ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : คังเซน-เคนโก Millionaire Night Party 2013

 








1474589_694290940595732_537895519_n (Mobile) (Mobile)

บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงาน Millionaire Night Party 2013 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และเชิดชูเกียรตินักธุรกิจคลังเซนฯ ที่อยู่ใน Millionaire Club (สโมสรผู้บริหารเงินล้าน) ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสุชาดา อำพันยุทธ์ ประธานกิตติมศักดิ์ มาร่วมงาน คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร ขึ้นมอบรางวัล ให้กับ Gold Class, Silver Class โดยมี แจ๊ค AF4 และ เบน ชลทิศ ร่วมแสดงความยินดี และสร้างสีสันให้กับงาน ณ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพ


 


 


 


Credit By : นิตยสารลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่157 เดือนธันวาคม 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : คังเซน-เคนโก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ไฮยาลอส”

 








131028005 (Mobile)

อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานบริษัทคังเซน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดตัว “ไฮยาลอส” ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการเติมเต็มความชุ่มชื้นที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วย คริสติน โคคูล ไฮยาลอส อควาคริสตัล ฟิลเลอร์ ซีรั่ม สำหรับบำรุงผิวหน้า ให้เรียบเนียน กระชับ เต่งตึง คงความชุ่มชื้น ปราศจากส่วนผสมของน้ำหอม และคริสติน โคคูล ไฮยาลอส อควาคริสตัส ออร่า สเปรย์ น้ำแร่ธรรมชาติ จากหมู่เกาะ French Polynesia ช่วยชาร์ตความสดชื่นให้ผิวหน้าคุณทันที โดยมี แพง ภิชาภัช ศรีสำราญ มาร่วมงานด้วย ณ ไบเทค บางนา


 


 


 


Credit By : นิตยสารลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่157 เดือนธันวาคม 2556


 

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขายตรงกู้วิกฤต ศก. ซบ Q4 อัดแคมเปญดันยอดพุ่ง







Business-development-grants1 (Mobile)

 


3 ค่ายยักษ์ใหญ่ขายตรง ปรับแผนสู้วิกฤติเศรษฐกิจซบ หลัง 3 ไตรมาสแรก กำลังซื้อหด Q4 หวังปาฏิหาริย์ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจฟื้น เร่งจัดโปรโมชั่นดันยอดเข้าเป้า เบอร์หนึ่ง “แอมเวย์” เร่งอัดฉีดโปรโมชั่นด้วยการ Intensive สมาชิกสมัครใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 6% ด้านกิฟฟารีนเร่งสร้างบรรยากาศคึกคักภายในหวังสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก ยกขบวน สินค้าขายดีจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดท้ายปี ส่วน คังเซน-เคนโก ไม่น้อยหน้าจัดแคมเปญปลุกไฟนักขาย เน้นขยายตลาดมากขึ้น เล็งบุกตลาดอาเซียนแก้ลำยอดในไทยไม่กระเตื้อง


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐ ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก และบ้าน หลังแรก ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ระมัดระวังและมีการวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ใน การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทำให้ กำลังซื้อในช่วง 3 ไตรมาสแรก เกิดการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้ คือ การจัดแคมเปญพิเศษ ให้กับสมาชิก เพื่อออกไปขยายตลาดมากขึ้น เช่น การจัดแคมเปญท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือการ จัดโปรโมชั่นซื้อสินค้าแล้วมีของแถม เป็นต้น


ขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาด ภายในประเทศเกิดการชะลอตัว บริษัทได้ออกไปขยายตลาด ยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศ โดยแนวทางการทำตลาด ต่างประเทศจะไม่เหมือนกับ ในประเทศไทย เนื่องจากใน ไทยสมาชิกส่วนใหญ่จะเน้นการขายมากกว่าการขยาย แต่ในต่างประเทศ บริษัทต้องการให้สมาชิกมีแนวทางในการ ที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีวัฒนธรรม และข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศเวียดนาม, พม่า, กัมพูชา อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว เป็นต้น


“เดิมทีสมาชิกของเราจะเน้นการขายมากกว่า ขยายงาน คิดเป็น 70% ต่อ 30% แต่ปัจจุบันเราได้ ปรับแนวคิดในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก โดย หันมาเน้นการขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวเปลี่ยนมาเป็น 50% ต่อ 50% ซึ่งแนวทางดังกล่าวเราได้นำไปใช้กับตลาด ต่างประเทศถือว่าค่อนข้างได้ผลดี โดยเฉพาะใน สปป.ลาว ที่มียอดขายเพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผล ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงมีการปรับกลยุทธ์ การตลาดเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ มากขึ้น ซึ่งภาพรวมบริษัทมองว่าผู้ประกอบการ แต่ละค่ายจะมีการอัดฉีดงบการตลาดเพื่อกระตุ้น ยอดขาย รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ออกมา ช่วยเหลือสมาชิกในไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรง ปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 5-6%


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ที่ยังคงน่าเป็นห่วง จากผลพวงเศรษฐกิจโดยรวม ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง บริษัทจึงปรับแผนการตลาดเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีที่ 18,000 ล้านบาท ด้วย การรุกตลาดผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ 1.จัด โปรโมชั่นให้นักธุรกิจแอมเวย์ให้ทำงานได้ง่าย ยิ่งขึ้น 2.เพิ่ม Intensive สำหรับสมาชิกที่สมัคร ใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 6% หากสร้างยอดขายให้เติบโต เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดโปรโมชั่นดังกล่าวถือเป็นการ ปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจใน ยุคปัจจุบัน เพื่อให้สมาชิกและนักธุรกิจแอมเวย์ ทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น


ขณะที่แผนการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะ รุกตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือ ไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทจะใช้งบ 80 ล้านบาท ทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการจัดรายการส่งเสริมการขาย สำหรับการซื้อเครื่องกรองน้ำใหม่ และสำหรับ ผู้ที่เปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี ที่บริษัทหลายค่ายเจอกับปัญหา เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้กำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัญหา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการ รวมถึงบริษัทจะทำได้ คือการปรับแผนการตลาด และการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะ ในธุรกิจขายตรงบริษัทมองว่าการอบรมให้ สมาชิกมีวินัยในการทำงาน การกระตุ้นให้สมาชิก มีความตื่นตัวในการขยายสายงาน ด้วยการจัด โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อให้สมาชิกและ ผู้นำมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น


“สิ่งที่เราทำ คือ การนำสินค้าที่มียอดขายสูงสุดมาจัดโปรโมชั่นให้กับผู้นำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประจำสัปดาห์ และ กิจกรรมประจำเดือน เพื่อให้บรรยากาศภายใน มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญในปีนี้เราได้ ทุ่มงบการตลาด รวมถึงกิจกรรมสำหรับสมาชิก ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15%” น.ต.พญ.นลินี กล่าว


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

พลิกตำราฝ่ากำลังซื้อตก "แอมเวย์-กิฟฟารีน-คังเซน" ทุ่มงบปลุกตลาด







mlm


เศรษฐกิจชะลอตัว "สินค้า-บริการ" พาเหรดขยับราคาขึ้น ส่งผลกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอย ร้อนถึงผู้ประกอบการ MLM แทบ ทุกบริษัทต้องออกแรงกระตุ้นตลาด "แอมเวย์" เตรียมแผน 2-3 ปั่นยอดขาย ช่วงท้ายปี ด้าน "กิฟฟารีน" ทุ่มงบตลาด 100 ล้านผ่านหนังโฆษณา 3 ชุด มุ่งเน้นฉายภาพนักธุรกิจเป็นหลัก ฝั่ง "คังเซน-เคนโก" เร่งปรับฐานบริษัท ใช้คลินิก ความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" เป็นกำลังเสริม


"แอมเวย์" ดันแผนสำรองดันยอดขาย


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพิษเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ทำให้ภาพรวมของวงการขายตรงปีนี้ ไม่สามารถเติบโตได้เหมือนปีก่อนๆ โดยจะเติบโตได้เพียงประมาณ 5% จากมูลค่าการตลาดรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากโตได้เพียงเท่านี้ ก็จะถือเป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี จากที่เคยเติบโตในแต่ละ ปีที่ 7-10%


"ธุรกิจขายตรงต้องพบกับการเติบโต ที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ก็เป็นผลมาจากพิษ เศรษฐกิจภายนอกประเทศ แต่สำคัญกว่านั้นคือปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาส่งผลให้ประชาชนลดการซื้อ ซื้อช้าลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทขายตรงต่างๆ ทำให้กลุ่มบริษัทขายตรงต้องออกกิจกรรมส่งเสริมการ ขายรวมถึงหาวิธีการกระตุ้นตลาดเพิ่มขึ้น" กิจธวัช เผย


โดยในส่วนของ "แอมเวย์" เอง ขณะนี้ บริษัทได้มีการปรับแผนปรับกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขาย โดยเริ่มใช้แผน 2 ซึ่งการทำงานของบริษัทเราจะวางแผน 1, 2 และ 3 ในทุกปี เพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เป้าของยอดขายสะดุด อย่างไรก็ดี บริษัทได้วางงบการตลาด ทั้งปี 56 ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยผ่านช่วงครึ่งปีแรก บริษัทยังเหลืองบอีกมาก ซึ่ง "แอมเวย์" จะใช้งบที่เหลือกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง


ล่าสุด "แอมเวย์" ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่ม "นิวทริไลท์" โดย "กิจธวัช" เผยว่า เทรนด์ของผู้บริโภคยังคงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี และยอมรับให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพพื้นฐานมากขึ้น


"กิฟฟารีน" อัดโฆษณากระตุ้นคนร่วมธุรกิจ


ทางด้าน พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า ปีนี้บริษัทได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมด อยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยาย โรงงานในนิคมฯ นวนคร เพื่อรองรับการเติบโต ของธุรกิจกิฟฟารีน


สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


บริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่าง ง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์ โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การ ตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมาย ใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่าง ต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทนผลกำไรคืนสู่สมาชิก ในรูปแบบใหม่ๆ


"โฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้"


"คังเซน-เคนโก" รักษานักขายเก่า


ในส่วนของนายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรมากพอสมควร โดยช่วงต้นปีมีการแก้ไขจุดอ่อน และปรับจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมยอดขาย จำนวนสมาชิก ซึ่งทุกอย่างกำลังดีขึ้น โดยถือว่ากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาสู่องค์กร และบริษัทก็ พยายามมุ่งเน้นให้องค์กรช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันให้ดี


"ในส่วนของกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง ตอนนี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เรายังเดินตามแผนเดิม เพราะได้ปิดจุดอ่อน และเร่งพัฒนาสมาชิกให้มีความเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เพราะจะขายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีการขยายองค์กรให้เป็น เริ่มจากการชักชวนอย่างไรให้ได้ผล โดยต้องการให้สมาชิกสามารถกำหนดทิศทางได้เองว่าจะเติบโตได้ ขนาดไหน ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย"


สำหรับทิศทางธุรกิจของปี 2556 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตให้ได้ประมาณ 5-10% เนื่องจากต้องค่อยๆ เป็น คอยๆ ไปทีละสเต็ปที่วางแผนไว้ โดยเชื่อว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการมีรายได้เพิ่ม โดยสมาชิกของคังเซน-เคนโก ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 5 แสนคน เป็นสมาชิกที่แอ็กทีฟ ประมาณ 30%


"ทั้งนี้ บริษัทยังมีคลินิกด้านความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" ที่ดำเนินธุรกิจความงามมาได้ปีเศษๆ โดยคังเซนฯ ตั้งใจอยากจะบริการ ลูกค้าที่เกษียณแล้ว โดยที่นี่มีคอร์สเกี่ยวกับ ความงามทุกรูปแบบ อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดความงามมีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้บริษัทเตรียมที่จะซื้อที่ดินด้านหลัง อาคาร คังเซน เพลส ประมาณ 150 ตร.ว. เพื่อเปิดคลินิกรองรับสมาชิกคังเซนฯ โดยเฉพาะ เพราะการมาเสริมความงามที่นี่ยังจะ ได้ PV ของ "คังเซน-เคนโก" เพิ่มด้วย อีกทั้งคลินิกที่ว่ายังมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเป็นอย่างดี"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : 5 ยุทธศาสตร์ Refresh Brand เพื่อสู่ KANGZEN ONE







b1 (Mobile)


ปัจจุบัน ตลาดเครื่องสำอางหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเข้ามามีบทบาททางการค้ามากขึ้น เพราะความต้องการที่กว้างขึ้นของผู้บริโภค ทำให้เครื่องสำอางแบรนด์ต่างๆเร่งพัฒนาคุณภาพสินค้าและสร้างจุดขายให้กับตัวเองกันยกใหญ่ ภาวการณ์แข่งขันทางการตลาดจึงมีมากขึ้น การสร้างเอกลักษณ์หรือจุดสนใจในผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่หลายบริษัทให้ความสำคัญไม่เว้นแม้แต่บริษัทขายตรงชั้นนำอย่างบริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัดด้วยเช่นกัน


วันนี้บริษัทขายตรงสัญชาติไทยยักษ์ใหญ่ คังเซน-เคนโก ก้าวสู่ปีที่ 20 วัยที่ถือเป็นช่วงวัยสาวที่เวลานี้ได้เตรียมเดินหน้าและแปลงโฉมให้ไฉไลกว่าเดิม ภายใต้การขับเคลื่อนทัพที่น่าสนใจ พัชรนันท์ อำพันธ์ยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เผยถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะพลิกภาพลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์ดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น และถ้าเทียบกับอายุของคนแล้วก็คือการเข้าสู่วัยรุ่นที่กำลังแข็งแรง และมีความต้องการต่อปัจจัยในการดำเนินชีวิตสูง ดังนั้น คังเซน-เคนโก จึงเล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดธุรกิจแล้วว่ากำลังเป็นไปในทิศทางใด การเติบโตของคุงเซน-เคนโก ครั้งนี้จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่เคยมีให้ดูสดใส อ่อนวัยและเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น ภายใต้ Brand concept KANGZEN ONE


บริษัทคังเซน-เคนโก ก้าวสู่ปีที่ 20 ถ้าเทียบกับอายุของคนแล้วก็คือการเข้าสู่วัยรุ่นเป็นสาเหตุให้มีการปรับในทุกๆเรื่อง ซึ่งในส่วนของ Concept นั้นเราใช้คำว่า KANGZEN ONE เพราะเราอยากได้ความเป็นหนึ่งเดียว คือมีหลักสังคม สร้างความมั่นคง สร้างสรรค์สุขภาพความงามจากภายในสู่ภายนอก เป็นสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือเรื่องของทัศนะในรูปของบริษัทที่ต้องการปรับให้ดูเล็กลง กระฉับกระเฉงและอิงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุนใหม่มากขึ้นที่สนใจในขายตรง และไม่ใช่แค่ขายตรงในกลุ่มนักธุรกิจคนไทยเท่านั้น แต่ต้องขยับสู่กลุ่มนักธุรกิจต่างชาติในทุกๆประเทศ เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งในจุดนี้เราชื่อว่าการมีกลุ่มที่เล็กลง การทำธุรกิจของเราก็จะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น


การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบริษัทและผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ ถ้าเทียบกับคนเราแล้วก็คือวัยที่เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยเป็นเด็กมองสภาพแวดล้อมอย่างใสซื่อ เมื่อโตขึ้นปัจจัยหลายๆ ด้านก็ก้าวเข้ามาหาเรามากขึ้น จึงต้องเรียนรู้กับการแข่งขัน และการเอาชนะตนเอง เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความเป็นตัวเองให้คนอื่นได้เห็น และบริษัท คังเซน-เคนโกเองก็กำลังประกาศความเป็นตัวเองใหม่อีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ที่อ่อนเยาว์ลงแต่เต็มไปด้วยคุณภาพที่เกินวัย


เมื่อก่อนกลุ่มเป้าหมายของบริษัทเราอาจจะเป็นภาพของคนมี่อายุ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องสุขภาพ อย่างไวน์สมุนไพรสุขภาพ ฉะนั้นภาพของแบรนด์ใหญ่นั้นจะเป็นภาพของคนอายุประมาณ 40 ปีทำให้คนส่วนใหญ่ติดภาพว่าสินค้าของเรานั้นเหมาะสำหรับคนสูงอายุ ทำให้คนรุ่นใหม่ๆไม่กล้าเข้า เพราะคิดว่าไม่ใช่ทางฉัน จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงต้อง Refresh brand และเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกได้ว่าใหม่ ใช้สินค้าของคังเซนแล้วภาคภูมิใจ รวมถึงการเข้าไปยังสาขาของเราก็สามารถทำได้ในกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของเรา


เมื่อทัศนะทางการตลาดที่มองเปลี่ยนไปบริษัทคังเซน-เคนโก จึงได้ปรับแผนกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ด้วยกันถึง 5 กลุ่มหลัก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ใหม่ที่วางไว้ คือ
1. บริษัท ใน Concept คือ Cover one


การครอบคลุม หรือการสร้างความเป็นหนึ่งในทุกประเทศ โดยเริ่มจากการทยอยปรับรูปลักษณ์ของสาขาในแต่ละประเทศให้มีสีสันสดใส มีความสวยงามเพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองก็สามารถใช้บริการได้ พร้อมยังเสริมทัพเรื่องของการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย บนโลก Online ให้มีบทบาทมากขึ้นบน Website computer หรือ Social media ต่างๆ เพื่อให้สมาชิกขายง่ายขึ้น เราจึงปรับช่องทางการจัดจำหน่าย รวมถึงการพัฒนาระบบซอต์ฟแวร์ปฏิบัติการต่างๆ ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงาน และนอกจากนี้ยังได้มีการขยายไปสู่ประเทศรอบข้างในตลาดอาเซียนอย่างคลอบคลุมเพื่อเป็นการขยายเส้นทางธุรกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วยทำให้ปัจจุบันนี้คังเซน-เคนโก ได้ทำการขยายธุรกิจเพิ่มไปสู่ธุรกิจคลินิกเสริมความงามและและสุขภาพเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด


2.สินค้าใน concept One for all Country ด้วยการจับมือกับประเทศ Partner ช่วยกันพัฒนาสินค้าให้สามารถนำไปใช้ได้ทุกที่เพื่อความคุ้มค่าในการพัฒนาสินค้า มุ่งสร้างองค์รวมของสินค้า นอกจากนี้ยังมีการ Launch และ relaunch สินค้าในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Skincare ปรับจากแบรนด์ Elite มาเป็น Nina Karen หรือ Healthcare jelly และนอกจากนี้ทางคังเซน-เคนโก ยังทยอยปรับสินค้าในทุกกลุ่มเพื่อให้มีความทันสมัยและสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ผู้บริโภค


3.แผนการตลาด ใน concept Global one คือการสร้างแผนการตลาดสากลให้สามารถใช้ร่วมกันในทุกประเทศ ซึ่งเริ่มแล้วใน 3 ประเทศคือ ไทย ลาว และกัมพูชา ส่วนพม่ากับอินโดนีเซียนั้นอยู่ในช่วงของการปรับ ซึ่งเชื่อมั่นว่าแผนการตลาดนี้จะทำให้ลูกค้าง่ายต่อการบริหารและการขยายตลาดของผู้ร่วมธุรกิจ เพื่อลดช่องว่างของปัญหาจึงเป็นที่มาของแผนการสร้างความเป็นหนึ่ง


4.Evolution Success System เป็นเรื่องของระบบการดำเนินธุรกิจ ที่เราจัดไว้ใน concept Global system for one เนื่องด้วยการทำธุรกิจขายตรงนั้นจะตามมาด้วยคำถามมากมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ดังนั้นคังเซน-เคนโกก จึงได้


มีการจัดฝึกอบรมหรือสอนในรูปของ Evolution Success System หรือ ESS แนวทางที่ทำให้การทำงานเป็นปัจจุบันมากขึ้น วิธีการสอน วิธีการบอก วิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่และคนในช่วงอายุอื่นๆ


5.Kangzens Distributor การสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ใน concept success for one คือ เพราะวันนี้คังเซน-เคนโกต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ กับคนกลุ่มใหม่ๆ และไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะคนไทย ฉะนั้นการสร้างผู้ประสบความสำเร็จรุ่นใหม่ที่มาจากทุกประเทศก็เพื่อสร้างความมั่นคง และเป็นตัวแทนเข้าสู่ระบบสากล


การวางกลยุทธ์ทางการตลาดของคังเซน-เคนโก นั้นถือเป็นการพัฒนาในระยะยาวที่เรียกได้ว่า การเติบโตของคังเซนในวันนี้ได้พลิกภาพลักษณ์จากเดิมไปมากทีเดียว ฉะนั้นการ refresh brand จึงไม่ใช่แค่การปรับโฉมแต่ยังพัฒนาให้คังเซน-เคนโก ได้ก้าวสู่ความเป็นสากลมากขึ้นในระดับอาเซียน ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งเป้าหมายสู่การทำธุรกิจขายตรงเพื่อคนรุ่นใหม่ และยกระดับกลยุทธ์การตลาดของตนเองให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม


เรามีความตั้งใจและเชื่อว่าการสร้างแบรนด์ในธุรกิจขายตรงนั้น ท้ายที่สุดองค์ประกอบที่สำคัญที่เราจะเห็นก็คือผู้ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศทีเราขยายธุรกิจเข้าไป ที่จะมาเป็นผู้บอกเล่าและตอกย้ำถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการทธุรกิจร่วมกับบริษัทคังเซน เคนโก แบรนด์ธุรกิจขายตรงสีขาวของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล


อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ที่ทาง คังเซน-เคนโก ได้ปรับเปลี่ยนใหม่นั้นอาจจะเป็นภาพใหม่ของในธุรกิจขายตรง หากแต่ยังไม่ใช่รูปแบบใหม่ของตลาดเครื่องสำอาง แม้ระดับของผลิตภัณฑ์จะต่างกันแต่ก็ถือว่าคังเซน-เคนโกยังต้องเข้าแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางอยู่ดี เพราะยังมีแบรนด์สินค้าชั้นนำอีกมากมายให้ผู้ใช้ได้เลือก ซึ่งคาดว่าค่ายขายตรงสัญชาติไทยที่มีคุณภาพแห่งนี้ยังคงมีทีเด็ดอีกหลายอย่างซ่อนไว้ เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคของตนเองเช่นกัน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Beauty Network สวย เริ่ด เชิด รวย







matthew-shave-photography-1-600x400 (Mobile)


ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดขายตรงมากที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่ง คงหนีไม่พ้น ผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือ เครื่องสำอาง ในอดีตที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ความงาม อาจเป็นเพียง นางรอง ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ นางเอก ที่สร้างยอดขายได้ถล่มทลาย แต่ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ความงาม มียอดขายเติบโตอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา จนมียอดขายเทียบเคียง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ และในอนาคตไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ อาจมียอดขายแซงหน้าผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ก็เป็นได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ บริษัทขายตรง ต่างเสาะหางานวิจัยดีๆ เพื่อนำมาสร้างเป็น ผลิตภัณฑ์ความงาม ที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สงครามแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น โดยมี ตลาดขายตรง เป็นสมรภูมิ ที่ต่างฝ่ายต่างนำเสนอสินค้าดีๆ ให้ผู้บริโภคได้พิจารณากันท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง สินค้าของใครโดดเด่นกว่า นวัตกรรมทันสมัยมากกว่า ย่อมได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ ใครมีสินค้าดีกว่า แปลกกว่า ทันสมัยกว่า จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทนั้นๆ เติบโตเป็นเงาตามตัวเมื่อบริษัทขายตรง ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมความงาม จึงทำให้ตลาดดังกล่าวเกิดกระแสนิยม ทุกบริษัทต่างหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ความงาม ทุ่มงบไม่อั้นในการซื้องานวิจัยเพื่อหวังจะนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ


เชื่อเหลือเกินว่า ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคในตลาดขายตรงจะมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ความงามดีๆ ที่มีให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวซึ่งแต่ละ แบรนด์ ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


ล่าสุด แอมเวย์ส่งผลิตภัณฑ์ อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ สินค้าเพื่อผิวกระจ่างใสโดย คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทวางงบในการทำตลาดไว้ที่ 120 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้ากลุ่มดังกล่าว ให้สามารถเติบโตจากที่ปีก่อนที่สินค้ากลุ่มนี้ปิดยอดขายที่ 400 ล้านบาท


ในปีนี้ บริษัทต้องการให้เพิ่มขึ้นมาอีก 50 ล้าน เป็น 450 ล้านบาท รวมไปถึงการสร้างยอดขายทั้งกลุ่มของ อาร์ทิสทรี ให้ได้รวม 3,100 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการนำนวัตกรรมของการสื่อสารที่เรียกว่า Layer เข้ามาสร้างการรับรู้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการตอบโจทย์กลยุทธ์หาลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้อย่างทันท่วงที


คังเซน เคนโก เดินเกมรุก เนรมิตสถาบันความงามครบวงจร


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล นอริช ครีม (Kristine Ko-Kool Pearl Norish Cream) หรือครีมไข่มุก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มียอดขายติดอันดับ 1 ของคังเซนฯ มาตลอดระยะเวลา 19 ปี


คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ จึงเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่ผสานคุณค่าแห่งข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างครบวงจร (ตั้งแต่ขั้นตอน Remove/ Cleanser/Toner/Serum/Cream/Sun/Protection/Mask) โดยการคิดค้นของ มิสเตอร์ เลี่ยว เหลียง จู้ (Mr.Liao Liang Chu) ประธานบริษัท สี่หลิงเหมิน เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามมายาวนานกว่า 38 ปี เป็นสูตรลับพิเศษของไข่มุก ราชินีแห่งความงาม ที่คิดค้นและพัฒนาเพื่อผิวของคนเอเชียโดยเฉพาะ


คุณอิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดตลาดใหม่อีกบริษัท ภายใต้ชื่อ เบอร์รี่ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นธุรกิจสถาบันความงามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทางบริษัทได้สำรวจตลาดมาแล้วว่าตลาดดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมเป็น 10,000 ล้านบาท และยังเป็นธุรกิจที่เอื้อกันกับธุรกิจคังเซนได้ ทางบริษัทจึงตัดสินใจเปิดสาขา เบอร์รี่ เฮาส์ สาขาแรกที่ซีคอนสแควร์


เบอร์รี่ เฮาส์ เน้นวัตถุดิบจาก เบอร์รี่ ซึ่งทางบริษัทได้ส่งไปตรวจสอบที่สถาบันชั้นนำ แน่นอนว่าต้นทุนของการทำธุรกิจนี้สูงมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาให้บริการในสถาบันความงามเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพสูง และยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสูง แต่ทางบริษัทพร้อมที่จะลงทุน


ดี เน็ทเวิร์ค เปิดฉากบุกตลาด โฟกัสผลิตภัณฑ์นวัตกรรมความงาม


คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ ไวด์ กล่าวด้วยว่า ทางบริษัทยังทำการเปิดตัวที่สุดแห่งนวัตกรรมดูแลผิวหน้าใหม่ล่าสุดของโลกคือ SIMILE COSMETOLOGY ซึ่งมีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด


ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor ซึ่งเป็นการนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับนาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติพัฒนาจนได้สูตรของ Growth Factor ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์ อีกครั้ง Growth Factor ที่ผสม จะนำมาจาก Growth Factor และสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลายชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงประสิทธิภาพของการฟื้นฟูผิวหนังในระดับเซลล์


คุณสาคร กล่าวว่า การเปิดตัว SIMILE COSMETOLOGY เนื่องจากทางบริษัทอยากทำให้สินค้าในการบำรุงผิวหน้าครบวงจรต้องการการทำความสะอาด การป้องกัน การบำรุง ซึ่งดี เน็ทเวิร์คมีสินค้าอยู่แล้ว ส่วน SIMILE COSMETOLOGY จะเข้ามาเป็นการรักษา ซึ่งจะทำให้สินค้าในกลุ่มความงามของบริษัทครบวงจร


เราเชื่อว่า SIMILE COSMETOLOGY จะสามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องผิว ลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายลดเวลา เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง ในราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ และแน่นอนสินค้าตัวนี้ต่อสู้ในตลาดเอเชียได้และเราเป็นเจ้าของลิขสิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย


SIMILE COSMETOLOGY เป็นสินค้าที่ถือเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรม มาตรฐานยุโรป บรรจุภัณฑ์ทำมาจากหนังปลา ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก ส่วนราคานั้นสามารถจับต้องได้ ไม่แพง ราคาข้างกล่อง 3,900 บาท ราคานักธุรกิจ 3,000 บาท เกรดสินค้าอย่างนี้ ราคาอย่างนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากที่ ดี เน็ทเวิร์ค


ส่วนช่องทางในการทำตลาดสำหรับ SIMILE COSMETOLOGY เราจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดีแล้วบอกต่อ เราเชื่อว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ หลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนสินค้าตัวนี้ได้รับการตอบรับที่ดีในเบื้องต้นเราวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000กล่อง


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวด้วยว่าทางบริษัทจะใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 6 Powder ผลิตภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ความงามจากภายใน ประกอบด้วย D10 Plus, Snowy Powder, Refeat Power,Sweet Power ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากพร้อมกับดูแลระบบภายในร่างกายของคุณสุภาพสตรีถึง 7 อย่าง, D berry Powder ที่ทางบริษัทมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และ Oleef Coffee ก็มีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัยถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น


เราเริ่มต้นการบุกตลาดวัยรุ่นด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม 6 Powder ซึ่งเราเชื่อว่ายจะถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมาก หลังจากนั้นเราจะโหนกระแสต่อด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 5 Candy ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เพื่อตีกระแสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ประกอบด้วย Snowy Camdy, Seven Sweet CANDY, SevenSeed, C-Mix Gummy ซึ่งทางดี เน็ทเวิร์ค จะใช้ผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มนี้ ตีตลาดกลุ่มคนวัยรุ่น และเราเชื่อมั่นว่า ด้วยความโดเด่นของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมที่ล้ำสมัย ลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของเรา แพ็คเก็จสวยงาม จะทำให้เราเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี


เมลาเคลียร์ ทุ่มงบกว่า 40 ล้าน ตอกย้ำผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์กระจ่างใส


คุณดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ผลิตภัณฑ์


แบรนด์ เมลาเคลียร์ ภายใต้การบริหารและการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรงว่า เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์เกี่ยวกับผิวหน้าของผู้หญิงที่ประสบปัญหาต่างๆ ส่งผลให้ผิวหน้าไม่กระจ่างใส กลับใสดั่งปรารถนา


โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณภาพของสินค้า เมลาเคลียร์ ได้รับการพิสูจน์จนเห็นถึงผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่น่าพึงพอใจ ส่งผลให้แบรนด์เมลาเคลียร์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำความเชี่ยวชาญด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้อย่างตรงจุดอย่างปลอดภัย


สำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ เมลาเคลียร์ คนล่าสุดเราได้รับเกียรติจากคุณมาช่า วัฒนพานิช ซึ่งมีบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ผมเชื่อมั่นว่าด้วยภาพลักษณ์นี้ จะส่งผลให้แบรนด์ เมลาเคลียร์ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยคุณมาช่าเอง ก็ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ ที่เรากล้าท้าพิสูจน์ผลลัพธ์นั่นเอง


สำหำรับภาพยนตร์โฆษณา เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ภายใต้ชื่อ Keep the Face นำแสดงโดย คุณมาช่า วัฒนพาณิช เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของบริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ความยาว 30 วินาที ซึ่งได้กำหนดแพร่ภาพทางโทรทัศน์ทุกช่องแล้ววันนี้ โดยแคมเปญชุดนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านบาท


คุณดนัย กล่าวด้วยว่า เมลาเคลียร์ ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อความกระจ่างใส ตอบโจทย์ผู้หญิงที่มีปัญหาในเรื่อง ฝ้า กระ จุดด่างดำ หมองคล้ำ ด้วยประสิทธิภาพจากสารสกัดและนวัตกรรมเพื่อนำสมสู่ผลลัพธ์ จึงส่งผลให้ เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ในใจสำหรับผู้หญิงไทยทั่วประเทศตลอดมา


ล่าสุด เราได้เปิดตัว เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ท้าพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงลงใน 11 วัน นี่ถือเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ของอาร์บูตินในระดับนาโน ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เข้มข้นถึง 2 เท่า พร้อมด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ดูแลกระบวนการสร้างเม็ดสีอย่างเป็นธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สินค้า คุณดนัย กล่าวปิดท้าย


นู สกิน สร้างปรากฎการณ์ เปิดภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรก


คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภํณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นูสกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาวว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอ็จล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯคาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์ชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อแดละชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้น 50 %


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้เดแบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above the line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณษชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรมทัศน์ สิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปแบบมากขึ้น


ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรายมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ


โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยี


เอจล็อค เพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯมีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อารร์สแควร์ (AgeLocr2) และเอ็จล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCE ULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Fell Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่งจำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน คุณภคพรรณ ระบุปิดท้าย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.อินมาร์เก็ตติ้ง ฉบับที่ 166 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : กินกันแก่เกินแกง COLLAGEN FEVER







การสูญเสีย คอลลาเจน (collagen) (Mobile)


แก่ก่อนวัยใครๆ ก็กลัว ณ นาทีนี้ความร้อนแรงของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยลบเลือนริ้วรอย ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ช่วยให้ผิวขาวเนียนใส ภายใต้ชื่อ คอลลาเจน (Collagen) ที่พัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบต่างๆกำลังได้รับความนิยมจากคนหนุ่ม-สาว คนรุ่นใหม่ ศิลปิน-ดารารวมถึงกลุ่มคนสูงวัยอย่างแพราหลายเพราะเชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของ Collagen ว่า... กินกันแก่เกินแกง ได้อย่างดีเลิศ อีกทั้งผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างก็รักสวยรักงาม กลัวแก่กลัวเหี่ยวย่นมากกว่ากลัวความจน ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุผลนี้จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการมากหน้าหลายตาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนออกมาเป็นจำนวนมากกลายเป็นกระแส คอลลาเจนฟีเวอร์อย่างสุดๆ ในเวลานี้


ว่ากันว่ากระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์ Collagen กลับมาโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อราวปี 2555 ที่ผ่านมานี่เอง เมื่อกลุ่มนิสิตนักศึกษาและหนุ่ม-สาววัยรุ่น กลุ่มหนึ่งไดสมัครเข้าไปเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Colly Collagen จากบริษัท พัฒน์พลัส จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิ์ป้นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Colly Collagen ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึก ชื่อดังจากประเทศญ่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและได้นำผลิตผลิตภัณฑ์ Colly Collagen ไปขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งโชซ์ความแตกต่างของผู้ที่รับประทานคอลลาเจนชนิดนี้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่ใบหน้าที่เต่งตึง เนียนใสสุขภาพดีแล้วช่วยเพิ่มรายได้ให้กับตัวแทนจำหน่ายเป็นอย่างมากอีกด้วย


ด้วยกลยุทธ์การขายสินค้าผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในลักษณะ Affiliate marketing (การเป็นตัวแทนขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต) ที่หนุ่มสาวกลุ่มนี้ใช้ในการขายสินค้าถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะนอกจากจะมีการแชร์ข้อมูลบอกต่อกันเป็นทอดๆ แบบทะลุทะลวงแล้วยังทำให้ผู้คนจำนวนมากมายที่เห็นภาพอยากจะลิ้มลองหาสินค้าแบรนด์นี้มารับประทานหรือทำธุรกิจกันอย่างคึกคัก และในปัจจุบันได้มีผู้สมัครเข้าไปเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของบริษัทเป็นจำนวนมาก จนทำให้ชื่อของ Colly Collagen หรือ Colly Pink โด่งดังเป็นที่ถวิลหาของผู้คนในวงกว้าง และในขณะเดียวกันความโด่งดังของของ Colly Collagen ก็ถูกกลุ่มมิจฉาชีพ อาศัยกระแสความโด่งดังเป็นพลุแตกของสินค้าชนิดนี้ด้วยการทสินค้าปลอมแปลงอออกมาจำหน่าย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมากและสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคมีความเข้าใจผิดอีกต่างหาก


ความโด่งดังของ Colly Collagen ไม่ได้มีเพียงกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจซื้อหามาบริโภคและทำเป็นธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันยังมีกลุ่มดารา-นักแสดงสาวสวยชื่อดังหลายๆคนหันมารับประทานและทำเป็นธุรกิจหารายได้เสริมให้กับตัวเองอีกด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งนักร้อง-นักแสดงฉายา พระเอกขั้นเทพ ก็รับประทานผลิตภัณฑ์แบรนด์นี้โชว์ผ่านยูทูป (Youtube) ให้เห็นกันจะๆ อีกต่างหากก็ยิ่งทำให้สินค้าชนิดนี้โด่งดังเป็นพลุแตกในเวลานี้



เหี่ยวย่น สัญญาณเตือนว่าขาดคอลลาเจน!


คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งและในร่างกายของมนุษย์มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบมากถึง 1 ใน 3 ของร่างกาย ซึ่งผิวที่เหยียบย่นไม่เต่งตึงเหมือนเมื่อครั้งวัยหนุ่มสาวหรือบริเวณใต้คางเริ่มหย่อนยานลง นั่นคือสัญญาณเตือนว่า คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนังในชั้นเดอร์มอล (Dermal) สูญเสียไปมาก ในผิวชั้นเดอร์มอลนั้นมีคอลลาเจนอยู่ถึง 70 % ซึ่งคอลลาเจนมีหน้าที่สำคัญคือ ทำให้ผิวตึงกระชับและชุ่มชื้น ถ้าภายใต้ผิวหนังของเราขาดคอลลาเจนหรือมีไม่พอนั้นจะทำให้ผิวหนังด้านบนหรือ อีพิเดอร์มิส และชั้น เคราติน แตกแห้งและหย่อนยาน ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนเราถึงต้องการคอลลาเจน เพราะอายุยิ่งมากเท่าไหร่ คอลลาเจนก็ยิ่งลดน้อยลงมากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คอลลาเจนจึงกลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยคงความอ่อนเยาว์และความงามไว้นั่นเอง


ปริมาณของคอลลาเจนในร่างกายคนเราจะเริ่มลดตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป ดังนั้นการเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายก็เปรียบเสมือนการคืนความอ่อนเยาว์ให้กับตัวเราอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ซึงในแต่ละวันปริมาณคอลลาเจน ที่ควรรับประทานก็คือ 5,000-10,000 มก. (5-10 กรัม) โดยคิดจากน้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ปกติร่างกายของคนเราต้องการโปรตีนใน อัตราส่วนในอัตราส่วน 1 กิโลกรัม น้ำหนักตัว : 1 กรัม โปรตีน ดังนั้นน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัมต้องการ 60 กรัม โปรตีน แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า 1 ใน3 ของโปรตีนคือคอลลาเจน ดังนั้นร่างกายจึงต้องการคอลลาเจนเท่ากับ60 กรัม/3=20 กรัม แต่ในกระบวนการดูดซึมของร่างกายจะมีการสูญเสียไปเหลือเพียง 1 ใน 4 จึงได้ค่าปริมาณคอลลาเจนที่ต้องการต่อวันเท่ากับ 20 กรัม/ 4=5 กรัม


...การขาดคอลลาเจนไม่เพียงแต่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นหรือหย่อคล้อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การขาดคอลลาเจนจะเกิดปัญหาขึ้นกับกระดูก เอ็นข้อต่อ กระจกตา การขาดคอลลาเจนจะทำให้สิ่งเหล่านี้เสื่อมสภาพขาดความยืดหยุ่นในส่วนของกระดูกนั้นกระดูกเป็นส่วนเชื่อมต่อด้วยกระดูกอ่อนและเอ็น กระดูกมีหน้าที่รองรับร่างกาย เอ็นและกระดูกอ่อนมีหน้าที่ทำให้ข้อต่างๆ ในร่างกายเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นหรือเหมือนมีหน้าที่เป็นเหมือนหมอนรองรับแรงกระแทกของกระดูกเปราะและแตกหักง่าย ในส่วนของเอ็นและกระดูกอ่อนจะเสื่อมทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหัวเข่าและข้อต่างๆการขาดคอลลาเจนเป็นสาเหตุของการทำให้มวลกระดูกน้อยลงมาก...


ในปัจจุบันมีคนน้อยมากที่ทราบว่ากระดูกประกอบด้วยแคลเซียม 90 % และคอลลาเจน กระดูกสร้างขึ้นจากแคลเซียม คอลลาเจนทำหน้าที่เป็นเสมือนตาข่ายที่คอยยึดให้แคลเซียมเกาะตัวเป็นกระดูกได้ ซึ่งถ้าขาดคอลลาเจนแล้วแคลเซียมก็ไม่สามารถที่จะเกาะตัวได้ ดังนั้นถ้าใครเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมวลกระดูกน้อย คุณควรต้องบริโภคไม่เฉพาะแต่แคลเซียมเท่านั้น คอลลาเจนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริโภคด้วยเช่นกัน


สำหรับคอลลาเจนมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในวงการศัลยกรรมความงาม ศัลยกรรมกระดูก การจัดฟันและวงการศัลยกรรมทั่วไป เป็นส่วนประกอบของผิวหนังสังเคราะห์ที่ที่ใช้ในผู้ป่วยที่สูญเสียจยากผิวหนังเนื่องจากอุบัติเหตุไฟไหม้ ซึ่งใช้คอลลาเจนสังเคราะห์ผิวหนังของลูกวัว (Bovine), หรือจากหมู (Equine ,Porcine) บางครั้งจะใช้ผิวหนังจากผู้บริจาค หรือใช้ซลิโคนสังเคราะห์แทน คอลลาเจนได้มีการจำหน่ายในลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนช่ววยเคลื่อนไหว เนื่องจากคอลลาเจนเมื่อรับประทานเข้าไปจะย่อยสลาบเป็นโปรตีนและกรดอะมิโนในที่สุดจึงช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอแต่วิธีใช้โดยการรับประทานนั้นพบได้น้อยมาก ดังนั้น วงการแพทย์ในปัจจุบันจึงมีการใช้คอลลาเจนในแง่ของศัลยกรรมมากที่สุด


วิธีที่จะเพิ่มคอลลาเจนนั้นทำได้หลายวิธีคือ 1. การฉีดคอลลาเจนโดยตรงจากแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีง่าย ค่าใช้จ่ายสูงเต่เสื่อมสลายเร็ว 2. รับประทานอาหารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี ซึ่งปัจจุบันคอลลาเจนนับเป็นสารสำคัญที่ถูกกล่าวขวัญถึงในแวดวงสุขภาพและความงามอย่างมากเพราะเป็นสารสำคัญที่ร่างกายของคนเราต้องการเพื่อใช้ในการซ่อมแซมกระดูก รวมถึงเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนังทำหน้าที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ ช่วยเสริมความเรียบตึงให้กับผิวพรรณไม่ให้หย่อนคล้อยกลายเป็นคนแก่ก่อนวัยอันควร



ขายตรงคึกลุยตลาดคอลลาเจนเต็มสูบ


ในส่วนของตลาด Collagen ในวงการธุรกิจเครือข่ายขายตรงนั้นค่าย กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ ถือเป็นค่ายแรกที่ปลุกกระแส Collagen ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่อปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมาด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Giffarine Abalone Collagen (กิฟฟารีนอะบาโลน คอลลาเจน) ซึ่งเป็นคอลลาเจนสดสกัดเย็นจากหอยเป๋าฮื้อผสมในน้ำทับทิมเพื่อดับกลิ่นคาวทำให้รับประทานได้ง่ายยิ่งขึ้น


กิฟฟารีนอะบาโลนขายปีแรก 5 ล้านขวด


ทั้งนี้การวิจัยระบุว่าคอลลาเจนสดที่รับประทานและผ่านการย่อยแล้วเป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน ซึ่งเพียงแค่ปีแรกที่กิฟฟารีนเปิดตัว กิฟฟารีนอะบาโลนคอลลาเจน ที่สกัดมาจากหอยเป๋าฮื้อก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามและสามารถทำยอดขายในปีแรกถึง 5 ล้านขวดเลยทีเดียว และในปีเดียวกันนี้บริษัทพันธมิตรทางการค้าของกิฟฟารีนที่ค้นคิดวิจัยและผลิตสินค้าให้กับกิฟฟารีนยังได้รับรางวังนวัตกรรมดีเด่นแห่งชาติอีกด้วยและในปัจจุบันกิฟฟารีนยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนออกมาสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง



คังเซนเฟล็กซิคอลลาเจน คุณค่าที่มาพร้อมกับความอร่อย!


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวใหม่ล่าสุดมีชื่อว่า คังเซนเฟล็กซิคอลลาเจน ซึ่งเป็นคอลลาเจนเปปไทด์อนุภาคเล็กนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส ที่ให้พลังงานต่ำเพียง 20 กิโลแคอรี


บริษัทคังเซนฯ ให้นักธุรกิจของบริษัทได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์คังเซนเฟล็กซิคอลลาเจนเป็นประจำทุกๆ วันตลอดระยะเวลา 3 เดือนก่อนที่จะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างเป็นทางการ แม้จะให้เวลาถึง 3 เดือนแต่เพียงแค่สัปดาห์เดียวนักธุรกิจคังเซนกับรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวแองอย่างเด่นชัด ทั้งความเต่งตึง ขาวใสของใบนะและผิวพรรณอย่างชัดเจนนั่นคือความสุขสุดยอดของคังเซนเฟล็กซิคอลลาเจน


บริษัทคังเซน ได้พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์คอลลาเจนขึ้นมาในรูปแบบใหม่คล้ายกับเยลลี่มีรสชาติหอมหวานปราศจากกลิ่นคาวยิ่งแช่ยิ่งรสชาติอร่อยแค่ฉีกซองก็รับประทานได้ทันทีซึ่งปกติโดยทั่วไปจะผลิตออกมาในรูปแบบผงบรรจุซองและแต่งกลิ่นแต่งรสชาติเพื่อให้ทานง่ายแค่ฉีกซองแล้วเทผงลงไปผสมกับน้ำอุ่น น้ำเย็น หรือน้ำผลไม้ก็ทานได้ทันทีเช่นกัน หรือผลิตออกมาในลักษณะเครื่องดื่มชนิดน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันกลิ่นคาว และทำให้ง่ายต่อการรับประทานเช่นเดียวกัน


คอลลามินไอยรา ความสวยที่ยอมกันไม่ได้


บริษัทไอยรา แพลนเน็ต จำกัด นอกจากเก่งเรื่องการฝึกอบรมแล้วสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของค่ายนี้เก่งชนะเลิศไม่แพ้ใครเหมือนกัน นอกจาก งาดำ ที่ขึ้นชื่อแล้ววันนี้ยังมีการพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งชนิดนั่นคือ คอลลาเจน ซึ่งก็คือคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลผลงานวิจัยของรศ.ปรัชญา คงทวีเลิส ผู้คิดค้นเซซามีนในงาดำนั่นเอง...คอลลามินเป็นศูนย์รวมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายเพราะมีส่วนประกอบมากมาย อาทิ Fish HyDrolyzed Collagen คอลลาเจนจากปลาทะเล ที่ไร้กลิ่นคาว คอลลามินหรือคอลลาเจนของไอยราพัฒนามาในรูปแบบผงเพียงแค่ฉีกซองแล้วผสมกับน้ำเย็น ก็จะได้น้ำสีเขียวหอมหวานอร่อยปราศจากกลิ่นคาวใดๆ ทำให้ทานง่ายเช่นเดียวกัน นับเป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว



ISO3 ซูเลียน...เปิดมานานแต่ยังไม่เปรี้ยง


ISO3 เป็นชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคอลลาเจนบริสุทธิ์เป็นส่วนผสม เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพอีกหนึ่งรายการของบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่เปิดตัวมายาวนานร่วม 4 ปี แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่มีความโดดแด่นเรื่องความอ่อนเยาว์บนใบหน้าและดูผิวพรรณให้กระชับและกระจ่างใสแต่ปัจจุบันยังไม่ได้โปรโมทถึงจุดแข็งของสินค้าตัวนี้มากนัก


นิวไลฟ์คอลลาเจน อาวุธเด็ดต่อต้านความชรา!


เร็วๆนี้ บริษัท นิวไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็พร้อมที่จะเปิดตัว นิวไลฟ์คอลลาเจน (New Life Collagen) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ทั้งในส่วนของผิวพรรณรวมถึงกระดูกและข้อต่ออีกด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ผู้คนต่างหันมาให้ความสำคัญกับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองกันมากยิ่งขึ้นและผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราป้องกันความเหี่ยวย่นบนใบหน้าและผิวพรรณในรูปแบของ Collagen ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างแพราหลายและกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงของผู้บริโภคในช่วงเวลานี้เป็นอย่างมากในระดับฟีเวอร์อย่างสุดๆ เลยทีเดียวเพราะผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ใครๆก็อยาก กินกันแก่เกินแกง ด้วยกันทั้งสิ้น





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556


วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko): แผนการตลาดยุติธรรม คังเซน ปันผลกำไร 1% นักขายเฮรับทรัพย์อู้ฟู้







64728_571709119520582_1155906149_n (Mobile)

 


นอกจากจะมีรายได้ต่อเดือนคนละหลายแสนบาทหรือบางคนจะมีรายได้มากกว่าหนึ่งล้านบาทต่อเดือนในทุกๆเดือนมายาวนานแล้ว แต่ด้วยแผนการตลาดที่ยุติธรรมของบริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ยึดถือและปฏิบัติใช้กันมายาวนานร่วม 20 ปี ยังได้กำหนดให้มีการ มอบเงินปันผลกำไรปลายปี 1 เปอร์เซ็นต์ ให้กับสมาชิกระดับสูงในฐานะหุ้นส่วนธุรกิจคังเซนฯ ตั้งแต่ระดับเอ็มเมอร์รัลสตาร์ ไดเรกเตอร์ (ESD) ขึ้นไป, ระดับไดมอนสตาร์ ไดเรกเตอร์ (DSD) ขึ้นไปและระดับสูงสุดคราวน์สตาร์ ไดเรกเตอร์ (CSD) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในรอบสิ้นปีบัญชีของ บริษัท ทั้งนี้บริษัทฯจะจ่ายเงินปันผลกำไรปลายปี 1% ให้เมื่อครบรอบสิ้นปีบัญชีดังกล่าว


และเมื่อเร็วๆ นี้นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดได้ทำพิธีมอบเงินปันผลกำไรปลายปี 1 % ให้กับสมาชิกนักธุรกิจในตำแหน่งคราวน์สตาร์ไดเรกเตอร์ (CSD) ที่ผ่านคุณสมบัติครบถ้วนตามแผนการตลาดและเดินทางกันมาเพื่อรับรางวัลเงินปันผลกำไรปลายปีประจำปี 2555 กันอย่างคึก อาทิ (1.) CSD ธีระยุทธ-บุตรี รับเงินปันผล 1,053,832 บาท (2.) CSD สมหมาย เกียรติ จึงตระกูล รับเงินปันผล 957,882 บาท (3.) CSD บุญศรี จิตรังสี รับเงินปันผล 903,062 บาท (4.) CSD ชลธิชา ปุราเท-เอกสิทธิ์วัฒนานุสรณ์ รับเงินปันผล 819,041 บาท (5.) CSD ศุภาวีร์ ณัฐวัสส์ ดวงคำ รับเงินปันผล 808,690 บาท (6.) CSD พีรศักดิ์ เรืองจิต รับเงินปันผล 711,359 บาท (7.) CSD กัญญณัช อัครโชติเวท รับเงินปันผล 660,918 บาท และ (8.) CSD กษิดิ์นาถ โพธิ์ทอง รับเงินปันผล 632,572 บาท


สำหรับการมอบเงินปันผลกำไรปลายปี 1% ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมธุรกิจและผ่านคุณสมบัติครบถ้วนตามแผนการตลาด ซึ่งเป็นการมอบตามเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ที่สมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติพึงจะได้รับและได้มีการกำหนดไว้ในแผนการตลาดอย่างชัดเจน ซึ่งสิทธิประโยชน์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยอีกข้อหนึ่งเลยทีเดียวและบริษัท คังเซนฯ ได้มอบความพิเศษสุดนี้ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมธุรกิจมายาวนานถึง 20 ปี แล้ว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงปี56เร่งเครื่องรั้งอันดับ TOP5 หลังโผยอดขายปี55พลิกล็อคเพียบ !









จับทิศอันดับยอดขายบริษัทขาย ตรงปี56...หลังหลายค่ายเดินหน้าปล่อย ยุทธศาสตร์เพียบ หวังรั้งอันดับ TOP 5 กลับคืนมา!...พบเบอร์ 1 แอมเวย์อันดับยัง คงเหนียวแน่นตลอดกาล ด้วยยุทธศาสตร์ เหนือเมฆปล่อยออกมาเป็นซีรี่ส์ หวังครองใจคนทั่วโลก เผย 10 อันดับขายตรงปี53- 55 เริ่มพบเห็นอันดับเปลี่ยนมือ ยอดขายบางค่ายตกฮวบ...พร้อมเตรียม จับตาปี56 การแข่งขันในสมรภูมิรบขายตรงดุเดือดเลือดพล่านแน่!


...นับได้ว่าในปี 2555 ที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการ แข่งขันกันค่อนข้างสูงทีเดียว ทั้งในเรื่อง ของ ชั้นเชิงธุรกิจ หรือแม้กระทั่ง กึ๋น ของ ผู้ประกอบการ เองก็ตามที ที่ใส่กัน แบบไม่ยั้งหวังที่จะอยู่ในอันดับยอดขาย ที่ดีที่สุด หรือไม่ให้ตกไปจากอันดับเดิมที่ รั้งอยู่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า อันดับยอด ขาย ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าตาของบริษัทเลย ก็ว่าได้ เพราะหากค่ายไหนที่มีอันดับยอด ขายที่ดี หรือไม่ตกอันดับไปจากเดิม ก็ ถือว่ามีแต้มต่อในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และการเติบโตที่ค่อนข้างที่จะมีความ มั่นคงนั่นเอง วันนี้ต้องบอกว่า ธุรกิจขาย ตรง ค่อนข้างที่จะเติบโตอย่างร้อนแรงที เดียว ทั้งค่ายที่เกิดใหม่ หรือแม้กระทั่งค่าย เก่า ๆ ที่อยู่มานานก็ตามที เห็นได้อย่าง หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่โตตามเป้า และมียอดทะลุเกินเป้าหมายก็หลาย ๆ ค่ายทีเดียว
...จะเห็นได้ว่า วันนี้ ยอดขายที่เรียก ว่า โตแบบร้อนแรง อันดับ 1 ที่รั้งมานาน ยังคงเป็นของยักษ์ใหญ่จากอเมริกานั่น ก็คือ แอมเวย์ แต่ที่น่าสนใจคงจะหนี ไม่พ้นบริษัทขายตรงที่อยู่ในอันดับ 2-10 ที่มีการเปลี่ยนอันดับออกมาให้เห็นกันอยู่ทุกปี นั่นก็หมายความว่า ฝีมือและ ชั้นเชิงทางธุรกิจของ ผู้ประกอบการ แต่ละค่าย อาจเรียกได้ว่าไม่ทิ้งห่างกัน มากเท่าที่ควร

เผย10 อันดับขายตรงปี53-55 อันดับเปลี่ยนมือยอดขายฮวบ

...วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำไม... ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ถึงสามารถรั้งจ้าว ผู้นำเครือข่ายในเมืองไทยตลอดกาล!.. คำถามนี้ คงเกิดขึ้นในความคิดของใคร หลายคนอย่างแน่นอน...ส่วนหนึ่งอาจจะ เป็นเพราะการเข้าใจและเข้าถึงความ ต้องการของผู้บริโภคที่สำคัญยังสามารถ พลิกคัมภีร์รบได้ค่อนข้างเร็ว ตาม สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ หากลองเปรียบเทียบอันดับ ยอดขายของบริษัทขายตรงในช่วงปี 2553-2555 ที่ผ่านมา พบว่า อันดับยอด ขายเริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น ได้ชัด โดยทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ขอแจงข้อมูลยอดขายของ 10 อันดับ บริษัทขายตรงให้ทุกท่านทราบดังนี้
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2553 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 14, 370 ล้านบาท อันดับที่ 2 กิฟฟารีนปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 4, 912 ล้านบาท อันดับที่ 3 เอม สตาร์ ปี 2553 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 4,901 ล้านบาท อันดับที่ 4 ซูเลียน ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4, 400 ล้านบาท อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2553 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 2,700 ล้านบาท อันดับที่ 6 คังเซนฯ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ ที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 1, 500 ล้านบาท และอันดับ 10 ไลฟ์ สไตลส์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 1,500 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2554 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2554 ปิด ยอดขายอยูที่ 5,540 ล้านบาท อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 5,488 ล้านบาท อันดับที่ 4 เอม สตาร์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,203 ล้านบาท อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 3,998 ล้านบาท อันดับที่ 6 หมอเส็ง ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2554 ปิด ยอดขายอยู่ ที่ 2,200 ล้านบาท อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2554 ปิด ยอดขายอยูที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2554 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และอันดับ ที่ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 1,822 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2555 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2555 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท อันดับที่ 4 นีโอไลฟ์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 5,400 ล้านบาท อันดับที่ 5 ยูนิซิตี้ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 3,700 ล้านบาท อันดับที่ 6 เอม สตาร์ ปี 2555 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 3,147 ล้านบาท อันดับที่ 7 หมอเส็ง ปี 2555 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 2,700 ล้านบาท อันดับที่ 8 นู สกิน ปี 2555 ปิดยอดขายอยูที่ 2,500 ล้า นบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2555 ปิด ยอดขายอยูที่ 2,400 ล้านบาท และอันดับ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 1,750 ล้านบาท

แอมเวย์ ขอรั้งจ้าวผู้นำเครือข่าย จับตาปี56หลายค่ายเร่งเครื่องชิงอันดับ

...จะเห็นได้ว่า ในช่วง ปี 2553-2555 ยอดขายของบริษัทขายตรงไทยใน 10 อันดับแรกแต่ละปี จะมีการเปลี่ยนแปลง ทุกปี เฉพาะอันดับ 2-10 เท่านั้น เห็นได้ จากในปี 2553 เจ้าตลาดเครือข่ายอันดับ 1 ยังคงเป็นในส่วนของแอมเวย์ ส่วนอันดับที่ 2 เป็นในส่วนของบริษัทกิฟฟารีน และต่อมาในปี 2554 ค่ายม้ามืดอย่าง ซูเลียน ก็มารั้งอันดับที่ 2 แทนค่าย กิฟฟารีน พร้อมกับขึ้นมาแซงค่ายเอม สตาร์อีกหนึ่งค่าย เรียกว่ายอดขายแต่ละ ค่ายขึ้นมาเบียดกันอย่างน่าตกใจเลยที เดียว
แต่ที่น่า ตกใจเป็นอย่างยิ่งคงจะ เป็นในส่วนของค่าย เอม สตาร์ ที่เรียก ว่า ออกมาสตาร์ทด้วยยอดขายดีดีอย่าง มากในช่วงปี 2553 โดยรั้งอยู่ที่อันดับ 3 แต่พอหลังจากนั้นในปี 2554 และ ปี 2555 ยอดขายของค่ายนี้ก็ตกฮวบลงอย่างน่า ตกใจพร้อมกับอันดับก็ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 6 ในปี 2555...ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิด เช่นเดียวกันว่า ทำไมค่ายนี้ยอดขายถึงดิ่ง ลงเหวลงเรื่อย ๆ ในแต่ละปี ทั้ง ๆ ที่ในช่วง แรกค่อนข้างที่จะออกตัวแรงอย่างมากที เดียว
แต่อีกหนึ่งค่ายที่เรียกว่าน่าจับตา มองเป็นอย่างยิ่งใน ยุคนี้ พ.ศ.นี้ คงต้อง เป็นค่าย นีโอไลฟ์ ที่อันดับยอดขายเริ่ม ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ที่สำคัญ ยอดขายเติบโต ค่อนข้างเร็วอย่างมากทีเดียว ในขณะนี้ เดียวกัน อีกหนึ่งค่ายอย่าง นู สกิน ถึง แม้อันดับจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่สำหรับยอด ขายแล้ว ต้องบอกว่าค่ายนี้มีอัตราการ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
เช่นเดียวกับ ยูนิซิตี้ ที่ ทั้งอันดับและยอดขายต่างก็ ถีบตัวสูงขึ้นเป็นอันดับ จากที่ ในปี 2553 และ 2554 อยู่ ในอันดับที่ 8 มาในปี 2555 ที่ ผ่านมา สามารถรั้งขึ้นมาอยู่ที่ อันดับที่ 5 เลยทีเดียว ส่วนทาง ด้าน หมอเส็ง ถึงแม้ว่าในปี 2553 จะไม่ติดอยู่ใน 10 อันดับ บริษัทขายตรงที่มียอดขายที่ ดีแล้ว จนกระทั่งในปี 2554 สามารถติดอยู่ที่อันดับ 6 แซง บริษัทข้ามชาติอย่าง นู สกิน และ ยูนิซิตี้ ชนิดที่ว่าไม่เห็น ฝุ่นกันเลยทีเดียว
แม้กระทั่งค่าย จอย แอนด์คอยน์ เอง ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ก็เริ่มติดอยู่ใน 10 อันดับแรกด้วยเช่นกัน พร้อม กับมียอดขายเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจนถึงในปี 2555 นี้ ... แต่ก็มีอีกหนึ่งค่าย ที่น่าตกใจ เช่นเดียวกัน กับทั้งในเรื่องของ ยอดขายและอันดับที่ร่วงควบคู่ กันนั่นก็คือ ค่าย คังเซน-เคน โก หลังจากที่องค์กรภายใน มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารเกิด ขึ้น เช่นเดียวกับค่าย ไลฟ์ สไตลส์ ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2553 ติดอยู่ในอันดับ 10 ของบริษัทที่ มียอดขายที่ดี แต่ในวันนี้พบว่า ค่ายนี้ ได้กระเด็นหลุดหนีออก จากวงโคจรนี้ ไปเป็นที่เรียบร้อย แล้ว!!

หลายค่ายปล่อยยุทธศาสตร์แรง หวังดึงยอดขายกลับคืนชีพ

...หลังจากที่ตัวเลขผล ประกอบการในปี 2555 ของแต่ ละบริษัทฯ ได้ออกมาแล้ว พบ ว่า มีทั้งค่ายที่มียอดขายเติบโต ดี และค่ายที่มียอดขายที่ถือว่า ยังไม่ตรงตามเป้าเท่าที่ควร ด้วย เหตุนี้เอง ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างเตรียมกลยุทธ์เพื่อที่จะช่วง ชิงความได้เปรียบและกระตุ้น ยอดขายกันตั้งแต่ต้นปี เห็นได้จาก เบอร์ 1 ใน วงการขายตรงอย่าง แอมเวย์ ก็เช่นกัน ที่ในปีนี้ ก็ออกมา ประกาศถึงยุทธศาสตร์ ที่ยังคง เน้นกลยุทธ์เดิม ด้วยการ มุ่งเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิด ประสิทธิผลมากที่สุด พร้อม กับการชูกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพและความงาม รวมถึง การเตรียมนำเสนอไลฟ์สไตล์ โซลูชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลในวัย และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการ เฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการเสริมทัพ หน้าด้วยการสื่อสารเชิงรุก ทั้ง ในเรื่องของการสร้างแบรนด์ให้ ใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านการใช้ กระแสโซเชียลมีเดียมากขึ้น การเพิ่มแอมเวย์ช็อป ให้ กระจายสู่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อ เพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภค สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่วนทางด้านค่าย ซูเลียน การทำตลาดในปีนี้ คงเน้นกลยุทธ์ซุ่มเงียบเหมือน เช่นเคย ไม่มีการออกสื่อให้ข่าว แต่อย่างใด แต่จะเป็นกลยุทธ์ ในเรื่องของการใช้การฝึกอบรม เทรนนิ่งสมาชิกเป็นหลักเสีย ส่วนใหญ่สำหรับในปีนี้ ด้าน กิฟฟารีน พบว่า ใน ปีนี้ จะเป็นการเน้นการขยาย ตลาดไปยังต่างประเทศอย่าง ต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกปีนี้ จะเข้าไปเปิดตลาดในประเทศ อินโดนีเซีย ต่อจากนี้ จะไปเจาะ ตลาดประเทศเวียดนามในปี 2557 รวมถึงการรุกขยายสาขา ในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 พร้อมกับ เตรียมที่จะเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ ใน กิฟฟารีนชาแนล เพื่อขยาย ฐานลูกค้าให้กว้างและครอบคลุม ในทุกพื้นที่
...เช่นเดียวกับค่าย นีโอ ไลฟ์ ที่ยังคงส่งเสริมการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมสินค้าโอท็อป กับทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมลง นาม MOU กับทางกระทรวง มหาดไทยเหมือนที่ผ่านมาเช่น เดิม รวมถึงการจัดกิจกรรม โรดโชว์ตามภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับการเปิดรับสมัครการ ประกวด นีโอ สตาร์ส ตามโรง เรียนมัธยมศึกษา นอกจากนี้ ทาง นีโอไลฟ์ เอง ยังเตรียมที่จะบุก ตลาดอาเซียนมากยิ่งขึ้น ไป พร้อม ๆ กับการมองหาตลาด ใหม่ ๆ เพื่อเข้าไปขยายธุรกิจ ต่ออีกด้วย นอกจากนี้ ทางด้าน ยูนิซิตี้ ก็มีแผนงานที่สำคัญ ในปีนี้ คือ เตรียมที่จะขยาย ตลาดเพิ่มขึ้นใน 3 ประเทศด้วย กัน คือ ลาว, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม เพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างต่อเนื่อง และการเน้นใน เรื่องของการอบรมเพื่อให้ผู้นำ ประสบความสำเร็จ พ่วงท้าย ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในการกระตุ้นยอด
...เรียกได้ว่า วันนี้การที่ จะก้าวสู่ผู้นำในตลาดขายตรง ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีความพร้อมครบทุก ๆ ด้าน ที่ สำคัญ ต้องอ่านเกมการแข่งขัน ในแต่ละปีให้ขาดด้วย ในขณะ เดียวกัน เชื่อว่าในปีนี้ สมรภูมิ รบ ใน ธุรกิจขายตรง คงเป็น เกมที่น่าจะแข่งขันกันอย่างสนุก และตื่นเต้นอย่างแน่นอนในปีนี้ เพราะถือว่าเป็น เกมแห่ง ศักดิ์ศรี เลยก็ว่าได้ เพราะวันนี้ หากค่ายไหนเสียหลักพลาดท่า เมื่อไหร่...เชื่อว่า อันดับยอด ขาย ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นปีที่ผ่าน ๆ มาอย่าง แน่นอน!!...ไม่เชื่อคอยดู




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

ขายตรงQ1พาเหรดเปิดตัวสินค้าใหม่ ชูความโดดเด่นพรึ่บหวังกระทุ้งยอดต้นปีตื่น !









สมรภูมิรบขายตรงร้อนระอุ!...หลังหลายค่ายเข็นสินค้าใหม่ออก มาสู้ศึกเพียบพร้อมโชว์ความโดดเด่นทางด้านสินค้าที่มีคุณภาพ มี โนวฮ์าวล้ำสมัย...ระบุสินค้าเพื่อสุขภาพ-ความงาม ยังเป็นสินค้ากลุ่ม ฮอตฮิตในตลาดเครือข่ายพ่วงท้ายด้วยสินค้ากลุ่มเกษตร เผยเตรียม พบสินค้าใหม่ที่จะออกมาสู่ตลาดเครือข่ายอีกเพียบเร็วๆนี้ทั้งค่าย เล็ก-กลาง-ใหญ่


ผ่านพ้นไปแล้ว 2 เดือน เกมการแข่งขัน ใน ธุรกิจขายตรง ก็ยังคงทวีความร้อนแรง แบบไม่มีขีดสุด และยิ่งจะเพิ่มอุณหภูมิแบบ ร้อนฉ่าขึ้นเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกับ อุณหภูมิ ความเดือดของ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ของ ธุรกิจขายตรง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ ที่สำคัญในการทำตลาดเช่นกัน...เพราะยิ่งหากค่ายไหนเข็นสินค้าใหม่ออกมาเย้ายวน ใจผู้บริโภคได้มากแค่ไหน เชื่อว่าก็น่าที่จะมี ภาษีทางธุรกิจที่ดีกว่าเช่นกัน แต่ทั้งนี้ สินค้า ใหม่ที่ออกมา ก็ต้องโดนใจทั้งผู้บริโภคและ สมาชิกด้วย
...ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ขอซูม ความเคลื่อนไหวของค่ายขายตรงในช่วงต้น ปีว่า มีค่ายไหนบ้าง ที่ปล่อยสินค้าใหม่ ๆ ออกมาสู่ตลาดกันบ้าง และสินค้าแต่ละตัวนั้น มีความโดดเด่นเป็นอย่างไร ซึ่งมีรายละเอียด ให้ทุกท่านได้ติดตามดังนี้


Q1สินค้าใหม่เปิดตัวเพียบ ชูความโดดเด่นด้านนวัตกรรม


...เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ของปีนี้ หาก ใครที่พอจำกันได้ดี กับสินค้าใหม่ของค่าย ยู นิซิตี้ นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ชื่อ LC ที่ค่ายนี้ ส่งตรงเข็นออกมา เพื่อต้องการ ตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักสุขภาพ เรียกได้ว่า เป็นการตอบรับกระแสเทรนด์รัก สุขภาพที่ปีนี้กำลังมาแรงนั่นเอง
โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลซี (LCDietary Supplement Product) ถือเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเวย์โปรตีนชนิดผง สำหรับชงดื่ม (รสวานิลลา) ทางเลือกสำหรับ ผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนและควบคุมปริมาณ ของคาร์โบไฮเดรต เพื่อสุขภาพที่ดี และยังมี ส่วนช่วยควบคุมน้ำหนัก ในผู้ที่มีน้ำหนักตัว เกินด้วย โดยส่วนประกอบที่สำคัญ ของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลซี ได้แก่ โปรตีน เมทริกซ์ (โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา โปรตีน สกัดจากนมวัว และเวย์โปรตีน) มอลโต เด็กซ์ตริน อินนูลิน ไฟเบอร์ วิตามินและเกลือ แร่รวม ซูคราโลส และกลิ่นวานิลลา
ซึ่งต้องบอกว่า ส่วนหนึ่งที่ ยูนิซิตี้ เติบโตและมียอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่อง มาได้ นั้น สินค้า ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที เดียว โดยทางด้าน มร.คริสโตเฟอร์ คิม ประธาน ยูนิซิตี้ เอเชีย แปซิฟิก เอง เชื่อว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลซีตัวใหม่ ก็น่าที่ จะสร้างยอดขายที่ดีและผู้บริโภคให้การตอบ รับด้วยเช่นกัน
...มาดูกันอีกหนึ่งค่ายที่ขอบอกว่าเป็น เจ้าพ่อเปิดตัวสินค้าใหม่ เลยก็ว่า นั่นก็คือ ค่าย ดี เน็ทเวิร์ค ที่ในปีนี้ เบิกฤกษ์เปิดตัว สินค้าใหม่ ด้วยการเข็นสินค้าทางการเกษตร ออกมาบุกตลาดเครือข่ายภายใต้ชื่อ บานเย็น ซึ่งเป็น สารบำรุงสมองพืช โดย สินค้าในกลุ่มนี้มีอยู่ 3 ตัว ด้วยกัน คือ ตัวแรก บานเย็นรากขาว ตัวต่อมาคือ วัคซีนพืช เป็น การเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพืช ซึ่งทำจาก ซิลิก้าและกรดอะมิโน ตัวที่ 3 คือ สารเพิ่ม ผลผลิตบานเย็น เร่งการผลิตดอกออกผล ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถือเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรม สารเสริมพืชแห่งยุค โดยสินค้าเกษตรดัง กล่าว เป็นเทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ ที่สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน
โดยสินค้ากลุ่มบานเย็น นี้ ทางด้าน ค่าย ดี เน็ทเวิร์ค เอง มีความมั่นใจว่า จะ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าขายดีในลำดับ ต้น ๆ ของทางบริษัทอีกด้วย โดยในช่วงที่ ผ่านมา พบว่า ค่ายนี้ ได้มีการทดลองแจก สินค้าดังกล่าวไปแล้วกว่า 200 ชุดด้วยกันเพื่อให้เกษตรกรได้ทดลอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ ที่สำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะถ้า หากสินค้ามีการใช้ดีและเห็นผล จริงนั่นก็หมายความว่า การทำ ตลาดของสินค้ากลุ่มนี้ก็จะง่าย ขึ้นตามมาด้วย ที่สำคัญ ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เอง ยังตั้งเป้าหมาย ยอดขายผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไว้ที่ 60 ล้านบาทในปีนี้อีกด้วย ซึ่งก็ต้อง มาติดตามกันดูว่าจะบรรลุตาม เป้าหมายหรือไม่
...ข้ามฝากมาที่ค่าย พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค กันบ้าง ที่ ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ มีแผนที่ จะเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นกาแฟ รันส์คอฟฟี่ 44 โดยเป็นกาแฟ สำหรับผู้ชาย ที่จะเปิดตัวในช่วง เดือนมีนาคมนี้ หลังจากที่ผ่าน มา พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค เอง ได้มีการเปิดตัวสินค้า M9 Coffiee ที่เป็นกาแฟผสมคอลาเจน จากประเทศฝรั่งเศสสำหรับ สุภาพสตรี โดยค่ายนี้บอกว่า กระแสตอบรับค่อนข้างที่จะดี อย่างมาก นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ใน ช่วงเดือนกลางปีนี้ เตรียมที่จะ เปิดตัวสินค้าใหม่ประเภท ปศุสัตว์หรืออาหารสัตว์สำหรับ สุนัขและแมวอีกด้วย ซึ่งถือเป็น อาหารสัตว์ตัวใหม่ที่ พระราม เก้าเน็ตเวิร์ค เอง ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการทำการวิจัยร่วมกัน พร้อม กับมีแผนที่จะขยายไลน์ของ สินค้าประเภทยาสมุนไพรเพิ่ม อีก โดยมีเป้าหมายที่จะออก ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ในรูปแบบ ของยาเม็ดบำรุงร่างกาย ที่มีส่วน ผสมของกระดูกเสือ มีสรรพคุณ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งคาดว่า จะเปิดตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
...ด้านค่าย นิว ไลฟ์ ก็ไม่ น้อยหน้าเช่นกัน ซึ่งก็ได้เริ่ม ทยอยออกสินค้าใหม่เพื่อตอบ สนองความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภคเช่นกัน ซึ่งสินค้าที่ จะชิมลางออกมาในช่วงไตรมาส แรกปีนี้นั้น มีอยู่ 3 รายการด้วย กัน คือ สินค้าตัวแรกชื่อว่า ลูทีน พลัส เป็นผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร บำรุงสายตา เหมาะ สำหรับผู้ที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน สินค้าตัวที่ 2 ผลิต ภัณฑ์คอลลาเจน และสินค้าตัว ที่ 3 เป็นพวกแชมพู ยานวด เจล อาบนํ้า
ส่วนค่าย มาบุญครอง ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ก็ออกมา เข็นสินค้าใหม่ 2 รายการสู่ตลาด เครือข่ายเช่นกัน นั่นก็คือ SB-2 โค เอน ไซม์ คิวเท็นตราศิริชัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อ สุขภาพสตรี และ D 1 (ดี1) ตรา ศิริชัย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อการ ล้างพิษทั่วร่างกาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ ใหม่ทั้ง 2 รายการนี้ ทางมาบุญ ครองเอง ได้บอกว่าค่อนข้างที่จะ ได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจ เป็นอย่างดีทีเดียว พร้อมกับมี แผนที่จะเข็นสินค้าใหม่ๆออก มาสู่ตลาดในปีนี้อย่างต่อเนื่อง เช่นกัน
เช่นเดียวกับค่าย คัง เซน-เคนโก ที่มีข่าวแว่วมาว่า เตรียมที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ ที่ ยิ่งใหญ่แห่งปีกันเลยทีเดียวใน วันที่ 24 มีนาคม 2556 นี้ ที่อา คารคังเซน เพลส นั่นก็คือ Kangzen PROGENE โปรจีน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณให้ กระจ่างใส กระชับกล้ามเนื้อ ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ อย่างแท้จริง พร้อมเสริมด้วยสาร SOD ที่ต้านอนุมูลอิสระ ผิวสวย และสุขภาพดี และผลิตภัณฑ์ คังเซน เฟล็กซิ คอลลาเจน ที่ จะช่วยบำรุงผิวพรรณเช่นกัน... เรียกว่าน่าที่จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่ม สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ ของสุภาพสตรีได้เป็นอย่างดีที เดียว
ด้าน บริษัท ไอยรา แพลน เน็ต จำกัด อีกหนึ่งบริษัทขาย ตรงน้องใหม่ที่กำลังมาแรงอยู่ใน ขณะนี้ ก็ได้มีการเปิดตัวสินค้า ใหม่ประมาณ 4 รายการด้วยกัน ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ไม่ว่า จะเป็น เครื่องดื่มสำหรับผู้ชาย ผลิตภัณฑ์อาหารผิว ผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด เป็นต้น ซึ่งทางด้าน ไอยราเอง มีความคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ที่จะมีการ เปิดตัวในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ น่า ที่จะสามารถสร้างยอดขายให้ กับบริษัทได้เป็นอย่างดีทีเดียว
...จะเห็นได้ว่า ในเรื่องของ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ถือเป็น อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ ธุรกิจขายตรง เลยก็ว่าได้ เพราะหากค่ายไหน ที่มีสินค้าที่ โดดเด่น และสามารถสร้างจุด ขายให้กับผลิตภัณฑ์นั้นสำเร็จ เชื่อว่าในเรื่องของยอดขายก็จะ ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ต้องมา ติดตามกันดูว่า ในไตรมาสที่ 2 ที่ กำลังจะมาถึงนี้ จะมีค่ายไหนที่ เข็นสินค้าใหม่ ๆ ออกมาสร้าง สีสันให้กับธุรกิจบ้าง คงต้องติดตามกันต่อไป!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko): พาท่องแดนต้องมนต์ "มาเลเซีย" 3 วัน 2 คืน








เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา บริษัทคังเซนเคนโก นำโดยคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ นำทีมนักธุรกิจคังเซน ผู้พิชิตรางวัลท่องเที่ยว โครงการ UP5 ท่องแดนต้องมนต์ "มาเลเซีย" เมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม 3 วัน 2 คืน เพื่อท่องเที่ยวและพักผ่อนกับบรรยากาศในธรรมชาติ ความงดงามแห่งเมืองเกนติ้ง ไฮแลนด์ ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางความอบอุ่น สนุกสนาน กันทั่วหน้า


 


 

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko กับ เสี่ยเอ๋ (อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ )
















ดูเหมือนว่าในปี'56 นี้ค่ายขายตรง"คังเซน-เคนโก"ของบิ๊กบอส "อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์" คงจะพอยิ้มได้หายใจคล่องขึ้นเพราะผู้นำระดับบิ๊กหลายสายทั่วเมืองไทยจับมือกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า...เราจะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวให้ได้เเละจะเอาจริงเอาจังกับพวกนอกรีตที่ทำธุรกิจนอกแผนการตลาดไม่ว่าจะเป็นพวกที่ชอบ"ขายสินค้าตัดราคา"หรือพวกที่ชอบ"เเย่งสายงานกันเอง"ให้หมดไปจากอาณาจักรขายตรงคังเซนฯในเร็ววันเพราะหลังจากได้เห็นสถิติยอดขายที่ LEADER TIME จัดอันดับมาเเทบจะทำใจรับกันไม่ได้...ที่ปล่อยให้ยอดขายสาละวันเตี้ยลงๆ มาถึง 2 ปีติต่อกันทั้งๆที่ความเป็นจริงน่าจะทะลุทะลวงไปถึง 3,000-4,000 ล้านบาทมานานหลายปีเเล้วเเละยิ่งปีที่ผ่านมาก็ทำได้เพียง 1,750 กว่าล้านบาทเกือบจะหลุดโผ1ใน 10 บริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ซะเเล้ว!!! ดังนั้นในปีนี้แม่ทีมคังเซนฯทุกหมู่เหล่าตั้งใจร่วมกันว่า...ขอสู้กันอีกสักตั้งด้วยยอดขายเบาๆ ในระดับ 2,500 ล้านบาท... เป็นของขวัญให้กับผู้บริหาร ซึ่งยอดขายระดับนี้น่าจะทำให้ "บิ๊กบอสอิทธิศักดิ์" ยิ้มอย่างสดชื่นขึ้นมาบ้างไม่มากเเต่ก็"ม่น้อยนะครับ



 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ตื่น! ขุมทรัพย์เมืองขะแมร์ ขายตรงไทย บุกกัมพูชา!









กระแสการเปิดเสรีการค้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ที่จะมาถึงในปี 2558 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับเหล่าบรรดาผู้ประกอบการขายตรงคนไทยและบริษัทขายตรงต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชาธุรกิจขายตรงกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้กัมพูชากลายเป็น ขุมทรัพย์ แห่งใหม่ที่ทำให้เหล่านักลงทุนมากหน้าหลายตาให้ความสนใจแห่เข้าไปร่วมหลักปักฐานลงทุนอย่างเนืองแน่นนับ 10 บริษัทในปัจจุบันทั้ง อารากอนเวิลด์ 54 , คังเซน-เคนโก,เอมสตาร์เน็ทเวิร์ค, นีโอไลฟ์, ซูเลียน , จอย แอนด์ คอยน์ ที่ต่างเป็นเสือปืนไวมองการณ์ไกลชิงเข้าไปปักหลักสร้างฐานขยายเครือข่ายธุรกิจกันอย่างเต็มกำลังอีกทั้งยังหวังใช้กัมพูชาเป็นฐานบัญชาการในการขยายฐานธุรกิจสู่ประเทศเวียดนามในอนาคตอันใกล้อีกด้วย ขณะที่ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง เวิลด์ไวด์ บริษัทขายตรงหนึ่งเดียวจากประเทศอเมริกากำลังจะกลายเป็นบริษัทขายตรงระดับอินเตอร์รายแรก ที่จะเข้าไปปักหลักลงทุนในกัมพูชาอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้


จากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสารสำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ได้เปิดเผยตัวเลขข้อมูลค่าการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในรูปของ การค้าชายแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในปีตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่า 55,200 ล้านบาทเลยทีเดียวและที่สำคัญประเทศไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการส่งออกกชายแดนของไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าการนำเข้าชายเดนกัมพูชา โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุตสากรรมเกษตร ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าประเภท อุปโภค-บริโภค และสิ่งทอเป็นต้น ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของสินค้านำเข้าจากกัมพูชาที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สิ่งทอ เศษเหล็ก หนังโค-กระบือ สินค้าประมงและปศุสัตว์ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าของไทยนั้นเป็นที่นิยมและยอมรับของประชาชนชาวกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง


ในขณะที่ภาคส่วนของธุรกิจขายตรงนั้นได้มีการค้าขายระหว่างชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชามายาวนานแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาได้แก่ อุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์ สระแก้ว, จันทบุรีและตราด ซึ่งจุดการค้าผ่านแดนทั้งหมดนี้มีจัดการค้าที่สำคัญ คือ ตลาดโรงเกลือ ที่ตั้งอยู่ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วมีมูลค่าการค้าสูงที่สุด ซึ่งการทำธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่มักทำกันในลักษณะของการหอบหิ้วสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชาหรือคนกัมพูชาเข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยหรือบางคนมีครอบครัวอยู่ในกัมพูชาก็นำเอาธุรกิจขายตรงจากประเทศไทยเข้าไปขยายฐานในประเทศกัมพูชาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำให้คนกัมพูชารู้จักธุรกิจขายตรงเป็นอย่างดีและยังชื่นชอบสินค้าขายตรงจากประเทศไทยอีกต่างหาก


ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงจากประเทศไทยได้เข้าไปปักหลักฐานสร้างธุรกิจขายตรงในประเทศกัมพูชาอย่างชัดเจนกันเป็นจำนวนมากมาย เนื่องจากกฎหมายการลงทุนในประเทศกัมพูชาเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้เอง 100 % ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศไทยและจากต่างประเทศหลั่งไหลกันเข้าไปลงทุนในประเทศนี้กันมากยิ่งขึ้นและส่วนใหญ่มุ่งเน้นเปิดสำนักงานใหญ่ขึ้นที่พนมเปญเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเลยทีเดียว


- ทูตพาณิชย์ชี้คนกัมพูชาชอบขายตรงไทย


สำหรับการเข้าไปลงทุนเปิดดำเนินการธุรกิจขายตรงของคนไทยในประเทศกัมพูชานั้นคุณจิรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยได้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทซึ่งโดยส่วนตัวมั่นใจว่าน่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเพราะพื้นฐานของคนกัมพูชาชอบทำค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ เจริญเติบโตขึ้นทำให้ประชาชนในประเทศนี้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ชีวิตมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้นความนิยมในความสวยความงามเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ทั้งในด้านความสวยความงามรวมถึงอาหารเสริมบำรุงสุขภาพในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่งการเข้ามาของบริษัทขายตรงหลายๆ บริษัทจากประเทศไทยทำให้พวกเขาทำธุรกิจเป็นอาชีพธุรกิจนี้ยังสามารถทำให้พวกเขามีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย


ผู้คนในประเทศนี้ยินดีเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่พวกเขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้วเพราะหลายคนเคยทำธุรกิจหรือบางคนเคยซื้อสินค้าขายตรงจากประเทศไทยมาใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจธุรกิจนี้ ที่สำคัญรายได้ต่อเดือนของคนกัมพูชาในระดับผู้ใช้แรงงานนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 3,000 บาท หากเขามุ่งมั่นทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังก็จะเป็นการช่วยทำให้พวกเขามีรายได้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย


คุณจิรนันท์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ไม่เคยได้ยินปัญหาเรื่องธุรกิจขายตรงเข้ามาหลอกลวงคนกัมพูชาเลยแม้แต่รายเดียว นั้นแสดงว่าบริษัทขายตรงจากประเทศไทยที่เข้ามาเปิดในกัมพูชานั้นมีความเป็นมาตรฐานสูงเลยทีเดียว ในฐานะที่เป็นทูตฝ่ายการพาณิชย์ยินดีที่จะให้คำปรึกษากับนักลงทุนของคนไทยทุกคนที่เข้ามาลงทุนในประเทศนี้และอย่าได้กลัวว่าเป็นเรื่องยากเพราะกัมพูชาและไทยก็มีวัฒนธรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจขายตรงน่าจะเติบโตได้สูงมากในประเทศนี้และยังสามารถขยายต่อไปยังประเทศเวียดนามได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งนั้นน่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจนี้เลยทีเดียว


- อารากอนเวิลด์54 ปักหมุดรายแรกในพนมเปญ


บริษัท อารากอนเวิลด์54 จำกัด ถือเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่เข้าไปลงทุนเปิดสำนักงาน อารากอนเวิลด์ สาขาพนมเปญ เป็นรายแรกเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ด้วยการลงทุนเช่าอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ถึง 4 คูหาพร้อมทั้งเปิดโรงเรียนสอนการทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังให้กับคนกัมพูชาได้เข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจในธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ Aragon world Business School ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมาอารากอนฯได้จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งสาขาพนมเปญขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่มีสมาชิกนักธุรกิจอารากอนเข้ามาร่วมงานอย่างมากมายกว่า 2,000 คนเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีตัวอย่าง ผู้นำธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ขึ้นไปแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จกันล้นเวทีเลยทีเดียว


คุณนภดล กลิ่นบำรุง ประธานบริษัท อารากอนเวิลด์ 54 เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาเป็นผลสำเร็จและถือเป็นบริษัทขายตรงคนไทยรายแรกที่เข้าไปบุกเบิกตลาดในประเทศนี้ขอบอกด้วยความภูมิใจว่า อารากอนเวิลด์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะเรามีสินค้าที่ดีเข้าไปทำตลาดและมีแผนการตลาดที่ทันสมัยสามารถช่วยทำให้ประชากรของประเทศนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว วันนี้เรากล้าบอกได้เลยว่า อารากอนเวิลด์กัมพูชาสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการลงทุนได้แล้วและผลกำไรที่ได้มาเหล่านั้นส่วนหนึ่งได้นำกลับไปลงทุนสร้างและขยายสาขาเพิ่มทั้งที่เสียมราชและที่อื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจของอารากอนเข้าถึงประชาชนในประเทศกัมพูชามากยิ่งขึ้นอีกด้วย


คังเซน-เคนโก สยายปีกในพนมเปญ!


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทขายตรงของคนไทยเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงที่เข้าไปบุกเบิกตลาดขายตรงในประเทศแถบอินโดนีเซีย,พม่า,เวียดนาม,สปป.ลาวและเมื่อต้นปี 55 ปีที่ผ่านมาก็ได้ทำพิธีเปิดตัว คังเซน-เคนโกสาขาพนมเปญ อย่างเต็มตัว ด้วยการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจชาวกัมพูชาและในงานเปิดตัวธุรกิจคังเซนฯในวันนั้นก็ได้รับการตอบรับจากผู้คนชาวกัมพูชาอย่างล้นหลามเช่นเดียวกันคังเซนฯเปิดตัวในกัมพูชาด้วยการชูสินค้าความสวยความงามและผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพซึ่งเป็นสินค้าที่ยอดนิยมและตรงกับความต้องการของหนุ่มสาวที่รักสวยรักงามเป็นอย่างยิ่ง ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงคังเซนฯในพนมเปญมีอายุครบ 1 ขวบปีซึ่งถือเป็นหนึ่งขวบปีที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม


- กาแฟโสม-ยาสีฟันซูเลียนขายดีในกัมพูชา!


หลายปีก่อนหน้านี้บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เคยคิดที่จะเข้าไปปักหลักฐานสร้างธุรกิจในประเทศกัมพูชามาครั้งหนึ่งแล้วแต่ก็ได้ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปโดยปริยายเพราะปัญหาบุคลากรภายในประเทศ ถึงแม้จะล้มเลิกแต่สินค้าของซูเลียนโดยเฉพาะกาแฟโสมและยาสีฟันรวมถึงผงซักฟอกก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้นำที่ยังคงทำธุรกิจอยู่ต้องเดินทางมาซื้อสินค้าจากฝั่งประเทศไทยโดยเฉพาะที่ ซูเลียนโรงเกลือเอเยนซี่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเอเยนซี่ของนายไพบูลย์ โอภาสไพบูลย์และมีการจัดประชุมแนะนำธุรกิจกันอย่างต่อเนื่องและถึงวันนี้นายไพบูลย์ได้นำธุรกิจขายตรงซูเลียนไปเปิดศูนย์สาขาที่จขังหวัดเสียมเรียบและศรีโสภณเรียบร้อยแล้วและล่าสุดยังขยายไปเปิดศูนย์ขยายงานธุรกิจซูเลียนที่จังหวัดไพลินเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง โดยปัจจุบันซูเลียนมียอดขายสินค้าในประเทศกัมพูชาสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาทเลยทีเดียว


-นีโอไลฟ์ เปิดตัวยิ่งใหญ่ที่พนมเปญ


เมื่อปลายปีที่ผ่านมาบริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ของคุณนพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริษัทได้ทำการเปิดตัว บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล คัมโบเบีย ขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากเข้าไปปักหลักสร้างฐานธุรกิจที่เมืองพนมเปญมานานร่วมปี ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นีโอไลฟ์ฯเข้าไปลงทุนเองทั้งหมดในประเทศนี้ด้วยงบประมาณเริ่มต้นถึง 30 ล้านบาทและใช้ระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงแพกเกจจิ้งของสินค้าก็เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเปิดสาขาที่พนมเปญแล้วในเร็วๆนี้จะเข้าไปเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา คือ สาขาพระตะบอง,สาขาสีหนุวิลล์,สาขากัมปงจาม โดยวางเป้าหมายไว้ว่าจะสร้งนีโอไลฟ์ฯในกัมพูชาให้เป็นสาขาต้นแบบสำหรับการขยายตัวสู่ตลาดเวียดนามและเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (AEC) ในปี 2558 อีกกด้วย


- ยูนิซิตี้ ขายตรงอเมริกันรายแรกในกัมพูชา


ในวันที่ 19 มกราคม 56 ที่จะถึงนี้บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง เวิลด์ไวด์ จำกัด บริษัทขายตรงจากประเทศอเมริกาจะเข้าไปเปิดตัว ยูนิซิตี้มาร์เก็ตติ้งสาขาพนมเปญ อย่างเป็นทางการหลังจากที่ผู้นำจากประเทศไทยเข้าไปขยายฐานธุรกิจในประเทศนี้มานานหลายปีและใช้ศูนย์ขยายธุรกิจที่บริเวณตลาดโรงเกลือจังหวัดสระเก้วสำหรับจัดประชุมแนะนำธุรกิจยูนิซิตี้ให้กับนักธุรกิจกัมพูชาที่เข้ามาจากฝั่งปอยเปตได้รู้จักธุรกิจนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันนักธุรกิจของยูนิซิตี้ในฝั่งปอยเปตนั้นถือว่ามีขุมกำลังเป็นจำนวนมากเช่นกัน การเข้าไปเปิดสาขาที่พนมเปญในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าไปเปิดในช่วงเวลาที่เหมาะสมเลยทีเดียว


-กิฟฟารีน ลุยตลาดกัมพูชาโตครองอันดับ 3


เรียกได้ว่า ตลอดเวลา 16 ปีที่ กิฟฟารีน ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้น มีสมาชิกผู้บริโภครวมกว่า 6.3 ล้านรหัส และสามารถใช้ระบบสนับสนุนธุรกิจให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีนกว่า 50,000 รหัส ให้ประสบความสำเร็จมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา ซึ่งในส่วนนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้กล่าวถึงการขยายธุรกิจของกิฟฟารีนในตลาดอาเซียนว่า ขณะนี้ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง รวมถึงประเทศกัมพูชาก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เติบโต เป็นอันดับ 3 รองจาก มาเลเซีย และพม่า ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดขายในตลาดต่างประเทศโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท แบ่งออกเป็นยอดขายในส่วยของธุรกิจขายตรงมีประมาณ 150 ล้านบาทและยอดขายในส่วนธุรกิจค้าปลีกแบรนด์แพทติน่า อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท โดยคาดหวังว่าหากมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียนขึ้นในปี 2558 แล้วจะเป็นแรงหนุนให้ยอดขายในตลาดต่างประเทศของกิฟฟารีนเพิ่มขึ้นไปถึง 500 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน


-J&C ปลื้มกัมพูชากระแสดีโกยกว่า 10 ล้านต่อเดือน


ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหารบริษัทฯกล่าวว่า ในแต่ละตลาดที่ จอย แอนด์ คอยน์ รุกก้าวเข้าไปถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตค่อนข้างดีอย่างในกรุงพนมเปญ


ประเทศกัมพูชานั้นมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ สืบเนื่องจากประเทศดังกล่าวมีอัตราว่างงานสูง จึงทำให้หลายคนไขว่คว้าที่จะมีอาชีพหรือสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง ในขณะที่เราเองก็พร้อมที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจและชีวิตใหม่ให้กับพวกเรา โดยตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ได้ปักหลักเปิดดำเนินธุรกิจในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จนถึงทุกวันนี้ จอย แอนด์ คอยน์ มีฐานสมาชิกหลักพันคน หรือคิดเฉลี่ยผู้ที่สมัครเข้าร่วมธุรกิจ100-200 คนต่อเดือนเลยทีเดียว


-อาวียองซ์ เจาะความงามกัมพูชาคนแห่ร่วม 6,000 รหัส


ในขณะที่ อาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยมภายใต้การบริหารงานของยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยนั้นก็ได้เปิดแนวรุกตลาดความงามในประเทศกัมพูชาด้วยการเปิดตัว อาวียองซ์ กัมพูชา อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วรวมทั้งล่าสุด มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยและบอสหญิงแกร่ง สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์กัมพูชา Mr.Soun Kosal ที่สามารถพิชิตตำแหน่งในระดับ Area Executive Business Associate ได้สำเร็จเป็นคนแรก พร้อมกับเปิดอาวียองซ์ ช็อป เฟล็กชิพ สโตร์ แหเงแรก ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา


โดยปัจจุบันมียอดสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ กัมพูชา มากกว่า 6,000 รหัส ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากกระแสตอบรับที่ดีของกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาประกอบกับยูนิลีเวอร์เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จัก ทให้สมาชิกมีความมั่นใจในธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ LEADER TIME รายปักษ์ ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 215

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก: โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต








มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนางพิมพร อินทฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดลานนา จ.ปทุมธานี วันที่ 14 ธันวาคม 2555


[gallery]

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko กับ เสี่ยเอ๋ (อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ )









 


 


 


 


 


 


 


ล่าสุดทางบริษัทได้จัดงาน Shining Like The Queen of Beauty ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา งานนี้บอสใหญ่อย่าง คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุพันธ์ ก็เปิดโอกาสให้นักข่าวสัมภาษณ์อย่างเต็มที่


ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Kristine Ko Kool Perl Series การแสดงวิสัยทัศน์ ของประธานกรรมการบริหาร คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุพันธ์ การลงนามเซ็นสัญญาทางธุรกิจระหว่าง Kangzen KenKo กับ Chemical Industrial และยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย จนสาธยายไม่หมด บอกได้แต่ว่าใครที่พลาดงานนี้แล้วจะเสียใจ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย "คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko" กับ เสี่ยเอ๋ (อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ )








 


 


 


 


 


 


 


 


หลายวันก่อนเห็นนางสาวไทยมากมายหลายคน (ซึ่งแต่ละนางล้วนงามหยดย้อยกันเหลือเกิน)เดินอยู่เต็มพื้นที่ในงานเปิดตัว เพิร์ล ซีรีย์เครื่องสำอางนวัตกรรมใหม่ของค่ายคังเซน-เคนโกฯ ที่ไบเทคบางนาฯ พลันที่เห็นหน้า เสี่ยเอ๋ อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหารของค่ายนี้ที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ห่างๆ เลยแอบเข้าไปกระซิบถามว่า นางสาวไทยมาทำอะไรกันตั้งเยอะแยะในงานนี้ ได้ความว่า นางสาวไทยแต่ละตนล้วนใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยเฉพาะ มุก เป็นทุนเดิมอยู่แล้วรวมถึงคังเซนฯเป็นผู้สนับสนุนหลักการประกวดมายาวนาน นางสาวไทยจึงให้เกียรติมาร่วมงานในการเปิดตัวเพิร์ล ซีรีย์ กันอย่างคึกคัก มิน่าละ! ในงานนี้ถึงได้เห็นสมาชิกคังเซนฯ ต่อแถวเข้าคิวซื้อสินค้าตัวใหม่นี้กันจนยาวเหยียด


ส่วนสินค้าตัวนี้ใช้ดีขนาดไหนคงไม่ต้องบอกเพราะขนาด นักข่าวสื่อมวลชน ที่เข้าไปร่วมงานในวันนั้นได้รับแจกให้กลับไปลองใช้คนละชุด หลายวันผ่านไปได้ยินนักข่าวขายตรงนั่งคุยกันซะดังเหลือเกินว่า เฮ้ย! แกใช้สินค้าใหม่ของคังเซนฯหรือยังว่ะ... ข้าใช้แล้วมันดีจริงๆว่ะ ขนาดนักข่าวยังคอนเฟิร์มว่า ใช้แล้วดี แต่อยากจะบอกปัญหาให้ เสี่ยเอ๋ ทราบไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจอีกซักนิดว่า..ถ้าใช้หมดแล้วเนี่ยะจะขอไปใช้อีกได้หรือเปล่า(555)


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เหล่าสมาชิก ตบเท้าเข้างานสุดพลัง คังเซนฯ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น อย่างคับคั่ง








 


ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิกคังเซนฯ ในเขตพื้นที่ และใกล้เคียง รวมถึงสมาชิกจาก สปป.ลาว ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศภายในงานครึกครื้นสนุกสนาน มีบูธผลิตภัณฑ์ครบทุกกลุ่มไว้คอยให้บริการ พร้อมทั้งบูธเกมส์ซึ่งมีสมาชิกให้ความสนใจเล่นเกมส์จำนวนมาก พร้อมด้วยการเสวนา และการแชร์ประสบการณ์เคล็ดลับความสำเร็จจากนักธุรกิจระดับไดเรกเตอร์ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมงานได้รับพลังกันเรียกว่าเต็มร้อย ทุกท่านต่างมีกำลังใจและเทคนิคในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


[gallery link="file" orderby="title"]