ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวขายตรงโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวขายตรงโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รูอัน จับกระแสเกาหลีฟีเวอร์ สั่ง MONGNIS รุกตลาดไทย







r

 


 


รูอัน ขายตรงสัญชาติเกาหลี เผยไทยเป็นสาขาแรกที่มีการเปิดสำนักงาน หลังมองเห็นศักยภาพไทย ศูนย์กลางแห่งอาเซียน บวกกับกระแสเกาหลีฟีเวอร์ มาแรง อนาคตเล็งเปิดอะคาเดมี่สอนวัฒนธรรมเกาหลี หวังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ล่าสุด ส่ง MONGNIS ลุยตลาด Anti - Aging เมืองไทย


พาร์ค อิน ชอน ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตธุรกิจ ขายตรงในประเทศไทย จากสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสินค้าได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การที่ บริษัทได้เลือกเข้ามาทำธุรกิจในประ- เทศไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจ ในภูมิภาคอาเซียน เพราะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอาเซียน มีการคมนาคม ขนส่งที่สะดวกสบาย


อีกทั้งในปัจจุบันกระแสเกาหลีฟีเวอร์ใน ประเทศไทยค่อนข้างสูง และยังมีเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลี หลายแบรนด์เข้ามาทำตลาด ดังนั้นจึงมองว่าประเทศไทยเป็น ประเทศที่น่าสนใจ เหมาะแก่การเปิดสาขาเพื่อต่อยอดและ พัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งบริษัท ได้วางแผนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจ ของ รูอัน ออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ใน ขณะเดียวกันยังเป็นคลังสินค้าของอาเซียนอีกด้วย


นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจในด้าน ธุรกิจและวัฒนธรรมของเกาหลี และเพื่อการทำงานที่ง่ายขึ้น ของสมาชิกและผู้บริหารทั้ง 2 ประเทศ อีกทั้งในปัจจุบันยัง พบว่า คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจในวัฒนธรรมของ เกาหลี บริษัทได้วางแผนที่จะเปิดอะคาเดมี่ที่จะสอนทั้งเรื่องการทำธุรกิจแบบเกาหลี รวมไปถึงวัฒนธรรมต่างๆ ของ เกาหลีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องรอให้มีการ วางระบบธุรกิจให้เป็นที่เรียบร้อยก่อน จึงจะสามารถ ดำเนินโครงการนี้ได้


สำหรับ รูอัน ปัจจุบันได้มีนักธุรกิจเข้าไป ทำธุรกิจแล้วกว่า 18 ประเทศทั่วโลก แต่ ประเทศที่มีสำนักงานมีเฉพาะในประเทศ เกาหลีใต้และไทยเท่านั้น และในอนาคต บริษัทได้วางแผนที่จะเข้าไปเปิดสาขาใน ประเทศมาเลเซีย ในส่วนของประเทศไทย เบื้องต้นบริษัทต้องการสร้างการรับรู้ ให้เป็นที่รู้จักของคนไทยก่อน ขณะที่ สินค้าทุกรายการที่บริษัทนำเข้ามาทำ ธุรกิจจะเป็นสินค้าที่ผลิตและนำเข้า จากประเทศเกาหลีใต้ทั้งหมด


อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการสร้าง การรับรู้ถึงการเข้ามาเปิดดำเนิน ธุรกิจของ รูอัน ในประเทศไทยและ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจไทย และเกาหลี บริษัทได้จัดงาน “RUAN World’ Unity Sharing Vision” โดยในงานมีนักธุรกิจ ของ รูอัน จากเกาหลีเข้าร่วมงานประมาณ 130 คน


ด้าน เจมส์ ลี ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด และประธานบริหาร บริษัท รูอัน เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทและความ สำคัญในสังคมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและ ความสามารถที่โดดเด่น รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปตาม ยุคสมัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ “เสน่ห์แห่งความงาม” ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของความสวยงามของ ผู้หญิง บริษัทจึงนำสินค้าที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผิว เข้ามาทำตลาดในระบบเครือข่าย โดยผลิตภัณฑ์ไลน์แรก ของบริษัทจะอยู่ในกลุ่ม Anti - Aging เป็นผลิตภัณฑ์ความงาม ระดับพรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์ MONGNIS


 


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : MLM เวียดนามโตกระฉูด! ผู้ค้าไทยชิงหัวหาดรับ AEC "นู สกิน" ปักธง "ฮานอย-โฮจิมินห์"







iq814e06071b21702836aea94cd4ab98ab (Mobile)

 


ธุรกิจขายตรงประเทศเวียดนาม โตทะยานสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนปี 2012 มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท สถิติชี้แบรนด์ต่างชาติ โกยยอดขายได้มากกว่าแบรนด์ในประเทศ เหตุรสนิยมของคนในเวียดนาม ไว้ใจแบรนด์นอก ผลักดัน MLM ฝั่งไทยเปิดศึกชิงพื้นที่หัวเมืองใหญ่ตั้งฐาน รองรับ AEC ด้าน "นู สกิน" เดินเครื่อง บุกตลาดเวียดนามเต็มสูบ ปักธง 2 เมือง เศรษฐกิจ "ฮานอย-โฮจิมินห์" ชูสินค้าต้านแก่ "เอจล็อก" เป็นเรือธง มั่นใจเป้ายอดขายปีแรกผ่านฉลุย 450 ล้านบาท หลังผ่านมาครึ่งปีโกยแล้ว 80%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 3.1 แสนล้านบาท โดยตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ ประเทศ มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ในขณะที่ประเทศ เวียดนามซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน อาเซียน ด้วยปัจจัยที่มีประชากรประมาณ 90 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 13 ของโลก และมูลค่าอุตสาหกรรมขายตรงของเวียดนามในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท มีการเติบโตร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับ ปี 2554 ซึ่งนับว่าเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มเออีซี และนับเป็น การเติบโตสูงสุดติด 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรมขายตรงโลก ในปีระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีบริษัทยื่นขอจดทะเบียนเปิดดำเนินการในเวียดนามจำนวน 78 บริษัท และเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวน 54 บริษัท แบ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น 83.3% และแบรนด์ต่างชาติ 16.7%


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 51% รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวและเครื่องสำอาง 27% และผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ 9% ช่องทางการจำหน่ายใช้วิธีการขายผ่านบุคคลต่อบุคคล 100% เพราะ ยังถือว่าเวียดนามยังคงเป็นตลาดเปิดใหม่สำหรับขายตรง และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนั้น ช่องทางการขายแบบปากต่อปากจึงเป็นช่องทางหลักที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน


"นู สกิน เริ่มเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น สาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และ นับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกิน ในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจากทั้งหมด 10 ประเทศ ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับสภาวะการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในประเทศเวียดนามยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับไทย หรือมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง ใหม่ ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้นจะต้องได้รับการ ยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ดังนั้น บริษัทขายตรงที่จะเข้า ไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องดำเนินธุรกิจ ภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับทัศนคติของผู้บริโภคและให้ความรู้กับคนในประเทศ เวียดนามเปิดรับธุรกิจขายตรงมากขึ้น" นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนาม ช่วงเปิดตลาดใหม่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์เอจล็อกเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดภายใต้กลยุทธ์ "ageLOC Opportunity" ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ของคนในประเทศและด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่คาดการณ์ว่าตัวเลขของประชากรวัย 40 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเดียวกันกับทั่วโลก ซึ่งในขณะนี้สัดส่วนของยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจล็อกอยู่ที่ 65% ของยอด ขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่าง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ที่ 70:30


"เนื่องจากการทำตลาดในระยะนี้ยังถือเป็นช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ จึงเป็นช่วงที่บริษัทต้องการสร้างฐานสมาชิกผู้ทำธุรกิจเป็นหลัก และจากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้อยละ 57 ของประชากรในประเทศเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการเป็นเจ้าของ ธุรกิจของตัวเอง มองหาโอกาสทางการทำงานใหม่ๆ เสมอ อีกทั้งทุ่มเทกับการทำงานหนัก เราจึงจะเน้นไปที่การพิสูจน์ให้ชาวเวียดนามเห็นว่าเราแตกต่างจากบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิสัยทัศน์ของบริษัท โอกาส ทางธุรกิจ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ทำธุรกิจ นู สกิน สามารถประสบความสำเร็จได้จริงจากกลยุทธ์การตลาดที่เราวางไว้นี้ จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2556 จะมีจำนวนสมาชิก 30,000 บัญชีรายชื่อ และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 450 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายจำนวน 2 สาขาที่เมืองโฮจิมินห์ และเมืองฮานอย และจะขยายเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น" ภคพรรณ กล่าว


"ภคพรรณ" กล่าวต่อว่า "ทุกครั้งที่ นู สกิน ไปเปิดดำเนินการที่ประเทศใดก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจ อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศ ปลูกฝังด้านจรรยาบรรณของ ผู้แทนจำหน่าย และสิ่งที่นู สกิน คำนึงถึงตลอดเวลาคือการตอบแทนคืนกลับสู่สังคม สำหรับในเวียดนาม เราได้เริ่มช่วยเหลือเด็ก ผู้ป่วยโรคหัวใจภายในการโครงการ SEA Childrenžs Heart Fund โดยร่วมมือกับองค์กรการกุศล East Meet West ซึ่งภายใน ระยะเวลา 1 ปี ที่นู สกิน เวียดนามเปิดดำเนิน การ เราช่วยเหลือด้านการผ่าตัดเด็กผู้ป่วย โรคหัวใจไปแล้ว จำนวน 5 ราย"


"อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทวางกลยุทธ์ สร้างการเติบโตผ่านการเปิดดำเนินธุรกิจ นู สกิน เพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศเออีซีนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมการทำงานให้กับผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ได้มีโอกาสขยายธุรกิจได้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งนู สกิน เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถสร้างเครือข่ายขยายการทำงานและมีรายได้จากทุกประเทศที่นู สกิน เปิดดำเนินการ กรณีการเปิดเวียดนามผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ที่เป็นคนไทยเองก็มองเห็นโอกาสที่ บริษัทเตรียมพร้อมไว้ให้ ซึ่งมีผู้ทำธุรกิจมากมายที่ประสบความสำเร็จแล้วในขณะนี้" แม่ทัพหญิง "นู สกิน" ไทย-เวียดนาม กล่าว


ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ "นู สกิน" เท่านั้นที่เข้าไปทำตลาดในประเทศ เวียดนาม แต่ที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงทั้งจากประเทศอื่น และขายตรงจากไทยเข้าไป เปิด ทั้ง "แอมเวย์" "โมรินดา" โดยล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ก็มี "นีโอ ไลฟ์" ขายตรงแบรนด์ไทยอีกรายที่เข้าไปเปิดธุรกิจเครือข่ายในเวียดนาม โดยตั้งสาขาอยู่ที่เมืองหลวง ของเวียดนามอย่าง "ฮานอย" และดูเหมือน ว่าธุรกิจที่ได้เข้าไปขยายสาขานี้จะได้รับการ ตอบรับจากคนในเวียดนามเป็นอย่างดี ทำให้ เวียดนามกลายประเทศที่มีการขยายตัวมาก ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ในปีที่ผ่านมา


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

ขายตรงมาเลย์บุกตลาดไทย ปีแรกเดินหน้าปั้นผู้นำเงินแสน







malaysia-flag (Mobile)

 


เออาร์เอส ขายตรงสัญชาติมาเลเซีย เชื่อมั่นศักยภาพตลาดเครือข่ายไทย เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการสิ้นปีนี้ หลังซุ่มเงียบกรุยทางกว่า 1 ปี ปั้นผู้นำเงินแสน พร้อมฐานสมาชิกกว่า 2 หมื่นรหัส เร่งพัฒนาระบบจ่ายโบนัส เพิ่มความสะดวกรวดเร็วผ่าน E-Wallet โชว์แผนการตลาดที่ไม่เหมือนใคร เดินเครื่องแซงบริษัทแม่ที่มาเลฯ 6 เดือนหวังโตก้าวกระโดด 50-70 เปอร์เซ็นต์


มร.นิคราซีซี เบ็น นิก อับดุลเลาะห์ ประธาน บริษัท เออาร์เอส โกลบอล เน็ทเวิร์ค ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดธุรกิจในระบบเครือข่ายในประเทศไทยมาแล้วกว่า 10 เดือน โดยได้ยื่นจดทะเบียนบริษัทกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคอย่างถูกต้องก่อนที่จะเริ่มทดลองตลาด แต่อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของธุรกิจขายตรงในประเทศไทย ตลอดจนความชัดเจนในด้านต่างๆ ที่เป็นปัจจัยในการสร้างการเติบโตของธุรกิจได้


"เออาร์เอส มาเลเซีย เป็นบริษัทแม่ที่เกิดก่อนประเทศไทยประมาณ 2 เดือน เพราะเราไม่ได้มองแค่การทำตลาดในมาเลเซียอย่างเดียว หากแต่เรามองการเติบโตในต่างประเทศด้วย โดยขณะนั้นมีตัวเลือกอยู่ 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซียและไทย ในที่สุดก็เลือกประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่ก็ใหญ่กว่ามาเลเซีย 3-4 เท่า อีกทั้งประชากรมาเลเซียมีประมาณ 28 ล้าน ขณะที่คนไทยมีมากกว่า 60 ล้านคน ส่วนประเทศอินโดนีเซียนั้นใหญ่กว่าก็จริง และแม้ผมจะมีความเชี่ยวชาญด้านภาษามากกว่า ส่วนภาษาไทยผมพูดไม่ได้เลย แต่ก็เลือกไทยเพราะมองเห็นการเติบโตที่ชัดเจนกว่า อีกทั้งการส่งสินค้าไทยจะสะดวกกว่าอินโดนีเซีย ซึ่งพื้นที่เป็นเกาะ ดังนั้นการตอบรับของผลิตภัณฑ์ที่ไทยจะดีกว่าด้วย"


สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนั้น มร.นิคราซีซี กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมาก่อตั้งทีหลังมาเลเซีย แต่จากความพร้อมของบริษัท เชื่อมั่นว่าจะมีการเติบโตแซงหน้ามาเลเซียที่เป็นบริษัทแม่ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้บริษัทมีจุดแข็งคือระบบการจ่ายผลตอบแทน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาและยังถูกพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในอนาคตอันใกล้ บริษัทจะมีการจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในระบบออโต้ ไม่ต้องรอ 15 วัน ในขณะที่ราคาสินค้าเมื่อขายในประเทศไทยจะมีราคาถูกกว่าที่มาเลเซีย และการลงรหัสจะสูงกว่าที่มาเลเซีย อาทิ ตำแหน่งซิลเวอร์ มาเลเซียเปิดรหัสอยู่ที่ 2,400 บาท ได้สินค้าจำนวน 2 กล่อง แต่ที่ประเทศไทยเปิดรหัส 3,400 บาท ได้รับสินค้า 3 กล่อง เป็นต้น


"จากความพร้อมของเรา คิดว่าไทยจะแซงมาเลเซียได้อย่างแน่นอนภายใน 1-2 เดือนนี้ เพราะที่ผ่านมามาเลเซียเปิดก่อน ระบบต่างๆ ก็ถูกพัฒนาให้ลงตัวไปไกลกว่า ขณะที่ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่า เมื่อเซตระบบลงตัวก็จะรันไปได้อย่างรวดเร็ว ระบบการจ่ายโบนัสตอนนี้ไทยกับมาเลเซียต่างกันอยู่ เพราะอะไรมาเลเซียจึงโตก้าวกระโดด ก็เพราะแผนการตลาด มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เรื่องระบบที่แข็งขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เรามาที่ไทย จะมาพัฒนาระบบการจ่าย เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเดิม ปกติ 2 สัปดาห์เราจ่ายต่อครั้ง ต่อไประบบจะเข้าออโต้เลย"


ด้าน นายวันกอมารุดดีน แวยูโซะ ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า ที่ผ่านมาถือว่าการเติบโตเป็นไปตามธรรมชาติ บริษัทยังไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อีกทั้งระบบเทรนนิ่งต่างๆ ยังไม่ได้ดำเนินการเต็มรูปแบบ จากนี้ไปบริษัทจะมีกลยุทธ์ในการทำตลาดช่วงโค้งสุดท้ายของปี เร่งพัฒนาระบบเพื่อให้รองรับการเติบโต ทั้งระบบการจ่ายผลตอบแทนและการส่งสินค้า


"ระบบการจ่ายผลตอบแทนของเราจะแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ สมัครครั้งแรกเป็นยอดขายของบริษัท สมาชิกจะได้โบนัสเพื่อต่อยอดกับบริษัท การตลาดแบบนี้ของเราไม่ทำให้ผู้นำปวดหัว ไม่สร้างปัญหากับผู้นำ เราจ่ายผ่าน E-wallet ทุกคนสามารถรับโบนัสเลย ถ้ารอโบนัส ต้องรออีก 15 วัน หรือเป็นเดือน บางทีช้าไป 2-3 วัน นี่คือปัญหาที่เจอๆ กันมาในธุรกิจนี้"


ประธานเออาร์เอส กล่าวอีกว่า บริษัทได้เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ย่านลาดพร้าว เพื่อตอกย้ำความตั้งใจในการเติบโตของประเทศไทย ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ขณะที่ปัจจุบันมีสมาชิก 21,000 รหัส มีผู้นำรายได้หลักแสนบาทขึ้นไปจำนวนหลายคน และตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีจะเติบโตก้าวกระโดด 50-70 เปอร์เซ็นต์


"ผมมีความเชื่อมั่นว่าผู้นำที่นี่อีก 3 เดือนข้างหน้า เราจะมีผู้นำจะมีรายได้หลักแสนต่อเดือน 1,000 คนขึ้นไป ตอนนี้เราก็มีมากพอสมควร วันนี้มีผู้นำรายได้ 5 แสนต่อเดือน 5 คน แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ออกสื่อ เติบโตแบบเงียบๆ ผมเป็นคู่ค้าคนหนึ่งในบริษัทแม่มาเลเซีย เป็นลีดเดอร์ และเป็นที่ปรึกษาด้วย วันนี้ผมมาเปิดของผมเองที่ประเทศไทย ทุกอย่างผมสร้างมาแบบชัดเจน เป็นของผมเอง ธุรกิจนี้เป็นความมั่นใจมากทั้งมาเลเซียและที่ไทย จากที่เข้ามาไม่รู้จักใครเลย เดินด้วยความถูกต้อง จดทะเบียนกับ สคบ. ขอ. อย. มั่นใจเรื่องการเติบโต มั่นใจเรื่องผู้นำที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับบริษัท" ประธานเออาร์เอส กล่าว








 

 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เผยขุมทรัพย์แดนมังกร โอกาส(ขุด)ทองขายตรง







china-managed-services (Mobile)


ภาพของประเทศจีนถูกจับตามองในฐานะเป็นประเทศมหาอำนาจในเกือบทุกๆ ด้าน ด้วยเนื้อที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร กว่า 1.3 พันล้านคน ทำให้เป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนต่างๆ ที่อยากเข้าไปจับจองพื้นที่ลงทุนทำธุรกิจ ธุรกิจขายตรงเองแม้ว่าที่ผ่านมาหากอยากเข้าไปทำธุรกิจในจีนจะต้องทำในรูปแบบค้าปลีก เพราะกฏหมายอันเข้มงวดและการต่อต้านขายตรง


แต่จากนี้ต่อไป จีนที่เริ่มเปิดประเทศให้พื้นที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาค้าขายและลงทุนไม่เว้นแม้แต่ขายตรง ขณะนี้แม้ว่าจีนยังไม่เผยกรงเล็บให้เห็น แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของยอดขายและจำนวนของพนักงานขาย โดย สมาพันธ์การขายตรงโลก หรือ World Federation of Direct Selling Associations: WFDSA ประมาณการว่าส่วนแบ่งการตลาดขายตรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปี 2010 ยอดขายการตลาดแบบตรงในประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ16.2 มีมูลค่าตลาดกว่า 16.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ


นายทรูแมน ฮันท์ ประธานสมาพันธ์การขายตรงโลก คาดการณ์ว่า ในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้ ธุรกิจขายตรงในจีนจะเป็นอันดับ 2 แทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่จีนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากพบว่าคนในประเทศจีนในจำนวน 10 คน สนใจธุรกิจขายตรง 5 คน เมื่อเทียบกับไทย 2 ใน 10 คนเท่านั้นที่สนใจทำธุรกิจขายตรง


"จากปัจจุบันธุรกิจขายตรงทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งจากผู้บริโภค ตลอดจนหน่วยงานที่ควบคุมดูแลกฎระเบียบ หรือกฎหมายขายตรง ทำให้ธุรกิจขายตรงถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม เช่น ปัญหาแชร์ลูกโซ่ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยหลากหลายรูปแบบ โดยพบว่าในประเทศจีนมีปัญหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงมากที่สุด ดังนั้นตั้งแต่ 2545 -2549 ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงทั่วโลกใช้งบมูลค่า 332 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 85% ในการสนับสนุนด้านการทำตลาดอย่างรับผิดชอบสังคม ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อลบภาพลักษณ์ที่ดีในธุรกิจขายตรง" นายทรูแมน กล่าวการตัดสินใจซื้อของประเทศเกิดใหม่จำนวนมากทั่วทั้งภูมิภาค สอดคล้องกับการวิจัยของ McKinsey & Company ที่ว่า ชนชั้นกลางแผ่นดินใหญ่ของจีนคาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 29 ของประเทศ หรือ 190 ล้านครัวเรือน ถึงร้อยละ 75 ของการคาดการณ์ หรือ 372ล้านครัวเรือนในปี 2025


มีการคาดการณ์ว่านูสกินจะทำรายรับในปี 2013 ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลขดังกล่าวได้ประเมินว่าน่าจะทำได้ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งหมายความว่า นู สกิน สามารถสร้างยอดขายได้เร็วกว่าที่คาดถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ นูสกินได้ทุ่มงบลงทุนจำนวน 50 ล้านเหรียฐสหรัฐ ในเมืองเซี่ยงไฮ้โดยใช้ชื่อว่า Nu Skin Innovation Park ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นฐานบัญชาการแห่งใหม่ หรือ สำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ดี ได้มีการคาดหมายว่าเมืองเซี่ยงไฮ้แห่งนี้จะมีปริมาณประชากรขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้น จาก 14% เป็น 25% ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้าขยายตลาดออกไปสู่ประเทศอาเซียนมากขึ้น ขณะนี้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านไปทางประเทศไต้หวัน ประเทศลาว ซึ่งกำลังสร้างเป็นประเทศ ต้นแบบ ถ้าหากสำเร็จก็จะขยายไปยังประเทศพม่า และเวียดนาม ซึ่งจุดหมาย ปลายทางที่เป็นหัวใจหลักอยู่ที่ประเทศจีน หากเจาะตลาดประเทศจีนได้ประมาณ 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาล


"การเจาะตลาดอาเซียนทางประเทศเวียดนามได้ ก็จะสามารถเข้าไป ทางเมืองคุนหมิง ประเทศจีนได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีแม่ทีมบางรายที่เริ่มเจาะตลาด เข้าไปได้เป็นแบบกองทัพมด แต่หากมีการดำเนินงานอย่างจริงจังคาดว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม เนื่อง จากบริษัทคาดว่าจะมีการขยายตัวทางด้านตลาดอาเซียนอย่างจริงจังในปี 2558-2559 เพราะขณะนี้บริษัทมีฐานของผู้บริโภคอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว" นายเทวัญ กล่าว




Credit By :http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อีก 3 ปี "จีน" เปิด MLM!







china-flag (Mobile)


ถ้าวันหนึ่ง จีนเปิดประเทศให้ธุรกิจขายตรงได้เข้าไปทำมาหากินได้ วงการขายตรงโลกจะเป็นอย่างไร


นี่คือคำถามให้ชวนจินตนาการวาดฝันสวยหรู


สิ่งนี้กำลังจะเป็นจริงในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า ผ่านการบอกเล่าของ "อ.ภูสิต เพ็ญศิริ" รองประธานศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจกวางตุ้ง-ฮ่องกง ผู้ซึ่งมีความรู้ และคลุกคลีอยู่กับวงการเศรษฐกิจของประเทศจีน รวมถึงการ ล่วงรู้นโยบายเศรษฐกิจของจีนเป็นอย่างดี


ด้วยเนื้อที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร กับจำนวนประชากร กว่า 1.3 พันล้านคน จีนถูกวิเคราะห์เชิดชูให้เป็นมหาอำนาจของ โลกในเรื่องของเศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตอันใกล้


จากที่ทราบกันดีว่า จีนปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์มาหลายยุคหลายสมัย แต่ก็ไม่ใช่ว่าความหมายของคอมมิวนิสต์ จะทำให้ประเทศนี้หยุดพัฒนา หรือเป็นประเทศปิดแต่อย่างใด


ตรงกันข้าม จีนกลับมีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ภายใต้ การบริหารแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สืบทอดการปกครองโดยพรรค การเมืองเพียงพรรคเดียว การสานต่องานด้านต่างๆ จึงทำได้อย่างไหลลื่นไร้รอยต่อ


จีนถูกจัดเป็นประเทศใหญ่ ถึงแม้ว่าวันนี้จีนจะถูกจัด เป็นประเทศหนึ่งในมหาอำนาจของโลก แต่ก็ใช่ว่าทุกสิ่งจะหยุด ภายใต้การเป็นประเทศที่เจริญแล้ว


แต่ก็ตรงกันข้ามอีกนั่นแหละ เพราะด้วยพื้นที่ ประชากร ที่นับวันก็ยิ่งมีอำนาจซื้อ จีนยิ่งถูกจับตามองจากวงการธุรกิจต่างๆ ที่จ้องเข้าไปทำการค้า และลงทุน


ขายตรงเป็นวงการธุรกิจหนึ่งที่จ้องจะเข้าไปในจีน รวมถึงวงการขายตรงไทย


แต่ที่ผ่านมาก็ต้องเข้าไปดำเนินธุรกิจในรูปแบบค้าปลีก เพราะด้วยกฎหมายที่มองเห็นขายตรงเหมือนการล้างสมอง และการสุ่มเสี่ยงในอำนาจรัฐ รวมถึงธุรกิจ MLM ยังมีต้นกำเนิด จากสหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจคู่ปรับด้วยแล้ว ก็ทำให้จีน ต่อต้านธุรกิจขายตรงมาโดยตลอด


วันนี้สังคมในประเทศจีนเปลี่ยนไป กลุ่มประชาชนมีอิสระ ทางความคิดมากขึ้น การเปิดรับวัฒนธรรมต่างประเทศของ รัฐบาล มีให้เห็นการเปลี่ยนตัวผู้นำจาก "หู จิ่นเทา" มาเป็น "สี จิ้นผิง" นโยบายเศรษฐกิจเริ่มมีการปรับ


จากการคลุกวงในของ "อ.ภูสิต เพ็ญศิริ" ทำให้เรารู้ว่าอีก 3 ปี จีนจะเริ่มนำร่อง เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจขายตรงต่างชาติเข้าไป ทำตลาดในรูปแบบ MLM อย่างเต็มตัว


โดยพื้นที่ที่จะเปิดนี้ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ที่ "อ.ภูสิต" เล่าว่า นี่เป็น 3 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่จีนจะใช้เชื่อมต่อเศรษฐกิจ ทั่วเอเชีย


3 จุดยุทธศาสตร์จะมี 1.มาเก๊า, เสิ่นเจิ้น, จูไห่ และฮ่องกง มีประชากรรวมประมาณ 100 ล้านคน และที่นี่ถือเป็น ดงขายตรงเลยทีเดียว 2.คุนหมิง และสิบสองปันนา ประตูของวงการขายตรงไทย ด้วยพื้นที่ไม่ไกลจากชายแดนภาคเหนือ ของไทย นี่น่าจะเป็นจุดที่สะดวกที่สุดของวงการขายตรงไทย และ 3.ซัวเถา เขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน


"อ.ภูสิต" ให้ความเห็นว่า หากสิ่งที่ว่านี้เกิดขึ้น เศรษฐกิจ ของ 3 จุดยุทธศาสตร์ที่ว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว


หากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ วงการขายตรงไทย รวมถึงวงการขายตรงโลกจะกลายเป็นกลุ่มวงการธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างที่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ธุรกิจ MLM จะเติบโตกว่าที่เป็นอยู่มากมายหลายเท่าตัว...




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"เวียดนาม" ฮอต! ทัพ MLM ดาหน้ายึดหัวเมืองใหญ่







Vietnam_flag (Mobile)


ธุรกิจขายตรงในเวียดนามโตกระฉูด "ซินเนอร์จี้" เผยยอดขายพุ่ง 70% ชี้ 3 ปัจจัย บริษัทแม่หนุนเงินทุน ขยายสาขา, ลูกค้าซื้อซ้ำ และกลุ่มนักธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มั่นใจครองผู้นำตลาดอาเซียน ส่วนในไทยวาดแผนขยายฐานตลาดยึดหัวเมือง ใหญ่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ตั้งเป้าปีนี้เฉียด 1,000 ล้าน ขณะที่บริษัทขายตรง ระดับแนวหน้า "นีโอ ไลฟ์-กิฟฟารีน-นูสกิน-ยูนิซิตี้-โมรินดา" รุกขยายสาขาในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง


หากมองไปที่ศักยภาพของประเทศเวียดนามแล้ว นับว่าเป็นประเทศที่หอมหวนชวนลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบความก้าวหน้าต่างๆ ยังตามหลังหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน นี่ถือเป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่ ของวงการธุรกิจทั่วโลก ไม่เว้นวงการขาย ตรงไทยเรา


นายศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และ "ซินเนอร์จี้" ประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า ปัจจุบันในส่วนของการเติบโต ของสาขาต่างประเทศนั้น ในแถบอาเซียน อินโดนีเซีย นับเป็นสาขาที่มีการเติบโตมากที่สุด รองลงมาก็จะอยู่ที่เวียดนามที่มีการเติบโตสูงถึง 70% ในช่วงปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ายอดขายยังสู้ในไทยไม่ได้ แต่เรื่องของการเติบโตนับว่าสูงมากเลยทีเดียว


ในส่วนของสาขาประเทศไทย ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทน่าจะมีการเติบโตกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 20% โดย หากจะเทียบกับการเติบโตของช่วงเดียวกัน ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่าเดิมถึง 30%


"ซินเนอร์จี้มีแนวโน้มว่ายอดขายในปี 2556 นี้ จะสามารถสร้างยอดขายได้ เกือบๆ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาหลายเดือนในปีนี้ หลายสิ่งเติบโตกว่าที่คาดไว้มาก" ผู้บริหาร "ซินเนอร์จี้" กล่าว


สำหรับปัจจัยการเติบโตของบริษัทดังที่กล่าวมา มีดังนี้ 1.ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทแม่ ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยเป็น ในเรื่องของการวางแผนงานให้สาขาในไทย อนุมัติเรื่องของเงินทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจัดเป็นเงินพิเศษ โดยเพิ่มขึ้นถึง 20% และหากสาขา ไทย สร้างผลงานได้ดี ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% เลยทีเดียว


2.การซื้อซ้ำของลูกค้ามีมากขึ้น และ เพิ่มจำนวนขึ้น จากเดิมที่เฉลี่ยบิลของลูกค้า แต่ละคนอยู่ที่ 4,000 บาท ทุกวันนี้ก็เพิ่มเป็น 6,000 บาท และ 3.กลุ่มนักธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม่ทีมไม่ย้ายค่ายหนี


"ที่สำคัญเลยเราอยู่ได้ด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ หนึ่ง commitment ทั้งจากบริษัทสำนักงานใหญ่ที่ดูแลและให้การสนับสนุนเรามาตลอด 10 ปี 2.การบริโภคของลูกค้าที่ซื้อซ้ำอยู่เสมอ และเมื่อขยายตลาดออกไป ปริมาณการบริโภคก็มากขึ้นตามไปด้วย และ 3.นักธุรกิจ ระดับผู้นำที่ไม่หายไปไหน ยังคงเชื่อและศรัทธาเราอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย และเป็นผู้นำจากทั่วโลก ที่ยังยืนหยัดอยู่กับเราครับ" ผู้จัดการทั่วไปกล่าวเพิ่มเติม


"ศุภพงศ์" ระบุต่อด้วยว่า บริษัทมีนักธุรกิจที่เติบโตและมีผู้เข้ามาใหม่มากถึง 20% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ตอนนี้ซินเนอร์จี้ประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในปีนี้ซินเนอร์จี้ได้วางแผนขยายตลาดพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ด้วย การนำเสนอธุรกิจที่มีมาตรฐานและสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้กับนักธุรกิจหน้าใหม่ได้


"สำหรับแผนการขยายธุรกิจของเรา จริงๆ เราทำมานานแล้ว เรามีสำนักงานสาขาอยู่ตามหัวเมืองใหญ่อย่าง โคราช และ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายธุรกิจสู่จังหวัด โดยรอบภาคอีสาน และภาคเหนือ นักธุรกิจ ของเราก็ทำงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ภาคอีสานจะเป็นเป้าหมายหลักของเรา นอกจากนครราชสีมากับขอนแก่น ตอนนี้ยัง ขยายไปสู่จังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และยโสธร เนื่องด้วยบุคลิกลักษณะและศักยภาพของชาวอีสานที่เปิดใจกว้าง มีความ ตั้งใจในการทำงานสูง ทำให้เราโฟกัสเป็นพิเศษ ประกอบกับผู้นำของเราหลายท่านไปเปิดตลาดที่นั่นด้วย ซึ่งจึงกลายเป็นผลที่ดี เพราะเราต้องการที่จะขยายธุรกิจที่มีมาตรฐานสู่การสร้างรายได้ การเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนให้กับนักธุรกิจชาวไทย" นายศุภพงศ์ กล่าว


อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีบริษัทขายตรงชั้นนำหลายบริษัท อาทิ นีโอ ไลฟ์, กิฟฟารีน, ยูนิซิตี้, นูสกิน, โมรินดาฯ ได้รุกเข้าไปทำตลาด โดยได้ขยายสาขาในประเทศ เวียดนาม โดยเฉพาะบริษัทนีโอ ไลฟ์ฯ ได้จัด คาราวานแรลลี่ไปยังเมืองกวางบินหัวเมือง ใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อพานักธุรกิจของบริษัทไปเรียนรู้ หาประสบการณ์ ก่อนจะขยายฐานสมาชิกไปยังหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป โดยทุกบริษัทต่างมั่นใจแนวโน้มตลาด ขายตรงในเวียดนามมีการเติบโตที่ดีหลังเปิด เออีซีอย่างแน่นอน




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ทีเคฯ สบช่องขายตรงไทยบูม ส่งสินค้าแดนโสมดันเป้า 200 ล.







ทีเค


ตลาดขายตรงพี่ไทยเนื้อหอม ที เค มอลล์ บิส ได้ฤกษ์ เปิดตลาดไทยเต็มสูบ ด้วยการชูกลยุทธ์ 3+1 ส่งสินค้านวัตกรรม จากเกาหลีสู้ศึก หลังพบคนไทยชอบสินค้าเกาหลี ยันนำสินค้า บุกตลาด 150 รายการ ส่วนปีนี้พาเหรดเพิ่มอีก 10 รายการ เดินหน้าทำแผนอีก 6 เดือน เล็งเปิดเคเบิลทีวี ที่อยู่ระหว่าง เจรจากับช่อง SBS เกาหลี เพื่อทำรายการที่ถนัด หวังผลักดัน ยอดทั้งปี 200 ล้านบาท

คิม โด ฮยอง ประธานกรรมการ บริษัท ที เค มอลล์ บิส จำกัด กล่าวว่า ภายหลังบริษัท ได้ศึกษาตลาดขายตรงในประเทศไทย และพบว่ามีศักยภาพที่ดี และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี บริษัทจึงได้เตรียมแผนเปิด ดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทย ที่มองว่าเมื่อมีการขับเคลื่อน ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยแล้ว หากประสบความสำเร็จ นับเป็น เรื่องง่ายที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในตลาดเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ โดยบริษัทเตรียมแผนใช้ประเทศไทยเป็นฮับในการ ขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ

สำหรับแผนในการขับเคลื่อนตลาด ท่ามกลางการแข่งขัน ของตลาดขายตรงที่รุนแรงในปัจจุบันบริษัทจะใช้กลยุทธ์ 3+1 คือ 1.ถูกดี 2.เยอะดี 3.สินค้าเกาหลีดี และ 4.จ่ายดี ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าว จะชูจุดเด่นที่สินค้านวัตกรรมจากประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจาก การศึกษาตลาดที่ผ่านมาพบว่าคนไทยให้การตอบรับสินค้าเกาหลี เป็นอย่างดี อีกทั้งมีการนำสินค้าด้านความงามจากเกาหลีเข้ามา จำหน่ายในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และไม่เพียงแค่สินค้า อย่างเดียว คนไทยยังมีความนิยมชมชอบดาราเกาลี และละคร เกาหลีใต้อีกด้วย

จุดขายทั้ง 4 ข้อ ตั้งแต่ถูกดีอันนี้ตรงตัว เพราะสินค้า ที่นำเข้าจากเกาหลี นำมาขายในไทยราคาจะใกล้เคียงกัน ต่อมา คือ เยอะดี คือ คุณภาพสมราคา และสินค้าเกาหลีดี คือ การ ยอมรับสินค้าที่มีคุณภาพจากเกาหลี และจ่ายดี คือ ผลตอบแทน ที่คุ้มค่าเหมาะกับสมาชิก ที่ปัจจุบันเราใช้แผนไบนารี่ผสมแผน สแตร์สเตป ที่ได้มีการดึงแผนมาจากเกาหลี และนำมาปรับใช้ให้ เหมาะสมกับสมาชิกในเมืองไทย

ทั้งนี้ บริษัทยังวางแผนจัดประชุมให้กับสมาชิกที่ปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 1,200 รหัส ด้วยการจัดประชุม TK Family Day ที่จัดทุกวันเสาร์ นอกจากนี้ยังเตรียมแผนทำสื่อเคเบิลทีวี ที่บริษัท มีความถนัด โดยรายการทีวีที่จะทำจะเป็นรายการโชว์ร่วมกับ คนเกาหลี เป็นรายการวาไรตี้ โชว์ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็น 8 ชั่วโมง แรกแนะนำซีรี่ส์เกาหลี หลังจากนั้นอีก 8 ชั่วโมง จะมีการแนะนำ สินค้าเกาหลี และเป็นรายการอื่นๆ อีก 8 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการพูดคุยกับสถานี SBS ที่ประเทศเกาหลี คาดว่าจะใช้ เวลาอีก 6 เดือนจากนี้ไป ในการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับช่อง เคเบิลทีวี

นอกจากนี้ หลังการเปิดตลาดในประเทศไทยแล้ว บริษัท มีแผนเปิดตลาดพม่า เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าคนในประเทศ ดังกล่าวสนใจสินค้า และวัฒนธรรมเกี่ยวกับเกาหลีไม่น้อยกว่า คนไทย ซึ่งการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ คาดว่าจะใช้เวลา อีกระยะหนึ่งเพื่อศึกษาตลาด และวางระบบในประเทศไทยให้ เข้าที่เข้าทางก่อนบุกตลาดอีกครั้ง

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 150 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ บิวตี้, โฮมแคร์, เฮลธ์แคร์, ไฮเทค และแอ็คเซอร์ไซ ไดเอท ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 10 รายการ โดย สินค้ายังคงผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ 100% อย่างไรก็ดี การ บุกตลาดปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 200 ล้านบาท และในอีก 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าเป็นบริษัทขายตรงที่ติด 1 ใน 5 ที่มี ยอดขายประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงมาเลฯโตสวนกระแส มูลค่ารวมยอดทะลัก90,000ล.









ที่ปรึกษาบริษัทขายตรงเบอร์ 1 ของประเทศมาเลเซียเผยยอดรวมมูลค่าขายตรงปี55 เติบโตสูงถึง 90,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ถึง 15 % แม้ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวส่งผลให้บริษัทขายตรงต้องปิดกิจการถึง 34 บริษัท เผยปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลดีต่อภาพรวมขายตรงทั้งระบบเพราะประชาชนหันมาทำธุรกิจขายตรงเพื่อชดเชยรายได้ที่หดหายกันมากยิ่งขึ้น


Mr.S.Y.Khor กรรมการผู้จัดการ บริษัท MLM SMART RESOURCES (Malaysia) จำกัด ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนให้กับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานราชการเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจขายตรงอีกทั้งยังเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการตลาดอันดับหนึ่งในประเทศมาเลเซีย เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียประจำปี 2555 ที่ผ่านมาว่า ถึงแม้ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมาเลเซียจะอยู่ในภาวะชะลอตัวแต่ในภาคส่วนของธุรกิจขายตรงยังคงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านริงกิต (หรือประมาณ 90,000 ล้านบาท) เฉลี่ยอัตราการเติบโตประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมาที่ธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียมีมูลค่าโดยรวมประมาณ 8,000 ล้านริงกิต


ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียเติบโตขึ้นแบบสวนกระแสเนื่องจากประชาชนภายในประเทศแทบทุกครัวเรือนจำเป็นต้องหางานทำเพิ่มขึ้น ทั้งงานพาร์ทไทม์ (งานเสริม) และงานฟูลไทม์ (งานประจำ) เพื่อชดเชยกับรายได้ที่ขาดหายไปและธุรกิจขายตรงก็เป็นทางเลือกที่ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบเพราะนอกจากจะได้เห็นผลตอบแทนที่ดีกลับมาแล้วในส่วนของการลงทุนทำธุรกิจก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากนัก อีกทั้งสินค้าก็มีให้เลือกหลากหลายรายการ ทั้งอาหารเสริมสุขภาพและสินค้าอุปโภค-บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว Mr.S.Y.Khor กล่าวต่ออีกว่า จากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวภายในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมาส่งผลให้บริษัทขายตรงจำนวนมากถึง 34 บริษัท จำเป็นต้องปิดกิจการลงด้วยปัญหาดังกล่าวซึ่งจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 มีบริษัทขายตรง (ทุกแผนการตลาด) ที่เปิดดำเนินกิจการทั้งหมดจำนวน 556 บริษัท และจากการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพบว่ามีบริษัทขายตรงที่ยังประกอบธุรกิจอยู่มีจำนวนทั้งสิ้น 522 บริษัท และในจำนวนบริษัททั้งหมดนี้ 20% เป็นบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนและอีก 80% เป็นบริษัทขายตรงภายในประเทศ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556


วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

มาเลย์คลอดโรดแม็ปขายตรง 8 ปี เป้ารายได้8.6แสนล้าน/กู้ภาพลักษณ์MLM









มาเลเซียประกาศแผนแม่บทขายตรง (โรดแม็ป) ระยะ 8 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2013-2020 หรือ พ.ศ.2556-2563 กำหนดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมขายตรงของประเทศอย่างมีแบบแผน สะท้อนภาพลักษณ์ให้ความสำคัญอย่างมากกับขายตรงและต้องการส่งเสริมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ดาโต๊ะ เสรี อิสเมล ซาบรี ยาค๊อบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าภายใน ประเทศและคุ้มครองผู้บริโภค เผย โรดแม็ปอุตสาหกรรมขายตรงถูกดีไซน์ ขึ้นมาเพื่อสร้างศรัทธา ความมั่นใจและ ไว้วางใจจากประชาชนต่อ บริษัทขายตรง ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น


ปี63ขายตรงปั๊มรายได้8.6แสนล้านโต 6-12 % ต่อปีล้อเศรษฐกิจ


ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศฉบับที่ 10 ระหว่างปี ค.ศ.2011- 2015 หรือพ.ศ.2554- 2558 รัฐบาลตั้ง เป้าหมายธุรกิจขายตรงสร้างรายได้ให้ กับเศรษฐกิจของประเทศ 54,500 ล้าน ริงกิตหรือประมาณ 545,000 ล้านบาท ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 86,000 ล้านริงกิตหรือ ประมาณ 860,000 ล้านบาทตามแผน พัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 ระหว่างปีค.ศ. 2016-2020 หรือพ.ศ.2559-2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าภายใน ประเทศและคุ้มครองผู้บริโภคของ มาเลเซียกล่าวว่า มีการคาดการณ์กันว่า ธุรกิจขายตรงมาเลเซียจะเติบโตประมาณ 6-12% ต่อปีและจะเป็นภาคธุรกิจสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้ประชาชนของประเทศ กระตุ้นรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นล้อไป กับการเติบโตของเศรษฐกิจจนถึงปี 2563


ผนึกดัน 3 พันธกิจยกค่าทุนมนุษย์ สร้างธุรกิจเข้มแข็ง-กู้ภาพลักษณ์


ภายใต้แผนแม่บทขายตรงกำหนด ให้มีความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล สมาคมการขายตรงมาเลเซีย (Direct Selling Association of Malaysia : DSAM) และสมาคมผู้จำหน่ายแบบ ตรงมาเลเซีย (Malaysian Direct Distributor Association : MDDA) เพื่อพัฒนา อุตสาหกรรมขายตรงของประเทศ โดย แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 เฟส เฟส แรกตั้งแต่ปี 2556-2558 เฟสสองตั้งแต่ปี 2559-2561 และเฟสสามปี 2562-2563 อิสเมล ซาบรีกล่าวว่า การมีแผนแม่บท ขายตรงจะทำให้เป้าหมาย 3 ข้อประสบ ความสำเร็จประกอบด้วยการยกระดับ คุณภาพของทุนมนุษย์หรือคุณค่าทาง เศรษฐกิจของคนให้สูงขึ้น สร้างระบบขาย ตรงและกฎหมายให้เข็มแข็งเพื่อส่งเสริม ภาพลักษณ์ ชื่อเสียงของธุรกิจรวมไปถึง การสร้างวัฒนธรรมการประกอบธุรกิจที่ ดีเยี่ยมเพื่อให้ธุรกิจขายตรงเติบโตอย่าง แข็งแกร่งและยั่งยืนตามเป้าหมายของรัฐบาล ขายตรงเป็นอุตสาหกรรมที่มี ความพิเศษมากเพราะเป็นแนวทางที่ ทรงประสิทธิภาพในการสร้างชุมชน การค้าขึ้นในภูมิภาคและส่งเสริม ระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต เพื่อส่งเสริม ธุรกิจนี้ในปี 2556 นี้รัฐบาลจะมีการ มอบรางวัลขายตรง (Direct Selling Award) เป็นเครื่องยืนยันถึงการ ยอมรับธุรกิจขายตรงมีบทบาทอย่าง มากต่อประเทศกำลังพัฒนาอิสเมล ซาบรียํ้าว่า ธุรกิจขาย ตรงถือกำเนิดขึ้นในมาเลเซียมากว่า 30 ปีก็จริงถ้าเปรียบเป็นคนก็เป็นผู้ใหญ่ แล้ว ดูเหมือนจะอิ่มตัวเพราะเติบโตเต็ม ที่แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต ได้ตลอด เป็นแหล่งผลิตบุคลากรระดับ บริหารที่มีประสบการณ์สูงและเครือ ข่ายจัดจำหน่ายกระจายไปทั่วประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับ ประเทศ ซึ่งการกฎหมายใหม่ยิ่งทำให้ ธุรกิจมามีมาตรฐานส่งเสริมการขยายตัว


ปี54ขายตรงมาเลย์พุ่ง 11% บริษัทต่างชาติทุนขั้นต่ำ 50 ล้าน


ตามสถิติของสมาพันธ์สมาคม การขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association:WFDSA) ในปี 2554 ขายตรงมาเลเซียมียอดขาย ประมาณ 8,900 ล้านริงกิต (2,908 ล้าน ดอลลาร์) หรือประมาณ 89,000 ล้าน บาทเพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปี 2253 นัก ขาย 7.4 ล้านคน อยู่อันดับ 11 ของโลกที่ มียอดขายทั้งสิ้น 153,727 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท นักขาย 91 ล้านคนและอันดับ 4 ในเอเชีย แปซิฟิก รองจากจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซีย ร่วมมือกับ 2 สมาคมออกจรรยาบรรณ ขายตรงแห่งชาติหรือแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อ กำกับดูแลธุรกิจขายตรงภายในประเทศ เพื่อให้ล้อไปกฎหมายใหม่ที่ประกาศ ใช้เมื่อปี 2553 โดยจรรยาบรรณเปรียบ เหมือนกฎหมายย่อยๆ ฉบับหนึ่งที่นำมา บังคับใช้กับบริษัทขายตรงระบบ MLM ทั้งหมดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือธุรกิจ ขายตรง ปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ บริโภคสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว กับขายตรงถูกกฎหมาย และขายตรงผิด กฎหมายหรือ ปิระมิด สำหรับการดำเนินธุรกิจขายตรง ในมาเลเซียกรณีการลงทุนตั้งแต่ 2.5 ล้าน ริงกิตขึ้นไป (ประมาณ 25 ล้านบาทขึ้น ไป) สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุน ได้ โดยผู้ลงทุนควรตัดสินใจว่าจะลงทุน เองทั้งหมดหรือจะร่วมลงทุนกับท้อง ถิ่นหลังจากนั้นจัดทำรายงานข้อเสนอ โครงการพร้อมหลักฐานการลงทุนมายื่น ต่อMalaysia Industrial Development Authority (MIDA) เพื่อขอรับการส่งเสริม การลงทุนจะพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน เมื่อได้รับอนุมัติต้องยื่นแบบฟอร์มเพื่อจดทะเบียนชื่อบริษัทจะใช้เวลาในการ พิจารณาราว12 วันเมื่อผ่านการอนุมัติผู้ ลงทุนต้องจัดทำตราบริษัทและส่งเอกสาร ให้ CCM ออกใบรับรองเพื่อนำไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่อไป
สิทธิประโยชน์จากโครงการที่ ได้รับการส่งเสริมการลงทุน กรณี อุตสาหกรรมทั่วไปจะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้ร้อยละ 30 เป็นเวลา 5 ปี กรณีกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี การนำเข้าสินค้าทุนสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 60 เป็นเวลา 5 ปี มาเลเซียเพิ่งประกาศใช้พระ ราชบัญญัติธุรกิจขายตรง ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) ซึ่งเป็นฉบับใหม่ที่แก้ไขจาก กฎหมายเดิม ค.ศ 1993 (พ.ศ. 2536) ส่วน ใหญ่แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปกป้อง สิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคและบริษัท ขายตรงถูกกฎหมาย ขณะที่กฎหมาย หลักๆ ยังใช้ของเดิมได้แก่การดำเนิน ธุรกิจขายตรงจะต้องขออนุญาต โดย บริษัทที่เป็นของคนท้องถิ่น ของภูมิบุตรา หรือของชาวต่างชาติก็ได้ กรณีดำเนินธุรกิจโดยชาวต่าง ชาติจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5 ล้านริงกิต (ประมาณ 50 ล้านบาท) ใน จำนวนนี้จะต้องกันหุ้นจำนวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 ให้แก่ผู้ร่วมทุนที่เป็นภูมิบุตรา สินค้าที่อนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ขายตรง ได้แก่สินค้าที่มีเครื่องหมาย รับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น ISO, GMP, เครื่องหมายรับรอง Halal, สินค้าอาหาร เพื่อสุขภาพ อาหารเสริม ยาแผนโบราณ ที่ผ่านการรับรองส่วนสินค้าเครื่องสำอาง จะต้องขึ้นทะเบียนกับ Pharmaceutical Service Division, Ministry of Health




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 245 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

ข่าว เอวอน คอสเมติคส์(Avon Cosmetic) : เอวอนคาดยอดขายมาเลย์โต2หลัก ธุรกิจจีนย่ำแย่ลุยปิดสาขากว่า 10 แห่ง









เอวอน มาเลเซีย มองยอดขายในปีนี้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอีก แม้จะค่อนข้างท้าทาย เพราะปีที่ผ่านมายอดขายเพิ่มขึ้น 20 ล้านริงกิตหรือประมาณ200 ล้านบาท
แคโรลีน นูร์ อมีร่า ลี กรรมการ ผู้จัดการ เอวอน มาเลเซีย กล่าวว่า เป็น สิ่งสำคัญอย่างมากกับบริษัทที่จะต้อง รุกในช่วงที่โมเมนตั้มการเติบโตยังมี แรงเหวี่ยงสูงโดยบริษัทจะเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่เกือบ 10 ตัวเสริมการ ขยายธุรกิจในปีนี้
เราจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆ ในกลุ่มบล็อคบัสเตอร์หลาย อย่างรวมไปถึงกลุ่มดูแลผิวด้วย ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ภายในบ้านจะ เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องครัวและ ผลิตภัณฑ์เก็บรักษาอาหารตัวใหม่ นอกจากนี้ยังจะมีเครื่องแต่งกาย ใหม่เฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่คาดว่าจะ เป็นสินค้ายอดนิยมด้วย
ทั้งนี้ เอวอน มาเลเซียมีร้าน เอวอนบูติกประมาณ 200 ร้านทั่ว ประเทศ ผู้จัดการเขต 42 คนที่จะให้คำ แนะนำและคำปรึกษาแก่สมาชิกของ พวกเขา ลี บอกว่า สิ่งสำคัญสำหรับเอวอน คือความท้าทายที่จะต้องอยู่ใน ระดับเดียวกับบริษัทขายตรงรายอื่นๆ ใน ตลาดให้ได้
เราต้องอยู่ในระดับเดียวกัน กับคู่แข่งเพื่อที่จะเปลี่ยนรสนิยมของ ผู้บริโภคและนักขายของเรา สิ่งสำคัญ คือเราต้องนำเสนอในสิ่งที่ผู้บริโภค ต้องการให้ได้และต้องการแข่งขันกับ คู่แข่งให้ได้ด้วยการประชุมแผนงาน กับนักขายของเรา
ปีที่ผ่านมา เอวอน มาเลเซียทุ่ม เงินถึง 7 ล้านริงกิตหรือประมาณ 70 ล้าน บาทเพื่อเป็นค่าตอบแทนและโบนัสให้กับ นักขายราว 40 คน
ขณะที่กิจการในมาเลเซียกำลัง เติบโต แต่ธุรกิจของเอวอนในจีนกลับ สวนทางเมื่อได้ปิดสาขาไปถึง 10 แห่ง หลังจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอวอนมี รายได้จากธุรกิจในจีนลดลงต่อเนื่องจาก 2,400 ล้านหยวนหรือประมาณ 12,000 ล้านบาท ในปี 2546 เหลือไม่ถึง 1,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี 2555
ทั้งนี้ บริษัทขายตรงเครื่องสำอาง จากสหรัฐฯ อย่างเอวอน มีแผนที่จะเลิก จ้างพนักงาน 1,500 คนทั่วโลกและถอน ธุรกิจออกจากเกาหลีใต้ และเวียดนาม ซึ่ง แหล่งข่าวในเอวอนกล่าวว่าบริษัทฯจะปิด สาขาในจีนมากกว่า 10 แห่งเพื่อยุติธุรกิจ ขายตรงและเปิดเป็นแฟรนไชส์แทน
เอวอนเริ่มทำธุรกิจในจีนในปี 2533 ด้วยการตั้งบริษัทและมีการปรับตัว อยู่ 3 ช่วงเพื่อให้เข้ากับตลาดจีน โดยใน ปี 2541 ถูกรัฐบังคับให้หันไปทำธุรกิจค้า ปลีกและเปิดแฟรนไชส์มากกว่า 100 แห่ง ทั่วประเทศจีน หลังธุรกิจขายตรงถูก รัฐบาลจีนแบนต่อมาในปี 2549 ซึ่งเป็นปี ที่ได้รับใบอนุญาตขายตรงเป็นรายแรก จากรัฐบาลจีน บริษัทก็เดินธุรกิจผ่านแผน ไฮบริด หรือการขายผ่านร้านค้าควบคู่ กับขายผ่านตัวแทนแต่ทั้งจำนวนร้านค้า และยอดขายลดลงเนื่องจากบริษัทเรียก เก็บค่าธรรมเนียมแพง
ปี 2551 บริษัทต้องเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวการติดสินบนและยอดขายที่ยิ่ง แย่ลงก่อนที่เดือนเมษายนปี 2553 ทาง เรเน ออร์โดเนซ ผู้จัดการเอวอนประเทศ จีนหันมาขยายธุรกิจขายตรงภายใต้รูป แบบการขายแบบผสมทำให้เอวอน ขาดทุนต่อเนื่องและอีกไม่กี่ปีจากนั้น เขาก็บอกว่าถึงเวลาที่บริษัทจะต้องหนี จากประเทศจีน
จนกระทั่งมีนาคมปีที่ผ่านมา จอห์น หลิน ผู้บริหารใหม่ที่เพิ่งได้รับ การแต่งตั้งได้นำการปฏิรูปมาสู่เอวอน ประเทศจีนซึ่งเป็นช่วงที่ 4 ของการปรับ เปลี่ยน โดยเอวอนยกจีนเป็นหนึ่งใน ตลาดสำคัญ มุ่งให้ความสำคัญไปที่ การขายผ่านร้านค้า ลดบทบาทขายตรง ลง ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญมอง ว่า ไม่ดีนักเพราะถึงแม้เอวอนจะเข้ามา ในจีนกว่า 20 ปีแต่ก็ยังไม่ได้นำโมเดล นี้ไปปรับใช้กับตลาดจีนอย่างแท้จริง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 245 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ตื่น! ขุมทรัพย์เมืองขะแมร์ ขายตรงไทย บุกกัมพูชา!









กระแสการเปิดเสรีการค้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ที่จะมาถึงในปี 2558 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับเหล่าบรรดาผู้ประกอบการขายตรงคนไทยและบริษัทขายตรงต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชาธุรกิจขายตรงกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้กัมพูชากลายเป็น ขุมทรัพย์ แห่งใหม่ที่ทำให้เหล่านักลงทุนมากหน้าหลายตาให้ความสนใจแห่เข้าไปร่วมหลักปักฐานลงทุนอย่างเนืองแน่นนับ 10 บริษัทในปัจจุบันทั้ง อารากอนเวิลด์ 54 , คังเซน-เคนโก,เอมสตาร์เน็ทเวิร์ค, นีโอไลฟ์, ซูเลียน , จอย แอนด์ คอยน์ ที่ต่างเป็นเสือปืนไวมองการณ์ไกลชิงเข้าไปปักหลักสร้างฐานขยายเครือข่ายธุรกิจกันอย่างเต็มกำลังอีกทั้งยังหวังใช้กัมพูชาเป็นฐานบัญชาการในการขยายฐานธุรกิจสู่ประเทศเวียดนามในอนาคตอันใกล้อีกด้วย ขณะที่ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง เวิลด์ไวด์ บริษัทขายตรงหนึ่งเดียวจากประเทศอเมริกากำลังจะกลายเป็นบริษัทขายตรงระดับอินเตอร์รายแรก ที่จะเข้าไปปักหลักลงทุนในกัมพูชาอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้


จากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสารสำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ได้เปิดเผยตัวเลขข้อมูลค่าการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในรูปของ การค้าชายแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในปีตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่า 55,200 ล้านบาทเลยทีเดียวและที่สำคัญประเทศไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการส่งออกกชายแดนของไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าการนำเข้าชายเดนกัมพูชา โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุตสากรรมเกษตร ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าประเภท อุปโภค-บริโภค และสิ่งทอเป็นต้น ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของสินค้านำเข้าจากกัมพูชาที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สิ่งทอ เศษเหล็ก หนังโค-กระบือ สินค้าประมงและปศุสัตว์ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าของไทยนั้นเป็นที่นิยมและยอมรับของประชาชนชาวกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง


ในขณะที่ภาคส่วนของธุรกิจขายตรงนั้นได้มีการค้าขายระหว่างชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชามายาวนานแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาได้แก่ อุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์ สระแก้ว, จันทบุรีและตราด ซึ่งจุดการค้าผ่านแดนทั้งหมดนี้มีจัดการค้าที่สำคัญ คือ ตลาดโรงเกลือ ที่ตั้งอยู่ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วมีมูลค่าการค้าสูงที่สุด ซึ่งการทำธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่มักทำกันในลักษณะของการหอบหิ้วสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชาหรือคนกัมพูชาเข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยหรือบางคนมีครอบครัวอยู่ในกัมพูชาก็นำเอาธุรกิจขายตรงจากประเทศไทยเข้าไปขยายฐานในประเทศกัมพูชาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำให้คนกัมพูชารู้จักธุรกิจขายตรงเป็นอย่างดีและยังชื่นชอบสินค้าขายตรงจากประเทศไทยอีกต่างหาก


ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงจากประเทศไทยได้เข้าไปปักหลักฐานสร้างธุรกิจขายตรงในประเทศกัมพูชาอย่างชัดเจนกันเป็นจำนวนมากมาย เนื่องจากกฎหมายการลงทุนในประเทศกัมพูชาเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้เอง 100 % ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศไทยและจากต่างประเทศหลั่งไหลกันเข้าไปลงทุนในประเทศนี้กันมากยิ่งขึ้นและส่วนใหญ่มุ่งเน้นเปิดสำนักงานใหญ่ขึ้นที่พนมเปญเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเลยทีเดียว


- ทูตพาณิชย์ชี้คนกัมพูชาชอบขายตรงไทย


สำหรับการเข้าไปลงทุนเปิดดำเนินการธุรกิจขายตรงของคนไทยในประเทศกัมพูชานั้นคุณจิรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยได้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทซึ่งโดยส่วนตัวมั่นใจว่าน่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเพราะพื้นฐานของคนกัมพูชาชอบทำค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ เจริญเติบโตขึ้นทำให้ประชาชนในประเทศนี้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ชีวิตมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้นความนิยมในความสวยความงามเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ทั้งในด้านความสวยความงามรวมถึงอาหารเสริมบำรุงสุขภาพในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่งการเข้ามาของบริษัทขายตรงหลายๆ บริษัทจากประเทศไทยทำให้พวกเขาทำธุรกิจเป็นอาชีพธุรกิจนี้ยังสามารถทำให้พวกเขามีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย


ผู้คนในประเทศนี้ยินดีเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่พวกเขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้วเพราะหลายคนเคยทำธุรกิจหรือบางคนเคยซื้อสินค้าขายตรงจากประเทศไทยมาใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจธุรกิจนี้ ที่สำคัญรายได้ต่อเดือนของคนกัมพูชาในระดับผู้ใช้แรงงานนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 3,000 บาท หากเขามุ่งมั่นทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังก็จะเป็นการช่วยทำให้พวกเขามีรายได้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย


คุณจิรนันท์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ไม่เคยได้ยินปัญหาเรื่องธุรกิจขายตรงเข้ามาหลอกลวงคนกัมพูชาเลยแม้แต่รายเดียว นั้นแสดงว่าบริษัทขายตรงจากประเทศไทยที่เข้ามาเปิดในกัมพูชานั้นมีความเป็นมาตรฐานสูงเลยทีเดียว ในฐานะที่เป็นทูตฝ่ายการพาณิชย์ยินดีที่จะให้คำปรึกษากับนักลงทุนของคนไทยทุกคนที่เข้ามาลงทุนในประเทศนี้และอย่าได้กลัวว่าเป็นเรื่องยากเพราะกัมพูชาและไทยก็มีวัฒนธรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจขายตรงน่าจะเติบโตได้สูงมากในประเทศนี้และยังสามารถขยายต่อไปยังประเทศเวียดนามได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งนั้นน่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจนี้เลยทีเดียว


- อารากอนเวิลด์54 ปักหมุดรายแรกในพนมเปญ


บริษัท อารากอนเวิลด์54 จำกัด ถือเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่เข้าไปลงทุนเปิดสำนักงาน อารากอนเวิลด์ สาขาพนมเปญ เป็นรายแรกเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ด้วยการลงทุนเช่าอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ถึง 4 คูหาพร้อมทั้งเปิดโรงเรียนสอนการทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังให้กับคนกัมพูชาได้เข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจในธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ Aragon world Business School ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมาอารากอนฯได้จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งสาขาพนมเปญขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่มีสมาชิกนักธุรกิจอารากอนเข้ามาร่วมงานอย่างมากมายกว่า 2,000 คนเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีตัวอย่าง ผู้นำธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ขึ้นไปแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จกันล้นเวทีเลยทีเดียว


คุณนภดล กลิ่นบำรุง ประธานบริษัท อารากอนเวิลด์ 54 เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาเป็นผลสำเร็จและถือเป็นบริษัทขายตรงคนไทยรายแรกที่เข้าไปบุกเบิกตลาดในประเทศนี้ขอบอกด้วยความภูมิใจว่า อารากอนเวิลด์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะเรามีสินค้าที่ดีเข้าไปทำตลาดและมีแผนการตลาดที่ทันสมัยสามารถช่วยทำให้ประชากรของประเทศนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว วันนี้เรากล้าบอกได้เลยว่า อารากอนเวิลด์กัมพูชาสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการลงทุนได้แล้วและผลกำไรที่ได้มาเหล่านั้นส่วนหนึ่งได้นำกลับไปลงทุนสร้างและขยายสาขาเพิ่มทั้งที่เสียมราชและที่อื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจของอารากอนเข้าถึงประชาชนในประเทศกัมพูชามากยิ่งขึ้นอีกด้วย


คังเซน-เคนโก สยายปีกในพนมเปญ!


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทขายตรงของคนไทยเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงที่เข้าไปบุกเบิกตลาดขายตรงในประเทศแถบอินโดนีเซีย,พม่า,เวียดนาม,สปป.ลาวและเมื่อต้นปี 55 ปีที่ผ่านมาก็ได้ทำพิธีเปิดตัว คังเซน-เคนโกสาขาพนมเปญ อย่างเต็มตัว ด้วยการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจชาวกัมพูชาและในงานเปิดตัวธุรกิจคังเซนฯในวันนั้นก็ได้รับการตอบรับจากผู้คนชาวกัมพูชาอย่างล้นหลามเช่นเดียวกันคังเซนฯเปิดตัวในกัมพูชาด้วยการชูสินค้าความสวยความงามและผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพซึ่งเป็นสินค้าที่ยอดนิยมและตรงกับความต้องการของหนุ่มสาวที่รักสวยรักงามเป็นอย่างยิ่ง ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงคังเซนฯในพนมเปญมีอายุครบ 1 ขวบปีซึ่งถือเป็นหนึ่งขวบปีที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม


- กาแฟโสม-ยาสีฟันซูเลียนขายดีในกัมพูชา!


หลายปีก่อนหน้านี้บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เคยคิดที่จะเข้าไปปักหลักฐานสร้างธุรกิจในประเทศกัมพูชามาครั้งหนึ่งแล้วแต่ก็ได้ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปโดยปริยายเพราะปัญหาบุคลากรภายในประเทศ ถึงแม้จะล้มเลิกแต่สินค้าของซูเลียนโดยเฉพาะกาแฟโสมและยาสีฟันรวมถึงผงซักฟอกก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้นำที่ยังคงทำธุรกิจอยู่ต้องเดินทางมาซื้อสินค้าจากฝั่งประเทศไทยโดยเฉพาะที่ ซูเลียนโรงเกลือเอเยนซี่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเอเยนซี่ของนายไพบูลย์ โอภาสไพบูลย์และมีการจัดประชุมแนะนำธุรกิจกันอย่างต่อเนื่องและถึงวันนี้นายไพบูลย์ได้นำธุรกิจขายตรงซูเลียนไปเปิดศูนย์สาขาที่จขังหวัดเสียมเรียบและศรีโสภณเรียบร้อยแล้วและล่าสุดยังขยายไปเปิดศูนย์ขยายงานธุรกิจซูเลียนที่จังหวัดไพลินเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง โดยปัจจุบันซูเลียนมียอดขายสินค้าในประเทศกัมพูชาสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาทเลยทีเดียว


-นีโอไลฟ์ เปิดตัวยิ่งใหญ่ที่พนมเปญ


เมื่อปลายปีที่ผ่านมาบริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ของคุณนพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริษัทได้ทำการเปิดตัว บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล คัมโบเบีย ขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากเข้าไปปักหลักสร้างฐานธุรกิจที่เมืองพนมเปญมานานร่วมปี ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นีโอไลฟ์ฯเข้าไปลงทุนเองทั้งหมดในประเทศนี้ด้วยงบประมาณเริ่มต้นถึง 30 ล้านบาทและใช้ระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงแพกเกจจิ้งของสินค้าก็เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเปิดสาขาที่พนมเปญแล้วในเร็วๆนี้จะเข้าไปเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา คือ สาขาพระตะบอง,สาขาสีหนุวิลล์,สาขากัมปงจาม โดยวางเป้าหมายไว้ว่าจะสร้งนีโอไลฟ์ฯในกัมพูชาให้เป็นสาขาต้นแบบสำหรับการขยายตัวสู่ตลาดเวียดนามและเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (AEC) ในปี 2558 อีกกด้วย


- ยูนิซิตี้ ขายตรงอเมริกันรายแรกในกัมพูชา


ในวันที่ 19 มกราคม 56 ที่จะถึงนี้บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง เวิลด์ไวด์ จำกัด บริษัทขายตรงจากประเทศอเมริกาจะเข้าไปเปิดตัว ยูนิซิตี้มาร์เก็ตติ้งสาขาพนมเปญ อย่างเป็นทางการหลังจากที่ผู้นำจากประเทศไทยเข้าไปขยายฐานธุรกิจในประเทศนี้มานานหลายปีและใช้ศูนย์ขยายธุรกิจที่บริเวณตลาดโรงเกลือจังหวัดสระเก้วสำหรับจัดประชุมแนะนำธุรกิจยูนิซิตี้ให้กับนักธุรกิจกัมพูชาที่เข้ามาจากฝั่งปอยเปตได้รู้จักธุรกิจนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันนักธุรกิจของยูนิซิตี้ในฝั่งปอยเปตนั้นถือว่ามีขุมกำลังเป็นจำนวนมากเช่นกัน การเข้าไปเปิดสาขาที่พนมเปญในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าไปเปิดในช่วงเวลาที่เหมาะสมเลยทีเดียว


-กิฟฟารีน ลุยตลาดกัมพูชาโตครองอันดับ 3


เรียกได้ว่า ตลอดเวลา 16 ปีที่ กิฟฟารีน ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้น มีสมาชิกผู้บริโภครวมกว่า 6.3 ล้านรหัส และสามารถใช้ระบบสนับสนุนธุรกิจให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีนกว่า 50,000 รหัส ให้ประสบความสำเร็จมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา ซึ่งในส่วนนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้กล่าวถึงการขยายธุรกิจของกิฟฟารีนในตลาดอาเซียนว่า ขณะนี้ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง รวมถึงประเทศกัมพูชาก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เติบโต เป็นอันดับ 3 รองจาก มาเลเซีย และพม่า ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดขายในตลาดต่างประเทศโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท แบ่งออกเป็นยอดขายในส่วยของธุรกิจขายตรงมีประมาณ 150 ล้านบาทและยอดขายในส่วนธุรกิจค้าปลีกแบรนด์แพทติน่า อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท โดยคาดหวังว่าหากมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียนขึ้นในปี 2558 แล้วจะเป็นแรงหนุนให้ยอดขายในตลาดต่างประเทศของกิฟฟารีนเพิ่มขึ้นไปถึง 500 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน


-J&C ปลื้มกัมพูชากระแสดีโกยกว่า 10 ล้านต่อเดือน


ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหารบริษัทฯกล่าวว่า ในแต่ละตลาดที่ จอย แอนด์ คอยน์ รุกก้าวเข้าไปถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตค่อนข้างดีอย่างในกรุงพนมเปญ


ประเทศกัมพูชานั้นมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ สืบเนื่องจากประเทศดังกล่าวมีอัตราว่างงานสูง จึงทำให้หลายคนไขว่คว้าที่จะมีอาชีพหรือสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง ในขณะที่เราเองก็พร้อมที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจและชีวิตใหม่ให้กับพวกเรา โดยตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ได้ปักหลักเปิดดำเนินธุรกิจในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จนถึงทุกวันนี้ จอย แอนด์ คอยน์ มีฐานสมาชิกหลักพันคน หรือคิดเฉลี่ยผู้ที่สมัครเข้าร่วมธุรกิจ100-200 คนต่อเดือนเลยทีเดียว


-อาวียองซ์ เจาะความงามกัมพูชาคนแห่ร่วม 6,000 รหัส


ในขณะที่ อาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยมภายใต้การบริหารงานของยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยนั้นก็ได้เปิดแนวรุกตลาดความงามในประเทศกัมพูชาด้วยการเปิดตัว อาวียองซ์ กัมพูชา อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วรวมทั้งล่าสุด มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยและบอสหญิงแกร่ง สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์กัมพูชา Mr.Soun Kosal ที่สามารถพิชิตตำแหน่งในระดับ Area Executive Business Associate ได้สำเร็จเป็นคนแรก พร้อมกับเปิดอาวียองซ์ ช็อป เฟล็กชิพ สโตร์ แหเงแรก ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา


โดยปัจจุบันมียอดสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ กัมพูชา มากกว่า 6,000 รหัส ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากกระแสตอบรับที่ดีของกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาประกอบกับยูนิลีเวอร์เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จัก ทให้สมาชิกมีความมั่นใจในธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ LEADER TIME รายปักษ์ ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 215

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ขายตรงอินเดียระอุ!เอกชนบี้รัฐบาลเคาะกฏเหล็ก สมาคมผนึกหอการค้าตอกฝาโลงแก๊ง "ปิระมิด"









ธุรกิจขายตรงในประเทศอินเดียมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองตั้งแต่ต้นปี เมื่อภาคธุรกิจส่งสัญญาณไปยังภาครัฐให้ออกกฎหมายขายตรงโดยเร่งด่วน โดยสื่อท้องถิ่นระบุ สมาคมการขายตรงอินเดีย (The Indian Direct Selling Association : IDSA) ผนึกกำลังกับหอการค้าเรียกร้องรัฐบาลเร่งออกกฎหมายหรือกฎระเบียบกำกับดูแลธุรกิจขายตรง สกัดพวกขายตรง นอกรีตที่จัดตั้งบริษัทขึ้นมาหลอกลวงประชาชนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและของประเทศชาติ ตลอดไปถึงดูแลผู้บริโภคสร้างมาตรฐานให้กับธุรกิจ


สมาคมการขายตรงอินเดียแสดงจุดยืนอันแรงกล้านี้ในการประชุมร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อหารือกันถึงอนาคตธุรกิจขายตรงภายในประเทศรวมถึงมาตรการจัดการแก๊ง ปิระมิด ระบบการตลาดสีเทาที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก


การประชุมมีขึ้นหลังปีใหม่ที่ผ่านมาโดยผู้เข้าร่วมประชุมนอกจากคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ แล้วยังมีผู้แทนจากหอการค้าทั้งกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดียที่ล้วนมีจุดยืนต้องการส่งเสริมธุรกิจขายตรงซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญแขนงหนึ่งที่มีส่วนไม่น้อยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ


ในกลุ่มบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีการประชุมเพื่อส่งผ่านข้อเสนอดังกล่าวไปยังภาครัฐ อาทิ ชาวี เฮมานห์ เลขาธิการหอการค้า, พี เดฟดาส เหรัญญิกสมาคมการขายตรงอินเดีย,เอส.พี.ชาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกของหอการค้าอีกหลายคน และ ดี.เอส.ราชโอระ กรรมการอาวุโส สมาคมสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดีย


ตอกย้ำอินเดียต้องมีกฎหมายขายตรง สกัด ปิระมิด สร้างมาตรฐานธุรกิจ


ชาวี เฮมานห์ได้พูดตอกย้ำถึงความจำเป็นของประเทศที่จะต้องมีกฎหมายขายตรง หรืออย่างน้อยต้องมีระเบียบจากทางการออกมาเพื่อกำกับดูแลธุรกิจขายตรง แยกข้อแตกต่างระหว่างปิระมิด และธุรกิจเครือข่ายหลายชั้น(MLM) ออกจากัน โดยให้กำหนดเป็นคำนิยามในกฎหมายว่าการตลาดแบบ MLM เป็นอย่างไร การตลาดแบบปิระมิดเป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนทั่วไปตลอดจนองค์กรต่างๆ ได้รับรู้เฉพาะปัจจุบันไม่สามารถแยก 2 โมเดลนี้ออกจากกันได้ ขณะเดียวกันยังไม่มีกฎหมายรับรอง MLM


การตลาดแบบ ปิระมิด มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่จะหากินด้วยการสวมรอยเป็น MLM ใช้ช่องว่างของกฎหมาย โอกาสที่เปิดกว้างตลอดจนความไม่รู้ของประชาชนออกต้มตุ๋น หลอกหลวงประชาชนผู้บริสุทธิ์มีผู้ตกเป็นเหยื่อตลอด


บริษัทเหล่านี้จะเสนอสินน้ำใจหรือเงินรางวัลล่อใจเพื่อใช้รีครูตคนใหม่ๆ เข้ามาสู่วงจรของพวกเขา ดึงเงินจากสมาชิกเข้ามาหมุนเวียนและจ่ายค่าหัวคิวกันเป็นทอดๆ เพื่อให้ไปรีครูตคนใหม่ๆ เข้ามาอีก ยิ่งหาคนได้มากยิ่งได้เงินมาก ไม่มีตัวสินค้าที่จับต้องได้ แบบนี้คือโมเดลของปิระมิด


เอ.เซ็น กัพตา รองนายกสมาคมการขายตรงอินเดียกล่าวว่า มีความต้องการอย่างมากที่จะให้ภาครัฐสร้างความชัดเจนระหว่างขายตรง M:M และปิระมิด


ถึงเวลาจัดระเบียบหน่วยงานควบคุม เยอะเกิน-ซ้ำซ้อน-ขวางการเติบโต


ในมุมของเอส.พี.ชาร์มา สะท้อนศักยภาพของธุรกิจขายตรงภายในประเทศว่า ที่ผ่านมาขยายตัวสูงมาตลอดซึ่งในปีงบประมาณ 2553-2554 มีอัตราเติบโตถึง 27 % ด้วยยอดขาย 52,300 ล้านรูปีหรือประมาณ 36,600


ล้านบาท อยู่อันดับ 9 ของเอเชียและอันดับ 20 ของโลก โดย 28% เป็นผลงานของบริษัทสมาชิกและ 17% มาจากบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิก


ดี.เอส. ราชโอระ กล่าวว่า บริษัทขายตรงอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งชาติก็จริงแต่กฎหมายเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายกรมทั้งในส่วนกลางระดับจังหวัดไปจนถึงท้องถิ่น ไม่ได้มีกฎหมายขายตรงเป็นของตัวเองเหมือนหลายประเทศ


ซึ่งการมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทำให้มีกฎ กติกาที่ต้องปฏิบัติหลากหลายมาก เกิดความซ้ำซ้อนและล่าช้าในการดำเนินการเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมากควรจะปรับปรุงใหม่ให้เกิดความทันสมัยเป็นไปในแนวทางเดียวกัน


เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ


อินเดียมีหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานที่มีบทบาทในการควบคุมดูแลธุรกิจขายตรง ซึ่งแต่ละหน่วยงานจัดชั้นประเภทธุรกิจขายตรงไม่เหมือนกันอย่างกรมส่งเสริมและกำกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมจัดการขายตรงให้อยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าส่งอนุญาตให้การลงทุนโดยตรงของชาวต่างชาติทำได้ 100% ขณะที่หน่วยงานจัดชั้นอุตสาหกรรมแห่งชาติจัดการขายตรงอยู่ในธุรกิจค้าปลีกซึ่งจำกัดการลงทุนให้แค่จำนวนหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของบริษัทขายตรงจากต่างประเทศ


ยิ่งกว่านั้น การที่ไม่มีกฎหมายขายตรงเพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้มีมาตรฐานและเอกภาพเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจเพราะไม่สามารถแยกขายตรง น้ำดี คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจถูกกฎหมายกับพวก ปิระมิด ออกจากกันได้ ทำลายภาพลักษณ์ของธุรกิจภาพรวมทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอีกทั้งระบบ


หลายปีที่ผ่านมา สมาคมการขายตรงของอินเดียพยายามอย่างหนักที่จะขอให้รัฐบาลอินเดียออกกฎหมายหรือระเบียบกำกับดูแลธุรกิจขายตรงซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีข่าวดีเมื่อกระทรวงกิจการเพื่อความร่วมมือทางการค้าของอินเดียจะยกร่างแนวทางกำกับดูแลธุรกิจขายตรงของอินเดียถึงขนาดมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อให้คำแนะนำในการยกร่างกฎระเบียบดังกล่าวเพื่อใช้เป็นข้อบังคับควบคุมธุรกิจขายตรงทั่วประเทศเพราะปัจจุบัน มีเพียง 2 รัฐคือเกรละและราชสถานเท่านั้นที่มีแนวทางกำกับดูแลธุรกิจขายตรง


สมาคมการขายตรงอินเดียคาดการณ์อุตสาหกรรมขายตรงของอินเดียจะมียอดขายแตะ 71,200 ล้านรูปีหรือประมาณ 4.98 หมื่นล้านบาทภายในปี 2555-2556 สอดคล้องกับประมาณการณ์ของเอิร์นส์ แอนด์ ยัง บริษัทตรวจสอบ


บัญชีชั้นนำของโลก ซึ่งการเติบโตของธุรกิจขายตรงเนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี)เป็นสำคัญ ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา อินเดียติดกลุ่มประเทศที่มีอัตราดารเติบโตของจีดีพีสูงสุดในโลกเฉลี่ย 7% ต่อปี ขณะที่รายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี รัฐบาลอินเดียคาดการณ์จีดีพีจะมีมูลค่าถึง2.18ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2558 มีขนาดใหญ่อันดับ 11 ของโลก


อีกทั้งด้วยศักยภาพของตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มากประชากรกว่า 1,200 ล้านคนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นการเติบโตในอนาคต โดยในปี 2550 ตลาดผู้บริโภคของอินเดียมรกำลังซื้ออยู่อันดับ 12 ของโลก ตั้งเป้าหมายภายในปี 2568 ต้องขยับขึ้นไปอยู่อันดับ 5 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีนและอังกฤษ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์มั่นใจยอดขายฟิลิปปินส์โต 20% 2 ปัจจัยหนุน ความต้องการเพิ่ม-ศก.พุ่ง









แอมเวย์ ขายตรงยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯคาดธุรกิจในฟิลิปปินส์จะเติบโตในอัตราที่สูงเป็นเลขสองหลักได้ในปี2555 และปี 2556 นี้ท่ามกลางการบริโภคที่กำลังเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูง

เลนี่ โอลมีโด ผู้จัดการแอมเวย์ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ธุรกิจในฟิลิปปินส์จะเติบโตถึง 10 % จากที่ตั้งเป้าหมายเติบโต 8-9% ต่อปี ซึ่งปัจจัยผลักดันการเติบโตคือความต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ดูแลผิวพรรณและดูแลบ้านในฟิลิปปินส์มีมากขึ้น


ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพในฟิลิปปินส์มีมูลค่าตลาดรวมถึง 14,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 10,500 ล้านบาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเครื่องสำอางมีมูลค่า 25,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 18,750 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลบ้านซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่า 55,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 41,250 ล้านบาท


ผู้จัดการแอมเวย์ประเทศฟิลิปปินส์กล่าวว่า บริษัทมีนักขายแอ็คทีฟมากกว่า 60,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้ทำให้บริษัทฯเติบโตได้ถึง 27% โดยมีศูนย์บริการ 6 แห่งรองรับการทำงานของนักขายแอ็คทีฟประกอบด้วยศูนย์บริการที่เขตนครหลวงหรือเมโทรมะนิลารองรับสมาชิกได้ประมาณ 60 % ของสมาชิกทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีที่ เซบู,คากายัน ดาเวา เป็นต้น


โอลมีโด กล่าวว่า แอมเวย์กำลังโปรโมตช่องทางขายตรงเป็นทางเลือกในการทำธุรกิจด้วยตัวเองซึ่งคนฟิลิปปินส์สามารถที่จะเข้ามาร่วมเพื่อใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ


สองแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเราในฟิลิปปินส์คือนิวทริไลท์ และ อาร์ทิสทรี ดันซี ริคาฟอร์ต ผู้จัดการฝ่ายการตลาดแอมเวย์ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าว
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน ดูแลสุขภาพ และดูแลผิวพรรณแล้ว แอมเวย์ยังเปิดตัวสายการผลิตใหม่ๆ เช่น เครื่องดื่ม กาแฟผสมช็อกโกแลต,เครื่องสำอางรวมทั้งผลิตภัณฑ์น้ำหอม


โอลมีโดกล่าวว่า การทำตลาดกาแฟ บริษัทฯได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแฟรนไชส์กาแฟชื่อดังในท้องถิ่น ฟิกาโร่ เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น กาแฟสำเร็จรูป และช็อกโกแลต tableas เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศ


กาแฟจะเป็นอุตสาหกรรมที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับเรา เราจัเปิดประตูธุรกิจไปสู่คนจำนวนมาก ตราบที่ธุรกิจกาแฟเติบโตมากขึ้น ธุรกิจของราก็เติบโตมากขึ้นตามไปด้วย โอลมีโดกล่าว
แอมเวย์เป็นบริษัทขายตรงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสหรัฐฯ และจำลองแบบธุรกิจดังกล่าวมาเริ่มต้นทำในฟิลิปปินส์และสามารถเติบโตขยายฐานขนาดใหญ่ได้เหมือนกับฐานของปิระมิดได้อย่างรวดเร็วในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีบริษัทขายตรงอื่นๆ เช่น เอวอน และทัพเพอร์แวร์ แต่ในระบบของแอมเวย์ นักขาย 1 คนสามารถที่จะดูแลลูกทีมภายใต้สายงานโดยตรงได้อย่างน้อย 3 หรือ 5 คน และลูกทีมสามารถจะขยายเครือข่ายสร้างนักขายใหม่ได้ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือมากกว่าได้ ซึ่งระบบนี้ทำให้เกิดการขยายงานได้อย่างรวดเร็ว


ด้วยระบบที่ดีบวกกับความคาดหวังว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะยังคงเติบโตต่อเนื่องทำให้แอมเวย์ฟิลิปปินส์คาดว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่หลากหลายชนิด อาทิ วิตามิน ยาสีฟัน กาแฟ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทุกระดับยกเว้นกลุ่มคนยากจนจะเติบโตอย่างน้อย 20% ในปี 2556


โอลมีโดกล่าวว่า ด้วยการเติบโตดังกล่าวทำให้แอมเวย์ติดกลุ่มบริษัทขายตรง 5 อันดับ หรือท็อปไฟว์ ในฟิลิปปินส์ ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 35,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 26,250 ล้านบาท ธุรกิจขายตรงในฟิลิปปินส์ เติบโตเฉลี่ย 8 % ต่อปี ตามีเพียง 50% ของบริษัทขายตรงในฟิลิปปินส์ที่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงของฟิลิปปินส์ที่เหลือเป็นบริษัทขายตรงขนาดเล็กและมีค่ายขายตรงบางค่าย ที่มีรูปแบบธุรกิจน่าสงสัย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สคบ.ขีดเส้นตายขายตรง 15 วัน!ถอดใบอนุญาตแล้ว8-เลิกเอง27









จิรชัย นายใหญ่ สคบ. ลุยต่องานช้าง สังคายนาขายตรง ทั้งระบบ ร่อนหนังสือแจ้งบริษัทขายตรงที่ขอใบอนุญาตไว้ 885 รายเป็นครั้งที่ 2 ก่อนสิ้นปีเพียง 1 สัปดาห์ พร้อมขีดเส้นตายให้เวลาแจ้งกลับสถานภาพภายใน 15 วัน ยันไม่มีตัวตนชัด จำหน่ายออก จากสารบบบัญชีทันที เผยข้อมูล 10 ปี เวนคืน ดำเนินคดีไปแล้ว 8 แห่ง ขอเลิกเองอีก 27 ราย เตือน !! เตรียมประกาศ รายชื่อ ผ่านหนังสือพิมพ์เป็นลำดับต่อไป


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยถึงความคืบหน้าการ สังคายนาธุรกิจขายตรง ทั้งระบบว่า หลังจากปลายปี 2555 ที่ผ่านมา สคบ.ได้ส่งหนังสือเพื่อให้บริษัทขายตรงที่เคยจดทะเบียนกับสคบ. ทั้งหมดไปก่อนแล้ว 1 ครั้ง แล้วได้รับหนังสือยืนยันกลับมาเพียง 180 บริษัท ล่าสุดเมื่อทางสคบ. ได้ออกหนังสือแจ้งการประกอบธุรกิจยังกลุ่มผู้ประกอบดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม โดยระบุให้ตอบกลับภายใน 15 วัน


สำหรับการติดตามรายชื่อบริษัทขายตรงครั้งที่สองนี้จะมีการนำรายชื่อดังกล่าวไปลงข่าวในหนังสือพิมพ์ต่างๆ อีกครั้งหนึ่งและเมื่อผลออกมาเป็นอย่างไรก็จะนำบัญชีรายชื่อเหล่านั้นมาพิจารณาและจำหน่ายทะเบียนออกจากสารบบ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมจดหมายตอบรับกลับมาถึง สคบ.


อย่างไรก็ตามข้อมูลตัวเลขสรุปการจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจขายตรง ล่าสุด สิ้นสุด 30 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา โดยย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2545 หลังจากพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ออกมามีผลบังคับใช้ มีสถิติการยื่นขอจดทะเบียนรวมสูงสุดถึง 885 ราย ดังนี้ ปี 2545 จำนวน 56 บริษัท ปี 2546 จำนวย 217 บริษัท ปี 2547 จำนวน 107 บริษัท ปี 2548 จำนวน 70 บริษัท ปี 2549 จำนวน 32 บริษัท ปี 2550 จำนวน 41 บริษัท ปี 2551 จำนวน 30 บริษัท ปี 2552 จำนวน 49 บริษัท ปี 2553 จำนวน 88 บริษัท ปี 2554 จำนวน 105 บริษัท และปี 2555 นับตั่งแต่ 1 มกราคม 30 พฤศจิกายน มีทั้งสิ้น 90 บริษัท


ส่วนข้อมูลตัวเลขสรุปผู้ประกอบการธุรกิจตลาดแบบตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนกับ สคบ.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาห้วงเวลาเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทขายตรงทั้งหมด 202 บริษัท เริ่มปี 2545 จำนวน 24 บริษัท ปี 2546 จำนวน 118 บริษัท ปี 2547 จำนวน 21 บริษัท ปี 2548 จำนวน 7 บริษัท ปี 2549 จำนวน 1 บริษัท ปี 2550 ไม่มีขอจดทะเบียน ปี 2551 จำนวน 3 บริษัท ปี 2552 จำนวน 4 บริษัท ปี 2553 จำนวน 7 บริษัท ปี 2554 จำนวน 8 บริษัท และปี 2555 นับตั้งแต่ 1 มกราคม 30 ธันวาคม รวม 9 บริษัท


แต่ในจำนวนบริษัทขายตรง 885 ราย และบริษัทตลาดแบบตรง จำนวน 202 รายนั้น ล่าสุดมีตัวเลขจากสคบ. ที่บันทึกไว้ถึงการถูก เพิกถอน หรือ เวนคืนใบอนุญาตไปแล้วทั้งสิ้น 35 บริษัท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม และกลุ่มแรกแรงสุดคือได้รับโทษยกเลิกใบอนุญาตและถูกดำเนินคดี มีอยู่ทั้งหมด 8 บริษัท ประกอบด้วย 1.บจก. พาวเวอร์ ซัคเซค อินเตอร์เนชั่นแนล 2. บจก. อีซี่ เน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง 3. บจก. กรีนแพลนเนท 108 คอร์ปอเรชั่น 4. บจก. เบสท์ 59 5.บจก. โฮปยู ซีซี 6. บจก. ซีวัน นูเทรี้ยน 7. บจก. เอเซี่ยนเจมส์ และล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง คือ บจก . ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง (DCHL ขายตะเกียงวิเศษ)


ส่วนกลุ่มที่ 2 บริษัทแจ้งยกเลิกการประกอบธุรกิจเอง มีจำนวน 27 บริษัท ประกอบด้วย 1 บจก. ยินตัน นีโอ พลัส 2. บจก. จีเอสอาร์ไอ เน็ตเวิร์ค 3. บจก. เออร์เบล็คซ อินเตอร์เนชั่นแนล 4.บจก. เจียเตอร์(ไทย) 5. บจก. ลอง ลอง ไลฟ์ 6. บจก.จาปิน (ประเทศไทย) 7.บจก.สยาม แอมโบรเซีย อินเตอร์ กรุ๊ป 8. บจก.นีโอ เฟอร์นิไลน์ 9. คลินิกหมอสมวงศ์การแพทย์แผนไทย(นายสมวงศ์ อโณทัย) 10.บจก. วิชั่นการ์เม้นท์ 11.บจก.เอสเซนเชี่ยลลี่ ยัวส์ อินด์สตรี้ส์ (เอเชีย) 12. บจก. บางกอก เพอชันแนลลิตี้ ดีวิล็อปเมนท์เทรนนิ่ง 13.บจก.วีไดเรด ดีสทีริบิวเตอร์ 14.บจก.จาฟรา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) 15. บจก.มาทอล โบทานิคอล (ประเทศไทย) 16.บจก.บีนิแคร์ 17.บจก.ฟรีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) 18. บจก.ซีนาดา อินเตอร์เนชั่นแนล 19.บจก.แอล-ไดเร็ค 20.บจก.ที.เอ.นิวเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล 21.บจก.ไทยเทียนซือ อินเตอร์เนชั่นแนล 22.บจก.ฟรีดอมเน็ตเวิร์ค คอนซูเมอร์ คอร์ปอเรชั่น 23.บจก.ภัทรภานันท์ 24.บจก.ยู.เอ็ม.ไอ.อินเตอร์เนชั่นแนล 25.บจก.ศริไชยรัตน์ 26. บจก.เหลียงสวง อินเตอร์เนชั่นแนล และ 27.บจก.ไฮลีฟวิ่ง โกลบอล (ประเทศไทย)


จากรายชื่อกลุ่มบริษัท 8 บริษัทข้างต้นนั้น เป็นกลุ่มบริษัทขายตรงที่ล้วนถูกดำเนินคดีเป็นแชร์ลูกโซ่โกงประชาชน โดยใช้แผนการตลาดขายตรงไปแอบแฝงการหมุนเงินค่าหัวคิวในการสมัครสมาชิก โดยนำสินค้าไม่ได้มาตราฐานมาเป็นสินค้าหลักในการดำเนินธุรกิจ สร้างความเสียหายให้กับสังคมด้วยมูลค่ามหาศาล ละยังมีบางรายที่ท่างการยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ถึงที่สิ้นสุดในเวลานี้





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244


 

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ลุ้นอินเดียทำคลอดไกด์ไลน์คุมขายตรง แอมเวย์ทุ่มเกือบ4 พันล้านผุดโรงงานผลิตแห่งแรก








อิโคโนมีอินเดีย นิวส์รายงาน แอมเวย์ อินเดีย ค่ายขายตรงผลิตภัณฑ์ความงามและ สุขภาพเบอร์หนึ่งของประเทศในเครือแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ของสหรัฐอเมริกาคาดหวัง กระทรวงกิจการเพื่อความร่วมมือทางการค้าของอินเดียจะยกร่างแนวทางกำกับดูแลธุรกิจขาย ตรงของอินเดียได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อให้ คำแนะนำในการยกร่างกระเบียบดัง กล่าวเพื่อใช้เป็นข้อบังคับควบคุม ธุรกิจขายตรงทั่วประเทศ จากข้อมูล ที่เรามีอยู่ในตอนนี้คาดว่าร่างไกด์ ไลน์ที่ว่าน่าจะออกได้ภายในเดือน พฤศจิกายนนี้ วิลเลี่ยม เอส.พินค์นีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และ กรรมการผู้จัดการแอมเวย์อินเดียกล่าว อดีตประธานคณะกรรมการสมาคมขาย ตรงประเทศอินเดีย (IDSA) กล่าว
คณะกรรมการชุดยกร่างแนวทาง กำกับดูแลธุรกิจขายตรงประกอบด้วยผู้ แทนจากกระทรวงกิจการเพื่อความร่วม มือทางการค้า กระทรวงการคลัง กระทรวงกิจการคุ้มครองผู้บริโภคและ ธนาคารกลางของอินเดีย
ปัจจุบันอินเดียมีเพียง 2 รัฐคือ เกรละและราชสถานเท่านั้นที่มีแนวทาง กำกับดูแลธุรกิจขายตรง
เรากำลังผลักดันให้อินเดียมี กฎหมายขายตรงทั้งเพื่อใช้กำกับดูแล ส่วนกลางรวมถึงพื้นที่ต่างๆ ทั่ว ประเทศ พินค์นีย์ กล่าว
ความเคลื่อนไหวของทางการอินเดีย ในการยกร่างไกด์ไลน์กำกับธุรกิจขายตรงมี เป้าหมายเพื่อแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างบริษัทขายตรงที่แท้จริงและบริษัทที่หลอกลวงหรือพวก ปิระมิด และยังรวมถึง ภาคการค้าอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุม ดูแลของกระทรวงด้วย
พินค์นีย์กล่าวเพิ่มว่า อุตสาหกรรม ขายตรงในประเทศอินเดียมีเป้าหมายเติบโต 20% ต่อปี ซึ่งตามรายงานของเอิร์นส์แอนด์ ยัง บริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำของโลกคาด ว่าอุตสาหกรรมขายตรงของอินเดียจะมียอด ขายแตะ 7.12 หมื่นล้านรูปีหรือประมาณ 4.98 หมื่นล้านบาทภายในปี2555-2556 นี้ โดยแอมเวย์จะสร้างโรงงานผลิตแห่งแรกขึ้นในอินเดียคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5.5 พันล้านรูปีหรือ 3.85 พันล้านบาท
เราซื้อที่ดินประมาณ 50 เอเคอร์ (1 เอเคอร์เท่ากับ 2 ไร่ครึ่ง) ในรัฐทมิฬ นาดูโดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2556 นี้และคาดว่าจะเริ่ม ผลิตสินค้าได้ในปลายปี2557
นอกจากนี้ แอมเวย์อินเดียยังมี แผนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ จะทำตลาดเฉพาะอินเดีย โดยโฟกัสไปที่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าอีกด้วย ซึ่งศูนย์แห่ง นี้จะมีพื้นที่ 2 หมื่นตารางฟุตและจ้าง นักเรียนที่ได้รับทุนวิจัย 25 คนมาทำงาน
แอมเวย์อินเดียมีเป้าหมายยอด ขาย 2.5 หมื่นล้านรูปีหรือประมาณ 17,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 17% เทียบกับปี2554 ที่ทำได้ 2.13 หมื่นล้านรูปี หรือประมาณ 14,910 ล้านบาท
ปัจจุบันแอมเวย์อินเดียมี ผลิตภัณฑ์ขายอยู่ประมาณ 131 ประเภท ครอบคลุม 5 กลุ่มประกอบด้วยเพอร์ซันนัล แคร์, ดูแลบ้าน, เสริมอาหารและนํ้าหนัก, เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ เครื่องกรองอากาศ เครื่องกรองนํ้า เป็นต้น มีสำนักงาน 135 แห่ง คลังสินค้ากระจาย อยู่ตามเมืองต่างๆ 55 เมืองทั่วประเทศ ครอบคลุมเมืองขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ถึง 4,000 แห่ง
เมื่อเร็วๆนี้ แอมเวย์อินเดีย ประกาศความสำเร็จในการผลิตเครื่อง สำอางและบำรุงผิวแบรนด์ใหม่ แอททิจูด ที่ผ่านการปรับปรุงทั้งสูตรและแพ็คเกจจิ้ง ให้ทันสมัยและมีคุณภาพมากขึ้นเพื่อ กระตุ้นยอดขายเครื่องสำอางและบำรุงผิว ในตลาดอินเดีย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

ยักษ์ใหญ่ MLM สหรัฐฯ เปิดศึกชิงเค้กเวียดนาม นู สกิน บ่ยั่น ปิระมิด ชูผลตอบแทนสูงครีตเลือดใหม่








 


ตลาดขายตรงเวียดนามฝุ่นตลบ ! นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรลส์ ยักษ์ขายตรงผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเสริมอาหารอันดับ 9 ของโลกจากสหรัฐอเมริกาลุยขยายธุรกิจหนักหน่วง สบโอกาสเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนต้องการหารายได้ เดินหน้ารีครูตนักขายใหม่เสริม
ธุรกิจขายตรงในเวียดนามโดย เฉพาะขายตรงหลายชั้น (MLM) มี ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยดีนักเหมือนกับจีนที่ เคยแบนธุรกิจขายตรงหลายชั้นเมื่อหลาย ปีเนื่องจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่ ปกครองประเทศหวั่นระแวงระบบการ ตลาดสีเทาที่เรียกว่าปิระมิด ที่มีรูปแบบ การสร้างเครือข่ายไม่ต่างจาก MLM แฝง ตัวเข้ามาหลอกลวงประชาชนที่ไม่มีความ รู้และอยากมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ จำนวนมาก และจนถึงปัจจุบันระบบการ ตลาดสีเทายังไม่หมด เป็นเรื่องท้าทาย กฎหมายในเวียดนามอยู่กว่า 20 ปีหรือ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นู สกินขยายธุรกิจใน เอเชียอย่างหนักแม้จะเจออุปสรรคจาก กฎระเบียบที่เข้มงวดในหลายประเทศซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการขยายเครือข่ายและ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่นำออกขาย แต่ บริษัทสามารถทำยอดขายและกำไรก้อน ใหญ่ได้จากเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญที่ ทำให้นู สกินเติบโตอย่างมั่นคงและมีผล กำไรต่อเนื่อง

ขายตรงฝ่าวิกฤตศก.เวียดนาม สบช่องคนตกงานชูผลตอบแทนสูง
สำหรับในเวียดนาม นู สกินเพิ่ง เปิดสำนักงานขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจ ของเวียดนามที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยรัฐบาลคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจภายใน ประเทศจะขยายตัวราว 5-6% เทียบกับ หลายปีที่ขยายตัวร้อนแรงถึง 8-10% เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สินในภาค ธนาคารที่กลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการก่อหนี้ของ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประสบปัญหา ผลการดำเนินงานขาดทุนกันเป็นแถวจน กระทั่งมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท จัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐฯประกาศปรับลดอันดับความน่า เชื่อถือเศรษฐกิจเวียดนาม
อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมที่ ยํ่าแย่ในเวียดนามอาจจะส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค แต่ สำหรับบริษัทขายตรงMLM ไม่เป็นปัญหา ด้วยจุดขายโอกาสการทำธุรกิจที่เปิด กว้าง การลงทุนตํ่า ความยืดหยุ่นในการ ทำงานรวมไปถึงอัตราการว่างงานที่ยังคง ยืดเยื้อยังคงเปิดโอกาสในการรีครูตนัก ขายใหม่ๆ ในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างตํ่าประมาณ 3,000 ดอลลลาร์ต่อปีหรือประมาณ 90,000 บาท เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาหาเรา ในเวียดนามมีคนตกงาน หลายล้านคน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะ สมมากๆ สำหรับMLM รูปแบบการ ตลาดที่เพิ่งเริ่มโต ไบรอัน ตรัน หนึ่ง ในชาวต่างชาติจำนวนกว่า 100 คนที่ เดินทางเข้ามาทำงานในเวียดนามและ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารฝ่ายขายระดับ บลู ไดมอนด์ ของนู สกินให้ความเห็น
ตรันมีรายได้ 45,000 ดอลลาร์ หรือ 1.35 ล้านบาทต่อเดือนซึ่งเจ้าตัวบอก ว่าถ้าเทียบตลาดเวียดนามที่เพิ่งจะเริ่มตั้ง ไข่แล้วรายได้ระดับนี้คือขั้นตํ่าที่แม่ทีมจะ ทำได้
ระบบการจ่ายผลตอบแทน อาทิ ค่าคอมมิสชั่นเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ บริษัทขายตรงชั้นนำทั่วโลก อาทิ นู สกิน ซึ่งขยายตลาดผ่านนักธุรกิจอิสระ การ จ่ายค่าคอมมิสชั่นให้กับฝ่ายขายวัดจาก ยอดการขายสินค้า ยิ่งมียอดขายมากจะ ได้ค่าคอมมิสชั่นมากดึงดูดนักขายใหม่ๆ เข้ามาเซ็นสัญญา เส้นทางสร้างรายได้ที่ ไม่มีขีดจำกัดทำให้นักขายระดับแม่ทีม ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก คนเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้และเงินเดือนก้อน ใหญ่เหมือนกับนักขายรุ่นพี่
นู สกินกล่าวว่า คอมมิสชั่นเฉลี่ย ของบริษัทสหรัฐฯสำหรับนักขายน้องใหม่ อยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์หรือ 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ดี นู สกินซึ่งคาดว่าปีนี้ จะมียอดขายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ปฏิเสธ ที่จะเปิดเผยตัวเลขค่าคอมมิสชั่นของ บริษัทฯ ในเอเชีย

ขายตรงเวียดนามโตเยอะ แตะ6 พันล้าน ภาพลักษณ์ไม่ดีปิระมิดเยอะ
ิ ข้อมูลจากธุรกิจขายตรง MLM ระบุ กว่า 10 ปีที่ผ่านมามีขายตรง MLM ผุดขึ้นในเวียดนามจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 2 ร้อยล้านดอลลาร์หรือราว 6 พันล้าน บาท นักขายมากกว่า 1 ล้านคน โดย ภาพลักษณ์ของ MLM ในตลาดเวียดนาม เลวร้ายลงมากเมื่อปีที่ผ่านมาหลังจาก มีประชาชนกว่า 100 คนถูกแก๊งปิระมิด หลอกลวงกระทั่งรัฐบาลต้องขยับคุมเข้ม กฎระเบียบการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ให้เข้มงวดมากกว่าเดิม
ไม่ใช่แค่เวียดนาม แต่ชื่อเสียง ตลอดจนภาพลักษณ์ของ MLM ในประเทศ อื่นๆ ในเอเชียก็ไม่ได้ดีนักในสายตาของ ประชาชนและภาครัฐ
ในช่วงปี 1990 หรือ 2533นู สกิน เจอเรื่องอื้อฉาวในสหรัฐฯที่เป็นตลาด บ้านเกิดเมื่อถูก 5 รัฐกล่าวหาหลังจากมีประชาชนร้องเรียนว่าแผนการตลาดของ นู สกินหลอกลวงและพูดเกินจริงเกี่ยวกับ รายได้ก้อนใหญ่ที่ทางนักขายจะได้รับจน กระทั่งคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ (Federal Trade Commission:FTC) ต้องลงมาสอบสวนและบริษัทไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ต้องจ่ายค่าเสียหาย 1 ล้านดอลลาร์และยังถูกปรับอีก 1.5 ล้านดอลลาร์จากการที่มีลูกค้าร้องเรียน กรณีกินยาลดนํ้าหนักแล้วไม่ได้ผลตาม ที่บริษัทโฆษณาไว้

ยักษ์สหรัฐฯชี้เอเชียขุมทองMLM ตลาดเอื้อ จีน-ญวณ โมเดลเดียวกัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นกระทบกับชื่อ เสียงของนู สกินและผลกำไรของบริษัท มาก ทำให้นู สกินต้องเริ่มขยายธุรกิจไป ยังตลาดต่างประเทศเหมือนกับแอมเวย์ และเอวอนซึ่งพวกเขาค้นพบความ สำเร็จในตลาดเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มี สถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่ง ประชาชนมี ความมุ่งมั่นในการทำงาน นับถือศาสนา เดียวกันและความผูกพันของคนในชุมชน เหมาะกับการขยายเครือข่ายการตลาด แบบMLM
ยกตัวอย่างจีน หลังจากรัฐบาล สหรัฐฯและบริษัทขายตรงขนาดใหญ่ร่วม กันล็อบบี้อย่างหนักจนกระทั่งจีนยอม ยกเลิกแบนและเปิดประเทศให้กับบริษัท ขายตรงของสหรัฐฯเมื่อปี 2549 ขณะนี้จีน กลายเป็นประเทศที่สร้างการเติบโตอย่าง มากให้กับนู สกิน กระนั้นนู สกินยังต้อง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ สอดรับกับกฎหมายของจีนซึ่งยังคงห้าม การตลาดแบบ MLM อยู่
ส่วนในเวียดนาม เฮนรี่ เหงียน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดนู สกินประจำ เวียดนามกล่าวว่า บริษัทให้คำมั่นสัญญา กับนักขายทุกคน โครงสร้างรายได้และ ผลตอบแทนต่างๆจะเป็นไปตามที่บริษัท บอกและบริษัทมีโปรแกรมฝึกอบรมที่จะ ให้นักขายบรรลุเป้าหมายรายได้


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บกม.-ตลาด-นักขายรับ AEC








 


ธุรกิจเครือข่ายขายตรง นับวันการแข่งขัน เชิงสัญลักษณ์ มีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นไม่ต่างจาก การเมืองไทย ที่วันนี้ถูกมองเป็น ความเสี่ยงต่อ ความ เชื่อมั่น ในสายตาของ นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ ไทยได้หาก นักลงทุนต่างชาติ มีความไม่เข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกัน ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ที่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ เริ่มออกมา ในเชิงบวกเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีตที่ ผ่านมา ประชาชนเริ่มเปิดใจกว้างยอมรับ หากนับจากยอดจำนวน นักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในระบบที่มีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน กว่า 800 บริษัทขายตรงในประเทศ คิดเป็น มูลค่าการตลาดไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และ โอกาส จะขยายเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาลหลังเปิดประตูประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน(AEC) รวมประชากร ประมาณ 600 ล้านคน
- เร่งรวมกลุ่มสร้างเอกภาพขายตรงไทย
ว่าไปแล้ว ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในวันนี้ยังไม่ชัดเจนในการรวมกลุ่มเป็นหนึ่ง เดียวในการผลักดันให้ ธุรกิจขายตรง เป็น อุตสาหกรรมขายตรงไทย เต็มรูปแบบ เข้าไปอยู่ในทำเนียบ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตัวแทนของ ภาคอุตสาหกรรมเอกชนไทย ที่มีพลัง ในบทบาทดำเนินงานเพื่อประสานนโยบาย ภาครัฐกับเอกชน ให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่าง คล่องตัวมากขึ้น ซึ่ง ธุรกิจขายตรงไทย ถือว่า มีทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน มา ยาวนานไม่สามารถคลี่คลายได้ การมี พันธมิตร เพิ่มขึ้นจึงเป็น โอกาส หนึ่งใน การขจัด ทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน ของ ธุรกิจขายตรงไทย
ปัจจัยภายนอกที่ ธุรกิจขายตรงไทย ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงคือเรื่องของ การประสานนโยบายภาครัฐเสริมภาคธุรกิจ ให้มีความคล่องตัวแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกลุ่มธุรกิจด้วยกันยังต้องเผชิญกับการ แข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ไม่นับรวมอนาคต อีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้านี้ที่ ประเทศไทยกำลัง จะมี คู่แข่งเพิ่ม ในทุกอุตสาหกรรม จาก การรวมกลุ่มของ ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC ปี 2558 ภายใต้การ แข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
ดังนั้นการรู้จัก หลีกเลี่ยง หรือ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการ รวม กลุ่ม ในรูปแบบ พันธมิตร ถือเป็นหัวใจ สำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ
-จับตาทิศทาง 3 สมาคม 1 กลุ่ม ก่อน AEC มา
ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ใน ประเทศวันนี้แม้ปรากฎภาพ รวมกลุ่ม แล้วใน เชิงสัญญลักษณ์ แต่หากเป็นเพียง เอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ต่างคนต่างรวมกัน เติมพลังแห่งความเชื่อมั่น-ภาพลักษณ์ ภายในกลุ่มของตัวเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นยัง ขาดเอกภาพ รวมเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนมาก สุดวันนี้มี 3 กลุ่มหลักคือ
กลุ่มใหญ่สุด สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ที่สมาชิกสมาคมฯ ส่วน ใหญ่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ธุรกิจขายตรงสีขาว ยาวนานมา 29 ปี มีสมาชิกเข้าร่วม สังกัดแล้วประมาณ 29 ราย จากธุรกิจ ขายตรงทั้งหมดประมาณ 800 ราย ล่าสุดมี กิจธวัช ฤทธีราวี บิ๊กแอมเวย์ นั่ง นายกสมาคมฯ เมื่อ ก.ค.2555
กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่มีพลัง ด้วย มีสัดส่วนสูงสุดในการสร้าง มูลค่าตลาด ขายตรง ในวันนี้ที่เติบโตราว 60,000- 70,000 ล้านบาท ภายใต้แผนการตลาดหลายชั้น (MLM) หรือแผน สแตร์สเต็ป
ซึ่ง กิจธวัช มีแนวคิดปฏิวัติ อุดมการณ์เดิม ด้วยการเปิดกว้างรับธุรกิจ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมสมาคมฯ โดยไม่จำกัด แผนการจ่ายผลตอบแทน และ แผนการตลาดทุกแผน นั่นหมายรวม ถึง แผนไบนารี่ ด้วย
กลุ่มที่สอง สมาคมอุตสาหกรรม การขายตรงไทย หรือ TDIA มี นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แห่ง โควิก เคท อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) นั่ง นายก สมาคมฯ เมื่อ ส.ค.55 เป็นกลุ่มที่มีปณิธาน แน่วแน่ในการเชิญชวนทุกกลุ่ม ธุรกิจ ขายตรง ร่วมกันเดินหน้าจัดตั้ง สมาพันธ์ การขายตรงไทย ให้เกิดความร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์ เชิงบวก แต่ 5 เดือน ผ่านไปวันนี้ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้า
กลุ่มที่สาม สมาคมการพัฒนา ขายตรงไทย หรือ TSDA มี อนุวัฒน์ ธรมธัช ประธานที่ปรึกษา จอย แอนด์ คอยน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ผู้ผลักดัน กฏหมายขายตรง หรือ พระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 กระทั่งมี ธุรกิจขายตรง มากมายไม่จำกัด แผนธุรกิจ หลั่งไหลเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. มากมาย ปัจจุบันยังนั่ง นายก สมาคมฯ โดยสมาคมฯ กลุ่มนี้มีแนวคิดเห็น พ้องกับ TDIAฉะนั้นนับถอยหลังเวลาที่เหลืออีก 2 ปีกว่าก่อนเปิด AEC การเตรียมพร้อมในเชิง รุกของ อุตสาหกรรมขายตรงไทย ยังมี เวลาในการ รวมกลุ่ม หรือ เพิ่มพันธมิตร ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง 3 สมาคม และกลุ่มนีโอ ไลฟ์ จะมองสถานการณ์วันนี้เป็น วิกฤต หรือ โอกาส ก็ต้องจับตาดู หากพลิกทั้งวิกฤต และโอกาส เพื่อสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง ให้ อุตสาหกรรมขายตรงไทย รองรับ ตลาดใหญ่ ในอนาคต ท่ามกลางการ แข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้
- วิ่งสู้ฟัดกู้ภาพลักษณ์ขายตรงไทย
การต่อสู้ในเกมธุรกิจเครือข่ายขาย ตรงที่รุนแรง นี้ไม่จบลงเพียงแค่ การสร้างภาพ ลักษณ์ ให้ธุรกิจเกิดใหม่ขายตรงที่ไม่ได้ใช้ แผน สแตร์สเต็ป เท่านั้น หากเกิด ปฏิบัติการ ของ ธุรกิจขายตรง กอบกู้ภาพ ลักษณ์ในกลุ่มของตัวเองแทน มีการแข่งขันชิง ข้าราชการระดับสูง จากหน่วยงานที่เป็น ผู้กุมบังเหียนธุรกิจขายตรง ของประเทศ ไทย เข้ามาเสริมทัพให้กับ ธุรกิจขายตรง เช่น จอย แอนด์ คอยน์ หรือ เจริญโอสถ โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา แม่ทัพใหญ่เซียน แผนไบนารี่ คว้า อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาสคบ.มานั่งเป็น ที่ปรึกษา ประธานบริษัท และกรรมการผู้จัดการ ขณะ นีโอ ไลฟ์ฯ โดย ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ และ เจ้าของธุรกิจสื่อ ทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาธิการสคบ. นั่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เมื่อ กลางปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง ส่วน รัศมี วิศทเวทย์ อดีตเลขาธิการสคบ.ก่อนหน้านี้ ได้ฝังตัวอยู่ใน T D S A ใน C o d e Administrator ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ผู้ บริหารกฎจรรยาบรรณ TDSA มาได้ 2-3 ปี ที่ผ่านมา
- ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ
นอกเหนือจากนี้แล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม อันทรงพลัง ต่างกำลังเร่งเดินหน้ายกระดับ ภาพลักษณ์-ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม ธุรกิจในสังกัดตัวเองให้แข็งแกร่ง เป็นที่ ยอมรับของสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการ มาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 กันอย่างคึกคัก ทั้งเรื่องของการเสริมสร้าง องค์ความรู้ทางด้านกฏหมาย เร่งพัฒนายก ระดับ นักขาย เรียนรู้การตลาดในแบบ สากลฉีกแนวการดำเนินธุรกิจแบบในอดีตที่ ผ่านมา
ล่าสุด TDSA จัดงาน วันเกียรติยศ นักขายตรงไทยปี 2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พ.ย.2555 ที่ผ่านมาเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจ มีจรรยาบรรณ ต่อ ลูกค้า-สังคม รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ นักธุรกิจอิสระ ทั่วประเทศเกือบ 6 ล้าน คนและยกระดับ ภาพลักษณ์ ของ TDSA ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง
ทางด้าน นีโอ ไลฟ์ ก้าวข้ามธุรกิจ ในแบบฉบับเดิมในอดีต ด้วยการปรับตัว รองรับกับกระแส AEC เดินหน้าจัดอบรม สัมนาพิเศษ พัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจทุก ระดับ มีการระดมพล นักขาย เรือนหมื่น ร่วมรับฟังความรู้ในหัวข้อ การส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจขายตรงอย่างมีจรรยาบรรณ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสคบ. กระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาให้ความรู้แบบรอบด้านให้กับ นักขาย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ขณะ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จัดให้มีการอบรม มาตรฐานวิชาชีพขายตรงไทย ครั้งที่ 3 เสริมความรู้ มุมมองการดำเนินธุรกิจให้กับ นักขาย ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่ถูกต้อง โดยได้เชิญ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดงานและให้ โอวาท มี จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.และเลขาธิการ คณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) บรรยายหัวข้อสำคัญถึงเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ ส่วน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธาน กรรมการผู้จัดการ เจริญโอสถ ร่วมเสริมความรู้ เรื่อง มาตรฐานของวิชาชีพ ขายตรงและนักธุรกิจอิสระ และสุดท้ายเชิญ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วมบรรยาย เกี่ยวกับ ธุรกิจปุ๋ย ที่ไม่ผิดกฏหมาย เรียก ว่าอัดแน่นความรู้ตลอดทั้งวัน
ดังนั้น ธุรกิจขายตรง ในฐานะ ผู้ประกอบการ เตรียมพร้อม สร้างภาพ ลักษณ์-ความเชื่อมั่น ในความรู้ด้านต่างๆ ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ เตรียมความพร้อม ให้ นักขาย หรือบุคคลากรเป็นทุนติดตัว ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการแข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหมือนกับธุรกิจใน หลายอุตสาหกรรมที่วันนี้ต่างก็ปรับตัวกัน อย่างคึกคักรับการเปิดตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เข้ามาแข่งขันได้ เพราะสุดท้ายจะไม่มี เครื่องมือใดๆ จากรัฐใดๆ ของประเทศใดๆ มากีดกันทางการค้าอีกแล้วนั่นเอง!!


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แอนเดรีย จุง พ้นตำแหน่งบอร์ดเอวอน เฟรด ฮัดสัน เตรียมขึ้นแท่นมีผลปี 2013








เอวอน โปรดักท์ อิงค์ ประเทศสหรัฐอเมริการายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงเอวอน แอนเดรีย จุง ได้ประกาศต่อคณะกรรมการบริหารของบริษัทว่า เธอจะขอลาออกจากตำแหน่ง Executive Chairman and board member โดยจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2012 หรือสิ้นปีนี้เป็นต้นไป และจะไปดำรงตำแหน่งเป็น Senior Advisor หรือที่ปรึกษาอาวุโส ในเอวอนต่อไปโดยจะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2013 เป็นต้นไป
สำหรับผู้บริหารคนใหม่ที่จะมาแทนแอนเดรีย จุง ได้แก่ เฟรด ฮัดสัน จะเข้ามาในตำแหน่งเดียวกับแอนเดรีย จุง เพียงแต่ยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเบื้องต้น
ปัจจุบัน เฟรด ฮัดสัน เป็นกรรมการผู้จัดการ และหุ้นส่วนอยู่ที่ Warburg Pincus และยังดำรงตำแหหน่ง Chairman and CEO ของ Schering Corp. อนึ่ง เอวอน โปรดักท์ อิงค์ เป็นบริษัทขายตรงที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นสินค้าหลักจนได้รับสมญานามว่า The company for women และเป็นยักษ์ใหญ่ขายตรงอันดับหนึ่งของโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 11 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยทำตลาดไปทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ ผ่านผู้จัดจำหน่ายอิสระกว่า 6 ล้านคน



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Organo-New Image-Neways-Malaria บิ๊กแบรนด์ขายตรงอินเตอร์บุกไทย !








แม้วันนี้ประเทศไทยจะมีบริษัทขายตรงที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นจำนวนมากมายถึง 847 บริษัทในปัจจุบันแต่ในจำนวนนี้มีทั้งบริษัทที่ ขอยกเลิกกิจการ และ ถูกเพิกถอนใบอนุญาต รวมถึงไม่ดำเนินธุรกิจ(ขออนุญาตแต่ไม่ดำเนินธุรกิจ) อีกมากมายซึ่งนับรวมแล้วมีบริษัทขายตรงที่เปิดดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังในปัจจุบันเพียงแค่ 200 กว่ารายเท่านั้น แต่ทว่าความร้อนแรงของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยก็ยังมีมนต์ขลังสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดในขณะนี้ยักษ์ใหญ่ขายตรงแบรนด์อินเตอร์จากสหรัฐอเมริกา ORGANO GOLD และ NEWAYS รวมถึงบริษัท NEW IMAGE ยักษ์ใหญ่ขายตรงจากนิวซีแลนด์และ มาลาเรีย ของ อลันเค.เอช.หว่อง เตรียมพร้อมที่จะเปิดตัวในเมืองไทยอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ซึ่งการเข้ามาของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้นับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้คนที่สนใจทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังได้มีโอกาสเลือกบริษัทที่ดีและมีมาตราฐานมากยิ่งขึ้น


จากการสำรวจความเคลื่อนไหวของบริษัทขายตรงจากต่างประเทศที่จะเข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยในเร็ววันนี้ของทีมกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ LEADER TIME รายปักษ์ นั้น พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ขณะนี้กระแสของบริษัทขายตรงน้องใหม่ที่กำลังแรงที่สุดและกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ก็คือบริษัท ORGANO GOLD จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงที่ขายผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพสูงจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้แผนการตลาดแบบ ไบนารี่ และที่สำคัญบริษัทออร์กาโน โกล์ดคือบริษัทที่ร้อนแรงที่สุดและมีสถิติดารเติบโตที่น่าทึ่งที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานี้เลยทีเดียว


สำหรับแผนการตลาดของออร์กาโนโกล์ดนั้น มีการโปรโมทกันว่า... มีแผนการจ่ายผลตอบแทนที่เป็นสุดยอดของโลกคือมีทั้ง Binary+unilevel+starstep+Shar pool และแผน Basic Bonus ที่จ่ายสูงสุดถึง 9 ล้านบาท/เดือนและที่สำคัญ Top Ten ของโลกที่มีรายได้สูงสุดอยู่ที่ Organo gold ถึง 4 คน รวมถึงเป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลกเวลานี้


ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าบริษัท ออร์กาโน โกล์ด (ประเทศไทย) จำกัด มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 ชั้น17 และมีกระแสข่าวระบุอีกว่าบริษัทนี้ได้ นายภูเชษฐ์ เผดิมปราชญ์ หรือ ปีเตอร์ อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทแซนสยาม จำกัด นั่งในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท และมีกระแสข่าวอีกว่า นักขายตรงจากหลายบริษัทกำลังให้ความสนใจบริษัทนี้กันอย่างคึกคัก
ส่วนบริษัทขายตรงต่างชาติรายที่ 2 ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการก็คือ บริษัท neways Thailand จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงจ่างประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน สำหรับบริษัทนิวเวย์ส ฯ นี้เป็นของ คุณดี มาวเวอร์อดีตภรรยาของ คุณทอม มาวเวอร์(ปัจจุบันทอม มาวเวอร์ เป็นเจ้าของบริษัทขายตรงชื่อ ซิสเซิล ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2006) โดยมีสินค้าเพื่อสุขภาพที่โดเด่นไม่มีสารเคมีใดๆ เจือปน ทั้งนี้บริษัทนิวเวย์ส ประเทศไทยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ อาคารไซเบอร์เวิลด์ ถนนรัชดาภิเษก และจากการสำรวจพบว่า บริษัท นิวเวย์ส ได้ทำการแต่งตั้ง ผู้บริหารหญิงท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์สูงและประสบความสำเร็จในการบริหารบริษัทขายตรง เครื่องดื่มสมุนไพร จากประเทศแคนาดาที่เปิดในเมืองไทยมานานนับ 10 ปี เข้ามานั่งเป็นผู้บริหารของบริษัท


ในขณะที่บริษัทขายตรงรายที่ 3 ที่จะเข้ามาในประเทศไทยก็คือ บริษัท นิวอิมเมจ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งบริษัทนิวอิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นบริษัทขายตรงจากประเทศนิวซีแลนด์และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนิวซีแลนด์อีกด้วย นิว อิมเมจ ก่อตั้งเมื่อ คศ.1984 โดย มิสเตอร์แกรม ลินเซ่ เคล็ก ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับสากลในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน โคลอสตรุม และเซลล์ต้นกำเนิดหรือ Stem Cell บริษัทนิวอิมเมจเป็นบริษัทที่บุกเบิกด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและขายตรงในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ปัจจุบันมีกิจการสาขาอยู่ในหลายประเทศ เช่น Australia,Hong Kong,Indonesia,Malaysia,New Zealand,The Philippines,Singapore,South Africa,Taiwan,India และประเทศล่าสุดคือ ประเทศไทย ปัจจุบัน บริษัท นิวอิมเมจ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ชั้น 6-7 ของอาคาร Absolute Car ริมถนนพระราม 9 โดยค่ายนี้จะได้ผู้บริหารที่ย้ายมาจากบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่จากประเทศอเมริกามานั่งบริหารงานและพร้อมที่จะเปิดตัวให้ผู้คนได้ตื่นตะลึงเร็วๆนี้


นอกจากนี้ยังพบข้อมูลอีกว่า ในเร็วๆนี้ จะมีบริษัทขายตรงจากประเทศมาเลเซียที่มีชื่อว่า MARARIA (มาลาเรีย)ของ มร.อลัน เค.เอช. หว่อง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ซึ่งในปัจจุบันมีกิจการสาขาอยู่ในหลายประเทศ อาทิ ไต้หวัน , อินโดนีซีย,มาเลเซียและจะเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทยภายในต้นปี 2556 นี้เช่นเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม การเข้ามาเปิดตลาดขายตรงในประเทศไทยของเหล่าบริษัทบรรดายักษ์ใหญ่จากต่างประเทศในครั้งนี้ หากมองในแง่ดีก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของประชาชนคนไทยที่จะได้มีโอกาสเลือกทำธุรกิจกับบริษัทขายตรงที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ทางธุรกิจมายาวนานและในอีกแง่มุมหนึ่งน่าจะเป็นโอกาสอีกเช่นกันที่บริษัทขายตรงคนไทยจะพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอเงให้มีความเป็นมาตราฐานเทียบเท่ากับบริษัทเหล่านี้เพื่อสร่งความแข็งแกร่งให้กับตัวเองในทางอ้อม


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555