ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายนพปฎล เมฆเมฆา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายนพปฎล เมฆเมฆา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เลือก "เลขาสคบ.ใหม่" ร้อนฉ่า!! "มือที่3" โผล่ซัดเละแจ้งวัฒนะ


เลือกเลขาธิการสคบ. คนใหม่ระอุ!! 2 รอง นพปฎล - จีรชัย เจอปมร้อน มือที่ 3 โผล่แจม โม่ง ปล่อยข่าว - เรื่องร้องเรียนจ้าละหวั่น แจ้งวัฒนะ ต่างถูกลากโยง นัวเนียประเด็น ข้อสงสัย พฤติกรรม คาดเป็นชนวนเหตุ กรรมการ เลื่อนสัมภาษณ์รอบตัดเชือก 24 ก.ค.ยาวถึง 1 ส.ค.นี้ ก่อนส่ง รัฐมนตรี ชงครม.พิจารณาอังคาร 7 ส.ค.ต่อ ขณะ อัศวิน ประกาศลาออกเก้าอี้นายกสมาคม อุตฯขายตรงกลางอากาศ อ้างเหตุผลักดัน สมาพันธ์ขายตรงไทย เหลว! พร้อมเปรย! รอฟ้าเปลี่ยนว่ากันใหม่!!


แหล่งข่าวระดับสูงในวงการธุรกิจ ขายตรงรายหนึ่ง เปิดเผย ธุรกิจเครือข่ายฯ ถึงการเลื่อนพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ออกไปจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 เป็นวันที่ 1 สิงหาคม 2555 นี้ของ คณะกรรมการว่า อาจมีสาเหตุมาจากปัญหา ภายในที่กำลังมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นกับ 2 รอง เลขาธิการสคบ.ซึ่งเป็นตัวเต็งที่จะได้รับการ พิจารณาทั้งคู่


ด้วยก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน ได้เกิดกระแสข่าวปล่อยจากคนในวงการ ขายตรงว่า นายนพปฎล เมฆเมฆา ซึ่งดำรง ตำแหน่งรองเลขาธิการสคบ.และรักษาการ เลขาธิการสคบ.ไปมีส่วนได้ส่วนเสียและ พัวพันกับการอนุมัติให้บริษัทขายตรงราย ใหม่รายหนึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ กระทั่งนายนพปฎลต้องไปชี้แจงต่อรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล จนมีการตรวจสอบไต่สวน กันขึ้น


แล้วต่อมาทราบมูลเหตุข้อเท็จว่า นายนพปฎล ถูกกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งนำชื่อไป อ้างในการเสนอแลกผลประโยชน์กับผู้ประกอบ ธุรกิจขายตรงรายใหม่รายหนึ่ง ซึ่งกลุ่มบุคคล ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการธุรกิจขาย ตรงปัจจุบัน โดยแหล่งข่าวระดับสูงรายเดิมระบุ ว่า บุคคลที่ 3 เหล่านี้มีชื่อหัวหน้าทีมนำหน้าว่า น. และทราบว่าขณะนี้กำลังถูกเจ้าหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องติดตามตัวอย่างใกล้ชิดอยู่


ส่วนทางด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการสคบ.อีกคนหนึ่งก็กำลังได้รับการ ร้องเรียนจากบุคคลภายนอกส่งเรื่องร้องเรียนตั้ง ข้อสงสัยพฤติกรรมไปยังเลขาธิการสคบ.ซึ่ง ปัจจุบันก็คือนายนพปฎลในฐานะรักษาการ เลขาธิการสคบ.ให้ตรวจสอบว่ามีส่วนได้เสีย กับการรับเงินบริจาคจากองค์กรเอกชนเพื่อ สนับสนุนการดำเนินงานวันคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา


โดยหนังสือร้องเรียนจากบุคคลภาย นอกดังกล่าวถูกส่งถึงสคบ.ราวต้นเดือน กรกฎาคม และในวันที่ 12 กรกฎาคม เลขาธิการสคบ.โดยอำนาจก็ส่งเรื่องดังกล่าวให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ตรวจสอบ แต่ทางป.ป.ช.โยนกลับมาที่ สำนักงาน สคบ. ต้นสังกัดให้ดำเนินการตรวจสอบเอง เพราะ เป็นเรื่องภายในสคบ.


แหล่งข่าวระดับสูงในการขายตรงอีก รายหนึ่ง กล่างถึงกรณีนายจิรชัยว่า เป็นเรื่อง ที่คนภายนอกซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริจาค สนับสนุนการดำเดินงานวันคุ้มครองผู้บริโภค แล้วได้ตั้งข้อสังเกตถึงการอ้างขอรับบริจาค เงินสนับสนุนของสคบ.โดยนายจิรชัยได้รับ อนุญาตจากเลขาธิการสคบ.คนก่อน (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นผู้ดำเนินการ ที่จะถ่ายทอด สดงานดังกล่าวออกสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ ไทย ช่อง 11 แต่วันงานจริงสคบ.ไม่ได้ถ่ายทอด สดผ่านช่อง 11 แต่อย่างใด


ต่อประเด็นนี้แหล่งข่าวรายเดิมกล่าว เพิ่มเติมว่า นายจิรชัยได้เข้าชี้แจงต่อรัฐมนตรี นายวรวัจน์พร้อมแจกแจงรายรับทั้งหมดของ ยอดการรับบริจาคงานวันคุ้มครองผู้บริโภค ดังกล่าวประมาณ 8.5 แสนบาท แล้วมี ค่าใช้จ่ายสำหรับการถ่ายทอดผ่านช่อง 11ประมาณแสนกว่าบาทไปแล้ว หลังจากได้นำ เทปไปออกอากาศในเวลาต่อมา ด้วยวันจัดงาน ของสคบ.ทางช่อง 11 มีรายการด่วนจึงไม่ สามารถดำเนินการถ่ายทอดสดให้ได้


ขณะที่อีกซีกหนึ่งของวงการธุรกิจ ขายตรงวันที่ 24 กรกฎาคมวันเดียวกันนั้น นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ ได้ประกาศลาออก จากการเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรง ไทย หรือ TDIA = Thai Direct Sale Industrial Association ต่อหน้ากรรมการบริหารสมาคม และสื่อมวลชน โดยอ้างเหตุผลสำคัญว่าไม่ สามารถเป็นผู้ประสานสมาคมขายตรงอื่นๆ อีก 2 สมาคมให้บรรลุสู่เป้าประสงค์ตามที่ ตั้งไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง 6-7 เดือนก่อนหน้านี้ ในการจะรวมพลังจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรง ไทย ขึ้น


มีเหตุหลายอย่างให้ผมไม่สามารถ เป็นขับเคลื่อนให้มีการตั้งสมาพันธ์ขายตรงไทย ขึ้นได้ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งที่มารับ ตำแหน่งครั้งแรก ด้วยทางสมาคมใหญ่เองหลัง เปลี่ยนนายกสมาคมคนใหม่ก็ยังไม่มีท่าที รวม ถึงกระแสข่าวที่ใหญ่บางคนไม่ต้องการให้มีการ รวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ขายตรงด้วย หากฟ้า เปลี่ยนค่อยมาว่ากันใหม่อีกทีนะครับ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "สคบ." จับมือ "ทิพยประกันภัย" เอาใจ 3 ส. ลดเบี้ยประกันติดตรามาตรฐาน


สคบ. ดึง 3 สมาคม วงการขายตรง ให้ความรู้ติดตราสัญลักษณ์มาตรฐาน เฟ้นหาบริษัทน้ำดีนำร่องประทับตรา ด้าน ทิพยประกันภัย ถูกดันให้เป็นบริษัทรับประกันสินค้า และนักธุรกิจอิสระ ส่วนเรื่องเบี้ยประกันยัง ไม่ชัดขอเวลาปรึกษา แย้มบริษัทในสังกัด 3 สมาคมมีสิทธิ์ได้เฮ เบี้ยประกันลดให้ในราคาพิเศษ เหตุผลเป็นบริษัทดี

นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค เปิดเผยว่า แต่ละปี สคบ.รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนผู้บริโภคหลายพันราย ในความเสียหายต่อทรัพย์สิน เงินทอง และการเสียชีวิตจาก การใช้สินค้าและบริการต่างๆ จนทำให้ กระบวนการแก้ปัญหา หรือเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค ต้องใช้ระยะเวลานานเกือบปีหรือบางรายก็หลายปี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ สคบ. จัดทำตราสัญลักษณ์ สคบ. หรือ CONSUMER PROTECTION GUA-RANTEE ขึ้น เพื่อลดกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยากในการพิจารณา โครงการ นี้จึงถือเป็นมิติใหม่ของหน่วยงาน สคบ. ที่จะริเริ่มการทำงานเชิงรุกสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ทาง สคบ.เองเริ่มต้นรณรงค์การ ขอรับตราสัญลักษณ์โดยตัดสินใจเลือก ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจแรก เนื่องจาก ที่ผ่านมามักมีผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงเป็นจำนวน มาก เราจึงต้องมีระบบการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือทั้งระบบการตรวจสอบบริษัท การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบระบบค้ำประกัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ประกอบการจะมีระบบชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ในส่วนของหลักเกณฑ์การขอรับ ตราสัญลักษณ์ นายนพปฎล กล่าวว่า ในเบื้องต้น สคบ.จะตรวจสอบประวัติของผู้สมัคร โดยสถานประกอบการนั้นๆ จะต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนดทั้งหมด เช่น บริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีคดีฟ้องร้องติดค้างและต้องผ่านการตรวจรับรองฉลากโฆษณา ถูกต้อง รวมถึงตรวจสัญญาต่างๆ ก่อนจะแจกตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค โดยตรา สัญลักษณ์ดังกล่าว รัฐบาลต้องการให้ติดทั้ง ที่สถานประกอบการ และบนฉลากสินค้าทั้งหมดของบริษัท ดังนั้น จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องนำหลักฐานรับรองคุณภาพ มาตรฐานต่างๆ ของสินค้าแต่ละตัวเข้ามาแสดงด้วย ซึ่งการออกตราสัญลักษณ์ ดังกล่าว ทางสคบ.คาดว่าในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ น่าจะเห็นผลโดยชัดเจน โดยผู้ที่ได้รับตราสัญลักษณ์สินค้าต้องมาต่ออายุ ทุก 2 ปีและเจ้าหน้าที่จะลงตรวจสินค้าทุก 6 เดือน

อย่างไรก็ดี เงื่อนไขที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง สำหรับการขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภค ก็คือ แต่ละบริษัทจะต้องมีการขอ รับประกันจากบริษัทประกันภัยก่อน เพื่อให้ บริษัทประกันเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภค หรือนักธุรกิจอิสระ เวลาที่เขาซื้อสินค้าไปแล้วเกิด ความเสียหาย แทนที่สคบ.หรือผู้บริโภคจะเข้าไปฟ้องร้องเอง ซึ่งอาจทำให้ใช้ระยะเวลา นานกว่าที่ผู้บริโภคจะได้รับการเยียวยา บริษัท ประกันภัยก็จะเข้ามารับผิดชอบตรงจุดนี้ ส่วนวงเงินของการทำประกัน จะดูประวัติเป็นรายบริษัทไปว่า บริษัทนี้มีเรื่องร้องเรียน มากน้อยแค่ไหน โดยปัจจุบันบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการกับสคบ.ยังคงมีเพียงบริษัท ทิพยประกันภัย เพียงบริษัทเดียว เนื่องจากทิพยประกันภัยเป็นบริษัทที่ภาครัฐถือหุ้นอยู่ ทั้งนี้ทางสคบ.ก็ไม่ได้จำกัดว่า บริษัทประกันภัย ต้องเป็นทิพยฯ เท่านั้น จะ เป็นบริษัทอื่นๆ ก็ได้ เพียงแต่ ณ วันนี้ เมื่อเป็นการเริ่มต้นเราก็ต้องร่วมงานกับบริษัทประกันภัยที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ นายนพปฎล ยังได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า การขอรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นภาคบังคับ ยังคงเป็นเพียงภาคสมัครใจ เพราะหากบริษัทไหนมีตราก็ถือว่าบริษัทนั้น ได้มีการพัฒนา มีระบบการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคมากกว่า ส่วนประเด็นสอบถามที่ว่าบริษัทขาย ตรงที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ต้องอยู่ในสังกัด สมาคมขายตรงต่างๆ หรือไม่ นายนพปฎล กล่าวว่า จริงๆ แล้วเดิมที สคบ.ก็อยากจะ ให้อยู่ในสมาคม เพราะจะได้มีการกำกับดูแล อย่างทั่วถึง แต่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแสดงเหตุผลที่น่าสนใจว่า คนที่เขาไม่สังกัดสมาคมเขาก็ทำถูกต้อง แล้ว มีระบบประกันภัยที่ดี เขาก็ควรมีสิทธิขอ รับตราสัญลักษณ์ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่า บริษัทขายตรงทุกๆ บริษัทหากมีองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ที่เรากำหนด ก็สามารถขอรับตราสัญลักษณ์ได้

ด้าน นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทิพยประกันภัย (จำกัด) มหาชน กล่าวถึง หลักเกณฑ์สำหรับการพิจารณาออกเบี้ยประกันภัยให้กับบริษัท ที่จะขอรับตราสัญลักษณ์สคบ. ว่า ในเบื้องต้นบริษัทจะคิดเบี้ยประกันตามกลุ่มลักษณะความเสี่ยงเดียวกัน คือ ผู้ประกอบธุรกิจเดียวกัน เราก็จะออกเบี้ยประกันในพื้นฐานเดียวกันก่อน

ต่อมาคณะกรรมการของสคบ.และเจ้าหน้าที่ของบริษัททิพยฯ ก็จะเข้าไปดำเนิน การตรวจสอบประวัติของแต่ละบริษัท ซึ่งการคิดเบี้ยประกันภัยหลังจากนี้จะเริ่มคิดแยกตามประวัติความเสี่ยงหรือความผิดต่างๆ ที่เคยมีของแต่ละบริษัท โดยแยกเป็น ความผิดเกี่ยวกับสินค้า และความผิดขององค์กร ดังนั้นแม้ว่าแต่ละองค์กรจะมีการขายผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน ก็อาจมีเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของความเสี่ยงดังที่กล่าวมา

อย่างไรก็ดี นายสมพร ก็ได้กล่าวต่อ ว่า หากหน่วยงานหรือบริษัทขายตรงที่เข้ามาขอรับประกันภัยนั้นสังกัดสมาคมขายตรง ต่างๆ อัตราเบี้ยประกันก็อาจมีสัดส่วนที่ลดลง เนื่องจากทิพยฯเชื่อว่าหน่วยงานที่มีการสังกัดสมาคมการขายตรงต่างๆ นั้นถือเป็นผู้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่ถูกต้อง อยู่แล้ว ฉะนั้นความเสี่ยงจึงลดลง บริษัทเหล่านี้ก็จะมีส่วนลดในเรื่องของเบี้ยประกันภัย

ทั้งนี้รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราเบี้ยประกันภัยในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจาก บริษัททิพยฯ และ สคบ.ต้องการปรึกษากับ ทางสมาคม หรือชมรมขายตรงต่างๆ ก่อน เพื่อระดมความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้ เพราะ ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการโดยตรงและรู้ดี ว่าปัญหาหรือข้อจำกัดของบริษัทต่างๆ นั้นคืออะไร จะทำให้เราได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ และยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย บริษัททิพยฯ จึง อาจใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ในการพบ ปะกับผู้ประกอบการขายตรง เพื่อร่วมปรึกษา สำหรับวางข้อกำหนดในการจัดทำเบี้ยประกัน ภัยต่อไป นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัททิพยฯ กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1318 ประจำวันที่ 18-7-2012 ถึง20-7-2012