปี หลังจากที่มีการปรับค่าแรงงาน 300 บาท/วัน/คนทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนค่าแรงงานพุ่ง 40-45% บริษัทต้องปรับตัวโดยเน้นการ ลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูง (High technology & Capital Intensive) อีกทั้งการพัฒนา automation process เพื่อ ลดและเลี่ยงการใช้แรงงานคน และเพิ่มผลผลิต (optimize productivity) นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีแผนปรับเพิ่มราคาสินค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติกประมาณ 5% สินค้าเมลามีนอีก 10% ภายในเดือนพฤษภาคม


สำหรับธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ (S Natur) นั้น ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยปัจจุบัน S Natur มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 15 แห่ง และมีตัวแทน จำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ คือ ลาว และพม่า และในปีนี้บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อ สามารถรองรับกับความต้องการและใกล้ชิด กับผู้บริโภคในตลาด AEC ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1306 ประจำวันที่ 6-6-2012 ถึง8-6-2012

‘ศรีไทย’ โดนนโยบายขึ้นค่าแรงจุก! จ่อปรับราคาสินค้า 5-10% ตรึงไว้แค่ ‘เอสเนเจอร์ (SNATURE)’


“ศรีไทย” ลั่นเป้าใหญ่ปี 55 ขอยอดแตะ 7,800 ล้านบาท กำไร 20% เดินเครื่องจักรเต็มสูบ จัดงบลงทุนทั้งปี 900 ล้านบาท เตรียมขยายฐานการผลิตอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ลาว และพม่า เพื่อสร้าง ความได้เปรียบหลังเปิดเสรีอาเซียน ยอมรับการปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลกระทบ กับบริษัท มิถุนายนนี้ เตรียมจ่อปรับขึ้นราคาสินค้าอีก 5-10% ส่วนแบรนด์ “เอสเนเจอร์” ขายตรงในเครือ ยังขอคงราคาเดิม


นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจปี 2555 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายจะเติบโตขึ้นอีก 17% จากปี 2554 คือ ปีที่แล้วปิดยอดขาย 6,694 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,800 ล้านบาท และในปีนี้อาจมีอัตรากำไรสุทธิขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 19% พร้อมกันนี้บริษัทยังได้ตั้งงบการลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท เพื่อใช้เพิ่มกำลัง การผลิตและขยายโรงงานรวมทั้งการ เพิ่มสำนักงานสาขาทั้งในและต่างประเทศ


“เป้าหมาย 7,800 ล้านในปีนี้ แบ่งเป็น ยอดขายจากผลิตภัณฑ์พลาสติก 4,800 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์เมลามีน 2,445 ล้านบาท และธุรกิจขายตรงเอสเนเจอร์อีก 555 ล้าน บาท ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความ พร้อมของบริษัท เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เกินฝัน และในปีนี้บริษัทได้มีการจัดงบ การลงทุนในด้านต่างๆ ไว้ประมาณ 900 ล้าน บาท โดยแบ่งออกเป็นการลงทุนในเครื่องจักร 350 ล้านบาท ลงทุนเกี่ยวกับแม่พิมพ์ 200 ล้านบาท และในด้านอื่นๆ อีก 350 ล้านบาท”


ปัจจุบันศรีไทยซุปเปอร์แวร์มีโรงงานผลิตเมลามีนในประเทศอินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม โดยขณะนี้บริษัทได้ลงทุน 350 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรผลิต Closure และ Preform ที่จะทำการผลิตใน โรงงานของบริษัทในประเทศเวียดนาม และบริษัทกำลังศึกษาและเตรียมความพร้อม ในการลงทุนตั้งโรงงานผลิต Closure และ Preform ในลาวไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ ยังคาดว่าต่อไปอาจมีการขยายโรงงานผลิต เมลามีนไปที่ประเทศอินเดีย และพม่า เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในเมืองไทย ศรีไทยฯได้ตั้งบริษัทขึ้นมาอีกบริษัทคือ บริษัท โคราช ไทยเทค จำกัด (Korat ThaiTech Co.,Ltd.) ที่จะทำการผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนเพื่อรองรับการส่งออกเพียงอย่างเดียว โดยใช้งบ การลงทุนไปทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านบาท


ในด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food Packaging) บริษัทได้นำเทคโนโลยีใหม่ใน การทำฉลากติดบรรจุภัณฑ์ (IML) ที่มีลักษณะ เงาคล้ายโลหะ (Metallic) มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารประเภทพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) ถ้วย (Cup) รวมถึงภาชนะ ใส่ข้าวโพดคั่ว (Pop Corn Bucket) อันเป็น การเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่ และสวยงาม สำหรับบรรจุภัณฑ์ เครื่องดื่ม (Beverage Packaging) บริษัท มีนวัตกรรม และเทคโนโลยีในการผลิตฝาปิด ขวดน้ำขนาด 29/25 (Water Closure 29/25) โดยสามารถผลิตฝาปิดขวดน้ำได้เบา และเร็วที่สุดในโลก ซึ่งสามารถช่วยประหยัด พลังงาน ประหยัดวัตถุดิบ และลดมลพิษได้ เป็นอย่างมาก 


โดยขณะนี้ บริษัทได้ผลิตฝาน้ำที่มีคุณสมบัติดังกล่าวให้แก่ขวดน้ำดื่มแบรนด์ “น้ำทิพย์” ของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เป็นเพราะทั้ง 2 บริษัท มีนโยบายที่สอดคล้องกันในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คือ 3 save ของศรีไทยฯ ได้แก่ Save Material, Save Energy และ Save The World และแนวคิด “น้ำทิพย์ คิดมาเพื่อโลก” ด้วยขั้นตอน “เลือก ดื่ม บิด” ของไทยน้ำทิพย์ จึงเกิดเป็นน้ำทิพย์รูปแบบใหม่ในปัจจุบัน


“นอกจากรูปแบบฝาที่ช่วยลดการใช้วัตถุดิบแล้ว บริษัทยังใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานและรักษา สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เครื่องจักรระบบ Electric ในการผลิตฝาและ Hylectric ใน การผลิต Preform ทำให้สามารถลดพลังงาน ในการผลิตได้มากกว่า 70% เมื่อเปรียบเทียบ กับการผลิตสินค้าอื่นๆ และการลดการใช้วัตถุดิบในครั้งนี้ เป็นเพียงบางส่วนของการ พัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่าง ยั่งยืน บริษัท ศรีไทยฯ ยังได้ดำเนินการอย่าง ต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณ Carbon Footprint การพัฒนาลำดับต่อไป คือ การใช้วัตถุดิบ Biobased Plastic มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตฝาปิดขวด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเริ่มพัฒนาแล้ว”


นายสนั่นได้เปิดเผยต่อว่า สำหรับการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ที่จะถึงในปี 2558 นี้ นอกจากการพัฒนาคุณภาพสินค้าแต่ละตัวให้ชัดเจนแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือด้านบุคลากร ซึ่งบริษัทจะต้องมีการพัฒนาทักษะ (skill) ของพนักงานให้เป็นผู้มีความรู้ ความ ชำนาญอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบุคลากร ในระดับผู้จัดการระดับกลางจนถึงระดับสูงให้รู้จักบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ 


ส่วนประเด็นการขึ้นค่าแรงงานนั้น ประธานใหญ่ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ยอมรับว่า ในส่วนของบริษัท ต้องแบกค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านบาท/เดือน หรือ 200 ล้านบาท/ปี หลังจากที่มีการปรับค่าแรงงาน 300 บาท/วัน/คนทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนค่าแรงงานพุ่ง 40-45% บริษัทต้องปรับตัวโดยเน้นการ ลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูง (High technology & Capital Intensive) อีกทั้งการพัฒนา automation process เพื่อ ลดและเลี่ยงการใช้แรงงานคน และเพิ่มผลผลิต (optimize productivity) นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีแผนปรับเพิ่มราคาสินค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติกประมาณ 5% สินค้าเมลามีนอีก 10% ภายในเดือนพฤษภาคม


สำหรับธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ (S Natur) นั้น ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยปัจจุบัน S Natur มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 15 แห่ง และมีตัวแทน จำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ คือ ลาว และพม่า และในปีนี้บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อ สามารถรองรับกับความต้องการและใกล้ชิด กับผู้บริโภคในตลาด AEC ต่อไป


  ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1306 ประจำวันที่ 6-6-2012  ถึง 8-6-2012

‘ศรีไทย’ โดนนโยบายขึ้นค่าแรงจุก! จ่อปรับราคาสินค้า 5-10% ตรึงไว้แค่ ‘เอสเนเจอร์ (SNATURE)’


“ศรีไทย” ลั่นเป้าใหญ่ปี 55 ขอยอดแตะ 7,800 ล้านบาท กำไร 20% เดินเครื่องจักรเต็มสูบ จัดงบลงทุนทั้งปี 900 ล้านบาท เตรียมขยายฐานการผลิตอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ลาว และพม่า เพื่อสร้าง ความได้เปรียบหลังเปิดเสรีอาเซียน ยอมรับการปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลกระทบ กับบริษัท มิถุนายนนี้ เตรียมจ่อปรับขึ้นราคาสินค้าอีก 5-10% ส่วนแบรนด์ “เอสเนเจอร์” ขายตรงในเครือ ยังขอคงราคาเดิม


นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจปี 2555 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายจะเติบโตขึ้นอีก 17% จากปี 2554 คือ ปีที่แล้วปิดยอดขาย 6,694 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,800 ล้านบาท และในปีนี้อาจมีอัตรากำไรสุทธิขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 19% พร้อมกันนี้บริษัทยังได้ตั้งงบการลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท เพื่อใช้เพิ่มกำลัง การผลิตและขยายโรงงานรวมทั้งการ เพิ่มสำนักงานสาขาทั้งในและต่างประเทศ


“เป้าหมาย 7,800 ล้านในปีนี้ แบ่งเป็น ยอดขายจากผลิตภัณฑ์พลาสติก 4,800 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์เมลามีน 2,445 ล้านบาท และธุรกิจขายตรงเอสเนเจอร์อีก 555 ล้าน บาท ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความ พร้อมของบริษัท เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เกินฝัน และในปีนี้บริษัทได้มีการจัดงบ การลงทุนในด้านต่างๆ ไว้ประมาณ 900 ล้าน บาท โดยแบ่งออกเป็นการลงทุนในเครื่องจักร 350 ล้านบาท ลงทุนเกี่ยวกับแม่พิมพ์ 200 ล้านบาท และในด้านอื่นๆ อีก 350 ล้านบาท”


ปัจจุบันศรีไทยซุปเปอร์แวร์มีโรงงานผลิตเมลามีนในประเทศอินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม โดยขณะนี้บริษัทได้ลงทุน 350 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรผลิต Closure และ Preform ที่จะทำการผลิตใน โรงงานของบริษัทในประเทศเวียดนาม และบริษัทกำลังศึกษาและเตรียมความพร้อม ในการลงทุนตั้งโรงงานผลิต Closure และ Preform ในลาวไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ ยังคาดว่าต่อไปอาจมีการขยายโรงงานผลิต เมลามีนไปที่ประเทศอินเดีย และพม่า เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในเมืองไทย ศรีไทยฯได้ตั้งบริษัทขึ้นมาอีกบริษัทคือ บริษัท โคราช ไทยเทค จำกัด (Korat ThaiTech Co.,Ltd.) ที่จะทำการผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนเพื่อรองรับการส่งออกเพียงอย่างเดียว โดยใช้งบ การลงทุนไปทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านบาท


ในด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food Packaging) บริษัทได้นำเทคโนโลยีใหม่ใน การทำฉลากติดบรรจุภัณฑ์ (IML) ที่มีลักษณะ เงาคล้ายโลหะ (Metallic) มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารประเภทพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) ถ้วย (Cup) รวมถึงภาชนะ ใส่ข้าวโพดคั่ว (Pop Corn Bucket) อันเป็น การเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่ และสวยงาม สำหรับบรรจุภัณฑ์ เครื่องดื่ม (Beverage Packaging) บริษัท มีนวัตกรรม และเทคโนโลยีในการผลิตฝาปิด ขวดน้ำขนาด 29/25 (Water Closure 29/25) โดยสามารถผลิตฝาปิดขวดน้ำได้เบา และเร็วที่สุดในโลก ซึ่งสามารถช่วยประหยัด พลังงาน ประหยัดวัตถุดิบ และลดมลพิษได้ เป็นอย่างมาก 


โดยขณะนี้ บริษัทได้ผลิตฝาน้ำที่มีคุณสมบัติดังกล่าวให้แก่ขวดน้ำดื่มแบรนด์ “น้ำทิพย์” ของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เป็นเพราะทั้ง 2 บริษัท มีนโยบายที่สอดคล้องกันในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คือ 3 save ของศรีไทยฯ ได้แก่ Save Material, Save Energy และ Save The World และแนวคิด “น้ำทิพย์ คิดมาเพื่อโลก” ด้วยขั้นตอน “เลือก ดื่ม บิด” ของไทยน้ำทิพย์ จึงเกิดเป็นน้ำทิพย์รูปแบบใหม่ในปัจจุบัน


“นอกจากรูปแบบฝาที่ช่วยลดการใช้วัตถุดิบแล้ว บริษัทยังใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานและรักษา สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เครื่องจักรระบบ Electric ในการผลิตฝาและ Hylectric ใน การผลิต Preform ทำให้สามารถลดพลังงาน ในการผลิตได้มากกว่า 70% เมื่อเปรียบเทียบ กับการผลิตสินค้าอื่นๆ และการลดการใช้วัตถุดิบในครั้งนี้ เป็นเพียงบางส่วนของการ พัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่าง ยั่งยืน บริษัท ศรีไทยฯ ยังได้ดำเนินการอย่าง ต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณ Carbon Footprint การพัฒนาลำดับต่อไป คือ การใช้วัตถุดิบ Biobased Plastic มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตฝาปิดขวด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเริ่มพัฒนาแล้ว”


นายสนั่นได้เปิดเผยต่อว่า สำหรับการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ที่จะถึงในปี 2558 นี้ นอกจากการพัฒนาคุณภาพสินค้าแต่ละตัวให้ชัดเจนแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือด้านบุคลากร ซึ่งบริษัทจะต้องมีการพัฒนาทักษะ (skill) ของพนักงานให้เป็นผู้มีความรู้ ความ ชำนาญอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบุคลากร ในระดับผู้จัดการระดับกลางจนถึงระดับสูงให้รู้จักบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ 


ส่วนประเด็นการขึ้นค่าแรงงานนั้น ประธานใหญ่ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ยอมรับว่า ในส่วนของบริษัท ต้องแบกค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านบาท/เดือน หรือ 200 ล้านบาท/ปี หลังจากที่มีการปรับค่าแรงงาน 300 บาท/วัน/คนทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนค่าแรงงานพุ่ง 40-45% บริษัทต้องปรับตัวโดยเน้นการ ลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูง (High technology & Capital Intensive) อีกทั้งการพัฒนา automation process เพื่อ ลดและเลี่ยงการใช้แรงงานคน และเพิ่มผลผลิต (optimize productivity) นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีแผนปรับเพิ่มราคาสินค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติกประมาณ 5% สินค้าเมลามีนอีก 10% ภายในเดือนพฤษภาคม


สำหรับธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ (S Natur) นั้น ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยปัจจุบัน S Natur มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 15 แห่ง และมีตัวแทน จำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ คือ ลาว และพม่า และในปีนี้บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อ สามารถรองรับกับความต้องการและใกล้ชิด กับผู้บริโภคในตลาด AEC ต่อไป


  ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1306 ประจำวันที่ 6-6-2012  ถึง 8-6-2012

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

เอสเนเจอร์ มาวินยอดปี 54 พุ่ง 165 เปอร์เซ็นต์ ชูธง BIG CHANGE, BIG SUCCESS รับปีมังกรทอง สู่เป้า 460 ล้านบาท



กรุงเทพฯ--1 ก.พ.--BRAINASIA COMMUNICATION
เอสเนเจอร์ มาวินยอดปี 54 พุ่ง 165 เปอร์เซ็นต์ ชูธง BIG CHANGE, BIG SUCCESS รับปีมังกรทองสู่เป้า 460 ล้านบาท รุกตลาดแบรนด์ท้อปทรีในเออีซี 4 ประเทศ

เอสเนเจอร์ (S NATUR) ธุรกิจเครือข่าย บ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เผยผลดำเนินงานปี 2554 ที่ผ่านมา ยอดขายทะลุเป้า 353 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 165 เปอร์เซ็นต์ ประกาศนโยบายรุกตลาดปีมังกรทอง 2012 ด้วย BIG CHANGE, BIG SUCCESS พลังขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน โดยมีนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการมาเป็นประธานเปิดตัวเอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ (S Natur Genomic Lab) ครั้งแรกพลิกโฉมวงการตลาดเครือข่ายของไทย ที่ก้าวไกลด้วยไฮเทคโนโลยีการตรวจสุขภาพระดับดีเอนเอ วางแผนให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำบลูพรินท์ หรือพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะรายเอาใจผู้รักสุขภาพ ตั้งเป้าสมาชิก 1 แสนรหัสในสิ้นปี 2555 แผนการลงทุนในการขยายธุรกิจและสาขาจากปัจจุบันจำนวน 15 แห่ง ปี 2012 เราจะเพิ่มสาขาในประเทศ คือ สาขาอุดรธานี และมีแผนที่จะเปิดในภาคใต้อีก 1 สาขา ส่วนในต่างประเทศนั้น ปัจจุบันเอสเนเจอร์ได้ร่วมทุนใน 2 ประเทศ คือพม่าและลาว จะขยายไปอีก 2 ประเทศ คือ กัมพูชา ในเดือน พฤษภาคม 2555 และอินโดนีเชีย ซึ่งมีประชากรกว่า 200 ล้านคน จะเปิดในเดือน ธันวาคม 2555, สำหรับประเทศจีน บ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) มีฐานโรงงานอยู่ที่นั่น ขณะนี้มีผู้สนใจติดต่อขอร่วมทุนในธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ คาดว่าหลังจากเอสเนเจอร์รุกตลาดเข้า AEC ครบทุกประเทศแล้ว ก็จะพิจารณาการลงทุนในจีนต่อไป



นายบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเครือข่าย เอสเนเจอร์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในวาระครบรอบ 3 ปี ของเอสเนเจอร์ (S Natur) เราประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง จากยอดขายเริ่มต้น 65 ล้านบาท ในปี 2552 พุ่งสูงขึ้นกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขาย 133 ล้านบาท ในปี 2553, และในปี 2554 ยอดขายก้าวกระโดดเป็น 353 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเป็นประวัติการณ์ ถึง 165 เปอร์เซ็นต์ โดยมียอดสมาชิกปีที่ผ่านมา 70,000 รหัส สำหรับเป้าหมายในปี 2555 เอสเนเจอร์ตั้งเป้าหมาย 460 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 400 ล้าน และเป้าตลาดเออีซีอีก 60 ล้านบาท เราตั้งเป้าหมายยอดสมาชิก 100,000 รหัส เอสเนเจอร์ ฉลองปีมังกรทอง ด้วยนโยบายการตลาด 2012 BIG CHANGE, BIG SUCCESS โดยมุ่งเป็น Top 3 Most Admired brand สร้างแบรนด์เอสเนเจอร์ให้ครองใจตลาดอาเซียน (AEC) ด้วยกลยุทธ์หลักชูความเป็น Greenovative นำผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมก้าวหน้าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการขายที่เป็น Most attractive promotion, โปรโมชั่นการท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ ต่างๆ งบประมาณสื่อสารการตลาด 50 ล้านบาทซึ่งจะสนับสนุนให้ผู้นำธุรกิจเอสเนเจอร์ทำงานบรรลุเป้าหมายได้ง่าย สามารถรีครูทคนใหม่และสร้างเครือข่ายที่เปี่ยมพลังยิ่งขึ้น ภายใต้ระบบการบริหารจัดการธุรกิจขายตรงของเอสเนเจอร์ที่เรียกว่า One Code, One World ที่เราพัฒนาขึ้น ทำให้ผู้นำธุรกิจของเอสเนเจอร์สามารถขยายธุรกิจของตนไปในนานาประเทศของ AEC โดยสามารถนับรวมผลงานและเชื่อมโยงกันได้ เป็นการรองรับตลาด AEC ที่รวมฐานตลาดและการผลิตเป็นตลาดเดียวกันด้วยประชากร 600 ล้านคน นับเป็นสิ่งจูงใจและท้าทายผู้นำธุรกิจเครือข่ายของเอสเนเจอร์อย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ในการบุกตลาดต่างประเทศเราได้ทำการวิจัยธุรกิจ (Business Research) ว่ามีพฤติกรรมการบริโภคเป็นอย่างไร มีความต้องการสินค้าในรูปแบบใดบ้าง อย่างเช่น ในประเทศพม่านั้นเราได้ศึกษาวิจัยอย่างละเอียดแล้วว่า ประเทศพม่านั้นมีการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก เราจึงได้นำผลิตภัณฑ์เอสแมทริกซ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับพืช ทำให้พืชโตเร็ว ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งทำให้นักธุรกิจเอสเนเจอร์ในพม่านั้นมีความได้เปรียบทางธุรกิจและประสบความสำเร็จมากกว่าค่ายอื่น ๆ ที่เข้าไปเปิดตลาด นอกจากนี้เรายังได้ผลิตนิตยสาร S MAG เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ช่วยสนับสนุนการขายให้กับนักธุรกิจเอสเนเจอร์ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้”

เภสัชกร ยอดชาย ตั้งใจดีบริสุทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เอสเนเจอร์ มี 6 กลุ่มสินค้า ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ทำรายได้สูงสุดคิดเป็นสัดส่วนของยอดขายรวมตามลำดับ คือ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Health Care Products) เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโอไรซ์,เอสเนเจอร์ ไดแนมมิค พลัส,ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยินตัน เป็นต้น คิดเป็น 65 % ของยอดขายรวม 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skin Care Products) ภายใต้แบรนด์เอเดนเต้ (EDENTEE) คือ เอเดนเต้ไวท์ ยูนิเวิร์ส และ เอเดนเต้ ฟอร์เอฟเวอร์ ยัง คิดเป็น 17 % 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (Personal Care Products) คิดเป็น 10 % คือ ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำและครีมทาผิวแมงโกสทานา ,ยาสีฟันไวท์แอนด์เฟรชและน้ำยาบ้วนปากไมล์ดแอนด์เฟรช เป็นต้น, 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน (Home Care Products) 8 % คือ ผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกโซพาวเวอร์ ,ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มโซ ซอฟท์และผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานโซคลีน

สำหรับในปี 2555 เราได้เพิ่มอีก 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ 5.กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม (Inno Product) ได้แก่ ชุดชั้นในปรับสรีระ S-curve Nasara by S Natur และ Magnetic Pen ซึ่งเป็นปากกากดจุดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และยังมีผลิตภัณฑ์เหยือกกรองน้ำอัลคาไลน์ต้านอนุมูลอิสระ BIOCERA by S Natur ซึ่งนำเข้าจากประเทศเยอรมันนี นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ 6.กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร (Agricultural Product) คือ เอสแมทริกซ์ ซึ่งเป็นอาหารเสริมสำหรับพืช และยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่จะวางตลาดต่อเนื่องตลอดปี 2555

เมื่อกล่าวถึงช่องทางการจัดจำหน่ายของเอสเนเจอร์(S Natur) สมาชิกสามารถใช้บริการได้จาก 15 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ สาขารัชดาภิเษก,หนองแขม,สุขสวัสดิ์,รังสิต,สุพรรณบุรี,พิษณุโลก,ลพบุรี,นครราชสีมา,ขอนแก่น,หาดใหญ่,สุราษฏร์ธานี,ชลบุรี,สกลนคร,ร้อยเอ็ด,เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีบริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.snatur.com เพิ่มความสะดวกแก่คนทำงานและคนรุ่นใหม่”

อาจารย์ศุภชัย จารุสมบูรณ์ ผู้อำนวยการเอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ กล่าวว่า “ด้วยพลังสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งของเอสเนเจอร์ (S Natur) และปณิธานในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยคุณภาพมาตรฐาน ,ความเอาใจใส่ต่อลูกค้าและการแบ่งปันสู่สังคมเพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เป็น เมืองไทยสุขภาพดี (Healthty Thailand) ทางเอสเนเจอร์ได้ลงทุน เปิดเอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ (S Natur Genomic Lab) มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกของวงการธุรกิจเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ที่สำนักงานเอสเนเจอร์ สาขารัชดาภิเษก เป็นศูนย์บริการตรวจสุขภาพครบวงจร โดยผู้เชี่ยวชาญ (Health Coach) ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีการตรวจสุขภาพลงลึกในระดับดีเอนเอ (DNA) และการตรวจสุขภาพทั่วไป พร้อมทำบลูปริ้นท์สุขภาพ และ Health Plan เป็นรายบุคคล

เอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ ครบครันด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ เราสามารถตรวจหาร่องรอยก่อนโรคร้ายจะมาเยือนด้วยอุปกรณ์การแพทย์ที่ก้าวล้ำ เช่น ตรวจภูมิแพ้อาหารแอบแฝง (IGG) เพื่อหาความผิดปกติ ของระบบย่อยอาหารและภาวะโภชนาการ หรือความผิดปกติของร่างกายด้วยการเจาะเลือดเพียงปลายนิ้วมือ สามารถรู้ภาวะการแพ้อาหารถึง 221 อย่าง เน้นการให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคร้ายจากการดำรงชีวิตที่ผิดวิธี ค้นหาปัจจัยเสี่ยง และแนวทางป้องกันโรคจากต้นเหตุ ด้วยโปรแกรมเฉพาะบุคคล เอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ เน้นการดูแลสุขภาพเชิงรุก “รู้ก่อนป่วย กันก่อนเป็นโรค”

นายบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเครือข่าย กล่าวว่า “แนวโน้มปี 2012 ของตลาดธุรกิจเครือข่าย (Multi-Level Marketing,MLM) ขณะนี้นั้นมีการแข่งขันอย่างดุเดือด เนื่องจากมี MLM หลายค่ายจากต่างประเทศเข้ามาบุกตลาด แต่เอสเนเจอร์เราก็มีความพร้อมในการที่จะนำพานักธุรกิจเอสเนเจอร์ให้ก้าวสู่ระดับโลกได้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งเตรียมขยายตลาดในประเทศกลุ่ม AEC ให้ครบทุกประเทศ”

www.snatur.com
BRAINASIA COMMUNICATION CO.,LTD.
โทร: 02-911-3282 (Auto 5 Lines) Fax : 02-911-3208 Email : brainasia@hotmail.com

นาซาร่า ผนึกความร่วมมือกับ ธุรกิจขายตรง เอสเนเจอร์ ขยายฐานตลาดธุรกิจชุดปรับสรีระผู้หญิง



เติบโตอย่างรวดเร็วสำหรับชุดปรับสรีระผู้หญิงสัญชาติไทยแบรนด์ นาซาร่า โดยฝีมือผู้บริหารสาวเก่ง นัสสรา หงษ์ร่อน ล่าสุดผนึกกำลังกับธุรกิจขายตรง เอสเนเจอร์ ภายใต้การบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์จำกัด (มหาชน) เพื่อรองรับและขยายฐานลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น และในอนาคตเตรียมดัน แบรนด์นาซาร่าสู่อันดับ 1 ชุดปรับสรีระที่ผู้หญิงเลือกใช้มากที่สุดในเมืองไทย

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานาซาร่า ได้ฤกษ์เปิดตัวให้นักธุรกิจเอสเนเจอร์ได้รู้จักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ หอประชุมมหิศร รัชโยธิน ภายในงานมีนักแสดงสาวมากความสามารถ แก้ว อภิรดี ภวภูตานนท์ ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนาซาร่ามาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ มาแชร์ประสบการณ์ความประทับใจที่มีต่อนาซาร่า นอกจากนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ผู้บริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์จำกัด (มหาชน)และ ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ ยังให้เกียรติมาเยี่ยมชมบูทนาซาร่าและถ่ายรูปร่วมกันกับคุณนัสสรา หงส์ร่อน พร้อมด้วย ลูกค้าของนาซาร่า อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘ขายตรง’ส่งสัญญาณเดือดระลอกใหม่ หน้าใหม่อัดยาแรง...ขาใหญ่ปรับแผนป้องสมาชิก



ศึกชิงความยิ่งใหญ่ ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ส่งสัญญาณเดือดรอบใหม่...ค่ายใหญ่เคาะระฆัง เดินเกมเพิ่มรายได้จูงใจสมาชิกใหม่ตั้งแต่ไก่โห่ หลังขายตรงหน้าใหม่เล่นแรง แย่งสมาชิกไปอยู่ในอ้อมกอดได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ...“แอมเวย์” นำร่อง ปรับผลตอบแทนอีกรอบ หวังดึงสมาชิกไม่ให้ปัน ใจหนีไปค่ายอื่น แถมมุ่งรุกตลาดผ่านนโซเชียลเน็ตเวิร์ค หวังเป็นส่วนช่วยลดคอร์สสมาชิกในการขยายฐานลูกค้า...ด้าน “กิฟฟารีน” ไม่น้อยหน้า กางตำราเพิ่มอินเทนซีฟ 2 เท่า พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เอาใจสมาชิกตลอดทั้งปี...ส่วน “คังเซน-มิสทีน-เอสเนเจอร์” งัดลูกเล่นใหม่สารพัด หลังโดนขายตรงหน้าใหม่ รุกประชิดติดหน้าประตูบ้าน...ชี้! เกมการแข่งขันเปลี่ยนทิศ การปรับแผนอาจไม่สามารถดึงสมาชิกให้อยู่ได้ เหตุ! หลายค่ายอัดยาแรง ผลิตอาวุธใส่มือสมาชิก ตะลุยหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น
สมรภูมิช่วงชิงพื้นที่ความยิ่งใหญ่ในตลาดเครือข่ายขายตรงเริ่มคึกคัก หลังมีสัญญาณหลายค่ายเริ่มปรับทัพ รับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือด ในเกมชิงจ้าวยุทธภพขายตรงในปีนี้ ซึ่งว่ากันว่า จะเป็นปีแห่งการชิงไหวชิงพริบ เปิดศึกสงครามฉะกันอย่างเมามันส์ เพื่อสอดรับกับตลาดที่มีอัตราการเติบโตพุ่งสูงขึ้น
เกมเดือดในอุตสาหกรรมขายตรงร้อนระอุขึ้น ภายหลังค่ายเครือข่ายขายตรงหลายแห่งโดยเฉพาะค่ายขายตรงระดับกลางลงล่าง หรือแม้กระทั่งน้องใหม่ “เปลี่ยนวิถีกระสุน” เปิดศึกรุกหนักด้านสื่ออย่างเต็มกำลังพร้อมสรรหายุทธวิธีต่างๆ เข้ามากระตุกต่อมอยากผู้บริโภคทำให้เกิดวงจรตลาดแบบใหม่ขึ้นในวงการขายตรง จากที่เคยเดินหาลูกค้า แต่วันนี้ลูกค้าเดินเข้าหาเพื่อเสนอตัวขอร่วมทำธุรกิจ...!!!
การเปิดเกมรุกหนักของค่ายขายตรงหลายแห่งที่ “ใจถึง” กล้าทุ่มเม็ดเงิน เพื่อขยายฐาน และเป็นเครื่องมือช่วยนำร่องให้สมาชิกสามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น กลายเป็น “หอกข้างแคร่” ทำให้ขายตรงค่ายใหญ่หลายแห่ง ต้องพลิกเกมใหม่ “ร่ายมนต์ดำ” ขึ้นมาดึงดูดใจลูกค้า เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของคู่แข่งที่กำลังสำแดงฤทธิ์เดชอยู่ ณ เวลานี้

“แอมเวย์”ปรับแผนอีกรอบ
ดึงสมาชิกยุคการแข่งขันเดือด
รายงานความเคลื่อนไหวของตลาดขายตรงล่าสุดพบว่าบนเฟซบุ๊คของ บริษัท แอมเวย์(ประเทศไทย) ได้โพสต์ข้อความว่า “ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์จะเริ่มใช้อัตราการจ่ายผลตอบแทนใหม่ (Profitability Index หรือ PI) ซึ่งเป็นการปรับดัชนีผลตอบแทนนักธุรกิจแอมเวย์ใหม่จาก 1:2.75 เป็น 2.87 (จำนวนคะแนน : ผลตอบแทนที่จะได้รับ) ซึ่งจะทำให้สมาชิกได้รับผลตอบแทน เพิ่มขึ้น หลังจากปรับครั้งล่าสุดไปเมื่อ ปี 2552”
นายกิจธวัช ฤทธีราวีกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การปรับดังกล่าวเป็นการปรับให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพเพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างกำลังใจให้กับนักธุรกิจที่มีความทุ่มเทในการทำงาน ก็จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น นอกจาก การปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนแล้ว ทางบริษัทฯ ยังร่วมมีแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดตลอดทั้งปี และกิจกรรมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยปีนี้จะมีการนำแผนกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้อย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันผู้บริโภคมีการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทุกๆ วัน จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก 2.1 พันล้านคน หรือ30.4% ของประชากรทั่วโลก ณ วันนี้คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับกิจกรรมออนไลน์ และจะดำเนินธุรกิจผ่านเว็บไซต์เป็นหลัก สำหรับประเทศไทยนั้นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีสัดส่วน 34% ของประชากรทั่วประเทศ ใน ขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นกิจกรรมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ เนื่องจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ชอบความสะดวกสบายและรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นกับทุกธุรกิจ รวมถึงธุรกิจขายตรงที่ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในองค์กร หรือในเครือข่ายแบบ B2MicroB (Business to Micro Business) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสนับสนุนให้การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้ว
“แอมเวย์ประเทศไทยได้สนับสนุนให้นักธุรกิจแอมเวย์ใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนักธุรกิจแอมเวย์ที่ใช้อีเมล์อย่างแอ็คทีฟกว่า 34 % ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับการใช้อินเตอร์เน็ตของประชากรไทย มีนักธุรกิจที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (young Generations) อายุระหว่าง 18-34 ปี เป็นสัดส่วน 40% ของนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ และมียอดธุรกิจของกลุ่มนี้ประมาณ 30% ของยอดขายรวมของบริษัท ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้ ถือเป็นกลุ่มที่จะมีอิทธิพลเชิงการตลาดอย่างมาก ในอนาคตต่อไป 5-10 ปี ดังนั้นเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจแอมเวย์ และการก้าวสู่ทศวรรษใหม่อย่างยั่งยืนในฐานะธุรกิจขายตรงอันดับหนึ่งของประเทศ บริษัทจึงได้เตรียมกลยุทธ์สำหรับตอบโจทย์กระแสคนรุ่นใหม่ และดิจิตอลเทรนด์ในส่วนต่างๆ อย่างครบวงจร”
ทั้งนี้ แอมเวย์ได้แถลงถึงผลประกอบการปี 2554 ว่า ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขาย15,500 ล้านบาท เติบโต 8% ซึ่งเป็นผลมาจากทำตลาดที่สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพและใส่ใจรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น

ขายตรงหน้าใหม่เล่นแรง
ขาใหญ่ปรับทัพรับมือจ้าละหวั่น
นอกจากบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกแล้ว ยังมีบริษัทเครือข่ายขายตรงรายใหญ่อีกหลายค่าย ที่เตรียมแผนกลยุทธ์ออกมาเอาใจสมาชิกในแง่ของการจ่ายผลตอบแทน เนื่องจากปีที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก แต่ในแง่การเติบโตของสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระกลับมีไม่มาก ทำให้ตลาดมีการแข่งแย่งตัวสมาชิกค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายผลตอบแทนเพื่อจูงใจ เพื่อรีครูทสมาชิกทั้งที่เป็นคนที่เคยทำขายตรงมาก่อน หรือคนที่ยังไม่เคยทำขายตรง และมีกลุ่มนักศึกษาจบใหม่หรือคนรุ่นใหม่เป็นเป้าหมาย ซึ่งการตลาดของเครือข่ายขายตรงระดับกลางถึงล่างในปัจจุบันสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายโดยใช้สื่อต่างๆ ในการนำเสนอ และชูแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ง่าย
นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยอมรับว่า บริษัทฯ มีแผนจัดแคมเปญออกมาเป็นระยะๆ ทั้งในแง่ของสินค้า บริการคุณภาพการอบรม รวมถึงโปรโมชั่นท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเพิ่มสิทธิประโยชน์บัตรสมาชิก อาทิ การใช้คะแนนสะสมสำหรับซื้อสินค้าใน ราคาพิเศษ เป็นต้น คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมาชิกเดิมและสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ธุรกิจขายตรง ปี 2555 ยังมีแนวโน้มเป็นบวก เนื่องจากจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการรายได้เสริม เชื่อว่าภาพรวมสิ้นปีนี้จะเติบโตได้ 10% หลังจากปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และเศรษฐกิจ ทำให้เติบโตเพียง 5-7% หรือมีมูลค่า 65,000 ล้านบาท
ด้านภาพการแข่งขันมีแนวโน้มว่าทุกค่ายจะหันมาเร่งสร้างยอดขายตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากความไม่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีอะไรเข้ามากระทบหรือไม่ ประกอบกับหลายๆ บริษัทอั้นการออกแคมเปญมาตั้งแต่ปลายปีเนื่องจากน้ำท่วม
ขณะที่แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีที่ผ่านมากิฟฟารีนปิดยอดขายที่ 5,488 ล้านบาท หรือเติบโต 11.7% ปีนี้ตั้งเป้าที่ 6,000 ล้านบาท โดยวางแผนรุกตลาดด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม และจะสร้างกระแสผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษกระตุ้นยอดตลอดทั้งปี
“ตั้งแต่ต้นปีบริษัทได้ปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนตามแผนยูนิ-เลเวลเป็น 1% จากเดิม 0.5% สำหรับผู้บริหารระดับสูง หรือพาราไดซ์ซึ่งมีอยู่กว่า 2,000 รหัส คาดว่าจะกระตุ้นสมาชิกระดับต้นๆ ให้มีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น ซึ่งกิฟฟารีนมีสมาชิก 6 ล้านรหัส ในจำนวนนี้เป็นนักธุรกิจประมาณ 5 แสนรหัส”
สำหรับธุรกิจขายตรงในปี 2555 นี้ จะยังเติบโตได้ดี เพราะความต้องการอาชีพเสริมจำนวนมาก ขณะที่ภาพลักษณ์ขายตรงก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น
ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท กิฟฟารีนฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10% และได้เตรียมงบตลาดไว้ที่ 60-90 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มทำการตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เพื่อรองรับการฉลองครบรอบ 16 ปี ในวันที่ 10 มีนาคม
โดยปีนี้มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ 210 รายการ ซึ่งในแง่การแข่งขันปีนี้น่าจะคึกคักขึ้น โดยกำลังวางแผนว่า ควรจะมีอินเทนซีฟพิเศษอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนแคมเปญได้รับการตอบรับดี ก็คงจะปรับให้ดีขึ้น การจัดกิจกรรมปีที่แล้วค่อนข้างถี่ ปีนี้ก็คงถี่เหมือนเดิม
ส่วนนายบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำ กัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทฯ ยังคงรุกตลาดอย่างเต็มที่ โดยเพิ่มแคมเปญทริปท่องเที่ยวพิเศษอีก 1 ทริป จากปกติจัด 2 ทริปต่อปี พร้อมปรับแผนอินเทนซีฟและเพิ่มการจ่ายผลตอบแทนให้กับนักธุรกิจระดับต้นๆ ให้ได้รับผลตอบแทนทั่วถึงขึ้น คาดว่าการจ่ายคอมมิชชั่นในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 5-10%
“ปรับเพื่อรองรับการแข่งขันจากรายใหม่ที่เข้ามา สมาชิกทำธุรกิจได้คล่องตัวและง่ายขึ้น จูงใจให้สมาชิกผู้บริโภคตัดสินใจเข้ามาเป็นนักธุรกิจ แทนการบริโภคอย่างเดียว รีครูทสมาชิกใหม่และกระตุ้นสมาชิกเดิมให้มีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง”
สำหรับการแข่งขันที่ดุเดือดในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของตลาดขายตรงในเมืองไทยยังเติบโตได้อีกมากทำให้มีรายใหม่ๆ สนใจที่จะกระโดดเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ก็จะมีอีกหลายบริษัททั้งบริษัทใหญ่ๆ ของต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ และขายตรงของคนไทย เข้ามาในตลาดอีกมากมาย
รายงานข่าวจากบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ มิสทีน เปิดเผยว่าหลังจากที่บริษัทฯ มีแคมเปญแจกทอง และได้รับการตอบรับจากสาวมิสทีนอย่างดี แต่ปีนี้การแข่งขันในการชิงลูกค้าดุเดือดมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนเป็นโครงการครอบครัวออมทรัพย์ ซึ่งสมาชิกจะได้รับเงินออมทรัพย์พิเศษ10,000 บาท เมื่อครบ 3 ปี และจะมีเงินปันผลจากเปอร์เซ็นต์การขายของสมาชิกแต่ละคนคาดว่าจะกระตุ้นสมาชิกใหม่ได้ 5-10% และสมาชิกเดิมรู้สึกว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคงและมีการซื้อต่อเนื่อง

เกมการแข่งขันเปลี่ยนทิศ
ผลิตอาวุธใส่มือสมาชิกล่าลูกค้า
การออกมาตื่นตัวปรับแผนการจ่ายผลตอบแทน และเพิ่มผลประโยชน์ในการจ่ายค่าคอมมิชชั่น หรือออฟชั่นต่างๆ ให้กับทางสมาชิก ดูเหมือนจะ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เนื่องจากปัจจุบันต้องยอมรับว่าการแข่งขันช่วงชิงพื้นที่ในธุรกิจขายตรงได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุเพราะผู้ประกอบการได้นำเครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาเป็นส่วนช่วยให้สมาชิกขยายตลาดได้ง่ายขึ้น แม้แผนการจ่ายผลตอบแทนจะไม่สวยหรู แต่หากสามารถขยายตลาดได้มากขึ้น รายได้ก็จะตามมาเป็นกอบเป็นกำ จากการเพิ่มขึ้นของฐานสมาชิก
ขณะเดียวกัน หากมีการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนให้สมาชิกเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำตลาดให้กับสมาชิก การขยายฐานลูกค้าของสมาชิกก็จะแคบลง รายได้ก็จะหดหายลงตามไปด้วย
ซึ่งปัจจุบันขายตรงน้องใหม่ที่มาแรง และประสบความสำเร็จในการดึงสมาชิกเข้ามาร่วมทำธุรกิจ แผนรายได้เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น แต่“กระสุนดินดำ” ที่สามารถทะลุทะลวงใจลูกค้า และสามารถขยายฐานสมาชิกได้อย่างมากมายคือ การใช้สื่อเป็นอาวุธในการรุกพื้นที่ต่างๆ เพื่อขยายฐานธุรกิจ
โดยเฉพาะปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อทีวีดาวเทียม, วิทยุชุมชน กลายมาเป็นหัวหอกสำคัญในการขยายธุรกิจของเครือข่ายขายตรง ซึ่งในปีนี้สิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ การที่เจ้าของบริษัทขายตรงหันมาเปิดสื่อเป็นของตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำตลาด แถมส่งตรงแผนการทำตลาด และคุณภาพของสินค้าตรงถึงบ้านลูกค้าและสมาชิก

ฉะนั้น หากบริษัทขายตรงค่ายใหญ่ ต้องการที่จะสกัดเพื่อปิดกั้นเกมรุกที่ดุเดือดของขายตรงน้องใหม่เหล่านี้ ควรที่จะวางแผนเล็งหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้สมาชิก เพื่อเปิดทางในการขยายฐานลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังสามารถช่วยลดคอร์สค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิกในการเดินทางไปพบลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง แต่หากยังหลงทิศปรับแผนไปเรื่อยๆ เชื่อว่า ยังไง! ขายตรงค่ายใหญ่ก็ตามไม่ทัน เพราะปัจจุบันเกมการตลาดได้เปลี่ยนไปอีกมุมหนึ่งแล้ว...!!!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 314 ประจำวันที่ 16 - 29 กุมภาพันธ์ 2555

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘ศรีไทย’ วางทุนเพิ่มไลน์ผลิตเน้นจ้างต่างด้าวหลังแรงงานไทยเมิน

“ศรีไทยซุปเปอร์แวร์” พลาดเป้าปี 54 จิ๊บๆแค่ 5 ล้านบาท วางงบลงทุนปีมังกร 1 พันล้านบาท ขยายไลน์ผลิตกลุ่มพลาสติกเป็นหลักพร้อม เจียดงบใส่ “เอสเนเจอร์” ปั้นแบรนด์ แอบบ่นแรงงานไทยเมิน หันจ้างต่างด้าวเพิ่ม มองเวียดนาม เป็นฐานการผลิตใหม่ ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งสินค้าเมลามีน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2555 ว่า “สิ่งสำคัญประการแรก ที่ศรีไทยฯจะต้องรีบดำเนินการภายในปีนี้ คือ นโยบายการปรับลดกำลังการผลิตสินค้าจำพวกชิ้นส่วนรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก และใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งต่อไปค่าแรงน่าจะเริ่มสูง ขึ้น ฉะนั้นศรีไทยซึ่งเป็นบริษัทใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมผลิตพลาสติก คงต้องลดกำลังการผลิต และกำลังแรงงานลง โดยจากปี 2554 ที่ยอดขายในกลุ่มนี้อยู่ที่ 650 ล้านบาท ดังนั้นปี 55 บริษัทจะลดการผลิตลงครึ่งหนึ่ง และในปี 2556 จะหยุดการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้โดยสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ บริษัทศรีไทยฯ จะหันมาเน้นการผลิตเกี่ยวกับภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กล่องบรรจุอาหารของบริษัท ซีพี ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มการผลิตอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันสินค้าในกลุ่มขวด pet บรรจุน้ำ หรือน้ำอัดลม บริษัทก็เร่งเตรียมการในการขยาย การผลิตสินค้าจำพวกพรีฟอร์มเป่าขวด และฝาปิดขวด โดยเฉพาะการผลิตฝาปิดขวด รูปลักษณ์ใหม่ให้กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งจะเป็นฝาที่มีลักษณะบาง แต่สามารถลดกำลังการผลิตช่วยประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม

นายสนั่นเปิดเผยต่อว่า “นอกจากนี้ บริษัทก็กำลังมีนโยบายในการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทถังบรรจุสีทาบ้าน และถังบรรจุผงซักฟอก ซึ่งถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ใหม่ที่บริษัทไม่เคยผลิตมาก่อน จุดนี้ตนมองว่าอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ศรีไทยฯ สามารถขยายกำลังการผลิตได้โดยง่าย”

“ฉะนั้นโดยภาพรวมปีนี้ บริษัทน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศ ประมาณ 1 พันล้านบาท จากตอนแรกที่ตั้งไว้ 860 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในผลิตภัณฑ์ เมลามีน 100 ล้านบาท, พลาสติก 600 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะลงทุนในบริษัทลูก เช่น เอสเนเจอร์ และอาจรวมถึงการลงทุนในต่างประเทศด้วย”

ซึ่งนโยบายการดำเนินงานในต่างประเทศนั้น นายสนั่นกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 38 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า direct sale ในผลิตภัณฑ์เมลามีนของศรีไทยฯไม่เคยส่งออกต่างประเทศ บริษัทเติบโตภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้นภายในปีนี้บริษัทศรีไทยฯ จึงคาดว่าจะมีการเปิดตัวในประเทศลาวและพม่า ซึ่งทั้งสองประเทศจะดำเนินการจัด สร้างโรงงานการผลิตด้วย คือในประเทศลาว บริษัทวางนโยบายไว้ว่าจะเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ เพื่อผลิตพลาสติก โดยเฉพาะตัวพรีฟอร์มเพื่อเป่าขวด ให้กับโรงงานน้ำดื่มและโรงงานน้ำอัดลมในประเทศลาว ส่วนประเทศพม่า ซึ่งถือเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่น่าสนใจในการจัดสร้างโรงงานผลิตเมลามีน เนื่องจากพม่ามีแรงงานเป็นจำนวนมาก และราคาถูก และนอกจากนี้ ยังเป็นฐานพื้นที่เชื่อมต่อในการส่งออกไปสู่ตลาดโลกด้วย

นอกจากนี้ เกี่ยวกับการจัดตั้งโรงงาน ในต่างประเทศ นายสนั่นเปิดเผยอีกว่า ศรีไทยฯ อาจจะมีการจัดสร้างโรงงานเพิ่ม ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากกำลังการผลิตจานชามเมลามีน ในโรงงานใหญ่ทั้งสอง ซึ่งตั้งอยู่ที่โคราชมีอัตราการผลิตเต็ม กำลัง เพราะศรีไทยฯ ถือเป็นเจ้าโลกของผลิตภัณฑ์เมลามีน ดังนั้น แม้การเร่งมากแค่ไหนก็ผลิต ไม่ทันสู่การส่งออก และเหตุผลที่สำคัญอีก ประการ คือ บริษัทหาคนไทยมาร่วมงานยากมาก โดยจะเห็นได้ว่าขณะนี้โรงงานของศรีไทยฯ ในโคราช ต้องจ้างแรงงานพม่าถึงประมาณ 700 คน กัมพูชาอีก 600 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นบริษัทจึงมีกลยุทธ์เพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม โดยจะมีการเพิ่มเครื่องจักรกลจาก ที่มีอยู่เดิมประมาณ 20 เครื่องเป็น 40 เครื่อง

ทั้งนี้บริษัทศรีไทยฯ ก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศเวียดนาม คือ นอกจากที่บริษัทผลิตสินค้าพลาสติก และเมลามีนแล้ว ปีนี้บริษัทวางแผนไว้ว่า จะเตรียมการผลิตสินค้าในกลุ่มพรีฟอร์มสำหรับการเป่าขวดและตัวฝาปิดขวด ซึ่งจะต้องใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท โดยการขยายงานเพิ่มในประเทศเวียดนาม บริษัทไม่กังวลในเรื่องของยอดขายมากนัก เนื่องจากศรีไทยฯ ได้ร่างสัญญาร่วมกับบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ในโลก โดยทำสัญญาไว้ 3 ปี ซึ่งตนคาดว่าปีหนึ่งบริษัทสามารถทำยอดขายที่เวียดนามได้ประมาณ 600 ล้านบาท

ส่วนตลาดนอกอีกประเทศหนึ่งที่มีความน่าสนใจ โดยศรีไทยฯ เร่งเตรียมการ ที่จะขยายการลงทุน คือ ตลาดประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนี้บริษัทมี sale office ที่ใช้ระบบ direct sale ในประเทศอินเดีย แล้ว 3 แห่ง ปีนี้จึงตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม sale office อีกหนึ่งแห่ง เนื่องจากขณะ นี้บริษัทมีคู่แข่งผู้ผลิตเมลามีนรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกสองราย และศรีไทยฯ มีความเสียเปรียบบริษัทเหล่านั้น เนื่องจากการนำเข้า เมลา-มีนไปประเทศอินเดีย ต้องเสีย ภาษีนำเข้าถึง 28% และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการขนส่งอีก ดังนั้นบริษัทจึงคาดหวังว่าในเร็วๆ นี้ประเทศ ไทยจะได้รับการปรับลดภาษีนำเข้าจากรัฐบาลอินเดีย

ดังนั้น โดยสรุปจากแผนการดำเนิน งานทั้งหมดของบริษัทในปีนี้ ศรีไทยฯ ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 7,800 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นศรีไทยซุปเปอร์แวร์ 7,050 ล้าน และอีก 750 ล้านบาทเป็นของบริษัทในเครือที่ ศรีไทยฯ ถือหุ้น 100%
ซึ่งนายสนั่นกล่าวถึงเป้าหมายยอดขายดังกล่าวว่า “ตนมั่นใจว่านโยบายในปี นี้จะทำให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ โดยเฉพาะยอดขายซึ่งจะเห็นได้จากปีที่แล้วที่บริษัทตั้งเป้าไว้ 6,700 ล้านบาท แม้ ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน บริษัทจะได้รับผลกระทบจาก ภาวะน้ำท่วม แต่เมื่อถึงเดือนธันวาคมทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ทำให้สิ้นปีศรีไทยฯ สามารถปิดยอดการขายได้ที่ 6,695 ล้านบาท พลาดเป้าไปเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012