ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network Worldwide) : D network รุกตลาดวัยรุ่น จับมือ ทายาทเจ้าของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์พันล้าน ผลักดันคนรุ่นใหม่วัยออนไลน์ให้ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์







DSC_0783 (Mobile)

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา บริษัท D Network worldwide จำกัด โดย อ.สาคร ใสกมล และคุณณัฐชัย เตชะวิเชียร กรรมการผู้จัดการบริษัท วัน สต๊อป ครีเอชั่น จำกัด จัดงานแถลงข่าวนวัตกรรมใหม่ในวงการขายตรงชู D network book เป็น Online bookmart ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยเน้นเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดย อ.สาคร ใสกมล กล่าวถึงD network book ว่า ...


“D-network ตระหนักดีว่ารากฐานของชาติคือคน รากฐานของคนคือการศึกษา องค์กรหรือชาติไหนมีบุคลากรที่มีความรู้องค์กรหรือชาตินั้นจะเจริญ ด้วยความรู้เราสามารถเพิ่มศักยภาพการทำงานและภาพลักษณ์ที่ดีต่อขององค์กรได้ วันนี้ D-network เริ่มเข้าสู้การเป็นองค์กรแห่งความเรียนรู้ หรือ Learning Organization ที่มีการสร้างช่องทางให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันภายในระหว่างบุคลากร ควบคู่ไปกับการรับความรู้จากภายนอก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและสร้างเป็นฐานความรู้ที่เข้มแข็ง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและสามารถต่อยอดความคิดได้ ด้วยเหตุนี้ D-networkbook จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้หนังสือเข้าถึงทุกคน โดยใช้การสื่อสารให้มีประโยชน์เพราะเราทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ แทบเบล็ท และอินเตอร์เนตกันหมดแล้ว คนรุ่นใหม่ใช้เวลาออนไลน์กันมากขึ้น เราก็ใช้โอกาสตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ D-networkbook เป็นร้านหนังสือออนไลน์ขายตรงแห่งแรกที่คุณซื้อหนังสือแล้วส่งถึงบ้านฟรี และถ้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกและแนะนำให้คนอื่นมาซื้อหนังสือคุณก็ได้เงินรายได้ตามเงื่อนไขของ Dnetwork ด้วย D-networkbook สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากทุก อุปกรณ์พียงคุณมีอินเตอร์เนต จากมือถือหรือแทบเล็ทก็ได้คุณก็เช็ครายการหนังสือและสั่งซื้อได้ทันที นี่จะเป็นเทรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องมือไอทีในการทำตลาดขายตรงออนไลน์ได้”


 
ติดต่อ:


บริษัท วัน สต๊อป ครีเอชั่น จำกัด info@1sc.co.th


[gallery link="file" ids="20227,20228,20229,20230,20231,20232,20233,20234,20235,20236"]


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com


 


 

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : ขายตรงไทย-เวียดนาม-มาเลเซียผนึกกำลังร่วม แชร์แนวคิดธุรกิจหวังยกระดับเครือข่ายอาเซียน







mlm01 (Mobile)


3 นายกสมาคมขายตรง 3 ชาติ เปิดมุมมองภาพรวมธุรกิจขายตรง...ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขายตรงเมืองไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี พร้อมเชื่อการเปิดเออีซี ระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น...ส่วน สมาคมการขายตรงมาเลเซีย แจงข้อมูลผู้สำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอยู่ที่ 61% พร้อมเตรียมดึงคนรุ่นใหม่สู่ธุรกิจมากขึ้น หลังพบมากกว่า 70% คนอายุ 30-60 ปี เป็นนักธุรกิจเครือข่าย...ด้าน สมาคมการขายตรงเวียดนาม ระบุผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรงได้ ต้องใช้ระยะเวลา 2 ปี พร้อมต้องเจอกฎเหล็กขายตรงอีกเพียบ!


นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับ ธุรกิจขายตรง ในภูมิภาคอาเซียนเลยก็ได้ กับการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทาง สมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขายตรงเวียดนาม เอง โดยทั้ง 3 สมาคม 3 ชาติ ต่างก็ได้ออกมาเผยถึงภาพรวมและโอกาสในการเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องยอมว่าการเข้าไปในแต่ละประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะเป็น งานหิน ที่ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง ควรที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน!!...


กิจธวัชฉายภาพขายตรงไทย


อัตราการเติบโตดีทุกปีเกือบ10%


...สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยนั้น ทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจชายตรงในประเทศไทยมีอยู่ 4 สมาคม คือ 1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2002-2012 พบว่า ยอดขายโดยรวมของธุรกิจขายตรงมีมูลค่าอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี


ทางสมาคมมีความเชื่อมั่นว่า หากอุตสาหกรรมขายตรงอัตราการเติบด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ เชื่อว่าภายในปี 2016 อุตสาหกรรมขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าตลาดรวมทะลุ 100,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน โดยอัตราเร่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมขายตรงเติบโตได้อย่างแน่นอนนั่นก็คือ การเปิดเออีซีนั่นเอง ซึ่งระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเป้า 1 แสนล้านบาท ก็น่าที่จะขยับเข้ามาเร็วภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน


นายกิจธวัช กล่าวอีกว่า จากข้อมูลในชาติอาเซียนเพียงแค่ 6 ประเทศ พบว่า เมื่อเอา 6 ประเทศมารวมกันมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 10,372 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งแยกได้ดังนี้ 1.ประเทศมาเลเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 16.4% 2.ประเทศไทย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 9.1% 3.ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 10.3% 4.ประเทศฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 22.9% 5.ประเทศสิงคโปร์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 6.4% และ 6.ประเทศเวียดนาม มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 21.7%


สำหรับสถิติที่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายนั้น ประกอบด้วย


1. จำนวนประชากรก็ถือว่ามีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยเช่นกัน


2. กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ


3. การยอมรับในสังคมหรือตลาดนั้น ๆ ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะยอมรับ


ส่วนรูปแบบการตลาดของประเทศ ไทยในปัจจุบันพบว่า ตลาด MLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 82.7% ตลาด SLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.9% และอื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.5% โดยในแต่ละแผนถือว่ามีข้อดีที่แตกต่างกันไป


ด้านพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจขายตรง พบว่า คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า รองลงมาจะเป็นในเรื่องของราคา ส่วนกลุ่มสินค้าที่ใช้มากนั้นพบว่า กลุ่ม wellness มีสัดส่วนอยู่ที่ 39% กลุ่ม Cosmetics & Personal Care มีสัดส่วนอยู่ที่ 27% กลุ่ม Household Goods & Durables มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เป็นต้น


สินค้าสุขภาพมาเลเซียโตดี


เชื่อAECเปิดตลาดไปได้สวย


ด้าน Mr.Frederick Ng President of Direct Selling Association of Malaysia ก็ได้เผยว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านนั้น พบว่า เริ่มเห็นธุรกิจขายตรงในตะวันตกและทางยุโรปเข้ามาเปิดตลาดในภูมิอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในมาเลเซียคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 44%


นอกจากนี้ จากข้อมูลผู้ที่สำเร็จในธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียนั้นพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ โดยอยู่ที่ 61% ขณะเดียวกัน ในมาเลเซียคนที่มีเชื้อสายชาวจีนนั้น จะมีความโดดเด่นอย่างมากในการทำธุรกิจเครือข่ายอยู่ที่ 57% ส่วนคนที่มีเชื้อชาติมาเลเซียอยู่ที่ 37%


ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีนั้น พบว่ามากกว่า 70% เป็นนักธุรกิจเครือข่าย ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวนี้ เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจเครือข่ายในมาเลเซีย ส่วนกลุ่มวัยรุ่นนั้น ถือว่ายังให้ความสนใจในธุรกิจเครือขายน้อยมาก โดยทางมาเลเซียเองมีแผนที่จะเข้าไปให้ถึงกลุ่มดังกล่าวด้วย


ปัจจุบันสมาคมการขายตรงมาเลเซีย มีบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมอยู่ที่ 65 บริษัท โดยมีทั้งบริษัทที่เป็นของมาเลเซียและบริษัทข้ามชาติรวมกัน


Mr.Frederick กล่าวอีกว่า ในการร่วมมือกันของตลาดขายตรงแต่ละชาตินั้น เชื่อว่า น่าที่จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมขายตรงมวลรวมอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังคาดว่าการเปิดตลาดเออีซี ยังจะเป็นการช่วยให้การลงทุนในแต่ละประเทศ เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน


กฎเหล็กขายตรงเวียดนามเพียบ!


เผยหน้าใหม่เข้าไปต้องใช้เวลา2ปี


เช่นเดียวกับทางด้าน Tram Ha Chairwoman of AmCham Vietnam Direct Selling Committee เผยว่า ในประเทศเวียดนามถือว่าธุรกิจขายตรงค่อนข้างมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงในเวียดนามก็มีความเข้มงวดมากด้วยเช่นกัน


ซึ่งล่าสุดทางเวียดนามเอง ได้มีแนวคิดที่จะแก้ไขในเรื่องของกฎหมายหลังจากที่ได้มีการบังคับใช้มาแล้วเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม ที่จะต้องมีการขออนุญาตในการจัดแต่ละครั้ง โดยผู้จำหน่ายอิสระ ไม่สามารถที่จะจัดฝึกอบรมด้วยตนเองได้ หรือแม้กระทั่งการจัดฝึกอบรมของบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้จำหน่ายอิสระได้ โดยจะต้องเป็นการอบรมฟรีทั้งหมด


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น จะต้องมีการรายงานการทำธุรกิจในทุก 6 เดือน ที่สำคัญ สำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงในเวียดนามได้นั้น จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 2 ปีเลยทีเดียว กว่าที่จะได้รับใบอนุญาตการลงทุน


นายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม กล่าวอีกว่า หากย้อนดูถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงในเวียดนามตั้งแต่ปี 2006 -2011 พบว่า มีอัตราการเติบโตเป็นที่พึ่งพอใจ แต่หลังจากปี 2011 เป็นต้นไป เริ่มพบว่าธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทางสมาคมฯ จึงต้องทำงานหนักมาก ที่จะสร้างภาพพจน์ของธุรกิจขายตรงเวียดนามให้กลับมาดีอีกครั้ง ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรงแก่คนหนุ่มสาวที่มีระดับการศึกษาสูงเพิ่มมากขึ้น


สำหรับทิศทางของกฎหมายใหม่ในประเทศเวียดนามนั้น ทางนายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม มองว่า อยากที่จะให้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2013 และสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในปี 2014 โดยขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับแรกได้เสร็จไปแล้ว ส่วนการร่างกฎหมายฉบับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการต่ออายุใบอนุญาต ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าอีกไม่นาน น่าที่จะมี่ข้อสรุปอย่างแน่นอน


...จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายที่บางบริษัทเข้มงวดในเรื่องนี้ บางประเทศไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าเกือบทุกประเทศ ต่างก็ต้องการที่จะเห็นภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นายกฯกิจธวัชชี้จุดยืนสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ลั่น!ภายใน2ปีทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์รับตลาดAEC







02 (Mobile)


กิจธวัช นายกสมาคมการขายตรงไทย เชื่อภายใน 2 ปีนับจากนี้ สมาพันธ์ขายตรง อาเซียน เกิดแน่! พร้อมเชื่อมั่นสมาคมการ ขายตรงไทยสมาคมเดียว ที่น่าจะมีศักยภาพ มากพอในการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ รวมถึง ความร่วมมือจากสมาคมขายตรง 5 ประเทศ ในชาติอาเซียน และการสนับสนุนจากสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประกาศ! ไม่ ปิดกั้นขายตรงแผนใดแผนหนึ่งเป็นพิเศษร่วม เป็นสมาชิกในสมาคม


...หากพูดถึง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอัน ใกล้นี้ คงต้องบอกว่า ถือเป็นอีกหนึ่งพลังใน การขับเคลื่อนธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญ หลังจากที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ได้มีการ ร่วมมือกับทางสมาคมขายตรงในหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, สิงคโปร์,เวียดนาม และอินโดนีเซีย เรียกว่าการส่ง สัญญาณภาพความชัดเจนของสมาพันธ์ดัง กล่าว ได้เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว


จะเห็นได้ว่า ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ถือ เป็นการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กระแสของการตื่นตัวในการทำธุรกิจ ในภูมิภาคอาเซียนต่างเริ่มมีความคึกคักมาก ขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ อุตสาหกรรมขาย ตรง ในอาเซียน จึงจำเป็นต้องมีการเตรียม ความพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี่ นั่นเอง!!..


...ล่าสุดทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ก็ได้ ออกมาเผยถึงความคืบหน้าของการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ปัจจุบันนี้ ทางสมาคมการขายตรงไทย ได้พยายาม ผลักดันให้เกิดการก่อตั้งสมาพันธ์ขายตรง อาเซียนขึ้นให้ได้ ซึ่งคาดว่าน่าที่จะเริ่มเห็นได้ภายในไม่เกิน 2 ปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจาก มองว่าหากสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเกิดขึ้น เร็ว ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่ายใน อุตสาหกรรมขายตรง ที่ไม่ใช่เฉพาะแต่ใน ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผล ประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกันในกลุ่มชาติ อาเซียนด้วย


ผมมองว่าขณะนี้ คงจะมีสมาคมการ ขายตรงไทยสมาคมเดียว ที่น่าจะมีศักยภาพ มากพอในการดำเนินการในเรื่องนี้ ในขณะ เดียวกัน ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงการสนับสนุนจากสมาพันธ์ การขายตรงโลก (WFDSA) ด้วยเช่นกัน นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยอีก ว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯ เองได้มีการเริ่มร่าง แผนงานร่วมกันบ้างแล้ว ในเรื่องวัตถุประสงค์ ส่วนทางด้านทิศทางการดำเนินการนั้นได้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้องานที่ได้มีการเริ่ม ทำไปบางส่วนแล้วนั่นก็คือ ในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ว่าควรจะทำอะไรกันบ้าง มีกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น ในเรื่องของ กิจกรรมที่ทางสมาคมการขายตรงไทยได้รับ รางวัลจรรยาบรรณดีเด่นที่ไปรับที่ตุรกีนั้น ก็ มีสมาคมขายตรงประเทศมาเลเซียให้สนใจ ว่าเราทำอย่างไรถึงได้ ซึ่งทางสมาคมฯ ก็ได้ มีการนำเอาข้อมูลตรงนี้มาแชร์ให้เขาฟัง ส่วนทางด้านประเทศมาเลเซียเขาก็มีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจ เขาก็มาแชร์ข้อมูล ร่วมกันกับเรา เป็นต้น


กิจกรรมของสมาคมขายตรงใน ประเทศมาเลเซียที่เราสนใจนั่นก็คือ การสร้างความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นของ สมาชิก ด้วยการออกเยี่ยมเยียนสมาชิกใน สมาคมหรือเรียกว่าระบบโรดโชว์นั่นเอง ซึ่งขณะนี้ ทางสมาคมการขายตรงไทยก็ได้ นำเอากิจกรรมตรงนี้ มาใช้กับ สมาคมการขายตรงไทยบ้างแล้ว เช่นกัน ในการที่จะไปเยี่ยมเยียน สมาชิกในสมาคมพร้อมกับการ จัดประชุมไปในตัว หมุนเวียน ตามบริษัทสมาชิกต่าง ๆ ซึ่ง กิจกรรมดังกล่าวนี้ หลังจากที่ สมาคมได้ดำเนินการในระยะ หนึ่งแล้ว พบว่า สมาคมสามารถ ที่จะเข้าใจในปัญหาของสมาชิก อย่างมากทีเดียว


...นอกจากนี้ ทางด้าน นายกิจธวัช ยังเผยอีกว่า สำหรับ สมาคมไหนที่ร่วมกันต้องเป็น สมาชิกของสมาพันธ์การขาย ตรงโลก ที่สำคัญ ต้องมีนโยบาย เหมือนกัน สมาชิกต้องยอมรับ โดยสมาพันธ์ การพิจารณา บริษัทขายตรงเมืองไทยนั้น จะ เป็นการดูตั้งแต่ขบวนการการ เข้า คุณสมบัติ 11 ข้อต้องมีครบ ขณะเดียวกัน ในเรื่องของจรรยา บรรณของบริษัทต้องมี รวมถึง การประกันรับคืนสินค้าตาม กระบวนการกฎหมายขายตรง ด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของสมาคมการขายตรงไทย โดยการที่จะรับสมาชิกใหม่เข้า มาในสมาคมนั้นก็ต้องผ่านใน ขั้นตอนต่าง ๆ ที่สมาคมตั้งไว้เช่น กัน ที่สำคัญ สมาคมการขายตรง ไทยพร้อมที่จะเปิดรับทุก แผนการตลาดไม่จำกัดเฉพาะ แผนใดแผนหนึ่ง ขอเพียงแค่เป็น บริษัทสีขาว เป็นบริษัทที่ยืนหยัด การทำธุรกิจอย่างจริงจัง พร้อมที่ จะช่วยกันส่งเสริมเพื่อให้อุตสาหกรรมขายโต ไม่ใช่เป็นบริษัทที่ ฉกฉวยโอกาส เข้ามาในธุรกิจ ขายตรงในลักษณะ สีเทา


ที่ผ่านมา ทางสมาคม การขายตรงไทยมีสมาชิกใหม่ ยืนเรื่องขอเป็นสมาชิกอยู่เรื่อย ๆ โดยล่าสุดที่ทางสมาคมเองเพิ่ง อนุมัติไปอย่างเป็นทางการมี 2 บริษัทด้วยกัน คือ บริษัท เทียนส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท วอลลารา จำกัด ส่งผลให้ปัจจุบัน สมาคมการขายตรงไทย มี สมาชิกรวมทั้งสิ้น 34 บริษัทด้วย กัน


นายกิจธวัช ยังได้เผยถึง ปัญหาของการทำธุรกิจขายตรง ในช่วงที่ผ่านมาว่า จะเป็นใน เรื่องของปัญหาการร้องเรียนจาก ผู้บริโภค ว่าไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายขายตรง หรือเกิดการ หลอกลวงเกิดขึ้น ซึ่งปัญหาดัง กล่าว ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ ของทางกฎหมายและพิสูจน์กัน ว่า บริษัทนั้นมีความตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจ ผิดจริงหรือไม่ผิดจริง โดย บริษัทอาจจะยืนหยัดถูกต้อง แต่ การละเมิดอาจจะขัดกับผู้ จำหน่าย ซึ่งตรงนี้ทางสมาคม การขายตรงไทย ก็จะมีการ เข้าไปดูด้วยว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากอะไร แต่ถ้าเหตุเกิดจาก การละเลยของบริษัท ทางสมา คมฯ ก็จะส่งจดหมายไปตักเตือน ให้กับสมาชิก แต่หากยังไม่ได้รับ การแก้ไข ก็อาจจะมีเพิกถอน บริษัทดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน นับได้ว่า ในการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ถือ เป็นการรองรับการเปิดประชา คม เศรษฐกิจอาเซียนได้อย่าง แท้จริง อีกทั้งยังเป็นการเปิด โอกาสให้กับผู้ประกอบการใน ธุรกิจขายตรงหลาย ๆ บริษัท ได้ มีการพัฒนาบริษัทของตัวเองให้ มีความแข็งแกร่งในเชิงของธุรกิจ มากขึ้น รวมถึงยังสามารถขยาย ตลาดไปสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น ด้วย


ที่สำคัญ ต้องบอกว่าการผนึกกำลังของ 5 สมาคมขายตรง ในอาเซียน ที่ประกอบด้วย ไทย, มาเลเซีย สิงค์โปร์, ฟิลิปปินส์ และเวียดนามนั้น น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งแรงส่งให้ชาติที่เหลืออีก 5 ชาติ คือ บรูไน, ฟิลิปปินส์, ลาว, กัมพูชา และพม่า มาร่วมขับ เคลื่อนธุรกิจขายตรงในกลุ่ม อาเซียนให้เติบโตในอนาคตด้วย เช่นกัน...ก็ต้องมาดูกันว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ หาก สมาพันธ์ ขายตรงอาเซียน เกิดขึ้น เชื่อว่า อะไรหลาย ๆ อย่าง ก็น่าที่จะเกิด ขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 347 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556


วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"บริษัท" เป็นแพะรับบาปตลอด







Image (Mobile)


กฎหมายขายตรงดูจะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคเพียง มิติเดียว หลังจากที่ผ่านมา "คอลัมน์ แก้กฎหมายส่งเสริมขายตรงไทย" ได้ฉายความคิดเห็นของคนในวงการหลายต่อหลายคนที่พยายามชี้ให้เห็นว่า บริษัทขายตรง หรือผู้ประกอบการ ดูจะกลายเป็น แพะรับบาปโดยตลอด เพราะความผิดในบางครั้งก็ไม่ได้มาจากผู้ประกอบการ แต่เป็นเพราะนักธุรกิจ ซึ่งกลายเป็นว่ากฎหมายไม่หนุนผู้ประกอบการ แต่กลับอุ้มชูเพียงผู้บริโภค


โดยสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายขายตรงไทยว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลธุรกิจขาย ตรงให้มากกว่านี้ เนื่องจากตอนนี้ธุรกิจขายตรงมีหลายบริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจนี้เป็นอยู่ โดยหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาอย่าง สคบ. ถือเป็นเรื่อง ดีที่เข้ามาช่วย แต่หากมองที่จำนวน กำลังคนของ สคบ.ที่คอยสอดส่องดูแลธุรกิจขายตรงอยู่ ดูจะน้อยเกิน ไปที่จะมาควบคุมกลุ่มบริษัทขายตรงที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก


"ผมมองว่า ภาครัฐยังไม่เข้าใจเรื่องของธุรกิจขายตรง ทำให้ ไม่สามารถจัดการช่วยเหลือผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจนี้ได้อย่างสอดคล้อง เวลามีปัญหาขึ้นมา ส่วนใหญ่กฎหมายจะคุ้มครองแต่ ผู้บริโภค แต่คนที่โดนเต็มๆ ก็คือ ผู้ประกอบการ เลยอยากให้มีการ ปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่มี ตั้งแต่ปี 2545 คือตั้ง 11 ปีแล้ว โดยน่าจะปรับให้เข้ายุคสมัยจะดีที่สุด เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนา ไปไกลมากแล้ว ทำให้มีช่องทางที่กลุ่มไม่หวังดีจะเข้ามาเอาเปรียบคน ที่ตกเป็นเหยื่อได้"


ธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพที่ยังมีหลายคนมองว่า หลอกลวง หลอก เอาเงิน ทำให้มีประชาชนที่ต่อต้านธุรกิจนี้เป็นจำนวนมาก แต่หากมอง เรื่องของมูลค่าธุรกิจขายตรงสามารถ สร้างรายได้เป็นแสนล้านในแต่ละปี และยังเป็นการรองรับผู้ที่ไม่มีงานทำ รวมถึงยังเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้ผู้คนอีกด้วย


โดยส่วนนี้ มองแล้วมีแต่ข้อดี ทั้งนั้น และยังสามารถทำให้คนจนกลายเป็นคนรวยได้ด้วย อยากให้ ภาครัฐลองศึกษาธุรกิจนี้อย่างละเอียดและทำความเข้าใจมากกว่านี้


ประธานกรรมการบริหาร "ปูแดง 168" กล่าวต่ออีกว่า หากมีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงจังขึ้นมา อย่าง "กรมขายตรง" ตนว่า จะดีมากเลย เพราะหากมี "กรม" มาสนับสนุน เวลาที่มีผู้ที่ถูกเอาเปรียบจะได้มีที่ไปร้องเรียน และหน่วยงานนี้จะตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกอย่างผู้ประกอบการจะได้พึ่งพิงได้ เพราะบางครั้งปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็เกิดมาจากสมาชิกที่ร่วม ธุรกิจนั่นแหละ ทำให้ภาพลักษณ์ของขายตรงเสียหาย ผู้ประกอบการอาจต้องเป็นแพะรับบาปทุกครั้ง เพราะต้องรับผิดชอบต่อสมาชิก ที่เสียหาย ส่วนคนที่ทำผิดกลับลอยนวลแบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรม


"น่าจะมีการจัดสัมมนาหรือระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้นำ หรือผู้ที่คร่ำหวอดในวงการขายตรง มาร่วมประชุมทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นปัญหาก็จะมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ เพราะหากมีการรวมตัวหาทางออก เชื่อว่า ผู้ที่ทำธุรกิจขายตรง คงจะติดตามและรอฟังคำตอบว่าจะเป็นไปในทิศทางใดแน่นอน"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้เขา...รู้เรา!! สแกนพลังงานขายตรงไทย เดินหน้าปักธงรบตลาด AEC







630 (Mobile)


เป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 (ปี ค.ศ. 2015)ของการเปิดประตูสู่ ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศในแถบอาเซียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ 1. ประเทศไทย 2.อินโดนีเซีย 3.มาเลเซีย 4.สิงคโปร์ 5.บรูไน 6.ฟิลิปปินส์ 7.เวียดนาม 8.ลาว 9.พม่า และ10.กัมพูชาเพื่อก้าวไปสู่ การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งการหลอมรวมพลังครั้งนี้เพื่อช่วยกันยกมาตรฐานสินค้าภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน


เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วไป และรวมถึง ธุรกิจเครือข่าย ที่นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ เวลานี้ได้มีการปักธงรบและขยับตัวเองในการวางแนวทางการทำงานให้สอดรับกับตลาดใหม่นี้ย่างคึกคัก


อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตามองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก และเวลานี้แม้จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการแต่ก็มีบริษัทขายตรงที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หรือหากจะไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์หนึ่งสัญชาติไทย นัมเบอร์วัน


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เวลานี้ได้ตระเตรียมตัวเองด้วยการเร่งขยายอาณาจักรตัวเองเปิดตัวรุกตลาดอาเซียนมาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้โดยนำร่องในเฟสแรกขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศพม่า กัมพูชาและมาเลเซีย อีกทั้งได้เล็งทำเลทองต่อเนื่องอีกหลายประเทศ หรือหากเป็นในส่วนของเนื้องานที่ได้วางไว้นั้นกิฟฟฟารีนเองก็ได้มีการเตรียมแผนงานรองรับ กับ AEC ไว้อย่างดิบดีนั้นก็คือแผนแรกการเฟ้นหาสินค้าที่เหมาะสมกับประเทศใดในกลุ่มอาเซียน ต่อมาแผนที่สองวิธีการทำตลาดทั้งในเรื่องของการส่งออกและการนำเข้าให้สอดรับกับประเทศนั้นๆและทุกอย่างต้องมีการปรับตัวและตามให้ทันกับโอกาสที่ดีทางธุรกิจในอนาคตข้างหน้าที่สำคัญ คือการเร่งพัฒนาศักยภาพการทำงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนให้สามารถบุกตลาดดังกล่าวได้อย่างมั่นใจ


ยักษ์ขายตรงต่อมา บริษัทนู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงเดินหน้าอัดแน่นกลยุทธ์การตลาดรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่ให้เกิดขึ้น โดยจะมุ่งให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้นทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มกำลังโดยยังคงจุดยืนที่มุ้งเน้นการชู นวัตกรรมแห่งการชะลอวัย ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพ ภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร MASS Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยมีเป้าหมายความสำเร็จปีนี้ด้วยยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และเพื่อแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่เคยประกาศไว้


ข้ามห้วยมาที่ดงขายตรงย่านรัชดา บริษัท จอยน์ แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด


ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังโดยในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไปลงทุนเฉพาะประเทศที่ติดกับไทยเป็นหลักก่อนเพราะต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ โดยรูปแบบของการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่นในพม่าอาจะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาระหว่าง J&C กับนักลงทุนในประเทศ แต่ในกัมพูชาบริษัทสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ 100 % เลย ส่วนในลาวอาจจะเข้าไปถือหุ้นร่วมกับบริษัทในประเทศตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนด เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่มีนักลงทุนท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นด้วย แต่การบริหารจัดการทั้งหมดก็ยังเป็นบริษัทในไทย


ลุยสุดตัวไม่แพ้กันสำหรับ ยักษ์ขายตรงสัญชาติไทยแท้ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด หลังประสบความสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์การตลาดแบบป่าล้อมเมืองที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีผู้นำขึ้นรับรางวัลต่อเดือนนับพันคน และเพื่อสานต่อเป้าหมายใหญ่ของการรุกตลาดเออีซีเพื่อสร้างอาชีพให้กับคนทั่วโลก ทำให้ปัจจุบัน นีโอไลฟ์ฯ ได้มองการณ์ไกลเริ่มมีการขยายธุรกิจของบริษัทออกไปสู่พี่น้องประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคอาเซียน สู่ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ จีน (เซี่ยงไฮ้) การดำเนินงานของบริษัทมีความคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจขายตรงของคนอาเซียนที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าและให้ประชาชนของเรากินอยู่ดียิ่งๆขึ้นไป


เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 11 ได้เป็นอย่างดีสำหรับ บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับการประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจด้วยการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ ล่าสุดยูนิซิตี้ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยการเปิดสำนักงานยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญ อีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธรกิจของยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญอีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธุรกิจของยูนิซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชากรในประเทศนั้นๆ มีรายได้รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของการทำงานร่วมกันของเครือข่ายยูนิซิตี้ในประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยูนิซิตี้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทางด้าน


บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด


ประกาศขอปูทางสู่ประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับประเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและทั้งประเทศไทยร่วมกันผลักดันความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันได้ใช้ฐานประเทศสิงคโปร์เป็นฮับ หรือศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของซินเนอร์จี้ นอกจากนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้แก่นักธุรกิจได้เรียนรู้ในเรื่องของสินค้า เพิ่มเติมบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทริปเดินทางไปสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม กับทางผู้เชี่ยวชาญให้สามารถแนะนำและขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นการเตรียมตัวในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


ส่วนข้ามชาติ บริษัท อาเจล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด แม้ว่าจะเจออุปสรรคทางธุรกิจหลายระลอก แต่ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงทุกวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าอาเจลนั้นมีดีเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์ของอาเจลต่อจากนี้ไปเพื่อให้สมาชิกสามารถออกไปขยายธุรกิจได้ง่าย ได้วางแนวทางการทำงานที่ยังคงเน้นการทำงานพื้นฐาน เช่น การจัด Small Group Meeting และการจัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ เพื่อสร้างสายเลือดใหม่ของอาเจลขึ้นมา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการเติบโตอย่างมั่นคงและทันช่วงเปิด AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 58 อย่างพอดิบพอดี


อีกหนึ่งค่ายคลื่นลูกใหม่มาแรง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด หลังโชว์ไม้เด็ดยุทธศาสตร์การตลาดแบบคลื่นกระทบฝั่งดันธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วยังได้เดินหน้าพัฒนาตัวเอง ด้วยการเปิดการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องระบบไอที ทีได้ทุ่มงบราว 10 ล้านบาทพัฒนารอบด้าน จำทำสื่อข้อมูลบริษัท ผ่านทางเว็บไซต์รวมทั้งสิ้น 12 ภาษาด้วยกัน อีกทั้งยังได้เตรียมปรับปรุงและพัฒนาส่วนของฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกอย่างชัดเจนกว่าเดิม สามารถแยกสมาชิกต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบรายชื่อหรือสานต่อธุรกิจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่จะลงใหม่นี้สามารถลองรับได้ถึง 100 ล้านรหัส ด้านขายตรงน้องใหม่ผู้บริหารมือเก๋า บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลดฺ ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเปิดรับ AEC และการตลาดในยุคดิจิทัล ด้วย Application อัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในเครือข่ายขายตรงไทย สมาชิกสามารถ สปอนเซอร์ เช็คยอด และสั่งซื้อสินค้าผ่าน Application ทั้งบนมือถือ และแท็บเลต ระบบ IOS จึงทำให้สมาชิกสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั่วมุมโลก และบริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด (BWL) ก็คึกคักไม่แพ้กันหลังจากที่เวลานี้ผู้บริหารบริษัทแม่ประเทศ สิงคโปร์ ได้เปิดไฟเขียวรอรับไว้อยู่แล้ว ด้วยการขยับส่วนของสำนักงานใหญ่ ตลอดรวมถึงการขยายโกดังเก็บสินค้าและระบบขนส่งที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าหากบริษัทขายตรงรองรับการทำงานที่ครอบคลุม มีระบบไอทีที่ดี ก็จะได้เปรียบทางธุรกิจและนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเวลานี้บริษัทได้มีการบอกต่อสมาชิกหรือผู้นำให้มีความเตรียมพร้อมรอบด้านที่จะเปิดรับการแข่งขันทางการตลาดอย่างเสรีด้วยเช่นกัน


แลดูคึกคักตั้งแต่ต้น สำหรับน้องใหม่ทุนหนา บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ที่ได้วางเป้าสร้างกระแสความรับรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ออกไปขยายตลาดในประเทศลาว และกัมพูชาโดยร่วมกับภาครัฐในการออกบูทในประเทศดังกล่าว อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาได้ไปอออกบูทร่วมกับภาครัฐในงาน Thailand Trade Exhibition 2013 ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ต่อด้วยกลางเดือนเดียวกันนี้ ในงาน Thailand Health & Beauty Zone ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค และต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ในงาน Lao-Thai Trade Fair 2013 ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค นครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ตลอดจนขายตรงน้องใหม่ บริษัท วิลเลนดรยอฟ จำกัด แม้จะเพิ่งเข้ามาลิ้มลอง ตลาดขายตรง แต่นับได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจ ประหนึ่งมืออาชีพ ซึ่งเป็นเพราะว่าได้คลุกคลีในการทำตลาดเครื่องสำอางมานานและรู้ถึงความต้องการทางตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนการเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เช่น สปป.ลาว,พม่าและกัมพูชานั้นเนื่องจากฐานตลาดกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวยังไม่ค่อยคุ้นเคยการทำธุรกิจแบบขายตรง ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงแรกของการเข้าไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะทำในลักษณะขายตรงชั้นเดียวไปก่อน ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพื่อเป็นการปูฐานผู้บริโภคไว้ก่อน ซึ่งเมื่อเปิด AEC บริษัทก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากขายตรงชั้นเดียวมาเป็นขายตรงหลายชั้น


ทิ้งท้ายดูความพร้อมธุรกิจขายตรงชั้นเดียว(SML) แบรนด์ดังอย่าง มิสทีน บริษัทบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้ก็ได้ทุ่มสุดตัวซึ่งหลังจากที่เริ่มขยายตลาดเข้าพม่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมียอดขาย 500 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์นักธุรกิจลาวตั้งบริษัทใหม่ที่ประเทศลาวพร้อมทั้งจะมีการเปิดโชว์รูมเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้บริโภค และในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มเติม และคาดว่าในช่วงกลางปีนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อรองรับเออีซี ด้วยเช่นกัน โดยจะพิจารณาถึงความพร้อมในส่วนของวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนได้มากกว่า 10% ขึ้นไปถึงจะสามารถลงทุนได้


ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงที่มีความตื่นตัวทางธุรกิจในการเตรียมรุกตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในอีก2ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ของธุรกิจขายตรงไทย เราขอเป็นกำลังให้กับทุกค่ายและทุกคนในการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าธุรกิจขายตรงไทย...ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงไทยสบช่องเปิด AEC ซุ่มปูฐานปักธงชิงเค้กก้อนโต







418519 (Mobile)


เหลืออีกเพียง 2 ปี หรือในปี 2558 ประเทศไทยเตรียมตัวจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเป็น ทางการ ขณะที่เอกชนของไทยทุกภาค ส่วนก็พร้อมใจเตรียมรับลูกกันอย่าง เต็มที่ จนทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ ขายตรงไทยที่ได้มีการวางแผน เพื่อ ขยายตลาดออกไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียนกันอย่างคึกคัก เพราะหลังจาก เปิด AEC จะทำให้มูลค่าตลาดกลุ่ม ประเทศในอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2553 ที่ผ่านมามูลค่ารวมของทั้ง 10 ประเทศ สูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นอันดับ 9 ของโลก และมีฐานผู้บริโภครวม กันกว่า 590-600 ล้านคน ดังนั้น อีก 2 ปีที่เหลือ เชื่อว่า มูลค่าของตลาดอาเซียนจะเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็น ขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ รอให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจ ขายตรงเข้าไปกอบโกยกัน เปรียบเสมือนเค้กก้อนโตที่รอ ให้คนที่มองเห็นเข้ามาแบ่งไป

ภูสิต เพ็ญศิริ รองประธานศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้ากวางตุ้ง ฮ่องกง และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการค้าการลงทุนแผนใหม่ หรือ ITDC เปิดเผยถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ว่า เชื่อว่าเอกชนไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงไทยน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจาก อาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากรรวมกันมากกว่า 500- 600 ล้านคน และกำลังเป็นที่สนใจของนักธุรกิจจากทั่วโลก ให้การจับตามองจนตาเป็นมัน อีกทั้งตลาดอาเซียนอยู่ใกล้ กับไทยมาก ซึ่งกลุ่มประเทศในแถบนี้จะมีวัฒนธรรมใกล้เคียง กัน จึงสามารถเข้าสู่ธุรกิจขายตรงได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น สินค้าส่วนใหญ่ในธุรกิจขายตรงจะมีครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุปโภค-บริโภค, เสริมอาหาร และสกินแคร์ ถือเป็นสิ่งที่คนในอาเซียนต้องการ

ทั้งนี้หากมอง ถึงข้อเสียของผู้ประกอบการขายตรงไทย ที่ต้องปรับปรุง คือ 1.การรุกตลาดแบบ ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับบริษัท ขายตรงจากต่างประเทศ และการรุกตลาดของผู้ประกอบการขายตรงไทยส่วนใหญ่ จะเป็นแบบวันแมนโชว์ต่างจากขายตรง ต่างประเทศที่จะเน้นการทำงานเป็นทีม 2.ผู้ประกอบการไทย ไม่ได้มีการศึกษาตลาดอย่างจริงจัง มองเห็นแต่เพียงเป็นโอกาส มากเกินไป แต่ไม่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ และ 3.ไม่มีความ สอดสัมพันธ์ของสินค้า กล่าวคือ ผู้ประกอบการไทยจะมุ่งเน้น แต่การทำตลาดสินค้าของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งควรที่จะนำสินค้า ในประเทศนั้นๆ มาเชื่อมโยงกันด้วย เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ของตลาดในกลุ่มประเทศแถบนี้

สิ่งที่ผู้ประกอบการขายตรงไทยจะต้องปรับปรุง หลังจากเปิดอาเซียน คือ การเข้าไปทำธุรกิจแบบมืออาชีพ มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไทยจะต้องทำธุรกิจแบบไทยๆ ยกตัวอย่าง บริษัทขายตรงที่มาจากมาเลเซียและเข้ามา ทำตลาดในไทย ส่วนใหญ่ดูไม่ออกเลยว่าเป็นขายตรงที่มาจาก มาเลเซีย เพราะเขาทำธุรกิจแบบอินเตอร์จริงๆ ดังนั้น หาก ผู้ประกอบการไทยต้องการจะแข่งขันกับขายตรงต่างชาติ จึงจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูเป็นอินเตอร์ฯ มากยิ่งขึ้น และหากเปิด AEC อย่างเป็นทางการ เชื่อว่าจะ ทำให้มูลค่าตลาดรวมของทั้ง 10 ประเทศ เติบโตมากกว่า 50% จากปัจจุบันที่เติบโตเฉลี่ย 25-30% ต่อปี

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เมื่อเปิด AEC จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีของธุรกิจขาย ตรงไทย ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ธุรกิจอื่น เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนมาก เพียงแค่อาศัย การบอกต่อแบบปากต่อปาก โดยส่วนตัวคิดว่าเมื่อเปิด AEC แล้ว มูลค่าทางการตลาดจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัวจากมูลค่า เดิมที่ทำธุรกิจเฉพาะภายในประเทศ

แต่การเข้าไปในตลาด AEC ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ผู้ประกอบการไทย เพราะจะต้องการเตรียมความพร้อมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำแผนการฝึกอบรม การทำสื่อมีเดีย ต่างๆ ที่จะต้องมีภาษาท้องถิ่นมารองรับด้วย รวมไปถึงสินค้า จะต้องเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เพราะขายตรงอาศัยการ ใช้แล้วเห็นผลจริง จึงจะเกิดการบอกต่อ และสิ่งสำคัญ ของผู้ประกอบการไทยหากต้องการจะให้ธุรกิจ เติบโตต้องอย่ากลัวการออกไปทำธุรกิจกับ ต่างประเทศ แต่จงให้มองการทำธุรกิจแบบ ฝรั่งที่กล้าจะออกไปทำธุรกิจกับต่างชาติ

เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตา- มองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น แม้จะยัง ไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีบริษัทขายตรง ไทยที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หากจะ ไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์ 1 สัญชาติไทย 100% อย่าง กิฟฟารีน ที่ซุ่มเตรียมเปิดตลาดขายตรงในย่านอาเซียนในหลาย ประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปเปิดตลาดที่ สปป.ลาว, กัมพูชา และมาเลเซีย ล่าสุด เตรียมทุ่มงบลงทุนจำนวนมาก เพื่อเข้าไปปักธงในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งการเข้าไป รุกตลาดของค่ายแห่งนี้มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การให้ไลเซนซ์ แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด โดยกิฟฟารีน ระบุว่า เมื่อ AEC เปิด บริษัทจะมีรายได้เฉพาะในต่างประเทศ สูงถึง 500 ล้านบาท จาก 200 ล้านบาท ในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับค่ายขายตรงพันธุ์ไทยแท้อย่าง นีโอ ไลฟ์ที่ได้วางแผนซุ่มเตรียมยึดหัวหาดตลาดอาเซียนอยู่เนืองๆ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปปูฐานที่ตลาดกัมพูชา และได้รับ กระแสตอบรับดีเกินคาดจนต้องขยายตลาดเข้าไปที่เวียดนาม นอกจากนั้น นีโอ ไลฟ์ ยังเตรียมแผนจะเข้าไปทำตลาดใน อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อม กับวางแผนร่วมกับ เมก้า ไลฟ์ ซึ่งเป็นโรงงานผู้ผลิตสินค้า ให้กับ นีโอ ไลฟ์ เตรียมเข้าไปเปิดโรงงานในเวียดนาม เพื่อ ผลิตสินค้าป้อนให้กับสาขาประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วย มีการคาดการณ์ว่าหลังจาก นีโอ ไลฟ์ รุกตลาด AEC อย่าง เต็มที่แล้วจะทำให้บริษัทมียอดขายเฉพาะในกลุ่มอาเซียนได้ เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% จากยอดขายรวมทั้งหมด

ข้ามฟากมาที่ขายตรงสัญชาติไทย เจ้าของสโลแกน ขายตรงสะดวกซื้อ อย่าง จอย แอนด์ คอยน์ ก็ไม่น้อยหน้า ได้ปูฐานเพื่อบุกตลาดอาเซียน โดยได้มี การศึกษา และทำการบ้านมาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้วางโมเดลสาขาที่จะเปิดใน AEC เพื่อให้เป็นโมเดลเดียวกัน คือ การ คีย์ออร์เดอร์ที่สมาชิกสามารถทำได้ในทุกที่ ทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ จอย แอนด์ คอยน์ ได้เริ่ม เข้าไปทำตลาดแล้วในหลายประเทศ อาทิ สปป.ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และมาเลเซีย

นอกจากบริษัทขายตรงไทยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง มิสทิน, คังเซน- เคนโก และเอมสตาร์ ได้เข้าไปยึดหัวหาดในตลาดอาเซียน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงบริษัทขายตรงค่ายขนาดกลาง ของไทยอีกจำนวนมากที่ต้องการจะเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่ง การตลาด ซึ่ง มีหลายค่า ยได้เริ่มเข้าไปทำตลาดบ้างแล้วใน แถบประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มิลค์กี้ เวย์ อินเตอร์- เนชั่นแนล, รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้, ดีไลฟ์ อินเตอร์- เนชั่นแนล และที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายบริษัท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 223 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ทีเคฯ สบช่องขายตรงไทยบูม ส่งสินค้าแดนโสมดันเป้า 200 ล.







ทีเค


ตลาดขายตรงพี่ไทยเนื้อหอม ที เค มอลล์ บิส ได้ฤกษ์ เปิดตลาดไทยเต็มสูบ ด้วยการชูกลยุทธ์ 3+1 ส่งสินค้านวัตกรรม จากเกาหลีสู้ศึก หลังพบคนไทยชอบสินค้าเกาหลี ยันนำสินค้า บุกตลาด 150 รายการ ส่วนปีนี้พาเหรดเพิ่มอีก 10 รายการ เดินหน้าทำแผนอีก 6 เดือน เล็งเปิดเคเบิลทีวี ที่อยู่ระหว่าง เจรจากับช่อง SBS เกาหลี เพื่อทำรายการที่ถนัด หวังผลักดัน ยอดทั้งปี 200 ล้านบาท

คิม โด ฮยอง ประธานกรรมการ บริษัท ที เค มอลล์ บิส จำกัด กล่าวว่า ภายหลังบริษัท ได้ศึกษาตลาดขายตรงในประเทศไทย และพบว่ามีศักยภาพที่ดี และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี บริษัทจึงได้เตรียมแผนเปิด ดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทย ที่มองว่าเมื่อมีการขับเคลื่อน ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยแล้ว หากประสบความสำเร็จ นับเป็น เรื่องง่ายที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในตลาดเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ โดยบริษัทเตรียมแผนใช้ประเทศไทยเป็นฮับในการ ขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ

สำหรับแผนในการขับเคลื่อนตลาด ท่ามกลางการแข่งขัน ของตลาดขายตรงที่รุนแรงในปัจจุบันบริษัทจะใช้กลยุทธ์ 3+1 คือ 1.ถูกดี 2.เยอะดี 3.สินค้าเกาหลีดี และ 4.จ่ายดี ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าว จะชูจุดเด่นที่สินค้านวัตกรรมจากประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจาก การศึกษาตลาดที่ผ่านมาพบว่าคนไทยให้การตอบรับสินค้าเกาหลี เป็นอย่างดี อีกทั้งมีการนำสินค้าด้านความงามจากเกาหลีเข้ามา จำหน่ายในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และไม่เพียงแค่สินค้า อย่างเดียว คนไทยยังมีความนิยมชมชอบดาราเกาลี และละคร เกาหลีใต้อีกด้วย

จุดขายทั้ง 4 ข้อ ตั้งแต่ถูกดีอันนี้ตรงตัว เพราะสินค้า ที่นำเข้าจากเกาหลี นำมาขายในไทยราคาจะใกล้เคียงกัน ต่อมา คือ เยอะดี คือ คุณภาพสมราคา และสินค้าเกาหลีดี คือ การ ยอมรับสินค้าที่มีคุณภาพจากเกาหลี และจ่ายดี คือ ผลตอบแทน ที่คุ้มค่าเหมาะกับสมาชิก ที่ปัจจุบันเราใช้แผนไบนารี่ผสมแผน สแตร์สเตป ที่ได้มีการดึงแผนมาจากเกาหลี และนำมาปรับใช้ให้ เหมาะสมกับสมาชิกในเมืองไทย

ทั้งนี้ บริษัทยังวางแผนจัดประชุมให้กับสมาชิกที่ปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 1,200 รหัส ด้วยการจัดประชุม TK Family Day ที่จัดทุกวันเสาร์ นอกจากนี้ยังเตรียมแผนทำสื่อเคเบิลทีวี ที่บริษัท มีความถนัด โดยรายการทีวีที่จะทำจะเป็นรายการโชว์ร่วมกับ คนเกาหลี เป็นรายการวาไรตี้ โชว์ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็น 8 ชั่วโมง แรกแนะนำซีรี่ส์เกาหลี หลังจากนั้นอีก 8 ชั่วโมง จะมีการแนะนำ สินค้าเกาหลี และเป็นรายการอื่นๆ อีก 8 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการพูดคุยกับสถานี SBS ที่ประเทศเกาหลี คาดว่าจะใช้ เวลาอีก 6 เดือนจากนี้ไป ในการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับช่อง เคเบิลทีวี

นอกจากนี้ หลังการเปิดตลาดในประเทศไทยแล้ว บริษัท มีแผนเปิดตลาดพม่า เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าคนในประเทศ ดังกล่าวสนใจสินค้า และวัฒนธรรมเกี่ยวกับเกาหลีไม่น้อยกว่า คนไทย ซึ่งการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ คาดว่าจะใช้เวลา อีกระยะหนึ่งเพื่อศึกษาตลาด และวางระบบในประเทศไทยให้ เข้าที่เข้าทางก่อนบุกตลาดอีกครั้ง

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 150 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ บิวตี้, โฮมแคร์, เฮลธ์แคร์, ไฮเทค และแอ็คเซอร์ไซ ไดเอท ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 10 รายการ โดย สินค้ายังคงผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ 100% อย่างไรก็ดี การ บุกตลาดปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 200 ล้านบาท และในอีก 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าเป็นบริษัทขายตรงที่ติด 1 ใน 5 ที่มี ยอดขายประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

สำรวจตลาด ขายตรงข้ามชาติ พบหลายค่ายเปิดเกมรุกตลาดQ1 พรึ่บ !







mlm (Mobile)


ผ่าปฏิบัติการ ขายตรงข้ามชาติ บุกตลาดเครือข่ายเมืองไทย...หลังพบ หลายค่ายเดินเกมสร้างความโดดเด่นของธุรกิจออกมาสู่ตลาดเครือข่ายเพียบ หวังดึงคนร่วมธุรกิจ พร้อมชูสินค้า ดี แผนการตลาดเยี่ยมเย้า ยวนใจผู้ที่ต้องการ ประสบความสำเร็จในธุรกิจ...ระบุเตรียมพบเครือข่ายเปิดใหม่ข้ามชาติเจอคิว เปิดตัวเร็วๆ นี้



...ผ่านพ้นไปแล้ว 3 เดือนเศษ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลาย ๆ ราย ในธุรกิจขาย ตรง ต่างมีการออกกลยุทธ์เพื่อหวังสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกิจออกมาให้เห็นกันเป็น ระลอกอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ ขายตรงข้ามชาติ ที่ ณ ช่วงเวลานี้ ก็ได้ออกหมัด เด็ด เพื่อสู้ศึกที่มีอยู่รอบด้านใน ธุรกิจขายตรง เช่นกัน!! จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจว่า ทำไม!...ขณะนี้สงครามการดำเนินธุรกิจของขาย ตรงในช่วงเวลานี้ ยังคง ดุเดือด และสร้างสีสันให้ กับวงการอุตสาหกรรม ขายตรงไทยยิ่งนัก เห็น ได้จากการอาศัยช่วงชิง จังหวะและโอกาสใน การทำธุรกิจ เพื่อหวังให้ ตนเองอยู่รอดปลอดภัย และรักษาพื้นที่ตลาด เอาไว้ ทำให้หลาย ๆ ค่าย ในธุรกิจขายตรงต้องรื้อ ระบบ และปรับแผนสู้มากกว่า การใช้แผนตั้งรับ ทั้งค่ายยักษ์ ใหญ่ และค่ายยักษ์เล็ก ที่ต่าง ดิ้นรนปรับกลยุทธ์สู้รบกันทุกวิถี ทาง หวังดูดคนเข้ามาสู่ระบบ เครือข่ายกันแทบทั้งนั้น....

เช่นเดียวกับ ธุรกิจขาย ตรงข้ามชาติ ที่ต่างก็ใช้จุด ต่าง เพื่อสู้ศึกชิงแชร์ตลาดแบบ หลากหลายรูปแบบเข้าสู้กัน แทบทั้งนั้น...ลองมาดูกันว่า ยุทธวิธีการทำตลาดของ ขาย ตรงข้ามชาติ ในปี 2556 นี้ แต่ละค่ายมีทีเด็ดอะไรมาสร้าง ความเหนือชั้นของธุรกิจกันบ้าง ซึ่งรายละเอียดมีให้ท่าน ผู้อ่านได้ติดตามดังนี้!!

ขายตรงข้ามชาติสาดกลยุทธ์ แรง! เข็นสินค้าสู้ศึก/เน้น กิจกรรมเสริมธุรกิจ

ปักษ์นี้คอลัมน์ ตลาด วิเคราะห์ ขอสำรวจความ เคลื่อนไหวในสมรภูมิรบขายตรง โดยเฉพาะบริษัทขาย ตรงน้องใหม่ข้ามชาติ ที่ ปัจจุบันนี้แต่ละค่ายมีทีเด็ด อะไรออกมาสู่สายตาคนเครือ ข่ายกันบ้าง...ขอเริ่มต้นกับ บริษัทขายตรงข้ามชาติค่าย แรกอย่าง บริษัท ออร์กาโน่ โกลด์ (ประเทศ ไทย) จำกัด แบรนด์ขายตรงสัญชาติ สหรัฐอเมริกา ที่เวลานี้ เริ่มมี การส่งสัญญาณกันตั้งแต่ต้นปี นี้เลยทีเดียว ที่สำคัญ ต้องบอกว่า ใน ช่วงที่ผ่านมา มีข่าวลือออกมา ว่า ค่ายนี้ ไม่มีใบอนุญาต ซึ่ง จากข่าวดังกล่าวทำให้ทีมผู้ บริหารค่ายนี้ ต่างออกมาชี้แจง ว่า บริษัทออร์กาโน่ โกลด์ ดำเนินการถูกต้องตาม กฎหมายทุกอย่าง และมีใบ อนุญาตในการประกอบธุรกิจ ด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถือ เป็นหัวหอกสำคัญในการ ดำเนินธุรกิจของค่ายนี้นั้นพบว่า จะเน้นสินค้าในกลุ่มของ กาแฟเป็นหลักซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ กาแฟดำ, มอคค่า และลาเต้ พร้อมกับมี แผนที่จะส่งสินค้าใหม่ ๆ ออก มากระตุ้นตลาดด้วยเช่นกัน ไม่ ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร เป็นต้น รวมถึงค่ายนี้ยัง มีการชูในเรื่องของแผนการ ตลาดแบบไบนารี่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า การบุก ตลาดของค่ายนี้ ยังเป็นการให้ นํ้าหนักในการทำ ตลาดไป ที่ทางภาคอีสานและทางภาค ใต้เป็นส่วนใหญ่ด้วย ถือเป็น อีกหนึ่งบริษัทขายตรงข้ามชาติ น้องใหม่ ที่ต้องติดตามอย่าง มากทีเดียวว่า ในปีนี้จะ สามารถบรรลุตามเป้าหมาย ได้หรือไม่ สำหรับยอดขาย 800 ล้านบาท ซึ่งก็ต้องติดตามกัน ต่อไป!!

มาลองสำรวจความ พร้อมของธุรกิจขายตรงข้าม ชาติอีกหนึ่งค่ายนั่นก็คือ บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่หลัง จากที่มีการปรับเปลี่ยนทีม ผู้บริหารใหม่ในหลาย ๆ ฝ่าย พบว่า ในปีนี้ ทางค่ายนี้เอง ได้มีการเตรียมความพร้อม ที่จะเน้นการทำตลาดไว้ 3 อย่างด้วยกัน คือ ส่วนแรก การเน้นกิจกรรมการตลาด ที่ทำ ผ่านทัวร์บัส โดยจะ เป็นการทำกิจกรรมไปตาม พื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯและ ต่างจังหวัด ตามศูนย์การค้า สถาบันศึกษามหาวิทยาลัย เป็นต้น ด้วยการจัดโชว์สินค้า จัดโปรโมชั่น พิเศษ สำหรับผู้ที่ สนใจธุรกิจ ส่วนที่ 2 ทางออริเฟลมจะเป็นการใช้นิตยสารเข้ามา ช่วยในการโปรโมทพร้อมกับมี การจัดฝึกอบรมแผนการจ่าย ผลตอบแทน รวมถึงวิธีการที่ จะทำ ให้สมาชิกสามารถ ประสบความสำเร็จในแต่ละ ตำแหน่งของบริษัท และส่วนที่ 3 เป็นการเน้นการสร้างแบรนด์ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านทาง โซเซียลเน็ตเวิร์ค หรือสื่อสิ่ง พิมพ์ต่าง ๆ เป็นต้น...นับเป็น อีกหนึ่งแผนงานทางธุรกิจที่ ค่ายนี้ ประกาศพร้อมที่จะสร้าง ธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ทีมผู้บริหารชุดใหม่ นั่นเอง!...

เช่นเดียวกับขายตรง ข้ามชาติอย่าง บริษัท เพอร์ เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศ ไทย) จำกัด ที่ในปีนี้ ออกมา ประกาศแผนการบุกตลาด ที่ จะหันมาให้ความสำคัญ กับใน เรื่องคุณภาพของสินค้าทั้งใน ส่วนของผลิตภัณฑ์เสริม อาหารและผลิตภัณฑ์ความ งาม พร้อมกับการเพิ่ม ศักยภาพของผู้นำธุรกิจให้มี ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น ในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ในปีนี้ ทาง เพอร์เฟค รีซอร์ส เซส ยังเตรียมที่จะมุ่งเน้นใน เรื่องของการสร้างความแตก ต่างให้กับลูกค้า ในเรื่อง แผนการจ่ายผลตอบแทน ที่ เรียกว่าเป็นแผนไม่ซํ้ากับใคร โดยจะเป็นการช่วยให้ผู้ จำหน่ายรายใหม่ รวมถึง สมาชิกรายเดิมได้รับผล ตอบแทนที่ยุติธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อผลิต ภัณฑ์เพื่อใช้เอง หรือการ ตัดสินใจ สร้างธุรกิจผ่านการ ทำงานหนักด้วยความมุ่งมั่น ในระยะยาว เป็นต้น อีกทั้งปีนี้ เพอร์เฟค รี ซอร์สเซส ยังได้มีนโยบายที่จะ สร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อ เนื่องอีกด้วย ด้วยการเพิ่มงบ การตลาดจากเดิมถึงเกือบ 3 เท่าตัวเลยทีเดียว เพื่อให้สอด รับกับการขยายธุรกิจในปีนี้ที่ วางไว้ คือ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม การอบรมและการจัดประชุม เพิ่มขึ้นจากเดิม 2-3 เท่าตัว หรือจากการจัดประชุม 2-3 ครั้งต่อเดือนเพิ่มเป็น 10 ครั้ง ต่อเดือน เพื่อให้ความรู้กับ สมาชิกในการขยายธุรกิจ และ การพัฒนาเครือข่ายมากขึ้น ภายใต้หลักสูตร Back to Basic รวมถึงการจัดประชุมครั้ง ใหญ่ที่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อ งาน Perfect International Convention ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากประเทศต่าง ๆ ทั้งไทย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม ประมาณ 5,000-6,000 คนนั่นเอง

ส่วนอีกหนึ่งความ เคลื่อนไหวของบริษัทขายตรง ข้ามชาติอย่าง โมนาวี ในปีนี้ ก็ได้ออกมาประกาศ พร้อมที่ จะบุกตลาดเครือข่ายใน ประเทศไทยอย่างเต็มอัตราศึกโดยเตรียมที่จะเข็นสินค้าหลัก อย่าง นํ้าผลไม้อาซาอิเพอร์ เพิล ออกมาสู้ศึกในตลาดขาย ตรง พร้อมด้วยสินค้าทางกลุ่ม สกินแคร์ อีก 5 ประเภท ได้แก่ ครีมอาบนํ้า, โฟมล้างหน้า, ซี รั่มบำรุงผิวหน้า, ครีมบำรุงผิว ตอนกลางวัน และกลางคืน นอกจากนี้ ทาง โมนาวี เอง ยังมีการตั้งเป้าหมายใหญ่ ไว้อีกว่าภายใน 5-10 ปี นับจาก นี้จะขอปันให้ โมนาวี ประเทศไทย ก้าวสู่อันดับ 1 ของโมนาวีทั่วโลกอีกด้วย ซึ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่อาจจะ เรียกได้ว่า ค่อนข้างที่จะงาน หินอย่างมากทีเดียว โดยวันนี้ ต้องบอกว่า การทำธุรกิจขาย ตรงในเมืองไทยสำหรับธุรกิจ ขายตรงข้ามชาติแล้วล่ะก็ ถือ ได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ที่จะ สามารถครองใจคนเครือข่าย ได้อย่างถึงอกถึงใจ ถ้าไม่ใช่ เครือข่ายที่ตัวจริงพอ!...

ซึ่งแผนการบุกตลาด ของ โมนาวี ในปีนี้ ยังไม่หมด เพียงแค่นี้ แต่พบว่า ในช่วง กลางปีนี้ ยังเตรียมที่จะออก สินค้าใหม่เป็นสินค้ากลุ่ม โปรตีน ควบคุมนํ้าหนัก และ เครื่องดื่มผสมคอลลาเจนบำรุง ผิวพรรณอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการขออนุญาตจาก ทางองค์การอาหารและยา พร้อมกับมีแผนที่จะเปิดตัว สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มให้ พลังงานในช่วงปี 2557 นี้อีก ด้วย
...ด้าน อาวียองซ์ ก็ เป็นอีกหนึ่งค่าย ที่มีความ เคลื่อนในช่วงปีนี้เช่นกัน ด้วย การประกาศเป้าหมายภายใน 3-5 ปี นับจากนี้ เตรียมที่จะ เข็นอาวียองซ์ในประเทศไทย ให้เติบโตไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียน พร้อมกับการขยาย ธุรกิจให้ครอบคลุมทุกประเทศ ในทวีปเอเชีย รวมถึงการเร่ง ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ วางไว้ 4 ด้าน ด้วยกันคือ 1. เน้นการสร้างแก่น ธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อให้อาวี ยองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ใน ทุก ๆ ประเทศ มีวัฒนธรรม องค์กรไปในทิศทางเดียวกัน 2. มุ่ง เนน้ คุณภาพของผูร้ ว่ มธุรกิจ ระดับผู้นำ เพื่อเป็นแบบอย่าง ให้กับดาวน์ไลน์ทั่วโลก ทั้งใน เรื่องการทำธุรกิจ คุณลักษณะ และภาวะผู้นำ 3. มุ่งเน้นการ พัฒนาศักยภาพผู้ร่วมธุรกิจ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วันแรกที่ สมัครเป็นผู้ร่วมธุรกิจกับอาวี ยองซ์ และให้ผู้ร่วมธุรกิจ ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ภายใน 3 ปี และ 4. เน้นสร้าง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ด้วยเครือ ข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ระดับนวัตกรรม อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทาง อาวียองซ์ เอง ยังเตรียม ที่จะสร้างธุรกิจในทุกประเทศ ให้อยู่ภายใต้มาตรฐาน เดียวกันอีกด้วย โดยเฉพาะใน ประเทศอินเดีย ที่จะมีแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิก ใน รูปแบบ เดียวกัน กับ ประเทศไทย พร้อมกับยังจะใช้ เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ด้วย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในปีนี้

นับได้ว่า ในช่วง 3 เดือนเศษที่ผ่านมานี้ ความ เคลื่อนไหวของธุรกิจ ขายตรง ข้ามชาติ เริ่มที่จะส่งสัญญาณ ออกตัวแรงออกมาเขย่าตลาด เครือข่ายเมืองไทยเช่นกัน ซึ่ง แต่ละค่ายต่างมีทีเด็ด มีการชู จุดแข็งของธุรกิจออกมาอย่าง มากมายเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้ ต้องบอกว่า หากค่ายไหนที่มี ความพร้อมรอบด้าน มีการ เปิดกลยุทธ์ที่โดนใจ เชื่อว่า สมรภูมิรบขายตรงเมืองไทย ก็ น่าที่จะไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่ คิดด้วยเช่นกัน!!...




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 342 ประจำวันที่ 16-31 เมษายน 2556

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ขายตรงรุกไทย -เทศ ลุ้นเม็ดเงินทะลุแสนล้าน









ธุรกิจขายตรง ดูเหมือนจะยืนอยู่บนเส้นทางที่สดใส เมื่อเทียบกับอีกหลายธุรกิจ ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งต้นทุนที่พุ่งกระฉูด แถมโดนแย่งกำลังซื้อจากนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกที่ทำให้คนต้องกันเงินไว้ผ่อนรถในระยะยาว
สิ่งที่เป็นอานิสงส์ต่อธุรกิจขายตรง บรรดากูรูที่อยู่ในแวดวงตลาดขายตรงล้วนมองว่า หากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ แล้วผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน จะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเหล่านี้หันสู่ธุรกิจขายตรง


อ้าแขนรับคนตกงาน


ต้อนรับปีมะเส็งด้วยนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ผู้ประกอบการธุรกิจหลายรายประเมินว่าจะมีคนตกงานอีกพอสมควร โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่คาดการณ์ว่าจะแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว คงปลดคนงานกันไม่มากก็น้อย


โดยนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด มองว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างแน่นอน และคนที่ได้รับผลกระทบและต้องตกงาน ย่อมหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการหางาน อาชีพที่ไม่เคยถูกมองข้ามเลยนั่นคือ ธุรกิจขายตรง เพราะเป็นธุรกิจอิสระ สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจอย่างงดงาม แต่ต้องขยันปั่นยอดขายสักหน่อย


ที่สำคัญไปกว่านั้นได้คาดการณ์แนวโน้มขายตรงใน 1-2 ปีข้างหน้าจะมีคนเข้ามาอยู่ในธุรกิจมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7-9 ล้านคน ซึ่งสอดคล้องกับนายกสมาคมขายตรงไทยอย่าง นายกิจธวัช ฤทธาวี ที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าหากคนตกงาน อาชีพที่คนจะให้ความสนใจมายึดในการประกอบสัมมาอาชีพต่อไป ก็คือธุรกิจขายตรง ซึ่งในอดีตเมื่อมีคนตกงานก็จะหันไปซบเป็นสาวมิสทินกันไม่น้อย


เออีซีดันขายตรงไทยทะลุ 1 แสนล้าน


แนวโน้มขายตรงไทยยังคึกคักและเตรียมพร้อมในการรุกตลาดอาเซียนอย่างมาก เพราะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปลายปี 2558 มีการคาดการณ์ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมูลค่าตลาดขายตรงไทยอยู่ที่ระดับ 8 หมื่นล้านบาท โดยทิศทางตลาดยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อถดถอยก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยเอื้อจากการตื่นตัวของผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มจัดทัพธุรกิจและสินค้าไปตะลุยตลาดต่างประเทศ


ประเทศเพื่อนบ้านหรือ 9 ประเทศในอาเซียน กลายเป็นพื้นที่ที่ขายตรงไทยจะตรงดิ่งเข้ายึดพื้นที่ เพื่อชิงเค้กก้อนโตก่อนที่เออีซีจะเปิดจริงๆจัง โดยค่ายขายตรงที่ก้าวออกไปอาเซียนก็กิฟฟารีน, นูสกิน, วิลเลนดรอฟ, นีโอ ไลฟ์ และมิสทิน เป็นต้น เดินตามรอยแบรนด์ขายตรงระดับโลกที่เข้าไปยึดหัวหาดในประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอวอน, แอมเวย์ และออริเฟลม ฯลฯ


กิฟฟารีน นำร่องดันยอดตปท.โตเท่าตัว


สำหรับบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และมีแม่ทัพหญิงแกร่งอย่าง พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริษัท ได้วางแผนในการทำตลาดขายตรงเชิงรุกมากสำหรับบุกตลาดขายตรงไทยและอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ตลาดที่มีประชากรขนาดใหญ่สุดของอาเซียน และสเต็ปต่อไปคือการขยายธุรกิจสู่ประเทศเวียดนาม ก่อนหน้านี้กิฟฟารีน เคยปักธงบุกขายตรงในลาว กัมพูชาและมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญเมื่อเปิดเออีซีกิฟฟารีนยังตั้งเป้าโกยรายได้ต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 200 ล้านบาท


วิลเลนดรอฟ เป็นขายตรงที่ประกาศชัดบุกอาเซียนเต็มสูบทั้งพม่า อินโดนีเซีย โดยใช้โมเดลของธุรกิจจะแตกต่างกันไปตามตลาดโลคัล แต่ยักษ์ใหญ่ขายตรงของไทยอีกแบรนด์คือ มิสทิน โดยบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงกับผนึกสหพัฒน์ทุ่มงบลงทุน 100 ล้านบาท ปักหมุดสร้างฐานโรงงานในประเทศพม่าเพื่อผลิตสินค้าลุยตลาดอาเซียน และยังเป็นการดิ้นหนีต้นทุนค่าแรง 300 บาทด้วย โดยตลาดที่มิสทินจะโฟกัสนั้นก็ต้องไหลไปตามกระแส ไม่ว่าจะเป็นพม่า และอินโดนีเซียด้วย อีกยักษ์ใหญ่ขายตรงคือบริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ลุยอาเซียนด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนามเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะชะลอตัว แต่ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับธุรกิจขายตรงหลายชั้น(MLM)แต่อย่างใด โดยผู้บริหารฝ่ายขายของนูสกินเคยกล่าวไว้ว่า "เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาหาเรา ในเวียดนามมีคนตกงานหลายล้านคน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากๆ สำหรับMLM และรูปแบบการตลาดที่เพิ่งเริ่มโต"


ขายตรงไทยยังโตรับปีมะเส็ง


ส่วนเทรนด์ธุรกิจขายตรงไทยในปี 2556 ผู้ประกอบการได้คาดว่ายังเติบโตได้ โดยพ.ญ.นลินี กล่าวว่า หากไม่มีปัจจัยลบทั้งด้านการเมือง และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ปีนี้คาดว่าธุรกิจขายตรงจะเติบโตประมาณ 7-10% และมีมูลค่าราว 8 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัทคาดการณ์ยอดขายปีหน้าว่ายังคงเติบโตได้ต่อเนื่องระดับ 10% จากปีนี้ที่คาดว่าจะปิดยอดขายรวมแตะ 6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 5.4 พันล้านบาท เช่นเดียวกับค่ายสุพรีม ที่ฟันธงขายตรงไทยปีหน้าโตแน่นอน


ขณะที่สินค้าดาวเด่นยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ความงาม เพราะเศรษฐกิจจะโตหรือติดลบ คนไทยก็ยังรักสวยรักงาม ยิ่งสาวๆ ต้องดูดีไว้ก่อน การันตีประเด็นนี้ได้ โดยแอมเวย์ที่ระบุว่า การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคผู้หญิงชาวไทยพบว่ามีความสนใจด้านความงามอย่างมาก และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีการแต่งหน้าสูงสุดในโลกสัดส่วนประมาณ 98-99% รวมทั้งตลาดผลิตภัณฑ์ด้านความงามระดับพรีเมียมก็มีมูลค่าสูงมากถึง 1.1 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมทุกเซ็กเมนต์มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ทำให้แอมเวย์ต้องยกเครื่องอาร์ทิสทรีทั่วโลก ดึงกูรูการตลาดเครื่องสำอางแบรนด์ดังเสริมทัพ ขึ้นชั้นเบอร์ 4 ของโลก จากเบอร์ 5


บรรดากูรูขายตรงออกมาฟันธงตลาดกันขนาดนี้ แต่หลายคนก็ได้แต่หวังว่า ปีมะเส็งจะไม่มีปัจจัยลบทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ มาหักธงเซียนขายตรงเป็นพอ!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,806 วันที่ 3 - 5 มกราคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

สมาคมการขายตรง (TDSA) : ร่วมแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


สมาคมร่วมแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


ทำเนียบรัฐบาล พฤศจิกายน 2555 สมาคมการขายตรงไทย นำโดยนายกิธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคม พร้อมด้วยผู้บริหารจากบริษัทเครือข่ายชั้นนำ เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีกับ ฯพณฯ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมทั้งร่วมหารือเพื่อสร้างแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับสมาคมในการพัฒนาศักยภาพธุรกิจเครือข่าย และป้องกันปัญหาการแฝงตัวของแชร์ลูกโซ่ในธุรกิจขายตรง ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network Worldwide) : ไขความลับ 5D เเห่ง "ดี เน็ทเวิร์ค" ที่สุดพลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน








 


กำเนิดที่สุดแห่งองค์ประกอบ 5 D สุดยอดปัจจัยสร้างการเติบโตยั่งยืน


จากประสบการณ์และความสำเร็จในอุตสาหกรรมขายตรงกว่า 20 ปี ทำให้ 3 ผู้ก่อตั้งแห่ง บริษัทขายตรงน้ำดีสัญชาติไทย ดี เน็ทเวิร์ค ประกอบด้วย สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง อุทัย แจ่มฟ้า และภูมิสนอง หล้าสุด ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้เห็นซึ้งและเข้าใจปัญหาใหญ่ที่คอยฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมขายตรงไทยนั้นมีปัญหา 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. แผนการตลาดที่ยากเกินไป 2.บริษัทไม่เติบโต ไม่ประสบความสำเร็จ และ 3.สมาชิกไม่ประสบความสำเร็จ


ก่อนที่จะเปิด ดี เน็ทเวิร์ค เรามองว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วยกัน จากการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีของพวกเรามากลั่นกรอง จนตกผลึกทางความคิด เราจึงมองว่าองค์กรที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมขายตรงอย่างยั่งยืน ต้องประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ หรือที่เราเรียกองค์ประกอบทั้ง 5 ว่า 5D ที่กำลังโด่งดังอย่างมากในปัจจุบัน


องค์ประกอบแรกคือ บริษัทดี ขายตรงที่ดีต้องมีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้สมาชิกทำงานได้ง่ายที่สุด การจัดการทุกอย่างต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญเทคโนโลยีต่างๆต้องทันสมัยและต้องทำงานแบบรวดเร็วทันใจ และมีการวางกลยุทธ์ต่างๆที่ชัดเจน


ต่อมา คือ สินค้าดี สินค้าที่จะทำให้บริษัทเติบโตต้องเป็นสินค้าใช้แล้วเห็นผลลัพธ์ ต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม เป็นลิขสิทธิ์ของดี เน็ทเวิร์ค ขนส่งต้องง่าย และต้องมีสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุม ที่สำคัญจะต้องแข่งขันในเวทีอาเซียนได้


แผนการตลาดดี แผนการตลาดที่ดีในวงการขายตรงนั้นจะต้องมี 3 เชิง ประกอบด้วย เชิงตัวเลข แผนๆ นั้นต้องเป็นแผนที่ทำง่ายและไม่โอเวอร์เปย์ เชิงพฤติกรรม แผนการตลาดนั้นๆ ต้องเป็นแผนที่ส่งเสริมการทำงานของสมาชิก เชิงสุดท้ายคือ เชิงโอกาส แผนๆ นั้นต้องเป็นแผนที่ยุติธรรม มาทีหลังก็สามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่าและเร็วกว่า อีกทั้งต้องมีการส่งเสริมการสร้างทีมในระยะยาว ส่งผลต่อความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว


การฝึกอบรม ที่ ดี เน็ท เวิร์ค มีหลักสูตรการฝึกอบรมมากถึง 27 หลักสูตร ซึ่งแต่ละหลักสูตรเน้นการสร้างผู้นำให้เป็นผู้นำจริงๆ เป็นมืออาชีพจริง ซึ่งต้องมีการอบรมเรียนรู้ยาวนานถึง 6 เดือน ถึง 1 ปี ถึงจะเป็นมืออาชีพ


ผู้ประกอบการดี ผู้ประกอบการต้องมีประสบการณ์ในวงการขายตรง ซึ่งพวกเราเข้าสู่วงการขายตรงตั้งแต่อายุ 19 อายุ 20 ก็สมัครเป็นนักธุรกิจอิสระ อายุ 21 ปีสร้างรายได้เดือนละ 200,000 บาท เป็นวิทยากร พออายุ 22 ก็เป็นอาจารย์สอนวิทยากร เราสร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 5 อย่างนี้ ที่ ดี เน็ทเวิร์ค มีครบถ้วน จึงส่งผลให้ ดี เน็ท เวิร์ค ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในวงการเครือข่ายเมืองไทย


ดี เน็ทเวิร์ค ยานพาหนะชั้นเลิศ พร้อมนำพาสมาชิกสู่ความสำเร็จ


คุณสาคร เล่าว่า การเดินทางไปสู่ความสำเร็จนั้นมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การขับรถ นั่งเรือ แต่หากเปรียบกับโลกของขายตรงแล้ว ขายตรงเป็นอาชีพ เป็นยานพาหนะ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในชีวิตได้รวดเร็วมาก บางคนอาจจะใช้เวลาเพียง 2 3 ปี ก็สามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ต้องเลือกยานพาหนะที่ดีและสมบูรณ์ด้วย จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว ซึ่งทาง ดี เน็ทเวิร์ค ถือเป็นยานพาหนะชั้นเลิศที่พร้อมจะนำพาทุกท่านไปสู่ความสำเร็จที่ทุกท่านคาดหวังไว้


ส่วนกุญแจที่สร้างความสำเร็จให้กับ ดี เน็ท เวิร์ค คือ การคอนโทรลกรุ๊ป คอนโทรลทีมให้เป็นเหมือเป็น แม่ทัพบัญชาการ 1 บริษัท ต้องเป็น 1 ทีม สมาชิกทุกคนต้อเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี่คือกุญแจที่ไขไปสู่ความสำเร็จ บริษัทใดที่สามารถทำแบบนี้ได้ เชื่อเหลือเกินว่าบริษัทนั้นๆ จะประสบความสำเร็จในวงการขายตรงได้แน่นอน


กุญแจแห่งความสำเร็จในการทำธุรกิจขายตรงอยู่ที่เราสามารถคอนโทรลกรุ๊ปได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้บริษัทเติบโต การคอนโทรลกรุ๊ป ก็เปรียบเหมือนกับการที่เราเป็นแม่ทัพในการบัญชาการศึก 1 บริษัท จะต้องมี 1 ทีม ต้องสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
เน้นการบริหารงานแบบผู้นำ พร้อมดูแลเอาใจใส่สมาชิกเป็นอย่างดี


สาคร บอกว่า เขาเป็นผู้บริหารแบบผู้นำ ไม่ได้บริหารแบบหัวหน้า ลูกน้อง การทำงานแบบผู้นำนั้นทำงานหนักกว่า ทุ่มเทเอาจริงเอาจังกว่า ตนบริหารงานไม่ได้ใช้สไตล์แบบนายจ้าง ผู้บริหารต้องใส่ใจลูกน้อง


เราต้องรักลูกน้องก่อน ดูแลเขาก่อน เมื่อเราทำแบบนี้ วันข้างหน้าเขาจะดูแลเรา เราดูแลสมาชิก เป็นอย่างดี วันข้างหน้าสมาชิกก็จะดูแลธุรกิจ ดูบริษัทให้กับเรา ผู้บริหารสไตล์ผู้นำก็เหมือนนักรบ เราจะต้องทำสิ่งดีๆ เป็นตัวอย่าง จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้คนทำตาม


จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ของ คุณสาคร คุณอุทัยและคุณภูมิสนอง นั้นได้ทุ่มเทให้กับ ดี เน็ทเวิร์คจนหมดสิ้น นี่คือพาหนะที่ดีที่สุดในงวงการขายตรง โดยพวกเขาตั้งเป้าจะสร้าง ดี เน็ทเวิร์ค ให้เป็นตำนานบทใหม่ในขายตรงไทย
และนี่คือ ดี เน็ท เวิร์ค พาหนะที่ดีที่สุดในวงการขายตรงยุคปัจจุบัน


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์เเรก ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 155

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บกม.-ตลาด-นักขายรับ AEC








 


ธุรกิจเครือข่ายขายตรง นับวันการแข่งขัน เชิงสัญลักษณ์ มีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นไม่ต่างจาก การเมืองไทย ที่วันนี้ถูกมองเป็น ความเสี่ยงต่อ ความ เชื่อมั่น ในสายตาของ นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ ไทยได้หาก นักลงทุนต่างชาติ มีความไม่เข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกัน ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ที่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ เริ่มออกมา ในเชิงบวกเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีตที่ ผ่านมา ประชาชนเริ่มเปิดใจกว้างยอมรับ หากนับจากยอดจำนวน นักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในระบบที่มีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน กว่า 800 บริษัทขายตรงในประเทศ คิดเป็น มูลค่าการตลาดไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และ โอกาส จะขยายเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาลหลังเปิดประตูประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน(AEC) รวมประชากร ประมาณ 600 ล้านคน
- เร่งรวมกลุ่มสร้างเอกภาพขายตรงไทย
ว่าไปแล้ว ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในวันนี้ยังไม่ชัดเจนในการรวมกลุ่มเป็นหนึ่ง เดียวในการผลักดันให้ ธุรกิจขายตรง เป็น อุตสาหกรรมขายตรงไทย เต็มรูปแบบ เข้าไปอยู่ในทำเนียบ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตัวแทนของ ภาคอุตสาหกรรมเอกชนไทย ที่มีพลัง ในบทบาทดำเนินงานเพื่อประสานนโยบาย ภาครัฐกับเอกชน ให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่าง คล่องตัวมากขึ้น ซึ่ง ธุรกิจขายตรงไทย ถือว่า มีทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน มา ยาวนานไม่สามารถคลี่คลายได้ การมี พันธมิตร เพิ่มขึ้นจึงเป็น โอกาส หนึ่งใน การขจัด ทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน ของ ธุรกิจขายตรงไทย
ปัจจัยภายนอกที่ ธุรกิจขายตรงไทย ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงคือเรื่องของ การประสานนโยบายภาครัฐเสริมภาคธุรกิจ ให้มีความคล่องตัวแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกลุ่มธุรกิจด้วยกันยังต้องเผชิญกับการ แข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ไม่นับรวมอนาคต อีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้านี้ที่ ประเทศไทยกำลัง จะมี คู่แข่งเพิ่ม ในทุกอุตสาหกรรม จาก การรวมกลุ่มของ ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC ปี 2558 ภายใต้การ แข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
ดังนั้นการรู้จัก หลีกเลี่ยง หรือ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการ รวม กลุ่ม ในรูปแบบ พันธมิตร ถือเป็นหัวใจ สำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ
-จับตาทิศทาง 3 สมาคม 1 กลุ่ม ก่อน AEC มา
ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ใน ประเทศวันนี้แม้ปรากฎภาพ รวมกลุ่ม แล้วใน เชิงสัญญลักษณ์ แต่หากเป็นเพียง เอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ต่างคนต่างรวมกัน เติมพลังแห่งความเชื่อมั่น-ภาพลักษณ์ ภายในกลุ่มของตัวเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นยัง ขาดเอกภาพ รวมเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนมาก สุดวันนี้มี 3 กลุ่มหลักคือ
กลุ่มใหญ่สุด สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ที่สมาชิกสมาคมฯ ส่วน ใหญ่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ธุรกิจขายตรงสีขาว ยาวนานมา 29 ปี มีสมาชิกเข้าร่วม สังกัดแล้วประมาณ 29 ราย จากธุรกิจ ขายตรงทั้งหมดประมาณ 800 ราย ล่าสุดมี กิจธวัช ฤทธีราวี บิ๊กแอมเวย์ นั่ง นายกสมาคมฯ เมื่อ ก.ค.2555
กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่มีพลัง ด้วย มีสัดส่วนสูงสุดในการสร้าง มูลค่าตลาด ขายตรง ในวันนี้ที่เติบโตราว 60,000- 70,000 ล้านบาท ภายใต้แผนการตลาดหลายชั้น (MLM) หรือแผน สแตร์สเต็ป
ซึ่ง กิจธวัช มีแนวคิดปฏิวัติ อุดมการณ์เดิม ด้วยการเปิดกว้างรับธุรกิจ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมสมาคมฯ โดยไม่จำกัด แผนการจ่ายผลตอบแทน และ แผนการตลาดทุกแผน นั่นหมายรวม ถึง แผนไบนารี่ ด้วย
กลุ่มที่สอง สมาคมอุตสาหกรรม การขายตรงไทย หรือ TDIA มี นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แห่ง โควิก เคท อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) นั่ง นายก สมาคมฯ เมื่อ ส.ค.55 เป็นกลุ่มที่มีปณิธาน แน่วแน่ในการเชิญชวนทุกกลุ่ม ธุรกิจ ขายตรง ร่วมกันเดินหน้าจัดตั้ง สมาพันธ์ การขายตรงไทย ให้เกิดความร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์ เชิงบวก แต่ 5 เดือน ผ่านไปวันนี้ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้า
กลุ่มที่สาม สมาคมการพัฒนา ขายตรงไทย หรือ TSDA มี อนุวัฒน์ ธรมธัช ประธานที่ปรึกษา จอย แอนด์ คอยน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ผู้ผลักดัน กฏหมายขายตรง หรือ พระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 กระทั่งมี ธุรกิจขายตรง มากมายไม่จำกัด แผนธุรกิจ หลั่งไหลเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. มากมาย ปัจจุบันยังนั่ง นายก สมาคมฯ โดยสมาคมฯ กลุ่มนี้มีแนวคิดเห็น พ้องกับ TDIAฉะนั้นนับถอยหลังเวลาที่เหลืออีก 2 ปีกว่าก่อนเปิด AEC การเตรียมพร้อมในเชิง รุกของ อุตสาหกรรมขายตรงไทย ยังมี เวลาในการ รวมกลุ่ม หรือ เพิ่มพันธมิตร ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง 3 สมาคม และกลุ่มนีโอ ไลฟ์ จะมองสถานการณ์วันนี้เป็น วิกฤต หรือ โอกาส ก็ต้องจับตาดู หากพลิกทั้งวิกฤต และโอกาส เพื่อสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง ให้ อุตสาหกรรมขายตรงไทย รองรับ ตลาดใหญ่ ในอนาคต ท่ามกลางการ แข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้
- วิ่งสู้ฟัดกู้ภาพลักษณ์ขายตรงไทย
การต่อสู้ในเกมธุรกิจเครือข่ายขาย ตรงที่รุนแรง นี้ไม่จบลงเพียงแค่ การสร้างภาพ ลักษณ์ ให้ธุรกิจเกิดใหม่ขายตรงที่ไม่ได้ใช้ แผน สแตร์สเต็ป เท่านั้น หากเกิด ปฏิบัติการ ของ ธุรกิจขายตรง กอบกู้ภาพ ลักษณ์ในกลุ่มของตัวเองแทน มีการแข่งขันชิง ข้าราชการระดับสูง จากหน่วยงานที่เป็น ผู้กุมบังเหียนธุรกิจขายตรง ของประเทศ ไทย เข้ามาเสริมทัพให้กับ ธุรกิจขายตรง เช่น จอย แอนด์ คอยน์ หรือ เจริญโอสถ โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา แม่ทัพใหญ่เซียน แผนไบนารี่ คว้า อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาสคบ.มานั่งเป็น ที่ปรึกษา ประธานบริษัท และกรรมการผู้จัดการ ขณะ นีโอ ไลฟ์ฯ โดย ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ และ เจ้าของธุรกิจสื่อ ทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาธิการสคบ. นั่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เมื่อ กลางปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง ส่วน รัศมี วิศทเวทย์ อดีตเลขาธิการสคบ.ก่อนหน้านี้ ได้ฝังตัวอยู่ใน T D S A ใน C o d e Administrator ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ผู้ บริหารกฎจรรยาบรรณ TDSA มาได้ 2-3 ปี ที่ผ่านมา
- ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ
นอกเหนือจากนี้แล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม อันทรงพลัง ต่างกำลังเร่งเดินหน้ายกระดับ ภาพลักษณ์-ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม ธุรกิจในสังกัดตัวเองให้แข็งแกร่ง เป็นที่ ยอมรับของสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการ มาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 กันอย่างคึกคัก ทั้งเรื่องของการเสริมสร้าง องค์ความรู้ทางด้านกฏหมาย เร่งพัฒนายก ระดับ นักขาย เรียนรู้การตลาดในแบบ สากลฉีกแนวการดำเนินธุรกิจแบบในอดีตที่ ผ่านมา
ล่าสุด TDSA จัดงาน วันเกียรติยศ นักขายตรงไทยปี 2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พ.ย.2555 ที่ผ่านมาเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจ มีจรรยาบรรณ ต่อ ลูกค้า-สังคม รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ นักธุรกิจอิสระ ทั่วประเทศเกือบ 6 ล้าน คนและยกระดับ ภาพลักษณ์ ของ TDSA ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง
ทางด้าน นีโอ ไลฟ์ ก้าวข้ามธุรกิจ ในแบบฉบับเดิมในอดีต ด้วยการปรับตัว รองรับกับกระแส AEC เดินหน้าจัดอบรม สัมนาพิเศษ พัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจทุก ระดับ มีการระดมพล นักขาย เรือนหมื่น ร่วมรับฟังความรู้ในหัวข้อ การส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจขายตรงอย่างมีจรรยาบรรณ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสคบ. กระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาให้ความรู้แบบรอบด้านให้กับ นักขาย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ขณะ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จัดให้มีการอบรม มาตรฐานวิชาชีพขายตรงไทย ครั้งที่ 3 เสริมความรู้ มุมมองการดำเนินธุรกิจให้กับ นักขาย ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่ถูกต้อง โดยได้เชิญ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดงานและให้ โอวาท มี จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.และเลขาธิการ คณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) บรรยายหัวข้อสำคัญถึงเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ ส่วน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธาน กรรมการผู้จัดการ เจริญโอสถ ร่วมเสริมความรู้ เรื่อง มาตรฐานของวิชาชีพ ขายตรงและนักธุรกิจอิสระ และสุดท้ายเชิญ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วมบรรยาย เกี่ยวกับ ธุรกิจปุ๋ย ที่ไม่ผิดกฏหมาย เรียก ว่าอัดแน่นความรู้ตลอดทั้งวัน
ดังนั้น ธุรกิจขายตรง ในฐานะ ผู้ประกอบการ เตรียมพร้อม สร้างภาพ ลักษณ์-ความเชื่อมั่น ในความรู้ด้านต่างๆ ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ เตรียมความพร้อม ให้ นักขาย หรือบุคคลากรเป็นทุนติดตัว ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการแข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหมือนกับธุรกิจใน หลายอุตสาหกรรมที่วันนี้ต่างก็ปรับตัวกัน อย่างคึกคักรับการเปิดตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เข้ามาแข่งขันได้ เพราะสุดท้ายจะไม่มี เครื่องมือใดๆ จากรัฐใดๆ ของประเทศใดๆ มากีดกันทางการค้าอีกแล้วนั่นเอง!!


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงอินโดนีเซีย : บุกตลาดใหญ่อินโดฯ งานหินขายตรงไทย ในตลาดอาเซียน (AEC)


ด้วย ตลาดบริโภค ที่มีขนาดใหญ่ของ อินโดนีเซีย คิดจำนวนประชากรอยู่ที่ 245 ล้านคน หรือมากเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่มีราว 590 ล้านคน หรือมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ทำให้หลาย ธุรกิจวันนี้ไม่อยากพลาด โอกาสทอง ต่างเดินหน้าเข้ามาลงทุนกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้วันนี้ มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงสุด เป็นอันดับ 3ในกลุ่มอาเซียน หรือกว่า 10,446.96 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และมีประเทศสิงคโปร์ลงทุนมากสุดอันดับ 1 รองลงมาญี่ปุ่นและ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ที่เหลือเป็นประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ ซึ่ง ประธานกรรมการ จัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจของ อินโดนีเซีย ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี ค.ศ. 2025 อินโดนีเซีย จะต้องเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ ฉะนั้นหากการลงทุนครบสมบูรณ์แบบ แล้วถึงตอนนั้นอนาคต อินโดนีเซีย ก็จะเป็น ตลาดบริโภคที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุดใน อาเซียนเลยทีเดียว


กำลังซื้อสูงลิ่ว 180 ล้านคนคุมทิศทางตลาด
เศรษฐกิจของ อินโดนีเซีย ดูแล้ว สดใสมาก หากดูข้อมูลจากทางการของ อินโดนีเซีย จะพบว่า มีอัตราขยายตัวทาง เศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้นโดยช่วงระหว่างปี 2550-2554 การขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.9 และปี 2555-2558 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเฉลี่ย ได้ถึงร้อยละ 6.4 ต่อปี และการเติบโตที่เป็นบวก นี้ได้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึง กำลังซื้อ ของ ชาวอินโดนีเซีย ว่าจะมีสูงขึ้นด้วย กล่าว คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ในปี 2558 จะ เพิ่มขึ้นเป็น 420.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก เดิมอยู่ที่ระดับ 289.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2554 และเมื่อเปิดดูประชากรจำนวนมหาศาลราว 245 ล้านคน จะพบว่ามีประชากรประมาณร้อยละ 67 หรือ 160 ล้านคนเป็น วัยทำงาน ที่มีอายุ ระหว่าง 15-64 ปี ยังไม่นับรวมประชากรที่มี รายได้สูง อีกราว 20 ล้านคน รวมแล้วราว 180 ล้านคนที่มี กำลังซื้อ และกำลังเป็นผู้มีบทบาท ในการกำหนดทิศทางตลาด


ยึดแบรนด์-ราคาสินค้าเป็นหลัก
หากแยก พฤติกรรม การจับจ่ายซื้อ สินค้าตามระดับรายได้ของผู้บริโภค จะพบว่ามี กลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงถึงสูงมาก อยู่ ประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ โดยกลุ่มนี้มี กำลังซื้อสูง นิยมใช้สินค้านำเข้า คุณภาพดีจากต่างประเทศ และตราสินค้าเป็นที่ รู้จัก


ส่วน กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึง น้อย เป็นประชากรส่วนใหญ่ของ อินโดนีเซีย จะให้ความสำคัญเรื่องของ ราคาสินค้าเป็น หลัก ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะ สินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีราคา ย่อมเยาและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันเป็นลำดับ แรก มีแหล่งหาซื้อสินค้าที่ ชาวอินโดนีเซีย นิยมมากที่สุดคือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ สินค้ารุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ ทำให้สามารถ เปรียบเทียบราคาและคุณภาพได้ง่าย


ขณะประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 55 ของจำนวนประชากรในกลุ่มนี้ ก็เป็น กลุ่มผู้ซื้อ หรือ ผู้บริโภค ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็น คนรุ่นใหม่ ที่ค่อนข้างเปิดรับ วัฒนธรรมต่างชาติ มีรสนิยมการบริโภคสมัยใหม่ อีกทั้งมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วกว่า วัยอื่นๆ


โดย สินค้าไทย ที่น่าจะมีโอกาสขยาย ตลาดในกลุ่มนี้ คือ เครื่องสำอาง เครื่องหอม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำ วัน ซึ่งหากมีความ เข้าใจ ถึง พฤติกรรม การบริโภค และ รสนิยม ของ ชาว อินโดนีเซีย จะช่วยเพิ่มโอกาสขยายตลาด สินค้าได้มากยิ่งขึ้น


คิดบวก สินค้าไทย งานสุดหิน ขายตรง
ชาวอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่แม้จะ มีทัศนคติที่ดีต่อ สินค้าไทย ดูเหมือนเป็นจุดแข็ง ที่ สินค้าไทย จะเข้าถึง ตลาด อินโดนีเซีย ได้ง่ายโดยเฉพาะการทำ ธุรกิจ ขายตรง ที่วันนี้มีหลายบริษัทขายตรงของ คนไทยเข้าไปลงทุนอย่างจริงจังมากมายหลาย บริษัทด้วยกัน แต่ก็ยัง การันตี ไม่ได้ว่าการ เข้าไป ครอบครองพื้นที่ทางการตลาด ใน ตลาดอินโดนีเซีย นั้นไปถึง ความต้องการ ของผู้บริโภค แล้วหรือยัง ใช้กลยุทธ์ใด รูปแบบ ไหนในการเจาะตลาด


แต่สำหรับ ดนัย ดีโรจนวงศ์กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่อง สำอางค์ มิสทิน ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว ชัดเจน แล้วว่า เต็มใจที่จะควักกระเป๋าลงทุน 100 ล้าน บาทเพื่อปูทางในการขยาย ธุรกิจขายตรงแบบ ชั้นเดียว ใน อินโดนีเซีย พร้อมกับ สร้าง แบรนด์ใหม่ ในการทำ ตลาดในอินโดนีเซีย เน้น สินค้าที่มีความหลากหลาย จับกลุ่ม ลูกค้า ระดับล่าง-ระดับกลาง เป็นหลัก เมื่อถึงตอนนั้น มิสทินอินโดนีเซีย น่าจะเป็นรายที่ พร้อมรองรับการเปิดตลาด AEC ปี2558 ได้ อีกหนึ่งรายในจำนวนหลายๆ ราย ซึ่งการไม่ใช้ แบรนด์ มิสทีน นั้น ดนัย ย้ำว่า ช่วยทำให้ง่าย ขึ้นในการพูดคุยเรื่องของการหาพันธมิตร นำ สินค้าเข้ามาร่วมขายในระบบ


ส่วน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ แห่ง คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล ย้ำเสมอ ถึงข้อจำกัดของ ธุรกิจขายตรงไทย ที่จะเข้าไป ขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่เรื่อง ง่าย เพราะยังมีกฎระเบียบต่างๆ ที่นักธุรกิจ จะต้องทำการศึกษาโดยละเอียดและเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ แม้ว่าการเปิด AEC จะทลายกำแพงภาษี เหลือร้อยละ 0 ก็ตาม ทางด้าน วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวย การสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยืนยันว่า การทำธุรกิจใน อินโดนีเซีย ไม่ง่ายเนื่องจากมี ประชากรเป็นจำนวนมาก ขณะที่สินค้าก็มีเป็น จำนวนมากที่เตรียมไหลเข้า อินโดนีเซีย เป็น จำนวนมาก จึงเป็นหน้าที่ของ รัฐบาล อินโดนีเซีย ที่จะต้องดูแลประชาชนให้ได้


ดังนั้น นโยบาย กฎข้อบังคับ กติกา ต่าง ๆ จะมีการปรับเปลี่ยนเกือบทุกวัน ยังไม่นิ่ง ทำให้ยากต่อการส่งสินค้ามาขาย ดังนั้นผู้ ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษาและปรับตัว อยู่เสมอ


เข้าถึง ตลาดเป้าหมาย จุดท้าทายอำนาจซื้อ
ในเมื่อการบุกตลาดในอาเซียนโดย เฉพาะ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ มาก สิ่งหนึ่งที่ กิจธวัช ฤทธาวี นายกสมาคม การขายตรงไทย เคยมองไว้ว่า ตลาด อินโดนีเซีย มีศักยภาพที่จะขยายตลาด เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากกว่า 200 ล้าน คน และการขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็น โอกาส ของ ธุรกิจเครือข่าย ที่ขึ้น อยู่กับ จำนวนประชากร และวัฒนธรรม ต้องศึกษารูปแบบการทำธุรกิจ เพราะบาง ประเทศนิยม การขายตรงหลายชั้น หรือ MLM และบางประเทศ นิยมชื่นชอบ การขาย ตรงแบบชั้นเดียว หรือ SLM ก็มองข้ามไม่ได้ เช่นกัน


ฉะนั้นการเข้าไปขยาย ธุรกิจขายตรง ใน ตลาดอินโดนีเซีย มีอีกหลายประเด็น ที่ มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะการผลิตสินค้า รองรับตลาดขนาดใหญ่ภายใต้การดำเนิน ธุรกิจ ขายตรง ที่มีความพิเศษแตกต่างจากการขาย สินค้าผ่าน ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์การค้า ขนาดใหญ่ จะต้องโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันนี้ การตลาดจะมีความเป็นเฉพาะ กลุ่มมากขึ้น และยังซอยย่อยเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่เล็ก กว่า Niche Market เสียอีก การรู้จัก ผู้บริโภค ที่แท้จริงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้โดยง่าย ที่สุด จะเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน


ผู้บริโภค วันนี้และต่อไปอนาคตจะไม่ ยึดสินค้าที่เป็นกลางๆ อีกต่อไปแล้ว หากแต่จะ เน้น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะของตัวสินค้า และ ผู้บริโภคในกลุ่มย่อย จะเรียกหาคุณสมบัติพิเศษ ของสินค้าที่ต่างมีความต้องการไม่เหมือนกัน เช่น เครื่องสำอาง ที่มีความแตกต่าง หลากหลาย และมีเอกลักษณ์สำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอีก ด้วย ซึ่งเหล่านี้แม้จะมีผลกระทบต่อการผลิต ต้นทุนสินค้าและการเก็บสต็อก


แต่ใช่เป็นปัญหาทางธุรกิจหรือเป็น เรื่องที่น่ากลัวแต่อย่างใด เพราะต้นทุนที่ แพงขึ้น เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ ต้อง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ หากกำหนด ภาพลักษณ์ ที่สูงได้ ผู้ประ กอบการ ก็จะสามารถตั้ง ราคาสินค้าที่ แพง ได้ เพราะ ผู้บริโภค จะมี ความ พอใจที่จะ จ่ายแพง เพื่อแลกกับสินค้า ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่แพงหรือถูก แต่อยู่ ที่ว่า ลูกค้าถูกใจหรือไม่ ขอเพียงแค่เข้า ถึงตลาด ผู้บริโภคให้ได้ โดยเฉพาะ ผู้ บริโภคในกลุ่มที่มี กำลังซื้อสูง ราว 20 ล้านคน นับเป็นเรื่องท้าทายยิ่งนัก แม้จะเป็น งานสุดหินก็ตาม!!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

ถึงคราว "ขายตรงไทย (MLM)" หนาว! ตำรวจทุบโต๊ะ "สมุนไพร" เข้าข่ายห้ามขาย


ตำรวจ อย. เครื่องร้อน! กางกฎหมายเทียบคุณสมบัติ สมุนไพรไทย กับ ยา หากเข้าข่าย รักษา นับผิดกระทงแรก


สาวลึกต่อวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ ผสมยาน้ำสมุนไพรเกินข้อกำหนดเข้าข่าย เหล้า ผิดกระทงสอง ด้าน ตำรวจสคบ. รับลูกพร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าสืบค้น- สอบสวนขบวนการขาย-จ่ายผลประโยชน์ในธุรกิจเครือข่ายก่อนได้รับใบอนุญาต พบหลักฐานมัดผิดตาม ม.20 พ.ร.บ.ขายตรงฯ ทันที
พ.ต.อ.ชำนาญเดช แตงจุ้ย ผู้กำกับ 1 กองบังคับ การปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ.เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงการทำงานของ บก. ปคบ.กรณีการเข้าไปตรวจค้นหรือสืบสวนบริษัท เอสดี แอวานซ์ จำกัด ที่ตั้งอยู่


บนห้างสรรพสินค้าดังย่านลาดพร้าวตามที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ ว่า เป็นไปตามอำนาจทางกฎหมายหากมีผู้ร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส ตำรวจบก.ปคบ.ก็สามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบหาหลักฐานการกระทำผิดภายใต้ข้อ บังคับของ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ได้ทันที โดยที่ผ่านมามีเรื่องร้องที่มีการบันทึกไว้รวม 31 เรื่องที่เป็นคดีความไปแล้ว

ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่มีการแจ้งเบาะแสเข้ามายัง บก.ปคบ.แล้วทางเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปตวรจค้น ในปี 2553 มี 18 คดี ปี 2554 มี 12 คดี ส่วนปีมีเพียง 1 คดี ส่วนรายล่าสุดนี้ไม่ได้พบหลักฐานว่าเขามีการจ่ายผลตอบแทนอะไรกัน เพราะเขายังไม่ได้รับใบอนุญาตขายตรงจริง ซึ่งหากเราพบมีใบเสร็จหรืออะไรที่ยันได้ว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ขึ้นก็ต้องผิดกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ทำขายตรงก่อนได้รับใบอนุญาต พ.ต.อ.ชำนาญเดชกล่าว และว่า


ปัจจุบันธุรกิจขายตรงกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนและนักธุรกิจตลอดจนประชาชนทั่วไปสูงมากขึ้นกว่าอดีต ทำให้ผู้ประกอบการที่กำลังยื่นขอรับใบอนุญาตหลายคนเร่งฟอร์มทีมงานเพื่อความพร้อมในการให้บริการกับสมาชิก โดยมีการเชิญชวนคนทั่วไปเข้าไปร่วมฟังแผนธุรกิจและคุณสมบัติสินค้ากันล่วงหน้า บางบริษัทได้รับความนิยมจนมีคนให้ความสนใจอย่างล้นหลามนำมาซึ่งการตั้งข้อสงสัยถึงการ แอบทำ ธุรกิจขายตรงก่อนได้ใบอนุญาตประกอบการจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นายทะเบียนก่อนหรือไม่


ด้วย พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 20 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรง เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นหากมีบริษัทแอบทำขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วมีการจ่ายผลตอบแทนกันจริงก็เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว และเป็นสาเหตุหลักให้ทาง บก.ปคบ.ต้องเข้าไปตรวจค้นเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับสคบ.เท่านั้นเอง


ส่วนกรณีบางบริษัทที่โดนสำนักงานอาหารและยา (อย.) แจ้งขอความร่วมมายัง บก.ปคบ.ให้ร่วมบูรณาการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมนั้น ก็ถือเป็นการทำงานตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายของอย.ที่ผู้ผลิตอาหารเสริมซึ่งบางรายก็อยู่ในระบบขายตรงบางรายก็ไม่อยู่แต่เป็นผู้ผลิตส่งขายอย่างเดียวติดฉลากไม่ถูกต้อง และอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง


นอกจาก 2 กรณีนี้แล้ว พ.ต.อ.ชำนาญเดช ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บก.ปคบ.ยังสามารถเข้าตรวจค้นหรือตรวจสอบในลักษณะสืบสวนสอบสวนบริษัทห้างร้านเจ้าของกิจการใด ที่ดำเนินธุรกิจขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องมาก่อนหน้านี้ได้อีก หากสืบทราบว่ามีการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่แม้จะได้รับใบอนุญาตจาก อย.แล้ว แต่ยังไม่ได้จดแจ้ง สคบ.เพิ่มเติมจากเอกสารประกอบเดิมที่ยื่นขอดำเนินการทำธุรกิจในครั้งแรก ก็ถือว่าผิดกฎหมายขายตรงเช่นกัน
รวมทั้งผลิตภัณธ์สมุนไพรไทยบางตัวที่มีค่าแอลกอฮอล์เกินข้อจำกัด หรือมีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่สูงจนเข้าข่ายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ ตามพ.ร.บ.เหล้า ก็ถือว่านำมาขายในระบบขายตรงไม่ได้ และหากมีการอ้างถึงสรรพคุณว่าเป็นการรักษาเทียบได้เป็นยาชนิดหนึ่ง ก็นำมาขายในระบบขายตรงไม่ได้เช่นกัน ด้วยจะผิดทั้งพ.ร.บ.เหล้า และพ.ร.บ.ยาไปพร้อมกันทั้ง 2 กรณี


อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเครือข่าย ยังได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยรัฐอีกแห่งหนึ่งเพิ่มเติม ถึงกรณีการตกเป็นข่าวใหญ่โตของนักขายรายหนึ่งที่มีกระแสข่าวเข้าไปพัวพันกันกับข้อครหาว่าเป็นนักตุ้มตุ๋นหลอกให้นักศึกษานำเงินมาลงทุน เพื่อซื้อสินค้าจำนวนมากเป็นหลักหลายหมื่นบาท แล้วจะประสบความสำเร็จเป็นนักบริหารธุรกิจขายตรงตามโครงสร้างการจ่ายผลตอบแทนว่า


นับเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ขายตรงฯ มาตรา 21 วรรค 3 ที่ระบุ ต้องไม่บังคับให้ผู้จำหน่ายอิสระซื้อสินค้า และวรรค 4 ที่ระบุว่า ต้องไม่ชักจูงให้ผู้จำหน่ายอิสระซื้อสินค้าในปริมาณมากเกินไปอย่างไม่สมเหตุผล โดยไม่รวมกรณีหากมีผู้เสียหายเป็นมาก และมีมูลค่าความเสียหายรวมเกินหลายสิบล้านบาท ก็จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จะเข้ามาเป็นเจ้าพนักงานติดตามสอบสวนรับช่วงคดีต่อทันที


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) กับ อาเซียน (AEC) : จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก :ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

แม้ที่ผ่านมาการเข้าไปลงทุนของ นักธุรกิจต่างชาติ ใน พม่า จะเต็มไปด้วย อุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ ข้อจำกัด ทางด้าน กฏหมายอันเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถ ปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 ไทย ถือเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1ใน พม่า ด้วยปริมาณการลงทุน รวม9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ ไทย ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ นักลงทุนจีน ในปี2555นี้เอง โดย นักลงทุน จีน มีมูลค่าการลงทุนใน พม่ารวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ ไทย ใน พม่า หล่น ไปอยู่อันดับ 2



 



 


บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง สภาพล่างพม่า ผ่านกม.ลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน หรือ บีโอไอ ได้พยายามเร่งเครื่อง ทวงแช้มป์กลับคืนด้วยการขนทัพ นักลงทุน ยักษ์ใหญ่ของไทย บุกไป พม่า อีกหนเพราะ เห็นว่ามี โอกาส ที่จะทวงแช้มป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ ความไว้วางใจ จาก ทางการพม่า และ พฤติกรรมผู้บริโภคชาว พม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ


ขณะ ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่าน มา ธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จ ในการเข้าไปลงทุนใน พม่า และ ธุรกิจขาย ตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้า ระหว่าง ไทย กับ พม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัว มากถึงร้อยละ 25.12 นับว่าเป็นตลาดสดใสไม่ น้อยกับการเข้าไปแสวงหา โอกาส และลู่ทาง ขยายตลาดใน พม่า


ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนใน พม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ ไทย จะได้กลับผงาด เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจาก บรรยากาศการลงทุนขณะนี้เริ่มผ่อนคลายขึ้น มากหลังมีกระแสข่าวดีออกมาเมื่อกลางเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ว่าด้วย การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียง หารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ นักลงทุน ต่างชาติ ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ถึงร้อยละ 100 หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน กับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อ กำหนด นักลงทุนต่างชาติ ต้องมีสัดส่วนใน การลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงิน ลงทุนทั้งหมด ซึ่ง รอล์ฟ-ไดเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ธุรกิจยุโรปอาเซียนมองว่า ยิ่ง พม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น ประตูทาง ผ่านเข้าสู่พม่า หรือ เกตเวย์ ได้ เพราะมีชายแดน และความ สัมพันธ์ที่ดีกับ พม่ามาก


พม่า กำลังซื้อพุ่งายตรงรุกสร้างสีสัน
ทั้งนี้จากข้อมูลของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็น ประเทศ คู่ค้า อันดับ 3 ของ ไทย ในกลุ่มกลุ่มอาเซียน ใหม่และเป็น ตลาดใหญ่ ที่มี ประชากรอยู่ประมาณ 54.5 ล้านคนสูงกว่า กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วย ข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่ มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงไม่มาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นหลัก


ดังนั้นสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง ทั้ง ครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือน ริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีม กันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความ โดด เด่น และมีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยม ทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่าย และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้ เลือกซื้อใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อ ของ ผู้บริโภคชาวพม่า พบว่ามีกำลังซื้อพอสมควร หากดูจากรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP perCapita) ในปี 2555 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 855 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีจากระดับ 742 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2553


ดังนั้นความเป็น ตลาดใหญ่ ของ พม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพ นักลงทุนไทย บุกไป พม่า อย่างคึกคักกัน เลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจขายตรงไทย ที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ ขาดสายไปปักธงใน พม่า กันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที อย่าง มิสทิน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่อง สำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิก ตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปีก็ออกมา สร้างสีสันในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ซึ่ง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่าพม่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะก้าวขึ้นสู่ประเทศ ดาวรุ่งวันนี้จึงร่วมทุนกับ สหพัฒน์ ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุน ตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้น กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการโฆษณา และ จัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซน- เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่างไปลุย ปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกัน แล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าการแข่งขัน ตลาดเครือข่ายใน พม่า ยัง น้อยกว่า ไทย และ กำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อย กว่า ไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า ประชากรยัง ต้องการมีรายได้เสริม


หนุ่มสาววัยแรงงาน เกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป
ฉะนั้น โอกาส ที่จะได้เห็น ธุรกิจ ขายตรงไทย ไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใดในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีในไม่นานนี้ เพราะขนาด มิสทิน ได้ถึง ขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบใน ตลาดพม่า ก่อนใครแล้วว่าเครื่องสำอางค์ มิสทิน ได้ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของ ผู้หญิง พม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอาง แบรนด์เนมจาก ยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทิน จะเพิ่มความเข้นข้นในการเจาะตลาด ด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและ เข้าถึง พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า


ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยมทดลองใช้สินค้า แปลกใหม่ที่เพิ่งวาง จำหน่ายและตัดสินใจ ซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้เลือกซื้อใช้ไม่ มากนัก


นอกจากนี้จะเห็น ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค ชาวพม่า จะพบว่า เกือบ ร้อยละ 70 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดอยู่ในวัย ทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุ ระหว่าง 15-64 ปี เป็น กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ มี อำนาจซื้อ โดย เฉพาะ หนุ่มสาววัย แรงงาน ที่ล้วนแล้วแต่เคยมี ประสบการณ์ กับสินค้า ไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมี ประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจก็จะช่วยให้เกิด ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อ การตัดสินใจซื้อซ้ำ


ดังนั้น ธุรกิจรายใดก็ตามหากมี ความรู้ความเข้าใจใน โครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อ สินค้าของ ผู้บริโภคชาวพม่าจะมีส่วนช่วย ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ ถูกใจและพึงพอใจทำให้เกิดการซื้อซ้ำหรือ ที่เรียกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งใจใจ ของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ใน โอกาสต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : ...ฝันไกล ยกระดับนักขาย - สู่เวทีนักลงทุน


การยิงคำถามที่ตรงประเด็น สำหรับการย้ายค่ายของผู้นำระดับแถวหน้า เอปูเซ่ ว่า ได้รับผลกระทบต่อบริษัทหรือไม่.. เพราะถูกกล่าวขานกันอย่างหนักในวงการขายตรง ณ ห้วงเวลาที่ผ่านมานี้

บอสใหญ่ มนตรี ฉิมมณีภัทร ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอบคำถามผ่านรายการ ตลาดวิเคราะห์ อย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่า

เรื่องการย้ายค่ายของผู้นำถ้าบอกไม่มีผลคงเป็นไปไม่ได้มันมีผลต่อจิตวิทยาผมเข้าใจว่าผู้นำท่านหนึ่งคงต้องการอยากไปหาประสบการณ์ใหม่และต้องการไปหาสินค้าใหม่ๆเป็นการพูดคุยกันเป็นการจากกันด้วยดีเป็นการอวยพรกันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปต้องบอกว่าโครงสร้างของบริษัทคงไม่ได้ติดยึดอยู่กับผู้นำท่านใดท่านหนึ่งนโยบายบริหารผมถือว่าการเดินเข้าเดินออกเป็นเรื่องปกติตอนที่ท่านเดินมาก็มาจากที่อื่นแล้วก็มาอยู่กับเราเพราะฉะนั้นผมถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่

เพราะขณะนี้เรามีสมาชิกเกือบ ๆ แสนคนแล้ว ส่วนสมาชิกที่แอ็คทีฟ (Active) มีประมาณ 12,000 คน ตัวเลขนี้ดูจากความสัมพันธ์ที่เขามีต่อบริษัท เช่น ยังมีการซื้อ - การขาย และยังมีการเข้ามารักษาคุณสมบัติ

ส่วนระดับแกนนำจริง ๆ วันนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก แกนนำทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เป็นตัวแทนธุรกิจกลุ่มเรา ก็จับมานั่งรวมกัน เพื่อเข้ามาช่วยงานทางด้านบริหาร ซึ่งขายตรงบางทีถ้าปล่อยให้กระจัดกระจาย มันก็จับจุดยาก ผมจึงวางนโยบายใหม่ด้วยการดึงเข้ามาเป็น ผู้นำกลุ่มธุรกิจ

เพราะเราอยากให้ทุกคนคิดว่า นี่คือบริษัทของท่านบริษัทหนึ่ง เมื่อมีการเรียกแกนนำมาประชุมแทนที่ว่า จะเรียกมาทั้งหมดมันก็เสียเวลา ก็สมมติให้แต่ละท่านแตกเป็นบริษัทลูกของ เอปูเซ่ แล้วตัวท่านก็คือ กรรมการผู้จัดการของบริษัท แล้วก็ต้องมีผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ ด้วยระบบเราปรับวางให้เป็นนักธุรกิจเต็มรูปแบบ เรื่องสุดท้ายก็จะสอนในเรื่องของกำไร - ขาดทุน แล้วก็ได้ประโยชน์ที่ดีพอสมควร ซึ่งถือว่า เป็นระบบที่เราขับเคลื่อนง่ายกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เพราะการบริหารในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนมดแตกรัง แต่ตอนนี้เราควบคุมเป็นระบบแล้ว โดยมีทีมใหญ่ประมาณ 20 ท่าน คือผู้นำธุรกิจ เอปูเซ่

นโยบายที่ถูกกำหนดเป็นแผนการตลาดเชิงรุกกับกลุ่มผู้นำ 20 องค์กรธุรกิจ เริ่มต้นจากให้นักธุรกิจทุกกลุ่ม ทุกธุรกิจ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจกับบริษัท ซึ่งบริษัทจะกันเงินหรือที่เรียกว่าส่วนแบ่งการตลาดออกไป เพื่อมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น สินค้าของบริษัทหากทำยอดขาย - ทำกำไรได้เท่าไหร่ ถ้าบริษัทได้กำไร 100 บาท ก็จะมอบให้กลุ่มผู้นำ 15 บาท ถือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

เพราะวันนี้ถ้าเราเอากำไรมากองไว้ที่บริษัททั้งหมด แล้วปล่อยให้ผู้นำ - สมาชิกทำงานกันอย่างอดอยากปากแห้ง มันก็ไม่ใช่ ซึ่งจะต้องทำธุรกิจแบบวิน ๆ ทั้งคู่ คือทุกคนต้องได้ประโยชน์ได้เปอร์เซ็นต์จากตัวสินค้าเหมือน ๆ กัน นี่คือการกระตุ้นยอดที่ให้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งตีค่าเฉลี่ยให้มันเสียเวลา

ดังนั้น เงินก้อนหนึ่งที่ได้มาจากส่วนกำไร ก็จะแบ่งให้ผู้นำส่วนบนหรือผู้นำระดับองค์กร โดยนำเงินส่วนที่ได้มาหารเฉลี่ยกัน กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มธุรกิจข้างล่างก็แบ่งให้เป็นรายคน ต่างจากข้างบนที่ให้หารในอัตราเฉลี่ยกัน ก็เท่ากับเป็นการแบ่งผลกำไรให้ 2 ระดับชั้น ทั้งบน - ล่าง (2 Level) นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ที่ดูแล้วลงตัว

เดินเครื่องสอดรับนโยบาย
เพิ่มสินค้าปันกำไรผู้นำ-สมาชิก
เมื่อยุทธศาสตร์ใหม่เริ่มเดินเครื่อง จากการปันผลกำไรให้กับกลุ่มผู้นำ - สมาชิกสามารถปันผลกำไรได้ทั้ง 2 ระดับชั้นบน - ล่าง (2 Level) บอสใหญ่ เอปูเซ่ จึงเร่งเครื่องส่งตัวสินค้าใหม่ป้อนตลาดทันที โดยวางนโยบายให้กลุ่มผู้นำระดับองค์กรธุรกิจสามารถแบ่งปันกำไรจากสินค้าที่วางจำหน่ายในท้องตลาดได้ด้วย ล่าสุด เอปูเซ่ จึงได้เปิดตัวสินค้าใหม่ตระกูล คาวาริจากเดิมเป็นคาวาริชนิดน้ำ ก็พัฒนาเป็นคาวาริชนิดเม็ด ภายใต้แบรนด์ คาวาริ Gold เพื่อต้องการพกพาสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง และทานง่าย มีคุณสมบัติบำรุงสุขภาพ มุ่งเน้นการทำลายเชื้อโรค ขณะเดียวกันก็เข้าไปฟื้นฟูเซลล์ในส่วนที่สึกหรอได้ดีอีกด้วย

ซึ่งโปรดักส์ตัวนี้ได้ออกวางจำหน่ายแล้วในต่างประเทศ ส่วนผลที่ได้รับคือ เห็นผลเร็วกว่าชนิดน้ำ ภายหลังส่งสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้เพียง 3 เดือน บริษัทมียอดขายประมาณ 20,000 กล่อง เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังมีรางวัลจูงใจอัดฉีด หรือที่เรียกว่า เบี้ยขยัน เป็นส่วนแบ่งการตลาดพิเศษให้กับกลุ่มผู้นำเพิ่มเข้ามากระตุ้นยอดขาย

เมื่อก่อนสินค้าที่นิยมในท้องตลาด จะเป็นสินค้าพลูคาวชนิดน้ำ มียอดขายอยู่ที่ 80% ของบริษัท ก็ยังถือว่าไม่ได้เป็นส่วนที่ดีอะไรมากมาย จากนั้นจึงได้นำโปรดักส์เข้ามาเสริม สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แชร์สัดส่วนอยู่ที่ 35-40% อยู่ระดับทรงตัว โดยสินค้ากลุ่มนี้ที่ออกมาสามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

รวมไปถึง เอปูเซ่ ยังมีเครื่องสำอางคุณภาพระดับแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่สามารถสร้างยอดได้เกือบ 10 ล้านบาท/เดือน สินค้าอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวเอกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวที่ 2 และทดลองในตลาดมาแล้ว 2 เดือน ยอดขายอยู่ที่ 35% ของบริษัท ซึ่งสินค้าตัวนี้เอาใจผู้ชายทุกวัย ภายใต้แบรนด์ Gold Number 9 ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงคุณผู้ชาย สินค้าตัวนี้ไม่ใช่ยาปลุกเซ็กส์ แต่ Gold Number 9 จะเข้าไปช่วยฟื้นฟู ซึ่งจะมีความแตกต่างจากอาหารเสริมบางประเภทที่พอทานเข้าไปมีปฏิกิริยาได้ทันที

Gold Number 9 จะมีผลจากการออกฤทธิ์ต่างกัน เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้วจะไม่มีความรู้สึกหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเสริมสร้างชีวิตประจำวันมากกว่า เพราะสามารถกระตุ้นความต้องการได้เพิ่มขึ้นภายใน 15 วันเห็นผล คาดว่าสินค้าน้องใหม่จะได้รับการตอบสนองอย่างดีจากสมาชิก เอปูเซ่ เช่นเดียวกัน

หากจะให้สรุปผลสินค้าทั้งหมดของ เอปูเซ่ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 หมวดด้วยกันคือ กลุ่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, กลุ่มที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ซึ่งการเปิดเกมรุกในตลาดรูปแบบนี้ ก็จะเป็นการทำนำร่อง ด้วยการสร้างฐานผู้บริโภคขึ้นมาเอง

ส่วนแผนการรุกคืบไปยังตลาดแมส (Mass มวลชน) มองว่า ถ้าหาก เอปูเซ่ ยังใช้วิธีการเดินแต้มตลาดแบบเดิม ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เหนื่อยและลำบาก ฉะนั้น การเข้าสู่ตลาดขายตรงได้อย่างรวดเร็วขึ้น จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ด้วยการทุ่มงบประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกแขนง เพราะการสร้างแบรนด์ Royalty ให้เป็นที่รู้จัก จึงมีความสำคัญมาก ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จ

เริ่มสตาร์ทสู่เวทีอาเซียน
ปรับระบบโอนเงินสู่สากล
การเปิดเสรีทางการค้าในเวทีประชาคมอาเซียน เอปูเซ่ จะเดินแต้มต่อไปอย่างไรนั้น บอส มนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เอปูเซ่ ถือว่าโชคดีที่ได้ร่วมเป็นสมาชิกหนึ่งใน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เพราะทางด้านสมาคมฯ รวมถึงท่านอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เข้ามานั่งในตำแหน่งนายกสมาคมฯ ก็ได้ให้ความรู้และข้อเสนอแนะกับ เอปูเซ่ ถึงแนวทางในการบุกตลาดอาเซียน เป็นสิ่งปูทางให้เดินไปในสายธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายขึ้น

ส่วนการแข่งขันของธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียน ณ วันนี้ ต้องบอกว่ายังไม่มีการปรับตัวหรือขยายตัวมากนัก แต่ในอีก 2 3 ปีข้างหน้า การจะเข้าไปเจาะฐานนั้นกระทำได้ยากมากขึ้น เพราะมีนักธุรกิจจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง เข้ามาทำธุรกิจบ้านเราเยอะ ฉะนั้น จะต้องมีการรักษาฐานให้ดี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เวที AEC อย่างแท้จริง

ตลาดอาเซียนของ เอปูเซ่ เราได้พูดคุยกับนักธุรกิจท่านหนึ่ง เพื่อจะนำสินค้าเข้าไปตีตลาดออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่นั่น ส่วนประเทศกัมพูชาก็มีนักธุรกิจยื่นความจำนงเป็นคู่ค้าอยู่ 3 ราย คาดว่าจะสามารถนำสินค้าเข้าไปตีตลาดได้เป็นที่แน่นอนแล้ว สำหรับลาวสินค้าขอผ่าน อย.แล้ว และวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้มีนักธุรกิจจาก จ.ระนอง ที่ส่งออกสินค้าอุปโภค - บริโภค ไปที่ประเทศพม่าก็จะเข้ามาดิวงานกับทาง เอปูเซ่ ด้วย

เนื่องจากผมเคยทำงานอยู่ cp แผนก outlet และเชื่อมั่นในระบบดิสตริบิวเตอร์ (Distributor ตัวแทนจำหน่าย) ถ้าตรงนี้เรานำมาผนวกกับขายตรงได้มันจะเป็นจุดแข็งซึ่งถ้าเรามีสินค้าแต่ไม่มีจุดกระจายสินค้ามันก็จบฉะนั้นหากใครสนใจสามารถติดต่อเป็น distributor กับทางเอปูเซ่ได้เพราะการเข้าตลาดอาเซียนถือว่ายังติดต่อสื่อสารกันยากแต่ถ้าปรับกันได้สื่อสารกันคนละครึ่งทางยกตัวอย่างหลายๆคนที่พูดภาษาเขมรได้เราก็ต้องไปหาคนกลุ่มนี้มาทำงานร่วมกันเพราะภาษาอังกฤษถึงแม้จะเป็นภาษากลางแต่ก็ใช้ไม่ได้ทุกประเทศก็ยังคงต้องใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสารกันอยู่ดี

ส่วนในเรื่องดิสตริบิวเตอร์ที่มาทำงานร่วมกับ เอปูเซ่ ปกติเราจะให้ประเทศละ 1 ราย และต้องตั้งทาร์เก็ต (Target เป้าหมาย) กับเรา ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ก็เปลี่ยนเลย เพราะให้ประเทศละไม่กี่ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราวางแผนป้องกันเรื่องการเล่นสงครามราคาด้วย ก็มีการป้องกันส่วนนี้ไว้ก่อน

ส่วนปัญหาเรื่องการขายตัดราคาในไทย จริง ๆ ต้องเรียนว่า มีทุกที่เกี่ยวกับเรื่องการขายตัดราคา เอปูเซ่ จึงได้วางพื้นฐานไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยการอบรมสมาชิกอย่าเล่นสงครามราคา ซึ่งบางครั้งหากเจอปัญหาตัวผมก็ออกไปจับด้วยตนเอง กรณีที่ซื้อไปแล้วปล่อยราคาขายต่ำไม่อั้น พูดง่าย ๆ หากเจอเราก็ดำเนินการ เพราะถือว่าเป็นการทำลายตลาดโดยรวม เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องเป็นราวมากมาย ก็เหมือนกับว่าทำลายฐานตลาดของตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการคุมที่แผนการตลาด คือถ้ามีใครซื้อสินค้าไปมาก น้อย เราสามารถเช็คที่มาได้ทั้งหมด

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมกับการรับมืออาเซียน นั่นก็คือ เรื่องของระบบ IT ต้องบอกว่า เอปูเซ่ พัฒนาได้ล้ำสมัยไม่ธรรมดา เพราะได้พัฒนาไปเยอะมาก ซึ่งต่างประเทศสามารถลิงค์เข้ามาได้ไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างคนที่เยอรมันลิงค์เข้ามาในเว็บไซต์ ติดต่อจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เยอรมัน ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที เพราะมีระบบบาร์โค้ดลิงค์เชื่อมกันได้ หากมีการลิงค์เข้ามารหัสสมาชิกก็จะไม่หายแน่นอน เพราะจะขึ้นเป็นทะเบียนราษฎร์ โดยเฉพาะสมาชิกจากต่างประเทศสมัครด้วยการใช้พาสปอร์ต ก็มีสมัครเข้ามาเยอะมาก ฉะนั้น การันตีได้เลยว่าระบบ IT ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนการพัฒนาในระบบฝ่ายการเงิน ต้องบอกว่า เอปูเซ่ ถือได้ว่าทันสมัย เพราะมีการติดต่อประสานงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างเช่น การโอนเงินข้ามประเทศอย่างประเทศลาว อดีตมีนักธุรกิจอยู่ที่ฝั่งโน้นเจรจาติดต่อในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็ต้องประสบกับปัญหาบ้างเหมือนกัน เอปูเซ่ จึงแก้เกมโดยใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเงินสด - บัตรเอทีเอ็มได้ในเวลาเดียวกัน สามารถพิมพ์โลโก้ของ เอปูเซ่ เข้าไปในบัตรแล้วก็คีย์หมายเลขสมาชิกได้

ส่วนขั้นตอนต่อไปก็จะมีการคุยกับสมาชิกใช้ในการบังคับ หรือ ใช้ในความสมัครใจ เพราะเวลาประสานงานกับแบงก์ต้องมีการอะลุ่มอล่วย ซึ่งก็จะมีการทำโปรโมชั่น เพื่อให้สมาชิกได้ซื้อสินค้าในราคาพิเศษด้วย โดยเฉพาะการโอนเงินระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเอทีเอ็มได้เลยสำหรับสมาชิกฝั่งลาว ตรงนี้เราพยายามยกระดับให้เป็นสากล

สรุปภาพโดยรวมของการเปิดตลาดอาเซียน เอปูเซ่ จะมีการรักษาฐาน การวางแผนที่รัดกุม เป็นหนทางหนึ่งให้ธุรกิจขายตรงเดินทอดยาวไปได้ ซึ่ง เอปูเซ่ ต้องมีการปรับหรือขยายตัว เพื่อการเตรียมขยายตลาดอาเซียน ภายในอีก 2-3 ปี อีกด้วย

ปรับทัพนักธุรกิจ เอปูเซ่
สู่บทบาทนักลงทุนอิงประกัน
นอกจากนี้ เอปูเซ่ ยังเป็นค่ายแรกที่ปรับให้นักธุรกิจขายตรง เอปูเซ่ กลายเป็นนักลงทุน ซึ่งระบบคล้าย ๆ ประกันที่เปลี่ยนจากนักขายให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปรับบทบาทนักธุรกิจ นักลงทุน จะเป็นทั้งสองอย่างในร่างเดียวกัน โดยจะเริ่มปรับกลยุทธ์ตรงจุดนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอปูเซ่ ได้เฝ้าติดตามรวบรวมข้อมูล จึงเล็งเห็นว่าระบบการสมัครสมาชิก หรือ การทำธุรกิจบางอย่างมันยังไม่ใช่แบบแผนที่ถูกต้องเสมอไป เพราะฉะนั้นจะมีการปรับและยกระดับให้นักธุรกิจหรือผู้นำ ให้รู้จักคิดแบบนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจจะมีความคิด การทำธุรกิจต้องอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข นั่นคือ กำไร กับ ขาดทุน

เมื่อนักธุรกิจไม่มีใครอยากขาดทุน มีแต่อยากได้กำไร ฉะนั้น กำไรที่ เอปูเซ่ จะให้สมาชิกต้องเป็นกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งจะก้าวเดินไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างผู้นำก่อน เพราะการเปลี่ยนจากคำว่า นักธุรกิจ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนในธุรกิจ ต้องรู้ว่าลูกค้าที่มาขอคำปรึกษามีความสามารถในการลงทุนเท่าไหร่ จึงต้องมีการปรับในส่วนของรายรับ - รายจ่ายของสมาชิกทุกคน

ซึ่งเดิมทีขายตรงมีรายได้มาจากโครงสร้างแผนธุรกิจ ส่วนบางคนไม่มีพื้นฐานของโครงสร้างมาก่อน ก็ต้องเล็งว่า คนที่เข้ามาใหม่ก็คือ นักธุรกิจขายตรง ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่คนเก่า เพราะบางครั้งคนที่เข้ามาใหม่ก็มีองค์ประกอบพอและมีทุกอย่างครบถ้วน ก็กลายเป็นนักธุรกิจขายตรงได้ทันที เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาตรงส่วนนี้ด้วย

เราจะแบ่งแยกเกรดหากท่านอยากเป็นแค่ผู้บริโภคท่านยังไม่พร้อมจะลงทุนท่านก็เริ่มต้นของท่านไปไม่ได้บังคับแต่ถ้าผู้ใดสนใจจะลงทุนก็ต้องทำให้ได้ไม่ใช่ไปเอาพ่อ แม่ญาติพี่น้องมาปิดรหัส 100,000 300,000 บาทแล้วเอาสินค้าไปกองอยู่บ้านมันผิดวิธีเราปรับวิธีการใหม่จะบอกคุณว่าหากคุณลงทุนตรงนี้จะได้กำไรแล้วกำไรมาจากอะไรสิ่งนี้คือสิ่งที่เรากำลังเริ่มวันนี้ผมคิดว่าขายตรงต้องเอาวิชาชีพของธุรกิจอื่นๆเข้ามาผนวกไม่ว่าจะเป็นประกันหรือว่าไฟแนนซ์โบรกเกอร์แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่าต้องทำให้ผู้ที่เข้ามาลงทุนร่วมกับเราเขามาทำแล้วมีกำไรตรงนี้สำคัญมาก

ในเรื่องของการลงทุน เอปูเซ่ ทำหน้าที่คล้าย ๆ โบรกเกอร์ เมื่อมีสินค้าก็จะเป็นโจทย์ทันทีว่า จะบริหารอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำหน้าที่หลักเป็นตัวกลางของบริษัท แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะต่อยอดในความเป็นธุรกิจร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์เร็วที่สุด นี่จึงถือเป็นโปรเจ็กต์ที่สำคัญ ซึ่งบริษัทอื่น ๆ ก็ยังไม่มีโบรกเกอร์ ที่นี่จะเป็นที่แรก ที่เรียกได้ว่า เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ส่วนสมาชิกก็จะได้รับการดูแล - ฝึกอบรมจากบริษัทโดยตรง

การลงทุนกับธุรกิจเครือข่ายเป็นการเชื่อมระบบสู่ระบบ ถือว่าเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ เพราะเป็นการลงทุน ซึ่งในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินที่มากถึงแสนก็ได้ แต่ต้องเป็นการจำลองการลงทุนให้ถี่ขึ้น ให้การลงทุนหมุนรอบเอง เพราะบางทีไม่จำเป็นต้องให้คนที่ลงทุนไปขายที่นา ขายบ้าน ที่ดินอะไรต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่ต้องใช้คือ มันสมอง เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร ต้องอยู่กึ่งกลาง เพราะองค์กรจะต้องเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งถ้าเริ่มต้นดีก็มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตได้ นี่คือ สิ่งที่ เอปูเซ่ มองเกมการตลาดในอนาคต

ส่วนการขยายสาขาออกมาในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ เอปูเซ่ มองว่าไม่จำเป็นต้องทำตรงนั้น เพราะการที่จะทำได้ต้องมีองค์กรที่มั่นคง ถ้าใครเดินถือเงินมาเปิด ก็เปิดได้ แบบนี้คงไม่มีผลอะไรกลับมา แต่ถ้ามีการปรับประสานมามิกซ์เป็นการลงทุน โดยเมิร์ซธุรกิจระหว่างแฟรนไชส์ + โบรกเกอร์ + ประกัน หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นั่นถือว่าเป็นการลงทุนแนวใหม่ ที่ถือเป็นแนวคิดที่สุดยอด หากเราสามารถทำได้...

และ เอปูเซ่จะก้าวขึ้นบันไดแห่งฝัน ได้สำเร็จหรือไม่.. คงต้องติดตามกันช็อตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555