ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัทขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัทขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

'เกรสเทสกู๊ดส์' ใส่เกียร์ห้า เดินเกมส์ลุยธุรกิจขายตรง







DSC_0391 (Mobile)

 


เป่าเค้กครบรอบ 1 ปี น้องใหม่ขายตรง เกรสเทสกูดส์ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นสมาชิก เจอพิษการเมือง มันนี่เกม ยอมรับไม่ถึงเป้า แต่ก็ปิดยอดเป็นที่น่าพอใจ ตั้งลำใหม่ลุยศึกปีหน้า อัดโปรโมชั่นต่อเนื่อง รุกสร้างแบรนด์ผ่านสื่อ เพิ่มไลน์สินค้า เชื่อมั่นถึงเป้าหมาย 500 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2557


 น.ส.ณภัทร รัตนาภรพิศ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกูดส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจจะครบรอบการดำเนินธุรกิจครบ 1 ปี ในวันที่ 9 มกราคม 2557 ที่จะถึงนี้ โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเมือง สำหรับภาคธุรกิจเองก็มีเรื่องมันนี่เกม ทำให้บั่นทอนความน่าเชื่อถือ กระทบการเติบโตของธุรกิจ สำหรับเกรสเทสกูดส์เองถือว่ากระทบพอสมควรและทำยอดไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่างไรก็ตามก็ถือว่าพอใจที่สามารถฟันฝ่าช่วงวิกฤตมาได้ด้วยดี


"เคยทำธุรกิจเครือข่ายมาก่อน ตอนนั้นบริษัทที่ทำอยู่ประสบปัญหา ช่วงที่เป้นกระแสอยู่ก็คุยกับทีมงาน ไปดูบริษัทขายตรงต่างๆ แต่เราพบว่าบางที่สินค้าดีแต่แผนการตลาดไม่ได้ บางที่แผนการตลาดดีแต่สินค้าไม่ตอบโจทย์ ทำให้ตัดสินใจเปิดบริษัทเองโดยร่วมกับทีมงานหลายคน พอดีเราได้สินค้าดีมาจากญี่ปุ่น เราใช้แผนการตลาดคล้ายกับบริษัทเดิมที่เราทำอยู่เพราะตอบโจทย์เรื่องรายได้ แต่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม"


ปัจจุบัน เกรสเทสกูดส์ มีสินค้าทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.อาหารเสริม 2.ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน 3.ผลิตภัณฑ์เพื่อ


การเกษตร และ 4.สกินแคร์ โดยสินค้าหลักเป็นกลุ่มดุแลรักษาสุขภาพ ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มสกินแคร์และคัลเลอร์ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 20 รายการ


น.ส.ณภัทร กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับรุกตลาดในปี 2557 ที่จะถึงนี้ โดยเน้นที่การสร้างฐานผู้บริโภคให้มีความแข็งแกร่ง ปัจจุบันมีสมาชิก 10,000 รหัส จะขยายให้เป็น 200,000 ในอนาคตอันใกล้ซึ่งมองว่าใช่เรื่องยากเพราะระบบบริษัทสมัครสมาชิกได้ฟรีอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้สมาชิกที่เข้ามามีความแอ็กทีฟ ไม่ใช่แค่สมัครลมๆ แล้งๆ นั่นเป็นโจทย์ที่บริษัทต้องตีให้แตก "ปัจจุบันเราอยากรุกตลาดในกรุงเทพและภาคกลางก่อน เพราะใกล้กับสำนักงานใหญ่ สะดวกต่อการเดินทางและค่าใช้จ่ายไมสูง ส่วนภาคอื่นก็มีทางอีสานและตะวันออก แม่ทีมที่นี่มีน้อยมาก ส่วนมากเป็นผู้บริโภค บางคนมีผู้แนะนำให้ใช้สินค้าแล้วเขาชอบ มาซื้อถึงบริษัทเลย แผนการตลาดเราแบบแนะนำ 5 ชั้น ต่อไปเรื่อยๆ เป็นแผนธุรกิจแบบใสๆ เลย ถ้ามาแบบธุรกิจจ๋า ไม่มี แต่เรามีฐานผู้บริโภคที่แน่นมาก"


น.ส.ณภัทร กล่าวต่อไปว่า บริษัทได้รับใบอนุญาตจาก สคบ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้รับเอกสารฉบับจริงภายในอาทิตย์หน้า ซึ่งเป็นความล่าช้าขอนขั้นตอนตามกฎหมายและมีปัญหาด้านการเมือง ส่วนภาพรวมธุรกิจขายตรงในปีนี้ มีความร้อนแรงมาก มีการสลับสับเปลี่ยนกันไป แต่บริษัทเกรทเทสกูดส์ยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งสิ้นปี 2557 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตกว่า 500 ล้านบาท


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวนิวไลฟ์ (New Life Worldwide) : “นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์” โตสวนกระแสเศรษฐกิจ เตรียมเปิดศูนย์ต้นแบบจำหน่าย สินค้าแกษตร







SONY DSC

 


ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำทำให้บริษัทเตรียมงัดแผนทั้งเชิงรุกและรับอย่างดุเดือด โดยเฉพาะโค้งสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องวัดความแกร่งทางธุรกิจอย่างเต็มสตรีมจึงผลักดันให้ธุรกิจขายตรงหลายค่ายต่างก็เร่งสปีดสร้างจุดแข็งในตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับบริษัทขายตรง นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์” ภายใต้การนำทัพของแม่ทัพใหญ่อารมณ์ดี “นายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล” แม้ว่าที่ผ่านมาต้องสะดุดกับอุปสรรคทางธุรกิจบ้าง แต่ทุกโจทย์หินที่ต้องแก้ไขก็สามารถก้าวผ่านมาได้อย่างสวยงาม พร้อมกับแนวทางรุกตลาดเพื่อตอกย้ำความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่


นายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางการตลาดว่า แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของไทยชะลอตัว แต่สำหรับธุรกิจขายตรงนิวไลฟ์ ก็ยังเดินหน้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาคิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 30-50 %


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจก้าวเดินอย่างมั่นคงนี้มาจากการสร้างผู้นำที่มีคุณภาพเนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญของการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ภายใต้หลักสูตรการฝึกอบรมที่มีชื่อว่า ซูปเปอร์เน็ตเอ็นไอเอ เป็นตัวนำโดยขณะนี้มีการฝึกผู้นำมากถึง 239 รุ่น เฉลี่ยรุ่นละ ประมาณ 30-50 คน และถือได้ว่าเป็นบริษัทขายตรงคุณภาพที่เป็นแหล่งผลิตผู้นำธุรกิจเยอะมากในเวลานี้


“อย่างเช่น ภาพความสำเร็จของครึ่งปีแรกมีผู้นำธุรกิจก้าวขึ้นตำแหน่งสูงสุด ดับเบิ้ลซูปเปอร์เรนโบว์ ถึง 11 รหัส นับได้ว่าเป็นการเติบโตที่หวือหวาอย่างมาก จึงทำให้บริษัทต้องมีการจัดงานเกียรติยศถึง 2 ครั้งในรอบปี และเชื่อมั่นว่าด้วยจุดเด่นของหลักสูตรคุณภาพนี้ บริษัทได้คาดหวังว่าภายในสิ้นปีจะมีผู้นำธุรกิจสามารถพิชิตตำแหน่งสูงดังกล่าวได้ รวมไม่น้อยกว่า 20 รหัสและเป็นอีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ความสำเร็จทางธุรกิจ นิวไลฟ์ ที่จะเกิดขึ้นภายในงานประดับเข็มเกียรติยศครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “We are Number One : เราคือที่ 1” ที่ทุกคนจะได้สัมผัสจริงราวเดือนมกราคมปีหน้า โดยจะจัดขึ้นที่ศูนย์ไบเทคบางนา โดยภายในงานใหญ่นี้จะมีเหล่าผู้นำธุรกิจจากต่างประเทศเข้าร่วมงานเช่นผู้นำจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น”


อีกทั้งได้เตรียมแผนการขยายตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน และนับได้ว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ที่บริษัทขายตรงนิวไลฟ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ประธานกรรมการบริหารนิวไลฟ์ กล่าวถึงทิศทางการตลาดว่า ขณะนี้บริษัทนิวไล้ฟ์ กำลังปูพรมธุรกิจ 2 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศนอร์เวย์ ตลาดยุโรป เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่สมาชิกดำเนินธุรกิจอยู่ โดยคาดหวังว่าภายในครึ่งปีแรกจะสามารถสาขาในประเทศอินโดนีเซียได้อย่างแน่นอน ซึ่งการรุกตลาดในประเทศดังกล่าวบริษัทจะเน้นเปิดในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยมอบหมายให้นักธุรกิจในพื้นที่เป็นผู้ลงทุนบริหารงานเองทั้งหมด พร้อมๆกับการร่างแผนรุกตลาดเออีซีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นแนวทางการทำงานของนิวไลฟ์เช่นกัน


ส่วนแนวทางขยายตลาดในไทย บริษัทยังคงเน้นการขับเคลื่อนกลยุทธ์เดิมอย่างเข้มข้น เช่นการฝึกอบรมนักธุรกิจด้วยหลักสูตรเอ็นไอเอ ที่ถี่ขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 20 ครั้งทั่วทุกภาค พร้อมๆกับการสร้างทางเลือกใหม่ด้วยกลยุทธ์สินค้าเกษตรกับการสร้างทางเลือกใหม่ด้วยกลุ่มสินค้าเกษตรหรือปุ๋ยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “นัมเบอร์วันอินทรีย์ภัณฑ์” (No.1 Inseephan) และเวลานี้ได้สร้างความตื่นแต่แก่สมาชิกนิวไลฟ์อย่างมาก ซึ่งด้วยความโดดเด่นของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะปุ๋ย บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขาย 500 ล้านบาทในสิ้นปีนี้


“แม้ว่าเราจะเพิ่งเปิดตัวไม่นานแต่เชื่อมั่นว่าด้วยคุณภาพสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการทางการตลาดได้จะทำให้ยอดขายเติบโตหลายเท่าตัว และจะสามารถสาสานฝันความสำเร็จสู่ยอดกขายรวมโดยรวมที่ 1,000 ล้านบาท”


นอกจากนี้ส่วนสาขานิวไลฟ์ฯในประเทศไทย เวลานี้บริษัทได้ทำการเปิดสาขาเชียงใหม่ พร้อมตกแต่งโดยใช้งบลงทุนทั้งสิ้น 30 ล้านบาท และอีกหนึ่งสาขาที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการราวเดือนมกราคมปีหน้า ด้วยงบลงทุนประมาณ 35 ล้านบาทโดยทั้งทั้งสองสาขาที่กล่าวมาบริษัทเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด


ส่วนช่องทางการขยายตลาดในรูปแบบโมบายเซ็นเตอร์ หรือ NIDC ปัจจุบันนิวไลฟ์ มีประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศและเพื่อรองรับการเติบโตในกลุ่มสินค้าการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมโดยแต่ละศูนย์จะได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกเป็นผู้ลงทุนเพื่อต้องการให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของธุรกิจด้วยกันภายใต้งบลงทุน 300,000 บาท ขึ้นไป โดยบริษัทก็เป็นผู้ซัพพลอตสินค้า และมีค่าบริหารศูนย์ให้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว


สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตรนิว ไลฟ์ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “นัมเบอร์วันอินทรีย์ภัณฑ์” (No.1 Inseephan) แยกเป็น 2 หมวด คือ 1. สารปรับปรุงดิน(ป๋ย) มีทั้งหมด 5 รายการและ2.อาหารเสริมพืช มีทั้งหมด 7 รายการ


โดยมีจุดเด่นที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์เตมีธรรมชาติคุณภาพเยี่ยม ซึ่งผสมผสานข้อดีของปุ๋ยแต่ละชนิดมาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยชีวภาพ ผลิตจากโรงงานมาตรฐานสากล ซึ่งมีระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกมีระบบคิวซีที่มีการตรวจสอบคุณภาพทุกชั่วโมงเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพเหมือนกันทุกล็อตการผลิตในแต่ละสูตร


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน  2556

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขายตรงฝ่ากระแสน้ำท่วม! เร่งปลุกตลาดแก้กำลังซื้อตก







PF-flood_1533663c (Mobile)

 


พิษเศรษฐกิจฉุดแรงซื้อ น้ำท่วมเรื้อรัง! ถ่วงรายรับบริษัท ขายตรง กลุ่มผู้ประกอบการจูงมือประกาศลดเป้ายอดขายสิ้นปี เผยขายตรงสินค้าเกษตรกระทบยาวถึงสิ้นปี ชี้กำลังซื้อ ตก ชาวบ้านต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้าน "แอมเวย์" ปรับเกม รบดิ้นสู้ยอมรับภาพรวม MLM อาจโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ ด้าน "กิฟฟารีน" ทุ่มงบโหมปลุกตลาดช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี มั่นใจดันยอดขายตามเป้า 6.5 พันล้านบาท ขณะที่ "โมรินดายูนิไลฟ์" มั่นใจอุทกภัยไม่ทำให้ยอดขายร่วง


กลายเป็นวิกฤติของบรรดาบริษัทขายตรง จากพิษเศรษฐกิจ และเหตุการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัด ที่ส่งผลให้เป้าหมายในส่วนของยอดขายกลุ่มบริษัทขายตรงอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งมีการคาดคะเนว่า ปีนี้ภาพรวมของวงการขายตรงไทยอาจมีการเติบโตน้อยกว่าที่ผ่านมา


นายประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ ไวด์ จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ถึงปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ว่า อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจขายตรงในวงกว้าง จากกำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง และส่งผลกับบริษัทที่ทำสินค้าเกี่ยวกับการเกษตร อาทิ ปุ๋ยจุลินทรีย์ และปุ๋ยเคมีต่างๆ ซึ่งยังกระทบต่อการค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ทำให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกลดลงมากกว่า ไม่มีบริษัทไหนกล้าทุ่มงบประมาณ ด้านการตลาด โดยเฉพาะจังหวัดในภาคอีสานที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และหากน้ำท่วมลุกลามไปยังพื้นที่กรุงเทพฯ อาจจะทำให้ หลายบริษัทต้องประสบภาวะขาดทุน หากไม่มีมาตรการรับมือเรื่องนี้


ทั้งนี้ หลังภาวะน้ำท่วมประชาชนที่ได้รับความเสียหายยังต้องใช้ระยะเวลา ในการฟื้นฟู ซ่อมบำรุงทุกอย่างให้กลับ มาดำเนินได้เหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนท้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อหดหาย และมีผลต่อผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในต้นปีหน้าสถานการณ์น่าจะกลับสู่ภาวะปกติ เนื่อง จากมีอีเวนต์สำคัญทั้งเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่, วันเด็ก, ตรุษจีน, วาเลนไทน์ เป็นต้น ที่จะมาช่วยสร้าง บรรยากาศและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา โดยบริษัทขายตรง ต้องมีแผนรับมือเรื่องนี้อยู่แล้ว และจะเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า บริษัทไหนจะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้ได้


อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์อุทกภัยไม่ได้รับ ผลกระทบกับยอดขายของบริษัทมากนัก เนื่องจากสาขาและตลาดหลักของบริษัทจะอยู่ในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ทำให้ยอดขายของบริษัทยังมีทิศทางที่ดี ส่วนสินค้าด้านเกษตรนั้น ก็ไม่ใช่สินค้าหลักของบริษัท โดยยอดขายผลิตภัณฑ์ของแอมเวย์ส่วนใหญ่จะ เป็นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงาม และ สินค้าเพื่อสุขภาพ


"แต่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปีมีผลกระทบมากกว่าน้ำท่วม ส่งผลให้หลายบริษัท โดยเฉพาะค่ายใหญ่ๆ พยายามปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายถือเป็นช่วงทำเงินของธุรกิจขาย ตรง หากทุกค่ายออกมาจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี้ เชื่อว่าน่าจะทำให้ยอดขายตลาดโดยรวมเติบโตได้ถึง 7%"


นายกิจธวัชกล่าวต่อว่า จากการ ที่รัฐบาลออกนโยบายต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คันแรก หรือนโยบายอื่นๆ ทำให้ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา บวกกับสภาพเศรษฐกิจ ในช่วงปีนี้ที่ไม่ดีมากนัก ส่งผลทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง แต่หลังจาก ที่บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทดีขึ้นมา และมั่นใจว่าในปี 56 แอมเวย์จะสามารถทำยอดขายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


ด้านพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวยอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมและเศรษฐกิจมีผลต่อยอดขายเช่นกัน จากกำลังซื้อของประชาชนลดลง และยังกังวลเรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของบริษัทในปีนี้ลดลงเหลือที่ 5-7% จากที่ตั้งเป้าไว้ 10% ในทุกปี และจากผลกระทบดังกล่าว บริษัทจึงพยายามทุ่มงบด้านการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรม ส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดประชุมนักธุรกิจในทุกสัปดาห์เพื่อกระตุ้นสมาชิก


อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้าย "กิฟฟารีน" พยายามที่จะผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้า คือ 6.5 พันล้านบาท


นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ในหลายพื้นที่ บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีสินค้าอยู่ในกลุ่ม เกษตรก็ตามที


"เรื่องของอุทกภัยคงไม่ส่งผลกระทบต่อ "ยูนิไลฟ์" มากนัก ซึ่งจะกระทบก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งมีผลต่อภาคการผลิตของบริษัท ในส่วนของเรื่องน้ำท่วมถือว่าเรายังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด"


ขณะที่นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า น้ำท่วมในปีนี้ บริษัทไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากเหตุอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดในภาคตะวันออกของประเทศ แต่ตลาดของบริษัทจะมีมากในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


"เรื่องของเหตุการณ์น้ำท่วมไม่มีผลอะไรต่อยอดขายของบริษัท รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เนื่องจากบริษัท มีกลุ่มผู้บริโภคอยู่ในภาคอีสาน และภาค กลาง การซื้อสินค้ายังมีต่อเนื่อง ซึ่งจาก ปัญหาที่เข้ามานี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อยอด ขาย เชื่อว่าเมื่อจบปีนี้บริษัทจะสามารถ สร้างยอดขายได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้"


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : กฎหมายต้องรองรับ AEC







1186306_364631837004979_563899562_n (Mobile)

 


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ทำให้ผู้ประกอบการทั้งจากไทยและต่างประเทศ ต่างพากันตื่นเต้นในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และต่างมองกันไปถึงเรื่องของกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ ว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ในการรองรับกับการเข้ามาของบรรดาบริษัทขายตรงต่างชาติ รวมถึงแบรนด์ขายตรงไทยที่จะออกไปทำตลาดนอกประเทศ


นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก และการที่ตนเอง เป็นผู้บริหารของ "ไทยเฮลท์" ก็จำเป็นต้องเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับ กฎหมายขายตรง โดยได้ให้พนักงานและสมาชิกทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย เพื่อจะได้ปฏิบัติตามกฎกติกาให้ถูกต้อง เพราะทุกวันนี้กำลังเข้าสู่ในยุคที่มีการแข่งขันสูง หากบางครั้งไม่เข้าใจกฎหมายที่ตนเองกำลังทำธุรกิจอยู่ ก็อาจจะพลาดไปทำผิดโดยไม่รู้ตัว และจะก่อให้เกิดผลเสียตามมา ทั้งต่อตนเองและองค์กร


"ตนคิดว่า เรื่องของกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเรารู้กติกาดีแล้ว ก็จะทำให้เราทำธุรกิจได้อย่างถูกต้อง และยังส่งผล ดีต่อองค์กรของเรา ทุกอย่างในสมัยนี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัว หากเรา ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ก็จะเหมือนคนที่ไม่มีความรู้ทำอะไรก็จะเสียเปรียบ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลในการทำธุรกิจที่เราดำเนินอยู่จะทำให้ บริษัทมีความได้เปรียบมากขึ้น"


"พันธ์ยศ" กล่าวต่อว่า "บริษัทได้ทำตามกติกาของกฎหมายทุกอย่าง เพื่อความโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ราบรื่น และมีความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิกในองค์กร โดยยิ่งใกล้เข้าสู่การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ยิ่งต้อง เตรียมตัวให้ดี เพราะทุกบริษัทก็คงมีแผนการตลาดที่พร้อมรองรับ กับสิ่งนี้ หากมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง ก็คงต้องไปศึกษา กันให้ละเอียดว่า ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และผู้จำหน่ายอิสระ จะมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร"


"กฎหมายควรจะคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ประกอบการ ตามความถูกต้อง ไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเท่านั้น และจะต้องรองรับตลาดเออีซีได้ด้วย เชื่อว่า ทุกบริษัทขายตรงคงคาดหวังว่า กฎหมายขายตรงจะปิดช่องทาง ไม่ให้กลุ่มที่ไม่หวังดีเข้ามาทำลาย หาผลประโยชน์กับคนที่ตั้งใจ ทำธุรกิจขายตรงจริงๆ เพราะเวลาคนที่ตั้งใจทำธุรกิจถูกหลอก ก็ไม่สามารถไปร้องเรียนกับใคร ได้แต่แจ้งความไปตามเรื่องเท่านั้น กว่าจะจับตัวคนผิดได้ ก็ต้องใช้เวลานาน ซึ่งไม่ทันกาล ภาครัฐควรจะมีมาตรการที่รองรับกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที"








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

สคบ.รุกตรวจแถวขายตรง ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" เตรียมดึง 4 สมาคมฯร่วมถกยกมาตรฐานวงการ







สคบ. (Mobile)

 


สคบ.เดินหน้าตรวจสอบบริษัทขายตรง หวังให้ผู้ประกอบการตื่นตัว ไม่ให้มีปัญหาการฟ้องร้องจากผู้บริโภค ประเดิม "แอมเวย์-นีโอไลฟ์" พบได้มาตรฐานควร เป็นแบบอย่าง "พิศิษฐ์ แทนทิว" ผู้บริหารนีโอไลฟ์ ขานรับ สคบ. เข้มงวดจะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี ทุกบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


หลังจาก ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริษัทขายตรง พร้อมมอบนโยบายด้านต่างๆ ให้แก่คณะผู้บริหารให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริโภค


ดร.เสถียร วิพรมหา เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า โครงการตรวจเยี่ยมบริษัทขาย ตรงของภาครัฐก็เพื่อต้องการเห็นจากบริษัทขายตรงว่าได้ทำตามกฎหมายหรือไม่, มีการประกอบการอย่างไร และดูแลผู้บริโภคจริงหรือไม่ ทั้ง 3 เรื่องนี้ บริษัทภาคเอกชนควรจะตระหนักให้มาก เพราะ สิ่งที่ต้องการเห็นอยากให้ทุกภาคส่วนของ สังคมช่วยกัน จึงอยากจะปลูกฝังจริยธรรม ความดีเอาไว้ โดยเร็วๆ นี้อาจจะมีการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้ามาหารือพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกหรือการนำเสนอไอเดีย ดีๆ เพื่อมาช่วยเรื่องนี้ด้วย


"ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจบริษัท แอมเวย์แล้ว โดยสิ่งสำคัญที่ไปตรวจต้องการ จะดูว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปล่า เพราะบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการสมัครการซื้อสินค้า การจำหน่ายสินค้า การตั้งราคา สินค้าอยู่ในความเหมาะสมหรือไม่ และต้อง ไปขึ้นทะเบียนรายงานตัวตามที่ สคบ. กำหนด หรือไม่ ที่สำคัญทุกบริษัทควรจะต้องมีความ รับผิดชอบต่อสัมคม คือคืนกำไรให้กับผู้บริโภคด้วย" เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวว่า ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ...นั้น เนื่อง จากปัจจุบันผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนขายตรงไว้กับ สคบ. จำนวนมาก ดังนั้น สคบ. จึงจำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจสอบติดตามดูว่า ผู้ผลิต ผู้ประกอบเหล่านี้ มีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มีสินค้าจะก่อให้เกิดปัญหาแชร์ลูกโซ่หรือแชร์ ต่างๆ ในระยะยาว โดย สคบ. จะต้องเตรียม ความพร้อมในหลายเรื่อง เพื่อให้การปฏิบัติ การตามกฎหมายนั้นสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี และมีลักษณะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


"ตอนนี้ทาง สคบ. ได้ดำเนินการเรื่อง เร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบกรณีการออกใบเสร็จรับเงินของ บ.ขายตรงต้องมีการแสดงรายการที่ชัดเจนให้แก่ลูกค้าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ สมัครสมาชิกแล้ว ซื้อ สินค้าแล้วไม่ดีคืนเงินหรือไม่ ซึ่งทาง สคบ. ได้พยายามเปิดช่องทางทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, สายด่วน สคบ. และช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้สะดวกมาก ขึ้น" นายจิรชัยกล่าวว่า การที่ สคบ. เดินทาง มาตรวจสอบในวันนี้ อย่างที่ทราบ บ.นีโอไลฟ์ ถือเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทย มีสมาชิกที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก และยังเป็นบริษัทขายตรงของคนไทยด้วย จึงแค่อยากมาดูวิธีการดำเนินกิจการว่าเป็น อย่างไร มีตราสัญลักษณ์ สคบ.หรือไม่ โดย ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปตรวจสอบบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นบริษัท ขายตรงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาเปิดในเมืองไทยหลายปี และจากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบริษัทได้มาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน จึงเหมาะที่จะเป็นแบบอย่างให้ บริษัทขายตรงอื่นๆ เอาเป็นแบบอย่าง


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA ได้กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองนั่งตำแหน่งกรรมการบริหารของ บ.นีโอไลฟ์ รู้สึกดีใจ ที่ทาง สคบ. ได้เดินทางมาตรวจสอบ เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า สคบ.มีความเข้มงวด ที่จะทำให้บริษัทขายตรงมีมาตรฐาน ถือเป็นโครงการในเชิงรุกที่ดี โดยทุกบริษัทควรจะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม คือต้องทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย


"ไม่อยากให้มีภาพผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง และดูเหมือนว่าตัวเลขผู้เสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายตัวออกส่วนภูมิภาค อย่างรวดเร็ว โดยวิกฤติเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ เกิดขึ้นอย่างหนาตายิ่งเฉพาะในธุรกิจเอ็มแอลเอ็ม หรือแม้กระทั่งแชร์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีในทุกภาค" เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง TDNA กล่าว








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า !







online-business (Mobile)

 


ปัญหาระหว่างบริษัทขายตรงกับนักธุรกิจขายตรง เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับวงการมาเป็นระยะเวลานานแสนนาน หากใครคลุกคลีกับวงการขายตรง หรือติดตามข่าวสารด้านขายตรง คงทราบดีว่าปัญหาการย้ายค่ายของแม่ทีมใหญ่ๆ มีให้เห็นอย่างไม่ขาดสาย สาเหตุหลักคือ เรื่องของผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่าง นักธุรกิจอิสระกับบริษัทต้นสังกัด


การย้ายค่ายของบรรดาแม่ทีมจะมีสิ่งที่ตามมาคือ การขาดคนขายที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของบริษัทที่ถูกทอดทิ้งจากการว่าร้ายลับหลังมากมายหลายบริษัทเคยเป็นบริษัทขายตรงชั้นดี กวาด ยอดขายในช่วงระยะเวลาอันสั้นได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งนี่มาจากการหลั่งเข้ามาของนักธุรกิจระดับแม่ทีม ที่ทำตัวเป็นนักล่า บริษัทไหนเปิดใหม่ เหล่าแม่ทีมกลุ่มนี้จะเข้าไปทำรายได้ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน พร้อมการขนลูกทีมจำนวนมากให้เดินตามก้น


แต่เชื่อเถอะ คนกลุ่มที่มาพร้อมเงื่อนไข มักอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งบรรดาผู้บริหารหลายคนก็รู้และทราบดี แต่ด้วยความหวังที่ว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าจะเกิดก็คงไม่เลวร้ายกว่าที่คิด สุดท้ายล้มไม่เป็นท่า หลายบริษัทที่กลายเป็นเศรษฐีเพียง ชั่วอึดใจ แต่ไม่นานเมื่อนักธุรกิจเหล่านั้นได้สิ่งที่ต้องการ ก็จะไปหาที่อยู่ใหม่ เพราะรู้ดีว่าบริษัทที่พวกเขาเข้าไปคงให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ไม่นาน และท้ายสุดจากการร่ำรวยด้วยเวลา อันสั้นก็ต้องจบ จนหลายค่ายถึงขั้นต้องปิดบริษัทลงก็มี


ในอีกด้านก็ใช่ว่าจะโทษว่าปัญหาระหว่างบริษัทกับนักธุรกิจอิสระจะผิดที่นักขายเพียงอย่างเดียว เพราะหลายครั้ง บริษัทก็ทำผิดเงื่อนไขที่เคยตกลง จนเป็นเหตุทำให้นักขาย หรือ นักธุรกิจอิสระต้องตัดใจทิ้งค่ายไป และอาจถึงขั้นฟ้องร้องก็มีให้เห็นบ่อย


 เรื่องระหว่างบริษัทขายตรงกับนักขายตรง เป็นเรื่องคาราคาซังมานาน ปัญหาซ้ำซากเกิดขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่วงการ ขายตรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทย และเชื่อเถอะ ไม่ว่าบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด ก็ มีเรื่องเหล่านี้ให้ปวดจิต เจ็บตับกันตลอด


 ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บริษัทขายตรงหลายค่ายได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเรื่องของ ชื่อเสียง และนักธุรกิจขายตรงหลายคน ก็ถูกผลกระทบจากการ ให้ร้าย บรรดาผู้บริหารบริษัทขายตรงมองว่า กฎหมายขายตรงที่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน คุ้มครองแต่ผู้บริโภค และนักธุรกิจอิสระ คนที่กลายเป็นแพะอยู่ตลอดนั่นคือตัวบริษัท


อีกด้านกลุ่มนักธุรกิจอิสระก็มองว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่ใช้อยู่ไม่ให้ความสำคัญกับนักธุรกิจเท่าที่ควร นักขายตรงถูก มองไม่ต่างจากเซลส์ขายของตามบ้านที่ไม่มีอะไรสนับสนุน


นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาของกฎหมายขายตรง ซึ่งหากภาครัฐ มีความคิด หรือความต้องการที่จะแก้ไขกฎหมาย เรื่องนี้ก็นับเป็น สิ่งสำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญ บริษัทขายตรงกับนักขายตรง คือ 2 สิ่ง ที่มีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่งสำหรับวงการขายตรง ทำอย่างไรเพื่อปิดปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งบริษัท ขายตรงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนักธุรกิจขายตรง และนักธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีบริษัทต้นสังกัด
ทั้ง 2 สิ่งไม่ต่างจากน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า  แต่หากต่างฝ่ายต่างจ้องเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวแล้ว เห็นที จะอยู่ด้วยกันยาก ซึ่งหากห้ามไม่ได้ก็ต้องวางกรอบ วางกฎระเบียบ เพื่อยกระดับวงการต่อไป


 


 





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

จับตาสินค้าเซ็กซ์ขายตรง ร้อนระอุลุกเป็นไฟหลายค่ายโดดชิงแชร์







mlm (Mobile)


ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพชาย ร้อนระอุ!... ขายตรงโหมโรงเปิดศึกชิงแชร์ตลาด หลังพบปัจจุบันนี้ เรื่องเซ็กซ์คนเริ่มหันมาใส่ใจมากขึ้น ส่งผลให้ขายตรงบางค่ายหันมาจับกลุ่มสินค้าดังกล่าวมากขึ้น พร้อมชูจุดเด่นสินค้าอึด ทน นาน ตอบสนองความต้องการของท่านชาย...เผยวันนี้ พบการโฆษณาสินค้าปลุกเซ็กซ์ ลักษณะผิดกฎหมายผ่านสื่อต่างๆ เพียบ!..


เป็นอีกหนึ่งตลาดที่หลาย ๆ ค่ายใน ธุรกิจขายตรง ต่างหันหัวเรือรบโดดมาร่วมชิงแชร์ตลาดกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งกันเลยทีเดียว นั่นก็คือ ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพชาย ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ยุคนี้สมัยนี้การทำธุรกิจย่อมต้องหาความแตกต่างออกมาสู้ศึกในธุรกิจแทบจะทุก วิถีทาง อะไรที่มองว่าเป็นความต้องการของมนุษย์ ขึ้นชื่อว่า นักธุรกิจแล้ว ย่อมต้องทะเยอทะยานหามาให้ได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า


และยิ่งปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการ รายใดสามารถสรรหา นวัตกรรม ใหม่ ๆ ที่ โดนใจ และ กระตุ้นต่อมอยาก ของ ผู้บริโภค ได้จริงแบบทะลุปรุโปร่งแล้ว เชื่อว่า การทำธุรกิจย่อมไม่ใช่เรื่องยากเช่นเดียวกัน...แต่ทั้งนี้ สินค้าต้องดี และ มีคุณภาพ ด้วย อย่าออกผลิตภัณฑ์เพียงแค่ขายเท่านั้น แต่ควรใส่ใจถึงผลที่จะตามมา หรือผลกระทบต่อผู้บริโภคด้วย!!...


ขายตรง-ขายเซ็กซ์


ธุรกิจดาวรุ่งคนเครือข่าย


...หากพูดถึง บริษัทขายตรง ในปัจจุบันนี้ มีค่ายไหนบ้างที่มีสินค้าเกี่ยวกับ เซ็กซ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความต้องการทางเพศ บอกได้เลยว่า แทบจะทุกค่าย เพราะ ธุรกิจขายตรง สินค้าอะไรที่ว่าดี ที่ว่าเด่น ผู้บริโภคต้องการ ล้วนมีหมด ซึ่งที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคหลายต่อหลายคน รวมถึงผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในธุรกิจ ต่างสรรหาสินค้าที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา เพื่อลดปัญหาการหย่าร้าง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้กันแทบทั้งนั้น!...


ซึ่งจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา มีบริษัทขายตรงจำนวนไม่น้อยที่ออกผลิตภัณฑ์เรื่องเซ็กซ์มาสู่มือผู้บริโภค ในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ครีมทาเฉพาะส่วน หรือแม้กระทั่งชนิดน้ำ เพื่อเพิ่มความหลากหลายที่ผู้บริโภคต้องการ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า แม้กระทั่งในรูปแบบของกาแฟ ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศอีกด้วย


นั่นก็หมายความว่า ยุคนี้สมัยนี้ น่าจะมีผู้บริโภคหลายต่อหลายคนที่มีปัญหาในเรื่องของความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมากขึ้นกว่าในช่วงอดีตที่ผ่านมา เพราะจากการสังเกตแล้วพบว่า มีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดหลายตัวที่ออกมาจะเกี่ยวกับเรื่องเพศเสียส่วนใหญ่ เพื่อต้องการสร้างสิ่งดึงดูดให้ผู้บริโภคที่ผ่านไป ผ่านมา และที่ได้พบเห็นนั้น เกิดต่อมอยากในการอยากที่จะทดลองสินค้า


เช่นเดียวกับใน ธุรกิจขายตรง ที่สินค้ากลุ่มพวกนี้ออกมาเมื่อไหร่ ต่างได้รับกระแสการตอบรับเฉกเช่นเดียวกัน แต่เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งสินค้าที่เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องเซ็กซ์ในวงการขายตรงนั้น อาจจะมีทั้งที่ใช้ได้ผล หรือ ใช่ไม่ได้ผล ก็เป็นไปได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าผู้ที่ใช้นั้น ใช้ถูกวิธีหรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน หรือว่า เพียงแค่หลอกขายกันก็เท่านั้นเอง


อย่างไรก็ตาม หากดูถึงสินค้ากลุ่มนี้ ใน ธุรกิจขายตรงแล้ว จะพบว่า สินค้ากลุ่มดังกล่าวอาจจะเป็นอีกหนึ่งไลน์สินค้า เพื่อเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจ แต่ในความหลากหลายของสินค้าที่นำมาขายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพด้วย ยิ่งถ้าเป็นสินค้าเพียงเพื่อขาย และอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงแล้ว เชื่อว่า อนาคต ของค่าย ขายตรง ที่ขายสินค้าดังกล่าว คงจบไปด้วยเช่นกัน!!...


4ค่ายโชว์จุดขายสินค้าผู้ชาย


เสริมความต่างสินค้าเต็มแม็กซ์


...จะเห็นได้ว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ในตลาดขายตรงเริ่มที่จะเห็น ผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพท่านชาย เข็นออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่องใน ธุรกิจขายตรง เห็นได้อย่างค่ายขายตรงน้องใหม่อย่าง บริษัท ไทย-เฮลท์ จำกัด เอง ที่หลังจากส่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสุขภาพชาย วีเอ็ม พลัส ไปเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่า ได้รับการตอบรับดีจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความครบเครื่องในการทำตลาดของค่ายนี้ก็เป็นได้ ที่มีทั้งสื่อวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นตัวโปรโมทสินค้า และสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคนั้นเอง ในขณะเดียวกัน การเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคได้ซื้อง่ายด้วยการผ่านทางร้านสะดวกซื้อ วัตสัน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญ ของค่ายนี้ก็เป็นได้


เช่นเดียวกับทางด้าน แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ก็ได้เล็งเห็นถึงอัตราการเติบโตและความต้องการของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมสำหรับสุภาพบุรุษเช่นกัน ที่ล่าสุดก็ได้มีการส่ง ขีปนาวุธ ทางธุรกิจตัวใหม่ เพื่อหวังทะลุทะลวงใจสุภาพบุรุษที่มีปัญหาในเรื่องของสมรรถภาพทางเพศ ด้วยการเข็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่แกะกล่องอย่าง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สปาร์ตา สำหรับสุภาพบุรุษ มาร่วมชิงแชร์ตลาดในครั้งนี้ด้วย


โดยกลยุทธ์ในสร้างการรับรู้ของค่ายนี้ เชื่อว่าก็ไม่น่าที่จะผิดแปลกไปจากการที่สร้างกระแสของคอลลาเจนที่ค่ายนี้เคยทำตลาดจนโด่งดังเปรี้ยงปร้างมากนักนั่นก็คือ การใช้ในเรื่องของโปรโมชั่นเข้าช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างแรงเหวี่ยงของธุรกิจให้เกิด รวมถึงการโปรโมทผ่านทางสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง


ที่สำคัญ ในการโปรโมทและการทำตลาดของผลิต ภัณฑ์อาหารเสริม สปาร์ตา ในครั้งนี้ ยังได้มีการดึงเอาดาราอย่าง อู๊ด เป็นต่อ มาร่วมดูแลในเรื่องของการทำตลาดในครั้งนี้อีกด้วย...ซึ่งขณะนี้ เริ่มพบว่า การทำตลาดของ สปาร์ตา เริ่มที่จะพบเห็นตามหน้าเว็บบ้างแล้ว ด้วยการใช้ดาราเป็นผู้ถือผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคนั่นเอง โดยผลิตภัณฑ์ตัวดังกล่าวนี้ ทางด้าน แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 3 เดือนนับจากนี้ จะต้องมียอดขายอยู่ที่ 3 หมื่นกล่อง/เดือน


...แม้กระทั่งค่าย โดกุดามิ เอง ที่ทางผู้บริหารค่ายนี้ เคยปฏิเสธมาโดยตลอดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสุขภาพสำหรับท่านชายที่ไม่อยากที่จะนำมาขายในตลาดเครือข่าย เป็นอันต้องล้มเลิกแนวคิดดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดก็ได้มีการประกาศหันมาจับตลาดในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน


ซึ่งผลิตภัณฑ์สำหรับท่านชายของ โดกุดามิ นั้น ทางค่ายนี้ ได้มีการนำเสนอจุดเด่นตรงที่ว่า มีส่วนผลิตของสมุนไพร 100% อาทิ ถั่งเฉ้า, พลูคาว, กระชายดำ และ โสม เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย เสริมสร้างระบบหลอดเลือด และเสริมภูมิคุ้มกันแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ให้กับท่านชายได้เป็นอย่างดีด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์สำหรับท่านชายนั้น ทางผู้บริหารค่ายนี้บอกว่า น่าที่จะนำออกมาสู่ตลาดเครือข่ายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองตลาด


เช่นเดียวกับทางค่าย ไอยรา แพลนเน็ต ก็เตรียมที่จะออกในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับท่านชายมาสู่ตลาดเครือข่ายเช่นเดียวกัน โดยผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า ขุนแผน ชนิดแคปซูล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองตลาดอยู่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางด้านค่ายนี้ ได้มีการออกสินค้าในลักษณะดังกล่าวไปแล้ว โดยเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟที่ชื่อ กาแฟปรุงสำเร็จ วีซ่า VisA Coffee...สูตรสำหรับท่านชาย ซึ่งค่ายนี้บอกว่า ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจอย่างมากทีเดียว ก็ต้องมาดูกันว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อว่า ขุนแผน จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านชายได้หรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป


ซึ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของค่ายขายตรงที่ขอหยิบยกมา และเชื่อว่า ณ เวลานี้ คงมีอีกหลาย ๆ ค่าย ก็น่าที่จะมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชาย ลงมาร่วมชิงแชร์ตลาดด้วยเช่นกันอย่างแน่นอน!!


คุมเข้มสินค้าอวดสรรพคุณ


พบเยอะตามสื่อหลายรูปแบบ


...จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันนี้ สินค้าผู้ชายเกิดขึ้นเยอะ ซึ่งในเรื่องของการทำการตลาด รวมถึงการสื่อสารของตัวผู้ประกอบการต่อผู้บริโภคเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่า การโฆษณาสินค้าผู้ชายที่อวดอ้างสรรพ คุณเกินจริงนั้น ค่อนข้างที่จะระบาดหนักอย่างมากในตลาดเมืองไทย โดยเฉพาะในสื่อของเคเบิลทีวีเองก็ตามที ที่พบว่า มีหลายช่องด้วยกัน ที่มีการนำเอาสินค้าสำหรับผู้ชายมาโฆษณากันอย่างโจ่งแจ้งกันเลยทีเดียว


นับว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบวงกว้าง ต่อผู้บริโภคโดยตรงอย่างมาก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ อย., สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวบ้างแล้ว


เห็นได้อย่างล่าสุด ทาง กสทช. เอง ยังต้องการมอนิ เตอร์การโฆษณาและออกอากาศในทุกรูปแบบ เพื่อป้องกันปัญหาการหลอกลวงผู้บริโภค โดยจะเริ่มใช้กับทีวีดาวเทียมและช่องเคเบิลก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงหาข้อสรุปว่าจะซื้อเครื่องมอนิเตอร์เอง หรือจ้างคนนอกมาดูแล


ในขณะเดียวกัน ทางด้าน อย. เอง ยังได้มีการขอความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเต็มที่ พร้อมกับมีแผนที่จะปรับแก้กฎหมาย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยา ได้แก่ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.ยา 2510 และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 โดยเพิ่มโทษปรับสำหรับผู้ประกอบการที่โฆษณาเกินจริง และไม่ได้รับ อนุญาตจาก อย. จากเดิม 5,000 บาท เป็นไม่เกิน 500,000 บาท หากมีการออกอากาศต่อหลังโดนสั่งระงับ จะมีการปรับรายวันไม่เกิน 1,000 บาท


ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า ในปัจจุบันนี้ ได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ยาที่นำมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศจำนวนมากทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งการโฆษณาดังกล่าว จัดเป็นการโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการโฆษณาที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาบำรุงกาม โดยในช่วงที่ผ่านมา ทาง อย. เอง ได้เคยมีการประกาศออกไปว่า ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีข้อบ่งใช้เป็นยาปลุกเซ็กซ์ หรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ หรือยาบำรุงกาม แต่อย่างใด


นอกจากนี้ หากย้อนไปดูถึงข่าวคราวในช่วงที่ผ่านมา ตามหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณผลิตภัณฑ์ที่เสริมเสน่ห์ ทางเพศของท่านชาย พบว่า มีสินค้าบางตัวที่ทางสำนักงานควบคุมอาหารและยา หรือ อย.นั้นสั่งห้ามจำหน่ายไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่มีสารปลุกเซ็กซ์, กระบอกสูญญา กาศสำหรับท่านชาย รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางตัวที่ช่วยกระตุ้นเรื่องเพศ เป็นต้น


ทั้งนี้ หากดูถึงความเป็นจริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเซ็กซ์ อาจจะมีผลช่วยในเรื่องของเพศก็จริง ซึ่งอาจจะเห็นผลเพียงแค่ระยะสั้น ๆ เท่านั้น ส่วนในระยะยาวไม่มีใครรู้ได้ว่า จะเกิดผลข้างเคียงเช่นไรบ้าง โดยเรื่องนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่านว่าจะเลือกซื้อกินซื้อใช้หรือไม่


...เรียกได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ส่อเค้าเรื่องของเซ็กซ์ในวงการขายตรง ถึงแม้ว่า อาจจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนกับผลิต ภัณฑ์อื่น ๆ ที่ดังในธุรกิจขายตรง แต่เชื่อว่า หากค่ายไหนที่มีสินค้ากลุ่มนี้ดี และมีคุณภาพ น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่น่าจับตามองด้วยเช่นกัน สำหรับกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะท่านชาย แม้กระทั่งบริษัทขายตรงน้องใหม่ที่เกิดขึ้นใหม่หลาย ๆ ค่าย ก็ยังมีสินค้าประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า กลุ่มสินค้าพวกนี้เริ่มที่จะมีความจำเป็น สำหรับผู้บริโภคอีกหลาย ๆ คน เลยก็ว่าได้!!...แต่ในขณะเดียวกัน การโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณที่เกินจริงทางสื่อต่าง ๆ ก็ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน





Credit By : http://www.taladvikrao.com/

ค่ายเล็กฮึดสู้! ชิงคนดูเทงบปั้นแบรนด์ผ่านสื่อทีวี...







Business (Mobile)


กลุ่มบริษัทขายตรงแห่ทุ่มทุนทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านทีวี "สตาร์ ซันไชน์" ระดมสมองหารายการรูปแบบใหม่ ดึงเรตติ้ง ช่องดาวเทียมของตัวเอง ด้าน "ดี เน็ทเวิร์ค" ควักงบ 20 ล้าน บาท โฆษณาสินค้าบนหน้าจอฟรีทีวี พร้อมดึง "เขาทราย แกแล็คซี่" เป็นพรีเซ็นเตอร์ ส่วน "เอเชีย สุพรีม" ไม่น้อยหน้า ผุดอินเตอร์เน็ต ทีวี เผยแพร่ข่าวสารของบริษัท หวังให้เข้าถึงคนทุกพื้นที่


ยังไงก็ยังเป็นสื่อทีวี ที่ยังได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภค แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีด้านสื่อจะพัฒนาไปไกล การเข้าถึงข่าวสาร ของผู้บริโภคสามารถรับได้จากหลายรูปแบบมากขึ้น แต่ดูเหมือน ว่าทีวี ก็ยังเป็นสื่ออันดับหนึ่งในการเข้าถึงข่าวสารของผู้บริโภค ซึ่ง ในส่วนนี้ เหมือนว่ากลุ่มผู้ประกอบการขายตรงก็ทราบดี โดยกลุ่ม บริษัทขายตรงต่างพยายามสร้างการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อแขนงนี้ แม้แต่บริษัทขายตรงขนาดเล็กก็พร้อมที่จะทุ่มทุนก้อนโต เพื่อสร้าง แบรนด์ผ่านสื่อชนิดนี้ โดยหวังให้บริษัทเป็นที่จดจำของผู้บริโภค "สตาร์ ซันไชน์" ดันรายการใหม่ ชักเรตติ้งช่อง


นายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า ได้วางแผนและปรับแนวคิดใหม่ กับการบริหารงาน ที่ใช้สื่อทีวีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขยายและ บุกตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยให้ความสำคัญกับสื่อทีวี Ping Channel (PSI 61) และ Hero Channel (PSI 131) 2 ช่องรายการทีวีดาวเทียมของบริษัท ซึ่งได้มีการพัฒนาช่องให้สังคมและบุคคลทั่วไปได้รู้จักช่องมากขึ้น โดยมีการผลักดันรูปแบบช่อง ไปในแนวทางของฟรีทีวี


ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาด ทางบริษัทได้ร่วมกับดาราสาวสวย มากด้วย ความสามารถ อย่าง วรรณษา ทองวิเศษŽ ได้ร่วมกันคิดผลิตรายการทีวีรูปแบบใหม่สำหรับช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมขึ้นมา ซึ่งรายการนั้นจะต้องสร้างความบันเทิง ความแปลกใหม่ และก็ยังต้องช่วยส่งเสริมการตลาด และขยายองค์กรของบริษัท ควบคู่กันไปด้วย


"ถือเป็นมิติใหม่ในแขนงโทรทัศน์ขายตรง เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครจะทำ รายการในรูปแบบนี้ บริษัทกำลังพัฒนาโทรทัศน์ดาวเทียมให้เป็นในแบบฟรีทีวีเพื่อรองรับเออีซีในอีก 2 ข้างหน้าที่จะมาถึง เนื่องจากสินค้าของบริษัทจะได้ลิขสิทธิ์ในการทำตลาดอาเซียนด้วย จึงถือเป็นความแปลกใหม่ในวงการขายตรง"


อย่างไรก็ตาม บริษัทได้พิจารณาอย่าง ถี่ถ้วนแล้ว เห็นว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จึงได้อนุมัติและให้การสนับสนุนในการผลิตรายการนี้ขึ้นภายใต้การดูแลและประสานงานการผลิตโดยโรแมนซ์ และถ่ายทำ รายการ โดย Ping Channel ซึ่งรายการนี้มีชื่อว่า รายการ "ปะ ฉะ ดะ" ออกอากาศ ทางช่อง Ping Channel (PSI 61)


ประธาน "สตาร์ ซันไชน์" กล่าวต่อไปว่า บริษัทมุ่งทำตลาดผ่านวิทยุชุมชนและ ทางช่องทีวีดาวเทียม ที่ทำมาหลายปีอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่เห็นผล โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนสร้างออฟฟิศใหม่ ทำห้องสตูถ่ายทำรายการต่างๆ รวมทั้ง ซื้อสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม Ping Channel และ Hero Channel เป็นของตัวเอง นอกจากนี้ยังซื้อเวลาของสถานีอื่นอีก 10 ช่อง เพื่อ โปรโมตสินค้าให้ประชาชนได้เห็นอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งตลอด 2-3 ปีที่มีการใช้กลยุทธ์แบบนี้ก็เป็นผลดีต่อตัวแทนจำหน่ายขายสินค้าได้มากขึ้น


"ดี เน็ทเวิร์ค" ทุ่ม 20 ล.โฆษณาฟรีทีวี


นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าหลัก 4 ตัวของทางบริษัทติดตลาดเป็นที่รู้จักของคนหมู่มากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโกเรจินส์, ดี เบรม, ดี คอนเทค และ D10 หลังจากนี้ทางบริษัทต้องการสร้าง แบรนด์สินค้าใหม่ขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ 5 ให้ติดตลาด โดยทางบริษัทโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์ "บานเย็น รากขาว"


วิธีการโปรโมตผลิตภัณฑ์ "บานเย็น รากขาว" ทางบริษัทจะใช้การประชาสัมพันธ์ ผ่านทางฟรีทีวี จะเริ่มต้นโปรโมตที่ช่อง 5 เวลา 05.00-05.30 น. ทุกวันพุทธผ่านรายการเกษตรไทยน่ารู้ เราซื้อเวลาเพื่อโปรโมตในรายการจะมีการสัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การใช้สินค้าบานเย็นกับเกษตรกร และเรายังมีสปอตโฆษณาขั้นรายการความยาว 30 วินาที โดยมีการว่าจ้างคุณปิยะ ตระกูลราษฎร์ ที่ยังไม่ติดสัญญากับค่ายปุ๋ยค่ายใด การที่เราเลือกคุณปิยะ เนื่องจากเรามองการณ์ไกล โดยเราจะนำเอาผลิตภัณฑ์บายเย็นรากขาวไป ประชาสัมพันธ์ในรายการมวยอัศวินดำทาง ช่อง 9


นอกเหนือจากการโปรโมตผลิตภัณฑ์ บานเย็นแล้ว ดี เน็ทเวิร์ค ยังมีการทำสปอตโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์โกเรจิ้นส์ด้วย โดยจะออกอากาศผ่านทางฟรีทีวี โดยมีการ เซ็นสัญญากับ "เขาทราย แกเลคซี่" ตำนานยอดนักมวยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมต สินค้าโกเรจิ้นส์


"โดยสปอตโฆษณาชุดนี้ เราจะนำไป โปรโมตทางรายการเกษตรไทยน่ารู้ทางช่อง 5 และยังเอาสปอตโฆษณาโกเรจินส์นำไปโฆษณาผ่านรายการมวยศึกอัศวินดำทางช่อง 9 และเราอยากให้สินค้าของเราติดหูประชาชนมากขึ้น เราจึงจะมอบรางวัลพิเศษ ให้กับนักมวยที่มีพลังอึดชกเดินหน้าไม่หยุด ในรอบเดินเราจะคัดเอานักมวยพันธุ์ดุ โกเรจิ้นส์ พลังโสม และผมเชื่อว่าเวลาหลังจากนี้ 1 ปี ทั้งบานเย็นและโกเรจิ้นส์จะเป็นแบรนด์ที่ติดหูคนไทย"


สาคร กล่าวต่อไปว่า นั่นคือสเต็ปแรก สเต็ปต่อไป ทางบริษัทจะขยับไปช่อง 7 โดย ทาง ดี เน็ทเวิร์ค พร้อมเข้าไปสนับสนุนในปัจจุบันทางบริษัทได้ทำการจองไว้แล้วล่วงหน้า โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี จะถึงคิวของ ดี เน็ทเวิร์ค และมีการจองรายการมวย ช่อง 3 และรายการเกษตรช่อง 11 เป็นแผน ในก้าวต่อไป ในสเต็ปแรกนี้ทางบริษัททุ่มงบ ไปกว่า 20 ล้านบาทในการประชาสัมพันธ์ทางฟรีทีวี เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักใน วงกว้าง


"เอเชีย สุพรีม" ผุดอินเตอร์เน็ต ทีวี แจ้งเกิดแบรนด์


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด "ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้โปรโมชั่นท่องที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดย สิ้นปียังหวังว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่างก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว"


"ผมคิดว่า บริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือจะ มีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับรากหญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มีผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาด ออกไปให้ยั่งยืน"


นอกจากนี้ อีกอย่างที่บริษัทจะทำในช่วงท้ายปี คือ อินเตอร์เน็ต ทีวี หรือจะเรียกว่า "IPTV" เอาไว้สื่อสารตรงกับสมาชิกที่อยู่ทุกหนทุกแห่งได้ โดยเครื่องมือตัวนี้จะช่วยแจ้งข่าวสารให้ทราบรวดเร็ว ไม่ว่าจะคอยแจ้งกิจกรรมของบริษัท หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีความมั่นคงและแข็งแรง ต่อเนื่อง












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ผ่าแนวคิดตั้งสำนักงานเร่งสร้างขายตรงยุคใหม่ ผ่านสมอง พิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการ TDNA







555 (Mobile)


ในเชิงปริมาณสามารถสะท้อนคุณภาพได้ชัดเจน และแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความกับ ผลงาน ของสมาคมที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปีจากปริมาณคือ ธุรกิจขายตรงมีบริษัทประกอบกิจการมากถึง 450 บริษัท แต่มีบริษัทเพียง 50 แห่งเท่านั้น เข้าสังกัดเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงทั้ง 3 สมาคมเมื่อนำปริมาณเพียง 50 บริษัทไปเชื่อมต่อ คุณภาพ ย่อมเข้าใจได้ทะลุว่า สมาคมทั้ง 3 แห่งที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปี ไร้ผลงานในระดับ โดยรวม จึงขาดพลังดึงดูดให้บริษัทขายตรงจำนวนมากไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก


สิ่งนี้จึงทำให้เกิดสมาคมที่ 4 ขึ้น ชื่อ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งมี พิศิษฐ์ แทนทิว นั่งเป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก


พิศิษฐ์ บอกว่า เขาจะขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ด้วยเนื้องานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพของสังคมขายตรง นั่นเท่ากับจะทำให้มีสมาชิกมากขึ้น


งานที่เป็นจุดขายของสมาคมน้องใหม่ในระยะเริ่มต้นคือ การผลักดันให้เกิด สำนักงานขายตรง มาเป็นแกนกลางการทำงานแทนที่งานระดับธุรการที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) แบกรับมานานกว่า 10 ปี


พิศิษฐ์ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตมาจากนักธุรกิจขายตรง แต่เขาผ่านประสบการณ์จากงานข่าวขายตรง จนเป็นที่ยอมรับ แล้วได้เป็นบอร์ดขายตรงและมาเป็นมันสมองของสมาคม TDNA


เขาถ่ายทอดแนวคิดการผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง อย่างเป็นระบบ ลุ่มลึก ใน สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งมีรายละเอียดตามที่นำเสนอนี้


สร้างขายตรงยุคใหม่


ธุรกิจขายตรงนับตั้งแต่ปี 2545 ที่เริ่มมีกฎหมายนั้น ผู้ประกอบการขายตรงต้องไปยื่นขออนุญาตจาก สคบ.ก่อนจึงจะประกอบธุรกิจขายตรงได้ ถึงแม้จดทะเบียนตั้งบริษัท และมีสินค้าทุกอย่างแล้วก็ตาม ก็ยังประกอบธุรกิจขายตรงไม่ได้ แต่ต้องไปยื่นเอกสาร หลักฐาน แผนการตลาดที่ สคบ.ก่อน เพื่อให้ สคบ.ตรวจสอบว่า เป็นธุรกิจที่มีโครงสร้าง แผนงานถูกกฎหมายหรือไม่ แล้ว สคบ.จะออกใบอนุญาตมา จึงจะไปทำขายตรงได้ บริษัทที่ผ่านการพิจารณาแล้วจนถึงปัจจุบันเกือบ 900 บริษัท แต่ทำจริงๆ เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 450 บริษัท เพราะล้มหาย เลิกกิจการไปก็มีมาก


บริษัทธุรกิจทั้งหมดนี้ มีสมาคมอยู่เพียง 3 สมาคม สมาคมแรกคือ สมาคมการขายตรงไทย มีสมาชิกเพียง 30 กว่าบริษัท ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมจึงมีสมาชิกแค่ 30 กว่า แล้วอีก 800 กว่าไปอยู่ไหนจึงไม่เข้าสมาคมด้วย


สมาคมที่สอง เปิดมา 10 ปีมีบทบาทน้อยมาก คือ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และสมาคมที่สามคือ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย


พอเป็นแบบนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นนักข่าวและคอลัมนิสต์คนแรกที่ไปเจาะลึกข่าวขายตรงมาตั้งแต่ปี 2540 และปี 2541 มาเป็นบรรณาธิการข่าวสยามธุรกิจดูแลเซ็กชั่นขายตรง จึงนำเสนอข่าวสารที่ไม่มีใครทำมาก่อน เพราะผมเป็นคอลัมนิสต์ที่คนในวงการขายตรงรู้จักและเขียนในเชิงคนทำข่าวจริงๆ ไม่ใช่เขียนข่าวประชาสัมพันธ์


ผมได้เห็น ได้รู้จักธุรกิจขายตรงในทุกมิติ ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งสมาชิก และพวกทำ มันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ มันจึงทำให้มีเนื้อหาเข้มข้นมากในการเขียนข่าว จากนั้นจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบอร์ดขายตรง เพราะเป็นนักข่าวคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ลึกทั้งวงการ


ผมเห็นธุรกิจขายตรงทุกมิติ ทั้งด้านดี ด้านบวก ด้านลบ ด้านพลิกแพลง ด้านเจ้าเล่ห์ ด้านตั้งเป็นแก๊งอิทธิพล กลุ่มอิทธิพลทางธุรกิจ และการทำของสมาคมแต่ละสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมา ผมเห็นการเคลื่อนไหวของเขาทั้งหมดว่า เขาเดิน เขาเล่นเกมอย่างไร สมาคมแต่ละกลุ่มพยายามจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาครัฐอย่างไร จึงทำให้เกิดคำถามในใจมาตลอดว่า ข้อมูลที่นำเสนอผ่านกลุ่มขายตรงต่างๆ นั้น มันไม่ใช่ข้อมูลที่ตรงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ข้อมูลมูลค่าตลาดขายตรง ข้อมูลผู้ประกอบการ หรือข้อมูลต่างๆ นั้น เพราะมันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า กลุ่มใครกลุ่มมัน จึงกลายเป็นที่มาสำคัญทำให้ผมมา วางแนวทางสมาคม ในปัจจุบัน


สาเหตุใดจึงตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เป็นสมาคมที่ 4 ขึ้น ทั้งๆ ที่มี 3 สมาคมแล้ว ก่อนอื่นต้องตอบผมด้วยว่า 3 สมาคมที่ทำขึ้นมานั้น คุณเข้ามารับใช้ สังคมขายตรง แค่ไหน บริษัทขายตรงที่ประกอบการมีไม่ต่ำกว่า 450 ทำไมจึงเป็นสมาชิกทั้ง 3 สมาคมนั้นประมาณ 50 บริษัทแค่นั้น


คำถามมีว่า ทำไมสมาคมต่างๆ ทั้ง 3 แห่งที่เปิดมา 10-20 กว่าปี แต่มีสมาชิกรวมกันประมาณ 50 บริษัทเท่านั้น ส่วน TDNA เพิ่งตั้งมาเมื่อปลายปี 2555 และเริ่มต้นทำงานเป็นจริงเป็นจังช่วงต้นปี 2556 นั้น วันนี้มีสมาชิกแล้ว 25 แต่ถ้ารวมผู้สนใจกำลังเตรียมการสมัครสมาชิกอยู่รวมทั้งหมด 80 เงื่อนไขเป็นสมาชิก คือ หนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และประกอบธุรกิจอยู่ สองไม่เคยมีประวัติทำธุรกิจที่เสียหายตามกฎหมาย รวมทั้งต้องได้ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการทำธุรกิจขายตรง สรุปคือ หากเป็นบริษัทผ่านการตรวจสอบจาก สคบ. แล้วต้องเป็นบริษัทดำเนินกิจการที่ดีอยู่แล้ว


เป้าหมายตั้งสมาคมที่ 4 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการพัฒนาในวงการธุรกิจขายตรง ให้เป็นธุรกิจที่สำคัญและสามารถพัฒนาประเทศได้ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ รวมทั้งทำให้ทุกคนเข้าใจธุรกิจขายตรงทั้งวงการว่า เป็นอาชีพสุจริต


การพัฒนายกระดับธุรกิจขายตรงนั้น สมาคมมีโครงการใหญ่ 2 โครงการที่จะขับเคลื่อน คือ แก้กฎหมายครั้งใหญ่ และทำวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สองสิ่งนี้เป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้สมาคมเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการขายตรงนี่คือ เป้าหมายเบื้องต้นของสมาคม


ก่อเกิดบนฐาน ความแตกต่าง


สมาคมที่ 4 จะแตกต่างจาก 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วคือ ทั้ง 3 สมาคมที่มีแล้วก่อตั้งและบริหารโดยคนขายตรงล้วนๆ แต่ผลงานที่ทำ มันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ทั้งวงการ ส่วนใหญ่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ตัวเองมีสมาคม และใช้สมาคมในการประสานงานกับภาครัฐและสังคมเป็นหลัก แต่ไม่ใช้สมาคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญขึ้นมาในวงการขายตรง


สมาคมที่ 4 ที่ตั้งขึ้นมานี้ จะคำนึ่งถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงคุยกันอยู่แค่ไม่กี่สิบบริษัท แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแค่ไม่กี่สิบบริษัท แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น มันจะเป็นผลดีมหาศาลกับคนทุกคนในวงการขายตรงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


มีคนถามเหมือนกันว่า มีสมาคมอยู่ 3 สมาคมแล้วจะตั้งอีกทำไม ผมจึงขอถามกลับไปว่า มีอยู่ 3 สมาคมแล้วทำอะไรกันอยู่บ้าง (เน้นเสียงและมีสีหน้าจริงจัง) ทำไมอีกหลายๆ อย่างคุณและเขาจึงไม่ทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งสมาคมที่ 4 ขึ้นมา เพราะภารกิจที่จะมาช่วยกันพัฒนาวงการขายตรงยังมีอีกเยอะมากเลย


สิ่งที่สมาคม TDNA แตกต่างจาก 3 สมาคมนั้น มีอยู่มากมายเลย หนึ่งคนที่มาขับเคลื่อน มาก่อตั้ง มาวางแผนทำงานสมาคม โดยมีผมเป็นเลขาธิการสมาคม ทำหน้าที่เหมือน เสนาธิการ วางแผน วางยุทธศาสตร์ทั้งหมดว่า สมาคมจะเดินไปอย่างไร โดยมีพี่นิโรธ (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นนายกสมาคม ซึ่งมาจากข้าราชการที่เป็นนักกฎหมาย เคยกำกับดูแลกฎหมายขายตรงในฐานะเป็นเลขา สคบ. มาตั้งแต่แรกที่มีก.ม.ขายตรงใหม่ จนเกษียณ แล้วมาเป็นนายกสมาคม


ผมโดยอาชีพการทำงานมา ไม่ใช่คนขายตรง แต่เติบโตมาจากคนทำหนังสือพิมพ์ มาทำข่าว เป็นคอลัมนิสต์ และมาเป็นบรรณาธิการข่าวที่สยามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และเป็นคนแรกที่เจาะลึกข่าวในประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเขียนคอลัมน์ในเชิงตีแผ่ในสิ่งที่ดีและไม่ดีต่างๆ ในวงการขายตรง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างชัดเจน


ความแตกต่างของสมาคมที่ 4 มีความชัดเจนคือ บุคลากรที่มาผลักดันและขับเคลื่อนสมาคมนั้น มาจากคนที่เข้าใจธุรกิจขายตรงหลายมิติ ไม่ได้เป็นคนที่มาในฐานะทำธุรกิจอย่างเดียว หรือคำนึงเฉพาะผลประโยชน์ แม้ในปัจจุบันผมจะมีฐานะเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท นีโอ ไลฟ์ และเหมือนเป็นคนทำธุรกิจขายตรง แต่แบ็กกราวด์ของผมก็มาจากมิติอื่น และเป็นมิติอื่นที่ผ่านความลุ่มลึกในเรื่องขายตรงมาทุกแง่มุม นี่คือสิ่งสำคัญ (เน้นเสียง)ผมขอย้ำว่า นี่คือจุดสำคัญที่สมาคมอื่นไม่มีบุคลากรแบบนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของสมาคมที่ออกมามันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสมาคมอื่น และทำให้เราไม่เหมือนกับสมาคมอื่น เพราะเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนในการทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจขายตรงและเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศขึ้น


ผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง


ทุกวันนี้การขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ไม่ได้เคลื่อนด้วยความโดดเดี่ยว เพราะผมมีวิธีสร้างสมาคมโดยไม่เน้นความโดดเดี่ยว ผมมีความคิด มีแนวทางมาก่อนที่ยังไม่ได้ทำสมาคมด้วยซ้ำ เรามีพันธมิตรที่มาร่วมคือ สคบ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ศูนย์อาเซียนซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมการค้ากวางตุ้งภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีน


3 หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคม TDNA แล้วรวมกับ นสพ.สยามธุรกิจและสยามธุรกิจ แชนแนล (สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) ที่เป็นผู้สนับสนุน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านคือ แก้ ก.ม.และทำวิจัยธุรกิจขายตรง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนให้สมาคมเป็นสมาคมหลัก เป็นสมาคมใหญ่สุดของธุรกิจขายตรง และเป็นสมาคมที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการขายตรงไทยภายใต้แนวคิด รวมพลังสร้างขายตรงยุคใหม่ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมที่ต้องการเดินไปข้างหน้า


ยุทธศาสตร์การสร้างขายตรงยุคใหม่คือ การเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจขายตรงคือ การเสนอแก้ ก.ม.ในหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การเสนอให้ตั้งสำนักงานกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นมาเฉพาะ ในปัจจุบันนี้การกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นอยู่กับ สคบ.ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 6 คนที่มาดูแลขายตรง แต่ สคบ.ทั้งสำนักงานมีงบประมาณมาดูแลคนทั้งประเทศ 65 ล้านคน เพียง 200 ล้านบาทเศษๆ โดยในจำนวนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 6 คนมาดูแล กำกับธุรกิจขายตรง


ถามว่า ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดนับแสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศต้องใช้คนเพียงเท่านี้ดูแลพอหรือไม่ (เน้นเสียง) แน่นอนมันไม่พอ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม. แล้วตั้ง สำนักงาน ให้ได้ การไปเสนอรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะให้เกิดได้รวดเร็ว ทันทีได้


สำนักงานขายตรงจะเกิดประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจได้ เพราะจะมีกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อคอยดูแล กำกับ ให้ความรู้กับธุรกิจขายตรงอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ต่อสังคมและผู้ประกอบการได้อยู่ภายใต้กรอบก.ม.อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มียอดขายมากๆ แต่บริษัทเล็กกลับไม่ได้รับการดูแล สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ


สิ่งสำคัญเหล่านี้ เมื่อตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลเฉพาะจะทำให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับงาน มีเพียง 6 คนแค่รับเรื่องการจดทะเบียน สคบ.ก็ล้นมือ ดังนั้นการตรวจสอบผู้ประกอบการด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อไม่มีสำนักงานเฉพาะจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดผู้ประกอบการมาแอบแฝงดำเนินธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ จนทำให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมเสื่อมเสีย นอกจากนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่น้อยยังมีผลกระทบต่อการจัดมาตรฐานให้ผู้ประกอบการได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งสามารถสนองต่อประชาชนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของบริษัทต่างๆ ได้


แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทัน แค่ตรวจเอกสารอย่างเดียวก็ทำงานไม่ทันแล้ว ดังนั้นการจะไปกำกับ ดูแล ส่งเสริม เลิกพูดเลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี มันทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงว่า ปล่อยให้ทำธุรกิจกันไป ถ้ามีการร้องเรียนกันมา มีเวลาก็ไปดูอะไรประมาณนี้ มันเหมือนว่า ทำไปตามมีตามเกิดนะ


อย่าลืมนะครับ ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทนั้น เรากำลังให้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้ ก.ม.ในอนาคต ในทุกวันนี้มูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรงยังไม่มีข้อมูลที่เกิดจากการรวบรวมให้ชัดเจน


ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงต้องลงมาจับเรื่องการวิจัย และใช้งบประมาณจ้างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.6 ล้านบาท มาทำวิจัยเรื่องขายตรงโดยเฉพาะและใช้งบประมาณมากที่สุด ใหญ่ที่สุดของวงการขายตรง ให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกมิติ และวันที่ 3 มิ.ย.จะลงนามในสัญญาจ้างกัน โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน เสร็จภายในปลายปี 2556


คำถามคือ ทำไมต้องไปทำงานวิจัยเพราะว่า การผลักดันให้ตั้งสำนักงานนั้นต้องผ่านการแก้ ก.ม.ของคณะรัฐมนตรี ของสภา หากไม่เข้าใจจะทำให้ล้มเหลวได้ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสำนักงานที่จะตั้งที่จะมีประโยชน์ต่อการช่วยระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้เข้าใจระบบธุรกิจขายตรง มองเห็นความสำคัญชัดเจน นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของเราที่สมาคมกำลังทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจขายตรงและสังคมส่วนใหญ่ เนื่องขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทมันช่วยให้หนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ สมมติว่า หยุดตลาดขายตรงไปเลย มูลค่าหายไปเป็นแสนล้าน คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีเงินเลย มันเกิดอะไรขึ้น คนตกงานมหาศาล รัฐบาลต้องเข้ามารับรองคนเหล่านนี้ นี่จึงต้องแก้ ก.ม.เพื่อตั้งสำนักงานขึ้น


การไปแก้ ก.ม.และเสนอตั้งสำนักงาน ถ้าไม่มีข้อมูลประกอบที่รอบด้านชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมาแล้ว การไปผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม.ของสภา หรือผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะไม่เป็นผล สิ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการทำวิจัย แล้วนำเสนองานวิจัยต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. วุฒิสมาชิก เพื่อผลักดันให้เกิด


การเสนอแก้ ก.ม.ไม่ใช่ทำตามขั้นตอนด้วย การจัดร่าง ก.ม. เสนอ สคบ. เสนอครม.ให้พิจารณา แล้วเข้าสภา มันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นการพูดแบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่เรากำลังทำทั้งกระบวนการ


ถามว่าสิ่งเหล่านี้ คือ การทำทั้งกระบวนการเพื่อผลักดันให้ตั้งสำนักงานอย่างจริงจังนั้น เคยมีใครทำหรือไม่ ไม่เคย ถามว่าเคยมีคนพูดหรือไม่ว่าอยากได้สำนักงาน เคยมี แต่ไม่มีใครทำ และยุทธศาสตร์ในการทำก็ไม่เคยมี แต่สิ่งที่สมาคม TDNA ที่ผมกำลังวางแผนทำอยู่นี้ มันจะไปเป็นกระบวนการ ดังนั้น การเกิดของสมาคมนี้ จะไม่มีเหมือนสมาคมอื่นๆ ที่มีมาแล้วแน่นอน


ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ไม่สามารถแอบแฝงในธุรกิจขายตรงนี้ ขายตรงจะมีศักดิ์ศรีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น มีมาตรฐานจริงๆ นี่เป็นการสร้างขายตรงยุคใหม่ แบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่และสำคัญ












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เงินน้อย ของแพง!







670000-img-1365433488-1 (Mobile)


กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนกับปัญหาที่คนไทยต้อง ประสบอยู่ในเวลานี้ ด้วยการขึ้นราคาของบรรดาสินค้า และบริการพื้นฐานหลายสิ่ง หลายอย่าง ที่เราๆ ท่านๆ ต้องใช้ ต้องจ่าย


ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของค่าไฟ ค่าก๊าซ ค่าทางด่วน ที่เดิน จูงมือขึ้นราคาในชนิดไม่ยอมน้อยหน้า


เรื่องนี้ผลักดันให้อนาคต สินค้า และบริการต่างๆ คงต้อง ปรับราคาขึ้นตาม ส่วนรายได้ของแต่ละคนแต่ละท่าน คงยากที่ จะปรับขึ้นตาม


รายจ่ายมากขึ้น รายรับเท่าเดิม กลายเป็นเรื่องที่สร้างความเครียดให้ปวดศีรษะ


เหตุนี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงชีพด้วยการ มีรายรับจากทางเดียวได้อีกต่อไป


หลายคนพยายามที่จะหาวิธีการสร้างรายรับด้วยตัวเอง บ้างก็ดี บ้างก็ล้ม ซึ่งเป็นธรรมดาในการลงทุนที่ต้องมีความเสี่ยง จะแตกต่างกันบ้าง ก็เพียงความมากความน้อยที่ไม่เหมือนกัน


แล้วอะไรจะการันตีความเสี่ยงในการลงทุนที่น้อยที่สุด


จริงๆ ผู้เขียนก็ไม่ทราบ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของความถนัด รวมถึงความพร้อมมากกว่า


แต่หากจะให้ยกตัวอย่างอาชีพดีๆ ที่พอจะเป็นรายได้เสริม ผู้เขียนก็ขอนำเสนอธุรกิจขายตรง หรืออาชีพนักธุรกิจอิสระ เผื่อ ผู้อ่านอาจจะลองนำไปทบทวน


ธุรกิจขายตรงไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีต้นทุน หรือไม่ต้องลงทุนอะไร เพียงแต่การลงทุนในการเป็นนักธุรกิจอิสระ หากจะเทียบ กับสิ่งที่ได้ (หากทำได้) อาชีพขายตรงน่าจะเป็นอาชีพหนึ่งที่ไม่ ต้องลงทุนอะไรมากมาย


จุดแข็งของธุรกิจขายตรงคือ เราสามารถลงทุนด้วยเม็ดเงิน ในระดับหนึ่ง โดยที่บริษัทต้นสังกัดจะคอยสนับสนุนช่วยเหลือ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เราไม่ต้องค้นคว้า หรือสร้างขึ้น มาเอง เพราะแต่ละบริษัทก็มีสินค้าที่จะตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้


สื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ที่บริษัทจะคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญใครที่ยังไม่มีวิธีในการขาย แต่ละบริษัทขายตรงก็มีหลักสูตรอบรม ปลุกความเป็นนักขายให้กับคุณได้เป็นอย่างดี


ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นปัจจัยหลักๆ ที่บริษัทขายตรงดีๆ ใหญ่ๆ ต่างมีให้คุณ ซึ่งเป็นเรื่องดีกว่าสำหรับคนที่มีทุนน้อย กับ การที่ต้องทำอะไรขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้อีกทางให้กับตนเอง


แต่ในมุมกลับ จุดอ่อนของธุรกิจขายตรง คือ การเล่าจุดลบ แบบปากต่อปาก จากผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจนี้ ตามความคาดหวังอันมหาศาลที่พวกเขาเหล่านั้นตั้งไว้ในวันเริ่มต้นเป็นนักธุรกิจขายตรง


ส่งผลให้การพูดต่อจากคนสู่คนถึงจุดลบที่มาจากความคาดหวัง ทำให้ขายตรงกลายเป็นปิศาจกันหลายต่อหลายคน


ทำขายตรง รวยได้จริง เปลี่ยนชีวิตท่านได้จริง แต่ไม่ใช่กับคนที่มัวแต่นั่งเพ้อฝัน ว่าขายตรงเป็นอาชีพที่ไม่ต้องทำอะไร แล้วเงินจะเข้ากระเป๋าเราเอง เพราะนี่เป็นความคิดที่ผิดถนัด


ขายตรงไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่หากไม่พยายาม ตั้งใจ และทุ่มเทแรงกาย แรงใจ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จ


ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงของธุรกิจขายตรง หากคุณทำได้ คุณ ก็ย่อมได้รับสิ่งที่คุณคาดหวัง


หลายคนเกิดมาเพื่องานขาย ต่างกับหลายคนที่ไม่เหมาะ


การเลือกอาชีพอะไรที่จะตอบโจทย์ชีวิตในช่วงของการ ปรับตัวกับราคาข้าวของแพงที่เกิดขึ้น


โปรดพิจารณาให้ดี เลือกให้ดี ที่สำคัญเลือกในสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขกับมัน โดยที่ไม่ลืมว่า


ในโลกนี้ไม่มีอะไรง่าย โดยเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

บ.ขายตรงขาดวิสัยทัศน์ ปฏิเสธให้ข้อมูลวิจัย ม.หอการค้า TDNA ยันแก้ ก.ม.เพื่อส่วนรวม







20120649041349 (Mobile)

 


"นิโรธ เจริญประกอบ" นายก TDNA ออกโรงย้ำ นำข้อมูลงานวิจัย ม.หอการค้าไทยไปแก้ไขกฎหมายขายตรงเพื่อส่วนรวมล้วนๆ ไม่ได้มีประโยชน์อื่นแอบแฝง หลังได้รับแจ้งการปฏิเสธให้ข้อมูลจากบางบริษัท ยันพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกบริษัททุกสมาคมฯ ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง เผยเตรียมให้ สคบ. เป็นสื่อกลางผสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมฯ ต้นสังกัดบริษัทที่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์งานวิจัยฯ ชี้ข้อมูลจะเป็นตัวแปรสำคัญในการยกระดับวงการ MLM สู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต


จากการที่ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ได้ว่าจ้างให้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปประกอบในการนำเสนอให้ภาครัฐได้เห็นถึงข้อดี และปัญหาของธุรกิจขายตรง ก่อนสู่การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย และเพื่อให้ข้อมูลที่จะได้มาเป็นประโยชน์ต่อวงการขายตรงโดยรวม ล่าสุดทางสมาคมฯ TDNA ได้รับแจ้งจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกบางสมาคมฯ


เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า ตนทราบมาจาก "อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย" ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทยว่า ที่ผ่านมาจากการเดินหน้าหาข้อมูล เพื่อทำงานวิจัยที่ได้รับมอบหมายจาก TDNA ต้องประสบปัญหาการให้ความร่วมมือจากบางบริษัทขายตรง ในการเปิด เผยข้อมูลที่ทางทีมงานการวิจัยต้องการ


"เป็นเรื่องน่าเสียดายที่บางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ซึ่งจากที่ทางสมาคมฯ ประกาศ ตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นว่า สิ่งที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการไปนั้น ทุกสิ่งทำเพื่อประโยชน์ โดยรวมของวงการขายตรงไทย ซึ่งไม่ใช่การกระทำเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพียงทำเพื่อประโยชน์กับบริษัทสมาชิก ซึ่งทุกอย่างที่สมาคมได้ทำก็เพื่อยกระดับวงการขายตรงทั้งหมดเท่านั้น" นายก TDNA กล่าว


โดยการทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ทาง ม.หอการค้าไทย ต้องการเพียงข้อมูลที่เป็นความจริงถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปสู่การผลักดันแก้ไขกฎหมายขายตรง เพราะจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่จะทำให้ภาค รัฐได้เห็นถึงข้อเท็จจริง ส่วนเหตุผลที่บางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลสำรวจวิจัย ตนไม่ต้องการมองใคร หรือ บริษัทใดในภาพลบ หรือเจตนาไม่ดี ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบริษัทขายตรงบางบริษัท ถึงไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งที่ข้อมูลต่างๆ ที่ ม.หอการค้าไทยต้องการนั้น ก็ไม่ใช่ข้อมูล ที่เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่อย่างใด


อย่างไรก็ดี ในปัญหานี้ ทาง "อ.ธนวรรธน์" ผอ.ศูนย์พยากรณ์ ได้หารือกับตนว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นไปใน รูปแบบของการปฏิเสธในทันทีจากบางบริษัท


ในส่วนของวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ นายก TDNA กล่าวว่า ขณะนี้ก็ได้ ขอความร่วมมือไปยัง สคบ. เพื่อให้เป็น หน่วยงานกลางในการผสานความร่วมมือกับบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผย ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการทำวิจัยดังกล่าว


"ที่ผ่านมา บางบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ ม.หอการค้าไทย อาจเป็นเพราะ ความที่ยังไม่เข้าใจ หรืออาจเป็นเพราะ ม.หอการค้าไทย ติดต่อไปถึงกลุ่มพนักงาน ซึ่งในระดับผู้บริหารอาจยังไม่ทราบเรื่องก็เป็นไปได้ ส่วนเรื่องว่าบางบริษัท หรือ บางสมาคมอาจมองว่า TDNA เป็นคู่แข่ง นั้น ผมก็ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น เพราะสมาคมฯ ยืนยันว่า ต้องการทำเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม ซึ่งไม่ได้ต้องการให้เกิดประโยชน์ เพียงกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น" นายก TDNA กล่าว


"ในที่สุดแล้วเชื่อว่า งานวิจัยที่ทาง TDNA ได้ร่วมกับ ม.หอการค้าไทย ในการ ทำข้อมูลแบบทุกมิตินี้ขึ้น จะสามารถเสร็จ ตามเวลาที่กำหนดในช่วงเริ่มต้น คือ จะสามารถแล้วเสร็จได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจะเป็นประโยชน์ และยกระดับ วงการขายตรงได้อย่างเป็นรูปธรรม"


โดยในเรื่องนี้นายนิโรธกล่าวย้ำว่า จะส่งผลดีไปในทุกกลุ่มคนที่มีส่วนในธุรกิจขายตรงไทย ทั้งกับผู้ประกอบการ, ผู้บริโภค แม้กระทั่งสมาชิกนักธุรกิจจากทุกบริษัท ซึ่งข้อมูล และผลงานวิจัย จะส่งผลที่ดีไปในทุกภาคส่วนรวมถึงภาครัฐก็จะสามารถ ทำงานได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น


"ที่ผ่านมาเราพยายามดำเนินงานให้เป็นประโยชน์กับวงการขายตรงมากที่สุด โดยจะผลักดันให้มีการตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลวงการขายตรงโดยเฉพาะ โดยพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกบริษัท ทุกสมาคมฯ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อจะได้ช่วยกันกำหนดอนาคต และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อต้องการให้ธุรกิจขายตรงเติบโตได้อย่างเต็มภาคภูมิ มั่นคงและยั่งยืน"


ทั้งนี้ ปัจจุบัน "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" มีบริษัทสมาชิกแล้ว ทั้งสิ้น 25 บริษัท ซึ่งมีอีกหลายบริษัทที่กำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบ เพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในอนาคต ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ ทาง TDNA มีความคาดหวังว่า สมาคมฯ จะมีสมาชิกรวม 30 บริษัทเป็นอย่างน้อย ซึ่ง ตนคาดหวังว่าในอีกไม่นานสมาชิกของสมาคมฯ จะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50 บริษัท เพื่อหวังให้เกิดพลังในการผลักดันการทำงานต่างๆ ของสมาคมฯ


"ล่าสุด บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด ได้ เข้ามาเป็นสมาชิกของ TDNA โดยทางสมาคมฯ ได้เตรียมจัดงานพบปะพูดคุยกับ สมาชิกของสมาคมฯ โดยที่ "ไทยเฮลท์" จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดย TDNA จะเป็นตัวกลางในการทำงาน และดูแลบริษัทสมาชิก เพื่อผลักดันแผนงานต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง และพร้อมทำงานเพื่อ ยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม ในอนาคต" นายนิโรธ กล่าว


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

สร้างความน่าเชื่อถือ







Capture (Mobile)


การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำขายตรง ซึ่งจะมีผลต่อทัศนคติในเชิงบวกของผู้บริโภค สามารถ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจขายตรง จนนำไปสู่ความพึงพอใจ ของผู้บริโภคและทีมงาน โดยต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและ ทันสมัยในรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องและเหมาะสมกับ สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น นักขายตรงต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าด้วยความเต็มใจที่จะช่วยเหลือ มีความพร้อม รวดเร็ว ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าไม่มีความยุ่งยาก และมีความเสี่ยงน้อย สร้างให้เกิดความมั่นใจ สะท้อนในภาพลักษณ์ ที่ดีของบริษัท และบุคลากร


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะนำเสนอสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีแผนการดำเนินงานสู่โอกาสและ รายได้ ซึ่งมีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรมต่อนักขายตรง และง่ายต่อความสำเร็จในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ทางด้านการบริหารจัดการ และฐานะความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคได้


การสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจขายตรงนิยมกระทำกัน หลายวิธี ได้แก่


1.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยคุณภาพสินค้า ใช้แล้วต้องบอกต่อหรือแนะนำบุคคลอื่น สำหรับวิธีนี้ใครที่จะนำมาใช้จะต้อง ได้รับการศึกษาทำความเข้าใจตลอดจนได้ทดลองใช้สินค้า และได้ผลจริงๆ ตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ อาทิ อาหารเสริมเพื่อลดความอ้วน ถ้าคนที่ใช้เคยอ้วนและตอนนี้ผอมแล้วเนื่องจากใช้ผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวเมื่อไปบอกยังบุคคลอื่นก็จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ได้ง่ายยิ่งขึ้น


2.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม เป็น การสร้างความชอบธรรมให้กับธุรกิจและผลิตภัณฑ์โดยการสรรค์สร้างกิจกรรมที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ชุมชนยอมรับ ซึ่งไม่ได้หวังผลยอดขายโดยตรงแต่เป็นการหวังผลทางอ้อมด้วยการอาศัยกิจกรรมที่สื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้ที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งได้จัดทำขึ้น กิจกรรมดังกล่าวเช่น การมอบทุนการศึกษาให้กับลูกหลานของสมาชิก หรือมอบทุนให้กับคนด้อยโอกาส การบริจาคสิ่งของสำหรับผู้ประสบภัยต่างๆ หรือการจัดกิจกรรมตามเทศกาล หรือ การสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลอื่นๆ


3.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างอิงผู้สำเร็จหรือผู้ที่เคยใช้แล้วเห็นผลหรือผู้ที่ทำได้จริง การกระทำลักษณะนี้ บางครั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากบุคคลที่จะนำมาอ้างอิง และ ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพนั้นๆ ด้วย อาทิ การขายอาหารเสริมแล้วอ้างอิงว่าได้การรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็จะต้องมีการระบุอย่างชัดเจน ถูกต้อง และเป็นจริง และอีกสิ่งหนึ่งที่นักขายตรงนิยมนำมาอ้างอิงก็คือ ความสำเร็จของสมาชิกอาจเป็น ในลักษณะการอ้างถึง หรือให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จมาเล่าให้ฟังก็ได้


4.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการนำเสนอข่าวของภาคสื่อมวลชน ปัจจุบันก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมากทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือเคเบิลทีวี ตลอดจนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ การ นำเสนอข่าวของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความ เชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังถึงเนื้อหาข่าวหรือการใช้คำอย่างเหมาะสม เป็นจริง ตรงไปตรงมาอาจจะมีผลทางเชิงบวก และเชิงลบ โดยเฉพาะในปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารที่ไร้ขอบเขตและข้อจำกัด ทำให้ผู้บริโภครับรู้ข่าวสารได้อย่างฉับไว


ทั้ง 4 ประเด็นก็เป็นตัวอย่างที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับ ธุรกิจขายตรง ซึ่งหลายๆ บริษัทก็ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ละที่สำคัญต้องนำมาใช้อย่างถูกต้อง เป็นจริง ด้วยความจริงใจ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บริโภคทั้งหลายก็จะต้องใช้สติ วิจารณญาณในการไตร่ตรองก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือสมัคร สมาชิกของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ใช่ว่าเห็นแต่รายได้หรือผลประโยชน์ อื่นใดมายั่วยุจนทำให้ความโลภบังตาตัดสินใจลงไปโดยขาดสติยั้งคิด..ขอให้ทุกคนทำขายตรงอย่างมีสติและยึดมั่นในจริยธรรม จรรยาบรรณ แล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จ





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : ช้านักก็ต้อง 'ซื้อ' !







Currency-Exchange (Mobile)

 


วันนี้กับวงการขายตรงบ้านเรา ประเด็นการซื้อหัวบริษัทขายตรงที่มิได้ทำกิจการแล้ว เปลี่ยนเจ้าของใหม่ แล้วลุยขายตรง หรือประเด็นความล่าช้าในการออกใบอนุญาตของธุรกิจขายตรงที่ขอจดทะเบียนใหม่ จาก สคบ. ยังคงเป็นประเด็น "ทอร์คออฟเดอะทาวน์" กันในวงการนี้กันต่อไป เอาแค่สองประเด็นนี้ ในมุมมองของผู้เขียน หากให้ผู้เขียนมองในมุมของเอกชน ก็น่าจะมีมุมมองที่แตกต่างไปจากราชการ

อย่างเหตุและผลของการซื้อหัวบริษัทขายตรงที่มีใบอนุญาตจาก สคบ.อยู่แล้ว ถ้าเรามองเป็นเรื่องปกติ ก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่หากมองไม่ใช่เรื่องปกติ ก็อาจว่ากันได้ ที่ว่าเป็นเรื่องปกติในมุมมองเอกชน อาจมองว่า ขี้เกียจเสียเวลายื่นจด สคบ. ใหม่ ซื้อแล้วเปลี่ยนกรรมการ เปลี่ยนชื่อบริษัท ก็เสร็จเรื่อง ส่วนจะเปลี่ยนแผนจ่ายผลตอบแทนใหม่หรือไม่ค่อยว่ากันอีกครา ส่วนมากผู้ที่ซื้อหัวบริษัทที่ผ่าน สคบ. แล้ว เกือบ 100% มีการปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนแน่นอน โดยแจ้งไปยัง สคบ. เป็นลายลักษณ์อักษร ขอเปลี่ยนแผน เปลี่ยนคณะกรรมการ หรือบางทีพ่วงโลโก้ใหม่แถมไปด้วย การซื้อหัว ถามว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบคือ "ถูก" เหมือนกับการเทคโอเว่อร์บริษัท ซึ่งสำหรับขายตรงในยุคที่ผ่านลายเซ็นต์ยากในสมัยปัจจุบัน

แต่ในมุม สคบ. อาจมองว่า กลุ่มคนบางกลุ่มขอยื่นจดทะเบียนขายตรง กับ สคบ. เพื่อไปจำหน่ายต่อ ปัจจุบันนี้ก็มีมากพอสมควร คนพวกนี้ทำกันเป็นกระบวนการ หรือไม่ก็ทำหน้าที่จัดหาให้ บอกขายกันในราคาตั้งแต่หลักล้าน ลดหลั่นมาจนถึงหลักหมื่น ต่อ 1 หัวบริษัท ปัจจุบันก็เลยเกิดอาชีพใหม่แฝงเข้ามาในวงการนี้การซื้อหัว สคบ. ปัจจุบัน เอกชนคงเข้าใจว่า ซื้อหัวที่ผ่านแล้ว หมายความว่ากฎหมายคงรับรองไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะขอยื่นจดแผนใหม่ กฎหมายก็คงให้อภัยในช่วงที่ข้อยื่นจดแผนใหม่ ทั้งๆ จริงๆ ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี หากดำเนินแผนการตลาดแผนใหม่ โดยยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก สคบ. เพียงแต่อาจเข้าใจว่า สามารถประนีประนอมกันได้ ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง เหมือนกับ ดำเนินธุรกิจแล้วยังไม่มี สคบ. เลย ในทางกลับกัน ผู้เขียนคิดว่า สถานการณ์นี้ป้องกันได้ หาก สคบ. ไม่เป็นอย่างที่เขาเล่าว่า ยุคคุณ "จิรชัย" นั่งเลขาฯ เซ็นต์อนุมัติใบอนุญาตยากที่สุดในประวัติศาสตร์

นี่ก็เหมือน "เหล้าเก่า ในขวดใหม่" ที่เราเก็บมาตอกย้ำกันอีกรอบ สาธุๆ ผู้เขียนอาจเข้าข้างท่านว่า คงมีเหตุและผลหลายประการที่ท่านจำเป็นต้อง "สะตริ๊ก" ในการออกใบอนุญาตแต่ละใบเพราะในแวดวงธุรกิจขายตรงบ้านเราปัจจุบัน เสือ สิงห์ กระทิง แรด ก็เยอะเหลือเกินจริงๆ ธุรกิจสีแดง สีเทา สีดำ ก็เยอะเหลือหลายอย่างที่เขาว่า

เจ้าของกิจการบางรายก็เหลือเกินถูกกฎหมายไม่ค่อยชอบ ดันทะลึ่ง เล่นนอกกรอบกันอย่างเดียว อย่างบริษัทขายตรงแถวอิมพีเรียล ลาดพร้าว ก็มีบางบริษัท เล่นบทเอกชน ไม่สนกฎหมายยังไง ยังงั้น ตั้งท่าจะระดมเงินโกยเข้ากระเป๋าท่าเดียว แต่ แต่! ผู้เขียน อยากให้ท่านเข้าใจว่า การดำเนินธุรกิจขายตรงนั้น ไม่ใช่ว่ารอให้ผ่าน สคบ. ก่อนแล้วค่อยเปิดกิจการ บางครั้ง ผู้ประกอบการเขาดูที่จังหวะ โอกาส และต้องเตรียมงานล่วงหน้าเกิน 2 เดือน ถ้ามัวรอใบอนุญาตออกมาก่อน ซึ่งไม่รู้ปีไหน ถ้าแผนที่ยื่นไม่ได้โอเว่อร์อะไร ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร ผู้เขียนคิดว่า ท่านก็ไม่ควรดองเค็มไว้อย่างที่เขาร่ำลือกัน เพราะภาคธุรกิจจะได้รับความเสียหาย ไหนต้องลงทุนบุคลากร Back Office ควานหาผู้นำ จ่ายค่าสินค้า เตรียมการไว้เสร็จสรรพ แต่ สคบ. ยังไม่ผ่าน ก็ทำให้ธุรกิจสะดุด

3 เดือนยังไม่ได้ สคบ. แม่ทีมก็หาย สมาชิกก็ขาดความเชื่อถือ ธุรกิจก็ยากที่จะเดินต่อไปข้างหน้า ทุนรอนก็ริบหรี่ 3 เดือนแล้ว ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ก็มีทางเดียวนะท่าน คือ "ถ้าช้านักก็ต้องซื้อหัวชาวบ้าน" อย่างเดียว อะนี่โทษกันไม่ได้ และอย่าได้ขัดขวาง หรือมองในแง่ร้ายกันเชียว


 


 


 


Credit By :http://www.ryt9.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MLM"ไทย-เทศ"เคลื่อนทัพ ดาหน้าขยายสาขาอาเซียน







people-linked (Mobile)


ตลาดอาเซียน กลายเป็นจุดขายกลุ่มบริษัทขายตรงดึงขึ้นเป็นกลยุทธ์ ขยายสาขา บริษัทแม่ "แคทส์ดอทคอม" ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน "สตาร์ซันไชส์" ใช้ปี 56 เป็นปีแห่งการลุยขยายอาณาเขต "ยูนิไลฟ์" เตรียมสินค้าเกษตรลุยเพื่อนบ้าน "ปูแดง" เริ่มปล่อยนักขายล่าสมาชิกชายแดน "แซนสยาม" จับมือ "กรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์" ลุย AEC


นายเกียรติพงษ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ดอทคอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือน ที่ผ่านมาของปีนี้ บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยที่บริษัท ต้องการที่จะขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น เรื่องยอดขาย ในประเทศจึงเพิ่มไม่มากดังที่กล่าว


"สาขาของบริษัทในประเทศไทยมีความพร้อมในการลุยตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มขยายไปแล้วที่ เวียดนาม, ลาว และมาเลเซีย โดยในอนาคตบริษัทต้องการที่จะขยายสาขาไปในประเทศพม่าต่อไป"


"ในเรื่องของการขยายสาขา บริษัทจะขยายไปในรูปแบบการตั้งบริษัทให้มีความคล้ายคลึงสาขาประเทศไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของแผนการจ่าย ซึ่งตอนนี้ติดในเรื่องของภาษี ในแต่ละประเทศ ที่ทำให้การขยายตลาดติดขัดในการทำเรื่องแผนงาน แผนจ่ายอยู่บ้าง" เกียรติพงษ์ กล่าว


โดยที่ผ่านมา บริษัท แคทส์ดอทคอม ได้เริ่มมีการขยาย ธุรกิจไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว และ มาเลเซีย อย่างไรก็ดี นี่ยังถือเป็นก้าวแรกของบริษัทในการทำธุรกิจ ซึ่งเรายังมีโอกาสอีกมากในการเติบโต โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจแคทส์ดอทคอม ในแถบอาเซียน


อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมา แคทส์ดอทคอม บริษัทแม่มีความต้องการที่จะให้ สาขาในประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการ ขยายตลาดในแถบประเทศอาเซียน จากเหตุผลด้วยเรื่องความสะดวกของไทย ที่มี อาณาเขตติดต่อเพื่อนบ้านหลายประเทศในแถบอาเซียน ทั้งยังมีทำเลอยู่ตรงกลาง ของภูมิภาค ซึ่งดูจะพร้อมกว่าที่สาขาแม่ในญี่ปุ่นจะเข้ามาสร้างการขยายตลาดเอง


"ในส่วนของเรื่องโรงงานผลิตสินค้า บริษัทแม่คงต้องดูที่ความพร้อม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาสำรวจความต้องการของตลาด ออกไปอีก หากต้องมีการเปิดโรงงานสินค้า ที่ประเทศไทย ซึ่งในช่วงแรกของการขยาย ตลาดอาเซียน คงต้องเป็นการสั่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นไปก่อน" ประธานใหญ่ กล่าว


ด้านนายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2556 นั้น บริษัทเห็นความ สำคัญของการเปิดตลาดอาเซียน หรือ AEC จึงขยายตลาดไปเปิดสาขายังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดวันและเวลา ในการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มุ่งมั่น ให้ทางพนมเปญเป็นฮับในการเปิดตลาดก่อน เนื่องจากประเทศนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เต็ม 100% เพราะ ฉะนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำตลาดที่ไม่ก่อให้เกิดรอยต่อของธุรกิจที่ทำแบบไบนารี่ หากมีขาทางประเทศไทยสามารถไปต่ออีกขาหนึ่งที่ประเทศกัมพูชาก็ได้


หลังจากนั้นบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายไปเปิดสาขายังประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ที่กฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% เช่นกัน จากนั้นก็จะไปยังประเทศ ลาว ขณะนี้กำลังเจรจาร่วมกันถึงสัดส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งทางประเทศลาวใช้กฎหมายคล้ายกับประเทศไทยที่คนต่างชาติถือหุ้นได้ไม่ถึง 50% แต่ขณะนี้มีลูกค้าซื้อสินค้าของบริษัทเข้าไปใช้และจำหน่ายบ้างแล้ว จึงถือว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน


ในส่วนของนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มองเห็นโอกาสในภาคเกษตรของทางประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งพื้นที่และประชากรส่วนใหญ่ของอาเซียน อยู่ในภาคธุรกิจเกษตรนี้ บริษัทจึงได้มองลู่ทางขยายฐานธุรกิจไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ ลาว, พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้เตรียมการบางส่วนรองรับไว้บ้างแล้ว แต่คงต้องรอความชัดเจน ในกฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมๆ กัน คาดว่าการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 จะส่งผลบวกกับทางบริษัทด้าน การขยายตลาดมากยิ่งขึ้น


ส่วนนายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้เผยว่า "ตอนนี้ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้เจาะตลาดเข้าไปมากนัก เพราะส่วนใหญ่ ธุรกิจจะเป็นลักษณะของการจำหน่ายผ่าน ตัวแทนออกไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผู้นำหลายคนนำสินค้าเข้าไปขายเองตามตะเข็บ ชายแดนต่างๆ และมีเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ลาว, กัมพูชา, พม่า และอินโดนีเซีย ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเราเป็นจำนวน มาก สั่งครั้งละประมาณ 100-200 ตัน แสดงให้เห็นว่า สินค้าจากบริษัทเราได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการแถวๆ เพื่อนบ้านต้องการทำธุรกิจกับเรา บริษัทก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่แน่นอน"


ด้านนายสมชาย อินทิราวรนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยว่า "ตอนนี้เราได้จับมือกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับตลาดอาเซียน และเพื่อความสะดวกในการทำการค้า จึงได้มีการทำ "เทรดแฟร์" รวมถึงสร้าง "บิสซิเนสแมชชิ่ง" เพื่อหาคนเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรามากๆ"


"ตอนนี้เรามีพันธมิตรอย่าง เวียดนาม, จีน, ฟิลิปปินส์, ลาว, พม่า, มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ในส่วนของประเทศจีนค่อนข้างเป็นตลาดใหญ่ เราได้พยายามเร่งสร้างแบรนด์ ขายปลีก ขายส่ง โดยได้ไปทำตลาดที่เมืองเซี่ยงไฮ้มา ถือว่า น่าสนใจมาก เราตั้งใจจะเปิดกว้างเพื่อให้นักธุรกิจที่นั่นได้ดำเนินธุรกิจได้หลายรูปแบบ"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บ่อน้ำมัน"อีสาน"







isan (Mobile)


เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปที่ จ.ขอนแก่น จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสาน ตามภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก หรือครั้งที่สองที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทาง ไปย่ำเลาะ พร้อมชมบรรยากาศในพื้นที่ราบสูงของไทย แต่นี่เป็น ครั้งที่นับไม่ถ้วน โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น แหล่งมักคุ้นของผู้เขียน

จากการสังเกตด้วยสายตาในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะเขตเมือง สิ่งหนึ่งที่พบเห็น คือ การผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดของศูนย์ สาขาของบริษัทขายตรง

ทำไมภาคอีสานถึงได้รับความนิยมจากบริษัทขายตรงจนต้องดิ้นรนจับจองหัวหาดสำคัญเพื่อเปิดศูนย์ธุรกิจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน คือ ขุมทรัพย์ของวงการขายตรง ด้วยเนื้อที่ที่มีอยู่กว่า 1.6 แสนตารางกิโลเมตร ภาคอีสาน กลายเป็นภูมิภาคที่มีเนื้อที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ อีกทั้งจำนวนประชากรมีมากกว่า 21 ล้านคน สิ่งนี้ยิ่งเย้ายวนใจให้บริษัทขายตรงต้องชิงตลาดฟาดฟันชนิดใครดีใครอยู่ กรุงเทพฯ ถูกวางเป็นตลาดหมายเลข 1 ของวงการขาย ตรงรวมถึงวงการธุรกิจอื่นๆ แต่หากจะนับเป็นภูมิภาค อันดับที่ ทำเงินให้กลุ่มบริษัทขายตรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นภาคอีสาน ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันของกลุ่มบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ วันนี้ภาคอีสานไม่เหมือนอดีตที่ผู้คนเคยตราหน้าว่าเป็น ภูมิภาคด้อยพัฒนา แห้งแล้ง ยากจน ไร้ซึ่งมนต์เสน่ห์แห่งการไปเยือน จนคนในภูมิภาคหลั่งไหลออกจากภูมิลำเนา เพื่อไปทำมาหากินพื้นที่อื่น แต่ทุกวันนี้ภาคอีสานกลายเป็นภูมิภาคที่กำลังพัฒนา การ ทำไร่นาเริ่มถูกเปลี่ยนด้วยการทำอุตสาหกรรมอื่นๆ ผู้คนมีการมีงานทำที่ดีขึ้น หลายพื้นที่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้มากกว่าการทำไร่ทำนาที่ได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องเพราะต้องพึ่งฟ้าฝนที่แปรปรวนเกินคาดเดา ผู้คนเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน โดยเฉพาะพื้นที่ หรือเขตจังหวัดไหนที่มีน้ำมากหน่อย ก็จะมีการปลูกยาง พาราพืชเศรษฐกิจยอดนิยมจากทางภาคใต้

ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้คนของภาคอีสานมีกำลังซื้อมากขึ้น เมื่อกำลังซื้อเพิ่ม ไม่มีเหตุผลอะไรที่บรรดาธุรกิจแขนงต่างๆ จะออกไปเปิดธุรกิจทำตลาด ยิ่งกลายเป็นว่างานมารายได้เพิ่ม ขึ้นไปอีก บรรดาธุรกิจขายตรงใช้ช่วงจังหวะนี้ เปิดธุรกิจดำเนินการ เต็มรูปแบบ ปลูกฝังการสร้างรายได้เสริมเข้าไป ทุกอย่างทำให้ ลงตัว และยิ่งบริษัทใดมีสินค้าที่ตอบโจทย์คนในภูมิภาคนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ผู้คนแห่เข้าร่วมงานสร้างเครือข่ายนับยอด ขายไม่ทัน

ธุรกิจขายตรง มีจุดเด่นคือการเป็นธุรกิจแห่งการสร้างโอกาส ผู้คนที่เข้ามาสามารถร่ำรวยได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องขนเงินใส่กระสอบมาลงทุน เพียงแค่ค่อยๆ ขยับ ทำธุรกิจอย่างจริงจัง ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้

วันนี้บริษัทขายตรงมากมายเกิดขึ้นในภาคอีสาน ยอดขาย ของหลายบริษัทพึ่งภาคนี้เป็นส่วนใหญ่ และยิ่งมองไปอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้าด้วยแล้ว เมื่อความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียนเกิดขึ้น ภาคอีสานก็ยิ่งมีความสำคัญโดดเด่นขึ้นมาอีกมหาศาล และยิ่งพื้นที่ ที่ติดกับ 2 ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา และลาว อีสานเปรียบประหนึ่งบ่อน้ำมันบ่อใหญ่ที่รอการขุด ใครสามารถแชร์ตลาดในภาคนี้ได้มากกว่า ย่อมหมายถึง การเป็นเจ้าตลาดในภูมิภาค การจะโกยเงินสกุล "เรียล" หรือ "กีบ" ก็จะทำได้ง่ายกว่า ยิ่งไปกว่านั้น เงินสกุล "ดอง" อาจเป็นโบนัสในอนาคต




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวหมอเส็ง (Morseng) : หมอเส็ง ตัวอย่างที่ดี...11ปี ไม่เคยถูกร้องเรียน!







s1u8bmu1bv53wmcfg (Mobile)


เชื่อได้ว่า...ประเด็นข่าวที่จั่วหัวให้ไว้ในฉบับนี้อาจจะเป็นแค่ข่าวชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่ในสายตาผู้คนทั่วไปและมันอาจจะดูธรรมดาๆ ซะด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะกับผู้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมอเส็ง...


แต่สำหรับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ หมอเส็ง แล้วล่ะก็! ผมเชื่อว่ามันเป็นข่าวที่ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจมากๆ ข่าวหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่ง หมอเส็ง คนที่กำลังเขียนถึงอยู่นี่คือ นายฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร เจ้าของบริษัทสมุนไพรขายตรงที่ชื่อ บริษัทแสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด นั้นเองครับ...


เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า... คุณณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งเป็นบุคคลที่คลุกคลีกับธุรกิจขายตรงมาตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งเห็น พ.ร.บ. ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ออกมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2545 และเขาเป็นคนหนึ่งที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงมาจนถึงกระทั่งทุกวันนี้ เป็นผู้เปิดประเด็นขึ้นมาว่า


... ตลอด 11 ปีที่กฎหมายขายตรงออกมาบังคับใช้มีบริษัทขายตรงแห่งหนึ่งซึ่งเปิดมานานกว่า 10 ปี แล้วและเป็นบริษัทขายตรงที่ใช้แผนไบนารี่ในการทำตลาดแต่ละบริษัทนี้น่าชื่นชมเหลือเกินตรงที่ว่าไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนใดๆ เข้ามาสู่ สคบ. เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งผู้ประกอบการขายตรงที่ใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่น่าจะลองศึกษาจากบริษัทนี้ดูเป็นตัวอย่างว่าเขาทำธุรกิจอย่างไรถึงไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนเลย


คุณณัชภัทร ขาวแก้ว พูดชื่นชมถึงบริษัทขายตรงแห่งหนึ่งที่ใช้แผนไบนารี่แต่ก็ไม่ยอมบอกชื่อว่าบริษัทให้ใครลวงรู้


เรื่องร้องเรียนในวงการขายตรงนั้นมีอยู่มากมายหลายประเด็น ทั้งการทอดทิ้งลูกค้า ทอดทิ้งทีมงาน เรื่องของสินค้าไม่ได้มาตรฐาน การไม่รับคืนสินค้า เรื่องของการจ่ายผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม การไม่ยอมจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่นักขาย และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งส่วนบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ จะเคยถูกร้องเรียนแทบทั้งสิ้นแต่การร้องเรียนนั้นอาจจะร้องเรียนเพราะได้รับผลกระทบจริงหรืออาจจะร้องเรียนเพราะคู่แข่งกลั่นแกล้งก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น


ประเด็นที่คุณ คุณณัชภัทร เปิดมานี้แต่ไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนามของบริษัทดังกล่าวให้ใครทราบ...แต่มันก็ทำให้ผมนึกอยากรู้จักบริษัทนั้นขึ้นมาทันที ซึ่งผมก็รู้อยู่ว่า บริษัทขายตรงที่ใช้แผนแบบไบนารี่และมีอายุระดับ 10 ปีขึ้นไปนั่นมีใครบ้าง...และรู้ว่ามีบริษัทใดบ้างที่ถูกร้องเรียน...


ผมรู้ว่าบริษัทนั้นชื่ออะไร เป็นของใคร แต่ก็อยากจะคอนเฟิร์มให้แน่ชัดว่า ตรงกับสิ่งที่คิดไว้หรือไม่ ผมสอบถามไปยังพรรคพวกที่อยู่ใน สคบ. ถึงบริษัทที่คุณคุณณัชภัทร พูดถึงและเปิดประเด็นขึ้นมา คำตอบที่ได้รับมาก็คือ


บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด ของหมอเส็ง... นายฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร เป็นบริษัทขายตรงที่ใช้แผนการแบบไบนารี่รายเดียวในประเทศไทยที่ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยถูกร้องเรียนใดๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว ...ตรงกับบริษัทที่ผมคิดไว้จริงๆ... ช่วยปรบมือให้กับหมอเส็งกันหน่อยครับ !


ตอนอายุ 63 ปี ซึงตรงกับปี (2002) หรือเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา หมอเส็ง เปิดบริษัทขายตรงเป็นครั้งแรกในชื่อ บริษัทฉัตรสุริยะจำกัด ซึ่งในขณะนั้นได้เช่า อาคารพุทธธรรมประกันภัย ย่านวงศ์สว่างเป็นสำนักงานใหญ่และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่อาคารบัวสุวรรณพลาซ่าเยื้องการบินไทย ถนนวิภาวดี จากนั้นซื้อที่ดินจำนวน 9 ไร่ตรงข้าม ม. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สร้างสำนักงานใหญ่เป็นของตัวเองอย่างยิ่งใหญ่...ด้วยเงินสด!


ปัจจุบัน หมอเส็ง อายุ 74 ปี ไดซื้อที่ดินอีก 230 ไร่ที่จังหวัดอยุธยาเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่อย่างครบวงจร คาดว่าจะใช้...เงินสดอีกราวๆ 1,000 ล้านสำหรับเนรมิตพื้นที่แห่งนี้เพื่อนักธุรกิจของเขา


ผมไม่รู้ว่า หมอเส็ง และ สมาชิกชาวแสงสุริยะฉัตร จะ ภาคภูมิใจกับคำชื่นชมของสคบ.ที่ให้การยกย่องว่า เป็นบริษัทขายตรงในแผนไบนารี่ที่ไม่เคยถูกร้องเรียนใดๆ เลยตั้งตามีกฎหมายขายตรงออกมาบังคับใช้ หรือไม่ แต่ตลอด 10 ปีที่ได้รู้จัก คุณหมอเส็ง เขามักพูดให้ฟังอยู่เสมอว่า...


หมอไม่เคยเอาเปรียบใครอีกทั้งได้ปลูกฝังเรื่องนี้ไปสู่สมาชิกของหมอไม่ให้เอาเปรียบใครและไม่ให้หลอกลวงใครเช่นกัน ขายสินค้าก็ต้องไม่โอ้อวดสรรพคุณ อย่าไปโกหกเขา ต้องขายที่ความจริงเท่านั้นและสิ่งสำคัญคือจะต้องทำให้คนที่เข้ามาทำธุรกิจกับเรามีรายได้มากที่สุด ให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแค่นี้ก็มีความสุขแล้วและเมื่อเขามีรายได้ที่ดี เขามีความสุข เขาก็อยู่กับเราไปอีกยาวนาน นี่คือคำพูดของหมอเส็งที่ผมได้ยินมาเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาและยังคงได้ยินหมอเส็งพูดคำๆนี้อยู่ทุกๆวัน


ขอให้สมาชิกชาวหมอเส็งทั้งหลายโปรดรักษาแบบอย่างดีๆเหล่านี้ให้ยาวเหมือนดั่งเกลือรักษาความเค็มเลยนะครับ






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 225 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556


วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

MLM ปรับทัพ! สกัดผู้นำยกทีมย้ายค่าย เร่งสร้างเลือดใหม่ภักดีองค์กร







Group of 3D guys follow the leader.


บริษัทขายตรงเร่งงัดมาตรการสกัดแม่ทีมย้ายค่าย "ดาวปูแดง" เร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ หันเน้นสร้างวิธีขายแบบซื้อตรง ด้วยการขยายเครือข่ายรูปแบบแฟรนไชส์ ด้าน "ดีไลฟ์" ยอมรับแม่ทีมแหกค่ายหนี ทำยอดขายลดฮวบกว่า 50% พลิกแผนเดินหน้าสร้าง วัฒนธรรมรักองค์กร "เอปูเซ่" ชูกลยุทธ์เปิดหลักสูตรอบรมจิตวิทยา ASS และ APS สร้างรากฐานใหม่มัดใจสมาชิก


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรภายใต้แบรนด์ "ดาวปูแดง" ได้เปิดเผยว่า ปัญหาการย้ายค่ายของแม่ทีมธุรกิจขายตรงมีผลกระทบต่อองค์กร และภาพรวมธุรกิจขายตรงเป็นอย่างมาก โดยช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาหลายค่ายเจอปัญหาลักษณะนี้ สร้างความ เสียหายต่อธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก รวมถึงยอดขายและสมาชิก ทุกคน ทำให้บริษัทมีความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ที่สำคัญต้องมีความจงรักภักดีต่อองค์กร


"เมื่อปีที่แล้วบริษัทยังอยู่ในช่วงปรับระบบใหม่ เนื่องจากมีการ เปลี่ยนแปลงการบริหารพอสมควร แต่ธุรกิจยังดำเนินได้ปกติ และมี การเติบโต 10% หรือมียอดขายประมาณ 220 ล้านบาท ในส่วนของ สมาชิกมีจำนวนราวๆ 3 แสนกว่ารหัส"


จากปัญหาดังกล่าว บริษัทจึงได้มีการ ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ อาจเรียกว่า ซื้อตรงก็ว่าได้ เพราะบริษัททำเกี่ยวกับการ เกษตร เช่น ปุ๋ย เผือก หอย พริก ตะไคร้ และยังมีโครงการคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ที่บริษัทได้เซ็นสัญญาประกันรับซื้อสินค้ากลับมา เพราะบริษัทมีระบบการเกษตร การ เลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างฝ่ายเกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม ทำให้ต้อง มีการจัดระบบให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ บริษัทยังทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของรางน้ำด้วย


"ที่สำคัญธุรกิจของบริษัทยังเน้นในเรื่องของการสร้างแฟรนไชส์ด้วย คือสมาชิก ชาวเกษตรสามารถนำไปทำธุรกิจต่อได้ บริษัทจะมีการฝึกอบรมให้ด้วย ถือเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทาง เพราะเดี๋ยวนี้ยอมรับ ว่า บริษัทจะเน้นให้สมาชิกเป็นผู้จำหน่ายสินค้ามากขึ้น เพราะการขายทำให้สมาชิกได้กำไรที่สูงขึ้น แต่หากไม่ชอบขาย บริษัท ก็ไม่บังคับอยู่แล้ว"


ประธานบริหาร "นิวตริริช" กล่าวต่อ ว่า เป้าหมายการตลาดในปี 2556 บริษัทมั่นใจว่าต้องเติบโต 20% ส่วนยอดขายต้อง ได้ถึง 300 ล้านบาท และต้องขยายฐานสมาชิกให้ถึง 400,000 รหัส


+ "ดีไลฟ์" ปลูกฝังรักองค์กร


ด้านนายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า "ดีไลฟ์" มีจำนวนสมาชิกทั่วประเทศกว่า 2 แสนรหัส ซึ่งถือว่าไม่น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจขายตรงเหมือนกัน แต่ได้ตั้งเป้าไว้ว่า สิ้นปี 2556 จะต้องเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างน้อยก็ต้องเกือบ 3 แสนรหัส


"ตอนนี้บริษัทได้พยายามสร้างเลือดใหม่ให้มีความจงรักภักดีต่อองค์กร เน้นคนใหม่ที่ไม่เคย เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมาก่อน นำ เข้ามาฝึกอบรม และเสริมสร้างความรู้ รวมถึง วัฒนธรรมขององค์กรในการทำธุรกิจอย่าง มีความมั่นคงก้าวหน้าและยั่งยืน เพราะปัญหาที่เจอส่วนใหญ่มักจะมีแม่ทีมที่สมัครกับหลายบริษัทแล้วชอบมาดึงลูกทีมของบริษัทไปเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหาย ให้บริษัท จนเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก"


บริษัทได้ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 8 อย่าง เป็นทางการแล้ว และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า บริษัทมีความมั่นคง ที่จะยืนหยัดธุรกิจต่อไป ได้อย่างยั่งยืน โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา "ดีไลฟ์" มีการเติบโต 25% คิดเป็นยอดขายประมาณ 100 กว่าล้านบาท และในปี 2556 จะต้องโตเพิ่มอีก 25% ยอดขายต้องขึ้นไปแตะที่ 200 ล้านบาท


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงาน ในปี 2555 การย้ายค่ายของแม่ทีม ทำให้เป้าหมายของ บริษัทไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ พลาดเป้าไป 50% แต่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมถึงมีการเปิดบริษัทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มีการ ไหลเข้าไหลออกของคนอยู่ตลอดเวลา


+ "เอปูเซ่" วางระบบจิตวิทยามัดใจ


ในส่วนของนายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงจนปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยรับรองได้ว่า บริษัทมีความมั่งคง ยั่งยืน พร้อมจะเติบโตไปอย่างมั่นคงแน่นอน ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกอยู่ที่ 100,000 รหัส ถือว่าภาพ รวมอยู่ในขั้นน่าพอใจเป็นอย่างมาก แม้จะมี ปัญหาบ้างก็ตาม


"ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ใน ช่วงการปรับการบริหารใหม่ เพราะได้เกิดปัญหาเรื่องของแม่ทีมย้ายค่ายหนีไปอยู่บริษัทอื่น และได้ดึงลูกทีมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทปวดหัวกับเรื่องนี้พอสมควร จึงจำเป็นต้องหาทางรับมือขึ้นมา โดยจะเน้น การสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่และให้สมาชิกที่ทำธุรกิจ ฝึกคิดให้เป็นสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งแม่ทีมเหมือนแต่ก่อน"


"บริษัทจึงได้เน้นการสร้างรากฐานใหม่ ใช้การบริหารเรื่องจิตวิทยาเข้าไปมากๆ เพื่อให้สมาชิกมีกำลังใจและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้ ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า ASS และ APS เป็นหลักสูตรจิตวิทยา เพราะ หากพึ่งแม่ทีมอย่างเดียว เวลาแม่ทีมเกิดย้าย ค่ายไปก็มักจะตามไปด้วย หรือไม่ก็ล้มเลิกไม่ทำเลยก็ได้ บริษัทจึงได้คิดโปรแกรมตั้งสมมติฐานว่า ใครเกี่ยวกับธุรกิจของเราบ้าง อย่างเช่น ผู้บริโภคต้องมีคุณภาพดี คนขาย บริษัทจะต้องดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็นกำไรจาก การขายปลีก และรายได้อื่นๆ"


"มนตรี" ประธานใหญ่ เอปูเซ่ ได้กล่าวต่อว่า "ตอนนี้บริษัทได้ใช้ระบบ "ไบนารี่" ในการทำแผนตลาด แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะไม่ให้มีคะแนนจากสายแข็ง และสายอ่อน แต่จะขึ้นอยู่ที่สมาชิกคนไหนทำได้มากว่ากัน ซึ่งจะเน้นให้บริหารการขายเองมากขึ้น คือลูกทีมสามารถอยู่ได้ แม่ทีมไม่ต้องมากำหนด เพราะเวลาที่แม่ทีม ย้ายค่ายไป จะทำให้ลูกทีมยังดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไปได้เอง"



Credit By :http://www.siamturakij.com