ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แอมเวย์ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แอมเวย์ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขายตรงกู้วิกฤต ศก. ซบ Q4 อัดแคมเปญดันยอดพุ่ง







Business-development-grants1 (Mobile)

 


3 ค่ายยักษ์ใหญ่ขายตรง ปรับแผนสู้วิกฤติเศรษฐกิจซบ หลัง 3 ไตรมาสแรก กำลังซื้อหด Q4 หวังปาฏิหาริย์ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจฟื้น เร่งจัดโปรโมชั่นดันยอดเข้าเป้า เบอร์หนึ่ง “แอมเวย์” เร่งอัดฉีดโปรโมชั่นด้วยการ Intensive สมาชิกสมัครใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 6% ด้านกิฟฟารีนเร่งสร้างบรรยากาศคึกคักภายในหวังสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก ยกขบวน สินค้าขายดีจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดท้ายปี ส่วน คังเซน-เคนโก ไม่น้อยหน้าจัดแคมเปญปลุกไฟนักขาย เน้นขยายตลาดมากขึ้น เล็งบุกตลาดอาเซียนแก้ลำยอดในไทยไม่กระเตื้อง


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐ ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก และบ้าน หลังแรก ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ระมัดระวังและมีการวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ใน การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทำให้ กำลังซื้อในช่วง 3 ไตรมาสแรก เกิดการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้ คือ การจัดแคมเปญพิเศษ ให้กับสมาชิก เพื่อออกไปขยายตลาดมากขึ้น เช่น การจัดแคมเปญท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือการ จัดโปรโมชั่นซื้อสินค้าแล้วมีของแถม เป็นต้น


ขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาด ภายในประเทศเกิดการชะลอตัว บริษัทได้ออกไปขยายตลาด ยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศ โดยแนวทางการทำตลาด ต่างประเทศจะไม่เหมือนกับ ในประเทศไทย เนื่องจากใน ไทยสมาชิกส่วนใหญ่จะเน้นการขายมากกว่าการขยาย แต่ในต่างประเทศ บริษัทต้องการให้สมาชิกมีแนวทางในการ ที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีวัฒนธรรม และข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศเวียดนาม, พม่า, กัมพูชา อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว เป็นต้น


“เดิมทีสมาชิกของเราจะเน้นการขายมากกว่า ขยายงาน คิดเป็น 70% ต่อ 30% แต่ปัจจุบันเราได้ ปรับแนวคิดในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก โดย หันมาเน้นการขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวเปลี่ยนมาเป็น 50% ต่อ 50% ซึ่งแนวทางดังกล่าวเราได้นำไปใช้กับตลาด ต่างประเทศถือว่าค่อนข้างได้ผลดี โดยเฉพาะใน สปป.ลาว ที่มียอดขายเพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผล ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงมีการปรับกลยุทธ์ การตลาดเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ มากขึ้น ซึ่งภาพรวมบริษัทมองว่าผู้ประกอบการ แต่ละค่ายจะมีการอัดฉีดงบการตลาดเพื่อกระตุ้น ยอดขาย รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ออกมา ช่วยเหลือสมาชิกในไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรง ปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 5-6%


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ที่ยังคงน่าเป็นห่วง จากผลพวงเศรษฐกิจโดยรวม ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง บริษัทจึงปรับแผนการตลาดเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีที่ 18,000 ล้านบาท ด้วย การรุกตลาดผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ 1.จัด โปรโมชั่นให้นักธุรกิจแอมเวย์ให้ทำงานได้ง่าย ยิ่งขึ้น 2.เพิ่ม Intensive สำหรับสมาชิกที่สมัคร ใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 6% หากสร้างยอดขายให้เติบโต เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดโปรโมชั่นดังกล่าวถือเป็นการ ปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจใน ยุคปัจจุบัน เพื่อให้สมาชิกและนักธุรกิจแอมเวย์ ทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น


ขณะที่แผนการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะ รุกตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือ ไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทจะใช้งบ 80 ล้านบาท ทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการจัดรายการส่งเสริมการขาย สำหรับการซื้อเครื่องกรองน้ำใหม่ และสำหรับ ผู้ที่เปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี ที่บริษัทหลายค่ายเจอกับปัญหา เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้กำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัญหา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการ รวมถึงบริษัทจะทำได้ คือการปรับแผนการตลาด และการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะ ในธุรกิจขายตรงบริษัทมองว่าการอบรมให้ สมาชิกมีวินัยในการทำงาน การกระตุ้นให้สมาชิก มีความตื่นตัวในการขยายสายงาน ด้วยการจัด โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อให้สมาชิกและ ผู้นำมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น


“สิ่งที่เราทำ คือ การนำสินค้าที่มียอดขายสูงสุดมาจัดโปรโมชั่นให้กับผู้นำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประจำสัปดาห์ และ กิจกรรมประจำเดือน เพื่อให้บรรยากาศภายใน มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญในปีนี้เราได้ ทุ่มงบการตลาด รวมถึงกิจกรรมสำหรับสมาชิก ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15%” น.ต.พญ.นลินี กล่าว


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยจับมือจิตอาสา อ่านหนังสือเสียงเพื่อผู้พิการทางสายตาปีที่10







K.Preecha01 (Mobile)

 


“มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย” สานต่อโครงการ ‘หนังสือเสียง’ ปีที่ 10 ภายใต้แนวคิด One by One: เปิดโลกกว้างทางปัญญา จับมือร่วมกับ 5 สำนักพิมพ์ ชวนอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมทักษะการอ่านและการออกเสียงจากวิทยากรของกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมอ่านหนังสือเสียงเพื่อน้องผู้พิการทางสายตา


นายปรีชา ประกอบกิจ ประธานกรรมการมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาเพื่อตอบแทนบุญคุณของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดโครงการ ‘หนังสือเสียง’ เพื่อผลิตหนังสือเสียงคุณภาพดีในรูปแบบซีดีระบบเดซี่ให้ผู้พิการทางสายตารวม 255 เรื่อง เป็นจำนวน 198,600 ชิ้น ตั้งแต่ปี 2547-2555 เพื่อให้น้อง ๆ ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างเต็มที่


สำหรับโครงการ “หนังสือ เสียง” อยู่ภายใต้แนวคิด One by One: เปิดโลกกว้างทางปัญญา ดำเนินการอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 10 โดยได้รับความร่วมมือจาก 5 สำนักพิมพ์ ในการให้ลิขสิทธิ์หนังสือ ได้แก่ บริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด, บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด, สำนักพิมพ์มติชน และบริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด


ซึ่งในปีนี้มีหนังสือรวม 29 เล่ม อาทิ ‘HELLO อาเซียน (ชุดประชาคมอาเซียนฉบับการ์ตูน)’ โดยนางสาวกฤชกร เพชรนอก, ‘หัวใจแห่งความสุข’ โดย พระไพศาล วิสาโล, ‘จากยายอีสานถึงหลานฝรั่ง’ โดย นางสิริวธู วงศโภชย์, ‘อ่านเล่นจนเป็นเรื่อง’ โดย ทราย เจริญปุระ และ ‘เคล็ดวิชาคว้าทุน’ โดย นางสาวสมิตา หมวดทอง เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตเป็นหนังสือเสียงได้ 8,700 ชิ้น เพื่อแจกฟรีให้แก่หน่วยงานเพื่อผู้พิการทางสายตา133 แห่งทั่วประเทศต่อไป


นายปรีชา กล่าวทิ้งท้ายต่อว่า “ขอเชิญผู้มีจิตอาสาที่ผ่านการอบรมทักษะการอ่านและการออกเสียงจากวิทยา กรของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จัดโดยมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย ร่วมเป็นอาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่วันนี้ที่ www.amwayshopping.com เลือกเมนู ‘นักธุรกิจแอมเวย์’ หัวข้อ ‘หนังสือเสียง’ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านการอบรมสามารถลงชื่อล่วงหน้า เพื่อได้รับการติดต่อ มาร่วมฝึกอบรมและอ่านหนังสือเสียงในปี 2557 สนใจติดต่อมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย โทร. 0-2840-8125 และ 0-2840-8118”


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย แอมเวย์-Amway Thailand กับ คุณกิจธวัช ฤทธีราวี







Capture

 


 


 


 


 


 


 


 


ช่วงนี้ ถ้าใครมีโอกาสแวะเวียน ผ่านไปเยือนถิ่นของพี่ใหญ่แห่ง วงการขายตรง อย่าง แอมเวย์ คงจะ ได้เห็นสีสันและความครึกครื้นกับ การแข่งขันและเชียร์กีฬาประจำปี ที่เรียกได้ว่า ทุ่มทุนและทุ่มเท ประหนึ่งจะลงแข่งโอลิมปิก !! อ๊ะๆ...ว่าแล้ว ระดับบอสใหญ่อย่าง คุณกิจธวัช ฤทธีราวี ก็ต้องไม่น้อยหน้า เดี๋ยวจะไม่สมฐานะ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลงแข่งกีฬาอะไร KR ของเราก็จัดชุดและ อุปกรณ์มาแบบเต็มสตีม เยอะเสมือนทีมชาติมาเอง คริคริ... แต่อย่าถามผลการแข่งนะเจ้าคะ ว่า KR ทำ Score ได้เท่าไร เรื่องแบบนี้ ไม่เอาไม่พูด ขอแค่ ชนะเลิศอุปกรณ์ดีเด่นก็ โอเค พอใจ แล้ว จริงมั้ยล่ะเจ้าคะ... อิอิ


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : "แอมเวย์" ผวา! กำลังซื้อหด ดันโปรดักต์-ขายเงินผ่อน







Capture (Mobile)

 


"แอมเวย์" เร่งเครื่องปั๊มยอดขายในครึ่งปีหลัง หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ด้วยการอัดฉีดโบนัส ให้นักธุรกิจเพิ่ม 6% พร้อมดันเครื่องกรองน้ำ "อีสปริง" เข้าระบบ เงินผ่อน มั่นใจสิ้นปีนี้ขึ้นแชมป์ตลาดเครื่องกรองน้ำด้วยเป้ายอด ขาย 2.3 พันล้านบาท หรือครองส่วนแบ่งตลาด 60% จะเป็นแรง หนุนยอดขายรวม 1.8 หมื่นล้านบาท แน่นอน


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ โดยครึ่งปีแรกมี อัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-10% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัท มีความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภค ลดลง ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดหวังไว้


"การเติบโตของบริษัทที่ "แอมเวย์" ได้ตั้งไว้ในส่วนของยอดขายคือ การมียอดขายเพิ่มขึ้น 7% แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจทำให้บริษัทเติบโตได้เพียง แค่ 3-5% แต่บริษัทยังเชื่อว่าเป้า 1.8 หมื่นล้านบาท บริษัทจะสามารถทำได้เมื่อจบปี 56 นี้" รัตนา เผย


อย่างไรก็ดี หลังจากนี้บริษัทได้พยายามที่จะเน้นการทำงาน เพื่อกระตุ้นนักธุรกิจ และผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งบริษัทจะมีการเพิ่ม รายได้จากงานขายสินค้าให้กับสมาชิกประมาณ 6% โดยบริษัทจะเน้นในเรื่องของการขายสินค้าของสมาชิกเป็นสำคัญ ส่วนเรื่อง ของการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจ ในส่วนนี้บริษัทไม่ได้ตั้งเป็นเป้า หลักแต่อย่างใด


อย่างไรก็ดี "รัตนา" ยังได้กล่าวถึงสินค้าตัวที่มีการเติบโตสูงสุดของบริษัทอย่างเครื่องกรองน้ำ "อีสปริง" ด้วยว่า จากผลสำรวจเทรนด์สุขภาพของคนไทยในปีนี้ พบว่าคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน หันมาใส่ใจในรายละเอียดการดูแลสุขภาพ ของตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของน้ำดื่มภายในบ้านที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ดังนั้น การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ตอบโจทย์ในจุดนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจหันมา ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเครื่อง กรองน้ำดื่มในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 นี้ คาดว่าตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนจะมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท


"สำหรับประเทศไทย แอมเวย์ ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดเครื่องกรองน้ำมาตั้งแต่ ปี 2538 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค อย่างดียิ่ง จนปัจจุบันเราจำหน่ายเครื่องกรองน้ำจากแอมเวย์แก่ครัวเรือนคนไทยมากกว่า 600,000 เครื่อง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจคิดค้นและพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับสภาพของน้ำในแต่ละ พื้นที่ จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้เครื่องกรองน้ำอีสปริงได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมียอดขายเครื่องกรองน้ำทั่วโลก 590,000 เครื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนติดต่อกันเป็นปีที่ 4" ผอ.ฝ่ายการตลาด แอมเวย์ กล่าว


รัตนา กล่าวอีกว่า อีสปริงเป็นเครื่อง กรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนชนิดแรกที่ผสานเทคโนโลยี การบำบัดน้ำชั้นยอดเข้า ไว้ด้วยกัน และการันตีความเชี่ยวชาญด้าน ระบบการกรองน้ำด้วยสิทธิบัตรกว่า 330 ฉบับทั่วโลกจากการค้นคว้าและวิจัยกว่า 20 ปี ทำให้เกิดการบอกต่อและเป็นที่ยอมรับของลูกค้า จนสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตเกือบ 10% จึงมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะประสบความสำเร็จด้วยยอดขาย ที่เพิ่มขึ้นถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งจัดว่าเป็น อีกกลุ่มสินค้าที่ประสบความสำเร็จด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ทีเดียว


"เครื่องกรองน้ำอีสปริงเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นิวทริไลท์และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี บริษัทจึงจัดสรรงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ในปีนี้ โดยวางแผนจัดรายการส่งเสริมการ ขายสำหรับการซื้อตัวเครื่องใหม่และสำหรับ การเปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม เราเน้น กลยุทธ์ในการทำตลาด 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1.การอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่นักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้รู้จริงและสามารถบอกความแตกต่างของเครื่องกรองน้ำอีสปริงกับคู่แข่งได้อย่างชัดเจน พร้อมชูจุดขายความเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพและมียอดขายสูงสุดทั้งในระดับโลกและในเมืองไทย 2.เน้นการบริการหลังการขาย ด้วยจุดเด่น ที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกปัญหาของลูกค้า 3.โปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะรายการผ่อน 0% นาน 10 เดือน ซึ่งได้รับความชื่นชอบจาก ลูกค้าอย่างมาก"


"เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน นอกเหนือจากรายการส่งเสริม การขายในไตรมาสสุดท้ายแล้ว แอมเวย์จะเน้นการสื่อสารออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของอีสปริงง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงและวางผังเว็บไซต์ www.espring.co.th ใหม่ พร้อมกิจกรรมต่างๆ บนเฟซบุ๊กอีสปริงประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าจากการค้นคว้าหา ข้อมูลด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์มีความสำคัญมากในการช่วยให้ลูกค้าสามารถหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมถึงสามารถสื่อสาร กับแอมเวย์ผ่านช่องทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ" นางรัตนา กล่าวปิดท้าย


ทั้งนี้ หากจะเปรียบเทียบในส่วนของ ยอดขายแต่ละกลุ่มสินค้าของ "แอมเวย์" จะแบ่งเป็นเครื่องกรองน้ำอีสปริง และเครื่องฟอกอากาศ 19% ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 36% กลุ่มเครื่องสำอาง 17% และ อื่นๆ 28% โดยมียอดขายหลักมาจากกลุ่ม ผู้บริโภคภาคกลาง โดยในส่วนนี้เป็นยอดขายจากกรุงเทพฯ ถึง 40%








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

Image


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน


ข้อมูลจาก manager.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ‘แอมเวย์’รุกหนักตลาดเครื่องกรองอีสปริง ตั้งเป้าสิ้นปี2.3พันล.ตอกย้ำตำแหน่งแชมป์







รัตนา-ชาญนรา-2 (Mobile)

 


“แอมเวย์” แจงยอดขายเครื่องกรองน้ำอีสปริง 8 เดือนเติบโตเพิ่มขึ้น 10% พร้อมทุ่มงบ 80 ล้านทำตลาด พ่วงด้วยกลยุทธ์ 3 ข้อ “เน้นอบรม-บริการหลังการขาย-อัดโปรโมชั่น” ดันธุรกิจ หวังครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยยอด 2,300 ล้าน...ย้ำรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แน่นอน


เปิดเกมรุกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ สำหรับสินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริงจากค่าย “แอมเวย์” ซึ่งต้องบอกว่า สินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าของค่ายแอมเวย์ ที่ค่ายนี้ต้องการจะรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำ


ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นั่นเอง


ทั้งนี้ ทางด้านนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงของแอมเวย์ ยังเติบโตในอัตรา 10% โดยคาดว่าในสิ้นปีนี้ จะสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 2,300 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ประสบความสำเร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยกัน โดยกลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศมีสัดส่วนยอดขาย19% ของยอดขายรวมทั้งบริษัท กลุ่มอาหารเสริมมีสัดส่วน 36% และสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง มีสัดส่วน 17%


ปัจจุบันเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ โดยวางแผนจัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับการซื้อตัวเครื่องใหม่และสำหรับการเปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม ด้วยการเน้นกลยุทธ์ในการทำตลาด 3 ข้อหลัก ได้แก่


1. การอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่นักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้รู้จริงและสามารถบอกความแตกต่างของเครื่องกรองน้ำอีสปริงกับคู่แข่งได้อย่างชัดเจน พร้อมชูจุดขายความเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพและมียอดขายสูงสุดทั้งในระดับโลกและในเมืองไทย


2. เน้นการบริการหลังการขาย ด้วยจุดเด่น ที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกปัญหาของลูกค้า


3. โปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการผ่อน 0% นาน 10 เดือน เป็นต้น


นางรัตนา กล่าวอีกว่า จากผลสำรวจเทรนด์สุขภาพของคนไทยในปีนี้ พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน หันมาใส่ใจในรายละเอียดการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของน้ำดื่มภายในบ้านที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ดังนั้น การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ตอบโจทย์ในจุดนี้ จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจหันมา ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 นี้ คาดว่าตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนจะมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท


“สำหรับประเทศไทย แอมเวย์เป็นผู้บุกเบิกตลาดเครื่องกรองน้ำมาตั้งแต่ปี 2538 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดียิ่ง จนปัจจุบันสามารถจำหน่ายเครื่องกรองน้ำจากแอมเวย์แก่ครัวเรือนคนไทยมากกว่า 600,000 เครื่อง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ คิดค้นและพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับสภาพของน้ำในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้เครื่องกรองน้ำอีสปริงได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมียอดขายเครื่องกรองน้ำทั่วโลก 590,000 เครื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนติดต่อกันเป็นปีที่ 4”


นางรัตนา เสริมต่ออีกว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ได้คุณภาพมาตรฐาน นอกเหนือจากรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสสุดท้ายแล้ว แอมเวย์จะเน้นการสื่อสารออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของอีสปริงง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงและวางผังเว็บไซต์ www.espring.co.th ใหม่ พร้อมกิจกรรมต่างๆ บนเฟซบุ๊คอีสปริงประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าจากการค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์มีความสำคัญมากในการช่วยให้ลูกค้าสามารถหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมถึงสามารถสื่อสารกับแอมเวย์ผ่านช่องทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

พลิกตำราฝ่ากำลังซื้อตก "แอมเวย์-กิฟฟารีน-คังเซน" ทุ่มงบปลุกตลาด







mlm


เศรษฐกิจชะลอตัว "สินค้า-บริการ" พาเหรดขยับราคาขึ้น ส่งผลกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอย ร้อนถึงผู้ประกอบการ MLM แทบ ทุกบริษัทต้องออกแรงกระตุ้นตลาด "แอมเวย์" เตรียมแผน 2-3 ปั่นยอดขาย ช่วงท้ายปี ด้าน "กิฟฟารีน" ทุ่มงบตลาด 100 ล้านผ่านหนังโฆษณา 3 ชุด มุ่งเน้นฉายภาพนักธุรกิจเป็นหลัก ฝั่ง "คังเซน-เคนโก" เร่งปรับฐานบริษัท ใช้คลินิก ความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" เป็นกำลังเสริม


"แอมเวย์" ดันแผนสำรองดันยอดขาย


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพิษเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ทำให้ภาพรวมของวงการขายตรงปีนี้ ไม่สามารถเติบโตได้เหมือนปีก่อนๆ โดยจะเติบโตได้เพียงประมาณ 5% จากมูลค่าการตลาดรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากโตได้เพียงเท่านี้ ก็จะถือเป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี จากที่เคยเติบโตในแต่ละ ปีที่ 7-10%


"ธุรกิจขายตรงต้องพบกับการเติบโต ที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ก็เป็นผลมาจากพิษ เศรษฐกิจภายนอกประเทศ แต่สำคัญกว่านั้นคือปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาส่งผลให้ประชาชนลดการซื้อ ซื้อช้าลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทขายตรงต่างๆ ทำให้กลุ่มบริษัทขายตรงต้องออกกิจกรรมส่งเสริมการ ขายรวมถึงหาวิธีการกระตุ้นตลาดเพิ่มขึ้น" กิจธวัช เผย


โดยในส่วนของ "แอมเวย์" เอง ขณะนี้ บริษัทได้มีการปรับแผนปรับกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขาย โดยเริ่มใช้แผน 2 ซึ่งการทำงานของบริษัทเราจะวางแผน 1, 2 และ 3 ในทุกปี เพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เป้าของยอดขายสะดุด อย่างไรก็ดี บริษัทได้วางงบการตลาด ทั้งปี 56 ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยผ่านช่วงครึ่งปีแรก บริษัทยังเหลืองบอีกมาก ซึ่ง "แอมเวย์" จะใช้งบที่เหลือกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง


ล่าสุด "แอมเวย์" ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่ม "นิวทริไลท์" โดย "กิจธวัช" เผยว่า เทรนด์ของผู้บริโภคยังคงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี และยอมรับให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพพื้นฐานมากขึ้น


"กิฟฟารีน" อัดโฆษณากระตุ้นคนร่วมธุรกิจ


ทางด้าน พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า ปีนี้บริษัทได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมด อยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยาย โรงงานในนิคมฯ นวนคร เพื่อรองรับการเติบโต ของธุรกิจกิฟฟารีน


สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


บริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่าง ง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์ โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การ ตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมาย ใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่าง ต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทนผลกำไรคืนสู่สมาชิก ในรูปแบบใหม่ๆ


"โฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้"


"คังเซน-เคนโก" รักษานักขายเก่า


ในส่วนของนายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรมากพอสมควร โดยช่วงต้นปีมีการแก้ไขจุดอ่อน และปรับจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมยอดขาย จำนวนสมาชิก ซึ่งทุกอย่างกำลังดีขึ้น โดยถือว่ากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาสู่องค์กร และบริษัทก็ พยายามมุ่งเน้นให้องค์กรช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันให้ดี


"ในส่วนของกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง ตอนนี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เรายังเดินตามแผนเดิม เพราะได้ปิดจุดอ่อน และเร่งพัฒนาสมาชิกให้มีความเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เพราะจะขายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีการขยายองค์กรให้เป็น เริ่มจากการชักชวนอย่างไรให้ได้ผล โดยต้องการให้สมาชิกสามารถกำหนดทิศทางได้เองว่าจะเติบโตได้ ขนาดไหน ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย"


สำหรับทิศทางธุรกิจของปี 2556 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตให้ได้ประมาณ 5-10% เนื่องจากต้องค่อยๆ เป็น คอยๆ ไปทีละสเต็ปที่วางแผนไว้ โดยเชื่อว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการมีรายได้เพิ่ม โดยสมาชิกของคังเซน-เคนโก ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 5 แสนคน เป็นสมาชิกที่แอ็กทีฟ ประมาณ 30%


"ทั้งนี้ บริษัทยังมีคลินิกด้านความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" ที่ดำเนินธุรกิจความงามมาได้ปีเศษๆ โดยคังเซนฯ ตั้งใจอยากจะบริการ ลูกค้าที่เกษียณแล้ว โดยที่นี่มีคอร์สเกี่ยวกับ ความงามทุกรูปแบบ อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดความงามมีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้บริษัทเตรียมที่จะซื้อที่ดินด้านหลัง อาคาร คังเซน เพลส ประมาณ 150 ตร.ว. เพื่อเปิดคลินิกรองรับสมาชิกคังเซนฯ โดยเฉพาะ เพราะการมาเสริมความงามที่นี่ยังจะ ได้ PV ของ "คังเซน-เคนโก" เพิ่มด้วย อีกทั้งคลินิกที่ว่ายังมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเป็นอย่างดี"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ งัดแผน 2 สู้ศึกครึ่งปีหลังหวั่นพิษเศรษฐกิจฉุดกำลังซื้อหาย







คุณรัตนา-ชาญนรา-ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (Mobile)


แอมเวย์ งัดไม้เด็ดเล่นแผน 2 รุกตลาดขายตรงครึ่งปีหลัง โหมจัดโปรโมชั่นแรง หวัง ต่อยอดให้นักธุรกิจทำตลาดง่ายขึ้น หลังได้รับสัญญาณเศรษฐกิจ และการเมืองไม่นิ่ง กระทบกำลัง ซื้อของผู้บริโภค ล่าสุด เปิดตัวเสริมอาหารใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี เจาะกลุ่มโรคกระดูก พรุน มั่นใจกระตุ้นยอดขาย 6 เดือนหลัง แตะ 300 ล้านบาท ด้าน กิจธวัช เผยบริษัทแม่ทุ่ม งบประมาณอีก 11,250 ล้านบาท ขยายโรงงานเพิ่ม 7 แห่ง รองรับตลาดเสริมอาหารขยายตัว


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้พบว่าเศรษฐกิจภายใน ประเทศอยู่ในช่วงที่ชะลอตัว บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจะ กระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ดังนั้น บริษัทได้ปรับแผน 2 ในการกระตุ้นยอดขายใหม่ เพื่อให้ สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น


สำหรับยอดขายของแอมเวย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 ที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตตามเป้าหมาย ที่วางไว้ที่ 18,000 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คิดเป็นสัดส่วน 36% กลุ่มเครื่องกรองน้ำ และกรองอากาศ 19% กลุ่มเครื่องสำอาง 17% และที่เหลือ เป็นสินค้าในกลุ่มอื่นๆ


โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นิวทริไลท์ แคล แมก ดี ใหม่ เป็นเสริม- อาหารที่ได้พัฒนาสูตรมาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวเดิมที่ชื่อ แคล แมก โปร ซึ่ง นิวทริไลท์ แคล แมก ดี ได้เพิ่มส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ซึ่งจากการ วิจัยพบว่ากลุ่มตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้


บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสำหรับเสริมอาหารดังกล่าวในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 นี้ จะมียอดขายกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะเสริมตลาดสินค้าในกลุ่มเสริมอาหาร ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น คาดว่าภายในปีนี้จะมีสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารเข้ามาเพิ่มอีก อย่างน้อย 1 รายการ หรือมากกว่านี้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างไรก็ตาม นโยบายของแอมเวย์ไม่ได้เน้นในเรื่องการ ออกสินค้าใหม่ปีละจำนวนมาก แต่จะเน้นที่คุณภาพของสินค้าเป็นหลัก


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารค่อนข้างแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น แม้ แอมเวย์จะถือว่าเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการประเมินสถานการณ์ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในครึ่งแรกของปีนี้ยอดขายในกลุ่มเสริมอาหารยังเป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเป็นห่วงในเรื่องของสถานการณ์เศรษฐกิจที่จะมีผลต่อกำลังซื้อ และการตัดสินใจของผู้บริโภค


ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบริษัทแม่ แอมเวย์ได้เตรียมงบประมาณกว่า 11,250 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานเพิ่มอีก 7 แห่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, อินเดีย, และเวียดนาม เพื่อขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารนิวทริไลท์ ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา นิวทริไลท์ในประเทศไทยได้ประสบ- ความสำเร็จมียอดขายกว่า 6,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตกว่า 15% จาก ยอดขายรวมทั่วโลกที่ 147,000 ล้านบาท





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์แต่งตั้ง เลไล โสฬสรัตนพร นั่ง ผู้อำนวยการอาวุโสปฏิบัติการ







Capture (Mobile)


บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดทัพผู้บริหารระดับสูง ประกาศแต่งตั้ง นางเลไล โสฬสรัตนพร เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการอาวุโสปฏิบัติการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการงานด้านปฏิบัติการทั้งหมดภายในบริษัท ได้แก่ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดจำหน่าย และฝ่ายระบบข้อมูล โดยรายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการ ซึ่งการแต่งตั้งในครั้งนี้นับเป็นการเสริมทีมด้านการบริหารงานของแอมเวย์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


นางเลไลร่วมงานกับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่เดือนเมษายน 2530 ในตำแหน่งสมุห์บัญชี จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงินในปี 2537 ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ร่วมงานกับแอมเวย์ นางเลไลได้นำความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาพัฒนาดูแลงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับผิดชอบส่วนงานบัญชีและการเงิน การควบคุมสินค้าคงคลัง การจัดซื้อภายในประเทศ การบริหารงานด้านภาษีและกฎหมาย การจ่ายผลตอบแทนแก่นักธุรกิจแอมเวย์ การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทโดยรวม รวมทั้งการจัดทำกลยุทธ์และแผนงานระยะสั้นและระยะยาวของบริษัทซึ่งทำให้บริษัทสามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างมีศักยภาพและทุ่มเทเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการขยายตัวทางธุรกิจในประเทศ


นาง เลไลจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการบัญชี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหลังจากจบการศึกษา นางเลไลได้เข้าร่วมงานกับบริษัท เอสจีวี ณ ถลาง จำกัด ในตำแหน่งผู้สอบบัญชี ก่อนที่จะมาร่วมงานกับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นระยะเวลากว่า 26 ปี จนถึงปัจจุบัน






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556


วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : สตีฟ แวน แอนเดล ได้รับเลือกเป็นประธานของคณะกรรมการอำนวยการคนใหม่ของหอการค้าสหรัฐอเมริกา







190713_1(3) (Mobile)


วอชิงตัน ดีซี, หอการค้าสหรัฐอเมริกาแต่งตั้ง สตีฟ แวน แอนเดล ขึ้นเป็นประธานของคณะกรรมการอำนวยการหอการค้าคนใหม่ ทั้งนี้ แวน แอนเดล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของแอมเวย์ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งปี


สตีฟเป็นบุคคลหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดระบบการค้าเสรี (The Free Enterprise System) ซึ่งทางหอการค้าพยายามที่จะผลักดันและให้การคุ้มครอง โธมัส เจ. โดโนฮิว (Thomas J. Donohue) ประธานและประธานบริหารของหอการค้าสหรัฐฯ กล่าว สตีฟได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่าเขาเป็นผู้ที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเป็นเสมือนผู้นำทั้งด้านการค้าระดับนานาชาติ ด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจและด้านอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นที่สนใจของแวดวงธุรกิจและการค้า พวกเราหวังที่จะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อช่วยยกระดับการสร้างงาน ผู้ประกอบการ และเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ จากทุกมุมโลก


ในฐานะประธานกรรมการของแอมเวย์ แวน แอนเดล เป็นผู้ที่รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจโดยรวมของแอมเวย์และเป็นผู้ที่ผลักดันให้แอมเวย์เป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งและมีความหลากหลายในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ ก่อนหน้าที่ แวน แอนเดล จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของแอมเวย์ในปี 2538 แวน แอนเดล ได้ดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท โดยรับผิดชอบด้านการดำเนินธุรกิจของแอมเวย์ในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และยังดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการตลาดอีกด้วย


แวน แอนเดล เคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานหอการค้าสหรัฐฯ เป็นเวลา1 ปี และสิ้นสุดวาระไปเมื่อ 12 มิถุนายน 2545 ก่อนจะได้รับตำแหน่งประธานของคณะกรรมการอำนวยการในเวลาต่อมา ทั้งนี้ แวน แอนเดล จะยังคงดำรงตำแหน่งรองประธานของสภาธุรกิจทวิภาคี สหรัฐฯ- เกาหลีใต้ (U.S.-Korea Business Council) ของหอการค้าสหรัฐฯ ต่อไป และจะยังคงมุ่งมั่นขยายความร่วมมือทางการค้าในฐานะประธานของคณะกรรมการอำนวยการหอการค้าคนใหม่


ผมเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสนับสนุนให้แต่ละองค์กรธุรกิจทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันมากกว่านี้ ไม่ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะมีขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ การส่งเสริมการค้าในทุกมุมโลกจะยังคงเป็นภารกิจหลักของผมต่อไป แวน แอนเดล กล่าว


แวน แอนเดล ซึ่งเป็นชาวรัฐมิชิแกนโดยกำเนิด ได้ใช้เวลาอันยาวนานเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับพื้นที่ใจกลางเมืองแกรนด์ แรพิดส์ (Grand Rapids) และพื้นที่ทางตะวันตกของรัฐมิชิแกน นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการอำนวยการของกองทุนประธานาธิบดีเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (The Gerald R. Ford Presidential Foundation) เมโทรโพลิทัน เฮลธ์ คอร์ปอเรชั่น (Metropolitan Health Corporation) กองทุนโรงพยาบาล เมโทรโพลิทัน (Metropolitan Hospital Foundation) และสถาบัน แวน แอนเดล (Van Andel Institute) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพชั้นนำ แวน แอนเดล ยังดำรงตำแหน่งประธานของสภาตรวจสอบ (Advisory Board) ประจำวิทยาลัยธุรกิจซีดแมน (Seidman College of Business) มหาวิทยาลัยแกรนด์ วัลเลย์ สเตท (Grand Valley State University) และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มบิซเนส ลีดเดอร์ ฟอร์ มิชิแกน (Business Leaders for Michigan)


แวน แอนเดล จบการศึกษาระดับบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารธุรกิจจากวิทยาลัยฮิลล์สเดล (Hillsdale College) เมืองฮิลล์สเดล (Hillsdale) รัฐมิชิแกน โดยยังคงดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการอำนวยการของวิทยาลัยอีกด้วย แวน แอนเดล จบการศึกษาระดับมหาบัณฑิตด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยไมอามี่ (Miami University)เมืองอ็อกซฟอร์ด (Oxford) รัฐโอไฮโออีกด้วย


*หอการค้าสหรัฐอเมริกา เป็นสหพันธ์ทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกในทุกขนาดของธุรกิจ ทุกภาคส่วนและทุกภูมิภาคมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งรวมถึงหอการค้าและสภาอุตสาหกกรรมระดับรัฐอีกด้วย


ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์เผยนิวทริไลท์ประสบความสำเร็จยอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาท รุกตลาดครึ่งปีหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ "นิวทริไลท์ แคล แมก ดี"







prnews230713_ct (Mobile)


ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์จากแอมเวย์รุกตลาดครึ่งปีหลัง เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นิวทริไลท์ แคล แมก ดี หลังประสบความสำเร็จด้วยยอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาทเมื่อปี 2555 เผยสถิติน่าเป็นห่วง คนไทยได้รับแคลเซียมไม่ถึงครึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันวางกลยุทธ์ให้ความรู้พร้อมกระตุ้นผู้บริโภครุ่นใหม่ใส่ใจดูแลกระดูก ชูบริการพิเศษ เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ เช็ค ประกาศเชิญคนไทยรับบริการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี! 500 ท่าน ระหว่าง24 ก.ค. ถึง 24 ส.ค. นี้


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เทรนด์ของผู้บริโภคยังคงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี และยอมรับให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพพื้นฐานมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ทั่วโลกเติบโตสูงขึ้นถึง 147,000 ล้านบาท* ในปีที่ผ่านมา บริษัทจึงวางแผนขยายกำลังการผลิตโดยทุ่มงบประมาณอีก 11,250 ล้านบาท* เพื่อขยายโรงงานผลิตเพิ่มเติมอีก 7 แห่งในสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และเวียดนาม สำหรับประเทศไทย นิวทริไลท์เติบโตและประสบความสำเร็จในทิศทางเดียวกัน โดยมียอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา


ความสำเร็จดังกล่าวนอกจากจะมาจากเทรนด์ใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลจากกลยุทธ์การตลาดที่เรามุ่งสร้างความรู้ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้เรามีนักธุรกิจแอมเวย์มืออาชีพที่สามารถให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี สำหรับปีนี้เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มวิตามินและเกลือแร่ให้แข็งแกร่งมากขึ้น เรายังคงใช้กลยุทธ์เดิมพร้อมการมองหาโอกาสใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งพบว่าวิตามินและเกลือแร่กลุ่มแคลเซียมเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสการตลาดสูงมาก นายกิจธวัชกล่าว


นายกิจธวัช กล่าวต่อไปว่า องค์การอนามัยโลกพบว่าผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้น ยังพบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ภายใน 10 ปีข้างหน้าสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยระบุว่า คนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ คือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการต่อวัน** ดังนั้น นิวทริไลท์ขอแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี เป็นตัวช่วยเพื่อดูแลสุขภาพกระดูกของคนไทย ซึ่งหากให้ความรู้และทำความเข้าใจกับผู้บริโภคอย่างถูกต้องแล้ว สินค้าตัวนี้มีโอกาสขยายตลาดทั้งในกลุ่มวัยหนุ่มสาว วัยทำงานและผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี มีส่วนประกอบสำคัญคือ แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี และเกลือแร่ พร้อมสารสกัดเข้มข้นอัลฟัลฟา โดยแคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง และมีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด แมกนีเซียมช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และวิตามินดีช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส นอกจากนั้น ยังพิเศษไม่เหมือนใครคือมีสารสกัดเข้มข้นอัลฟัลฟาที่ประกอบด้วยไฟโตนิวเทรียนท์เสริมลงไปอีกด้วย


สถิติล่าสุดจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ พบว่าในกลุ่มผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ผู้หญิง 1 ใน 3 คน และผู้ชาย 1 ใน 5 คน มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ละคนต้องสูญเสียค่ารักษาเฉลี่ยปีละ 3 แสนบาท*** นอกจากนั้น เรายังพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า วัยที่เหมาะสมในการรับประทานสารอาหารแคลเซียมต้องเป็นผู้ใหญ่หรือวัยผู้สูงอายุเท่านั้น ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ควรให้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกระดูกตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเพราะอาการของปัญหากระดูกจะไม่ปรากฏให้เห็นในช่วงอายุน้อย แต่จะส่งผลเมื่อสูงวัย ทั้งนี้ ช่วงอายุ 18 - 30 ปี เป็นช่วงโอกาสทองในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เราควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวันโดยเฉพาะโภชนาการที่ดี บริโภคสารอาหารแคลเซียมให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการต่อวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการได้รับแสงแดด ล้วนมีผลช่วยการสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีระยะยาว นางรัตนากล่าว


นางรัตนากล่าวต่อไปว่า นิวทริไลท์เล็งเห็นถึงความสำคัญในดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคก่อนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา จึงจัดบริการพิเศษ เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ เช็ค (Health & Beauty Check) เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาสนใจทั้งด้านสุขภาพร่างกายและดูแลความงามมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้นักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกใช้บริการพร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 29 แห่ง สามารถให้บริการด้านสุขภาพกระดูก โดยตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกให้กับลูกค้าได้ประมาณ 15,000 คนต่อปี


เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพกระดูกตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากการให้ความรู้กับนักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกกว่า 1,000,000 รายแล้ว นิวทริไลท์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย จำนวน 500 ท่าน ที่แอมเวย์ ช็อป สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่ และแอมเวย์พลาซ่า ถนนรามคำแหง โดยสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์รับบริการทาง Amway Call Center ที่ 0-2725-8000 ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 24 ส.ค. นี้ (หรือจนกว่าจะครบจำนวน) นางรัตนากล่าวในที่สุด



*อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ


**สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.): คนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารเฉลี่ยเพียงวันละ 361 มิลลิกรัมเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าความต้องการของร่างกายในแต่ละวันของวัยต่างๆ ประมาณ 800 - 1,000 มิลลิกรัม


***มูลนิธิกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย 2554: 1 ใน 3 ของผู้หญิงอายุเกิน 60 ปี และ 1 ใน 5 ของผู้ชายอายุเกิน 60 ปี มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ละคนต้องสูญเสียค่ารักษาเฉลี่ยปีละ 3 แสนบาท




วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยสนับสนุนสภากาชาดไทย สานต่อโครงการ One by One: ยิ้มสยาม ปีที่ 16







Siam-Smile-Photo-Release_70 (Mobile)


มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยสนับสนุนสภากาชาดไทย


สานต่อโครงการ One by One: ยิ้มสยาม ปีที่ 16


นายปรีชา ประกอบกิจ ประธานกรรมการ มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย (ที่ 3 จากขวา) พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ ร่วมมอบเงิน 490,000 บาท แก่นายพิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย (ที่ 3 จากซ้าย) เพื่อสนับสนุนการผ่าตัดเด็กที่มีอาการปากแหว่งเพดานโหว่จำนวน 100 ราย ณ จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถือเป็นการตอบแทนบุญคุณของสังคมไทยที่มูลนิธิดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ภายใต้ชื่อโครงการ


One by One: ยิ้มสยาม

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Beauty Network สวย เริ่ด เชิด รวย







matthew-shave-photography-1-600x400 (Mobile)


ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดขายตรงมากที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่ง คงหนีไม่พ้น ผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือ เครื่องสำอาง ในอดีตที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ความงาม อาจเป็นเพียง นางรอง ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ นางเอก ที่สร้างยอดขายได้ถล่มทลาย แต่ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ความงาม มียอดขายเติบโตอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา จนมียอดขายเทียบเคียง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ และในอนาคตไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ อาจมียอดขายแซงหน้าผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ก็เป็นได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ บริษัทขายตรง ต่างเสาะหางานวิจัยดีๆ เพื่อนำมาสร้างเป็น ผลิตภัณฑ์ความงาม ที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สงครามแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น โดยมี ตลาดขายตรง เป็นสมรภูมิ ที่ต่างฝ่ายต่างนำเสนอสินค้าดีๆ ให้ผู้บริโภคได้พิจารณากันท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง สินค้าของใครโดดเด่นกว่า นวัตกรรมทันสมัยมากกว่า ย่อมได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ ใครมีสินค้าดีกว่า แปลกกว่า ทันสมัยกว่า จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทนั้นๆ เติบโตเป็นเงาตามตัวเมื่อบริษัทขายตรง ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมความงาม จึงทำให้ตลาดดังกล่าวเกิดกระแสนิยม ทุกบริษัทต่างหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ความงาม ทุ่มงบไม่อั้นในการซื้องานวิจัยเพื่อหวังจะนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ


เชื่อเหลือเกินว่า ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคในตลาดขายตรงจะมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ความงามดีๆ ที่มีให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวซึ่งแต่ละ แบรนด์ ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


ล่าสุด แอมเวย์ส่งผลิตภัณฑ์ อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ สินค้าเพื่อผิวกระจ่างใสโดย คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทวางงบในการทำตลาดไว้ที่ 120 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้ากลุ่มดังกล่าว ให้สามารถเติบโตจากที่ปีก่อนที่สินค้ากลุ่มนี้ปิดยอดขายที่ 400 ล้านบาท


ในปีนี้ บริษัทต้องการให้เพิ่มขึ้นมาอีก 50 ล้าน เป็น 450 ล้านบาท รวมไปถึงการสร้างยอดขายทั้งกลุ่มของ อาร์ทิสทรี ให้ได้รวม 3,100 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการนำนวัตกรรมของการสื่อสารที่เรียกว่า Layer เข้ามาสร้างการรับรู้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการตอบโจทย์กลยุทธ์หาลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้อย่างทันท่วงที


คังเซน เคนโก เดินเกมรุก เนรมิตสถาบันความงามครบวงจร


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล นอริช ครีม (Kristine Ko-Kool Pearl Norish Cream) หรือครีมไข่มุก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มียอดขายติดอันดับ 1 ของคังเซนฯ มาตลอดระยะเวลา 19 ปี


คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ จึงเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่ผสานคุณค่าแห่งข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างครบวงจร (ตั้งแต่ขั้นตอน Remove/ Cleanser/Toner/Serum/Cream/Sun/Protection/Mask) โดยการคิดค้นของ มิสเตอร์ เลี่ยว เหลียง จู้ (Mr.Liao Liang Chu) ประธานบริษัท สี่หลิงเหมิน เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามมายาวนานกว่า 38 ปี เป็นสูตรลับพิเศษของไข่มุก ราชินีแห่งความงาม ที่คิดค้นและพัฒนาเพื่อผิวของคนเอเชียโดยเฉพาะ


คุณอิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดตลาดใหม่อีกบริษัท ภายใต้ชื่อ เบอร์รี่ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นธุรกิจสถาบันความงามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทางบริษัทได้สำรวจตลาดมาแล้วว่าตลาดดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมเป็น 10,000 ล้านบาท และยังเป็นธุรกิจที่เอื้อกันกับธุรกิจคังเซนได้ ทางบริษัทจึงตัดสินใจเปิดสาขา เบอร์รี่ เฮาส์ สาขาแรกที่ซีคอนสแควร์


เบอร์รี่ เฮาส์ เน้นวัตถุดิบจาก เบอร์รี่ ซึ่งทางบริษัทได้ส่งไปตรวจสอบที่สถาบันชั้นนำ แน่นอนว่าต้นทุนของการทำธุรกิจนี้สูงมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาให้บริการในสถาบันความงามเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพสูง และยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสูง แต่ทางบริษัทพร้อมที่จะลงทุน


ดี เน็ทเวิร์ค เปิดฉากบุกตลาด โฟกัสผลิตภัณฑ์นวัตกรรมความงาม


คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ ไวด์ กล่าวด้วยว่า ทางบริษัทยังทำการเปิดตัวที่สุดแห่งนวัตกรรมดูแลผิวหน้าใหม่ล่าสุดของโลกคือ SIMILE COSMETOLOGY ซึ่งมีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด


ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor ซึ่งเป็นการนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับนาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติพัฒนาจนได้สูตรของ Growth Factor ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์ อีกครั้ง Growth Factor ที่ผสม จะนำมาจาก Growth Factor และสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลายชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงประสิทธิภาพของการฟื้นฟูผิวหนังในระดับเซลล์


คุณสาคร กล่าวว่า การเปิดตัว SIMILE COSMETOLOGY เนื่องจากทางบริษัทอยากทำให้สินค้าในการบำรุงผิวหน้าครบวงจรต้องการการทำความสะอาด การป้องกัน การบำรุง ซึ่งดี เน็ทเวิร์คมีสินค้าอยู่แล้ว ส่วน SIMILE COSMETOLOGY จะเข้ามาเป็นการรักษา ซึ่งจะทำให้สินค้าในกลุ่มความงามของบริษัทครบวงจร


เราเชื่อว่า SIMILE COSMETOLOGY จะสามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องผิว ลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายลดเวลา เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง ในราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ และแน่นอนสินค้าตัวนี้ต่อสู้ในตลาดเอเชียได้และเราเป็นเจ้าของลิขสิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย


SIMILE COSMETOLOGY เป็นสินค้าที่ถือเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรม มาตรฐานยุโรป บรรจุภัณฑ์ทำมาจากหนังปลา ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก ส่วนราคานั้นสามารถจับต้องได้ ไม่แพง ราคาข้างกล่อง 3,900 บาท ราคานักธุรกิจ 3,000 บาท เกรดสินค้าอย่างนี้ ราคาอย่างนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากที่ ดี เน็ทเวิร์ค


ส่วนช่องทางในการทำตลาดสำหรับ SIMILE COSMETOLOGY เราจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดีแล้วบอกต่อ เราเชื่อว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ หลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนสินค้าตัวนี้ได้รับการตอบรับที่ดีในเบื้องต้นเราวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000กล่อง


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวด้วยว่าทางบริษัทจะใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 6 Powder ผลิตภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ความงามจากภายใน ประกอบด้วย D10 Plus, Snowy Powder, Refeat Power,Sweet Power ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากพร้อมกับดูแลระบบภายในร่างกายของคุณสุภาพสตรีถึง 7 อย่าง, D berry Powder ที่ทางบริษัทมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และ Oleef Coffee ก็มีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัยถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น


เราเริ่มต้นการบุกตลาดวัยรุ่นด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม 6 Powder ซึ่งเราเชื่อว่ายจะถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมาก หลังจากนั้นเราจะโหนกระแสต่อด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 5 Candy ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เพื่อตีกระแสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ประกอบด้วย Snowy Camdy, Seven Sweet CANDY, SevenSeed, C-Mix Gummy ซึ่งทางดี เน็ทเวิร์ค จะใช้ผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มนี้ ตีตลาดกลุ่มคนวัยรุ่น และเราเชื่อมั่นว่า ด้วยความโดเด่นของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมที่ล้ำสมัย ลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของเรา แพ็คเก็จสวยงาม จะทำให้เราเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี


เมลาเคลียร์ ทุ่มงบกว่า 40 ล้าน ตอกย้ำผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์กระจ่างใส


คุณดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ผลิตภัณฑ์


แบรนด์ เมลาเคลียร์ ภายใต้การบริหารและการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรงว่า เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์เกี่ยวกับผิวหน้าของผู้หญิงที่ประสบปัญหาต่างๆ ส่งผลให้ผิวหน้าไม่กระจ่างใส กลับใสดั่งปรารถนา


โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณภาพของสินค้า เมลาเคลียร์ ได้รับการพิสูจน์จนเห็นถึงผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่น่าพึงพอใจ ส่งผลให้แบรนด์เมลาเคลียร์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำความเชี่ยวชาญด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้อย่างตรงจุดอย่างปลอดภัย


สำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ เมลาเคลียร์ คนล่าสุดเราได้รับเกียรติจากคุณมาช่า วัฒนพานิช ซึ่งมีบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ผมเชื่อมั่นว่าด้วยภาพลักษณ์นี้ จะส่งผลให้แบรนด์ เมลาเคลียร์ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยคุณมาช่าเอง ก็ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ ที่เรากล้าท้าพิสูจน์ผลลัพธ์นั่นเอง


สำหำรับภาพยนตร์โฆษณา เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ภายใต้ชื่อ Keep the Face นำแสดงโดย คุณมาช่า วัฒนพาณิช เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของบริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ความยาว 30 วินาที ซึ่งได้กำหนดแพร่ภาพทางโทรทัศน์ทุกช่องแล้ววันนี้ โดยแคมเปญชุดนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านบาท


คุณดนัย กล่าวด้วยว่า เมลาเคลียร์ ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อความกระจ่างใส ตอบโจทย์ผู้หญิงที่มีปัญหาในเรื่อง ฝ้า กระ จุดด่างดำ หมองคล้ำ ด้วยประสิทธิภาพจากสารสกัดและนวัตกรรมเพื่อนำสมสู่ผลลัพธ์ จึงส่งผลให้ เมลาเคลียร์ เป็นแบรนด์ในใจสำหรับผู้หญิงไทยทั่วประเทศตลอดมา


ล่าสุด เราได้เปิดตัว เมลาเคลียร์ ไวท์ เทลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม ท้าพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงลงใน 11 วัน นี่ถือเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ของอาร์บูตินในระดับนาโน ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เข้มข้นถึง 2 เท่า พร้อมด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ดูแลกระบวนการสร้างเม็ดสีอย่างเป็นธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สินค้า คุณดนัย กล่าวปิดท้าย


นู สกิน สร้างปรากฎการณ์ เปิดภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรก


คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภํณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นูสกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาวว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอ็จล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯคาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์ชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อแดละชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้น 50 %


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้เดแบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above the line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณษชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรมทัศน์ สิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปแบบมากขึ้น


ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรายมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ


โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยี


เอจล็อค เพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯมีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อารร์สแควร์ (AgeLocr2) และเอ็จล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCE ULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Fell Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่งจำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน คุณภคพรรณ ระบุปิดท้าย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.อินมาร์เก็ตติ้ง ฉบับที่ 166 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ฉลองครบรอบการดำเนินการ มอบทุนการศึกษา 200,000 บาทอย่างต่อเนื่องมากว่า 9 ปี







DSC_0131_main (Mobile)


แอมเวย์ฉลองครบรอบการดำเนินการ มอบทุนการศึกษา 200,000 บาทอย่างต่อเนื่องมากว่า 9 ปี


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 3 จากซ้าย แถวหลัง) มอบทุนการศึกษา 200,000 บาท แก่นักเรียนในโรงเรียนบริเวณใกล้เคียงสำนักงานใหญ่จำนวน 4 แห่ง ได้แก่โรงเรียนสุเหร่าวังใหญ่ โรงเรียนสุเหร่าหัวหมากน้อย โรงเรียนวัดศรีบุญเรือง และโรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง) เพื่อฉลองการดำเนินงานครบรอบปีที่ 26 และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย โดยได้มอบทุนให้อย่างต่อเนื่องมาแล้ว 9 ปี

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยจัดกิจกรรมทำความดี ชวนอาสาสมัครร่วมอ่านหนังสือเสียงเพื่อน้อง







Large (Mobile)


นายปรีชา ประกอบกิจ ประธานกรรมการมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย และ นางทัดดาว ปัญจโสภกุล รองประธานกรรมการ จัดกิจกรรมทำความดีเพื่อสังคม ด้วยการเปิดรับสมัครผู้ใจบุญร่วมอ่านหนังสือเสียงเพื่อผู้พิการทางสายตา ที่บู๊ธมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยในงาน กรุงเทพมหานครเมืองหนังสือโลก โดยตั้งเป้าให้ผู้พิการด้านการมองเห็นและเยาวชนไทยสามารถเข้าถึงแหล่ง การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ รับมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง







img_00033_s (Mobile)


บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด รับมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง
คุณกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด รับมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง จาก ดร.ไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับรองให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงที่มีการจดทะเบียนบริษัทอย่างถูกต้อง และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยแอมเวย์ประเทศไทยเป็นบริษัทแรกที่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง เมื่อปี 2545 และเป็นบริษัทที่มียอดธุรกิจเติบโตเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ


ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์รับมอบเข็มกลัดชมรมจรรยาบรรณหอการค้าไทย









คุณพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล (ขวา) ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมอบเข็มกลัดชมรมจรรยาบรรณหอการค้าไทย ให้แก่บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี คุณชุมพฤนท์ ยุระยง (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นตัวแทนรับมอบ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล มีจรรยาบรรณ โปร่งใส ในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่นหอการค้าไทย ประจำปี 2555 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ


วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์(Amway) : อาร์ทิสทรีทุ่มพีอาร์ฝันยอดขาย3พันล.








 


 


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจขายตรงมีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องมีการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดแบบบูรณาการ รวมไปถึงนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มานำเสนอ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง


ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ อาร์ทิสทรี กลุ่มที่มียอดขายสูงสุดคือ สกินแคร์ โดยมีส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง 20% จากมูลค่าตลาดรวม ที่ 28% ผลิตภัณฑ์สำหรับลดริ้วรอย สัดส่วนกว่า 40% จากมูลค่าตลาดรวม ที่ 37% และสัดส่วนที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเบสิก


"ปี 55 ที่ผ่านมา อาร์ทิสทรี ยังคงครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางพรีเมียมแบรนด์อันดับ 1 ของเมืองไทย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 20% เรามองเห็นโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะการเติบโตของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใส โดยปี 55 นั้น กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสของอาร์ทิสทรี มีรายได้ประมาณ 400 ล้านบาท และคาดว่าปี 56 จะมีรายได้สำหรับกลุ่มนี้ถึง 450 ล้านบาท และมั่นใจว่ายอดขายรวมของอาร์ทิสทรี ปี 56 นี้ จะถึง 3,100 ล้านบาท แน่นอน" นางรัตนา กล่าว


ส่วนงบประมาณที่จะส่งเสริมการขาย และประชาสัมพันธ์ในปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท และสิ้นปีนี้จะทำการเปิดศูนย์บริการแอมเวย์ให้ครบ 80 แห่งทั่วประเทศ จากปีที่แล้วที่มีแค่ 74 แห่ง ภายในงาน อาร์ทิสทรี ได้เปิดตัว อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เป็นชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใสที่ทรงประสิทธิภาพสูง แต่อ่อนโยนต่อผิว.


 


 


Credit by :http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์(Amway): อาร์ทิสทรีรุกตลาดไวท์เทนนิ่ง ส่ง "อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์" ใหม่ มั่นใจยอดขายอาร์ทิสทรีรวมทะลุ 3,100 ล้านบาทสิ้นปีนี้








เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์เสริมทัพผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรีเมียม เปิดตัวสินค้าใหม่ อาร์ทิสทรีไอดีล เรเดียนซ์ ชูเทคโนโลยีเพื่อผิวสว่างใสแบบ 3 มิติ ให้ประสิทธิภาพสูงแต่อ่อนโยนต่อผิว ตอบรับเทรนด์สาวไทยปลื้มผิวขาว เตรียมกลยุทธ์บุกตลาดเต็มรูปแบบ มั่นใจสิ้นปีอาร์ทิสทรีมียอดขายรวมกว่า 3,100 ล้านบาท


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทแอมเวย์ยังมุ่งเน้นการทำตลาดที่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้หญิงเอเชียในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย จีน เวียดนาม และมาเลเชีย พบว่า เทรนด์ความต้องการผิวขาวกระจ่างใสยังคงมาแรงและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคจะมีความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว-มากขึ้น โดยต้องการสกินแคร์ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว ดังนั้น ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อ จึงเลือกจากประสิทธิภาพของสกินแคร์นั้นๆ เป็นหลัก เช่น สามารถช่วยให้ผิวขาวใส สีผิวสม่ำเสมอ ไร้ที่ติ นอกจากนั้น ความนิยมในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง เพราะสาวๆ เชื่อว่า ประโยชน์จากธรรมชาติจะช่วยให้เกิดความงามที่ยั่งยืนและปลอดภัย


ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าในกลุ่มพรีเมียมแบรนด์มีมูลค่าสูงถึง 11,500 ล้านบาท ซึ่งอาร์ทิสทรียังครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางพรีเมียมแบรนด์อันดับ 1 ของเมืองไทย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 20% เรามองเห็นโอกาสทางการตลาดโดยเฉพาะการเติบโตของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใส จึงเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการดูแลสมดุลผิวแบบองค์รวม อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ (ARTISTRY IDEAL RADIANCE) ชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความขาวกระจ่างใสที่สอดรับความต้องการของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยให้ประสิทธิภาพที่สัมผัสได้และส่วนผสมสำคัญที่มาจากธรรมชาติ จึงมั่นใจว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากสาวไทย นางรัตนากล่าว


นางรัตนากล่าวเสริมว่า อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เป็นชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใสที่ทรง- ประสิทธิภาพสูง แต่อ่อนโยนต่อผิว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีผิวกระจ่างใสแบบ 3 มิติ (3D Technology) พร้อมสูตรเฉพาะ มัลติฟลอรา เบลนด์ (MultiFlora Blend) จากดอกไม้นานาพันธุ์ และโปรตีนจากไข่มุก ช่วยให้ผิวเปล่งประกายสมบูรณ์แบบด้วยความงามแบบ 3 มิติ คือ ผิวสว่างใส สีผิวสม่ำเสมอ และเปล่งประกายผิวสุขภาพดี กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ 1.เคล็นเซอร์ 2. โทนเนอร์ 3.เอสเซนส์สูตรน้ำนม 4.ทรีทเมนท์ดูแลจุดด่างดำ 5.มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวสูตรน้ำนม และ 6.ครีมบำรุงผิวกลางคืน เพื่อการดูแลผิวอย่างครบวงจร ซึ่งอาร์ทิสทรีมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการมีผิวเนียนกระจ่างใสของผู้หญิงไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


นางรัตนากล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ในการโปรโมท อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เน้นการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Communication) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงทุกช่องทาง โดยอาร์ทิสทรีประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกที่เริ่มจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้ ทั้งยังเตรียมจัด ไอดีล เรเดียนซ์ 3D ไบรท์เทนนิ่ง เวิร์คช็อป (Ideal Radiance 3D Brightening Workshop) เพื่ออบรมให้นักธุรกิจแอมเวย์กว่า 10,000 ที่นั่ง พร้อมถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไปยัง 6 จังหวัดหลักทั่วประเทศ เพื่อฝึกอบรมให้นักธุรกิจแอมเวย์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างมืออาชีพ โดยเชิญนักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารจากสำนักงานใหญ่ ประเทศสหรัฐอเมริกาบินตรงมาให้ความรู้ถึงเมืองไทย


พร้อมกันนี้ได้มีการจัดทำวิดีโอโฆษณาเผยแพร่ทางยูทูป (YouTube) และโฆษณาผ่านนิตยสารสตรีชั้นนำ โดยทั้งสองสื่อมี เทเรซ่า พาล์มเมอร์ (Teresa Palmer) ดาราฮอลลีวู้ดในฐานะโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์เป็นพรีเซ็นเตอร์แสดงนำ และเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์สินค้าที่แปลกใหม่ อาร์ทิสทรีได้สร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ชื่อว่า อาร์ทิสทรี ไทย เออาร์ (Artistry Thai AR) เพื่อนำเทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือนจริง (Augmented Reality) มาสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกด้วย เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้กระดาษสามารถลุกขึ้นมามีชีวิตได้ด้วยเทคนิค 3D ในการนำเสนอวิดีโอโฆษณา และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนนักธุรกิจแอมเวย์ให้เปิดตลาดง่ายขึ้นด้วย นางรัตนากล่าว


จากคุณภาพของผลิตภัณฑ์กับแผนการตลาดแบบบูรณาการ เรามั่นใจว่า อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ จะช่วยให้ยอดขายของกลุ่มเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใสของอาร์ทิสทรีเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ส่งผลให้อาร์ทิสทรียังครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นางรัตนากล่าวทิ้งท้าย


ที่มา:www.amwayshopping.com

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงปี56เร่งเครื่องรั้งอันดับ TOP5 หลังโผยอดขายปี55พลิกล็อคเพียบ !









จับทิศอันดับยอดขายบริษัทขาย ตรงปี56...หลังหลายค่ายเดินหน้าปล่อย ยุทธศาสตร์เพียบ หวังรั้งอันดับ TOP 5 กลับคืนมา!...พบเบอร์ 1 แอมเวย์อันดับยัง คงเหนียวแน่นตลอดกาล ด้วยยุทธศาสตร์ เหนือเมฆปล่อยออกมาเป็นซีรี่ส์ หวังครองใจคนทั่วโลก เผย 10 อันดับขายตรงปี53- 55 เริ่มพบเห็นอันดับเปลี่ยนมือ ยอดขายบางค่ายตกฮวบ...พร้อมเตรียม จับตาปี56 การแข่งขันในสมรภูมิรบขายตรงดุเดือดเลือดพล่านแน่!


...นับได้ว่าในปี 2555 ที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการ แข่งขันกันค่อนข้างสูงทีเดียว ทั้งในเรื่อง ของ ชั้นเชิงธุรกิจ หรือแม้กระทั่ง กึ๋น ของ ผู้ประกอบการ เองก็ตามที ที่ใส่กัน แบบไม่ยั้งหวังที่จะอยู่ในอันดับยอดขาย ที่ดีที่สุด หรือไม่ให้ตกไปจากอันดับเดิมที่ รั้งอยู่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า อันดับยอด ขาย ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าตาของบริษัทเลย ก็ว่าได้ เพราะหากค่ายไหนที่มีอันดับยอด ขายที่ดี หรือไม่ตกอันดับไปจากเดิม ก็ ถือว่ามีแต้มต่อในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และการเติบโตที่ค่อนข้างที่จะมีความ มั่นคงนั่นเอง วันนี้ต้องบอกว่า ธุรกิจขาย ตรง ค่อนข้างที่จะเติบโตอย่างร้อนแรงที เดียว ทั้งค่ายที่เกิดใหม่ หรือแม้กระทั่งค่าย เก่า ๆ ที่อยู่มานานก็ตามที เห็นได้อย่าง หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่โตตามเป้า และมียอดทะลุเกินเป้าหมายก็หลาย ๆ ค่ายทีเดียว
...จะเห็นได้ว่า วันนี้ ยอดขายที่เรียก ว่า โตแบบร้อนแรง อันดับ 1 ที่รั้งมานาน ยังคงเป็นของยักษ์ใหญ่จากอเมริกานั่น ก็คือ แอมเวย์ แต่ที่น่าสนใจคงจะหนี ไม่พ้นบริษัทขายตรงที่อยู่ในอันดับ 2-10 ที่มีการเปลี่ยนอันดับออกมาให้เห็นกันอยู่ทุกปี นั่นก็หมายความว่า ฝีมือและ ชั้นเชิงทางธุรกิจของ ผู้ประกอบการ แต่ละค่าย อาจเรียกได้ว่าไม่ทิ้งห่างกัน มากเท่าที่ควร

เผย10 อันดับขายตรงปี53-55 อันดับเปลี่ยนมือยอดขายฮวบ

...วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำไม... ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ถึงสามารถรั้งจ้าว ผู้นำเครือข่ายในเมืองไทยตลอดกาล!.. คำถามนี้ คงเกิดขึ้นในความคิดของใคร หลายคนอย่างแน่นอน...ส่วนหนึ่งอาจจะ เป็นเพราะการเข้าใจและเข้าถึงความ ต้องการของผู้บริโภคที่สำคัญยังสามารถ พลิกคัมภีร์รบได้ค่อนข้างเร็ว ตาม สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ หากลองเปรียบเทียบอันดับ ยอดขายของบริษัทขายตรงในช่วงปี 2553-2555 ที่ผ่านมา พบว่า อันดับยอด ขายเริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น ได้ชัด โดยทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ขอแจงข้อมูลยอดขายของ 10 อันดับ บริษัทขายตรงให้ทุกท่านทราบดังนี้
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2553 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 14, 370 ล้านบาท อันดับที่ 2 กิฟฟารีนปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 4, 912 ล้านบาท อันดับที่ 3 เอม สตาร์ ปี 2553 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 4,901 ล้านบาท อันดับที่ 4 ซูเลียน ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4, 400 ล้านบาท อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2553 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 2,700 ล้านบาท อันดับที่ 6 คังเซนฯ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ ที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2553 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 1, 500 ล้านบาท และอันดับ 10 ไลฟ์ สไตลส์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 1,500 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2554 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2554 ปิด ยอดขายอยูที่ 5,540 ล้านบาท อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 5,488 ล้านบาท อันดับที่ 4 เอม สตาร์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,203 ล้านบาท อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 3,998 ล้านบาท อันดับที่ 6 หมอเส็ง ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2554 ปิด ยอดขายอยู่ ที่ 2,200 ล้านบาท อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2554 ปิด ยอดขายอยูที่ 2,000 ล้านบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2554 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และอันดับ ที่ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2554 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 1,822 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจำปี 2555 พบว่า อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2555 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท อันดับที่ 4 นีโอไลฟ์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 5,400 ล้านบาท อันดับที่ 5 ยูนิซิตี้ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 3,700 ล้านบาท อันดับที่ 6 เอม สตาร์ ปี 2555 ปิด ยอดขายอยู่ที่ 3,147 ล้านบาท อันดับที่ 7 หมอเส็ง ปี 2555 ปิดยอดขาย อยู่ที่ 2,700 ล้านบาท อันดับที่ 8 นู สกิน ปี 2555 ปิดยอดขายอยูที่ 2,500 ล้า นบาท อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2555 ปิด ยอดขายอยูที่ 2,400 ล้านบาท และอันดับ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ ที่ 1,750 ล้านบาท

แอมเวย์ ขอรั้งจ้าวผู้นำเครือข่าย จับตาปี56หลายค่ายเร่งเครื่องชิงอันดับ

...จะเห็นได้ว่า ในช่วง ปี 2553-2555 ยอดขายของบริษัทขายตรงไทยใน 10 อันดับแรกแต่ละปี จะมีการเปลี่ยนแปลง ทุกปี เฉพาะอันดับ 2-10 เท่านั้น เห็นได้ จากในปี 2553 เจ้าตลาดเครือข่ายอันดับ 1 ยังคงเป็นในส่วนของแอมเวย์ ส่วนอันดับที่ 2 เป็นในส่วนของบริษัทกิฟฟารีน และต่อมาในปี 2554 ค่ายม้ามืดอย่าง ซูเลียน ก็มารั้งอันดับที่ 2 แทนค่าย กิฟฟารีน พร้อมกับขึ้นมาแซงค่ายเอม สตาร์อีกหนึ่งค่าย เรียกว่ายอดขายแต่ละ ค่ายขึ้นมาเบียดกันอย่างน่าตกใจเลยที เดียว
แต่ที่น่า ตกใจเป็นอย่างยิ่งคงจะ เป็นในส่วนของค่าย เอม สตาร์ ที่เรียก ว่า ออกมาสตาร์ทด้วยยอดขายดีดีอย่าง มากในช่วงปี 2553 โดยรั้งอยู่ที่อันดับ 3 แต่พอหลังจากนั้นในปี 2554 และ ปี 2555 ยอดขายของค่ายนี้ก็ตกฮวบลงอย่างน่า ตกใจพร้อมกับอันดับก็ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 6 ในปี 2555...ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิด เช่นเดียวกันว่า ทำไมค่ายนี้ยอดขายถึงดิ่ง ลงเหวลงเรื่อย ๆ ในแต่ละปี ทั้ง ๆ ที่ในช่วง แรกค่อนข้างที่จะออกตัวแรงอย่างมากที เดียว
แต่อีกหนึ่งค่ายที่เรียกว่าน่าจับตา มองเป็นอย่างยิ่งใน ยุคนี้ พ.ศ.นี้ คงต้อง เป็นค่าย นีโอไลฟ์ ที่อันดับยอดขายเริ่ม ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ที่สำคัญ ยอดขายเติบโต ค่อนข้างเร็วอย่างมากทีเดียว ในขณะนี้ เดียวกัน อีกหนึ่งค่ายอย่าง นู สกิน ถึง แม้อันดับจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่สำหรับยอด ขายแล้ว ต้องบอกว่าค่ายนี้มีอัตราการ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
เช่นเดียวกับ ยูนิซิตี้ ที่ ทั้งอันดับและยอดขายต่างก็ ถีบตัวสูงขึ้นเป็นอันดับ จากที่ ในปี 2553 และ 2554 อยู่ ในอันดับที่ 8 มาในปี 2555 ที่ ผ่านมา สามารถรั้งขึ้นมาอยู่ที่ อันดับที่ 5 เลยทีเดียว ส่วนทาง ด้าน หมอเส็ง ถึงแม้ว่าในปี 2553 จะไม่ติดอยู่ใน 10 อันดับ บริษัทขายตรงที่มียอดขายที่ ดีแล้ว จนกระทั่งในปี 2554 สามารถติดอยู่ที่อันดับ 6 แซง บริษัทข้ามชาติอย่าง นู สกิน และ ยูนิซิตี้ ชนิดที่ว่าไม่เห็น ฝุ่นกันเลยทีเดียว
แม้กระทั่งค่าย จอย แอนด์คอยน์ เอง ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ก็เริ่มติดอยู่ใน 10 อันดับแรกด้วยเช่นกัน พร้อม กับมียอดขายเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจนถึงในปี 2555 นี้ ... แต่ก็มีอีกหนึ่งค่าย ที่น่าตกใจ เช่นเดียวกัน กับทั้งในเรื่องของ ยอดขายและอันดับที่ร่วงควบคู่ กันนั่นก็คือ ค่าย คังเซน-เคน โก หลังจากที่องค์กรภายใน มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารเกิด ขึ้น เช่นเดียวกับค่าย ไลฟ์ สไตลส์ ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2553 ติดอยู่ในอันดับ 10 ของบริษัทที่ มียอดขายที่ดี แต่ในวันนี้พบว่า ค่ายนี้ ได้กระเด็นหลุดหนีออก จากวงโคจรนี้ ไปเป็นที่เรียบร้อย แล้ว!!

หลายค่ายปล่อยยุทธศาสตร์แรง หวังดึงยอดขายกลับคืนชีพ

...หลังจากที่ตัวเลขผล ประกอบการในปี 2555 ของแต่ ละบริษัทฯ ได้ออกมาแล้ว พบ ว่า มีทั้งค่ายที่มียอดขายเติบโต ดี และค่ายที่มียอดขายที่ถือว่า ยังไม่ตรงตามเป้าเท่าที่ควร ด้วย เหตุนี้เอง ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างเตรียมกลยุทธ์เพื่อที่จะช่วง ชิงความได้เปรียบและกระตุ้น ยอดขายกันตั้งแต่ต้นปี เห็นได้จาก เบอร์ 1 ใน วงการขายตรงอย่าง แอมเวย์ ก็เช่นกัน ที่ในปีนี้ ก็ออกมา ประกาศถึงยุทธศาสตร์ ที่ยังคง เน้นกลยุทธ์เดิม ด้วยการ มุ่งเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิด ประสิทธิผลมากที่สุด พร้อม กับการชูกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพและความงาม รวมถึง การเตรียมนำเสนอไลฟ์สไตล์ โซลูชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลในวัย และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการ เฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการเสริมทัพ หน้าด้วยการสื่อสารเชิงรุก ทั้ง ในเรื่องของการสร้างแบรนด์ให้ ใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านการใช้ กระแสโซเชียลมีเดียมากขึ้น การเพิ่มแอมเวย์ช็อป ให้ กระจายสู่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อ เพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภค สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่วนทางด้านค่าย ซูเลียน การทำตลาดในปีนี้ คงเน้นกลยุทธ์ซุ่มเงียบเหมือน เช่นเคย ไม่มีการออกสื่อให้ข่าว แต่อย่างใด แต่จะเป็นกลยุทธ์ ในเรื่องของการใช้การฝึกอบรม เทรนนิ่งสมาชิกเป็นหลักเสีย ส่วนใหญ่สำหรับในปีนี้ ด้าน กิฟฟารีน พบว่า ใน ปีนี้ จะเป็นการเน้นการขยาย ตลาดไปยังต่างประเทศอย่าง ต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกปีนี้ จะเข้าไปเปิดตลาดในประเทศ อินโดนีเซีย ต่อจากนี้ จะไปเจาะ ตลาดประเทศเวียดนามในปี 2557 รวมถึงการรุกขยายสาขา ในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 พร้อมกับ เตรียมที่จะเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ ใน กิฟฟารีนชาแนล เพื่อขยาย ฐานลูกค้าให้กว้างและครอบคลุม ในทุกพื้นที่
...เช่นเดียวกับค่าย นีโอ ไลฟ์ ที่ยังคงส่งเสริมการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมสินค้าโอท็อป กับทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมลง นาม MOU กับทางกระทรวง มหาดไทยเหมือนที่ผ่านมาเช่น เดิม รวมถึงการจัดกิจกรรม โรดโชว์ตามภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับการเปิดรับสมัครการ ประกวด นีโอ สตาร์ส ตามโรง เรียนมัธยมศึกษา นอกจากนี้ ทาง นีโอไลฟ์ เอง ยังเตรียมที่จะบุก ตลาดอาเซียนมากยิ่งขึ้น ไป พร้อม ๆ กับการมองหาตลาด ใหม่ ๆ เพื่อเข้าไปขยายธุรกิจ ต่ออีกด้วย นอกจากนี้ ทางด้าน ยูนิซิตี้ ก็มีแผนงานที่สำคัญ ในปีนี้ คือ เตรียมที่จะขยาย ตลาดเพิ่มขึ้นใน 3 ประเทศด้วย กัน คือ ลาว, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม เพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างต่อเนื่อง และการเน้นใน เรื่องของการอบรมเพื่อให้ผู้นำ ประสบความสำเร็จ พ่วงท้าย ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในการกระตุ้นยอด
...เรียกได้ว่า วันนี้การที่ จะก้าวสู่ผู้นำในตลาดขายตรง ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีความพร้อมครบทุก ๆ ด้าน ที่ สำคัญ ต้องอ่านเกมการแข่งขัน ในแต่ละปีให้ขาดด้วย ในขณะ เดียวกัน เชื่อว่าในปีนี้ สมรภูมิ รบ ใน ธุรกิจขายตรง คงเป็น เกมที่น่าจะแข่งขันกันอย่างสนุก และตื่นเต้นอย่างแน่นอนในปีนี้ เพราะถือว่าเป็น เกมแห่ง ศักดิ์ศรี เลยก็ว่าได้ เพราะวันนี้ หากค่ายไหนเสียหลักพลาดท่า เมื่อไหร่...เชื่อว่า อันดับยอด ขาย ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นปีที่ผ่าน ๆ มาอย่าง แน่นอน!!...ไม่เชื่อคอยดู




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556