ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นพปฎล เมฆเมฆา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นพปฎล เมฆเมฆา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"นายกฯ" ปูตรวจเข้ม ตั้งเลขาฯสคบ. หึ่งเอกชนหนุนตัวเต็ง ซื้อตำแหน่ง30ล้าน


ตั้ง เลขาฯสคบ. ชะงัก ลือสนั่นเอกชนทุ่มงบหนุนตัวเต็งหลายสิบล้านบาท ผ่านทาง เจ๊ ที่มีสีตรงข้ามกับเหลือง พร้อมสั่งคนในสังกัดเคลียร์พื้นที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผวา หวั่นเอาคนมีตำหนิสอดไส้ยัดครม.ใส่วาระจรอนุมัติ สั่งเบรกกลางครันโยนทีมงานตรวจสอบประวัติเข้ม จับตา จิรชัย มูลทองโร่ย และ นพปฎล เมฆเมฆา สองรองเลขาฯสคบ.ใครจะเข้าวินขั้วตำแหน่ง เลขาฯสคบ. ยุคอื้อฉาว คนแรกถูกเอกชนร้องว่า เรี่ยไรผิดระเบียบสำนักนายกฯ คนหลังถูกแอบอ้างใช้ชื่อไถเงินค่ายขายตรง แฉ จิรชัย โชว์วิสัยทัศน์วันสอบสัมภาษณ์ บอกกรรมการพูดปัญหาสคบ.3 ชั่วโมงก็ไม่พอ กรรมการท่านหนึ่งเหน็บเจ็บให้เวลา 15 นาทีแล้วแต่คุณจะสรุป ล่าสุด ปปช.ตรวจเอกสารร้อง

จิรชัย มีมูล เตรียมตั้งอนุกรรมการสอบเพิ่มสัปดาห์หน้า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การวิ่งเต้นตำแหน่งในแวดวงราชการไทยก็ยังมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในยุคของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกสังคม และฝ่ายตรงข้ามตรวจเข้มทุกรูขุมขน ก็ยังมีข่าวในทำนองนี้ปะทุขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

คณะทำงานซึ่งเป็นทีมเลขาฯนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเปิดเผย ตลาดวิเคราะห์ ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทางสำนักปลัดสำนักนายกฯได้ส่งเรื่องการแต่งตำแหน่งเลขาฯสคบ. เข้าครม. ในวาระจรแต่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สั่งเบรกไว้ก่อน พร้อมสั่งให้ทีมงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาฯสคบ.ให้ละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากท่านนายกฯได้ทราบข่าวมาว่า ขณะนี้มีระดับรองเลขาฯสคบ.ท่านหนึ่งกำลังเป็นข่าวอื้อฉาว ซึ่งถูกสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ขืนแต่งตั้งโดยที่ไม่มีการตรวจสอบให้ละเอียด อาจเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านนำมาโจมตีได้ เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับการซื้อตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากที่ปรึกษานายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ท่านหนึ่งแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีรองเลขาฯสคบ.ท่านหนึ่งคอยวิ่งเต้นตำแหน่งดังกล่าว โดยผ่านทางเจ๊ผู้มีอิทธิพลคุมสส.ทางภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์ถึงนายวรวัจน์ให้พิจารณาคนของตนเองในตำแหน่งดังกล่าวด้วย เรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะบุคคลดังกล่าวถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกด้วย สื่อหลายฉบับยังรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า มีภาคเอกชนได้ทุ่มเงิน 20-30 ล้านบาท เพื่อผลักดันซื้อตำแหน่งดังกล่าวให้บุคคลผู้นี้ด้วย เรื่องนี้ท่านวรวัจน์ก็ไม่ค่อยสบายใจ

ผู้สื่อข่าวยังได้รับราย งานจากคณะกรรมการคัดเลือกท่านหนึ่งของสำนักปลัดสำนักนายกฯ ที่สอบสัมภาษณ์ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาฯสคบ.คนใหม่ว่า เมื่อวันอังคารก่อนทางคณะกรรมการได้เชิญรองเลขาฯสคบ.ทั้ง 2 ท่าน คือ นายนพปฎล เมฆเมฆา และ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เพื่อมาสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ ให้เวลาคนละ 15 นาที ในการพูดถึงปัญหาสคบ. และวิธีทำงานต่อไปในอนาคต โดยให้แต่ละคนพูดแค่ 15 นาที นายจิรชัยแจ้งกับคณะกรรมการว่า ถ้าพูดถึงปัญหาสคบ. 3 ชั่วโมงก็ไม่พอ ประธานกรรมการตัดบทว่า คุณจะสรุปหรือสาธยายอย่างไรก็ได้เราให้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนายกรัฐมนตรี ในฐานะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ว่า เป็นการปล่อยข่าวของคู่แข่งขันกันเอง เป็นการเล่นเกมผ่านสื่อ วิธีการแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะต้องไปพิสูจน์กันที่ผลงานมากกว่า ขอยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่เอาชื่อเสียงมาเสี่ยงกับเรื่องนี้แน่ โดยในส่วนของขั้นตอนการพิจารณาสรรหาเป็นหน้าที่ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการสัมภาษณ์ ผู้สมัครแล้วทั้งหมด

ส่วนที่มีชื่อนายจิรชัย มูลทองโร่ย และนายนพปฎล เมฆเมฆา ที่เป็นแคนดิเดต รมต.สำนักนายกฯ นั้น นายวรวัจน์กล่าวว่า สำหรับตนแล้วก็เปิดโอกาสให้คนทั้งคู่ ซึ่งตนไม่ได้รู้จักใครมาก่อน และขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่เคยรับของกำนัลหรือรับเงินจากการวิ่งเต้น 20-30 ล้านบาทอย่างที่เป็นข่าว ไม่มีเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น นายวรวัจน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้ดำเนินการสรรหาเลขาธิการ สคบ. เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้มีการเสนอชื่อ รองเลขาฯสคบ.ท่านหนึ่ง เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ก็ได้ถอนวาระการพิจารณาออกไปก่อน โดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับรายงานว่า การแต่งตั้งครั้งนี้มีเรื่องไม่ชอบพากลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะเรื่องการรับผลประโยชน์ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ทีมเลขาฯตรวจสอบรายละเอียดในเรื่องนี้ว่ามีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ต้องการให้เป็นจุดอ่อน และเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีในสภาฯ

สำหรับความไม่ชอบมาพากลในการสรรหาบุคคลขึ้นมารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ.คนใหม่นั้น มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า มีความพยายามจากกลุ่มธุรกิจ ที่ต้องการจะส่งคนของตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยยอมทุ่มเงินเพื่อแลกกับตำแหน่งเป็นจำนวนสูงถึง 20-30 ล้านบาท มอบให้กับผู้ที่สามารถจัดการจัดตัวบุคคลมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ เนื่องจากหากมีคนของตัวเองนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับรายงานจากกรรมการปปช.ท่านหนึ่งว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเรี่ยไรเงินของนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาฯสคบ. ว่าอาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ทางเจ้าหน้าที่ปปช.ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เอกสาร และข้อร้องเรียนมีมูล ในสัปดาห์หน้าจะได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเข้ามาตรวจสอบรายละเอียดอีกทีหนึ่งว่าเข้าข่ายความผิดอย่างไรบ้าง

อนึ่งในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางสคบ.ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ปปช. ให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาฯสคบ. โดยการเรี่ยไรเงินอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับสำเนาหนังสือจากสมาคมพัฒนาการขาตรางไทย ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ร้องเรียนเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คือ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบขอรับเงินบริจาคจากสมาคมฯ จำนวน 100,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานวันคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา

สำนักงานคณะกรรมการ ครองผู้บริโภค ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพบว่า มีการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาห กิจ และภาคเอกชน โดยปรากฏ ในการเบิกจ่ายสนับสนุนงบประมาณการจัดงาน วันคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2555 มีรายการสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 11 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 850,000 บาท ซึ่งการขอรับบริจาค การนำเงินเข้าบัญชี และการเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีร้องเรียนดังกล่าวเป็นการร้องเรียนข้าราชการผู้บริหารระดับต้นของสำนักงานฯ ฉะนั้น ทางสำนักงานฯ จึงขอนำส่งสำเนา และหนังสือร้องเรียนดังกล่าว มายังสำนักงาน ปปช.เพื่อโปรดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ผู้สื่อข่าวยังได้รับเอกสาร จากสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นคำชี้แจงของนายนพปฎล เมฆเมฆา รักษาการเลขาฯสคบ. ถึงปลัดสำนักนายฯ มีข้อความส่วนหนึ่งระบุชัดว่า 2.2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไม่มีภารกิจ หรืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะรับบริจาคหรือเรี่ยไรเงินจากบุคคลอื่น ดังนั้น หากมีผู้บริจาคให้ สคบ. สคบ.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ทางราชการ จะต้องเป็นไปตามข้อ 19 กล่าวคือ 1. เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และมีมติคณะรัฐมนตรีให้เรี่ยไรได้ 2. เป็นการเรี่ยไรที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย หรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากสาธารณภัย หรือเหตุการณ์ใดที่สำคัญ 3. เป็นการเรี่ยไรเพื่อร่วมทำบุญเนื่องในโอกาสทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน เป็นต้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว สคบ. ยกระดับธุรกิจขายตรง ผุดตราสัญลักษณ์อุ้มผู้บริโภค


สคบ. จับมือ ทิพยประกันภัย นำร่องมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภค 4 ธุรกิจ ประเดิมธุรกิจ MLM หวังยกระดับธุรกิจสร้างความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภค เตรียมพร้อมสู่เวทีการแข่งขันในระดับอาเซียน ล่าสุดร่างแก้ไข ข้อกฎหมายการต่อใบอนุญาต บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจต้องต่ออายุปีต่อปี

นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับทิพยประกันภัยในการมอบตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้กับธุรกิจนำร่อง 4 ธุรกิจ ประกอบด้วยธุรกิจบริการ อู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง โดยจะ เริ่มใช้กับธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจแรก เนื่องจากต้องการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าของ MLM โดยนำระบบประกันภัยมาสนับสนุนการเยียวยา ให้แก่ผู้บริโภค ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียจากสินค้า และบริการ โดยไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการพิจารณารวม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สคบ. และผู้บริโภคจะต้องเป็นคนร้องเรียนเอง แต่ต่อไป บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการมอบตราสัญลักษณ์ดังกล่าวบริษัทที่จะยื่นเรื่องขอรับตรา- สัญลักษณ์จะต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่ สคบ. กำหนดไว้ โดย สคบ. และ ทิพยประกันภัย ได้จัดคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอยื่น หากผ่านเป็นที่เรียบร้อยผู้ขอรับตราสัญลักษณ์จะได้รับมอบตราสัญลักษณ์ภายใน 15 วัน ซึ่ง สคบ. มีความมั่นใจว่าภายในปลายเดือนนี้จะมีบริษัท MLM ให้ความ สนใจและขอยื่นรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวแน่นอน โดยตราสัญลักษณ์นี้ยังอยู่ในแนวนโยบายว่าจะติดที่ตัวสินค้า หรือสถานที่ประกอบธุรกิจ หรือติดทั้ง 2 แห่ง ซึ่งต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง และจะต้องมีการต่ออายุตราสัญลักษณ์ทุก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตราสัญลักษณ์นี้ จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการ คุ้มครองผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีและแสดงถึงความรับผิดชอบของบริษัท MLM แต่ การขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะเป็นภาคสมัครใจ ไม่ได้เป็นภาคบังคับ โดยจะมี เงื่อนไขหลัก 23 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อกำหนดที่ระบุไว้ในการยื่นขอใบอนุญาต ดาํ เนินธุรกจิ อยแู่ ลว้ ยกเวน้ ประเดน็ ใหมใ่ นเรือ่ งของการประกนั ความเสียหายทีเ่ กิด จากการใช้สินค้า และมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภค ส่วน เหตุผลที่ สคบ. เลือกที่จะร่วมมือกับทิพยประกันภัยนั้น เนื่องจากว่าเป็นบริษัท ประกันที่รัฐถือหุ้นอยู่ และหากในอนาคตมีบริษัทประกันภัยอื่นๆ ต้องการที่จะเข้า มาร่วมในโครงการนี้ สคบ. ก็เปิดกว้างในการให้บริษัทประกันภัยอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

พร้อมกันนี้ สคบ. คาดหวังว่าการมอบตราสัญลักษณ์นี้ให้แก่ผู้ประกอบ การนั้น จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะผลักดันให้ธุรกิจ MLM ของไทยเข้าไปสู่การ แข่งขันระดับอาเซียน ซึ่ง สคบ. ได้วางแผนไว้ในอนาคตจะเข้าไปทำการเจรจาแลก เปลี่ยนข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองที่ทำในนามของรัฐต่อรัฐ จากปัจจุบันการเข้าไป ทำธุรกิจ MLM ในต่างประเทศนั้น เข้าไปในนามของบริษัทเอกชน อีกทั้งยังเป็นการ ป้องกันการถูกหลอกในการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้บริษัทที่จะเข้าไป ทำธุรกิจในต่างประเทศได้ต้องได้รับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคเสียก่อน

นพปฎล กล่าวต่อไปว่า นอกจากตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นเครื่องหมาย ที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยในการคัดกรองผู้ที่แอบ- แฝงเข้ามาในธุรกิจนี้และคาดว่าจะช่วยเปลี่ยนธุรกิจจากสีเทาให้เป็นสีขาว เมื่อ เข้าไปในตลาดรับอาเซียนด้วย

นอกจากนี้ สคบ. ยังได้เตรียมในเรื่องกฎหมายในการต่อใบอนุญาต การประกอบธุรกิจขายตรง ซึ่งต่อไปนี้จะกำหนดให้บริษัทที่เปิดใหม่ต้อง ต่อใบอนุญาตเป็นปีต่อปี หากครบกำหนดแล้ว บริษัทเหล่านั้นยังไม่ต่อก็จะ ทำการเพิกถอนสิทธิ์ และหากเมื่อ สคบ. ได้พิจารณาแล้วว่า บริษัทเริ่มที่จะมี ความมั่นคงอาจจะเพิ่มระยะเวลาในการต่ออายุ หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่และมี ความมั่นคงทางธุรกิจสูงอาจจะให้ทำครั้งเดียวตลอดชีพ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ของการปรับปรุงร่างกฎหมายเดิมที่เคยทำไว้แล้ว นพปฎล กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"นพปฎล-จิรชัย" 2 ตัวเต็งนายหัวสคบ.ปิดทางม้ามืด ผู้ตรวจการฯ "ชาตรี"


วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ย้ำชัดอยากได้คนในสคบ. นั่งเป็นเลขาธิการหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หวังให้งานไหลลื่นไม่สะดุด สอดคล้อง นิโรธ เจริญประกอบ อดีตนายหัวสคบ. คนก่อน เห็นควรเป็นคนใน ด้านตัวเต็งอย่าง นพปฎล เมฆเมฆา บอกไม่ซีเรียส พร้อมทำงานเต็มที่ ส่วน จิรชัย มูลทองโร่ย ลูกหม้อสคบ. ตัวเต็งอีกรายยังเงียบ ส่วน ชาตรี โชไชย ผู้ตรวจการแผ่นดินกระทรวงยุติธรรม มีชื่อเป็นม้ามืดแต่โอกาสน้อยเต็มที!


จากการลาออกทิ้งเก้าอี้ก่อนวัยเกษียณ ของ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ทำให้เก้าอี้นายหัวของสคบ. ถูกทิ้งว่าง ทำให้เกิดกระแสการแต่งตั้งเลขาธิการคนใหม่ขึ้น ว่าคนที่จะเข้ามานั่งเป็นเลขาธิการสคบ. จะเป็นใคร และจะเป็นคน นอกหรือคนในซึ่งจากความน่าจะเป็นตัวเลขาธิการของสคบ.คนใหม่ อาจเป็นคนในซึ่งมี 2 คนที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นตัวเต็งในการครองมงกุฎ ระหว่าง นพปฎล เมฆเมฆา และ จิรชัย มูลทองโร่ย ซึ่งทั้ง 2 เป็นรองเลขาธิการของสคบ.ในยุคของอดีตเลขาธิการสคบ.อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ


อย่างไรก็ดี ก็มีข่าวคราวออกมาว่า คนที่จะได้นั่งเป็นเลขาธิการคนใหม่ของ สคบ. อาจเป็นคนนอก เหมือนสมัยที่ รัศมี วิศทเวทย์ ได้ข้ามหน่วยงานจากป.ป.ส.มานั่งเป็นแม่ทัพของหน่วยงานสคบ. เมื่อปี พ.ศ. 2547 ก่อนที่ปี 2551 นิโรธ เจริญประกอบ จะเข้ามารับไม้ต่อ ซึ่งเป็นคนในของสคบ. โดย คนนอกที่ถูกยกให้เป็นม้ามืดในการนั่งคุม สคบ.มีชื่อของ ชาตรี โชไชย ผู้ตรวจการแผ่นดินกระทรวงยุติธรรมเข้ามาติดโผ


จากรายชื่อตัวเต็งที่เคยมีแค่ 2 ทำให้ ว่าที่เลขาธิการของสคบ.เพิ่มขึ้นมาเป็น 3 โดยในเรื่องนี้ ทีมงาน สยามธุรกิจ จึงได้ทำการสอบถามไปยัง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับความคิดเห็นเรื่องการแต่งตั้งเลขาธิการสคบ.คนใหม่


โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เผยถึงการ คัดเลือกเลขาธิการสคบ. คนใหม่ ว่า การคัดเลือกเลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ถ้าถามตน ตนคิดว่าจะใช้คนที่มีประสบการณ์ดีกว่า เพราะตนมองว่าการทำงานใน สคบ.เป็นลักษณะของความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งทั้งสองท่าน (นพปฎล เมฆเมฆา และ จิรชัย มูลทองโร่ย) ต้องแสดงฝีมือให้เห็น ว่า ใครคือตัวจริง ใครทำงานได้จริง ตนไม่มีใคร อยู่ในใจอย่างแน่นอน ตนต้องการตัวจริงที่ใช่และทำงานได้จริง ฉะนั้นใครก็ได้ที่สามารถ มาทำงานตามแนวทาง และปฏิบัติได้จริง ตน มั่นใจว่าคนนั้นจะใช่ และสามารถเป็นเบอร์หนึ่งของสคบ.ได้ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่ตนจะเลือกคนที่อ่อนแอกว่า


จริงๆ แล้ว สคบ. ต้องปรับโครงสร้าง ใหม่ ตนเองก็จะลงไปดูระบบในหน่วยงาน ทั้งระบบงาน ระบบเอกสาร และในเรื่องของ การทำงาน ซึ่งต้องปรับรูปแบบให้เป็นในการ ทำงานเชิงรุก อีกทั้งอาจต้องเพิ่มบุคลากรเข้ามาในการทำงาน วรวัจน์ กล่าวถึงการทำงานของสคบ.ในอนาคต


จากความเห็นของท่านรัฐมนตรี วรวัจน์ ถึงความอยากได้เลขาธิการสคบ. คนใหม่เป็นคนในของสคบ. นั้น สอดคล้องกับความคิดเห็นของอดีตเลขาธิการสคบ. อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งก็ต้องการเห็นแม่ทัพของสคบ.คนใหม่ เป็นคนในเช่นกัน


โดยนายนิโรธ เจริญประกอบ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการคัดสรรเลขาธิการคนใหม่ว่า การแต่งตั้งเลขาธิการสคบ.คนใหม่ โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่าควรที่จะเป็นคนในของสคบ. เอง ที่สมควรนั่งเป็นเลขาธิการของสำนักงาน เนื่องจากงานของสคบ. เป็นงานที่ต้องมีความรู้ ประสบการณ์ในส่วนของการคุ้มครอง ผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพื่อความต่อเนื่องในการทำงาน


ซึ่งหากเป็นคนนอกที่เข้ามา ก็อาจต้องเรียนรู้งานของสคบ.ใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลา และงานที่มีอาจติดค้าง ไม่เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งรองเลขาธิการสคบ.คนปัจจุบันอย่าง นพปฎล เมฆเมฆา และ จิรชัย มูลทองโร่ย นับเป็น 2 คนที่มีความเหมาะสมที่จะขึ้นมารับตำแหน่งดังกล่าว


ทั้ง 2 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีจุดแข็ง ต่างกัน คือ นพปฎล จะเชี่ยวชาญในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ส่วน จิรชัย เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งทั้ง 2 คน ดูจะเหมาะสมที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ผู้คัดเลือก รวมถึงรัฐมนตรี วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในการจะแต่งตั้งผู้ใดเข้ามา อดีตเลขาธิการสคบ. กล่าว


นอกเหนือจากความคิดเห็นของการแต่งตั้งเลขาธิการสคบ.คนใหม่แล้ว นิโรธ ยังได้กล่าวถึงการทำงานของสคบ.ด้วยว่า จากเดิมที่ผ่านมา สคบ.มีจุดอ่อนในเรื่องของ บุคลากรที่น้อย ไม่เพียงพอกับงานที่ได้รับมอบหมาย อีกทั้งบุคลากรที่มีอยู่ก็ไม่สามารถ แสดงประสิทธิภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดในเรื่องของความ คิดสร้างสรรค์ และไม่มีการเสนอความคิดเห็น ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นปัญหาของหน่วยงานที่ต้องปรับในอนาคต


ด้านตัวเก็งอย่าง นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยในกรณีดังกล่าวว่า การแต่งตั้งเลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ทางหน่วยงานได้กำหนดให้ส่งใบสมัคร ได้ไม่เกินวันที่ 16 กรกฎาคม ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะเป็นคนของ สคบ. หรือคนนอกก็ได้ เพื่อเสนอชื่อให้รัฐมนตรี คัดสรรผู้จะมาดำรงตำแหน่ง


ตนไม่หนักใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ซึ่ง หากได้ก็นับเป็นเรื่องที่ดีๆ หากไม่ได้ก็ถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าได้ตนก็มีความพร้อม ซึ่งตนเองก็มีความตั้งใจที่อยากจะให้ธุรกิจขายตรงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และทำอย่างไรให้นักขายได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงิน เพราะบางครั้งเมื่อเขาจะไป กู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ เขาก็ไม่รู้ว่า จะไปใส่อาชีพอะไร เนื่องจากอาชีพขายตรง ยังไม่ได้รับการยอมรับ รายได้ไม่แน่นอนซึ่ง ตรงนี้ ถือเป็นปัญหาของคนในธุรกิจ


ทั้งนี้ จากที่กล่าวมา ไม่ว่าใครจะเป็น เลขาธิการสคบ.คนใหม่ก็ตาม สิ่งที่นายหัวคนใหม่ของสคบ.ต้องรีบปรับแก้คือเรื่องของการทำงาน โดยการเพิ่มบุคลากรของหน่วยงาน และการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อนของหน่วยรัฐหน่วยนี้ มาโดยตลอด ซึ่งต้องแก้ไขปรับปรุงโดยเร็ว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1318 ประจำวันที่ 18-7-2012 ถึง20-7-2012

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"รมต.วรวัจน์" สั่งสคบ. บีบคอ "บริษัท ขายตรง" ทำประกัน0.5% เอกชนโวยเพิ่มภาระเกินไป


ผู้ประกอบการขายตรงเครียดขึ้นสมองหลังถูก วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯมีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ บริษัทขายตรง ซื้อประกันสินค้ากับ ทิพยประกันภัย คิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีเพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวล่อ พญ.นลินีไพบูลย์ เจ้าแม่ขายตรงค่ายกิฟฟารีนลั่นกลางที่ประชุมบริษัทขายตรงทุกค่ายมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้วหากต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 20 กว่าล้านบาทถือเป็นการแบกภาระซ้ำซ้อนที่หนักอึ้ง ทิพยประกันภัย ลูบปากหวานหมูหากโครงการนี้สำเร็จเชื่อเม็ดเงินสะพัดเป็นพันๆล้านบาทด้าน วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอกย้ำหนักแน่นถือเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง


กลายเป็นข่าวประเด็นร้อน...ขึ้นมาทันที เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นัดประชุมผู้ประกอบการขายตรงแบบ ฉุกเฉิน ตามใบสั่งของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หลัง นิ โรธ เจริญประกอบ เลขาฯ สคบ.พ้นตำแหน่งไปเพียงสัปดาห์เดียว เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปี 2555 เพื่อมอบให้กับบริษัทขายตรงที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่ สคบ.กำหนดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ระบุว่าผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าวจะได้ตราสัญลักษณ์ที่ว่านั้น จะต้องทำประกันภัยกับบริษัท ทิพยประกันภัย โดยคิดเบี้ยประกันในอัตราร้อยละ 0.1 0.5 จากราคาสินค้า เพื่อเป็นการเยียวยาแก่ผู้บริโภค กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียหายจากสินค้าและบริการ


ในการสัมมนาดังกล่าว นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ. ซึ่งเป็นวิทยากร กล่าวว่า ในการกำหนดหลักเกณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกข้อ และในส่วนของการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยนั้น เบื้องต้นเห็นว่า น่าจะคิดในอัตราร้อยละ 0.1 0.5 จากราคาสินค้า


ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ไม่มีการชี้แจงรายละเอียด และเหตุผลในการคำนวณค่าเบี้ยประกันให้ชัดเจน แต่อย่างใด ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่คิดไปว่า อาจคำนวณมาจากยอดขายแต่ละปีของบริษัทขายตรงนั้น ๆ เรื่องนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การรับผิดชอบในส่วนของสินค้า หรือบริการ บริษัทขายตรงต่างก็ได้มีการรับประกันสินค้าไว้อยู่แล้ว เชื่อว่าทุกบริษัทก็มีได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้น หากต้องจ่ายเบี้ยประกันภัย ในส่วนนี้เพิ่มอีกนั้นเห็นว่า จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ บริษัท กิฟฟารีน เองหากจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามราคาสินค้า ก็คงต้องจ่ายปีละประมาณ 20 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ตามเห็นว่า มาตรการของ สคบ.ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หากเก็บเบี้ยประกันจากราคาสินค้า อยากขอแค่ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคอย่างเดียวได้หรือไม่ ! พญ.นลินีกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินออกห้องสัมมนาไป


หลังจากจบงานสัมมนา บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ต่างก็ยืนวิพากษ์วิจารณ์กันหลากหลาย บางรายตั้งข้อสังเกตว่า สคบ.ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา เนื่องจากการเก็บเบี้ยประกัน เพื่อเยียวยาผู้บริโภค น่าจะดูจากจำนวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้สินค้า และบริการของแต่ละบริษัทมาเป็นเกณฑ์คำนวณในการเก็บเบี้ยประกันมากกว่า


ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ความคิดนี้ไม่น่าจะเกิดจาก สคบ.เพียงอย่างเดียว ต้นตอน่าจะมาจากข้อเสนอของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มากกว่า ถึงกับดึงผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท ทิพยประกันภัยฯ มาเป็นตัวชูโรงออกนอกหน้าอย่างนี้ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ทางตรงก็ทางอ้อมหรือไม่อย่างไร จึงมาใช้มาตรการยี้เพื่อบีบให้บริษัทขายตรงต้องเป็นผู้แบกภาระในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายขายตรงก็ระบุไว้ชัดเจนว่า สมาชิกไม่พอใจสินค้าสามารถนำมาคืนบริษัทได้ภายใน 7 วัน ซึ่งแต่ละบริษัทก็ดำเนินการตามอยู่แล้ว หากภาครัฐจะบังคับยี้ให้ผู้ประกอบการทำประกันแบบมัดมือชก โดยเอาตราสัญลักษณ์มาเป็นข้ออ้างอย่างนี้ เชื่อว่าจะมีบริษัทเดือดร้อนจำนวนมาก และน่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนปีละไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท จากบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับ สคบ.กว่า 600 ราย


นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทขายตรงข้ามชาติรายหนึ่ง ก็ได้ตั้งคำถามผ่าน ตลาดวิเคราะห์ เช่นเดียวกันว่า บริษัทได้ทำประกันภัยไว้อยู่แล้วจำเป็นต้องทำประกันตามที่ สคบ.กำหนดเพิ่มอีกหรือไม่ แล้วจะมีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ด้วยหรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายก่อน


นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาฯ สคบ. ปัจจุบันเป็น รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. กล่าวว่า มาตรการที่ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ทำประกันภัยนั้นเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจขายตรง อีกทั้งจะช่วยลดขั้นตอนการฟ้องร้องของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์และรับการคุ้มครองดูแลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากมีการยื่นคำร้องมาทาง สคบ.จะพิจารณา ถ้าเห็นว่าสมควรชดเชย ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะจ่ายค่าเสียหาย หรือค่าชดเชยให้กับผู้บริโภคในทันที


หลังจากนี้ สคบ. จะเดินสายไปตามสมาคม หรือบริษัทที่เป็นแกนหลักของธุรกิจขายตรง เพื่อรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าเบี้ยประกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน นับจากนี้ไป ทาง สคบ.เองก็ต้องฟังเสียงผู้ประกอบการเช่นกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งผู้ประกอบการ และสมาชิก คือ ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเป็นธรรม รักษาการ เลขาฯ สคบ.กล่าว


นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด มหาชน กล่าวว่า ในการพิจารณาเบี้ยประกันภัยจะดูจากประวัติ ความเสี่ยงของบริษัท รายได้จากการขายสินค้า หรือองค์กร ซึ่งพื้นฐานในการพิจารณาเบี้ยประกันจะเท่ากัน แต่องค์ประกอบความเสี่ยงต่างกัน ดังนั้นบริษัทใดที่มีความเสี่ยงน้อย ก็จะเสี่ยงเบี้ยประกันน้อยลง หากบริษัทใดมีความเสี่ยงมากอัตราเบี้ยประกันก็จะสูง


สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคนั้น ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะไม่เข้าไปมีส่วนการตัดสินในเรื่องดังกล่าว โดยจะเป็นหน้าที่ของ สคบ. หากตัดสินว่าให้มีการชดเชย ทางทิพยประกันภัยก็จะจ่ายชดเชยให้กับผู้เสียหายทันที โดยจะถือการพิจารณาของ สคบ.เป็นคำชี้ขาด


จากการที่บริษัท ทิพยประกันภัย เป็นบริษัทเดียว ที่เข้ามารับประกันภัยแบบไร้คู่แข่ง หากมองแบบไม่คิดมาก เพราะว่าเป็นบริษัทประกันของรัฐ จึงไม่น่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนในการรับประกันในครั้งนี้ แต่เรื่องนี้อาจมองไปในทางผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้คนก็อาจจะมองไปในทางนั้นก็เป็นได้ เพราะ ที่ผ่านมาบริษัท ทิพยประกันภัย ต้องควักเงินออกมาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าทั้งรายเล็ก รายใหญ่ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงที่ประเทศไทยเกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก


และล่าสุดโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เกิดไฟไหม้ ซึ่งมูลค่าความเสียหายเป็นหลักพันล้านบาท และบริษัททิพยประกันภัย ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เข้ารับทำประกันไว้เช่นกัน ดังนั้น จึงอยู่ในช่วงสถานภาพทางการเงินของบริษัทที่ไม่สู้จะดีนัก และอาจจะเป็นจังหวะและเวลาพอดี การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สคบ. มีส่วนสำคัญในการผลักดันโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะช่วยพยุงฐานะทางการเงินของบริษัท ทิพยประกันภัย ได้ระดับหนึ่งก็อาจเป็นได้


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายฯ เปิดเผยภายหลังว่า ถือเป็นมาตรการที่ช่วยสร้างความมั่นคง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง ส่วนการให้บริษัท ทิพยประกันภัย เข้ามารับประกันในครั้งนี้ เป็นเพียงการนำร่องเท่านั้น ในอนาคตอาจจะมีบริษัทประกันรายอื่นเข้ามาร่วมรับทำประกันเพิ่มก็เป็นได้ ตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ หากเสร็จสิ้นก็จะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป


จากมาตรการดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้บริหารบริษัทขายตรงรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตผ่าน ตลาดวิเคราะห์ ว่า รายการนี้ หากโครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยิ่งจะเสริมบารมีให้กับนายวรวัจน์อีกทางหนึ่ง จริงอยู่แม้รัฐมนตรีท่านนี้จะมองว่า อุตสาหกรรมขายตรงไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศมีมูลค่าเพียงนิดเดียว แต่การทำงานที่ผ่านมาของ นายวรวัจน์ ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏผลงานด้านไหนเป็นที่ประจักษ์มากนัก อาจทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปรับออกจากตำแหน่ง หากมีการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ก็อาจเป็นได้


อย่าลืมว่า กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีภายในพรรคเพื่อไทยยังเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะอดีตรัฐมนตรีชุดที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองบ้านเลขที่ 111 พร้อมจะกลับเข้ามาทวงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยังรักษาท่าที ไม่ยืนยันว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีรอบใหม่เวลาไหน กระทรวงไหนบ้าง


ดังนั้น รัฐมนตรีชุดปัจจุบันจำเป็นต้องรักษาตำแหน่งให้ถึงที่สุด โดยพยายาม หางาน และมอบหมาย ใบสั่ง ให้กับหน่วยงานในสังกัดที่กำกับดูแลเร่งดำเนินการออกมาสู่สาธารณชนให้มากที่สุด นายวรวัจน์ ก็รู้ตัวเองไม่น้อยว่า ตนเองก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย เพราะเคยถูกย้ายออกจากกระทรวงใหญ่อย่างศึกษาธิการมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้ในใจลึกของ นายวรวัจน์ จะถูกดูแคลนธุรกิจขายตรงว่าไม่ค่อยใสสะอาด ถึงกับพูดกลางงานสัมมนาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับผลงานจากบริษัทขายตรงแต่อย่างใด


ต้องจับตาดูดีๆ... การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ออกมาแอ็คชั่นในเรื่องนี้เต็มอัตราศึก โดยใช้มาตรการเข้มเรียกเก็บเบี้ยประกันจากกลุ่มธุรกิจขายตรงนั้น เป็นความพยายามที่จะผลักดันผลงานชิ้นโบว์แดงให้ออกมาเป็นรูปธรรม แต่ถ้าจะคิดตามสไตล์ของฝ่ายค้าน ย่อมคิดไปในทางตรงกันข้าม นั่นหมายความว่า งานนี้อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่อย่างไร โดยใช้เอกชนเป็นเครื่องสังเวย ดีไม่ดี สส.ประชาธิปัตย์อาจหยิบยกเรื่องนี้ไป ถล่ม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯท่านนี้ ด้วยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนสิงหาคมนี้ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555