ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอต้อย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอต้อย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย กิฟฟารีน-Giffarine กับ หมอต้อย (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์)
















ขอแสดงความยินดีกับสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) และคณะกรรมการสมาคมฯ ทุกท่านที่ร่วมกันจัดงานวันเกียรติยศนักขายตรงไทย ประจำปี 2555 เพื่อเชิดชูเกียรติยศและศักดิ์ศรีให้กับนักธุรกิจอิสระได้อย่างงดงามอลังการ งานนี้นอกจากจะได้เห็นนักขายตรงแต่ละค่ายประชันกันแต่งองค์ทรงเครื่องกันอย่างสวยงามแล้ว ในฟากของผู้ประกอบการเองก็ใช่ย่อย


โดยเฉพาะ หมอต้อย แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ จากค่ายกิฟฟารีน ที่งานนี้จัดเต็มด้วยชุดราตรียาว ใครเห็นต่างก็ชื่นชมว่า


สวยมาก ได้ยินคำชื่นชมตลอดทั้งงาน หมอต้อย ถึงกับเขินอายเลยทีเดียว แต่ก็แอบกระซิบเบาๆว่า แหม ปีหนึ่งจะได้แต่งแบบนี้สักครั้ง พอมีโอกาสก็ขอจัดหนักจัดเต็มไปเลย



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย กิฟฟารีน-Giffarine กับ หมอต้อย (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์)


ด้าน น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ คุณหมอนักบริหารหญิงคนเก่ง แห่ง กิฟฟารีน หลังจากนำทีมนักธุรกิจ กิฟฟารีนกว่า 600 ชีวิต ไปชาร์จพลัง ท่องเที่ยวกรุงปักกิ่งมาอย่างเปรมปรีดิ์ พอกลับกันมาเลยขยันเวิร์กจนยอด พ่งุ ฉิว แว่ว ว่า สาขาที่ลาวกำลังไปได้สวย จนปัจจุบันผู้นำระดับสูงของกิฟฟารีน ต้องเดินทางดูแลธุรกิจระหว่าง ไทย- ลาว เป็นว่าเล่น จะเรียกว่าทุกสัปดาห์ก็ว่าได้ แหม ถ้าที่ลาวเวิร์ก ขนาดนี้ Next Destination จะเป็นประเทศไหนดีคะ คุณหมอต้อยขา...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ปักธงลุยตลาด AEC "หมอต้อย (พญ.นลินี ไพบูลย์)" วอนรัฐดูภาษี-6ด.โต7%

หมอต้อย โดดขึ้นเวทีเสวนา Innovation : A New Era of AEC ร่วม แบงก์ กรุงไทย แชร์ประสบการณ์สร้าง กิฟฟารีน



ด้วยใจถึงใจดูแลกว่า 300,000 คน บนพันธกิจบริหารความคาดหวัง พนง.-นักขาย-ผู้บริโภค เผยเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนพร้อมรับมือลุยล่วงหน้านำรองแล้ว 4 ประเทศ เล็ง เวียดนาม-อินโดฯ ต่อวอน รัฐ สร้างความเป็นธรรมมาตรการภาษีสินค้าแข่งเพื่อนบ้าน แจง 6 เดือนไปโลดโต 7% คาดสิ้นปีแตะ 6,000 ล้านบาท

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยภายในงานเสวนาหัวข้อ Innovation : A New Era of AEC นวัตกรรมนำไทยกล้า...ท้า เออีซี เพื่อเผยแพร่แนวคิดและเส้นทางพุ่งทะยานสู่ความเป็น 1 ใน AEC ที่ธนาคารกรุงไทยจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันดูแลคนอยู่ 2 กลุ่ม 1 คือฝ่ายผลิตในโรงงานกิฟฟารีนประมาณ 1,000 คน และกลุ่มพนักงานประจำ 600 คน กับนักธุรกิจอิสระกิฟฟารีนอีกประมาณ 300,000 คน


ที่โรงงานก็จะประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และเภสัชกร ประมาณ 100 คน ที่เหลือฝ่ายผลิตทั้งหมด ในส่วนของการตลาดก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน เช่นกัน พนักงานประจำ 600 คน อีกส่วนหนึ่ง คือ นักธุรกิจอิสระ ประมาณ 300,000 คน ที่คอยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ประมาณ 5 ล้านคน ทุกวันนี้หมอคิดว่าหมอไม่ได้เป็นนักธุรกิจ แต่หมอคิดว่าหมอเป็นครูที่มีหน้าที่คอยบริหารความคาดหวังของพนักงาน และคอยบริหารความมั่นคงกับนักธุรกิจอิสระ และก็บริหารความคาดหวังของผู้บริโภค พญ.นลินีกล่าว และว่า

ทั้งหมดนี้มาจากกลไกที่ต้องทำงานทั้งหมดอยู่ 3 อย่างคือ 1.ต้องสร้างแรงบัลดาลใจตลอดเวลา 2.ต้องทำให้คนของกิฟฟารีนทั้งหมาดมีวิธีคิด 3.ต้องมีวิธีการ โดยเฉพาะเรื่องราวของการดูแลจิตใจคนเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดที่ผู้บริหารสูงสุดซึ่งทำตัวเป็นเหมือนครูต้องคอยเล่าประสบการณ์ให้ทีมงานฟัง เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยประสบการณ์และต้องเรียนรู้อยู่ตลอด

สำหรับการเตรียมตัวกับการเปิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (Asean Economic Community) นั้น พญ.นลินีกล่าวย้ำว่า หลังเปิด AEC จะมีบริษัทขายตรงจากต่างประเทศแห่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทขายตรงคนไทยก็จะรุกเข้าไปในต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน โดยแต่ละบริษัทจะชูจุดเด่นของตัวเองเป็นกลยุทธ์สำคัญ

เราจะต้องเรียนรู้ประเทศที่เราจะไปให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจออกไป สำหรับภาครัฐอยากจะขอความเป็นธรรมว่า เวลาที่เราเปิดประเทศการที่เรามีคู่ค้าในประเทศอาเซียนทั้งหมด บางรายการบางสินค้ามันขาดความยุติธรรม เช่นสินค้าแบบเดียวกันของเขาเข้ามาหาเราภาษี 0% แต่เราไปในประเทศเขายังไม่ 0% ปรากฏแต่ละประเทศนี่ยังไม่ใช่เพราะว่าประเทศเขายังจนอยู่เขายังรับระเบียบทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายก็อย่าคิดไปพึ่งใครพึ่งตัวเองดีที่สุด คนไทยจะต้องไม่แพ้ใครทั้งนั้นแต่ถ้าจะแพ้ก็คือแพ้ใจตัวเอง

ทั้งนี้ พญ.นลินี ยังเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเครือข่ายถึงการรับมือกับประชาเศรษฐกิจคมอาเซียนของบริษัทกิฟฟารีนว่า บริษัทมีนโยบายเตรียมรองรับไว้แล้ว และกำลังขยายธุรกิจไปสู่ทุกๆประเทศในอาเซียน ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกโตของปีนี้ก็โตประมาณ 7 เปอร์เซ็น และคาดว่าสิ้นปีหากไม่มีน้ำท่วมหรืออะไรที่รุนแรง ยอดขาดทั้งหมดน่าจะเกือบ 6,000 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังยังคงเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง และการแทรนนิ่งนักธุรกิจอิสระพร้อมเตรียมออกผลิตภัณธ์ใหม่ในเดือนกันยายนนี้

ซึ่งเรามองว่าเรามีความเป็นต่อ เพราะว่าเรามีโครงสร้างของเครือข่ายผู้ใช้สินค้า และเราก็มีสินค้าที่คิดว่า ประเทศในอาเซียนจะมีอากาศคล้ายๆกัน ผิวพรรณคล้ายๆกัน สินค้าของเราที่ขายดีในประเทศไทย ก็น่าจะทำตลาดที่ประเทศในอาเซียนได้ไม่อยากอยู่แล้ว

สำหรับแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนของกิฟฟารีนนั้น ก่อนหน้านี้ พญ.นลินีเคยให้สัมภาษณ์ว้าว่า เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ในปี 2558โดยปัจจุบันบริษัทสามารถนำธุรกิจเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ แล้ว 4 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา พม่าและมาเลเซียขณะที่สิ้นปี 2555 นี้มีแผนที่จะขยายธุรกิจเข้าไปในอินโดนีเซีย และปี 2556 จะขยายเข้าไปในเวียดนาม

ทั้งนี้การขยายธุรกิจเข้าไปในกลุ่มประเทศอาเซียน บริษัทจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปปีละ 1 ประเทศโดยในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2558 คาดว่าจะมีรายได้จากตลาดต่างประเทศที่ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีรายได้ 100 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าที่จำหน่ายในต่างประเทศสามารถแข่งขันกับคู่แข่ง ได้และกำแพงภาษีมีการปรับลดลงซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเท่ากับราคาที่ขายในไทย ขณะที่ภาพรวมรายได้ของบริษัทในสิ้นปี 2555 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า7% จากปี 2554 ที่มีรายได้ 5,488 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "กิฟฟารีน (Giffarine Thailand)" กับ คุณ หมอต้อย-น.ต.พ.ญ. นลินี ไพบูลย์


ก่อนอื่น 4 สาว ขอปรบมือดังๆ พร้อม กับปรี่เข้าไปร่วมแสดงความยินดีกับ คุณ หมอต้อย-น.ต.พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ผู้บริหาร คนเก่งแห่ง กิฟฟารีน ที่ปีนี้ จับทำอะไรก็ดู จะรุ่งไปซะทุกอย่าง แบบรุ่งโรจน์นะเจ้าคะ ไม่ใช่รุ่งริ่ง คริคริ เริ่มตั้งแต่ต้นปีกิฟฟารีนคว้า รางวัล Superbrands 2011 มาครอง ตามด้วย อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555 แถมพ่วงต่อด้วยรางวัล สถานประกอบการที่สามารถฟื้นฟูกิจการ หลังน้ำท่วมได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน อ๊ะๆๆ ยังค่า ยังไม่หมดเพียง เท่านี้นะเจ้าคะ ก็ผลงานและความสามารถของคุณหมอต้อยไปกระแทก- ตาทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จึงได้มอบ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยี ให้ผู้บริหารคนเก่ง มาประดับบารมีอีกหนึ่งดีกรี แหม...ทั้งสวย ทั้งเก่งแบบนี้ มีเคล็ด (ไม่) ลับ อะไร ก็กระซิบบอก 4 สาว บ้างนะเจ้าคะ เผื่อจะได้รางวัลมานอนกอดกับ เค้ากันบ้าง อิอิ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "กิฟฟารีน-Giffarine" กับ "หมอต้อย" (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์)


.....พูดถึงความสำเร็จ!! ...ชั่วโมงนี้จะไม่กล่าวถึง หมอต้อย (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์) ประธานฯ ค่าย กิฟฟารีน ไม่ได้เลยอ่ะนะ...เพราะคุณหมอได้ชื่อว่า เป็น ผู้บริหารหญิงเก่ง แห่งปี กันเลยทีเดียว... เพราะเมื่อต้นปีกิฟฟารีนได้ รับการคัดเลือกให้เข้ารับ รางวัล Superbrands 2011 แถมล่าสุดยังได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555 พ่วงรางวัล สถาน ประกอบการที่สามารถฟื้นฟูกิจการหลัง น้ำท่วมได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน และที่น่ายินดีไปกว่านั้นสภามหาวิทยาลัย ราชภัฏพระนคร มีมติมอบ ปริญญาดุษฏี บัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการจัด การเทคโนโลยี ให้กับคุณหมออีกด้วย... Spy Man ขอแสดงความยินดีกับทุก รางวัลของผู้บริหารหญิงเก่งแห่งปีคนนี้ด้วย นะคร้าบบบบ!!.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : Top 25 Women CEO "พญ.นลินี ไพบูลย์"


หนึ่งในผู้ถูกจัดอยู่ในทำเนียบผู้หญิงเก่งแน่นอนต้องมีชื่อของ พญ.นลินี ไพบูลย์ หรือ หมอต้อย ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ที่ผันชีวิตตัวเองหันมาเป็น นักธุรกิจขายตรง สร้างอาณาจักร กิฟฟารีน จากยอดขายปีแรกเพียง 384 ล้านบาท ไต่เพดาสสู่ยอดขายกว่า 5,000 ล้านบาท ภายในเวลา 16 ปี จนกลายเป็นหลุ่มบริษัทขายตรงชั้นนำของโลกที่มีผลประกอบการสูงติดหนึ่งในร้อยบริษัท ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Direct Selling News ในสหรัฐ


พญ.นลินี เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจดำเนินธุรกิจกิฟฟารีน เมื่อปี 2539 ว่า เป็นเพราะเคยมีประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงมาก่อนทว่าก่อนที่จะเริ่มต้นธุรกิจ เธอต้องแก้โจทย์ 3 ข้อให้ได้ก่อน
ข้อแรกคือ ต้องทำให้คนไทยเชื่อมั่นในแบรนด์กิฟฟารีน
ข้อที่สอง คุณภายสินค้าต้องมาก่อน
ข้อสุดท้าย ภายที่คนมองธุรกิจขายตรง ยังมีความไม่เข้าใจอยู่มาก ส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานที่ไปกดดันคนอื่น ไปบังคับหรือเปล่าจึงต้องออกแบบวิธีการทำงานให้สะดวกใจคนไทยมากที่สุด


กฏเหล็กเจ้าแม่กิฟฟารีน


- คิดต่าง เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง


- เชื่อมั่นในตนเอง ทว่าพร้อมเปิดใจเรียนรู้


- ทุ่มเท สนุกสนาน ยึดหยุ่น ไม่ยึดติด


- เป็นนักวางแผนที่ดี


นิสัยคนไทยไม่ชอบงานขาย แต่มีความต้องการที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจมากกว่า ดังนั้นการปรับเปลี่ยนนิสัยคนไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย การเชิญให้มาเป็นเจ้าของร่วมกันซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าเพียงแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นและจริงใจต่อกัน


โดยเธอจะบอกนักธุรกิจอยู่เสมอว่า ธุรกิจนี้ ไม่ได้ขายของ แต่เป็น การสร้างเครือข่ายผู้ใช้ เพราะฉะนั้นการออกแบบธุรกิจของกิฟฟารีนจะเป็นโครงสร้างที่ทำให้นักขายรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของบริษัทลูก


คุณหมอ นลินี บอกว่า ภารกิจปั้นแบรนด์กิฟฟารีนสำเร็จเกินความคาดหมาย เพียงปีแรกยอดขายพุ่ง 384 ล้านบาท ก่อนก้าวกระโดด เป็น 1,500 ล้านบาทในปีที่ 2 เติบโตถึง 4-5 เท่าตัว จนสินค้าขาดตลาด ทำให้เกิดวิกฤติการขายอย่างหนัก จนปีที่สาม สี่ ธุรกิจจึงตั้งหลักได้


จนทุกวันนี้ กลายเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบให้แบรนด์อื่นๆ เดินตามรอย


อย่างไรก็ตามธุรกิจใช่ว่าจะไร้อุปสรรค!!


จะว่าไปแล้วไม่ใช่เราไม่มีอุปสรรค เรามีมาตลอด เหนื่อยมากเพราะตอนนั้นเป็นสินค้าใหม่ แบรนด์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังเป็นของคนไทยด้วย ความเชื่อมั่นไม่ค่อยมีก็ต้องสร้างกำลังใจให้กับนักขายค่อข้างมาก ปีแรกเรามีปัญหาเรื่องการโตเร็ว แย่มากๆ ตรงที่เราเตรียมสินค้าไม่ทัน แต่ในที่สุดปัญหาก็ลุล่วงไปได้ คุณหมด นลินีกล่าว


สำหรับเธอแล้ว หลักการบริหารที่ทำให้ กิฟฟารีน มีวันนี้เกิดจากการวางโมเดลธุรกิจที่มีรูปแบบ แตกต่าง-โดนใจ ตกผลึกมาจากประสบการณ์ และวิธีคิดแบบผู้ที่อยู่ในอาชีพหมอโดยเฉพาะการตีโจทย์ความต้องการผู้บริโภอย่างลึกซึ่ง การวางโปรดักซ์ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย และมีระบบผลตอบแทนตัวแทนขาย เช่น เดียวกับผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ


ธุรกิจขายตรง ยังมีความแตกต่างไปจากธุรกิจอื่นๆ มีอะหรมากกว่า รายได้-กำไร เพราะเป็นงานที่ทำแล้วได้ความสุขที่เกิดจากการหยิบยื่นให้กับลูกค้าผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์


เราได้หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กับใครๆ ฟังล้วเหมือนนิยาย แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นงานที่ได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน ตอนที่เปิดกิฟฟารีนในใจมีความรู้สึกอยากจะสอน อยากจะถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ที่มีให้คนไทยที่อยากจะเป็นเจ้าของกิจการ ให้เขามีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่เข้าสร้าง พญ.นลินี กล่าว


ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริงของหมอต้อยจึงไม่ได้วัดที่ตัวเลขเพียงอย่งเดียว แต่วันจากคนหลายแสนครอบครัวที่อยู่กับกิฟฟารีนแล้วมความสุข เหมือนรางวัลชีวิตที่มาหาเราทุกวินาที


เธอบอกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเหนื่อย หรือท้อกับการบริหารคนจำนวนมาก โดยมองว่าการที่ได้รู้จักคนมากๆ เหมือนการอ่านหนังสือที่แตกต่างกันลักษณะการทำงานของเธอยังต่างจากซีอีโออื่นๆ ตรงที่ต้องดูแลคนสองกลุ่มที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มแรกคือพนักงานประจำ ก็จะหมือนซีอีโอ ท่านอื่นๆที่ดูแลสตาฟฟ์ในบริษัทตนเอง กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ ดูแลนักธุรกิจอิสระที่ชวนเข้ามาเป็นเจ้าของบริษัทลูก โดยเขาไม่ใช่ลูกจ้างเรา ไม่ได้รับเงินเดือนหรือรายได้จากเรา แต่เขามาสร้างกิจการของเขาเอง ก็ช่วยเหลือดูแล


งานของเธอเปรียบไปก็เหมือนการเป็นทั้งครูที่ต้องให้ความรู้ ให้กำลังใจคน และยังต้องเจอปัญหาหลายๆ แบบ เจอคนหลายๆ ลักษณะบนพื้นฐานที่ต้องทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือนักธุรกิจแต่ละคนก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลย ถือเป็นความท้าท้ายที่สนุก


ถ้าเราคิดจะท้อกับการเจอคน จะทำงานแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะงานแบบนี้คืองานที่ต้องเจอคนตลอดเวลา เธอบอก


ขณะที่หลักการทำงานของเธอ คือต้องเชื่อมั่นในตัวเองและเรียนรู้ในงาน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะนิสัที่เป็นคนไม่ยึดติด ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่ง แต่การที่จบหมอแล้วมาทำธุรกิจ ทำให้ค่อนข้างจะ zero based คือมีใจที่จะมองทุกอย่างอยู่ตรงกลาง และพร้อมจะเริ่มต้นจากศูนย์


อะไรที่เราไม่รู้ เราต้องเรียนรู้ เราก็ต้องไปฟังไปอ่าน เพราะไม่ได้เรียนมาทางนี้ เพราะฉะนั้นความไม่ยึดติดตรงนี้ทำให้เราเป็นคนที่มีความยึดหยุ่น มีความคล่องตัวสูงที่จะปรับตัวที่จะยอมรับคนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ


เธอยังเป็นคนที่ใช้ใจทำงาน และเป็นคนที่สนุกสนาน ไม่เก็บความทุกข์มาไว้ในใจมากมาย มองว่าเวาลานอนก็ต้องวางภาระ แล้ววันรุ่งขึ้นก็ต้องดูแลสิ่งที่ได้เตรียมมาอย่างดีที่สุดต้องวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ว้าองทำอะไรก่อนหลัง


ขายตรงยังเป็นงานสนุกถ้าเรารักมัน แต่เป็นงานที่เหนื่อย เพราะจะไม่มีวันพักผ่อน เสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องออกไปต่างจังหวัด ถามว่ามีเรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิตไหม มี เราจะเจอคนไม่ดีไหม มี แต่ถ้าเราผ่านไปได้ นั้นหมายความว่าต่อไปนี้ อะไรที่ง่ายกว่านี้เราทำได้หมด เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวถนนของคนเก่งต้องเป็นถนนของคนที่ผ่านอุปสรรคมามากพอสมควร แต่ว่าล้มแล้วก็ต้องลุกให้เป็นแล้วก็วิ่งเลย


สำหรับหมอต้อยแล้ว เธอบอกว่าความยิ่งใหญ่ของกิฟฟารีนในวันนี้ มาเกิดกว่าความฝันแล้ว แต่ต้องเดินต่อไป เดินต่อไปวันนี้คงไม่ใช่ความฝันของตัอง แต่เป็นการเดินเพื่อสานต่อความฝันของผู้อื่นที่เข้ามาอยู่ในกิฟฟารีนมากกว่า ต้องดูแลบริษัทให้เติบโตต่อไป เพราะว่าทุกคนมีความคาดหวัง


พนักงานก็อยากมีโบนัส มีสวัดิการเพิ่มขึ้น นักธุรกิจที่เข้ามาก็อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนันเราจึงเติบโต


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน - Giffarine : "หมอต้อย" แย้ง! จ่ายประกัน "ทิพยฯ" ซ้ำซ้อนติดตราสคบ.กฎกติกาไร้ความจำเป็น


โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจ และรณรงค์ การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครอง ผู้บริโภคของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ไร้ข้อยุติ ผู้ประกอบการลุกขึ้นแย้งหลายประเด็น หมอต้อย แม่ทัพหญิง กิฟฟารีน โต้ทำไมต้องทำประกันเพิ่มกับ ทิพยประกันภัย ในเมื่อทุกวันนี้บริษัทขายตรงส่วนใหญ่ก็มีประกันอยู่แล้ว ทั้งยังปฏิบัติตามพ.ร.บ.ขายตรงและ ตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 อย่างเข้มงวด หวั่นต้อง เสียเงินในส่วนไม่จำเป็นนับสิบล้านบาทเพิ่ม แลกสติกเกอร์ติดข้างขวด!

แต่ผู้ประกอบการซึ่งเราทำงานกันมาหลายปี โดยเหตุการณ์ที่เราได้เจอส่วนใหญ่แล้ว เราจะดูแลผู้บริโภค นี่คือสิ่งที่เราทำกันมาตลอด คือเรามีการรับรอง และหาก มีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เราก็จะมีการคืน สินค้า ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง และที่ทำไปมากกว่านั้น คือ การรักษาดูแล โดยที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้กับเขา นี่คือสิ่งที่เราในฐานะผู้ประกอบการทำกันมา ตลอด และหากเกิดข้อบกพร่องจากกระบวน การผลิตจริงๆ ก็แก้ไขไปตามนั้น ซึ่งจากที่เรียนเรื่องนี้ก็คือว่า เราเข้าใจในความหวังดี ของภาครัฐ แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ถ้าคำนวณเงินประกันจริงๆ ผู้ประกอบการจะต้องเสียเงินในส่วนนี้ ประมาณ 5-25 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงิน 25 ล้านบาท สำหรับกิฟฟารีนเองก็สามารถนำไปแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอื่นๆ ได้ แล้วยิ่งผู้ประกอบการขนาดเล็กก็ จะยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก หมอต้อย แย้ง

ตนเข้าใจเจตนาของทางทิพยฯ เข้าใจ เจตนาของสคบ. แต่อยากจะบอกตรงนี้ว่า จริงๆ แล้วการกำกับดูแลของผู้ประกอบการ ที่ผ่านมามีเต็มที่อยู่แล้ว เช่น ถ้าผู้บริโภคมีปัญหาบางประการ และผู้บริโภคมีเจตนาบริสุทธิ์ เขาแพ้จากการใช้สินค้าจริงๆ สิ่งที่เราดูแลก็มีหน่วยงานสคบ. เข้ามาเกี่ยวข้อง อยู่แล้ว และกรณีปัญหาหนักจริงๆ ที่เกิดจาก ผู้ประกอบการบางราย ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์กับผู้บริโภค ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่แล้ว

อีกกรณีหนึ่ง ในส่วนเกี่ยวกับบริษัทประกันทิพยฯ ถ้าหากเกิดกรณีผู้บริโภคที่ไม่ใช่ผู้บริโภคตัวจริง ที่ร้องเรียนมาเพราะอยากได้เงินประกันเยอะๆ แต่เมื่อพิสูจน์แล้ว ไม่ใช่ความผิดของผู้ผลิต ไม่ใช่ความผิดของ ผู้ประกอบการขายตรง ยังไงบริษัททิพยฯจะต้องจ่ายอยู่ให้แล้วใช่หรือไม่ พ.ญ.นลินี กล่าว
สิ่งที่พ.ญ.นลินี กล่าวแย้งขึ้นมานี้ เป็นข้อสงสัยที่หลายบริษัทก็มีความคิดไม่ต่างกัน เพราะเมื่อบริษัทขายตรงส่วนใหญ่มี การรับผิดชอบ และมีการรับประกันที่ถูกต้อง ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 แล้ว การที่ต้องไปจ่ายเงินเพิ่มในสิ่งที่มี และดีอยู่แล้ว ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น
โดย นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ในส่วนของการประกันภัยจะแบ่งการคุ้มครอง ออกมาเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ความคุ้มครองในตัวผลิตภัณฑ์ เป็นความรับผิดต่อตัวผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่มีอยู่ จาก การที่ผู้บริโภคมีการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ แล้ว ปรากฏว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ร่างกายหรืออย่างอื่นอย่างใดต่อผู้บริโภค ก็ เป็นสิทธิของผู้บริโภคที่จะร้องเรียนให้ชดใช้ ค่าเสียหายหรือเงินชดเชยต่างๆ ได้ ซึ่งการ ยื่นคำร้องนั้น จะยื่นที่ สคบ. โดยสคบ. จะมี กระบวนการในการวินิจฉัยข้อพิพาท เมื่อสคบ. วินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไรแล้ว บริษัทประกันภัยก็จะเข้ามาช่วยเหลือตามข้อวินิจฉัย

ส่วนกลุ่มที่ 2 จะมุ่งคุ้มครองนักธุรกิจ อิสระ หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้โดย ตรงที่อาจโดนหลอกลวง หรือเข้ามาแล้วไม่เป็นไปตามที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างไว้ จึงถือว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้เสียหายอีกกลุ่มหนึ่ง โดยกระบวนการชดใช้ก็เช่นเดิม คือผู้ที่ได้รับความเสียหาย ก็จะต้องยื่นคำร้องเรียน ว่าตนเองได้รับความเสียหายอย่างไรที่สคบ. สคบก็จะมีการวินิจฉัยพิจารณาตามองค์ประกอบ ในส่วนนี้อาจจะมีผู้แทนจากสมาคม ต่างๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับระบบขายตรงเป็นอย่างดีมาช่วยในการให้ข้อมูลต่างๆ เมื่อสคบ. วินิจฉัย เป็นอย่างไร จึงเป็นหน้าที่ต่อไปของทิพยฯที่จะเข้ามาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย ถ้าเป็นเจตนาหรือข้อบกพร่องโดยตรงของผู้ประกอบการ เราก็จะใช้สิทธิเรียกร้องคืน จากผู้ประกอบการ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าไม่ให้ผู้ประกอบการฉกฉวยโอกาสจากบริษัทประกันภัย

สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยในขณะนี้ ยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ตนได้เรียนกับท่าน รัฐมนตรีว่า จะขอปรึกษากับทางสมาคม ชมรมขายตรงต่างๆ เพื่อระดมความคิดเห็น กัน เนื่องจากในฐานะที่ท่านเป็นผู้ประกอบการโดยตรงและท่านก็รู้ดีว่าปัญหาหรือข้อจำกัดของบริษัทต่างๆ นั้นคืออะไร ตนจึงอยากจะใช้เวลาในช่วง 2 สัปดาห์นี้ในการพบปะกับผู้ประกอบการขายตรงโดยตรง เพื่อร่วมปรึกษากันถึงข้อกำหนดสำหรับการ จัดทำเบี้ยประกันภัย

ตนขอเรียนเพิ่มเติมว่า ในเรื่องของความคุ้มครองนั้น ในกรมธรรม์ประกันภัย ถ้าบริษัทใดมีกรมธรรม์คุ้มครองอยู่แล้ว สามารถนำเข้ามาใช้ประกอบเงื่อนไขขอรับ ตราได้หรือไม่ ตนขอเรียนว่า การที่บริษัททิพยฯ เข้ามาประเมินไม่ได้หมายความต้องการให้ทุกท่านเข้ามาทำประกันภัยกับบริษัทของเรา แต่เนื่องจากเราก็เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐ และมีวัตถุประสงค์ ในการดำเนินงานเช่นเดียวกับ สคบ. นั้นก็คือเราต้องการสร้างความคุ้มครองให้กับ ผู้บริโภค แต่ถ้ามีกรมธรรม์ที่ต้องการคุ้มครอง ผู้บริโภค ตรงตามเจตนาของโครงการนี้อยู่แล้ว ท่านก็สามารถที่จะแสดงหลักฐานขอรับตราได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชี้แจงคือ ในกรมธรรม์ประกันภัยทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่นั้นการชดใช้ค่าเสียหายทดแทนนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า ผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อกรณีพิพาทนั้น แต่กรณีตามโครงการนี้ เราไม่ได้เอาคำวินิจฉัยถึงที่สุด แต่ เอาคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการที่จัดตั้ง โดยสคบ. เข้ามาพิจารณา ซึ่งหากบริษัทประกันภัยใดยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ เราก็ยินดีที่จะยอมรับท่านเข้ามาร่วมโครงการด้วยกัน

ทั้งนี้ จากข้อโต้แย้งที่ออกมานี้ กลับกลายเป็นว่าการขอรับตราสัญลักษณ์ที่ ทางภาครัฐได้ออกโครงการออกมานี้ ดูจะยัง ไม่ได้ข้อสรุปอะไรที่ชัดเจน อีกทั้งการสัมมนา ดังกล่าว ก็ดูจะรู้กันในวงแคบๆ ระหว่างรัฐ และบริษัทที่อยู่กับ 3 สมาคมขายตรงเท่านั้น ส่วนอีกกว่า 700 บริษัท ก็ไม่มีส่วนได้รับรู้อะไร เพราะไม่มีการเชิญเข้ารับฟัง นี่จึงเป็น จุดอ่อนของธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1317 ประจำวันที่ 14-7-2012 ถึง17-7-2012