ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บีฮิบ ไทยแลนด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บีฮิบ ไทยแลนด์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

MLM แห่ดึงดาราปั้นแบรนด์ จับนั่งพรีเซ็นเตอร์...ยันผู้บริหาร!







01697_zevoe (Mobile)

 


กลุ่มบริษัทขายตรง เทงบการตลาด แย่งดาราคนดังร่วมทัพตั้งแต่เป็นพรีเซ็นเตอร์ ยันผู้บริหาร "บีฮิบ" ดึง "ฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช" นั่งแท่นซีอีโอ หลังภาพลักษณ์ติดหล่มตั้งแต่ปีก่อน "ไทยเฮลท์" ได้ "สมรักษ์ คำสิงห์" และ "สามารถ พยัคฆ์อรุณ" โฆษณาสินค้าใหม่ เดิมพัน 50 ล้านบาทสิ้นปี ด้าน "ดี เน็ทเวิร์ค" เซ็นสัญญา 5 คนดังรวดเดียว จับเป็นพรีเซ็นเตอร์ 5 รายการสินค้า


การทำตลาดของวงการขายตรงในปัจจุบัน ไม่ต่างจากการทำตลาดในธุรกิจอื่น ที่บางครั้งต้องพึ่งดาราคนดังเพื่อเข้ามาเป็น พรีเซ็นเตอร์ สร้างการรับรู้ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิด ขึ้นกับบริษัท หรือสินค้าของตนเอง โดยในปีนี้นับว่าเป็นปีที่กลุ่ม บริษัทขายตรงมีการใช้งบในส่วนของการว่าจ้างคนที่มีชื่อเสียงเข้ามา ช่วยสร้างตลาดในจำนวนที่ไม่น้อย ซึ่งต้องยอมรับว่ากลยุทธ์ดังกล่าว ได้ผลในระดับที่ดีในเรื่องของสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร


โดยล่าสุด "บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด" ได้จัดงาน BHIP Global Convention 2013 โดยมีการเปิดตัว "ฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช" ดาราชื่อดัง มานั่งเป็น 1 ในผู้บริหารระดับ สูงของบริษัท ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นภาพลักษณ์ของบริษัทได้เป็นอย่างดี หลังจากที่ปีก่อน บริษัท บีฮิบฯ ต้องโดนมรสุมด้านชื่อเสียง กลายเป็นเหตุทำให้ภาพลักษณ์ของ "บีฮิบ" ต้องถูกบั่นทอนลงไป


นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ "ไทยเฮลท์" ค่ายขายตรงน้องใหม่ที่เดินหน้าสร้างตลาดรูปแบบใหม่ ซึ่งล่าสุดบริษัทได้มี การดึงคนมีชื่อเสียงในวงการกีฬา และบันเทิงอย่าง สมรักษ์ คำสิงห์ และสามารถ พยัคฆ์อรุณ มาร่วมขับเคลื่อนแบรนด์


โดยนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการ ไทยเฮลท์ กรุ๊ป ผู้ผลิต จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า บริษัท วางแผนรุกตลาดไตรมาสสุดท้ายด้วยการ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ น้ำมันจมูกข้าว น้ำมัน รำข้าวญี่ปุ่น และน้ำมันจมูกข้าวสาลี ตรา ยูนิไรซ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดีจากผู้บริโภค หลังจากทดลอง จำหน่ายในตลาดเป็นระยะเวลา 3 เดือน มียอดขายแล้วกว่า 20 ล้านบาท นับได้ว่า เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว


ซึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยูนิไรซ์ มีจุดเด่นเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับดูแลสุขภาพโดยรวมเหมาะสำหรับทุกคน ในครอบครัว โดยมี สมรักษ์ คำสิงห์ และสามารถ พยัคฆ์อรุณ เป็นพรีเซ็นเตอร์ การันตีคุณภาพระดับแชมป์โลก โดยบริษัท ตั้งเป้าหมายยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยูนิไรซ์ ในปีนี้ประมาณ 50 ล้านบาท และมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริม อาหารยูนิไรซ์ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอด ขายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของบริษัท รองจาก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำเห็ดสกัด ตรา มัชรูม พลัส และซ้อเจ็ด เซ็ทคัพ


นอกจากนี้ ไทยเฮลท์ กรุ๊ป ยังมีการ เติบโตในธุรกิจอีกขั้น หลังจากเป็นผู้กุมเครือข่ายสื่อวิทยุชุมชนกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ และขยายไปสู่สื่อวิทยุสถานีหลัก 12 คลื่นหลัก ในวันนี้ ไทยเฮลท์ ได้ซื้อกิจการคลื่นสถานีหลัก FM90 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อดำเนินรายการ "โอเค ลูกทุ่ง 90FM" และขยายเครือข่ายการรับฟังได้ถึง 31 สถานีใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบกับช่องทางการฟังผ่านระบบดาวเทียม C Band และเว็บไซต์เรดิโอ โอเค และแอพพลิเคชั่นเรดิโอโอเค ทำให้รายการ "โอเค ลูกทุ่ง FM90" สามารถขยายเครือข่ายผู้ฟังไปได้ทั่วประเทศ ซึ่งเอื้อประโยชน์ในการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริษัทได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


ด้านนายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้งบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด แบรนด์ขายตรงอายุน้อย ก็เป็นอีกแบรนด์ ที่ใช้คนดังเข้ามาร่วมสร้างแบรนด์ โดยประธาน "ดีเน็ทเวิร์ค" เผยว่า ทางบริษัทวางแผนที่จะทำให้สินค้าของทางบริษัทให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนให้มากที่สุด ล่าสุด ทางบริษัทได้เซ็นสัญญากับทางฟรีทีวี ไม่ว่าจะเป็นทางช่อง 5 7 9 11 และยังมีการติดต่อที่จะโปรโมตสินค้าผ่านช่อง 3 ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้


"เราต้องการยกระดับให้ ดี เน็ทเวิร์ค เข้าสู่มวลชนมากยิ่งขึ้น เราเลยตัดสินใจเซ็นสัญญากับพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคนมีชื่อเสียงถึง 5 คน ในการนำเสนอ 6 ผลิตภัณฑ์ ของบริษัทให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น"


โดยเริ่มตั้งแต่ การโปรโมตสินค้าผ่าน รายการมวยอัศวินดำ เราจะแจกรางวัลให้ กับนักมวย 4 คู่ ซึ่งได้ "ปิยะ ตระกูลราษฎร์" ที่เป็นพิธีกรมวยชั้นแนวหน้า จะมีการโปรโมตสินค้าของเราให้ติดตลาด นอกเหนือจากการโปรโมตผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรแล้ว ดี เน็ทเวิร์ค ยังมีการทำสปอต โฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และกลุ่มสินค้าอื่นๆ โดยจะออกอากาศผ่านทาง ฟรีทีวี โดยมีการเซ็นสัญญากับ "เขาทราย แกแล็คซี่" ตำนานยอดนักมวยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ดึง "ครูสลา คุณวุฒิ" ครูเพลงชื่อดัง "เก๋-กรรณิกา ขันแก้ว" ผู้คว้ารางวัลนางงามผิวสวยจากเวทีประกวด มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 และตำแหน่งรองอันดับสองจากการประกวด Miss World Next Top 2013 ที่ประเทศเลบานอน "ณัฐมน กฤษณคุปต์" รองมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2011 และเป็นผู้ประกวดติด 1 ใน 8 จากงานประกวดร้อง เพลง เวทีเดอะสตาร์ 5 เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าของบริษัท


ไม่เพียงแต่กลุ่มบริษัทเหล่านี้เท่านั้น ที่มีการดึงคนมีชื่อเสียงเข้ามาสร้างแบรนด์ แต่ที่เด่นชัดในปีนี้ ก็ยังมี "บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด" ที่มีการควักทุนเพื่อดึงตัว "เจมส์ มาร์" มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งปีนี้นับว่า "กิฟฟารีน" ใช้กลยุทธ์ออกสื่อมากที่สุดปีหนึ่ง โดยรวมทุน งบตลาด รวมถึงงบการลงทุนด้านอื่นแล้ว ปีนี้ "กิฟฟารีน" ใช้งบกว่า 300 ล้านบาท เลยทีเดียว


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ผู้นำ บีฮิป (ฺBhip Thailand) : ไมเคิล ซาเฟล จ่อวิวาห์ฟ้าแลบ ตาล

img_400_img-42825


1077162505


20121105104732-959258938


หลังจากเหตุการณ์ที่แฟนหนุ่มตาน้ำข้าวดีกรีนักธุรกิจไมเคิล ราเฟลถูกชาวเน็ตถล่มว่าเป็นนักต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนด้วยการทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ จนเจ้าตัวต้องวิ่งโร่หอบหลักฐานมาชี้แจงว่าไม่ผิด แม้เหตุการณ์นั้นจะเกือบทำให้รักของตาล กัญญากับแฟนหนุ่มเกือบต้องล่มไปซะแล้ว แต่หลังเคลียร์ปัญหาคาใจไปได้ ดูเหมือนว่าความหวานของ ตาล-ไมเคิล จะกลับยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีก เพราะก่อนหน้านี้มีภาพหนุ่มไมเคิลร่วมปาร์ตี้วันเกิดกับครอบครัวของสาวตาลออกมายืนยันว่ารักของทั้งคู่ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป แถมสาวตาลกลับยิ่งกล้าเปิดตัวกับบรรดาเพื่อนๆ ว่าไมเคิลเป็นแฟน


ล่าสุดยังมีภาพสาวตาลร่วมปาร์ตี้กับครอบครัวของไมเคิล ที่ยกขบวนทั้งครอบครัวมาเที่ยวเมืองไทยอย่างใกล้ชิด แหมๆๆ เข้าขากับครอบครัวฝ่ายชายได้ดีอย่างนี้อาจได้มีข่าวดีเร็วๆ นี้ก็เป็นได้ งานนี้ตำแหน่งว่าที่คุณนายฝรั่งคงจะไม่หนีไปไหนแน่นอนค่า


ที่มา gossipstar

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวบีฮิบ (Bhip) : "บีฮิบ" ผุดกลยุทธ์กู้ศรัทธา ชูสินค้าบวกสื่อคลำเป้ายอดขาย 500 ล.







bhip (Mobile)

 


"บีฮิบ" เดินหน้ากู้ศรัทธา ปรับภาพลักษณ์ใหม่ กระตุ้นยอดขาย มั่นใจปี 56 รายรับพุ่ง 500 ล้านบาท ยกสินค้าดูแลสุขภาพสุดเจ๋ง ผุดไอเดียดึงสมาชิกโปรโมต บริษัทเมินใช้ดาราคนดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ ยึดคอนเซปต์เน้นที่การเปลี่ยนแปลงชีวิต ได้จริง เปลี่ยนแนวคิดของคนให้ดีขึ้น


นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา ทางบริษัทได้เจอผลกระทบจากบุคคลบางกลุ่มที่หาผลประโยชน์ด้วยการโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ตขายสินค้าบีฮิบในราคาที่ถูกกว่าราคาจากบริษัท เนื่องจากสินค้าบริษัท บีฮิบ กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ ดีทำการโฆษณาขายสินค้าในอินเตอร์เน็ตหลอกลวงเงินจากท่านที่สนใจ จนทำให้บริษัท ได้รับความเสื่อมเสีย


ทั้งนี้ ทำให้ภาพรวมยอดขายในปี 2555 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 400 ล้านบาท ตกลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มียอดขายประมาณ 500 ล้านบาท ทำให้ปี 2556 บริษัทได้เตรียม แผนจะสร้างภาพลักษณ์กลับมาด้วยการตั้งเป้าจะทำให้ดีกว่าปีก่อน ซึ่งยอดขายต้อง อยู่ในระดับที่เคยทำได้ที่ 500 ล้านบาท โดย เริ่มจากการแก้ไขภาพลักษณ์ บริษัทอาจจะ มีการจัดงานแถลงข่าวบ่อยขึ้น เนื่องจากปีที่แล้วไม่มีใครรู้จักบีฮิบ พอเกิดเรื่องขึ้นมา ทำให้เหมือนกับว่าบริษัทได้ทำการหลอกลวงจริง


ดังนั้น ทางบริษัทจะจัดงานแถลงเชิญ สื่อมากขึ้น และจะเน้นระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยการใช้สินค้าเป็นตัวนำ คือบริษัทมีสินค้า ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าสมาชิก ที่ได้ใช้สินค้าจะต้องได้รับประโยชน์ที่ดีและไปบอกต่อกันแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการจัดตั้ง "โครงการดูแลสุขภาพก่อนจะป่วย" ขึ้นมา ซึ่งได้ตั้งโครงการนี้มาได้ 2 เดือนแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก


"โครงการนี้ทางบริษัทได้จะตั้งมาได้ 2 เดือนแล้ว ฐานสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย และมีครอบครัว ซึ่งการที่ญาติผู้ใหญ่ เข้ามาในโครงการนี้ จะได้รับความรู้เพื่อ ช่วยป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น และเวลากลับไปบ้านก็สามารถไปบอกลูกหลานไว้แต่เนิ่นๆ จนนำไปสู่การพามาร่วมโครงการ นี้ ซึ่งโครงการนี้ทำให้ลดการต่อต้านจาก สังคมที่มองบริษัทไม่ดีลงไปได้เยอะ เพราะโครงการนี้ทางบริษัทเน้นดูแลป้องกันไม่ให้ป่วยง่ายๆ และอายุเฉลี่ยที่เข้ามาอยู่ที่ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่ทำงานและกำลังจะตั้งหลักปักฐานมีครอบครัว"


อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 บริษัทบีฮิบ จะมีการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้วยการใช้สมาชิกบริษัทที่ประสบความสำเร็จและอยู่ในสาขาอาชีพต่างๆ ออกมาโปรโมต สินค้าบริษัท โดยจะไม่เน้นไปที่การดึงดารานักแสดงเข้ามาโปรโมต เนื่องจากบริษัทจะเน้นสมาชิกที่ทุ่มเทกับธุรกิจบีฮิบเป็นศูนย์รวมไม่ได้เน้นดารา


นอกจากนี้ บริษัทบีฮิบได้มีการปรับเปลี่ยนการจัดงาน มอบรางวัลเชิดชูเกียรติ ให้แก่สมาชิกที่ประสบความสำเร็จ "CHAM-PION THE DAY" ที่จัด 4 เดือน/ต่อครั้ง ปรับมาเป็นเพียงจัด 2 ครั้งในปี 2556 นี้ และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น GLOBAL CONVENTION ซึ่งจะจัดงานที่เมืองทองธานีทั้ง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เดือนกรกฏาคม และ ครั้งที่ 2 เดือนพฤศจิกายน และการจัดงาน ครั้งนี้จะมีการเปิดตัวสินค้าอาหารเสริมเป็น หลัก เนื่องจากได้มีการคิดค้นปรับปรุงสูตร ให้เหมาะสมกับคนเอเชีย อีกทั้งเตรียมเชิญแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนมาร่วมงานคับคั่งแน่นอน


"อย่างที่ทราบกันดีบริษัทบีฮิบเน้นไปที่ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหลัก เน้นการทำงานออนไลน์ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และการจัดส่งสินค้ารวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ บนโลกออนไลน์ ส่วนการที่จะขยายเปิดสาขา ออกไปนั้น ทางบริษัทยังไม่ได้เน้น เพราะเวลานี้บริษัทมีที่ให้สมาชิกเข้ามาใช้บริการอยู่หลักๆ เพียง 3 แห่ง แต่สมาชิกของบริษัท ส่วนใหญ่จะไปเปิดสาขากันเองถึง 30 กว่าแห่ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้บริษัทครอบคลุมไปได้ทุกพื้นที่ แต่ยังไงก็ตาม คอนเซปต์ ธุรกิจเราคือ ไม่เน้นความใหญ่โตโอ่อ่า หรือ ความหรู แต่จะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริง เปลี่ยนแนวคิดของคนให้ดีขึ้น"


สำหรับสมาคมส่งเสริมธุรกิจเครือข่าย ขายตรงไทย (TDNA) ที่กำลังจัดเตรียมเปิด ตัวในเร็วๆ นี้ โดยทาง บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เพิ่งเข้ามาอยู่ในสังกัดนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางบริษัทบีฮิบเชื่อมั่นในแนวทางที่สมาคมเข้ามาช่วยจะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจขาย ตรงที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับกับธุรกิจนี้ได้ เพื่อจะทำให้ธุรกิจสามารถเติมโตได้อย่าง ต่อเนื่อง โดยที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในอนาคต และจะช่วยเชื่อมโยงให้การ ทำงานที่ร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ออกมาในทิศทางที่ดี


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ฉีกหน้ากากมนุษย์ M พันธุ์ใหม่ "ไมเคิ้ล ซาเฟล" พ่อมดขายตรง









เปิดตัวมนุษย์ M ยุค 2013 ไมเคิ้ล ซาเฟล เด็กหนุ่มชาว เดนมาร์กที่หันมาเอาดีในการทำธุรกิจขายตรงเมืองไทย อาศัยการ เดินตามรอยฝันของครอบครัวมุ่งหน้าสู่ เฮอร์บาไลฟ์ จนก้าวสู่ผู้นำ หมายเลข 1 แต่บทสิ้นสุดของเขาไม่เพียงแต่จะถูกขับออกจากกิจการ แห่งนี้ หากแต่ยังทิ้งคำถามให้กับสังคมเอาไว้มากมาย ถึงรูปแบบ และวิธีการทางการตลาด ที่สร้างความเจ็บแค้นให้คนรุ่นใหม่จำนวน ไม่น้อย...


ถ้าเอ่ยชื่อของ ไมเคิ้ล ซาเฟล มนุษย์เอ็มสายพันธุ์เดนมารก์ ผู้นี้ในวงการขายตรง ระดับ 5 ดาว คงต้องยกนิ้วให้ถึง ความเก่งกาจสามารถ สมเป็น นักขายระดับพระกาฬ ที่หา ตัวจับยากคนหนึ่งของเมืองไทย ทุกวันนี้ ไม่ว่าใครจะมอง ว่า เขาเป็นอย่างไร สร้างความ เจ็บชํ้าเอาไว้ให้ใครต่อใครมาก เพียงใด แต่บุรุษหนุ่มผู้มากไป ด้วยเทคนิคลีลาการขายแพรวพราวผู้นี้ ก็ยังยืนหยัดอยู่บน ถนนขายตรงเมืองไทยได้อย่าง สง่าผ่าเผย ผู้นำระดับบลูไดมอนด์ แห่ง บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) ย่อมเป็นหลักประกันถึง บทบาท และความเหนือชั้นที่ยังคงเส้น คงวา แม้แต่ผู้บริหารระดับสูง ของกิจการแห่งนี้ ยังกล้าแอ่น อกมารับประกัน ความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ได้โดยไม่แคร์เสียง วิพากษ์วิจารณ์จากใคร ไมเคิ้ล ไม่สามารถอ่าน และเขียนภาษาไทยได้ แต่ สามารถเข้าใจและเข้าถึงตลาด ขายตรงเมืองไทยได้ โดยติดต่อ สื่อสารกับมวลหมู่สมาชิก รีครูทคนเข้าสู่กระบวนการ ขายตรงได้นับหมื่นคน มีความสำเร็จมากมาย ที่บุรุษหนุ่มตานํ้าข้าวผู้นี้ ได้ บันทึกเอาไว้ในตำนานธุรกิจ ขายตรงเมืองไทย อย่างน้อยการพิชิตฝัน ที่เขาเคยตั้งความหวังเอาไว้กับ เฮอร์บาไลฟ์ เมื่อเยาว์วัย ก็ทำได้ ไกลเกินฝันไปด้วยซํ้า ครอบครัวของ ไมเคิ้ล ซาเฟล เป็นครอบครัวที่เกิดมา เพื่อทำธุรกิจขายตรงโดยแท้ โดย เอียน ผู้เป็นพี่ชาย ถือ เป็น IDOL และเป็นผู้จุด ประกายความฝัน ให้เขาคิดที่ อยากจะยิ่งใหญ่ในวงการธุรกิจ ขายตรง เนื่องจากประสบ ความสำเร็จรํ่ารวย จากเฮอร์ บาไลฟ์ ไม่เว้นแม่แต่พ่อกับแม่ ของไมเคิ้ล ที่ต่างก็เป็นสาวก ของ เฮอร์บาไลฟ์เช่นกัน !!! ไม่มีคำอธิบายว่า เหตุใด หรือทำไมที่ไมเคิ้ลตัดสินใจมุ่ง หน้าสู่ประเทศไทย แตส่วนหนึ่ง อาจเป็นไปได้ ที่เฮอร์บาไลฟ์ มา เปิดกิจการในเมืองไทยเป็น เวลาหลายปีแล้ว ประกอบกับ ตลาดขายตรงในบ้านเรา ก็โต วันโตคืน


ถ้าหากจะพูดว่า ไมเคิ้ล ซาเฟล ดั้นด้นมาตามความฝัน ก็คงไมผิด เพราะการเดินทางสู่ ประเทศไทยครั้งแรกของเขา อยู่ ในวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับ โรบินฮู้ด ที่ต้องการมาขุดทองเพื่อ หวังตักตวงผลประโยชน์สู่บ้าน เกิดของตนเอง ไมเคิ้ลซาเฟล ต่อสู้ชีวิต ในเมืองไทย ด้วยการเดินแจก ใบปลิวไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหารายได้ยังชีพ โดยรายได้ อีกส่วนหนึ่ง ว่ากันว่า น่าจะเป็น รายได้ที่ทางครอบครัวของ ไมเคิ้ล คอยส่งมาให้เป็นระยะ ๆ ผ่านมาเพียงระยะเวลา 2 ปี อาจจะเป็นเพราะความ เป็นเด็กหนุ่มบุคลิกดี ทำให้ ไมเคิ้ล มีโอกาส ได้พบกับสาว ไทยฐานะดี แม้จะต่างวัยกัน หลายปี แต่ทั้งสองก็ลงเอยกัน ได้ ราวกับนิยาย
พิม มีฐานะรํ่ารวย ที่ไม่ เพียงแต่จะมอบความรักให้ ไมเคิ้ลเท่านั้น หากแต่ยังมอบชีวิตใหม่ให้กับ ไมเคิ้ล ที่คอย ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ทางการเงิน หรือการลงทุนใน ด้านต่าง ๆ แต่แล้วผ่านมาวันหนึ่ง ฝันของ ไมเคิ้ล ก็เริ่มเป็นจริง เมื่อ จู่ ๆ มีคน พาเขาไปรูจั้กกับ ผู้นำของเฮอร์บาไลฟ์ ที่ตึก สำนักงานอาคาร ไทยซีซี เขาถูกชักชวนให้เข้าร่วม องค์กรด้วย จนมีโอกาสได้ขยับ ขยาย สามารถเปิดสำนักงาน เป็นของตนเองได้ โดยอาศัย สำนักงานชั้น 16 อาคารไทยซีซี เป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มงาน กับ เฮอร์บาไลฟ์


นับย้อนเวลาไปในขณะ นั้น มาถึงวันนี้ ก็คงไม่ตํ่ากว่า 10 ปีเศษ แต่สิ่งที่ ไมเคิ้ล ซาเฟล ได้คิดริเริ่มวางแผนการตลาด กลับดูใหม่มากสำหรับยุคนี้ แผนการทำธุรกิจของ ไมเคิ้ล เริ่มต้นด้วยการใช้สื่อ อินเตอร์เน็ต ชักชวนให้คนที่ อยากมีรายได้เสริมเข้ามาร่วม องค์กร โดยมีการว่าจ้างเว็บไซด์ ต่าง ๆ ให้ลงโฆษณา ระยะเริ่มต้น ว่ากันวา พิม มีบทบาทสำคัญเป็น อย่างมาก ในการผลักดันให้ ไมเคิ้ล ร่วมงานกับ เฮอร์บาไลฟ์ โดยคอยให้การสนับสนุนทุก ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด สำนักงานที่อาคารไทยซีซี ชั้น 16 หรือแม้แต่ทุนที่ใช้ในการลง โฆษณา ไมเคิ้ล ไม่เพียงแต่มีมัน สมองที่เฉียบแหลม ในการปลุก กระแสคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ กระบวนการขายตรงเท่านั้น หากแต่ยังมีบทบาทสำคัญ ในการสร้างนักขายระดับผู้นำ เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้ องค์กรของเขาเติบโตอย่าง รวดเร็ว หนึ่งในนั้น ที่เปรียบ เสมือนมือซ้ายของเขา ก็คือ บ๊อบ คนต่อมา เป็นนักศึกษา แพทย์ ชื่อ ซี เป็นเสมือนมือ ขวาของไมเคิ้ล มีพรสวรรค์ใน การพูดเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน กำลัง สำคัญของ ไมเคิ้ล อีกคนหนึ่งที่ ซี ชักนำเข้ามา ก็คือ บอล ถือเป็นมือซ้ายของ ซี รวมไปถึงพยาบาลสาว อีก 1 คน ก็คือ นก ที่เปรียบ เสมือนมือขวาของ ซี ที่ถูก ชักนำเข้ามาร่วมงาน ส่วนทางด้านตัว นกเอง ก็ได้ สน ซึ่งเป็นบุคคลที่ ซี แนะนำเข้ามาต่อสายงาน รวมไปถึง นัส และ เอฟ ที่เข้ามาร่วมงาน ต่อสาย งานเป็นทอด ในช่วงที่ ไมเคิ้ล ซาเฟล ฟอร์มทีมขึ้นมาครั้งแรก โดยทั้ง 8 คนที่ว่านี้ ได้รับ การตั้งฉายาจากคนในโซเชียล มีเดียว่า เป็น 8 เทพอสูร แห่ง วงการขายตรง การสร้างเครือข่ายผ่าน อินเตอร์เน็ต เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมาก โดยชั่วระยะ เวลาเพียง 1 ปี สำนักงานของ ไมเคิ้ลที่บริเวณชั้น 16 อาคาร ไทยซีซี ก็ดูจะคับแคบ ไม่ สามารถรองรับสมาชิกที่เพิ่มขึ้น ได้ ในเวลาต่อมาเขาก็ ได้ไป ขยายการเช่าสำนักงานเพิ่ม บริเวณชั้น 17 อาคารเดียวกัน ระบบการทำงานของ ไมเคิ้ล เริ่มจากการสร้างแรง จูงใจผ่านโฆษณาทางอินเตอร์ เน็ต โดยในจำนวน 8 คนที่ ร่วมงานกับเขา ส่วนใหญ่เป็น นักศึกษาแพทย์ พยาบาล ที่ สังคมล้วนให้ความเชื่อถือ เมื่อเริ่มมีคนสนใจเป็นสมาชิก พร้อมจะเข้าร่วมทำ ธุรกิจ แม้ระบบขายตรงทั่วไป แม่ทีม จะทำหน้าที่คอย สนับสนุนในสายงานของตน เพื่อช่วยผ่อนแรงให้กับลูกทีม ของตนเอง โดยมีการแนะนำ กลุ่มลูกค้าที่จะต้องเข้าไปเพื่อ ชักจูงเข้าร่วมองค์กร


แต่สำหรับ วิธีการสร้าง เครือข่ายของ ไมเคิ้ล ซาเฟล กลับสร้างเงื่อนไขบางอย่าง ที่ดู เหมือนกับเป็นภาระทางการเงิน แก่สมาชิกใหม่ ด้วยการใช้ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจเพื่อ ก้าวไปสู่ความฝันของทุกคน โดยที่ทุกคนแทบไม่รู้ว่า นี่คือ การระดมเงินรูปแบบหนึ่ง วิธีการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ในองค์กรของ ไมเคิ้ล ซาเฟล ด่านแรก ก็คล้าย ๆ กับวัดใจ คือ เขาจะอาศัยพลพวงจากการ โฆษณาผ่านอินเตอร์เน็ต ที่มี คนสนใจเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเก็บรายชื่อผู้ที่แสดงความ สนใจเอาไว้ เพื่อนำไปขายให้ กับสมาชิกใหม่ที่ยังไม่มีเครือ ข่ายของตน โดยอ้างว่า รายชื่อ เหล่านี้ เป็นรายชื่อที่มีต้นทุน จากการโฆษณา ซึ่งว่ากันว่า สนนราคาอยู่ที่ 20-100 บาท/ รายชื่อทีเดียว มีสมาชิกบางคนที่เคย ร่วมงานกับ ไมเคิ้ล ซาเฟล เล่า ให้ ตลาดวิเคราะห์ ฟังว่า ทุก อย่างในการขับเคลื่อน ดูเสมือน กับเป็นการดำเนินตาม สคริปต์ ที่มีไมเคิ้ลเป็นผู้กำกับอยู่เบื้อง หลัง โดยเฉพาะ 8 เทพอสูร ที่ ไมเคิ้ลได้หลอมขึ้นมา จะมีการ เดินไปตามเกมที่สอดรับกันเป็น ทอด ๆ ฉากด้านหนึ่งมีการแสดง ให้เห็นถึงความสำคัญของการ ร่วมประชุม (HOM) ที่มีเนื้อหา หรือหลักสูตร ที่คนทั่วไปไม่มี โอกาสจะได้รับรู้ ฉากต่อมา การประชุม ในรูปแบบที่เรียกว่า STS แม้จะ เป็นสมาชิกในองค์กร แต่ก็ต้อง ผ่านการเป็นผู้นำ หรือผู้ที่ถูก เลือกสรรว่าพร้อมจะเป็นผู้นำ เท่านั้น จึงจะมีโอกาส ได้เข้ามา สู่การเรียนรู้ขั้นสูง โดยมี กำหนดการประชุมปีละ 3-4 ครั้งเท่านั้น จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวน การหลอมเพื่อปลุกพลังความ ฝันก็จะเป็นหน้าที่ของผู้นำทั้ง 8 ที่จะเดินแผนในการทำ MOTIVATION ที่เข้มข้น ที่เสมือน กับเป็นการทดสอบใจหรือ ความพร้อมของคนที่คิดจะร่วม งานกับ ไมเคิ้ล ที่ดูเหมือนกับ ว่า การเข้ามาร่วมงานกับเครือ ข่ายของไมเคิ้ล ไม่ได้งอนง้อ หรือเข้ามาโดยง่าย ๆ โดยเฉพาะการกำหนด เงื่อนไข การลงทุน ที่ระดับ 30,000 บาท 80,000 บาทบ้าง หรือ 140,000 บาทบ้าง ถือเป็น ด่านวัดใจที่สำคัญต่อความเชื่อ มั่นในตัว ไมเคิ้ล ซาเฟล มีคนจำนวนไม่น้อย ที่คิด อยากจะมาร่วมงานกับ ไมเคิ้ล ซาเฟล แต่เมื่อมาเจอเงื่อนไข ลงทุนในอัตราที่สูง ก็ถอดใจ เลิกราไป ประมาณว่าเกินกว่า 50% ของสมาชิกทั้งหมดที่ เสนอตัวเข้ามา


เพราะฉะนั้น คนที่สนใจ จะร่วมหัวจมท้ายกับ ไมเคิ้ล ซาเฟล แน่นอนจะต้องมีความ พร้อมที่จะเข้ามาลงทุน แม้เงิน ที่นำมาลงทุนจะต้องแลกมา ด้วยการกู้หนี้ยืมสินก็ตาม ว่ากันว่า คนส่วนใหญ่ที่ เชื่อมั่นในตัว ไมเคิ้ล ซาเฟลเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ในวัย 15-25 ปี เท่านั้น ซึ่งว่าไปแล้ว ก็ไม่แปลก เนื่องจากคนเหล่านี้ กำลังอยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้าง ตัว ประกอบกับ สิ่งเย้ายวน ที่นอกจากเป้าหมายรายได้ คนละ 1 ล้านบาท/เดือนแล้ว การยืนหยัดอยู่กับองค์กรของ ไมเคิ้ล ยังมีสิ่งจูงใจด้านอื่น ๆ มากมาย ทั้งทางด้านบันเทิงเริง รมย์ ที่ดูจะถอดแบบมาจาก ตะวันตกล้วน ๆ ไมเคิ้ล ซาเฟล มีเครือข่าย เติบโตมากขึ้นเป็นลำดับ โดย อาศัย เทคนิคทางการตลาดใน รูปแบบของตนเอง อย่างอิสระ โดยที่ เฮอร์บาไลฟ์ คาดไม่ถึง ด้วยซํ้า กระบวนการขับเคลื่อน ของ ไมเคิ้ลกับมวลหมู่สมาชิก ถูกวางคอนเซ็ปต์ ในลักษณะ เป็นหุ่นส่วนทางธุรกิจมากกว่า จะเป็นการทำงานในลักษณะ เครือข่ายทางธุรกิจ โดยเฉพาะเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ที่สมาชิกนำมา ลงทุน เพื่อยกระดับฐานะเป็น ผู้นำ เพื่อก้าวไปสู่ความฝัน สามารถเอามาแจกแจงถึง ต้นทุนในเกือบทุกด้าน ไมเคิ้ล ได้ฉายความ สำเร็จของตนเอง เพื่อเป็น IDOL ให้กับ สมาชิกทั้งมวล ด้วยราย ได้ 1 ล้านบาท/เดือน จนต่อมา ก็ได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับ หนึ่งของเฮอร์บาไลฟ์ ได้สำเร็จ โดยเขาสามารถขี่รถ สปอตหรู ๆ และมีโอกาสได้ เข้าไปใกล้ชิดกับคนในวงการ บันเทิง จนเป็นข่าวคราวในสื่อ ต่าง ๆ มากมาย


แต่ช่วงระยะเวลา ที่ ไมเคิ้ล กำลังสัมผัสกับความ สำเร็จที่ตนเองฝันเอาไว้ได้ไม่นานนัก สถานการณ์ความเชื่อ มั่นที่สมาชิกมีต่อตัวเขาก็เริ่ม สั่นคลอน ด้วยสาเหตุ 2 ประการ ด้วยกัน ประการแรก กระบวนการ ในการขับเคลื่อนทางธุรกิจ ใน รูปแบบหรือสไตล์ของไมเคิ้ล เริ่มไม่เป็นที่พอใจต่อผู้บริหาร ระดับสูงของเฮอร์บาไลฟ์ เนื่องจาก มีการดำเนินกิจกรรม บางอย่างที่เกินเลย กฎเกณฑ์ที่ เฮอร์บาไลฟ์ได้วางเอาไว้ ประการที่สอง ผลพวง จากการที่กลุ่มผู้นำทั้ง 8 ได้ใช้ แนวทางการกดดันกึ่งบังคับ ให้ สมาชิกต้องปฏิบัติตามแผนที่ ไมเคิ้ล ซาเฟล กำหนดเอาไว้ เริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน ซึ่งหลาย คนมองว่า ไมเคิ้ล ซาเฟล ใช้วิธี กดดันสมาชิกเกินไปจนรับไม่ ไหว สิ่งสำคัญในเวลานั้น ในด้านฐานะหรือความรํ่ารวย ของไมเคิ้ลแม้จะขึ้นไปสู่ระดับ เงินล้าน แต่ก็ไม่ได้เป็นรายได้ ที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยบาง เดือนก็อยู่ในระดับเงินแสนด้วย ซ้ำไป หลาย ๆ อย่างดูจะประเด ประดังเข้ามาพร้อม ๆ กัน ด้าน เฮอร์บาไลฟ์ ก็เริ่มออกมาตัก เตือนว่า ไมเคิ้ล ควรปรับปรุง แก้ไขวิธีการทางการตลาด เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น จาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์จาก อินเตอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้ภาพพจน์ ของ ไมเคิ้ล ซาเฟล ตกตํ่าเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบไปยังตัว สินค้าของ เฮอร์บาไลฟ์ ที่ต้อง พลอยมัวหมองไปด้วย


แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น กลับ ไม่ได้ทำให้ ไมเคิ้ล ซาเฟล สะทกสะท้าน แต่อย่างใด มีการแยก วงประชุมทำงานกันเอง เริ่มแย่ง เกซฝ่ายตรงกันข้าม หรือรวมไป ถึงไม่นำรายได้จากส่วนกลาง ไปจ่ายให้ออฟฟิศ เป็นต้น ปัญหาระหว่างไมเคิ้ล ซา เฟล และ เฮอร์บาไลฟ์ เริ่มเข้า ถึงจุดแตกหักเข้าไปทุกที ! โดยเฉพาะภายหลังจาก ที่ เฮอร์บาไลฟ์ ย้ายสำนักงาน ไปอยู่ที่ชั้น 36-38 อาคารไทยซี ซี สำนักงานชั้น 16 และชั้น 17 ที่ ไมเคิ้ล เคยใช้เป็นสำนักงาน ส่วนตัว ก็เป็นอันต้องปิดไปโดย ปริยาย ถึงขนาดที่คนในเฮอร์บา ไลฟ์ พูดกันว่า ออฟฟิศใหม่ ไม่มีที่อยู่ของไมเคิ้ล สุดท้าย เพื่อรักษา สถานภาพของตนเองเอาไว้ ไมเคิ้ล ซาเฟล จำต้องยอมบากหน้าไปขอโทษผู้น้ำของเฮอร์บาไลฟ์ เพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อไป สถานการณ์ ดูทำท่าจะ สงบนิ่ง เมื่อไมเคิ้ล หันมาบุก หนักทางธุรกิจอีกครั้ง


โดยชั่วระยะเวลาเพียง 6 เดือน องค์กร ของไมเคิ้ลซาเฟล และ ผู้นำอีก 8 คน กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง จนสามารถก้าวสู่ทีมขายอันดับ 1 ของ เฮอร์บาไลฟ์ โดยแต่ละ คนมีรายได้สูงขึ้น สามารถใช้ จ่ายเงินได้อย่างฟุ่มเฟือย แต่ด้วยรูปแบบและวิธี การทางการตลาด ที่ไมเคิ้ล ซาเฟล ยังคงใช้วิธีการเดิม ๆ ปัญหาระหว่างเขากับเฮอร์บา ไลฟ์ ก็เริ่มประทุขึ้นมาอีกครั้ง ประกอบกับสถานการณ์ ของไมเคิ้ล ซาเฟล ก็ยังถูก สื่อมวลชนขุดคุ้ยออกมาตีแผ่ ถึงพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล มากขึ้น ทำให้ฐานะของเขาใน เฮอร์บาไลฟ์ เริ่มไม่มั่นคง เฮอร์บาไลฟ์ หาทางตัก เตือนไมเคิ้ลทางอ้อม ด้วยการ งดห้ามใช้ห้องประชุม งดเข้า ร่วมกิจกรรมพิเศษ และเก็บค่า เช่าที่ที่คั่งค้างมาหลายเดือน ทันที จนสถานการณ์เริ่มรุนแรง ถึงขั้นจะต่อยจะตีกัน เงินรายได้ที่ ไมเคิ้ล ซา เฟล เคยได้เป็นหลักล้าน ก็เริ่ม กระท่อนกระแท่น เหลือไม่ถึง หลักแสน ลามไปถึงลูกทีม และ ผู้นำหลายคนต่างก็ถูกไมเคิ้ล ซาเฟล กดดันอย่างหนัก เนื่องจากระหว่างที่เขาเดินหน้า บุกทางการตลาด มีการลงทุน อะไรไปมากมาย อาทิ เงินค่าจ้างดารา ถึง ขนาดต้องทำสัญญาผ่อนชำระ รวมไปถึงหนี้ที่เกิดจากการ โฆษณาก็เริ่มมีการทวงไล่หลัง มาเป็นระลอก จนบางครั้ง ว่ากันว่า ไมเคิ้ล ซาเฟล ถึงกับระเบิด อารมณ์ ไล่ตะเพิด ลูกทีมออก มาหลายคน


และนี่อาจเป็นสัญญาณ แห่งการสิ้นสุดของการเป็นผู้นำ หมายเลข 1 ของ เฮอร์บาไลฟ์ เนื่องจากหลังจากนั้นในเวลา ต่อมา เขาก็ถูกเฮอร์บาไลฟ์ ขับ ออกจากบริษัท ทั้ง ๆ ที่ภาระหนี้ สินต่าง ๆ ก็ยังคั่งค้างอีกหลาย รายการ การเริ่มต้นสู่ธุรกิจขาย ตรงอีกครั้งของ ไมเคิ้ล ซาเฟล มีการพลิกบทบาทสู่การเป็น บริษัท บริหารเครือข่ายขายตรง อย่างเต็มรูปแบบ โดยอาศัย บริษัท Global Ad. เป็นหัวหอก ในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยหลังจากที่เขาได้หัน หลังให้กับ เฮอร์บาไลฟ์ ไปแล้ว ก็หันมา ทำตลาดให้กับ AGEL อยู่ระยะหนึ่งโดยรูปแบบการทำตลาดก็ยังเป็นรูปแบบเดิม ๆ เหมือนกับที่เคยใช้กับ เฮอร์บา ไลฟ์ จากนั้นในเวลาต่อมา ชื่อของเขา ก็ปรากฏสู่วงการ ธุรกิจขายตรงอีกครั้ง ในบริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) ท่ามกลาง ความสงสัยของสื่อมวลชน ว่า สิ่งที่ ไมเคิ้ล ซาเฟล ได้ทำไป นั้น เหมาะสมกับสังคมไทย หรือไม่ ไมเคิ้ล ซาเฟล ยังคงได้ รับการยอมรับจากผู้บริหาร ระดับสูงสุดของ บีฮิบอย่าง ไม่มีเงื่อนไข แม้บางครั้งภาพ พจน์ของ บีฮิบ จะถูกมองว่า กำลังเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไป กับ เรื่องราวในอดีตของ ไมเคิ้ล ซาเฟล ก็ตาม


การเปิดตัวผู้นำคนใหม่ ของ บีฮิบ ครั้งนี้ ถือเป็น การแสดงตัวต่อสาธารณะ ของ ไมเคิ้ล ซาเฟล ครั้งแรก ที่ไม่ว่าใครจะมองเขาอย่างไร แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม ก็คือ รูปแบบและวิธีการทางการ ตลาด ที่ไมเคิ้ล ซาเฟล ได้ทำมา ในอดีตนั้น ควรแก่การยอมรับ หรือไม่ หรือนี่คือ สูตรสำเร็จของ คนทำธุรกิจขายตรง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวบีฮิบ (Bhip): เเถลงข่าวดำเนินคดีกับผู้มุ่งโจมตีบริษัทฯ









นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมสำนักทนายความกัลญาณมิตรกรุ๊ป จัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงและการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีมีการเผยแพร่เนื้อหา ข้อความ บนสื่อออนไลน์, Social Network ต่างๆ ว่าประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ที่ผ่านมาบริษัทฯ มิได้เอาผิดต่อผู้กระทำการกล่าวพาดพิงบริษัทฯ และผู้บริหาร เนื่องจากข้อมูลที่มีการนำเสนอมานั้นไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด และเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกทั้งบริษัทฯ ได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งรายการคมชัดลึก และ Thai PBS ไปแล้วนั้น กลับยิ่งเป็นประเด็นให้บุคคลบางกลุ่มมุ่งโจมตีบริษัทฯ ไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษของกฎหมาย การแถลงข่าวในวันนี้ เพื่อต้องการให้บุคคลดังกล่าวหยุดการกระทำความผิด ซึ่งบริษัทฯ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคุณ Terry Lacore ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ในการดำเนินคดีกับผู้มุ่งโจมตีบริษัทฯ อย่างถึงที่สุด ในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้ได้รับความเสียหาย ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ในวันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2555 เวลา 11.00 น. ณ อิมแพคเมืองทองธานี




Credit By :facebook.com/Active.bHIP

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวบีฮิบ (Bhip Thailand) : "บีฮิบ" ต้องเรียก "ศรัทธา"


เหมือนจะไม่มีอะไร สุดท้ายก็มีอะไรจนได้ช่วงนี้ข่าวสารของธุรกิจขายตรงในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ของบริษัทใดแบรนด์ใด ก็ต้องหลบให้กับกระแส ไมเคิล ซาเฟล สมาชิกนักขายของ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นเพื่อนชายคนสนิทของ ตาล-กัญญา รัตนเพชร์ ดาราสาวไทย


ไมเคิล ซาเฟล ตามรายงานข่าวหลายสำนักระบุว่า เป็นแฟนหนุ่มของ ตาล-กัญญา ซึ่งจริงไม่จริงอย่างไร ผู้เขียน ไม่อยากจะทิ้งน้ำหนัก


แต่ที่ดังจนกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในช่วงนี้ ก็คือ ไมเคิล ซาเฟล นักขายระดับไดมอนของ บีฮิบ ถูกกล่าวหาในโลกออนไลน์ว่า ทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่


โดยจากข้อหาที่กล่าวกันในเว็บไซต์ที่ออกมาเป็นข่าวครึกโครมว่า ไมเคิล คือ นักธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างสาหัสไปถึงค่ายต้นสังกัดของนักขายผู้นี้


บีฮิบ รับผลกระทบเต็มๆ ซึ่งในส่วนตัวของนักขาย เมื่อดูจากข่าวที่ สยามธุรกิจ ได้ลงไปในฉบับก่อนหน้า จะเห็นถึงช่องทางการเกิดขึ้นของข่าว โดยผู้บริหารประจำประเทศไทยของ บีฮิบ อย่าง ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ที่เผยต่อ สยามธุรกิจ ว่า ที่มาของข่าว น่าจะเป็นบรรดาทีม งานเก่าของ ไมเคิล ซาเฟล ที่โพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อ ไมเคิล


เรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่แดงขึ้น จนเมื่อ วันหนึ่งที่นิตยสารดารา แอบไปเห็นโพสต์ดังกล่าว และสืบทราบว่า คนที่ถูกกล่าวหา ที่ชื่อ ไมเคิล ซาเฟล เป็นแฟนหนุ่มของ ตาล-กัญญา ซึ่งเป็นดาราสาวสวยของเมืองไทย ทำให้นิตยสารเล่มนั้นนำเรื่องที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์มาขยายเชื่อมโยง จนโด่งดังกลายเป็นที่พูดถึงของแวดวงดารา และวงการ ขายตรงอยู่ในช่วงนี้


เรื่องที่เกิดขึ้นหากมองในสายตาของคนวงในธุรกิจ MLM หลายสายตา มองเป็นเรื่องการเตะตัดขาของผู้ที่ไม่ชอบในตัวของ ไมเคิล ซาเฟล หรืออาจไม่ชอบบริษัท จึงไปโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์


แต่ในทางกลับกันในสายตาของผู้ที่ไม่ได้คลุกคลีกับธุรกิจ ขายตรงอย่างลึกซึ้ง มองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงมากกว่า 70-80% ยิ่งเมื่อ ตัน-ภาสกรนที เจ้าของเครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน ออกมากล่าวว่าเคยไปร่วมงานประชุมของ บีฮิบ โดยภาพที่เห็นคือ มีแต่กลุ่มวัยรุ่นที่เข้าประชุมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ ตัน มอง บีฮิบ ไปในทางลบ จนกลายเป็นข่าวคราวเรื่องนี้ บีฮิบ ยิ่งเสีย เพราะต้องยอมรับว่า ตัน คือ คนดัง และค่อนข้างมีอิทธิพลต่อคนไทยพอสมควร


เรื่องต่างๆ ที่ฉายออกมา แสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็กสำหรับ บีฮิบ เสียแล้ว


บริษัทต้องหากลยุทธ์เรียกศรัทธา จะรอให้มีคนต้องการ ความจริงแล้วไปขอข้อมูลของบริษัทจากหน่วยงานรัฐ อย่างที่บอกกับ สยามธุรกิจ ดูจะไม่ดี เพราะในโลกความเป็นจริง นิสัยคนไทยอาจลืมง่ายก็จริง แต่ทุกวันนี้บริษัทขายตรงในเมืองไทยมากเหลือเกิน หากรอให้ข่าวดับ หรือลดหายจาก การเป็นกระแสดูจะช้าเกินไปแน่


เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่าย หากจะเรียกเสียงคะแนนคืน


วันนี้คนไทยที่รู้เรื่องของ บีฮิบ จากข่าวดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า บีฮิบ เป็นธุรกิจขายตรงที่ดี หรือไม่ดีอย่างไร


แต่ผู้บริโภคกำลังจะมองข้าม บีฮิบ ซึ่งบริษัทต้องทำ อะไรขึ้นมาเพื่อเรียกชื่อเสียงความนิยม โดยหากยังเงียบ ไม่เอา ของดีของบริษัทออกมาโชว์เห็นทีคงเหนื่อยหนัก


การยืนเป็นเป้านิ่งเพื่อเก็บแรงรอคู่ต่อสู้เหนื่อยแล้วค่อยสวนหมัดออกไป บางครั้งก็ยากที่จะเร่งทำคะแนนคืน หรือ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ การที่ยืนตั้งรับไม่ไหวจนน็อกคาเวที ต่อยไม่ ครบยกก็เป็นเรื่องที่น่ากลัว...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1335 ประจำวันที่ 15-9-2012 ถึง18-9-2012

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวบีฮิบ (Bhip Thailand) : "ชัยวัฒน์" ชี้ "บีฮิบ" โปร่งใสพร้อมให้ตรวจ "ไมเคิล ซาเฟล" โดนทีมงานเก่ายัดข้อหาแชร์ฯ


ชัยวัฒน์ แม่ทัพใหญ่ บ. บีฮิบ (ไทยแลนด์) ชี้ ไมเคิล ซาเฟล นักธุรกิจระดับไดมอนของบริษัท เพื่อนชายคนสนิทของ ตาล-กัญญา ดาราสาวไทย โดนโจมตีจากทีมงานเก่า บอกไม่โทษ เสี่ยตัน ที่กล่าวหาบริษัททำธุรกิจไม่ชอบมาพากล ยอมรับภาพ ที่เห็นอาจทำให้คนที่ไม่ได้คลุกคลีธุรกิจมองไม่ดีได้แต่ขอวอนไม่ขอท้าใครข้องใจใน บีฮิบ ก็ให้ไปร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่โพสต์กล่าวหาใน โลกอินเตอร์เน็ต บริษัททำงานโปร่งใสพร้อมให้ตรวจสอบ!

นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงประเด็นของ มร.ไมเคิล ซาเฟล สมาชิกระดับไดมอนของบริษัท กับ ตาล-กัญญา รัตน-เพชร ดาราสาวไทยที่กำลังเป็นข่าวว่า เพื่อนหนุ่มคนสนิทของ ตาล ทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ กับ สยามธุรกิจ ว่า เรื่องของการกล่าวหาที่ว่า ไมเคิล ซึ่งเป็นสมาชิกนักธุรกิจของบีฮิบ ว่า ทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่นั้นเป็นการโจมตีของคนที่รู้จัก ไมเคิล ซึ่งอาจเป็นทีมงานเก่าของ ไมเคิล ที่อาจไม่ชอบหรือต้องการให้ชื่อเสียงของนักธุรกิจผู้นี้เสียหาย

จากข่าวที่ออกมา เป็นการโจมตีจากคนเก่า ซึ่ง อาจเป็นทีมงานคนเก่าของ ไมเคิล ที่มีความต้องการให้ ไมเคิล เกิดความเสียหายในเรื่องของชื่อเสียงในการทำธุรกิจ โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในโลกของอิน-เตอร์เน็ตมีการโพสต์ข้อความโจมตี ไมเคิล ซึ่งเป็นนักธุรกิจของบีฮิบระดับไดมอน โดยในเนื้อหาของการโพสต์ก็มีทั้งต่อว่า มีการโพสต์ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นมา ระยะหนึ่ง จนนักข่าวที่ตามข่าว ตาล-กัญญา ซึ่งเป็นดาราสาวเกิดเห็นข้อความนี้ และทราบว่า ไมเคิล กำลังสนิทสนมกับ ตาล-กัญญา เลยนำเรื่องในโลกอิน-เตอร์เน็ตขึ้นมาโยง และกลายเป็นข่าวว่า เพื่อนชายของ ตาล เป็นนักธุรกิจฉ้อโกง ชัยวัฒน์ ชี้แจง

ซึ่งในเรื่องนี้ ยังได้ถูกโยงไปถึง ตัน ภาสกรนที เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน ในมุมที่ว่า คุณตัน เคยถูกเชิญให้ไปพูดในงานประชุมของบริษัทครั้งหนึ่ง และคุณตันเห็นว่ามีวัยรุ่นเข้าร่วมประชุมมาก อีกทั้งมีการปลุกเร้าจนคุณตันเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล และไม่ยอมรับ งานขึ้นพูดให้กับบริษัทนี้อีก โดยคุณตันมอง ว่า บริษัทนี้ทำธุรกิจไม่ชอบ

โดยในเรื่องนี้ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากที่มีข่าวออกมาว่า คุณตัน กล่าวหาว่าบริษัททำธุรกิจไม่ชอบมาพากลนั้น จากความรู้สึกเมื่อเห็นข่าว ทำให้ตนต้องกลับไป ดูเทปของงานดังกล่าว ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณตันเห็นแค่นั้นย่อมรู้สึกเช่นนั้นได้ ซึ่งตนก็ไม่โทษคุณตันที่กล่าวหาบริษัทในทำนองนั้น โดยในการประชุมครั้งนั้น เป็นการประชุมที่ แม่ทีมได้เชื้อเชิญคุณตันมากันเอง ไม่เกี่ยวกับบริษัทแต่อย่างใด

ซึ่งในเรื่องดังกล่าว ถือว่าสร้างความ เสียหายในส่วนของชื่อเสียง บีฮิบ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก คุณตัน นับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในเรื่อง นี้ บีฮิบ ต้องพยายามสร้างศรัทธาให้กลับมาในเร็ววัน

ทางบริษัทคงจะไม่ถึงขั้นที่จะเปิดโต๊ะ แถลงข่าวชี้แจงแต่อย่างใด ถึงแม้เวลานี้บริษัทจะถูกมองในด้านลบก็ตาม เนื่องจากความจริงย่อมเป็นความจริง โดย บีฮิบ ได้มีการทำงานในเรื่องของการถ่ายทอดความจริงให้แก่สมาชิกได้ส่งต่อความจริงไปสู่ผู้บริโภคอยู่แล้ว ซึ่งในเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาดึงศรัทธากลับมา ผู้จัดการ บีฮิบ ไทยแลนด์ เผย

จากการโจมตีบริษัทผ่านสื่อออนไลน์ นับเป็นสิ่งที่ไม่ดี ซึ่ง บีฮิบ ต้องการบอกให้ผู้บริโภคที่เกิดความเสียหาย หรือมีความ ข้องใจสงสัยในการทำงานของ บีฮิบ ให้ยื่นเรื่องไปสู่หน่วยงานรัฐ ซึ่งธุรกิจขายตรง เรามีทั้ง สคบ. และบก.ปคบ. เป็นหน่วยงาน ที่ควบคุมกำกับดูแลอยู่ ใครมีอะไรก็ร้องเรียน ได้ ซึ่ง บีฮิบ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกอย่าง

บริษัทไม่ได้ต้องการฟ้องร้องหรือเอาอะไรกับผู้ที่โจมตีบริษัท และคงไม่ขอแก้ตัวแต่อย่างใด แต่ บีฮิบ ต้องการให้คนกลางซึ่งเป็นตำรวจได้ออกมาพูดถึงบริษัท จะดีกว่า เพราะตนและ บีฮิบ ทำธุรกิจด้วยความจริง และพร้อมให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบ หากใครรู้สึกว่าถูกบริษัทหลอก ก็สามารถร้องเรียน หรือฟ้องร้องต่อสคบ. หรือ ตำรวจได้เลย ซึ่งตนไม่ได้ท้า หรืออะไร แต่บริษัทพร้อม เพราะเราอยู่ในโลกของความเป็นจริง และถูกต้อง ชัยวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการทำงานเพื่อ เรียกศรัทธาจากข่าวลบที่ออกมา ชัยวัฒน์ได้วางไว้ 3 ข้อ คือ 1.ทำอย่างไรให้คนได้เห็น ความจริง โดยบริษัทต้องการให้ผู้ที่สงสัยไปรับข้อมูลบริษัทจากตำรวจ ซึ่งบริษัทมีความจริงใจ 2.พยายามส่งคำชี้แจงที่เป็นความจริงไปยังสื่อต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็น ความจริง 3.การทำงานของบริษัทต่อไปในอนาคต คงต้องเปิดเผยตัวตนให้มากกว่านี้

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ ยังได้กล่าวถึงข่าวไม่ดีที่มีผลต่อบริษัท ทั้งเรื่องที่กล่าวมานี้ และข่าวไม่ดีที่ออกมาในช่วงก่อนหน้าว่า ใน เรื่องของยอดขายนั้น บริษัทคงต้องปล่อย ให้เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งในข่าวของ ไมเคิล ซาเฟล ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ตนไม่เคยเจอ ซึ่งจากเดิมที่มีการแข่งขันในการทำ ธุรกิจ แต่ตอนนี้ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เห็นตัวตน ถือเป็นเรื่องใหม่ของตนและบริษัท แต่อย่างไร ก็ดี ในอีกมุมก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะ บีฮิบ ได้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งต่อไปจะทำอะไรคงกลายเป็นที่จับตามอง


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1334 ประจำวันที่ 12-9-2012 ถึง14-9-2012

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) : ไมเคิล ซาเฟล แห่ง บีฮิป (Bhip Thailand) เปิดตัวแฟน

[gallery link="file"]


ดาราสาวตาล กัญญาอดีตแฟนวัยเอ๊าะของไฮโซหนุ่มแอมป์ พิธานชิงเปิดตัวแฟนฝรั่งคนล่าสุด!!! หลังหวุดหวิดงานเข้าถูกมือดีขุดประวัติเคยคบหาดูใจกับ หนุ่มแอมป์ ว่าที่หวานใจคนใหม่ล่าสุดของซุป'ตาร์ตัวแม่อั้ม พัชราภาถึงขั้นฝ่ายชายเคยคุกเข่าขอแต่งงานมาแล้ว...งานนี้ สาวตาล รีบเคลียร์ด้วยภาพควงแฟนใหม่สวีทหวานตอกหน้าบรรดาขาเม้าท์ และแอบเฟิร์มเป็นนัยๆ กับซุป'ตาร์รุ่นพี่ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่แล้วจ้า ซำบายใจกันได้!!!


ที่มา gossipstar

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวบีฮิบ (Bhip Thailand) : กลับลำ "ชนิดา" ยังอยู่ ผุดงานบิ๊กสยบข่าวมั่วปลายปี


ชัยวัฒน์ โต้ ชนิดา ย้ายบ้าน ยันทัพใหญ่ยัง อยู่ ส่วนข่าวสมาชิกไหลออกแค่คนไม่มีผลงาน ยัน ข่าวลือต่างๆ ทั้งการถูกถอนหุ้นจากบริษัทแม่ สินค้ามีปัญหากับ อย. การย้ายออกของสมาชิก นั้นแค่ข่าวโคมลอย เตรียมจัดงานคอนเวนชั่น ปลายปี พร้อมโชว์ความอลังการ ผู้นำบีฮิบจาก นานาประเทศร่วมงานที่ไทย คาดเป็นหลัก 10,000 คน ตบเท้าเปิดตัวสินค้าใหม่พร้อม พัฒนาเว็บไซต์เอาใจสมาชิก

ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ถึงข่าวลือการถอนหุ้นของบริษัทแม่ที่สหรัฐ- อเมริกาว่า ข่าวที่ออกมานั้นไม่ทราบมาก่อน แต่ขอยืนยันว่า ข่าวนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามบริษัท แม่กลับเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น จากอดีตที่บริษัท ที่อเมริกาไม่ได้มีหุ้นในไทยเลยแต่ปัจจุบันเข้ามาถือหุ้นถึง 49%

ในส่วนของสินค้าที่มีข่าวว่ามีปัญหากับ สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และถูกถอนใบ- อนุญาตนั้น ชัยวัฒน์ ยอมรับว่ามีจริงแต่เป็นเรื่องของ การประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต และในเว็บไซต์ ของสมาชิกที่ได้ใช้สินค้าแล้วเห็นผลจริงจนดูเหมือนเป็น การโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไปและนำไปโพสต์ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งตอนนี้บริษัทได้สั่งให้ปิด เว็บไซต์เหล่านั้นไปหมดแล้ว และในส่วนของข่าวการถูกถอน หมายเลขใบอนุญาตนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งหากต้องการ ตรวจสอบสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของ อย. และจะพบว่า สินค้าของบริษัททุกรายการยังขึ้นคำว่า คงอยู่

สำหรับข่าวลือที่ทำงานและผ้นูำ ออกไปทำธุรกิจที่อืน่ นั้น มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของธุรกิจหรือการทำงานของ แต่ละคนที่มีความคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างกันไป อย่างไร ก็ตาม การย้ายออกไปนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับยอดขาย สินค้า เพราะแมท่ มี ทีย้ายออกไปนัน้ ขณะยังทำอยู่ที่บริษัท ก็ไม่ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นอะไร ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อสมาชิกที่ยังอยู่ ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงเรื่อง ดังกล่าวให้กับสมาชิกเรียบร้อยแล้ว

ถ้าถามถึง คุณชนิดาว่าตอนนี้ยังทำงานที่บีฮิบ หรือ ไม่คำตอบ คือ ยังอยู่ แต่เป็นช่วงที่ไม่ได้แอคทีฟตัวเอง แต่ใน ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้น คุณชนิดายังคงได้รับโบนัสจาก บีฮิบทุกเดือน แต่อาจจะไม่ได้มีโบนัสมากเท่าที่ผ่านมา เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าผู้นำระดับใหญ่ อย่าง คุณชนิดา คุณธเนตร คุณนิติ หรือหลายๆ คนที่มีชื่อเสียงในวงการขายตรง หากเขา จะไปไหน เขาจะไม่ไปเงียบๆ เขาต้องประกาศให้คนรู้ว่า ตอนนี้ไปอยู่ไหนแล้ว

ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากนี้ไปบริษัทจะเน้นพัฒนา บริษัทให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังปรับเว็บไชต์ ด้วย การพัฒนาระบบต่างๆ ให้ทันสมัยและง่ายต่อการทำงาน ยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่กลุ่ม เสริมอาหารเพิ่ม ซึ่งจะเปิดตัวในงาน Convention งาน ประจำปีของบริษัท ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยงานนี้จะมีสมาชิก ทุกประเทศเข้าร่วมงาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น ประมาณ 10,000 คน

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเลือกประเทศไทย ในการจัดงานดังกล่าวเนื่องจากสมาชิกในหลายๆ ประเทศ ได้เล็งเห็นว่า บีฮิบ ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าสนใจ ในการทำธุรกิจ ผนวกกับความพร้อมของสถานที่ที่สามารถ รองรับสมาชิกได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริษัทต้องการ ที่จะให้ต่างประเทศได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดย บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้วยการจัดโปรแกรมการ ท่องเที่ยวไว้สำหรับสมาชิกต่างประเทศในราคาพิเศษแล้ว ชัยวัฒน์ กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 205 วันที่ 16 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "บีฮิป โกลบอล-bHIP Global" กับ "บิ๊กวัฒน์" (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์)


.....สาวความสัมพันธ์ลงสาย ลึกไปอีกนิด...ก็ยังมีชื่อของ บิ๊กวัฒน์ (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์) ผู้จัดการทั่วไป ประจำประเทศไทยแห่ง บีฮิป โกลบอล ก็ เคยเป็นหนึ่งในสายเลือดที่เข้มข้นของค่าย ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ยุคอดีต แม้กระทั่ง บิ๊กนิ้ง (นิติ สว่างทรัพย์) บิ๊ก นัก ธุร กิจ แ ห่ง ค่า ย อาเจลไทยแลนด์ ก็เคย เป็นต้นสายงานที่ยิ่งใหญ่ แห่งค่าย ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ กันทั้งสิ้น.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว บีฮิป-Bhip ไม่หวั่นสารพัดข่าวเสียดึงผู้นำทั่วโลกเข้าประชุมไทยเรียกศรัทธา

 


บีฮิป ไม่สนปัญหาผู้นำหลายคน โบกมือลา มองเป็นเรื่องปกติของธุรกิจเครือข่าย ส่วนข่าวลือเรื่องสินค้าถูกอย. เรียกตรวจสอบ ปัดสุดมั่ว! บอกรัฐแค่เตือนเรื่องโฆษณาสินค้าบางตัวเท่านั้น เดินหน้านำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าเสริมทัพ พร้อมเตรียมจัดงานประชุมครั้งใหญ่ รวมสุดยอดผู้นำทั่วโลก หวังเรียกศรัทธา คืน มั่นใจสาขาไทยขึ้นแท่นเบอร์ 1 ภูมิภาคอาเซียน

นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิป (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า การดำเนินงานในครึ่งปีแรกของบริษัท ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ บริษัทสามารถปิดยอดขายได้กว่า 200 ล้านบาท ในไตรมาสหลังนี้บริษัทจึงเตรียมรุกตลาดอย่างเต็มที่ ด้วยการเพิ่มสินค้าใหม่อีกหลาย รายการ โดยยังคงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นอกจากนี้ จะมีการจัดโปรฯ สำหรับ สมาชิกใหม่มากขึ้น เช่น ให้สมาชิกที่สมัคร เข้ามาใหม่มีสิทธิ์และโอกาสสร้างยอดขาย เพื่อไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นการทำงานของนักธุรกิจ และ ยังเป็นการซื้อใจของพวกเขาได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนกรณีมีผู้นำระดับสูงของบริษัทหลายคนทยอยย้ายค่ายนั้น นายชัยวัฒน์ แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า ในความคิดเห็นส่วนตัวของตนแล้ว คิดว่า คงเป็นการแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า ที่เหมาะสม กว่า บริษัทคงจะไปโทษการตัดสินใจของใครไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วกรณีแม่ทีมย้าย ค่ายถือเป็นเรื่องปกติของธุรกิจขายตรง เพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระ ทุกคนเป็นนายของตัวเอง ผู้นำทุกคนไม่ใช่สมบัติของ บริษัทที่เราจะเข้าไปควบคุมจำกัดความคิด ความต้องการของเขาได้ หากเขาคิดว่า การย้ายไปอยู่ค่ายใหม่จะทำให้มีโอกาสเติบโต มากกว่า ตนก็ขออวยพรให้เขาโชคดี

ซึ่งผู้บริหารบีฮิป สาขาไทย กล่าวย้ำ ว่า ตนและแม่ทีมเหล่านั้นไม่ได้มีปัญหากัน แต่อย่างใด ยังคงมีการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันอยู่เช่นเดิม ส่วนปัญหาการ ย้ายค่ายของบรรดาแม่ทีมนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแผนการทำงานหรือเรื่องสินค้าของ บริษัทเช่นกัน โดยเฉพาะการปรับราคาสินค้าเรือธงอย่าง น้ำผลไม้มากี้ เบอร์รี่ ที่ อาจทำให้แม่ทีมทำงานยากขึ้น ซึ่งนายชัยวัฒน์ก็ได้ชี้แจงว่า น้ำผลไม้มากี้ มีการปรับราคามากว่า 6 เดือนแล้ว ส่วนกรณีการย้ายค่ายของบรรดาผู้นำระดับสูงเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ฉะนั้น สาเหตุการปรับราคาสินค้าจึงไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ในแง่ผลกระทบจากกรณีปัญหา ข้างต้น นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจจะมีบ้าง โดยเฉพาะ ในแง่ภาพลักษณ์ของบริษัทและในเรื่องของยอดขาย เพราะเมื่อเกิดกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะในระดับผู้นำระดับสูง ตนเชื่อว่า จะมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยเข้ามาสัมผัสกับธุรกิจบีฮิป จะมองบริษัทในแง่ลบ มากขึ้น ส่วนในเรื่องของยอดขาย หากแม่ทีมเหล่านี้ยังอยู่ บริษัทก็อาจขายสินค้า ได้มากกว่านี้ก็ได้

ในอีกประเด็นหนึ่งที่มีข่าวออกมาว่า มีสินค้าบางรายการของบริษัทถูกสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียกคืนไปเพื่อตรวจสอบใหม่อีกครั้งนั้น ผู้บริหารหนุ่มก็ได้กล่าวชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เป็นข่าวมั่ว ตั้งแต่สินค้าของบริษัทได้รับอนุญาตจาก อย. ก็ไม่เคยมีจดหมายเรียกเข้าไปตรวจสอบอะไรเพิ่มเติม ตนเชื่อว่าข่าวลือนั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดมากกว่า และ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากกรณีที่สคบ.หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ส่งจดหมายมาตักเตือนบริษัทเกี่ยวกับการ โฆษณาทางเว็บไซต์ที่เกินจริงของนักธุรกิจ บางคน ซึ่งในเรื่องดังกล่าว บริษัทก็ได้บอก กล่าวนักธุรกิจผู้นั้นไปแล้ว แต่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ใดๆ กับคุณสมบัติ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่อย.จะต้องเรียกไปตรวจสอบอย่างแน่นอน

ดังนั้น จากกรณีปัญหาหลายๆ อย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บริษัทบีฮิปจึงวางแผนสร้างภาพลักษณ์และกระตุ้นยอด ขายเพิ่มขึ้น ด้วยการเน้นจัดกิจกรรม โปรโมตบริษัทและสินค้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นจัดงานแถลงข่าวให้บ่อยขึ้น เพื่อเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องของบริษัท ไม่ให้เกิดข่าวลือที่ไร้มูลความจริง นอกจากนั้นในช่วงปลายปี ประมาณวันที่ 16-17 พฤศจิกายน บริษัทก็จะมีการ จัดงานครั้งใหญ่ คือ การประชุมสุดยอดผู้นำจากทั่วโลก โดยงานดังกล่าวจะมีผู้นำ จาก 10 ประเทศทั่วโลก จำนวนกว่า 4 พัน คน เข้ามาประชุม และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ซึ่งงานประชุมครั้งนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทบีฮิป ประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ ยังให้ข้อมูลเกี่ยว กับบริษัทบีฮิปเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัท บีฮิปมีการเปิดสาขาไปทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ ซึ่งในภูมิภาคเอเชียมีเพียงประเทศ พม่าและลาวเท่านั้นที่ยังไม่เข้าไปขยายสาขา แต่คาดว่าไม่เกินปลายปี 2556 บริษัทก็น่าเข้าไปเปิดธุรกิจอย่างแน่นอน ทั้งนี้ตนเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยน่าจะได้รับ หน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับทั้งสองประเทศนี้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนด้วย เพราะจากข้อมูลที่ตนได้รับทราบมา พบว่าขณะนี้ในภูมิภาคเอเชีย บริษัทบีฮิปสาขาไทยมียอดขายสูงสุด รองจากประเทศ จีน ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของการ ทำงานเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ส่วนปลายปีนี้ ตนตั้งเป้ายอดขายสำหรับบีฮิปเมืองไทยไว้ประมาณ 700 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่า ยอดขายดังกล่าวไม่เกินความจริงอย่างแน่นอน เพราะแม้จะมีผู้นำหลายๆ คนย้าย ค่ายออกไป แต่บริษัทก็ยังสามารถสร้างผู้นำ รุ่นใหม่ที่มีความสามารถไม่แพ้กันได้อีกมากมาย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่1315 ประจำวันที่ 7-7-2012 ถึง10-7-2012

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) – บีฮิป โกลบอล ใครจะไปใครมากันอีก


วกกลับมาที่ความเคลื่อนไหวของค่าย “บีฮิป โกลบอล” กันต่ออีกละกัน...พอเกิดสถานการณ์ผึ้งแตกรัง...แม่ทีมระดับ 3 ระดับ 4 รองจาก “หมอสิทธวีร์” ยกก๊วนย้ายออกกัน...ก็ทำให้สายสัมพันธ์ขาดตอนไปช่วงหนึ่งอ่ะคร้าบบบ.. สำหรับขาข้างนี้...ก็เลยทำให้ “หมอสิทธวีร์” เหลือขาใหญ่ข้างเดียวคือ “ไมเคิล ซาเฟล” นักธุรกิจเครือข่าย ผู้ลือชื่อในการสร้างสายงานผ่านระบบออนไลน์น๊านแหละคร้าบบบ...ซึ่งงานนี้ก็ต้องจับตาละคร้าบบบ...ใครจะไปใครมากันอีก!!.....


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 228 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) – บีฮิป โกลบอล ใครจะไปใครมากันอีก


วกกลับมาที่ความเคลื่อนไหวของค่าย “บีฮิป โกลบอล” กันต่ออีกละกัน...พอเกิดสถานการณ์ผึ้งแตกรัง...แม่ทีมระดับ 3 ระดับ 4 รองจาก “หมอสิทธวีร์” ยกก๊วนย้ายออกกัน...ก็ทำให้สายสัมพันธ์ขาดตอนไปช่วงหนึ่งอ่ะคร้าบบบ.. สำหรับขาข้างนี้...ก็เลยทำให้ “หมอสิทธวีร์” เหลือขาใหญ่ข้างเดียวคือ “ไมเคิล ซาเฟล” นักธุรกิจเครือข่าย ผู้ลือชื่อในการสร้างสายงานผ่านระบบออนไลน์น๊านแหละคร้าบบบ...ซึ่งงานนี้ก็ต้องจับตาละคร้าบบบ...ใครจะไปใครมากันอีก!!.....


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 228 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2555

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) – บีฮิป โกลบอล “บิ๊กวัฒน์” (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์)


.....เป็นปกติ เก่าไป...ใหม่ก็ มา!!...กระแสอื่นๆ ยังเงี่ยหูฟังกันต่อนะคร้าบ ...โดยเฉพาะค่าย “บีฮิป-โกลบอล” ที่วันนี้!! ... “บิ๊กวัฒน์” (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์) ผู้จัดการ ทั่วไปประจำประเทศไทย ยัง ไม่หืออืออะไรกับกระแสข่าว!! ...ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเชิงชี้แจงแถลงความคืบ หน้าว่า... จะไปอย่างไรกัน ต่อในปีนี้...รู้อย่างเดียวว่า “หลายคน” หาย หน้าหายตาไปจากไลน์การสั่งซื้อสินค้าแล้ว... ซึ่งเก๊าะไม่ทราบรายละเอียดอีกว่า...เป็นเพราะ ไม่มีสินค้าสุดฮิต รึว่า..มี!! แต่ยังขายทั่วไป ไม่ได้อ่ะเปล่าม่ายรู้!!....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 227 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2555      

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) – บีฮิป โกลบอล “บิ๊กวัฒน์” (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์)


.....เป็นปกติ เก่าไป...ใหม่ก็ มา!!...กระแสอื่นๆ ยังเงี่ยหูฟังกันต่อนะคร้าบ ...โดยเฉพาะค่าย “บีฮิป-โกลบอล” ที่วันนี้!! ... “บิ๊กวัฒน์” (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์) ผู้จัดการ ทั่วไปประจำประเทศไทย ยัง ไม่หืออืออะไรกับกระแสข่าว!! ...ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเชิงชี้แจงแถลงความคืบ หน้าว่า... จะไปอย่างไรกัน ต่อในปีนี้...รู้อย่างเดียวว่า “หลายคน” หาย หน้าหายตาไปจากไลน์การสั่งซื้อสินค้าแล้ว... ซึ่งเก๊าะไม่ทราบรายละเอียดอีกว่า...เป็นเพราะ ไม่มีสินค้าสุดฮิต รึว่า..มี!! แต่ยังขายทั่วไป ไม่ได้อ่ะเปล่าม่ายรู้!!....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 227 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2555      

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ขายตรง ‘บีฮิป’ ฟุ้ง 4 ด. ยอดขาย 200 ล.แจง ‘มากี้ เบอร์รี่’ โดนอย.ฟัน แค่ข่าวลือ



“บีฮิป” บอก “มากี้ เบอร์รี่” สินค้าเรือธงผ่านด่าน อย. เรียบร้อย กลบข่าวสินค้าหลักโดนถอนใบอนุญาต พร้อมยิ้มปลื้ม เมื่อยอดขายของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพุ่งสูง 4 เดือน ยอดขายทะลุ 200 ล้านบาท เตรียมส่งต่อความแรงด้วยการเข็นสินค้าล็อตใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกหลายรายการ เน้นการฝึกอบรมในทุกๆ ด้าน ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ยอดขายโดยรวมต้องทะลุ 700 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิป (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยต่อ “สยามธุรกิจ” เกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2555 ว่า บริษัทเตรียมที่จะนำสินค้า ในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาเพิ่มอีก 3-4 ชนิด หลังจากผลิตภัณฑ์หลัก น้ำผลไม้มากี้ เบอร์รี่ ซึ่งได้รับการจดทะเบียน จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปเมื่อปลายปีที่แล้วนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค ดังจะเห็นได้จากขณะนี้ มากี้ เบอร์รี่ มีสัดส่วนยอดขายอยู่ถึง 45% จากยอดขายโดยรวมทั้งหมด ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 465 ล้านบาท เกินเป้าที่วางไว้ คือ 400 ล้านบาท

“ผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ บริษัทจะเน้นการใช้วัตถุดิบที่มีในเมืองไทยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความเป็นไทย โดยในขณะนี้เรากำลังยื่นเสนอ แนวคิดดังกล่าวไปยังบริษัทแม่ เพื่อพิจารณา อนุมัติ ซึ่งหากผลตอบรับเป็นไปในทางบวก ตนเชื่อว่าจะส่งผลดีในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดต้นทุนของการผลิต บริษัทมีสินค้าเป็นของตนเอง ซึ่งอาจนำมาสู่การส่งออกไปยังบริษัทบีฮิปในประเทศอื่นๆ อันจะเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและรายได้ให้แก่บีฮิปเมืองไทยมากขึ้น”

แผนงานต่อเนื่องจากการเพิ่มจำนวนสินค้า บริษัทได้มีนโยบายการฝึกอบรม ซึ่งจะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อสมาชิกทุกคนจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค อันจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้บีฮิปได้ต่อไป นอกจากนี้ คอร์สการฝึกอบรมต่างๆ บริษัทก็จะจัดหลักสูตรเน้นในด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคมหรือการฝึกความเป็นผู้นำ ซึ่ง ตนคาดว่าน่าจะส่งผลดีกว่าเน้นการอบรมเฉพาะแผนทางธุรกิจดังเช่นที่ผ่านมา

ส่วนทิศทางการดำเนินงานอื่นๆ คงเป็นไปตามแผนเดิมที่บริษัทได้วางไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแผนที่กำหนดไว้ในระยะยาว เช่น 4 เดือน หรือ 6 เดือน โดยมีการยึดตามหลักเกณฑ์ของบริษัทแม่ 

“อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทบีฮิปเมืองไทย ก็คาดว่าจะหันมาเน้นตลาดในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพราะการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นไปโดยง่าย จากการใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่หรือการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ที่กำลังมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน โดยขณะนี้สมาชิกของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนนั้นมีทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นรหัส สมาชิกแอ็กทีฟประมาณ 40% ดังนั้นเมื่อบริษัทมีสินค้าที่มีคุณภาพ และหันมาเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ มากขึ้น คาดว่าตลาดจะยิ่งขยายไปโดยกว้าง และเติบโตอย่างต่อเนื่องตามที่วางเป้าไว้ โดยในปลายปีนี้บีฮิปวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 700 ล้านบาท” ชัยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ “ชัยวัฒน์” ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงของประเทศภายในปีนี้ว่า จะต้องมีทิศทางที่ดีขึ้นและเติบโตขึ้น อย่างแน่นอน เนื่องจากภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงในปัจจุบันเริ่มกลายเป็นสีขาว ประชาชนเชื่อถือในธุรกิจนี้มากขึ้น และขณะนี้จะเห็นได้ว่า มีบริษัทขายตรงเปิดใหม่ เกิดขึ้นมากมาย สิ่งนี้จะยิ่งทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึงธุรกิจขายตรงมากขึ้น

ส่วนกรณีการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายๆ ธุรกิจอยู่ในขณะนี้ ตนเชื่อว่า ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจขายตรง และอาจส่งผลดีด้วยซ้ำ เพราะผู้ที่เป็นลูกจ้างประจำจะมีโอกาสในการเข้าถึงอาชีพเสริม ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนก็มีโอกาสมองหาอาชีพเสริมที่เข้ากับเขาได้มากกว่า ในแง่การปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกับสถานการณ์การขึ้นค่าแรงดังกล่าว ในขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนใดๆ มารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่างๆ เพราะในแง่ราคาสินค้าของบริษัทจะ มีการปรับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่ อเมริกา ฉะนั้นในปีนี้บริษัทจึงไม่มีแผนที่ จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างแน่นอน 

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012   

ขายตรง ‘บีฮิป’ ฟุ้ง 4 ด. ยอดขาย 200 ล.แจง ‘มากี้ เบอร์รี่’ โดนอย.ฟัน แค่ข่าวลือ



“บีฮิป” บอก “มากี้ เบอร์รี่” สินค้าเรือธงผ่านด่าน อย. เรียบร้อย กลบข่าวสินค้าหลักโดนถอนใบอนุญาต พร้อมยิ้มปลื้ม เมื่อยอดขายของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพุ่งสูง 4 เดือน ยอดขายทะลุ 200 ล้านบาท เตรียมส่งต่อความแรงด้วยการเข็นสินค้าล็อตใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกหลายรายการ เน้นการฝึกอบรมในทุกๆ ด้าน ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ยอดขายโดยรวมต้องทะลุ 700 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิป (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยต่อ “สยามธุรกิจ” เกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2555 ว่า บริษัทเตรียมที่จะนำสินค้า ในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาเพิ่มอีก 3-4 ชนิด หลังจากผลิตภัณฑ์หลัก น้ำผลไม้มากี้ เบอร์รี่ ซึ่งได้รับการจดทะเบียน จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปเมื่อปลายปีที่แล้วนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค ดังจะเห็นได้จากขณะนี้ มากี้ เบอร์รี่ มีสัดส่วนยอดขายอยู่ถึง 45% จากยอดขายโดยรวมทั้งหมด ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 465 ล้านบาท เกินเป้าที่วางไว้ คือ 400 ล้านบาท

“ผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ บริษัทจะเน้นการใช้วัตถุดิบที่มีในเมืองไทยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความเป็นไทย โดยในขณะนี้เรากำลังยื่นเสนอ แนวคิดดังกล่าวไปยังบริษัทแม่ เพื่อพิจารณา อนุมัติ ซึ่งหากผลตอบรับเป็นไปในทางบวก ตนเชื่อว่าจะส่งผลดีในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดต้นทุนของการผลิต บริษัทมีสินค้าเป็นของตนเอง ซึ่งอาจนำมาสู่การส่งออกไปยังบริษัทบีฮิปในประเทศอื่นๆ อันจะเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและรายได้ให้แก่บีฮิปเมืองไทยมากขึ้น”

แผนงานต่อเนื่องจากการเพิ่มจำนวนสินค้า บริษัทได้มีนโยบายการฝึกอบรม ซึ่งจะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อสมาชิกทุกคนจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค อันจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้บีฮิปได้ต่อไป นอกจากนี้ คอร์สการฝึกอบรมต่างๆ บริษัทก็จะจัดหลักสูตรเน้นในด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคมหรือการฝึกความเป็นผู้นำ ซึ่ง ตนคาดว่าน่าจะส่งผลดีกว่าเน้นการอบรมเฉพาะแผนทางธุรกิจดังเช่นที่ผ่านมา

ส่วนทิศทางการดำเนินงานอื่นๆ คงเป็นไปตามแผนเดิมที่บริษัทได้วางไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแผนที่กำหนดไว้ในระยะยาว เช่น 4 เดือน หรือ 6 เดือน โดยมีการยึดตามหลักเกณฑ์ของบริษัทแม่ 

“อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทบีฮิปเมืองไทย ก็คาดว่าจะหันมาเน้นตลาดในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพราะการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นไปโดยง่าย จากการใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่หรือการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ที่กำลังมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน โดยขณะนี้สมาชิกของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนนั้นมีทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นรหัส สมาชิกแอ็กทีฟประมาณ 40% ดังนั้นเมื่อบริษัทมีสินค้าที่มีคุณภาพ และหันมาเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ มากขึ้น คาดว่าตลาดจะยิ่งขยายไปโดยกว้าง และเติบโตอย่างต่อเนื่องตามที่วางเป้าไว้ โดยในปลายปีนี้บีฮิปวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 700 ล้านบาท” ชัยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ “ชัยวัฒน์” ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงของประเทศภายในปีนี้ว่า จะต้องมีทิศทางที่ดีขึ้นและเติบโตขึ้น อย่างแน่นอน เนื่องจากภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงในปัจจุบันเริ่มกลายเป็นสีขาว ประชาชนเชื่อถือในธุรกิจนี้มากขึ้น และขณะนี้จะเห็นได้ว่า มีบริษัทขายตรงเปิดใหม่ เกิดขึ้นมากมาย สิ่งนี้จะยิ่งทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึงธุรกิจขายตรงมากขึ้น

ส่วนกรณีการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายๆ ธุรกิจอยู่ในขณะนี้ ตนเชื่อว่า ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจขายตรง และอาจส่งผลดีด้วยซ้ำ เพราะผู้ที่เป็นลูกจ้างประจำจะมีโอกาสในการเข้าถึงอาชีพเสริม ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนก็มีโอกาสมองหาอาชีพเสริมที่เข้ากับเขาได้มากกว่า ในแง่การปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกับสถานการณ์การขึ้นค่าแรงดังกล่าว ในขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนใดๆ มารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่างๆ เพราะในแง่ราคาสินค้าของบริษัทจะ มีการปรับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่ อเมริกา ฉะนั้นในปีนี้บริษัทจึงไม่มีแผนที่ จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างแน่นอน 

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012   

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

แซด “ชนิดา” เล็งซุกรัง อัพไรซ์ “ชัยวัฒน์” ปัดแค่ข่าวโคมลอย


ลือกันให้สนั่นวงการายตรง หลังค่ายบีฮิบตกเป็นเป้านิ่ง ถูกลือกันกระฉ่อนว่าสินค้ามีการปรับสูตรเพื่อให้ผ่าน อย. แถมลือกันหนาหูว่า หัวเรือใหญ่อย่าง ชนิดา และจีเอ็มอย่าง ชัยวัฒน์ เตรียมยกพลทั้งยวงย้ายไปค่ายใหม่ ไม่ โมนาวี ก็อัพไรซ์ หลัง ชนิดา ไม่มีบทบาทในบีฮิบมานาน ด้านดนัย คาดความเป็นไปได้ อัพไรซ์ อาจมีเปอร์เซ็นต์สูงสุด ที่จะเข้าไปอยู่ ขณะที่จีเอ็มบีฮิบอย่าง ชัยวัฒน์ โต้ไม่เป็นเรื่องจริง ยังตอนนี้ยังไม่คิดไปไหน อยากบริหารให้ดีที่สุด เพราะสิ้นปีนี้คาดหวังยอดขาย 700 ล้านบาท

ช่วงนีมีกระแสข่าวดังกระฉ่อนไปทั่ววงการขายตรงว่าค่ายบีฮิบกำลังระส่ำตกอยู่ในช่วงขาลง ทั้งปัญหาเรื่องสินค้าตัวเอก อย่าง มาร์กี้ เบอร์รี่ ที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เมื่อหลายเดือนก่อน กลับเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อสินค้าดังกล่าวผ่าน อย. แล้วก็จริง แต่ภายในมีการปรับเปลี่ยนแผ่นพับเกี่ยวกับสูตรสินค้า มาร์กี้ เบอรร์รี่ ใหม่ ให้ผ่าน อย.จนท้ายี่สุด อย. ก็อนุมัติในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นในน่าติดตามเกี่ยวกับข่าวคราวเคลื่อนไหวของ ขนิดา บูรณะบุตร แม่ทัพใหญ่ของบีฮิบที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ออกจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบีฮิบเป็นอย่างมาก แต่ระยะหลังกลับไม่เห็นบทบาทสำคัญของ ชนิดา เท่าใดนักซึ่งข่าววงในบ้างก็ว่า ชนิดา มีปัญหาภายในกับแม่ทีมระดับใหญ่ และมีปัญหาภายในยิบย่อย ทำให้ ชนิดา เริ่มหาทางออกเพื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ ที่มี 2 ตัวเลือกอย่างโมนาวี ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการสักที และอัพไรซ์ธุรกิจเทรดออนไลน์ ของอดีตผู้บริหารเก่าอาเจลที่ยังมีคดีความติดตัว อย่าง เกลน เจนเซ่น

ผู้นำบีฮิบรายหนึ่ง วิเคราะห์ให้ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ฟังว่า ค่ายโมนาวีไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า ชนิดา จะย้ายไป บางกระแสข่าวลือว่ากันว่าสมาชิกและผู้นำโมนาวีไม่ต้อนรับ ชนิดา หากจะมาสานต่อธุรกิจร่วมกันนอกจากนี้ผู้นำรายหนึ่งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะเป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกระแสข่าวลือที่ว่าจะจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

จากประเด็นดังกล่าว “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ได้ติดต่อไปยัง ดนัย วงศ์ประเสริฐ ผู้นำ บริษัท บีฮิบ(ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้รับการยืนยันว่า กระแสข่าวที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายโมนาวีนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ดูความน่าจะเป็น ชนิดา น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อชนิดา  น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อ ชนิดา เปลี่ยนขั้วจริงๆคาดว่าจะมีกลุ่มผู้นำย้ายตามไปอยู่ค่ายเดียวกันกับ ชนิดา อย่างแน่นอน

“ถามว่าผมจะย้ายตามไปหรือเปล่า เรื่องนี้ผมคง ไม่ย้าย เพราะมองว่าการเทรดขายผ่านออนไลน์เมืองนอกเป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนเมืองไทย คนไทยยังไม่ได้ยอมรับกันในวงกว้าง อีกทั้งกฏหมายก็ไม่มี ไม่เหมาะที่จะทำเอ็มแอลเอ็ม(MLM) ดังนั้น สิ่งที่ผมมองหากมีการเปลี่ยนค่ายคงจะมีหลายปัจจัย ตั้งแต่สินค้า บริษัท และแผนการตลาดที่เป็นตัวหลัก ฉะนั้น เรื่องนี้คงต้องดูระยะยาว หากชนิดาไปจริงเขาก็คงต้องเอาคนของเขาไปด้วย เรื่องนี้คงต้องประเมินสถานการณ์กันทุกวัน ถ้าถามว่าจะไปอยู่ค่ายไหนตอนนี้ยังไม่คิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ไปอันนี้ต้องดูองค์กรเป็นหลัก” ดนัย กล่าว

ขณะที่ ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ว่า กระแสข่าวลือเกี่ยวกับสินค้า และ การย้ายไปอยู่ค่ายใหม่นั้นไม่เป็นความจริง ณ ตอนนี้ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายไปค่ายใหม่ ส่วนข่าวลือที่ออกมาว่า ชนิดา กับ ตน จะย้ายไปยังค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริหารของพัมไรซ์ กับ ขนิดา นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับอัพไรซ์ และโมนาวี และ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อเราเข้ามา แต่ที่ผ่านมามี 2-3 บริษัทจากต่างประเทศมาทาบทามผม เพื่อให้เข้าไปบริหารงาน ต้องบอกว่าตอนนี้ผมอยากบริหารบีฮิบให้ดี และผมก็ไม่คิดที่จะย้ายไปไหน ผมอยู่ที่นี่ ผมสบายใจ และ ถ้าถามว่า ในอนาคตหาก ชนิดา ออกจากบีฮิบไปจริงๆ ผมจะตมไปด้วยหรือไม่ บอกได้เลยว่าผมกับเขานับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่จะตามไปด้วยมั้ย ผมบอกได้ว่าตอนนี้ยังต้องบริหารงานและดูแลคนอีกมาก จึงไม่คิดที่จะย้ายไปไหน คิดอยู่สิ่งหนึ่งคือ ต้องการบริหารงานให้ดี เพื่อให้สิ้นปีนี้ปิดยอดให้ได้ 700 ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ “ ชัยวัฒน์ กล่าว


ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี : นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

แซด “ชนิดา” เล็งซุกรัง อัพไรซ์ “ชัยวัฒน์” ปัดแค่ข่าวโคมลอย


ลือกันให้สนั่นวงการายตรง หลังค่ายบีฮิบตกเป็นเป้านิ่ง ถูกลือกันกระฉ่อนว่าสินค้ามีการปรับสูตรเพื่อให้ผ่าน อย. แถมลือกันหนาหูว่า หัวเรือใหญ่อย่าง ชนิดา และจีเอ็มอย่าง ชัยวัฒน์ เตรียมยกพลทั้งยวงย้ายไปค่ายใหม่ ไม่ โมนาวี ก็อัพไรซ์ หลัง ชนิดา ไม่มีบทบาทในบีฮิบมานาน ด้านดนัย คาดความเป็นไปได้ อัพไรซ์ อาจมีเปอร์เซ็นต์สูงสุด ที่จะเข้าไปอยู่ ขณะที่จีเอ็มบีฮิบอย่าง ชัยวัฒน์ โต้ไม่เป็นเรื่องจริง ยังตอนนี้ยังไม่คิดไปไหน อยากบริหารให้ดีที่สุด เพราะสิ้นปีนี้คาดหวังยอดขาย 700 ล้านบาท

ช่วงนีมีกระแสข่าวดังกระฉ่อนไปทั่ววงการขายตรงว่าค่ายบีฮิบกำลังระส่ำตกอยู่ในช่วงขาลง ทั้งปัญหาเรื่องสินค้าตัวเอก อย่าง มาร์กี้ เบอร์รี่ ที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เมื่อหลายเดือนก่อน กลับเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อสินค้าดังกล่าวผ่าน อย. แล้วก็จริง แต่ภายในมีการปรับเปลี่ยนแผ่นพับเกี่ยวกับสูตรสินค้า มาร์กี้ เบอรร์รี่ ใหม่ ให้ผ่าน อย.จนท้ายี่สุด อย. ก็อนุมัติในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นในน่าติดตามเกี่ยวกับข่าวคราวเคลื่อนไหวของ ขนิดา บูรณะบุตร แม่ทัพใหญ่ของบีฮิบที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ออกจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบีฮิบเป็นอย่างมาก แต่ระยะหลังกลับไม่เห็นบทบาทสำคัญของ ชนิดา เท่าใดนักซึ่งข่าววงในบ้างก็ว่า ชนิดา มีปัญหาภายในกับแม่ทีมระดับใหญ่ และมีปัญหาภายในยิบย่อย ทำให้ ชนิดา เริ่มหาทางออกเพื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ ที่มี 2 ตัวเลือกอย่างโมนาวี ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการสักที และอัพไรซ์ธุรกิจเทรดออนไลน์ ของอดีตผู้บริหารเก่าอาเจลที่ยังมีคดีความติดตัว อย่าง เกลน เจนเซ่น

ผู้นำบีฮิบรายหนึ่ง วิเคราะห์ให้ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ฟังว่า ค่ายโมนาวีไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า ชนิดา จะย้ายไป บางกระแสข่าวลือว่ากันว่าสมาชิกและผู้นำโมนาวีไม่ต้อนรับ ชนิดา หากจะมาสานต่อธุรกิจร่วมกันนอกจากนี้ผู้นำรายหนึ่งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะเป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกระแสข่าวลือที่ว่าจะจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

จากประเด็นดังกล่าว “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ได้ติดต่อไปยัง ดนัย วงศ์ประเสริฐ ผู้นำ บริษัท บีฮิบ(ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้รับการยืนยันว่า กระแสข่าวที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายโมนาวีนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ดูความน่าจะเป็น ชนิดา น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อชนิดา  น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อ ชนิดา เปลี่ยนขั้วจริงๆคาดว่าจะมีกลุ่มผู้นำย้ายตามไปอยู่ค่ายเดียวกันกับ ชนิดา อย่างแน่นอน

“ถามว่าผมจะย้ายตามไปหรือเปล่า เรื่องนี้ผมคง ไม่ย้าย เพราะมองว่าการเทรดขายผ่านออนไลน์เมืองนอกเป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนเมืองไทย คนไทยยังไม่ได้ยอมรับกันในวงกว้าง อีกทั้งกฏหมายก็ไม่มี ไม่เหมาะที่จะทำเอ็มแอลเอ็ม(MLM) ดังนั้น สิ่งที่ผมมองหากมีการเปลี่ยนค่ายคงจะมีหลายปัจจัย ตั้งแต่สินค้า บริษัท และแผนการตลาดที่เป็นตัวหลัก ฉะนั้น เรื่องนี้คงต้องดูระยะยาว หากชนิดาไปจริงเขาก็คงต้องเอาคนของเขาไปด้วย เรื่องนี้คงต้องประเมินสถานการณ์กันทุกวัน ถ้าถามว่าจะไปอยู่ค่ายไหนตอนนี้ยังไม่คิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ไปอันนี้ต้องดูองค์กรเป็นหลัก” ดนัย กล่าว

ขณะที่ ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ว่า กระแสข่าวลือเกี่ยวกับสินค้า และ การย้ายไปอยู่ค่ายใหม่นั้นไม่เป็นความจริง ณ ตอนนี้ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายไปค่ายใหม่ ส่วนข่าวลือที่ออกมาว่า ชนิดา กับ ตน จะย้ายไปยังค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริหารของพัมไรซ์ กับ ขนิดา นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับอัพไรซ์ และโมนาวี และ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อเราเข้ามา แต่ที่ผ่านมามี 2-3 บริษัทจากต่างประเทศมาทาบทามผม เพื่อให้เข้าไปบริหารงาน ต้องบอกว่าตอนนี้ผมอยากบริหารบีฮิบให้ดี และผมก็ไม่คิดที่จะย้ายไปไหน ผมอยู่ที่นี่ ผมสบายใจ และ ถ้าถามว่า ในอนาคตหาก ชนิดา ออกจากบีฮิบไปจริงๆ ผมจะตมไปด้วยหรือไม่ บอกได้เลยว่าผมกับเขานับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่จะตามไปด้วยมั้ย ผมบอกได้ว่าตอนนี้ยังต้องบริหารงานและดูแลคนอีกมาก จึงไม่คิดที่จะย้ายไปไหน คิดอยู่สิ่งหนึ่งคือ ต้องการบริหารงานให้ดี เพื่อให้สิ้นปีนี้ปิดยอดให้ได้ 700 ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ “ ชัยวัฒน์ กล่าว


ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี : นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

MLM ไทยพีค! ขายตรงข้ามชาติแห่จองพื้นที่รับอาเซียน



จากที่จะมีการเปิดการค้าเสรี-อาเซียนขึ้นในปี 2558 ไม่ใช่เพียงแต่บริษัทขายตรงในประเทศไทยเท่านั้นที่เริ่มขยายตัวออกสู่ตลาดเพื่อนบ้าน แต่บรรดาบริษัทขายตรงจากฝั่งทวีปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอเมริกา หรือยุโรป ก็เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ของประเทศต่างๆ ในอาเซียนเพื่อเป็นฐานในการขยายแบรนด์สู่โลกตะวันออก

ซึ่งเมื่อดูจากสถิติ และการเก็บข้อมูลในส่วน ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจขายตรงในบ้านเราเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งตัวเลขของผู้ที่เป็นสมาชิกทั้งในส่วนของผู้บริโภค และนักธุรกิจในปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 16 ล้านคน มีบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องแล้วกว่า 700 บริษัท มูลค่าการตลาดไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จากส่วนนี้กลายเป็นสิ่งที่เย้ายวนขายตรงข้ามชาติ ให้มาวางฐานบริษัทที่เมืองไทยในการขยายสู่อาเซียนเพื่อรองรับ AEC ในอนาคตอันใกล้

โดยนายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิป (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงแรกของการเปิดตัวบริษัทจะเน้นไปที่กรุงเทพฯ เป็นตลาดหลักในการทำยอดขาย ซึ่งเป็นเรื่อง ธรรมดาที่หลายบริษัทได้ทำ เพราะกรุงเทพฯจัดเป็นสมรภูมิที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของวงการขายตรงส่วนในอนาคตบริษัทก็ต้องการที่จะขยายออกไปตามต่าง จังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ๆ โดยในต่างประเทศ บริษัทสาขาของไทยก็เริ่มมองข้ามไปที่ลาว และเวียดนาม ซึ่งมีการหมายตากันไว้

ทั้งนี้ บีฮิปยังมีการวางกลยุทธ์ที่เป็น เรื่องแปลกใหม่อีกอย่าง นั่นคือ บริษัทต้องการที่จะให้สมาชิกใช้ “แท็บเล็ต” ในการทำงาน ซึ่งบริษัทจะทำการสั่งเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามา แล้วลงโปรแกรมที่เป็นของบริษัท สมาชิกสามารถซื้อได้ด้วยการ ผ่อนในราคา 590 บาท ต่อเดือน รวมทั้งหมด 18 เดือน

นอกจากเรื่องของแท็บเล็ตแล้ว บีฮิป ยังต้องการใช้เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่บริษัทได้วางกลยุทธ์ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่คงต้องใช้เวลา แต่ในส่วนของมือถือ ก็จะให้สมาชิกซื้อเอง แต่บริษัทจะให้บริการในการลงโปรแกรมการทำงานให้

ด้าน มร.แรนดี้ ลาร์เซ่น ประธานผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โมนาวี จำกัด เปิดเผยว่า หลังบริษัทได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในเดือนมีนาคม2554ที่ผ่านมาล่าสุดได้เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28พฤษภาคม2554

บริษัทเตรียมแผนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบอาเซียนโดยที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตลาดขายตรงโมนาวีในมาเลเซีย และสิงคโปร์ไปแล้ว และล่าสุดไทยเป็นประเทศที่3ในแถบอาเซียน

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศอื่นๆ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, กัมพูชา และลาว ดังนั้นบริษัทเชื่อมั่นว่าอีกประมาณ 2 ปี จากนี้ไปยอดขายโมนาวีไทยจะขึ้นมาเป็น อันดับ 2 ของโมนาวีทั่วโลกที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 19 ประเทศโดยประเทศที่มี ยอดขายสูงสุด3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่นและมาเลเซีย

โดย มร.อึ้ง เคง เฮียน รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ยูซาน่า เฮลท์ ไซเอนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ยูซาน่า เป็นบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพชื่อดังจากอเมริกา โดยได้ทำธุรกิจมาเป็นเวลา 20 ปี จนได้รับความไว้วางใจจากสถาบันต่างๆในความมีประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยูซาน่า ยังเป็นธุรกิจเครือข่าย ที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี ในฐานะเป็นบริษัทที่ได้รับการโหวตให้เป็นธุรกิจอันดับ 1 ของโลก ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อนอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่บริษัทแม่ ตัดสินใจเลือกที่จะเปิดสาขาประเทศไทยนั้น นายอึ้ง เคง เฮียน เปิดเผยว่า เพราะบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพของนักธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย ที่อยู่ในอันดับต้นของเอเชีย “การที่ยูซาน่าจะตัดสินใจเปิดสาขาที่ประเทศ ใดประเทศหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเป็นบริษัทระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ดำเนินธุรกิจมากว่า 19 ปี ปัจจุบันเปิดสาขาใน 18 ประเทศ นั่นหมายถึงว่าบริษัทต้องมั่นใจจริงๆ ว่าที่แห่งนั้นจะสร้าง การเติบโตได้อย่างแน่นอน

นักวิชาการห่วง ต่างชาติปั่นเกม

ทั้งนี้ อาจารย์ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด คณะ บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า การเปิดตลาดอาเซียนดังกล่าว จะทำให้มีการลงทุนของ บริษัทไทยออกไปต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เอื้อให้การกระจายตัวของบริษัทขายตรงบ้านเรามีมากขึ้น มีตลาดในการดันรายรับ เพิ่มมากขึ้น ตัวเลือกในการสร้างตลาดขยายตัว แต่ในทางกลับกันการลงทุนจาก ต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์ขายตรงที่อยู่ในอาเซียน ก็จะเข้ามาสู่ในประเทศเพิ่มขึ้น ตามไป

“การที่บริษัทขายตรงต่างชาติจะเริ่ม เข้ามาขยายตัวในประเทศไทย หลังการเปิดการค้าเสรี สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรที่จะทำให้บรรดาผู้ค้าต่างชาติมีส่วนในการร่วมแบ่งเค้กการตลาดรวมของธุรกิจขายตรงเพิ่มขึ้น แต่ด้วยความเชื่อส่วนตัว มองว่าบริษัทขายตรงไทยมีความเข้มแข็งในเรื่อง ของฐานลูกค้า และภาพลักษณ์ที่ดีพอที่จะ รักษาพื้นที่ของตนเอง”

อย่างไรก็ดี ถึงแม้การเปิดการค้าเสรี อาเซียนจะมีเรื่องที่ดีเข้ามา แต่อีกด้านที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของธุรกิจขายตรงบ้านเราในมุมมองของ “อ.ประสิทธิ์” คือ เรื่องของกฎหมายขายตรง ที่ถือว่าเป็นตัวแปร ที่อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เมื่อบรรดาบริษัทขายตรงต่างชาติเข้ามาในไทยมากยิ่งขึ้น

“จุดอ่อนของธุรกิจขายตรงไทยที่อาจเกิดขึ้น คือ เรื่องของการเข้ามาปั่นเกมของธุรกิจต่างชาติ อีกทั้งยังรวมไปถึงเรื่องของการซื้อตัวนักขาย โดยเฉพาะ นักขายค่ายเล็ก ซึ่งเมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามา การหลั่งไหลของทุนต่างชาติย่อมมีมากขึ้น การดึงตัวนักขายย่อมเกิดขึ้น ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งสมาคมขายตรงที่อยู่ในประเทศทั้ง 3 สมาคม ก็ดูแลกันในกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาของธุรกิจขายตรง ไทยในปี 2558”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1286 ประจำวันที่ 24-3-2012 ถึง 27-3-2012