ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงน้องใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงน้องใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

จับตา 'โซล' น้องใหม่ MLM ดูดแม่ทีมแนวหน้าดันยอดพันล้าน







1509180_705449496156110_1876372096_n (Mobile)

 


มนุษย์เงินล้านระดับแนวหน้าของประเทศไทย "ธนะสิทธิ์-ธเนศ" อดีตแม่ทีมใหญ่ "เอมสตาร์ เน็ตเวิร์ค" ซบอกขายตรงน้องใหม่ "โซล คอร์ปอร์เรชั่น" เปิดใจ เลือกโซลเพราะบริษัทรักษาจรรยาบรรณเหนียวแน่น ฝั่งผู้บริหารตบเท้าพร้อมสนับสนุน เตรียมระบบรองรับการเติบโต ทั้งขยายสาขา เปิดตัวสินค้าใหม่ ตั้งเป้ายอดขายพันล้านภายในสิ้นปี 57


นางเพ็ญทิพย์ โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจในระบบเครือข่ายขายตรงหลายชั้น (MLM) มาเป็นเวลากว่า 2 ปี มียอดขาย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 250 ล้านบาท มีฐานสมาชิกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมาจากการที่บริษัทมีจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์ โดยมีนักวิจัยภายใต้ SCI Center ที่มีความเข้าใจในการประยุกต์ในนาโนเทคโนโลยีกับการดูแลสุขภาพและผิวพรรณ ซึ่งพยายามคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้ศาสตร์ของนาโนเทคโนโลยีที่ผนวกเข้ากับศาสตร์แห่งพลังชีวิต โดยเริ่มต้นทดลองตลาดครีมมัสเซล เอฟเฟกต์ ปรากฏว่า ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก จึงมีการพัฒนานำไปสู่การทำธุรกิจเครือข่ายในที่สุด


"ครอบครัวทำธุรกิจวิจัยเกี่ยวกับทองคำ เพชร พลอย ซึ่งมีห้องแล็บที่อยู่ในระดับเกรดเอ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ และติด 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีทีมวิจัยที่เป็นสมาชิกในครอบครัวทำกันเองมาตั้งแต่ดั้งเดิมมานานมาก โดยมีมาตรฐานในการตรวจสอบทองคำถึง 1.92% และ มีพันธมิตรที่เข้ามาติดต่อธุรกิจร่วมอยู่มากมายทั้งในและต่างประเทศ"


นางเพ็ญทิพย์ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวผู้นำระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่จะมาร่วมธุรกิจกับโซลฯ ได้แก่ นายธนะสิทธิ์ พรสิริกุลนันท์ และนายธเนศ ลีลาภรณ์ (อดีตนักธุรกิจระดับทริปเปิ้ลไดมอนด์ บริษัท เอมสตาร์ เน็ตเวิร์ค) ซึ่งได้ยื่นใบลาออกจากบริษัทต้นสังกัดเดิมและสมัครเข้าร่วมทำธุรกิจกับโซล โดยเป็นการร่วมงานของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกันที่จะทำธุรกิจขายตรงสีขาว


"คุณธนสิทธิ์และคุณธเนศ เป็น 1 ใน 5 ผู้นำในประเทศไทย การร่วมเดินทางด้วยกัน เรามองว่า เราเป็นคนรุ่นใหม่ มีนวัตกรรมในแนวคิด วิธีการทำงานแนวคิดการทำเครือข่ายสีขาว เครือข่ายผู้ให้ ด้วยวิธีคิด วิธีการตรงกัน ทำให้มีวันนี้ โดยบริษัทเตรียมทกลยุทธ์การขยายตัวทุกรูปแบบ ทั้งขยายสาขา เปิดตัวสินค้าใหม่ ตลอดจนร่วมมือกับพันธมิตรในการซื้อขายและจ่ายเงิน เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น"


สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการรุกตลาดของโซล ปัจจุบันมี 29 รายการ แบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ ประกอบด้วย โซลคอสเมติก, โซลฟังก์ชั่นส์, โซลเฮลธ์ และโซลไลฟ์สไตล์ ซึ่งบริษัทมีสินค้าเปิดใจที่จะเน้นคอนเซ็ปต์ "ใช้ครั้งเดียวเห็นผลทันที" เพราะสินค้าทั้งหมดเมื่อใช้แล้วจะทำให้อ่อนเยาว์ลง ได้ออกผลิตภัณฑ์คอสเมติก และไฮโดรเซลลูชั่น


ด้าน นายธเนศ ลีลาภรณ์ มนุษย์เงินล้านและนักธุรกิจอิสระ เผยว่า ก่อนที่ตนเองจะสมัครเข้าร่วมธุรกิจกับโซลได้ศึกษาบริษัทขายตรงหลายที่และมีหลายบริษัทติดต่อมา แต่สาเหตุที่เลือกทำธุรกิจกับโซลเพราะมองว่าบริษัททำธุรกิจโดยยึดหลักจรรยาบรรณอย่างเหนียวแน่น และมีปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตคือ มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในธุรกิจเครือข่าย ทั้งนี้ มีการทำผลงานวิจัยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี ที่สำคัญคือตอบโจทย์ในการเติบโตของทีมงาน โดยมุ่งสร้างนักธุรกิจเงินล้านภายในปีแรกให้ได้ 12 คน เปิดศูนย์ธุรกิจรองรับการเติบโต 10-20 แห่ง และสร้างยอดขายรวมให้บริษัทภายในสิ้นปี 2557 ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท


"ผมรวบรวมประสบการณ์ในธุรกิจเครือข่าย 11 ปี มาใช้ในธุรกิจนี้ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าระบบ S55 เป็นการระดมสมองของทีมงานที่ชี้ให้เห็นว่าทำไม่ต้องทำเครือข่าย ทำไมต้องทำโซลฯ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ยอดขึ้นต่ำพันล้าน วางผู้นำหลักล้านไว้ 12 คนในปีแรก เปิดศูนย์ธุรกิจเกือบ 10-20 แห่ง ภายในปีหน้า เน้นให้เป็นเครือข่ายสีขาว พยายามทำให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด"


ฝั่ง นายธนะสิทธิ์ พรสิริกุลนันท์ อีกหนึ่งมนุษย์เงินล้านและนักธุรกิจอิสระ กล่าวเสริมว่า "สิงที่ตนเองและทีมงานต้องการคือการทำธุรกิจกับบริษัทที่สามารถทำธุรกิจไปได้ยาวๆ โดยมองว่าเครือข่ายที่สร้างต้องสามารถหยุดได้จริง ซึ่งถามว่าที่ผ่านมาปัจจัยในการตัดสินใจ อยู่บนพื้นฐานของการเติบโตของทีมงาน หากวันนี้ตนเองอยู่ได้บนพื้นฐานที่ต้องเอาเปรียบทีมงาน เครือข่ายนั้นก็ไม่ใช่คำตอบ


"เรามองหาเครือข่ายที่เราสร้างแล้วหยุดได้จริงๆ คำถามคือ แล้วก่อนหน้านี้เราหยุดไม่ได้เหรอ สำหรับผมกับคุณธเนศ เราโอเค. แต่ปัจจัยในการตัดสินใจคือ ทำอย่างไรให้ทีมงานอยู่ได้และเขาเติบโตต่อได้ อาจไม่ต้องโตเร็วมากมาย แต่ค่อยๆ โตสะสม ซึ่งเครือข่ายที่โต ตอบโจทย์เราเรื่องสินค้าที่ดี แผนยุติธรรม โปร่งใส ไม่หมกเม็ด นายธนะสิทธิ์ กล่าวและว่า ผมขอบริษัทแค่ 2 อย่าง คือ เรื่องกฎ จรรยาบรรณ ในการโอนย้ายสายงานเพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจทำอย่างถูกต้อง เสียกำลังใจ กับสองคือเรื่องสินค้าตัดราคา ซึ่งผมต้องการให้บริษัทดูแลเรื่องสินค้าตัดราคา เพราะสุดท้ายเราจะไม่สามารถสะสมเครือข่ายได้จริงๆ เราหามาร้อย ก็โดนออกไปซื้อสินค้าตัดราคาร้อย อย่างนี้เราก็ไม่สามารถเติบโตได้ ต่อให้เป็นธุรกิจอื่นหาลูกค้าใหม่มายังไง ก็แค่ทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป ซึ่งโซล ค่อนข้างมีกฎ จรรยาบรรณตรงนี้เข้มเข็ง คนที่สำเร็จทำต่อเนื่อง 3 ปี 5 ปี 10 ปี เราก็เติบโตได้" นายธนะสิทธิ์ กล่าวในที่สุด

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

‘มนตรี ชะคำรอด’ ชวนสร้างบ้าน ‘โฮลี่ วอน’







yyy (Mobile)

 


จากพนักงานโรงแรมที่รับเงินเดือนกว่าครึ่งแสน แต่ “มนตรี ชะคำรอด” กลับเมินหน้า และมาฝากหวังไว้กับธุรกิจส่วนตัว แต่สุดท้ายก็ต้องสลัดทิ้ง...เป็นเพราะอะไร..?


มาค้นหาสิ่งดี ๆ กับหนุ่มผู้นี้ “มนตรี ชะคำรอด”


ในห้วงเส้นทางเดินของธุรกิจขายตรง “มนตรี” เคยสัมผัสมาตั้งแต่เด็ก ๆ และมาสัมผัสอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในปี 2545 - 2546 เพราะมีความรู้สึกว่า ธุรกิจขายตรงมีอะไร...ที่น่าศึกษาอยู่อีกมาก แต่การเข้าสัมผัสขายตรงครั้งแรก ยังเจอโค้ชที่ให้คำแนะนำยังไม่ดีพอ ก็ได้แต่เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากกว่า


“ความสวยงามของธุรกิจขายตรง ทำให้คนนับร้อยคน คาดหวังและมีความเป็นไปได้ว่า ทุกคนจะสำเร็จได้ ถ้ามีความตั้งใจ แต่ถ้าเป็นธุรกิจอื่นโดยทั่วไปแล้ว ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งความรู้ ประสบการณ์ เรื่องของทุน พื้นฐานของครอบครัว ประสบการณ์จากคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งต่อกันมา แต่สำหรับขายตรงผมได้ศึกษาแล้วว่า มันมีความเป็นไปได้สูง และถ้าทุกคนทำตามแผนการตลาด คนทั้งโลกสามารถทำได้ ไม่ใช่แต่เฉพาะตัวผม”


และเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจเลือก “โฮลี่ วอน” เพราะความเป็น “ศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย” ที่ยืนหยัดและประสบความสำเร็จในธุรกิจมากว่า 40 ปี


การฝ่าฟันธุรกิจ ความเข้าใจในเนื้อหาของธุรกิจ การรอที่จะสำเร็จได้ และสามารถลงทุนต่ำ นั่นคือ คำตอบทั้งหมดที่มาลงเอยกับที่นี่


เมื่อเจอสิ่งที่ “ชอบ” และสิ่งที่ “ใช่”...“มนตรี” จึงไม่รอช้า ผนึกทีมงานให้มีความกลมเกลียว แนะนำคนที่มีประสบการณ์มาร่วมทีม ผนวกกับการเปิดใจฟังซึ่งกันและกัน ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างที่กล่าวมา ก็จะถูกหล่อหลอมเกิด “หลักสูตรสำเร็จ” ที่นำพาทุก ๆ ท่านภายใต้ทีม...ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จพร้อม ๆ กัน


กลยุทธ์และวิธีการทำงาน จึงไม่ได้ถูกวางอย่างพิถีพิถัน เพียงแต่เราใช้ความเข้าใจพื้นฐาน MLM แล้วก้าวเดินตามสเต็ป 1 2 3 4 แล้วให้เวลากับมัน มันก็จะกลายเป็นกระบวนความคิดแล้วแปลงเป็นทรัพย์อันมีค่าในวัน


ข้างหน้า


เพราะคนที่ตัดสินใจทำธุรกิจ MLM เขาจะไม่ขาดทุน ถ้าไม่คิดนอกกรอบระบบธุรกิจ เนื่องจาก MLM คือ ธุรกิจที่ต้องลงมือทำ แต่ไม่ใช่การกอบโกยเพียงชั่วครู่


ฉะนั้น การเข้ามาอยู่ภายใต้รั้ว “โฮลี่ วอน” รายได้จึงค่อย ๆ ขยับตามวันเวลา ตามความขยัน และลงมือทำจริง จากเดิมรายได้ต่อเดือนขยับอยู่ 3 - 4 หมื่นบาท วันนี้ขยับไต่ระดับอยู่ที่เดือนละแสน แต่รายได้ที่รับก็จะขยับตามจังหวะรายจ่ายเช่นกัน ผมสามารถมาจุนเจือครอบครัว บ้าน และ


ที่สำคัญได้เพิ่มประสบการณ์ตามมาอีกบทหนึ่ง


ในอนาคตข้างหน้า...การเดินบนเส้นทางขายตรงของ “มนตรี” มีการกำหนดเป้าที่ชัดเจน และทำงานอย่างมีแบบแผน ก็จะสามารถผลักดันให้ธุรกิจเราเติบโตได้ และจะต้องได้มากกว่าเดิมด้วย แต่ต้องไม่ลืมขับเคลื่อนทีมงานให้เติบโตไปพร้อม ๆ กับเรา อย่างน้อย ๆ ผมจะสร้างทีมงานให้สำเร็จสัก 40 - 50 คน ที่รับรายได้ 4 - 5 หมื่นบาท/คน


เพราะ “โฮลี่ วอน” ได้ทำการขยายสาขาไปสู่ต่างจังหวัด อาทิ เซ็นเตอร์ ณ จังหวัดปราจีนบุรี ราชบุรี และเวียงจันทน์ โดยมีฝ่ายบริหารอีกกลุ่มเข้าไปดูแล เมื่อบริษัทขยายก็เท่ากับส่งผลให้ทีมงานผมขยายตัวตามเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ก้าวไกลไปอาเซียน คงได้แต่เตรียมแผนรองรับความแข็งแกร่ง เตรียมทีมให้พร้อม เพื่อรองรับการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า


และที่สำคัญคนใหม่ที่สนใจเข้ามาทำเครือข่ายในวันนี้ จำเป็นต้องเรียนรู้กับธุรกิจก่อน หากเป็นธุรกิจสีเทา - ดำจะเอากิเลสมาหลอกล่อให้ลงทุน คือ “ไม่อยากทำงานแต่มีรายได้” นี่คือ จุดแข็งของธุรกิจขายตรงสีเทา - ดำ ที่หลอกล่อจุดอ่อนของคน วันนี้ จึงเกิดธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเล่า เป็นช่องทางในการสร้างรายได้และเป็นโอกาสที่จะฉกฉวยธุรกิจขายตรงที่ดี ๆ จึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้นำและบริษัทที่จะต้องชี้แจงให้ผู้บริโภคทราบ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคก็จะเป็นคนเลือกตัดสินใจเอง


“มนตรี” ยังแนะนำปิดท้ายว่า วันนี้ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่สวยงาม ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยากจะการันตี เพราะผมเป็นทั้งพนักงานประจำ และเคยทำธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แต่ในธุรกิจเครือข่าย มันเป็นธุรกิจที่สามารถ


ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ซึ่งถ้ามองในแง่ของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ มันอยู่ที่การเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในธุรกิจ MLM หรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันค้นหาคำตอบ


วันนี้ “บริษัท โฮลี่ วอน จำกัด” คือ ขายตรงน้องใหม่ โสด ซิง เพราะเพิ่งเปิดมาได้ 6 เดือน ที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์กับผู้บริโภคของเราได้ชัดเจนแล้วว่า สินค้าสามารถตอบโจทย์ได้ชัดเจน แผนการตลาดทำแล้วเห็นผล โดยเฉพาะ


ในเรื่องของระบบที่บริษัทได้วางเอาไว้ต่อเนื่องไปจนถึง “เออีซี” ก็มีการเตรียมแผนการวางไว้อย่างชัดเจนแล้ว สำหรับคนที่จะประสบความสำเร็จกับ “โฮลี่ วอน” คุณคือคนหนึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย


ผมฝาก “โฮลี่ วอน” ไว้ในอ้อมอก และเชื่อว่า เราจะสร้างเวทีนี้ให้ยิ่งใหญ่ร่วมกันได้..!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

'โซล' น้องใหม่แจ้งเกิด จากครอบครัววิจัยทองสู่ธุรกิจขายตรง







1149250_695523593815367_1258047667_o (Mobile)

 


สัมภาษณ์พิเศษ 'เพ็ญทิพย์ โปษยานนท์ ' กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล คอร์ปอร์เรชั่นฯ


ใครจะคาดคิดว่าบริษัทขายตรงเล็กๆ ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี จะประสบ ความสำเร็จและสามารถก้าวขึ้นมาเป็น บริษัทน้องใหม่ที่ร้อนแรงในวงการขายตรงไทยได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ "โซล" มียอดสมาชิกที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนกว่า 5 หมื่นรหัส และในปีหน้าได้เตรียมที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่ง ซึ่งจากที่ดำเนินธุรกิจมาได้ 2 ปี บริษัทมียอดขายรวมกว่า 250 ล้านบาท ถือเป็นการแสดงถึงความพร้อมก่อนที่จะออกสู่สมรภูมิการแข่งขันระดับนานาชาติ ได้ในตลาดการค้าเสรี AEC ที่จะเกิดขึ้น ในอีก 2 ปีข้างหน้า


แต่ก่อนที่ "โซล" จะก้าวมาถึงจุดนี้ "คุณทิพย์" หรือ "เพ็ญทิพย์ โปษยานนท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า การที่จะเข้ามาเปิดทำธุรกิจเครือ ข่ายถือไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย กว่าที่จะเป็นที่ยอมรับ ในวงกว้างได้ ซึ่งในอดีตภาพลักษณ์ธุรกิจ ขายตรง มีแต่คนมองว่า สร้างภาพ หลอก ลวง ขาดความเชื่อถือ จึงยากที่ใครจะประสบความสำเร็จในธุรกิจ MLM ได้ง่ายๆ


ครอบครัวทำธุรกิจวิจัยเกี่ยวกับทองคำ เพชร พลอย ซึ่งมีห้องแล็บที่อยู่ใน ระดับเกรดเอ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีทีมวิจัยที่เป็น สมาชิกในครอบครัวทำกันเอง มาตั้งแต่ดั้งเดิมมานานมาก โดยมีมาตรฐานในการตรวจ สอบทองคำถึง 1.92% และ มีพันธมิตรที่เข้ามาติดต่อธุรกิจร่วมอยู่มากมายทั้งในและต่างประเทศ


จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ "โซล" มีนักวิจัยภายใต้ SCI Center ที่มีความเข้าใจใน การประยุกต์ในนาโนเทคโนโลยีกับการดูแล สุขภาพและผิวพรรณ ได้พยายามคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้ศาสตร์ของนาโนเทคโนโลยีที่ผนวกเข้ากับศาสตร์แห่งพลังชีวิต หรือที่ใช้คำว่า "SCIENCE OF LIFE" ซึ่งศาสตร์นี้ได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงธรรมชาติภายนอกและภายในร่างกาย


ซึ่ง "โซล" มาจากรากศัพท์ภาษากรีก แปลว่า ดวงดาวที่เป็นศูนย์กลางของดวงดาว ในภาษาสเปน "โซล" แปลว่า พระอาทิตย์ โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ SOL ใช้ส่วนประกอบหลักจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ "GOLD" เงิน SILVER และอัญมณีต่างๆ GEMS STONE รวมถึงสารสกัดจาก พืชธรรมชาติซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการสร้าง สมดุลของสุขภาพร่างกายและการดูแลรักษาผิวพรรณ


"ตอนนั้นเริ่มคิดจะทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2554 จากการที่ได้เห็นครีมมัสเซล เอฟเฟกต์ และได้ทดลองใช้ ปรากฏว่า ใช้ดีมาก เพราะ เข้าไปกระตุ้นเซลล์ในร่างกาย เกิดความแข็งแรง ลดอาการปวดต่างๆ ได้ดี ทำให้เริ่ม มีการแนะนำบอกต่อเพื่อนๆ ที่รู้จัก พอรู้จัก มากขึ้นเรื่อยๆ ก็พัฒนานำไปสู่การทำธุรกิจ เครือข่ายในที่สุด โดยหลักๆ องค์กรจะมุ่งเน้น ทำธุรกิจต้องมีจรรยาบรรณและซื่อสัตย์"


"เพ็ญทิพย์" กล่าวต่อว่า ปกติครอบครัวทำธุรกิจวิจัยเกี่ยวกับทองคำ เพชร พลอย ซึ่งมีห้องแล็บที่อยู่ในระดับเกรดเอ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีทีมวิจัยที่เป็น สมาชิกในครอบครัวทำกันเองมาตั้งแต่ดั้งเดิมมานานมาก โดยมีมาตรฐานในการตรวจสอบทองคำถึง 1.92% และมีพันธมิตร ที่เข้ามาติดต่อธุรกิจร่วมอยู่มากมายทั้งในและต่างประเทศ


อีกทั้งทีมวิจัยได้มีการคิดค้น และรวบรวม ประยุกต์พลังงานของธรรมชาติใน รูปแบบต่างๆ โดยเริ่มต้นจากองค์ประกอบขนาดเล็ก ขนาดอนุภาคของสสาร และเซลล์ ของมนุษย์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของ "โซล" มาจากพลังอัญมณี และเพชรพลอยต่างๆ และมีทองคำ ที่มีสสารล้ำค่ำที่มีคุณสมบัติความเป็นพิเศษต่างจากโลหะทั่วไป


ในส่วนของแผนการตลาดได้ใช้ระบบ "ไบนารี่แบบวีคสตรอง" ซึ่งช่วงเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ในเฟสแรก ได้ออกผลิตภัณฑ์ คอสเมติก และไฮโดรเซลลูชั่น จนดำเนินมา ถึงวันนี้ได้ 2 ปี มีโปรดักต์ทั้งหมด 29 รายการ แบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ ประกอบด้วย โซลคอสเมติก, โซลฟังชั่นส์, โซลเฮลธ์ และ โซลไลฟ์สไตล์ ซึ่งบริษัทจะเน้นคอนเซปต์ "ใช้ครั้งเดียวเห็นผลทันที" เพราะสินค้าทั้งหมดเมื่อใช้แล้วจะทำให้อ่อนเยาว์ลง


บริษัทมีความตั้งใจมุ่งเน้นที่จะสร้างรากฐานทางธุรกิจให้เข้มแข็ง โดยได้มองตลาดไปทุกภูมิภาคได้มีการออกไปจัดกิจกรรม อบรมเทรนนิ่งอยู่ทุกๆ เดือน ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้น ที่ยอดขายและผลกำไร คือต้องการที่จะทำให้ทุกคนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทุกโปรดักต์ของ "โซล" ว่ามีคุณภาพเพียงใด หากสินค้าดี เชื่อว่าเรื่องของยอดขายจะตามมาอย่างแน่นอน


"การสร้างฐานตลาดเป็นสิ่งสำคัญ หากฐานแข็งแรงก็จะเติบโตได้ง่าย จึงจำเป็น ที่ต้องแข่งขันออกไปจัดอีเวนต์ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ยิ่งพื้นที่ไหนมีกระแสเรียก ร้องมาก บริษัทจะยกพลไปทำกิจกรรมกันแบบเต็มๆ ถึงแม้บริษัทจะยังไม่เน้นเรื่องของ ผลกำไร แต่ต้องการให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ดี และจากผลการดำเนินธุรกิจมา 2 ปี โดย ย้อนไปปี 2555 มียอดขาย 160 ล้านบาท จนมาถึงปี 2556 มียอดรวมแตะ 250 ล้านบาท"


"เพ็ญทิพย์" กล่าวต่อว่า ขณะที่สำนักงานใหญ่จะตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งปีหน้า เตรียมที่จะขยายเพิ่มให้ครอบคลุมทั้ง 4 ภาค โดยตั้งใจไว้สัก 4-5 ศูนย์ อาทิ หาดใหญ่, ภูเก็ต, อุดรธานี และขอนแก่น คงต้องไปเปิด สาขาอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งคงจะเน้นไปที่ภาคใต้กับอีสาน เนื่องจากมีตลาดที่น่าสนใจ และมีสมาชิกอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก ส่วนสมาชิกของบริษัทจะเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มั่นคง แต่ช่วงหลังๆ มีกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา สนใจเข้ามาทำธุรกิจกับบริษัทเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีอยู่ 5 หมื่นรหัส โดยตั้งเป้าในปีหน้าจะเพิ่มสมาชิกให้ถึง 1 แสนรหัส


"ส่วนใหญ่บริษัทจะมีการจัดอบรม เทรนนิ่งทุกวันเสาร์ โดยวันเสาร์ที่ 3 ของทุกๆ เดือน บริษัทจะมีการนำสมาชิกทำบุญ กันที่บริษัท เพื่อเป็นการสร้างบุญบารมีและ เสริมสิริมงคลชีวิต โดยในปีหน้าจะมีการจัด งานมอบเข็มเกียรติยศให้กับสมาชิก ซึ่งเบื้องต้นจะจัด 1 ปี 2 ครั้ง และได้เตรียมที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มอีก"


อย่างไรก็ตาม การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 บริษัทมีแผนจะเข้าไปทำตลาดใกล้ๆ ก่อน โดยเล็งไปที่ ลาวกับพม่า เนื่องจากมีภาษาใกล้เคียงกับประเทศไทยและยังเป็นเมืองพี่น้องกัน ซึ่งปีหน้าเตรียมที่จะเข้าไปเปิดสำนักงานที่นั่น โดยจะได้เห็นการประชาสัมพันธ์ สื่อโฆษณา ต่างๆ ของบริษัทมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้ผู้คนรู้จัก ยิ่งไปกว่านั้น "โซล" ได้ เจรจากับเซเว่น อีเลฟเว่น ในการชำระเงิน ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ทั่วประเทศ นับเป็น เรื่องดีที่สมาชิกจะสะดวกสบายในการซื้อสินค้าและยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพในการรับมือตลาดเออีซีด้วย


"บริษัทยังต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ให้คนรับรู้พอสมควร และอยากให้ทุกคนสามารถเข้ามาทำเป็นอาชีพเสริม และอาชีพหลักได้ โดยมุ่งเน้นให้สมาชิกทุกคนที่ทำธุรกิจมีรายได้ มีสุขภาพแข็งแรง และยังเป็นมรดกส่งต่อไปยังลูกหลานได้ ซึ่งบริษัทมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายมากว่า 20 ปี ทำให้เชี่ยวชาญและ ดำเนินธุรกิจถูกต้องแน่นอน" เพ็ญทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เกรทเทสกู๊ดส์ เปิดตัวแรงสิ้นปีแตะ 100 ล. ย้ำไม้เน้นสร้างภาพ ขอทำธุรกิจระยะยาว







DSC_1163 (Mobile)

 


จับตา!! เกรทเทสกู๊ดส์ ขายตรงน้องใหม่ เปิดตัวแรง ปีแรกตั้งเป้าโกยยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท เผยหมัดเด็ดเตรียมลุยลงสื่อโฆษณา หวังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับผู้บริโภค ล่าสุดทุ่มงบอัดโปรโมชั่นช่วงโค้งสุดท้ายของปีจับแจกรางวัลเพียบ ทั้งรถยนต์ ทองคำมูลค่ากว่าล้านบาท ด้าน “ณภัทร รัตนาภรพิศ” ย้ำไม่เน้นสร้างภาพ ขอทำธุรกิจในระยะยาว การันตีไม่ได้เปิดมาเพื่อปิด ระบุอีก 2 ปีเตรียมลุยสื่อฟรีทีวีแบบครบวงจร


นางสาวณภัทร รัตนาภรพิศ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มดำเนินธุรกิจเครือข่ายตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2556 โดยยึดนโยบายหลักไม่เน้นสร้างภาพ แต่เน้นของจริงเนื่องจากต้องการทำธุรกิจในระยะยาว ไม่ได้เปิดมาเพื่อต้องการจะปิด ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจึงเน้นการสร้างฐานผู้บริโภคเป็นหลัก โดยใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้อัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกทั่วประเทศมากกว่า 10,000 รหัส จำนวนสมาชิกที่เคลื่อนไหว (Active) คิดเป็น 30 % ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แบ่งเป็นภาคกลาง 40 % ภาคอีสาน 20 % ภาคใต้ 20 % ภาคเหนือ 10 % และภาคตะวันออก 10%


ส่วยกลยุทธ์การตลาดในช่วง 2 เดือนนับจากนี้นั้น บริษัทจะเน้นในเรื่องของการจัดฝึกอบรมให้กับสมาชิกผ่านหลักสูตรต่างๆ เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมา และการลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ขณะบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษทั้งการแจกรางวัล และท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี อย่างไรก็ตามจากกลยุทธ์ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยผลักดันให้ยอดขายของบริษัทภายในสิ้นปีนี้ทะลุ 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน


โดยล่าสุดได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพียงสมาชิกสั่งซื้อสินค้าทุกๆ 500 คะแนน (พีวี) จะได้รับคูปองเพื่อลุ้นรับรางวัลมากมาย เช่น รถยนต์นิสสันมาร์ช,ทองคำ,โน๊ตบุ๊ค,ชุดโฮมเธียเตอร์, และอื่นๆ รวมมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท นอกกจากนี้บริษัทยังเตรียมจะพาสมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติเดินทางไปท่องเที่ยว มาเก๊า-ฮ่องกง ในระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2556 จำนวน 40 คน ด้วย


ขณะที่กลยุทธ์การตลาดในปี 2557 บริษัทจะทำการตลาดในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างมากขึ้น โดยมีแผนจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค เพื่อรองรับการเติบโต และการขยายตัวของฐานสมาชิกในอนาคต รวมถุงการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 57 บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสกินแคร์ และคอสเมติกส์อีกหลายรายการ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 17 รายการ แบ่งกลุ่มเสริมอาหารที่มียอดขายสูงสุด 70 % รองลงมาเป็นกลุ่มอุปโภคบริโภค 20% กลุ่มสกินแคร์ 5% และกลุ่มเกษตรอีก 5 %


“เกรทเทสกู๊ดส์ไม่ได้เปิดมาเพื่อปิด แต่เปิดมาเพื่อให้ยืนหยัดอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไปในระยะยาว ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรบริษัทจะยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งเราได้วางแผนภายในอีก 2 ปีข้างหน้านับจากนี้บริษัทจะลงสื่อโฆษณาผ่านทางช่องทางต่างๆมากขึ้นโดยเฉพาะฟรีทีวี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และสร้างการรับรู้ในแบรนด์เกรทเทสกู๊ดส์ให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น” นางสาวณภัทร กล่าวทิ้งท้าย


[gallery ids="21473,21474,21475,21476,21477"]


 

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

‘มายบิช’ ไม่หวั่นการเมืองร้อน ผนึกเมืองโสมขาวบุกขายตรงไทย







Capture (Mobile)

 


"มายบิช" ขายตรงน้องใหม่ จรดปากกาเซ็นเอ็มโอยูสัญชาติเกาหลีขายสินค้านำเทรนด์ในเอเชีย ไม่หวั่นการเมืองไทยร้อนฉ่า เร่งปรับกลยุทธ์รับศึก เผยช่องทางการตลาดเครือข่ายแนวใหม่ดันยอดขายแตะ 200-500 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 57 เร่งอัดโปรโมชั่นทัวร์เกาหลี กระตุ้นสมาชิกกว่า 3,000 รหัส เสริมแกร่งตลาดเมืองหลวงก่อนรุกคืบหัวเมืองใหญ่


นายภูดิศ กิตติธราดิลก กรรมการผู้จัดการ บริษัท มายบิช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาพการเมืองภายในประเทศ ณ เวลานี้ ทุกธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเครือข่าย แต่จากธรรมชาติของขายตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานก็เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับสภาวะในปัจจุบันที่สุด และสำหรับมายบิชเองถือว่าเป็นบริษัทขายตรงน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจได้ไม่นาน แต่มีวิธีบริหารจัดการและความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้


"สถานการณ์ทางการเมือง ณ วันนี้มีผลกระทบกับทุกธุรกิจ แต่ธุรกิจขายตรงนี้เราสามารถทำงานที่บ้าน ศึกษาเองที่บ้านได้ เราต้องปรับวิธีการเรียนรู้เอาเองปรับวิธีการทำตลาดและกลยุทธ์ให้สอดคล้อง ตลอดจนวิธีการเทรนนิ่งก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์"


ล่าสุด มายบิช จัดพิธีลงนามเซ็นสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Sonimedi Heberl life Science Institute ประเทศเกาหลีใต้ โดยบริษัทได้รับไลเซนส์ในการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ L'ENCLOS (ลองคอส) เจ้าเดียวในทวีปเอเชีย นอกเหนือจากประเทศเกาหลีใต้ โดยสินค้านำร่องในการทำตลาดมี 2 ชนิด คือ L'ENCLOS สเปรย์สเต็มเซลล์จากพืชพรรณธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย ฝ้า กระ สิว มีคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งจุดเด่นคือใช้แล้วเห็นผลอย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการบำรุงผิวในขวดเดียว ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้ใช้อย่างกว้างขวาง ส่วนอีกตัวหนึ่งลองคอสสเปรย์ ซึ่งสเปรย์ ฉีดได้ทั้งวัน ตัวที่จะนำเข้ามาเป็นลองคอสเอสติเวเตอร์สารสกัดเข้มข้น นอกจากนี้ยังวางแผนนำสินค้าเข้ามาเพิ่มเติมโดยทั้งหมดจะเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกลุ่มต่อต้านความชรา หรือ Ani-Aging


"เราเน้น Ani-Aging โดยสินค้าตัวถัดมาน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จุดแข็งของเราคือสินค้านำเข้าจากเกาหลีทั้งหมดเน้นเรื่องสารสกัดจากธรรมชาติ เมื่อก่อนคนอาจจะมองว่า Ani-Aging คือใช้กับคนที่มีอายุมาก แต่ทุกวันนี้ใช้ได้กับอายุที่ลดลง เพียงแต่เราต้องทำการตลาดให้เหมาะสมโดยเฉพาะเทรนด์เกาหลีเข้ามาในทุกวันนี้ ทำให้เราทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น"


สำหรับระบบการตลาดของมายบิช เน้นที่เน็ทเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง โดยสมัครสมาชิก 600 บาท สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ ทั้งนี้สมาชิกจะได้รับสินค้าชุดทดลองและมีสิทธิ์ในการทำธุรกิจได้ทันที ขณะที่บริษัทมีช่องทางในการทำตลาดที่เอื้อต่อการทำงานและรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับสมาชิกที่เอื้อต่อกัน ทั้งนี้อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ธุรกิจ 3 ประสาน คือ 1.มายบิช เป็นผู้สร้างทีมงานการตลาดผ่านระบบเครือข่าย 2.แฟรนไชส์ความงาม ภายใต้แบรนด์โชวาโย ซึ่งเป็นสถาบันเพื่อความงาม ดูแลผิวหน้า ผิวพรรณ และ 3.สถาบันฝึกอบรมครบวงจร อินสไตล์ อคาเดมี่ โดยโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ความงามโชวาโย มีการลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000,000 บาท ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเปิดในช่วงปลายปีนี้กว่า 25 แห่ง ทั้งนี้จะเริ่มต้นแฟรนไชส์ต้นแบบก่อน 4 แห่งคือ กรุงเทพฯ ขอนแก่น นครราชสีมา และนครปฐม โดยมี 2 โมเดลธุรกิจคือแบบธรรมดาและแบบพรีเมียม ตามความต้องการของผู้ลงทุน ทั้งนี้บริษัทมีระบบสนับสนุนความสำเร็จโดยทีมงานมืออาชีพ


"เราอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าเราร่วมทุนกับเกาหลี ถ้าเรานับจริงๆ บริษัททำพรีลอนซ์มาเป็นระยะกว่า 2 เดือน แต่เรื่องการเซตติ้ง เราวางแผนมาแล้วระยะเวลาใหญ่ๆ ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ที่ 3,000 รหัส เราหวังว่าจะแอ็กทีฟทั้งหมด ขณะนี้มีแม่ทีมใหญ่ๆ มาร่วมธุรกิจ ทั้งที่เราเป็นธุรกิจน้องใหม่ ทั้งนี้เราอยากสร้างน้ำใหม่ขึ้นมาในธุรกิจ ซึ่งจากระบบที่พร้อมจะดึงดูดคนเข้าสู่ธุรกิจรวมทั้งแม่ทีมด้วย"


นายภูดิศ มองว่าแม้ในธุรกิจขายตรงจะมีผู้ทำตลาดเกี่ยวกับสินค้า AntiAgeing อยู่หลายเจ้า แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าบริษัทมีจุดแข็งพอที่จะต่อสู้ในตลาดได้ ทำให้เร่งอัตราความแรงในการบุกยึดพื้นที่ตลาดขายตรง โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2557 ไว้ที่ 200-500 ล้านบาท


"ตลาดที่ใกล้เคียงกับเราด้านแอนตี้เอจจิ้งมีมาระยะหนึ่ง แต่ที่เรากล้าเปิดก็ต้องมั่นใจในตัวเองและมีเคล็ดลับ เรามีโปรดักท์ที่แข็งแรง ที่ไม่แพ้ใคร ถ้าโปรดักท์พร้อม บริษัทพร้อม ผมว่าจะสามารถดึงดูดคนเข้ามาได้มาก อย่างเราพยายามทำให้มีไซด์ที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของคน คนที่มีกำลังมากจะซื้อไซด์ใหญ่ คนที่กำลังซื้อน้อยจะซื้อขนาดเล็กลง ยิ่งถ้าทำตลาดไปด้วยโอกาสที่จะสำเร็จก็สูง เรามีการจัดโปรโมชั่นไปเกาหลี เพราะอยากให้สมาชิกได้ไปดูโรงงานผลิต ปี 57 เราตั้งเป้า 200-500 ล้านบาท ด้วยปัจจัยที่ใช้แล้วค่อนข้างเห็นผล ใช้แล้วบอกต่อ เทรนด์ของคนที่ดูแลตัวเอง"


กรรมการผู้จัดการมายบิช กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์และมีการจัดประกวดในปีหน้า โดยได้ทาบทามดารามาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนการทำตลาดในปัจจุบันมุ่งเน้นที่กรุงเทพฯ ให้เกิดความเข้มแข็งก่อนจะกระจายไปสู่หัวเมืองใหญ่ๆ ให้เกิดความเข้มแข็ง เป็นกำลังหลักในการขยายธุรกิจต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Xclusive interview ผศ.วังสรรค์ สุฉันทบุตร ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอ เอ็ม แอล อินเตอร์ จำกัด หรือ AML







Capture (Mobile)

 


“หลังจากที่บริษัทได้ทำการปรับโครงสร้างภายในใหม่ ทำให้มีความ- พร้อมในการทำตลาดมากขึ้น โดยนโยบายหลักของบริษัทยังคงเน้น เรื่องของการใช้ตัวผลิตภัณฑ์ในการขับเคลื่อนมากกว่าการมุ่งเน้น เรื่องของแผนการตลาดเป็นหลัก ที่สำคัญบริษัทไม่มีนโยบายในการ ซื้อตัวแม่ทีม หรือให้ออฟเฟอร์กับตัวผู้นำ เพื่อมาสร้างยอด เพราะ บริษัทถือว่าเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ โดยเราจะเน้นการเติบโตแบบ ค่อยเป็นค่อยไปไม่เน้นการเติบโตแบบผิดธรรมชาติ”


บริษัท เอ เอ็ม แอล อินเตอร์ จำกัด หรือ AML บริษัทขายตรงน้องใหม่คุณภาพอีกค่ายหนึ่ง ที่ทีมผู้บริหารมีความมุ่งมั่น และความตั้งใจจริง ที่ต้องการจะมอบสุขภาพที่ดีและมีรายได้คืนกลับ ไปสู่ทุกคน โดยมี 2 ผู้บริหารอย่าง ผศ.วังสรรค์ สุฉันทบุตร ประธานผู้ก่อตั้ง และ วสันต์ กอบุตร กรรมการผู้จัดการ นั่งแท่นเป็นหัวเรือใหญ่ ภายใต้ สโลแกนที่ว่า Auto Market Line หรือ “เลือกชีวิต ที่ดีที่สุดอัตโนมัติในแบบของตนเอง”


ด้วยความพร้อมของบริษัทแม่ที่เป็นโรงงาน ผู้ผลิตยาและเสริมอาหารมามากกว่า 80 ปี อย่าง “บริษัท ปานะโอสถ จำกัด” และทีมผู้บริหารที่มี ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงมานาน จึงทำให้ AML เป็นบริษัทขายตรงที่น่าจับตาอย่างมาก ส่วนแนวคิด และกลยุทธ์ทางการตลาดหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร 2 แม่ทัพใหญ่จะเป็นผู้เฉลยคำตอบต้องคอยติดตาม อ่านกัน


ทำไมถึงมีแนวคิดอยากมาทำธุรกิจขายตรง


ก่อนหน้านี้ (ผศ.วังสรรค์ สุฉันทบุตร) เป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลแหลมฉบังอินเตอร์ได้รู้จักกับ คณุ หมอพิษณุ อุชุวัฒน์ หรือหมอเอก ซึ่งเป็นลูกของหมอเพลินที่ทำเกี่ยวกับการผลิต สมุนไพรแพทย์แผนไทยภายใต้ชื่อ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด ซึ่งมีตำรับยาดีๆ มากมาย จึงได้นำผลิตภัณฑ์ที่เด่นๆ มาทดลอง ทั้งกับตัวเองและผู้ป่วยซึ่งก็ได้ผลตอบรับดีมาก จึงมีแนวคิดที่อยาก จะให้ทุกคนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีโดยคิดว่าช่องทางการตลาดแบบ ขายตรงน่าจะเข้าถึงตรงกลุ่มผู้บริโภคได้ดีและเร็ว จึงนำผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวมาทำการตลาดในรูปแบบขายตรงภายใต้ชื่อ AML


“ในช่วงแรกเรานำสินค้าที่ดีที่สุดมาทำตลาดเพียงแค่ 2 รายการ ได้แก่ แอมไลฟ์ และอะเมซี่ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริม- อาหาร โดยในส่วนของแอมไลฟ์ช่วยในเรื่องของการต่อต้านความ- เสื่อม, เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผิวกระจ่างใสโดยเราได้ ทำการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยมากกว่า 1,000 เคส ซึ่งทุกคนให้ การตอบรับดีมาก ส่วน อะเมซี่ ช่วยในเรื่องของอาการปวดเมื่อย เส้นยึด การไหลเวียนของเลือด และโรคหัวใจ โดยเราได้ให้นักกีฬา มวยปล้ำทีมชาติไทยกว่า 50 คน ทดลองใช้ ปรากฏว่านักกีฬา ดังกล่าวมีผลงานที่ดีขึ้นมาก จึงเป็นเครื่องการันตีว่าผลิตภัณฑ์ เราดีจริง”


จุดแข็งของ AML คืออะไร


AML มีจุดแข็งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์อยู่ในธุรกิจขายตรง มานาน ซึ่งแต่ละท่านมีความเข้าใจในธุรกิจนี้เป็น อย่างดี นอกจากนั้นเรายังมีโรงงานผลิตยาและเสริม- อาหารอย่างปานะโอสถ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเราที่มี ประสบการณ์อยู่ในวงการนี้มามากกว่า 80 ปี และยัง มีตำรับยาที่มีคุณภาพอยู่ในมืออีกเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญบริษัทยังมีศูนย์คอลเซ็นเตอร์ที่เปิดขึ้นมาเพื่อ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ AML โดยเฉพาะ


มองการแข่งขันในธุรกิจขายตรงอย่างไร


แม้ปัจจุบันจะมีบริษัทขายตรงเกิดขึ้น เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่สิ่งสำคัญผู้ประกอบการที่เข้ามาในตลาดนี้จะอยู่ รอดได้ต้องอิงอยู่บนพื้นฐานของความจริง กล่าวคือ การเอาตัวผลิตภัณฑ์เป็นตัวนำ ไม่ใช่เน้นเรื่องของ แผนการตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะหากใช้แต่ แผนการตลาดนำ เชื่อว่าไม่นานก็ต้องปิดตัวไป ซึ่ง จุดที่ AML แตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ตัวผลิตภัณฑ์ ที่ใช้แล้วเห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 กล่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกายของแต่ละคน และในอนาคตบริษัท มีแผนจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอีกหลาย รายการ เพียงแต่รอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น โดย ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 4 รายการ ได้แก่ แอมไลฟ์ อะเมซี่, แอมไบร์ทสบมูั่งคุด และแอมสเลน ดีท็อกซ์ล้างสารพิษ


บริษัทได้วางกลยุทธ์การตลาดหลังจากนี้ไว้อย่างไร


หลังจากที่บริษัทได้ทำการปรับโครงสร้างภายในใหม่ ทำให้มีความพร้อม ในการทำตลาดมากขึ้น โดยนโยบายหลักของบริษัทยังคงเน้นเรื่องของการใช้ตัว ผลิตภัณฑ์ในการขับเคลื่อนมากกว่าการมุ่งเน้นเรื่องของแผนการตลาดเป็นหลัก ที่สำคัญบริษัทไม่มีนโยบายในการซื้อตัวแม่ทีม หรือให้ออฟเฟอร์กับตัวผู้นำ เพื่อมา สร้างยอด เพราะบริษัทถือว่าเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ โดยเราจะเน้นการเติบโตแบบ ค่อยเป็นค่อยไปไม่เน้นการเติบโตแบบผิดธรรมชาติ “ที่ผ่านมาเราได้ปลูกฝังให้สมาชิกเน้นการใช้สินค้านำ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เริ่มเห็นผลอย่างมากในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 50% จากจำนวน สมาชิกทั้งหมด ดังนั้น เราจะยึดแนวคิดดังกล่าวเพื่อนำไปขยายตลาดออกไปยัง ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนจะขยายศูนย์กระจายสินค้า ไปยังภาคต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต จากปัจจุบันเรามีเพียง 2 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ และสาขาหาดใหญ่เท่านั้น”


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

“เกรทเทส กู๊ดส์” ขายตรงน้องใหม่มาแรง ประเดิมเป้าสิ้นปี 100 ล. ปี’57 ขอฟัน 500 ล.







563039_159231900895262_1093284773_n (Mobile)

 


ด้วยกระแสธุรกิจขายตรงที่มาแรงและมองเป็นอาชีพที่สวยงาม ประกอบด้วยใจรัก หลังจากที่ได้เข้ามาสัมผัสธุรกิจโดยตรงทำให้ “ธนาณัชชา รัตนากรพิศ” จากอดีตผู้นำคนเก่งฝีมือดีที่ได้เก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์ขายตรงมานาน วันนี้เธอได้เข้าสู่บริบทชีวิตใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในการมอบโอกาสทางธุรกิจให้กับทุกคน ในฐานะประธานผู้ก่อตั้ง “บริษัทเกรทเทส กู๊ดส์ จำกัด” โดยมีเป้าหมายใหญ่เพื่อประกาศให้รู้ว่า “เกรทเทส กู๊ดส์” เป็นบริษัทขายตรงของจริง ที่ครบถ้วนด้วยทุกองค์ประกอบทางธุรกิจอย่างลงตัวอันสอดรับกับสโลแกนบริษัท “เพื่อคุณ เพื่อเรา เพื่อความสำเร็จร่วมกันตลอดไป”


แต่ทว่า!! กว่าจะมายืนบนแท่นบริหารใหญ่ครั้งนี้ “ธนาณัชชา” ได้ย้อนอดีตชีวิตว่าหลังเรียนจบปริญญาโทจากประเทศออสเตรเลีย ก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยด้านการเงิน ธนาคารจากนั้นก็เบนเข็มอาชีพเพื่อสานต่อความมั่นคงของชีวิตด้วยการทำธุรกิจส่วนตัวมากมายและขณะเดียวกันก็ได้สัมผัสกับธุรกิจขายตรงนานกว่า 3 ปี แม้ว่าช่วงแรกหัวใจไม่เปิดรับมากนัก แต่ด้วยจุดเด่นทางธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิต ได้ทั้งหมด จึงทำให้ความรู้สึกหลอมละลายและเปลี่ยนทัศนะมุมมองใหม่พร้อมตั้งใจศึกษาธุรกิจทันทีจนกระทั่งเกิดเป็นภาพบวกและภายใต้แนวทางการทำงานที่เธอได้ยึดมั่นบนทางสายกลางมา สุดท้ายได้ตลกผลึกทางความคิดและเป็นที่มาของบริษัทขายตรงน้องใหม่ “บริษัทเกรทเทส กู๊ดส์ จำกัด” อย่างยิ่งใหญ่ในเวลานี้ !!


“หลังจากลาออกจากบริษัทเดิมก็พยายามมองหาบริษัทขายตรงดีๆ ทำต่อแต่ไม่มีบริษัทใดสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกองค์ประกอบ หรือหากเป็นบรษิทขายตรงต่างประเทศที่เข้ามาเปิดในไทยบางครั้งก็สะดุดกับกระบวนการทำงานหลายอย่างทำให้ได้ตัดสินใจเปิดบริษัทของตนเองเพื่อต้องการเป็นต้นแบบของบริษัทขายตรงน้ำดีที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป” ธนาณัชชา กล่าว


จากแนวทางการบริหารที่ “ธนาณัชชา” ยึดมั่นในการเดินทางสายกลางแล้ว โปรดักส์หรือตัวสินค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งและจุดเด่นของไลน์สินค้าเกรทเทส กู๊ดส์ นั้นจะเน้นสินค้านวัตกรรมมีความโดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ใช้แล้วเห็นผลทันที ที่สำคัญทุกรายการเชื่อมั่นว่าจะตอบสนองด้านสุขภาพได้รวดเร็ว


ปัจจุบันบริษัท มีสินค้าจำหน่าย ทั้งหมด 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มอาหารเสริมดูแลสุขภาพ เฉพาะกลุ่ม-หญิง เช่น M one, G Nee, Natto LL, Lutein, Hiso Gold Coffee 2.กลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Berry Whitening Cleansing Foam, Silky BB Cream, Colla Honey Gold Soap, Maxy White Perfect และ 3.กลุ่มสินค้าเกษตร G-Life รวมทั้งสิ้น 17 รายการ โดยมีจุดเด่นตรงที่ทุกรายการเป็นสินค้านวัตกรรม และบางรายการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น Natto ll ดูแลหัวใจหลอดเลือดและ Lutein สารอาหารบำรุงสายตาจากประเทศญี่ปุ่นหรือหากเป็นสินค้าที่ผลิตในไทย บริษัทก็จะคัดสรรส่วนผสมวัตถุดิบในการผลิตที่ดีที่สุดจากทุกมุมโลก เช่น การนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อตอบสนองด้านสุขภาพที่ดี ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงที่สำคัญราคายุติธรรมใกล้เคียงกับท้องตลาดทั่วไปจึงทำให้ผู้บริโคตัดสินใจซื้อได้เร็วยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ ประธานบริษัท เกรทเทส กู๊ดส์ ยังได้ตอกย้ำจุดแข็งธุรกิจ ด้านแผนการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนภายใต้แผนไบนารี่ ที่เน้นความยั่งยืน สามารถเกษียณตัวเองได้ ซึ่งทำให้เชื่อมั่นว่าธุรกิจขายตรงเกรทเทส กู๊ดส์ จะสรรสร้างชีวิตใหม่ให้กับทุกคนได้ และเชื่อว่าแผนจ่ายผลตอบแทนที่ยุติธรรมนี้จะผลักดันให้สมาชิกประสบความสำเร็จกลายเป็นมนุษย์เงินล้านได้อย่างรวดเร็ว และจากจุดแข็งทางธุรกิจนี้บริษัทเชื่อว่าจะนำพาสู่เป้าหมายยอดขายสิ้นปีนี้ 100 ล้านบาท ตลอดจนเป้าหมายปีหน้าหรือในปีร 2557 ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500 ล้านบาท


“เพื่อผลักดันให้ถึงเป้าหมายยอดขายสิ้นปี 100 ล้านบาท กลยุทธ์การตลาดโค้งสุดท้ายปีนี้บริษัทได้เตรียมรองรับการให้บริการ ด้วยการให้ความสำคัญในส่วนของการเปิดศูนย์สต็อคคิดส์ ที่คาดหวังว่าสื้นปีจะเปิดให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการปั้นผู้นำคุณภาพให้เกิดขึ้นด้วยระบบเทรนนิ่งที่เข้มข้น ที่สำคัญบริษัทอัดฉีดโปรโมรชั่นอย่างเต็มกำลังกับทริปท่องเที่ยวฮ่องกง-มาเก๊า ถัดไปปีหน้าสู่ทริป ท่องเที่ยวเดนปลาดิบประเทศญี่ปุ่น ที่เวลานี้สมาชิกตั้งใจทำงานอย่างมากเพื่อพิชิตทริปสุดหรูนี้”


อีกทั้งเพื่อรองรับการทำงานที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้เตรียมขยายอาณาจักรส่วนของศูนย์สาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งที่โคราช และปีหน้ามองทำเลทองภาคใต้อีกหนึ่งแห่ง


ปัจจุบัน “เกรทเทส กู๊ดส์” มีฐานสมาชิกอยู่ที่ 8,000 รหัส มียอดแอคทีฟ 20-30 % โดยมีตลาดหลักอยู่ทางภาคอีสาน รองลงมาภาคใต้ ภาคกลาง ตามลำดับ ด้านตลาดต่างประเทศเวลานี้ได้นำร่องเปิดตลาดด้วยตัวผู้นำเองทั้งที่ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งตลาดให้การตอบรับเป็นอย่างดี


พร้อมกันนี้ ประธานผู้ก่อตั้งเกรทเทส กู๊ดส์ กล่าวทิ้งท้ายมองธุรกิจขายตรงว่าขณะนี้บริษัทขายตรงเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้บางบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ หรือที่ปิดตัวอย่างรวดเร็วนั้นเกิดขึ้นจากเป้าหมายบริหารงานที่ต่างกัน หรือหากมองในอีกแง่มุมแม้ว่า ผู้ประกอบการจะมีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจแต่หากบริษัทขาดองค์ประกอบที่ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ อันได้แก่ 1. สินค้าดีใช้แล้วเห็นผล 2.แผนธุรกิจยุติธรรมมีรายได้เร็วและยั่งยืน 3. ระบบการเรียนรู้มีคุณภาพ และที่สำคัญผู้บรฺหารบริษัทจะต้องเข้าใจธุรกิจเครือข่ายอย่างรู้จริง โดยองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นนั้น บริษัทขายตรง “เกรทเทส กู๊ดส์” มีทั้งหมด เพื่อมอบโอกาสความสำเร็จให้กับทุกคนที่เข้ามาที่นี่ โดยปัจจุบันบริษัทตั้งอยู่ที่ใจกลางเมืองซอยลาดพร้าว 71 เดินทางสะดวกรองรับการทำงานด้วยระบบไอทีที่ทันสมัย มีห้องเทรนนิ่งทั้งห้องประชุมใหญ่และเล็กรองรับสมาชิกได้ 300 คน


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 233 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Xclusive interview ธนาณัชชา รัตนาภรพิศ ประธาน ผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด







photo (Mobile)

“บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด” ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรง น้ำดี ที่มีแนวคิดที่ต้องการอยากจะสร้างธุรกิจขายตรงน้ำดีขึ้นมาประดับ ไว้บนเวทีขายตรงเมืองไทย แม้ในช่วงแรกของการเริ่มต้นจะโดนมรสุม ซัดกระหน่ำ แต่ด้วยความมั่นคงของ ธนาณัชชา รัตนาภรพิศ ประธาน ผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด ที่ยังคงยืนหยัด เพื่อสานฝันให้ เป็นจริง ภายใต้สโลแกนที่ว่า “มุ่งมั่นเพื่อความเป็นหนึ่ง ในผู้นำด้าน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค” หรือ Goods for Life ส่วนกลยุทธ์การตลาด และการรุกตลาดขายตรง หลังจากนี้ของ เกรทเทสกู๊ดส์ จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องคอยติดตาม อ่านกัน


ทำไมจึงสนใจมาเปิดธุรกิจขายตรง


ปัจจุบันคำว่าเครือข่ายเข้ามาอยู่ใน ชีวิตประจำวันของเราทุกคนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครือข่ายระบบ มือถือ หรือเครือข่ายการซื้อสินค้า ซึ่งทุกอย่างถือเป็นเครือข่ายเกือบ ทั้งหมด ดังนั้น หลังจากนี้ไปเชื่อว่า ทุกคนจะไม่ปฏิเสธคำว่าเครือ- ข่าย และการที่ตนเอง มีประสบการณ์อยู่ใน ธุรกิจขายตรงมา นานกว่า 5 ปี ทำให้มีความคิด ว่าธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจแห่งการแบ่งปันโอกาส, มิตรภาพ และยังให้อิสรภาพทั้งเรื่อง ของรายได้ และเวลา ที่สำคัญข้อดีของธุรกิจขายตรงไม่ว่าเศรษฐกิจ จะเป็นอย่างไรก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง


อะไรคือจุดเด่นของเกรทเทสกู๊ดส์


นอกจากทีมผู้บริหารโดยเฉพาะตัวดิฉันเองจะมีประสบการณ์ ในธุรกิจขายตรงมาโดยตรง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของ สมาชิกว่าต้องการอะไรแล้ว และเรายังมีองค์ประกอบที่ดีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ตัวดิฉันคัดสรรเอง ทดลองใช้กับ ตัวเองก่อน หากดีจริงถึงจะนำมาให้สมาชิกได้ใช้ แผนการจ่าย ผลตอบแทนที่ได้นำเอาแผนการตลาดซึ่งพิสูจน์แล้วว่าดีที่สุดมาใช้ นอกจากนั้นเรายังมีระบบการฝึกอบรมที่ถือเป็นหัวใจที่จะทำให้ธุรกิจ เติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งข้อดีทั้งหมดนี้เราเชื่อว่าจะทำให้ เกรทเทสกู๊ดส์ เติบโตต่อไปในระยะยาวได้อย่างแน่นอน การที่มีประสบการณ์อยู่ในธุรกิจขายตรงมาก่อน ทำให้ได้พบ สัจธรรมว่า ถ้าเรามีอะไรดีอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พอมักจะไปไม่ค่อยรอด เช่น สินค้าดี แต่แผนการตลาดไม่ดี หรือสินค้าไม่ดี แต่แผนการ ตลาดดี ดังนั้น เราจึงนำทั้ง 2 อย่าง มารวมกัน คือ การขาย กับการ ขยาย ต้องไปควบคู่กัน กล่าวคือ สินค้าต้องดีสมาชิกสามารถนำไป ขายต่อได้ จุดเด่นของเรา คือ ราคาสินค้าไม่แพง และแผนการตลาด ทำแล้วคุ้มค่า


บริษัทวางกลยุทธ์การตลาดหลังจากนี้อย่างไร


ในช่วง 8 เดือนแรก ถือเป็นช่วงของการเตรียมความพร้อม แต่ หลังจากนี้ไปบริษัทจะรุกตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุชุมชน และสื่อ- ออนไลน์ โดยล่าสุดบริษัทได้สร้างระบบการทำงานผ่านทางออนไลน์ ขึ้นมา ซึ่งสมาชิกทุกคนที่สมัครเข้ามาจะมีเว็บไซต์ขยายงานส่วนตัว ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวสามารถขยายธุรกิจออกไปได้ทั่วโลก และการที่บริษัทได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวก็เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนั้นบริษัทยังเตรียมจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามา เสริมทัพอีกมากขึ้น เช่น สกินแคร์ และคัลเลอร์ จากปัจจุบันที่มีสินค้า ทั้งหมด 17 รายการ แบ่งเป็นกลุ่มเสริมอาหาร, กลุ่มอุปโภค-บริโภค, กลุ่มการเกษตร และกลุ่มความงาม โดยในปี 2557 บริษัทยังวางแผน เตรียมจะขยายศูนย์สาขาให้ครบ 10 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ ครอบคลุมกับความต้องการของสมาชิกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัท มีศูนย์สาขา 2 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ลาดพร้าว 71 และจังหวัด นครราชสีมา


ตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2556 ไว้อย่างไร


หลังจากในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างฐานตลาด ผู้บริโภคไว้เป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนี้ไปจะเน้นรุกขยายตลาด มากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกทั้งหมดประมาณ 8,000 รหัส จำนวนสมาชิกที่มีความเคลื่อนไหว (Active) คิดเป็น 20-30% คาดว่า ภายในสิ้นปีนี้จำนวนสมาชิกน่าจะเพิ่มเป็น 30,000-50,000 รหัส และคาดว่าจะปิดยอดขายที่ 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงอีก 2 เดือนที่เหลือ บริษัทเตรียมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ในช่วงปลายปี อาทิ จัดทริปล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา, ทริปท่องเที่ยว ประเทศเกาหลี และทริปท่องเที่ยวมาเก๊า-ฮ่องกง เป็นต้น


มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นกังวลในช่วงปลายปีนี้


หากดูจากปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าไม่น่ากังวลมากนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศ เชื่อว่าจะยังคงเติบโต ต่อเนื่องแต่สิ่งที่น่ากังวล คือ เรื่องของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และมันนี่เกม ที่ขณะนี้กำลังระบาดอย่างหนัก ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด เนื่องจากแยก ไม่ออกว่าอันไหน คือ ธุรกิจขายตรง อันไหน คือ แชร์ลูกโซ่ ซึ่งปัจจัย ดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพรวมของธุรกิจขายตรง ทำให้คนทั่วไปมอง ธุรกิจขายตรงไม่ดี ดังนั้น หากภาครัฐและภาคเอกชนช่วยกันเป็นหู- เป็นตาสอดส่องดูแล เชื่อว่าจะช่วยพัฒนา และยกระดับให้อุตสาห- กรรมขายตรงไทยเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงข้ามชาติขย่มเครือข่ายไทย แผลงฤทธิ์พลิกกลยุทธ์สู้ศึกปลายปี







MLM (Mobile)

 


ซูมทิศธุรกิจขายตรงข้ามชาติ พบหลายค่ายเร่งเครื่องโชว์ศักยภาพดึงคนร่วมธุรกิจเพียบ...ด้าน “เจอเนสส์” จัดงานประชุมนานาชาติปลุกความเชื่อมั่นธุรกิจตื่น...“เออาร์เอส” ขายตรงสัญชาติมาเลเซีย เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการสิ้นปีนี้ หลังซุ่มเงียบมากว่า 10 เดือน พร้อมชูจุดแข็งแผนการตลาดที่ไม่เหมือนใคร...ส่วน “ซินเนอร์จี้” เร่งสร้างผู้นำออโต้ชิพ 100 คนต่อเดือน ป้องกันการขายตัดราคา...ด้านขายตรงน้องใหม่ “EPIC” บริษัทในเครือ Berjaya Group ประเทศมาเลเซียบุกไทย พร้อมได้มือดี “ชัยวัฒน์” ปลุกกระแสธุรกิจในไทยหวังแจ้งเกิด


เข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เรียกว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายในการทำธุรกิจของหลาย ๆ ธุรกิจเลยก็ว่าได้ เฉกเช่นเดียวกับ “ธุรกิจขายตรง” ที่ ณ ช่วงเวลานี้จะเริ่มเห็นหลาย ๆ ค่าย ต่างออกหมัดออกอาวุธสร้างความน่าเกรงขามออกมาอย่างมากมายเลยทีเดียว!!


ที่สำคัญ วันนี้หากพูดถึง “ธุรกิจขายตรง” โดยเฉพาะ “ขายตรงข้ามชาติ” คงต้องบอกว่า กระแสของความเร้าร้อนในช่วงปีนี้ไม่ค่อยจะเห็นภาพความหวือหวาออกมาสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการขายตรงเท่าที่ควร เรียกว่าค่อนข้างที่จะเงียบเหงาไปพอสมควร เหมือนเช่นดั่ง “ขายตรงสัญชาติไทย”


...ปักษ์นี้ “ตลาดวิเคราะห์” ขอซูมความเคลื่อนไหวของ “ธุรกิจขายตรงข้ามชาติ” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ว่าแต่ละค่ายมีความเคลื่อนไหวของธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ที่สำคัญ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ แต่ละค่ายมีทีเด็ดออกมาสู้ศึกกันมากน้อยแค่ไหน?...


 ผ่าแผนรบขายตรงข้ามชาติ


โชว์ศักยภาพกลบกระแสธุรกิจนิ่ง


...เริ่มต้นกันที่ความเคลื่อนไหวของธุรกิจขายตรงข้ามชาติอย่าง “เจอเนสส์” ขายตรงสัญชาติอเมริกัน ก็ได้ออกมาประกาศรุกหนักในภูมิภาคอาเซียนด้วยการจัดงานการประชุมระดับนานาชาติครั้งแรกของเจอเนสส์ฯ ที่ประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน “Jeuunesse Expo Thailand 2013” โดยได้มีการจัดขึ้นไปเมื่อช่วงวันที่ 5-8 ตุลาคม 2556 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ รอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ที่ผ่านมา


โดยทางด้าน “มร.สก็อต เอ. ลิวอิส” Chief Visionary Officer และประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล ได้เผยถึงสาเหตุของการเลือกมาจัดงานประชุมใหญ่ในครั้งนี้ที่ประเทศไทยว่า เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสถานที่ในการจัดประชุม สถานที่ท่องเที่ยว อีกทั้งเชื่อว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนอีกด้วย


ทั้งนี้ “มร.สก็อต” ยังมองอีกว่า ธุรกิจของเจอเนสส์ โกลบอล นับจากนี้ น่าที่จะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พบว่า มีการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก และประเทศไทยยังถือเป็นประเทศที่ธุรกิจของเจอเนสส์มีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคนี้อีกด้วย โดยมีอัตราการเติบโตเกินกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่เจอเนสส์เปิดดำเนินธุรกิจในไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2554 นั่นเอง


“ต้องยอมรับว่า ธุรกิจขายตรงในอาเซียน มีการเติบโตถึง 9.7% ต่อปี ในปี 2555 ที่สำคัญ ยังในระดับที่สูงกว่าการเติบโตของตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.4% โดยในประเทศไทย ธุรกิจขายตรง


มีมูลค่ารวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก และมีการเติบโต 7-10% ส่งผลทำให้บริษัทฯ เชื่อว่า ธุรกิจเจอเนสส์ในประเทศไทย น่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน”


...นับได้ว่า เป็นอีกหนึ่งการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจเจอเนสส์ในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับการจัดงานประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ที่เมืองไทยของค่าย “เจอเนสส์”


เช่นเดียวกับอีกหนึ่งความเคลื่อนไหว ของบริษัทขายตรงข้ามชาติอีกหนึ่งค่ายนั่นก็คือ ค่าย “ซินเนอร์จี้” ที่หลังจากเจอปัญหาในหลาย ๆ อย่างรุมเร้าธุรกิจ จนต้องทำให้มีการปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจอย่างฉับพลัน เพื่อต้องการเร่งสร้างยอดขายให้เติบโตตามเป้าที่วางไว้ โดยกลยุทธ์ในช่วงนี้ของ “ซินเนอร์จี้” ในการเพิ่มยอดขายนั้น พบว่า เป็นการกระตุ้นยอดซื้อต่อหัวจากเดิม 4,500-5,000 มาเป็น 7,000 บาทต่อคนต่อหัว พร้อมกับกลยุทธ์ในการเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่เข้ามา เพื่อต้องการทดแทนผู้นำเก่าที่ออกไปนั่นเอง


ในขณะเดียวกัน “ซินเนอร์จี้” เอง ยังได้มีการออกโปรโมชั่นต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาสมาชิกด้วยระบบออโต้ ชิพให้มีมากขึ้น ให้กับกลุ่มสมาชิกปัจจุบันที่มีจำนวน 400-500 คน ด้วยการให้สิทธิ์ในการซื้อสินค้าในราคาพิเศษ พร้อมกับมีแผนจะเพิ่มกลุ่มออโต้ชิพอีกจำนวน 100 คนต่อเดือน จากยอดสมาชิกใหม่ที่เข้ามา 500 คนต่อเดือนอีกด้วย


ส่วนนโยบายในการออกสินค้าใหม่ในปีนี้อีก 3 รายการที่ได้เคยประกาศไว้นั้น ทางค่าย “ซินเนอร์จี้” เอง ได้ออกมายอมรับว่า เป้าหมายที่วางไว้ในเรื่องของสินค้านั้น คงต้องมีการชะลอการออกสินค้าใหม่ไปก่อน ด้วยสาเหตุจากการติดปัญหาเรื่องการขออนุญาตนั่นเอง ส่งผลให้สินค้าที่ตั้งเป้าว่า จะออกในช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี้ จึงไม่ทันตามกำหนด


ที่วางไว้...


...เช่นเดียวกับ อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของ “ธุรกิจขายตรง” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้ อย่างขายตรงน้องใหม่ข้ามชาติ ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยในช่วงนี้ นั่นก็คือ “บริษัท เออาร์เอส โกลบอล เน็ทเวิร์ค ไทยแลนด์ จำกัด” ขายตรงสัญชาติมาเลเซีย ที่มี “มร.นิคราซีซี เบ็น นิก อับดุลเลาะห์” นั่งกุมบังเหียนใหญ่อยู่ในขณะนี้ ก็ได้ออกมาประกาศเตรียมเดินหน้าปักธงรบในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นปีนี้...ซึ่งก่อนหน้านี้ค่ายนี้ได้มีการเข้ามาชิมลางในเมืองไทยมาแล้วกว่า 10 เดือนที่ผ่าน จนกระทั่งเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดขายตรงในเมืองไทย จนได้เตรียมที่จะ


เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นปีนี้นั่นเอง!...


โดยขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้นั้น ได้มีการออกมาชูจุดแข็งของธุรกิจ ด้วยระบบการจ่ายผลตอบแทน ที่ค่ายนี้บอกว่า ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาและยังถูกพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง ที่สำคัญยังประกาศอีกว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในระบบออโต้ ไม่ต้องรอ 15 วันอีกด้วย


ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า ขายตรงสัญชาติมาเลเซียค่ายนี้ ยังเปรียบเทียบในเรื่องของราคาสินค้าที่ขายตรงบริษัทแม่ที่มาเลเซีย เมื่อนำมาขายในเมืองไทยจะมีราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย พร้อมกับในการลงรหัสจะสูงกว่าที่มาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งซิลเวอร์ มาเลเซียเปิดรหัสอยู่ที่ 2,400 บาท ได้สินค้าจำนวน 2 กล่อง แต่ที่ประเทศไทยเปิดรหัส 3,400 บาท ได้รับสินค้า 3 กล่อง เป็นต้น...เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการดึงคนเข้ามาสู่ธุรกิจเลยก็ว่าได้สำหรับค่ายน้องใหม่ค่ายนี้


…นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งขายตรงน้องใหม่ข้ามชาติประเทศมาเลเซีย ที่ชื่อ “EPIC” บริษัทในเครือของยักษ์ใหญ่ เบอร์จายา เข้ามาบุกตลาดเครือข่ายในเมืองไทยอีกด้วย ซึ่งบริษัทธุรกิจเครือข่ายในกลุ่ม Berjaya Group ประเทศมาเลเซียนั้น ยังมีบริษัท อีคอสเวย์ ประเทศไทย ที่เป็นหนึ่งในเครือของ Berjaya Group กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากมาเลเซียอีกด้วย


สำหรับการเข้ามาบุกตลาดไทยในครั้งนี้นั้น พบว่า มีผู้ที่เป็นหัวเรือหลักในการทำตลาดที่ประเทศไทยคือ “ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์” ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชีย บริษัท อีพิค ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเครือข่ายข้ามชาติค่ายนี้นั้น ได้เริ่มออกสตาร์ทเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้แผนการตลาดแบบผสมทั้งแผนไบนารี่และแผนยูนิเลเวล


...“ขายตรง “EPIC” ถือเป็นบริษัทในเครือของ Berjaya Group ประเทศมาเลเซีย ที่มีบริษัท อีคอสเวย์ ร่วมดำเนินธุรกิจด้วย ซึ่งในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ ทางบริษัท “EPIC” และ อีคอสเวย์ จะใช้สินค้าตัวเดียวกันในการทำการตลาด พร้อมกับใช้สำนักงานแห่งเดียวกัน และหลังจากนี้ 3 เดือน คาดว่า “EPIC” จะมีสำนักงานแห่งใหม่เพื่อแยกตัวออกมาอย่างชัดเจนแน่นอน”...นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า


นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ยังเสริมต่ออีกว่า ขณะนี้ทางบริษัทแม่เองได้มีการให้เงินสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของ “EPIC” แล้วจำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะใช้ในการพัฒนาธุรกิจในช่วง 6 เดือนนับจากนี้ พร้อมกันนี้ ทาง “EPIC” เอง ยังได้ตั้งเป้าที่จะมีสาขาภายในสิ้นปีนี้จำนวน 11 สาขาด้วยกัน รวมถึงการทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ อีก 8-9 รายการด้วยกัน


และจากการเข้าไปดูในหน้าเฟสบุ๊คของ “EPIC” พบว่า...ได้มีการเขียนข้อความที่ว่า...เตรียมพบกับ ปรากฏ การณ์ครั้งยิ่งใหญ่ ระดมกำลังขุนพล..เครือข่ายทุกสารทิศ เข้าร่วมฟอร์มทีมต้นสาย บริษัทเครือข่ายระดับอินเตอร์ กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ คาดว่าต้นเดือนตุลาคมนี้...ด้วยเงินลงทุน มากกว่า 3,000 ล้านบาท กำหนดเปิดพร้อมกัน 10 ประเทศ ทั้งยุโรป และเอเซีย โดยบริษัทแม่ระดับโลกที่มีธุรกิจกว่า 200 บริษัทและหนึ่งในจำนวนนั้นคือ บริษัท คอสเวย์ (มาเลเซีย) จำกัด ซึ่งปัจจุบันมูลค่าทางการตลาด ในการส่งสินค้าทั่วโลกมาก กว่า 10,000 ล้าน จนนิตยสาร forbes จัดให้อยู่ 1 ใน 10 ของบริษัทที่มียอดการส่งออกสูงด้วยฐานการผลิตและความเชี่ยวชาญในระบบการจัดการที่ยอดเยี่ยม…พร้อมกับมีการชูในเรื่องของแผนการจ่ายผลตอบแทนที่สูง โดยจ่ายสูงสุด สัปดาห์ละ 30,000 us หรือ 1,050,000 บาท เดือนละ 4,200,000 บาท มีค่า แนะนำ หลายชั้นอีกด้วย


...ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทข้ามชาติที่กำลังจะมาสร้างกระแสความน่าสนใจให้กับตลาดขายตรงในเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกหนึ่งบริษัทเลยก็ว่าได้...เพราะหากใครที่รู้จักนักบริหารงานเครือข่ายที่ชื่อ “ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์” ดี คงจะรู้ว่านี้คือ “นักสร้างกระแส” ที่เคยสร้างชื่อให้กับ “ขายตรงข้ามชาติ” อย่าง “เอเจล-บีฮิป” ให้ดังเปรี้ยงปร้างมาแล้ว...ก็ต้องติดตามกันดูว่ากับเครือข่ายใหม่ที่ชื่อ “EPIC” จะสามารถมากระชาก อารมณ์ คนเครือข่ายเหมือนเช่นดั่งที่ผ่านมาได้หรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป!...


…มาดูอีกหนึ่งบริษัทขายตรงข้ามชาติสัญชาติเกาหลีนั่นคือ ค่าย “รูอัน” ที่ได้เข้ามาปักธงรบในธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย หลังจากที่กระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มมาแรง ทำให้ค่ายนี้เล็งเป้ามาที่ในประเทศไทย ด้วยธุรกิจที่ชื่อว่า “รูอันเวิลด์” โดยมี 2 ประธานบริหารจาก บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด นำโดย “คุณพาร์ค อิน ชอน” และ “คุณเจมส์ ลี” เป็นหัวเรือใหญ่


ซึ่งการเข้ามาบุกตลาดในเมืองไทยครั้งนี้นั้น ทางด้าน “เจมส์ ลี” ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด เผยว่า เนื่องจากมองเห็นประเทศไทยค่อนข้างที่จะมีศักยภาพในการเป็นประเทศศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอาเซียนนั่นเอง พร้อมกันนี้ แผนงานในช่วงแรกของทางรูอัน ยังมีนโยบายหลักที่จะทำตลาดด้วยการมุ่งเน้นด้านสุขภาพและการพัฒนาบุคลิกภาพ รวมถึงการเติมเต็มความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ความงาม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจยุคใหม่อีกด้วย


พร้อมกันนี้ ทางด้านค่าย “รูอัน” เอง ยังได้มีการส่งผลิตภัณฑ์ไลน์แรกในกลุ่มต่อต้านความชรา Anti – Aging รวมถึงผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมี่ยม MONGNIS Skin Vitalizing Essence สเปรย์เซลล์บูสเตอร์ เข้ามารุกตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทยด้วยเช่นกัน


“การทำตลาดของ “รูอัน” ในช่วงแรกเตรียมที่จะดำเนินกิจกรรมด้านการสื่อสารทางการตลาดในหลากหลายรูปแบบ เพื่อต้องการสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของ บริษัทฯ ให้เป็นที่รู้จัก และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค


ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญ บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า จะสามารถผลักดันนักธุรกิจรูอันเวิลด์ ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล พร้อมเติมเต็มทุกรอยฝันของทุกไลฟ์สไตล์ด้วยอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจแห่งความมั่นคงได้อย่างแน่นอน”


…นับได้ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ บริษัทขายตรงข้ามชาติทั้งใหม่และเก่าต้องออกมาสาดอาวุธแบบครบเครื่องกันเลยทีเดียว...ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าค่ายไหนจะสามารถสร้างความน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง!!


 


 


 


 Credit By : http://www.taladvikrao.com/

'อิโรติค' โชว์จุดแข็งขายสินค้าผ่านทีวี







xxx (Mobile)

 


ผุดขายตรงน้องใหม่ "อิโรติค ไลฟ์" ขนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้าระบบเครือข่าย หลังปูพรมสร้างแบรนด์ผ่านโมเดิร์นเทรด ชูจุดแข็งด้านมีเดีย-ปึ้กตลาดต่างประเทศ เปิดตลาดสู่ AEC วางแนวร่วมบุกนำร่องเขมรและลาว ตั้งเป้า 3 ปี ติดท็อปเทนขายตรง


นายเอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิโรติค ไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555 โดยได้เริ่มดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอ็กซ์-แบ็ก ฟอร์ทิส ผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดมากว่า 1 ปี จากนั้นบริษัทจึงได้เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบธุรกิจขายตรง โดยได้ยื่นขอจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทั้งนี้ จุดแข็งของบริษัทคือมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้สินค้าเป็นที่รู้จัก โดยจัดสรรงบประมาณ 60 ล้านบาท ในการลงโฆษณาผ่านช่องรายการ โดยร่วมกับพันธมิตรกลุ่มกันตนาเพื่อประชาสัมพันธ์ผ่านรายการในสังกัด รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดอื่นๆ เสริม


"บริษัทมีกลุ่มผู้นำที่มีศักยภาพมาร่วมทีมสร้างความสำเร็จกว่า 30 ชีวิต ก่อนที่เราจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทำให้เรามั่นใจว่ามีกองทัพที่ทรงพลัง เรามั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทในปีหน้านี้ ส่วนในช่วงสุดท้ายของปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำยอดขายได้ 50 ล้านบาท และจะสามารถขึ้นเป็น 1 ใน 10 ของบริษัทขายตรงในเมืองไทย


สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายในช่องทางขายตรง นายเอกวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีสินค้าพระเอกนางเอกคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอ็กซ์-แบ็ก ฟอร์ทิส และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน แบรนด์ คอลเบอร์รี่ ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มสินค้าใหม่อีก 1 รายการ โดยความแตกต่างของสินค้าที่ขายผ่านช่องทางขายตรงนั้น เป็นตัวเดียวกันกับที่จำหน่ายในโมเดิร์นเทรดแต่จะมีปริมาณต่อกล่องที่มากกว่าเพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจแบบไบนารี


นายเอกวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทยังได้เดินหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC โดยมีการเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนได้แก่ ประเทศลาว โดยมีพันธมิตรสต๊อกสินค้าแต่ไม่ทำสายงาน ส่วนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศจะใช้แผนธุรกิจแบบเดียวกับประเทศไทย ในระบบรหัสเดียว (One Code) ส่วนสินค้าจะผลิตและส่งจากประเทศไทยเข้าไปจำหน่าย โดยเป็นโรงงานของบริษัทจากเจ้าของแบรนด์ในประเทศฟินแลนด์ที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยสำหรับการส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก


"ในอาเซียนบริษัทยังเตรียมเข้าไปทำธุรกิจขายตรงในประเทศลาว และยังมีกัมพูชาซึ่งอยู่ในระหว่างการขอ อย.ที่นั่น คาดว่าอีกไม่นานจะแล้วเสร็จ จะเห็นได้ว่าเราเตรียมความพร้อมเพื่อให้นักธุรกิจทำงานในต่างประเทศได้ง่าย บางบริษัทกว่านักธุรกิจจะเข้าไปได้ ต้องรอบริษัทเตรียมความพร้อมซึ่งใช้เวลานาน" นายเอกวัฒน์ กล่าว


ด้านแผนการรุกธุรกิจขายตรงในประเทศ บริษัทจัดสรรงบประมาณ 60 ล้านบาท ในการลงโฆษณาผ่านช่องรายการของกลุ่มกันตนา รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดอื่นๆ เสริมด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของบริษัท ในการดำเนินธุรกิจขายตรงที่มีการโฆษณาก่อนที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันบริษัทก็ได้นักธุรกิจที่เป็นผู้นำจากบริษัทต่างๆ เข้ามาร่วมเสริมทีมกว่า 30 คน ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วย ทำให้มั่นใจว่าภายหลังจากที่เริ่มดำเนินธุรกิจแล้วจะสามารถสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทในปีหน้านี้ ส่วนในช่วงสุดท้ายของปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำยอดขายได้ 50 ล้านบาท


นายเอกวัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดเพียง 1 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอ็กซ์-แบ็ก ฟอร์ทิส ที่คาดว่าจะทำยอดขายได้ในปีนี้ 480 ล้านบาท ส่วนสินค้าที่จะจำหน่ายในธุรกิจขายตรงนั้น จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกันแต่มีขนาดบรรจุแตกต่างกัน และยังมีแผนจะเพิ่มสินค้าใหม่ช่วงปลายปีนี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มสินค้าใหม่อีก 1 รายการเช่นเดียวกัน โดยราคาของสินค้าที่จำหน่ายผ่านธุรกิจขายตรงจะมีราคา 2.5 พันบาททุกชนิดสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจขายตรงที่ใช้ในระบบไบนารีด้วย


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) : ไอยรา18เดือนระเบิดความแรงแจ๋ว! สร้างขุนพลทั่วภูมิภาคตอกย้ำธุรกิจดาวรุ่ง







Capture (Mobile)


ขายตรงน้องใหม่ ไอยรา แพลนเน็ต แรงกระหึ่มเกินพิกัด!...ตอกย้ำความแรงธุรกิจ 18 เดือน ฉายภาพธุรกิจสวยเกินคาด...ล่าสุดจัดงาน The Aiyara ครั้งที่ 3 สานพลังไอยรา...พร้อมประกาศเสริมจุดแข็งธุรกิจทุกรูปแบบทั้ง เซ็นเตอร์-ห้องแล็บ-ระบบไอที..แย้มผลิตภัณฑ์ อินมูร่า สารสกัดเซซามินจากงาดำ ยังเป็นสินค้าหัวหอกที่สำคัญในการทำธุรกิจ...ลั่น!ยอดขายสิ้นปีขอแตะ 300 ล้าน พร้อมยอดสมาชิก 6 หมื่นรหัส


...ปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่า เครือข่ายขายตรงในหลาย ๆ ค่าย ทั้ง เล็ก-กลาง-ใหญ่ ต่างออกอาวุธแบบครบเครื่องเพื่อหมายที่จะช่วงชิงความเหนือชั้นทางธุรกิจกันอย่างอึกทึกครึกโครมกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ หากใครที่ เจ๋งกว่า หรือ แน่กว่า ก็สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ใน สมรภูมิรบขายตรง ได้อย่างราชสีห์นั่นเอง!!


ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขายตรง เรื่องของชั้นเชิงทางธุรกิจ บวกกับความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ที่สำคัญ กึ๋น ของ ผู้บริหาร ในการมองการณ์ไกล ก็มีส่วนสำคัญยิ่งในการทำธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะหากทุกอย่างพร้อมองค์กรก็จะพร้อมที่จะขับเคลื่อนตามแรงเหวี่ยงของธุรกิจที่มีด้วยเช่นกัน...เห็นได้อย่าง ธุรกิจขายตรงพันธุ์แท้น้องใหม่ที่ชื่อ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด กับการก้าวสู่ธุรกิจขายตรงเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น ก็เริ่มที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในใจคนเครือข่ายได้บ้างแล้ว!!...


18เดือนเดินเกมทั่วภูมิภาค


สานฝันธุรกิจด้วยธุรกิจสีขาว


...จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จของ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ในช่วงตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะโชคชะตาช่วยแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะการวางหมากทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมของแม่ทัพที่ชื่อ ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ/กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด นั่นเอง!...ที่เรียกว่าเป็นอีกหนึ่ง กูรู คนสำคัญในการบัญชาทัพหน้าของธุรกิจไอยราให้สามารถขับเคลื่อนจนมาถึงปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้...


ที่สำคัญ ไอยรา ถือเป็นขายตรงน้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ก็สามารถทำให้หลาย ๆ คน ในธุรกิจเครือข่ายต่างจับจ้องมองแบบไม่กะพริบตากันเลย...ซึ่งตรงนี้แหล่ะ คือ เรื่องแปลกที่ว่า ทำไมสายตาหลายคู่ถึงจ้องมองค่ายนี้เสียเหลือเกิน คงต้องบอกว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน การลงกรำศึกในสนามขายตรงแบบ ถึงลูก ถึงคน ในทุกพื้นที่ของผู้บริหารที่ชื่อ ดร.กัมปนาท นั้น ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญ ในการสู้ศึกขายตรงที่เฉียบคม และเข้าใจถึงความต้องการของสมาชิกและผู้ที่ต้องการทำธุรกิจนั่นเอง...!!!


...ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ค่าย ไอยรา เอง ก็ได้มีการจัดงาน The Aiyara ครั้งที่ 3 ขึ้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของธุรกิจ โดยภายในงานยังได้มีการประดับเข็มเชิดชูเกียรติผู้ที่สำเร็จในธุรกิจในตำแหน่ง Gold Star จำนวน 150 ท่าน มอบเช็คแก่นักธุรกิจเงินแสน จำนวน 50 ท่าน พร้อมกับการเปิดหอเกียรติยศสโมสร AMRT พิธีมอบเข็มคุณวุฒิ AMRT และมอบเช็คแก่นักธุรกิจเงินล้านรหัสใหม่ จำนวน 4 ท่านอีกด้วย...เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณให้คนเครือข่ายได้ทราบว่าวันนี้เครือข่ายน้องใหม่ดาวรุ่งอย่าง ไอยรา ถือเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคนี้นั่นเอง


ทั้งนี้ หากมองถึงยุทธศาสตร์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ไอยรา ให้เติบโตอย่างเกรียงไกรในช่วงที่ผ่านมานั้น...ทางด้าน ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ/กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้เผยว่า สิ่งที่สำคัญของการทำธุรกิจของไอยราให้เติบโตได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลงพื้นที่ตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีการอบรม ติวเข้มนักธุรกิจอยู่ตลอดเวลา


ที่สำคัญ อีกหนึ่งความสำเร็จของธุรกิจไอยรา ก็คือ ความรักความผูกพันกันภายในองค์กร พร้อมกับการที่ผู้นำทุกคนนั้น อยากที่จะเห็นธุรกิจไอยราเป็นบริษัทต้นแบบในเรื่องของการทำธุรกิจขายตรงสีขาว และต้องการเติบโตอย่างมั่นคง ในขณะเดียวกัน ในเรื่องของสินค้าที่มีความโดดเด่นนั่นคือ ผลิตภัณฑ์ อินมูร่า สารสกัดเซซามินจากงาดำ ถือเป็นสินค้าเรือธงรบในการขับเคลื่อนธุรกิจอีกด้วย


ดันกิจกรรมบ้านไอยราต่อยอด


เสริมแรงเหวี่ยงสู่เป้า300ล.สิ้นปี


...จะเห็นได้ว่า ยุทธ ศาสตร์ความสำเร็จของค่าย ไอยรา นั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการผนึกกำลังของผู้นำและผู้บริหาร เพื่อให้เกิดแรงศรัทธรา ด้วยกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์นั่นเอง!!..และล่าสุดทาง ไอยรา ก็ได้เสริมอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจเข้าไปนั่นคือ เซ็นเตอร์ ที่ได้ใช้ชื่อว่า บ้านไอยรา โดยจะเป็นการจัดกิจกรรมที่เรียกว่ารายวัน เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานของเหล่าผู้นำและสมาชิกทั้งใหม่และเก่า โดยผู้นำจะเป็นผู้ที่บริหารงานตรงนี้เอง ซึ่งยุทธ ศาสตร์ตรงนี้นั้น ทางบริษัทฯ ต้องการสื่อให้กับผู้นำทุกคนได้ทราบว่าเป็นสิ่งที่ผู้นำควรจะต้องทำและถือเป็นหน้าที่ด้วย


สิ่งที่ไอยรา จะต้องทำนับจากนี้ต่อไป คือ ต้องสร้างความเชื่อมั่น พร้อมกับให้คนที่กำลังมองหาธุรกิจได้ทราบว่าธุรกิจไอยรานั้น มีโอกาสและมีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทางบริษัทฯ ต้องทำ เห็นได้จากการจัดงาน The Aiyara ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นความฮึกเหิมในการทำธุรกิจของนักธุรกิจไอยรา และสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจนั่นเอง


ดร.กัมปนาท เสริมต่อว่า สิ่งที่จะเข้ามาเสริมความเชื่อมั่นของธุรกิจไอยรา และความน่าเชื่อถือในเรื่องของสินค้านั่นก็คือ ในปีหน้าบริษัทฯ จะสร้างห้องแล็บที่เป็นงานวิจัยโดยเฉพาะ โดยต้องการที่จะให้ผลิตภัณฑ์เซซามิน เป็นงานวิจัยที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุย


ปัจจุบันนี้ ไอยรา มีสินค้าทั้งหมด 5 กลุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความสวย ความงาม 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วน ลดความอ้วน 4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร และ 5. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องบำรุงสุขภาพ...โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเพื่อสุขภาพ อินมูร่า สารสกัดเซซามินจากงาดำ มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 60-70% ด้วยกัน


สำหรับเป้าหมายยอดขายของบริษัทฯ ในสิ้นปีนี้นั้น ทางไอยราตั้งเป้าไว้ที่ 300 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้ามีสมาชิกสิ้นปีนี้อยู่ที่ 6 หมื่นรหัส จากปัจจุบันที่มีสมาชิกอยู่ที่ 53,000 รหัส


ดร.กัมปนาท เสริมต่ออีกว่า เป้าหมายในอนาคตของไอยรานั้น ต้องบอกว่า วันนี้หากธุรกิจดี เชื่อว่าในอนาคตธุรกิจก็น่าที่จะสดใสอย่างแน่นอน โดยหลังจากที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 18 เดือน พบว่าธุรกิจเติบโตเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ในอนาคตนับจากนี้ บริษัทฯ ต้องการอยากเห็นสินค้าของไอยราไปถึงคนไทยทั้ง 60 ล้านคน และอยากที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่าง อินมูร่า สารสกัดเซซามินจากงาดำ ที่เป็นงานวิจัยของคนไทยจริง ๆ ให้คนไทยได้รู้จัก รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจด้วยการสร้างห้องแล็บที่เป็นงานวิจัยของบริษัทฯ เอง และการเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องของการจัดฝึกอบรม พร้อมกับการเพิ่มเครื่องมือในการทำธุรกิจด้วยระบบไอที เป็นต้น


นับได้ว่า เครือข่ายขายตรงน้องใหม่ที่ชื่อ ไอยรา ที่เพิ่งระเบิดความแรงได้เพียง 18 เดือนเท่านั้น จะสามารถฉายภาพรวมยิ่งใหญ่ได้มากมายขนาดนี้ เห็นได้จาก การจัดงานแต่ละครั้งของค่ายนี้ มีผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ยุทธศาสตร์ที่พร้อมรบทุกพื้นที่ของ ดร.กัมปนาท ที่ได้ประกาศไว้ว่า พร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจทุกรูปแบบ ทั้งในเรื่องของการจัดประชุม การสร้างห้องแล็บวิจัยสินค้า รวมถึงการจัดตั้งสโมสร ก็น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงเสริมดันยอดขายสู่ 300 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ด้วยเช่นกัน!!...











Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

รายเล็กโหมโรงสู้บิ๊กขายตรง เจาะสื่อออนไลน์-จัดโปรสมาชิก







networkmarketing_2 (Mobile)


นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัทในเครือไทยเฮลท์กรุ๊ป เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ว่า ต้องยอมรับบริษัทใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดแบบผสมผสาน โดยเฉพาะที่ไม่ได้ใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ เพียงอย่างเดียว แต่ในสื่อออนไลน์ เราจะพยายามรุกเข้าไปในสื่อดังกล่าวนี้ด้วย เนื่องจากสื่อออนไลน์ถือเป็นยุคของโลกสมัยใหม่ ทำให้บริษัทฯขนาดเล็กมียอดขายเกิดขึ้น ซึ่งถือว่า เป็นช่องทางไปสู่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า การจะนำระบบสื่อออนไลน์เข้ามาใช้กับริษัทฯ ขนาดเล็กคงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร


"ระยะเวลาในการทำสื่อออนไลน์นั้น ในส่วนของบริษัทฯ คงใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากเราก็มีสื่อในมืออยู่แล้ว รวมไปถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีเดียต่างๆ โดยเฉพาะใช้กลยุทธ์ช่องทางการแข่งขันพิเศษ รวมถึงการสร้างแบรนด์ใหม่ ซึ่งบริษัทฯ จะวางงบประมาณในการทำตลาดสื่อออนไลน์ไว้ปีละ 10-20 ล้านบาท ถือเปแนการเพิ่มช่องทางการรับรู้ในเรื่องของแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งบางบริษัท การใช้งบการทำตลาดผ่านสื่อดังกล่าวนี้ อาจจะต้องลงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจถึง 100 ล้านบาท ก็เป็นไปได้เช่นกัน"นายพันธ์ยศ กล่าว


สำหรับการสร้างแบรนด์ให้มีคุณภาพ นั้น บริษัทฯ เองมีความพยายามในการผลักดัน เน้นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้กระจายไปตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งช้อปปิ้งๆ หรือร้านค้าเพื่อสุขภาพสะดวกซื้อ จากผลงานในช่วงไตรมาสแรกนั้น บริษัทฯ สามารถทำยอดขายไปได้ 100 ล้านบาท ตนมั่นใจในสิ้นปีนี้ บริษัทฯ จะสามารถปิดยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ประมาณ 500 ล้านบาท ตรงนี้น่าจะเป็นไปตามเป้าที่บริษัทกำหนดเอาไว้


จัดโปรฯ 5 หมื่นรหัสแรก


"ทรูไลฟ์โกลด์" หนึ่งในบริษัทน้องใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ โดย นายเกียรติคณัตฐ์ ภคพลธนกุล ประธานที่ปรึกษา มองว่า กลยุทธ์สำคัญของบริษัทน้องใหม่อยู่ที่การสนองตอบความต้องการของผู้บริโภค อย่างเช่นทุกวันนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้คนไม่กล้าใช้จ่าย ดังนั้นทำอย่างไรให้คน รู้สึกว่าการซื้อสินค้าแล้วรู้สึกคุ้มค่า


"กลยุทธ์ของเราในช่วงแรกของการก่อตั้งบริษัทคือ เมื่อมีการสมัครสมาชิกเพียง 300 บาท แต่ได้สินค้าไปทดลองมูลค่า1,000 บาท ใน 50,000 รหัสแรก จุดนี้จะทำให้เขารู้สึกคุ้มค่า กล้าที่จะควักเงินจ่าย เกิดการทดลองสินค้าเกิดขึ้นแล้ว แน่นอนว่าสินค้าดีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้ามาทำตลาดระบบเครือข่าย"


ประธานที่ปรึกษา บอกอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ บริษัทต้องมีระบบสนับสนุนความสำเร็จของนักธุรกิจ โดยทรูไลฟ์โกลด์ มีระบบซัพพอร์ตที่จะทำให้ทุกคนไปสู่เป้าหมายของตนเอง โดยปลูกฝังแนวคิดของความเป็นผู้ประกอบการ ผสานแนวคิดการยายเครือข่ายในระยะยาวเติบโตไปด้วยกันกับบริษัท เรียกว่าระบบ4+คือ 1.ตัวบริษัทที่มีความมั่งคง 2.ระบบนำทางคนเครือข่ายไปสู่เป้าหมาย 3.ทีมงานที่มีความชัดเจนในตนเองต่อการทำงานร่วมกับบริษัท 4.แต่ละคนวางเป้าหมายและความต้องการของตนเองเพื่อให้สามารถเดินไปสู่เป้าหมายพร้อมๆ กัน


"เรามีเครื่องมือที่จะนำพาให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จ การมีสินค้าทดลองใช้ ทำให้คนที่เข้ามาทำงานไม่เสียขวัญ มีกำลังสู้ เหมือนเรามอบอาวุธที่ทรงพลังแก่นักรบเพื่อการต่อสู้ในสมรภูมิขายตรงที่แข่งขันอย่างดุเดือด อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเราอยากเป็นบริษัทขายตรงที่มีความมั่นคง เรามีระบบการจ่ายผลตอบแทนแบบไบนารี่ วันนารี่หรือโตขาเดียวก็มีรายได้ หรือแบบโนนารี่ หรือ ไม่มีสายงานก็มีสิทธ์สร้างรายได้"


สำหรับสินค้าของทรูไลฟ์โกลด์ ที่จะนำร่องทำตลาดคือ กลุ่มอาหารเสริม เพื่อสุภาพสตรี นอกจากนั้นจะมีสินค้ากลุ่มสุภาพบุรุษ กลุ่มเพื่อดูแลรักษาสุขภาพของผู้ป่วย และมีกลุ่มคอลลาเจน นอกจากนี้บริษัทกำลังพัฒนาสินค้าที่เป็นนวัตกรรมบำรุงสมอง และจะมีไลน์สินค้าเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆตามความเหมาะสม


เออาร์เอส เป้า 50 ล.ต่อเดือน


จะเห็นได้ว่าการแข่งขันในธุรกิจขายตรงที่ดุเดือด สวนทางกันกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยการเติบโตของบริษัทน้องใหม่ นายวันกอมารุดดีน แวยูโซะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์เอส โกลบอล เน็ตเวิร์ค จำกัด มองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสินค้าต้องตอบโจทย์ได้ทั้งสมาชิกแต่ผู้บริโภค ต่อมาคือ แผนการตลาดที่เอื้อให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่น เออาร์เอสแม้บริษัทจะเป็นน้องใหม่ในวงการขายตรงเมืองไทย โดยเปิดตัวมาแล้วยังไม่ถึงหนึ่งปีแต่ก็มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยการเติบโตของบริษัทมาจากสินค้านำร่องเพียง 2 ตัวเท่านั้น


"บริษัทเราจำหน่ายสินค้าที่เป็นสเตมเซลล์จากผลไม้ เป็นเจ้าแรกที่นำเข้ามา เมื่อสินค้าดี ตอบโจทย์ ทุกคนพอใจ ก็สามารถทำตลาดได้เลย ที่สำคัญสินค้าเราราคาไม่แพง โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดับเบิ้ล สเต็มเซลล์ สารสกัดจากแอปเปิ้ลและองุ่น มีกระแสตอบรับที่ดีมาก ส่วนอีกตัวที่เปิดตลาดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาคือ ทริปเปิ้ลสเต็มเซลล์ ซึ่งเราเพิ่มส่วนผสมของคอลลาเจนจากโมรอคโคเข้าไป ก็มีกระแสตอบรับที่ดีมากๆ ที่ผ่านมามีขายตรงเจ้าอื่นเอาสินค้าที่เป็นสเต็มเซลล์เข้ามาบ้างแต่มาในรูปแบบของเครื่องสำอาง"


นายวันกอมารุดดีน กล่าวว่า บริษัทมีแผนขยับขยายเปิดสำนักงานแห่งใหม่ ที่อาคารพร้อมพันธุ์ ย่านลาดพร้าว ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมๆกับการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการในวาระครบรอบ 1 ปีด้วย โดยคาดว่าบริษัทจะมียอดขาย 50 ล้านบาทต่อเดือนขึ้นไป





Credit By :http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์คบุกตลาดเครือข่าย ประกาศเป้าขอแตะยอดขาย1ล้าน/เดือน







1017232_291054051039876_274310111_n (Mobile)


ซูมขายตรงเปิดใหม่ อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค เผย 5 เดือนที่ผ่านมา หลังชิมลางธุรกิจดีน่าพอใจ สมาชิกแห่ร่วมธุรกิจ 700 กว่ารหัส เชื่อภายในเดือนตุลาคมมีสมาชิกร่วมธุรกิจ 1,000 รหัสแน่นอน พร้อมเดินเครื่องธุรกิจด้วยสินค้าเด่น โคลนพอกหน้า นำทัพ...ประกาศเป้าขอมียอดขาย 1 ล้านบาทต่อเดือน ย้ำ! ขอเติบโตช้าแบบยั่งยืน


ช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ ต้องยอมรับว่า เริ่มที่จะเห็น ขายตรงน้องใหม่ ทยอยเกิดขึ้นอย่างมากมายเช่นเดียวกับ บริษัท อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค จำกัด ที่ขอมาร่วมแจมในตลาดเครือข่ายอีกหนึ่งค่ายเช่นกัน โดยขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้นั้น มีทีมฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์, คุณชุณหกาญจน์ ศรีไหม ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร, คุณชุมพล พิมลบุตร ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป, อาจารย์ธนเทพ โพธิคำเจริญ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัทฯ...ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงที่มีคนมีชื่อเสียงมานั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเลยทีเดียว


ทั้งนี้ ทางด้าน ชุณหกาญจน์ ศรีไหม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค จำกัด ได้เผยถึงการเปิดตัวบริษัทขายตรงใหม่ในครั้งนี้ว่า ก่อนที่ตนเองจะหันมาเปิดบริษัทขายตรงเป็นของตัวเองนั้น เคยมีประสบการณ์ทางด้านขายตรงมาก่อน โดยเคยเป็นแม่ทีมรวมถึงการเป็นตัวแทนซัพพลายเออร์ในการส่งสินค้าให้กับแม่ทีมและบริษัทอื่น ๆ มาก่อนประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น


จริง ๆ แล้วตัวเองชอบการทำธุรกิจแบบซิงเกิ้ลมากกว่า แต่ด้วยความชอบในธุรกิจขายตรง จึงอยากที่จะทำและเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็มีสินค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงมีทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยก่อนที่จะมาเปิดขายตรงในนามชื่อ อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค นั้น ได้มีการเซ็ททีมงานมาแล้วประมาณ 2-3 ปี โดยทำธุรกิจในลักษณะซิงเกิ้ลมาก่อน ต่อมาจึงมีแนวคิดว่า มีสินค้าตัวไหนบ้างที่พอที่จะสามารถนำเข้ามาทำในขายตรงได้บ้าง อีกทั้งยังต้องการที่จะสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสมาชิกด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิด อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค ขึ้นมา


สำหรับผลิตภัณฑ์ในการทำตลาดของ อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค ประกอบด้วย1.กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาทิ เครื่องดื่มสมุนไพร อาดัม สูตรพลูคาวสำหรับผู้ชาย, เครื่องดื่มสมุนไพร อีฟ สูตรพลูคาวสำหรับผู้หญิง, อีฟ ซุปเปอร์-แมน, อีฟ เซเรนา, อีฟไฟเบอร์สริมเมท แอปเปิ้ลผสมคิวเทน, อีฟ มิกซ์เบอร์รี่ผสมคิวเท็น 2. กลุ่มความงาม อาทิ โคลนพอกหน้าขาวใส, โคลนดำพอกหน้า, สบู่เนื้อทองคำผสม คอลลาเจน 3. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ กาแฟ อีฟ คอฟฟี่ มิกซ์ และ 4. สินค้ากลุ่มเกษตร อีฟ บิวตี้ ตรา กวางทอง...ซึ่งสินค้าที่ถือว่าเป็นตัวเอกของบริษัทฯ คือ กลุ่มความงามที่เป็นโคลนพอกหน้า


ชุณหกาญจน์ เผยอีกว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจเครือข่ายมานานแล้ว เพียงแค่รอดูในช่วงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงอยากที่จะทำ ที่สำคัญ ยังได้คุณชุมพล พิมลบุตร ผู้ที่มีประสบการณ์มาร่วมธุรกิจด้วย จึงทำให้ทุกอย่างลงตัว อีกทั้งในเรื่องของสินค้าเราเองก็พร้อม และหลังจากที่บริษัทเริ่มดำเนินการมา พบว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีสมาชิกอยู่แล้วที่ประมาณ 700 กว่ารหัสด้วยกัน พร้อมกับเชื่อว่าภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ น่าที่จะมีสมาชิกถึง 1,000 รหัสอย่างแน่นอน


สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจของ อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค นั้น ต้องการที่จะมียอดขายอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมกับต้องการทำธุรกิจบนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น พบว่า ยอดขายของ อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค แตะอยู่ที่เกือบ 1 ล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งเชื่อว่ายอดขายต่อเดือน 1 ล้านบาท น่าที่จะไม่ไกลเอื้อมด้วยเช่นกัน


การทำธุรกิจของเราในวันนี้ ไม่ต้องการที่จะแข่งขันกับใคร โดยอยากที่จะแข่งขันกับตัวเองมากกว่า และอยากที่จะเอารายได้หรือผลกำไร แบ่งให้กับสมาชิกทุกคน ซึ่งหากใครที่เข้ามาสู่ธุรกิจ อีฟ บิวตี้เน็ทเวิร์ค เราสามารถช่วยให้ทุกคนมีรายได้ได้ ซึ่งเราไม่อยากที่จะรวยพันล้าน แต่อยากที่จะให้ทุกคนประสบความสำเร็จในธุรกิจร่วมกัน ที่สำคัญ ต้องบอกว่า ธุรกิจของที่นี่ จะเน้นการทำธุรกิจที่โปร่งใส ซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีผลตอบรับที่ชัดเจนเป็นสำคัญ ชุณหกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 348 ประจำวันที่ 1-16 กรกฎาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นาน่า ยันไม่มีเอี่ยว นิติพลลุยทุ่มงบดันยอดสิ้นปี 300 ล.







309287_268638209822303_1357788074_n (Mobile)


ขายตรงน้องใหม่ นาน่า เปิดตัวแรง ตั้งเป้า สิ้นปี 56 ฟันยอดขาย 300 ล้านบาท หลังโละ ทีมบริหารใหม่ นั่งแท่นบริหารเองแบบเต็มตัว เผยจ่อทุ่มงบการตลาด 5-10% รุกจัด โปรโมชั่น จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย หวังกระทุ้งยอดปลายปี ด้าน วรรณี ศรีสอาด ยันแบรนด์ นาน่า กับ นิติพล คลินิก ไม่เกี่ยวกัน วอนสมาชิก อย่านำมาแอบอ้าง เหตุเป็นคนละส่วนกัน ชนะศักดิ์ ศรีสอาด ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นาน่า คอร์เปอร์เรชั่น อินเตอร์- เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัท นิวเวย์ส ขายตรงสัญชาติมะกันเร่งบุกตลาดไทยอย่างเต็ม ได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงมาตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงแรกของการเปิด ดำเนินการบริษัทได้จ้างผู้บริหารเข้ามาบริหาร จัดการแทน เนื่องจากตนต้องไปดูแลกิจการในเครือ ของนาน่าทั้งหมด แต่หลังจากที่ทีมผู้บริหารดังกล่าว ได้ลาออกไป ตนจึงเข้ามาบริหารงานเองทั้งหมด ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมของบริษัท ก็เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถ นำพาสมาชิกไปสู่ความสำเร็จได้

ทั้งนี้ ผลประกอบการในปีแรกค่อนข้างเป็นที่ น่าพอใจ โดยมียอดขายในปี 2555 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 50 ล้านบาท ขณะที่ปี 2556 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย ไว้ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขาย ช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะเน้นการจัดส่งเสริมการตลาด แบบครบวงจรให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้นักธุรกิจ อิสระออกไปทำตลาดได้ง่าย โดยเฉพาะการจัด โปรโมชั่นไม่ว่าจะเป็นการจัดทริปท่องเที่ยว และ โปรโมชั่นผลิตภัณฑ์, การออกสื่อที่เป็นเครื่องมือ ในการทำตลาด และการจัดประชุมตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน เนื่องจาก เป็นฐานหลักของสมาชิกของบริษัท

นอกจากนี้บริษัทยังมีการสนับสนุนนักธุรกิจ ที่เป็นศูนย์โมบาย เซ็นเตอร์ ในการจัดประชุม และ การแนะนำผลิตภัณฑ์ โดยศูนย์เซ็นเตอร์ใช้เงินลงทุน ประมาณ 200,000 บาท ปัจจุบันมีทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ และลำพูน นอกจากนี้ยังมีโมบาย ที่ใช้เงินลงทุนประมาณแสนกว่าบาทกระจายอยู่ตาม จังหวัดต่างๆ อีกหลายแห่ง อย่างไรก็ตามบริษัทยัง อยู่ระหว่างการพิจารณานักธุรกิจที่ได้ยื่นความสนใจ ที่จะเปิดเป็นศูนย์เซ็นเตอร์ และศูนย์โมบายหลายแห่ง

ปัจจุบันบริษัทมีนักธุรกิจทั้งหมดประมาณ 15,000 รหัส แอคทีฟประมาณ 2,000-3,000 รหัส ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริโภคที่ประทับใจผลิตภัณฑ์เป็น หลัก โดยมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 13-14 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสกินแคร์ และกลุ่มเสริมอาหาร ซึ่งเร็วๆ นี้บริษัทเตรียมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์กาแฟ สำหรับท่านชาย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับสมาชิกที่ไม่ ถนัดด้านผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสกินแคร์เข้ามาทำตลาด เพิ่มอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีแผนจะนำผลิตภัณฑ์ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทำเพิ่มอีกหลายรายการ แต่ต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงเป็นหลัก

ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขาย 300 ล้านบาท ซึ่งดู จากแนวโน้มแล้วถือว่าเป็นไปได้ เพราะจุดเด่นของ เรา คือ แผนการจ่ายผลตอบแทนที่จ่ายให้มาก เป็น แผนการตลาดโครงสร้างไบนารี่แบบวีคสตรองทีม และมีสินค้าที่ได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจ ค่อนข้างดีมาก และหลังจากที่เราได้เข้ามาบริหารงาน เอง ทำให้นักธุรกิจที่เคยหยุดไป ตอนนี้เราทยอย กลับเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรามองว่าหลังจากที่เรา จัดโปรโมชั่นต่างๆ ออกมา โดยเราตั้งงบการตลาด ไว้ที่ 5-10% ของยอดขาย ดังนั้น ด้วยกลยุทธ์ ดังกล่าวเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายตามที่ตั้ง เป้าหมายไว้ได้อย่างแน่นอน

ด้าน วรรณี ศรีสอาด ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นาน่า คอร์เปอร์เรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงกรณีมีนักธุรกิจนำชื่อของ บริษัท นาน่าฯ ไปแอบอ้างว่าเป็นบริษัทในเครือของ นิติพล คลินิก นั้น ส่วนตัวไม่อยากให้นำประเด็นดังกล่าว ไปใช้ เนื่องจากแบรนด์นาน่าก็คือแบรนด์นาน่า ไม่อยากให้นำเอาภาพของ นิติพล คลินิก เข้ามา เกี่ยวข้องกัน เพราะเป็นคนละส่วน แม้ปัจจุบันตน จะยังคงเป็นบอร์ดบริหารอยู่ใน นิติพล คลินิก ก็ตาม

แรงบันดาลใจในการเปิดธุรกิจนาน่าขึ้นมา เพราะต้องการให้พนักงาน และบุคคลทั่วไปมีรายได้ เสริมจากงานประจำ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นิติพลคลินิก เลย ดังนั้น จึงไม่อยากให้นำแบรนด์นาน่าไป ผูกติดกับ นิติพล คลินิก เพราะมันคนละส่วนกัน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไรเดอร์ พลัสเปิดตัวทีมขุนศึกเครือข่าย ประกาศก้องพร้อมรบยึดตลาดMLM







DSCF9330 (Mobile)


ขายตรงน้องใหม่ ไรเดอร์ พลัส ออกตัวแรง!..หลัง 4 เดือนที่ผ่านมาฉาย แววธุรกิจแจ๋ว พร้อมเข็นสินค้าเกษตร อาชาทอง ปูทางแจ้งเกิดถนนเครือข่าย ลั่นเป้าสินค้าเกษตรปีแรกขอ 1 พันต้น...แย้มธุรกิจไรเดอร์พลัสฯ ขอฉีกหนีความ ต่างภายใต้สโลแกน มิติใหม่ ที่เน้น ขายความจริง อิงความซื่อสัตย์


...การทำธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ในชั่วโมงนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เดินเกมรบ ให้ รวดเร็วฉับไว เรียกว่าต้องสร้างความแตกต่างของธุรกิจเพื่อให้แจ้งเกิดในสนามรบของ ธุรกิจให้ได้!!..ซึ่งหากค่ายไหนเจ๋งจริง แน่จริง และสามารถสร้างความประทับใจในธุรกิจ ชนิดที่ว่า สามารถแจ้งเกิดได้ ก็อาจเรียกได้ว่า กำชัยชนะ ไปแล้วครึ่งทางเลยก็ว่าได้


...เฉกเช่นเดียวกับ ขายตรงน้องใหม่หมาด ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ที่ชื่อ บริษัท ไรเดอร์พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ชั่วโมงนี้ ได้เตรียมความพร้อมที่จะออกมาสู้ศึกใน สมรภูมิรบขายตรง แบบเต็มรูปแบบกันเลยทีเดียว...ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ค่ายน้องใหม่ที่ชื่อ ไรเดอร์พลัสฯ ก็ได้ออกมาสร้างความเคลื่อนไหวทางธุรกิจอย่างเป็น ทางการเรียบร้อยแล้วหลังจากที่ซุ่ม เงียบเก็บสแปร์สร้างคนเครือข่าย เลือดไรเดอร์ พลัส มาได้ระยะเวลาหนึ่ง สำหรับในการเปิดตัวอย่าง เป็นทางการในครั้งนี้ของ ไรเดอร์ พลัสฯ นั้นเรียกได้ว่า มาพร้อมกับการเปิดตัวทีมผู้บริหารชุดใหม่และทีม งานชุดใหม่แบบถอดด้ามกัน เลยทีเดียว นำทัพหน้าโดย นายปานวัฒน์ กรูมาภิรักษ์ ดำรง ตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร, นายกฤษณะพล คังดงเค็ง ดำรงตำแหน่งประธาน กรรมการฝ่ายการจัดการ, นาย อนุสรณ์ หะแดง ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการฝ่ายพัฒนา ธุรกิจ, นางสาวมัทษรินญา มาบางครุ ดำรงตำแหน่งสำนักประธานกรรมการบริหาร และ นายศุภกร ไชยกุล ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ... ซึ่งทั้งหมดนี้คือ หัวจักรที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความ สำเร็จนั่นเอง!


...หากจะให้ล้วงลึกถึง ยุทธศาสตร์การบุกตลาดขาย ตรงน้องใหม่ที่ชื่อ ไรเดอร์พลัสฯ แล้วล่ะก็!!...พบว่าค่าย นี้ต้องการที่จะฉีกหนีความจำเจ ของคนในวงการเครือข่าย นั่นเอง ด้วยสโลแกนของบริษัท ที่ว่า มิติใหม่ ที่เน้นในเรื่อง ของ ขายความจริง อิงความ ซื่อสัตย์...เรียกว่าต้องการ ปฏิวัติตลาดเครือข่ายขายตรง เมืองไทยนั่นเอง


ต้องยอมรับว่า ในการที่ จะแจ้งเกิดในเส้นทางสายขาย ตรงได้นั้น หัวใจหลักของธุรกิจ นั่นก็คือ ในเรื่องของสินค้า ที่ต้อง โดนใจ เข้าไปทะลุทะลวงหัวใจ ของผู้บริโภคให้สำเร็จ เพราะ หากสินค้าโดนใจ ต้องใจผู้ บริโภคด้วยแล้ว เส้นทางข้าง หน้าของสนามขายตรงก็ย่อม ง่ายเหมือนพลิกผ่ามือด้วยเช่น กัน!!


จะเห็นได้ว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมานี้ กลยุทธ์ในการ แทรกซึมลึกเข้าถึงหัวใจคน เครือข่ายของค่ายนี้นั้น เปิดเกม ฉากเกมรบด้วยการนำสินค้า วัสดุปรับปรุงดินภายใต้แบรนด์ อาชาทอง เจาะเกษตรกรสวนยางเป็นหลัก โดยมีพื้นยุทธศาสตร์หลัก ที่สำคัญอยู่ที่ภาคใต้นั่นเอง


ทั้งนี้ ทางด้านนายปาน วัฒน์ กรูมาภิรักษ์ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท ไรเดอร์พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เผยว่า ก่อนที่บริษัทฯ จะมี การเปิดตัวอย่างเป็นทางการนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ได้ มีการเตรียมความพร้อมมาก มายทั้งในเรื่องของสำนักงาน การยื่นเรื่องขอจดทะเบียน ประกอบธุรกิจกับสำนักคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวมถึงการนำสินค้าวัสดุ ปรับปรุงดินภายใต้แบรนด์ อาชาทอง ไปทดลองตลาดใน พื้นที่ภาคใต้ พร้อมกับยังได้ไป พบปะกับชาวบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งค่อนข้างได้รับการ ตอบรับที่ดีจากกลุ่มเกษตรกร อย่างมากทีเดียว


สำหรับรูปแบบการทำ ธุรกิจของขายตรงน้องใหม่ ไรเดอร์ พลัสฯ นั้น พบว่ามีให้ เลือกอยู่ 2 รูปแบบคือ รูปแบบ ที่ 1 เป็นระบบซิงเกิ้ลซึ่งหากใคร ที่คิดอยากเป็นเถ้าแก่ก็ต้องใช้ ระบบนี้ รูปแบบที่ 2 เป็นระบบ ไบนารี่ จะมีโครงสร้างการจ่าย 4 ขั้นด้วยกัน คือ 1. ค่าแนะนำ 2. การบริหารทีม 3. ระบบแมทชิ่งหรือระบบรายได้เสริมให้ กับผู้บริหาร และ 4. ระบบรายได้ ประจำ โดยระบบดังกล่าวนี้ จะ มีรายได้จากกองทุนของ บริษัทฯ ที่จะจ่ายให้ โดยเริ่มต้น ที่ 5 พันบาท ไปกระทั่งถึง 2.5 แสนบาท


นายปานวัฒน์ เผยต่อ อีกว่า ขณะนี้ บริษัทฯ ได้มีการเทคโอเวอร์โรงงานที่ผลิตสินค้า ทางการเกษตรที่จังหวัดลำปาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทาง บริษัทฯ ได้เข้าไปถือหุ้นอยู่ที่ 50% และอีก 50% เป็นของผู้ถือ หุ้นเดิมของโรงงาน โดยใน การถือหุ้นในครั้งนี้ จะสามารถ ทำ ให้บริษัทฯ สามารถวาง นโยบายในการผลิตสินค้า เกษตรได้ง่ายขึ้นทั้งในเรื่องของ คุณภาพและกำ ลังการผลิต พร้อมกับมีแผนที่จะขยาย โรงงานให้ใหญ่ขึ้นในอีก 3 ปีข้าง หน้านี้อีกด้วย เพื่อรองรับการ ขยายตัวของธุรกิจ


นอกจากนี้ อีกหนึ่ง กลยุทธ์ที่สำคัญของไรเดอร์พลัสฯ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างการรับรู้นั่นก็คือ ใน เรื่องของระบบโมบาย ที่ทาง ด้านนายปานวัฒน์บอกว่า ระบบโมบายของที่นี้เป็นระบบที่ ไม่ต้องนำเงินมาลงทุนแต่อย่าง ใด แต่ผู้ที่จะสามารถทำระบบ โมบายนี้ได้นั้น จะต้องอยู่ใน ระบบเครือข่ายของบริษัท เท่านั้น โดยสามารถนำสินค้า ของบริษัทฯ ออกไปจำหน่ายสู่ ท้องตลาดได้ ซึ่งหากใครขายได้ ทางบริษัทฯ ก็จะมีคะแนนให้ ด้วย เรียกว่าเป็นการเปิดโอกาส ให้สมาชิกสามารถต่อยอดทาง ธุรกิจได้วันต่อวันนั่นเอง


ปัจจุบันนี้ ตลาดในพื้นที่ ภาคใต้ สินค้าทางการเกษตร ของบริษัทฯ ค่อนข้างที่จะได้รับ การตอบรับที่ดี โดยเฉพาะสวนปาล์ม สวนยางพารา เป็นต้น โดยขณะนี้บริษัทฯ มีสาขา อยู่ทางภาคใต้อยู่ 2 สาขา 11 โมบายด้วยกัน ส่วนยุทธ ศาสตร์พื้นที่ต่อไปในอนาคต ทางบริษัทฯ เล็งไว้ที่ทางภาค อีสาน ที่มีสวนยางอย่างเดียว เท่านั้น นายปานวัฒน์ กล่าวเสริม อีกว่า เป้าหมายของบริษัทฯ ใน ปีแรกตั้งเป้าสินค้าเกษตรไว้ที่ 1 พันตัน ซึ่งขณะนี้จำหน่ายไปแล้ว 600 ตันด้วยกัน ซึ่งเป้าหมาย ของบริษัทฯ นับจากนี้ จะเน้น เกษตรกรที่มีสวนยางตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป เข้ามาร่วมหุ้นส่วนกัน เป็นหลัก ส่วนเป้าหมายยอด ขายในปีแรกนั้น บริษัทฯ ตั้งเป้า ไว้ที่ 15 ล้านบาท พร้อมกับเป้า หมายยอดขายในปี 2557 ไว้ที่ 200 ล้านบาทในลำดับต่อไป ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ใช้งบการลงทุนไปแล้วประมาณ 8 ล้านบาท ซึ่งหากรวมกับเงินลงทุนที่ใช้ในการก่อสร้างโรงงานการผลิตสินค้า ที่จังหวัดลำปางแล้ว เงินลงทุนทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท นายปานวัฒน์ กล่าวต่อว่าธุรกิจไรเดอร์ พลัสฯ ไม่ใช่เน้นในเรื่องของสินค้าทางด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่บริษัทฯ ยังมีสินค้าในหมวดของสุขภาพ และความงามอีกด้วยโดยเฉพาะสินค้าในหมวดของธุรกิจประกัน ที่บริษัทฯ กำลังดีไซน์ว่า จะทำอย่างไรให้หมวดของประกันนั้น สามารถเอื้อกับสมาชิกของบริษัทฯ ได้ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนสินค้าของบริษัท70% จะเป็นสินค้าทางการเกษตร และอีก 30% จะเป็นสินค้าอื่น ๆ

...นับได้ว่า ขายตรงน้องใหม่ ที่ชื่อ ไรเดอร์ พลัสฯ น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับคนเครือข่ายขายตรงได้ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญ การที่จะผงาดในถนนเครือข่ายได้อย่างสง่าผ่าเผยได้นั่น กึ๋น ของ ทีมผู้บริหาร ก็ต้องเฉียบคม ทันเกมทันอารมณ์ของคนเครือข่ายด้วยเช่นกัน เพราะสนามขายตรงในชั่วโมงนี้ เรียกได้ว่า แต่ละบริษัทต่างก็มีดี มีของออกมาโชว์เช่นเดียวกัน!!..





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 347 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ซูมขายตรงน้องใหม่เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์







164030_124283227637015_1965186_n (Mobile)


ปล่อยยุทธศาสตร์นำร่องเข็น มัช -ทรีนำทัพ เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์ ประกาศ ขอแจ้งเกิดวงการเครือข่าย หลังเดินเกม ทางธุรกิจ 6 เดือนที่ผ่านมา กระแสตอบ รับดีเกินคาด...เผยยุทธศาสตร์ นำร่องเข็นสินค้าอาหารเสริมเพื่อ สุขภาพ มัช-ทรี นำทัพ ก่อน ปล่อยสินค้าตัวอื่นตอกยํ้าธุรกิจ แย้มแผนเตรียมบุกตลาดเครือ ข่ายทุกพื้นที่ทั่วไทย พร้อมปล่อย ทีเด็ดยั่วน้ำลายผู้นำแจกเบนซ์ 10 คัน สำหรับผู้นำที่ขึ้นตำแหน่งเพรสซิเดนท์ของ บริษัทฯ 10 ท่านแรกในปีนี้

หากพูดถึงขายตรงที่เกิด ใหม่ในช่วงนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีอยู่เยอะมากมายเลยทีเดียว ซึ่ง อยู่ที่ว่าค่ายไหนจะโชว์ความโดด เด่นและศักยภาพของตัวเองได้ มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง...เฉก เช่นเดียวกับขายตรงน้องใหม่ที่ ชื่อ บริษัท เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์จำกัด ที่เรียกว่า เพิ่งออกมา โลดแล่นอยู่ในถนนเครือข่าย แบบสด ๆ ร้อน ๆ และพร้อมที่จะ สร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่วางไว้

บริษัท เดอะเฟิร์ส ฟอร์ ไลฟ์ จำกัด คือ หนึ่งในบริษัทที่ เรียกว่ามีทีมผู้บริหารที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวในธุรกิจเครือข่ายมา พอสมควร ซึ่งที่มาที่ไปของเครือ ข่ายใหม่ที่ชื่อ เดอะเฟิร์ส ฟอร์ ไลฟ์ นั้น ทางด้าน ชูศักดิ์ เทียว ประสงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์ จำกัด ได้เผยต่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า สำหรับเครือข่ายน้องใหม่ที่ชื่อ เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์ นั้น คือ ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ต้องการที่จะสร้างความสำเร็จให้ กับคนเครือข่าย ภายใต้สโลแกน ของบริษัทฯ ที่ว่า...ชีวิตที่คุณ เลือกได้

วันนี้ต้องบอกว่าก่อนที่ บริษัทฯ จะเริ่มต้นธุรกิจ เราเอง ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ให้ กับสมาชิกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศเพื่อรองรับสมาชิกที่จะ เข้ามา เรื่องของสินค้า และใบ อนุญาตการทำธุรกิจกับทาง สคบ. ที่ได้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ เป้า หมายของบริษัทฯ ยังต้องการที่ จะให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจ สามารถทำงานแล้ว มีรายได้ มี ความสุขในการทำงาน และหลัง จากที่บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจ อย่างจริงจังในช่วง 6 เดือนที่ผ่าน มา เรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะได้รับ การตอบรับจากสมาชิกเป็น อย่างดีทีเดียว

สำหรับยุทธศาสตร์ช่วง แรกในการเปิดตลาดของค่ายนี้ นั้น พบว่า ได้ใช้สินค้าเป็นใบเบิก ทางธุรกิจนั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ มัช- ทรี ที่ค่ายนี้บอกว่าเป็นอีกหนึ่ง สินค้านาโนเทคโนโลยี ที่ค่อนข้าง มีความแตกต่างจากตลาดเครือ ข่ายค่ายอื่น ๆ

การเปิดตลาดของ บริษัทฯ ช่วงเริ่มต้นจะเป็นการ เอาสินค้าไปให้ผู้บริโภคได้ ทดลองทานก่อน ซึ่งจะมีการ สำรวจก่อนว่าในพื้นที่ไหน ควร นำสินค้าไปทำตลาด เมื่อทราบ จุดยุทธศาสตร์แล้ว ต่อจากนั้น ทางบริษัทฯ ก็จะให้ผู้บริโภคได้ สัมผัสกับสินค้าของเราแบบ จริง ๆ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่าน มา หลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการ ทดลองกับลูกค้า ผลตอบรับจาก ลูกค้าถือว่าดีอย่างมาก ซึ่งเรา เชื่อว่า การทำตลาดเครือข่ายใน วันนี้ หากสินค้าเดินได้ ธุรกิจก็จะ ไปได้ด้วยเช่นกัน

นายชูศักดิ์ กล่าวเสริมอีก ว่า ปัจจุบัน เดอะเฟิร์ส มีสินค้าทั้งหมด 11 รายการด้วยกัน ซึ่งการทำตลาดของบริษัทฯ ใน ช่วงแรกจะยังไม่เน้นสินค้าเยอะ มาก โดยจะเป็นการเอาสินค้าที่ เด่นตัวเดียวในการสร้างการรับรู้ ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน โดยบริษัทฯ เชื่อว่า เมื่อใดที่ สินค้าของบริษัทฯ แจ้งเกิดได้ สินค้าตัวอื่น ๆ ก็จะตามมาเอง

การบุกตลาดของ เดอะ เฟิร์ส ช่วงแรกที่นอกเหนือจาก การใช้สินค้าเป็นใบเบิกทาง ธุรกิจแล้ว ค่ายนี้ยังจะเน้นการรุก ตลาดตามพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการ ใช้กิจกรรมในการเข้าหาฐานผู้ บริโภค ตามจุดยุทธศาสตร์หลัก ที่ได้วางไว้ โดยใช้การส่งเสริม การขายให้กับผู้บริโภคที่เมื่อเขา ซื้อสินค้าแล้วจะได้อะไรบ้าง พร้อมกับการเสริมกลยุทธ์ของ ผู้นำเสริมเข้าไปอีก

เป้าหมายของเดอะเฟิร์ส ยังไม่ค่อยคาดหวังในเรื่องของ ยอดขายเท่าไหร่ แต่จะเป็นการ กำหนดในเรื่องของแผนการ ตลาดให้กับผู้นำและผู้ที่จะเข้ามา ร่วมธุรกิจได้รู้ว่าเข้ามาที่นี่แล้วจะ ประสบความสำเร็จอย่างไร และ ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ในธุรกิจนี้ เพราะต้องบอกว่า ปัจจุบันนี้มีผู้นำหลายๆ คนที่เจ็บ ตัวกับธุรกิจเครือข่ายด้วยจุดนี้เอง ที่ทำให้บริษัทฯ จึงอยากที่จะหัน มาเน้นในเรื่องของตัวผู้นำค่อน ข้างมาก ที่สำคัญ เป้าหมายของ บริษัทฯ ในปีนี้ ต้องการที่จะจ่าย เงินโบนัสให้กับผู้นำอย่างน้อย 56 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งหาก สามารถจ่ายเงินโบนัสได้ตามเป้า หมายที่วางไว้นั่นก็หมายความว่า ธุรกิจของบริษัทฯ ก็เริ่มที่จะ แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีผู้นำหลักอยู่ที่ 22 คน พร้อมกับมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 1,900 คนด้วยกัน ในการขยาย ธุรกิจ

นายชูศักดิ์ เสริมอีกว่า นอกเหนือจากเป้าหมายใน การจ่ายเงินโบนัสให้กับสมาชิก แล้ว ทางบริษัทฯ ยังมีเป้าหมาย ให้กับสมาชิกที่เป็นมืออาชีพ โดยตรงด้วย นั่นก็คือ หากใครที่ ขึ้นตำแหน่งเพรสซิเดนท์ของ บริษัทฯ ได้สำเร็จในปีนี้ ทาง บริษัทฯ จะแจกรถเบนซ์ โดยที่ไม่ ต้องดาวน์ให้จำนวน 10 คัน 10 ท่านแรกเท่านั้น ซึ่งตรงนี้น่าที่จะ สร้างขวัญและกำลังใจในการ ทำงานของผู้นำได้เป็นอย่างดีที เดียว

จะเห็นได้ว่า การเปิด ตลาดของธุรกิจเครือข่าย ที่นอก เหนือจากในเรื่องของสินค้าแล้ว เรื่องของจุดกระจายสินค้ายัง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือใน การทำตลาดให้ประสบความ สำเร็จด้วยเช่นกัน โดยในอนาคตอันใกล้นี้ ทาง เดอะเฟิร์ส เอง ยังมีแผนที่จะเปิดเป็นคลัง กระจายสินค้า พร้อมกับต้องการ ที่จะให้เดอะเฟิร์ส มีเซ็นเตอร์ 1 จังหวัด 1 เซ็นเตอร์เท่านั้น ซึ่งคาด ว่าในปีนี้บริษัทฯ น่าที่จะมี เซ็นเตอร์ไม่ตํ่ากว่า 20 จังหวัด ด้วยกัน ซึ่งการลงทุนใน 1 เซ็นเตอร์จะใช้เงินลงทุนอยู่ 350,000 บาท

อยากที่จะฝากถึงทุกคน ว่า วันนี้เดอะเฟิร์ส ถึงแม้ว่าจะ เป็นน้องใหม่ในธุรกิจเครือข่ายก็ จริง แต่ที่นี้มีพร้อมสำหรับคนที่ ต้องการประสบความสำเร็จ ที่ สำคัญ เรามีความจริงใจให้กับ ผู้นำ ทุกคน และหากใครที่ ต้องการทำเครือข่ายแบบมือ อาชีพ ทางบริษัทฯ พร้อมที่จะ สนับสนุนทุกท่าน และพร้อมที่จะ นำพาให้ทุกท่านได้ประสบความ สำเร็จไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

นอกจากนี้ นายชูศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมการ แข่งขันในธุรกิจขายตรงในปีนี้ว่า น่าที่จะมีการแข่งขันที่รุนแรงเช่น ปีที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าแต่ละค่าย น่าที่จะมีการใช้ในเรื่องของโปร โมชั่นเพื่อที่จะดึงผู้นำเข้าร่วม ธุรกิจ พร้อมกับการใช้กลยุทธ์ที่ หลากหลาย ในขณะเดียวกัน หากตลาดอาเซียนเปิดขึ้นเมื่อ ไหร่ เชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจ ขายตรงน่าที่จะเติบโตขึ้นตามมา ด้วยเช่นกัน เพราะทุกประเทศจะ สามารถสื่อสารถึงกันได้อย่าง สะดวกมากขึ้น และทำธุรกิจง่าย ขึ้นด้วย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556