ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายกิจธวัช ฤทธีราวี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายกิจธวัช ฤทธีราวี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA เตรียมงานประเพณีตบท้ายปี จัดเกียรติยศนักขาย 90 รหัส 30 บ. ส่งประชัน







�Ҿ��� 4 (Mobile)

 


สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เตรียม งานใหญ่ วันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 ภายใต้ธีมงาน "Dynamics of life พลัง แห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ" ในวันที่ 10 พ.ย. 2556 ณ เมืองทองธานี เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจอิสระ สังกัดบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ พร้อมแสดงศักยภาพและความมั่นคงของธุรกิจขายตรงไทย โดยในปีนี้มีนักธุรกิจอิสระที่เข้ารับรางวัล "นักขายตรงดีเด่น" มีจำนวน 90 รหัส รวม 128 คน จาก 30 บริษัท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิก ในฐานะ "นักธุรกิจอิสระดีเด่น" ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค สมาคมจึงได้จัดงาน "วันเกียรติยศนักขายตรงไทย" ขึ้น เพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจอิสระ ผู้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระทั่วประเทศ 11 ล้านคน ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็น ที่รู้จักแก่สาธารณชน ส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทได้ดำเนินธุรกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค


"งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปีนี้ นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ และน่าจดจำ เพราะเป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปีของสมาคม ซึ่งเราได้ฉลองด้วยการเปิดตัวโลโก้ใหม่ของสมาคมและคู่มือขายตรง เล่ม 2 พร้อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา สมาคมอยู่เคียงข้างนักธุรกิจอิสระ ผู้บริโภคและบริษัทสมาชิกด้วยการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมภายใต้ปณิธานหลักที่ว่า "ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมไทย" นายกิจธวัช กล่าวเพิ่มเติม


ด้าน มร.เต้ เพีย เซง กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า ในปีนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ภายใต้ชื่องาน "Dynamics of Life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ ซึ่งกิจกรรมบนเวทีประกอบด้วย การมอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่น มอบโล่ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน นอกจากนั้นท่านจะได้เพลิดเพลินกับศิลปิน โจ-ก้อง ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมกับร่วมลุ้นรางวัลต่างๆ จากทางสมาคมการขายตรงไทย และจากผู้บริหารของบริษัทสมาชิก


มร.คริสโตเฟอร์ เฮยนสึ คิม กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทยูนิซิตี้ จะดูแลและรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างและกิจกรรมส่วนหน้าของงานประกอบด้วย บอร์ดนิทรรศการของสมาคม จุดแสดงผลิตภัณฑ์ หอเกียรติยศนักธุรกิจอิสระ หอเกียรติยศสื่อมวลชน จุดถ่ายภาพ ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและมีช่วงเวลาที่ดีๆ ในปีนี้ร่วมกัน พร้อมดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ และก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 ของสมาคมการขายตรงไทยไปพร้อมกันครับ


งานเกียรติยศนักขายตรงประจำปี 2556 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จึงขอเชิญชวนท่านคณะผู้บริหารบริษัทสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย นักธุรกิจอิสระที่ได้รับรางวัล ตลอดจนนักธุรกิจอิสระที่มาร่วมแสดงความยินดี สามารถเข้าร่วมงานตามวันและเวลาดังกล่าว เพื่อแสดงศักยภาพทางธุรกิจและพลังแห่งความสามัคคีของภาคธุรกิจขายตรงไทย ที่เป็นภาคส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนตลอดไป


ทั้งนี้ ปี 56 ถือเป็นปีที่ TDSA ได้จัดฉลอง 30 ปีของสมาคมฯ โดยใช้ชื่องาน ว่า "30 ปี สมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต" ซึ่งเป็นการจัดสัมมนา 1 วัน เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 การสัมมนาย่อย ได้แก่ "Entrepreneur...เจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่" ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้คร่ำหวอด ในวงการมาให้ความรู้แก่อาจารย์และนิสิตนักศึกษา พร้อมตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายจากบริษัทชั้นนำ "ธุรกิจเครือข่าย...โอกาสไร้พรม แดนสู่ AEC" เป็นการแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการใน 3 ประเทศจากสมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขาย ตรงเวียดนาม ร่วมด้วยเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย ทั้งยังมีการเสวนาเรื่อง "เปิดโอกาสธุรกิจเครือข่ายรับ AEC" โดยคุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ อุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์, คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ เลขาธิการ และ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ พร้อมพิธีเปิดตัวโลโก้ใหม่สมาคมการขายตรงไทยอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวหนังสือ "Entrepreneur...เจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่" ซึ่งเป็นคู่มือเพื่อการศึกษาธุรกิจเครือข่ายเล่ม 2 ที่สมาคมรวบรวมคลัง ความรู้จากผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ สมาคม และนำมาเผยแพร่เพื่อช่วยยกระดับ มาตรฐานของธุรกิจเครือข่ายให้มากยิ่งขึ้น


"คู่มือเพื่อการศึกษา "Entrepreneur... เจ้าของธุรกิจอิสระยุคใหม่" มุ่งให้ความรู้แก่นักธุรกิจอิสระ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลุ่ม นิสิตนักศึกษาที่มีแนวโน้มต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง เพื่อให้มีความเข้าใจในวิชาชีพอย่างถูกต้องและเพื่อใช้เป็นคู่มือเพื่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อันจะเป็นหนึ่งในวิชาการตลาดที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่และการเติบโตของตลาดโลกในอนาคต จัดทำในรูปแบบพ็อกเกตบุ๊ก ความหนาประมาณ 200 หน้า ประกอบด้วยเนื้อหาของ ธุรกิจเครือข่าย การเริ่มต้นและการสร้างธุรกิจ ตลอดจนการรักษาธุรกิจให้ยั่งยืน"


[gallery ids="21001,21002,21003,21004,21005,21006,21007,21008,21009,21010,21011"]

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : TDSA โหมโรงจัดงานวันนักขาย







Image (Mobile)

 


สมาคมการขายตรงไทย เตรียมจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 ภายใต้ธีมงาน "Dynamics of life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ นักขาย 128 ชีวิต จาก 30 บริษัทในสังกัดสมาคมตบเท้ารับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า สมาคมเตรียมการจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 โดยในปีนี้ใช้ธีมงานว่า "Dynamics of life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีกำหนดจัดงานในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย.56 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจอิสระ ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ พร้อมแสดงศักยภาพและความมั่นคงของธุรกิจขายตรงไทยอย่างเต็มภาคภูมิ โดยในปีนี้มีธุรกิจอิสระที่เข้ารับรางวัล "นักขายตรงดีเด่น" จำนวน 90 รหัส รวม 128 ท่าน จากบริษัทขายตรงชั้นนำในสังกัดของสมาคมกว่า 30 บริษัท


ทั้งนี้ วัตถุประสงค์การจัดงานดังกล่าว เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกในฐานะ "นักธุรกิจอิสระดีเด่น" ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคสมาคมจึงได้จัดงาน "วันเกียรติยศนักขายตรงไทย" ขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจอิสระผู้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระทั่วประเทศ 11 ล้านคน ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน ส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพอันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค


"งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปีนี้นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ เพราะเป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปีของสมาคม ซึ่งเราได้ฉลองด้วยการเปิดตัวโลโก้ใหม่ของสมาคมและคู่มือขายตรง เล่ม 2 พร้อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา สมาคมอยู่เคียงข้างนักธุรกิจอิสระ ผู้บริโภคและบริษัทสมาชิกด้วยการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมภายใต้ปณิธานหลักที่ว่า "ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้างสรรค์สังคมไทย" นายกิจธวัช กล่าวเพิ่มเติม


ด้าน มร.เต้ เพีย เซง กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า ในปีนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ยูนิซิตี้มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ภายใต้ชื่องาน "Dynamics of Life" พลังแห่งการขับเคลื่อนชีวิต พิชิตชัยชนะสู่ความสำเร็จซึ่งกิจกรรมบนเวทีประกอบด้วย การมอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่น มอบโล่ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน นอกจากนั้นท่านจะได้เพลิดเพลินกับศิลปินอย่าง โจก้อง ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมกับร่วมลุ้นรางวัลต่างๆ จากทางสมาคมการขายตรงไทยและจากผู้บริหารของบริษัทสมาชิก


 


 


 


 


Credit by : http://www.ryt9.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : ขายตรงไทย-เวียดนาม-มาเลเซียผนึกกำลังร่วม แชร์แนวคิดธุรกิจหวังยกระดับเครือข่ายอาเซียน







mlm01 (Mobile)


3 นายกสมาคมขายตรง 3 ชาติ เปิดมุมมองภาพรวมธุรกิจขายตรง...ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขายตรงเมืองไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี พร้อมเชื่อการเปิดเออีซี ระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น...ส่วน สมาคมการขายตรงมาเลเซีย แจงข้อมูลผู้สำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอยู่ที่ 61% พร้อมเตรียมดึงคนรุ่นใหม่สู่ธุรกิจมากขึ้น หลังพบมากกว่า 70% คนอายุ 30-60 ปี เป็นนักธุรกิจเครือข่าย...ด้าน สมาคมการขายตรงเวียดนาม ระบุผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรงได้ ต้องใช้ระยะเวลา 2 ปี พร้อมต้องเจอกฎเหล็กขายตรงอีกเพียบ!


นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับ ธุรกิจขายตรง ในภูมิภาคอาเซียนเลยก็ได้ กับการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทาง สมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขายตรงเวียดนาม เอง โดยทั้ง 3 สมาคม 3 ชาติ ต่างก็ได้ออกมาเผยถึงภาพรวมและโอกาสในการเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องยอมว่าการเข้าไปในแต่ละประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะเป็น งานหิน ที่ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง ควรที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน!!...


กิจธวัชฉายภาพขายตรงไทย


อัตราการเติบโตดีทุกปีเกือบ10%


...สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยนั้น ทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจชายตรงในประเทศไทยมีอยู่ 4 สมาคม คือ 1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2002-2012 พบว่า ยอดขายโดยรวมของธุรกิจขายตรงมีมูลค่าอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี


ทางสมาคมมีความเชื่อมั่นว่า หากอุตสาหกรรมขายตรงอัตราการเติบด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ เชื่อว่าภายในปี 2016 อุตสาหกรรมขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าตลาดรวมทะลุ 100,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน โดยอัตราเร่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมขายตรงเติบโตได้อย่างแน่นอนนั่นก็คือ การเปิดเออีซีนั่นเอง ซึ่งระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเป้า 1 แสนล้านบาท ก็น่าที่จะขยับเข้ามาเร็วภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน


นายกิจธวัช กล่าวอีกว่า จากข้อมูลในชาติอาเซียนเพียงแค่ 6 ประเทศ พบว่า เมื่อเอา 6 ประเทศมารวมกันมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 10,372 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งแยกได้ดังนี้ 1.ประเทศมาเลเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 16.4% 2.ประเทศไทย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 9.1% 3.ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 10.3% 4.ประเทศฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 22.9% 5.ประเทศสิงคโปร์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 6.4% และ 6.ประเทศเวียดนาม มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 21.7%


สำหรับสถิติที่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายนั้น ประกอบด้วย


1. จำนวนประชากรก็ถือว่ามีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยเช่นกัน


2. กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ


3. การยอมรับในสังคมหรือตลาดนั้น ๆ ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะยอมรับ


ส่วนรูปแบบการตลาดของประเทศ ไทยในปัจจุบันพบว่า ตลาด MLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 82.7% ตลาด SLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.9% และอื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.5% โดยในแต่ละแผนถือว่ามีข้อดีที่แตกต่างกันไป


ด้านพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจขายตรง พบว่า คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า รองลงมาจะเป็นในเรื่องของราคา ส่วนกลุ่มสินค้าที่ใช้มากนั้นพบว่า กลุ่ม wellness มีสัดส่วนอยู่ที่ 39% กลุ่ม Cosmetics & Personal Care มีสัดส่วนอยู่ที่ 27% กลุ่ม Household Goods & Durables มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เป็นต้น


สินค้าสุขภาพมาเลเซียโตดี


เชื่อAECเปิดตลาดไปได้สวย


ด้าน Mr.Frederick Ng President of Direct Selling Association of Malaysia ก็ได้เผยว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านนั้น พบว่า เริ่มเห็นธุรกิจขายตรงในตะวันตกและทางยุโรปเข้ามาเปิดตลาดในภูมิอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในมาเลเซียคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 44%


นอกจากนี้ จากข้อมูลผู้ที่สำเร็จในธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียนั้นพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ โดยอยู่ที่ 61% ขณะเดียวกัน ในมาเลเซียคนที่มีเชื้อสายชาวจีนนั้น จะมีความโดดเด่นอย่างมากในการทำธุรกิจเครือข่ายอยู่ที่ 57% ส่วนคนที่มีเชื้อชาติมาเลเซียอยู่ที่ 37%


ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีนั้น พบว่ามากกว่า 70% เป็นนักธุรกิจเครือข่าย ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวนี้ เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจเครือข่ายในมาเลเซีย ส่วนกลุ่มวัยรุ่นนั้น ถือว่ายังให้ความสนใจในธุรกิจเครือขายน้อยมาก โดยทางมาเลเซียเองมีแผนที่จะเข้าไปให้ถึงกลุ่มดังกล่าวด้วย


ปัจจุบันสมาคมการขายตรงมาเลเซีย มีบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมอยู่ที่ 65 บริษัท โดยมีทั้งบริษัทที่เป็นของมาเลเซียและบริษัทข้ามชาติรวมกัน


Mr.Frederick กล่าวอีกว่า ในการร่วมมือกันของตลาดขายตรงแต่ละชาตินั้น เชื่อว่า น่าที่จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมขายตรงมวลรวมอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังคาดว่าการเปิดตลาดเออีซี ยังจะเป็นการช่วยให้การลงทุนในแต่ละประเทศ เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน


กฎเหล็กขายตรงเวียดนามเพียบ!


เผยหน้าใหม่เข้าไปต้องใช้เวลา2ปี


เช่นเดียวกับทางด้าน Tram Ha Chairwoman of AmCham Vietnam Direct Selling Committee เผยว่า ในประเทศเวียดนามถือว่าธุรกิจขายตรงค่อนข้างมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงในเวียดนามก็มีความเข้มงวดมากด้วยเช่นกัน


ซึ่งล่าสุดทางเวียดนามเอง ได้มีแนวคิดที่จะแก้ไขในเรื่องของกฎหมายหลังจากที่ได้มีการบังคับใช้มาแล้วเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม ที่จะต้องมีการขออนุญาตในการจัดแต่ละครั้ง โดยผู้จำหน่ายอิสระ ไม่สามารถที่จะจัดฝึกอบรมด้วยตนเองได้ หรือแม้กระทั่งการจัดฝึกอบรมของบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้จำหน่ายอิสระได้ โดยจะต้องเป็นการอบรมฟรีทั้งหมด


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น จะต้องมีการรายงานการทำธุรกิจในทุก 6 เดือน ที่สำคัญ สำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงในเวียดนามได้นั้น จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 2 ปีเลยทีเดียว กว่าที่จะได้รับใบอนุญาตการลงทุน


นายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม กล่าวอีกว่า หากย้อนดูถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงในเวียดนามตั้งแต่ปี 2006 -2011 พบว่า มีอัตราการเติบโตเป็นที่พึ่งพอใจ แต่หลังจากปี 2011 เป็นต้นไป เริ่มพบว่าธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทางสมาคมฯ จึงต้องทำงานหนักมาก ที่จะสร้างภาพพจน์ของธุรกิจขายตรงเวียดนามให้กลับมาดีอีกครั้ง ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรงแก่คนหนุ่มสาวที่มีระดับการศึกษาสูงเพิ่มมากขึ้น


สำหรับทิศทางของกฎหมายใหม่ในประเทศเวียดนามนั้น ทางนายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม มองว่า อยากที่จะให้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2013 และสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในปี 2014 โดยขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับแรกได้เสร็จไปแล้ว ส่วนการร่างกฎหมายฉบับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการต่ออายุใบอนุญาต ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าอีกไม่นาน น่าที่จะมี่ข้อสรุปอย่างแน่นอน


...จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายที่บางบริษัทเข้มงวดในเรื่องนี้ บางประเทศไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าเกือบทุกประเทศ ต่างก็ต้องการที่จะเห็นภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์เผยนิวทริไลท์ประสบความสำเร็จยอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาท รุกตลาดครึ่งปีหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ "นิวทริไลท์ แคล แมก ดี"







prnews230713_ct (Mobile)


ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์จากแอมเวย์รุกตลาดครึ่งปีหลัง เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นิวทริไลท์ แคล แมก ดี หลังประสบความสำเร็จด้วยยอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาทเมื่อปี 2555 เผยสถิติน่าเป็นห่วง คนไทยได้รับแคลเซียมไม่ถึงครึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันวางกลยุทธ์ให้ความรู้พร้อมกระตุ้นผู้บริโภครุ่นใหม่ใส่ใจดูแลกระดูก ชูบริการพิเศษ เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ เช็ค ประกาศเชิญคนไทยรับบริการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี! 500 ท่าน ระหว่าง24 ก.ค. ถึง 24 ส.ค. นี้


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เทรนด์ของผู้บริโภคยังคงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี และยอมรับให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพพื้นฐานมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ทั่วโลกเติบโตสูงขึ้นถึง 147,000 ล้านบาท* ในปีที่ผ่านมา บริษัทจึงวางแผนขยายกำลังการผลิตโดยทุ่มงบประมาณอีก 11,250 ล้านบาท* เพื่อขยายโรงงานผลิตเพิ่มเติมอีก 7 แห่งในสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และเวียดนาม สำหรับประเทศไทย นิวทริไลท์เติบโตและประสบความสำเร็จในทิศทางเดียวกัน โดยมียอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา


ความสำเร็จดังกล่าวนอกจากจะมาจากเทรนด์ใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลจากกลยุทธ์การตลาดที่เรามุ่งสร้างความรู้ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้เรามีนักธุรกิจแอมเวย์มืออาชีพที่สามารถให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี สำหรับปีนี้เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มวิตามินและเกลือแร่ให้แข็งแกร่งมากขึ้น เรายังคงใช้กลยุทธ์เดิมพร้อมการมองหาโอกาสใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งพบว่าวิตามินและเกลือแร่กลุ่มแคลเซียมเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสการตลาดสูงมาก นายกิจธวัชกล่าว


นายกิจธวัช กล่าวต่อไปว่า องค์การอนามัยโลกพบว่าผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้น ยังพบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ภายใน 10 ปีข้างหน้าสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยระบุว่า คนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ คือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการต่อวัน** ดังนั้น นิวทริไลท์ขอแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี เป็นตัวช่วยเพื่อดูแลสุขภาพกระดูกของคนไทย ซึ่งหากให้ความรู้และทำความเข้าใจกับผู้บริโภคอย่างถูกต้องแล้ว สินค้าตัวนี้มีโอกาสขยายตลาดทั้งในกลุ่มวัยหนุ่มสาว วัยทำงานและผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี มีส่วนประกอบสำคัญคือ แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี และเกลือแร่ พร้อมสารสกัดเข้มข้นอัลฟัลฟา โดยแคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง และมีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด แมกนีเซียมช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และวิตามินดีช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส นอกจากนั้น ยังพิเศษไม่เหมือนใครคือมีสารสกัดเข้มข้นอัลฟัลฟาที่ประกอบด้วยไฟโตนิวเทรียนท์เสริมลงไปอีกด้วย


สถิติล่าสุดจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ พบว่าในกลุ่มผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ผู้หญิง 1 ใน 3 คน และผู้ชาย 1 ใน 5 คน มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ละคนต้องสูญเสียค่ารักษาเฉลี่ยปีละ 3 แสนบาท*** นอกจากนั้น เรายังพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า วัยที่เหมาะสมในการรับประทานสารอาหารแคลเซียมต้องเป็นผู้ใหญ่หรือวัยผู้สูงอายุเท่านั้น ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ควรให้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกระดูกตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเพราะอาการของปัญหากระดูกจะไม่ปรากฏให้เห็นในช่วงอายุน้อย แต่จะส่งผลเมื่อสูงวัย ทั้งนี้ ช่วงอายุ 18 - 30 ปี เป็นช่วงโอกาสทองในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เราควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวันโดยเฉพาะโภชนาการที่ดี บริโภคสารอาหารแคลเซียมให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการต่อวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการได้รับแสงแดด ล้วนมีผลช่วยการสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีระยะยาว นางรัตนากล่าว


นางรัตนากล่าวต่อไปว่า นิวทริไลท์เล็งเห็นถึงความสำคัญในดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคก่อนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา จึงจัดบริการพิเศษ เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ เช็ค (Health & Beauty Check) เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาสนใจทั้งด้านสุขภาพร่างกายและดูแลความงามมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้นักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกใช้บริการพร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 29 แห่ง สามารถให้บริการด้านสุขภาพกระดูก โดยตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกให้กับลูกค้าได้ประมาณ 15,000 คนต่อปี


เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพกระดูกตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากการให้ความรู้กับนักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกกว่า 1,000,000 รายแล้ว นิวทริไลท์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย จำนวน 500 ท่าน ที่แอมเวย์ ช็อป สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่ และแอมเวย์พลาซ่า ถนนรามคำแหง โดยสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์รับบริการทาง Amway Call Center ที่ 0-2725-8000 ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 24 ส.ค. นี้ (หรือจนกว่าจะครบจำนวน) นางรัตนากล่าวในที่สุด



*อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ


**สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.): คนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารเฉลี่ยเพียงวันละ 361 มิลลิกรัมเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าความต้องการของร่างกายในแต่ละวันของวัยต่างๆ ประมาณ 800 - 1,000 มิลลิกรัม


***มูลนิธิกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย 2554: 1 ใน 3 ของผู้หญิงอายุเกิน 60 ปี และ 1 ใน 5 ของผู้ชายอายุเกิน 60 ปี มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ละคนต้องสูญเสียค่ารักษาเฉลี่ยปีละ 3 แสนบาท




ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ ธุรกิจขายตรง ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี







556000009350601 (Mobile)


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง สหพันธ์การขายตรงอาเซียน เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท


สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้


ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%


จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ 30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558


นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง สหพันธ์ขายตรงอาเซียน อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย


เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท


ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน





Credit By :http://www.manager.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : 5 ประเทศขานรับ... ตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน







People--Gossip-ImageCrop_1_18547-13-19787m (Mobile)


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" หวังรับเสรีการค้า AEC ยันมาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เริ่มตอบรับ ชี้คุณสมบัติต้องเป็นสมาคมที่ผ่านการรับรองจาก "สมาพันธ์ขายตรงโลก (WFDSA)" แย้มขั้นตอนเดินหน้าสู่ช่วงวางนโยบาย ขีดเส้นไม่เกิน 2 ปี เกิดขึ้นจริง


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมกำลังเดินหน้าเรื่องของการสร้างความร่วมมือกับสมาคมขายตรงที่อยู่ในต่างประเทศ ในกลุ่มของประเทศอาเซียน เพื่อหาแนวร่วม เปิดสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนรองรับการ เกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC


"ขณะนี้ทาง TDSA และกลุ่มสมาคมที่อยู่ในประเทศภูมิภาคอาเซียน ได้ก้าวผ่านเรื่องแนวทางความคิดไปแล้ว โดยเริ่มมีการร่างนโยบายความร่วมมือกับสมาคมขายตรงที่อยู่ในประเทศกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งความร่วมมือที่สมาคม การขายตรงไทยต้องการที่จะผลักดัน คือ การรวมตัวของสมาคมที่อยู่ในอาเซียน จัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน รองรับการร่วมมือทำงานเมื่อ AEC เกิดขึ้น" นายก TDSA กล่าว


ปัจจุบันสมาคมของประเทศที่มีการ ตอบรับในเรื่องของการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนมาแล้ว ก็จะมีทางฝั่ง มาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยสมาคมที่อยู่ในแต่ละประเทศที่จะเข้ามาร่วมก่อตั้งสมาพันธ์ ขายตรงอาเซียนนี้ จะต้องเป็นสมาคมขายตรงที่อยู่ภายใต้การดูแลของ "สมาพันธ์ขายตรงโลก (WFDSA)"


"การเกิดขึ้นของสมาพันธ์ขายตรง อาเซียนนี้ นับเป็นความร่วมมือของวงการ ขายตรงกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งสมาคมที่จะเข้าร่วมสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนจะต้องอยู่ภายใต้สมาพันธ์ขายตรงโลก โดยที่ต้องผ่านการรับรองของสมาพันธ์ขายตรงโลกทั้งสิ้น" กิจธวัชกล่าวย้ำ


อย่างไรก็ดี จากที่เริ่มมีการประชุมพูดคุยถึงความร่วมมือดังกล่าว ขณะนี้ทาง สมาคมขายตรงของมาเลเซีย ก็เริ่มเดินทาง มาประเทศไทย เพื่อพูดคุยดูงานของวงการ ขายตรงไทยบ้างแล้ว โดยคาดว่าไม่เกิน 2 ปีนี้ สมาพันธ์ขายตรงอาเซียนจะเกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการเกิดขึ้น ของ AEC ในปี 2558


นอกจากเรื่องของการตั้งสมาพันธ์ขายตรงโลกแล้ว ในส่วนของสมาคมการขายตรงไทยปัจจุบัน ขณะนี้มีสมาชิกทั้งสามัญ และวิสามัญทั้งหมดอยู่ที่ 34 บริษัท โดยที่ล่าสุด "บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด" และ "บริษัท เทียนส์ (ประเทศไทย) จำกัด" ก็ได้ยกระดับความเป็นสมาชิกขึ้นมาอยู่ที่ระดับสามัญ จากกฎกติกาการเป็นสมาชิกวิสามัญครบ 1 ปี อีกทั้งในส่วนของสมาชิกใหม่ ขณะนี้ TDSA ก็ได้รับ "บริษัท แอ็ดเวล บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด" มาเป็นสมาชิกวิสามัญเพิ่มอีกหนึ่งบริษัท


"สมาคมการขายตรงไทยพร้อมที่จะ เปิดรับทุกบริษัทขายตรงที่อยู่ในประเทศ โดยที่บริษัทขายตรงแต่ละบริษัทจะต้องเป็นบริษัทขายตรงน้ำดี มีคุณสมบัติ 11 ข้อ ที่ทางสมาคมตั้งไว้เป็นกฎ รวมถึงความรับผิดชอบ จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหากบริษัทใดผ่านกฎกติกาทั้งหมดของสมาคม ทางสมาคมก็พร้อมที่จะรับเป็นสมาชิก"


นายก TDSA เผยว่าปัจจุบัน สมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยทั้งหมด 34 บริษัทตอนนี้ผ่านเกณฑ์การขอรับตรา สคบ. ไปแล้ว 24 บริษัท ส่วนบริษัทสมาชิกที่ยังไม่ได้รับนั้น "กิจธวัช" ให้ความเห็นว่า คงเป็นเรื่องของการเปิดบริษัทที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์บ้าง หรือบางบริษัทก็ติดในเรื่องของขั้นตอนการขอที่ทำให้ขอในช่วงแรกไม่ทันเวลา


นอกจากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในส่วนของเรื่องที่หลายฝ่ายมีความคิดที่จะมีการรวมสมาคมขายตรงที่อยู่ในประเทศ ปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 4 สมาคมนั้น เรื่องนี้ "กิจธวัช" ให้ความเห็นว่า "การรวมตัวของสมาคมขายตรงในประเทศ คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ท้ายที่สุดถึงแม้การรวมตัวของสมาคมจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็เชื่อว่าวงการขาย ตรงก็ต้องทำงานร่วมกันอยู่ดี"


อย่างไรก็ตาม อีกเรื่องที่ถือเป็นประเด็นร้อนอีกหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ โดย "กิจธวัช" นายก TDSA ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เรื่องของการรณรงค์ แก้ไขกฎหมายนั้น ตนก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ที่สุดแล้วการจะแก้ไขกฎหมายขายตรง ก็ต้องผ่านความคิดเห็นจากสมาคมการขายตรงไทยด้วยอยู่ดี


ทั้งนี้ ในส่วนของการทำงานของสมาคมการขายตรงไทยนับจากนี้ คือ 1.การผลักดันการทำงานระดับสากลกับกลุ่มสมาคมขายตรงต่างประเทศ โดยเฉพาะการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนดังที่กล่าวมาในข้างต้น และ 2.คือการออกไปเยี่ยมเยียนบริษัทสมาชิกของสมาคม เพื่อที่จะรับทราบความเป็นไปของบริษัทสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องนี้เกิดขึ้นน้อยเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ทางสมาคมฯ ก็กำลังพยายามผลักดัน และสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ฉลองครบรอบการดำเนินการ มอบทุนการศึกษา 200,000 บาทอย่างต่อเนื่องมากว่า 9 ปี







DSC_0131_main (Mobile)


แอมเวย์ฉลองครบรอบการดำเนินการ มอบทุนการศึกษา 200,000 บาทอย่างต่อเนื่องมากว่า 9 ปี


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 3 จากซ้าย แถวหลัง) มอบทุนการศึกษา 200,000 บาท แก่นักเรียนในโรงเรียนบริเวณใกล้เคียงสำนักงานใหญ่จำนวน 4 แห่ง ได้แก่โรงเรียนสุเหร่าวังใหญ่ โรงเรียนสุเหร่าหัวหมากน้อย โรงเรียนวัดศรีบุญเรือง และโรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง) เพื่อฉลองการดำเนินงานครบรอบปีที่ 26 และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย โดยได้มอบทุนให้อย่างต่อเนื่องมาแล้ว 9 ปี

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ ทิ้งห่างไร้คู่แข่ง!ปิดบัญชีหรู 17,000 ล้านบาท แชมป์ยอดขายสูงสุดปี55









เป็นเวลานานนับสิบปีมาแล้วที่บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่ขายตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกาถือครองบัลลังก์แชมป์ บริษัทขายตรงที่มียอดขายมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขายสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีติดต่อกันมานานหลายปีและในปี 2555 ที่ผ่านมาก็เช่นกัน แอมเวย์ ได้สร้างสถิติใหม่อีกครั้งด้วยการปิดยอดขายเป็นตัวเลขกลมๆ สูงถึง 17,000 ล้านบาท... ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกราว 1,500 ล้านบาทหรือเติบโตเกือบ 10% ต่อปีเมื่อเทียบกับยอดขาย 15,500 ล้านบาทที่ทำได้ในปี 2554 ที่ผ่านมาและถ้าหากนำเอาตัวเลข 17,000 ล้านบาททมาหารเพื่อหาค่าเฉลี่ยยอดขายต่อเดือนดูจะพบว่าบริษัทแอมเวย์ฯมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนราว 1,417 ล้านบาทและ/หรือเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่วันละประมาณ 47.2 ล้านบาท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าในปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างสถิติยอดขายใหม่ด้วยการเติบโตเกือบ 10 % มียอดขายรวม 17,000 ล้านบาท โดยกว่า 70 % เป็นยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามและผลิตภัณฑ์ที่สร้างยอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เครื่องกรองน้ำอีสปริง (2) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทรีไลท์ ออล แพลนท์ โปรตีนและนิวทรีไลท์กรีนที นิวทริ- โปรตีน และ (3) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์ โดยปัจจัยความสำเร็จครั้งนี้ คาดมาจากการรุก 3 กลยุทธ์หลักสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน พร้อมการสร้างแบรนด์ที่ตอบสนองทุกมิติของความต้องการของผู้บริโภค


แอมเวย์ได้ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ประการเพื่อความสำเร็จอันยั่งยืนเมื่อต้นปี 2555 ได้แก่ 1) แบรนด์แห่งนวัตกรรม 2) แบรนด์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และ 3) แบรนด์แห่งจิตสำนึกเพื่อทุกคนในสังคม โดยปีที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการเพื่อรองรับกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดรายการส่งเสริมการขายและโฆษณาประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ 360 องศาในโอกาสที่บริษัทครบรอบ 25 ปี ประกอบกับความแข็งแกร่งขององค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ที่ร่วมแรงร่วมใจในการดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าในฐานะมืออาชีพ จึงทำให้ผลประกอบการของบริษัทได้เติบโตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ นายกิจธวัช กล่าว


ปี 2556 แอมเวย์ยังคงเน้นกลยุทธ์เดิมโดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด พร้อมชูกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เตรียมนำเสนอไลฟ์สไตล์โซลูชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลในวัยและไลฟ์สไตล์ต่างๆ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองปัญหาหรือความต้องการเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น มั่นใจว่าด้วยทีมวิจัยในระดับโลกของแอมเวย์จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี


นอกจากนั้นบริษัทยังสานต่อการสื่อสารเชิงรุก ด้วยการสร้างแบรนด์ให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านการใช้กระแสโซเชียลมีเดียซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนไลค์ของแฟนเพจรวม 4 แบรนด์ คือ แอมเวย์ อาร์ทิสทรี นิวทริไลท์และอีสปริง มียอดไลค์ (like) ถึง 273,218 ไลค์ บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างแอมเวย์ ช็อป ให้กระจายสู่จังหวัดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก และเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์แอมเวย์ได้ง่ายและสะดวกขึ้นรวมถึงเป็นการสร้างประสบการณ์โดยตรงให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์จากแอมเวย์


แผนงานหลักที่บริษัทให้ความสำคัญในปีนี้คือ การสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้แก่นักธุรกิจแอมเวย์ในฐานะมืออาชีพ โดยบริษัทได้ตั้งแผนกใหม่ชื่อว่า แผนกส่งเสริมศักยภาพนักธุรกิจแอมเวย์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของนักธุรกิจแอมเวย์ผ่านการจัดฝึกอบรม สัมมนา สร้าง ประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ โอกาสทางธุรกิจ แนวคิดและปรัชญาของแอมเวย์ รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือในการทำงานของนักธุรกิจแอมเวย์ อาทิ การเปิดให้บริการ แอมเวย์ เอ็กซ์ พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ (Amway Experience Center) เป็นต้นเพื่อสร้างให้อาชีพนักธุรกิจแอมเวย์เป็นอาชีพที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานามากยิ่งขึ้น ดังนั้นด้วยแผนการดำเนินงานปี 2556 ทั้งหมดดังกล่าว บริษัทจึงเชื่อมั่นว่ายอดขายจะเติบโตอีกไม่น้อยกว่า 7 % นายกิจธวัช กล่าว


สำหรับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2530 ปัจจุบันเป็นผู้นำในธุรกิจเครือข่ายระบบการตลาดหลายชั้นผ่านนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศและมียอดขายอันดับหนึ่งของประเทศ (จากรายงานงบการเงินของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555) ปัจจุบันแอมเวย์มีนักธุรกิจแอมเวย์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังและต่ออายุสมาชิกภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี 330,000 รหัส มีสมาชิกที่สมัครเพื่อใช้สินค้า 720,000 ทั่วประเทศ


อนึ่งสำหรับผลประกอบการของบริษัทขายตรง 5 อันดับที่มียอดขายสูงสุดประจำปี 2555 ประกอบด้วย อันดับที่ 1.บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายรวม 17,000 ล้านบาท อันดับ.2บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายรวม7,100 ล้านบาท อันดับ 3 บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด มียอดขายรวม 6,000 ล้านบาท อันดับที่ 4 บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มียอดขายรวม 5,400 ล้านบาท และ5.บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายรวม 3,700 ล้านบาท





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 217 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย TDSA : จับตาทิศทางธุรกิจเครือข่ายในปี 2013









อุตสาหกรรมธุรกิจเครือข่าย เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง อันเนื่องมาจากมูลค่าทางการตลาดที่เติบโตขึ้นทุกปี ล่าสุดในปี 2011 ประเทศไทยมียอดธุรกิจรวมกว่า 65,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวชี้วัดถึงกระแสธุรกิจเครือข่ายที่กำลังมาแรงนั่นเอง และในปี 2012 นี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 หากลองคำนวณดูคร่าวๆนับเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว


หากมองถึงทิศทางธุรกิจเครือข่ายไทย ในปี 2013 จากการคาดการณ์น่าจะมีทิศทางที่เติบโตยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้คนต่างเสาะหาอาชีพที่สามารถตอบโจทย์ในทุกมิติของชีวิต ซึ่งธุรกิจเครือข่ายเป็นอาชีพที่สามารถเติมความต้องการของผู้คนในปัจจุบันได้ด้วยอิสรภาพในการดำเนินชีวิต สามารถเป็นเจ้านายของตนเองมีรายได้ที่มั่นคง ได้ท่องเที่ยวสัมผัสโลกกว้างและได้รับการยอมรับหรือเชิดชูเกียรติ ประกอบกับจิตวิญญาณของคนไทยในเรื่องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ในส่วนลึกแล้วมีใครอยากเป็นลูกจ้าง ทุกคนต่างมองหาช่องทางในการเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งธุรกิจเครือข่ายถือเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์และมีโอกาสเป็นไปได้สูงสุด เนื่องจากผู้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนมาก เพียงแต่มีความมุ่งมั่นก็สามารถประสบความสำเร็จได้


อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเครือข่ายเป็นเรื่องแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีความใส่ใจในสุขภาพและความงามมากขึ้น มีการศึกษาหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ ต้องการสินค้าที่ดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเฉพาะทางที่เหมาะสมกับตนเอง ปัจจัยดังกล่าวล้วนเอื้อต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในธุรกิจเครือข่าย เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและต้องอาศัยการาอธิบายหรือการสาธิต ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่มากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ


นอกจากนี้ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือถดถอยลงก็มักจะไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อธุรกิจเครือข่ายมากเท่าใดนัก สังเกตได้จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านยอดขายและจำนวนนักธุรกิจอิสระที่ผ่านมา คงจะเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าธุรกิจเครือข่ายมีโอกาสเติบโตได้ทุกสภาวการณ์ ในภาวะที่สถานการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจโตขึ้น ก็ถือเป็นโอกาสอันดีของกำลังการซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยก็ยังคงเป็นโอกาสอันดีในการขยายตัวของจำนงวนนักธุรกิจอิสระเนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจะมีผู้คนจำนวนมากมองหารายได้หรืออาชีพเสริมเพิ่มขึ้นนั่นเอง


วงการธุรกิจเครือข่ายไทยในปี 2013 ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงนี้ จะมีความคึกคักอย่างแน่นอน เพราะทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจและตื่นเต้นกับกระแส AEC (Asean Economic Community) ที่กำลังนับถอยหลังใกล้เข้ามาเต็มที นับรวมไปถึงการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ทั้งรายใหม่และรายเก่าเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมาและเตรียมรุกต่อในปีหน้า นับเป็นอีกปีของวงการธุรกิจเครือข่ายไทยที่น่าจับตามอง


สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพเสริมหรือการเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองสมาคมการขายตรงไทยซึ่งเป็นสมาคมเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลกมีการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลและมีส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทสมาชิกในประเทศไทยมากกว่า 70% นั้น สมาคมพร้อมที่จะให้ข้อมูลธุรกิจเครือข่ายเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจแก่ทุกท่าน และยินดีกับทุกท่านในความสำเร็จตามที่ท่านตั้งเป้าหมายไว้




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31ธันวาคม 2555 ปักษ์หลัง ฉบับที่ 242

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์เปิดโลกการเรียนรู้สู่เด็กไทย จัดคาราวาน ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย









แอมเวย์ เดินเครื่อง กิจกรรมเพื่อสังคม จัด คาราวานส่งมอบความรู้ ครั้งใหญ่ ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย แก่โรงเรียนทั้ง 114 โรงเรียน ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการ ขยายโอกาสทางความรู้ ของเยาวชนไทยให้กว้างขึ้น อย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมเชื่อโครงการดัง กล่าว เยาวชนจะได้รับ ประโยชน์จากต้นแบบ คลัง ความรู้เคลื่อนที่ นี้มากกว่า 22,000 คนทั่วประเทศ
ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย คือ ต้นฉบับคลัง ความรู้เคลื่อนที่ครั้งแรกของ ประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อ ตอบแทนบุญคุณของสังคม โดยจัดขึ้นในโอกาสฉลองการ ดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปีของ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และยังได้รับความ ร่วมมือจากสำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้ให้คำปรึกษาใน การจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่ ภายใต้นโยบายของกระทรวง ศึกษาธิการ ห้องสมุด 3 ดี คือ 1. หนังสือดี 2. บรรยากาศ ดี 3. บรรณารักษ์ดี โดยโครงการ นี้ เพื่อเยาวชนไทยจะได้มีสื่อ การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และช่วย ส่งเสริมพฤติกรรมรักการอ่าน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการ พัฒนาสติปัญญาต่อไป พร้อม เติบโตเป็น ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในอนาคต
โดยทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึง ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ถือว่าเป็นโครงการสร้างต้นแบบ คลังความรู้เคลื่อนที่ เพื่อเปิด โลกกว้างให้แก่เด็กไทย โดยตั้ง เป้าส่งมอบให้ 77 โรงเรียนในทุก จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยงบ ประมาณรวมกว่า 10 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้นักธุรกิจ แอมเวย์ พนักงานและผู้สนใจ ร่วมบริจาคเงินจัดทำห้องสมุด เคลื่อนที่เพิ่ม และเนื่องในโอกาสที่ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองครบรอบ 25 ปี จึง ได้ มีการจับมือสำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษาของไทย โดย แอมเวย์ ได้เปิดตัวโครงการ ใหญ่แห่งปี ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ต้นแบบคลัง ความรู้เคลื่อนที่ รวบรวม หนังสือสารานุกรมและเสริม ทักษะความรู้รวม 100 เล่ม พรอ้มอุปกรณ์การเรียนรู้เพื่อ ส่งมอบไปทุกจังหวัดทั่วไทย หวังตอบแทนบุญคุณของ สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับสมัคโรงเรียน ที่ต้องการห้องสมุดเคลื่อนที่ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีโรงเรียนตอบรับ มากกว่า 744 แห่ง ทำให้ต้องคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม และขาดแคลนห้องสมุดจริง ๆ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนในภูมิ ภาคต่าง ๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 25 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 30 แห่ง ภาคตะวันออก 4 แห่ง ภาคกลาง 33 แห่ง และ ภาคใต้ 22 แห่ง ร่วมทั้งสิ้น 114 โรงเรียน ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย ได้รับการ สนับสนุนอย่างดียิ่งจากทุก ภาคส่วน อันได้แก่ สพฐ. โรงเรียนทั่วประเทศ
มูลนิธิ แอมเวย์เพื่อสังคมไทย นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ที่ต่างมี บทบาทสำคัญในการผลักดัน กิจกรรมนี้ให้เป็นที่รู้จัก และได้ รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้เยาวชนไทยและชุมชน ในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทาง ความรู้สูงสุดนั้น เอง ซึ่งโครงการนี้ ยังจะมีต่อ เนื่อง และก็เน้นเรื่องการศึกษา เด็ก และโครงการต่อเนื่อง ก็ยังคงทำทุกโครงการและห้อง สมุดก็ยังคงเปิด เป็นห้อง สมุดใหญ่ แต่ส่วนห้องสมุด เคลื่อนที่ ก็ถือเป็นกิจกรรม พิเศษครบรอบ 25 ปีแอมเวย์ และก็จะมีการประเมินผลดู การตอบรับ เพราะถ้าถือว่าเป็น ประโยชน์อย่างมาก ก็จะอยาก เป็นหนึ่งในความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถไปเอื้อประโยชน์ต่อ สังคมได้
ในโครงการห้องสมุด เคลื่อนที่ บริษัทฯ จะมีการ พิจารณา แต่ว่าตัวโครงการ ใหญ่ ๆ ก็ยังคงอยู่ และใน โครงการ 114 โรงเรียนนั้น ก็ได้ มีการเริ่ม ไปแล้วเมื่อวันพุธที่19 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา โดย เป็นคาราวานส่งมอบของขวัญ ปีใหม่ให้น้องๆที่อยู่ห่างไกล และประเดิมส่งมอบที่โรงเรียน บ้านบ่อตาโล่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรี อยุธยา เป็น ที่แรก ต่อจากนั้น ก็จะกระจาย ไปตามโรงเรียนต่าง ๆ
ส่วนเรื่องการส่งมอบนั้น ทางบริษัทฯ ก็จะส่งมอบหน้าที่ นี้ให้กับทางโรงเรียนเป็นผู้ บริหารจัดการ เพราะขั้นตอน ในการสมัคร โรงเรียนแต่ละ โรงเรียนก็ต้องบอกรายละเอียด มาว่า จะนำห้องสมุดนี้ไปใช้ แบบไหน อย่างไร อย่างเช่น เหมือนกับการให้โรงเรียนใกล้ เคียง ได้ใช้ประโยชน์ด้วย และประโยชน์ที่ใช้ไปก็มอง จากจำนวนนักเรียน พร้อมกับ ห้องสมุดนั้น จะต้องมีกิจกรรม ส่งเสริม เพื่อให้เด็กรักการอ่าน ด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 335

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

29ปีTDSAหนุนผลักดันพรบ.ตลอด









จิรชัย เลขาฯสคบ.ยอมรับบทบาท TDSA สูง เผยเบื้องหลัง 29 ปีช่วยผลักดัน พ.ร.บ.ขายตรง มาตลอด ย้ำเจตนาสะท้อน ปรารถนาดี ต่อภาพรวมธุรกิจ-ผู้บริโภค กิจธวัช นายกสมาคมฯ ยันต่อยึดมั่นจรรยาบรรณสูงสุดต่อไป
นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคในฐานะ ประธานของงานวันเกียรติยศ นักขายตรงไทยประจำปี 2555 เปิดเผยว่า สมาคมการ ขายตรงไทย (TDSA) ถือเป็น หน่วยงานที่ได้ให้การสนับสนุน การทำงานร่วมกับภาครัฐ ตลอดระยะเวลา 29 ปี อย่างเต็มที่ ในการนำเสนอข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ อาทิ บทบาท หน้าที่เข้าร่วมเป็นคณะทำงาน ร่วม กับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการมีส่วน ร่วมนำเสนอข้อมูลสนับสนุนให้เกิดพระราช บัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง หรือการ เข้าร่วมงานสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ที่มุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับส่วนรวม
รวมไปถึงการสนับสนุนกิจกรรม ต่างๆ ประสานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและ สมาคม ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้สะท้อนถึงความ ปรารถนาดี ของสมาคม ที่จะสร้างความรู้ และความเข้าใจ ด้านธุรกิจขายตรงอย่าง ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึง ลักษณะธุรกิจขายตรง รวมทั้งเข้าใจสิทธิของ ตน ในฐานะผู้บริโภค ที่ได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมาย
ด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายก สมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึง ปณิธาน ของสมาคมที่ว่า ยึดมั่นจรรยาบรรณ สร้าง สรรค์สังคมไทย สมาคมจึงได้มีธรรมเนียม ปฏิบัติในการจัด งานวันเกียรติยศนักขายตรง ไทย ขึ้นทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นักธุรกิจ อิสระของบริษัทสมาชิกในฐานะ นักธุรกิจ อิสระดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จในการ ดำเนินธุรกิจและมีจรรยาบรรณ ทั้งต่อลูกค้า นักธุรกิจอิสระด้วยกัน บริษัทและสังคม เพื่อ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักธุรกิจอิสระหลายล้าน คนทั่วประเทศ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างและ ยกระดับภาพลักษณ์ของสมาคมให้เป็นที่รู้จัก แก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง และเพื่อเป็น การส่งเสริมให้สมาชิกทุกบริษัทมีการปฏิบัติ และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำ ไปสู่ประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค
สมาคมการขายตรงไทยขอแสดง ความยินดีกับทุกๆ ท่าน ขอให้วันนี้เป็นวัน แห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจของท่านที่ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่าง ถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ ได้สัมฤทธิ์ผล จนนำพาทุกท่านมาสู่รางวัลเกียรติยศในวันนี้ ทุกท่านคือความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งของ สมาคมการขายตรงไทยเช่นเดียวกันครับ นายกิจธวัช กล่าวเพิ่ม
ทั้งนี้สมาคมการขายตรงไทย จัด งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2555 ภายใต้คอนเซ็ปท์ Night of the Star ค่ำคืนแห่งดวงดาวจรัสฟ้าเพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่นักขายตรง ที่ทำธุรกิจด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และมีจรรยา บรรณในการทำธุรกิจด้วยความซื่อตรงและ ความจริงใจต่อลูกค้า เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี แก่คนในวงการขายตรงต่อไป โดยมีนักธุรกิจ อิสระที่เข้ารับรางวัล นักขายตรงดีเด่น จำนวน 108ท่าน จาก 26 บริษัทขายตรงชั้น นำ พร้อมทั้งนักขายตรงจากบริษัทสมาชิกร่วม แสดงความยินดีอย่างคับคั่งไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สมาคมการขายตรงไทย จัดงาน CEOs meet CEos มุ่งสู่ AEC








 


สมาคมการขายตรงไทยจัดงานสัมมนา CEOs meet CEOs ระหว่างผู้บริหาร จากบริษัทสมาชิกเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดทางธุรกิจเตรียมพร้อมสู่การเปิดตลาด ในกลุ่ม AEC นำโดยนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคม ร่วมเปิดมุมมองการทำ ธุรกิจขายตรงผ่านโซเชียล มีเดียพร้อมด้วย พญ.นลินี ไพบูลย์ กรรมการฝ่าย ประชาสัมพันธ์ เผยแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมงาน ทุกท่านได้รับข้อมูลอัน เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในครั้งนี้ ณ ห้องสิริ ประภา โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ ปากเกร็ดเมื่อเร็วๆ นี้


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุระกิจเครือข่าย ฉบับที่ 240 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : จัดงานแถลงข่าว "Nutrilite to Success & Business Direction"


บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ เตรียมจัดงานแถลงข่าว Nutrilite to Success & Business Direction ประกาศความสำเร็จแบรนด์นิวทริไลท์ในปี 2555 พร้อมเผยกลยุทธ์เด็ดส่งท้ายปีดันยอดนิวทริไลท์ทะยานถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังระดับโลกด้านโภชนพันธุศาสตร์ แพทย์หญิงอาร์ทีมิส ซิโมพูลอส ประธานศูนย์พันธุศาสตร์ โภชนาการและสุขภาพ และประธานสมาคมนานาชาติด้านโภชนพันธุศาสตร์ (Nutrigenomics) กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ร่วมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพหัวใจและสมอง ในวันอังคารที่ 11 กันยายน 2555 เวลา 13.00 - 14.30 น. ณ ห้องเลคเชอร์ ฮอลล์ ชั้นโลเวอร์ ล็อบบี้ โซนเดอะ แคมปัส โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ชวนชาวเน็ต กดไลค์ สร้างห้องสมุดเคลื่อนที่ฉลอง 25 ปี


แอมเวย์ สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมไทย จับมือสพฐ. เปิดตัวโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย เพื่อจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่ให้แก่ 77 โรงเรียน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยห้องสมุดแต่ละห้อง ใช้งบประมาณ 40,000 บาท ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธายัง สามารถร่วมทำบุญโดยกดไลค์ (Like) ผ่านแอพพลิเคชั่นบนเฟซบุ๊กของบริษัท เพื่อต่อยอดคลังความรู้เคลื่อนที่

นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย พัฒนาขึ้นมาจากแนวความคิดเรื่องนโยบาย ห้องสมุด 3 ดี คือ 1.หนังสือดี 2.บรรยากาศดี 3.บรรณารักษ์ดี ของกระทรวงศึกษาธิการ บนพื้นฐานที่จะนำคลังความรู้เคลื่อนที่ไปสู่โรงเรียนที่ขาดแคลน โดยห้องสมุดเคลื่อนที่ดังกล่าว จัดทำด้วยวัสดุไม้ที่มีความทนทานและสวยงาม ประกอบด้วยหนังสือสารานุกรมเล่มที่ 13-35 จำนวน 23 เล่ม และหนังสือเสริมทักษะ ที่เป็นหนังสือดีเด่นได้รับรางวัลจาก สพฐ. จำนวน 77 เล่ม รวมทั้งหมด 100 เล่ม และอุปกรณ์การเรียนรู้ติดตั้งพร้อมใช้ ได้แก่ โต๊ะสำหรับนั่งอ่านหนังสือ เก้าอี้ และชุดกระดานไวท์บอร์ด สามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ของโรงเรียนได้อย่างสะดวก ทำให้หนังสือไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องสมุดเสมอไป และนักเรียนยังสามารถเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่ง แอมเวย์จะดำเนินการจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพื่อมอบแก่โรงเรียน ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจำนวนรวม 77 ชุด

ห้องสมุดเคลื่อนที่ ถือเป็นกิจกรรมเสริมจาก โครงการเพื่อ การศึกษาของแอมเวย์ ที่บริษัทได้ทำอย่างต่อเนื่องในตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มแรกบริษัทจะบริจาคจำนวนทั้งสิ้น 77 ตู้ กระจายทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ภายใต้คำปรึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทย ทั้งนี้ ผู้ที่มีจิตศรัทธาสามารถ บริจาคเพิ่มเป็นตู้ที่ 78 และต่อยอดไปเรื่อยๆได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และหากบริษัทอื่นๆที่สนใจกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ของแอมเวย์ อยากสร้างห้องสมุดดังกล่าว เพื่อต่อยอดความรู้ให้แก่เด็กๆ ตนก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีรับเป็นที่ปรึกษา

กิจธวัช ยังกล่าวอีกว่า แอมเวย์ยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กร เพื่อตอบแทนบุญคุณของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือเด็กไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นแล้วกว่า 270,000 คนทั่วประเทศ สำหรับปีนี้ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ การให้โอกาสทางการศึกษาและฉลองครบรอบการดำเนินธุรกิจ 25 ปีในประเทศไทย แอมเวย์จึงจัดกิจกรรมเพื่อสังคม กับโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย แนวคิดต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่ ซึ่งรวบรวมหนังสือสารานุกรมและหนังสือเสริมทักษะรวม 100 เล่ม พร้อมอุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนในทุกจังหวัดทั่วไทย

ขณะนี้ กิจกรรมห้องสมุดดังกล่าวยังมีการบริจาคเฉพาะหนังสือภาษาไทย ส่วนในอนาคตจะมีในส่วนหนังสือภาษาอังกฤษเพื่อต่อยอดความรู้เตรียมตัวเด็กไทยเข้าสู่ AEC หรือไม่นั้น คงต้องบอกว่า น่าจะยังไม่มี เนื่องจากจริงๆ แล้ว กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมเพื่อนักเรียนในชนบทผู้ขาดแคลน ส่วนการสร้างกิจกรรมเรียนรู้ ต่อยอดสู่ AEC น่าจะเป็นกิจกรรมในลำดับต่อไป กิจธวัชชี้แจง

ทั้งนี้ แอมเวย์ยังขอเชิญชวนผู้มีกุศลจิตที่ต้องการขยายโอกาสการเรียนรู้แก่เยาวชนไทยให้มากขึ้น สามารถร่วมเป็น เจ้าภาพการจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนการจัดทำของแอมเวย์ได้ในราคาชุดละ 40,000 บาท โดยแอมเวย์จะ ดำเนินการผลิตและจารึกชื่อของเจ้าภาพไว้บนห้องสมุดในฐานะผู้มอบคลังความรู้นี้ นอกจากนี้ สำหรับโรงเรียนที่ต้องการได้รับ ห้องสมุดเคลื่อนที่สามารถส่งใบสมัครแสดงความจำนงขอรับห้องสมุดได้ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2555 โดยเข้าไปโหลด ใบสมัครที่ www.amwayshopping.com หรือที่แอมเวย์ ช็อปทุกแห่ง บริษัทและตัวแทนจาก สพฐ. จะร่วมกันคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม และจะประกาศรายชื่อ โรงเรียนที่ได้รับบริจาคในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ผ่านทางเว็บไซต์ www.amway shopping.com และหนังสือพิมพ์

และแอมเวย์ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ สามารถมีส่วนร่วมในโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยได้อย่างง่ายๆ ร่วมกับ 5 ดีเจชื่อดัง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ได้แก่ ดีเจอ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล, ดีเจเจ๊แหม่ม-วินัย สุขแสวง, ดีเจ นุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร, ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ และดีเจบุ๊คโกะ ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล ด้วยการกดโหวต ดีเจที่ชื่นชอบผ่านเฟซบุ๊กแอพพลิเคชั่นใน www.facebook.com/amwaythailand ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-24 กันยายน 2555 การกดไลค์ (Like) 10,000 ครั้งขึ้นไป/ 1 ดีเจ แอมเวย์จะจารึกชื่อของดีเจ ท่านนั้นร่วมกับแฟนเพจในฐานะผู้มอบห้องสมุดเคลื่อนที่ 1 แห่ง พิเศษสุด! สำหรับ ผู้ที่ร่วมสนุกกับโครงการนี้ แอมเวย์จะสุ่มเลือกผู้โชคดี 1 ท่าน เพื่อจารึกชื่อของท่าน ไว้บนห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย อีก 1 แห่งในฐานะผู้มอบโอกาสทางการศึกษาแก่น้องๆ นายกิจธวัช กล่าว

ด้านนายสนิท แย้มเกษร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. มีหน้าที่ในการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็น ผู้นำด้านการศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน สพฐ. มีโรงเรียน ประถมศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 เขตทั่วประเทศ ครั้งนี้ สพฐ.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ แอมเวย์เพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดย สพฐ. จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้โรงเรียนในสังกัดได้รับข้อมูลของโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ ไทยอย่างทั่วถึง พร้อมให้คำปรึกษาในการ จัดโครงการจนกระทั่งโครงการสำเร็จลุล่วงสมดังเจตนารมณ์ เพื่อที่เด็กไทยทั่วประเทศจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง10-8-2012

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ห้องสมุดเคลื่อนที่แอมเวย์ลุย 77 จังหวัด "กิจธวัช" ชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพ


แอมเวย์ ฉลองครบรอบ 25 ปี จับมือ สพฐ. เปิดตัวโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่ รวบรวมหนังสือสารานุกรมและเสริมทักษะ ความรู้รวม 100 เล่ม พร้อมอุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งมอบไป 77 จังหวัด กิจธวัช บิ๊กบอส ชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพผ่านเพิ่ม www.facebook.com/amwaythailand


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาแอมเวย์ได้ช่วยเหลือเด็ก ไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นแล้วกว่า 270,000 คนทั่วประเทศ สำหรับปีนี้ เพื่อสาน ต่อเจตนารมณ์การให้โอกาสทางการศึกษา และฉลองครบรอบการดำเนินธุรกิจ 25 ปี ในประเทศไทย แอมเวย์จึงจัดกิจกรรมเพื่อ สังคมกับโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย แนวคิดต้นแบบคลังความรู้ เคลื่อนที่ ซึ่งรวบรวมหนังสือสารานุกรมและ หนังสือเสริมทักษะรวม 100 เล่ม พร้อม อุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งมอบให้โรงเรียนที่ ขาดแคลนในทุกจังหวัดทั่วไทย


เบื้องต้นแอมเวย์จัดทำห้องสมุด เคลื่อนที่จำนวน 77 ชุด เพื่อส่งมอบให้แก่ โรงเรียนในแต่ละจังหวัด ภายใต้คำปรึกษาจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ของไทย คาดหวังที่จะให้เยาวชนไทยได้มีสื่อ การเรียนรู้ที่มีคุณภาพและช่วยส่งเสริม พฤติกรรมรักการอ่านอันเป็นจุดเริ่มต้นของการ พัฒนาสติปัญญาต่อไป


ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ ไทย พัฒนาขึ้นมาจากแนวความคิดเรื่อง นโยบายห้องสมุด 3 ดี คือ 1.หนังสือดี 2.บรรยากาศดี 3.บรรณารักษ์ดี ของกระทรวง ศึกษาธิการบนพื้นฐานที่จะนำคลังความรู้ เคลื่อนที่ไปสู่โรงเรียนที่ขาดแคลน โดยห้อง สมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยจัดทำด้วย วัสดุไม้ที่มีความทนทานและสวยงาม ประกอบ ด้วยหนังสือสารานุกรมเล่มที่ 13-35 จำนวน 23 เล่ม และหนังสือเสริมทักษะ ที่เป็นหนังสือ ดีเด่นได้รับรางวัลจาก สพฐ.จำนวน 77 เล่ม รวมทั้งหมด 100 เล่ม


นายกิจธวัชกล่าวอีกว่า แอมเวย์ขอ เชิญชวนผู้มีกุศลจิตที่ต้องการขยายโอกาสการ เรียนรู้แก่เยาวชนไทยให้มากขึ้น สามารถร่วม เป็นเจ้าภาพการจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนการจัดทำของแอมเวย์ได้ในราคา ชุดละ 40,000 บาท โดยแอมเวย์จะดำเนินการ ผลิตและจารึกชื่อของเจ้าภาพไว้บนห้องสมุดใน ฐานะผู้มอบคลังความรู้นี้


นอกจากนี้ สำหรับโรงเรียนที่ต้องการ ได้รับห้องสมุดเคลื่อนที่ สามารถส่งใบสมัคร แสดงความจำนงขอรับห้องสมุดได้ตั้งแต่ วันนี้ 30 กันยายน 2555 โดยเข้าไปโหลด ใบสมัครที่ www.amwayshopping.com หรือ ที่แอมเวย์ ช็อปทุกแห่ง บริษัทและตัวแทน จาก สพฐ. จะร่วมกันคัดเลือกโรงเรียนที่ เหมาะสม และจะประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ได้ รับบริจาคในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ผ่าน ทางเว็บไซต์ www.amwayshopping.com และ หนังสือพิมพ์


แอมเวย์ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ สามารถมีส่วนร่วมในโครงการได้อย่างง่ายๆ ร่วมกับ 5 ดีเจชื่อดัง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ด้แก่ ดีเจอ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ดีเจเจ๊แหม่ม-วินัย สุขแสวง ดีเจนุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียน ไพโรจน์ และดีเจบุ๊คโกะ ธนัชพันธ์ บูรณาชีวา วิไล ด้วยการกดโหวตดีเจที่ชื่นชอบผ่าน เฟซบุ๊คแอพพลิเคชั่นใน www.facebook.com/ amwaythailand ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม - 24 กันยายน 2555 การกดไลค์ (Like) 10,000 ครั้งขึ้นไป/ 1 ดีเจ แอมเวย์จะจารึกชื่อของดีเจ ท่านนั้นร่วมกับแฟนเพจในฐานะผู้มอบห้อง สมุดเคลื่อนที่ 1 แห่งด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สคบ. กอดคอ 3 สมาคม ขายตรง! ให้ความรู้กฎเกณฑ์ รับตราสัญลักษณ์


สคบ. เชิญ บริษัทสมาชิก 3 สมาคม เข้าฟัง โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจและรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ ให้เกียรติเปิดงาน ส่วนอีกกว่า 700 บริษัทขายตรงไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ระบุว่าให้ความรู้กับผู้ประกอบการของธุรกิจขายตรง

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยในการเป็นประธานงานสัมมนา โครง การสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจและรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ว่า วันนี้ เรากำลังจะเปิดตลาดอาเซียน 10 ประเทศ ในปี 2558 กลุ่มประชากรอาเซียนมีอยู่เกือบพันล้านคน ซึ่งแน่นอนก่อนที่เราจะออกสู่ตลาดดังกล่าว ต้องถามว่าใครจะนำทางไป ซึ่งทางสคบ. บอกว่าเราจะนำผู้ประกอบการเจาะตลาดอาเซียน แต่ถาม ว่าวันนี้ใคร บริษัทไหน และใช่ตัวจริงหรือ เปล่า ซึ่งแน่นอนผู้บริโภคย่อมจะไม่รู้ว่า บริษัทนี้ดีหรือไม่ดี ยิ่งเมื่อต่างประเทศเขาก็จะถามกลับมาว่า แล้วบริษัทนี้รับรอง หรือไม่ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องการจะแยกผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะก้าวเดินไปบนขีดความสามารถของตัวเอง กับกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มที่เข้ามาแฝงตัวอยู่

สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องแยกให้ได้ว่า ขณะนี้สินค้าตัวไหนคือของจริง ซึ่งเราอาจ จะทำงานหนักกันเพราะเหตุผลนี้ ทางสมาคมต่างๆ ของขายตรง จึงจำเป็นต้อง มาช่วยกันให้ท่านเหลือแต่แก่นแท้ ท่านอย่าคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน แล้วช่วยรับรองกันเข้ามา ท่านต้องช่วยกันกลั่นกรอง ไม่ใช่คือไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะเป็น ตัวถ่วงในธุรกิจของท่าน วันนี้ธุรกิจท่านไม่ถึง 1% ของ GDP ในประเทศไทย ท่านอย่าได้นึกว่าท่านภูมิใจแล้ว ทั้งๆ ที่ด้วยศักยภาพแล้ว สัดส่วนของท่านไม่น่าจะต่ำกว่า 10-20% วรวัจน์ กล่าว

ด้านนายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยในงานสัมมนาให้ความรู้ 3 สมาคม เกี่ยวกับการขอติดตราสัญลักษณ์สคบ. ว่า เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจ ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างสูง เนื่องจากเป็นกลไก สำคัญของการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเติบโตของระบบเศรษฐกิจของ ประเทศ ในปีที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่าง มหาศาล โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ซึ่งมีสมาคมที่มี วัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมการขายตรงไทย สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย และสมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย

การสัมมนาในครั้งนี้ ภาครัฐมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อซักซ้อมแนวทางในการขอรับตรา สัญลักษณ์ในธุรกิจขายตรงตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภคกำหนด เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ ขายตรงและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง 2.เพื่อรณรงค์ เชิญชวน ให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงที่มีความพร้อม มีความสามารถสมัครของรับตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และ 3.เพื่อเป็นการเผย แพร่ ประชาสัมพันธ์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นมิติใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภค ตามนโยบายใหม่ของท่านนายกรัฐมนตรี นพปฎล เผย

อย่างไรก็ดี การเปิดโต๊ะสัมมนาในครั้ง นี้ ทางภาครัฐได้กล่าวในเรื่องของหลักเกณฑ์ การสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ของธุรกิจขายตรงว่า หลักเกณฑ์การขอรับมอบตราสัญลักษณ์ 1.บริษัทนั้นต้องได้รับการจดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 2.บริษัทนั้นต้อง ได้รับการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

3.ไม่เคยกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 หรือพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เว้นแต่ได้พ้นโทษในความผิดดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี 4.ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบ ธุรกิจตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 5.จัดให้มีการรับประกันความเสียหายที่เกิดจากการใช้สินค้า หรือมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภค 6.ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจ การค้ากระทรวงพาณิชย์เป็นประจำต่อเนื่อง ทุกปี 7.ไม่เคยถูกฟ้องดำเนินคดีด้านการชำระภาษี 8.ผู้มีอำนาจจัดการกิจการขององค์กรไม่มีประวัติเสื่อมเสียในการดำเนินธุรกิจมาก่อน

9.การคำนวณแผนการจ่ายผลตอบแทน ของผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เกินร้อยละ 55 ของราคาสินค้า 10.ผลตอบแทนเกิดจากการ ขายและกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคที่ไม่ได้มาจากการหาสมาชิก และมีรูปแบบที่ชัดเจน ในการขายสินค้า หรือบริการโดยรายได้หลัก มิใช่การชักชวนบุคคลร่วมเป็นเครือข่าย 11. มีรายงานผลการประกอบธุรกิจต่อสคบ. อย่างต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน 12.ไม่มีพฤติกรรมการโน้มน้าวให้ผู้จำหน่ายอิสระรับซื้อสินค้าในปริมาณมากอย่างไม่สมเหตุสมผล 13.สินค้าที่นำมาจำหน่ายต้องได้รับการอนุญาตรับรอง หรือจดแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เป็นสินค้าที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องขออนุญาตรับรอง หรือ จดแจ้งจากหน่วยงานดังกล่าว 14.สินค้าที่นำมาจำหน่ายต้องแสดงฉลากถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

15.การโฆษณา และประชาสัมพันธ์ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง 16.สัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้จำหน่ายอิสระ หรือผู้บริโภคทุกฉบับต้องเป็นธรรม และไม่เอาเปรียบ 17.มีการกำหนดให้รับคืนสินค้าจาก ผู้จำหน่ายอิสระหรือตัวแทนจำหน่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า โดยการหักค่าดำเนินการตามที่จ่ายจริง 18.มีการกำหนด ให้รับคืนสินค้าจากผู้บริโภคภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า 19.มีการจัดทำ และ ส่งมอบเอกสารการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ให้กับผู้บริโภครวมทั้งจัดทำ และส่งมอบเอกสารการซื้อขายสินค้าหรือบริการหรือคู่มือการดำเนินธุรกิจให้กับผู้จำหน่ายอิสระ 20.มีช่องทางการรับแจ้งข้อมูลจากลูกค้า เช่น ข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ อย่างชัดเจน 21.ภายหลังหากพบว่า ผู้ได้รับมอบตราสัญลักษณ์ไม่มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ทางสคบ.ขอสงวนสิทธิ์ การเพิกถอน หรือ ริบตราสัญลักษณ์คืน พร้อมประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบ 22.ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคมีอายุ 2 ปี นับแต่วันระบุ ไว้ในตราสัญลักษณ์ 23.การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ถือเป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของหลักเกณฑ์ การขอยื่นรับตราสัญลักษณ์ดังที่กล่าวมา มีหลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น อาทิ ข้อที่ 9.ซึ่งมีการกำหนดการจ่ายผลตอบแทนของผู้ประกอบการต้องไม่เกินร้อยละ 55 ของราคา สินค้า ซึ่งในปัจจุบันมีหลายบริษัทที่จ่ายอยู่มากกว่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจ ในอนาคต และข้อ 11.ซึ่งต้องมีการรายงาน ผลการประกอบธุรกิจต่อสคบ.ทุก 6 เดือนนั้น อาจเป็นการสร้างความยุ่งยากมากจนเกินไป

โดย นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้แย้งในประเด็นที่ว่าต้องทำประกันบริษัทกับทาง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพิ่มนั้น ว่า ในเมื่อทางบริษัทได้ทำประกันกับบริษัทต่างชาติแล้ว และก็ครอบคลุมอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้จะเพียงพอ หรือไม่อย่างไร อีกทั้งยังไม่เห็นความจำเป็น ต้องทำเพิ่มในส่วนนี้ด้วย

ซึ่งในประเด็นนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาของหลายบริษัท โดยบริษัทส่วนใหญ่ ก็มีการทำประกันอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีความ จำเป็นต้องมาทำประกันกับทางทิพยประกันภัยเพิ่ม ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตถึงการสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งในโครงการมีการระบุว่า เป็น โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจและรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2555 แต่กลับกลายเป็นว่า กว่า 700 บริษัท ในจำนวนกว่า 800 บริษัท ที่ขึ้นทะเบียนขายตรงกับสคบ. ไม่รู้เรื่องดังกล่าว ซึ่งจะมีเพียงบริษัทของ 3 สมาคมเท่านั้น ที่ได้รับการเชื้อเชิญร่วมงาน สัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งในจำนวนของบริษัทของ ทั้ง 3 สมาคม ก็จะมีเพียง 64 บริษัท จำแนก เป็นสมาคมการขายตรงไทย 32 บริษัท สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย 15 บริษัท และสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย 17 บริษัท ซึ่งกลายเป็นว่า ทางสคบ.แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทำงานอย่างเลือกปฏิบัติ นี่จึงเป็น สิ่งที่ทางรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจให้มากขึ้น ไม่เพียงแต่มาเปิดงานและปิดงานเท่านั้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1317 ประจำวันที่ 14-7-2012 ถึง17-7-2012

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แอมเวย์ ฉลองเครื่องกรองน้ำ อีสปริง คว้ารางวัล Best Practices Award 2010 ส่ง โปรโมชั่นพิเศษ ตอบสนองคนรักสุขภาพ มั่นใจยอดขายปีนี้โต 10%



แอมเวย์ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยความสำเร็จของเครื่องกรองน้ำ “อีสปริง (eSpring)” ไตรมาสแรกเติบโต 7% รับกระแสคนห่วงใยสุขภาพมากขึ้น ตอกย้ำความยอดเยี่ยมระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลผู้นำด้านเครื่องกรองน้ำดื่มแห่งปี “Best Practices Award 2010” จาก “ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน” ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมส่งโปรโมชั่นพิเศษสุดแรงเมื่อซื้อ “อีสปริง” รับฟรีเพิ่มชุดไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์และหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทอีก 1 ชุด มั่นใจสิ้นปี แบรนด์อีสปริงมียอดขายเพิ่มขึ้น 10%
นายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เนื่องจากผู้บริโภคปัจจุบันตื่นตัวและให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น การดูแลเรื่องโภชนาการ น้ำดื่ม อากาศ และความเป็นอยู่ในครัวเรือนจึงมีสูงขึ้น ทำให้ภาพรวมของสินค้ากลุ่มนี้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกและประเทศไทย โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา แอมเวย์ทั่วโลกมียอดขายรวมของกลุ่มสินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริง (eSpring) เครื่องกรองอากาศแอทโมสเฟียร์ (ATMOSPHERE) เครื่องครัวไอคุ้ก (iCook) และแอมเวย์ ควีน (AMWAYQUEEN) รวมกันสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสำหรับยอดขายเครื่องกรองน้ำอีสปริงในเมืองไทย มีการเติบโตสูงเช่นกันโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา (เดือนมกราคม – มีนาคม 2554) ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า สิ้นปี 2554 เครื่องกรองน้ำอีสปริงจะสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อีก 10%
นายกิจธวัชกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดเครื่องกรองน้ำ ‘อีสปริง’ จากแอมเวย์ตอกย้ำความยอดเยี่ยมระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลผู้นำด้านเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวแห่งปี “Best Practices Award 2010” จาก บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Frost & Sullivan Asia Pacific) ประจำปี 2553 ซึ่งรางวัลนี้เป็น 1 ใน 9 รางวัลที่ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน มอบให้องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในแต่ละสาขา ซึ่งแอมเวย์ในฐานะผู้ผลิตเครื่องกรองน้ำก็ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้
“แอมเวย์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำนวัตกรรมเครื่องกรองน้ำมากว่า 27 ปี โดยที่ผ่านมามีการจำหน่ายเครื่องกรองน้ำมาแล้วกว่า 5 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งทำให้ ‘อีสปริง’ เป็นเครื่องกรองน้ำดื่มที่มียอดขายสูงสุดของโลก* อีกด้วย พร้อมกันนี้ แอมเวย์ยังการันตีความเชี่ยวชาญในการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีระบบการกรองน้ำด้วยสิทธิบัตรกว่า 330 ฉบับทั่วโลก จากการค้นคว้าและวิจัยกว่า 20 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้แอมเวย์เป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลในครั้งนี้อย่างสมศักดิ์ศรี” นายกิจธวัชกล่าว
นายกิจธวัชกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อกระตุ้นตลาดและตอบแทนผู้บริโภค บริษัทได้จัดรายการโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อซื้อเครื่องกรองน้ำ ‘อีสปริง’ 1 เครื่อง ลูกค้ารับฟรีชุดไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์และหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทเพิ่มอีก 1 ชุด หรือเลือกรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เริ่มวันนี้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2554 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
“แอมเวย์มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่รักและใส่ใจสุขภาพนี้ จะเป็นปัจจัยผลักดันให้เครื่องกรองน้ำ ‘อีสปริง’ เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายกิจธวัชกล่าวสรุป















ที่มา : http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=59F79CC03FE4ABC04596E1EE235098E4&sec=all&query=YW13YXk=

 

แอมเวย์เผย กลยุทธ์การตลาดทั่วโลก มุ่งเน้นผู้นำตลาดขายตรงโลก



นางแคนเดซ แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วยนายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป (ซ้าย) บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (ที่ 2 จากขวา) เผยข้อมูลกลยุทธ์การตลาดของแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่นและภาพรวมความสำเร็จของแอมเวย์ทั่วโลก โดยมุ่งสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจขายตรงทุกด้าน รวมถึงกลยุทธ์การตลาดของแอมเวย์ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แอมเวย์ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจขายตรงหลายชั้นระดับโลก

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

แอมเวย์จับมือ 2 พันธมิตรชั้นนำ สร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ รองรับการเติบโตของธุรกิจ



นายปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ (ที่ 3 จากซ้าย) และนายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามเซ็นสัญญาออกแบบและก่อสร้างสำนักงานใหญ่แอมเวย์ประเทศไทย บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ภายใต้งบลงทุน 1,100 ล้านบาท โดยมีนายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ (ที่ 3 จากขวา) บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) ดูแลรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง และนายอุดมศักดิ์ ตั้งอมรศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 760i อาร์คิเทค แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด (ซ้าย) รับผิดชอบด้านการออกแบบ ภายใต้แนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อม (Green Concept) โดยบริษัทได้ทำพิธีตั้งเสาเอกไปเมื่อเร็วๆ นี้ และจะแล้วเสร็จในปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่แอมเวย์ประเทศไทยดำเนินงานครบ 25 ปี รวมถึงเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจแอมเวย์ในอนาคต

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

แอมเวย์ ผนึกโอกิลวี่เสริมทัพสู่เส้นชัย 2 หมื่นล้านปี 2555



นายปรีชา ประกอบกิจ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ และนายกิจธวัช ฤทธีราวี (ซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการโฆษณาโดยมี นางพรรณี ชัยกุล (ขวา) ประธานกลุ่มบริษัทฯ และกรรมการผู้จัดการ ร่วมด้วยนายภาวิต จิตรกร (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายบริหารธุรกิจบริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอดเวอร์ไทซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเสริมทัพดูแลงานด้านการบริหารสื่อโฆษณาทั้งหมดของแอมเวย์ ประเดิมด้วยภาพยนตร์โฆษณาทีวีรูปแบบหนังรัก 5 สี 5 เรื่อง ปลุกกระแสตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์ โดยความร่วมมือต่อจากนี้ถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำแอมเวย์ย้ำจุดยืนสู่ความสำเร็จอันดับ 1 เพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยยอดขาย 2 หมื่นล้านบาทในปี 2555 อย่างแน่นอน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: เวิรฟ

วรญา มณีวรรณ (เพชร) โทร.            0-2204-8229

พรชนันท์ มงคลกุล (กิฟท์) โทร.0-2204-8223

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com